WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, November 25, 2009

ชีวิตหนี้

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน




ท่ามกลางความวุ่นวายจากเรื่องการเมือง และปัญหาไทย-กัมพูชา รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็สานต่อนโยบายประชานิยมเรื่องแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ

นี่เป็นนโยบายประชานิยมแน่นอน เพราะได้คะแนนเสียงเต็มๆ จากกลุ่มลูกหนี้ที่ต้องทนถูกโขกสับจากเจ้าหนี้มาเฟียทั้งหลาย

จากตัวเลขของรัฐบาลระบุว่ามีคนเป็นหนี้นอกระบบประมาณ 1 ล้านราย แต่หากดูคุณสมบัติของผู้ที่จะเข้าโครงการเชื่อว่าน่าจะได้รับการอนุมัติไม่ถึงครึ่ง

เงื่อนไขคร่าวๆ เป็นหนี้ก่อนวันที่ 19 พ.ย.52 ซึ่งเป็นวันเปิดโครงการ คิดดอกเบี้ยไม่เกิน 12% ต่อปี (ต่ำสุด 6% กรณีกู้ไม่เกิน 30,000 บาท) และต้องใช้บุคคลค้ำประกัน 1-2 คน ระยะเวลาผ่อนชำระไม่เกิน 8 ปี

โครงการนี้มีธนาคารหลายแห่งเข้าร่วมด้วย ซึ่งแน่นอนว่าตัวเลขการอนุมัติอาจจะไม่มากเท่าที่รัฐบาลต้องการ เพราะธนาคารก็ต้องดูความเสี่ยงของผู้กู้และผู้ค้ำประกันด้วย

ขณะเดียวกันนักวิชาการที่สำรวจเกี่ยวกับหนี้สินครัวเรือน มองว่าหนี้ในระบบโดยเฉพาะบรรดานอนแบงก์ หรือบัตรเครดิต ทั้งหลาย เป็นปัญหาที่ใหญ่กว่า และมีวงเงินมากกว่าหลายเท่า

แถมดอกเบี้ยก็ดุเดือดใกล้เคียงกันตก 20 % ขึ้นไปต่อปีทั้งสิ้น

เพียงแต่พฤติกรรมทวงนี้ไม่ดุเดือดเลือดพล่านเท่ากับหนี้นอกระบบเท่านั้น

จึงมีเสียงเรียกร้องให้ช่วยเหลือลูกหนี้กลุ่มนี้ด้วย

อย่างไรก็ตามไม่ว่าการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ จะช่วยได้มาก-น้อยแค่ไหน ก็ถือว่าเป็นนโยบายที่น่าชื่นชม เพราะอย่างน้อยก็ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้ประชาชนกลุ่มหนึ่ง

แต่สิ่งที่รัฐต้องคิดต่อก็คือเมื่อช่วยได้แล้ว ทำอย่างไรไม่ให้คนเหล่านี้กลับไปเป็นหนี้นอกระบบอีก!?

ต้องยอมรับประการหนึ่งว่าลูกหนี้นอกระบบคือบุคคลที่ไม่สามารถกู้ในระบบได้ ไม่ว่าจะเป็นบรรดาพ่อค้าแม่ค้าที่ไร้หลักประกัน หรือแม้แต่คนทำงานที่รูดบัตรเครดิตจนเต็มวงเงิน ไม่สามารถกู้เพิ่มได้แล้ว

เจ้าหนี้เงินกู้แม้จะโหด แต่การกู้ยืมเงินล้วนแต่เป็นความสมัครใจของลูกหนี้ทั้งสิ้น

เกือบ 100% ของลูกหนี้รู้อยู่เต็มอกว่าต้องถูกขูดรีดดอกเบี้ยขนาดไหน และหากไม่จ่ายตามนัดต้องเจอกับอะไรบ้าง

รู้ทั้งรู้แต่ก็ทำเพราะเหตุผลต่างๆ กันไป

รัฐบาลจึงต้องหาทางแก้ที่ต้นเหตุ ทั้งแนะนำการใช้ชีวิตพอเพียง การรู้จักเก็บออมเผื่อไว้เมื่อยามต้องใช้เงิน ฯลฯ

เพราะไม่เช่นนั้นแม้จะปัญหาหนี้นอกระบบในครานี้ได้ แต่เวลาไม่นานปัญหาเดิมๆ ก็จะกลับมา

ดีไม่ดีพวกที่เข้าโครงการ เมื่อผ่านไประยะเวลาหนึ่งอาจจะกลับไปกู้นอกระบบอีกครั้ง และชีวิตก็จะยิ่งสาหัสกว่าเก่าเพราะเท่ากับเป็นหนี้ 2 ทาง

ทั้งในและนอกระบบไปพร้อมๆ กัน

พลิกปูม"สมัคร สุนทรเวช" นายกฯคนที่ 25 ก่อนลาโลก

ที่มา ข่าวสด

รายงานพิเศษ




24 พ.ย. 2552 อีกวันที่ต้องบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 25 เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งตับ ในวัย 74 ปี

นายสมัคร เป็นนักการเมืองชื่อดัง ด้วยลีลาการพูดโผงผาง ปากไว เป็นเอกลักษณ์ จึงได้รับความสนใจตลอด 41 ปีที่อยู่ในแวดวงการเมือง เกิด 13 มิ.ย. 2478 ที่กรุงเทพฯ เป็นลูกคนที่ 4 ในจำนวนพี่น้อง 6 คน ของเสวกเอก พระยาบำรุงราชบริพาร (เสมียน สุนทรเวช) กับ คุณหญิงบำรุงราชบริพาร (อำพัน จิตรกร)

เป็นหลานลุงของ มหาเสวกตรี พระยาแพทย์พงศาวิสุทธาธิบดี (สุ่น สุนทรเวช) นายแพทย์ประจำพระองค์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว หลานตาของ มหาเสวกตรี พระยาอนุศาสน์จิตรกร (จันทร์ จิตรกร) จิตรกรประจำสำนัก สมรสกับคุณหญิงสุรัตน์ สุนทรเวช มีบุตรสาวฝาแฝด คือ กานดาภาและกาญจนากร

วัยเด็กนอกจากเดินตลาดกับพี่เลี้ยงจนติดนิสัยมาตอนโต นายสมัคร ยังเป็นนักอ่านตัวยง ทั้งหนังสือเรียน หนังสือพิมพ์ และวารสาร อายุ 11 ขวบ รับจ้างม้วนหนังสือพิมพ์ "ข่าวบ้านการเมือง" และประเดิมการเป็นนักเขียนครั้งแรกในหนังสือที่ระลึกประจำปี "ลูมินารี่" ของโรงเรียนอัสสัมชัญพาณิชย์ ในนามของ"ศรีสุนทร"

จบนิติศาสตรบัณฑิต จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และศึกษาเพิ่มเติมที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และที่ชิคาโก สหรัฐอเมริกา ประกอบอาชีพตามที่ได้ศึกษาในตำแหน่งต่างๆ หลายบริษัท ปี 2514 เป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอล ประจำประเทศไทย จนถึงปี 2516 ลาออกมาทำงานการเมือง

พร้อมกับเขียนบทความการเมืองในชื่อ"นายหมอดี"ให้กับหนังสือพิมพ์สยามรัฐ สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ และชาวกรุง ปี 2517 หันมาเขียนให้หนังสือพิมพ์ประชาไทย ปี 2521 จึงเป็น คอลัมนิสต์ประจำ "มุมน้ำเงิน" ในหนังสือพิมพ์เดลิมิเร่อร์ จนถึงปี 2537

เป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ตั้งแต่ปี 2511 ลงเลือกตั้งระดับท้องถิ่น ได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาเทศบาลนครกรุงเทพ เมื่อปี 2514 แต่เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ 2516 เมื่อการเมืองเปิดกว้าง ทำให้นายสมัครได้แสดงบทบาทมากขึ้น โดยในปี 2518 ได้เป็นรมช.เกษตรและสหกรณ์ ทั้งที่เพิ่งได้รับเลือกเป็นส.ส.กทม.สมัยแรก

