WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, November 25, 2009

พิศวงรูปสมัครชุดขาวขึ้นจอไหว้ลาสภาไฟดับพรึ้บ จักรภพเผยยิ่งใหญ่ลั่นจะมาร่วมงานศพ

ที่มา Thai E-News



รักและผูกพัน-นายนิคม มีไวยรัชพานิช รองประธานวุฒิสภา พร้อมด้วยนายวิทวัส บุญญสถิตย์ ส.ว. นำรูปของนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกฯ แสดงต่อผู้สื่อข่าว หลังจากปรากฎภาพดังกล่าวแสดงบนจอโปรเจคเตอร์ปริศนาประมาณ 4 วินาทีและเกิดไฟดับพรึ่บ โดยนายนิคมเชื่อว่านายสมัครมาลาสภา ซึ่งมีความผูกพันอย่างยิ่งเป็นครั้งสุดท้าย


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
24 พฤศจิกายน 2552




มติชนออนไลน์รายงานว่า ได้เกิดเหตุชวนขนหัวลุกในระหว่างการประชุมวุฒิสภา เพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ โดยเมื่อวุฒิสภาได้พิจารณาร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวมาจนถึงช่วงเวลา13.28 น. ซึ่งเป็นช่วงที่นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม ในช่วงการลงมติมาตรา 15 แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 28/1 เกี่ยวกับการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อฟ้องคดี ปรากฏว่า ระหว่างที่รอผลการลงคะแนนทางจอมอนิเตอร์ในห้องประชุมอยู่นั้น สมาชิกวุฒิสภาที่นั่งอยู่ในห้องประชุมก็ถึงกับอึ้งเมื่อมีภาพนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งถึงแก่อนิจกรรมด้วยโรคมะเร็งเมื่อช่วงเช้าวันนี้ ปรากฏบนจอโปรเจกเตอร์สำหรับประกาศผลคะแนนในการลงมติ ซึ่งอยู่บริเวณข้างบัลลังก์ประธาน ในชุดขาวพระราชทานเต็มยศ กำลังยกมือไหว้ โดยปรากฏค้างหน้าจออยู่ประมาณ 4 วินาทีก็หายไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เหตุการณ์ดังกล่าว ส.ว.หลายคนต่างจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์ ขณะที่นายนิคม พร้อมด้วยส.ว.ส่วนหนึ่งได้รุดขึ้นไปตรวจสอบเรื่องดังกล่าวถึงห้องควบคุมภาพและผลการลงคะแนนบริเวณชั้น 3 ของอาคารรัฐสภา ก่อนเปิดเผยด้วยสีหน้าตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัดว่า ได้ตรวจสอบแล้ว รู้สึกขนลุก เพราะไม่มีเจ้าหน้าที่คนใดทราบเรื่อง และไม่รู้สาเหตุว่าทำไมจู่ๆถึงมีภาพของนายสมัครปรากฏออกมา ขณะนั้นตนนั่งเป็นประธานที่ประชุมอยู่ด้วย ไม่ทราบเรื่องนี้ แต่ส.ว.ที่นั่งอยู่ในห้องประชุมตะโกนว่า "ท่านสมัคร มา" จึงต้องรีบขึ้นไปตรวจสอบว่าเรื่องดังกล่าวเกิดได้อย่างไร

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ระหว่างที่นายนิคมและคณะส.ว.กำลังตรวจสอบเรื่องดังกล่าวอยู่นั้น ปรากฏว่าไฟในอาคารรัฐสภาก็ดับพรึ่บประมาณ 1 นาที สร้างความตกตะลึงให้กับบรรดาส.ว.และเจ้าหน้าที่รัฐสภาเป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้นายนิคม ได้นำภาพนายสมัครยกมือไหว้ที่ปรากฏในห้องประชุมสภา ซึ่งปรินท์ออกจากคอมพิวเตอร์ขนาดเอสี่ ก่อนจะเปิดเผยว่า "สงสัยท่านมาลาเรา ในช่วงที่ผมเป็นประธานที่ประชุม เพราะผมเคยเป็นลูกน้องเก่าของท่านสมัยที่เป็นรองปลัดฯกทม.ด้วย"

นายคัมภีร์ ดิษฐากรณ์ รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งรับผิดชอบดูแลสถานีวิทยุและสถานีโทรทัศน์รัฐสภา กล่าวว่า กำลังให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงอยู่ เพราะดูจากรูปที่ปรากฏนั้น ทางสภาฯไม่มีสต็อกของรูปนี้เก็บไว้ เบื้องต้น สันนิษฐานว่า น่าจะมีความผิดพลาดเกิดขึ้น อาจจะเป็นภาพข่าวอินเตอร์เน็ต ส่วนสาเหตุที่ไฟตกในช่วงบ่ายเป็นเพราะวันนี้มีการใช้กำลังไฟสูงมากกว่าปกติ เนื่องจากมีการเตรียมความพร้อมในการจัดงานยุติความรุนแรงต่อเด็กและสตรี ในวันที่ 25 พฤศจิกายนนี้



จักรภพส่งคำไว้อาลัยจากแดนไกล เผยจะพยายามมางานปลงศพ

นายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในยุครัฐบาลนายสมัคร ได้ส่งคำไว้อาลัยดังนี้
"คำไว้อาลัยฯพณฯ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีคนที่ ๒๕ ของประเทศไทย วันอังคารที่ ๒๔ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๕๒

ฯพณฯ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีคนที่ ๒๕ ของประเทศไทย ได้จากเราไปแล้วในวันนี้ (วันอังคารที่ ๒๔ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๕๒) ในฐานะคนไทยคนหนึ่งที่มีความรักและเคารพท่านอย่างสูง และในฐานะผู้ใต้บังคับบัญชาในรัฐบาลที่ท่านเป็นหัวหน้า ผมขอกราบท่านไปจากแดนไกลด้วยหัวใจที่ศรัทธาและเชื่อมั่น และเช่นเดียวกับ ฯพณฯ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่ได้ส่งข้อความผ่าน ทวิตเตอร์มาก่อนหน้านี้

ผมรู้สึกเสียใจที่ไม่ได้ไปร่วมงานสวดพระอภิธรรมของท่าน แต่จะพยายามไปร่วมงานปลงศพในวันใดก็ตามที่ครอบครัวของท่านกำหนดขึ้น ทั้งนี้ขึ้นกับสถานการณ์ทางการเมืองในอนาคต

ฯพณฯ นายสมัคร สุนทรเวช เป็นผู้ใหญ่ที่มีจิตใจมั่นคงและมีภาวะผู้นำทางการเมืองอันสูงยิ่ง ในขณะที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ผมได้เห็นการตัดสินใจอันสุขุมรอบคอบ และได้รับความรู้ตลอดจนความกรุณาจากท่านในหลายกรณี โดยเฉพาะเมื่อผมถูกกล่าวร้ายว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ จนภายหลังต้องลาออกจากตำแหน่งทางการเมืองนั้น ฯพณฯ นายสมัครฯ มีความหนักแน่น และโอบอุ้มผมจนนาทีสุดท้าย ท่านไม่ยอมให้ศัตรูของฝ่ายประชาธิปไตยเข้ามาทำร้ายผู้ใต้บังคับบัญชาของท่าน จนท่านเองก็เสี่ยงภัยทางการเมือง นี่คือสิ่งที่ผมจะจดจำไปชั่วชีวิต

ขอให้ดวงวิญญาณอันมั่นคงของท่านไปสู่สัมปรายภพเถิด.

