WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, November 25, 2009

คาราคาซัง

ที่มา ไทยรัฐ

ต่อความยาวสาวความยืดกรณี ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ยิ่งหยิบประเด็น การไล่ล่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มาเป็นชนวนความขัดแย้งมากขึ้นเท่าไหร่ ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศก็ยิ่งร้าวฉานมากขึ้นเท่านั้น

นับตั้งแต่วิศวกรชาวไทยถูกทางการกัมพูชาจับกุมตัวในข้อหาสายลับ ความลับในการไล่ล่า พ.ต.ท.ทักษิณก็ถูกเปิดโปงมากขึ้น รัฐบาลจะกระเหี้ยนกระหือรือ จะเอาชนะอย่างไรก็แล้วแต่ สิ่งที่ควรแยกแยะก็คือ ผลประโยชน์ส่วนรวมกับผลประโยชน์ส่วนตัว

ดูตามท้องเรื่องแล้ว กัมพูชาก็ยังรักษามรรยาทเอาไว้พอสมควร เพราะมีบางเรื่องบางตอนที่กัมพูชาพยายามจะไม่เก็บมาคิด หรืออาจจะคิดแต่ก็ไม่พูดออกมาดังๆว่า เราไปทำอะไรเกินเลยไว้บ้าง

ถ้าคิดจะทำสงครามจารกรรมกันละก็ คงอยู่กันไม่เป็นสุข ชาวบ้านจะพลอยเดือดร้อนไปด้วย รัฐบาลทุ่มเททั้งใต้ดินบนดินในเรื่องนี้แล้วได้อะไร โดยเฉพาะกับประเทศและประชาชน พ.ต.ท. ทักษิณ ก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไร ยิ่งอ้างความชอบธรรมในระบอบประชาธิปไตยได้มากขึ้น

ระบอบการปกครองของประเทศไทยก็จะถูกเพ่งเล็ง

วันนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ยังใช้ชีวิตอยู่ดีมีสุข อากาศหนาวๆอย่างนี้คงไปปั้นตุ๊กตาหิมะที่ไหนสบายใจไปแล้ว ที่ทุกข์คือรัฐบาลจะหาทางลงอย่างไรมากกว่า

วัฒนธรรมทางการเมืองปัจจุบันเปลี่ยนไปเยอะ ความเป็นเพื่อนในสภาหายไปหมด มีแต่จะจ้องแทงกันอย่างเดียว ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนบ้านก็แย่ รัฐบาลนี้บกพร่องเรื่องของความสมานฉันท์โดยสิ้นเชิง

อ่านข่าวเห็น ส.ส.เก่าตกทุกข์ได้ยากแล้วอนาถใจ คุณประจัญ กล้าผจญ อดีต ส.ส.โคราชสมัยที่น้าชาติกำลังเฟื่องฟู วันนี้เหลือแต่ ตัวเปล่าๆ ผิดกับ ส.ส.ในยุคปัจจุบัน

อ้วนพีอุดมการณ์ไม่มี มีแต่อุดมกู

มืออาชีพทั้งนั้น อย่างว่าคนดีของประเทศไทยต้องไปเดินตามตรอกกันเป็นแถว ส.ส.ที่ดีๆ ไม่มีอนาคต คุณแคล้ว นรปติหรือ ส.ส.อีสานอีกหลายคนต่อสู้ทางการเมืองด้วยอุดมการณ์จนตาย สุดท้ายคนก็ลืม จะว่าจะดูถูกคนอีสานอย่างไรก็แล้วแต่ ที่ต้องยกย่องก็คือ ส.ส.อีสานไม่เคยทรยศต่ออุดมการณ์

จะคิดเงินเดือนและค่าตอบแทนตัวเองอย่างไรก็แล้วแต่ สภาควรจะหันมามองและเชิดชูนักการเมืองที่ดีๆเอาไว้บ้าง อย่างน้อยก็เอาชื่อแปะข้างฝาไว้ก็ยังดี

อาจจะถามว่าในสังคมไทยคนดีหายไปไหนหมด ถึงได้มี คนกลุ่มน้อย ออกมาสร้างอำนาจบาตรใหญ่จนบ้านเมืองเลอะเทอะเปรอะเปื้อนถึงขนาดนี้

จะไปโทษใครได้ ก็ต้องโทษคนไทยและสังคมไทยนี่แหละไม่ช่วยกันรักษาคนดีเอาไว้ สร้างค่านิยมที่ว่า คนชนะคือคนดีไม่คำนึงถึงที่มาหรือวิธีการ สังคมไทยก็อยู่ไม่ได้

เผด็จการเลยครองเมือง.

หมัดเหล็ก

แรมโบ้อีสานยื่นฟ้อง สุรยุทธ์-ภรรยา รุกเขายายเที่ยง

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_49146

สุพร อัตถาวงศ์

อดีต ส.ส.โคราช ทรท. พร้อมกลุ่มคนเสื้อแดงยื่นฟ้องต่อศาลสีคิ้ว และภรรยา พร้อมพวก บุกรุกป่าสงวนบนเขายายเที่ยง ระบุองคมนตรีไม่น่าจะอยู่เหนือกฎหมาย ศาลฯรับคำร้องไว้พิจารณา

เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 25 พ.ย. นายสุพร อัตถาวงศ์ อดีต ส.ส.นครราชสีมา พรรคไทยรักไทย เจ้าของฉายา "แรมโบ้อีสาน" พร้อมด้วยทนายความและคณะ เดินทางไปที่ศาลจังหวัดสีคิ้ว อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา เพื่อยื่นฟ้องพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี และ พ.อ.(หญิง) ท่านผู้หญิงจิตรวดี จุลานนท์ ภริยา พร้อมพวกรวม 5 คน เป็นจำเลยในข้อหาบุกรุกที่ดินป่าสงวนบนเขายายเที่ยง ต.คลองไผ่ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา เพื่อปลูกบ้านอยู่อาศัย ศาลฯ รับคำฟ้องไว้พิจารณา ท่ามกลางแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงจากจังหวัดนครราชสีมาหลายกลุ่ม อาทิ กลุ่มโคราช 51 กลุ่มโคราช 2009 กลุ่มหนองไผ่ล้อม กลุ่มหนองสรวง และกลุ่มสูงเนิน รวมจำนวนประมาณ 100 คน มาให้กำลังใจ

แกนนำเสื้อแดง กล่าวว่า การมายื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดสีคิ้วให้พิพากษาคดี เนื่องจากชาวบ้านผู้ยากไร้บุกรุกเข้าไปแผ้วถางที่ดินทำกินแค่ที่ตีนเขา ยังถูกศาลจังหวัดสีคิ้วพิพากษาจำคุกมาแล้ว เมื่อ พล.อ.สุรยุทธ์บุกรุกเข้าครอบครองที่ดินบนยอดเขา เหตุใดไม่มีความผิด เพราะองคมนตรีไม่น่าจะอยู่เหนือกฎหมาย หลังจากที่ยื่นฟ้องแล้ว กลุ่มคนเสื้อแดงทั้งหมดได้รีบเดินทางกลับทันที เพื่อเปิดแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนในเมืองนครราชสีมา

อาลัย ‘น้าหมัก’

ที่มา บางกอกทูเดย์

ในที่สุด จุดจบ ของบางอย่างก็เป็นจุด เริ่มสร้าง บางสิ่งได้จุดจบ การพบกัน คือการไกลก็เริ่มสร้าง ความห่วงใย ได้พร้อมกันสมัคร สุนทรเวช เป็นนักสู้!!เป็นคนที่ปากกับใจตรงกันสมัครเป็นนายกรัฐมนตรีที่รักประชาชน!!เขาไม่เคยเอาประเทศไทยและคนไทยกว่า 60 ล้านมาเป็นตัวประกัน เพื่อยื้อยุด “อำนาจ” ของตัว

เองไว้เหมือนที่บางคน บางหมู่เหล่าพยายามทำกันอยู่!!สมัคร...ลืมตาดูโลกนี้ เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2478 และจากโลกนี้ไปในวันที่ 24 มิถุนายน 2552 ศิริรวมอายุขัยในการ “ต่อสู้อย่างตรากตรำ” ของเขา...74 ปีสู่สัมปรายภพ สู่สุคติอันสงบชั่วนิรันดรเถิด นักสู้ผู้ชื่อ สมัคร สุนทรเวช!! 

แดด

ที่มา บางกอกทูเดย์

ถ้ามัวคิดถึงแต่ความโหดร้ายของแดดหน้าร้อนอยู่ตลอดเวลา คุณก็จะไม่มีวันได้พบกับสุขจากแดดอุ่นในหน้าหนาวและแดดใสหลังฝนสื่อสารมาเพื่อจะบอกว่า...ถ้าไม่ปล่อยวางในเรื่องของทักษิณ ชินวัตร เสียบ้าง...เราคนไทยและประเทศไทย...ก็จะเป็นแผ่นดินที่ไร้ความสุขความสมัครสมานสามัคคีตลอดไปเราในที่นี้...หมายความถึง...ท่านผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ทั้งหลาย ที่ช่วยกันทำลายชาติทำลายความกินดีอยู่ดีของประชาชน ด้วยวิกฤติการณ์ทางการเมืองวิกฤติอัน

เนื่องมาจากความหวาดระแวงที่สร้างกันขึ้นมาเอง...วิกฤติอันเกิดจากความวิตกในสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นและไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่...หรือวิตกในสิ่งที่ไม่มีทางที่จะเกิดขึ้นเลยด้วยซํ้าไพร่ราบชนชั้นรากหญ้า...ก็คือ ไพร่ราบชนชั้นรากหญ้า...อยู่กันมาพันปีอย่างไร ก็จะอยู่กันไปแบบนั้น...จนกว่าการปกครองของชนชั้นปกครองจะนำพาพวกเขาไปพบกับความหายนะในความเป็นอยู่ปฏิบัติของชนชั้นรากหญ้า...ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนความแตกแยกแก่งแย่งของชนชั้นปกครอง

เปิดบันทึกแห่งโลกย้อนหลังเข้าไป...ปฏิวัติอันยิ่งใหญ่ของประชาชนคนฝรั่งเศส...ต้นรากของการเริ่มต้นสู่การปกครองแบบสาธารณรัฐ...ก็มาจากชนชั้นขุนนางที่เป็นนักการเมืองและมีขุมข่ายแห่งผลประโยชน์ที่ขัดแย้งกัน...ปฏิวัติใหญ่ของรัสเซีย...ทั้งในระบบศักดินาและคอมมิวนิสต์...จนทำให้ประเทศต้องแยกสลายกลายมาเป็นหลายๆ สาธารณรัฐอย่างปัจจุบัน...ก็มีต้นเหตุมาจากเรื่องเดียวกัน ความแตกแยกของคนรวยและชนชั้นปกครองอำนาจอันยิ่งใหญ่แต่ไม่ทำ