ในการเลือกตั้งในเดือน เม.ย. 2519 นายสมัคร ชนะการเลือกตั้งส.ส.เขตดุสิต กทม. เอาชนะ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช หัวหน้าพรรคกิจสังคม และอดีตนายกรัฐมนตรีสมัยนั้น ได้มีผู้เขียนถึงชัยชนะของนายสมัคร พร้อมบรรยายถึงรูปพรรณสัณฐานว่ามีจมูกเหมือน"ลูกชมพู่ผ่าซีก" จนกลายเป็นสมญานามมาถึงวันนี้

ระยะนั้นขบวนการนักศึกษามีบทบาทในการเรียกร้องความเป็นธรรม เรียกร้องอเมริกาถอนฐานทัพจากประเทศไทย นายสมัครประกาศตัวต่อต้าน และร่วมกับฝ่ายขวาโจมตีขบวนการนักศึกษา กระทั่งเกิดเหตุการณ์ล้อมธรรมศาสตร์สังหารนักศึกษาเมื่อวันที่ 6 ต.ค. 2519 และเกิดการรัฐประหารที่เรียกว่าการปฏิรูปการปกครอง หลังเหตุการณ์นี้ นายสมัครก้าวขึ้นเป็นรมว.มหาดไทยในรัฐบาลที่คณะปฏิรูปให้การสนับสนุน ขณะมีอายุเพียง 40 ปี พร้อมกับลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์

ปี 2522 เป็นยุครุ่งเรืองที่สุด นายสมัคร ก่อตั้งพรรคประชากรไทย ที่มีฐานเสียงหลักในกรุงเทพฯโดยเฉพาะในเขตทหาร การเลือกตั้ง 22 เม.ย. 2522 พาลูกพรรคเข้าสภาได้อย่างถล่มทลายพลิกความคาดหมาย 32 ที่นั่ง เป็น 29 ที่นั่งในกรุงเทพมหานคร จากเดิมที่พรรคประชาธิปัตย์ กวาดเรียบเกือบทุกเขต และอีก 3 ที่นั่งในต่างจังหวัด

นายสมัคร เป็นส.ส.กทม. เรื่อยมารวม 10 สมัย โดยไม่เคยสอบตกเลย เป็นรัฐมนตรีในกระทรวงหลักๆ มาหลายรัฐบาล คือ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ในรัฐบาลม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช 2 รมช.มหาดไทย ในรัฐบาลม.ร.ว.เสนีย์ 3 รมว.มหาดไทย ในรัฐบาลนายธานินทร์ กรัยวิเชียร รมว. คมนาคม 2 สมัย ในรัฐบาลพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ 2 และรัฐบาลพล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ รองนายกรัฐมนตรี 3 สมัย ในรัฐบาลพล.อ.สุจินดา คราประยูร นายบรรหาร ศิลปอาชา และพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ

หลังจากปี 2540 บทบาทของพรรคประชากรไทยระดับประเทศก็ลดลง ประกอบกับเกิดเหตุการณ์กลุ่ม"งูเห่า"แยกตัวจากพรรคประชากรไทย ไปสนับสนุนนายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี สมัย 2 นายสมัคร จึงเงียบหายไปพักใหญ่

ปี 2543 นายสมัคร กลับมาลงสมัครผู้ว่าฯกรุงเทพมหานคร ในนามอิสระ แข่งกับนางสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ที่ลงสมัครในนามพรรคไทยรักไทย นายสมัครเอาชนะด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น 1,016,096 คะแนน

หมดวาระผู้ว่าฯ กทม. นายสมัคร สนุกกับการเป็นพิธีกรรายการ "ยกโขยง 6 โมงเช้า" และ "ชิมไปบ่นไป" ปี 2549 ไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าฯกทม. สมัยที่ 2 แต่เบนเข็มมาลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นส.ว. ในการเลือกตั้ง 19 เม.ย. 2549 ฐานเสียงของนายสมัคร ในกรุงยังหนาแน่นเพราะได้รับเลือกเข้ามาเป็นที่ 2 แต่ยังไม่ได้เข้าปฏิบัติหน้าที่ รัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็ถูกรัฐประหารในวันที่ 19 ก.ย. 2549

หลังการรัฐประหาร นายสมัคร เลิกจัดรายการ "สนทนาปัญหาบ้านเมือง" ทางสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม MV1 และรายการ "สมัคร-ดุสิต คิดตามวัน" ทางโมเดิร์นไนน์ทีวี หลังจากโดนโจมตีว่าเอียงข้างพ.ต.ท.ทักษิณ

อย่างไรก็ตาม เมื่อพรรคไทยรักไทยถูกยุบ มีการตั้งพรรคพลังประชาชนขึ้นมาแทนที่ นายสมัคร ได้รับการติดต่อทาบทามจาก พ.ต.ท.ทักษิณ และแกนนำไทยรักไทย ให้เข้ามานั่งหัวหน้าพรรค และนำลูกพรรคพลังประชาชนสู้ศึกเลือกตั้ง 23 ธ.ค. 2550 ได้รับชัยชนะกลับมาเป็นรัฐบาล

วันที่ 29 ม.ค. 2551 นายสมัคร จึงก้าวขึ้นเป็นนายกฯ คนที่ 25 ของไทย วันที่ 6 กุมภาพันธ์ ได้รับการโปรดเกล้าฯ และควบรมว.กลาโหม อีกตำแหน่ง แต่การบริหารงานไม่ราบรื่น เพราะกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยชุมนุมต่อต้าน โจมตีว่าเป็นนอมินีของพ.ต.ท.ทักษิณ และลุกลามจนถึงขั้นปิดล้อมทำเนียบรัฐบาลไม่ให้เข้าทำงาน

กระทั่งวันที่ 9 ก.ย. 2551 ศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่า การจัดรายการ"ยกโขยง 6 โมงเช้า" และ "ชิมไปบ่นไป" ของนายสมัคร ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 267 เรื่องคุณสมบัติของนายกรัฐมนตรี ต้องพ้นจากความ เป็นนายกรัฐมนตรี รวมเป็นนายกฯ ได้ 9 เดือนเศษ

แม้จะมีการผลักดันให้นายสมัครกลับมานั่งนายกฯ อีกครั้ง แต่สายนายใหญ่และพรรคร่วมรัฐบาลขณะนั้นต้องการเปลี่ยนตัวนายกฯ ที่สุดนายสมัครยอมวางมือ ก่อนเงียบหายไป

ตกเป็นข่าวอีกครั้งเพราะป่วยเป็นมะเร็งตับ เข้าพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ต่อมาเดินทางไปรักษาต่อที่สหรัฐอเมริกา และเดินทางกลับมารักษาตัวที่ประเทศไทยจนถึงแก่อสัญกรรม

ปิดฉากนักการเมืองฝีปากกล้า ที่ก้าวถึงจุดสูงสุดในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

คาราคาซัง

ที่มา ไทยรัฐ

ต่อความยาวสาวความยืดกรณี ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ยิ่งหยิบประเด็น การไล่ล่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มาเป็นชนวนความขัดแย้งมากขึ้นเท่าไหร่ ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศก็ยิ่งร้าวฉานมากขึ้นเท่านั้น

นับตั้งแต่วิศวกรชาวไทยถูกทางการกัมพูชาจับกุมตัวในข้อหาสายลับ ความลับในการไล่ล่า พ.ต.ท.ทักษิณก็ถูกเปิดโปงมากขึ้น รัฐบาลจะกระเหี้ยนกระหือรือ จะเอาชนะอย่างไรก็แล้วแต่ สิ่งที่ควรแยกแยะก็คือ ผลประโยชน์ส่วนรวมกับผลประโยชน์ส่วนตัว

ดูตามท้องเรื่องแล้ว กัมพูชาก็ยังรักษามรรยาทเอาไว้พอสมควร เพราะมีบางเรื่องบางตอนที่กัมพูชาพยายามจะไม่เก็บมาคิด หรืออาจจะคิดแต่ก็ไม่พูดออกมาดังๆว่า เราไปทำอะไรเกินเลยไว้บ้าง

