WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, November 24, 2009

"ณัฐวุฒิ"เสียงสั่นเผย"สมัคร"เคยบอกชอบความสามารถ จะถ่ายเลือดให้

ที่มา มติชน

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีตรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สมัยนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี กล่าวเมื่อวันที่ 24 พ.ย. ต่อการถึงแก่อนิจกรรมของนายสมัคร ว่า นายสมัครมีความเมตตาตนติดต่อมาให้เป็นรองโฆษกรัฐบาล จึงทำให้มีโอกาสได้ใกล้ชิดนายสมัครในการเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี ช่วงที่มาอยู่กับพรรคพลังประชาชน แม้นายสมัครพ้นจากตำแหน่งนายกฯก็มีโอกาสได้พูดคุยกันเป็นระยะและหลายครั้งที่ได้ปราศรัยบนเวทีคนเสื้อแดง แม้นายสมัครนอนป่วยอยู่โรงพยาบาลก็ยังโทรศัพท์มาสอบถามตลอดและให้เล่าเนื้อหาที่ปราศรัยที่ท่านชอบ

"มีอยู่ครั้งหนึ่งผมไปได้ไปเยี่ยมท่านสมัคร ที่โรงพยาบาล ท่านยังบอกว่าคนอื่นไม่มาเยี่ยมไม่เป็นไร แต่ท่านอยากให้ผมไปเยี่ยม และท่านสมัครได้พูดว่าถ้ามาเยี่ยมก็จะถ่ายเลือดในตัวให้เพราะท่านชื่นชมในความสามารถของผม เมื่อวานนี้(23 พ.ย.)ขณะที่ผมและแกนนำเสื้อแดงปราศรัยที่ จ.ลำปาง ผมได้บอก นายจตุพรว่า จะขึ้นเครื่องจากลำปางกลับ กทม.เพื่อไปเยี่ยมท่านสมัครโดยตรง แต่สุดท้ายกลับไม่ได้ ติดภารกิจไปจ.ชัยภูมิ แต่วันนี้ผมจะปราศรัยที่ จ.ชัยภูมิก็จะได้ปราศรัยในเรื่องที่ท่านสมัคร ชื่นชอบเพื่อไว้อาลัยต่อการสูญเสียนักการเมือง นักต่อสู้ที่มีตัวตนชัดเจน และเป็นเหมือนครูของผม"นายณัฐวุฒิ กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

แดงเชียงใหม่ชูปป้ายค้าน"มาร์ค"เยือนเชียงใหม่เกรงกระแสต้านรุนแรง

ที่มา มติชน

เวลา 10.00 น.วันที่ 24 พฤศจิกายน กลุ่มแดงเชียงใหม่เพื่อประชาธิปไตยจำนวน 50 คน นำโดยนายพีรพล มรกต รองเลขาธิการศูนย์ประสานงานกลางฯ เดินทางมาชุมนุมชูป้ายไม่ต้อนรับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่หน้าศาลากลาง จ.เชียงใหม่ พร้อมยื่นหนังสือถึงผู้ว่าราชการ จ.เชียงใหม่ ผ่านนายฤทธิพงศ์ เตชะพันธุ์ หัวหน้าสำนักงาน จ.เชียงใหม่ เพื่อขอให้ จ.เชียงใหม่ ยับยั้งนายกรัฐมนตรีไม่ให้เดินทางมาร่วมประชุมหอการค้าทั่วประเทศที่ จ.เชียงใหม่ โดยกลุ่มผู้ชุมนุมได้พากันชูบัตรประจำตัวประชาชนออกมาแสดงตัวตอบโต้รัฐบาลที่ออกข่าวว่ากลุ่มคนเสื้อแดงเป็นคนต่างด้าวที่ไม่ใช่คนไทยมาร่วมชุมนุมประท้วง


นายพีรพล แกนนำกลุ่มแดงเชียงใหม่เพื่อประชาธิปไตย กล่าวว่า ชาวเชียงใหม่ไม่ต้องการให้นายอภิสิทธิ์เดินทางมา เพราะตั้งแต่รัฐบาลเข้ามาบริหารงานทำให้ประชาชนระดับรากหญ้าเดือดร้อน ทำงานมา 9 เดือน แต่ไม่มีผลงาน จึงควรพิจารณาตัวเองหรือยุบสภาไปได้แล้ว และหากนายกรัฐมนตรี ยังพยายามที่จะเดินทางมา จ.เชียงใหม่ พวกตนเกรงว่าจะมีกระแสต่อต้านที่รุนแรง

"ข่าวการปองร้ายนายกรัฐมนตรีไม่เกี่ยวกับกลุ่มของเรา เพราะเราไม่สนับสนุนการใช้ความรุนแรง แต่เราจะแสดงออกแบบสันติด้วยการเดินรณรงค์ต่อต้านไปทั่วเมืองเชียงใหม่ในเวลา 09.00 น.วันที่ 28 พฤศจิกายนนี้ ไม่ต่ำกว่า 5,000 คน โดยออกจากสนามกีฬาเทศบาลนครเชียงใหม่ ส่วนกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 จะมาร่วมหรือไม่เราไม่ทราบ" นายพีรพล กล่าว


พ.ต.ท.สุพล ภูมูลเจริญ แกนนำกลุ่มแดงเชียงใหม่เพื่อประชาธิปไตย กล่าวว่า เรื่องที่รัฐบาลจะประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง ที่ จ.เชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 27 - 29 พฤศจิกายนนี้หรือไม่นั้น เราไม่สนใจเพราะกลุ่มของเราจะไม่ไปสร้างความรุนแรงและผิดกฎหมาย จึงไม่กังวลใจใดๆ


ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มแดงเชียงใหม่เพื่อประชาธิปไตย ได้เดินทางไปยื่นหนังสือคัดค้านยังสถานที่จัดการกระชุมและสถานที่พักรวม 5 แห่ง ในย่านไนท์บาซาร์คือ โรงแรมเลอเมอริเดียน โรงแรมอิมพิเรียลแม่ปิง โรงแรมเซ็นทาราดวงตะวัน โรงแรมรอยัลล้านนา และโรงแรมรอแยลปรินซ์เซส โดยยังไปยื่นหนังสือลักษณะเดียวกันต่อผู้บังคับการตำรวจภูธร จ.เชียงใหม่ และประธานหอการค้า จ.เชียงใหม่ เจ้าภาพในการจัดงานด้วยในวันเดียวกัน


ส่วนทางด้านนายโกศล ปราคำ ผู้อำนวยการสำนักงานพื้นที่การศึกษาเขต1 (สพท.)ได้เรียกประชุมผู้บริหารสถานศึกษาในเขตพื้นที่ร่วมประชุมที่ศาลากลาง จ.เชียงใหม่ เพื่อขอความร่วมมือให้ทุกโรงเรียนร่วมขึ้นป้ายแสดงการต้อนรับการประชุมหอการค้าทั่วประเทศ และร่วมแสดงความเห็นไม่ให้ชาวเชียงใหม่ออกมาใช้ความรุนแรงในช่วงเวลาจัดการประชุมดังกล่าว

"โอ๊ค" เชื่อพ่อ วอยซ์ทีวีไม่ยุ่งการเมือง

ที่มา ข่าวสด

ลับพอสมควร

ธงศึก คำพะอุ รายงาน




ผู้พ่อประกาศทำทีวี 100 ช่อง ไม่รู้เปิดไปได้กี่ช่อง

ล่าสุด ลูกโอ๊ค-ลูกเอม พานทองแท้ และพินทองทา ลงขันเปิดโทรทัศน์ผ่านอินเตอร์เน็ตยี่ห้อวอยซ์ทีวี ยกทีมไอทีวีก่อนเป็นทีวีไทยมาร่วมงาน

แถลงเปิดผังรายการแล้ว โอ๊ค-เอม ก็เปิดใจ

ยืนยันเปิดบริษัทหวังเปิดตลาดโทรทัศน์อินเตอร์เน็ต ไม่เกี่ยวการเมือง แต่บ่นปลงๆ

"หน้าผมมันเป็นโลโก้อยู่แล้ว ทำอะไรคนก็คิดว่าเป็นการเมือง แต่เรื่องนี้ยืนยันธุรกิจร้อยเปอร์เซ็นต์"

หนุ่มโอ๊ค ย้ำต่อ

"จุดประสงค์ของบริษัทให้คืนทุนใน 5 ปี จากทุนจดทะเบียน 300 ล้าน รายได้จะมาจากโฆษณาแต่ตอนนี้คนไม่ค่อยกล้าซื้อเพราะกลัวเป็นเรื่องการเมือง ผมย้ำอีกทีลองมาดูก่อน เน้นเนื้อหาสาระจริงๆ"

"ข่าวการเมืองมีบ้างแต่เป็นแค่ข่าว นายกฯพูดอะไรก็ออกตามนั้น ไม่มีวิพากษ์วิจารณ์"

"ทีวีนี้ไม่มีเรื่องสี คนทุกสีดูได้ หรือคนตาบอดสีจะดูก็ได้ ดังนั้นขอให้กล้าๆ ซื้อโฆษณากันหน่อย"

มีเสียงถาม ปรึกษาพ.ต.ท.ทักษิณ ก่อนทำหรือไม่

หนุ่มโอ๊ค ว่า

"ปรึกษาตอนแรกครับ ท่านแนะนำว่าอย่าไปยุ่งกับการเมือง"

"ให้สัมภาษณ์วันนี้ก็เตือนว่าอย่าพูดเรื่องการเมือง ดังนั้นวันนี้ไม่เกี่ยวกับการเมืองแน่ครับ"

วันนี้วันเดียวเหรอ

ข้ามยังไง

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน




สรุปว่ายุทธศาสตร์ "ก้าวข้ามทักษิณ" ของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์

ล้มเหลวเละเทะไม่เป็นท่า

เมื่อประมาณต้นเดือนที่ผ่านมา นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.สำนักนายกฯ ในฐานะผู้กำกับฉากการแสดงของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์

ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนไว้เป็นบันทึกสาธารณะระบุว่า

ประเทศไทยต้องก้าวข้ามเรื่องทักษิณให้ได้ ถ้าชีวิตแต่ละวันเราวนเวียนพูดแต่เรื่องทักษิณทุกวัน ซ้ำซาก ก็ไม่มีอะไรดีขึ้น คนก็รู้สึกเบื่อ

และเท่าที่ทราบนายสาทิตย์ยังได้พูดเรื่องนี้ในที่ประชุมรัฐมนตรีพรรคประชาธิปัตย์ด้วย ว่ายุทธศาสตร์การทำงานของรัฐบาลต้องข้ามเรื่องทักษิณ