ให้แผ่นดินรุ่งเรือง...พระนางซูสีไทเฮา...ต้องมอบแผ่นดินหลังสิ้นพระชนม์ให้กับ...ซุนยัดเซน...ก่อนจะเป็นเจียง ไคเชก...แล้วความแตกแยกของชนชั้นปกครองก็ส่งมอบแผ่นดินต่อให้กับเหมาเจ๋อตุง...ผ่านศพหลายร้อยล้านของประชาชนคนจีน...แต่จีนก็เกือบล่มสลาย...ใต้กรงเล็บของเจียงจิง...หมดไปอีกหลายสิบล้านชีวิต...กว่าจะถึงวันนี้วันที่จีนยิ่งใหญ่...ตราบเท่าที่ความสามัคคีรักใคร่ของชนชั้นปกครอง...ยังไม่เป็นปัญหากองทัพฝ่ายใต้ผู้ปกครองที่กดขี่ใน

ประเทศสหรัฐอเมริกา...ปราชัยให้กับกองทัพฝ่ายเหนือที่แน่นหนาไปด้วยความเสมอภาค...ก็เป็นอีกตัวอย่าง...ก่อนที่เขาจะสร้างชาติขึ้นมาเป็นมหาอำนาจอันดับหนึ่งน่ายินดีสำหรับประชาชนคนไทย...ที่ พลเอก เปรมติณสูลานนท์...กับ พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร...คู่กรณีต้นตอแห่งวิกฤติแผ่นดิน...เริ่มหันมาพูดเรื่องเดียวกัน...การหันหน้าเข้าหากัน...หันเข้าหาแดดอุ่นในฤดูหนาวอันแสนสุข... 

เสื้อแดงญี่ปุ่นกับเสื้อแดง....ทุกมุมโลก

ที่มา บางกอกทูเดย์

ใครจะคิดออย่างไรกับ “คนเสื้อแดง” ก็เป็นเรื่องที่จะคิดกันได้ ไม่มีใครห้ามใจกัน แต่ในความเป็นจริง ถึงวันนี้มี “ความจริงข้อหนึ่ง” ที่จะต้องยอมรับกันอย่างไม่มีทางปฏิเสธ นั่นคือ เครือข่ายของ “คนเสื้อแดง” ได้กระจายออกไปทั่วทุกมุมโลก ในหลายสิบประเทศที่พัฒนาแล้ว“เสื้อแดง” กลายเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงคำ

ว่า “ประชาธิปไตย” คนเสื้อแดงทั้งในเมืองไทยและหลายส่วนในมุมโลก ต่างมีความคิดตรงกันในการผลักดันให้คำว่า “ประชาธิปไตย” สามารถจับต้องได้ สัมผัสได้หรืออย่างที่มีใครบอกว่า....ประชาธิปไตยนั้น “กินได้”!!เมื่อ 18 ตุลาคม 2552 ที่ผ่านมา......แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ในญี่ปุ่น หรือ นปช.ญี่ปุ่น ได้จัดกิจกรรมสัมมนาภายใต้ชื่องาน “ถึงเวลาอำลารัฐบาลไก่อ่อน” ครั้งที่ 2เริ่มลงทะเบียนตั้งแต่เวลา 11.00 น. เป็นต้นไป เพื่อแลกเปลี่ยน

ความคิดเห็นของชาวไทยในญี่ปุ่นที่รักชาติรักประชาธิปไตย และสร้างเครือข่ายเพิ่มความแข็งแกร่ง ...จังหวัดชิบะ ได้ประสานงานเชิญพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โทรศัพท์เข้ามายังเวทีสัมมนาด้วยวัตถุประสงค์ในการจัดงาน “เสื้อแดงชาวญี่ปุ่น” ครั้งนี้ก็เพื่อให้ประชาชนชาวไทยในญี่ปุ่น รวมถึงผู้สนใจซึ่งมาจากหลายท้องถิ่น ได้พบปะและร่วมหารือเกี่ยวกับการบริหารประเทศของรัฐบาลชุดปัจจุบันรวมถึงการร่วมกำหนดแนวทางของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ

ในญี่ปุ่น ให้สามารถประสานงานกันอย่างเป็นระบบ เกิดความคล่องตัวเสื้อแดงญี่ปุ่นเป็นกลุ่มการเคลื่อนไหวทางการเมือง ที่สนับสนุน พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตรให้กลับมาบริหารประเทศไทยอีกครั้ง มีสัญลักษณ์หลักของกลุ่มคือเสื้อแดงและสีแดงโดยได้มีการรวมตัวกัน เพื่อต่อต้านการบริหารประเทศของรัฐบาลชุดปัจุบัน โดยมีนายอภิสิทธิ์เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี หลังเกิดการเปลี่ยนขั้วรัฐบาล และได้มาซึ่งอำนาจอันไม่ถูกต้อง“เสื้อแดงญี่ปุ่น” ได้จัดกิจกรรมมาหลาย

หนรวมทั้งการรวมตัวกันเมื่อสงกรานต์ที่ผ่านมาที่วัดไทยในญี่ปุ่น เพื่อส่งใจมายังพี่น้องเสื้อแดงไทยที่ต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยเข้มข้นในเวลานั้นเมื่อไวๆ นี้เพิ่งจัดกิจกรรมรวมตัวกันมีนายกฯทักษิณโฟนอินมาให้กำลังใจสู้ และส่งความห่วงใยมาถึง จึงได้จัดกิจกรรมต่อเนื่องขึ้นอีกครั้งโดยงานนี้นปช.ไทยในญี่ปุ่นจะแต่งตั้งผู้แทนแนวร่วมจากแต่ละเขตพื้นที่ เพื่อสร้างเครือข่ายสัมพันธ์ของกลุ่มภายใต้วิสัยทัศน์เดียวกัน .........กระแส “คนเสื้อแดง” ที่กำลังจะกระจายไปทุกมุม

โลก คือ การพิสูจน์ให้เห็นความสมจริงข้อหนึ่งว่าคนไทยเสื้อแดง และประชาคมโลกที่สวมเสื้อแดงต่างเห็นตรงกันประการหนึ่งว่าทุกคนต้องการ “ประชาธิปไตย”ทุกคนต้องการปลดแอกจากการถูกข่มขี่ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องอัศจรรย์อะไรที่ “คนเสื้อแดง” จะคึกคักทั่วทุกมุมโลกหลายสัปดาห์ก่อนมีข่าวจากแดงอเมริกา นปช.ญี่ปุ่น แดงออสเตรเลีย มาวันนี้คุณเบญแห่งกลุ่มประชาธิปไตยไทยในเยอรมนี ส่งข่าวจากเสื้อแดงเยอรมันมาว่า ได้รวมตัวกันเนื่องใน

ช่วงโอกาสวันครบรอบ 3 ปีของการรัฐประหาร 19 กันยายน ได้มีการประกอบกิจกรรมรำลึกอาลัยและประกาศจุดยืนเพื่อประชาธิปไตยณ Preussenpark กรุงเบอร์ลินกลุ่มได้อ่านแถลงการณ์เพื่อประกาศจุดยืนและเจตนารมย์การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยสำคัญเหนืออื่นใด....อุดมการณ์ของคนเสื้อแดง คนรักประชาธิปไตย ไม่มีวัน ที่จะมีอะไรมาทำลายแดงอเมริกาชุมนุม LA คึกสมทบเงินช่วยดาตอร์ปิโดไม่ให้โดดเดี่ยวคุณ Akausa เสื้อแดงไทยในอเมริกา เขียนกระ

ทู้ในเว็บบอร์ดประชาไท ว่า......ในวันนี้ไปงานเสื้อแดงในแอลเอมา….มีคุณพงศ์เทพ เทพกาญจนา มาปราศัย…พร้อมด้วยคุณวิชิตปลั่งศรีสกุล ที่ปรึกษากฎหมายคุณทักษิณ ชินวัตร และ พ.ต.ท. สมชาย เพศประเสริฐ ส.ส. เมืองย่าโม งานนี้ถ่ายทอดสดไปทั่วโลกโดย นปช. ยูเอสเอเสื้อแดงกว่า 350 ชีวิตไทยในอเมริกามาร่วมฟังการปราศัย เห็นแล้วก็รู้สึกว่าเสื้อแดงในแอลเอแข็งแรงมาก งานนี้อาหารเครื่องดื่มฟรี เจ้าของร้านอาหารหลายแห่งนำอาหารมาเลี้ยง นำมา

ไกลจากซานดิอาโกก็มี ก็เป็นที่น่าชื่นใจ ที่เห็นคนไทยมากหลายที่นี่ยังห่วงบ้านห่วงเมืองอยู่ รวมทั้งตัวผมเองด้วยถึงวันนี้....คนเสื้อแดงทุกมุมโลก ขอย้ำอีกครั้ง เจตนารมย์ของพวกเราในการต่อสู่เพื่อประชาธิปไตยจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง!!ทุกคนประกาศและคิดตรงกัน จะร่วมแรงร่วมใจ ร่วมอุดมการณ์ต่อสู้จนได้รับชัยชนะ!! 