ถ้าคิดจะทำสงครามจารกรรมกันละก็ คงอยู่กันไม่เป็นสุข ชาวบ้านจะพลอยเดือดร้อนไปด้วย รัฐบาลทุ่มเททั้งใต้ดินบนดินในเรื่องนี้แล้วได้อะไร โดยเฉพาะกับประเทศและประชาชน พ.ต.ท. ทักษิณ ก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไร ยิ่งอ้างความชอบธรรมในระบอบประชาธิปไตยได้มากขึ้น

ระบอบการปกครองของประเทศไทยก็จะถูกเพ่งเล็ง

วันนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ยังใช้ชีวิตอยู่ดีมีสุข อากาศหนาวๆอย่างนี้คงไปปั้นตุ๊กตาหิมะที่ไหนสบายใจไปแล้ว ที่ทุกข์คือรัฐบาลจะหาทางลงอย่างไรมากกว่า

วัฒนธรรมทางการเมืองปัจจุบันเปลี่ยนไปเยอะ ความเป็นเพื่อนในสภาหายไปหมด มีแต่จะจ้องแทงกันอย่างเดียว ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนบ้านก็แย่ รัฐบาลนี้บกพร่องเรื่องของความสมานฉันท์โดยสิ้นเชิง

อ่านข่าวเห็น ส.ส.เก่าตกทุกข์ได้ยากแล้วอนาถใจ คุณประจัญ กล้าผจญ อดีต ส.ส.โคราชสมัยที่น้าชาติกำลังเฟื่องฟู วันนี้เหลือแต่ ตัวเปล่าๆ ผิดกับ ส.ส.ในยุคปัจจุบัน

อ้วนพีอุดมการณ์ไม่มี มีแต่อุดมกู

มืออาชีพทั้งนั้น อย่างว่าคนดีของประเทศไทยต้องไปเดินตามตรอกกันเป็นแถว ส.ส.ที่ดีๆ ไม่มีอนาคต คุณแคล้ว นรปติหรือ ส.ส.อีสานอีกหลายคนต่อสู้ทางการเมืองด้วยอุดมการณ์จนตาย สุดท้ายคนก็ลืม จะว่าจะดูถูกคนอีสานอย่างไรก็แล้วแต่ ที่ต้องยกย่องก็คือ ส.ส.อีสานไม่เคยทรยศต่ออุดมการณ์

จะคิดเงินเดือนและค่าตอบแทนตัวเองอย่างไรก็แล้วแต่ สภาควรจะหันมามองและเชิดชูนักการเมืองที่ดีๆเอาไว้บ้าง อย่างน้อยก็เอาชื่อแปะข้างฝาไว้ก็ยังดี

อาจจะถามว่าในสังคมไทยคนดีหายไปไหนหมด ถึงได้มี คนกลุ่มน้อย ออกมาสร้างอำนาจบาตรใหญ่จนบ้านเมืองเลอะเทอะเปรอะเปื้อนถึงขนาดนี้

จะไปโทษใครได้ ก็ต้องโทษคนไทยและสังคมไทยนี่แหละไม่ช่วยกันรักษาคนดีเอาไว้ สร้างค่านิยมที่ว่า คนชนะคือคนดีไม่คำนึงถึงที่มาหรือวิธีการ สังคมไทยก็อยู่ไม่ได้

เผด็จการเลยครองเมือง.

หมัดเหล็ก

แรมโบ้อีสานยื่นฟ้อง สุรยุทธ์-ภรรยา รุกเขายายเที่ยง

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_49146

สุพร อัตถาวงศ์

อดีต ส.ส.โคราช ทรท. พร้อมกลุ่มคนเสื้อแดงยื่นฟ้องต่อศาลสีคิ้ว และภรรยา พร้อมพวก บุกรุกป่าสงวนบนเขายายเที่ยง ระบุองคมนตรีไม่น่าจะอยู่เหนือกฎหมาย ศาลฯรับคำร้องไว้พิจารณา

เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 25 พ.ย. นายสุพร อัตถาวงศ์ อดีต ส.ส.นครราชสีมา พรรคไทยรักไทย เจ้าของฉายา "แรมโบ้อีสาน" พร้อมด้วยทนายความและคณะ เดินทางไปที่ศาลจังหวัดสีคิ้ว อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา เพื่อยื่นฟ้องพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี และ พ.อ.(หญิง) ท่านผู้หญิงจิตรวดี จุลานนท์ ภริยา พร้อมพวกรวม 5 คน เป็นจำเลยในข้อหาบุกรุกที่ดินป่าสงวนบนเขายายเที่ยง ต.คลองไผ่ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา เพื่อปลูกบ้านอยู่อาศัย ศาลฯ รับคำฟ้องไว้พิจารณา ท่ามกลางแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงจากจังหวัดนครราชสีมาหลายกลุ่ม อาทิ กลุ่มโคราช 51 กลุ่มโคราช 2009 กลุ่มหนองไผ่ล้อม กลุ่มหนองสรวง และกลุ่มสูงเนิน รวมจำนวนประมาณ 100 คน มาให้กำลังใจ

แกนนำเสื้อแดง กล่าวว่า การมายื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดสีคิ้วให้พิพากษาคดี เนื่องจากชาวบ้านผู้ยากไร้บุกรุกเข้าไปแผ้วถางที่ดินทำกินแค่ที่ตีนเขา ยังถูกศาลจังหวัดสีคิ้วพิพากษาจำคุกมาแล้ว เมื่อ พล.อ.สุรยุทธ์บุกรุกเข้าครอบครองที่ดินบนยอดเขา เหตุใดไม่มีความผิด เพราะองคมนตรีไม่น่าจะอยู่เหนือกฎหมาย หลังจากที่ยื่นฟ้องแล้ว กลุ่มคนเสื้อแดงทั้งหมดได้รีบเดินทางกลับทันที เพื่อเปิดแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนในเมืองนครราชสีมา

อาลัย ‘น้าหมัก’

ที่มา บางกอกทูเดย์

ในที่สุด จุดจบ ของบางอย่างก็เป็นจุด เริ่มสร้าง บางสิ่งได้จุดจบ การพบกัน คือการไกลก็เริ่มสร้าง ความห่วงใย ได้พร้อมกันสมัคร สุนทรเวช เป็นนักสู้!!เป็นคนที่ปากกับใจตรงกันสมัครเป็นนายกรัฐมนตรีที่รักประชาชน!!เขาไม่เคยเอาประเทศไทยและคนไทยกว่า 60 ล้านมาเป็นตัวประกัน เพื่อยื้อยุด “อำนาจ” ของตัว

เองไว้เหมือนที่บางคน บางหมู่เหล่าพยายามทำกันอยู่!!สมัคร...ลืมตาดูโลกนี้ เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2478 และจากโลกนี้ไปในวันที่ 24 มิถุนายน 2552 ศิริรวมอายุขัยในการ “ต่อสู้อย่างตรากตรำ” ของเขา...74 ปีสู่สัมปรายภพ สู่สุคติอันสงบชั่วนิรันดรเถิด นักสู้ผู้ชื่อ สมัคร สุนทรเวช!! 