ด้วยความเคารพอย่างสูง
นายจักรภพ เพ็ญแข
อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี



นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ถึงแก่อนิจกรรมลงอย่างสงบในเวลาเช้าวันนี้ นอกจากสีสันทางการเมืองที่เป็น"ดาวค้างฟ้าการเมืองไทย"อย่างหาตัวจับยาก นายสมัครยังเป็นนายกรัฐมนตรีที่พ้นตำแหน่งแบบประหลาดที่สุดในโลก จนมีการเสียดกันด้วยถ้อยคำว่า"ทำกับข้าวถูกปลด เป็นกบฎถูกปล่อย"

เช้าวันนี้ (24 พ.ย.) นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ถึงแก่อนิจกรรมแล้วที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ วงการเมือง วงการสื่อ ประชาชนทั้งประเทศ ต่างไว้อาลัยให้นักการเมืองผู้เต็มไปด้วยสีสันผู้นี้

อย่างไรก็ตามไม่มีการรามือให้สำหรับพวกพันธมิตรหัวใจบอดที่ได้พากันกล่าวประณามสาปแช่งอดีตนายกรัฐมนตรีผ่านเวบผู้จัดการASTV เช่น

ความคิดเห็นที่ 180

แสดงความเสียใจกับญาติมิตร
และ เวรกรรมมีจริง ไม่ต้องรอชาติหน้า
ทำอะไรไว้ก็ได้ผลตอบแทน
คนๆนี้ จะ RIP หลับให้สบาย หรือไปใช้กรรมในนรก ก็ตามผลกรรมที่เขาทำไว้
ฺำืBenjamin

ความคิดเห็นที่ 40

ขอความกรุณาว่าถึงแม้มันจะตายไปแล้วจงอย่ายกย่องย้อนหลังไอัสถุนตัวนี้เป็นอันขาด มันทำบาปกรรมหนักกับคนไทยและประเทศชาติไว้มากมายคือปลุกระดมคนไทยให้ฆ่ากัน ฉ้อฉลโกงกินหน้าด้านๆ ทำร้ายประเทศไทย จาบจ้วงพระอรหันต์ ไม่จำเป็นต้องกล่าวชมอะไรมันเพื่อเป็นการลูบหน้าปะจมูก ตอนมันมีชีวิตอยู่มีแต่สร้างความทุกข์เดือดร้อนเสียหายให้กับชาติ เลวก็คือเลว ชั่วอย่างนี้จริงๆ แล้วสมควรตายในคุกและไปรับกรรมต่อในนรก

ความคิดเห็นที่ 179

ผลกรรมที่ได้สะสมไว้ตลอดขีวิต ท่านคงจะต้องลงไปเพื่อชดใช้เวรกรรมของท่าน ดวงวิญญาณของท่านคงจะไม่ไปสู่สุขคติ
ต้องชดใช้กรรมที่ท่านสะสมไว้


ซึ่งการกระทำดังกล่าวถือเป็นเรื่องไร้มารยาทอย่างสิ้นเชิง หลังจากก่อนหน้านั้นกลุ่มพันธมิตรเคยไปยกป้ายรังควานช่วงที่อดีตนายกรัฐมนตรีเคยไปรักษาตัวที่สหรัฐฯ

ประวัติ

นายสมัคร สุนทรเวช เป็นบุตรของ เสวกเอกพระยาบำรุงราชบริพาร (เสมียน สุนทรเวช) กับ คุณหญิงบำรุงราชบริพาร (อำพัน จิตรกร) เป็นหลานลุงของมหาเสวกตรี พระยาแพทย์พงศาวิสุทธาธิบดี (สุ่น สุนทรเวช) นายแพทย์ประจำพระองค์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และเป็นหลานตาของมหาเสวกตรี พระยาอนุศาสน์จิตรกร (จันทร์ จิตรกร) จิตรกรประจำสำนัก

นายสมัครเป็นบุตรคนที่ 4 ในจำนวนพี่น้อง 6 คน ดังนี้
พ.อ.(พิเศษ) พ.ญ.มยุรี พลางกูร - อดีตรองผู้อำนวยการโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า
นางเยาวมาลย์ ราชวังเมือง - ประกอบธุรกิจส่วนตัว
พล.อ.อ.สมมต สุนทรเวช - อดีตที่ปรึกษา ทอ. (ถึงแก่กรรมแล้ว)
นายสมัคร สุนทรเวช
นายมโนมัย สุนทรเวช - พนักงานรัฐวิสาหกิจ
นายสุมิตร สุนทรเวช - นักการเมือง หัวหน้าพรรคประชากรไทย

นายสมัคร สมรสกับ คุณหญิงสุรัตน์ สุนทรเวช ที่ปรึกษาด้านการเงินของบริษัทในเครือเจริญโภคภัณฑ์ มีบุตรสาวฝาแฝด คือ กานดาภา และกาญจนากร ปัจจุบันสมรสแล้วทั้งคู่ จากการที่ภรรยาทำงานอยู่กับบริษัทเอกชนมาตั้งแต่ พ.ศ.2505 สถานะการเงินของภรรยาจึงมั่นคงพอที่จะดูแลครอบครัวได้ นายสมัครเลยมิได้ทำงานประจำให้กับหน่วยงานใด และได้ทำงานด้านการเมืองเพียงอย่างเดียว มาตั้งแต่ พ.ศ.2516

การศึกษา

ก่อนประถมศึกษา : โรงเรียนสตรีบางขุนพรหม
ระดับประถมศึกษา : โรงเรียนเทเวศร์ศึกษา
ระดับมัธยมศึกษา : โรงเรียนเซนต์คาเบรียล
ระดับอาชีวศึกษา : โรงเรียนอัสสัมชัญพาณิชย์
ระดับอุดมศึกษา : นิติศาสตรบัณฑิต คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ประสบการณ์ทางการเมือง

นายสมัครเริ่มต้นชีวิตการเมืองโดยสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อ พ.ศ.2511 เริ่มลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาเทศบาลกรุงเทพมหานคร ใน พ.ศ.2514 และลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรก ใน พ.ศ.2518 ในชีวิตการเมืองเคยดำรงตำแหน่งสำคัญหลายตำแหน่งตลอดเวลาที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมัครได้รับการแต่งตั้งในคณะรัฐมนตรีหลายตำแหน่ง ได้แก่

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในรัฐบาล หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช 2 (15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2518 - 13 มีนาคม พ.ศ. 2518)
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในรัฐบาล หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช 3 (20 เมษายน พ.ศ. 2519 - 23 กันยายน พ.ศ. 2519)
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในรัฐบาล นายธานินทร์ กรัยวิเชียร (8 ตุลาคม พ.ศ. 2519 - 19 ตุลาคม พ.ศ. 2520)
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ 2 (30 เมษายน พ.ศ. 2526 - 5 สิงหาคม พ.ศ. 2529)
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ (9 ธันวาคม พ.ศ. 2533 - 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534)
รองนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาล พล.อ.สุจินดา คราประยูร (7 เมษายน พ.ศ. 2535 - 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2535)
รองนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาล นายบรรหาร ศิลปอาชา (13 กรกฎาคม พ.ศ. 2538 - 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2539)
รองนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ (25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2539 - 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2540)
นายกรัฐมนตรี (29 มกราคม - 9 กันยายน พ.ศ. 2551)

ผู้ว่าคะแนนล้านคนเดียวของกทม.

ชาวกรุงเทพมหานครเลือกนายสมัครเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครด้วยคะแนนเสียงเกินล้านคะแนนเป็นคนแรก และยังไม่มีใครทำลายสถิติลงได้จนบัดนี้

เมื่อครบวาระ 4 ปี นายสมัครตัดสินใจไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สมัยที่ 2 แต่เบนเข็มมาลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร ในการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2549 ผลการนับคะแนน นายสมัคร สุนทรเวช ได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา ด้วยคะแนนเสียงเป็นอันดับสองของประเทศ รองจาก ร.ต.อ.นิติภูมิ นวรัตน์ ที่ได้คะแนนเสียงเป็นอันดับที่ 1 แต่ ร.ต.อ.นิติภูมิ ยังไม่ทันได้รับการรับรองตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง เนื่องจากมีผู้ร้องเรียนเรื่องการไปขึ้นเวทีปราศัยของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่อาจถือได้ว่าเป็นการหาเสียง และขัดต่อกฎหมายเลือกตั้ง ก่อนที่จะมีการชี้ขาดเรื่องดังกล่าว การเลือกตั้งวุฒิสภา พ.ศ.2549 ก็ได้ถูกยกเลิก เนื่องจากเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ.2549 ทำให้นายสมัครต้องพ้นจากตำแหน่ง โดยไม่มีโอกาสได้ปฏิบัติหน้าที่ใดๆ ในฐานะสมาชิกวุฒิสภา

การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

นายสมัคร สุนทรเวช ทำพิธีรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ที่บ้านพัก นายสมัคร สุนทรเวช แถลงข่าว ที่ศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาลดูเพิ่มที่ การลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย มกราคม พ.ศ. 2551 และ คณะรัฐมนตรีคณะที่ 57 ของไทย

เมื่อวันที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2551 สภาผู้แทนราษฎรมีมติเห็นชอบให้นายสมัครเป็นนายกรัฐมนตรี โดยมี นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี วันที่ 6 กุมภาพันธ์ นายสมัครยังได้รับโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม อีก 1 ตำแหน่ง ซึ่งเป็นพลเรือนคนที่ 3 ที่ดำรงตำแหน่งนี้ แต่ยังถูกกล่าวหาจากกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยถึงการดำรงตำแหน่งของนายสมัคร สุนทรเวช นี้ว่าเป็นนอมินี(ตัวแทน)ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีที่ถูกศาลตัดสินลงโทษจำคุกในข้อหาเซ็นชื่อยินยอมให้ภรรยาซื้อที่ดินตามกฎหมาย