สมัคร สุนทรเวช เสน่ห์สีสันการเมืองไทย

ที่มา บางกอกทูเดย์

ปิดฉากชีวิตนักการเมืองดาวสภาหลังจากที่รักษาตัวมาระยะหนึ่ง สุดท้ายอดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 25 ของเมืองไทย ก็ถึงแก่อนิจกรรมโดยสงบ ถือเป็นเส้นทางชีวิตของคนการเมืองที่น่าทึ่งอย่างยิ่ง นายสมัครนั้นให้ความรักความผูกพันและเกรงใจภริยา คือคุณหญิงสุรัตน์ สุนทรเวช เป็นอย่างมาก ทำให้หลายต่อหลายครั้ง มีคนที่พยายามเข้ามาใกล้ชิดนายสมัครใช้แง่มุมมนี้เป็นจุดอ่อนอย่างเช่นคนบางคนเข้ามาใกล้ชิด เพื่อหวังก้าวไปสู่ผลประโยชน์ต่างๆ นาๆ ในทางการเมือง ก็มาทำตัวเหมือนเป็นลูกเป็นหลาน ผ่านเข้ามาทางสายของหลานชายคุณหญิงสุรัตน์แต่สุดท้ายนายสมัครถึงกับออกปากว่า เป็นคนที่ใช้ไม่ได้อย่างมาก เป็นคนที่ไม่รู้สำนึกในบุญคุณเลยแม้แต่น้อย

ในความเชื่อทางพุทธศาสนา สัตว์โลกทั้งหลาย ย่อมมีเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นของธรรมดา ที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้นี่คือความจริงแห่งชีวิตดังนั้นด้วยหลักของพุทธศานา จึงสอนให้คนเราเข้าใจชีวิตสัพเพ สัตตา... สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันหมดทั้งสิ้นอะเวรา โหนตุ... จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรซึ่งกันและกันเลยเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 25 ของประเทศไทย ก็ได้ถึงแก่อนิจกรรมแล้วที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ด้วยวัย 74 ปีปิดฉากชีวิต และสีสันบนถนนการเมืองของไทยลงโดยสิ้นเชิง สำหรับการเจ็บป่วยจนกระทั่งนำไปสู่การถึงแก่กรรม

นั้น นายสมัครได้รับรู้อาการป่วยมาก่อนแล้ว โดยได้มีการเดินทางไปรักษาตัวที่ต่างประเทศ เมื่อเห็นว่าอาการดีขึ้นบ้างจึงได้เดินทางกลับมาประเทศไทยและพักฟื้นอยู่ที่บ้าน หลักงจากนั้นก็ได้เข้าพักรักษาตัวอีกครั้งที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ด้วยโรคมะเร็งตับ กระทั่งถึงแก่อนิจกรรมในที่สุด ซึ่งทางญาติจัดบำเพ็ญกุศล ที่ศาลา 100 ปี วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม และจะมีพิธีพระราชทานน้ำหลวงอาบศพในวันนี้ (25 พ.ย.)นายสมัคร ถือเป็น “สีสันคนการเมือง” ที่โดด

เด่นคนหนึ่งของถนนนักการเมืองไทย ประวัติชีวิตของนายสมัครต้องถือว่าไม่ธรรมดา บิดาคือ เสวกเอกพระยาบำรุงราชบริพาร (เสมียน สุนทรเวช) มารดาคือ คุณหญิง บำรุงราชบริพาร เป็นหลานลุงของ มหาเสวกตรี พระยาแพทย์พงศาวิสุทธาธิบดี (สุ่น สุนทรเวช) นายแพทย์ประจำพระองค์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และเป็นหลานตาของมหาเสวกตรี พระยาอนุศาสน์จิตรกร (จันทร์ จิตรกร) จิตรกรประจำสำนักเป็นศิษย์เก่า โรงเรียนเซนต์คาเบรียล โรงเรียน

อัสสัมชัญพาณิชย์ แล้วไปจบนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นอกจากนี้ยังศึกษาเพิ่มเติมได้ประกาศนียบัตรวิชามัคคุเทศก์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และยังไปเรียนที่ BRYANMT & STRATION INSTITUTE ชิคาโก สหรัฐอเมริกาด้วยนายสมัครถือเป็นคนหนังสือพิมพ์คนหนึ่ง จากจุดเริ่มต้นที่เขียนบทความและความคิดเห็นทางการเมือง ในหนังสือพิมพ์สยามรัฐ สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ และชาวกรุง รวมทั้งได้มีการทำหนังสือพิมพ์เป็นของ

ตนเองขึ้นมา 1 ฉบับ คือหนังสือพิมพ์เดลิมิเรอร์ ที่ก็ต้องถือว่าเป็นหนังสือพิมพ์ที่มีประวัติโชกโชนอย่างยิ่งในแวดวงหนังสือพิมพ์เมืองไทยขณะเดียวกันการก้าวเข้าสู่แวดวงการเมือง เมื่อปี 2511 โดยสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ก็ได้เป็นจุดเริ่มต้นที่สร้างตำนานดาวเด่นนักการเมือง ระดับดาวสภา ขึ้นมาด้วยเช่นกันเพราะไม่เพียงเป็นดาวสภาในการพูด แต่ยังเป็นนักการเมืองที่ตั้งพรรคการเมือง คือ พรรคประชากรไทย ขึ้นมาจนยุคหนึ่งต้องถือว่าประสบความสำเร็จ

อย่างสูง เพราะกวาดที่นั่งในกรุงเทพฯ เกือบหมดเกลี้ยงที่สำคัญการลงชิงชัยในตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดกรุงเทพมหานคร นายสมัครได้รับคะแนนเสียงอย่างท่วมท้น คือ 1,016,096 คะแนน ซึ่งเป็นคะแนนเสียงมากที่สุดนับตั้งแต่มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครมาเลยทีเดียวนายสมัครนั้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีมามากมายหลายกระทรวง แต่ตำแหน่งที่สูงที่สุดก็คือ ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 25 ของประเทศไทยซึ่งแม้จะเป็น

ตำแหน่งเกียรติยศทางการเมืองที่สูงที่สุดของนักการเมืองคนหนึ่งที่จะไต่เต้าขึ้นไปได้ แต่การขึ้นไปในจังหวะที่สังคมไทยเป็นจังหวะของการแตกแยกแบ่งขั้ว และทำลายล้างกันทางการเมืองอย่างรุนแรง หลังเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นต้นมาการขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีของนายสมัครจึงผจญกับแรงเสียดทานอย่างหนักมากที่สุดเพียงเพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เห็นว่านายสมัครเหมาะสมอย่างยิ่งที่จะเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชาชน

เนื่องจากนายสมัครมีภาพของความจงรักภักดีต่อสถาบันอย่างเต็มเปี่ยม รวมทั้งนายสมัคร เป็นบุคคลคนเดียวที่กล้าต่อกรกับ “ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ” ตามนิยามของพ.ต.ท.ทักษิณ หรือ “อีแอบผมขาว” ในนิยามของนายสมัครการกล้าพูด และพูดอย่างเชื่อมั่น จึงทำให้นายสมัครกลายเป็นเป้าของการทำลายทางการเมืองไปด้วย โดยใช้ข้อกล่าวหาว่าเป็นนอมินีของพ.ต.ท.ทักษิณซึ่งได้ผลอย่างมาก เพราะกลุ่มพันธมิตร ซึ่งต้องการเช็คบิล พ.ต.ท.ทักษิณให้สิ้นซากไปจาก

ถนนการเมืองไทยให้ได้ ก็ขานรับข้อกล่าวหานอมินีนั้น และเดินหน้าถล่มนายสมัครอย่างไม่ยั้งสารพัดเรื่อง สารพัดข้อกล่าวหา ปะทุและพุ่งเข้าใส่นายสมัครเหมือนดอกเห็ดยามหน้าฝน ที่ฉกาจฉกรรจ์ที่สุด คือกรณีที่นายสมัครลงนามใน MOU สัญญาจัดซื้อรถดับเพลิงและอุปกรณ์ดับเพลิงมูลค่ากว่า 6,000 ล้านบาทในวันสุดท้ายก่อนที่จะพ้นตำแหน่งทำให้นายสมัครถูกคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ(คตส.) สอบสวนในเวลาต่อมาและถูก

แจ้งข้อกล่าวว่า ทุจริตในการจัดซื้อรถดับเพลิงทั้งๆ ที่นายสมัครเพียงแต่ลงนามใน MOU เท่านั้น ไม่ได้มีการทำสัญญาฉบับจริง ซึ่งคนทำสัญญาคือนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าฯ กทม.คนถัดมาแต่เมื่อคดีฉกาจฉกรรจ์ที่หวังไว้ไม่สามารถที่จะสอยนายสมัครลงจากเก้าอี้นายกรัฐมนตรีได้ สุดท้ายก็ต้องใช้คดี “ชิมไป บ่นไป” สอยนายสมัครจนร่วงจากเก้าอี้นายกฯ ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในแง่ของกฎหมายเกิดขึ้นตามมาอย่างมากมายและต้องพ้นจากการเป็นนายก

รัฐมนตรีคนที่ 25 ไปในระยะเวลาไม่ถึงปีนั่นคือสีสันบนถนการเมืองของคนชื่อ “สมัคร สุนทรเวช” ที่เชื่อว่า คงจะหา “สมัคร” คนที่ 2 หรือหานักการเมืองคนใดมาเทียบเคียงได้ยากแน่ๆเพราะเป็นที่ชีวิตที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างโชกโชน และผ่านผู้คนมาหลากหลายรูปแบบนายสมัครนั้นให้ความรักความผูกพันและเกรงใจภริยา คือคุณหญิงสุรัตน์ สุนทรเวช เป็นอย่างมาก ทำให้หลายต่อหลายครั้ง มีคนที่พยายามเข้ามาใกล้ชิดนายสมัครใช้แง่มุมมนี้เป็นจุดอ่อนอย่างเช่นคน

บางคนเข้ามาใกล้ชิด เพื่อหวังก้าวไปสู่ผลประโยชน์ต่างๆ นาๆ ในทางการเมือง ก็มาทำตัวเหมือนเป็นลูกเป็นหลาน ผ่านเข้ามาทางสายของหลานชายคุณหญิงสุรัตน์ซึ่งนายสมัครก็ให้ความเอ็นดู เกื้อหนุน แต่สุดท้ายบางคนกลับเป็นคนที่นายสมัครถึงกับออกปากว่า เป็นคนที่ใช้ไม่ได้อย่างมาก เป็นคนที่ไม่รู้สำนึกในบุญคุณเลยแม้แต่น้อยเพราะหลังจากที่ต้องพักรักษาตัว และทาง พ.ต.ท.ทักษิณ ให้การดูแลคอยส่งคนมาเยี่ยมเยือนอย่างสม่ำเสมอ จนนายสมัครเองยังนึกไม่ถึงว่า

จะได้รับการดูแลขนาดนั้น จึงได้มีการฝากความระลึกถึง ฝากความผูกพันและห่วงใยไปยังพ.ต.ท.ทักษิณ และครอบครัวด้วยเช่นกันว่าต่างก็เห็นใจกัน ดูแลกันในยามยากผิดกับคนบางคน ที่เข้ามาแฝงใบบุญนายสมัครจนกระทั่งร่ำรวย มีรถยนต์หรูหราไม่รู้กี่คันต่อกี่คัน กี่สีต่อกี่สี หรือบางคนก็มีโปรเจคท์ใหญ่ที่ได้มาจากการอ้างคอนเนกชั่น อ้างความใกล้ชิดนายสมัครแต่คนเหล่านั้นในยามยุติบทบาททางการเมือง ในยามเจ็บไข้ได้ป่วย กลับไม่ได้มีการมาเยี่ยมเยือนเลยแม้แต่

น้อยซึ่งเมื่อคนที่มาเยี่ยมนายสมัคร ไม่ว่าจะเป็นคนที่ยังคงผูกพัน หรือคนที่มาเยี่ยมเยียนแทน พ.ต.ท.ทักษิณ ต่างล้วนประหลาดใจที่ได้รับคำตอบตรงกัน เมื่อถามว่านายคนนั้น นายคนโน้น มาเยี่ยมบ้างหรือไม่นายสมัคร จะตอบชัดเจนเลยว่า “อย่าไปพูดถึงมันเลย” คนแบบนั้นหวังแต่ผลประโยชน์ จนลืมความเป็นคนดีไปแล้วว่าเป็นอย่างไร จึงไม่เคยที่จะโผล่หัวมาเยี่ยมแม้แต่สักครั้งแต่กลับไปเอ่ยอ้างภายนอกว่า มาเยี่ยมอยู่เป็นระยะๆเล่นเอาคนที่ได้ยินนายสมัครพูด ถึงกับ