แดด

ที่มา บางกอกทูเดย์

ถ้ามัวคิดถึงแต่ความโหดร้ายของแดดหน้าร้อนอยู่ตลอดเวลา คุณก็จะไม่มีวันได้พบกับสุขจากแดดอุ่นในหน้าหนาวและแดดใสหลังฝนสื่อสารมาเพื่อจะบอกว่า...ถ้าไม่ปล่อยวางในเรื่องของทักษิณ ชินวัตร เสียบ้าง...เราคนไทยและประเทศไทย...ก็จะเป็นแผ่นดินที่ไร้ความสุขความสมัครสมานสามัคคีตลอดไปเราในที่นี้...หมายความถึง...ท่านผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ทั้งหลาย ที่ช่วยกันทำลายชาติทำลายความกินดีอยู่ดีของประชาชน ด้วยวิกฤติการณ์ทางการเมืองวิกฤติอัน

เนื่องมาจากความหวาดระแวงที่สร้างกันขึ้นมาเอง...วิกฤติอันเกิดจากความวิตกในสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นและไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่...หรือวิตกในสิ่งที่ไม่มีทางที่จะเกิดขึ้นเลยด้วยซํ้าไพร่ราบชนชั้นรากหญ้า...ก็คือ ไพร่ราบชนชั้นรากหญ้า...อยู่กันมาพันปีอย่างไร ก็จะอยู่กันไปแบบนั้น...จนกว่าการปกครองของชนชั้นปกครองจะนำพาพวกเขาไปพบกับความหายนะในความเป็นอยู่ปฏิบัติของชนชั้นรากหญ้า...ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนความแตกแยกแก่งแย่งของชนชั้นปกครอง

เปิดบันทึกแห่งโลกย้อนหลังเข้าไป...ปฏิวัติอันยิ่งใหญ่ของประชาชนคนฝรั่งเศส...ต้นรากของการเริ่มต้นสู่การปกครองแบบสาธารณรัฐ...ก็มาจากชนชั้นขุนนางที่เป็นนักการเมืองและมีขุมข่ายแห่งผลประโยชน์ที่ขัดแย้งกัน...ปฏิวัติใหญ่ของรัสเซีย...ทั้งในระบบศักดินาและคอมมิวนิสต์...จนทำให้ประเทศต้องแยกสลายกลายมาเป็นหลายๆ สาธารณรัฐอย่างปัจจุบัน...ก็มีต้นเหตุมาจากเรื่องเดียวกัน ความแตกแยกของคนรวยและชนชั้นปกครองอำนาจอันยิ่งใหญ่แต่ไม่ทำ

ให้แผ่นดินรุ่งเรือง...พระนางซูสีไทเฮา...ต้องมอบแผ่นดินหลังสิ้นพระชนม์ให้กับ...ซุนยัดเซน...ก่อนจะเป็นเจียง ไคเชก...แล้วความแตกแยกของชนชั้นปกครองก็ส่งมอบแผ่นดินต่อให้กับเหมาเจ๋อตุง...ผ่านศพหลายร้อยล้านของประชาชนคนจีน...แต่จีนก็เกือบล่มสลาย...ใต้กรงเล็บของเจียงจิง...หมดไปอีกหลายสิบล้านชีวิต...กว่าจะถึงวันนี้วันที่จีนยิ่งใหญ่...ตราบเท่าที่ความสามัคคีรักใคร่ของชนชั้นปกครอง...ยังไม่เป็นปัญหากองทัพฝ่ายใต้ผู้ปกครองที่กดขี่ใน

ประเทศสหรัฐอเมริกา...ปราชัยให้กับกองทัพฝ่ายเหนือที่แน่นหนาไปด้วยความเสมอภาค...ก็เป็นอีกตัวอย่าง...ก่อนที่เขาจะสร้างชาติขึ้นมาเป็นมหาอำนาจอันดับหนึ่งน่ายินดีสำหรับประชาชนคนไทย...ที่ พลเอก เปรมติณสูลานนท์...กับ พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร...คู่กรณีต้นตอแห่งวิกฤติแผ่นดิน...เริ่มหันมาพูดเรื่องเดียวกัน...การหันหน้าเข้าหากัน...หันเข้าหาแดดอุ่นในฤดูหนาวอันแสนสุข... 

เสื้อแดงญี่ปุ่นกับเสื้อแดง....ทุกมุมโลก

ที่มา บางกอกทูเดย์

ใครจะคิดออย่างไรกับ “คนเสื้อแดง” ก็เป็นเรื่องที่จะคิดกันได้ ไม่มีใครห้ามใจกัน แต่ในความเป็นจริง ถึงวันนี้มี “ความจริงข้อหนึ่ง” ที่จะต้องยอมรับกันอย่างไม่มีทางปฏิเสธ นั่นคือ เครือข่ายของ “คนเสื้อแดง” ได้กระจายออกไปทั่วทุกมุมโลก ในหลายสิบประเทศที่พัฒนาแล้ว“เสื้อแดง” กลายเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงคำ

ว่า “ประชาธิปไตย” คนเสื้อแดงทั้งในเมืองไทยและหลายส่วนในมุมโลก ต่างมีความคิดตรงกันในการผลักดันให้คำว่า “ประชาธิปไตย” สามารถจับต้องได้ สัมผัสได้หรืออย่างที่มีใครบอกว่า....ประชาธิปไตยนั้น “กินได้”!!เมื่อ 18 ตุลาคม 2552 ที่ผ่านมา......แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ในญี่ปุ่น หรือ นปช.ญี่ปุ่น ได้จัดกิจกรรมสัมมนาภายใต้ชื่องาน “ถึงเวลาอำลารัฐบาลไก่อ่อน” ครั้งที่ 2เริ่มลงทะเบียนตั้งแต่เวลา 11.00 น. เป็นต้นไป เพื่อแลกเปลี่ยน

ความคิดเห็นของชาวไทยในญี่ปุ่นที่รักชาติรักประชาธิปไตย และสร้างเครือข่ายเพิ่มความแข็งแกร่ง ...จังหวัดชิบะ ได้ประสานงานเชิญพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โทรศัพท์เข้ามายังเวทีสัมมนาด้วยวัตถุประสงค์ในการจัดงาน “เสื้อแดงชาวญี่ปุ่น” ครั้งนี้ก็เพื่อให้ประชาชนชาวไทยในญี่ปุ่น รวมถึงผู้สนใจซึ่งมาจากหลายท้องถิ่น ได้พบปะและร่วมหารือเกี่ยวกับการบริหารประเทศของรัฐบาลชุดปัจจุบันรวมถึงการร่วมกำหนดแนวทางของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ

ในญี่ปุ่น ให้สามารถประสานงานกันอย่างเป็นระบบ เกิดความคล่องตัวเสื้อแดงญี่ปุ่นเป็นกลุ่มการเคลื่อนไหวทางการเมือง ที่สนับสนุน พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตรให้กลับมาบริหารประเทศไทยอีกครั้ง มีสัญลักษณ์หลักของกลุ่มคือเสื้อแดงและสีแดงโดยได้มีการรวมตัวกัน เพื่อต่อต้านการบริหารประเทศของรัฐบาลชุดปัจุบัน โดยมีนายอภิสิทธิ์เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี หลังเกิดการเปลี่ยนขั้วรัฐบาล และได้มาซึ่งอำนาจอันไม่ถูกต้อง“เสื้อแดงญี่ปุ่น” ได้จัดกิจกรรมมาหลาย

หนรวมทั้งการรวมตัวกันเมื่อสงกรานต์ที่ผ่านมาที่วัดไทยในญี่ปุ่น เพื่อส่งใจมายังพี่น้องเสื้อแดงไทยที่ต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยเข้มข้นในเวลานั้นเมื่อไวๆ นี้เพิ่งจัดกิจกรรมรวมตัวกันมีนายกฯทักษิณโฟนอินมาให้กำลังใจสู้ และส่งความห่วงใยมาถึง จึงได้จัดกิจกรรมต่อเนื่องขึ้นอีกครั้งโดยงานนี้นปช.ไทยในญี่ปุ่นจะแต่งตั้งผู้แทนแนวร่วมจากแต่ละเขตพื้นที่ เพื่อสร้างเครือข่ายสัมพันธ์ของกลุ่มภายใต้วิสัยทัศน์เดียวกัน .........กระแส “คนเสื้อแดง” ที่กำลังจะกระจายไปทุกมุม

โลก คือ การพิสูจน์ให้เห็นความสมจริงข้อหนึ่งว่าคนไทยเสื้อแดง และประชาคมโลกที่สวมเสื้อแดงต่างเห็นตรงกันประการหนึ่งว่าทุกคนต้องการ “ประชาธิปไตย”ทุกคนต้องการปลดแอกจากการถูกข่มขี่ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องอัศจรรย์อะไรที่ “คนเสื้อแดง” จะคึกคักทั่วทุกมุมโลกหลายสัปดาห์ก่อนมีข่าวจากแดงอเมริกา นปช.ญี่ปุ่น แดงออสเตรเลีย มาวันนี้คุณเบญแห่งกลุ่มประชาธิปไตยไทยในเยอรมนี ส่งข่าวจากเสื้อแดงเยอรมันมาว่า ได้รวมตัวกันเนื่องใน

ช่วงโอกาสวันครบรอบ 3 ปีของการรัฐประหาร 19 กันยายน ได้มีการประกอบกิจกรรมรำลึกอาลัยและประกาศจุดยืนเพื่อประชาธิปไตยณ Preussenpark กรุงเบอร์ลินกลุ่มได้อ่านแถลงการณ์เพื่อประกาศจุดยืนและเจตนารมย์การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยสำคัญเหนืออื่นใด....อุดมการณ์ของคนเสื้อแดง คนรักประชาธิปไตย ไม่มีวัน ที่จะมีอะไรมาทำลายแดงอเมริกาชุมนุม LA คึกสมทบเงินช่วยดาตอร์ปิโดไม่ให้โดดเดี่ยวคุณ Akausa เสื้อแดงไทยในอเมริกา เขียนกระ

ทู้ในเว็บบอร์ดประชาไท ว่า......ในวันนี้ไปงานเสื้อแดงในแอลเอมา….มีคุณพงศ์เทพ เทพกาญจนา มาปราศัย…พร้อมด้วยคุณวิชิตปลั่งศรีสกุล ที่ปรึกษากฎหมายคุณทักษิณ ชินวัตร และ พ.ต.ท. สมชาย เพศประเสริฐ ส.ส. เมืองย่าโม งานนี้ถ่ายทอดสดไปทั่วโลกโดย นปช. ยูเอสเอเสื้อแดงกว่า 350 ชีวิตไทยในอเมริกามาร่วมฟังการปราศัย เห็นแล้วก็รู้สึกว่าเสื้อแดงในแอลเอแข็งแรงมาก งานนี้อาหารเครื่องดื่มฟรี เจ้าของร้านอาหารหลายแห่งนำอาหารมาเลี้ยง นำมา

ไกลจากซานดิอาโกก็มี ก็เป็นที่น่าชื่นใจ ที่เห็นคนไทยมากหลายที่นี่ยังห่วงบ้านห่วงเมืองอยู่ รวมทั้งตัวผมเองด้วยถึงวันนี้....คนเสื้อแดงทุกมุมโลก ขอย้ำอีกครั้ง เจตนารมย์ของพวกเราในการต่อสู่เพื่อประชาธิปไตยจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง!!ทุกคนประกาศและคิดตรงกัน จะร่วมแรงร่วมใจ ร่วมอุดมการณ์ต่อสู้จนได้รับชัยชนะ!! 

สมัคร สุนทรเวช เสน่ห์สีสันการเมืองไทย

ที่มา บางกอกทูเดย์

ปิดฉากชีวิตนักการเมืองดาวสภาหลังจากที่รักษาตัวมาระยะหนึ่ง สุดท้ายอดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 25 ของเมืองไทย ก็ถึงแก่อนิจกรรมโดยสงบ ถือเป็นเส้นทางชีวิตของคนการเมืองที่น่าทึ่งอย่างยิ่ง นายสมัครนั้นให้ความรักความผูกพันและเกรงใจภริยา คือคุณหญิงสุรัตน์ สุนทรเวช เป็นอย่างมาก ทำให้หลายต่อหลายครั้ง มีคนที่พยายามเข้ามาใกล้ชิดนายสมัครใช้แง่มุมมนี้เป็นจุดอ่อนอย่างเช่นคนบางคนเข้ามาใกล้ชิด เพื่อหวังก้าวไปสู่ผลประโยชน์ต่างๆ นาๆ ในทางการเมือง ก็มาทำตัวเหมือนเป็นลูกเป็นหลาน ผ่านเข้ามาทางสายของหลานชายคุณหญิงสุรัตน์แต่สุดท้ายนายสมัครถึงกับออกปากว่า เป็นคนที่ใช้ไม่ได้อย่างมาก เป็นคนที่ไม่รู้สำนึกในบุญคุณเลยแม้แต่น้อย

ในความเชื่อทางพุทธศาสนา สัตว์โลกทั้งหลาย ย่อมมีเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นของธรรมดา ที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้นี่คือความจริงแห่งชีวิตดังนั้นด้วยหลักของพุทธศานา จึงสอนให้คนเราเข้าใจชีวิตสัพเพ สัตตา... สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันหมดทั้งสิ้นอะเวรา โหนตุ... จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรซึ่งกันและกันเลยเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 25 ของประเทศไทย ก็ได้ถึงแก่อนิจกรรมแล้วที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ด้วยวัย 74 ปีปิดฉากชีวิต และสีสันบนถนนการเมืองของไทยลงโดยสิ้นเชิง สำหรับการเจ็บป่วยจนกระทั่งนำไปสู่การถึงแก่กรรม

นั้น นายสมัครได้รับรู้อาการป่วยมาก่อนแล้ว โดยได้มีการเดินทางไปรักษาตัวที่ต่างประเทศ เมื่อเห็นว่าอาการดีขึ้นบ้างจึงได้เดินทางกลับมาประเทศไทยและพักฟื้นอยู่ที่บ้าน หลักงจากนั้นก็ได้เข้าพักรักษาตัวอีกครั้งที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ด้วยโรคมะเร็งตับ กระทั่งถึงแก่อนิจกรรมในที่สุด ซึ่งทางญาติจัดบำเพ็ญกุศล ที่ศาลา 100 ปี วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม และจะมีพิธีพระราชทานน้ำหลวงอาบศพในวันนี้ (25 พ.ย.)นายสมัคร ถือเป็น “สีสันคนการเมือง” ที่โดด

เด่นคนหนึ่งของถนนนักการเมืองไทย ประวัติชีวิตของนายสมัครต้องถือว่าไม่ธรรมดา บิดาคือ เสวกเอกพระยาบำรุงราชบริพาร (เสมียน สุนทรเวช) มารดาคือ คุณหญิง บำรุงราชบริพาร เป็นหลานลุงของ มหาเสวกตรี พระยาแพทย์พงศาวิสุทธาธิบดี (สุ่น สุนทรเวช) นายแพทย์ประจำพระองค์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และเป็นหลานตาของมหาเสวกตรี พระยาอนุศาสน์จิตรกร (จันทร์ จิตรกร) จิตรกรประจำสำนักเป็นศิษย์เก่า โรงเรียนเซนต์คาเบรียล โรงเรียน

อัสสัมชัญพาณิชย์ แล้วไปจบนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นอกจากนี้ยังศึกษาเพิ่มเติมได้ประกาศนียบัตรวิชามัคคุเทศก์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และยังไปเรียนที่ BRYANMT & STRATION INSTITUTE ชิคาโก สหรัฐอเมริกาด้วยนายสมัครถือเป็นคนหนังสือพิมพ์คนหนึ่ง จากจุดเริ่มต้นที่เขียนบทความและความคิดเห็นทางการเมือง ในหนังสือพิมพ์สยามรัฐ สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ และชาวกรุง รวมทั้งได้มีการทำหนังสือพิมพ์เป็นของ

ตนเองขึ้นมา 1 ฉบับ คือหนังสือพิมพ์เดลิมิเรอร์ ที่ก็ต้องถือว่าเป็นหนังสือพิมพ์ที่มีประวัติโชกโชนอย่างยิ่งในแวดวงหนังสือพิมพ์เมืองไทยขณะเดียวกันการก้าวเข้าสู่แวดวงการเมือง เมื่อปี 2511 โดยสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ก็ได้เป็นจุดเริ่มต้นที่สร้างตำนานดาวเด่นนักการเมือง ระดับดาวสภา ขึ้นมาด้วยเช่นกันเพราะไม่เพียงเป็นดาวสภาในการพูด แต่ยังเป็นนักการเมืองที่ตั้งพรรคการเมือง คือ พรรคประชากรไทย ขึ้นมาจนยุคหนึ่งต้องถือว่าประสบความสำเร็จ

อย่างสูง เพราะกวาดที่นั่งในกรุงเทพฯ เกือบหมดเกลี้ยงที่สำคัญการลงชิงชัยในตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดกรุงเทพมหานคร นายสมัครได้รับคะแนนเสียงอย่างท่วมท้น คือ 1,016,096 คะแนน ซึ่งเป็นคะแนนเสียงมากที่สุดนับตั้งแต่มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครมาเลยทีเดียวนายสมัครนั้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีมามากมายหลายกระทรวง แต่ตำแหน่งที่สูงที่สุดก็คือ ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 25 ของประเทศไทยซึ่งแม้จะเป็น