ทำกับข้าวถูกปลด เป็นกบฎถูกปล่อย

ต่อมาวันที่ 9 กันยายน พ.ศ.2551 นายชัช ชลวร ประธานตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ พร้อมคณะ ได้ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัยในกรณีที่ประธานวุฒิสภาส่งความเห็นของสมาชิกวุฒิสภาและคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความสิ้นสุดการเป็นนายกรัฐมนตรีของนายสมัคร ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาตรา 267 ประกอบมาตรา 182(7) เนื่องจากรับเป็นพิธีกรกิตติมศักดิ์ ของรายการ “ชิมไปบ่นไป” และ “ยกโขยง 6 โมงเช้า” ซึ่งคณะตุลาการฯ มีมติเป็นเอกฉันท์ 9 ต่อ 0 เสียง เห็นว่านายสมัครกระทำต้องห้ามขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 267 เรื่องคุณสมบัติของนายกรัฐมนตรี จึงทำให้นายสมัครสิ้นสุดความเป็นนายกรัฐมนตรีลง แต่ให้คณะรัฐมนตรีรักษาการไปจนกว่าจะมีนายกรัฐมนตรีคนใหม่

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2551 นายสมัครยังได้ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคพลังประชาชนอย่างไม่เป็นทางการ โดยให้เหตุผลว่าได้ทำหน้าที่หัวหน้าพรรคและรักษาระบอบประชาธิปไตยอย่างดีที่สุดแล้ว จึงขอยุติบทบาททางการเมือง ส่วนการดำเนินการตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ให้ขึ้นอยู่กับพรรค

เผชิญหน้าพันธมารหัวใจบอด ก่อนกลับมาถึงอนิจกรรมในไทย

หลังพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นายสมัครเคยเดินทางไปรักษาตัวที่สหรัฐฯแต่ไม่วายโดนพวกพันธมิตรหัวใจบอดในสหรัฐฯไปยกป้ายประท้วงว่า"เวรกรรมมีจริง" จนทำให้คนไทยทั่วโลกพากันประณามคนกลุ่มนี้ ต่อมานายสมัครเข้าพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ระหว่างวันที่ 3 ตุลาคม - 3 พฤศจิกายน พ.ศ.2551 เนื่องจากป่วยเป็นโรคมะเร็งตับ โดยไม่เป็นที่เปิดเผยมากนักแต่พันธมิตรยังพูดในทำนองสาปแช่งนายสมัครตลอด โดยเฉพาะนางสาวอัญชลี ไพรีรักษ์ ผู้ดำเนินรายการเวทีหญิงของพันธมิตร


แม้แต่ข่าวของเวบASTVผู้จัดการเรื่องการถึงแก่อนิจกรรมของสมัคร ก็ยังปล่อยให้พวกหัวใจบอดเข้ามาสาปแช่งให้ร้ายอดีตนายกรัฐมนตรีผู้วายชนม์อย่างไร้สำนึกของความเป็นมนุษย์

ปกติเวบผู้จัดการASTVมักจะเซ็นเซอร์ข้อความที่มีผู้แสดงความคิดเห็นท้ายข่าวอย่างระมัดระวังไม่ให้เป็นผลเสียต่อกลุ่มการเมืองของตน หรือบางข่าวก็งดไม่ให้แสดงความคิดเห็นเลย แต่สำหรับข่าวนี้ได้เปิดฟรีเต็มที่

ภาพหลักฐานตำตาใครหว่า?ขนต่างด้าวมาม็อบ มาร์คเหลิงอำนาจประกาศกฎหมายติดหนวดแล้ว

ที่มา Thai E-News


1ภาพVSพันคำ:มาร์ค-เทือก-ขนเพชรใส่ไฟเสื้อแดงขนต่างด้าวมาม็อบ เลยต้องประกาศพรบ.ความมั่นคง28พ.ย.-14ธ.ค.นี้..ทำไมภาพและความจริงมันเป็นคนละเรื่องกับคำพูดสวะๆของหัวโจกรัฐบาลหุ่นเชิด?!

ลูกพม่ากู้ชาติ

ลูกจีนรักชาติ

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
24 พฤศจิกายน 2552

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีภายหลังประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ในพื้นที่กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 28 พ.ย. - 14 ธ.ค.นี้ เพื่อให้เกิดความเรียบร้อยในเรื่องการชุมนุม

ส่วนที่มีข่าวนายสุเทพ เทือกสุบรรณ กล่าวว่าจะมีคนต่างด้าวร่วมการชุมนุมด้วยนั้น มีความชัดเจนอย่างไร นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ในบางพื้นที่มีข่าวความเคลื่อนไหวในลักษณะนี้อยู่ ซึ่งทางกระทรวงแรงงาน ได้เข้มงวดกวดขันอยู่ในขณะนี้

ก่อนการชุมนุมใหญ่ของนปช.ในวันที่28พ.ย.นี้ เราขอนำแถลงการณ์ฉบับหนึ่งซึ่งองค์กรนักศึกษานำโดยสนนท. นักวิชาการ นักกิจกรรมสังคม นักสหภาพแรงงาน นักเขียน ศิลปิน องค์กรภาคประชาชนเคยออกแถลงการณ์ฉบับหนึ่งเมื่อวันที่17ต.ค.ที่ผ่านมา เรียกร้องให้ทุกฝ่ายไม่ใช้ความรุนแรงต่อผู้ชุมนุมนปช.เสื้อแดง จี้รัฐบาล,สื่อ,เอ็นจีโอ-องค์กรสิทธิ-นักวิชาการอย่า2มาตรฐานกับม็อบ เผยร่อนแถลงการณ์ถึงองค์กรบุคคลที่เคยออกมาให้ท้ายปกป้องพันธมิตรเป็นประจำให้ร่วมลงนามด้วยแต่ไม่มีการตอบรับแต่อย่างใด


สำหรับรายละเอียดของแถลงการณ์มีดังต่อไปนี้

แถลงการณ์ ขอเรียกร้องไม่ให้ใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุม

ตามที่แนวร่วมต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือกลุ่มคนเสื้อแดงจะจัดการชุมนุมขึ้น และมีความวิตกกังวลกันว่าอาจมีแนวโน้มที่อาจเกิดความรุนแรงได้นั้น พวกเรา ซึ่งมีรายนามดังแนบท้ายแถลงการณ์นี้ ขอเรียกร้องมายังทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ดังต่อไปนี้

1.รัฐบาล,กองทัพ,ตำรวจ และชนชั้นนำ ไม่ควรเลือกปฏิบัติเป็น2มาตรฐาน โดยสมควรต้องยกเลิกการประกาศพ.ร.บ.ความมั่นคง และให้ประชาชนทุกฝ่ายสามารถจัดการการชุมนุมได้โดยสงบ ปราศจากอาวุธ ตามรัฐธรรมนูญ เว้นแต่จะเกิดเหตุความไม่สงบขึ้น จึงสมควรจะประกาศบังคับใช้พ.ร.บ.ความมั่นคง ทั้งนี้ต้องไม่ให้กองกำลังทหาร ซึ่งไม่ได้ฝึกฝนมาควบคุมฝูงชนเข้าทำหน้าที่ควบคุมฝูงชน และสมควรต้องเร่งผลักดันกฎหมายการชุมนุมสาธารณะออกมาบังคับใช้เพื่อควบคุมการชุมนุมเป็นไปตามมาตรฐานสากลโดยเร็ว

2.ผู้รับผิดชอบการจัดการชุมนุม โดยเฉพาะแกนนำนปช.ต้องควบคุมจัดการการชุมนุมให้เป็นไปโดยสงบ ปราศจากอาวุธ ตามรัฐธรรมนูญ ไม่ยั่วยุให้ก่อความรุนแรง หรือยึดสถานที่ราชการแบบที่กลุ่มพันธมิตรเคยปฏิบัติ แม้การกระทำเช่นนั้น จะยังไม่ถูกดำเนินคดีถึงขั้นจำคุกตามกฎหมายก็ตาม หากเกิดความรุนแรงใดๆจากการที่ไม่สามารถควบคุมการชุมนุมได้ หรือนำไปสู่ความรุนแรง ย่อมเป็นความรับผิดชอบของแกนนำ หรือผู้จัดการชุมนุมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่วนผู้ชุมนุมพึงใช้สิทธิตามกฎหมาย หลีกเลี่ยงการยั่วยุให้เกิดความรุนแรงใดๆ

