WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, November 24, 2009

กษิต ภิรมย์

ที่มา บางกอกทูเดย์

บนโลกนี้...มี สงครามและสันติภาพว่ากันว่า..นับตั้งแต่โลกถูกสร้างขึ้นมาและมีมนุษย์เกิดขึ้นมาในโลก...ชาวมนุษย์ทำให้โลกปราศจากสภาวะสงครามแค่ 300 ปี...ประวัติศาสตร์ชาวไทย...เกือบ 1 พันปีที่ผ่าน...เราว่างเว้นสงครามกันนานที่สุดก็ 150 ปี...หลังสวรรคตของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช...แต่กว่าจะถึงวันที่ปราศจากสงคราม..เผ่าพันธุ์ไทยก็แทบจะแหลกยับอยู่กับการเข่นฆ่ากันทั้งในระหว่างเผ่าพันธ์เดียวกันและจากการผสมโรงของชาติข้างเคียงไม่ว่า พม่า...เขมร

และแม้แต่...เชียงใหม่ ฯลฯเพราะสงครามกันสันติภาพเป็นวัฒนธรรมของมนุษย์...ทุกๆ ประเทศทุกๆ ราชอาณาจักรจึงมี...กระทรวงกลาโหมไว้เพื่อทำสงครามและมีกระทรวงการต่างประเทศไว้เพื่อดูแลสันติภาพแต่ความฉิบหายวายวอดที่เกิดกับประเทศไทยวันนี้...เพราะกระทรวงที่พยายามจะสร้างสันติภาพกลายเป็นกระทรวงกลาโหม...และกระทรวงที่พยายามก่อสงครามกลายเป็นกระทรวงการต่างประเทศน่าเห็นใจอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี...กับรัฐมนตรีต่าง

ประเทศ...ของเขา...แน่นอน...ถ้าเขาเลือกได้...รัฐมนตรีต่างประเทศของเขาคงจะไม่ใช่ขุนใฝ่สงคราม...คงจะไม่ใช่คนที่ด่ากราดรัฐบุรุษเพื่อนบ้านว่า กุ๋ย...และสกปรกคดโกง...ผู้ชนะอย่าง สมเด็จฯ ฮุน เซน...เป็นนายกรัฐมนตรีกัมพูชามาแล้ว 24 ปี...ในการเลือกตั้งที่มีสหประชาชาติเป็นเจ้าภาพ...เทียบชั้นแล้วเขาเหนือกว่าหลายสิบเท่าวันนี้...คนไทยคนหนึ่งเป็นผู้ต้องหา...กระทำการจารกรรมในประเทศกัมพูชา...คนไทยหลากหลายก็อยากจะทำให้เรื่องร้ายมันจบลงด้วย

ดี...พลเอก ชวลิตยงใจยุทธ...จะใช้ความเป็นมิตรและจิตใจที่เป็นไมตรี...หาทางแก้ไขเพื่อช่วยให้คนไทยที่ตกทุกข์ได้ยากได้คืนสู่อ้อมอกพ่อแม่และลูกเมียรัฐมนตรีต่างประเทศไทย...ด่ากราดว่าไม่ใช่หน้าที่...แล้วมันมีปัญญาหรือไม่...แค่จะไปเยี่ยมเยียนพม่าเพื่อนบ้าน...เขายังบอกว่าไม่ว่าง...จะต้อนรับ...กับกัมพูชายิ่งไปกันใหญ่...เขียนไว้ตรงนี้...คนไทยคนนี้จะได้กลับประเทศไทย...และคนที่จะทำให้ได้กลับ...คือ พลเอก ชวลิตยงใจยุทธ...

ละคร 7 สี มีดีกว่า‘การเมือง’

ที่มา บางกอกทูเดย์

ห่างหายจากการเป็น“คอละคร” ไปนานเอาการ..ย้อนนึกกลับไปถึงละครเรื่องที่ผู้เขียนได้ดูจริงจัง และสามารถปะติดปะต่อเรื่องได้ “แม่นยำ”ก็ต้องเป็นเรื่อง “คมแฝก 1” ที่มีป๋อ ณัฐวุฒิ สกิดใจ เป็นพระเอกจะว่าไปแล้ว! ละครโทรทัศน์หากดูด้วย “สติ” ไม่เอามันส์เพียงอย่างเดียว บทละครแต่ละเรื่องสามารถ

สะท้อน “ความจริง” ของสังคมให้ได้คิดไม่มากก็น้อย“ดอกบัวขาว” ละครโทรทัศน์ช่อง 7 สี ...1 เรื่องที่ผู้เขียนได้สวมบท“คอละคร” อีกครั้งแม้ว่าละครจะจบไปนานแล้ว ทว่าบทละครบางมุมสะท้อน“วิถีการเมืองไทย” ได้อย่างใกล้เคียงเนื้อหาละครดอกบัวขาวเวียนวนอยู่กับเรื่องความอิจฉาริษยา แย่งชิงมรดก แย่งชิงผู้ชายมีนางเอกที่ใสซื่อบริสุทธิ์ เปี่ยมไปด้วยจิตใจที่โคตรจะดีงาม เพราะคำสั่งสอนของมารดาที่พร่ำบอกก่อนสิ้นใจว่าให้“เสียสละ”มีพระเอกเป็นนักธุรกิจรูป

หล่อ ร่ำรวยเป็นนักเรียนนอกมีนางร้ายแสนสวยที่ตอหลดตอแหลเป็นไฟแลบ วันๆ หมกมุ่นอยู่แต่เรื่องเลวร้าย แม้จะมีพ่อเป็นนายทหารระดับสูงแต่พ่อก็เข้าใจผิดแม่นางเอก (เมียที่โดนขืนใจ) และแสดงอาการจงเกลียดจงชังมาถึงลูก (นางเอก)มีตัวละครฝ่ายธรรมะที่แทบจะเป็นนางฟ้าในเทพนิยาย มีเหตุการณ์ที่ทำให้นางเอกผู้น่าสงสารต้องโดนย่ำยีตลอดเรื่อง เรียกได้ว่าครบสูตรละครน้ำเน่าทุกประการแม้ละครจะเน่าแต่หากพิจารณาให้ถี่ยิบแบบเฟรมต่อเฟรม “น้ำดี”ก็มีอยู่

มาก.. นี่คือเหตุผลที่ทำให้ผู้เขียนสวมวิญญาณ “คอละคร” ในช่วงเวลา “ว่าง” หรือ “เซ็ง” กับบรรยากาศการเมืองไทยการเมืองไทยเน่ายิ่งกว่าละคร!การเมืองไทยแย่งชิงกันจอสะเทือน!การเมืองไทยอิจฉาริษยากันยิ่งกว่าเรื่องที่อุปโลกขึ้น!ร้ายกว่านั้น??! การเมืองไทยก็มีแต่เรื่องเดิมๆบทเก่าๆผู้แสดงทั้งหน้าเก่าหน้าใหม่ก็ยังตีบทกันไม่ค่อยแตก แสดงกันไปคนละทางสองทาง แย่งบทกันบ้างลืมบทของตัวเองบ้างหรือไม่ก็คอยแต่เงี่ยหูฟังคนบอกบทข้างฉากที่สำคัญก็คือ

อะไรที่มีอยู่ในละครโทรทัศน์ก็มีอยู่ในการเมืองไทยไม่ว่าจะเป็นตัวพระ ตัวนาง ตัวโกง นางร้าย นางอิจฉา รวมทั้งความเจ้าเล่ห์เพทุบาย การโกหกมดเท็จอย่างหน้าด้านๆการท

เสียงประชาชน

ที่มา บางกอกทูเดย์

หนึ่งเสียงของประชาชนที่ต้องการ “ถ่ายทอด”ความคิดเห็นและความรู้สึกให้กับคนหมู่มากได้รับทราบ...เขาผู้นี้เกริ่นนำว่า...จากเสียงขู่...ฆ่ามัน...ฆ่ามัน!!หน้ารัฐสภา 7 ตุลา 51 ถึงข่าวลือสังหารมาร์ค!! ทำไมสื่อและพรรคประชาธิปัตย์ถึงตื่นเต้นกันนัก??เขาไม่เข้าใจว่า... รัฐบาลประชาธิปัตย์ กับสื่อมวลชนรวมถึงนักเล่าข่าวทางฟรีทีวี และสื่อเลือกข้างบางสำนัก...รู้สึกตื่นเต้นอะไรกันมากมายกับข่าวการลอบทำร้ายนายกรัฐมนตรี “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”ทั้งที่ประเทศไทยหลังปี พ.ศ. 2548 เป็นต้นมา...การพูดถึงการ “ลอบสังหารบุคคลสำคัญ”ของประเทศ...มีการกระทำกันอย่างเอิกเกริกมีการประชุมวางแผนเพื่อทำรัฐประหาร!ซึ่งเป็น

การวางแผนด้วยฝีมือของ บุคคลสำคัญของประเทศ ที่ต้องการพุ่งเป้ามีจุดประสงค์หมาย“ปลิดชีพ” บุคคลสำคัญ “ฝ่ายตรงข้าม”โดยเฉพาะที่ชัดเจนเห็นจะเป็นกรณีการปิดล้อมรัฐสภา เมื่อ 7 ต.ค. 51 หรือ “วันตุลาวิปโยค”โดยมวลชนกลุ่มหนึ่งที่สร้างความวุ่นวายให้กับชาติบ้านเมืองที่ประกาศ ฆ่ามัน...ฆ่ามัน!! เลือนลั่นไปทั่วท้องทุ่งแห่งการ “ต่อสู้” บนความโกรธแค้นชิงชังแต่จนถึงขณะนี้...พวกเขาก็ยังคงเดินหน้าไม่ยอมเลิกลา“ยึดมั่นในสิ่งที่ตนเชื่อ” และ “รับฟังใน

สิ่งที่ตนอยากฟัง”ที่ผ่านมา การสร้างความรุนแรง โดยการรัฐประหารก็ดี...การบุกยึดสถานีโทรทัศน์ NBT ก็ดี...การยึดทำเนียบรัฐบาลก็ดี...การปิดสนามบินทั้งในต่างจังหวัด ดอนเมืองและสุวรรณภูมิก็ดีนับเป็น “ความร้ายแรงที่สุด” ที่ทำลายความมั่นคงและความมั่งคั่งของประเทศชาติแต่รัฐบาลภายใต้การนำของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”ไม่นำพาไปกับการบังคับใช้กฎหมายเพื่อดำเนินคดีกับ“ผู้กระทำผิด”ดังจะเห็นได้จากการดำเนินการเป็นไปด้วยความล่าช้าการบังคับ

ใช้กฎหมายในห้วงของ “รัฐบาลอภิสิทธิ์”รวมถึงวิธีทางการปกครองอื่นๆ แสดงให้เห็นว่า...เป็นไปอย่างขาดความเสมอภาค ความเท่าเทียมขาดความยุติธรรม และขาดความชอบธรรมมิหนำซํ้ายังไม่กวดขัน “ไขน็อต” กระบวนการยุติธรรมที่หย่อนยาน ทำให้สภาพสังคมไทยภายใต้รัฐบาลของเขา “เสื่อมทรามลง”ไร้ขื่อแปอย่างที่สุด!หรือถึงจะมีขื่อแปอยู่บ้างก็อยู่ในสภาพโยกเยกโย้เย้ไปมา...หมุนไปกับ “ลมพายุของอำนาจ” ที่รอวันล้มครืนพังลงมาดังนั้นการสร้าง ข่าวลือ...

ข่าวโคมลอย...การพูดทีเล่นที่จริงว่ามีใีครคนหนึ่งหรือคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งอยาก “มีส่วนร่วม” ในการ “มัดตราสังข์”บุคคลซึ่งเป็นผู้นำหรือใครจะประกาศตั้งค่าหัวใคร...ใครจะประชุมเพื่อจะลอบสังหารใคร...จึงเป็นไปอย่าง “อึกทึกครึกโครม”อย่างไม่เคยปรากฎมาก่อนทั้งนี้สาเหตุมาจากการไม่บังคับกฎหมายอย่างเสมอภาค และเป็นธรรมกับทุกฝ่ายในสังคมปัญหาการปฏิบัติเรื่องการบังคับใช้กฎหมายกับกลุ่มผู้กระทำความผิด โดยเฉพาะกับ “พันธมิตรฯ-ประชาธิปัตย์” ที่มีการ

ทำความผิดร่วมกันหลายกรรมหลายวาระ และหลายกระทงเช่น การยึดสถานที่ราชการ การปิดล้อมรัฐสภา ทั้งที่มีความผิดอย่างชัดเจน และมีประจักษ์พยานมากมาย ซํ้าคดีก็ไม่มีความคลุมเครือทั้งในข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายแต่รัฐบาลภายใต้การนำของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”กลับไม่ดำเนินการแต่อย่างใด ซํ้าการบริหารงานก็ไร้ประสิทธิภาพเกือบทุกด้านอย่างนี้ลาออกอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ...ถ้าเป็นสมัยโบราณ “หัวบนบ่า” ก็คงรักษาไว้ไม่ได้...นี่เป็น “เสียงของ

ประชาชน” ที่มีคุณค่า และสะท้อนให้เห็นถึง “ความวิบัติ” ในบ้านเมือง...เราเองที่เป็น “ผู้สร้าง” และ “ผู้ทำลาย”เขามอง “ภาพการเมือง” โดยถอดแว่นดำเพื่อให้ภาพที่ปรากฎตรงหน้าชัดเจน...ไม่ถูกเลนส์บังลูกกะตาทำให้ “ขุ่นมัว”ปากอ้าง “เสียสละ” แต่ประเทศชาติ “ฉิบหาย”ตกตํ่าลงทุกวัน...เมื่อไหร่ “ความกระสันต์” เหล่านี้จะสิ้นสุดลงเสียทีหรือประชาชนท่านอื่นคิดเห็นเป็นอันใด?! 

อุ้มกษิต มาร์คท้ารบทั่ว?

ที่มา บางกอกทูเดย์

เดิมพันทางการเมืองครั้งนี้ของพรรคเพื่อไทย ของพรรคร่วมรัฐบาลที่เริ่มเบื่อหน่ายสถานการณ์แบบนี้ หรือแม้แต่กระทั่งบรรดากลุ่มคนเสื้อแดง จึงต้องถือว่าไม่ง่ายแน่ๆ เมื่อเจอบุคลิกแบบนายอภิสิทธิ์ขนาดไม่สนใจสัญญาณใดๆ ได้ ต้องถือว่านายอภิสิทธิ์พร้อมรบทางการเมืองอย่างเต็มที่

หากจะมองหาความสมานฉันท์ในบ้านเมืองนี้ มองยังไงก็ยังมองไม่ออก แต่หากจะมองหาปัญหา บอกได้เลยว่า มีให้เห็นร่องรอยเพียบไปหมดนี่คือสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับประเทศไทย ภายใต้การทำหน้าที่รัฐบาลบริหารประเทศของพรรคประชาธิปัตย์ และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีจะไม่วุ่นได้อย่างไร ในเมื่อทุกเรื่อง ทุกประเด็นที่รัฐบาลดำเนินการในเวลานี้ ล้วนใช้การเมืองนำหน้าแทบทั้งสิ้นจะแต่งตั้ง ผบ.ตร.คนใหม่ ก็ใช้การเมืองนำหน้าคงต้องชมกันตรงๆว่า ไม่เคยเห็นนายกรัฐมนตรีคนไหน มุ่งมั่นกับการแต่งตั้ง ผบ.ตร. เท่ากับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มาก่อนเลยในประวัติศาสตร์การเมืองไทยเพราะกล้าที่จะประกาศจุด

ยืนอย่างชัดเจนว่า คนที่ต้องการให้เป็นให้ได้นั้น คือ พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ เท่านั้น จะไม่เอาคนอื่นใดอย่างเด็ดขาดเป็นการกล้าที่จะแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนโดยไม่หวั่นต่อสัญญาณทางการเมือง หรือสัญญาณพิเศษใดๆ ทั้งสิ้นยอมแม้กระทั่งว่านายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ จะลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ก็ไม่เป็นไร แต่ยืนยันว่า ไม่เอา พล.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย หรือใครทั้งสิ้นหาก พล.ต.อ.ปทีปไม่ได้ คนอื่นก็ไม่ต้องได้ ก็ปล่อยให้มันคาราคาซังไปเรื่อยๆ

แบบนี้แหละ เป็นความมุ่งมั่นและยืนหยัดที่น่าทึ่งของนายอภิสิทธิ์ จริงๆดังนั้นจึงไม่น่าประหลาดใจ กับความพยายามหรือความมุ่งมั่นที่จะต้องไปปฏิบัติภารกิจที่เชียงใหม่ให้ได้ ในวันที่ 29 พฤศจิกายนนี้จะมีการรวมกลุ่มต่อต้านสักแค่ไหนก็ไม่สน... จะต้องไปให้ได้ต่อให้ต้องใช้งบประมาณมากขนาดไหน ใช้กำลังตำรวจและทหารมากเพียงใด รวมทั้งต้องใช้เฮลิคอปเตอร์ไว้ทั้งควบคุมสถานการณ์ หรือแม้แต่ใช้เพื่อกรณีจำเป็นต้องเดินทางหลบออกจากพื้นที่อย่างกระทันหันแต่

นายอภิสิทธิ์ ก็ต้องไปให้ได้ใครจะมองว่าเป็นการยั่วยุ หรือแม้แต่กระทั่งเป็นการจงใจแสดงให้เห็นถึงการตามราวีประท้วงขับไล่ของคนเสื้อแดง ของกลุ่มคนรักเชียงใหม่ก็ไม่สนใจ สุดแท้แต่ว่าใครจะมอง... นายอภิสิทธิ์ยืนกรานเพียงว่าต้องไปให้ได้ เพราะอาจจะคิดว่านั่นคือชัยชนะทางการเมืองที่จะตามมา เนื่องจากหากสามารถไปที่จังหวัดใดก็ได้ โดยเฉพาะภาคเหนือและภาคอีสาน นั่นก็แปลว่าการต่อต้านของกลุ่มคนเสื้อแดงสิ้นฤทธิเดชลงแล้วแน่นอนว่าหากนาย