รัฐบาลจะมัวเสียเวลาวนเวียนพูดเรื่องซ้ำซากทุกวันก็ไม่มีประโยชน์ รัฐบาลต้องพูดและทำงานในสาระที่เป็นปัญหาของประชาชน

ต้องทำให้คนเห็นว่าประเทศนี้อยู่ได้แม้ไม่มีทักษิณ แม้ว่าคนส่วนหนึ่งจะยึดว่าต้องทักษิณเท่านั้น ก็เป็นเรื่องของเขาและเขาก็เป็นคนส่วนน้อย

นายสาทิตย์ให้สัมภาษณ์ครั้งนั้นฟังดู "หล่อ" มากทีเดียว

เนื่องจากเป็นการเสนอยุทธศาสตร์ชี้ทางสว่างให้รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์อย่างแท้จริง (แม้หลายคนถากถางว่าน่าจะคิดได้ตั้งนานแล้วก็ตาม)

แต่จุดอ่อนสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ที่เป็นมาตลอดและน่าจะเป็นอย่างนี้ต่อไป

คือการแปรยุทธศาสตร์ไปสู่ภาคปฏิบัติ

พรรคประชาธิปัตย์พูดได้ พูดดี พูดเก่ง พูดแล้วเหมือนพระเอกพูด ไม่ใช่ผู้ร้ายพูด

แต่พอลงมือทำทีไรนางเอกแทบจะเบือนหน้าหนี

ครั้งนี้ก็เช่นกันกับเรื่องที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไปรับตำแหน่งที่ปรึกษารัฐบาลกัมพูชาที่นายกฯ ฮุนเซนเจียดโยนมาให้

รวมถึงเรื่องกลุ่มคนเสื้อแดงจะจัดชุมนุมใหญ่ช่วงปลายเดือนนี้ 28 พ.ย. ไปจนถึงต้นเดือนหน้า 2 ธ.ค.

ปฏิกิริยาของรัฐบาลเท่าที่แสดงออกก็คืออาการของคนตื่นตูมเกินกว่าเหตุ

แค่ลูกมะพร้าวหล่นก็นึกว่าฟ้าถล่ม

ในทางกลับกันบางเรื่องที่ฟ้าร้องฟ้าคำรามทำท่าจะถล่มลงมาทับหัวเข้าจริงๆ กลับได้ยินเป็นแค่เสียงลมพัดใบไม้ไหว

ตรงนี้แหละคือปัญหาของนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์

อะไรที่ควรจะก้าวข้ามก็ดันข้ามไม่พ้น

อะไรที่ไม่ควรก้าวข้ามก็พยายามจะก้าวข้าม

แถมยังข้ามไม่พ้นอีกต่างหาก

ปฏิรูปกรมศุลฯ

ที่มา เดลินิวส์

ประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลัง กำลังทำเรื่องดี ๆ อยู่ ปฏิรูปกรมศุลกากร เปลี่ยนหลักการจากผู้เก็บภาษี มาเป็นอำนวยการความสะดวกทางการค้าแทน

ทุกวันนี้ กรมศุลฯ จากที่เคยเก็บภาษีสินค้านำเข้าและส่งออกได้ 25% ของภาษีทั้งหมด ก็เหลือแค่ 5% ยิ่งปีหน้ามี “อาฟต้า” ภาษีนำเข้าเป็นศูนย์ กรมศุลฯ อาจต้องนั่งตบยุงแทน การปรับตัว จึงเดินถูกทางแล้ว

เรื่องนี้ มี ดร.เกษมสันต์ วีระกุล เลขาฯ รมช.ประดิษฐ์ ร่วมผลักดันอย่างแรง

วันนี้ 24 พ.ย. ถ้าไม่มีอะไรพลิกผัน ครม.จะอนุมัติแผนปฏิรูปกรมศุลกากรของ รมช.ประดิษฐ์ และ อธิบดีกรมศุลฯ (ไฟแรง) สมชัย สัจจพงษ์ เสียที หลังจากเจอโรคเลื่อนมาหลายครั้ง จากนั้นก็รอเข้าสภา ต่อไป

รมช.ประดิษฐ์ เคยเป็นนักธุรกิจใหญ่มาก่อน เลยรู้ทั้ง ทางหนี และ ทีไล่ อยู่ในตัว ยิ่งโลกเป็นการค้าเสรีมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งต้องปรับ นอกจากเตรียมปิดประเทศ 3 ปี ให้สะใจพวกสุดโต่งที่สมคบคิดจะทำปฏิวัติซ้ำอยู่

ปัญหาใหญ่ของผู้นำเข้าส่งออก ไม่พ้นเรื่องภาษี ผู้ส่งออก นำเข้า ชี้หน้าด่า กรมศุลฯ ว่า พิกัดภาษียุ่งโคตร ๆ ทำให้เสียภาษีไม่ถูก เปิดช่องให้มีการรีดไถ ไม่อยากเลว ก็ต้องเลว???