3.สื่อมวลชน ต้องนำเสนอข่าวการชุมนุมด้วยความเป็นกลาง ปราศจากอคติใดๆ หรือชี้นำให้เกิดความรุนแรง หลีกเลี่ยงการยั่วยุใดๆ เหมือนที่เคยปฏิบัติมาในช่วงเหตุการณ์ชุมนุมเมื่อตอนสงกรานต์ที่ผ่านมา

4.นักสิทธิมนุษยชน นักวิชาการ และองค์การพัฒนาภาคเอกชน ทั้งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และองค์กรสิทธิมนุษยชนภาคเอกชน และนักวิชาการ สมควรต้องออกมาแสดงบทบาทเหมือนกับที่เคยออกมาสนับสนุนให้พันธมิตรจัดการชุมนุม"โดยสันติวิธี"ทุกครั้งทุกโอกาส และสมควรต้องออกมาเรียกร้องไม่ให้รัฐใช้ความรุนแรงแบบเดียวกับที่เคยปฏิบัติมา หากเพิกเฉยย่อมแปลความเป็นอย่างอื่นมิได้ นอกจากเป็นการยอมรับว่า ปฏิบัติเป็น2มาตรฐาน ให้ท้ายพันมิตร แต่เพิกเฉยหรือซ้ำเติมต่อ นปช. เหมือนที่ตอนสงกรานต์ เคยออกแถลงการณ์สนับสนุนให้รัฐบาลปราบปราม นปช.มาแล้ว ซึ่งเป็นพฤติการณ์ที่น่าอับอาย

5.นักกิจกรรมสังคมที่ต้องการสันติ เช่น กลุ่มริบบิ้นขาว,สถาบันพระปกเกล้า,กลุ่มรณรงค์หยุดทำร้ายประเทศไทย ที่เคยออกมารณรงค์ให้"ทุกฝ่าย"ไม่ใช้ความรุนแรงต่อกัน ตอนนี้ได้เวลาที่ต้องออกมาแสดงบทบาทแล้ว หากเพิกเฉยก็อาจเข้าข่ายเลือกปฏิบัติ 2 มาตรฐาน

6.ประชาชน พึงทราบและตระหนักว่าการจัดการชุมนุมทางการเมืองโดยสงบ ปราศจากอาวุธเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ และความขัดแย้งทางการเมือง ถือเป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตย และจะทำให้ประชาธิปไตยพัฒนาก้าวหน้า พึงเข้าใจว่าคนที่มาร่วมการชุมนุมทางการเมืองนั้น ส่วนมากเป็นคนที่กระตือรือร้นต่อการพัฒนาชาติบ้านเมือง เป็นคนที่มีครอบครัว มีเลือดเนื้อ มีจิตใจเช่นเดียวกับคนไทยทั่วไป ไม่ได้เป็น"อื่น" ประชาชนจึงสมควรจะสนับสนุนกิจกรรมการชุมนุมตามระบอบประชาธิปไตย ตราบเท่าที่ไม่ละเมิดกฎหมาย และละเมิดสิทิเสรีภาพของผู้อื่น

ด้วยความเชื่อมั่น

17 ตุลาคม 2552

องค์กรและบุคคลที่ร่วมลงนาม

อนุธีร์ เดชเทวพร เลขาธิการ สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.)
พงษ์สุวรรณ สิทธิเสนา สถาบันเพื่อการพัฒนาเยาวชนประชาธิปไตย มหาวิทยาลัยรามคำแหง
ยุทธนา ดาศรี เลขาธิการนิสิตนักศึกษาภาคอีสาน มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
นฤมล มีสมบัติ กรรมการบริหาร สนนท. ( ม.รามคำแหง )
อัมรีย์ เด กรรมการบริหาร สนนท. (ม.กรุงเทพธนบุรี)
ฉัตรสุดา หาญบาง กรรมการบริหาร สนนท.( มรฏ.สวนดุสิต)
ยุทธนา ภักดีหาญ กลุ่มยอป่า มหาวิทยาลัยขอนแก่น
วิศรุต บุญยา เครือข่ายนักศีกษาพิทักษ์ประชาชน รามคำแหง
วิภา ดาวมณี กรรมการเครือข่ายเดือนตุลา
ไพโรจน์ จันทรนิมิ ประธานชมรมนักข่าวเพื่อเสรีภาพไทย
พิษณุ ไชยมงคล ผู้อำนวยการ สำนักเรียนรู้การกระจายอำนาจและปกครองตนเอง
วัฒนะ วรรณ องค์กรเลี้ยวซ้าย
เทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกกลุ่มประกายไฟ
สุชาติ เศรษฐมาลินี สถาบันศาสนา วัฒนธรรมและสันติภาพ มหาวิทยาลัยพายัพ
สมศักดิ์ ภักดิเดช กรรมการชมรมนักข่าวเพื่อเสรีภาพไทย
สิทธิ์ จันทาเทศ สหภาพแรงงานกรุงเทพผลิตเหล็ก
บุญผิน สุนทราลักษ์ สหภาพแรงงานกรุงเทพผลิตเหล็ก
นายสัณหณัฐ นกเล็ก องค์กรเสรีปัญญาชน
พรมมา ภูมิพันธ์ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอ การตัดเย็บเสื้อผ้า และผลิตภัณฑ์หนัง แห่งประเทศไทย(ส.พ.ท.)
สหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอ การตัดเย็บเสื้อผ้า และผลิตภัณฑ์หนัง แห่งประเทศไทย(ส.พ.ท.)
สหภาพแรงงานไทยอคริลิคไฟเบอร์
สหภาพแรงานสหกิจวิศาล
กิติภูมิ จุฑาสมิต นายแพทย์8 โรงพยาบาลภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ
พฤกษ์ เถาถวิล คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
สลิสา ยุกตะนันทน์ นักศึกษาปริญญาโท University of Warwick
ภัควดี วีระภาสพงษ์
ชำนาญ จันทร์เรือง
ใจ อึ๊งภากรณ์
จิรวัฒน์ เทียนเงิน
เขมนิจ เสนาจักร
ครรชิต พัฒนโภคะ องค์กรเลี้ยวซ้าย
ชัยนรินทร์ กุหลาบอ่ำ สมัชชาสังคมก้าวหน้า
บุญธิดา อาจารยางกูร สมัชชาสังคมก้าวหน้า
ภัทรพล เสนาจักร
บุหงา เสนาจักร
ปรินดา วานิชสันต์
จักรภพ เพ็ญแข
นุชรินทร์ ต่วนเวช
สุณี ครองพิพัฒน์สุข
อาทร ทศพหล
น.ส.วัลภา ทันตานนท์
สุรีย์ มิ่งวรรณลักษณ์
วิทยา อาภรณ์
ประสาท ศรีเกิด
พิชิต พิทักษ์
เก่งกิจ กิติเรียงลาภ
วิโรจน์ ดุลยโสภณ
เจษฎา โชติกิจภิวาทย์
อาณัติ สุทธิเสมอ
ศรายุทธ ตั้งประเสริฐ
Tanaporn Tornros
รุ่งโรจน์ วรรณศูทร
ยรรยง ลูกชาวดิน กลุ่มชาวดิน ออนเน็ต
คณิตศาสตร์ สารบุญมา
อรรคพล สาตุ้ม
วิทยา เล้าประเสริฐ
ทิพย์สุดา เณรทอง
ชัยอนันต์ ทินกูล
นางสาวจินตภัทร์ แถมพูลสวัสดิ์
นางสาวทารินี ทรงเกียรติธนา
เดโช กำลังเกื้อ
นพดล ทิพยชล
พศิน สุนทราธนกุล
กานต์ ทัศนภักดิ์
ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์
ธีระพล อันมัย อาจารย์คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
ผศดร.ศิรภัสสรศ์ วงศ์ทองดี คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ
เอกรินทร์ ต่วนศิริ นักศึกษาปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
อุเชนทร์ เชียงเสน นักศึกษาปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์
นายวรวิทย์ ไชยทอง นิสิตภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ
นาง ธนพร ทรอนโรส
ธนโชติ วงจันทร์ชมภู นสพ.ไทยเรดนิวส์
จิระวัฒน์ ทองแส
อรรถชัย อนันตเมฆ
ฯลฯ


