WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, November 26, 2009

จดหมายฟ้องโลก!!!

ที่มา thaifreenews

โดย วาทตะวัน สุพรรณเภษัช www.vattavan.com/detail.php

มีผู้ตั้ง ‘ปุจฉา’ กับผมว่า
ถ้ามีการรัฐประหารอีกครั้ง โค่นรัฐบาลปัจจุบันของนายมาร์ค มุกควาย แล้วพวกยึดอำนาจใหม่ จัดแจงแต่งตั้งกรรมการสอบสวน อย่างเดียวกับ ค.ต.ส. ขึ้นมาจัดการนักการเมืองพรรคกะโหลกกะลา โดยงัดเอาตั้งแต่เรื่อง ส.ป.ก. 4-01, การทุจริตยางพารา, การงาบแบบ ‘มูมมาม’ ในงบไทยเข้มแข็ง และงบอื่นๆ, การทุจริตในกระทรวงสาธารณสุข, การเรียกค่า “หัวคิว” ในกระทรวงต่างๆ ฯลฯ มาดำเนินคดี โดยตั้งผู้เป็นปฏิปักษ์กับพรรคดักดาน เข้าไปเป็นคณะกรรมการสอบสวนทั้งชุด
คนถามเขาอยากรู้ว่า
นักกินเมืองของพรรคนี้ จะร้อง “เอ๋ง กันบ้างหรือเปล่า!?
ท่านผู้อ่าน คงตอบแทนผมได้กระมัง!!

การใช้อำนาจอย่างไม่เป็นธรรม ของคณะรัฐประหารพวก “ไอ้บังกบฏ” สร้างความขุนเคืองและคาใจ ผู้รักประชาธิปไตยและความเป็นธรรมยิ่งนัก ท้ายบทความฉบับก่อน ผมจึงบอกท่านผู้อ่านว่า
จะเขียน “จดหมายฟ้องโลก” เรื่องกระบวนการยุติธรรมของไทย ซึ่งเคยมีมาตรฐานที่โลกพอรับได้ แต่ต้องกลับกลายเป็นกระบวนการที่ “เลวร้าย” โดยมีต้นเหตุจากคณะรัฐประหารอัปรีย์
ที่สร้างกระบวนการยุติธรรม “เวอร์ชั่น-เผด็จการ” ขึ้นมาใหม่ เพื่อใช้จัดการกับนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร โดยเฉพาะ!
ที่ผมใช้คำว่า “ฟ้องโลก” เพราะเคยเห็นจดหมายของอเมริกันชน ที่เขียนบอกชาวโลกถึงความเปลี่ยนแปลงของสหรัฐ หลังจากเกิดเหตุการณ์ 9/11 เขาขึ้นต้นด้วยคำว่า “Dear World” หมายถึง การแจ้งข่าวสารให้ชาวโลกได้ทราบทั่วกัน
แรงดลใจสำคัญ ที่ทำให้ผมเขียน “จดหมายฟ้องโลก” ก็เพราะมีคำวินิจฉัยของ “ท่านกีรติ กาญจนรินทร์” ผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่เสมือนน้ำทิพย์ชโลมหัวใจของผู้ที่รักความเป็นธรรมในบ้านนี้เมืองนี้ ทำให้ผมเกิดความคิดว่า
น่าจะทำเป็นจดหมาย แจ้งไปยังสถานเอกอัครราชทูตต่างๆ และองค์กรสำคัญของโลกอย่างสหประชาชาติ องค์กรสิทธิมนุษยชนต่างๆ สำนักข่าวต่างประเทศที่สำคัญ สื่อมวลชนสาขาต่างๆ มหาวิทยาลัยต่างประเทศที่มีความโดดเด่นในการศึกษากฎหมาย ฯลฯ เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อเพื่อนร่วมโลกอารยะ จะได้รับรู้ถึงความไม่ชอบธรรมในการยึดอำนาจ ของ “ไอ้บังกบฏ” กับพวก อีกทั้งแจ้งให้โลกรับรู้ถึง กระบวนการที่ ‘ไม่’ ยุติธรรมของไทย ในการจัดการกับนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ดังปรากฏตามจดหมายที่ท่านจะได้อ่าน ดังต่อไปนี้

Dear World,

On the 19th of September 2006, while Pol.Lt. Col. Thaksin Shinawatra was attending the United Nations summit in New York City, USA, a group of military officers staged a coup d’etat in Thailand and overthrew the country’s democratic system.
The junta set up an ad hoc committee and empowered it to investigate the ousted Prime Minister on alleged corruption charge.
The committee comprised of the Lt. Col. Thaksin’s nemeses, advised by the country’s leading lawyers who had had experience working with the junta in the past and were willing to serve like ‘Butler Lawyers’ for the junta who would reward them.
Apart from spearheading the drafting of the hideous constitution for the usurpers, these butler lawyers also suggested the junta to set up a special investigating committee in place of the existing investigating officers, and endow it with all the powers under, and much beyond, the law in effect then.
All the people selected for the committee were the ex-PM’s opponents. This was met with criticism because it did not comply with the Criminal Procedural law (the law in effect then as now) concerning the investigating officers, which formed an essential element of the due process.
The butler lawyers attempted to justify this investigating committee by urging it to submit the investigation dossier and the commentary to the Attorney-General who may decide to file the lawsuit to the court. But should the Attorney-General decide not to, the investigating committee could still use the state budget to hire private lawyer to bring the case to the court as they see fit. And the process conducted by the Attorney-General and the court would be deemed lawful according to the Criminal Procedural law that was in effect then.
Incredibly, this lawsuit which the Attorney-General decided not to file, but which the investigating committee used the state budget to hire private lawyer to file instead, charging PM and his cabinet for corruption and demanding thousands of million U.S. dollars in compensation was entirely dismissed by the court, bringing severe humiliation to the junta’s investigating committee.

There is one unbelievable occurrence in Thailand, so strange in its nature that it is worthy of a place in the Guinness book, which is the Supreme Court judgment stating that commands issued by the conspirators of a successful coup d’etat are deemed lawful.
In many precedents, even when the country has regained its democracy, the commands of the junta are still viewed as lawful and legitimate by the judges of the Thai Supreme Court.
One Supreme Court judge, H.E. Kirati Kanjanarintara, wrote a remarkable dissenting opinion, objecting the legitimacy of the Junta as follows;

...The first question to be examined is whether the petitioner is entitled to file this petition. The judge is of the opinion that since sovereignty belongs to the people, the court, itself a part of that people-constituted sovereignty, must therefore act creatively to serve the people by making a deliberation that would result in the protection of people’s rights and freedom. Otherwise, the rule of law and the judicial process would be challenged and disrupted.

Moreover, the court should take action to protect the rule of law as well people’s rights and freedom from the abuse of power, and also abide by its covenant to protect the democracy. Usurpation of the power of the state by undemocratic means, that is to say, in the absence of people’s consent, is the demolition of the democratic system. Considering that a coup d’etat is an overthrow of the constitution, a criminal offense pursuant to Article 113 of the Criminal Code, it is obvious that it is the usurpation of state’s power by undemocratic means.

If the court approves a person or a body which staged the coup d’etat as a sovereign, the court would be neither protecting the people from the abuse of power nor the democracy. It would also be a neglect of the principle of natural justice that a person may not be rewarded from his own fraud or wrongdoing, which, in turn, would perpetuate the vicious cycle of government and coup d’etat. Above all, it would allow the usurper to manipulate the law to its service.

It is a fact generally acknowledged that in this age of globalization, countries nowadays are under democratic governments, which shun a coup-derived government. Therefore, considering this departure from the past, the court could no longer approve the usurpers as sovereign.

Considering that the Council for Democratic Reform (CDR) was a body that staged the coup d’etat, a criminal offense pursuant to Article 113 of the Criminal Code, and usurped the state’s power through undemocratic means that despite its subsequent amnesty it still could neither be deemed sovereign nor act like one; therefore, the petitioner, itself generally known as a committee germinated from CDR, is not empowered by the Organic Law on Counter Corruption 1999 and thereby not entitled to file this petition. Since standing (locus standi) is a matter of public order, the court may by itself raise this to deliberate. And upon the deliberation that the petitioner lacks standing, the problem as to whether the respondent intentionally submits an account showing particulars of assets and liabilities and supporting documents with false statements being included therein or fails to disclose facts which should have been disclosed need not be deliberated.

The petition should be dismissed.

Therefore, I plead that you will disseminate this judge’s dissenting opinion far and wide, so that the light of the democracy may finally shine upon the people of Thailand like those of all civilized nations.

Yours sincerely,
Vattavan Supunpaysaj
Columnist
vattavan.com, Thailand

(****โปรดดู คำแปลภาษาไทย ‘ท้ายบท’)

**********

ท้ายบท

คำแปลจดหมาย

กรุงเทพ

25 พฤศจิกายน 2552

เพื่อนร่วมโลก ที่รักทั้งหลาย

เมื่อ 19 ก.ย.2549 ขณะที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เดินทางไปประชุมที่องค์กรสหประชาชาติ นครนิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา คณะทหารได้ก่อรัฐประหารขึ้นในประเทศไทย โค่นล้มระบอบการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
คณะผู้เผด็จการได้ตั้งคณะกรรมการพิเศษขึ้นมาคณะหนึ่ง ให้มีอำนาจในการสอบสวน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่ถูกโค่นอำนาจ ในข้อกล่าวหาว่า
“คอรัปชั่น”
คณะกรรมการดังกล่าว ประกอบด้วยบุคคลที่เป็นปฏิปักษ์กับ พ.ต.ท.ทักษิณทั้งหมด โดยคณะผู้เผด็จการได้รับคำแนะนำจากนักกฎหมายชั้นแนวหน้าของไทย ที่มีประสบการณ์ในการทำงานร่วมกันผู้เผด็จการทหารในอดีต และเต็มใจทำงานให้กับคณะผู้เผด็จการ คล้ายเป็น “Butler Lawyer” (เนติบริกร) โดยตัวเขาการสมนาคุณจากพวกเผด็จการ
Butler Lawyer นี้ นอกจากเป็นหัวหอกร่างรัฐธรรมนูญฉบับอัปลักษณ์ ให้คณะผู้เผด็จการแล้ว ยังแนะนำให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนพิเศษขึ้นมา แทนพนักงานสอบสวนตามกฎหมายที่มีใช้อยู่แต่ให้มีอำนาจกว้างขวางกว่ามาก
กลุ่มคนที่พวกเขาตั้งขึ้นมานั้น ล้วนเป็นปรปักษ์กับอดีตนายกฯทั้งสิ้น ซึ่งก็ได้รับการทักท้วง เพราะเป็นการกระทำที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายที่มีอยู่ คือประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ซึ่งมีใช้อยู่ในขณะนั้น และยังคงใช้สืบเนื่องมาจนกระทั่งปัจจุบัน) ในเรื่องที่เกี่ยวกับตัวพนักงานสอบสวน ซึ่งเป็นสาระสำคัญอย่างยิ่ง ของกระบวนการยุติธรรม

“Butler Lawyer” พยายามสร้างความชอบธรรมให้คณะผู้สอบสวน ด้วยการให้พวกเขาส่งสำนวนการสอบสวนพร้อมความเห็นไปให้อัยการ เป็นผู้พิจารณาส่งฟ้องศาล แต่ถ้าอัยการสั่งไม่ฟ้อง คณะผู้สอบสวนก็สามารถใช้งบประมาณแผ่นดิน จ้างทนายความฟ้องร้องคดี ตามความเห็นของพวกเขาได้ และให้ถือว่าการดำเนินการของพนักงานอัยการ และผู้พิพากษาของศาล เป็นเรื่องที่ชอบธรรมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ที่มีใช้อยู่นั่นเอง
ไม่น่าเชื่อว่า คดีที่พนักงานอัยการของรัฐไม่ยอมเป็นผู้ฟ้องให้ แต่คณะผู้สอบสวนใช้เงินของรัฐ ว่าจ้างทนายความเอกชนเป็นผู้ฟ้องแทน โดยคำฟ้องได้บรรยายว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และคณะรัฐมนตรีของเขาทุจริต และขอให้ชดใช้เงินกับรัฐนับหลายพันล้านดอลลาร์นั้น
ศาลได้ยกฟ้องไปทั้งหมด!
นำความเสียหน้า มาให้กับคณะผู้สอบสวนของคณะผู้เผด็จการเป็นอย่างยิ่ง

มีเรื่องที่เหลือเชื่อเกี่ยวกับประเทศไทย ซึ่งเป็นความแปลกประหลาดเป็นอย่างยิ่ง จนน่าจะลงไว้ในกินเนสส์บุค นั่นคือ
หากใครเป็นทำรัฐประหารสำเร็จ ศาลฎีกาของไทยมีคำพิพากษาที่น่าทึ่งเอาไว้ว่า คำสั่งของคณะรัฐประหารจะเป็นคำสั่งโดยชอบด้วยกฎหมาย
ถึงแม้บ้านเมืองจะกลับเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยแล้ว แต่คดีขึ้นศาลต่อๆมา คำสั่งของคณะผู้เผด็จการยังคงเป็นเรื่องที่ถูกต้อง ชอบธรรม ในทัศนะของผู้พิพากษา ในศาลฎีกาของไทยอยู่นั่นเอง
มาถึงวันนี้ ได้มีผู้พิพากษาศาลฎีกาคนหนึ่ง ชื่อ “ท่านกีรติ กาญจนรินทร์’ ซึ่งเป็นเสียงข้างน้อย ได้มีคำวินิจฉัยในคดีหนึ่ง ไม่ยอมรับอำนาจของคณะผู้เผด็จการ โดยท่านเขียนคำวินิจฉัยเอาไว้ อย่างน่าสนใจดังต่อไปนี้

ปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ผู้ร้องมีอำนาจฟ้อง (ยื่นคำร้อง) คดีนี้หรือไม่ เห็นว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน ศาลเป็นหนึ่งในอำนาจอธิปไตย ซึ่งเป็นของประชาชน ศาลจึงต้องใช้ อำนาจดังกล่าวเพื่อประชาชนอย่างสร้างสรรในการวินิจฉัยคดีเพื่อให้เกิดผลในทางที่ขยายขอบเขตการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน และหากศาลไม่รับใช้ประชาชน ย่อมทำให้ระบบกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมถูกท้าทายและสั่นคลอน
นอกจากนี้ศาลควรมีบทบาทในการพิทักษ์ความชอบด้วยกฎหมายรวมถึงพันธกรณีในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนจากการใช้อำนาจโดยมิชอบและพันธกรณีในการปกปักรักษาประชาธิปไตยด้วย
การได้อำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางของระบอบประชาธิปไตย กล่าวคือการได้อำนาจในการปกครองประเทศโดยความไม่ยินยอมพร้อมใจจากประชาชนส่วนใหญ่ เท่ากับเป็นการล้มล้างระบอบประชาธิปไตย การปฏิวัติหรือรัฐประหารเป็นการล้มล้างรัฐธรรมนูญ เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 113 ย่อมเป็นการได้อำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางของระบอบประชาธิปไตย
หากศาลรับรองอำนาจของบุคคลหรือคณะบุคคลที่ทำการปฏิวัติหรือรัฐประหารว่าเป็นรัฏฐาธิปัตย์แล้ว เท่ากับศาลไม่ได้รับใช้ประชาชน จากการใช้อำนาจโดยมิชอบและเพิกเฉยต่อการปกปักรักษาประชาธิปไตยดังกล่าวมาข้างต้น ทั้งเป็นการละเลยหลักยุติธรรมตามธรรมชาติที่ว่าบุคคลใดจะรับประโยชน์จากความฉ้อฉลหรือความผิดของตนเองหาได้ไม่ รวมทั้งเป็นการส่งเสริมให้เกิดการปฏิวัติหรือรัฐประหารเป็นวงจรอุบาทว์อยู่ร่ำไป ยิ่งกว่านั้นยังเป็นช่องทางให้บุคคลหรือคณะบุคคลดังกล่าวยืมมือกฎหมายเข้ามาจัดการสิ่งต่างๆ
ข้อเท็จจริงเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า ปัจจุบันอยู่ในกระแสโลกาภิวัตน์ นานาอารยะประเทศส่วนใหญ่ปกครองในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งไม่ยอมรับอำนาจที่ได้มาจากการปฏิวัติหรือรัฐประหาร ฉะนั้นเมื่อกาละและเทศะในปัจจุบันเปลี่ยนไปแล้วจากอดีต ศาลจึงไม่อาจที่จะรับรองอำนาจของบุคคลหรือคณะบุคคลที่ทำการปฏิวัติหรือรัฐประหารว่าเป็นรัฎฐาธิปัตย์
ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น เมื่อข้อเท็จจริงเป็นที่รู้กันอยู่ทั่วไปเช่นกันว่า ผู้ร้องประกอบด้วยคณะกรรมการที่เป็นผลพวงของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (คปค.) แต่ คปค. เป็นคณะบุคคลที่ทำการปฏิวัติหรือรัฐประหาร เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 113 จึงเป็นการได้อำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางของระบอบประชาธิปไตยดังเหตุผลข้างต้น ย่อมไม่อาจถือได้ว่าเป็นรัฏฐาธิปัตย์ แม้จะได้รับการนิรโทษกรรมภายหลังก็ตาม หาก่อให้เกิดอำนาจที่จะสั่งการหรือกระทำการใดอย่างรัฏฐาธิปัตย์
ผู้ร้องประกอบด้วยคณะบุคคลที่เป็นผลพวงของ คปค. ย่อมไม่มีอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันปราบปรามการทุจริต พุทธศักราช 2542 ด้วยเช่นกัน ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจฟ้อง (ยื่นคำร้อง) คดีนี้ อำนาจฟ้อง (ยื่นคำร้อง) เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัย เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว ปัญหาว่าผู้คัดค้านจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จและปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบหรือไม่ จึงไม่จำต้องวินิจฉัย
วินิจฉัยให้ยกคำร้องของผู้ร้อง