อภิสิทธิ์ คิดเช่นนี้จริงๆ ก็แปลว่า สิ่งที่ปรารถนาคือการสยบกลุ่มคนเสื้อแดงนั่นเองวันนี้นายอภิสิทธิ์ ยืนยันว่าไม่มีอะไรจะมาเปลี่ยนแปลงความตั้งใจได้ เพราะการรวมตัวต่อต้านไม่ต้อนรับนายกรัฐมนตรี ไม่มีนักประชาธิปไตยที่ไหนใช้วิธีการแบบนี้ ซึ่งไม่เป็นผลดี และไม่เป็นประชาธิปไตย จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทุกฝ่าย แต่นายอภิสิทธิ์ อาจจะลืมไปว่า ในวันที่ม็อบพันธมิตรฯ รวมตัวต่อต้านนายกรัฐมนตรี ถึง 3 คน ไม่ว่าจะเป็น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายสมัคร สุนทร

เวช และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ก็ใช้วิธีการเช่นเดียวกันนี้ ที่เรียกว่าแผนดาวกระจายก็มาจากพันธมิตรฯ นี่แหละเพียงแต่นายอภิสิทธิ์ ที่พร่ำบอกว่ายึดมั่นในประชาธิปไตย วันนั้นกลับไม่ได้มีการออกมาบอกแม้แต่สักแอะ ว่าวิธีการของม็อบพันธมิตรฯ ไม่เป็นประชาธิปไตย และสร้างความเสียหายโดยวิธีการเดียวกัน เมื่อคนเสื้อแดงเห็นพันธมิตรฯ ทำได้ ก็เลยทำบ้าง ไฉนนายอภิสิทธิ์ จึงกลับเกิดมีมุมมองที่แตกต่างกันขึ้นมา... เหมือนเสียงครหาที่ว่า “ม็อบมีเส้น” กับ “ม็อบ

ไม่มีเส้น”กระนั้นหรือยิ่งเรื่องของกรณีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา จนถึงวันนี้นายอภิสิทธิ์ ก็ยังคงยืนหยัดมั่นคงในการที่จะกระเตงนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ต่อไปอย่างเหนียวแน่นทั้งๆ ที่สื่อกระแสหลักทั้งหมดของประเทศนี้ นักวิชาการที่เป็นกลาง รวมกระทั่งบรรดานักการทูต และคนในกระทรวงการต่างประเทศ ต่างก็พากันมองตรงกัน และวิพากษ์วิจารณ์เป็นเสียงเดียวกันว่านายกษิต คือ จุดอ่อน....!!และนายกษิตนี่แหละ

ที่ทำให้ไทยดำเนินนโยบายด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศผิดพลาดแต่นายอภิสิทธิ์ก็ยืนยันว่าไม่มีการปลด ไม่มีการปรับ และไม่มีการเปลี่ยนนายกษิตออกจากรัฐบาลอย่างแน่นอนเพราะทอดตาทั่วทั้งพรรคประชาธิปัตย์ในเวลานี้ หาใครที่จะเหมาะสมกับตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เท่ากับนายกษิต ไม่มีอีกแล้วฉะนั้นไม่ว่าอย่างไร ตราบใดที่นายอภิสิทธิ์ ยังคงเป็นนายกรัฐมนตรี ตราบนั้นนายกษิตจะต้องเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศคู่บุญนายอภิสิทธิ์ไป

ตลอดก็ขนาดกรณีที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย ระบุว่าอาจจะมีการเปลี่ยนขั้วรัฐบาลเกิดขึ้นก็ได้นายอภิสิทธิ์ ยังไม่สะดุ้งสะเทือน มั่นใจในผลงานชนิดเต็มร้อยประกาศสวนทันทีว่า ไม่รู้สึกกังวล เพราะถือว่ามีหน้าที่ทำงาน และก็ได้พยายามทำหน้าที่ให้ดีที่สุดแล้ว ดังนั้น ก็จะเดินหน้าทำงานต่อไป โดยไม่เชื่อว่าจะเกิดการเปลี่ยนขั้วหรือใครจะมาขีดเส้นตายว่า จะเป็นรัฐบาลที่อยู่ไม่ถึงปีใหม่นั้น ก็ไม่มีทางทำให้นายอภิสิทธิ์ หวั่นไหวแม้แต่น้อยนี่คือบุคลิกที่

น่าทึ่งของนายอภิสิทธิ์ เพียงแต่หลายๆ คนอาจจะมองว่า จริงๆ แล้วเป็นเพียงแค่บุคลิกของ “เด็กดื้อ” แต่หากมองกันด้วยใจเป็นธรรม สิ่งที่นายอภิสิทธิ์ตัดสินใจและเดินหน้ากระทำอยู่ในเวลานี้ มันไม่ใช่เด็กดื้อแล้ว... ระดับของเด็กดื้อไม่ว่าอย่างไร ก็ไม่มีดีกรีมากขนาดนี้แต่นี่คือความเชื่อมั่นที่สูงมากเป็นพิเศษดังนั้น ณ วันนี้ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนเสื้อแดงที่นัดรวมพลกันแสดงพลังในวันที่ 28 พฤศจิกายนนี้ หากยังประเมินนายอภิสิทธิ์ว่าเป็นเพียงเด็กดื้อแล้ว ระวังคนเสื้อแดง

เองจะเป็นฝ่ายเสียท่าเพราะไม่ว่าอย่างไร พ.ร.บ.ความมั่นคงฯนั้น คนเสื้อแดงโดนแน่ๆ รวมทั้งดีไม่ดีกลุ่มคนรักเชียงใหม่ 51 ก็จะโดนไปด้วยเพราะมีบรรดาสาวก หรือบรรดาองครักษ์ออกมาโยนหินถามทางกันแล้วว่า หากจำเป็นต้องนำกฎหมายมาบังคับควบคุมการชุมนุม การต่อต้าน ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ใดก็ต้องทำการชุมนุมที่จะไม่มีการควบคุมนั้น จะมีได้เพียงเฉพาะกลุ่มที่มีเส้นเพียงกลุ่มเดียวเท่านั้นกลุ่มอื่นๆ ห้ามลองของกับนายกฯ อภิสิทธิ์โดยเด็ดขาดยิ่งเรื่องทุจริต

ต่างๆ ที่รัฐบาลถูกวิพาก์วิจารณ์อย่างหนัก นายอภิสิทธิ์ยิ่งเห็นเป็นเรื่องเล็กๆ ที่ไม่สมควรแก่การให้ราคาใดๆ เลย ใครจะบอกว่าโครงการชุมชนพอเพียงทุจริตมโหฬารหรือโครงการไทยเข้มแข็ง มีการร่วมไหลอย่างมากมาย มีนักการเมืองซีกรัฐบาลจ้องกัดแทะกันอุตลุด ตราบใดที่นายอภิสิทธิ์ไม่ได้เห็นการรับเงินหรือการโกงกินต่อหน้าต่อตาแล้ว ไม่มีวันที่จะเชื่ออย่างเด็ดขาดทุกข้อกล่าวหาถูกมองว่าเป็นการกล่าวหาทางการเมือง เป็นการจ้องโค่นล้มรัฐบาล หรือต้องการให้

เกิดการเปลี่ยนขั้วทางการเมืองเท่านั้นฉะนั้นเดิมพันทางการเมืองครั้งนี้ของพรรคเพื่อไทย ของพรรคร่วมรัฐบาลที่เริ่มเบื่อหน่ายสถานการณ์แบบนี้ หรือแม้แต่กระทั่งบรรดากลุ่มคนเสื้อแดง จึงต้องถือว่าไม่ง่ายแน่ๆ เมื่อเจอบุคลิกแบบนายอภิสิทธิ์ขนาดไม่สนใจสัญญาณใดๆได้ ต้องถือว่านายอภิสิทธิ์พร้อมรบทางการเมืองอย่างเต็มที่และวันนี้นายอภิสิทธิ์ถือเป็น “นักการเมืองเขี้ยวลากดิน” ระดับแถวหน้าแล้ว

ปาฐกถา 60 ปี คณะรัฐศาสตร์ มธ. ‘เสกสรรค์ ประเสริฐกุล’ (ฉบับเต็ม) : "โลกไร้พรมแดนในประเทศที่มีพรมแดน"

ที่มา ประชาไท

โลกไร้พรมแดนในประเทศที่มีพรมแดน
ความขัดแย้งระหว่างระเบียบอำนาจแบบรัฐชาติกับสังคมโลกาภิวัตน์

ท่านคณบดี เพื่อนอาจารย์ นักศึกษา และท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย
วันนี้ผมรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับเกียรติจากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ให้มาแสดงปาฐกถาเนื่องในโอกาสที่คณะฯได้ก่อตั้งมาครบ 60 ปีเต็ม
ผมเองเป็นสมาชิกของประชาคมรัฐศาสตร์มาเป็นเวลายาวนาน ตั้งแต่ครั้งเป็นนักศึกษามาจนกระทั่งเป็นอาจารย์ รวมเวลาแล้วประมาณครึ่งหนึ่งของอายุคณะฯ ซึ่งเท่ากับประมาณครึ่งหนึ่งของอายุผมเองเช่นกัน คณะรัฐศาสตร์และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เปรียบเสมือนบ้านของผม คนเราเมื่อได้รับการเชื่อถือศรัทธาจากสมาชิกในครอบครัวเดียวกัน ก็ย่อมอดรู้สึกปีติตื้นตันมิได้
อย่างไรก็ดี คงต้องยอมรับว่า เรื่องที่เราจะคุยกันในวันนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก... เพราะฉะนั้น ผมจึงต้องขอเรียนไว้ตั้งแต่ต้นว่า สิ่งที่ผมจะพูดต่อไปนี้เป็นเพียงแง่คิด คำถาม และการตั้งข้อสังเกต โดยทั้งหมดเป็นเพียงทัศนะส่วนตัวซึ่งอาจจะผิดหรือถูกก็ได้ ผมเพียงอยากจุดประเด็นให้ท่านทั้งหลายนำไปคิดต่อ และให้ผู้คนที่ห่วงใยบ้านเมืองนำไปช่วยกันพิจารณา
เมื่อพูดถึงความขัดแย้งระหว่างระเบียบอำนาจแบบรัฐชาติ (Nation-state) กับสังคมโลกาภิวัตน์ สิ่งที่เราต้องทำความเข้าใจคงหนีไม่พ้นประเด็นใหญ่ๆ สามเรื่องคือ หนึ่ง รัฐชาติคืออะไร ทำไมจึงขัดแย้งกับสังคมโลกาภิวัตน์ สอง ความขัดแย้งดังกล่าวมีลักษณะอย่างไร และ สาม เมื่อขัดแย้งกันแล้วเกิดปัญหาอะไรขึ้นบ้าง เราจะแก้ปัญหาด้วยหนทางไหน
แน่ละ ประเด็นใหญ่ทั้งสามประเด็นนี้พัวพันกันอย่างแยกไม่ออก และบางทีก็อาจจะต้องพูดถึงแบบรวมๆ กันไปก่อนอื่น ผมคงต้องขออนุญาตย้ำสักนิดว่า การพูดถึงความสัมพันธ์ทางอำนาจระดับรัฐนั้น ย่อมหนีไม่พ้นที่จะต้องก้าวล่วงไปสู่ปริมณฑลของปรัชญาการเมืองด้วย เพราะผู้คนมองบทบาทของรัฐด้วยสายตาที่แตกต่างกัน มีข้อเรียกร้องต่อรัฐที่แตกต่างกัน และรัฐเองก็มีจินตนาการเรื่องอำนาจของตน
รัฐชาติเป็นรัฐสมัยใหม่ ซึ่งไม่ว่าเราจะรู้สึกคุ้นเคยสักแค่ไหนก็ตาม ก็ต้องยอมรับว่ารูปแบบความสัมพันธ์ทางอำนาจแบบนี้ไม่ได้มีมาแต่โบราณกาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีรัฐสมัยใหม่ของไทยและชาติไทยในความหมายสมัยใหม่ ซึ่งเราอาจนับอายุถอยหลังไปได้เพียงประมาณ 80-90 ปีเท่านั้นเอง
อำนาจการเมืองเป็นความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ ซึ่งขึ้นต่อการยอมรับของผู้อยู่ใต้อำนาจค่อนข้างมาก และการยอมรับนั้นก็มักจะต้องอาศัยศรัทธาเกี่ยวกับประโยชน์สุขบางประการที่ผู้อยู่ใต้อำนาจเชื่อว่าอำนาจดังกล่าวจะนำมาให้
การเกิดขึ้น มีอยู่ และดำเนินไปของระเบียบอำนาจแบบรัฐชาติ ก็เช่นเดียวกับอำนาจรัฐในรูปแบบอื่น คือต้องอาศัยจินตนาการทางการเมืองมารองรับ เพียงแต่ว่าข้ออ้างความชอบธรรมของรัฐชาติมีเนื้อหาสาระเป็นลักษณะเฉพาะของตน ซึ่งทั้งต่างจากการใช้อำนาจปกครองแบบโบราณ และเริ่มแตกต่างมากขึ้นเรื่อยๆ กับชุดความคิดความเชื่อของสังคมโลกาภิวัตน์
กล่าวโดยสังเขปแล้ว เราอาจสรุปได้สั้นๆ ว่าอำนาจแบบรัฐชาติมีรากฐานอยู่บนจินตนาการใหญ่ทางการเมือง 3 ประการคือ
หนึ่ง มีการตีเส้นแบ่งความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างพลเมืองหรือประชากรของตนกับคนอื่นที่ไม่ได้สังกัดรัฐนี้ พูดง่ายๆ คือมีการนิยามสมาชิกภาพของประเทศไว้อย่างตายตัว มีเขามีเรา มีความเป็นคนไทยและไม่ใช่คนไทยทั้งโดยบัญญัติทางกฎหมายและโดยนิยามทางวัฒนธรรม
สอง มีการถือว่าประชากรที่สังกัดอำนาจรัฐเดียวกัน เกี่ยวโยงสัมพันธ์กันในหลายๆ มิติ กระทั่งเปรียบดังสมาชิกในครอบครัวใหญ่ ซึ่งมีชะตากรรมทุกข์สุขร้อนหนาวร่วมกัน
และสาม เช่นนี้แล้วจึงถือว่าทั้งประเทศเป็นหน่วยผลประโยชน์ใหญ่ และถือว่าผลประโยชน์ส่วนรวมมีจริง โดยมักเรียกขานว่าเป็นผลประโยชน์แห่งชาติ ทั้งนี้โดยมีนัยว่า ทุกคนที่เป็นสมาชิกของชาติย่อมได้รับผลประโยชน์ดังกล่าวอย่างทั่วหน้า (แม้ว่าบางทีอาจจะไม่เสมอกัน)
จากจินตนาการใหญ่ทั้งสามประการนี้ รัฐชาติจึงได้ออกแบบสถาบันการเมืองการปกครองขึ้นมารองรับ และตรากฎหมายจำนวนนับไม่ถ้วนขึ้นมา เพื่อจัดตั้งความสัมพันธ์ทางอำนาจกับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจสังคมให้เป็นไปตามความเชื่อของรัฐ นอกจากนี้แล้วยังดำเนินการปลูกฝังขัดเกลารูปการจิตสำนึกของประชากรให้เข้ามาอยู่ในกรอบเดียวกัน
ในความเห็นของผม เราอาจเรียกกระบวนการเหล่านี้โดยรวมว่าเป็นระเบียบอำนาจแบบรัฐชาติ
แน่นอน เมื่อพูดถึงกรณีของประเทศไทย ระเบียบอำนาจแบบรัฐชาติได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์มาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งโดยนักวิชาการและปัญญาชนจำนวนมาก ทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับรัฐชาติล้วนแล้วแต่เคยถูกตรวจสอบตั้งคำถามมาอย่างเข้มงวด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความสมจริงของจินตนาการชาตินิยม ความชอบธรรมของตัวสถาบันการเมืองการปกครอง ความเป็นธรรมของแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ หรือความถูกต้องของสิ่งที่เรียกว่าวัฒนธรรมแห่งชาติ และอีกหลายๆ ด้านที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ทางอำนาจ
อย่างไรตาม ผมคิดว่าคำวิจารณ์เหล่านั้นไม่ใช่ประเด็นสำคัญสำหรับการพูดคุยในวันนี้ เนื่องจากที่ผ่านมา แม้ว่าเราจะไม่เห็นด้วยกับหลายสิ่งหลายอย่างที่รัฐไทยเป็นอยู่และทำไป แต่ข้อวิจารณ์ก็ยังคงจำกัดอยู่ในกรอบของรัฐชาติอยู่ดี เราเพียงอยากให้รัฐชาติของไทยเป็นรัฐชาติที่ดีขึ้นเรื่อยๆ
แต่ปัญหามีอยู่ว่า ในขณะนี้ตัวแบบที่ตกเป็นเป้าวิจารณ์ของนักวิชาการและปัญญาชนเองกลับกำลังถูกแปรรูปด้วยปัจจัยอื่นอยู่ตลอดเวลา กล่าวให้ชัดขึ้นก็คือว่า ตัวระเบียบอำนาจแบบรัฐชาติเองกำลังถูกหักล้างกัดกร่อนอย่างรวดเร็วด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไป จนทำให้เกิดคำถามว่า รัฐชาติของไทยจะสามารถรักษาระเบียบอำนาจของตนไว้หรือไม่ มันสายไปแล้วหรือไม่ที่จะจำกัดการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงประเทศไทยไว้ในกรอบคิดแบบรัฐชาติ และสุดท้ายคืออะไรจะเกิดขึ้นเมื่อรัฐชาติต้องแปรรูปไปเป็นรัฐแบบอื่น เราพร้อมหรือไม่ที่จะพบกับการเปลี่ยนแปลงระดับนั้น พวกเราในฐานะประชาชนของประเทศไทยจะสามารถควบคุมทิศทางการเปลี่ยนแปลงและจังหวะก้าวการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้แค่ไหน
เรื่องที่น่ากังวลก็คือ ที่ผ่านมาเรายังมีองค์ความรู้ไม่พอที่จะตอบคำถามเหล่านั้น และอาจจะต้องทำการค้นคว้าวิจัยกันโดยด่วน ผมคิดว่านี่ควรจะเป็นวาระสำคัญที่สุดของวงการวิชาการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสายสังคมศาสตร์
ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม มาถึงวันนี้การเอ่ยถึงความขัดแย้งระหว่างรัฐชาติกับกระแสโลกาภิวัตน์ คงไม่สามารถพูดกันในความหมายเก่าๆ ได้อีกแล้ว
ผมยังจำได้ว่า ในห้วงวิกฤตเศรษฐกิจปี2540 เราเคยพูดกันถึงเรื่อง ’เสียกรุง’ เรื่อง ’กู้ชาติ’ กระทั่งพูดเรื่อง ’การขายชาติ’ ทั้งนี้เนื่องจากเมื่อมองผ่านจุดยืนของลัทธิชาตินิยมและระเบียบอำนาจแบบรัฐชาติ แรงกดดันจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund/ IMF) ดูเหมือนเป็นการละเมิดอธิปไตยของไทย อีกทั้งการออกกฎหมาย 11 ฉบับโดยรัฐบาลไทยเพื่อยกเลิกข้อจำกัดของการค้าและการลงทุนแบบไร้พรมแดน ก็ดูคล้ายเป็นการยอมจำนนต่อต่างชาติและเปิดประตูให้ต่างชาติเข้ามาถือครองประเทศไทย
ถึงวันนี้ หลังจากเหตุการณ์คลี่คลายมานานกว่าสิบปี เราจึงเห็นชัดว่าระเบียบเศรษฐกิจแบบโลกาภิวัตน์ที่ประเทศไทยถูกกดดันให้ยอมรับนั้น ไม่เพียงกลายเป็นกฏเกณฑ์ที่ใช้กันทั้งโลก หากยังมาจากกรอบคิดที่แตกต่างจากจินตนาการมูลฐานของรัฐชาติอย่างสิ้นเชิง กล่าวคือมันเป็นแนวคิดที่ยกเลิกพรมแดนทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และในบางด้านก็กำลังเคลื่อนตัวเข้าไปสู่การยกเลิกพรมแดนในทางการเมืองด้วย เช่นนี้แล้วจินตภาพเรื่องอธิปไตยเหนือดินแดนก็ดี เรื่องเศรษฐกิจแห่งชาติก็ดี หรือเรื่องวัฒนธรรมแห่งชาติก็ดี ในหลายๆ กรณี จึงกลายเป็นเรื่องนอกประเด็น กระทั่งถูกมองว่าล้าหลัง ไม่เกิดประโยชน์
แน่นอน การที่เราไม่สามารถมองปัญหาด้วยกรอบคิดเก่าๆ ไม่ได้มาจากแรงกดดันของการเปลี่ยนแปลงในระดับโลกเท่านั้น หากยังเกิดจากการเปลี่ยนแปลงภายในสังคมไทยช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมาด้วย
พูดง่ายๆก็คือว่าหลังจากเปิดประเทศต้อนรับการค้าและการลงทุนอย่างเสรีทั่วด้าน สิ่งที่เกิดขึ้นตามหลังมาทั้งหมดล้วนมีผลประโยชน์ของคนไทยเข้าไปเกี่ยวข้อง อย่างน้อยก็บางส่วน แต่เป็นบางส่วนที่มีจำนวนมากและมีน้ำหนักทางสังคมมิใช่น้อย
ทุนต่างชาติไม่เพียงเข้ามาซื้อหุ้น ตั้งโรงงาน และถือครองทรัพย์สินในประเทศไทยเท่านั้น ผู้ประกอบการชาวไทยเองก็ร่วมทุนกับบริษัทต่างชาติ หรือไม่ก็ประกอบธุรกิจที่โยงใยก่อเกื้อเอื้อประโยชน์ให้กันและกัน ยิ่งไปกว่านั้น นักธุรกิจไทยเองก็อาศัยระเบียบการค้าโลกที่เปิดกว้างข้ามพรมแดนไปลงทุนในต่างประเทศอย่างเป็นล่ำเป็นสัน ยังไม่ต้องเอ่ยถึงว่าผู้บริโภคไทยจำนวนไม่น้อยชื่นชอบห้างใหญ่ของบรรษัทข้ามชาติมากกว่าร้านโชห่วย และมีพลเมืองไทยจำนวนมากพอสมควรที่ยังชีพด้วยการทำงานให้กับบริษัทต่างประเทศ หรือออกไปขายแรงงานในประเทศอื่นๆ
ในทางการเมืองแล้วสภาพที่เกิดขึ้นเช่นนี้หมายความว่ากระไร? พูดให้ตรงจุดมันย่อมไม่ใช่อะไรอื่น หากคือการรื้อถอนจินตนาการแบบรัฐชาติในส่วนที่เป็นรากฐานที่สุด โดยเกิดขึ้นอย่างเป็นไปเอง ปราศจากจิตสำนึกจงใจ และไม่ขึ้นต่อเจตนารมย์ของผู้ใด
ใช่หรือไม่ว่าสังคมไทยในเวลานี้ได้กลายเป็นสังคมโลกาภิวัตน์ไปแล้ว เป็นโลกไร้พรมแดนที่ทับซ้อนอยู่ในประเทศที่มีพรมแดน เส้นแบ่งระหว่างความเป็นคนไทยกับคนอื่นมีความหมายน้อยลง คนไทยไม่ได้มีชะตากรรมร่วมกันเหมือนคนในครอบครัวเดียวกัน หลายคนมีเส้นทางเดินชีวิตร่วมกับชาวต่างประเทศเสียมากกว่า บ้างก็โดดเดี่ยวยากแค้นไปโดยลำพัง
ส่วนผลประโยชน์แห่งชาตินั้นก็มีความหมายพร่ามัวไปหมด โดยเฉพาะผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจ ซึ่งไม่เพียงต้องแบ่งก้อนใหญ่ให้ชาวต่างประเทศเท่านั้น ส่วนที่แบ่งกันเองก็เหลื่อมล้ำอย่างยิ่ง กระทั่งมีคนที่ไม่ได้ส่วนแบ่งเลย
ผมคงไม่ต้องพูดก็ได้ว่า การเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยไปในทิศทางนี้ ได้ทำให้เกิดความสับสนอลหม่านในแนวคิดเรื่องชาติขนาดไหน แต่เฉพาะหน้า ผมขอตั้งข้อสังเกตไว้ว่า การเปลี่ยนแปลงภายในสังคมไทยดังกล่าว ทำให้มีการใช้จินตภาพเรื่องชาติต่างจากเดิมไปสองเรื่องคือ
หนึ่ง ใช้เป็นวาทกรรมทางการเมืองสำหรับต่อสู้กันภายในประเทศ เช่นมีการพูดถึงการ ‘กู้ชาติ’ ให้รอดพ้นจากคนไทยด้วยกัน หรือไม่ก็ช่วงชิงกันเป็นผู้พิทักษ์รักษา ’ผลประโยชน์ของชาติ’ ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงในเรื่องนี้ ก็เป็นดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น คือนับวันยิ่งถูกทำให้ว่างเปล่าด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์
สอง มีการใช้วาทกรรมเรื่องชาติไปในทางการตลาดมากขึ้นเรื่อยๆ และถือเป็นส่วนหนึ่งของงานโฆษณาสินค้าที่ปกติมักไม่ค่อยถูกจำกัดด้วยหิริโอตัปปะ หรือความรับผิดชอบเรื่องความถูกต้องทางหลักการใดๆ
ตัวอย่างที่ชัดเจนในเรื่องนี้คือกรณีแจก ’เช็คช่วยชาติ’ ซึ่งเป็นนโยบายกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศของรัฐบาลเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ทั้งนี้รัฐบาลได้ตกลงกับห้างร้านต่างๆ ในการรับเช็คและเพิ่มมูลค่าของเช็ค เพื่อประกันว่าผู้ที่ได้รับแจกเงินหัวละ 2,000 บาท จะหมดสิ้นแรงจูงใจในการเอาเงินจำนวนนั้นไปเก็บออม ผลที่ออกมาก็คือมีการใช้คำว่า ’ชาติ’ ในข้อความโฆษณาสารพัด เช่นชวนให้ซื้อเครื่องสำอางต่างประเทศเพื่อชาติ ชวนดูหนัง หรือเข้าห้องร้องคาราโอเกะเพื่อชาติ เป็นต้น พูดง่ายๆคือมีการบอกผู้บริโภคว่า แค่ออกไปหาความบันเทิงเริงรมย์ก็ถือว่ารักชาติมากแล้ว
นอกจากนี้ ผมยังเคยเห็นป้ายคำขวัญตามเมืองท่องเที่ยวต่างๆ ระบุว่า “นักท่องเที่ยวเป็นคนสำคัญของชาติ” ซึ่งนับเป็นเรื่องแปลกหูแปลกตามากสำหรับคนที่ถูกสอนมาว่า บุคคลสำคัญของชาติควรจะประกอบด้วยคุณงามความดีบางประการ
พูดก็พูดเถอะ ในความเห็นของผม การนำจินตภาพเรื่องชาติมาใช้ทางการเมืองและธุรกิจแบบที่กล่าวมานี้ แทนที่จะช่วยรักษาความขลังของคำว่าชาติ กลับจะยิ่งเร่งความเสื่อมทรุดของของแนวคิดชาตินิยมและระเบียบอำนาจแบบรัฐชาติ ซึ่งกำลังเกิดขึ้นอยู่แล้วโดยปัจจัยทางภววิสัย
กลับมาเรื่องความขัดแย้งระหว่างระเบียบอำนาจแบบรัฐชาติกับสังคมโลกาภิวัตน์ จากที่กล่าวมาทั้งหมด ท่านทั้งหลายคงจะเห็นแล้วว่า คำว่าขัดแย้งในที่นี้คงไม่ได้หมายถึงการต่อสู้เชิงปฏิปักษ์ระหว่างประเทศไทยกับประเทศมหาอำนาจ หรือการเข้ากันไม่ได้โดยสิ้นเชิงระหว่างผลประโยชน์ไทยกับผลประโยชน์ต่างชาติ และยิ่งไม่ได้หมายความว่าเป็นความขัดแย้งระหว่างประเทศไทยกับโลกทั้งโลก
ถามว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น คำตอบคือ เป็นเพราะนับวันเส้นแบ่งระหว่างเรากับเขาดังกล่าวแทบไม่มีอยู่ในทางปฏิบัติ หรือเหลืออยู่น้อยเต็มที แม้จะยังมีเหลืออยู่มากในจินตนาการของหลายๆ คนก็ตาม
เช่นนี้แล้วความขัดแย้งที่เรากำลังพูดถึงหมายความว่ากระไร ตามความเข้าใจของผมถ้าพิจารณาจากประเด็นที่เราพูดกันในวันนี้ มันน่าจะหมายถึงลักษณะที่อาจจะเข้ากันไม่ได้ หรือไม่สอดคล้องกันระหว่างระเบียบอำนาจที่เราใช้อยู่กับสังคมที่แปรเปลี่ยนไป
พูดอีกแบบหนึ่งก็คือผมเห็นว่า ถึงเวลาแล้วที่พวกเราซึ่งอยู่ในแวดวงวิชาการควรจะต้องช่วยกันค้นคว้าหาคำตอบกันเสียที ว่ารัฐชาติแบบที่เรารู้จักจะสามารถดูแลสังคมไทยที่เป็น ’พหูพจน์’ ได้หรือไม่ จะอำนวยความเป็นธรรมในระบบเศรษฐกิจและสังคมอันประกอบด้วยปัจจัยข้ามชาติมากมายหลายอย่างด้วยวิธีใด และถ้าทำไม่ได้ รูปแบบความสัมพันธ์ทางอำนาจในประเทศนี้ควรจะต้องเปลี่ยนแปลงหรือถูกแก้ไขปรับปรุงอย่างไร
ผมขออนุญาตย้ำตรงนี้ว่านี่เป็นเรื่องใหญ่กว่าความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างกลุ่มเสื้อสีต่างๆ ที่ดำเนินอยู่ในปัจจุบัน แม้ว่าในบางมิติ ปัญหาทั้งสองระดับอาจจะเกี่ยวโยงกันอยู่ การเปลี่ยนแปลงในลักษณะของรัฐนั้น ถึงอย่างไรก็ย่อมส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงในระดับระบอบการปกครอง และในระดับรัฐบาล
ทั้งโดยทฤษฎีรัฐศาสตร์และจากประสบการณ์ตรงของประเทศไทย ลักษณะของรัฐมีความสัมพันธ์กับระบบเศรษฐกิจและสังคมตลอดจนวิถีวัฒนธรรมอย่างแยกไม่ออก และเมื่อเศรษฐกิจและสังคมเปลี่ยนแปลงไป รูปแบบของรัฐก็มักหนีไม่พ้นที่จะต้องเปลี่ยนตาม
ตัวอย่างชัดเจนที่สุดในเรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อร้อยกว่าปีก่อน ซึ่งเราอาจจะเรียกว่าเป็นยุคโลกาภิวัตน์ครั้งที่หนึ่งก็ได้ ภายใต้แรงกดดันของลัทธิล่าอาณานิคม ราชอาณาจักรสยามได้ยอมทำสัญญาเปิดประเทศกับราชอาณาจักรอังกฤษเมื่อ พ.ศ.2398 (ซึ่งมักเรียกกันว่าสนธิสัญญาบาวริง) ต่อมาก็ได้ทำสัญญาที่คล้ายกันกับประเทศมหาอำนาจอื่นๆ ส่งผลให้สยามต้องเปิดประตูกว้างต้อนรับสิ่งที่เรียกว่าระบบการค้าเสรี
การเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจโลกได้นำการเปลี่ยนแปลงมาสู่สังคมสยามอย่างรวดเร็ว เมื่อบวกกับความอ่อนแอของระบบไพร่ขุนนางที่มีมาก่อน ในที่สุดก็นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงความ สัมพันธ์ทางอำนาจอย่างลึกซึ้งถึงราก ทั้งภายในศูนย์อำนาจและระหว่างศูนย์อำนาจกับพลเมืองที่อยู่ใต้การปกครอง
พูดสั้นๆ ก็คือ ภายในระยะเวลาประมาณไม่ถึง 50 ปี โลกาภิวัตน์รอบแรกได้ส่งผลให้รัฐศักดินาโบราณของไทยซึ่งเคยมีระบบกระจายอำนาจสูง แปรรูปเป็นรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ซึ่งรวมศูนย์อำนาจเข้าสู่ส่วนกลางอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด และกลายเป็นต้นทางของการสร้างรัฐชาติสมัยใหม่ในเวลาต่อมา
แน่นอน ถ้าเราศึกษาประวัติศาสตร์ทางการเมืองในช่วงนี้ก็จะพบว่า การเปลี่ยนแปลงทางด้าน
เศรษฐกิจเป็นเงื่อนไขสำคัญยิ่งที่ทำให้การเปลี่ยนแปลงในรูปแบบของรัฐทั้งมีความจำเป็น และเป็นไปได้ ดังนั้นเมื่อเอาตัวอย่างดังกล่าวมาเป็นข้อเปรียบเทียบกับยุคโลกาภิวัตน์ในปัจจุบัน ก็ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าการเปลี่ยนแปลงในระดับรัฐของประเทศไทย น่าจะมีทั้งความจำเป็นและความเป็นไปได้เช่นเดียวกัน
ถามว่าทำไมผมจึงตั้งข้อสังเกตเช่นนี้ แน่ละ ในฐานะปัญญาชนที่หมกมุ่นครุ่นคิดเรื่องของรัฐไทยมานาน สภาพการณ์ปัจจุบันย่อมเป็นเรื่องเย้ายวนมากที่จะชวนให้คิดอะไรแบบอภิมหาทฤษฎี (Grand Theory) ว่าด้วยวิวัฒนาการของรัฐและสังคมไทย แต่ท้ายที่สุด ผมก็ต้องยอมรับว่า ตัวเองไม่มีทั้งปัญญาและความกล้าหาญพอที่จะทำเรื่องสุ่มเสี่ยงทางวิชาการขนาดนั้น...
อย่างไรก็ดี ถ้าเรายอมรับว่ารัฐเป็นแกนกลางความสัมพันธ์ทางอำนาจของแต่ละประเทศ และเป็นกลไกหลักในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้ผู้คนในสังคม ก็คงต้องยอมรับว่า บัดนี้มีหลักฐานเชิงประจักษ์มากมาย ซึ่งชี้ให้เห็นว่าบทบาทหน้าที่ดังกล่าวของรัฐไทยกำลังอ่อนแอลงอย่างน่าตกใจ ในบางด้านรัฐไทยมีอำนาจน้อยลง กระทั่งได้รับฉันทานุมัติในการใช้อำนาจน้อยลง รัฐบังคับใช้กฏหมายบางเรื่องไม่ได้ ยังไม่ต้องเอ่ยถึงว่าในระยะหลังๆ อำนาจรัฐมักถูกขืนต้านในรูปแบบต่างๆ มากขึ้นทุกที
สภาพเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ระเบียบอำนาจแบบที่เราใช้อยู่กำลังมีปัญหาโดยตัวของมันเอง ซึ่งย่อมส่งผลลดทอนประสิทธิภาพของรัฐในการดูแลสังคมลงไปเรื่อยๆ ขณะเดียวกันปัญหาที่รัฐต้องแก้ไม่เพียงมีจำนวนเพิ่มขึ้น หากยังมีลักษณะใหม่ๆ เปลี่ยนไปจากเดิม โดยที่ตัวรัฐเองก็ไม่สามารถใช้วิธีการเดิมๆ มาแก้ปัญหาได้ทุกเรื่อง
ถามว่ารัฐไทยกำลังเผชิญปัญหาอะไรบ้างที่ทำให้เกิดความจำเป็นในการปรับปรุงหรือปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ทางอำนาจ ต่อเรื่องนี้ถ้าพูดเป็นรายละเอียดรูปธรรมก็คงไม่สามารถลำดับได้หมดสิ้น แต่ในความเห็นของผม คิดว่าอาจจัดเป็นหมวดปัญหาใหญ่ๆ ได้ 2 ประเภทคือ
1) ปัญหาการบูรณาการผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของกลุ่มทุนโลกาภิวัตน์กับผลประโยชน์ของส่วนอื่นๆ ในสังคมไทย (Economic Integration)
2) ปัญหาความไม่ลงตัวในเรื่องการจัดสรรอำนาจทางการเมืองและพื้นที่ทางการเมืองในสังคมแบบพหุลักษณะ (Political Disintegration)
อันดับแรก เกี่ยวกับเรื่องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ก็ดังที่ตั้งข้อสังเกตไว้แล้ว ถึงวันนี้เราคงต้องยอมรับว่า ผลประโยชน์ของผู้คนในประเทศไทยมีความหลากหลายมาก ไม่ได้เป็นหนึ่งเดียว กระทั่งขัดแย้งกันเองเกินกว่าจะใช้คำว่าผลประโยชน์แห่งชาติมาเป็นข้ออ้างในการบริหารอำนาจ
นอกจากนี้เราคงต้องยอมรับว่า โลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจมีทั้งผลบวกและลบ และผู้คนได้เสียจากโลกาภิวัตน์ไม่เท่ากัน คำว่ากลุ่มทุนโลกาภิวัตน์จริงๆ แล้วแทบไม่มีเรื่องสัญชาติเข้ามาเกี่ยวข้อง อาจจะหมายถึงนักลงทุนจากต่างประเทศที่เข้ามาในประเทศไทย หรือหมายถึงทุนไทยที่ร่วมลงทุนกับต่างชาติและลงทุนในต่างประเทศก็ได้
ระบบการค้าการลงทุนที่ไร้พรมแดน ไม่เพียงทำให้ผลประโยชน์ของทุนไทยและทุนต่างชาติคละเคล้ากันจนแยกไม่ออกเท่านั้น แม้ในระดับของการจ้างงานก็ยังมีลักษณะไร้พรมแดนไปด้วย ดังจะเห็นได้จากการนำแรงงานต่างชาติเข้ามาในจำนวนมหาศาล ทำให้ประเทศไทยมีประชากรที่ไม่ได้ถือสัญชาติไทยในจำนวนที่มีนัยสำคัญ
ประเด็นใหญ่ในเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่พวกเขาเป็นต่างชาติที่เข้ามาอาศัยประเทศไทยทำกิน นั่นเป็นกรอบคิดเก่าที่ใช้ไม่ได้อีกต่อไป เพราะแรงงานดังกล่าวจำนวนสองล้านห้าแสนคนได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของพลังการผลิต ที่ช่วยลดต้นทุนและช่วยเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันทั้งของทุนไทยและทุนต่างชาติบางกลุ่ม (ขณะเดียวกันก็กลายเป็นตัวแปรสำคัญที่คอยตรึงราคาค่าแรงของผู้ใช้แรงงานชาวไทยด้วย)
กล่าวอีกแบบหนึ่งคือ แรงงานต่างชาติเป็นคนนอกโดยนิตินัยเท่านั้น หากโดยการดำรงอยู่พวกเขาเป็นคนในของระบบการผลิตในประเทศไทย ซึ่งสมควรได้รับการดูแลตามฐานะและศักดิ์ศรีของความเป็นคน ตรงนี้ เข้าใจว่าระเบียบอำนาจแบบรัฐชาติก็ยังไม่ได้เปิดพื้นที่เท่าควร ทำให้การกดขี่ข่มเหงและการละเมิดสิทธิมนุษยชนของแรงงานต่างชาติกลายเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา (ตรงกันข้ามกับการเข้ามาของนักลงทุนหรือนักท่องเที่ยวต่างชาติซึ่งมักได้รับการดูแลเป็นพิเศษ)
แน่ละ การออกฎหมาย 11 ฉบับเพื่อตอบสนองข้อเรียกร้องของไอเอ็มเอฟ ไม่เพียงลดอำนาจรัฐไทยในการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจ และลดทอนความเป็นรัฐชาติของไทยเท่านั้น หากยังพารัฐไทยให้เอียงไปในทางดูแลอำนวยความสะดวกให้กับการเติบโตของทุนโลกาภิวัตน์ด้วย
แต่ประเด็นมีอยู่ว่า สภาพดังกล่าวสามารถกลายเป็นปัญหาทางการเมืองในระดับคอขาดบาดตายได้ ถ้ารัฐไทยยังใช้คำว่าผลประโยชน์แห่งชาติไปผัดหน้าทาแป้งให้กับการขยายตัวของฝ่ายทุนเพียงฝ่ายเดียว โดยไม่สนใจใยดีการสูญเสียผลประโยชน์ของผู้ที่ได้รับผลกระทบ ตัวอย่างในเรื่องดังกล่าวได้แก่การประท้วงของชุมชนท้องถิ่นต่างๆ ซึ่งเดือดร้อนจากการตั้งโรงงานอุตสาหกรรมทั้งโดยทุนไทยและทุนต่างชาติ ทั้งนี้โดยมีกรณีความขัดแย้งที่มาบตาพุดเป็นตัวอย่างล่าสุด
จริงอยู่ เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า การเติบโตของจีดีพี (Gross Domestic Product) และการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมได้ก่อประโยชน์ให้คนจำนวนไม่น้อย แต่ก็ต้องยอมรับเช่นกันว่าการเติบโตของระบบทุนในยุคโลกาภิวัตน์เป็นแค่ส่วนหนึ่งของส่วนทั้งหมดอันประกอบขึ้นเป็นประเทศไทย คนจำนวนหนึ่งได้รับผลประโยชน์ คนอีกจำนวนหนึ่งไม่ได้รับอะไร แล้วยังมีอีกจำนวนหนึ่งที่ต้องสูญเสียสิ่งที่เคยได้รับอีกต่างหาก
ความเหลื่อมล้ำต่ำสูงทางเศรษฐกิจในประเทศไทยนั้นเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่มีมาแต่เดิมเแล้ว และเมื่อผนึกผนวกโครงสร้างนี้เข้ากับกระแสโลกาภิวัตน์โดยไม่มีการปรับสมดุลใดๆ สภาพที่เกิดขึ้นก็จะยิ่งเลวร้ายลงไปอีก ดังเราจะเห็นได้จากช่องว่างระหว่างรายได้ของคนรวยสุด 20 เปอร์เซนต์กับคนจนสุด 20 เปอร์เซนต์ข้างล่างซึ่งต่างกันถึง 13 เท่า และถ้าจะพูดถึงการกระจุกตัวของความมั่งคั่งจริงๆ แล้ว ตัวเลขยังน่าตกใจกว่านี้ ล่าสุดนักเศรษฐศาสตร์ท่านหนึ่งคำนวนว่า 42 เปอร์เซนต์ของเงินฝากในธนาคารของทั้งประเทศ ซึ่งมีค่าประมาณหนึ่งในสามของจีดีพีประเทศไทย เป็นของคนจำนวนเพียงสามหมื่นห้าพันคน (เทียบกับประชากร 64 ล้านคน) หรืออาจจะน้อยกว่านั้น (ผาสุก พงษ์ไพจิตร/ มติชน 18 พย.52)
เพราะฉะนั้น ปัญหาจึงไม่ใช่อยู่ที่การต่อต้านการค้าการลงทุนแบบไร้พรมแดน หากอยู่ที่การจัดวางฐานะของสิ่งนี้ไว้ในที่ทางอันเหมาะสมและสอดคล้องกับความเป็นจริง ผลประโยชน์ของทุนเป็นได้อย่างมากก็แค่ส่วนหนึ่งของส่วนทั้งหมด หรือถ้าจะใช้คำเก่าๆ คงต้องพูดว่า เป็นแค่ส่วนหนึ่งของ ’ผลประโยชน์แห่งชาติ’ เพราะทุนกับชาติไม่ใช่สิ่งเดียวกัน
ในความเห็นของผม มีแต่เราต้องมองความจริงตรงนี้โดยไม่หลบตาเท่านั้น จึงจะแก้ปัญหาข้อพิพาทต่างๆ ได้บ้าง การบูรณาการผลประโยชน์ของกลุ่มทุนโลกาภิวัตน์เข้ากับส่วนอื่นๆ ของสังคมไทยจะทำไม่ได้เลย ถ้ารัฐไทยยังถือว่า การเติบโตของภาคธุรกิจเป็นดัชนีชี้วัด ’ความเจริญรุ่งเรืองของชาติ’ เพียงอย่างเดียว และกดดันให้ผู้ยึดถือคุณค่าแบบอื่นในสังคม ตลอดจนกลุ่มชนที่เดือดร้อนจากการถูกช่วงชิงทรัพยากร หรือเดือดร้อนจากการสูญเสียสิ่งแวดล้อมอันเอื้อต่อสุขภาวะ ต้องหลีกทางให้โดยไม่มีเงื่อนไข
ในทางตรงกันข้าม ถ้าเรายอมรับกันอย่างตรงไปตรงมาว่า ในสังคมไทยมีผลประโยชน์ของชาวต่างชาติ และผลประโยชน์ของชาวต่างชาติก็ปะปนอยู่กับผลประโยชน์ของคนไทยบางส่วน การตกลงหาความสมดุลกับส่วนอื่นๆ ของสังคมไทยก็อยู่ในวิสัยทำได้ การสังเคราะห์ผลประโยชน์ส่วนรวมขึ้นมาใหม่จากความจริงที่เป็นรูปธรรมก็พอทำได้
แต่ก็แน่ละ ทิศทางเช่นนี้จะปรากฏเป็นจริงก็ต่อเมื่อมีการข้ามพ้นการอ้างชาติแบบเลื่อนลอย ก็ต่อเมื่อมีเปลี่ยนแปลงในกระบวนการกำหนดนโยบาย และการบริหารความเป็นธรรมโดยรัฐในขั้นตอนต่างๆ ซึ่งต้องเปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมอย่างสมศักดิ์ศรีและเท่าเทียมกัน
อันนี้ไม่ใช่ระเบียบอำนาจแบบรัฐชาติที่เราคุ้นเคยอยู่ และอาจจะต้องมีการค้นคว้าหารูปแบบที่เหมาะสม กระทั่งมีการออกแบบสถาบันใหม่ๆ แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม มันหมดเวลาแล้วที่รัฐจะบัญชาสังคมจากข้างบนลงมา
พูดก็พูดเถอะ ตั้งแต่รัฐไทยตอบสนองข้อเรียกร้องของไอเอ็มเอฟด้วยการออกกฎหมาย 11 ฉบับ อำนาจของรัฐในการแทรกแซงและกำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจก็นับว่าน้อยลงมาก ยิ่งไปทำสัญญาทวิภาคีแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กับประเทศต่างๆ รวมทั้งข้อตกลงที่ทำไว้กับอาเซียนในเรื่องการค้าและระบบจัดเก็บภาษี ก็ยิ่งทำให้อำนาจของรัฐในการกำหนดเศรษฐกิจลดน้อยลงไปอีก ผลก็คือกลไกตลาดกลายเป็นสถาบันหลักในการกำหนดทุกข์สุขของประชาชน และรัฐก็แทบจะกลายเป็น ’นักเลง’ คุมตลาดเท่านั้นเอง
แต่ตลาดหรือสถาบันตลาดไม่ได้รับผิดชอบตัวเองได้เสมอไป บ่อยครั้งไม่ได้มีธรรมาภิบาลที่ตนชอบเรียกร้องเอากับรัฐ ทำให้การแทรกแซงของรัฐยังเป็นเรื่องจำเป็น ดังเราจะเห็นได้จากตัวอย่างในกรณีวิกฤตเศรษฐกิจไทยปี 2540 และวิกฤตในสหรัฐอเมริกาเมื่อปีกลาย
คำถามมีอยู่ว่า แล้วรัฐควรมีบทบาทเพียงแค่นี้กระนั้นหรือ เป็นยามรักษาความปลอดภัย และเป็นหน่วยบรรเทาทุกข์เวลาเกิดไฟไหม้ตลาด?
จริงอยู่ จากประสบการณ์ที่ผ่านมา เราคงไม่ต้องการให้รัฐไทยขยายตัวไปทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบผู้คนในทุกเรื่องราวของชีวิต เพราะนั่นจะยิ่งเสริมฐานะครอบงำของรัฐให้อยู่เหนือสังคมเข้าไปอีก ดังนั้นข้อเรียกร้องเฉพาะหน้าจึงมีอยู่ว่า รัฐจะทำหน้าที่บริหารความเป็นธรรมในสังคมที่เปลี่ยนไปได้อย่างไร
ตามความเห็นของผม สิ่งแรกที่รัฐจะต้องทำคือบูรณาการ (Integrate) สังคมไทยเสียใหม่ ยอมรับการมีอยู่ของทุกๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง แทนที่จะปิดบังมันไว้ด้วยจินตนาการเรื่องชาติ จากนั้นหาทางประสานประโยชน์ระหว่างทุนข้ามชาติ ทุนไทย แรงงานต่างชาติ แรงงานไทย เกษตรกรรายย่อย ชุมชนท้องถิ่น ผู้ค้าปลีก ชาวประมงพื้นบ้าน คนชั้นกลาง คนชั้นล่าง ข้าราชการทั้งทหารและพลเรือน และอีกหลายภาคส่วนที่ประกอบขึ้นเป็นสังคมไทยปัจจุบัน
ณ จุดนี้ผมขออนุญาตขยายความคำใหญ่ๆที่ตัวเองนำมาใช้สักสองคำบูรณาการ หมายถึงการทำหน่วยย่อยที่กระจัดกระจายหรือแม้แต่ขัดแย้งกัน ให้เปลี่ยนมามีความสัมพันธ์โยงใยกัน เอื้อประโยชน์ให้กัน อีกทั้งมีความพอใจในความสัมพันธ์ดังกล่าว อันนี้ย่อมต่างจากความสมานฉันท์แบบเลื่อนลอยที่อาศัยการรณรงค์ทางอุดมการณ์เป็นสำคัญ
สำหรับการบริหารความเป็นธรรมนั้น นับเป็นหน้าที่เก่าแก่สุดและเป็นภารกิจใจกลางที่สุดของรัฐหรือผู้กุมอำนาจการปกครอง แม้เนื้อหาของความเป็นธรรมจะขึ้นอยู่กับการยึดถือของสังคมในแต่ละยุคสมัย แต่เราอาจกล่าวได้ว่า สังคมที่ปราศจากความเป็นธรรม จะไม่มีวันได้พบกับความสงบร่มเย็น
อันดับต่อไป เรามาพูดถึงเรื่องความไม่ลงตัวในการจัดสรรอำนาจและพื้นที่ทางการเมืองถามว่าเรื่องนี้เกี่ยวกับยุคโลกาภิวัตน์อย่างไร ผมคิดว่าเกี่ยวข้องกันอยู่ในสองประเด็น คือ
หนึ่ง ระบบเศรษฐกิจแบบไร้พรมแดนตลอดจนโลกาภิวัตน์ในด้านข่าวสารส่งผลให้สังคมไทยแตกพหุ (แยกเป็นกลุ่มย่อย) อย่างรวดเร็ว ทั้งในแง่ของกลุ่มผลประโยชน์และกลุ่มวัฒนธรรม ข้อนี้ทำให้สังคมไทยปกครองยากขึ้น
สอง โลกาภิวัตน์ทำให้เกิดชนชั้นนำกลุ่มใหม่ๆ ที่มั่งคั่งขึ้นมาอย่างรวดเร็วและมหาศาล เช่นเดียวกับชนชั้นนำที่มาทีหลังในประวัติศาสตร์ และทุกหนแห่งในโลก คนเหล่านี้ต้องการส่วนแบ่งในอำนาจการเมืองการปกครอง แต่ขณะเดียวกันก็ไม่มีทั้งประสบการณ์และความรู้ที่เป็นศาสตร์ศิลป์ของการปกครอง ทำให้เกิดเป็นความขัดแย้งต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน
พูดถึงประเด็นแรก การที่สังคมไทยถูกพลูรอลไลซ์ (Pluralized) อย่างรวดเร็วเช่นนี้ ย่อมส่งผลให้เกิดความคิดเห็นที่แตกต่างกันอย่างกว้างขวาง ตั้งแต่โลกทัศน์ในเรื่องผลประโยชน์ วิถีชีวิต แบบแผนทางวัฒนธรรม ความคิดความเชื่อในด้านจิตวิญญาณ มาจนถึงความคิดเห็นทางการเมือง สภาพดังกล่าวทำให้การครอบงำด้วยอุดมการณ์ชาตินิยมแบบเก่าทำได้ยากขึ้น กระทั่งทำไม่ได้อีกต่อไป คนไทยในปัจจุบันตีความคำว่าชาติและความเป็นไทยแตกต่างกันไป กระทั่งเลิกเชื่อในจินตนาการแบบนี้ ดังจะเห็นได้จากพฤติกรรมของชนรุ่นหลังจำนวนไม่น้อย ที่อยากมีชีวิตทางวัตถุแบบชาวตะวันตก แต่อยากมีหน้าตาแบบชาวเกาหลี ขณะเดียวกันก็อาจชื่นชอบนักร้องใต้หวัน นักฟุตบอลบราซิล และชอบกินอาหารญี่ปุ่น เป็นต้น
ยิ่งไปกว่านั้น การที่คนไทยบางส่วนเริ่มมีผลประโยชน์แบบไร้พรมแดน ย่อมทำให้เป็นการยากขึ้นสำหรับรัฐชาติที่มีพรมแดนตายตัว ตลอดจนผู้คนที่ถือมั่นในลัทธิชาตินิยม จะสามารถยืนยันเรื่อง ’ผลประโยชน์ไทย’ ได้อย่างเคร่งครัดตามจารีตดั้งเดิม
ล่าสุด ตัวอย่างที่น่าสนใจในเรื่องนี้ได้แก่ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลไทยกับกัมพูชา ดังที่ทราบกันอยู่แล้ว การที่นายกรัฐมนตรีเขมรแต่งตั้งอดีตนายกรัฐมนตรีไทยเป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจนั้นได้สร้างความไม่พอใจให้กับนายกรัฐมนตรีไทยคนปัจจุบันเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากเห็นว่าอดีตนายกรัฐมนตรีท่านนี้มี ’ความผิด’ ทั้งในทางการเมืองและทางอาญา ขณะเดียวกันก็มีคนไทยบางส่วนที่โกรธแค้นฝ่ายกัมพูชา เพราะเห็นว่ามา ’แทรกแซง’ กิจการภายในของไทย หรืออย่างน้อยไม่ให้เกียรติประเทศไทยเท่าที่ควร
อย่างไรก็ดี การณ์ปรากฏว่ามีคนไทยอีกจำนวนหนึ่งที่ไม่ได้เห็นด้วยกับการตอบโต้ถึงขั้นเรียกทูตกลับของรัฐบาลไทยเลย หากกลับเทอารมณ์ไปวิตกกังวลว่า ความขัดแย้งนี้จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจไทยในกัมพูชาซึ่งมีมูลค่ารวมทั้งการส่งสินค้าไปขายและการลงทุนหลายหมื่นล้านบาท แม้แต่นักธุรกิจในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวก็ยังอดวิตกไม่ได้ว่า ยอดขายทัวร์ไปเขมรอาจจะได้รับแรงกระทบกระเทือน ยังไม่ต้องเอ่ยถึงว่าชาวบ้านที่ทำการค้าบริเวณชายแดนไทยกัมพูชา ต่างก็ภาวนาให้เรื่องนี้จบลงเร็วๆ
ดังนั้น เราจะเห็นได้ว่าทุกวันนี้ แม้แต่เรื่องความขัดแย้งระดับคลาสสิก คือเรื่องเรื่อง ’ศักดิ์ศรีของประเทศ’ คนไทยก็ไม่ได้เห็นพ้องต้องกัน
แน่ละ ในมิติทางการเมือง ลักษณะ ’พหูพจน์’ ของสังคมไทยดังกล่าวสามารถนำไปสู่ข้อพิพาทได้สารพัดอย่าง และได้โดยง่าย ทั้งขัดแย้งกันเองในหมู่ประชาชนและขัดแย้งกับผู้มีอำนาจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่มีการใช้อำนาจรัฐกดดันหรือรอนสิทธิของบรรดากลุ่มย่อยเหล่านั้น
เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว หากพวกเราประสงค์ที่จะอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ก็จำเป็นต้องมีการปรับตัวกันอย่างขนานใหญ่ กล่าวคือในทางวัฒนธรรมการเมืองนั้นจะต้องไม่มีการผูกขาดนิยามความเป็นชาติและความเป็นไทย (ซึ่งมักใช้เป็นข้อกำหนดถูกผิด) หากเห็นต่างเรื่องใดก็ว่ากันไปตามเนื้อผ้าและตามลักษณะรูปธรรมของความขัดแย้ง เรามีความจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้การอยู่ร่วมกันอย่างสันติและแก้ไขกรณีพิพาท (Conflict Resolution) ด้วยสันติวิธี ซึ่งในเรื่องนี้การศึกษาวิจัยทางวิชาการได้ดำเนินมาบ้างแล้ว เพียงแต่ว่าโดยกระบวนการทางสังคมและกระบวนการทางการเมือง สันติวิธียังห่างไกลลักษณะของความเป็นสถาบัน
อย่างไรก็ตาม มาตรการสำคัญที่สุดในการลดแรงกระแทกของสังคมที่กำลังแตกปัจเจกแยกกลุ่มย่อย ก็คือการมีพื้นที่ทางการเมือง (Political Space) ให้กับทุกฝ่าย อันนี้ไม่ได้หมายความว่าทุกคนทุกกลุ่มจะต้องขึ้นเวทีการเมืองเพื่อช่วงชิงอำนาจ แต่หมายถึงการมีหนทางเข้าถึงกระบวนการใช้อำนาจได้ในกรณีที่ส่งผลกระทบถึงตน อีกทั้งมีพื้นที่ในการอธิบายเรื่องราวของตนต่อรัฐและผู้เกี่ยวข้อง ตลอดจนสังคมส่วนที่เหลือ พูดง่ายๆ ก็คือ ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐและสังคมพหุลักษณะจะต้องอยู่ในวิถีของการเมืองแบบมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ มิฉะนั้นแล้วปัญหาไหนก็แก้ไม่ได้
กล่าวสำหรับเรื่องนี้ จริงๆ ก็นับว่าเราได้เริ่มต้นกันมาบ้างแล้ว เช่นมีการกำหนดเรื่องสิทธิชุมชนและการเมืองภาคประชาชนไว้ในรัฐธรรมนูญ ตลอดจนมีการใช้ระบบประชาพิจารณ์ และการหยั่งประชามติเป็นครั้งคราว แต่ที่ผ่านมาถือว่ายังไม่พอ เรายังต้องช่วยกันขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในทิศทางนี้ต่อไป
ต่อมา พูดถึงประเด็นความขัดแย้งระหว่างชนชั้นนำไทยในปัจจุบัน อันที่จริงกรณีทำนองนี้เคยเกิดขึ้นเป็นระยะๆ มาแล้วในประวัติศาสตร์การสร้างรัฐชาติของประเทศไทย เช่นในปี 2475 ปี 2516 และปี 2535 เป็นต้น ซึ่งแต่ละครั้งที่เกิดขึ้นก็ส่งให้มีการปรับเปลี่ยนระบอบการปกครองตามหลังมา
การเปลี่ยนระบอบการปกครองดังกล่าวไม่ว่าจะถูกเรียกว่าเป็นระบอบอะไรก็ตาม แต่สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นก็คือ มีการขยายพื้นที่ในส่วนยอดของศูนย์อำนาจเพื่อให้ชนชั้นนำกลุ่มใหม่หรือรุ่นใหม่เข้ามาอยู่ในพันธมิตรการปกครอง และผ่านกาลเวลาสักระยะหนึ่ง ชนชั้นนำใหม่และเก่าก็มักจะปรับตัวเข้าหากัน กำหนดฐานะอันเหมาะควรให้กันและกัน ตลอดจนร่วมกันใช้อำนาจทางการเมืองบังคับบัญชาสังคมที่อยู่เบื้องล่าง
อย่างไรก็ดี สภาพดังกล่าวได้เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญหลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 กล่าวคือชนชั้นนำเก่าจากภาคธุรกิจเอกชนซึ่งเคยร่วมมือเป็นพันธมิตรกับชนชั้นนำจากภาครัฐมาเป็นอย่างดี ได้ถูกวิกฤตครั้งนั้นทำให้มีฐานะเสื่อมถอยลงทั้งในทางการเมืองและทางสังคม ขณะเดียวกันก็ได้เกิดชนชั้นนำกลุ่มใหม่ที่เติบใหญ่มาจากระบบทุนโลกาภิวัตน์ ซึ่งสามารถรวบรวมความมั่งคั่งของประเทศไว้ในมือตนได้อย่างรวดเร็ว และมหาศาลอย่างเหลือเชื่อ ที่สำคัญคือคนกลุ่มนี้ไม่เชื่อถือในการบริหารประเทศทั้งโดยชนชั้นนำจากภาครัฐ และโดยนักการเมืองรุ่นเก่าซึ่งมักเป็นตัวแทนของภาคธุรกิจในกรอบรัฐชาติมากกว่าธุรกิจแบบไร้พรมแดน
ดังนั้น พวกเขาจึงไม่เพียงตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะเข้าไปมีส่วนแบ่งในศูนย์อำนาจเหมือนดังที่ชนชั้นนำจากภาคเอกชน (Business Elite) รุ่นก่อนๆ เคยต่อรองกับชนชั้นนำในระบบราชการ (Bureaucratic Elite) หากมีความประสงค์ถึงขั้นเข้าไปแทนที่ชนชั้นนำรุ่นเก่าๆ ทั้งหมดในการบริหารจัดการบ้านเมือง
ในบางด้าน เราอาจกล่าวได้ว่านี่เป็นการขึ้นกุมอำนาจโดยตรงของกลุ่มทุนโลกาภิวัตน์ในประเทศไทย ซึ่งผ่านมาทางระบบการเลือกตั้ง และมาพร้อมกับความคิดที่แน่นอนชุดหนึ่งในการปรับเปลี่ยนทั้งกลไกรัฐและสังคมไทย ซึ่งพวกเขาเชื่อว่าจะทำให้ประเทศไทยเชื่อมร้อยกับโลกไร้พรมแดนได้อย่างกระฉับกระเฉงขึ้น
แต่ก็อีกนั่นแหละ ความสามารถในเรื่องการค้าการลงทุนกับศาสตร์ศิลป์แห่งการปกครอง ถึงอย่างไรก็ยังมีลักษณะแตกต่างกัน...
สรุปสั้นๆ ในชั้นนี้ก็คือ หลังจากปกครองประเทศไทยอยู่ได้ 5-6 ปี การสถาปนาอำนาจนำ (Political Hegemony) ของนักการเมืองจากกลุ่มทุนโลกาภิวัตน์ก็ถูกท้าทายอย่างรุนแรงจากหลายภาคส่วนของสังคม กระทั่งถูกโค่นลงด้วยรัฐประหารในปี 2549 จากนั้นประเทศไทยก็ต้องพบกับความแตกแยกทางการเมืองที่หนักหน่วงร้ายแรงที่สุด นับตั้งแต่สงครามระหว่างซ้ายขวาสงบลงเมื่อประมาณ30 ปีก่อน
อย่างไรก็ดี ที่ผมกล่าวมาข้างต้นไม่ใช่เรื่องฟื้นฝอยหาตะเข็บ หรือกล่าวหาฝ่ายไหนทั้งสิ้น ผมเพียงอยากชวนท่านมาทบทวนว่า กระแสโลกาภิวัตน์ได้ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยในมิติของการแข่งขันชิงอำนาจอย่างไร และโดยภาพรวมก็อยากจะบอกว่า ประเทศไทยเคยพยายามปรับตัวเข้าหาโลกาภิวัตน์มาแล้วครั้งหนึ่ง โดยการนำของคนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งบังเอิญรีบร้อนและไม่มีความคิดแยบคายพอที่จะบูรณาการสังคมไทยให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมและมอบฉันทานุมัติเสียก่อน ท่านเหล่านั้นจึงต้องประสบกับความล้มเหลว
แน่ละ เมื่อพูดถึงความขัดแย้งทางการเมืองในปี 2549 ที่ต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน เรื่องของพฤติกรรมและผลประโยชน์ของบุคคลอาจจะมีส่วนเกี่ยวข้อง แต่ในวันนี้ผมจะขออนุญาตละเว้นเสีย ไม่กล่าวถึงฝ่ายใดทั้งสิ้น สิ่งที่อยากจะพูดคือ ประเด็นโครงสร้างที่ทำให้การแบ่งพื้นที่อำนาจระหว่างชนชั้นนำก็ดี การเปิดพื้นที่การเมืองให้มวลชนชั้นล่างก็ดีมีอุปสรรคขัดขวางอยู่มากทีเดียว กล่าวอีกแบบหนึ่งก็คือ เราคงไม่สามารถพูดถึงปัญหาเหล่านี้ได้อย่างครบถ้วน หากไม่พิจารณาโครงสร้างอำนาจของรัฐชาติอันมีมาแต่เดิมควบคู่ไปด้วย
ดังที่ทราบกันดี อำนาจรัฐสมัยใหม่ของไทยนั้นรวมศูนย์เข้าสู่ส่วนกลางมาตั้งแต่สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่ที่เข้าใจยากก็คือ ทำไมยังคงรวมศูนย์อยู่จนกระทั่งทุกวันนี้ ทั้งๆ ที่เราพยายามสร้างระบอบการเมืองให้เป็นประชาธิปไตย และเคลื่อนเข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์มาระยะหนึ่งแล้ว
การรวมศูนย์อำนาจเข้าสู่ส่วนกลาง ด้วยการกำหนดให้ทั้งประเทศอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของกรุงเทพฯนั้น แม้จะอธิบายความจำเป็นได้ด้วยเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์ แต่เราก็คงต้องยอมรับเหมือนกันว่า โครงสร้างอำนาจแบบนี้ทำให้พัฒนาการของการเมืองไทยสมัยใหม่เต็มไปด้วยการต่อสู้ช่วงชิงอำนาจในส่วนกลางอย่างเลี่ยงไม่พ้น ใครคุมส่วนกลางได้ ก็คุมที่เหลือได้ทั้งประเทศ
ดังนั้น มันจึงเป็นโครงสร้างหลักที่ทำให้การเมืองไทยมีลักษณะแบบ “Winner Takes All” ผู้ชนะได้ไปหมด ผู้แพ้สูญเสียทุกอย่าง ข้อนี้ ใช่หรือไม่ว่าส่งผลให้ความขัดแย้งระหว่างชนชั้นนำที่แข่งกันสถาปนาอำนาจนำ ลื่นไถลไปสู่ความรุนแรงเป็นระยะๆ
ในขณะเดียวกัน โครงสร้างอำนาจรัฐแบบรวมศูนย์ไว้ที่ส่วนกลาง ก็ทำให้ประเทศไทยขาดรากฐานการปกครองตนเองแบบสมัยใหม่ในระดับท้องถิ่น ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับระบอบประชาธิปไตยที่แข็งแรง รวมทั้งทำให้การสร้างประชาสังคม (Civil Society) ในทุกระดับเป็นไปด้วยความยากลำบากเนื่องจากการควบคุมอย่างหนาแน่นของภาครัฐ พูดสั้นๆ คือมันเป็นโครงสร้างอำนาจที่ทำให้ท้องถิ่นอ่อนแอ ประชาชนอ่อนแอ กระทั่งดูแลตัวเองไม่ได้ในหลายๆ กรณี
สภาพทั้งหมดเมื่อนำมาบวกรวมกับความเหลื่อมล้ำสุดขั้วทางเศรษฐกิจ ย่อมให้มวลชนชั้นล่างๆ จำนวนมากเหลือทางเลือกไม่มากนัก ภายใต้เงื่อนไขที่บีบคั้นจากรอบทิศทาง พวกเขาจนปัญญาในการสร้างพลังอิสระ สิ้นหวังในการแสดงตัวตนทางการเมืองอย่างเป็นเอกเทศ จึงหันมาฝากความหวังไว้กับชนชั้นนำทางการเมืองกลุ่มนั้นบ้างกลุ่มนี้บ้าง กลายเป็น ’การเมืองแบบหางเครื่อง’ แทนที่จะเป็นการเมืองภาคประชาชน
ในความเห็นของผม ความเกี่ยวโยงสัมพันธ์กันในเชิงโครงสร้างของนานาปัจจัยเหล่านี้นี่แหละที่นำมาสู่สถานการณ์การเมืองอันหนักหน่วงในปัจจุบัน ผมไม่คิดว่าเราจะหาทางออกอะไรได้ ถ้ายังเห็นว่าทั้งหมดเป็นความขัดแย้งระหว่างถูกกับผิด หรือระหว่างดีกับชั่วแบบขาวล้วนดำล้วน เมื่อมองจากภาพมุมกว้างแล้ว ผมกลับเห็นว่า แต่ละฝ่ายเป็นผลผลิตของเงื่อนไขเชิงโครงสร้าง เป็นบุตรธิดาแห่งแผ่นดินด้วยกันทั้งสิ้น แต่ละฝ่ายมีข้อเสนอที่ดี แต่ก็มีความจำกัดในด้านอื่นๆ เกินกว่าจะสามารถรับเหมาทำแทนคนที่เหลือทั้งประเทศ
อย่างไรก็ดี ในเมื่อปัญหามีอยู่ ก็ต้องหาทางแก้ไขกันไป เพียงแต่ว่าแก้อย่างไรจึงจะตรงจุดและเกิดผลดีต่อองค์รวม
ในฐานะนักเรียนรัฐศาสตร์ ผมคิดว่าคำถามใหญ่สุดสำหรับประเทศไทยในชั่วโมงนี้มีอยู่ 2 ข้อ คือ
หนึ่ง ในยุคโลกาภิวัตน์ มันเป็นไปได้หรือไม่ที่ประเทศไทยจะปฏิเสธการมีส่วนแบ่งในพื้นที่อำนาจของชนชั้นนำจากกลุ่มทุนโลกาภิวัตน์ และถ้าปฏิเสธไม่ได้จะทำอย่างไร จะออกแบบสถาบันการเมืองแบบไหนจึงจะทำให้ทุกฝ่ายมีพื้นที่ทางการเมืองอันพอเหมาะพอควร?
สอง ในยุคโลกาภิวัตน์ รัฐไทยจะปกครองสังคมพหุลักษณ์ (Pluralized Society) ด้วยระบบรวมศูนย์อำนาจได้ต่อไปหรือไม่ และถ้าทำไม่ได้จะทำอย่างไร?
แน่นอน คำตอบสำหรับคำถามใหญ่สองข้อนี้ ถ้าจะให้ชัดเจนจริงๆ คงไม่ใช่เรื่องที่คิดเอาเองตามใจชอบได้ หากจะต้องมีการศึกษาค้นคว้ากันอย่างเร่งด่วน โดยอาศัยทั้งแง่คิดมุมมองจากทฤษฎีการเมือง และข้อมูลเชิงประจักษ์ อีกทั้งยังต้องอาศัยการช่วยกันคิดช่วยกันทำความเข้าใจจากหลายๆฝ่ายที่ห่วงใยบ้านเมือง
อย่างไรก็ตาม โดยความเห็นส่วนตัวของผม ประเด็นเรื่องใครควรเป็นผู้ปกครองยังไม่สำคัญเท่าโครงสร้างอำนาจการปกครองและวิธีปกครอง ซึ่งมองจากมุมนี้แล้ว ผมคิดว่าระบบรัฐสภาแบบที่ผ่านมาและเป็นอยู่ยังไม่เพียงพอสำหรับการดูแลประเทศในยุคโลกาภิวัตน์ ทั้งนี้เนื่องจากระบบดังกล่าวยังคงต้องทำงานผ่านโครงสร้างบริหารแบบรวมศูนย์ ซึ่งเกิดก่อนประชาธิปไตยและแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
กล่าวให้ชัดขึ้นก็คือ ประเทศไทยจำเป็นต้องมีการปรับโครงสร้างอำนาจรัฐกันครั้งใหญ่ ซึ่งประกอบด้วยการปรับความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่างรัฐกับประชาสังคมโดยรวมอย่างหนึ่ง กับการปรับความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่างศูนย์กลางกับท้องถิ่นอีกอย่างหนึ่ง
จะว่าไปทั้งสองอย่างนี้เราเริ่มดำเนินการมาบ้างแล้ว แต่ยังไม่พอ ประเทศไทยจะต้องมีกระบวนการที่รัฐรับฟังสังคมมากกว่านี้ ให้ประชาสังคมเป็นผู้ใช้ดุลพินิจและมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจมากกว่านี้ ส่วนเรื่องการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นก็ต้องเลิกใช้ทฤษฎีเจ้านายแบ่งงานให้ลูกน้องเสียที หากต้องอนุญาตให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นระบอบประชาธิปไตยโดยตัวของเขาเอง ไม่ว่าระดับตำบล อำเภอ หรือจังหวัด จากนั้นถักทอเข้าหากันด้วยความสัมพันธ์ทางอำนาจแบบแนวราบ โดยมีส่วนกลางเป็นเพียงผู้ประสานงาน ไม่ใช่ผู้บังคับบัญชา
ผมตระหนักดีว่าที่ผ่านมาการปกครองท้องถิ่นยังมีปัญหาต่างๆ มากมาย ทั้งในแง่ศักยภาพในการดูแลตนเอง ความอ่อนแอของประชาสังคมระดับล่าง การทุจริตคอร์รัปชั่น ระบบอุปถัมภ์และความขัดแย้งรุนแรงทางการเมือง ฯลฯ แต่ผมคิดว่า เราไม่มีทางเลือกเป็นอื่นนอกจากจะต้องมุ่งหน้าไปในทิศทางนี้ ทั้งเพื่อลดความขัดแย้งในส่วนกลาง (โดยทำให้การผูกขาดอำนาจรัฐเป็นไปไม่ได้) และเพื่อทำให้รัฐไทยสามารถอยู่กับสังคมพหุลักษณ์ได้ และสุดท้ายเพื่อให้สังคมไทยสามารถบริหารประเทศร่วมกับรัฐได้
ในสุนทรพจน์เปิดประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งที่เพิ่งผ่านมา ท่านนายกรัฐมนตรีไทยคนปัจจุบันได้กล่าวถึงความหวังที่อาเซียนจะกลายเป็นโลกไร้พรมแดนในทางเศรษฐกิจ โดยเห็นว่านี่จะเป็นก้าวแรกที่จะขยายไปสู่การเชื่อมโยงที่กว้างขึ้นในเอเชียตะวันออก ซึ่งจะเชื่อมอาเซียนเข้ากับส่วนที่เหลือของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
จากนั้นท่านก็สรุปไว้อย่างน่าสนใจว่า
“...ภารกิจที่รออยู่ข้างหน้าของเราย่อมไม่ง่ายดายนัก และรัฐบาลเพียงฝ่ายเดียวคงไม่สามารถทำให้บรรลุผลได้ ดังนั้น จึงเป็นความรับผิดชอบของทุกภาคส่วนของสังคม รวมทั้งภาคเอกชนและภาคประชาสังคม” (มติชน 24 ต.ค.52)
จากคำพูดของท่านนายกฯที่ผมยกมา เราจะเห็นได้ว่า แม้แต่ผู้นำประเทศก็ยังต้องยอมรับว่าในโลกแบบไร้พรมแดน การยึดถือรัฐเป็นตัวตั้ง หรือเป็นผู้แสดงที่โดดเดี่ยวโดยลำพังคงเป็นไปไม่ได้อีกแล้ว ยังไม่ต้องเอ่ยถึงว่า ในแถลงการณ์ของเวทีอาเซียนภาคประชาชนครั้งที่ 2 การเรียกร้องให้ประชาคมอาเซียนมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง ก็นับเป็นประเด็นสำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง (มติชน 25 ตค.52)
ปัญหามีอยู่ว่า ภายใต้กรอบคิดของลัทธิชาตินิยมแบบเก่า เราจะบูรณาการภาคธุรกิจเอกชนที่คละเคล้าไปด้วยผลประโยชน์ต่างชาติเข้ากับภาคประชาสังคมที่เต็มไปด้วยความแตกต่างหลากหลายได้อย่างไร และภายใต้โครงสร้างอำนาจรัฐซึ่งยังรวมศูนย์ไว้ที่ส่วนกลาง ภาคประชาชนจะเข้าไปมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการกระแสโลกาภิวัตน์ได้อย่างไร
พูดกันตามความจริง เมื่ออำนาจรวมศูนย์ ปัญหาก็พลอยรวมศูนย์ไปด้วย การที่กลไกแก้ปัญหาในระดับล่างมีอำนาจน้อยและค่อนข้างอ่อนแอ ทำให้รัฐบาลไทยทุกรัฐบาลไม่ว่าอยู่ในระบอบไหน ล้วนต้องเผชิญกับสภาวะข้อเรียกร้องท่วมท้นจากทุกภาคส่วนของสังคม ส่งผลให้ขาดทั้งประสิทธิภาพและเสถียรภาพในการทำงาน
ยิ่งมาถึงสมัยนี้ ปัญหาใหม่ๆ อันเนื่องมาจากกระแสโลกาภิวัตน์ ยิ่งกลายเป็นปัญหาที่ระบบราชการแบบรัฐชาติแก้ไขได้ยาก เนื่องจากไม่มีกฏระเบียบรองรับหรือบางทีก็ถูกขัดขวางไว้ด้วยกฏระเบียบที่มากเกินไป เพราะฉะนั้นเรื่องเล็กเรื่องน้อยจึงต้องส่งมาที่รัฐบาลและกลายเป็นประเด็นการเมืองโดยไม่จำเป็น ดังเช่นกรณี ด.ช.หม่องลูกแรงงานต่างชาติ ซึ่งจำเป็นต้องเดินทางออกนอกประเทศเพื่อเข้าร่วมการแข่งขันพับเครื่องบินกระดาษ เป็นต้น
กล่าวเฉพาะในทางเศรษฐกิจ ยุคโลกาภิวัตน์ทำให้ท้องถิ่นหลายแห่งทั้งสำคัญขึ้นและได้รับผลกระทบมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณชายแดน แล้วเราจะปล่อยให้พวกเขาเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นโดยไม่มีอำนาจบริหารจัดการอะไรเลยกระนั้นหรือ
ยกตัวอย่างเช่นในเวลานี้ กลุ่มทุนข้ามชาติได้สร้างเมืองกาสิโนขนาดยักษ์ขึ้นในดินแดนของประเทศเพื่อนบ้าน ตรงกันข้ามกับอำเภอเชียงแสนและเชียงของ เรื่องนี้ทำให้ภาคธุรกิจดีอกดีใจคิดว่าสภาพดังกล่าวจะกระตุ้นการค้าและการท่องเที่ยวบริเวณหัวเมืองชายแดนส่วนนั้น แต่ผมอดสงสัยไม่ได้ว่า คนท้องถิ่นที่มองเห็นผลทางลบของมันจะมีอำนาจอะไรบ้างในการปกป้องชุมชนอันศักดิ์สิทธิ์และเก่าแก่ของตน ไม่ให้กลายเป็นตลาดยาเสพติดและซ่องโสเภณี
ในทำนองเดียวกัน ในจังหวัดตากซึ่งมีการตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษขึ้นในสามอำเภอเพื่อใช้แรงงานราคาถูกจากพม่า ทั้งนี้โดยมีโรงงานผลิตเครื่องนุ่งห่มอยู่ประมาณ 80 แห่ง และกิจการใหญ่ๆ ก็เป็นของต่างชาติ เช่น ฮ่องกง ใต้หวัน พูดง่ายๆ คือในบางกรณีทั้งทุนและแรงงานล้วนเป็นชาวต่างชาติ แล้วเราจะบูรณาการสิ่งเหล่านี้เข้ากับผลประโยชน์ของชาวบ้านในพื้นที่อย่างไร ถ้าพวกเขาไม่มีอำนาจทางการเมืองเพื่อต่อรองโดยตรง
ล่าสุด เมื่อประมาณเกือบสองเดือนที่แล้ว เจ้าหน้าที่สภาพัฒน์ฯได้เข้าไปสำรวจพื้นที่ในจังหวัดกาญจนบุรีเพื่อหาทางตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษบริเวณชายแดนพม่า ที่อำเภอสังขละ และบ้านพุน้ำร้อน นี่ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการส่งเสริมระบบทุนโลกาภิวัตน์โดยอำนาจรัฐแบบรวมศูนย์ ซึ่งผมยังไม่แน่ใจว่าได้อนุญาตให้ท้องถิ่นเข้ามีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจมากน้อยแค่ไหน
ไม่เพียงแต่ท้องถิ่นชายแดนจะได้รับผลกระทบจากนโยบายของกรุงเทพฯเท่านั้น แม้แต่กระแสโลกาภิวัตน์ในประเทศเพื่อนบ้านก็อาจส่งผลกระทบต่อพวกเขาได้ เช่นโครงการสร้างเขื่อนในแม่น้ำโขงตอนล่าง 12 แห่งเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าขายให้ไทยและเวียดนาม และการสร้างเขื่อนในแม่น้ำสาละวิน
ประเทศพม่า 13 แห่ง โครงการเหล่านี้ย่อมส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและพันธุ์พืชพันธุ์ปลาอย่างเลี่ยงไม่พ้น เช่นนี้แล้วการมีอำนาจเพิ่มขึ้นเพื่อต่อรองโดยตรงกับภาคีที่เกี่ยวข้องจึงกลายเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับท้องถิ่นไทยในปัจจุบัน
ที่ผมยกตัวอย่างมาทั้งหมดนี้ไม่ใช่การมองโลกาภิวัตน์ในแง่ร้ายไปเสียทั้งหมด ผมเพียงแต่คิดว่าการปรับโครงสร้างอำนาจขนานใหญ่ด้วยการกระจายอำนาจ เท่ากับช่วยสร้างกระบวนการแก้ไขและป้องกันข้อพิพาทไว้ล่วงหน้า อีกทั้งปลดปล่อยพลังสร้างสรรค์ของทั้งท้องถิ่นและภูมิภาคต่างๆ ในการเข้าหาโลกาภิวัตน์จากอัตลักษณ์อันหลากหลายของตน ซึ่งจะทำได้ก็โดยเปลี่ยนฐานะของท้องถิ่นจากฝ่ายที่ถูกกระทำข้างเดียว มาเป็นหุ้นส่วนของโลกาภิวัตน์อย่างเสมอหน้ากับฝ่ายทุน และฝ่ายรัฐ
ถามว่าแล้วท้องถิ่นไทยมีขีดความสามารถพอที่จะแบกรับภารกิจใหม่เช่นนี้หรือไม่ เรียนตรงๆว่า ถ้าให้ตอบเดี๋ยวนี้ก็คงต้องบอกว่า พร้อมบางส่วน และไม่พร้อมบางส่วน และเรายังคงต้องไปสำรวจค้นคว้าหาคำตอบจากความเป็นจริง
ความจำเป็นนั้นเกิดขึ้นแล้ว แต่ความเป็นไปได้ยังต้องวิจัย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของรูปแบบการกระจายอำนาจ การจัดเครือข่ายความสัมพันธ์ระหว่างท้องถิ่นต่างๆ ความสัมพันธ์ระหว่างประชาธิปไตยในท้องถิ่นกับประชาธิปไตยในระดับประเทศ ที่มาที่ไปของงบประมาณ และอีกหลายๆประเด็น
ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย
ผมต้องขออภัยที่ได้ใช้เวลาค่อนข้างมากพูดถึงเรื่องราวที่ใหญ่โตเกินตัว แต่พวกเราที่อยู่ในประชาคมวิชาการคงจะทราบดีว่า สำหรับประเด็นที่สลับซับซ้อนขนาดนี้ สิ่งที่ผมพูดมาทั้งหมด ถึงอย่างไรก็เป็นเพียงการย่อความ ยังมีอีกหลายอย่างที่ผมไม่ได้เอ่ยถึงเนื่องความจำกัดทางด้านเวลา และความจำกัดทางด้านความรับรู้ของตัวเอง
สรุปรวมความแล้วก็คือว่า การที่โลกไร้พรมแดนเข้ามาอยู่ในประเทศที่มีพรมแดน ทำให้เราจะต้องพิจารณาหาหนทางบูรณาการประเทศกันใหม่ ทั้งในส่วนที่เป็นภาครัฐและภาคสังคม ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับสังคม
ยิ่งไปกว่านั้น การสร้างความเชื่อมโยงสัมพันธ์กันใหม่ในบริบทของความเป็นจริงแห่งปัจจุบัน คงจะไม่สามารถทำได้ในกรอบคิดดั้งเดิมของลัทธิชาตินิยม หรือภายใต้ระเบียบอำนาจแบบเก่าๆ อย่างที่เราคุ้นเคยกัน
ผมเข้าใจดีว่านี่ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับผู้ใด โดยส่วนตัวแล้ว ผมเองก็ยังผูกพันอยู่กับความคิดเรื่องชาติแบบดั้งเดิม แต่เราคงต้องยอมรับว่า ในระยะที่ผ่านมาคำว่าชาติได้กลายเป็นคำขวัญของการเมืองแบบผู้ชนะได้ไปหมด สมัยก่อนระบบเผด็จการมักอ้างชาติในการผูกขาดอำนาจ ต่อมารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งก็อ้างชาติให้คนอื่นเงียบ สุดท้ายกลุ่มการเมืองที่ขัดแย้งกันก็อ้างชาติเพื่อผูกขาดความถูกต้อง เราคงจะอยู่กันอย่างนี้ต่อไปไม่ได้ เพราะมันไม่สอดคล้องกับความจริง
ปัญหาการบูรณาการผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของกลุ่มทุนโลกาภิวัตน์กับผลประโยชน์ของ
ส่วนอื่นๆ ในสังคมไทยก็ดี ปัญหาความไม่ลงตัวในเรื่องการจัดสรรอำนาจทางการเมืองและพื้นที่ทางการเมืองในสังคมแบบพหุลักษณะก็ดี จะแก้ได้ก็ต่อเมื่อเราขยายเส้นขอบฟ้าทางปัญญาให้กว้างกว่าการใช้นิยามเดียวมาตัดสินที่อยู่ที่ยืนของผู้คน
ปัจจุบันอำนาจรัฐไทยถูกจำกัดโดยเงื่อนไขโลกาภิวัตน์อยู่แล้ว แต่ไม่ได้ถูกกำกับโดยประชาสังคมเท่าที่ควร อำนาจรัฐบางส่วนถูกโอนให้สถาบันตลาด แต่ตลาดเองก็ไม่สามารถให้ความเป็นธรรมกับสมาชิกในสังคมได้อย่างทั่วถึง มิหนำซ้ำยังจะดึงรัฐไปรับใช้การขยายตัวของทุนอยู่ตลอดเวลา
แน่ละ เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกวันนี้มีคนไทยจำนวนไม่น้อยที่ฝากความมั่งคั่งและอยู่รอดของตนไว้กับทุนและแรงงานจากต่างประเทศ อีกจำนวนไม่น้อยพอใจกับวิถีชีวิตที่ไม่ต้องถูกนิยามด้วยวัฒนธรรมแห่งชาติ และดีใจที่ได้ปรุงแต่งตัวเองไปตามกระแสบริโภคสากล
แต่เราก็ต้องยอมรับเช่นกันว่า ยังมีอีกหลายกลุ่มที่เดือดร้อนกับโลกไร้พรมแดน บ้างถูกเบียดยึดพื้นที่ทางเศรษฐกิจและการเมือง บ้างถูกคุกคามความอยู่รอดอย่างแท้จริง และบ้างเพียงรู้สึกเจ็บปวดเมื่อโลกที่ตัวเองคุ้นเคยกำลังเลือนหายไป
การดำรงอยู่ของสังคมไทยทั้งสองส่วนเป็นสาเหตุสำคัญของกรณีพิพาทในหลายๆ เรื่อง และนี่คือเหตุผลหลักที่ทำให้ต้องมีการปรับสมดุลกันในประเทศไทย
ผมขอขอบคุณคณะรัฐศาสตร์ที่ให้เกียรติ และขอบคุณทุกท่านที่กรุณารับฟัง

ศาลไม่อนุมัติหมายจับแกนนำเสื้อแดง รักเชียงใหม่51ขู่ฆ่านายกฯ ชี้แค่คลิปเสียง...

ที่มา thaifreenews

โดย Porsche

ศาลไม่อนุมัติหมายจับแกนนำเสื้อแดง รักเชียงใหม่51ขู่ฆ่านายกฯ ชี้แค่คลิปเสียงแจ้งความ"เพชรวรรต"ไม่ได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 23 พฤศจิกายน
หลังจาก พ.ต.ท.ปริญญา เพชรมี พนักงานสอบสวน สภ.เมืองเชียงใหม่ ได้นำหลักฐานเดินทางไปยื่นต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่
เพื่อขอให้ศาลอนุมัติออกหมายจับ นายเพชรวรรต วัฒนพงศ์ศิริกุล แกนนำเสื้อแดงกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 กรณีประกาศผ่านทางวิทยุชุมชนขู่ฆ่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่มีกำหนดจะเดินทางมาร่วมประชุมหอการค้าทั่วประเทศในวันที่ 29 พฤศจิกายนนี้
ที่โรงแรมเลอเมอริเดียน จ.เชียงใหม่นั้น



ล่าสุดเวลา 15.30 น. วันเดียวกัน หลังจากผู้พิพากษาศาล จ.เชียงใหม่ ได้ตรวจสอบพยานหลักฐานจากพนักงานสอบสวนที่นำไปยื่นแล้ว
ได้แนะนำให้พนักงานสอบสวนกลับไปทบทวน
ในเรื่องของข้อกล่าวหาที่จะดำเนินคดีกับนายเพชรวรรตใหม่
เนื่องจากพยานหลักฐาน เป็นคลิปเสียงเพียงอย่างเดียวไม่สามารถที่จะแจ้งดำเนินคดี
ีนายเพชรวรรตตามข้อหา 85 ป. อาญาประกอบมาตรา 288ได้
เพราะมีแต่เสียงต้องมีอาวุธ จึงให้พนักงานสอบสวนกลับไปหาพยานหลักฐานมาเพิ่ม



http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1258943847&grpid=00&catid=

เปิดวอยซ์ทีวี ‘จอม’จัดด้วย ย้ำไม่ใช่ทีวีแม้ว

ที่มา thaifreenews

พานทองแท้ เตรียมเปิดตัววอยซ์ ทีวี อินเทอร์เน็ต ทีวี ดึง “ปลื้ม-จอม” ทำรายการ ชี้ไม่เกี่ยวการเมือง

พานทองแท้ ชินวัตร
รายงานจากวงการโทรทัศน์ เปิดเผยว่า นายพานทองแท้ ชินวัตร และ น.ส.พินทองทา ชินวัตร จะแถลงข่าวเปิดตัววอยซ์ ทีวี (Voice TV) อินเทอร์เน็ต ทีวี อย่างเป็นทางการ ในวันนี้ ทั้งนี้โครงการวอยซ์ ทีวี นายทรงศักดิ์ เปรมสุข อดีตกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอทีวี ได้พัฒนาขึ้นตั้งแต่สมัยอยู่ไอทีวี และได้ร่วมผลิตกับบริษัท ฮาวคัม เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ ของนายพานทองแท้ หลังจากสถานีโทรทัศน์ไอทีวีปิดตัวลงจึงเข้ามาดำเนินการอย่างเต็มตัว

ทั้งนี้ วอยซ์ ทีวี ได้เปิดดำเนินการมาระยะหนึ่งแล้ว ภายใต้คอนเซปต์การเป็นทีวีสำหรับคนรุ่นใหม่ ออกอากาศผ่านเว็บไซต์ Voice.co.th และเนื้อหารายการบางส่วนผลิตป้อนให้กับช่องดี-สเตชั่น (จานเหลืองดีทีวี) ของบริษัท ไทยคม ซึ่งในปีหน้ามีแผนจะทำเป็นหนึ่งช่องของตัวเองผ่านจานเหลืองดีทีวี

นายจอม เพ็ชรประดับ ผู้จัดรายการอิสระ กล่าวว่า วอยซ์ ทีวี ไม่เกี่ยวข้องกับโครงการทีวี 100 ช่อง ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แต่เป็นทีวีสำหรับคนรุ่นใหม่ เน้นให้ความรู้จากปรากฏการณ์ในสังคม ทั้งนี้ได้รับ ผลิตรายการ 1 รายการให้วอยซ์ ทีวี ในฐานะผู้จัดรายการอิสระ ชื่อรายการอินเทลลิเจนซ์ นอกจากนี้ยังมี ม.ล.ณัฏฐกรณ์ เทวกุล หรือ “คุณปลื้ม” มาเป็นผู้จัดรายการวิเคราะห์ข่าวภาคภาษาอังกฤษ

“ทางฝ่ายบริหารอยากให้ทำรายการประจำ แต่คิดว่าเป็นฟรีแลนซ์ ดีกว่า เพราะหากเขาไม่สามารถให้อิสระในการทำหน้าที่ได้ก็ออก ซึ่งการรับหน้าที่ตรงนี้ต้องถูกมองอยู่แล้ว แต่ทีวีของรัฐก็ไม่สามารถเข้าไปทำได้ เพราะขาดความอิสระ ช่องทางจึงมีไม่มาก” นายจอม กล่าว

นอกจากนี้ โครงการพัฒนา ทีวี 100 ช่อง ของ พ.ต.ท.ทักษิณ อยู่ระหว่างการหาทีมงาน ซึ่งนายจอมยอมรับว่าถูกทาบทามแต่ปฏิเสธ เพราะจะถูกมองว่าเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมืองชัดเจน แต่ทั้งนี้มีอดีต ทีมงานไอทีวีเดิมเข้าไปร่วมพัฒนาช่องรายการ คาดว่าในปีหน้าจะมีความชัดเจน

บริษัท วอยซ์ ทีวี มีผู้ถือหุ้น หลัก 3 ราย ประกอบด้วย นายพานทองแท้ น.ส.พินทองทา และ นายทรงศักดิ์ โดยใช้เงินลงทุนประมาณ 300 ล้านบาท

ที่มาโพสทูเดย์

บทรำพัน..วันสุกดิบก่อนสงครามใหญ่ เสื้อแดง VS. อำมาตย์ 28 พ.ย.52

ที่มา thaifreenews

บทความโดย...ลูกชาวนาไทย


ก็คาดว่าสงครามทางการเมืองไทยในเดือนธันวาคม 2552 นี้จะร้อนแรงครับ ทุกฝ่ายไม่มีฝายใด ย่นระย่อหรือไม่มีใครกลัวใครอีกต่อไป ไม่มีฝ่ายใดท้อถอยหรือหมดกำลังใจ ทั้งสองฝ่ายขวัญและกำลังใจยังไม่ย่อหย่อนลงไปแม้แต่น้อย

สถานการณ์ศึกตอนนี้ จึงเปรียบเสมือน "ช่วงระดมพล" ของมหาอำนาจต่างๆ ก่อนกระโจนเข้าสู่สงครามใหญ่ เหมือนครั้งสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง หรือสงครามโลกครั้งที่สอง

ผมจึงคาดว่าการศึกยังอีกยาวไกล สนามรบยังคงต้องนองไปด้วยซากปรักหักพังอีกต่อไป

ผมคาดว่าในด้านมวลชน ไม่มีฝ่ายใดสามารถขยายมวลชนพิ่มได้อีกแล้ว ไม่ว่าฝ่ายคนเสื้อแดงหรือคนเสื้อเหลือง ไม่ว่าจะทุมการโฆษณาชวนเชื่อ ทำ ปจว. อย่างหนักหน่วงอย่างไรก็ตาม ไม่มีทางที่จะเปลี่ยนใจมวลชนทั้งสองฝ่ายได้อีกแล้ว ไม่ว่าจะใช้เงื่อนไขใดก็ตาม

จะปลุกกระแสชาตินิยม ก็คงไม่ได้มากไปกว่านี้

จะปลุกกระแส สถาบัน ผมว่าคนก็คงไม่มีปฎิกริยามากไปกว่านี้


เรียกว่าเงื่อนไขทางจิตวิทยาในการปลุกเร้ามวลชนไม่มีผลต่อการสร้างมวลชนได้เพิ่มเติมอีกแล้ว

เงื่อนไขต่างๆ ได้ "ยกออกมากองต่อหน้าคนทั้งประเทศแล้ว"

คงไม่มีคนเกลียดทักษิณมากไปกว่านี้

และคงปลุกกระแสเรื่องสถาบัน ไม่ได้มากไปกว่านี้

ทุกอย่างถึงจุดอิ่มตัวหมดสิ้นแล้ว

เหลือแต่การ "ปะทะกันด้วยอำนาจเท่านั้น"

1. ฝ่ายรัฐบาล หรือคนเสื้อเหลือง หรืออำมาตยาธิปไตย

ผมคิดว่าฝ่ายนี้ได้ระดมอาวุธ สรรพกำลังทั้งหลายเท่าที่มี ไม่ว่าอำนาจรัฐ กองทัพ ตุลาการภิวัฒน์ และมวลชนฝ่ายขวา หรือเงื่อนไขสถาบัน ผมว่ากลุ่มอำมาตย์ได้เอาออกมาใช้จนหมดสิ้นแล้ว

แม้แต่การไล่ล่าทักษิณ บีบบังคับมิตรประเทศทั้งหลายทั่วโลกให้ส่งตัวทักษิณให้ หรือแม้แต่ทะเลาะกับเพื่อนบ้านเช่น กัมพูชา เพื่อบีบกรณีทักษิณ จนบานปลายคุมไม่ได้ หรือแม้แต่ การวางแผนสังหารด้วยการจารกรรมข้อมูลตารางการบิน เพื่อใช้เครื่องบินรบเข้าบีบให้ลงจอดหรือยิงทำลาย ฝ่ายอำมาตย์ก็ได้ทำจนหมดสิ้นแล้ว

แต่ก็ยังไล่ทักษิณไม่จนมุม

การใช้นโยบายรัฐบาลเพื่อซื้อใจคนรากหญ้า โดยไม่ละอายต่อการกลืนน้ำลายตนเองเรื่อง "ประชานิยม" ตั้งแต่แจกเงินสองพันบาท นโยบายปลดหนี้ อะไรต่าง ๆ ก็ทำหมดแล้ว

แต่มวลชนสนับสนุนฝ่ายอำมาตยาธิปไตยก็ไม่เพิ่มมากขึ้น สถานการณ์ไม่ได้เปรียบในการสงครามครั้งนี้แต่อย่างใด

2. ฝ่ายคนเสื้อแดง ทักษิณ และประชาธิปไตย


ฝ่ายคนเสื้อแดงนั้น หากคนที่ไม่ได้คลุกคลีกับคนเสื้อแดง นักวิเคราะห์แต่จากวงข้างนอก แล้วเดาเอา แบบ ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ หรือนักวิชาการล้าหลังมวลชน บวกกับสื่ออำมาตย์ทั้งหลาย ก็จะ "คิดเอาเองแทบทั้งหมดว่า "คนพวกนี้ถูกทักษิณหลอกมา หรือ โดนทักษิณซื้อ

โดยเฉพาะพวกที่ "บ้าการเมืองภาคประชาชน" หรือการเมืองของเอ็นจีโอก่อนหน้านี้ ก็จะมองด้วยความไม่เข้าใจว่าคนเสื้อแดงเป็นอย่างไร แล้วพวกเขาก็สรุปด้วยอวิชชาว่า คนพวกนี้ถูกทักษิณหลอกมา หรือ เป็นเบี้ยล่างของนักการเมือง หรือเกมการเมืองเป็นต้น

ในฐานะที่คลุกคลีกับเสื้อแดงมาแต่เริ่มต้น และอยู่บนคลื่นกลุ่มต้นๆ ของ "นักรบไซเบอร์" ทั้งหลาย รวมทั้งได้พบปะกับมวลชนต่างๆ ผมสรุปได้ว่า "คนเสื้อแดง" ประกอบด้วยคนสองกลุ่มคือ กลุ่มคนชั้นกลางก้าวหน้าทั้งที่นิยมอุดมการณ์แบบเสรีนิยม และอุดมการณ์แบบโชเชียลลิสต์ (แต่ทั้งสองกลุ่มเกลียดเผด็จการอำนาจนิยม เพียงแต่แตกต่างกันที่แนวคิดด้านเศรษฐกิจ) อีกกลุ่มหนี่งคือ คนรากหญ้าที่สู้เพื่อปากท้องของตน

สำหรับคนชั้นกลางนั้น ไม่ต้องวิจารณ์มาก พวกเขา เกลียดเผด็จการอำนาจนิยม และหวังที่จะปฎิวัติประชาธิปไตย พวกเขามีทั้งนิยมทักษิณเป็นการส่วนตัว (เป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่จะนิยมยกย่องวีรบุรุษในความคิดของเขา) หรือ หวังที่จะเกาะกระแสทักษิณเพื่อนำไปสู่การปฎิวัติประชาธิปไตย คนพวกนี้มีจำนวนไม่น้อย อย่างน้อยก็น่าจะ 30-40% ของคนชั้นกลางในกรุงเทพ (ข้อพิสูจน์คือ ผลการเลือกตั้งผู้ว่า กทม. ครั้งล่าสุด ระหว่าง แซมและสุขุมพันธุ์ น่าจะบอกสัดส่วนของแต่ละฝ่ายได้ดีที่สุด คะแนนของปลื้มคือ คนในเมืองที่ไม่เอาทั้งสองพวก)

สำหรับคนรากหญ้าที่นิยมทักษิณนั้น พวกเขาเลือกสู้เพื่อปากท้องของตน หากมองเผินๆ ก็น่าจะเป็นแค่นี้ เขาเลือกทักษิณ เพราะทักษิณมีนโยบายช่วยเหลือพวกเขา

แต่สำหรับคนที่เกิดในชนบทอย่างผม ผมคิดว่ามีอะไรที่มากกว่านั้น มีบางสิ่งบางอย่างได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญในกลุ่มคนในชนบท นั้นคือ "พฤติกรรมการเลือกตั้งที่เปลี่ยนไป" ก็อย่างที่ผมเคยพูดเอาไว้หลายครั้ง คนชนบทหลังปี 2540 เป็นต้นมา มีพฤติกรรมการเลือกตั้งที่เลือกเป็นพรรคโดยตลอด หากมองลึกลงไป คือ เกิดการเรียนรู้ขึ้นอย่างสำคัญในชนบทคือ พวกเขาตระหนักถึงพลังของ 1 เสียงของพวกเขา และพวกเขาจะเทคะแนนให้พรรคการเมืองที่เขาเห็นว่า "จะสามารถช่วยเหลือเขาได้" พรรคการเมืองนั้นจะต้องมีนโยบายที่ชัดเจน จับต้องได้ ไม่เพ้อฝัน และมีผลงานเป็นที่ปรากฎ ไม่ใช่ว่าจะออกนโยบายเพ้อฝันอย่างไรก็ได้ และคนชนบทจะต้องเชื่อด้วยว่า "นายกรัฐมนตรี" ที่เขาเลือกนั้น จะสามารถช่วยเหลือเขาได้จริงๆ

ดังนั้น การสร้างนโยบายลมๆ แล้งๆ หวังโฆษณาหาเสียงอย่างเดียว ไม่อาจหาคะแนนเสียงได้แล้วใน พ.ศ.นี้

การซื้อเสียง ทุ่มงบประมาณลงท้องถิ่น ผมก็ไม่คิดว่าจะสามารถได้ผลแต่อย่างใด มันจะต้องมี "โครงสร้างทางนโยบายในภาพรวม" เป็นแพ็กเก็จ ที่มีความเป็นไปได้แบบนโยบายของพรรคไทยรักไทย เท่านั้นจึงจะสามารถสร้างความนิยมได้

นโยบายแบบ 99 วันเราทำได้ ขายฝันแบบไม่มีที่มาที่ไปนั้น จะได้รับการหัวเราะเยาะด้วยความขบขันมากกว่า

องค์ประกอบของเสื้อแดงทั้งสองกลุ่มนี้ ทำให้คนเสื้อแดงในสามปีมานี้ ขยายตัวขึ้นทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ อย่างต่อเนื่อง

สถานการณ์ของคนเสื้อแดงคือ ไม่มีทางแพ้อีกต่อไป ไม่ว่าจะใช้เงื่อนไขการปราบอย่างรุนแรง หรือ การล่อลวงด้วยวิธีการต่างๆ ก็ตาม จะไม่มีทางเปลี่ยนคนเสื้อแดงกลับไปสู่สภาพแบบเดิมได้อีก

เงื่อนไขสถาบันที่เคยเป็น อุดมการณ์ชาติยาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ ได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว และไม่มีทางใช้เงื่อนไขนี้ ปลุกเร้าให้คนเสื้อแดงกลับไปสนับสนุน อุดมการณ์ดั้งเดิมนี้ได้อีกแล้ว จะปลุกเร้าด้วยการโปรประกันดาอย่างหนักหน่วงเช่นใด ก็ไม่มีทางเกิดผลเหมือนเช่นเดิม

วันเวลาที่หวานชื่นของอุดมการณ์แบบนี้ ได้ผ่านเลยไปแล้ว

ผมคิดว่า สงครามยังอีกยาวนาน และการปะทะกันในปี 2553 จะยืดเยื้อ แต่ผมคาดว่า ฝ่ายคนเสื้อแดงได้เรียนรู้ที่จะ “ทำสงครามแบบยืดหยุ่นไปแล้ว” ดังนั้น การใช้ “แข็งปะทะแข็ง” จะไม่มีอีกต่อไป แต่จะใช้ เงื่อนไขการแปรเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ จนฝ่ายปราบปราม ไม่สามารถทำอะไรได้

ผมไม่คิดว่าจะมีการนองเลือด

แต่จะไม่มีสันติภาพ และไม่มีการปะทะ

อำมาตยาธิปไตย จะค่อยๆ โรยราและหมดพลังไปตามเงื่อนไขของสังขาร

คนเสื้อแดงและอุดมการณ์ประชาธิปไตย จะค่อยๆ กลืนกินและปรับเปลี่ยนสังคมนี้ไป

แน่นอน ประเทศไทยยังคงต้อง “ป่วยไข้” ไปอีกหลายปี

เป็น “เสือป่วยแห่งดินแดนอุษาคเนย์” ไปอีกหลายปี

จนกว่า ดินแดนแห่งชาวศิวิไลน์จะมาถึง

จนกว่าจะถึงอรุณรุ่งแห่งศิวิไลน์ ซึ่งผมไม่คิดว่าจะรอนานนัก


เวบลิ้มใจบอดไฟเขียวสาวกรุมแช่งสมัคร

ที่มา Thai E-News




ลดธงครึ่งเสาให้ชายชื่อสมัคร-สมัคร สุนทรเวช เป็นตำนานการเมืองที่ยากจะหาใครเหมือน และมีไลฟ์สไตล์ที่เต็มไปด้วยสีสัน คำจำกัดความของเขากับการเมืองแบบไทยๆคือ"เห็นใครดีไม่ได้ เห็นใครได้ไม่ดี เมืองไทยจึงไม่เจริญเสียที"


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
24 พฤศจิกายน 2552

นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ถึงแก่อนิจกรรมลงอย่างสงบในเวลาเช้าวันนี้ นอกจากสีสันทางการเมืองที่เป็น"ดาวค้างฟ้าการเมืองไทย"อย่างหาตัวจับยาก นายสมัครยังเป็นนายกรัฐมนตรีที่พ้นตำแหน่งแบบประหลาดที่สุดในโลก จนมีการเสียดกันด้วยถ้อยคำว่า"ทำกับข้าวถูกปลด เป็นกบฎถูกปล่อย"

เช้าวันนี้ (24 พ.ย.) นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ถึงแก่อนิจกรรมแล้วที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ วงการเมือง วงการสื่อ ประชาชนทั้งประเทศ ต่างไว้อาลัยให้นักการเมืองผู้เต็มไปด้วยสีสันผู้นี้ แต่ไม่มีการรามือให้สำหรับพวกพันธมิตรหัวใจบอดที่ได้พากันกล่าวประณามสาปแช่งอดีตนายกรัฐมนตรีผ่านเวบผู้จัดการASTV เช่น

ความคิดเห็นที่ 180

แสดงความเสียใจกับญาติมิตร
และ เวรกรรมมีจริง ไม่ต้องรอชาติหน้า
ทำอะไรไว้ก็ได้ผลตอบแทน
คนๆนี้ จะ RIP หลับให้สบาย หรือไปใช้กรรมในนรก ก็ตามผลกรรมที่เขาทำไว้
ฺำืBenjamin

ความคิดเห็นที่ 40

ขอความกรุณาว่าถึงแม้มันจะตายไปแล้วจงอย่ายกย่องย้อนหลังไอัสถุนตัวนี้เป็นอันขาด มันทำบาปกรรมหนักกับคนไทยและประเทศชาติไว้มากมายคือปลุกระดมคนไทยให้ฆ่ากัน ฉ้อฉลโกงกินหน้าด้านๆ ทำร้ายประเทศไทย จาบจ้วงพระอรหันต์ ไม่จำเป็นต้องกล่าวชมอะไรมันเพื่อเป็นการลูบหน้าปะจมูก ตอนมันมีชีวิตอยู่มีแต่สร้างความทุกข์เดือดร้อนเสียหายให้กับชาติ เลวก็คือเลว ชั่วอย่างนี้จริงๆ แล้วสมควรตายในคุกและไปรับกรรมต่อในนรก

ความคิดเห็นที่ 179

ผลกรรมที่ได้สะสมไว้ตลอดขีวิต ท่านคงจะต้องลงไปเพื่อชดใช้เวรกรรมของท่าน ดวงวิญญาณของท่านคงจะไม่ไปสู่สุขคติ
ต้องชดใช้กรรมที่ท่านสะสมไว้


ซึ่งการกระทำดังกล่าวถือเป็นเรื่องไร้มารยาทอย่างสิ้นเชิง หลังจากก่อนหน้านั้นกลุ่มพันธมิตรเคยไปยกป้ายรังควานช่วงที่อดีตนายกรัฐมนตรีเคยไปรักษาตัวที่สหรัฐฯ

ประวัติ

นายสมัคร สุนทรเวช เป็นบุตรของ เสวกเอกพระยาบำรุงราชบริพาร (เสมียน สุนทรเวช) กับ คุณหญิงบำรุงราชบริพาร (อำพัน จิตรกร) เป็นหลานลุงของมหาเสวกตรี พระยาแพทย์พงศาวิสุทธาธิบดี (สุ่น สุนทรเวช) นายแพทย์ประจำพระองค์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และเป็นหลานตาของมหาเสวกตรี พระยาอนุศาสน์จิตรกร (จันทร์ จิตรกร) จิตรกรประจำสำนัก

นายสมัครเป็นบุตรคนที่ 4 ในจำนวนพี่น้อง 6 คน ดังนี้
พ.อ.(พิเศษ) พ.ญ.มยุรี พลางกูร - อดีตรองผู้อำนวยการโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า
นางเยาวมาลย์ ราชวังเมือง - ประกอบธุรกิจส่วนตัว
พล.อ.อ.สมมต สุนทรเวช - อดีตที่ปรึกษา ทอ. (ถึงแก่กรรมแล้ว)
นายสมัคร สุนทรเวช
นายมโนมัย สุนทรเวช - พนักงานรัฐวิสาหกิจ
นายสุมิตร สุนทรเวช - นักการเมือง หัวหน้าพรรคประชากรไทย

นายสมัคร สมรสกับ คุณหญิงสุรัตน์ สุนทรเวช ที่ปรึกษาด้านการเงินของบริษัทในเครือเจริญโภคภัณฑ์ มีบุตรสาวฝาแฝด คือ กานดาภา และกาญจนากร ปัจจุบันสมรสแล้วทั้งคู่ จากการที่ภรรยาทำงานอยู่กับบริษัทเอกชนมาตั้งแต่ พ.ศ.2505 สถานะการเงินของภรรยาจึงมั่นคงพอที่จะดูแลครอบครัวได้ นายสมัครเลยมิได้ทำงานประจำให้กับหน่วยงานใด และได้ทำงานด้านการเมืองเพียงอย่างเดียว มาตั้งแต่ พ.ศ.2516

การศึกษา

ก่อนประถมศึกษา : โรงเรียนสตรีบางขุนพรหม
ระดับประถมศึกษา : โรงเรียนเทเวศร์ศึกษา
ระดับมัธยมศึกษา : โรงเรียนเซนต์คาเบรียล
ระดับอาชีวศึกษา : โรงเรียนอัสสัมชัญพาณิชย์
ระดับอุดมศึกษา : นิติศาสตรบัณฑิต คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ประสบการณ์ทางการเมือง

นายสมัครเริ่มต้นชีวิตการเมืองโดยสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อ พ.ศ.2511 เริ่มลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาเทศบาลกรุงเทพมหานคร ใน พ.ศ.2514 และลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรก ใน พ.ศ.2518 ในชีวิตการเมืองเคยดำรงตำแหน่งสำคัญหลายตำแหน่งตลอดเวลาที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมัครได้รับการแต่งตั้งในคณะรัฐมนตรีหลายตำแหน่ง ได้แก่

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในรัฐบาล หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช 2 (15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2518 - 13 มีนาคม พ.ศ. 2518)
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในรัฐบาล หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช 3 (20 เมษายน พ.ศ. 2519 - 23 กันยายน พ.ศ. 2519)
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในรัฐบาล นายธานินทร์ กรัยวิเชียร (8 ตุลาคม พ.ศ. 2519 - 19 ตุลาคม พ.ศ. 2520)
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ 2 (30 เมษายน พ.ศ. 2526 - 5 สิงหาคม พ.ศ. 2529)
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ (9 ธันวาคม พ.ศ. 2533 - 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534)
รองนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาล พล.อ.สุจินดา คราประยูร (7 เมษายน พ.ศ. 2535 - 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2535)
รองนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาล นายบรรหาร ศิลปอาชา (13 กรกฎาคม พ.ศ. 2538 - 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2539)
รองนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ (25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2539 - 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2540)
นายกรัฐมนตรี (29 มกราคม - 9 กันยายน พ.ศ. 2551)

ผู้ว่าคะแนนล้านคนเดียวของกทม.

ชาวกรุงเทพมหานครเลือกนายสมัครเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครด้วยคะแนนเสียงเกินล้านคะแนนเป็นคนแรก และยังไม่มีใครทำลายสถิติลงได้จนบัดนี้

เมื่อครบวาระ 4 ปี นายสมัครตัดสินใจไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สมัยที่ 2 แต่เบนเข็มมาลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร ในการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2549 ผลการนับคะแนน นายสมัคร สุนทรเวช ได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา ด้วยคะแนนเสียงเป็นอันดับสองของประเทศ รองจาก ร.ต.อ.นิติภูมิ นวรัตน์ ที่ได้คะแนนเสียงเป็นอันดับที่ 1 แต่ ร.ต.อ.นิติภูมิ ยังไม่ทันได้รับการรับรองตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง เนื่องจากมีผู้ร้องเรียนเรื่องการไปขึ้นเวทีปราศัยของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่อาจถือได้ว่าเป็นการหาเสียง และขัดต่อกฎหมายเลือกตั้ง ก่อนที่จะมีการชี้ขาดเรื่องดังกล่าว การเลือกตั้งวุฒิสภา พ.ศ.2549 ก็ได้ถูกยกเลิก เนื่องจากเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ.2549 ทำให้นายสมัครต้องพ้นจากตำแหน่ง โดยไม่มีโอกาสได้ปฏิบัติหน้าที่ใดๆ ในฐานะสมาชิกวุฒิสภา

การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

นายสมัคร สุนทรเวช ทำพิธีรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ที่บ้านพัก นายสมัคร สุนทรเวช แถลงข่าว ที่ศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาลดูเพิ่มที่ การลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย มกราคม พ.ศ. 2551 และ คณะรัฐมนตรีคณะที่ 57 ของไทย

เมื่อวันที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2551 สภาผู้แทนราษฎรมีมติเห็นชอบให้นายสมัครเป็นนายกรัฐมนตรี โดยมี นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี วันที่ 6 กุมภาพันธ์ นายสมัครยังได้รับโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม อีก 1 ตำแหน่ง ซึ่งเป็นพลเรือนคนที่ 3 ที่ดำรงตำแหน่งนี้ แต่ยังถูกกล่าวหาจากกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยถึงการดำรงตำแหน่งของนายสมัคร สุนทรเวช นี้ว่าเป็นนอมินี(ตัวแทน)ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีที่ถูกศาลตัดสินลงโทษจำคุกในข้อหาเซ็นชื่อยินยอมให้ภรรยาซื้อที่ดินตามกฎหมาย

ทำกับข้าวถูกปลด เป็นกบฎถูกปล่อย

ต่อมาวันที่ 9 กันยายน พ.ศ.2551 นายชัช ชลวร ประธานตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ พร้อมคณะ ได้ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัยในกรณีที่ประธานวุฒิสภาส่งความเห็นของสมาชิกวุฒิสภาและคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความสิ้นสุดการเป็นนายกรัฐมนตรีของนายสมัคร ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาตรา 267 ประกอบมาตรา 182(7) เนื่องจากรับเป็นพิธีกรกิตติมศักดิ์ ของรายการ “ชิมไปบ่นไป” และ “ยกโขยง 6 โมงเช้า” ซึ่งคณะตุลาการฯ มีมติเป็นเอกฉันท์ 9 ต่อ 0 เสียง เห็นว่านายสมัครกระทำต้องห้ามขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 267 เรื่องคุณสมบัติของนายกรัฐมนตรี จึงทำให้นายสมัครสิ้นสุดความเป็นนายกรัฐมนตรีลง แต่ให้คณะรัฐมนตรีรักษาการไปจนกว่าจะมีนายกรัฐมนตรีคนใหม่

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2551 นายสมัครยังได้ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคพลังประชาชนอย่างไม่เป็นทางการ โดยให้เหตุผลว่าได้ทำหน้าที่หัวหน้าพรรคและรักษาระบอบประชาธิปไตยอย่างดีที่สุดแล้ว จึงขอยุติบทบาททางการเมือง ส่วนการดำเนินการตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ให้ขึ้นอยู่กับพรรค

เผชิญหน้าพันธมารหัวใจบอด ก่อนกลับมาถึงอนิจกรรมในไทย

หลังพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นายสมัครเคยเดินทางไปรักษาตัวที่สหรัฐฯแต่ไม่วายโดนพวกพันธมิตรหัวใจบอดในสหรัฐฯไปยกป้ายประท้วงว่า"เวรกรรมมีจริง" จนทำให้คนไทยทั่วโลกพากันประณามคนกลุ่มนี้ ต่อมานายสมัครเข้าพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ระหว่างวันที่ 3 ตุลาคม - 3 พฤศจิกายน พ.ศ.2551 เนื่องจากป่วยเป็นโรคมะเร็งตับ โดยไม่เป็นที่เปิดเผยมากนักแต่พันธมิตรยังพูดในทำนองสาปแช่งนายสมัครตลอด โดยเฉพาะนางสาวอัญชลี ไพรีรักษ์ ผู้ดำเนินรายการเวทีหญิงของพันธมิตร


แม้แต่ข่าวของเวบASTVผู้จัดการเรื่องการถึงแก่อนิจกรรมของสมัคร ก็ยังปล่อยให้พวกหัวใจบอดเข้ามาสาปแช่งให้ร้ายอดีตนายกรัฐมนตรีผู้วายชนม์อย่างไร้สำนึกของความเป็นมนุษย์

ปกติเวบผู้จัดการASTVมักจะเซ็นเซอร์ข้อความที่มีผู้แสดงความคิดเห็นท้ายข่าวอย่างระมัดระวังไม่ให้เป็นผลเสียต่อกลุ่มการเมืองของตน หรือบางข่าวก็งดไม่ให้แสดงความคิดเห็นเลย แต่สำหรับข่าวนี้ได้เปิดฟรีเต็มที่

ชาวเน็ตร่วมไว้อาลัยอัปยศของชาติ 'ครบ 1 ปี ที่กลุ่มพันธมิตรฯ ก่อการร้ายสากล ยึดสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ ยังคงลอยนวล'

ที่มา Thai E-News


โดย คุณคนไร้แผ่นดิน
ที่มา เวบบอร์ด
ประชาไท
ขอบคุณภาพประกอบ จากเพื่อนๆ ชาวเน็ต ที่ช่วยกันสะสมภาพอัปยศเหล่านี้
24 พฤศจิกายน 2552

วันนี้ 24 พฤศจิกายน 2552 ผมขอเชิญชวน ทุก ๆ ท่าน ร่วมกันโพสต์กระทู้ในหัวข้อ

"365 วันแล้ว ที่กลุ่มพันธมิตรฯ ก่อการร้ายสากล
ยึดสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ ยังคงลอยนวล"
ในช่วงเวลา ตั้งแต่ 19.00 น. (หนึ่งทุ่ม)
โดยพร้อมเพียงกัน ครับ

ครบ 1 ปีแล้ว ครับเป็นเรื่องที่ผมลำบากใจมากที่สุด สำหรับการโพสต์ข้อความในวันนี้ เพราะมีเรื่องมากมายที่ผมอยากจะกล่าวถึง เอาเป็นว่า ผมจะนำเสนอบทความปูพื้นความจำดังนี้ครับ

ข้อหา “ร่วมกันกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือหรือวิธีอื่นใด อันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญฯมั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้า ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายหรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด ให้เกิดการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองฯ เมื่อเจ้าพนักงานสั่งให้เลิกการมั่วสุม แล้วไม่เลิก, ก่อการร้าย, บุกรุก, ทำให้เสียทรัพย์ ฯลฯ”

ทำให้การให้บริการของท่าอากาศยานหยุดชะงักลง ซึ่งโทษในคดีนี้ เป็นความผิดฐานก่อการร้ายสากล และมีบทระวางโทษหนักถึงประหารชีวิต

ฝ่าฝืนข้อกำหนดออกตามมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ฉบับที่ 1 ลงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2551 และฉบับที่ 2 ลงวันที่ 1 ธันวาคม 2551

เหตุเกิดระหว่างวันที่ 25 พฤศจิกายน 2551 ถึงวันที่ 3 ธันวาคม 2551 ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จังหวัดสมุทรปราการ

ผู้ที่ถูกออกหมายเรียกในข้อหาบุกรุกสนามบินสุวรรณภูมิรวมทั้งสิ้น 25 คน ประกอบไปด้วย

1. พล.ต.จำลอง ศรีเมือง
2. นายสนธิ ลิ้มทองกุล
3. นายสุริยะใส กตะศิลา
4. นายสำราญ รอดเพชร
5. นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์

6. นายอมร อมรรัตนานนท์
7. นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์
8. นายศิริชัย ไม้งาม
9. นางมาลีรัตน์ แก้วก่า
10. นายเทิดภูมิ ใจดี

11. นายพิภพ ธงไชย
12. พล.อ.ปฐมพงษ์ เกสรศุกร์
13. น.ส.อัญชลี ไพรีรักษ์
14. นายพิชิต ไชยมงคล
15. นายประพันธ์ คูณมี

16. นายบรรจง นะแส
17. นายกษิต ภิรมย์
18. นายศรัณยู วงศ์กระจ่าง
19. นายวีระ สมความคิด
20. นายสมศักดิ์ โกศัยสุข

21. น.ส.สโรชา พรอุดมศักดิ์
22. ร.ต.แซมดิน เลิศบุศย์
23. นายชนะ ผาสุกสกุล
24. พ.ต.ท.สันธนะ ประยูรรัตน์
25. นายสุรวิชช์ วีรวรรณ