*ขาประจำให้ท้ายพันธมิตรไม่มีใครร่วมลงชื่อด้วย

ทั้งนี้กลุ่มที่ออกแถลงการณ์ฉบับนี้ เปิดเผยด้วยว่า ได้แจ้งไปยังบุคคล หน่วยงาน องค์กรที่เคยมีบทบาทออกแถลงการณ์สนับสนุนให้พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจัดการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญ แม้แต่ละเมิดกฎหมาย เช่น การยึดทำเนียบรัฐบาล ยึดสนามบิน ในทุกโอกาส และกลุ่มที่เคยประกาศตัวเป็นกลางต่อต้านการใช้ความรุนแรงในการชุมนุมทางการเมือง เพื่อขอให้ร่วมลงนามในแถลงการณ์ครั้งนี้ด้วย แต่ไม่มีการตอบรับเข้าร่วมลงนามแต่อย่างใด

สำหรับบุคคลและองค์กรดังกล่าว ประกอบไปด้วย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย , สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ,สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ,สำนักสันติวิธี สถาบันพระปกเกล้า ,คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ,มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ,นายกสภาทนายความ ,เลขาธิการสภาทนายความ ,นายไพโรจน์ พลเพชรประธานกป.อพช.,ดร.โคทม อารียา ,อดีตนายกฯอานันท์ ปันยารชุน ,ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล และ ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ เป็นต้น


คณะผู้จัดทำแถลงการณ์ฉบับนี้กล่าวว่า อาจมีหลายสาเหตุที่กลุ่มบุคคลและองค์กรที่เคยออกแถลงการณ์ให้ท้ายพันธมิตร และกลุ่มที่เป็นกลางต้องการสันติวิธีไม่ได้ลงนามร่วมในแถลงการณ์ฉบับนี้ เช่น ไม่ได้เปิดอ่านอีเมล์ หรืออาจจะเพราะไม่เห็นด้วยกับแถลงการณ์ฉบับนี้ แต่ก็น่าประหลาดใจว่าบุคคลและองค์กรเหล่านี้ดูจะกระตือรือร้นเป็นพิเศษในการให้ท้ายหรือปกป้องพันธมิตรมาในหลายกรณี

Tuesday, November 24, 2009

"ณัฐวุฒิ"เสียงสั่นเผย"สมัคร"เคยบอกชอบความสามารถ จะถ่ายเลือดให้

ที่มา มติชน

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีตรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สมัยนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี กล่าวเมื่อวันที่ 24 พ.ย. ต่อการถึงแก่อนิจกรรมของนายสมัคร ว่า นายสมัครมีความเมตตาตนติดต่อมาให้เป็นรองโฆษกรัฐบาล จึงทำให้มีโอกาสได้ใกล้ชิดนายสมัครในการเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี ช่วงที่มาอยู่กับพรรคพลังประชาชน แม้นายสมัครพ้นจากตำแหน่งนายกฯก็มีโอกาสได้พูดคุยกันเป็นระยะและหลายครั้งที่ได้ปราศรัยบนเวทีคนเสื้อแดง แม้นายสมัครนอนป่วยอยู่โรงพยาบาลก็ยังโทรศัพท์มาสอบถามตลอดและให้เล่าเนื้อหาที่ปราศรัยที่ท่านชอบ

"มีอยู่ครั้งหนึ่งผมไปได้ไปเยี่ยมท่านสมัคร ที่โรงพยาบาล ท่านยังบอกว่าคนอื่นไม่มาเยี่ยมไม่เป็นไร แต่ท่านอยากให้ผมไปเยี่ยม และท่านสมัครได้พูดว่าถ้ามาเยี่ยมก็จะถ่ายเลือดในตัวให้เพราะท่านชื่นชมในความสามารถของผม เมื่อวานนี้(23 พ.ย.)ขณะที่ผมและแกนนำเสื้อแดงปราศรัยที่ จ.ลำปาง ผมได้บอก นายจตุพรว่า จะขึ้นเครื่องจากลำปางกลับ กทม.เพื่อไปเยี่ยมท่านสมัครโดยตรง แต่สุดท้ายกลับไม่ได้ ติดภารกิจไปจ.ชัยภูมิ แต่วันนี้ผมจะปราศรัยที่ จ.ชัยภูมิก็จะได้ปราศรัยในเรื่องที่ท่านสมัคร ชื่นชอบเพื่อไว้อาลัยต่อการสูญเสียนักการเมือง นักต่อสู้ที่มีตัวตนชัดเจน และเป็นเหมือนครูของผม"นายณัฐวุฒิ กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

แดงเชียงใหม่ชูปป้ายค้าน"มาร์ค"เยือนเชียงใหม่เกรงกระแสต้านรุนแรง

ที่มา มติชน

เวลา 10.00 น.วันที่ 24 พฤศจิกายน กลุ่มแดงเชียงใหม่เพื่อประชาธิปไตยจำนวน 50 คน นำโดยนายพีรพล มรกต รองเลขาธิการศูนย์ประสานงานกลางฯ เดินทางมาชุมนุมชูป้ายไม่ต้อนรับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่หน้าศาลากลาง จ.เชียงใหม่ พร้อมยื่นหนังสือถึงผู้ว่าราชการ จ.เชียงใหม่ ผ่านนายฤทธิพงศ์ เตชะพันธุ์ หัวหน้าสำนักงาน จ.เชียงใหม่ เพื่อขอให้ จ.เชียงใหม่ ยับยั้งนายกรัฐมนตรีไม่ให้เดินทางมาร่วมประชุมหอการค้าทั่วประเทศที่ จ.เชียงใหม่ โดยกลุ่มผู้ชุมนุมได้พากันชูบัตรประจำตัวประชาชนออกมาแสดงตัวตอบโต้รัฐบาลที่ออกข่าวว่ากลุ่มคนเสื้อแดงเป็นคนต่างด้าวที่ไม่ใช่คนไทยมาร่วมชุมนุมประท้วง


นายพีรพล แกนนำกลุ่มแดงเชียงใหม่เพื่อประชาธิปไตย กล่าวว่า ชาวเชียงใหม่ไม่ต้องการให้นายอภิสิทธิ์เดินทางมา เพราะตั้งแต่รัฐบาลเข้ามาบริหารงานทำให้ประชาชนระดับรากหญ้าเดือดร้อน ทำงานมา 9 เดือน แต่ไม่มีผลงาน จึงควรพิจารณาตัวเองหรือยุบสภาไปได้แล้ว และหากนายกรัฐมนตรี ยังพยายามที่จะเดินทางมา จ.เชียงใหม่ พวกตนเกรงว่าจะมีกระแสต่อต้านที่รุนแรง

"ข่าวการปองร้ายนายกรัฐมนตรีไม่เกี่ยวกับกลุ่มของเรา เพราะเราไม่สนับสนุนการใช้ความรุนแรง แต่เราจะแสดงออกแบบสันติด้วยการเดินรณรงค์ต่อต้านไปทั่วเมืองเชียงใหม่ในเวลา 09.00 น.วันที่ 28 พฤศจิกายนนี้ ไม่ต่ำกว่า 5,000 คน โดยออกจากสนามกีฬาเทศบาลนครเชียงใหม่ ส่วนกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 จะมาร่วมหรือไม่เราไม่ทราบ" นายพีรพล กล่าว


พ.ต.ท.สุพล ภูมูลเจริญ แกนนำกลุ่มแดงเชียงใหม่เพื่อประชาธิปไตย กล่าวว่า เรื่องที่รัฐบาลจะประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง ที่ จ.เชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 27 - 29 พฤศจิกายนนี้หรือไม่นั้น เราไม่สนใจเพราะกลุ่มของเราจะไม่ไปสร้างความรุนแรงและผิดกฎหมาย จึงไม่กังวลใจใดๆ


ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มแดงเชียงใหม่เพื่อประชาธิปไตย ได้เดินทางไปยื่นหนังสือคัดค้านยังสถานที่จัดการกระชุมและสถานที่พักรวม 5 แห่ง ในย่านไนท์บาซาร์คือ โรงแรมเลอเมอริเดียน โรงแรมอิมพิเรียลแม่ปิง โรงแรมเซ็นทาราดวงตะวัน โรงแรมรอยัลล้านนา และโรงแรมรอแยลปรินซ์เซส โดยยังไปยื่นหนังสือลักษณะเดียวกันต่อผู้บังคับการตำรวจภูธร จ.เชียงใหม่ และประธานหอการค้า จ.เชียงใหม่ เจ้าภาพในการจัดงานด้วยในวันเดียวกัน