ตำแหน่งเกียรติยศทางการเมืองที่สูงที่สุดของนักการเมืองคนหนึ่งที่จะไต่เต้าขึ้นไปได้ แต่การขึ้นไปในจังหวะที่สังคมไทยเป็นจังหวะของการแตกแยกแบ่งขั้ว และทำลายล้างกันทางการเมืองอย่างรุนแรง หลังเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นต้นมาการขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีของนายสมัครจึงผจญกับแรงเสียดทานอย่างหนักมากที่สุดเพียงเพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เห็นว่านายสมัครเหมาะสมอย่างยิ่งที่จะเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชาชน

เนื่องจากนายสมัครมีภาพของความจงรักภักดีต่อสถาบันอย่างเต็มเปี่ยม รวมทั้งนายสมัคร เป็นบุคคลคนเดียวที่กล้าต่อกรกับ “ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ” ตามนิยามของพ.ต.ท.ทักษิณ หรือ “อีแอบผมขาว” ในนิยามของนายสมัครการกล้าพูด และพูดอย่างเชื่อมั่น จึงทำให้นายสมัครกลายเป็นเป้าของการทำลายทางการเมืองไปด้วย โดยใช้ข้อกล่าวหาว่าเป็นนอมินีของพ.ต.ท.ทักษิณซึ่งได้ผลอย่างมาก เพราะกลุ่มพันธมิตร ซึ่งต้องการเช็คบิล พ.ต.ท.ทักษิณให้สิ้นซากไปจาก

ถนนการเมืองไทยให้ได้ ก็ขานรับข้อกล่าวหานอมินีนั้น และเดินหน้าถล่มนายสมัครอย่างไม่ยั้งสารพัดเรื่อง สารพัดข้อกล่าวหา ปะทุและพุ่งเข้าใส่นายสมัครเหมือนดอกเห็ดยามหน้าฝน ที่ฉกาจฉกรรจ์ที่สุด คือกรณีที่นายสมัครลงนามใน MOU สัญญาจัดซื้อรถดับเพลิงและอุปกรณ์ดับเพลิงมูลค่ากว่า 6,000 ล้านบาทในวันสุดท้ายก่อนที่จะพ้นตำแหน่งทำให้นายสมัครถูกคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ(คตส.) สอบสวนในเวลาต่อมาและถูก

แจ้งข้อกล่าวว่า ทุจริตในการจัดซื้อรถดับเพลิงทั้งๆ ที่นายสมัครเพียงแต่ลงนามใน MOU เท่านั้น ไม่ได้มีการทำสัญญาฉบับจริง ซึ่งคนทำสัญญาคือนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าฯ กทม.คนถัดมาแต่เมื่อคดีฉกาจฉกรรจ์ที่หวังไว้ไม่สามารถที่จะสอยนายสมัครลงจากเก้าอี้นายกรัฐมนตรีได้ สุดท้ายก็ต้องใช้คดี “ชิมไป บ่นไป” สอยนายสมัครจนร่วงจากเก้าอี้นายกฯ ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในแง่ของกฎหมายเกิดขึ้นตามมาอย่างมากมายและต้องพ้นจากการเป็นนายก

รัฐมนตรีคนที่ 25 ไปในระยะเวลาไม่ถึงปีนั่นคือสีสันบนถนการเมืองของคนชื่อ “สมัคร สุนทรเวช” ที่เชื่อว่า คงจะหา “สมัคร” คนที่ 2 หรือหานักการเมืองคนใดมาเทียบเคียงได้ยากแน่ๆเพราะเป็นที่ชีวิตที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างโชกโชน และผ่านผู้คนมาหลากหลายรูปแบบนายสมัครนั้นให้ความรักความผูกพันและเกรงใจภริยา คือคุณหญิงสุรัตน์ สุนทรเวช เป็นอย่างมาก ทำให้หลายต่อหลายครั้ง มีคนที่พยายามเข้ามาใกล้ชิดนายสมัครใช้แง่มุมมนี้เป็นจุดอ่อนอย่างเช่นคน

บางคนเข้ามาใกล้ชิด เพื่อหวังก้าวไปสู่ผลประโยชน์ต่างๆ นาๆ ในทางการเมือง ก็มาทำตัวเหมือนเป็นลูกเป็นหลาน ผ่านเข้ามาทางสายของหลานชายคุณหญิงสุรัตน์ซึ่งนายสมัครก็ให้ความเอ็นดู เกื้อหนุน แต่สุดท้ายบางคนกลับเป็นคนที่นายสมัครถึงกับออกปากว่า เป็นคนที่ใช้ไม่ได้อย่างมาก เป็นคนที่ไม่รู้สำนึกในบุญคุณเลยแม้แต่น้อยเพราะหลังจากที่ต้องพักรักษาตัว และทาง พ.ต.ท.ทักษิณ ให้การดูแลคอยส่งคนมาเยี่ยมเยือนอย่างสม่ำเสมอ จนนายสมัครเองยังนึกไม่ถึงว่า

จะได้รับการดูแลขนาดนั้น จึงได้มีการฝากความระลึกถึง ฝากความผูกพันและห่วงใยไปยังพ.ต.ท.ทักษิณ และครอบครัวด้วยเช่นกันว่าต่างก็เห็นใจกัน ดูแลกันในยามยากผิดกับคนบางคน ที่เข้ามาแฝงใบบุญนายสมัครจนกระทั่งร่ำรวย มีรถยนต์หรูหราไม่รู้กี่คันต่อกี่คัน กี่สีต่อกี่สี หรือบางคนก็มีโปรเจคท์ใหญ่ที่ได้มาจากการอ้างคอนเนกชั่น อ้างความใกล้ชิดนายสมัครแต่คนเหล่านั้นในยามยุติบทบาททางการเมือง ในยามเจ็บไข้ได้ป่วย กลับไม่ได้มีการมาเยี่ยมเยือนเลยแม้แต่

น้อยซึ่งเมื่อคนที่มาเยี่ยมนายสมัคร ไม่ว่าจะเป็นคนที่ยังคงผูกพัน หรือคนที่มาเยี่ยมเยียนแทน พ.ต.ท.ทักษิณ ต่างล้วนประหลาดใจที่ได้รับคำตอบตรงกัน เมื่อถามว่านายคนนั้น นายคนโน้น มาเยี่ยมบ้างหรือไม่นายสมัคร จะตอบชัดเจนเลยว่า “อย่าไปพูดถึงมันเลย” คนแบบนั้นหวังแต่ผลประโยชน์ จนลืมความเป็นคนดีไปแล้วว่าเป็นอย่างไร จึงไม่เคยที่จะโผล่หัวมาเยี่ยมแม้แต่สักครั้งแต่กลับไปเอ่ยอ้างภายนอกว่า มาเยี่ยมอยู่เป็นระยะๆเล่นเอาคนที่ได้ยินนายสมัครพูด ถึงกับ

อึ้งไปเหมือนกัน ว่าคนเราเป็นไปได้ขนาดนี้เชียวหรือในขณะที่คนหลายคนก็ยังงงๆว่า “มัน” ที่ว่านั้นหมายถึงใคร หรือจะเป็น “มันฝรั่งโปเตโต้” ที่วัยรุ่นชอบใช้แซวกันอะไรเทือกนั้นแต่ที่แน่ๆ วันนี้แม้ว่านายสมัครจะจากไปแล้ว แต่ความผูกพันกับการทำหน้าที่นักการเมือง กับการยืนหยัดปกป้องสถาบันโดยเข้าไปเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชาชน และเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 25 ทำให้นายสมัครได้รับคำมั่นมาโดยตลอดว่า จะช่วยดูแลให้เต็มที่ทั้งตัวนายสมัคร และครอบครัว โดย