ข้าพเจ้า จึงขอแจ้งให้ท่านทราบ และขอให้กรุณาสนับสนุนคำของผู้พิพากษาท่านนี้ ให้กว้างไกลออกไป เพื่อช่วยเหลือประเทศไทยที่น่าสงสาร พ้นจากการกดขี่ของเผด็จการที่มาทั้งในรูปรัฐประหารและเผด็จการ เพื่อที่พลเมืองไทยจะได้รับแสงสว่างแห่งประชาธิปไตย เหมือนประชาชนในอารยะประเทศด้วยเถิด.

ขอแสดงความนับถือ

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
คอลัมน์นิสต์
vattavan.com, ประเทศไทย

ประชาธิปไตยคืออะไร..โดย เด็กจันทน์ฮิ

ที่มา thaifreenews

โดย เด็กจันทน์ฮิ

การปกครอง ระบอบ รูปแบบ เครื่องมือ จิตสำนึก

ประชาธิปไตย ดูที่รูปแบบ หรือ ที่แก่นแท้ มีใครพูดถึงจิตสำนึกแห่งประชาธิปไตยที่แท้จริงบ้างหรือยัง

นักดนตรี ที่แต่งเพลงเก่ง ร้องดี ทำท่าทำทางเป็นผู้รู้ ไม่ใช่ว่าจะเป็นนักประชาธิปไตยเสมอไป

นักการเมืองที่อยู่ในสภา ใช่ว่าจะเป็นนักประชาธิปไตยเสมอไป

นักวิชาการ นักคิด นักเขียน ใช่ว่าจะเป็นนักประชาธิปไตยเสมอไป

แม้แต่นักเคลื่อนไหว บรรดาแกนนำทั้งหลาย ใช่ว่าจะเป็นนักประชาธิปไตยเสมอไป

การเป็นนักประชาธิปไตย ที่มีจิตสำนึกประชาธิปไตย ควรเป็นอย่างไร

-เปิดโอกาสในการยอมรับความคิดเห็น มีสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก

-เปิดโอกาสในการถกเถียงเพื่อร่วมหาข้อสรุป

-ไม่ดูถูกภูมิปัญญา แนวความคิด แม้แต่แนวคิดนั้น ๆ จะเป็นแนวคิดแห่งเผด็จการก็ตาม

-ยอมรับในมติของคนส่วนใหญ่

-การค้นหาข้อมูลอย่างถูกต้อง

-การค้นคว้าแม้แต่ข้อมูลนั้น ๆ จะซับซ้อน หรือเข้าถึงยากก็ตาม

-ไม่ควรเชื่อในสิ่งที่ฟังคนอื่นโดยมิได้พิจารณา

-ฯลฯ

ทั้งหมดนี้คือปัญหาของคนในสังคมไทย ที่นึกว่าตัวเองอยู่ในประเทศที่ปกครองโดยระบอบประชาธิปไตย

คำว่าจิตสำนึกแห่งประชาธิปไตย น่าจะยิ่งใหญ่กว่าตัวบทกฎหมายในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับไหน ๆ

คำว่าจิตสำนึกแห่งประชาธิปไตย ไม่ควรจะเป็นเพียงแค่ออกมาเดินขบวนเรียกร้อง

คำว่าจิตสำนึกแห่งประชาธิปไตย ไม่น่าจะหมายความเพียงไปกาในบัตรลงคะแนนเลือกตั้งเท่านั้น

อะไรคือประชาธิปไตย ตั้งแต่ปี 2475 จวบจนปัจจุบัน เรามีประชาธิปไตยที่แท้จริงแล้วหรือยัง

หรือเป็นเพียงแค่ตัวหนังสือหลอกเด็กเท่านั้น

หลายคนนึกว่าการไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคการเมือง การไปร่วมชุมนุมเดินขบวน การได้อ่านตำรา หรือร้องเพลง

ของนักดนตรีที่เป็นแนวเพื่อชีวิต แนวเรียกร้องประชาธิปไตยเป็น แต่ว่ากลับบ้าน คุณกลับไม่รับฟังเสียงของสมาชิก

ในบ้าน หรือในที่ทำงานของคุณ คุณจะกล้าเรียกว่าตัวคุณคือนักประชาธิปไตยหรือ?

เปรียบเสมือนคนที่ใส่บาตรในตอนเช้า แล้วตอนบ่ายไปเล่นอบายมุข จะกล้าเรียกตัวเองว่าเป็นคนที่มีศาสนาหรือไม่

ตัวอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ก็คงไม่สามารถทำให้ผู้ที่ไปเยี่ยมชมมีจิตสำนึกแห่งประชาธิปไตยได้เสมอไป

อะไรคือประชาธิปไตย....????

ตื่นเถิดพี่น้อง มาปรับเปลี่ยนจิตสำนึกให้เป็นประชาธิปไตย นอกจากจะเป็นแค่รูปแบบ

แล้วประชาธิปไตยที่แท้จริงก็จะเกิดขึ้น.....

14 พฤศจิกายน 2552

คดีก่อการร้ายยึดสนามบินใต้เงื้อมมือเนวิน ละเว้นไม่ออกหมายจับส่อดองเค็ม ใช้ต่อรองกับโจรลิ้ม

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
26 พฤศจิกายน 2552

ปชป.โบ้ยตำรวจตอบทำคดีพธม.ยึดสนามบินถึงไหน ขออย่าโทษรัฐบาล

นายสาธิต ปิตุเดชะ ส.ส.ระยอง พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ ครบรอบ 1 ปีเหตุการณ์พันธมิตรยึดสนามบินสุวรรณภูมิ กับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า คดีไม่มีความคืบหน้า ว่า เรื่องนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องตอบคำถามให้ได้ว่า ขณะนี้คดีไปอยู่ที่ชั้นไหนแล้ว หากผู้ถูกกล่าวหามารับทราบข้อกล่าวหาแล้วตามกฎหมายกำหนดให้ส่งฟ้องต่อศาลภายในระยะเวลา 60 วัน หากผู้ถูกกล่าวหายังไม่มารับทราบข้อกล่าวหา ก็อาจเป็นไปได้ว่าอยู่ระหว่างการสืบหาพยานหลักฐานเพิ่มเติม ซึ่งหากไม่สามารถหาพยานหลักฐานไม่พอ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ต้องแจ้งประชาชนให้ทราบว่าคดีนี้หาหลักฐานไม่ได้จะไม่สั่งฟ้อง

“เรื่องนี้ต้องไปถามทางตำรวจ จะมาโทษรัฐบาลไม่ได้ แต่กระบวนการกฎหมาย คดีจะต้องเดินทางตลอด จะอ้างว่าอยู่ระหว่างการเปลี่ยนตัวผบ.ตร. หรือผบช.ภ.1 ไม่ได้ เพราะแต่ละคดีจะมีผู้รับผิดชอบชัดเจน” นายสาธิต กล่าว

เนวิน ชิดชอบ กับพล.ต.ท.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้คุมคดียึดสนามบิน(รายล่าสุด)ต่อข้อสังเกตว่าเป็นเด็กเนวินนั้น สมยศบอกว่า รักชอบพอ” กับ “เนวิน” เป็นคนประเภทเดียวกัน-นิสัยเหมือนกัน-เป็นไงเป็นกัน ลั่น “ไม่กลัว-ไม่อาย” เพราะถ้าปฏิเสธก็หมายถึงโกหก


เผยเส้นทางดองคดีจนมาถึงเงื้อมมือตำรวจเด็กเนวิน

-ค่ำวันที่ 25 พฤศจิกายน 2551พันธมิตรยึดสนามบินสุวรรณภูมิ
-13 มกราคม 2552 พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รองผบ.ตร.ผู้รับผิดชอบเผยคดีคืบหน้า 70 %
-18 กุมภาพันธ์ 2552 รัฐบาลย้ายตำรวจคุมคดียึดสนามบินเข้ากรุ พล.ต.อ.จงรักพ้นหน้าที่ในการคุมคดี สุเทพ เทือกฯเข้าคุมเอง
-20 กุมภาพันธ์ 2552 พล.ต.ท.ฉลอง สนใจผบช.ภาค1เผยคดีคืบหน้า80%
-21 เมษายน 2552 พล.ต.ท.ฉลองเผยคืบหน้า95%แล้ว เหตุที่ช้าเพราะเป็นคดีก่อการร้ายโทษถึงประหารชีวิต
-27 เมษายน 2552 เปลี่ยนตัวหัวหน้าชุดคุมคดีมาเป็นพล.ต.ท.วุฒิ พัวเวส
- 4 กรกฎาคม 2552 พล.ต.ท.วุฒิ ตั้งข้อหาก่อการร้ายกับพันธมิตรและออกหมายเรียก
-16 กรกฎาคม 2552 พันธมิตรไปชุมนุมที่สโมสรตำรวจ ไม่ขอรับข้อหา และให้เปลี่ยนข้อหา ซึ่งพล.ต.ท.วุฒิขึ้นเวทีบอกว่านธมิตรเป็นผู้ก่อการดี
- 9 กันยายน 2552 เปลี่ยนตัวหัวหน้าชุดคุมคดีอีกครั้งมาเป็นพล.ต.ท.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผช.ผบ.ตร. โดยระบุจะออกหมายเรียกครั้งที่2ก่อน ยังไม่ออกหมายจับ
-25 พฤศจิกายน 2552 ครบรอบ 1 ปีการยึดสนามบิน โดยยังไม่มีการดำเนินคดี รวมทั้งไม่มีการออกหมายจับ


คดียึดสนามบินมาอยู่ในมือตำรวจเด็กเนวิน เครื่องมือต่อรองทางการเมืองชั้นดีของห้อย

มีการตั้งข้อสังเกตว่าสนธิ ลิ้มทองกุล มักหาเรื่องได้ทุกฝ่าย โดยไม่กลัวเกรง แต่น่าแปลกที่ว่าไม่เคยวอแวกับเนวิน ชิดชอบ ผู้นำพรรคตัวจริงภูมิใจไทยเลย "เหมือนสนธิลิ้มกลัวเนวิน"

ความจริงที่น่าตั้งข้อสังเกตก็คือหลังการเปลี่ยนหัวหน้าชุดมาเป็นพล.ต.ท.สมยศ คนสนิทเนวิน แทนที่จะเดินหน้าออกหมายจับ ก็กลับถ่วงคดีด้วยการไปรวบรวมหลักฐานทำสำนวนคดีใหม่ เสมือนกับเป็นเกมการต่อรองทางการเมืองของเนวินกับสนธิลิ้ม


เวบไทยอินไซเดอร์รายงานถึงความสัมพันธ์ของเนวินกับสมยศในหัวข้อเรื่อง สมยศ” ตร.สีน้ำเงิน” แอ่นอกรับ “รักชอบพอ” กับ “เนวิน” เป็นคนประเภทเดียวกัน-นิสัยเหมือนกัน-เป็นไงเป็นกัน ลั่น “ไม่กลัว-ไม่อาย”

สำหรับคดียึดสนามบินนั้น พล.ต.ท.สมยศ กล่าวว่า ถ้าผู้ถูกกล่าวหาไม่มารับทราบข้อกล่าวหา จากพนักงานสอบสวน ตามหมายเรียก ก็เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวน จะออกหมายเรียก หรือทำเรื่องไปถึงศาล เพื่อขออออกหมายจับ แต่ตามป.วิอาญา ไม่ได้บอกว่า จะต้องออกหมายเรียกกี่ครั้ง อยู่ที่ดุลยพินิจของพนักงานสอบสวน

อย่างไรก็ตามแทนที่จะเดินหน้าออกหมายจับ แต่สิ่งที่พล.ต.ท.สมยศ ทำก็คือกลับไปตั้งแท่นทำสำนวนใหม่ โดยได้เรียกประชุมคณะพนักงานสอบสวนชุดใหม่ โดยอ้างว่า ต้องการสอบสวนเพิ่มเติมในประเด็นที่ยังไม่สมบูรณ์เพื่อจะให้คดีเดินหน้าต่อไปในบางประเด็นที่จะต้องทำให้ครบถ้วน เช่น การหาพยานแวดล้อม โดยเฉพาะประชาชน และนักธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งยังไม่ค่อยให้ความร่วมมือกับพนักงานสอบสวนเท่าที่ควร เช่น นักธุรกิจต่างๆที่อ้างว่าได้รับผลกระทบเสียหายหลายสิบล้านแต่เมื่อถึงเวลาต้องมาเป็นพยานกลับไม่ยอมให้ความร่วมมือ ก็ขอให้บุคคลที่ได้รับผลกระทบช่วยเข้ามาเป็นพยานให้กับเจ้าหน้าที่ด้วย ซึ่งตรงนี้ก็ถืออีกส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญ
**********
ขัดหมายเรียกต้องออกหมายจับ แต่ตำรวจเด็กเนวินไปตั้งต้นทำสำนวนใหม่ ต้องติดคุกฐานละเว้นต่อหน้าที่!?