ส่วนทางด้านนายโกศล ปราคำ ผู้อำนวยการสำนักงานพื้นที่การศึกษาเขต1 (สพท.)ได้เรียกประชุมผู้บริหารสถานศึกษาในเขตพื้นที่ร่วมประชุมที่ศาลากลาง จ.เชียงใหม่ เพื่อขอความร่วมมือให้ทุกโรงเรียนร่วมขึ้นป้ายแสดงการต้อนรับการประชุมหอการค้าทั่วประเทศ และร่วมแสดงความเห็นไม่ให้ชาวเชียงใหม่ออกมาใช้ความรุนแรงในช่วงเวลาจัดการประชุมดังกล่าว

"โอ๊ค" เชื่อพ่อ วอยซ์ทีวีไม่ยุ่งการเมือง

ที่มา ข่าวสด

ลับพอสมควร

ธงศึก คำพะอุ รายงาน




ผู้พ่อประกาศทำทีวี 100 ช่อง ไม่รู้เปิดไปได้กี่ช่อง

ล่าสุด ลูกโอ๊ค-ลูกเอม พานทองแท้ และพินทองทา ลงขันเปิดโทรทัศน์ผ่านอินเตอร์เน็ตยี่ห้อวอยซ์ทีวี ยกทีมไอทีวีก่อนเป็นทีวีไทยมาร่วมงาน

แถลงเปิดผังรายการแล้ว โอ๊ค-เอม ก็เปิดใจ

ยืนยันเปิดบริษัทหวังเปิดตลาดโทรทัศน์อินเตอร์เน็ต ไม่เกี่ยวการเมือง แต่บ่นปลงๆ

"หน้าผมมันเป็นโลโก้อยู่แล้ว ทำอะไรคนก็คิดว่าเป็นการเมือง แต่เรื่องนี้ยืนยันธุรกิจร้อยเปอร์เซ็นต์"

หนุ่มโอ๊ค ย้ำต่อ

"จุดประสงค์ของบริษัทให้คืนทุนใน 5 ปี จากทุนจดทะเบียน 300 ล้าน รายได้จะมาจากโฆษณาแต่ตอนนี้คนไม่ค่อยกล้าซื้อเพราะกลัวเป็นเรื่องการเมือง ผมย้ำอีกทีลองมาดูก่อน เน้นเนื้อหาสาระจริงๆ"

"ข่าวการเมืองมีบ้างแต่เป็นแค่ข่าว นายกฯพูดอะไรก็ออกตามนั้น ไม่มีวิพากษ์วิจารณ์"

"ทีวีนี้ไม่มีเรื่องสี คนทุกสีดูได้ หรือคนตาบอดสีจะดูก็ได้ ดังนั้นขอให้กล้าๆ ซื้อโฆษณากันหน่อย"

มีเสียงถาม ปรึกษาพ.ต.ท.ทักษิณ ก่อนทำหรือไม่

หนุ่มโอ๊ค ว่า

"ปรึกษาตอนแรกครับ ท่านแนะนำว่าอย่าไปยุ่งกับการเมือง"

"ให้สัมภาษณ์วันนี้ก็เตือนว่าอย่าพูดเรื่องการเมือง ดังนั้นวันนี้ไม่เกี่ยวกับการเมืองแน่ครับ"

วันนี้วันเดียวเหรอ

ข้ามยังไง

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน




สรุปว่ายุทธศาสตร์ "ก้าวข้ามทักษิณ" ของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์

ล้มเหลวเละเทะไม่เป็นท่า

เมื่อประมาณต้นเดือนที่ผ่านมา นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.สำนักนายกฯ ในฐานะผู้กำกับฉากการแสดงของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์

ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนไว้เป็นบันทึกสาธารณะระบุว่า

ประเทศไทยต้องก้าวข้ามเรื่องทักษิณให้ได้ ถ้าชีวิตแต่ละวันเราวนเวียนพูดแต่เรื่องทักษิณทุกวัน ซ้ำซาก ก็ไม่มีอะไรดีขึ้น คนก็รู้สึกเบื่อ

และเท่าที่ทราบนายสาทิตย์ยังได้พูดเรื่องนี้ในที่ประชุมรัฐมนตรีพรรคประชาธิปัตย์ด้วย ว่ายุทธศาสตร์การทำงานของรัฐบาลต้องข้ามเรื่องทักษิณ

รัฐบาลจะมัวเสียเวลาวนเวียนพูดเรื่องซ้ำซากทุกวันก็ไม่มีประโยชน์ รัฐบาลต้องพูดและทำงานในสาระที่เป็นปัญหาของประชาชน

ต้องทำให้คนเห็นว่าประเทศนี้อยู่ได้แม้ไม่มีทักษิณ แม้ว่าคนส่วนหนึ่งจะยึดว่าต้องทักษิณเท่านั้น ก็เป็นเรื่องของเขาและเขาก็เป็นคนส่วนน้อย

นายสาทิตย์ให้สัมภาษณ์ครั้งนั้นฟังดู "หล่อ" มากทีเดียว

เนื่องจากเป็นการเสนอยุทธศาสตร์ชี้ทางสว่างให้รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์อย่างแท้จริง (แม้หลายคนถากถางว่าน่าจะคิดได้ตั้งนานแล้วก็ตาม)

แต่จุดอ่อนสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ที่เป็นมาตลอดและน่าจะเป็นอย่างนี้ต่อไป

คือการแปรยุทธศาสตร์ไปสู่ภาคปฏิบัติ

พรรคประชาธิปัตย์พูดได้ พูดดี พูดเก่ง พูดแล้วเหมือนพระเอกพูด ไม่ใช่ผู้ร้ายพูด

แต่พอลงมือทำทีไรนางเอกแทบจะเบือนหน้าหนี

ครั้งนี้ก็เช่นกันกับเรื่องที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไปรับตำแหน่งที่ปรึกษารัฐบาลกัมพูชาที่นายกฯ ฮุนเซนเจียดโยนมาให้

รวมถึงเรื่องกลุ่มคนเสื้อแดงจะจัดชุมนุมใหญ่ช่วงปลายเดือนนี้ 28 พ.ย. ไปจนถึงต้นเดือนหน้า 2 ธ.ค.

ปฏิกิริยาของรัฐบาลเท่าที่แสดงออกก็คืออาการของคนตื่นตูมเกินกว่าเหตุ

แค่ลูกมะพร้าวหล่นก็นึกว่าฟ้าถล่ม

ในทางกลับกันบางเรื่องที่ฟ้าร้องฟ้าคำรามทำท่าจะถล่มลงมาทับหัวเข้าจริงๆ กลับได้ยินเป็นแค่เสียงลมพัดใบไม้ไหว

ตรงนี้แหละคือปัญหาของนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์

อะไรที่ควรจะก้าวข้ามก็ดันข้ามไม่พ้น

อะไรที่ไม่ควรก้าวข้ามก็พยายามจะก้าวข้าม

แถมยังข้ามไม่พ้นอีกต่างหาก

ปฏิรูปกรมศุลฯ

ที่มา เดลินิวส์

ประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลัง กำลังทำเรื่องดี ๆ อยู่ ปฏิรูปกรมศุลกากร เปลี่ยนหลักการจากผู้เก็บภาษี มาเป็นอำนวยการความสะดวกทางการค้าแทน

ทุกวันนี้ กรมศุลฯ จากที่เคยเก็บภาษีสินค้านำเข้าและส่งออกได้ 25% ของภาษีทั้งหมด ก็เหลือแค่ 5% ยิ่งปีหน้ามี “อาฟต้า” ภาษีนำเข้าเป็นศูนย์ กรมศุลฯ อาจต้องนั่งตบยุงแทน การปรับตัว จึงเดินถูกทางแล้ว

เรื่องนี้ มี ดร.เกษมสันต์ วีระกุล เลขาฯ รมช.ประดิษฐ์ ร่วมผลักดันอย่างแรง

วันนี้ 24 พ.ย. ถ้าไม่มีอะไรพลิกผัน ครม.จะอนุมัติแผนปฏิรูปกรมศุลกากรของ รมช.ประดิษฐ์ และ อธิบดีกรมศุลฯ (ไฟแรง) สมชัย สัจจพงษ์ เสียที หลังจากเจอโรคเลื่อนมาหลายครั้ง จากนั้นก็รอเข้าสภา ต่อไป

รมช.ประดิษฐ์ เคยเป็นนักธุรกิจใหญ่มาก่อน เลยรู้ทั้ง ทางหนี และ ทีไล่ อยู่ในตัว ยิ่งโลกเป็นการค้าเสรีมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งต้องปรับ นอกจากเตรียมปิดประเทศ 3 ปี ให้สะใจพวกสุดโต่งที่สมคบคิดจะทำปฏิวัติซ้ำอยู่

ปัญหาใหญ่ของผู้นำเข้าส่งออก ไม่พ้นเรื่องภาษี ผู้ส่งออก นำเข้า ชี้หน้าด่า กรมศุลฯ ว่า พิกัดภาษียุ่งโคตร ๆ ทำให้เสียภาษีไม่ถูก เปิดช่องให้มีการรีดไถ ไม่อยากเลว ก็ต้องเลว???