เฉพาะอย่างยิ่งคุณหญิงสุรัตน์ ซึ่งนายสมัครเป็นห่วงอย่างที่สุดกรณีคดีต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายใต้แผนอุบาทว์บันใด 4 ขั้น ซึ่งนายสมัครกังวลมาตลอดว่าจะทำให้ครอบครัวต้องเดือดร้อนนั้น ก็ได้รับคำยืนยันว่าจะช่วยดูแล และต่อสู้ให้อย่างเต็มที่ซึ่งเชื่อว่าคำสัญญาดังกล่าวอย่างน้อยคงช่วยให้นายสมัครวางใจขึ้น และจากไปโดยสงบเพียงแต่ว่า การทำลายล้างทางการเมือง เมื่อไหร่จะสงบเสียทีนั้น คงต้องจับตาดูกันต่อไป

1ปี(25พ.ย.51-25พ.ย.52)ยึดสนามบินลอยนวล

ที่มา Thai E-News





ระบอบเถื่อนเบือนบิดผิดเป็นถูก
ระบอบล้มบนฟูกกลับฟูเฟื่อง
ระบอบพันธมารผลาญชาติผงาดเมือง
ระบอบเหลืองมลังเลืองเลื่องลือ

บ้านนี้เมืองนี้ไม่มีธรรม
บ้านนี้เมืองนี้ตกต่ำ..จดจำชื่อ
บ้านนี้เมืองนี้ต้องลุกฮือ
บ้านนี้เมืองนี้ต้องรื้อต้องเปลี่ยนแปลง

ประชาชนต้องปฏิวัติต้องขัดขืน
ประชาชนต้องหยัดยืนต้องกำแหง
ประชาชนต้องโค่นล้มต้องสำแดง
ประชาชนต้องเฉิดแสงแห่งพลัง

เร่งปราบดาสถาปนาระบอบใหม่
เร่งประชาชาติไทยให้จัดตั้ง
เร่งขับไสไล่ส่งระบอบชัง
เร่งความหวังสู่ศรัทธามหาชน

ร่วมพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินถิ่นกาขาว
ร่วมเรื่องราวรณรงค์ให้ส่งผล
ร่วมกันสู้เพื่อชาติ-ประชาชน
ร่วมรวมพลประชาธิปไตยเอาชัยมา



เชียงใหม่ไสหัวมาร์ค เตือนถ้าขืนกล้ามาก็เจอไล่

ที่มา Thai E-News


ศูนย์ประสานงานกลางแดงเชียงใหม่ขึ้นป้ายไม่ต้อนรับรัฐบาลโจร ประกาศให้อภิสิทธิ์เป็น"โมฆะบุรุษประชาธิปไตย"พร้อมออกแถลงการณ์หากดึงดันมาเกาะโพเดี้ยมให้ได้ ต้องถูกชาวเชียงใหม่ขับไล่ในทุกจุดทุกเส้นทาง พร้อมกันนั้นชาวเชียงใหม่ได้โชว์บัตรประชาชนคนไทยให้ผู้สื่อข่าวดูเพื่อยืนยันว่าไม่ได้เป็นคนต่างด้าวตามที่รัฐบาลให้ร้ายป้ายสี


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
24 พฤศจิกายน 2552


วันนี้(24 พ.ย.) เวลา 10.00 น.ชาวเชียงใหม่ผู้รักประชาธิปไตย ในนามศูนย์ประสานงานกลางแดงเชียงใหม่เพื่อประชาธิปไตย ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือชี้แจง และอ่านแถลงการณ์ ต่อผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ หอการค้า และสมาคมโรงแรมจังหวัดเชียงใหม่ กรณีที่ชาวเชียงใหม่ไม่ต้อนรับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ “ โมฆะบุรุษประชาธิปไตย” ที่จะเดินทางขึ้นมาแค่เกาะโพเดียม แล้วมาสร้างความเดือดเนื้อร้อนใจให้กับชาวเชียงใหม่ ถามในตอนที่เชียงใหม่จะได้เป็นเจ้าภาพประชุมอาเซียนซัมมิต ทำไมอ้างเสี่ยงรุนแรง ย้ายไปจัดพัทยาจนล่ม แล้วตอนนี้ไม่รุนแรงแล้วหรือ?ถึงได้กล้ามาเสนอหน้า

โดยชาวเชียงใหม่ประกาศจะทำการประท้วงขับไล่ นายอภิสิทธิ์ ไปทุกหนทุกแห่งทุกอำเภอ พร้อมทั้งขอร้องกันดีๆว่า ถ้าหากเห็นแก่ความสงบสุขของบ้านเมืองจริง อภิสิทธิ์อย่ามาเชียงใหม่

แถลงการณ์ ชาวเชียงใหม่ผู้รักประชาธิปไตย

ศูนย์ประสานงานกลาง แดงเชียงใหม่เพื่อประชาธิปไตย

ณ ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่

วันอังคารที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๒

เรื่อง ชาวเชียงใหม่ไม่ต้อนรับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ “โมฆะบุรุษประชาธิปไตย”


นับตั้งแต่ประเทศไทยเกิดการรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ เป็นการยึดอำนาจการบริหารประเทศล้มรัฐบาลประชาธิปไตยที่ประชาชนเลือกมา ฉีกรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน พ.ศ.๒๕๔๐

โดยการกระทำของเผด็จการทหารบางคน ที่ถูกยุยงส่งเสริมจากเหล่าขุนทหารเก่าเหล่าอำมาตย์หลงยุค ที่หลงมัวเมาในอำนาจและผลประโยชน์ส่วนตัว มากกว่าจะเห็นแก่ผลประโยชน์สุขของส่วนรวมและประเทศชาติ ทำการเขียนรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๐ ที่มีเนื้อหาตกยุคล้าหลังไม่เป็นประชาธิปไตย มุ่งเน้นการรักษาอำนาจและผลประโยชน์เฉพาะกลุ่มมากกว่าคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติ

จัดการเลือกตั้งในสภาวการณ์ที่ทั่วประเทศอยู่ภายใต้เงาของการปฏิวัติรัฐประหาร แต่พวกเขาก็ไม่สามารถเอาชนะหัวใจประชาธิปไตยของประชาชน ที่ได้แสดงพลังอำนาจของผู้มีอำนาจตัวจริง โดยเลือกพรรคการเมืองของประชาชนเข้าไปบริหารงานปกครองบ้านเมือง เป็นการตบหน้าสั่งสอนเผด็จการอำมาตย์ ตัดขาดการสืบทอดอำนาจของเผด็จการทรราช แบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ ที่ผู้ก่อการยึดอำนาจจะพ่ายแพ้พลังอำนาจของประชาชนอย่างอย่างหมดรูปเช่นนี้

เมื่อจัดการเลือกตั้งแล้วแพ้ให้แก่พลังบริสุทธิ์ของประชาชน แทนที่เหล่าเผด็จการอำมาตย์หลงยุคจะสำนึกผิด กลับฝ่าฝืนเจตนารมณ์ของประชาชนใช้อำนาจแอบแฝง เจ้าเล่ห์เพทุบายทำการปฏิวัติเงียบ ทำลายพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามโดยขาดความยุติธรรม สมคบคิดกับพรรคการเมืองไดโนเสาร์ ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร แถลงนโยบายรัฐบาลนอกรัฐสภา จึงได้รับขนานนามว่า”รัฐบาลโจร” มี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เข้ารับตำแหน่งเป็นหัวหน้ารัฐบาลโจร

เมื่อมีโอกาสที่เผด็จการส่งเสริมเข้ามาบริหารประเทศชาติอย่างไม่สง่างาม ไร้ประสบการณ์ความเชี่ยวชาญ ไร้บารมีและคุณธรรม ทำแต่เรื่องไม่เป็นเรื่อง ใช้การปกครองแบบสองมาตรฐาน ไล่จับอดีตนายกฯทักษิณที่โดนทหารปฏิวัติ และเผด็จการได้ตั้งธงข้อหาเซ็นชื่ออนุญาตให้ภรรยาซื้อที่ดิน แต่ในกรณีของพันธมิตรที่ทำลายบ้านเมืองทำร้ายประเทศชาติ กลับปล่อยให้ลอยนวล ไม่เอาใจใส่ดูแลจัดการตามกฏหมาย