ออกหมายเรียกไปแล้ว ผู้ก่อการร้ายพันธมิตรขัดหมายเรียก ตามกฎหมายต้องถูกสั่งจำคุก 3 เดือน และออกหมายจับ แต่ทำไมตำรวจเด็กเนวิน กลับไปเริ่มต้นที่ทำสำนวนคดีใหม่ ต่อไปนี้คือความรู้เรื่องหมายเรียกกับหมายจับ ซึ่งความจริงแล้วหากละเว้น พล.ต.ท.สมยศคนของเนวินควรต้องโดนดำเนินคดีติดคุกฐานละเว้นต่อหน้าที่ไปแล้ว


หมายเรียก

หมายเรียกคือหนังสือที่พนักงานสอบสวนหรือพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่หรือศาลทำขึ้นเพื่อให้บุคคลใดมาที่พนักงานสอบสวน หรือมาที่พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่หรือมาศาล เนื่องในการสอบสวน การไต่สวนมูลฟ้อง การพิจารณาคดี หรือการอย่างอื่น ฯลฯ (ป.วิ.อาญา มาตรา 52)

บุคคลที่ถูกออกหมายเรียกควรต้องปฏิบัติตามความในหมายนั้น หากขัดขืนโดยไม่มีข้อแก้ตัวอันควรอาจเป็นความผิดทางอาญาได้

ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสถานะของบุคคลผู้ถูกออกหมายเรียก กล่าวคือ

1.หากผู้ถูกออกหมายเรียกอยู่ในฐานะผู้เสียหายหรือพยานไม่มาตามหมายเรียก จะเป็นความผิดอาญาฐานขัดขืนคำบังคับตามกฎหมายของพนักงานสอบสวนฯ ซึ่งให้มาเพื่อให้ถ้อยคำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกินห้าร้อยบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (ป.อาญา มาตรา 168)

2.หากผู้ถูกออกหมายเรียกอยู่ในฐานะผู้ต้องหา ไม่มาตามหมายเรียก จะไม่มีความผิดฐานขัดหมายเรียกฯ ตาม 1. แต่จะเป็นเหตุให้ออกหมายจับ
(เทียบเคียงฎีกาที่ 1341/2509)


หมายจับ


หมายจับคือหนังสือบงการที่ออกตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาสั่งให้เจ้าหน้าที่ทำการจับ ฯลฯ (ป.วิ.อาญา มาตรา 2 (9))

หมายจับต้องทำเป็นหนังสือและมีข้อความเกี่ยวกับสถานที่ออกหมาย วันเดือนปีที่ออกหมายเหตุที่ต้องออกหมาย ต้องระบุชื่อหรือรูปพรรณของบุคคลที่จะจับ ลายมือชื่อและประทับตราของศาล (ป.วิ.อาญา มาตรา 60) เดิมพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่มีอำนาจออกหมายจับได้เช่นเดียวกับศาล

ต่อมาได้มี พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 22) พ.ศ. 2547 ยกเลิกอำนาจการออกหมายจับของพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ลงโดยให้ศาลเท่านั้นเป็นผู้มีอำนาจออกหมายจับ

เหตุที่จะออกหมายจับมีดังนี้

1.มีหลักฐานตามสมควรว่าบุคคลใดน่าจะได้กระทำความผิดอาญา ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปี หรือ

2.มีหลักฐานตามสมควรว่าบุคคลใดน่าจะได้กระทำความผิดอาญาและมีเหตุอันควรเชื่อว่าจะหลบหนี หรือจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือก่อเหตุอันตรายประการอื่น

ถ้าบุคคลนั้นไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง หรือไม่มาตามหมายเรียก หรือตามนัด โดยไม่มีข้อแก้ตัวอันควร ให้สันนิษฐานว่าบุคคลนั้นจะหลบหนี (ป.วิ.อาญา มาตรา 66)

การออกหมายจับตาม 1. นั้น ดูอัตราโทษเป็นเกณฑ์

หากโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปีก็สามารถออกหมายจับได้ แม้ผู้นั้นจะไม่มีพฤติการณ์หลบหนีหรือจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือไม่ก่อเหตุอันควรประการอื่น

ส่วนการออกหมายจับตาม 2. นั้น หากความผิดนั้นมีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่สามปีลงมาต้องมีพฤติการณ์หลบหนี หรือไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือไปก่อเหตุอันตรายประการอื่น จึงจะออกหมายจับได้ (ยึดอัตราโทษและพฤติการณ์เป็นหลัก)

แต่องค์ประกอบที่สำคัญของ 1. และ 2. ก็คือ ต้องมีหลักฐานตามสมควรว่าบุคคลนั้นน่าจะได้กระทำผิดอาญาตามที่ถูกกล่าวหา (ข้อพิจารณาประกอบ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 22) พ.ศ.2547 โดยนายจรัญ ภักดีธนากุล กับคณะ สำนักประธานศาลฎีกา)

ถ้าผู้ต้องหาไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง หรือไม่มาตามหมายเรียก หรือตามนัดโดยไม่มีข้อแก้ตัวอันควรให้สันนิษฐานว่าบุคคลนั้นจะหลบหนีตามความในมาตรา 66 (2) วรรคท้าย เป็นเพียงข้อสันนิษฐานของกฎหมาย

หากสามารถพิสูจน์ได้ว่าข้อเท็จจริงหาได้เป็นไปตามข้อสันนิษฐานก็ไม่สามารถออกหมายจับได้ หากออกหมายจับแล้วก็ถอนหมายคืนได้

ศาลจะออกหมายจับตามที่เห็นสมควร หรือโดยมีผู้ร้องขอก็ได้ (ป.วิ.อาญา มาตรา 59) โดยก่อนออกหมายจับจะต้องปรากฏพยานหลักฐานตามสมควรที่ทำให้ศาลเชื่อได้ว่า มีเหตุที่จะออกหมายจับตาม มาตรา 66 (ป.วิ.อาญา มาตรา 59/1)

เมื่อได้ออกหมายจับแล้วเป็นหน้าที่ของพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจต้องจัดการให้เป็นไปตามหมายนั้น (ป.วิ.อาญา มาตรา 61)

และในกรณีของหมายจับคงใช้ได้อยู่จนกว่าจะจับได้ เว้นแต่ความผิดอาญาตามหมายนั้นขาดอายุความ หรือศาลซึ่งออกหมายนั้นได้ถอนหมายคืน (ป.วิ.อาญา มาตรา 68)

อย่างไรก็ตาม หากบุคคลได้รับหมายเรียกที่ออกโดยชอบแล้ว มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตาม หากมีเหตุผลอันควรที่ไม่สามารถปฏิบัติตามหมายนั้นได้ ก็ควรจะต้องแจ้งต่อเจ้าพนักงานผู้ออกหมายทราบ

แนะลากคอมาร์ค-เทือก-ตำรวจเด็กเนวินเข้าคุกสังเวยปล่อยผู้ก่อการร้ายลอยนวล

ประชาชน ที่ติดตามคดีผู้ก่อการร้ายพันธมิตรยึดสนามบินได้เรียกร้องให้มีการแจ้ง ดำเนินคดีฐานละเว้นหน้าที่ต่อนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง และพล.ต.ท.สมยศหัวหน้าชุดดำเนินคดียึดสนามบินตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานละเว้นต่อหน้าที่ ไม่ออกหมายจับผู้ก่อการร้ายพันธมิตร หลังจากเนิ่นมามาจวนครบ 1ปี

"ผมเห็นเงียบไปเลย หลังจากเจ้าของคดีชมว่าเป็นผู้ก่อการดี พันธมิตรก็ไล่กลับให้ไปเปลี่ยนข้อหา ตำรวจก็ดันบ้าจี้จะไปเปลี่ยนข้อกล่าวหาให้พวกมัน ตามกฎหมายแล้วให้เกียรติกันออกหมายเรียก ตามขั้นตอนเมื่อออกหมายเรียกแล้วไม่มารายงานตัว (แต่เสือกมาม็อบกดดัน ตร. แทน) ขั้นตอนต่อไปก็ต้องออกหมายจับไม่ใช่เหรอ" คือข้อความในกระทู้ที่บอร์ด ประชาไท

โจรลิ้มหัวโจกก่อการร้ายหนีหมายคดียึดสนามบิน

ที่มา Thai E-News


ห้องพระของสนธิ ลิ้มทองกุล- หัวหน้าผู้ก่อการร้ายหนีหมายเรียกคดียึดสนามบิน



มติชน-ชาวบ้านเผาพริกเผาเกลือแช่งโจรมารศาสนาให้ตายใน3วัน7ว้น ส่วนผู้ครอบครองให้ตายตกนรกโดยไว


ที่มา สำนักข่าวVNN
26 พฤศจิกายน 2552

สนธิลิ้มที่คุณไม่รู้จัก - สดุดีความรักชาติของอดีตราชามีเดียของเอเซียอาคเนย์
The Unspoken Patriotism of Former Media King of Southeast Asia


เงินของสาวกผู้จงรักภักดี-พร้อมกับกิจกรรมการเมือง สนธิลิ้มได้จัดกิจกรรมสารพัดระดมทุนจากชาวพันธมิตรผู้จงรักภักดี ทั้งคอนเสิร์ต ขายข้าวสาร น้ำปลา ล่าสุดคือโกเต๊กซ์ ผู้จงรักภักดีบางคนที่หาดใหญ่ยอมขายตึกแถวเพื่อมอบเงินให้สนธิไปกู้ชาติ สถานะล่าสุดของสนธิคือหัวหน้าผู้ก่อการร้ายคดียึดสนามบิน ซึ่งครบรอบ1ปีในวันที่25พ.ย.นี้ แต่เขากับหัวโจกผู้ก่อการร้ายยังหนีหมายเรียก ไม่ยอมเข้ามอบตัวกับตำรวจแต่อย่างใด โดยต้องแลกกับการที่เขาก็ต้องสงบปากสงบคำกับเนรวิน ซึ่งเป็นลูกพี่ของตำรวจที่คุมคดีก่อการร้ายยึดสนามบินแบบห้ามเฉียดเนรวินเลยทีเดียว


นครลอสแองเจลิส (ข่าว VNN) - 22 พฤศจิกายน 2552 - เมื่อ ๓๐ ปีที่แล้ว นาย พอล สิทธิอำนวย ซึ่งได้อาศัยฝีมือของนายสนธิ ลิ้มทองกุล

ทำให้สามารถสร้างธุรกิจระดับ ๒๐๐๐ ล้าน โดยไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน แต่หลังจากที่นายพอลต้องฝ่าพายุธุรกิจ ผันตัวเองมาลี้ภัยอยู่ในอเมริกา นายสนธิ ต้องอาสารับภารกิจมีเดียต่อจากนายพอลในฐานะทายาท จากนั้นเป็นต้นมา นายสนธิได้สถาปนาตัวเองอย่างรวดเร็ว กลายเป็นราชาแห่งมีเดียของเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ (Media King of Southeast Asia)

กิจการมีเดียของนายสนธิเจริญขึ้นเรี่อยๆ มีทั้งหนังสือพิมพ์ แมกกาซีน รายการวิทยุและโทรทัศน์ทั้งในและนอกประเทศ จนเป็นที่ประทับใจของนักธุรกิจที่อยู่ในวงการมีเดียเป็นอย่างมาก จะขอกู้เงินจากธนาคารก็มักจะไม่มีปัญหา

สมัยนั้น นายสนธิมีเครดิตมากขนาดซื้อกิจการทุกอย่างที่ขวางหน้าได้ ไม่ว่ามีเดียไหน วิสัยทัศน์ทางธุรกิจมีเดีย คือ การเข้าไปมีชี่อเป็นเจ้าของกิจการมีเดียทุกประเภท เพื่อนายสนธิจะได้เป็นเจ้าพ่อสื่อได้ในที่สุด

และที่สำคัญที่สุด ในฐานะที่เป็นคนไทย ตัวเขาเองไม่เคยลืมตอบแทนบุญคุณของแผ่นดินเกิด การเข้าครอบครองสื่อต่างๆเหล่านี้ เขาถือว่า เป็นการประชาสัมพันธ์สร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศไืทย โดยประเทศไทยไม่ต้องเสียเงินไปจ้างบริษัทเอเยนซี่ใดๆ

ตัวอย่างที่ดังที่สุด คือการซื้อแมกกาซีนอเมริกันที่มีฐานในนิวยอรค์และลอส แอนเจลสีส ชื่อ Buzz Magazine ทั้งๆที่เป็นแมกกาซีนที่จะเจ๊งอยู่แล้ว

แต่ด้วยวิสัยทัศน์ของนายสนธิ ที่อยากเห็นคนไทยเป็นเจ้าของแมกกาซีนฝรั่ง และเห็นประโยชน์เชิงประชาสัมพันธ์ที่จะเกิดแก่ประเทศไทย ก็เลยแสดงความใจป้ำ ซื้อด้วยราคาที่สูงลิ่ว คือ ในราคา ๑๖๐๐ ล้านบาท หรือ ๔๐ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งคนขายถึงกับงงในกลยุทธที่แนบเนียนของนายสนธิ

วงการธุรกิจมีเดียแทบไม่เชื่อกับตา เพราะโฆษณาขายแมกกาซีนนี้มานาน แต่ไม่มีหน้าไหนมี “gut” เท่าคนไทย นับว่า เป็นวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของนายสนธิ

ยังจำได้ว่า ตอนเปิดตัวเจ้าของ Buzz ใหม่ ผมได้ถูกเชิญไปร่วมงานเลี้ยงที่โรงแรมหรูใน Beverly Hills ได้เห็นนายสนธิเดินชนแก้วบั่นรีไวน์กับนักธุรกิจมีเดียระดับโลกในแอลแอด้วยความโก้หรู

แต่น่าเสียดาย แค่หนี่งปีสองเดือน Buzz ก็ต้องปิดกิจการ เพราะขาดกระแสเงินสดจ่ายให้กับพนักงานฝรั่งทั้งหลาย หลังจากพยายามจะขายต่อให้คนอื่น แต่ไม่มีใครมี “gut” ทางธุรกิจ(เหมือนนายสนธิ) ที่จะเสนอหน้ามาซื้อ

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ก็ไม่ใช่เป็นเรื่องที่เกินความคาดหมายของนักธุรกิจระดับโลกอย่างนายสนธิ เพราะตั้งแต่ตอนเข้าซื้อกิจการ นายสนธิได้ ”โปรแกรม” การปิดกิจการนี้ไว้แต่ต้นแล้วแล้ว

ด้วยความมีน้ำใจรักชาติของนายสนธิ นายสนธิสำนึกเสมอว่า สุดท้ายแล้ว เงิน ๑๖๐๐ ล้านบาทที่นำมาซื้อกิจการนี้ เพียงแค่การประชาสัมพันธ์ประเทศไทยในระดับโลก ก็คุ้มค่าแล้ว นายสนธิจึงมองเป็นกุศโลบายว่า เงิน ๑๖๐๐ ล้านบาทนี้ ว่าที่จริงแล้ว ก็มาจากแบงก์ไทย

ดังนั้น จึงถือว่า คนไทยทุกคน มีส่วนร่วมเป็นหุ้นส่วน ในการเทคโอเวอร์ระดับโลกครั้งนี้ด้วย คนไทยทุกคนจึงน่าจะภาคภูมิใจอย่างยิ่ง

สรุปคือ ภาษีของคนไทยน้อยนิดที่ถูกนำไปโอบอุ้มหนี้เสียเหล่านี้ เทียบไม่ได้กับชื่อเสียงระดับโลกที่นายสนธิได้ทำให้แก่ประเทศไทยนั่นเอง


นายสนธิ ถือว่า เป็นคนสนับสนุนและช่วยให้คุณทักษินเป็นนายกรัฐมนตรี แต่น่าเสียดายที่ นายกทักษิณไม่เคยสำนึกถึงบุญคุณคน ไม่ยอมรักษาคำพูดที่เป็นข้อตกลงว่า เมื่อได้เป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว จะร่วมเป็นหุ้นส่วนกอบกู้ชาติกับนายสนธิ กล่าวคือ ไม่ยอมแต่งตั้งคนสนิทของนายสนธิตามข้อตกลงเบื้องต้น

มิฉะนั้นแล้ว หนี้ ๖๐๐๐ ล้านบาทของนายสนธิ คงจะได้รับการปรับลดจนเหลือแค่ ๓๐๐ ล้านบาท ซึ่งจะทำให้กิจการของนายสนธิฟื้นตัว และส่งผลพวงเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยในที่สุด