กรมศุลฯโต้กลับว่า พวกนี้ล่ะ สุดแสบ ใช้วิธีโกงร้อยแปด บุหรี่นอกบางยี่ห้อ ที่ฟ้องร้องกันอยู่ แจ้งราคาซองละแค่ 7-8 บาท ขณะที่บุหรี่ยี่ห้อนี้ขายในร้านดิวตรีฟรี 26-27 บาท โกงภาษีไปเท่าไหร่คิดดูสิ

ต่อไปนี้ไม่ต้องเถียงให้เมื่อยปาก

กรมศุลฯจะให้คำวินิจฉัยล่วงหน้ากับผู้ประกอบการที่ต้องการนำเข้าสินค้าหรือวัตถุดิบโดยจะยืนยันการจัดประเภทสินค้า การประเมินภาษี และเอกสารใบอนุญาตของสินค้าล่วงหน้าก่อนนำเข้า โดยผู้นำเข้าไม่ต้องซื้อสินค้าก่อน หรือ นำสินค้าเข้ามาในประเทศไทยก่อนเหมือนเคย

ปัญหาใหญ่อีกเรื่อง ค่าปรับ หากโกงจริงก็สมควร ตาย แต่หลายกรณี ไม่อยากโกง ก็เหมือนโกง อย่างที่ว่ามา ผิดพลาดโดยไม่เจตนาก็มี แต่ถูกตัดหัวลูกเดียว

จากเดิม ผู้พิพากษาต้องปรับ 4 เท่าของมูลค่ารวมของสินค้าบวกอากรที่ขาด (ปรับเป็นร้อยล้าน พันล้านก็มี) หรือไม่อยากขึ้นศาลก็เสีย 2 เท่าให้กรมศุลฯ ต่อไปนี้ โทษจะเป็นปรับ 0-4 เท่า หากผิดพลาดโดยสุจริต ผู้พิพากษาก็สามารถปรับ 0% ได้ แต่หากเจตนาเลี่ยงภาษี ก็ลงโทษสูงสุด

ทั้งหมดนี้ ผู้ส่งออกและนำเข้าที่เคยทิ้งประเทศไทยไปซบประเทศอื่น เพราะเซ็งเรื่องภาษี คงจะพึงพอใจ

ยังมีเรื่องสินบนกับรางวัลนำจับสินค้าหนีภาษีที่จะทำในคราวเดียวกัน สิน บน หรือคนชี้เป้าที่นำไปสู่การจับสินค้าหนีภาษีลอตใหญ่เคยได้ 30% ก็จะคงไว้ เพราะพวกนี้เสี่ยงสูง แต่เงินรางวัลที่ข้าราชการเคยได้ 25% ต่อไปได้สูงสุดไม่เกิน 4 ล้าน (บางเคสได้เป็น 20-30 ล้าน) ที่เหลือขอไปพัฒนาองค์กร เช่น ซื้อเครื่องซีซีทีวี เป็นต้น

หลัก ๆ ก็อย่างนี้แหละ ทำได้ ก็เป็น ผลงานชิ้นโบแดง ก็ว่าได้ แต่ถามความคืบหน้า หวยบนดิน 2 ตัว 3 ตัวที่ค้างเติ่งมาเป็นชาติ ทั้งที่ทำประชาพิจารณ์ไม่รู้กี่ครั้ง คนก็เอาด้วยหมด กฤษฎีกาตีความ ทำได้ ก็ไม่ไปไหน

“ต้องแล้วแต่นายกฯ” รมช.ประดิษฐ์ว่า คงได้ แต่..ชาติหน้ามั้ง ก็กลัวมอม เมาประชาชนอยู่นั่นแล้ว แต่เพิ่มหวยพิเศษตั้ง 20 ล้านใบ ขบวนการมาเฟียรวยจากหวยใต้ดินเป็นแสน ๆ ล้าน ก็ไม่กลัว

ภาษีไม่ต้องเสีย เด็กด้อยโอกาสก็ดักดานกันไป หมดทุนเรียนต่อ สังเวยพวกมือถือสากปากถือศีล กันไป.

ดาวประกายพรึก

ทักษิณ ทวิต เสียใจต่อการจากไปของ "สมัคร สุนทรเวช"

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_48851

พ.ต.ท.ทักษิณ ทวิต เสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการจากไปของ นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี อัด ครบ 1 ปี พันธมิตรยึดสนามบินแต่ยังไร้ความคืบหน้า ...

ภายหลัง ได้รับทราบข่าว นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ถึงแก่อสัญกรรม ด้วยโรคมะเร็ง เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ที่ รพ.บำรุงราษฎร ล่าสุด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้ทวิตข้อความแสดงความเสียใจ โดยระบุว่า " ผมและครอบครัวขอ แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการจากไปอย่างไม่มีวันกลับของฯพณฯสมัคร สุนทรเวชมา ณ ที่นี้ด้วยครับและไม่สามารถไปร่วมงานด้วยตัวเอง ใดๆในโลกล้วน อนิจจัง พระพุทธเจ้าสอนไว้แต่นักการเมืองไทยไม่ คิดมีแต่เรื่องของอำนาจและผลประโยชน์เอาเป็น
เอาตายกันทัั้ง ๆ ที่ หลักคือมาเสียสละ "

นอกจากนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ยังได้ระบุว่า " วันนี้ครบรอบ 365หรือ1ปีที่พันธมิตรเข้ายึดสนามบินโดยการช่วยเหลือของทหาร พอรัฐบาลขณะนั้นออกคำสั่งให้ทหารเข้าไปจัดการก็ใบ้รับประทานประเทศเสียหาย จนป่านนี้ไม่มีอะไร เกิดขึ้น ชาวนาปิดถนนต่างจังหวัดถูกจำคุก6เดือน ถือว่าเป็น2มาตรฐานที่หน้าด้านท่ีสุด ปปช.ถูกยื่นให้หยุดงานตามรัฐธรรมนูญก็เฉย แถมยังนั่งห้ำหั่น ซีกเดียวตลอดเวลา แล้วจะหาความสงบได้อย่างไร "

ปิดตำนาน "ชิมไปบ่นไป" นายกฯ สมัคร สุนทรเวช

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_48891

เวลา 08.48 น. วันที่ 24 พ.ย. เป็นวันปิดฉากชีวิตของชายชื่อ สมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี คนที่ 25 ของไทย ที่ถึงแก่อสัญกรรมจากโรคมะเร็ง ที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ผู้ซึ่งทุกบทบาท ทุกย่างก้าว ล้วนแต่เป็นที่สนใจจับตาของคนทั่วไปตลอด 41 ปีที่อยู่ในแวดวงการเมือง

นายสมัคร เป็นที่รู้จักเมื่อได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการเกษตรและสหกรณ์ ทั้งที่เพิ่งได้รับเลือกเป็น ส.ส.กทม.สมัยแรกเมื่อปี 2518 สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ และขยับขึ้นชั้นเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในปีถัดมา และเป็นรัฐมนตรีที่หนุ่มที่สุด

รุ่งเรืองสุดขีดเมื่อเป็นหัวหน้าพรรคประชากรไทย นำลูกพรรคฝ่าสนามเลือกตั้งเข้ามาเป็น ส.ส. กทม.ได้อย่างถล่มทลายพลิกความคาดหมาย และได้เป็น ส.ส.กทม.เรื่อยมาทุกสมัยเลือกตั้ง รวม 10 สมัย เป็นรัฐมนตรีมาแล้วแทบทุกกระทรวง แม้ กทม.จะอยู่ในยุค "มหาจำลอง" พล.ต.จำลอง ศรีเมือง หรือแม้กระทั่ง พรรคประชากรไทย จะเหลือตัวเขาเป็น ส.ส.เพียงคนเดียว