อึ้งไปเหมือนกัน ว่าคนเราเป็นไปได้ขนาดนี้เชียวหรือในขณะที่คนหลายคนก็ยังงงๆว่า “มัน” ที่ว่านั้นหมายถึงใคร หรือจะเป็น “มันฝรั่งโปเตโต้” ที่วัยรุ่นชอบใช้แซวกันอะไรเทือกนั้นแต่ที่แน่ๆ วันนี้แม้ว่านายสมัครจะจากไปแล้ว แต่ความผูกพันกับการทำหน้าที่นักการเมือง กับการยืนหยัดปกป้องสถาบันโดยเข้าไปเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชาชน และเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 25 ทำให้นายสมัครได้รับคำมั่นมาโดยตลอดว่า จะช่วยดูแลให้เต็มที่ทั้งตัวนายสมัคร และครอบครัว โดย

เฉพาะอย่างยิ่งคุณหญิงสุรัตน์ ซึ่งนายสมัครเป็นห่วงอย่างที่สุดกรณีคดีต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายใต้แผนอุบาทว์บันใด 4 ขั้น ซึ่งนายสมัครกังวลมาตลอดว่าจะทำให้ครอบครัวต้องเดือดร้อนนั้น ก็ได้รับคำยืนยันว่าจะช่วยดูแล และต่อสู้ให้อย่างเต็มที่ซึ่งเชื่อว่าคำสัญญาดังกล่าวอย่างน้อยคงช่วยให้นายสมัครวางใจขึ้น และจากไปโดยสงบเพียงแต่ว่า การทำลายล้างทางการเมือง เมื่อไหร่จะสงบเสียทีนั้น คงต้องจับตาดูกันต่อไป

1ปี(25พ.ย.51-25พ.ย.52)ยึดสนามบินลอยนวล

ที่มา Thai E-News





ระบอบเถื่อนเบือนบิดผิดเป็นถูก
ระบอบล้มบนฟูกกลับฟูเฟื่อง
ระบอบพันธมารผลาญชาติผงาดเมือง
ระบอบเหลืองมลังเลืองเลื่องลือ

บ้านนี้เมืองนี้ไม่มีธรรม
บ้านนี้เมืองนี้ตกต่ำ..จดจำชื่อ
บ้านนี้เมืองนี้ต้องลุกฮือ
บ้านนี้เมืองนี้ต้องรื้อต้องเปลี่ยนแปลง

ประชาชนต้องปฏิวัติต้องขัดขืน
ประชาชนต้องหยัดยืนต้องกำแหง
ประชาชนต้องโค่นล้มต้องสำแดง
ประชาชนต้องเฉิดแสงแห่งพลัง

เร่งปราบดาสถาปนาระบอบใหม่
เร่งประชาชาติไทยให้จัดตั้ง
เร่งขับไสไล่ส่งระบอบชัง
เร่งความหวังสู่ศรัทธามหาชน

ร่วมพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินถิ่นกาขาว
ร่วมเรื่องราวรณรงค์ให้ส่งผล
ร่วมกันสู้เพื่อชาติ-ประชาชน
ร่วมรวมพลประชาธิปไตยเอาชัยมา



เชียงใหม่ไสหัวมาร์ค เตือนถ้าขืนกล้ามาก็เจอไล่

ที่มา Thai E-News


ศูนย์ประสานงานกลางแดงเชียงใหม่ขึ้นป้ายไม่ต้อนรับรัฐบาลโจร ประกาศให้อภิสิทธิ์เป็น"โมฆะบุรุษประชาธิปไตย"พร้อมออกแถลงการณ์หากดึงดันมาเกาะโพเดี้ยมให้ได้ ต้องถูกชาวเชียงใหม่ขับไล่ในทุกจุดทุกเส้นทาง พร้อมกันนั้นชาวเชียงใหม่ได้โชว์บัตรประชาชนคนไทยให้ผู้สื่อข่าวดูเพื่อยืนยันว่าไม่ได้เป็นคนต่างด้าวตามที่รัฐบาลให้ร้ายป้ายสี


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
24 พฤศจิกายน 2552


วันนี้(24 พ.ย.) เวลา 10.00 น.ชาวเชียงใหม่ผู้รักประชาธิปไตย ในนามศูนย์ประสานงานกลางแดงเชียงใหม่เพื่อประชาธิปไตย ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือชี้แจง และอ่านแถลงการณ์ ต่อผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ หอการค้า และสมาคมโรงแรมจังหวัดเชียงใหม่ กรณีที่ชาวเชียงใหม่ไม่ต้อนรับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ “ โมฆะบุรุษประชาธิปไตย” ที่จะเดินทางขึ้นมาแค่เกาะโพเดียม แล้วมาสร้างความเดือดเนื้อร้อนใจให้กับชาวเชียงใหม่ ถามในตอนที่เชียงใหม่จะได้เป็นเจ้าภาพประชุมอาเซียนซัมมิต ทำไมอ้างเสี่ยงรุนแรง ย้ายไปจัดพัทยาจนล่ม แล้วตอนนี้ไม่รุนแรงแล้วหรือ?ถึงได้กล้ามาเสนอหน้า

โดยชาวเชียงใหม่ประกาศจะทำการประท้วงขับไล่ นายอภิสิทธิ์ ไปทุกหนทุกแห่งทุกอำเภอ พร้อมทั้งขอร้องกันดีๆว่า ถ้าหากเห็นแก่ความสงบสุขของบ้านเมืองจริง อภิสิทธิ์อย่ามาเชียงใหม่

แถลงการณ์ ชาวเชียงใหม่ผู้รักประชาธิปไตย

ศูนย์ประสานงานกลาง แดงเชียงใหม่เพื่อประชาธิปไตย

ณ ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่

วันอังคารที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๒

เรื่อง ชาวเชียงใหม่ไม่ต้อนรับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ “โมฆะบุรุษประชาธิปไตย”


นับตั้งแต่ประเทศไทยเกิดการรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ เป็นการยึดอำนาจการบริหารประเทศล้มรัฐบาลประชาธิปไตยที่ประชาชนเลือกมา ฉีกรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน พ.ศ.๒๕๔๐

โดยการกระทำของเผด็จการทหารบางคน ที่ถูกยุยงส่งเสริมจากเหล่าขุนทหารเก่าเหล่าอำมาตย์หลงยุค ที่หลงมัวเมาในอำนาจและผลประโยชน์ส่วนตัว มากกว่าจะเห็นแก่ผลประโยชน์สุขของส่วนรวมและประเทศชาติ ทำการเขียนรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๐ ที่มีเนื้อหาตกยุคล้าหลังไม่เป็นประชาธิปไตย มุ่งเน้นการรักษาอำนาจและผลประโยชน์เฉพาะกลุ่มมากกว่าคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติ

จัดการเลือกตั้งในสภาวการณ์ที่ทั่วประเทศอยู่ภายใต้เงาของการปฏิวัติรัฐประหาร แต่พวกเขาก็ไม่สามารถเอาชนะหัวใจประชาธิปไตยของประชาชน ที่ได้แสดงพลังอำนาจของผู้มีอำนาจตัวจริง โดยเลือกพรรคการเมืองของประชาชนเข้าไปบริหารงานปกครองบ้านเมือง เป็นการตบหน้าสั่งสอนเผด็จการอำมาตย์ ตัดขาดการสืบทอดอำนาจของเผด็จการทรราช แบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ ที่ผู้ก่อการยึดอำนาจจะพ่ายแพ้พลังอำนาจของประชาชนอย่างอย่างหมดรูปเช่นนี้

เมื่อจัดการเลือกตั้งแล้วแพ้ให้แก่พลังบริสุทธิ์ของประชาชน แทนที่เหล่าเผด็จการอำมาตย์หลงยุคจะสำนึกผิด กลับฝ่าฝืนเจตนารมณ์ของประชาชนใช้อำนาจแอบแฝง เจ้าเล่ห์เพทุบายทำการปฏิวัติเงียบ ทำลายพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามโดยขาดความยุติธรรม สมคบคิดกับพรรคการเมืองไดโนเสาร์ ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร แถลงนโยบายรัฐบาลนอกรัฐสภา จึงได้รับขนานนามว่า”รัฐบาลโจร” มี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เข้ารับตำแหน่งเป็นหัวหน้ารัฐบาลโจร

เมื่อมีโอกาสที่เผด็จการส่งเสริมเข้ามาบริหารประเทศชาติอย่างไม่สง่างาม ไร้ประสบการณ์ความเชี่ยวชาญ ไร้บารมีและคุณธรรม ทำแต่เรื่องไม่เป็นเรื่อง ใช้การปกครองแบบสองมาตรฐาน ไล่จับอดีตนายกฯทักษิณที่โดนทหารปฏิวัติ และเผด็จการได้ตั้งธงข้อหาเซ็นชื่ออนุญาตให้ภรรยาซื้อที่ดิน แต่ในกรณีของพันธมิตรที่ทำลายบ้านเมืองทำร้ายประเทศชาติ กลับปล่อยให้ลอยนวล ไม่เอาใจใส่ดูแลจัดการตามกฏหมาย

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้มีคำพูดสวยหรูติดปากมาตลอดว่าเชื่อมั่นในระบบรัฐสภา แต่กลับมีพฤติกรรมนำพรรคบอยคอตการเลือกตั้งไม่ส่งผู้สมัครเข้าแข่งขันเพราะรู้ตัวว่าต้องพ่ายแพ้ให้แก่พรรคอื่น พรรคประชาธิปัตย์จัดส่ง ส.ส.ของพรรคเข้าไปสนับสนุนและร่วมเป็นแกนนำพันธมิตรฯ ที่เป็นกลุ่มการเมืองข้างถนน เรียกร้องทหารเข้ามาทำการปฏิวัติ ขับไล่รัฐบาลที่เข้ามาโดยความชอบธรรมของประชาชน พรรคประชาธิปัตย์สนับสนุนส่งเสริมการกระทำของพันธมิตรทั้งการเข้ายึดทำเนียบรัฐบาล ยึดสถานีโทรทัศน์ ปิดสนามบินดอนเมืองและสนามบินสุวรรณภูมิ ทำความเสียหายให้แก่ประเทศชาติอย่างประมาณค่าไม่ได้