กรมศุลฯโต้กลับว่า พวกนี้ล่ะ สุดแสบ ใช้วิธีโกงร้อยแปด บุหรี่นอกบางยี่ห้อ ที่ฟ้องร้องกันอยู่ แจ้งราคาซองละแค่ 7-8 บาท ขณะที่บุหรี่ยี่ห้อนี้ขายในร้านดิวตรีฟรี 26-27 บาท โกงภาษีไปเท่าไหร่คิดดูสิ

ต่อไปนี้ไม่ต้องเถียงให้เมื่อยปาก

กรมศุลฯจะให้คำวินิจฉัยล่วงหน้ากับผู้ประกอบการที่ต้องการนำเข้าสินค้าหรือวัตถุดิบโดยจะยืนยันการจัดประเภทสินค้า การประเมินภาษี และเอกสารใบอนุญาตของสินค้าล่วงหน้าก่อนนำเข้า โดยผู้นำเข้าไม่ต้องซื้อสินค้าก่อน หรือ นำสินค้าเข้ามาในประเทศไทยก่อนเหมือนเคย

ปัญหาใหญ่อีกเรื่อง ค่าปรับ หากโกงจริงก็สมควร ตาย แต่หลายกรณี ไม่อยากโกง ก็เหมือนโกง อย่างที่ว่ามา ผิดพลาดโดยไม่เจตนาก็มี แต่ถูกตัดหัวลูกเดียว

จากเดิม ผู้พิพากษาต้องปรับ 4 เท่าของมูลค่ารวมของสินค้าบวกอากรที่ขาด (ปรับเป็นร้อยล้าน พันล้านก็มี) หรือไม่อยากขึ้นศาลก็เสีย 2 เท่าให้กรมศุลฯ ต่อไปนี้ โทษจะเป็นปรับ 0-4 เท่า หากผิดพลาดโดยสุจริต ผู้พิพากษาก็สามารถปรับ 0% ได้ แต่หากเจตนาเลี่ยงภาษี ก็ลงโทษสูงสุด

ทั้งหมดนี้ ผู้ส่งออกและนำเข้าที่เคยทิ้งประเทศไทยไปซบประเทศอื่น เพราะเซ็งเรื่องภาษี คงจะพึงพอใจ

ยังมีเรื่องสินบนกับรางวัลนำจับสินค้าหนีภาษีที่จะทำในคราวเดียวกัน สิน บน หรือคนชี้เป้าที่นำไปสู่การจับสินค้าหนีภาษีลอตใหญ่เคยได้ 30% ก็จะคงไว้ เพราะพวกนี้เสี่ยงสูง แต่เงินรางวัลที่ข้าราชการเคยได้ 25% ต่อไปได้สูงสุดไม่เกิน 4 ล้าน (บางเคสได้เป็น 20-30 ล้าน) ที่เหลือขอไปพัฒนาองค์กร เช่น ซื้อเครื่องซีซีทีวี เป็นต้น

หลัก ๆ ก็อย่างนี้แหละ ทำได้ ก็เป็น ผลงานชิ้นโบแดง ก็ว่าได้ แต่ถามความคืบหน้า หวยบนดิน 2 ตัว 3 ตัวที่ค้างเติ่งมาเป็นชาติ ทั้งที่ทำประชาพิจารณ์ไม่รู้กี่ครั้ง คนก็เอาด้วยหมด กฤษฎีกาตีความ ทำได้ ก็ไม่ไปไหน

“ต้องแล้วแต่นายกฯ” รมช.ประดิษฐ์ว่า คงได้ แต่..ชาติหน้ามั้ง ก็กลัวมอม เมาประชาชนอยู่นั่นแล้ว แต่เพิ่มหวยพิเศษตั้ง 20 ล้านใบ ขบวนการมาเฟียรวยจากหวยใต้ดินเป็นแสน ๆ ล้าน ก็ไม่กลัว

ภาษีไม่ต้องเสีย เด็กด้อยโอกาสก็ดักดานกันไป หมดทุนเรียนต่อ สังเวยพวกมือถือสากปากถือศีล กันไป.

ดาวประกายพรึก

ทักษิณ ทวิต เสียใจต่อการจากไปของ "สมัคร สุนทรเวช"

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_48851

พ.ต.ท.ทักษิณ ทวิต เสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการจากไปของ นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี อัด ครบ 1 ปี พันธมิตรยึดสนามบินแต่ยังไร้ความคืบหน้า ...

ภายหลัง ได้รับทราบข่าว นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ถึงแก่อสัญกรรม ด้วยโรคมะเร็ง เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ที่ รพ.บำรุงราษฎร ล่าสุด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้ทวิตข้อความแสดงความเสียใจ โดยระบุว่า " ผมและครอบครัวขอ แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการจากไปอย่างไม่มีวันกลับของฯพณฯสมัคร สุนทรเวชมา ณ ที่นี้ด้วยครับและไม่สามารถไปร่วมงานด้วยตัวเอง ใดๆในโลกล้วน อนิจจัง พระพุทธเจ้าสอนไว้แต่นักการเมืองไทยไม่ คิดมีแต่เรื่องของอำนาจและผลประโยชน์เอาเป็น
เอาตายกันทัั้ง ๆ ที่ หลักคือมาเสียสละ "

นอกจากนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ยังได้ระบุว่า " วันนี้ครบรอบ 365หรือ1ปีที่พันธมิตรเข้ายึดสนามบินโดยการช่วยเหลือของทหาร พอรัฐบาลขณะนั้นออกคำสั่งให้ทหารเข้าไปจัดการก็ใบ้รับประทานประเทศเสียหาย จนป่านนี้ไม่มีอะไร เกิดขึ้น ชาวนาปิดถนนต่างจังหวัดถูกจำคุก6เดือน ถือว่าเป็น2มาตรฐานที่หน้าด้านท่ีสุด ปปช.ถูกยื่นให้หยุดงานตามรัฐธรรมนูญก็เฉย แถมยังนั่งห้ำหั่น ซีกเดียวตลอดเวลา แล้วจะหาความสงบได้อย่างไร "