น่าอนาจที่คนอย่างนายกทักษิณ ที่คนยกย่องว่า มีวิสัยทัศน์นักธุรกิจที่ดี กลับตอบปฎิเสธทันทีอย่างไม่มีเยื่อไย โดยอ้างเพียงว่า เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ทั้งๆที่นายกทักษิณรู้ว่า การผิดกฎหมายในกรณีนี้ อาจส่งผลเป็นลูกโซ่ ช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจไทยกลับให้ฟูเฟื่องฟองสบู่แบบเดิมได้อีก

อย่างนี้แล้ว นายทักษิณจะอ้างว่า ตัวเองรักชาติได้อย่างไร


หลังจากนั้นมา ในฐานะที่เป็นคนไทยผู้รักชาติ นายสนธิก็ตั้งความมุ่งมั่นว่า คนซึ่งไม่รักชาติและขาดวิสัยทัศน์เชิงธุรกิจเช่นนี้ ไม่สมควรเป็นนายกรัฐมนตรีไทยอีกต่อไป จึงยอมสละทุกสิ่งทุกอย่าง มาเป็นแกนนำพันธมิตร และพร้อมจะทำทุกอย่าง เพื่อให้นายกทักษิณออกจากตำแหน่งให้ได้

โดยพร้อมสนับสนุนผู้นำรุ่นใหม่ อย่าง นายอภิสิทธิ ซึ่งแม้จะขาดประสบการณ์ด้านธุรกิจ แต่ก็เหมือนผ้าขาว ย่อมง่ายต่อการฟูมฟัก ให้มีวิสัยทัศน์ร่วมกับวิสัยทัศน์ของนายสนธิได้

พันธกิจที่สำคัญอันดับแรก คือ ต้องมาช่วยกันสลายหนี้ก้อนโตในวงการธุรกิจ ซึ่งถ้าทำได้ จะถือเป็นการกู้้ชาติที่ยิ่งใหญ่ ทำให้นักธุรกิจที่ล้มละลาย (เพราะการโจมตีค่าเงินบาทจากต่างชาติในปี ๑๙๙๗) ได้กลับมามีส่วนร่วมในการสร้างชาติไทยอีกครั้ง

ตัวเขาเองยอมรับว่า ศึกครั้งนี้มีเดิมพันใหญ่หลวงนัก เพราะถ้าทักษิณได้กลับมาอีกครั้ง เขาอาจต้องหนีไปอยู่อเมริกา อย่างไรก็ตาม เขาพร้อมจะเผชิญความยากลำบากของชีวิตในบั้นปลายที่อเมริกา (ถ้านายพอลเจ้านายเก่าของเขาสามารถทนใช้ชีวิตลำบากอยู่ในอเมริกาได้ เขาก็ย่อมทนอยู่ได้เช่นกัน)

ดังนั้น กิจกรรมกู้ชาติและภาษีของประชาชนจึงต้องมาก่อนเสมอ!

ชีวิตวัยเยาว์

นายสนธิ ลิ้มทองกุล มีชื่อจีนว่า “โกตั้บ แซ่ลิ้ม” เกิดเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2490 ระหว่างศึกษาอยู่ที่สหรัฐฯ เพื่อนฝูงมักเรียกนายสนธิว่า “SONDY” ภายหลังสำเร็จการศึกษา นายสนธิเดินทางกลับประเทศไทย เมื่อปี 2516 และแต่งงานกับผู้ช่วยศาสตราจารย์จาก มศว.ประสานมิตร แต่ปัจจุบันแยกกันอยู่

ส่วนพ่อของนายสนธิ คือ คนจีน เป็นทหารสังกัดกองร้อย หวางฟู่ ในกองพล 93แห่งพรรคก๊กมินตั๋งของประธานาธิบดี เจียงไคเชค แต่ถูกกองทัพประชาชน ของเหมาเจ๋อตง ตีรุกจนถอยมาติดชายแดนจีนตอนใต้ยันชายแดนพม่า

กองพล 93 มีชื่อเสียงมากเพราะ ซีไอเอ ของอเมริกันเลี้ยงไว้ ต่อต้านคอมมิวนิสต์ ให้อาหารและอาวุธ ต่อมาทหารจีน ช่วยคนท้องถิ่นปลูกฝิ่น มีรายได้อีกทางหนึ่ง แต่พ่อของนายสนธิ ชื่อ เชียรหนีทหารลอบเข้าชายแดนไทย แล้วลงมาอยู่กรุงเทพทำหนังสือพิมพ์จีน รับเรี่ยไรเงินส่งไปช่วยพรรคก๊กมินตั๋ง นายเชียร จึงพ้นโทษที่หนีทหารภายหลัง นายเชียร ร่ำรวย แล้วทั้งพ่อและแม่ถูกฆ่าตายอย่างลึกลับ(มีข้อกล่าวหากันว่าอาจเกี่ยวข้องกับการโกงเงินเรี่ยไรไม่ส่งให้ก๊กมินตั๋ง)

นายสนธิเข้าทำงานเป็นบรรณาธิการบริหาร หนังสือพิมพ์ประชาธิปไตยเมื่ออายุเพียง 27 ปี นอกจากนี้ยังได้ร่วมกับ นายพร หรือ พอล สิทธิอำนวย ตั้งบริษัท Advance Media ในเครือพีเอส กรุ๊ป ออกนิตยสารดิฉัน แต่ประสบกับภาวะขาดทุน จึงขายให้กับ นายปีย์ มาลากุล ณ อยุธยา

เมื่อครั้งนายสนธิ ลิ้มทองกุล ทำงานที่ นสพ.ประชาธิปไตยนั้น นายสนธิรู้จัก นายพร สิทธิอำนวย (เรียกชื่อฝรั่งว่า นายพอล = Paul) ทำงานธนาคาร แล้วมีธุรกิจส่วนตัว ทำนิตยสาร

ต่อมานายพอล สิทธิอำนวยถูกกล่าวหาว่าพัวพันกับการโกงเงินธนาคาร 2 พันล้านบาท หนีไปอยู่อเมริกา ก่อนหนีไปได้โอนกิจการพิมพ์ให้ นายสนธิ ลิ้มทองกุล เท่ากับนายสนธิได้สมบัติฟรี ๆ เป็นของส่วนตัวทำหนังสือต่อจนมีฐานะดี สามารถกู้หนี้ยืมสินธนาคารด้วยเครดิตสูง

แต่แล้วนายสนธิ ก็กลับมาโดดเด่นอีกครั้งด้วยการตั้ง บริษัท ตะวันออกแมกกาซีน ออกหนังสือผู้จัดการรายเดือน เมื่อปี 2526 และผู้จัดการรายสัปดาห์ จากความสำเร็จ ในการเป็นหนังสือแนวธุรกิจชั้นนำ ของผู้จัดการรายเดือนและรายสัปดาห์ ทำให้นายสนธินำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อปี 2533 พร้อมกับออกหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวันตามมาเข้า

ผูกขาดขาย Nokia แต่เพียงผู้เดียว

ต่อมานายสนธิสามารถเข้าเทคโอเวอร์ บริษัทลูกของปูนซีเมนต์ไทย ก็คือบริษัท เอสซีทีคอมพิวเตอร์ จำกัด บริษัทไมโครเนติก จำกัด และบริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล เอ็นจิเนียริ่ง (ไออีซี) จำกัด ซึ่งต่อมาบริษัท ไออีซี เป็นบริษัทที่ทำกำไรให้กับนายสนธิอย่างต่อเนื่องเนื่องจาก บริษัท ไออีซี เป็นบริษัทผูกขาดการขายโทรศัพท์มือถือยี่ห้อโนเกีย ระบบเซลลูล่า 900 แต่เพียงผู้เดียว

ลงทุนดาวเทียมลาวสตาร์ในลาว

นายสนธิ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแต่การทำธุรกิจสิ่งพิมพ์ในประเทศเท่านั้น เขายังได้ขยายตัวออกไปลงทุนทำหนังสือพิมพ์ “เอเชียไทม์” โดยตั้งฐานผลิตที่ฮ่องกงอีกด้วย พร้อมกับเปลี่ยนชื่อบริษัทใหม่เป็น บริษัท แมเนเจอร์มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็ม กรุ๊ป เมื่อ 22 พ.ย. 2537 เพื่อเป็นศูนย์กลางในการบริหารงานบริษัทในเครือ

จากนั้นเริ่มขยายไปสู่วงการโทรคมนาคมในต่างประเทศ เข้าไปลงทุนในโครงการดาวเทียมลาวสตาร์ ชื่อบริษัท ABCN ที่เป็นบริษัทในเครือ ซึ่งได้รับสัมปทานจากประเทศลาว พร้อมๆ กับเริ่มรุกทำกิจการโรงแรมในลาว และร้านอาหารในจีน

จากการขยายตัวอย่างไร้ทิศทาง การพยากรณ์ธุรกิจอย่างผิดพลาดนำมาสู่สภาพธุรกิจที่ตกต่ำ นับตั้งแต่ปลายปี 2539 ทำให้นายสนธิต้องขายธุรกิจในเครือ เพื่อนำเงินมาชำระหนี้ รวมทั้งโครงการดาวเทียมลาวสตาร์ที่ขายให้กับกลุ่มยูคอม

แต่นายสนธิยังมีหนี้สินอีกจำนวนมาก โดยเฉพาะเมื่อ พ.ย. 2542 ธนาคารนครหลวงไทย ได้ยื่นฟ้องนายสนธิ และบริษัท เอ็ม กรุ๊ป ให้เป็นบุคคลล้มละลาย เพราะไม่สามารถชำระหนี้ให้กับธนาคารได้จำนวน 150 ล้านบาท จนกระทั่งศาลได้มีคำสั่งให้นายสนธิ และบริษัท เอ็ม กรุ๊ป เป็นบุคคลล้มละลายไปในที่สุด

ปัจจุบันนายสนธิ ยังคงเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง ในการบริหารหนังสือพิมพ์ ในเครือที่เหลือเพียง 3 ฉบับ คือ ผู้จัดการรายเดือน ผู้จัดการรายสัปดาห์ และผู้จัดการรายวัน ซึ่ง นายสนธิ ถือว่าเป็นหัวใจหลัก ที่จะต้องคงไว้ และดำเนินการต่อไป แม้จะไม่มีตำแหน่งใดๆ แล้ว


นายสนธิ มีเครือข่ายความสนิทสนม กับบุคคลในกลุ่มนักการเมือง นักธุรกิจ นักวิชาการ และข้าราชการจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ นายศิรินทร์ฯ และนาย ธารินทร์ฯ โดย นายสนธิ ได้รับความช่วยเหลือด้านเงินกู้จาก ธนาคารกรุงไทย เพื่อมาพยุงฐานะธุรกิจตลอดเวลา ในช่วงที่นายศิรินทร์ เป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ โดยเมื่อ พ.ย. 2542

บริษัท Price water house Coopers ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาที่ธนาคารกรุงไทยว่าจ้าง มาปรับปรุงโครงการ ตรวจสอบภายใน ระบุว่า บจ.เอ็ม กรุ๊ป มีหนี้สินอยู่กับธนาคารกรุงไทย จำนวน 2,123 ล้านบาท เป็นหนี้เสีย (NPL) เพราะเป็นการปล่อยสินเชื่อ โดยอาศัยความสัมพันธ์ส่วนตัว ทั้งที่ไม่มีหลักทรัพย์ใด ๆ มาค้ำประกัน

เปลือยธารินทร์

ต่อมาไม่นานนัก นายสนธิ จึงได้เขียนบทความต่าง ๆ รวมทั้งออกหนังสือชื่อ“เปลือยธารินทร์” โจมตีการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ และเรื่องส่วนตัวของ นายธารินทร์ฯ อยู่โดยตลอดมา จนเป็นข้อสงสัยต่อสาธารณชน อาจจะเป็นเรื่องไม่พอใจที่ นายธารินทร์ ไม่ยอมช่วยเหลือแก้ไขปัญหาทางธุรกิจให้ กระนั้น นายสนธิ ก็ยังมีความสัมพันธ์กับ นายบัญญัติ บรรทัดฐาน

เนื่องจากอดีตภรรยาของนายสนธิเป็นญาติของนายบัญญัติ ทั้ง นายสนธิ กับ นายบัญญัติ เคยลงทุนทำธุรกิจโรงแรมด้วยกันที่ประเทศลาว ปัจจุบันมีการพบปะแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกันเป็นประจำ

ลงทุนทำโรงแรมที่ลาวร่วมกับบัญญัติ บรรทัดฐาน

ระหว่างช่วงสมัยรัฐบาลชวน 2 นายสนธิ มีความใกล้ชิดสนิทสนม กับ นายธารินทร์ มาก่อน ตอนแรกก็ดีกัน แต่ต่อมาเกิดความขัดแย้งระหว่างกันอย่างรุนแรง โดยนายสนธิ อ้างว่าเป็นความขัดแย้งกันทางความคิดในการแก้ปัญหาวิกฤติ เศรษฐกิจของประเทศ

จากนั้นจึงพุ่งเป้าโจมตี นายธารินทร์ อย่างรุนแรงยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ในช่วง 2 ปี หลังของรัฐบาลชวน 2 ทั้งผ่านทางวิทยุ และหนังสือพิมพ์ต่าง ๆในเครือผู้จัดการ โดยใช้ชื่อว่า พายัพ พนาสุวรรณ มีการทำเทปออกขาย ปรากฏความตอนหนึ่งว่า นายสนธิ กล่าวหา นายธารินทร์ ว่า กระทำการอันเป็นการหมิ่นพระบรมราชานุภาพ ทำให้นายธารินทร์ต้องฟ้องร้องนายสนธิในข้อหาหมิ่นประมาท เรื่องยังอยู่ในศาลจนถึงปัจจุบันนี้

เกาะรัฐบาลทักษิณ ๑

ขณะที่ในช่วงรัฐบาล ทักษิณ 1 เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยแรกนั้น ก็ได้ดึงเอานายสนธิมาร่วมงานด้วย เพราะเขารู้จักกับคนในรัฐบาลหลายคน

ต่อมาในช่วงรัฐบาล ทักษิณ 2 เกิดการขัดแย้งระหว่าง นายสนธิ กับ รัฐบาลอย่างรุนแรง สาเหตุที่แท้จริงไม่ทราบว่าด้วยเรื่องอะไร แต่บางคนอ้างว่า เพราะ นายสนธิ ลงทุนไปซื้ออุปกรณ์ในการทำโทรทัศน์เสรีมาแล้ว เป็นพันล้านบาท แต่กลับไม่ได้ช่องมาทำ ก็เลยหันมาโจมตี พ.ต.ท.ทักษิณ ในแบบเดียวกันกับที่เคยโจมตีนายธารินทร์สำเร็จมาแล้ว

ฟอกเงินที่หมู่เกาะเวอร์จินไอส์แลนด์

ไม่เพียงเท่านั้น ข้อสงสัยประการสำคัญ ที่มีต่อ นายสนธิ กับหมู่เกาะในสหรัฐอเมริกาที่ขึ้นชื่อ ในประเด็นที่ถูกมองว่าเป็นหมู่เกาะของนักฟอกเงินนั่นคือ หมู่เกาะ The British Virgin Island

มีหลายฝ่ายต่างแฉข้อมูลของ นายสนธิ จนกลายเป็นข้อกล่าวหา ที่สาธารณชนจะต้องนำมาเป็นฐานข้อมูลในการพิจารณาด้วยเช่นกัน ประเด็นกล่าวหา นายสนธิ มีอยู่ว่า ไปจดทะเบียนบริษัท Manager International Holding Company Limited ที่หมู่เกาะ The British Virgin Island นี้ด้วยเงินเพียงแค่ 1,000 เหรียญสหรัฐ แต่กลับนำมาขายให้ บริษัท เมเนเจอร์ มีเดีย (มหาชน) ซึ่งเป็นของผู้ถือหุ้นทุกคน ด้วยเงินถึง 7,228,000 เหรียญสหรัฐ