เมื่อครั้งที่จังหวัดเชียงใหม่ได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพในการประชุมอาเซียนซัมมิต ในปี พ.ศ. ๒๕๕๑ จังหวัดเชียงใหม่ทั้งข้าราชการ เจ้าหน้าที่ พ่อค้า และประชาชนทุกหมู่เหล่า ได้เตรียมการหวังให้การประชุมครั้งนั้นประสบความสำเร็จ เพื่อสร้างรายได้ สร้างชื่อเสียงให้แก่จังหวัดเชียงใหม่ที่เป็นเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญของโลก แต่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ใส่ร้ายปรักปรำประชาชนชาวเชียงใหม่ที่รักชาติ รักประชาธิปไตย ว่าจะเป็นตัวการทำลายชื่อเสียงของประเทศ ขัดขวางการประชุม จึงทำการย้ายที่ประชุมอาเซียนซัมมิต ไปที่พัทยา ซึ่งก็ต้องล้มลงไปเพราะความอ่อนด้อยขาดประสบการณ์ของผู้นำ อย่างนายอภิสิทธิ์ เช่นกัน

แล้วที่เคยประกาศว่าจังหวัดเชียงใหม่ไม่ปลอดภัยจนต้องย้ายสถานที่ประชุมอาเซียนซัมมิต แล้วในวันนี้ ในสถานการณ์การเมืองที่เลวร้ายลงยิ่งกว่าเก่า ความขัดแย้งของประชาชนเลวร้ายลงยิ่งกว่าเดิม สถานการณ์ปัญหาของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ขาดการเหลียวแลจากภาครัฐ แทนที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะลงไปคลุกคลีแก้ปัญหาสงครามการแบ่งแยกดินแดน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลับมุ่งสู่ดินแดนที่มีแต่ความสงบสุข หวังแค่มาเกาะโพเดียม แล้วมาสร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนชาวจังหวัดเชียงใหม่ เพราะพกพา พ.ร.บ.ฉุกเฉินที่จะนำมาประกาศใช้ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ถามว่าถ้านายอภิสิทธิ์ไม่มาจังหวัดเชียงใหม่ ชาวบ้านประชาชนจะพากันเดือดร้อนเช่นนี้หรือไม่ ใครกันแน่ที่เป็นผู้สร้างปัญหาในวันนี้ ใครกันแน่ที่ท้าทายสร้างความร้าวฉานในประเทศชาติและบ้านเมือง

ดังนั้นในนามประชาชนชาวจังหวัดเชียงใหม่ เราจึงขอประกาศไม่ต้อนรับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในการเดินทางมาในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ในครั้งนี้ ไม่ว่าจะเดินทางไปอำเภอใดของจังหวัดเชียงใหม่ เราชาวจังหวัดเชียงใหม่จะส่งตัวแทนเข้าไปประท้วงขับไล่ในทุกเส้นทาง


ในฐานะประชาชนคนไทย เราหวังว่าด้วยคำแถลงการณ์นี้ หากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้รับทราบแล้ว และเห็นแก่ความสงบสุขของประชาชนและประเทศชาติ เราหวังว่าท่านคงจะงดการเดินทางมาสร้างความเดือดร้อนให้แก่พวกเราชาวจังหวัดเชียงใหม่ แต่หากท่านได้รับทราบแล้วยังคงดึงดันจะเดินทางเข้ามาในจังหวัดเชียงใหม่เพื่อมาทำความเดือดร้อนให้แก่พวกเราให้ได้ แม้พวกเราชาวจังหวัดเชียงใหม่จะรักและปรารถนาความสงบ สันติสักเท่าไร พวกเราก็พร้อมจะต่อสู้กับท่านตามวิธีการของเรา เราจะต่อสู้กับอำมาตยารุ่นสุดท้าย ผู้ไม่มีความจริงใจต่อตัวเอง และประชาชน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ “ โมฆะบุรุษประชาธิปไตย ”

แถลงการณ์มาให้เป็นที่รับทราบโดยทั่วกัน

ชาวเชียงใหม่ผู้รักประชาธิปไตย

ศูนย์ประสานงานกลาง แดงเชียงใหม่เพื่อประชาธิปไตย

หนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่


ศูนย์ประสานงานกลาง แดงเชียงใหม่เพื่อประชาธิปไตย

ที่ 005 / 2552
วันอังคารที่ 24 พฤศจิกายน 2552
เรื่อง ชี้แจงการดำเนินงานประท้วงไม่ต้อนรับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

เรียน นายอมรพันธุ์ นิมานันท์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่

สิ่งที่แนบ แถลงการณ์ ชาวเชียงใหม่ผู้รักประชาธิปไตย

ตามที่จะมีการประชุมสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศ ครั้งที่ 27 ที่จังหวัดเชียงใหม่ ในวันที่ 27 – 29 พฤศจิกายน 2552 ณ โรงแรมเลอเมอร์ริเดียน ในฐานะประชาชนชาวจังหวัดเชียงใหม่ มีความยินดี และขอต้อนรับสมาชิกหอการค้าทั่วประเทศที่เดินทางมาร่วมประชุมสัมมนาในครั้งนี้

ตามกำหนดการประชุมสัมมนา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะเดินทางมาปาฐกถาพิเศษ เรื่อง บทบาทในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ เพื่ออนาคตประเทศไทย และปิดการสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศ ในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2552 นั้น เนื่องจากสถานการณ์ทางการเมืองของประเทศไทย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นผู้หนึ่งที่ทางฝั่งของประชาชนคนเสื้อแดงมองเห็นว่าคือ ร่างทรงของฝ่ายเผด็จการอำมาตย์ที่ทำลายประเทศชาติ และ ระบอบประชาธิปไตย พฤติกรรมของนายนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นไปตามแถลงการณ์ที่แนบเป็น “โมฆะบุรุษประชาธิปไตย” ที่คนเสื้อแดงไม่ต้อนรับ และจะมีการชุมนุมประท้วงขับไล่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่จะเดินทางมาในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ในครั้งนี้

การออกมาชุมนุมขับไล่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในครั้งนี้จะเป็นไปตามข้อกฎหมาย เป็นการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ เพราะฉะนั้นหากมีเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์เกิดขึ้น ขอให้แน่ใจได้ว่าจะไม่ใช่เป็นการกระทำของคนเสื้อแดงเรา ส่วนจะเป็นใครผู้ใดนั้น ขอให้เจ้าหน้าที่บ้านเมืองจัดการตามหน้าที่

ในการออกมาประท้วงขับไล่ของประชาชนคนเสื้อแดงในครั้งนี้ หากทำให้เกิดปัญหากระทบต่อการดำเนินกิจกรรมของท่านอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี คนเสื้อแดงเรากราบขออภัย เพราะการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองก็มีความจำเป็นต่อประเทศชาติและบ้านเมืองเช่นกัน

จึงเรียนมาเพื่อทราบ

ด้วยความเคารพ

( นายพีรพล มรกต )
( รองเลขาธิการศูนย์ประสานงานกลางฯ )
โทร.086-9110208

พิศวงรูปสมัครชุดขาวขึ้นจอไหว้ลาสภาไฟดับพรึ้บ จักรภพเผยยิ่งใหญ่ลั่นจะมาร่วมงานศพ

ที่มา Thai E-News



รักและผูกพัน-นายนิคม มีไวยรัชพานิช รองประธานวุฒิสภา พร้อมด้วยนายวิทวัส บุญญสถิตย์ ส.ว. นำรูปของนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกฯ แสดงต่อผู้สื่อข่าว หลังจากปรากฎภาพดังกล่าวแสดงบนจอโปรเจคเตอร์ปริศนาประมาณ 4 วินาทีและเกิดไฟดับพรึ่บ โดยนายนิคมเชื่อว่านายสมัครมาลาสภา ซึ่งมีความผูกพันอย่างยิ่งเป็นครั้งสุดท้าย


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
24 พฤศจิกายน 2552




มติชนออนไลน์รายงานว่า ได้เกิดเหตุชวนขนหัวลุกในระหว่างการประชุมวุฒิสภา เพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ โดยเมื่อวุฒิสภาได้พิจารณาร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวมาจนถึงช่วงเวลา13.28 น. ซึ่งเป็นช่วงที่นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม ในช่วงการลงมติมาตรา 15 แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 28/1 เกี่ยวกับการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อฟ้องคดี ปรากฏว่า ระหว่างที่รอผลการลงคะแนนทางจอมอนิเตอร์ในห้องประชุมอยู่นั้น สมาชิกวุฒิสภาที่นั่งอยู่ในห้องประชุมก็ถึงกับอึ้งเมื่อมีภาพนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งถึงแก่อนิจกรรมด้วยโรคมะเร็งเมื่อช่วงเช้าวันนี้ ปรากฏบนจอโปรเจกเตอร์สำหรับประกาศผลคะแนนในการลงมติ ซึ่งอยู่บริเวณข้างบัลลังก์ประธาน ในชุดขาวพระราชทานเต็มยศ กำลังยกมือไหว้ โดยปรากฏค้างหน้าจออยู่ประมาณ 4 วินาทีก็หายไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เหตุการณ์ดังกล่าว ส.ว.หลายคนต่างจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์ ขณะที่นายนิคม พร้อมด้วยส.ว.ส่วนหนึ่งได้รุดขึ้นไปตรวจสอบเรื่องดังกล่าวถึงห้องควบคุมภาพและผลการลงคะแนนบริเวณชั้น 3 ของอาคารรัฐสภา ก่อนเปิดเผยด้วยสีหน้าตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัดว่า ได้ตรวจสอบแล้ว รู้สึกขนลุก เพราะไม่มีเจ้าหน้าที่คนใดทราบเรื่อง และไม่รู้สาเหตุว่าทำไมจู่ๆถึงมีภาพของนายสมัครปรากฏออกมา ขณะนั้นตนนั่งเป็นประธานที่ประชุมอยู่ด้วย ไม่ทราบเรื่องนี้ แต่ส.ว.ที่นั่งอยู่ในห้องประชุมตะโกนว่า "ท่านสมัคร มา" จึงต้องรีบขึ้นไปตรวจสอบว่าเรื่องดังกล่าวเกิดได้อย่างไร

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ระหว่างที่นายนิคมและคณะส.ว.กำลังตรวจสอบเรื่องดังกล่าวอยู่นั้น ปรากฏว่าไฟในอาคารรัฐสภาก็ดับพรึ่บประมาณ 1 นาที สร้างความตกตะลึงให้กับบรรดาส.ว.และเจ้าหน้าที่รัฐสภาเป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้นายนิคม ได้นำภาพนายสมัครยกมือไหว้ที่ปรากฏในห้องประชุมสภา ซึ่งปรินท์ออกจากคอมพิวเตอร์ขนาดเอสี่ ก่อนจะเปิดเผยว่า "สงสัยท่านมาลาเรา ในช่วงที่ผมเป็นประธานที่ประชุม เพราะผมเคยเป็นลูกน้องเก่าของท่านสมัยที่เป็นรองปลัดฯกทม.ด้วย"