ปิดตำนาน "ชิมไปบ่นไป" นายกฯ สมัคร สุนทรเวช

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_48891

เวลา 08.48 น. วันที่ 24 พ.ย. เป็นวันปิดฉากชีวิตของชายชื่อ สมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี คนที่ 25 ของไทย ที่ถึงแก่อสัญกรรมจากโรคมะเร็ง ที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ผู้ซึ่งทุกบทบาท ทุกย่างก้าว ล้วนแต่เป็นที่สนใจจับตาของคนทั่วไปตลอด 41 ปีที่อยู่ในแวดวงการเมือง

นายสมัคร เป็นที่รู้จักเมื่อได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการเกษตรและสหกรณ์ ทั้งที่เพิ่งได้รับเลือกเป็น ส.ส.กทม.สมัยแรกเมื่อปี 2518 สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ และขยับขึ้นชั้นเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในปีถัดมา และเป็นรัฐมนตรีที่หนุ่มที่สุด

รุ่งเรืองสุดขีดเมื่อเป็นหัวหน้าพรรคประชากรไทย นำลูกพรรคฝ่าสนามเลือกตั้งเข้ามาเป็น ส.ส. กทม.ได้อย่างถล่มทลายพลิกความคาดหมาย และได้เป็น ส.ส.กทม.เรื่อยมาทุกสมัยเลือกตั้ง รวม 10 สมัย เป็นรัฐมนตรีมาแล้วแทบทุกกระทรวง แม้ กทม.จะอยู่ในยุค "มหาจำลอง" พล.ต.จำลอง ศรีเมือง หรือแม้กระทั่ง พรรคประชากรไทย จะเหลือตัวเขาเป็น ส.ส.เพียงคนเดียว

สมัคร สุนทรเวช ยังสร้างความตื่นตะลึงเมื่อลงสมัครเป็นผู้ว่ากรุงเทพมหานคร ในปี 2543 แข่งกับพรรคไทยรักไทยที่ขณะนั้นความนิยมลามไปทั่วทุกหย่อมหญ้า แต่เขาก็สามารถเอาชนะได้อย่างท้วมท้นด้วยคะแนนเกินหนึ่งล้านเสียง

ความที่เป็นนักการเมืองฝีปากกล้า วิจารณ์ทุกเรื่องอย่างตรงไปตรงมา ไม่เกรงหน้าอินทร์ หน้าพรหม ทำให้เขาเป็นที่เกลียดชังของคนไม่น้อย แต่ก็มีคนจำนวนมากที่ชื่นชอบ รวมไปถึงชื่นชมอุปนิสัยส่วนตัวที่มีความเป็น "ไทย" อยู่ในสายเลือดแท้ๆ ทั้งชอบดนตรีไทย ขับเสภา กลอน ได้อย่างไพเราะ ใช้ภาษาไทย ได้ตามหลัก ตรงไวยากรณ์ สามารถใช้ภาษาไทยทิ่มแทงฝ่ายตรงข้ามได้อย่างเจ็บแสบ

พอหมดสมัยการเป็นผู้ว่าฯ กทม. สมัคร สุนทรเวช ทำท่าว่าจะยุติบทบาททางการเมือง ใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างมีความสุขกับการทำรายการอาหาร "ชิมไปบ่นไป" "ยกโขยง6โมงเช้า" เขียนหนังสือ เลี้ยงแมวที่เขารัก แต่แล้วก็ตัดสินใจลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นวุฒิสมาชิกอีกครั้ง และก็ครองใจคนกรุงได้รับเลือกตั้งเข้ามาเป็นอันดับ 2 เมื่อวันที่ 19 เม.ย. 2549 แต่ยังไม่ทันได้เริ่มต้นทำหน้าที่ ก็เกิดการปฏิวัติรัฐประหาร รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ขึ้นเสียก่อนในวันที่ 19 ก.ย. 2549

ในห้วงที่ "ทักษิณ" โดนกลุ่มอำนาจเก่าร่วมมือกันโค่นลงจากอำนาจ พรรคไทยรักไทยถูกยุบ บรรดาคนรอบข้างต่างหลบลี้หนีภัย แต่ สมัคร สุนทรเวช กลับตัดสินใจอย่างกล้าหาญ รับเป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่แทนโดยไม่กลัวถึงภัยที่จะตามมา และฝากวาทะอันอหังการไว้เป็นประวัติศาสตร์ว่า "ผมจะเป็นนอมินีให้นายกฯ ทักษิณ" และ "ผมจะทำพรรคการเมืองนี้ให้แข็งแรง เพื่อจะเอาประชาธิปไตยกลับมาให้บ้านเมืองนี้"

จนในที่สุด สมัคร สุนทรเวช ก็สามารถนำพาลูกพรรคพลังประชาชน ลุยชนะการเลือกตั้งในเดือน ธ.ค. 2550 มาได้ ทั้งที่ถูกระบอบเผด็จการ กลุ่มอำนาจเก่า ชนชั้นปกครองสกัดกั้นทุกวิถีทาง ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 25 ของประเทศไทย เมื่อวันที่ 29 ม.ค. 2551

แม้การบริหารประเทศบนเก้าอี้นายกรัฐมนตรี จะเต็มไปด้วยอุปสรรค ขวากหนาม แต่ สมัคร สุนทรเวช ก็ยังสามารถผลักดันนโยบายที่เป็นคุณประโยชน์กับประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน คือ มาตรการช่วยค่าครองชีพ รถเมล์ รถไฟ น้ำประปา ไฟฟ้า ฟรี ตรึงราคาค่าก๊าสแอลพีจี