ประเด็นก็คือส่วนต่าง 200 ล้านบาทนี้ หายไปอยู่กระเป๋าใครนอกจากนั้น เงินที่บริษัทเมเนเจอร์ให้บริษัทนี้ยืมไปอีก 700 ล้านบาท หายไปไหนข้อสงสัยจนกลายเป็นข้อกล่าวหาต่อมา คือทำไมมีการเปิด บริษัทส่วนตัว ที่ชื่อ เวิลด์ไวด์ มีเดีย ซึ่งก็ตั้งอยู่บนถนนพระอาทิตย์ เพื่อรับเงินค่าโฆษณาแทนบริษัทมหาชน และทำไมบริษัทนี้ ไม่ยอมจ่ายเงินคืนให้ บริษัทซึ่ง เป็นของมหาชน ทั้งที่รับเงินมา 2-3 ปี แล้ว


ข้อกล่าวหาอีกประเด็นหนึ่งคือ เหตุใด บริษัท เมเนเจอร์ มีเดีย (มหาชน) ถึงยังให้ บริษัทนี้หาโฆษณาและรับเงินแทนอยู่ ทั้งที่ก็รู้ว่า บริษัทนี้ ยังไม่โอนเงินเข้า บริษัท เมเนเจอร์ฯ มาเป็นปีแล้ว เงิน ๗๐๐ ล้านหายไปไหน

นอกจากนั้น ทำให้เกิดข้อสงสัยตามมาว่า ทำไมบริษัทเมเนเจอร์ มีเดีย ถึงนับยอดรายได้โฆษณาที่น่าจะได้จาก บริษัท เวิลด์ไวด์ มีเดีย เป็นหนี้ที่สงสัยจะสูญในทันที


จนมีผลทำให้ผลประกอบการรวมของบริษัท เมเนเจอร์ มีเดีย ซึ่งควรจะเป็นกำไร กลายเป็นขาดทุน จนเป็นที่มาของข้อสงสัยกรณี ผู้ตรวจสอบบัญชีที่ บริษัท เมเนเจอร์ มีเดียจ้างเอง ไม่ยอมเซ็นรับรอง บริษัทเมเนเจอร์ มีเดีย หลายไตรมาสติดต่อกัน

เจิมศักดิ์แฉลดหนี้จาก ๒๐,๐๐๐ ล้านเหลือ ๖,๐๐๐ ล้าน

อีกประเด็นหนึ่งที่เป็นข้อสงสัยตลอดมา คือ ประเด็นหลังจากที่นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง และกลุ่มเนชั่นออกมาปูดข่าวว่า รัฐบาลทักษิณ ช่วยลดหนี้ของกลุ่มผู้จัดการ จาก 20,000 ล้านบาท เหลือแค่ 6,000 ล้านบาท ในปี 2545 แล้วนายสนธิ และ กลุ่มผู้จัดการ ได้รับการลดหนี้จากสถาบันการเงินของรัฐอีกกี่ครั้ง

ต่อมานายสนธิออกมาปฏิเสธว่า กลุ่มผู้จัดการมีหนี้อยู่ในขณะนั้น 8,000 กว่าล้านบาท ไม่ใช่ 20,000 ล้านบาทตามที่นายเจิมศักดิ์กล่าวหาในยุคหนึ่ง

ขณะที่นายวิโรจน์ นวลแข ทำงานที่ธนาคารกรุงไทยมีข้อกล่าวหาว่า ทำไม นายสนธิ ถึงได้รับการลดหนี้ที่เคยลดมาแล้วอีกจาก 1,421.73 ล้านบาท เหลือเพียงแค่ 259 ล้าน บาท และทำไม ธนาคารกรุงไทย ถึงขนาดยอมให้ นายสนธิ ไม่ต้องจ่ายคืนเป็นเงินสด โดยยอมกระทั่งให้ใช้ คืนเป็นค่าโฆษณา ราคาแพง จนเราได้เห็น โฆษณาชุดผู้ใหญ่ลี ที่มีค่าแอร์ไทม์ครั้งละ หลายแสนบาทอย่างถี่ยิบ จนเป็นคำถามว่า ธนาคารของรัฐ อย่างธนาคารกรุงไทยมีความจำเป็นต้อง โฆษณา ตัวเองกับสื่อของ นายสนธิ แค่ที่เดียว เป็นร้อย ๆ ล้านบาทเลยหรือ (จากข้อมูลที่กลุ่มผู้จัดการทำส่งให้ตลาดหลักทรัพย์ ในปี 2547 ดูข้อมูลได้ที่ตลาดหลักทรัพย์)

ปลุกระดมมวลชนเพื่อแก้วิกฤตการเงินของตัวเอง

ตายเป็นตายเจ๊งเป็นเจ๊ง-สนธิลิ้มถึงกับผงะขณะมีการยิงระเบิดลงหลังเวทีพันธมิตรเมื่อ15พ.ย.ที่ผ่านมา และรวบรัดจบการปราศรัยใช้เวลาเพียง15นาที ขณะที่ผู้สนับสนุนเขาเจ็บระนาว12รายจากเหตุระเบิด


ด้วยข้อสงสัยและข้อกล่าวหาหลายประการ จึงนำมาสู่ประเด็นที่ว่า การที่ นายสนธิ ออกมาปลุกระดมมวลชนอย่างเอาเป็นเอาตาย สาเหตุเบื้องต้น เกิดจากกลุ่มผู้จัดการกำลังเกิดวิกฤติทางการเงิน ซึ่งถ้าไม่ได้อำนาจรัฐหรือกลุ่มทุนเข้าช่วยเหลือ อาจถึงขั้นปิดตัวเองเลย ใช่หรือไม่

และอะไรที่ทำให้นายสนธิ อุทานว่า ตายเป็นตาย เจ๊งเป็นเจ๊งประเด็นที่เป็นเงื่อนตาย ที่ยากจะปลดล็อก คือ กรณีคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้ออกกฎมานานแล้วว่า จะถอดถอนบริษัท ซึ่งอยู่ในหมวดฟื้นฟูของตลาดหลักทรัพย์ และมีหุ้นส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบออกจากตลาดหลักทรัพย์ ภายในเดือน มีนาคม 2549 รวมถึงประเด็น ศาลล้มละลายกลาง ได้ยินยอมขยายเวลาแผนฟื้นฟู ของ บริษัท เมเนเจอร์ มีเดีย ออกไปจากเดิมสิ้นสุด วันที่ 26 กรกฏาคม 2548 กลายเป็นสิ้นสุดวันที่ 3 สิงหาคม 2549 เพื่อให้บริษํท เมเนเจอร์ มีเดีย หาผู้ร่วมทุนใหม่มูลค่า 350 ล้าน บาทให้ได้ทันตามกำหนด

ถ้ากลุ่มผู้จัดการหาเงินเพิ่มทุน 350 ล้าน บาท ไม่ได้ภายในเดือน มีนาคม หรือไม่มี อินไซเดอร์ ใน ก.ล.ต.ให้เปลี่ยนแปลงหรือผ่อนผันกฎ บริษัท เมเนเจอร์ มีเดีย มีสิทธิจะโดนถอดออกจากตลาดหลักทรัพย์ถ้ายังไม่ได้เงินก่อนเดือนสิงหาคม และศาลไม่ยินยอม ให้ขยายเวลาแผนฟื้นฟูบริษัทอีก บริษัท เมเนเจอร์ ก็อาจจะต้องปิดตัวเองลงภายในปีนี้จึงเป็นที่มาของคำว่า “ตายเป็นตาย” ของนายสนธิ

Net Assets of Sondhi

ยอดหนี้สินที่พอรวบรวมได้ นายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นหนี้ 6,687 ล้านบาท,


กู้เงินจากกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการกว่า 300 ล้านบาท

กู้ธนาคารกรุงไทย 495,080,556.13 ล้านบาท

กู้ธนาคารกสิกรไทย 30,791,780.82 ล้านบาท

กู้ธนาคารเอเซีย 741,728,446.00 ล้านบาท

กู้ธนาคารกรุงไทย 900,978,279.31 ล้านบาท

กู้ธนาคารไทยธนาคาร 431,419,178.07 ล้านบาท

กู้ธนาคารดีเอสบี (ไทยทนุ) 64,621,463.90 ล้านบาท

กู้กฟผ. 63 ล้านบาท

เปรมเหยียบหน้าคนไทยโผล่ลิ้มทีวีฉลอง1ปียึดสนามบิน หลังให้มาร์คเปิดตัวครบ1ปียึดทำเนียบ

ที่มา Thai E-News



ฉลองวันเหยียบหัวใจคนไทย-นายพลอาวุโสเปรมออกอากาศทีวีของสนธิลิ้ม หัวหน้าขบวนการก่อการร้ายพันธมิตรเย็นนี้ อันเป็นวันครบรอบ1ปียึดสนามบิน ก่อนหน้านั้นอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะควงกษิตไปเปิดตัวทีวีช่องนี้เมื่อ26ส.ค.2552ในโอกาสครบรอบ1ปียึดทำเนียบรัฐบาล


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
25 พฤศจิกายน 2552

นายพลอาวุโสเปรม ติณสูลานนท์ ศูนย์กลางของขบวนการอำมาตยาธิปไตย ใช้ฤกษ์วันครบรอบ 1 ปียึดสนามบินสุวรรณภูมิเปิดตัวกับเครือข่ายโทรทัศน์ของหัวหน้าขบวนการผู้ก่อการร้ายหนีหมายเรียกคดียึดสนามบินในวันนี้ หลังจากที่ให้อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีหุ่นเชิดควงกษิต ภิรมย์ 1ในผู้ก่อการร้ายยึดสนามบินไปเปิดโทรทัศน์แห่งนี้ในโอกาสครบรอบ 1 ปียึดทำเนียบรัฐบาลเมื่อ 26 สิงหาคมที่ผ่านมา

เวบผู้จัดการASTVสื่อกระบอกเสียงของขบวนการก่อการร้ายพันธมิตร รายงานข่าวว่านายพลอาวุโสเปรมจะให้สัมภาษณ์กับนอมินีของสนธิ ลิ้มทองกุล คือสโรชา พรอุดมศักดิ์ ผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ TAN Network (Thai-ASEAN News Network)เวลา18.30น.วันนี้ ซึ่งเมื่อ 1 ปีที่แล้วเป็นเวลาที่ขบวนการก่อการร้ายพันธมิตรกำลังเริ่มต้นเข้ายึดสนามบินสุวรรณภูมิ

1ในคำถามของขบวนการสมคบคิดโค่นล้มรัฐบาลที่ประชาชนเลือกตั้งเข้ามาก็คือ
“ด้วยสถานการณ์ของบ้านเมืองในปัจจุบัน สิ่งที่พวกเราประสบก็คือมีบุคคลบางกลุ่มที่พยายามทำลายประเทศทั้งในแง่ของจิตวิญญาณและภาพลักษณ์ คนไทยจะรับมือการกระทำ จุดมุ่งหมาย และการคุกคามของคนเหล่านี้อย่างไร”


ก่อนหน้านั้นเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2552 ซึ่งเป็นวันครบรอบ 1 ปีขบวนการก่อการร้ายพันธมิตรเข้ายึดทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พาครม.ของเขาไปเปิดตัวTAN NETWORK โดยมีนายกษิต ภิรมย์ เจ้าของคำพูด"ยึดสนามบินสนุกดี อาหารก็ดี ดนตรีก็เพราะ"ไปในงานนี้ด้วย(ชมภาพชุด)


นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย แกนนำเสื้อแดงเคยกล่าวหารัฐบาลหุ่นเชิดอภิสิทธิ์ว่า มีการอนุมัติงบกลางในส่วนของสำนักนายกรัฐมนตรีกว่า 300 ล้านบาท เพื่อเป็นงบสนับสนุนงบประมาณให้TAN NETWORK แต่TANออกแถลงการณ์ปฏิเสธและขู่ฟ้องดำเนินคดีนายจตุพร

เทือกอ้อมแอ้มเจอถามยึดสนามบิน1ปียังลอยนวล

ไทยรัฐออนไลน์รายงานว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ตอบแบบอ้อมแอ้มเมื่อถูกถามเรื่องของการดำเนินคดีของกลุ่มคนเสื้อเหลืองที่ปิดสนามบินนั้น ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ดำเนินคดีไปตามปกติและไม่ได้กำชับอะไรเป็นพิเศษ เพราะกำชับไปหลายครั้งแล้ว

Wednesday, November 25, 2009

"เสื้อแดง"ประกาศเลื่อนชุมนุม28พ.ย. อ้างไม่อยากทำลายบรรยากาศ แขวะจับตา รบ. จะเลิกใช้พรบ.มั่นคงหรือไม่

ที่มา มติชน

"ทักษิณ"สั่งเสื้อแดงถอย เตือนชุมนุมช่วงนี้ไม่เหมาะสมกระแสค้านเยอะ แกนนำ นปช.ปรับแผนแก้เกมทันที คาดเลื่อนชุมนุมใหญ่ไปก่อน รมต.หลายคนวอน"มาร์ค"งดไปเชียงใหม่ แต่เจ้าตัวยังกั๊ก สั่ง ครม.พร้อมประชุมประกาศใช้ กม.มั่นคงที่เชียงใหม่ กอ.รมน.ปรับแผนคุมม็อบทั่วกรุง


"เสื้อแดง"ประกาศเลื่อนชุมนุม 28 พ.ย.


นายก่อแก้ว พิกุลทอง แกนนำคนเสื้อแดง แถลงเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายนว่า แกนนำคนเสื้อแดงขอประกาศเลื่อนชุมนุมใหญ่ในวันที่ 28 พฤศจิกายนนี้ออกไป โดยกล่าวว่า ไม่อยากทำลายบรรยากาศในช่วงวันเฉลิมพระชนม์พรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว การประชุมครั้งหน้าอย่างน้อยอาจเป็นวันที่ 15 ธันวาคม ส่วนจะเป็นการแน่นอนในวันไหนนั้น แกนนำคนเสื้อแดงจะประชุมกันอีกครั้ง และจะประกาศให้ทราบอย่างชัดจน


แกนนำคนเสื้อแดง แถลงต่อว่า ต้องรอดูท่าทีรัฐบาลว่า จะยกเลิกการประกาศความมั่นใชคงหรือไม่

"ทักษิณ"ประกาศหัน180องศาคุย"ป๋า"


เวลา 20.30 น. วันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จัดรายการวิทยุผ่านทาง Thaksinlive ระบุตอนหนึ่งว่า ยังไม่สายที่ทุกฝ่ายจะหันหน้าเข้าหากัน ตนดีใจที่ป๋า (พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ) บอกว่าจะหันหน้าเข้าหากัน บ้านเมืองบอบช้ำ ความน่าชื่อถือของบ้านเมืองไม่มี


"เมื่อป๋าพูดว่า อยากให้ทุกคนหันหน้าเข้าหากัน ก็ขอให้มันจริงเถอะ ถ้าบอกอย่างนี้ ผมหันมาเต็มๆ เลยครับหันมา 180 องศาเลยครับ เพราะประชาชนก็ล้า ประเทศก็ช้ำ ไม่มีประโยชน์ มวยเฮฟวี่เวท คนแชมป์ก็ยังเจ็บได้ จึงควรที่จะหันมาคุยกันแบบภาษาไทย" พ.ต.ท.ทักษิณกล่าว


"แม้ว-พท."เบรกแดงชุมนุมช่วงนี้


นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย (พท.) เปิดเผยว่า ในการประชุม ส.ส.พรรคเพื่อไทย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ วิดีโอลิงก์มายังที่ประชุมกำชับให้ ส.ส.ลงพื้นที่เตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้ง มั่นใจว่าครึ่งปีแรกของปี 2553 จะมีการเลือกตั้งแน่นอน ดังนั้นช่วงปิดสมัยประชุมสภาให้ออมกำลังเพื่อทำงานหนักต่อไป โดยตัวท่านเองก็จะออกเดินทางไปท่องเที่ยวพักผ่อนเช่นกัน โดยวันที่ 28 พฤศจิกายนนี้จะออกจากเมืองดูไบ เพื่อไปท่องเที่ยวหลายที่ แต่ไม่ได้บอกว่าจะไปประเทศใดบ้าง แต่ช่วงปีใหม่อาจจะเดินทางมาใกล้ๆ ประเทศไทย