นายคัมภีร์ ดิษฐากรณ์ รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งรับผิดชอบดูแลสถานีวิทยุและสถานีโทรทัศน์รัฐสภา กล่าวว่า กำลังให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงอยู่ เพราะดูจากรูปที่ปรากฏนั้น ทางสภาฯไม่มีสต็อกของรูปนี้เก็บไว้ เบื้องต้น สันนิษฐานว่า น่าจะมีความผิดพลาดเกิดขึ้น อาจจะเป็นภาพข่าวอินเตอร์เน็ต ส่วนสาเหตุที่ไฟตกในช่วงบ่ายเป็นเพราะวันนี้มีการใช้กำลังไฟสูงมากกว่าปกติ เนื่องจากมีการเตรียมความพร้อมในการจัดงานยุติความรุนแรงต่อเด็กและสตรี ในวันที่ 25 พฤศจิกายนนี้



จักรภพส่งคำไว้อาลัยจากแดนไกล เผยจะพยายามมางานปลงศพ

นายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในยุครัฐบาลนายสมัคร ได้ส่งคำไว้อาลัยดังนี้
"คำไว้อาลัยฯพณฯ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีคนที่ ๒๕ ของประเทศไทย วันอังคารที่ ๒๔ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๕๒

ฯพณฯ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีคนที่ ๒๕ ของประเทศไทย ได้จากเราไปแล้วในวันนี้ (วันอังคารที่ ๒๔ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๕๒) ในฐานะคนไทยคนหนึ่งที่มีความรักและเคารพท่านอย่างสูง และในฐานะผู้ใต้บังคับบัญชาในรัฐบาลที่ท่านเป็นหัวหน้า ผมขอกราบท่านไปจากแดนไกลด้วยหัวใจที่ศรัทธาและเชื่อมั่น และเช่นเดียวกับ ฯพณฯ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่ได้ส่งข้อความผ่าน ทวิตเตอร์มาก่อนหน้านี้

ผมรู้สึกเสียใจที่ไม่ได้ไปร่วมงานสวดพระอภิธรรมของท่าน แต่จะพยายามไปร่วมงานปลงศพในวันใดก็ตามที่ครอบครัวของท่านกำหนดขึ้น ทั้งนี้ขึ้นกับสถานการณ์ทางการเมืองในอนาคต

ฯพณฯ นายสมัคร สุนทรเวช เป็นผู้ใหญ่ที่มีจิตใจมั่นคงและมีภาวะผู้นำทางการเมืองอันสูงยิ่ง ในขณะที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ผมได้เห็นการตัดสินใจอันสุขุมรอบคอบ และได้รับความรู้ตลอดจนความกรุณาจากท่านในหลายกรณี โดยเฉพาะเมื่อผมถูกกล่าวร้ายว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ จนภายหลังต้องลาออกจากตำแหน่งทางการเมืองนั้น ฯพณฯ นายสมัครฯ มีความหนักแน่น และโอบอุ้มผมจนนาทีสุดท้าย ท่านไม่ยอมให้ศัตรูของฝ่ายประชาธิปไตยเข้ามาทำร้ายผู้ใต้บังคับบัญชาของท่าน จนท่านเองก็เสี่ยงภัยทางการเมือง นี่คือสิ่งที่ผมจะจดจำไปชั่วชีวิต

ขอให้ดวงวิญญาณอันมั่นคงของท่านไปสู่สัมปรายภพเถิด.

ด้วยความเคารพอย่างสูง
นายจักรภพ เพ็ญแข
อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี



นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ถึงแก่อนิจกรรมลงอย่างสงบในเวลาเช้าวันนี้ นอกจากสีสันทางการเมืองที่เป็น"ดาวค้างฟ้าการเมืองไทย"อย่างหาตัวจับยาก นายสมัครยังเป็นนายกรัฐมนตรีที่พ้นตำแหน่งแบบประหลาดที่สุดในโลก จนมีการเสียดกันด้วยถ้อยคำว่า"ทำกับข้าวถูกปลด เป็นกบฎถูกปล่อย"

เช้าวันนี้ (24 พ.ย.) นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ถึงแก่อนิจกรรมแล้วที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ วงการเมือง วงการสื่อ ประชาชนทั้งประเทศ ต่างไว้อาลัยให้นักการเมืองผู้เต็มไปด้วยสีสันผู้นี้

อย่างไรก็ตามไม่มีการรามือให้สำหรับพวกพันธมิตรหัวใจบอดที่ได้พากันกล่าวประณามสาปแช่งอดีตนายกรัฐมนตรีผ่านเวบผู้จัดการASTV เช่น

ความคิดเห็นที่ 180

แสดงความเสียใจกับญาติมิตร
และ เวรกรรมมีจริง ไม่ต้องรอชาติหน้า
ทำอะไรไว้ก็ได้ผลตอบแทน
คนๆนี้ จะ RIP หลับให้สบาย หรือไปใช้กรรมในนรก ก็ตามผลกรรมที่เขาทำไว้
ฺำืBenjamin

ความคิดเห็นที่ 40

ขอความกรุณาว่าถึงแม้มันจะตายไปแล้วจงอย่ายกย่องย้อนหลังไอัสถุนตัวนี้เป็นอันขาด มันทำบาปกรรมหนักกับคนไทยและประเทศชาติไว้มากมายคือปลุกระดมคนไทยให้ฆ่ากัน ฉ้อฉลโกงกินหน้าด้านๆ ทำร้ายประเทศไทย จาบจ้วงพระอรหันต์ ไม่จำเป็นต้องกล่าวชมอะไรมันเพื่อเป็นการลูบหน้าปะจมูก ตอนมันมีชีวิตอยู่มีแต่สร้างความทุกข์เดือดร้อนเสียหายให้กับชาติ เลวก็คือเลว ชั่วอย่างนี้จริงๆ แล้วสมควรตายในคุกและไปรับกรรมต่อในนรก

ความคิดเห็นที่ 179

ผลกรรมที่ได้สะสมไว้ตลอดขีวิต ท่านคงจะต้องลงไปเพื่อชดใช้เวรกรรมของท่าน ดวงวิญญาณของท่านคงจะไม่ไปสู่สุขคติ
ต้องชดใช้กรรมที่ท่านสะสมไว้


ซึ่งการกระทำดังกล่าวถือเป็นเรื่องไร้มารยาทอย่างสิ้นเชิง หลังจากก่อนหน้านั้นกลุ่มพันธมิตรเคยไปยกป้ายรังควานช่วงที่อดีตนายกรัฐมนตรีเคยไปรักษาตัวที่สหรัฐฯ

ประวัติ

นายสมัคร สุนทรเวช เป็นบุตรของ เสวกเอกพระยาบำรุงราชบริพาร (เสมียน สุนทรเวช) กับ คุณหญิงบำรุงราชบริพาร (อำพัน จิตรกร) เป็นหลานลุงของมหาเสวกตรี พระยาแพทย์พงศาวิสุทธาธิบดี (สุ่น สุนทรเวช) นายแพทย์ประจำพระองค์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และเป็นหลานตาของมหาเสวกตรี พระยาอนุศาสน์จิตรกร (จันทร์ จิตรกร) จิตรกรประจำสำนัก

นายสมัครเป็นบุตรคนที่ 4 ในจำนวนพี่น้อง 6 คน ดังนี้
พ.อ.(พิเศษ) พ.ญ.มยุรี พลางกูร - อดีตรองผู้อำนวยการโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า
นางเยาวมาลย์ ราชวังเมือง - ประกอบธุรกิจส่วนตัว
พล.อ.อ.สมมต สุนทรเวช - อดีตที่ปรึกษา ทอ. (ถึงแก่กรรมแล้ว)
นายสมัคร สุนทรเวช
นายมโนมัย สุนทรเวช - พนักงานรัฐวิสาหกิจ
นายสุมิตร สุนทรเวช - นักการเมือง หัวหน้าพรรคประชากรไทย

นายสมัคร สมรสกับ คุณหญิงสุรัตน์ สุนทรเวช ที่ปรึกษาด้านการเงินของบริษัทในเครือเจริญโภคภัณฑ์ มีบุตรสาวฝาแฝด คือ กานดาภา และกาญจนากร ปัจจุบันสมรสแล้วทั้งคู่ จากการที่ภรรยาทำงานอยู่กับบริษัทเอกชนมาตั้งแต่ พ.ศ.2505 สถานะการเงินของภรรยาจึงมั่นคงพอที่จะดูแลครอบครัวได้ นายสมัครเลยมิได้ทำงานประจำให้กับหน่วยงานใด และได้ทำงานด้านการเมืองเพียงอย่างเดียว มาตั้งแต่ พ.ศ.2516

การศึกษา

ก่อนประถมศึกษา : โรงเรียนสตรีบางขุนพรหม
ระดับประถมศึกษา : โรงเรียนเทเวศร์ศึกษา
ระดับมัธยมศึกษา : โรงเรียนเซนต์คาเบรียล
ระดับอาชีวศึกษา : โรงเรียนอัสสัมชัญพาณิชย์
ระดับอุดมศึกษา : นิติศาสตรบัณฑิต คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ประสบการณ์ทางการเมือง

นายสมัครเริ่มต้นชีวิตการเมืองโดยสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อ พ.ศ.2511 เริ่มลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาเทศบาลกรุงเทพมหานคร ใน พ.ศ.2514 และลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรก ใน พ.ศ.2518 ในชีวิตการเมืองเคยดำรงตำแหน่งสำคัญหลายตำแหน่งตลอดเวลาที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมัครได้รับการแต่งตั้งในคณะรัฐมนตรีหลายตำแหน่ง ได้แก่

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในรัฐบาล หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช 2 (15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2518 - 13 มีนาคม พ.ศ. 2518)
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในรัฐบาล หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช 3 (20 เมษายน พ.ศ. 2519 - 23 กันยายน พ.ศ. 2519)
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในรัฐบาล นายธานินทร์ กรัยวิเชียร (8 ตุลาคม พ.ศ. 2519 - 19 ตุลาคม พ.ศ. 2520)
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ 2 (30 เมษายน พ.ศ. 2526 - 5 สิงหาคม พ.ศ. 2529)
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ (9 ธันวาคม พ.ศ. 2533 - 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534)
รองนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาล พล.อ.สุจินดา คราประยูร (7 เมษายน พ.ศ. 2535 - 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2535)
รองนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาล นายบรรหาร ศิลปอาชา (13 กรกฎาคม พ.ศ. 2538 - 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2539)
รองนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ (25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2539 - 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2540)
นายกรัฐมนตรี (29 มกราคม - 9 กันยายน พ.ศ. 2551)

ผู้ว่าคะแนนล้านคนเดียวของกทม.