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้มีคำพูดสวยหรูติดปากมาตลอดว่าเชื่อมั่นในระบบรัฐสภา แต่กลับมีพฤติกรรมนำพรรคบอยคอตการเลือกตั้งไม่ส่งผู้สมัครเข้าแข่งขันเพราะรู้ตัวว่าต้องพ่ายแพ้ให้แก่พรรคอื่น พรรคประชาธิปัตย์จัดส่ง ส.ส.ของพรรคเข้าไปสนับสนุนและร่วมเป็นแกนนำพันธมิตรฯ ที่เป็นกลุ่มการเมืองข้างถนน เรียกร้องทหารเข้ามาทำการปฏิวัติ ขับไล่รัฐบาลที่เข้ามาโดยความชอบธรรมของประชาชน พรรคประชาธิปัตย์สนับสนุนส่งเสริมการกระทำของพันธมิตรทั้งการเข้ายึดทำเนียบรัฐบาล ยึดสถานีโทรทัศน์ ปิดสนามบินดอนเมืองและสนามบินสุวรรณภูมิ ทำความเสียหายให้แก่ประเทศชาติอย่างประมาณค่าไม่ได้

เมื่อครั้งที่จังหวัดเชียงใหม่ได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพในการประชุมอาเซียนซัมมิต ในปี พ.ศ. ๒๕๕๑ จังหวัดเชียงใหม่ทั้งข้าราชการ เจ้าหน้าที่ พ่อค้า และประชาชนทุกหมู่เหล่า ได้เตรียมการหวังให้การประชุมครั้งนั้นประสบความสำเร็จ เพื่อสร้างรายได้ สร้างชื่อเสียงให้แก่จังหวัดเชียงใหม่ที่เป็นเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญของโลก แต่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ใส่ร้ายปรักปรำประชาชนชาวเชียงใหม่ที่รักชาติ รักประชาธิปไตย ว่าจะเป็นตัวการทำลายชื่อเสียงของประเทศ ขัดขวางการประชุม จึงทำการย้ายที่ประชุมอาเซียนซัมมิต ไปที่พัทยา ซึ่งก็ต้องล้มลงไปเพราะความอ่อนด้อยขาดประสบการณ์ของผู้นำ อย่างนายอภิสิทธิ์ เช่นกัน

แล้วที่เคยประกาศว่าจังหวัดเชียงใหม่ไม่ปลอดภัยจนต้องย้ายสถานที่ประชุมอาเซียนซัมมิต แล้วในวันนี้ ในสถานการณ์การเมืองที่เลวร้ายลงยิ่งกว่าเก่า ความขัดแย้งของประชาชนเลวร้ายลงยิ่งกว่าเดิม สถานการณ์ปัญหาของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ขาดการเหลียวแลจากภาครัฐ แทนที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะลงไปคลุกคลีแก้ปัญหาสงครามการแบ่งแยกดินแดน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลับมุ่งสู่ดินแดนที่มีแต่ความสงบสุข หวังแค่มาเกาะโพเดียม แล้วมาสร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนชาวจังหวัดเชียงใหม่ เพราะพกพา พ.ร.บ.ฉุกเฉินที่จะนำมาประกาศใช้ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ถามว่าถ้านายอภิสิทธิ์ไม่มาจังหวัดเชียงใหม่ ชาวบ้านประชาชนจะพากันเดือดร้อนเช่นนี้หรือไม่ ใครกันแน่ที่เป็นผู้สร้างปัญหาในวันนี้ ใครกันแน่ที่ท้าทายสร้างความร้าวฉานในประเทศชาติและบ้านเมือง

ดังนั้นในนามประชาชนชาวจังหวัดเชียงใหม่ เราจึงขอประกาศไม่ต้อนรับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในการเดินทางมาในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ในครั้งนี้ ไม่ว่าจะเดินทางไปอำเภอใดของจังหวัดเชียงใหม่ เราชาวจังหวัดเชียงใหม่จะส่งตัวแทนเข้าไปประท้วงขับไล่ในทุกเส้นทาง


ในฐานะประชาชนคนไทย เราหวังว่าด้วยคำแถลงการณ์นี้ หากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้รับทราบแล้ว และเห็นแก่ความสงบสุขของประชาชนและประเทศชาติ เราหวังว่าท่านคงจะงดการเดินทางมาสร้างความเดือดร้อนให้แก่พวกเราชาวจังหวัดเชียงใหม่ แต่หากท่านได้รับทราบแล้วยังคงดึงดันจะเดินทางเข้ามาในจังหวัดเชียงใหม่เพื่อมาทำความเดือดร้อนให้แก่พวกเราให้ได้ แม้พวกเราชาวจังหวัดเชียงใหม่จะรักและปรารถนาความสงบ สันติสักเท่าไร พวกเราก็พร้อมจะต่อสู้กับท่านตามวิธีการของเรา เราจะต่อสู้กับอำมาตยารุ่นสุดท้าย ผู้ไม่มีความจริงใจต่อตัวเอง และประชาชน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ “ โมฆะบุรุษประชาธิปไตย ”

แถลงการณ์มาให้เป็นที่รับทราบโดยทั่วกัน

ชาวเชียงใหม่ผู้รักประชาธิปไตย

ศูนย์ประสานงานกลาง แดงเชียงใหม่เพื่อประชาธิปไตย

หนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่


ศูนย์ประสานงานกลาง แดงเชียงใหม่เพื่อประชาธิปไตย

ที่ 005 / 2552
วันอังคารที่ 24 พฤศจิกายน 2552
เรื่อง ชี้แจงการดำเนินงานประท้วงไม่ต้อนรับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

เรียน นายอมรพันธุ์ นิมานันท์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่

สิ่งที่แนบ แถลงการณ์ ชาวเชียงใหม่ผู้รักประชาธิปไตย

ตามที่จะมีการประชุมสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศ ครั้งที่ 27 ที่จังหวัดเชียงใหม่ ในวันที่ 27 – 29 พฤศจิกายน 2552 ณ โรงแรมเลอเมอร์ริเดียน ในฐานะประชาชนชาวจังหวัดเชียงใหม่ มีความยินดี และขอต้อนรับสมาชิกหอการค้าทั่วประเทศที่เดินทางมาร่วมประชุมสัมมนาในครั้งนี้

ตามกำหนดการประชุมสัมมนา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะเดินทางมาปาฐกถาพิเศษ เรื่อง บทบาทในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ เพื่ออนาคตประเทศไทย และปิดการสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศ ในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2552 นั้น เนื่องจากสถานการณ์ทางการเมืองของประเทศไทย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นผู้หนึ่งที่ทางฝั่งของประชาชนคนเสื้อแดงมองเห็นว่าคือ ร่างทรงของฝ่ายเผด็จการอำมาตย์ที่ทำลายประเทศชาติ และ ระบอบประชาธิปไตย พฤติกรรมของนายนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นไปตามแถลงการณ์ที่แนบเป็น “โมฆะบุรุษประชาธิปไตย” ที่คนเสื้อแดงไม่ต้อนรับ และจะมีการชุมนุมประท้วงขับไล่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่จะเดินทางมาในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ในครั้งนี้

การออกมาชุมนุมขับไล่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในครั้งนี้จะเป็นไปตามข้อกฎหมาย เป็นการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ เพราะฉะนั้นหากมีเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์เกิดขึ้น ขอให้แน่ใจได้ว่าจะไม่ใช่เป็นการกระทำของคนเสื้อแดงเรา ส่วนจะเป็นใครผู้ใดนั้น ขอให้เจ้าหน้าที่บ้านเมืองจัดการตามหน้าที่

ในการออกมาประท้วงขับไล่ของประชาชนคนเสื้อแดงในครั้งนี้ หากทำให้เกิดปัญหากระทบต่อการดำเนินกิจกรรมของท่านอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี คนเสื้อแดงเรากราบขออภัย เพราะการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองก็มีความจำเป็นต่อประเทศชาติและบ้านเมืองเช่นกัน

จึงเรียนมาเพื่อทราบ

ด้วยความเคารพ

( นายพีรพล มรกต )
( รองเลขาธิการศูนย์ประสานงานกลางฯ )
โทร.086-9110208