นายสุรพงษ์กล่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณยังบอกกับแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงไปแล้วว่า การชุมนุมระหว่างนี้ อาจเป็นช่วงเวลาไม่เหมาะสม เพราะฟังจากกระแสคนก็ไม่เห็นด้วยเยอะ จึงอยากให้แกนนำกลับไปลองคิด และปรึกษากันดู ขณะเดียวกันส.ส.ส่วนใหญ่ของพรรค พท.ก็ไม่เห็นด้วยกับการชุมนุมช่วงเวลานี้ ดังนั้น เชื่อว่า คนเสื้อแดงอาจจะเลื่อนการชุมนุมออกไปก็ได้


"นปช."นัดถก-เล็งเลื่อนชุมนุม


นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)-แดงทั้งแผ่นดิน กล่าวเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน ถึงกรณีที่ ครม.มีมติประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงใน กทม. ตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน-14 ธันวาคมว่า เป็นสิ่งที่คาดไว้อยู่แล้ว แต่คิดไม่ถึงว่ารัฐบาลจะกล้าประกาศใช้นานขนาดนี้ เพราะหมายถึงประชาชนต้องการเฉลิมฉลองวันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม ภายใต้การประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคง แสดงให้เห็นถึงความไม่เหมาะสม และไม่สมพระเกียรติ ที่จริงหากรัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงวันที่ 28 พฤศจิกายน-2 ธันวาคม ที่คนเสื้อแดงจะชุมนุมก็ได้ และคนเสื้อแดงไม่เคยผิดคำพูด จึงน่าสงสัยว่าเหตุใดรัฐบาลจึงประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคงยาวนานเช่นนี้


"จากเหตุการณ์ทั้งหมดทำให้ นปช.ต้องนัดประชุมกันในวันที่ 25 พฤศจิกายน เพื่อกำหนดท่าทีที่ชัดเจนอีกครั้งว่าจะยังนัดชุมนุมต่อไปหรือไม่ ผลอาจออกมาได้ทุกทาง ไม่ว่าจะเป็นการเลื่อนการชุมนุม ยกเลิก หรือจะชุมนุมต่อ" นายจตุพรกล่าว

"นพดล"ปัด"แม้ว"อยู่เขมรสั่งม็อบ


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ทวิตข้อความผ่านเว็บไซต์ Twitter.com ถึงการครบรอบ 1 ปีที่กลุ่มพันธมิตรยึดสนามบินสุวรรณภูมิว่า "วันนี้ครบรอบ 365 หรือ 1 ปีที่พันธมิตรเข้ายึดสนามบินโดยการช่วยเหลือของทหาร พอรัฐบาลขณะนั้นออกคำสั่งให้ทหารเข้าไปจัดการก็ใบ้รับประทาน ประเทศเสียหาย จนป่านนี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ชาวนาปิดถนนต่างจังหวัดถูกจำคุก 6 เดือน ถือว่าเป็น 2 มาตรฐานที่หน้าด้านที่สุด ป.ป.ช.ถูกยื่นให้หยุดงานตามรัฐธรรมนูญก็เฉย แถมยังนั่งห้ำหั่นซีกเดียวตลอดเวลา แล้วจะหาความสงบได้อย่างไรครับป๋า ความยุติธรรมเป็นเงื่อนไขสำคัญของความสันติ ยิ่งแกล้งยิ่งบื้อ เสื้อแดงยิ่งเยอะ ปี 2535 เกิดความรุนแรงจนเป็นพฤษภาทมิฬ เพราะทั้งปิดข่าวและบิดเบือนข่าว ที่ไทยเกิดปัญหาซ้ำแล้วซ้ำอีกเพราะเราหนีความจริง ไม่ยอมเรียนรู้จากอดีต"


นายนพดล ปัทมะ อดีตที่ปรึกษากฎหมายของ พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวถึงกระแสข่าวที่ระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะเดินทางไปประเทศกัมพูชาช่วงที่เสื้อแดงชุมนุมใหญ่ เพื่อสั่งการการชุมนุมได้ง่ายขึ้น ว่า ไม่มีข้อมูลในเรื่องนี้ ส่วนตัวคิดว่าน่าจะเป็นการปล่อยข่าวของฝ่ายตรงข้ามเพื่อดิสเครดิต แต่เบื้องต้นทราบว่า พ.ต.ท.ทักษิณบอกว่าจะอยู่ที่ดูไบ ในช่วงที่มีการชุมนุม

ใช้กม.มั่นคงทั้งกทม.รับมือ"แดง"


ทั้งนี้ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน มีมติให้ประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงในราชอาณาจักร ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) เพื่อควบคุมดูแลสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง


ทั้งนี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุม ครม. เมื่อเวลา 13.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาลว่า ที่ประชุมหารือกันถึงการประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง ในเขตพื้นที่ กทม. เห็นว่าช่วงที่รัฐบาลต้องเตรียมจัดงานพระราชพิธีและรัฐพิธี รวมไปถึงงานเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ต้องใช้พื้นที่กลางเมืองและพิธีต่างๆ ตั้งแต่ปลายเดือนพฤศจิกายนถึงต้นเดือนธันวาคม โดยเฉพาะกรณีทหารที่ต้องรวมพลและซ้อมสวนสนาม


"เพราะฉะนั้นเพื่อให้เกิดความเรียบร้อยในการชุมนุมเคลื่อนไหวทางการเมือง ครม.ต้องการจะใช้กฎหมายความมั่นคงเป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการสถานการณ์ให้อยู่ในความเป็นระเบียบเรียบร้อย จึงมีมติให้พื้นที่กรุงเทพฯตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน-14 ธันวาคม เป็นพื้นที่ประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง" นายกฯกล่าว


อ้างสกัด"แดง"ดาวกระจายทั่วกรุง


เมื่อถามว่า ทำไมจึงประกาศใช้ พ.ร.บ.รักษามั่นคงทั่ว กทม. นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เนื่องจากตามแผนของผู้ชุมนุมจะกระจายไปตามพื้นที่ต่างๆ รัฐบาลต้องการดูแลทุกอย่างให้อยู่ในความสงบเรียบร้อย ไม่ให้มีผลกระทบต่อประชาชน หากจะไปรอให้ผู้ชุมนุมกระจายไปตามพื้นที่ต่างๆ แล้วจึงออกประกาศตามมาจะไม่ทัน เมื่อถามว่า มีรายงานการขนคนต่างด้าวมาร่วมชุมนุมหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า บางพื้นที่มีข่าวความเคลื่อนไหวลักษณะนี้อยู่ แต่กระทรวงแรงงาน เข้มงวดกวดขันอยู่แล้ว เมื่อถามว่า รัฐบาลกำลังท้าทายคนเสื้อแดงหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า รัฐบาลไม่ได้ท้าทายเลย การประกาศใช้ พ.ร.บ.ฉบับนี้ทุกครั้งก็ไม่ได้ละเมิดสิทธิเสรีภาพใครเลย แต่สามารถบริหารจัดการการชุมนุมให้ผ่านพ้นได้ด้วยดี 3-4 ครั้ง เป็นความรอบคอบ การประกาศนั้นไม่ได้ห้ามการชุมนุมเพียงแต่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่บริหารจัดการสถานการณ์ได้ดีกว่า


เมื่อถามว่า การประกาศใช้ พ.ร.บ.หลายครั้งสูญเสียงบประมาณจำนวนมาก นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า การประกาศหรือไม่ประกาศใช้ พ.ร.บ.มั่นคง การระดมกำลังเข้ามาต้องใช้งบประมาณทั้งสิ้น เมื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองได้ก็ต้องคุ้ม เวลาที่เกิดเหตุไม่สงบแต่ละครั้ง กระทบรุนแรงมากกว่าค่าใช้จ่ายหลายเท่าตัวŽ


สั่งครม.พร้อมใช้กม.มั่นคง"เชียงใหม่"


เมื่อถามถึงแนวคิดการประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง ใน จ.เชียงใหม่ ช่วงที่นายกฯลงไปร่วมประชุมหอการค้าทั่วประเทศ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ฝ่ายความมั่นคงกำลังคุยในรายละเอียด จะทราบข้อมูลชัดเจนปลายสัปดาห์นี้ หากจำเป็นจริงๆ ต้องเรียกประชุม ครม.ในวันที่ 27 พฤศจิกายน เพื่อประกาศใช้ เมื่อถามว่า นายกฯอาจยกเลิกเดินทาง และประชุมผ่านระบบวีดีโอคอนเฟอร์เรนซ์แทนหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ไม่ได้มีการพูดถึงขั้นนั้น


เมื่อถามว่า เรื่องนี้จะกระทบการท่องเที่ยวหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า มั่นใจว่าไม่กระทบ เพราะเคยใช้ พ.ร.บ.ฉบับนี้มาแล้วและเป็นเป็นกฎหมายที่มีไว้ป้องกันเหตุการณ์ต่างๆ นอกจากนี้ตนเพิ่งพบกับผู้ประกบอการธุรกิจการท่องเที่ยวที่อยากให้ประกาศใช้ พ.ร.บ.ฉบับนี้เพื่อให้มั่นใจว่ารัฐบาลมีเครื่องมือในการจัดการสถานการณ์ได้ดีกว่า


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนนายอภิสิทธิ์ จะเข้าประชุม ครม. มีชาวบ้านชาวราษีไศล จ.ศรีสะเกษ กว่า 200 คนมาให้กำลังใจพร้อมชูข้อความชื่นชมนายอภิสิทธิ์ บริเวณริมถนนข้างคลองผดุงกรุงเกษม โดยนายอภิสิทธิ์ ไปรับดอกไม้จากชาวบ้านด้วยตัวเอง ซึ่งแกนนำชาวบ้านขอบคุณนายอภิสิทธิ์ที่ช่วยแก้ไขปัญหาฝายราษีไศล และขอให้นายอภิสิทธิ์อย่าทิ้งชาวบ้าน โดยนายอภิสิทธิ์ รับปากว่าจะไม่ทิ้งชาวบ้าน แล้วจะเดินทางไปเยี่ยมชาวราษีไศลด้วย


"มาร์ค"ขอเองให้คลุมทั่วกทม.


รายงานข่าวจากแจ้งว่า ที่ประชุม ครม. นายสุเทพเป็นผู้เสนอประกาศ พ.ร.บ. มั่นคง ใน 3 พื้นที่ คือ เขตดุสิต และ 2 แขวง คือ แขวงบางขุนพรหม เขตพระนคร และแขวงวัดโสมนัส เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย แต่นายกฯ ได้เสนอควรประกาศให้คลุมพื้นที่กรุงเทพฯ ทั้งหมด โดยมีรัฐมนตรีหลายคนสนับสนุน


ขณะที่นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ วิเคราะห์ว่ากลุ่มคนเสื้อแดงตั้งเป้าล้มรัฐบาลให้ได้ หากประกาศ พ.ร.บ.มั่นคงเพียงบางส่วน แล้วค่อยนัดประชุม ครม. เพื่อประกาศพื้นที่เพิ่มเติมภายหลังอาจไม่ทันกาล รัฐบาลจะปล่อยให้เกิดเรื่องเหมือนในอดีตไม่ได้อีกแล้ว รู้สึกเป็นห่วงสถานการณ์ในการชุมนุมครั้งนี้มาก เพราะพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทยกับพวกไปอยู่ตรงนั้นแล้ว ต่างจากเมื่อเดือนเมษายนที่ยังไม่มี พล.อ.ชวลิต


ขณะที่นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่ากลุ่มคนเสื้อแดงต้องการรบขั้นแตกหัก เชื่อว่าอาจมีแผนเคลื่อนไปปิดสนามบินสุวรรณภูมิด้วย ด้านนายอิสระ สมชัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ คาดว่าจะมีคนมาร่วมชุมนุมเป็นล้านคน


"ปณิธาน"หวั่นซ้ำรอย"เมษาเลือด"


ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ฝ่ายความมั่นคงประเมินสถานการณ์ว่ากลุ่มคนเสื้อแดงตั้งใจจะระดมคนให้ได้มากหวังสร้างเงื่อนไขหลังวันที่ 30 พฤศจิกายนเป็นต้นไป โดยจะกระจายกำลังคนไปตามสถานที่ต่างๆ ซึ่งมีทั้งแรงงานต่างด้าว คนที่ผ่านการฝึกอบรม แกนนำรุ่นใหม่ที่เป็นพวกหัวรุนแรง ดังนั้นถ้ามีการดาวกระจายแล้วภาครัฐจัดระบบไม่ดี อาจเกิดการปะทะกัน และทำให้ประชาชนลุกฮือขึ้นมาได้ เพราะวัตถุประสงค์ของกลุ่มคนเสื้อแดงคือทำให้เห็นว่ารัฐบาลไม่อยู่ในสถานะที่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ โดยเฉพาะการไม่สามารถดูแลการจัดพระราชพิธีสำคัญให้ผ่านพ้นไปด้วยความเรียบร้อยได้ ยอมรับว่าการชุมนุมกลุ่มเสื้อแดงครั้งนี้มีแนวโน้มเหมือนเหตุการณ์ชุมนุมเดือนเมษายนที่ผ่านมา


นายปณิธานกล่าวว่า หลังประกาศ พ.ร.บ.มั่นคง จะกระจายกำลังเจ้าหน้าที่ดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยบริเวณสถานีขนส่ง จุดเข้า-ออก กทม. บ้านพักบุคคลสำคัญ สถานที่ราชการ


"สุเทพ"แจงป้องกันคนร่วมงานฉลอง


นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯด้านความมั่นคง กล่าวก่อนประชุม ครม.ว่า ที่ประกาศใช้ พ.ร.บ.มั่นคง เพราะต้องการปกป้องประชาชนที่ออกมาเฉลิมฉลองร่วมใจกันจัดงานถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หากไม่ป้องกันเอาไว้ก็เป็นห่วงพี่น้องประชาชนที่มางาน เมื่อถามว่า จะขีดวงให้กลุ่มคนเสื้อแดงชุมนุมเฉพาะบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยใช่หรือไม่ นายสุเทพกล่าวว่า ควรจะเป็นอย่างนั้น เพราะคนมางานเป็นแสนหากเจอคนที่มาชุมนุมก็จะทำให้คนที่มางานลำบากใจ


นายสุเทพกล่าวว่า ส่วนมาตรการรักษาความปลอดภัยนายกฯ หากจะเดินทางไป จ.เชียงใหม่นั้น จากการเดินทางไปดูพื้นที่ จ.เชียงใหม่ คิดว่าวิธีการที่จะทำให้ทุกอย่างสงบเรียบร้อยได้ก็ต้องใช้การประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง ซึ่งสามารถประกาศห้ามชุมนุมบางถนน บางท้องที่ได้ ใครมาชุมนุมก็จะถูกจับกุมดำเนินคดี


เมื่อถามว่า กลัวอะไรถึงประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง นายสุเทพกล่าวว่า 1.จำนวนคน เพราะทราบว่าเขาพยายามให้ ส.ส.ขนคนมา ภาคเหนือตอนบนเขามี ส.ส.ตั้ง 34 คน 2.เหตุการณ์ที่ จ.เชียงใหม่ เคยมีความรุนแรงถึงขนาดฆ่าคนตายบนถนน 3.ปลุกระดมทางวิทยุชุมชนทุกวัน ส่วนกรณีที่มีการประโคมข่าวลอบสังหารนายกฯนั้นประเมินไม่ได้ แต่เมื่อมีข่าวก็ไม่ประมาท
ที่พรรคประชาธิปัตย์ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.พิษณุโลก รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงภายหลังการประชุม ส.ส.พรรคว่า นายสุเทพชี้แจงว่าเป็นเพียงการชุมนุมช่วงแรกเท่านั้น แต่หลังจากงานวันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาแล้ว คาดว่ากลุ่มคนเสื้อแดงจะชุมนุมระลอกสอง โดยเป้าหมายเพื่อเร่งเร้าให้รัฐบาลยุบสภา