ชาวกรุงเทพมหานครเลือกนายสมัครเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครด้วยคะแนนเสียงเกินล้านคะแนนเป็นคนแรก และยังไม่มีใครทำลายสถิติลงได้จนบัดนี้

เมื่อครบวาระ 4 ปี นายสมัครตัดสินใจไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สมัยที่ 2 แต่เบนเข็มมาลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร ในการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2549 ผลการนับคะแนน นายสมัคร สุนทรเวช ได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา ด้วยคะแนนเสียงเป็นอันดับสองของประเทศ รองจาก ร.ต.อ.นิติภูมิ นวรัตน์ ที่ได้คะแนนเสียงเป็นอันดับที่ 1 แต่ ร.ต.อ.นิติภูมิ ยังไม่ทันได้รับการรับรองตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง เนื่องจากมีผู้ร้องเรียนเรื่องการไปขึ้นเวทีปราศัยของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่อาจถือได้ว่าเป็นการหาเสียง และขัดต่อกฎหมายเลือกตั้ง ก่อนที่จะมีการชี้ขาดเรื่องดังกล่าว การเลือกตั้งวุฒิสภา พ.ศ.2549 ก็ได้ถูกยกเลิก เนื่องจากเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ.2549 ทำให้นายสมัครต้องพ้นจากตำแหน่ง โดยไม่มีโอกาสได้ปฏิบัติหน้าที่ใดๆ ในฐานะสมาชิกวุฒิสภา

การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

นายสมัคร สุนทรเวช ทำพิธีรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ที่บ้านพัก นายสมัคร สุนทรเวช แถลงข่าว ที่ศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาลดูเพิ่มที่ การลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย มกราคม พ.ศ. 2551 และ คณะรัฐมนตรีคณะที่ 57 ของไทย

เมื่อวันที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2551 สภาผู้แทนราษฎรมีมติเห็นชอบให้นายสมัครเป็นนายกรัฐมนตรี โดยมี นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี วันที่ 6 กุมภาพันธ์ นายสมัครยังได้รับโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม อีก 1 ตำแหน่ง ซึ่งเป็นพลเรือนคนที่ 3 ที่ดำรงตำแหน่งนี้ แต่ยังถูกกล่าวหาจากกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยถึงการดำรงตำแหน่งของนายสมัคร สุนทรเวช นี้ว่าเป็นนอมินี(ตัวแทน)ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีที่ถูกศาลตัดสินลงโทษจำคุกในข้อหาเซ็นชื่อยินยอมให้ภรรยาซื้อที่ดินตามกฎหมาย

ทำกับข้าวถูกปลด เป็นกบฎถูกปล่อย

ต่อมาวันที่ 9 กันยายน พ.ศ.2551 นายชัช ชลวร ประธานตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ พร้อมคณะ ได้ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัยในกรณีที่ประธานวุฒิสภาส่งความเห็นของสมาชิกวุฒิสภาและคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความสิ้นสุดการเป็นนายกรัฐมนตรีของนายสมัคร ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาตรา 267 ประกอบมาตรา 182(7) เนื่องจากรับเป็นพิธีกรกิตติมศักดิ์ ของรายการ “ชิมไปบ่นไป” และ “ยกโขยง 6 โมงเช้า” ซึ่งคณะตุลาการฯ มีมติเป็นเอกฉันท์ 9 ต่อ 0 เสียง เห็นว่านายสมัครกระทำต้องห้ามขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 267 เรื่องคุณสมบัติของนายกรัฐมนตรี จึงทำให้นายสมัครสิ้นสุดความเป็นนายกรัฐมนตรีลง แต่ให้คณะรัฐมนตรีรักษาการไปจนกว่าจะมีนายกรัฐมนตรีคนใหม่

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2551 นายสมัครยังได้ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคพลังประชาชนอย่างไม่เป็นทางการ โดยให้เหตุผลว่าได้ทำหน้าที่หัวหน้าพรรคและรักษาระบอบประชาธิปไตยอย่างดีที่สุดแล้ว จึงขอยุติบทบาททางการเมือง ส่วนการดำเนินการตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ให้ขึ้นอยู่กับพรรค

เผชิญหน้าพันธมารหัวใจบอด ก่อนกลับมาถึงอนิจกรรมในไทย

หลังพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นายสมัครเคยเดินทางไปรักษาตัวที่สหรัฐฯแต่ไม่วายโดนพวกพันธมิตรหัวใจบอดในสหรัฐฯไปยกป้ายประท้วงว่า"เวรกรรมมีจริง" จนทำให้คนไทยทั่วโลกพากันประณามคนกลุ่มนี้ ต่อมานายสมัครเข้าพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ระหว่างวันที่ 3 ตุลาคม - 3 พฤศจิกายน พ.ศ.2551 เนื่องจากป่วยเป็นโรคมะเร็งตับ โดยไม่เป็นที่เปิดเผยมากนักแต่พันธมิตรยังพูดในทำนองสาปแช่งนายสมัครตลอด โดยเฉพาะนางสาวอัญชลี ไพรีรักษ์ ผู้ดำเนินรายการเวทีหญิงของพันธมิตร


แม้แต่ข่าวของเวบASTVผู้จัดการเรื่องการถึงแก่อนิจกรรมของสมัคร ก็ยังปล่อยให้พวกหัวใจบอดเข้ามาสาปแช่งให้ร้ายอดีตนายกรัฐมนตรีผู้วายชนม์อย่างไร้สำนึกของความเป็นมนุษย์

ปกติเวบผู้จัดการASTVมักจะเซ็นเซอร์ข้อความที่มีผู้แสดงความคิดเห็นท้ายข่าวอย่างระมัดระวังไม่ให้เป็นผลเสียต่อกลุ่มการเมืองของตน หรือบางข่าวก็งดไม่ให้แสดงความคิดเห็นเลย แต่สำหรับข่าวนี้ได้เปิดฟรีเต็มที่

ภาพหลักฐานตำตาใครหว่า?ขนต่างด้าวมาม็อบ มาร์คเหลิงอำนาจประกาศกฎหมายติดหนวดแล้ว

ที่มา Thai E-News


1ภาพVSพันคำ:มาร์ค-เทือก-ขนเพชรใส่ไฟเสื้อแดงขนต่างด้าวมาม็อบ เลยต้องประกาศพรบ.ความมั่นคง28พ.ย.-14ธ.ค.นี้..ทำไมภาพและความจริงมันเป็นคนละเรื่องกับคำพูดสวะๆของหัวโจกรัฐบาลหุ่นเชิด?!

ลูกพม่ากู้ชาติ

ลูกจีนรักชาติ

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
24 พฤศจิกายน 2552

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีภายหลังประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ในพื้นที่กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 28 พ.ย. - 14 ธ.ค.นี้ เพื่อให้เกิดความเรียบร้อยในเรื่องการชุมนุม

ส่วนที่มีข่าวนายสุเทพ เทือกสุบรรณ กล่าวว่าจะมีคนต่างด้าวร่วมการชุมนุมด้วยนั้น มีความชัดเจนอย่างไร นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ในบางพื้นที่มีข่าวความเคลื่อนไหวในลักษณะนี้อยู่ ซึ่งทางกระทรวงแรงงาน ได้เข้มงวดกวดขันอยู่ในขณะนี้

ก่อนการชุมนุมใหญ่ของนปช.ในวันที่28พ.ย.นี้ เราขอนำแถลงการณ์ฉบับหนึ่งซึ่งองค์กรนักศึกษานำโดยสนนท. นักวิชาการ นักกิจกรรมสังคม นักสหภาพแรงงาน นักเขียน ศิลปิน องค์กรภาคประชาชนเคยออกแถลงการณ์ฉบับหนึ่งเมื่อวันที่17ต.ค.ที่ผ่านมา เรียกร้องให้ทุกฝ่ายไม่ใช้ความรุนแรงต่อผู้ชุมนุมนปช.เสื้อแดง จี้รัฐบาล,สื่อ,เอ็นจีโอ-องค์กรสิทธิ-นักวิชาการอย่า2มาตรฐานกับม็อบ เผยร่อนแถลงการณ์ถึงองค์กรบุคคลที่เคยออกมาให้ท้ายปกป้องพันธมิตรเป็นประจำให้ร่วมลงนามด้วยแต่ไม่มีการตอบรับแต่อย่างใด


สำหรับรายละเอียดของแถลงการณ์มีดังต่อไปนี้

แถลงการณ์ ขอเรียกร้องไม่ให้ใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุม

ตามที่แนวร่วมต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือกลุ่มคนเสื้อแดงจะจัดการชุมนุมขึ้น และมีความวิตกกังวลกันว่าอาจมีแนวโน้มที่อาจเกิดความรุนแรงได้นั้น พวกเรา ซึ่งมีรายนามดังแนบท้ายแถลงการณ์นี้ ขอเรียกร้องมายังทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ดังต่อไปนี้

1.รัฐบาล,กองทัพ,ตำรวจ และชนชั้นนำ ไม่ควรเลือกปฏิบัติเป็น2มาตรฐาน โดยสมควรต้องยกเลิกการประกาศพ.ร.บ.ความมั่นคง และให้ประชาชนทุกฝ่ายสามารถจัดการการชุมนุมได้โดยสงบ ปราศจากอาวุธ ตามรัฐธรรมนูญ เว้นแต่จะเกิดเหตุความไม่สงบขึ้น จึงสมควรจะประกาศบังคับใช้พ.ร.บ.ความมั่นคง ทั้งนี้ต้องไม่ให้กองกำลังทหาร ซึ่งไม่ได้ฝึกฝนมาควบคุมฝูงชนเข้าทำหน้าที่ควบคุมฝูงชน และสมควรต้องเร่งผลักดันกฎหมายการชุมนุมสาธารณะออกมาบังคับใช้เพื่อควบคุมการชุมนุมเป็นไปตามมาตรฐานสากลโดยเร็ว

2.ผู้รับผิดชอบการจัดการชุมนุม โดยเฉพาะแกนนำนปช.ต้องควบคุมจัดการการชุมนุมให้เป็นไปโดยสงบ ปราศจากอาวุธ ตามรัฐธรรมนูญ ไม่ยั่วยุให้ก่อความรุนแรง หรือยึดสถานที่ราชการแบบที่กลุ่มพันธมิตรเคยปฏิบัติ แม้การกระทำเช่นนั้น จะยังไม่ถูกดำเนินคดีถึงขั้นจำคุกตามกฎหมายก็ตาม หากเกิดความรุนแรงใดๆจากการที่ไม่สามารถควบคุมการชุมนุมได้ หรือนำไปสู่ความรุนแรง ย่อมเป็นความรับผิดชอบของแกนนำ หรือผู้จัดการชุมนุมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่วนผู้ชุมนุมพึงใช้สิทธิตามกฎหมาย หลีกเลี่ยงการยั่วยุให้เกิดความรุนแรงใดๆ