กระทั่ง วันที่ 9 ก.ย. 2551 ศาลรัฐธรรมชี้ขาดว่า สมัคร สุนทรเวช ขาดคุณสมบัติ ต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จากการเป็นพิธีกรจัดรายการทำอาหาร "ชิมไปบ่นไป" และ "ยกโขยง 6 โมงเช้า" จากนั้น ชื่อของเขาได้ห่างหายไปจากสังคมไทย โดยมีข่าวว่าเขาป่วยเป็นมะเร็งต้องไปพักรักษาตัวที่ต่างประเทศ และกลับมารักษาต่อที่เมืองไทย และถึงแก่อสัญกรรมในที่สุด

ปิดตำนานโดยสมบูรณ์..

เมืองไทยวันนี้

ที่มา ไทยรัฐ

สารพิษที่ตกค้างจากการทำการ ปฏิวัติรัฐประหาร เพื่อ ยึดอำนาจประชาธิปไตยเมื่อปี 2549 บัดนี้ทำเอาประเทศไทยแทบจะป่นปี้ไปหมด คนไทยถูกปลุกระดมจ้องจะเอาชีวิตกันเอง ไม่ต่างจาก บ้านป่าเมืองเถื่อน ประเทศที่มีการปกครองโดยรัฐบาลทหารบางประเทศ ยังมีความมั่นคงทางการเมืองมากกว่าบ้านเราเยอะ

ข่าวการมุ่งเอาชีวิตนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะจริงจะเท็จอย่างไรก็เป็นอีกประเด็น แต่เห็นความพยายามของฝ่ายรัฐบาลที่จะปลุกระดมให้เชื่อว่าจะมีการเอาชีวิตนายกฯจริงๆ เหตุนี้กระมัง กรณีนายกฯลงพื้นที่ในบางจังหวัดหรือแทบทุกจังหวัดก็ว่าได้ ต้องใช้กำลังอารักขาเหมือนจะไปทำสงครามกับใคร

ภาพนายกฯในระบอบประชาธิปไตย ที่มาจากการเลือกตั้ง ในขณะออกปฏิบัติหน้าที่พบกับประชาชน ที่ผ่านมามีแต่เสียงโห่ร้องต้อนรับ ไปภาคอีสานผูกผ้าขาวม้ากันตั้งแต่เอวจนเกือบจะถึงคอ

แต่ปัจจุบันมีแต่เสียงโห่ไล่ ภาพของคนที่มาต้อนรับกับคนที่ได้รับการต้อนรับ ก็ไม่ค่อยจะมีความสุขเท่าไหร่ เหมือนกินยาขม

นายกฯมีความตั้งใจที่จะลงพื้นที่พบกับประชาชนทุกจังหวัดเพื่อเอาชนะคำว่านายกฯของคนทั้งประเทศก็เป็นความตั้งใจที่ดี แต่การที่ต้องใช้กำลังเจ้าหน้าที่ทำการรักษาความปลอดภัยอย่างหนาแน่นขนาดนี้ คงจะเห็นแต่ในประเทศที่มีผู้นำเผด็จการเท่านั้น

ในระบอบประชาธิปไตยไม่สง่างาม

การเดินทางลงพื้นที่ จ.เชียงใหม่ วันที่ 29 พ.ย.ของนายกฯก็คงเหมือนเดิมขนกำลังพลกันไปเป็นกองทัพ นอกจากความไม่ปลอดภัยของตัวนายกฯเองแล้ว ยังจะเป็นชนวนให้ชาวบ้านที่รักนายกฯและเกลียดนายกฯปะทะกันอีก

ปัญหาเหล่านี้น่าจะคาดเดาได้ล่วงหน้า

ส่วนจะมีคนลอบทำร้ายนายกฯหรือไม่ ก็ต้องย้อนไปดูเหตุการณ์ที่กระทรวงมหาดไทย วันที่นายกฯต้องนั่งรถกันกระสุนชนประตูกระทรวงมหาดไทยแหกด่านคนเสื้อแดงออกมา

มีอะไรทะแม่งชอบกล

ในสภาวะวิกฤตการณ์เมืองรุนแรงอย่างนี้ นายกฯน่าจะใช้ วิจารณญาณได้ว่าอะไรควรไม่ควร ที่ว่าลอบสังหารอาจจะไม่ ถูกต้องนัก อาจจะเป็นการรุมประชาทัณฑ์ อาจจะเป็นแผนซ้อนแผนมือที่สาม

หรือถึงขั้นเกิดการจลาจลขึ้น

หมากเกมการเมืองที่ซับซ้อน อาจจะดูกันลำบาก เพราะ ต่างฝ่ายต่างก็วางกับดักเอาไว้ ใครพลาดก่อนเป็นอันว่าจบชีวิตทางการเมือง หรืออาจจะจบชีวิตจริงๆก็ได้

เพราะบ้านเราเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน.

หมัดเหล็ก

รอลุ้นอิทธิปาฏิหาริย์?