สมัคร สุนทรเวช ยังสร้างความตื่นตะลึงเมื่อลงสมัครเป็นผู้ว่ากรุงเทพมหานคร ในปี 2543 แข่งกับพรรคไทยรักไทยที่ขณะนั้นความนิยมลามไปทั่วทุกหย่อมหญ้า แต่เขาก็สามารถเอาชนะได้อย่างท้วมท้นด้วยคะแนนเกินหนึ่งล้านเสียง

ความที่เป็นนักการเมืองฝีปากกล้า วิจารณ์ทุกเรื่องอย่างตรงไปตรงมา ไม่เกรงหน้าอินทร์ หน้าพรหม ทำให้เขาเป็นที่เกลียดชังของคนไม่น้อย แต่ก็มีคนจำนวนมากที่ชื่นชอบ รวมไปถึงชื่นชมอุปนิสัยส่วนตัวที่มีความเป็น "ไทย" อยู่ในสายเลือดแท้ๆ ทั้งชอบดนตรีไทย ขับเสภา กลอน ได้อย่างไพเราะ ใช้ภาษาไทย ได้ตามหลัก ตรงไวยากรณ์ สามารถใช้ภาษาไทยทิ่มแทงฝ่ายตรงข้ามได้อย่างเจ็บแสบ

พอหมดสมัยการเป็นผู้ว่าฯ กทม. สมัคร สุนทรเวช ทำท่าว่าจะยุติบทบาททางการเมือง ใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างมีความสุขกับการทำรายการอาหาร "ชิมไปบ่นไป" "ยกโขยง6โมงเช้า" เขียนหนังสือ เลี้ยงแมวที่เขารัก แต่แล้วก็ตัดสินใจลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นวุฒิสมาชิกอีกครั้ง และก็ครองใจคนกรุงได้รับเลือกตั้งเข้ามาเป็นอันดับ 2 เมื่อวันที่ 19 เม.ย. 2549 แต่ยังไม่ทันได้เริ่มต้นทำหน้าที่ ก็เกิดการปฏิวัติรัฐประหาร รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ขึ้นเสียก่อนในวันที่ 19 ก.ย. 2549

ในห้วงที่ "ทักษิณ" โดนกลุ่มอำนาจเก่าร่วมมือกันโค่นลงจากอำนาจ พรรคไทยรักไทยถูกยุบ บรรดาคนรอบข้างต่างหลบลี้หนีภัย แต่ สมัคร สุนทรเวช กลับตัดสินใจอย่างกล้าหาญ รับเป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่แทนโดยไม่กลัวถึงภัยที่จะตามมา และฝากวาทะอันอหังการไว้เป็นประวัติศาสตร์ว่า "ผมจะเป็นนอมินีให้นายกฯ ทักษิณ" และ "ผมจะทำพรรคการเมืองนี้ให้แข็งแรง เพื่อจะเอาประชาธิปไตยกลับมาให้บ้านเมืองนี้"

จนในที่สุด สมัคร สุนทรเวช ก็สามารถนำพาลูกพรรคพลังประชาชน ลุยชนะการเลือกตั้งในเดือน ธ.ค. 2550 มาได้ ทั้งที่ถูกระบอบเผด็จการ กลุ่มอำนาจเก่า ชนชั้นปกครองสกัดกั้นทุกวิถีทาง ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 25 ของประเทศไทย เมื่อวันที่ 29 ม.ค. 2551

แม้การบริหารประเทศบนเก้าอี้นายกรัฐมนตรี จะเต็มไปด้วยอุปสรรค ขวากหนาม แต่ สมัคร สุนทรเวช ก็ยังสามารถผลักดันนโยบายที่เป็นคุณประโยชน์กับประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน คือ มาตรการช่วยค่าครองชีพ รถเมล์ รถไฟ น้ำประปา ไฟฟ้า ฟรี ตรึงราคาค่าก๊าสแอลพีจี

กระทั่ง วันที่ 9 ก.ย. 2551 ศาลรัฐธรรมชี้ขาดว่า สมัคร สุนทรเวช ขาดคุณสมบัติ ต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จากการเป็นพิธีกรจัดรายการทำอาหาร "ชิมไปบ่นไป" และ "ยกโขยง 6 โมงเช้า" จากนั้น ชื่อของเขาได้ห่างหายไปจากสังคมไทย โดยมีข่าวว่าเขาป่วยเป็นมะเร็งต้องไปพักรักษาตัวที่ต่างประเทศ และกลับมารักษาต่อที่เมืองไทย และถึงแก่อสัญกรรมในที่สุด

ปิดตำนานโดยสมบูรณ์..

เมืองไทยวันนี้

ที่มา ไทยรัฐ

สารพิษที่ตกค้างจากการทำการ ปฏิวัติรัฐประหาร เพื่อ ยึดอำนาจประชาธิปไตยเมื่อปี 2549 บัดนี้ทำเอาประเทศไทยแทบจะป่นปี้ไปหมด คนไทยถูกปลุกระดมจ้องจะเอาชีวิตกันเอง ไม่ต่างจาก บ้านป่าเมืองเถื่อน ประเทศที่มีการปกครองโดยรัฐบาลทหารบางประเทศ ยังมีความมั่นคงทางการเมืองมากกว่าบ้านเราเยอะ

ข่าวการมุ่งเอาชีวิตนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะจริงจะเท็จอย่างไรก็เป็นอีกประเด็น แต่เห็นความพยายามของฝ่ายรัฐบาลที่จะปลุกระดมให้เชื่อว่าจะมีการเอาชีวิตนายกฯจริงๆ เหตุนี้กระมัง กรณีนายกฯลงพื้นที่ในบางจังหวัดหรือแทบทุกจังหวัดก็ว่าได้ ต้องใช้กำลังอารักขาเหมือนจะไปทำสงครามกับใคร

ภาพนายกฯในระบอบประชาธิปไตย ที่มาจากการเลือกตั้ง ในขณะออกปฏิบัติหน้าที่พบกับประชาชน ที่ผ่านมามีแต่เสียงโห่ร้องต้อนรับ ไปภาคอีสานผูกผ้าขาวม้ากันตั้งแต่เอวจนเกือบจะถึงคอ

แต่ปัจจุบันมีแต่เสียงโห่ไล่ ภาพของคนที่มาต้อนรับกับคนที่ได้รับการต้อนรับ ก็ไม่ค่อยจะมีความสุขเท่าไหร่ เหมือนกินยาขม

นายกฯมีความตั้งใจที่จะลงพื้นที่พบกับประชาชนทุกจังหวัดเพื่อเอาชนะคำว่านายกฯของคนทั้งประเทศก็เป็นความตั้งใจที่ดี แต่การที่ต้องใช้กำลังเจ้าหน้าที่ทำการรักษาความปลอดภัยอย่างหนาแน่นขนาดนี้ คงจะเห็นแต่ในประเทศที่มีผู้นำเผด็จการเท่านั้น

ในระบอบประชาธิปไตยไม่สง่างาม

การเดินทางลงพื้นที่ จ.เชียงใหม่ วันที่ 29 พ.ย.ของนายกฯก็คงเหมือนเดิมขนกำลังพลกันไปเป็นกองทัพ นอกจากความไม่ปลอดภัยของตัวนายกฯเองแล้ว ยังจะเป็นชนวนให้ชาวบ้านที่รักนายกฯและเกลียดนายกฯปะทะกันอีก

ปัญหาเหล่านี้น่าจะคาดเดาได้ล่วงหน้า

ส่วนจะมีคนลอบทำร้ายนายกฯหรือไม่ ก็ต้องย้อนไปดูเหตุการณ์ที่กระทรวงมหาดไทย วันที่นายกฯต้องนั่งรถกันกระสุนชนประตูกระทรวงมหาดไทยแหกด่านคนเสื้อแดงออกมา

มีอะไรทะแม่งชอบกล

ในสภาวะวิกฤตการณ์เมืองรุนแรงอย่างนี้ นายกฯน่าจะใช้ วิจารณญาณได้ว่าอะไรควรไม่ควร ที่ว่าลอบสังหารอาจจะไม่ ถูกต้องนัก อาจจะเป็นการรุมประชาทัณฑ์ อาจจะเป็นแผนซ้อนแผนมือที่สาม

หรือถึงขั้นเกิดการจลาจลขึ้น

หมากเกมการเมืองที่ซับซ้อน อาจจะดูกันลำบาก เพราะ ต่างฝ่ายต่างก็วางกับดักเอาไว้ ใครพลาดก่อนเป็นอันว่าจบชีวิตทางการเมือง หรืออาจจะจบชีวิตจริงๆก็ได้

เพราะบ้านเราเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน.

หมัดเหล็ก