3.สื่อมวลชน ต้องนำเสนอข่าวการชุมนุมด้วยความเป็นกลาง ปราศจากอคติใดๆ หรือชี้นำให้เกิดความรุนแรง หลีกเลี่ยงการยั่วยุใดๆ เหมือนที่เคยปฏิบัติมาในช่วงเหตุการณ์ชุมนุมเมื่อตอนสงกรานต์ที่ผ่านมา

4.นักสิทธิมนุษยชน นักวิชาการ และองค์การพัฒนาภาคเอกชน ทั้งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และองค์กรสิทธิมนุษยชนภาคเอกชน และนักวิชาการ สมควรต้องออกมาแสดงบทบาทเหมือนกับที่เคยออกมาสนับสนุนให้พันธมิตรจัดการชุมนุม"โดยสันติวิธี"ทุกครั้งทุกโอกาส และสมควรต้องออกมาเรียกร้องไม่ให้รัฐใช้ความรุนแรงแบบเดียวกับที่เคยปฏิบัติมา หากเพิกเฉยย่อมแปลความเป็นอย่างอื่นมิได้ นอกจากเป็นการยอมรับว่า ปฏิบัติเป็น2มาตรฐาน ให้ท้ายพันมิตร แต่เพิกเฉยหรือซ้ำเติมต่อ นปช. เหมือนที่ตอนสงกรานต์ เคยออกแถลงการณ์สนับสนุนให้รัฐบาลปราบปราม นปช.มาแล้ว ซึ่งเป็นพฤติการณ์ที่น่าอับอาย

5.นักกิจกรรมสังคมที่ต้องการสันติ เช่น กลุ่มริบบิ้นขาว,สถาบันพระปกเกล้า,กลุ่มรณรงค์หยุดทำร้ายประเทศไทย ที่เคยออกมารณรงค์ให้"ทุกฝ่าย"ไม่ใช้ความรุนแรงต่อกัน ตอนนี้ได้เวลาที่ต้องออกมาแสดงบทบาทแล้ว หากเพิกเฉยก็อาจเข้าข่ายเลือกปฏิบัติ 2 มาตรฐาน

6.ประชาชน พึงทราบและตระหนักว่าการจัดการชุมนุมทางการเมืองโดยสงบ ปราศจากอาวุธเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ และความขัดแย้งทางการเมือง ถือเป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตย และจะทำให้ประชาธิปไตยพัฒนาก้าวหน้า พึงเข้าใจว่าคนที่มาร่วมการชุมนุมทางการเมืองนั้น ส่วนมากเป็นคนที่กระตือรือร้นต่อการพัฒนาชาติบ้านเมือง เป็นคนที่มีครอบครัว มีเลือดเนื้อ มีจิตใจเช่นเดียวกับคนไทยทั่วไป ไม่ได้เป็น"อื่น" ประชาชนจึงสมควรจะสนับสนุนกิจกรรมการชุมนุมตามระบอบประชาธิปไตย ตราบเท่าที่ไม่ละเมิดกฎหมาย และละเมิดสิทิเสรีภาพของผู้อื่น

ด้วยความเชื่อมั่น

17 ตุลาคม 2552

องค์กรและบุคคลที่ร่วมลงนาม

อนุธีร์ เดชเทวพร เลขาธิการ สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.)
พงษ์สุวรรณ สิทธิเสนา สถาบันเพื่อการพัฒนาเยาวชนประชาธิปไตย มหาวิทยาลัยรามคำแหง
ยุทธนา ดาศรี เลขาธิการนิสิตนักศึกษาภาคอีสาน มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
นฤมล มีสมบัติ กรรมการบริหาร สนนท. ( ม.รามคำแหง )
อัมรีย์ เด กรรมการบริหาร สนนท. (ม.กรุงเทพธนบุรี)
ฉัตรสุดา หาญบาง กรรมการบริหาร สนนท.( มรฏ.สวนดุสิต)
ยุทธนา ภักดีหาญ กลุ่มยอป่า มหาวิทยาลัยขอนแก่น
วิศรุต บุญยา เครือข่ายนักศีกษาพิทักษ์ประชาชน รามคำแหง
วิภา ดาวมณี กรรมการเครือข่ายเดือนตุลา
ไพโรจน์ จันทรนิมิ ประธานชมรมนักข่าวเพื่อเสรีภาพไทย
พิษณุ ไชยมงคล ผู้อำนวยการ สำนักเรียนรู้การกระจายอำนาจและปกครองตนเอง
วัฒนะ วรรณ องค์กรเลี้ยวซ้าย
เทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกกลุ่มประกายไฟ
สุชาติ เศรษฐมาลินี สถาบันศาสนา วัฒนธรรมและสันติภาพ มหาวิทยาลัยพายัพ
สมศักดิ์ ภักดิเดช กรรมการชมรมนักข่าวเพื่อเสรีภาพไทย
สิทธิ์ จันทาเทศ สหภาพแรงงานกรุงเทพผลิตเหล็ก
บุญผิน สุนทราลักษ์ สหภาพแรงงานกรุงเทพผลิตเหล็ก
นายสัณหณัฐ นกเล็ก องค์กรเสรีปัญญาชน
พรมมา ภูมิพันธ์ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอ การตัดเย็บเสื้อผ้า และผลิตภัณฑ์หนัง แห่งประเทศไทย(ส.พ.ท.)
สหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอ การตัดเย็บเสื้อผ้า และผลิตภัณฑ์หนัง แห่งประเทศไทย(ส.พ.ท.)
สหภาพแรงงานไทยอคริลิคไฟเบอร์
สหภาพแรงานสหกิจวิศาล
กิติภูมิ จุฑาสมิต นายแพทย์8 โรงพยาบาลภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ
พฤกษ์ เถาถวิล คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
สลิสา ยุกตะนันทน์ นักศึกษาปริญญาโท University of Warwick
ภัควดี วีระภาสพงษ์
ชำนาญ จันทร์เรือง
ใจ อึ๊งภากรณ์
จิรวัฒน์ เทียนเงิน
เขมนิจ เสนาจักร
ครรชิต พัฒนโภคะ องค์กรเลี้ยวซ้าย
ชัยนรินทร์ กุหลาบอ่ำ สมัชชาสังคมก้าวหน้า
บุญธิดา อาจารยางกูร สมัชชาสังคมก้าวหน้า
ภัทรพล เสนาจักร
บุหงา เสนาจักร
ปรินดา วานิชสันต์
จักรภพ เพ็ญแข
นุชรินทร์ ต่วนเวช
สุณี ครองพิพัฒน์สุข
อาทร ทศพหล
น.ส.วัลภา ทันตานนท์
สุรีย์ มิ่งวรรณลักษณ์
วิทยา อาภรณ์
ประสาท ศรีเกิด
พิชิต พิทักษ์
เก่งกิจ กิติเรียงลาภ
วิโรจน์ ดุลยโสภณ
เจษฎา โชติกิจภิวาทย์
อาณัติ สุทธิเสมอ
ศรายุทธ ตั้งประเสริฐ
Tanaporn Tornros
รุ่งโรจน์ วรรณศูทร
ยรรยง ลูกชาวดิน กลุ่มชาวดิน ออนเน็ต
คณิตศาสตร์ สารบุญมา
อรรคพล สาตุ้ม
วิทยา เล้าประเสริฐ
ทิพย์สุดา เณรทอง
ชัยอนันต์ ทินกูล
นางสาวจินตภัทร์ แถมพูลสวัสดิ์
นางสาวทารินี ทรงเกียรติธนา
เดโช กำลังเกื้อ
นพดล ทิพยชล
พศิน สุนทราธนกุล
กานต์ ทัศนภักดิ์
ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์
ธีระพล อันมัย อาจารย์คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
ผศดร.ศิรภัสสรศ์ วงศ์ทองดี คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ
เอกรินทร์ ต่วนศิริ นักศึกษาปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
อุเชนทร์ เชียงเสน นักศึกษาปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์
นายวรวิทย์ ไชยทอง นิสิตภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ
นาง ธนพร ทรอนโรส
ธนโชติ วงจันทร์ชมภู นสพ.ไทยเรดนิวส์
จิระวัฒน์ ทองแส
อรรถชัย อนันตเมฆ
ฯลฯ


*ขาประจำให้ท้ายพันธมิตรไม่มีใครร่วมลงชื่อด้วย

ทั้งนี้กลุ่มที่ออกแถลงการณ์ฉบับนี้ เปิดเผยด้วยว่า ได้แจ้งไปยังบุคคล หน่วยงาน องค์กรที่เคยมีบทบาทออกแถลงการณ์สนับสนุนให้พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจัดการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญ แม้แต่ละเมิดกฎหมาย เช่น การยึดทำเนียบรัฐบาล ยึดสนามบิน ในทุกโอกาส และกลุ่มที่เคยประกาศตัวเป็นกลางต่อต้านการใช้ความรุนแรงในการชุมนุมทางการเมือง เพื่อขอให้ร่วมลงนามในแถลงการณ์ครั้งนี้ด้วย แต่ไม่มีการตอบรับเข้าร่วมลงนามแต่อย่างใด

สำหรับบุคคลและองค์กรดังกล่าว ประกอบไปด้วย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย , สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ,สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ,สำนักสันติวิธี สถาบันพระปกเกล้า ,คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ,มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ,นายกสภาทนายความ ,เลขาธิการสภาทนายความ ,นายไพโรจน์ พลเพชรประธานกป.อพช.,ดร.โคทม อารียา ,อดีตนายกฯอานันท์ ปันยารชุน ,ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล และ ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ เป็นต้น


คณะผู้จัดทำแถลงการณ์ฉบับนี้กล่าวว่า อาจมีหลายสาเหตุที่กลุ่มบุคคลและองค์กรที่เคยออกแถลงการณ์ให้ท้ายพันธมิตร และกลุ่มที่เป็นกลางต้องการสันติวิธีไม่ได้ลงนามร่วมในแถลงการณ์ฉบับนี้ เช่น ไม่ได้เปิดอ่านอีเมล์ หรืออาจจะเพราะไม่เห็นด้วยกับแถลงการณ์ฉบับนี้ แต่ก็น่าประหลาดใจว่าบุคคลและองค์กรเหล่านี้ดูจะกระตือรือร้นเป็นพิเศษในการให้ท้ายหรือปกป้องพันธมิตรมาในหลายกรณี