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_48758

เนวิน & สุเทพ

ผลักคนเสื้อแดงออกไปอยู่นอกประเทศเลย


ถอดรหัสแปลความตามอารมณ์ที่ "เทพเทือก" นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง จุดพลุเปิดปมร้อน แฉดังๆออกอากาศ เตือนกันเป็นนัย

ให้ระวังคนต่างด้าวแฝงตัวอยู่ในม็อบเสื้อแดง

อ่านกันตื้นๆก็แค่เกมดิสเครดิตกันแรงๆ บลัฟม็อบคนเสื้อแดงไม่ใช่คนไทยเพียวๆ ในจังหวะตามน้ำ "เทพเทือก" ลากยาวต่อกระแสที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เหยียบตีนเล่นกับสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ป่วนฝ่ายคุมเกมอำนาจประเทศไทย

"นายใหญ่" โดนประทับตรา "ตัวเป็นไทยใจเขมร"

ประชาธิปัตย์อัดมุก ปลุกกระแสชาตินิยมถล่มลูกข่าย "ทักษิณ" ตีกินต่อเนื่อง


แต่หากอ่านกันลึกๆ โดยสัญญาณอันตราย บนพื้นฐานของความคิดที่ว่าคนต่างด้าวแฝงตัวอยู่ในม็อบเสื้อแดง เข้าข่ายความชอบธรรมในการเพิ่มขีดระดับการปราบปรามขั้นรุนแรงเพื่อรักษาความมั่นคงภายใน

ปั่นกระแสนำร่องก่อนลุยหักดิบ


ในท่ามกลางสถานการณ์ที่มาถึงจุดได้-เสีย ม็อบเสื้อแดงเป่านกหวีดระดมพลใหญ่ ดีเดย์ 28 พฤศจิกายน เผด็จศึกรัฐบาล "อภิสิทธิ์ชน" ให้ได้

ขณะเดียวกันก็เล่นเกม "ขึงพืด" ตีกันฝ่ายคุมเกมอำนาจประเทศไทยที่จ้อง "ล้มกระดาน" สกัดไม่ให้ลูกข่าย "ทักษิณ" ได้ลงสนามเลือกตั้ง กลับมาเป็นฝ่ายถืออำนาจ

วัดใจคนที่จะสั่งยิงคนเสื้อแดง

ต่างฝ่ายต่างเร่ง "สงครามครั้งสุดท้าย" เดิมพันกันด้วยชีวิตประชาชนผู้ร่วมชุมนุม

แต่ท่ามกลางกระแสเร้าเกม "เรียกเลือด" ก็มี "โปรโมชั่น" ถูกโยนออกมาถามทาง


กับมุก "รัฐบาลเฉพาะกาล" พรรคประชาธิปัตย์จับมือพรรคเพื่อไทยและทุกพรรคการเมืองร่วมทีมกันบริหารประเทศ เพื่อถอดชนวนความขัดแย้ง

แนวทางสอดคล้องไปกับข้อเสนอ "ปฏิวัติวันเดียว" ล้มกระดานล้างไพ่กันใหม่ แก้กติกาให้เสร็จภายในเวลาอันรวดเร็ว แล้วปล่อยให้นักเลือกตั้งลงสนามกันตามปกติ

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น โดยออปชั่นต้องเหมารวมการสางคดีความของ "นายใหญ่"

วัดใจฝ่ายคุมเกมอำนาจประเทศไทยจะรับมุกหรือไม่

ที่แน่ๆโดยสถานการณ์ความเป็นไป ณ ปัจจุบัน โอกาสแทบไม่เห็นหนทางที่พรรคประชาธิปัตย์จะลากเกมรัฐบาลผสมต่อไปได้

โดยเฉพาะกับความเป็น "ประชาธิปัตย์" ที่ไม่เคยยอมเสียเหลี่ยมใคร

แม้แต่กับเพื่อนที่กอดคอร่วมเป็นร่วมตายกันอยู่


อย่างที่เป็นข่าวกระเส็นกระสาย แทนที่จะตั้งท่าสู้กับเครือข่าย "ทักษิณ" ตามยุทธศาสตร์แยกกันตี ประชาธิปัตย์กลับสนุกอยู่กับการเล่นเกมเลื่อยขานั่งร้าน เตะตัดขาสกัดพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกันเอง โดนกันถ้วนหน้าทั้งพรรคภูมิใจไทย เพื่อแผ่นดิน ชาติไทยพัฒนา

ไม่ใช่แค่คิวกั๊กโปรเจกต์กระทรวงในโควตาของพรรคร่วมรัฐบาล

แต่จุดส่อเค้าแตกหัก มันอยู่ที่รายการโยกย้ายบิ๊กตำรวจ ที่สุดท้ายแล้วกลับกลายเป็น "เทพเทือก" ที่เดินยุทธการผนึกอำนาจ ประคองราคาต่อรองของตัวเอง ทั้งในตำแหน่งเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ และสถานะผู้จัดการใหญ่รัฐบาล

รวบ "ชิ้นปลามัน" เอาไว้คนเดียว

โยนแค่เศษหางให้พรรคร่วมรัฐบาล


งานนี้คนที่ฉุนกึ้กเลยก็คือ "เนวิน ชิดชอบ" ที่ถูกมองว่า สมประโยชน์ ตามโพย "เด็กฝาก" แต่ของจริง แม้แต่ตำรวจใหญ่ที่คุมโซนอีสานใต้ ก็ไม่ได้ประกันยี่ห้อ "เพื่อนเนวิน"

โดน "เทพเทือก" หลอกตีกินเนียนๆ

แต่ในเหลี่ยมของเซียนแต้มทันกัน เชื่อขนมกินล่วงหน้าได้ ยังไงก็ต้องมีคิว "กระตุก"

อย่างเบาะๆก็น่าจะมีสัญญาณคลื่นความถี่สูง ส่งไปถึงพรรคแกนนำอย่างประชาธิปัตย์ ถ้ามองข้ามหัวพรรคร่วมรัฐบาล ไม่สนนั่งร้าน

ก็ต้องคอยชมรายการแสดงอิทธิปาฏิหาริย์

แม้ในเบื้องต้นจะทำอะไรไม่ได้ เพราะใกล้จะปิดสมัยประชุมสภา

แต่มองข้ามช็อตไปถึงจังหวะเปิดสมัยประชุมต้นปีหน้า คิวเปิดให้ฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทยได้ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ จับรัฐบาลขึ้นเขียงเชือด

มูลค่าของพรรคร่วมรัฐบาลดีดกลับ ในจังหวะเข้าทางเกม "ตบหน้า"

ประชาธิปัตย์ได้ลุ้นระทึก "เสียงหาย".


ทีมข่าวการเมือง รายงาน

เงินเดือน ส.ส.

ที่มา บางกอกทูเดย์

วันที่ 28 พฤศจิกายนนี้...สภาชุดนี้ที่ประกอบด้วยสภาผู้แทนราษฎร และ วุฒิสภา จะปิดสมัยประชุมนิติบัญญัติ...แต่ไม่ได้หมายความว่า บรรดา ส.ส. ส.ว.จะหยุดทำงานตามสมัยประชุมที่ปิดพวกเขายังคงมาประชุมคณะกรรมาธิการต่างๆกันอยู่ โดยเฉพาะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณากฎหมายหลายฉบับที่ผ่านวาระแรกหรือวาระรับหลักการมาแต่ข่าวใหญ่ที่สื่อให้ความสนใจและวิพากษ์วิจารณ์กันมากก็คือ การขึ้นค่าตอบแทนให้แก่ทั้งส.ส.และส.ว.ส่งท้ายการปิด

สมัยประชุมเสียงสะท้อนส่วนใหญ่ “ไม่เห็นด้วย” กับการขึ้นค่าตอบแทนดังกล่าว โดยอ้างเหตุผลว่าพวกเขาทำงานไม่คุ้มค่า แถมยังโดดประชุม ทำสภาล่มบ่อยๆอีกต่างหาก ซึ่งผมว่าเป็นคนละเรื่องกันถ้าคนไม่เคยเป็น ส.ส.เหมือนผมซึ่งเคยเป็นถึง 3 สมัยยาวๆ ก็จะเห็นด้วยกับความเห็นดังกล่าวว่าจริงแต่ถ้าใครได้สัมผัสกับการทำงานของพวกเขาจริงๆ แล้วจะรู้ว่า...ไม่มีอาชีพใด หนักและเหนื่อยเท่ากับการเป็น ส.ส.บางคนอาจจะเถียงว่า...แล้วทะลึ่งมาเป็นทำไม “ไม่มีใคร

เชิญ” ซึ่งพูดอีกก็ถูกอีกว่าทะลึ่งมาเป็นทำไม เพราะคำตอบที่ได้ก็กำปั้นทุบดินที่จริงงาน ส.ส.ถ้าทำกันจริงๆ หนักทั้งในสภาฯ และนอกสภาฯ หนักในสภาฯ ก็คือต้องค้นคว้า อ่านเอกสารการประชุม ทั้งในวาระของสภาฯ ในห้องประชุมใหญ่และวาระของกรรมาธิการ เพื่อเตรียมอภิปรายแสดงความเห็นหนักนอกสภาฯ ก็คือ...การเยี่ยมประชาชนเพื่อถามทุกข์สุขและปัญหา แต่การจะได้พบประชาชนครั้งละมากๆ ก็ต้องไปตามงานต่างๆไม่ว่าจะเป็นงานบวช งานศพ งานแต่งงาน

ขึ้นบ้านใหม่ โกนจุก กฐิน ผ้าป่าตามวัดต่างๆ ซึ่งก็หมายถึงต้องมีสตางค์ติดกระเป๋าไปเพื่อใช้จ่ายด้วยไม่น้อยหนักนอกสภาอีกอย่างก็คือ การประชุมพรรค ที่ต้องมีการเตรียมตัว เพื่อนำปัญหาของประชาชนมาบอกพรรคเพื่อให้พรรคกำหนดเป็นนโยบาย เตรียมแสดงความเห็นในเรื่องวาระการประชุมของพรรค ทำงานตามที่พรรคมอบหมายเช่นการชี้แจงประเด็นต่างๆ ที่ถูกโจมตีจากฝ่ายตรงข้าม ซึ่งจะต้องติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและร่วมทำกิจกรรมกับพรรคเพื่อคงไว้ซึ่ง

คะแนนนิยมของพรรคกับประชาชนมี ส.ส.จำนวนไม่น้อยที่ทำงานหนักอย่างนี้ สมควรได้รับการขึ้นค่าตอบแทนที่มากกว่านี้ด้วยซ้ำแล้วจะไม่มีอดีต ส.ส.โคราชอย่าง “ประจัญ กล้าผจญ” ตกยากอย่างที่เป็นข่าว...ส่วน ส.ส.ที่ไม่ได้ทำงานหนักอย่างนี้ ทำแต่วิ่งหางานเข้าบริษัทรับเหมาตัวเองอย่างเดียวสลึงหนึ่งก็ไม่ควรได้! 