ภท.หวั่นซ้ำรอย"พฤษภาทมิฬ"


นายศุภชัย ใจสมุทร โฆษกพรรคภูมิใจไทย (ภท.) แถลงว่า ที่ประชุมพรรค ภท.มีความเป็นห่วงการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดง ที่เชื่อได้ว่าจะมีประชาชนที่ได้รับการจัดตั้งมาร่วมชุมนุมมากกว่าทุกครั้ง แต่ที่เป็นห่วงคือการก่อความรุนแรง


"วันนี้กลุ่มเสื้อแดงมีความใกล้ชิดกับพรรคเพื่อไทย ที่ไม่ได้เคลื่อนไหวแค่เพียง ส.ส. แต่ยังมี พ.ต.ท.ทักษิณ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี และกลุ่ม ตท.10 เพื่อน พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งหลายท่านมีแนวคิดที่ต่างจากคนอื่น อาจจะมีแนวคิดใช้ความรุนแรง ย้อนไปถึงเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ที่มีการก่อจลาจล ซึ่งว่ากันว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ดังกล่าวนั้นอยู่ในพรรคเพื่อไทย" นายศุภชัยกล่าว


ครม.ขอร้อง"มาร์ค"งดไปเชียงใหม่


แหล่งข่าวกล่าวว่า ในที่ประชุม ครม. รัฐมนตรีส่วนใหญ่ อาทิ นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการมหาดไทย นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ฯลฯ เสนอให้นายกฯยกเลิกเดินทางไป จ.เชียงใหม่ ในวันที่ 29 พฤศจิกายน โดยนายบุญจงระบุว่า จ.เชียงใหม่ เป็นรังเสื้อแดง อยากให้นายกฯถนอมเนื้อถนอมตัวเอาไว้ เป็นห่วงกันว่ากลุ่มคนเสื้อแดงอาจใช้เหตุการณ์วันที่ 29 พฤศจิกายน เป็นตัวจุดชนวนแล้วลามมาก่อความวุ่นวายในกรุงเทพฯ แม้แต่นายสุเทพให้ความเห็นว่า "ถ้าถามในความเห็นของผม ผมก็เห็นว่าท่านไม่ควรไป แม้จะมั่นใจในการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ก็ตาม แต่ก็ไม่อยากให้เกิดการปะทะและสูญเสีย"


ท้ายที่สุดนายกฯจึงสรุปว่า ครม.จะยังไม่ประกาศ พ.ร.บ.มั่นคงใน จ.เชียงใหม่ เว้นแต่ตนจะเดินทางไป จ.เชียงใหม่ ก็ค่อยมาพิจารณาเรื่องนี้ ส่วนจะไปหรือไม่ ขอรอดูสถานการณ์อีกครั้งก่อน


ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า จ.เชียงใหม่ ถือเป็นพื้นที่ล่อแหลม ซึ่งนายชวรัตน์ก็ได้รับเชิญไปเช่นกัน แต่จะใช้วิธีวิดีโอคอนเฟอเรนซ์แทน


ที่พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) นายชุมพล ศิลปอาชา หัวหน้าพรรค ชทพ. และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า โดยส่วนตัวเห็นว่าไม่ควรประกาศ พ.ร.บ.มั่นคงที่ จ.เชียงใหม่ และใจของตนก็ไม่อยากให้นายกฯไปร่วมประชุม น่าจะใช้วิธีประชุมผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์แทน

แดง3


กอ.รมน.ปรับแผนคุมม็อบทั่วกรุง


ที่กองบัญชาการกองทัพบก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) เรียกประชุมหน่วยความมั่นคง เพื่อเตรียมแผนปฏิบัติงานการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยกรณีที่กลุ่มคนเสื้อแดงจะชุมนุมในกรุงเทพ และจ.เชียงใหม่


พล.ต.ดิฏฐพร ศศะสมิต โฆษก กอ.รมน. กล่าวว่า พล.อ.อนุพงษ์ เป็นประธานการประชุมปรับรายละเอียดในการเตรียมการรักษาความสงบเรียบร้อย หลังจากที่ครม.มีมติประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงเต็มพื้นที่กรุงเทพฯ ทำให้ทาง กอ.รมน.ต้องปรับแผน และปรับกำลังใหม่ เพื่อให้ครอบคลุมในทุกพื้นที่ โดยพล.อ.อนุพงษ์เน้นย้ำว่า ในการชุมนุมทั้ง 2 ที่ คือ กรุงเทพฯและเชียงใหม่จะต้องไม่มีเหตุรุนแรงเกิดขึ้น แม้จะมีการยั่วยุใดๆ ขอให้เจ้าหน้าที่อดทน และวันที่ 25 พฤศจิกายน นายสุเทพจะเรียกประชุมคณะกรรมการ กอ.รมน. เพื่ออนุมัติตั้ง ศอ.รส. และอนุมัติแผนการปฏิบัติของ ศอ.รส.


ก.ม.ม.ปูดปฏิญญาดูไบบันได5ขั้น


นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และว่าที่เลขาธิการพรรคการเมืองใหม่ (ก.ม.ม.) กล่าวว่า เชื่อว่าหลังแกนนำ นปช.หลายคนบินไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณที่เมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มีความเป็นไปได้ที่จะมีปฏิญญาดูไบ เพื่อให้แกนนำกลับมาเคลื่อนไหวก่อความวุ่นวายในประเทศไทย เท่าที่ทราบมีการออกแบบบันได 5 ขั้นไว้แล้วคือ ขั้นแรก ม็อบนาฬิกาปลุก จะมีมวลชนมากกว่าทุกครั้ง อาจจะถึงแสนคน เพื่อรอสัญญาณรุกจากนายใหญ่ ขั้นที่ 2 คือ รุกฆาตรัฐบาล โดยจะกดดันเข้มข้น จัดกำลังดาวกระจาย บีบให้นายกฯ ประกาศหรือกำหนดช่วงเวลายุบสภา โดยจะปิดล้อมหรืออาจถึงขั้นยึดทำเนียบ รัฐสภา กองบัญชาการกองทัพบก กรมประชาสัมพันธ์ และเอเอสทีวี รวมทั้งใช้แท็กซี่จอดล็อคเกียร์ทิ้งไว้เพื่อขวางถนนในหลายๆ จุดสำคัญ เพื่อให้การจราจรเป็นอัมพาต


ยั่วยุปฏิวัติ-ดันตั้งรบ.แห่งชาติ


ส่วนขั้นที่ 3 คือ ก่อการป่วนเมือง หากนายกฯไม่ประกาศยุบสภาจะเพิ่มแรงกดดันด้วยการสร้างสถานการณ์ความรุนแรง เช่น อาจวางระเบิด ลอบสังหารบุคคลสำคัญ บันไดขั้นที่ 4 คือ เอาเรื่องอำมาตย์ โดยเฉพาะโจมตี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ส่งผลอย่างมีนัยยะต่องานเทิดพระเกียรติ 5 ธันวามหาราช สถานการณ์เช่นนี้จะบีบให้กองทัพเลือกข้างจนอาจต้องรัฐประหาร บันไดขั้นที่ 5 คือตั้งรัฐบาลแห่งชาติ โดยหลังรัฐประหาร พ.ต.ท.ทักษิณจะต่อรองเพื่อจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติตามแนวคิด พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย หวังเจรจาแบ่งปันอำนาจ เพื่อนิรโทษกรรมตัวเองและเครือข่าย หากคณะรัฐประหารปฏิเสธ จะใช้มวลชนขับไล่ต่อต้าน


ศาลตีกลับอีกขอจับ"เพชรวรรต"


วันเดียวกัน ที่ สภ.เมืองเชียงใหม่ พล.ต.ต.สิทธิพร ศรีจันทร์ทับ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 เรียกสำนวนคดีที่พนักงานสอบสวน สภ.เมืองเชียงใหม่ ที่รวบรวมพยานหลักฐานเสนอขอหมายจับนายเพชรวรรต วัฒนพงศ์ศิริกุล แกนนำกลุ่มเสื้อแดงรักเชียงใหม่ 51 ต่อศาล จ.เชียงใหม่ แต่ศาลให้กลับมาทบทวนข้อกล่าวหา เพื่อตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง

ต่อมาผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.ต.อ.ยุทธชัย พัวประเสริฐ์ ผกก.สภ.เมืองเชียงใหม่ พร้อมพนักงานสอบสวน สภ.เมืองเชียงใหม่ เดินลงจากศาล จ.เชียงใหม่ ด้วยท่าทางเหนื่อยล้าหลังนำสำนวนขอนุมัติออกหมายจับนายเพชรวรรตเข้าพบผู้พิพากษาศาล จ.เชียงใหม่ เพื่อขอหมายจับอีกครั้ง โดยใช้เวลานานกว่า 5 ชั่วโมง แต่ทั้งหมดปฏิเสธให้ความเห็นใดๆ คาดว่า ศาลยังไม่ออกหมายจับอีกครั้ง เพราะสำนวนคดีอ่อนเกินไป


"สุเทพ"ซุ่มไปเชียงใหม่คุยทหาร


พล.ท.ทนงศักดิ์ อภิรักษ์โยธิน แม่ทัพภาคที่ 3 กล่าวว่า สั่งการให้ทหารทุกหน่วยติดตามสถานการณ์ข่าวสาร และความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ชุมนุมอย่างใกล้ชิด


พล.ท.วรรณทิพย์ ว่องไว แม่ทัพน้อยที่ 3 กล่าวว่า ภายหลังหารือร่วมกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ด้านความมั่นคง เมื่อค่ำวันที่ 23 พฤศจิกายน ซึ่งที่ประชุมเห็นว่าควรประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคง ในบางพื้นที่เท่านั้น ซึ่งตนเห็นด้วยเพราะประเมินสถานการณ์ไม่ออกว่าจะเป็นอย่างไร จากคำประกาศข่มขู่ค่อนข้างรุนแรงจึงไม่ประมาท


"ผมว่าที่นายกฯจะเดินทางมาปฏิบัติภารกิจใน จ.เชียงใหม่ เพื่อต้องการแสดงอำนาจรัฐเช่นกัน เพราะเมื่อเป็นรัฐบาลแล้วควรไปได้ทุกที่ หากไปไม่ได้สังคมไทยจะอยู่กันอย่างไร จะเลือกตั้งหาเสียงกันอย่างไร และนายกฯบอกเองว่าหากท่านมา ก็ไม่ได้ห้ามชุมนุม แต่ขอว่าอย่าให้มีความรุนแรงเท่านั้น" แม่ทัพน้อยที่ 3 กล่าว


แดงเชียงใหม่ยื่นจม.ต้าน"มาร์ค"


วันเดียวกัน กลุ่มแดงเชียงใหม่เพื่อประชาธิปไตยจำนวน 50 คน นำโดยนายพีรพล มรกต เดินทางไปชุมนุมชูป้ายไม่ต้อนรับนายอภิสิทธิ์ ที่หน้าศาลากลาง จ.เชียงใหม่ พร้อมยื่นหนังสือถึงผู้ว่าราชการ จ.เชียงใหม่ รวมทั้งสถานที่พักและที่จัดการประชุมหอการค้าทั่วประเทศ อาทิ โรงแรมเลอเมอริเดียน โรงแรมอิมพิเรียลแม่ปิง โรงแรมเซ็นทาราดวงตะวัน โรงแรมรอยัลล้านนา และโรงแรมรอแยลปรินซ์เซส ขอให้ยับยั้งนายกฯไม่ให้มา จ.เชียงใหม่


นายพีรพลกล่าวว่า ชาวเชียงใหม่ไม่ต้องการให้นายอภิสิทธิ์เดินทางมา เพราะเกรงจะมีกระแสต่อต้านที่รุนแรง ส่วนข่าวการปองร้ายนายกฯไม่เกี่ยวกับกลุ่มของเรา เพราะไม่สนับสนุนใช้ความรุนแรง


ด้านนายสุริยันต์ ทองหนูเอียด ที่ปรึกษากลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า ขอสนับสนุนการประชุมหอการค้าทั่วประเทศ ที่ จ.เชียงใหม่ ที่เชิญนายกฯปาฐถกาพิเศษ เพราะเชื่อว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ จ.เชียงใหม่ ขอเรียกร้องพี่น้องประชาชน จ.เชียงใหม่ ร่วมกันแสดงออกถึงวุฒิภาวะของเจ้าภาพการประชุมหอการค้าทั่วประเทศ


-----------------------------------------------------------------
-----------------------------------------------------------------


เหตุผล-ข้อกำหนด พ.ร.บ.มั่นคงทั่วกทม.


กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) เสนอเหตุผลประกอบการประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคงในพื้นที่ กทม. ดังนี้


ด้วยสถานการณ์ทางการเมืองในช่วงตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายนเป็นต้นไป มีแนวโน้มจะเกิดความวุ่นวายทางการเมืองจากการที่มีกล่มบุคคลบางกลุ่มได้ประกาศเจตนารมณ์ชัดเจน ในการปลุกระดมและนัดชุมนุมให้เข้าร่วมในการเรียกร้องความต้องการตามแนวทางและผลประโยชน์ของกลุ่ม มุ่งหวังเพื่อกดดันให้นายกฯยุบสภาหรือลาออก โดยกำหนดให้มีการชุมนุมและเคลื่อนไหวตามถนนและสถานที่สำคัญในเขต กทม.


ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวนั้นจะส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตโดยปกติของประชาชนโดยทั่วไป รวมทั้งการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล ประกอบกับการชุมนุมดังกล่าวมีเจตนาดำเนินการในลักษณะยืดเยื้อ และอยู่ในห้วงการจัดงานพระราชพิธี เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งอาจมีกลุ่มผู้ไม่หวังดีบางกลุ่มก่อเหตุระหว่างการชุมนุม และขยายลุกลามจนเกิดสถานการณ์ความรุนแรงมากยิ่งขึ้น


จึงเสนอประกาศพื้นที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ในพื้นที่ กทม. ระหว่างวันที่ 28 พฤศจิกายน-14 ธันวาคม 2552 โดยให้ กอ.รมน.เป็นผู้รับผิดชอบในการป้องกัน ปราบปราม ระงับ ยับยั้ง และแก้ไขหรือบรรเทาเหตุการณ์ที่กระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร และจัดทำแผนการดำเนินการในการบูรณาการ กำกับ ติดตาม และเร่งรัดหน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้อง ให้ดำเนินการให้เป็นไปตามแผนที่กำหนด รวมทั้งจัดตั้งศูนย์อำนวยการหรือหน่วยงานเพื่อปฏิบัติภารกิจนี้เป็นการเฉพาะ


ทั้งนี้ มอบให้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง เป็นประธานศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการเหล่าทัพ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเป็นกรรมการ เพื่อดำเนินการต่อไป

ข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 18 พ.ร.บ.ความมั่นคง


เพื่อให้สามารถป้องกัน ควบคุม และแก้ไขสถานการณ์เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ผอ.รมน. โดยความเห็นชอบของ ครม. ออกข้อกำหนด ดังนี้
1.ให้เจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องปฏิบัติการหรืองดเว้นการปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใด เพื่อช่วยเหลือหรือสนับสนุนการดำเนินการในอำนาจหน้าที่ของ กอ.รมน.ตามแผนการ เพื่อดำเนินการป้องกัน ปราบปราม ระงับ ยับยั้ง แก้ไขบรรเทาเหตุการณ์
2.ห้ามบุคคลใดเข้าออก หรือต้องออกจากบริเวณพื้นที่ อาคาร หรือสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ของกอ.รมน.
3.ห้ามนำอาวุธออกนอกเคหสถาน
4.ห้ามใช้เส้นทางคมนาคมหรือการใช้ยานพาหนะ
5.ให้บุคคลปฏิบัติหรืองดเว้นการปฏิบัติอย่างใดอันเกี่ยวกับเครื่องมือหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ตามชนิด ประเภท ลักษณะการใช้ หรือภายในบริเวณพื้นที่ที่ ผอ.รมน.ประกาศกำหนด เพื่อป้องกันอันตรายที่จะเกิดแก่ชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สินของประชาชน


นอกจากนี้ ยังกำหนดให้พนักงานเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ความมั่นคง เป็นเจ้าพนักงานหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายจำนวน 14 ฉบับ โดยการใช้กฎหมายให้ดำเนินการเท่าที่จำเป็น ไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชนเกินสมควรแก่เหตุ อาทิ พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2551 พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 พ.ร.บ.ควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ.2530 พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียง พ.ศ.2493 พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2493 พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ประมวลกฎหมายอาญาวิธีพิจารณาความอาญา เฉพาะบทบัญญัติที่เกี่ยวกับการใช้อำนาจสืบสวนสอบสวน และการใช้อำนาจของพนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550

ชีวิตหนี้

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน




ท่ามกลางความวุ่นวายจากเรื่องการเมือง และปัญหาไทย-กัมพูชา รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็สานต่อนโยบายประชานิยมเรื่องแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ

นี่เป็นนโยบายประชานิยมแน่นอน เพราะได้คะแนนเสียงเต็มๆ จากกลุ่มลูกหนี้ที่ต้องทนถูกโขกสับจากเจ้าหนี้มาเฟียทั้งหลาย

จากตัวเลขของรัฐบาลระบุว่ามีคนเป็นหนี้นอกระบบประมาณ 1 ล้านราย แต่หากดูคุณสมบัติของผู้ที่จะเข้าโครงการเชื่อว่าน่าจะได้รับการอนุมัติไม่ถึงครึ่ง

เงื่อนไขคร่าวๆ เป็นหนี้ก่อนวันที่ 19 พ.ย.52 ซึ่งเป็นวันเปิดโครงการ คิดดอกเบี้ยไม่เกิน 12% ต่อปี (ต่ำสุด 6% กรณีกู้ไม่เกิน 30,000 บาท) และต้องใช้บุคคลค้ำประกัน 1-2 คน ระยะเวลาผ่อนชำระไม่เกิน 8 ปี

โครงการนี้มีธนาคารหลายแห่งเข้าร่วมด้วย ซึ่งแน่นอนว่าตัวเลขการอนุมัติอาจจะไม่มากเท่าที่รัฐบาลต้องการ เพราะธนาคารก็ต้องดูความเสี่ยงของผู้กู้และผู้ค้ำประกันด้วย

ขณะเดียวกันนักวิชาการที่สำรวจเกี่ยวกับหนี้สินครัวเรือน มองว่าหนี้ในระบบโดยเฉพาะบรรดานอนแบงก์ หรือบัตรเครดิต ทั้งหลาย เป็นปัญหาที่ใหญ่กว่า และมีวงเงินมากกว่าหลายเท่า

แถมดอกเบี้ยก็ดุเดือดใกล้เคียงกันตก 20 % ขึ้นไปต่อปีทั้งสิ้น

เพียงแต่พฤติกรรมทวงนี้ไม่ดุเดือดเลือดพล่านเท่ากับหนี้นอกระบบเท่านั้น

จึงมีเสียงเรียกร้องให้ช่วยเหลือลูกหนี้กลุ่มนี้ด้วย

อย่างไรก็ตามไม่ว่าการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ จะช่วยได้มาก-น้อยแค่ไหน ก็ถือว่าเป็นนโยบายที่น่าชื่นชม เพราะอย่างน้อยก็ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้ประชาชนกลุ่มหนึ่ง

แต่สิ่งที่รัฐต้องคิดต่อก็คือเมื่อช่วยได้แล้ว ทำอย่างไรไม่ให้คนเหล่านี้กลับไปเป็นหนี้นอกระบบอีก!?

ต้องยอมรับประการหนึ่งว่าลูกหนี้นอกระบบคือบุคคลที่ไม่สามารถกู้ในระบบได้ ไม่ว่าจะเป็นบรรดาพ่อค้าแม่ค้าที่ไร้หลักประกัน หรือแม้แต่คนทำงานที่รูดบัตรเครดิตจนเต็มวงเงิน ไม่สามารถกู้เพิ่มได้แล้ว

เจ้าหนี้เงินกู้แม้จะโหด แต่การกู้ยืมเงินล้วนแต่เป็นความสมัครใจของลูกหนี้ทั้งสิ้น

เกือบ 100% ของลูกหนี้รู้อยู่เต็มอกว่าต้องถูกขูดรีดดอกเบี้ยขนาดไหน และหากไม่จ่ายตามนัดต้องเจอกับอะไรบ้าง

รู้ทั้งรู้แต่ก็ทำเพราะเหตุผลต่างๆ กันไป

รัฐบาลจึงต้องหาทางแก้ที่ต้นเหตุ ทั้งแนะนำการใช้ชีวิตพอเพียง การรู้จักเก็บออมเผื่อไว้เมื่อยามต้องใช้เงิน ฯลฯ

เพราะไม่เช่นนั้นแม้จะปัญหาหนี้นอกระบบในครานี้ได้ แต่เวลาไม่นานปัญหาเดิมๆ ก็จะกลับมา

ดีไม่ดีพวกที่เข้าโครงการ เมื่อผ่านไประยะเวลาหนึ่งอาจจะกลับไปกู้นอกระบบอีกครั้ง และชีวิตก็จะยิ่งสาหัสกว่าเก่าเพราะเท่ากับเป็นหนี้ 2 ทาง

ทั้งในและนอกระบบไปพร้อมๆ กัน

พลิกปูม"สมัคร สุนทรเวช" นายกฯคนที่ 25 ก่อนลาโลก

ที่มา ข่าวสด

รายงานพิเศษ




24 พ.ย. 2552 อีกวันที่ต้องบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 25 เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งตับ ในวัย 74 ปี

นายสมัคร เป็นนักการเมืองชื่อดัง ด้วยลีลาการพูดโผงผาง ปากไว เป็นเอกลักษณ์ จึงได้รับความสนใจตลอด 41 ปีที่อยู่ในแวดวงการเมือง เกิด 13 มิ.ย. 2478 ที่กรุงเทพฯ เป็นลูกคนที่ 4 ในจำนวนพี่น้อง 6 คน ของเสวกเอก พระยาบำรุงราชบริพาร (เสมียน สุนทรเวช) กับ คุณหญิงบำรุงราชบริพาร (อำพัน จิตรกร)

เป็นหลานลุงของ มหาเสวกตรี พระยาแพทย์พงศาวิสุทธาธิบดี (สุ่น สุนทรเวช) นายแพทย์ประจำพระองค์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว หลานตาของ มหาเสวกตรี พระยาอนุศาสน์จิตรกร (จันทร์ จิตรกร) จิตรกรประจำสำนัก สมรสกับคุณหญิงสุรัตน์ สุนทรเวช มีบุตรสาวฝาแฝด คือ กานดาภาและกาญจนากร

วัยเด็กนอกจากเดินตลาดกับพี่เลี้ยงจนติดนิสัยมาตอนโต นายสมัคร ยังเป็นนักอ่านตัวยง ทั้งหนังสือเรียน หนังสือพิมพ์ และวารสาร อายุ 11 ขวบ รับจ้างม้วนหนังสือพิมพ์ "ข่าวบ้านการเมือง" และประเดิมการเป็นนักเขียนครั้งแรกในหนังสือที่ระลึกประจำปี "ลูมินารี่" ของโรงเรียนอัสสัมชัญพาณิชย์ ในนามของ"ศรีสุนทร"

จบนิติศาสตรบัณฑิต จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และศึกษาเพิ่มเติมที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และที่ชิคาโก สหรัฐอเมริกา ประกอบอาชีพตามที่ได้ศึกษาในตำแหน่งต่างๆ หลายบริษัท ปี 2514 เป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอล ประจำประเทศไทย จนถึงปี 2516 ลาออกมาทำงานการเมือง

พร้อมกับเขียนบทความการเมืองในชื่อ"นายหมอดี"ให้กับหนังสือพิมพ์สยามรัฐ สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ และชาวกรุง ปี 2517 หันมาเขียนให้หนังสือพิมพ์ประชาไทย ปี 2521 จึงเป็น คอลัมนิสต์ประจำ "มุมน้ำเงิน" ในหนังสือพิมพ์เดลิมิเร่อร์ จนถึงปี 2537

เป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ตั้งแต่ปี 2511 ลงเลือกตั้งระดับท้องถิ่น ได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาเทศบาลนครกรุงเทพ เมื่อปี 2514 แต่เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ 2516 เมื่อการเมืองเปิดกว้าง ทำให้นายสมัครได้แสดงบทบาทมากขึ้น โดยในปี 2518 ได้เป็นรมช.เกษตรและสหกรณ์ ทั้งที่เพิ่งได้รับเลือกเป็นส.ส.กทม.สมัยแรก

ในการเลือกตั้งในเดือน เม.ย. 2519 นายสมัคร ชนะการเลือกตั้งส.ส.เขตดุสิต กทม. เอาชนะ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช หัวหน้าพรรคกิจสังคม และอดีตนายกรัฐมนตรีสมัยนั้น ได้มีผู้เขียนถึงชัยชนะของนายสมัคร พร้อมบรรยายถึงรูปพรรณสัณฐานว่ามีจมูกเหมือน"ลูกชมพู่ผ่าซีก" จนกลายเป็นสมญานามมาถึงวันนี้

ระยะนั้นขบวนการนักศึกษามีบทบาทในการเรียกร้องความเป็นธรรม เรียกร้องอเมริกาถอนฐานทัพจากประเทศไทย นายสมัครประกาศตัวต่อต้าน และร่วมกับฝ่ายขวาโจมตีขบวนการนักศึกษา กระทั่งเกิดเหตุการณ์ล้อมธรรมศาสตร์สังหารนักศึกษาเมื่อวันที่ 6 ต.ค. 2519 และเกิดการรัฐประหารที่เรียกว่าการปฏิรูปการปกครอง หลังเหตุการณ์นี้ นายสมัครก้าวขึ้นเป็นรมว.มหาดไทยในรัฐบาลที่คณะปฏิรูปให้การสนับสนุน ขณะมีอายุเพียง 40 ปี พร้อมกับลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์

ปี 2522 เป็นยุครุ่งเรืองที่สุด นายสมัคร ก่อตั้งพรรคประชากรไทย ที่มีฐานเสียงหลักในกรุงเทพฯโดยเฉพาะในเขตทหาร การเลือกตั้ง 22 เม.ย. 2522 พาลูกพรรคเข้าสภาได้อย่างถล่มทลายพลิกความคาดหมาย 32 ที่นั่ง เป็น 29 ที่นั่งในกรุงเทพมหานคร จากเดิมที่พรรคประชาธิปัตย์ กวาดเรียบเกือบทุกเขต และอีก 3 ที่นั่งในต่างจังหวัด

นายสมัคร เป็นส.ส.กทม. เรื่อยมารวม 10 สมัย โดยไม่เคยสอบตกเลย เป็นรัฐมนตรีในกระทรวงหลักๆ มาหลายรัฐบาล คือ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ในรัฐบาลม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช 2 รมช.มหาดไทย ในรัฐบาลม.ร.ว.เสนีย์ 3 รมว.มหาดไทย ในรัฐบาลนายธานินทร์ กรัยวิเชียร รมว. คมนาคม 2 สมัย ในรัฐบาลพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ 2 และรัฐบาลพล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ รองนายกรัฐมนตรี 3 สมัย ในรัฐบาลพล.อ.สุจินดา คราประยูร นายบรรหาร ศิลปอาชา และพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ

หลังจากปี 2540 บทบาทของพรรคประชากรไทยระดับประเทศก็ลดลง ประกอบกับเกิดเหตุการณ์กลุ่ม"งูเห่า"แยกตัวจากพรรคประชากรไทย ไปสนับสนุนนายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี สมัย 2 นายสมัคร จึงเงียบหายไปพักใหญ่

ปี 2543 นายสมัคร กลับมาลงสมัครผู้ว่าฯกรุงเทพมหานคร ในนามอิสระ แข่งกับนางสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ที่ลงสมัครในนามพรรคไทยรักไทย นายสมัครเอาชนะด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น 1,016,096 คะแนน

หมดวาระผู้ว่าฯ กทม. นายสมัคร สนุกกับการเป็นพิธีกรรายการ "ยกโขยง 6 โมงเช้า" และ "ชิมไปบ่นไป" ปี 2549 ไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าฯกทม. สมัยที่ 2 แต่เบนเข็มมาลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นส.ว. ในการเลือกตั้ง 19 เม.ย. 2549 ฐานเสียงของนายสมัคร ในกรุงยังหนาแน่นเพราะได้รับเลือกเข้ามาเป็นที่ 2 แต่ยังไม่ได้เข้าปฏิบัติหน้าที่ รัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็ถูกรัฐประหารในวันที่ 19 ก.ย. 2549

หลังการรัฐประหาร นายสมัคร เลิกจัดรายการ "สนทนาปัญหาบ้านเมือง" ทางสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม MV1 และรายการ "สมัคร-ดุสิต คิดตามวัน" ทางโมเดิร์นไนน์ทีวี หลังจากโดนโจมตีว่าเอียงข้างพ.ต.ท.ทักษิณ

อย่างไรก็ตาม เมื่อพรรคไทยรักไทยถูกยุบ มีการตั้งพรรคพลังประชาชนขึ้นมาแทนที่ นายสมัคร ได้รับการติดต่อทาบทามจาก พ.ต.ท.ทักษิณ และแกนนำไทยรักไทย ให้เข้ามานั่งหัวหน้าพรรค และนำลูกพรรคพลังประชาชนสู้ศึกเลือกตั้ง 23 ธ.ค. 2550 ได้รับชัยชนะกลับมาเป็นรัฐบาล

วันที่ 29 ม.ค. 2551 นายสมัคร จึงก้าวขึ้นเป็นนายกฯ คนที่ 25 ของไทย วันที่ 6 กุมภาพันธ์ ได้รับการโปรดเกล้าฯ และควบรมว.กลาโหม อีกตำแหน่ง แต่การบริหารงานไม่ราบรื่น เพราะกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยชุมนุมต่อต้าน โจมตีว่าเป็นนอมินีของพ.ต.ท.ทักษิณ และลุกลามจนถึงขั้นปิดล้อมทำเนียบรัฐบาลไม่ให้เข้าทำงาน

กระทั่งวันที่ 9 ก.ย. 2551 ศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่า การจัดรายการ"ยกโขยง 6 โมงเช้า" และ "ชิมไปบ่นไป" ของนายสมัคร ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 267 เรื่องคุณสมบัติของนายกรัฐมนตรี ต้องพ้นจากความ เป็นนายกรัฐมนตรี รวมเป็นนายกฯ ได้ 9 เดือนเศษ

แม้จะมีการผลักดันให้นายสมัครกลับมานั่งนายกฯ อีกครั้ง แต่สายนายใหญ่และพรรคร่วมรัฐบาลขณะนั้นต้องการเปลี่ยนตัวนายกฯ ที่สุดนายสมัครยอมวางมือ ก่อนเงียบหายไป

ตกเป็นข่าวอีกครั้งเพราะป่วยเป็นมะเร็งตับ เข้าพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ต่อมาเดินทางไปรักษาต่อที่สหรัฐอเมริกา และเดินทางกลับมารักษาตัวที่ประเทศไทยจนถึงแก่อสัญกรรม

ปิดฉากนักการเมืองฝีปากกล้า ที่ก้าวถึงจุดสูงสุดในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี