WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, November 27, 2009

"สมัคร"กับบทเรียนคนเดือนตุลา

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ รายงานพิเศษ




นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี คนที่ 25 ของประเทศไทย ถือเป็นนักการเมืองที่มีบทบาทยาวนานในการเมืองประเทศไทย

บทบาทในบางเรื่องของนายสมัคร ส่งผลกระทบต่อชะตากรรมของบุคคลต่างๆ รวมถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ 2519

บัดนี้ นายสมัครถึงแก่อนิจกรรมไปแล้ว อดีตคนเดือนตุลาฯ ซึ่งเคยได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มีความคิดความเห็นอย่างไร เป็นมุมมองที่น่าสนใจ

จาตุรนต์ ฉายแสง

อดีตรองนายกรัฐมนตรี

เหตุการณ์ 6 ต.ค.2519 ผมเป็นคนหนึ่งที่อยู่ในเหตุการณ์ และท่านสมัคร สุนทรเวช ก็มีบทบาทอย่างที่สังคมเห็น แต่ต่อมา ท่านสมัคร ได้เป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลที่เกิดขึ้นหลังการยึดอำนาจ

สถานการณ์ขณะนั้นโดยรวมเป็นเรื่องของระ บบที่เกิดขึ้นของประเทศ และมีการเลือกวิธีปราบปรามประชาชนมาใช้ในการแก้ปัญหาความขัดแย้งของประเทศ เป็นการปกครองแบบที่ไม่เป็นประชาธิปไตย

สุดท้ายผู้ที่เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีก็ได้บทเรียน จนต้องเปิดใจและหันหน้าเข้าหากัน

ผมไม่ได้มองในลักษณะที่ติดใจท่านสมัคร เพราะเห็นว่าเป็นการทำหน้าที่ของแต่ละคน และไม่มีประเด็นโกรธแค้นอะไรกับท่าน เพราะช่วงนั้นยังไม่ได้ร่วมงานกันอย่างใกล้ชิด

แต่มองว่าท่านเป็นนักการเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่เข้ามาในระบบด้วยตัวของท่านเอง จุดนี้เป็นข้อดีของท่านที่สามารถพัฒนาเข้ามาอยู่ในเส้นทางของระบบรัฐสภา

ช่วงหลังผมกับท่านสมัคร มีปฏิสัมพันธ์กันมากขึ้น เพราะผมได้ร่วมอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในขณะนั้น ท่านสมัครฝากผมให้ช่วยพูดเรื่องวิกฤตเศรษฐกิจและยังให้กำลังใจ ชื่นชม จุดนี้ทำให้ได้ใกล้ชิด เกิดความรู้สึกที่ดี

และประทับใจเพราะท่านได้นำพระสยามเทวาธิราชมาให้ พร้อมกับบอกว่านอนตายตาหลับแล้วที่เห็นมีคนพูดเรื่องเศรษฐกิจ เพราะปัญหาเรื่องนี้ไม่ได้เกิดเพราะใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นปัญหาสำคัญของประเทศ

หลังจากนั้นในช่วงปฏิวัติรัฐประหาร 19 ก.ย.2549 ท่านสมัครแสดงท่าทีที่ไม่เห็นด้วยกับการยึดอำนาจ

เพราะมองว่าทำให้เกิดความเสียหาย จึงเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อให้การทำงานของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ(คมช.) ไม่สำเร็จ โดยเข้ามาช่วยพรรคพลังประชาชน กระทั่งชนะการเลือกตั้ง

ต่อมามีการเรียกร้องของกลุ่มพันธมิตรฯ ท่านก็มีความคิดไม่เห็นด้วย และดำเนินการเพื่อรักษาระบบ รักษาความถูกต้อง ซึ่งถือว่าเป็นผลงานที่สำคัญ เนื่องจากเป็นการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย และคนที่ยึดมั่นในเส้นทางประชา ธิปไตยไม่เพลี้ยงพล้ำ ถึงแม้ตัวเองจะตกเป็นเหยื่อ

ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียใจและเสียดาย แต่ไม่ใช่เรื่องอับอายขายหน้าเพราะท่านทำเพื่อรักษาความถูกต้อง เพื่อให้เห็นความเป็นประชาธิปไตย ซึ่งคิดว่าเป็นสิ่งที่ดีมีคุณค่า

ที่ผมพูดมาไม่ใช่เพราะท่านถึงแก่อนิจกรรม แต่เป็นท่าทีของท่านที่เคยทำงานมาก่อนหน้านี้ จึงเห็นว่าไม่มีเรื่องอะไรที่ต้องติดใจหรืออโหสิกรรมกันในอดีตที่ผ่านมา

ตรงกันข้ามผมรู้สึกเสียดายที่ท่านจากไป และตกเป็นเหยื่อความไม่เป็นประชาธิปไตย โดยไม่ทันได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของประเทศให้เข้าสู่ความเป็นประชาธิปไตย

โดยรวมแล้วท่านสมัครถือมีคุณประโยชน์ต่อบ้านเมือง เพราะเป็นคนมีบุคลิกตรงไปตรงมา กล้าแสดงออกและพยายามทำงานเพื่อให้เกิดความเป็นประชาธิปไตย จนได้รับการยอมรับจากประชาชน

มีหลายเรื่องที่นักการเมืองในปัจจุบันควรมองเป็นแบบอย่าง เช่น การตั้งพรรคการเมือง ทำงานเองจนประสบความสำเร็จ บทบาทของดาวสภา การต่อสู้เพื่อประชาธิป ไตย รักษาระบบให้ถูกต้องโดยไม่ยอมแพ้และไม่ลงให้อำนาจนอกระบบ

ส่วนผู้ที่มีความคิดเห็นตรงข้ามหรือฝ่ายที่มีความขัดแย้งในเรื่องต่างๆ มาก่อนหน้านี้ คิดว่าความขัดแย้งที่ผ่านมาควรจะเรียนรู้และรับฟังซึ่งกันและกัน

ผมคิดว่าคนไทยเข้าใจวัฒนธรรมที่ดี คงไม่สร้างความเสียหายหรือทำร้ายบุคคลที่ล่วงลับไปแล้ว จึงคิดว่าไม่จำเป็นต้องฝากอะไร ก็คงจะเข้าใจกันได้

ท้ายที่สุดคิดว่าการจากไปของท่านสมัคร เป็นการจากไปแบบนอนตายตาหลับ แม้บ้านเมืองจะยังไม่ยุติเรื่องความขัดแย้งหรือยังมีความไม่เป็นประชาธิปไตยอยู่

เชื่อว่าท่านคงอโหสิกรรมให้นานแล้ว

วิทยากร เชียงกูล

ผอ.ศูนย์วิจัยทางด้านสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต

ในช่วงเหตุการณ์ 6 ต.ค. 2519 นายสมัคร สุนทรเวช ดำรงตำแหน่งรมว. มหาดไทย สั่งให้เผาหนังสือจำนวนมาก โดยไม่สนว่าจะเป็นหนังสือประเภทไหน

แค่ดูจากชื่อหนัง สือถ้าออกแนวประ มาณ "เพื่อผู้ถูกกดขี่" เป็นแนวเพื่อชีวิต ก็จะโดนแบน โดนห้ามทันที ทำให้หนังสือถูกทำลายไปจำนวนมาก

ไม่ว่าจะเป็นผลงานวิชาการไปจนถึงบทกลอน บทกวี งานเขียน ผลงานของผมก็โดนเผาทำลายไปหลายชิ้น

ช่วงนั้นนายสมัคร ทำให้เกิดบรร ยากาศหวาดกลัวในสังคม บางคนมีหนังสือเหล่านี้อยู่ก็ต้องเผาทิ้ง หรือเอาหนังสือไปฝังดิน ถือเป็นปรากฏการณ์ที่แย่มากทางวิชาการ

ช่วงนั้นผมต้องไปอยู่ต่างประเทศ ญาติๆ ก็ต้องนำหนังสือไปทิ้งหรือทำลายเพราะกลัว

แต่รู้สึกตลอดถึงทัศนคติแบบจารีตนิยมขวาจัดของคุณสมัคร

อย่างไรก็ตาม เมื่อนายสมัครเสียชีวิตไปแล้ว ผมก็ขออโหสิกรรมให้ ถ้าจะพูดไปแล้วนายสมัครถือว่ามีส่วนดีที่เป็นคนซื่อตรงต่อความคิดเห็นของตนเอง

แต่ขณะเดียวกันยอมรับว่าการไม่เปลี่ยน ไม่พัฒนา ก็เป็นปัญหาได้

ผมอยากให้กรณีของนายสมัคร เป็นบทเรียนกับคนรุ่นหลังต่อไป ขอให้มองปัญหาต่างๆ แบบยืดหยุ่น ใจกว้าง มองรอบด้าน ทั้งจุดแข็ง จุดอ่อน

ไม่ควรมองอะไรด้านเดียว คือมองเป็นแนวขวาจัดหรือซ้ายจัด ซึ่งสุดโต่งเกินไปจนไม่ฟังความคิดเห็นของคนอื่นเลย แต่กลับมองว่าคนอื่นเป็นอันตรายต่อตัวเอง

ถือเป็นบทเรียนที่ไม่ดี

น.พ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ

อดีตสมาชิกวุฒิสภา

ในฐานะที่นายสมัคร เป็นบุคลากรทางการเมืองที่สำคัญคนหนึ่ง

เมื่อสูญเสียไปก็ต้องแสดงความเสียใจในความสูญเสียครั้งนี้ เพราะท่านเป็นบุคลากรทางการเมืองที่มีความคิดชัดเจน มุ่งมั่นในแนวคิดของตัวเองมาตลอด

ส่วนผลของการปฏิบัติออกมาจะดีหรือไม่ดี สังคมก็ต้องนำมาเป็นบทเรียน

แต่ไม่ใช่เรื่องที่จะเอามาเป็นอคติ การอาฆาต พยาบาทซึ่งกันและกัน เมื่อคนเสียชีวิตไปแล้ว ไม่ควรต้องซ้ำเติมอะไรกันอีก

เมื่อสิ้นอายุขัย สิ่งที่ได้ทำมาก็หมดลง ผมอยากให้เรามองเรื่องเหล่านี้เป็นบทเรียน ทั้งบทบาทของท่านในทางที่ดีก็มี ไม่ว่าจะเป็นความมุ่งมั่นในการทำงาน หรือการไม่ถือตัว เข้าถึงวิถีชาวบ้านได้ดี เราควรนำมาปฏิบัติตาม แต่อะไรที่ไม่ดี ควรนำมาเป็นบทเรียน

สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าคนทั่วไปต้องมีทั้งด้านดีและด้านไม่ดี อยู่ที่ว่าจะนำตรงไหนมาพิจารณาและเอาไว้เป็นบทเรียน

อันนี้ถึงจะเป็นการศึกษาคุณค่าชีวิตของแต่ละบุคคล

และเราไม่ควรเอาเรื่องพวกนี้มาจองเวรกันต่อไป

คนตายก็ไม่เว้น

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน




นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 25 ของประเทศไทย จากไปด้วยโรคมะเร็งตับหลังเข้ารักษาตัวอยู่ราวๆ 1 ปี นับจากพ้นตำแหน่งนายกฯ จากประกาศิตของศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 9 ก.ย. 2551

เป็นหนึ่งในนายกฯ ของเมืองไทย หรืออาจจะบอกว่าเป็นหนึ่งในผู้นำประเทศ ที่ต้องพ้นจากตำแหน่งอย่างพิลึกพิลั่นที่สุด

กลายเป็นเรื่องโจ๊กระดับโลก ที่ผู้นำประเทศต้องตกเก้าอี้เพียงเพราะทำรายการอาหารทางทีวี!?

แม้ว่ากันตามกฎหมายสูงสุดของประเทศ นายสมัคร อาจจะกระทำการขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 267 เรื่องคุณสมบัติของนายกรัฐมนตรี

แต่เป็นที่ทราบกันว่าสาเหตุจริงๆ มาจากเรื่องอะไร!?

นายสมัครจัดเป็นแมวเก้าชีวิตทางการเมือง เพราะเคยวางมือไปนานก่อนมาสมัครเป็นผู้ว่าฯกทม. และทำคะแนนทะลุ 1 ล้านได้เป็นครั้งแรก

จากนั้นจับพลัดจับผลูขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชาชน สู้ศึกเลือกตั้งปลายปี 2550 ในช่วงรัฐบาลคณะปฏิวัติ

ไม่มีใครเชื่อว่าพรรคพลังประชาชนจะครองเสียงข้างมากในสภา เพราะถูกทำลายล้างและกดดันทุกทาง

แต่พรรคพลังประชาชน อาศัยกระแส"ทักษิณ" กวาดที่นั่งได้เป็นอันดับ 1 ส่งให้นายสมัคร ขึ้นเป็นนายกฯ ในช่วงปลายของชีวิต

กระทั่งเกิดอุบัติเหตุให้พ้นจากตำแหน่ง นายสมัครก็เก็บตัวเงียบๆ พร้อมบินไปรักษาอาการมะเร็งที่เมืองนอก

เวลานั้นเกิดเรื่องน่าสลดขึ้นเมื่อมีม็อบเสื้อเหลืองชูป้ายด่านายสมัคร ที่สนามบิน ทั้งที่พ้นตำแหน่งนายกฯ ไปแล้ว

และยิ่งน่าสลดมากขึ้นเมื่อนายสมัคร เสียชีวิต ยังมีคนด่าตามหลัง!!

แน่นอนคือกลุ่มม็อบที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามนั่นเอง

แม้ในช่วงชีวิตที่ผ่านมา นายสมัครอาจจะมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นกรณี 6 ตุลา 19 หรือการพูดจาโผงผางไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งใด

แต่สำหรับคนปกติทั่วไป กับผู้ที่เสียชีวิตถือว่าพ้นไปจากทางโลกเรียบร้อย

จะไม่เหยียบย่ำซ้ำเติม หรือประณามหยามหมิ่นผู้ที่ล่วงไปแล้ว

โดยเฉพาะกับคนที่เคยเป็นถึงผู้นำประเทศ และได้ชื่อว่าเป็นนักการเมืองที่จงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์อย่างสูงสุดคนหนึ่ง

ถึงจะไม่ชื่นชมแต่ก็ไม่ควรจะก่นด่า หรือสาปแช่งแบบที่บรรดาสาวกทำกันอยู่

พฤติกรรมอาฆาตมาดร้ายกระทั่งคนตาย สะท้อนให้เห็นถึงจิตใจ

และความคิดด้านมืดของคนๆ นั้นได้อย่างดี

ใกล้กลียุค

ที่มา ไทยรัฐ

รัฐบาลตัดสินใจประกาศภาวะฉุกเฉินครอบคลุมในพื้นที่ กทม. ทั้งหมดระหว่างวันที่ 28 พ.ย.-14 ธ.ค.นี้ เป็นการ ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ เหตุผลก็เพื่อควบคุมการชุมนุมขับไล่รัฐบาลของคนเสื้อแดง ไม่ให้เป็นชนวนนำไปสู่ความวุ่นวายในบ้านเมือง

ท่ามกลางการวิเคราะห์ว่า เสื้อแดงจะนำคนต่างด้าวเข้าร่วมชุมนุมด้วย มีการวิเคราะห์กันว่า พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ และบรรดาอดีตนายทหารจะวางแผนให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองเหมือนเมื่อครั้ง พฤษภาทมิฬ เพื่อหวังที่จะมีการตั้งรัฐบาลแห่งชาติ เป็นต้น

ทั้งหมดนี้เป็นการวิเคราะห์ดังๆของรัฐบาลทั้งนั้น

ดักคอเหมือนกับตาเห็น เช่นเมื่อครั้งกรณีการชุมนุมเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา รู้ว่า จะก่อจารกรรมแบงก์ อะไรต่อมิอะไรเยอะแยะไปหมด ขนาดดักคอล่วงหน้าก็ยังมีคนกล้าไปทำอีก ทำแล้วยังรอให้จับได้อีก เข้าใจว่าคนร้ายคงไม่ติดตามข่าวสารบ้านเมือง เลยทำซื่อบื้อให้เป็นข่าวจนได้

หรืออย่างกรณีที่บอกว่า จะเอาชาวต่างด้าวเข้ามาร่วมชุมนุมเพื่อก่อความวุ่นวายก็เหมือนกัน ฟังดูคุ้นๆหูเหมือนตอนที่พันธมิตรฯชุมนุม ก็มีข่าวขนเอาแรงงานต่างด้าวมาร่วมชุมนุมด้วย

กลายเป็นสูตรสำเร็จ

ดีไม่ดีอีกวันสองวันรัฐบาลอาจจะประกาศว่า มีกองกำลังต่าง ชาติติดอาวุธเข้าร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดงด้วย หรืออาจจะมีระเบิดตูมตามขึ้นมาแล้วบอกว่า นี่ไงคนเสื้อแดงตั้งใจจะก่อความวุ่นวาย

การที่กลุ่มเสื้อแดงประกาศ เลื่อนการชุมนุม ไม่มีกำหนด และวิเคราะห์ว่าอะไรจะดีขึ้น ก็ต้องไปวิเคราะห์ถึงเกมการชิงขั้วอำนาจทาง การเมืองเอา ถึงได้บอกว่าบ้านเราวนเวียนอยู่แต่ในวงจรอุบาทว์ไม่จบสิ้น

ใกล้กลียุคเข้าไปทุกที

คนที่ตกเป็นเหยื่อเป็นตัวประกันก็คือประชาชนตามเดิม ที่ยังต้องจับตาก็คือการตัดสินใจเดินทางไป ร่วมประชุมหอการค้าที่ จ.เชียงใหม่ ของนายกฯอภิสิทธิ์

ยังออกอาการลังเลไม่แน่ใจ

เนื่องจากเสียงทักท้วงเริ่มจะดังมากขึ้น ลำพังนายกฯอภิสิทธิ์ ไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าเชียงใหม่เกิดการจลาจลอะไรจะเกิดขึ้น คนเชียงใหม่เดือดร้อน จังหวัดท่องเที่ยวกลายเป็นจังหวัดอันตรายไปทันที อากาศกำลังดีๆ นักท่องเที่ยวแห่กันไปเยอะมากขึ้น ไปทำลายบรรยากาศซะนี่

นายกฯอภิสิทธิ์ไม่ควรไปเชียงใหม่ รอให้มีข่าวดี รอให้ แนวทางการเจรจาระหว่างผู้ใหญ่ในบ้านเมืองมีแสงสว่างซะก่อนแล้วค่อยตัดสินใจไม่ต้องอะไรมาก แค่ประกาศภาวะฉุกเฉินที่เชียงใหม่ก็เจ๊งแล้ว

นอกเสียจากว่าจะเดินไปตามแผนรัฐบาลแห่งชาติ ที่มีนายอภิสิทธิ์เป็นนายกฯสร้างขั้วอำนาจใหม่ขึ้นมา ก็เป็นอีกเรื่อง แต่กว่าจะถึงจุดนั้น ประเทศไทยคงถูกย่างสดดำเป็นตอตะโกไปแล้ว.

หมัดเหล็ก

ธีระ สุธีวรางกูร: อย่าจำกัดการแข่งขันในการประมูลคลื่นความถี่ 3G

ที่มา ประชาไท

คงเป็นเรื่องธรรมดาเสียแล้วสำหรับ สังคมไทยที่วาทกรรมเรื่องความรักชาติจะถูกหยิบยกขึ้นมาใช้ในสถานการณ์ใด สถานการณ์หนึ่งเพื่อนำมาเป็นเหตุผลในการสนับสนุนข้ออ้างของฝ่ายหนึ่งและ เพื่อต่อต้านฝ่ายตรงกันข้าม

ข้อกล่าวอ้างนี้เป็นเรื่องยอดนิยม เพราะทำได้ง่ายโดยไม่จำเป็นต้องมีคำอธิบายทางวิชาการ
เป็นที่น่าสังเกตว่า แม้แต่ในเรื่องการจัดสรรคลื่นความถี่ 2.1GHz หรือ3G ที่คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ ข้ออ้างดังกล่าวก็ยังถูกหยิบยกขึ้นมาเพื่อกีดกันบริษัทที่มีผู้ถือหุ้นชาวต่างชาติ ไม่ให้ได้รับสิทธิในการใช้คลื่นความถี่เพื่อแข่งขันในการเป็นผู้ให้บริการด้วย
การกีดกันดังกล่าวนี้จะทำให้เกิดการจำกัดการแข่งขันในกิจการโทรคมนาคมของประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญ
3G คืออะไร มีประโยชน์อย่างไร
ความจริงแล้ว การให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุคที่สามหรือ 3G ถือเรื่องธรรมดามากสำหรับการพัฒนาทางเทคโนโลยี เพราะเป็นการพัฒนาที่ต่อยอดจากการให้บริการด้วยเทคโนโลยีที่ให้บริการอยู่ แล้วในขณะนี้ เพียงแต่ว่าการให้บริการ 3G จะทำให้ผู้ใช้บริการสามารถรับและส่งข้อมูล (data) ด้วยความเร็วที่สูงขึ้น ไม่ว่าจะผ่านทางโทรศัพท์เคลื่อนที่หรือคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค นอกจากนั้น ก็ยังทำให้การใช้อินเตอร์เน็ตหรือดาวน์โหลดข้อมูลในขณะที่ผู้ใช้บริการ เคลื่อนที่อยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ในการให้บริการ 3G นั้น ผู้ประกอบการจะต้องได้รับการจัดสรรคลื่นความถี่ ซึ่งคลื่นความถี่ย่าน 2.1GHz เป็นคลื่นความถี่ย่านหนึ่งที่สามารถนำมาใช้ได้ตามมาตรฐานสากล และในขณะเดียวกันผู้ประกอบการก็จะต้องสร้างโครงข่ายโทรคมนาคมเพื่อให้บริการ 3G ด้วย โดยคาดการณ์กันว่าการลงทุนในเรื่องนี้จะมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 300,000 ล้านบาท
จากการศึกษาของ GSM Association (GSMA) ระบุว่าหากมีการให้บริการ 3G ระหว่างปี พ.ศ. 2553 ถึง พ.ศ. 2557 จะก่อให้เกิดการจ้างงานเกือบ 80,000 ตำแหน่งต่อปี นอกจากนั้น การใช้อินเตอร์เน็ตที่เพิ่มขึ้นทุกๆ 10% จะทำให้ GDP ของประเทศโตขึ้นประมาณ 1.3 % อีกทั้งรัฐยังจะได้รับรายได้เพิ่มขึ้นจากการที่บริษัทที่ให้บริการต้องเสีย ค่าคลื่นความถี่ให้แก่รัฐและต้องเสียภาษีนำเข้าอุปกรณ์ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีเงินได้นิติบุคคลจากการให้บริการ 3G และที่ต้องไม่ลืมก็คือ การเกิดบริษัทที่ให้บริการด้านเนื้อหา (content) ยังทำให้รัฐได้รับภาษีในด้านต่างๆ อีกมาก การพัฒนาเทคโนโลยีก็จะช่วยให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจเจริญก้าวหน้าและมีความ สะดวกยิ่งขึ้น
อนึ่ง หากมองในภาพของประชาชน กิจการโทรคมนาคม และประโยชน์ต่อสังคม ประชาชนเองในฐานะที่เป็นผู้บริโภคก็จะได้สิทธิในการเลือกใช้บริการที่ดีที่ สุด และการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้ง่ายจะทำให้เกิดการพัฒนาด้านการให้บริการ สาธารณะสุข โรงพยาบาล การศึกษาและการพัฒนาท้องที่ห่างไกล กล่าวได้ว่าการให้บริการ 3G จะทำให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศในวงกว้างต่อเนื่องกันไปเป็นลูกโซ่ไม่รู้จบ
อย่างไรก็ดี หลังจากที่ กทช. ได้เผยแพร่ร่างข้อสนเทศหรือ IM และได้จัดการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะไปเมื่อวันที่ 28 กันยายน พ.ศ.2552 ก็มีการวิพากษ์วิจารณ์ รวมทั้งมีความพยายามกีดกันไม่ให้บริษัทที่มีผู้ถือหุ้นต่างชาติเปิดให้ บริการ 3G ซึ่งขณะนี้ผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่รายใหญ่ของประเทศไทยมีอยู่ 3 ราย โดย 2 ใน 3 รายมีผู้ถือหุ้นรายใหญ่เป็นนักลงทุนต่างชาติ
หากการกีดกันดังกล่าวสัมฤทธิ์ผล ก็ทำให้มีความเป็นไปได้ว่า การให้บริการ 3G ในประเทศไทยจะถูกจำกัดให้อยู่ในมือของผู้ประกอบการรายใหญ่เพียงรายเดียว
การจำกัดการแข่งขันโดยอ้างเรื่อง “รัฐต่างด้าว” ข้ออ้างที่ยกขึ้นมาเพื่อจำกัดการแข่งขันในกิจการโทรคมนาคมมีหลายรูปแบบ รูปแบบแรก เห็นได้จากถ้อยแถลงของผู้แทนบริษัทเอกชนบางบริษัทในวันที่ กทช. จัดรับฟังความเห็นสาธารณะเมื่อวันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2552 ที่อ้างว่า ผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่รายใหญ่สองรายในประเทศไทยมีผู้ถือหุ้นที่ เป็นรัฐวิสาหกิจของรัฐบาลต่างประเทศอันขัดแย้งต่อมาตรา 84 (1) ของรัฐธรรมนูญ
ความจริงแล้วบทบัญญัติมาตรา 84 (1) ของรัฐธรรมนูญมิได้ห้ามรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลไทยหรือรัฐบาลต่างประเทศ ในการถือหุ้นในบริษัทเอกชนเพื่อประกอบธุรกิจ และหากบริษัทนั้นๆไม่ ได้รับมอบหมายจากรัฐผ่านทางกฎหมายให้มีอำนาจรัฐแล้ว ลำพังการถือหุ้นในบริษัทเอกชนโดยรัฐบาลไทยหรือรัฐบาลต่างประเทศไม่ว่าในสัด ส่วนเท่าใด ย่อมไม่สามารถทำให้บริษัทที่รัฐถือหุ้นอยู่กลายเป็น”รัฐ” ขึ้นมาได้ จึงไม่สามารถตีความว่าการประกอบธุรกิจของบริษัทที่รัฐถือหุ้นอยู่นั้นเป็น การประกอบธุรกิจโดย ”รัฐ”
กรณีของบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ที่ประกอบธุรกิจในต่างประเทศ เป็นตัวอย่างที่ไม่เคยถือกันว่าเป็นเรื่องที่ ”รัฐไทย” เข้าไปประกอบกิจการในต่างประเทศ เพราะหากถือกันเช่นนั้น ก็จะเท่ากับว่าบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ย่อมไม่ตกอยู่ภายใต้กฎหมายของรัฐต่างประเทศ เพราะตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ กฎหมายของรัฐหนึ่งจะบังคับเอากับรัฐต่างประเทศอีกรัฐหนึ่งไม่ได้
ด้วยเหตุผลข้อนี้ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ไม่ใช่รัฐไทย ฉันใด การที่รัฐบาลต่างประเทศมาลงทุนในบริษัทเอกชนในประเทศไทยไม่ว่าจะในสัดส่วน เท่าใด ก็ไม่ทำให้ ”บริษัท” นั้นกลายเป็น ”รัฐต่างด้าว” ขึ้นมาได้ ฉันนั้น ทั้งนี้ มิพักต้องพูดถึงว่าในทางข้อเท็จจริงแล้ว บริษัทดังกล่าวนั้นก็ตกอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายไทยอย่างสมบูรณ์
การจำกัดการแข่งขันโดยอ้างเรื่องการครอบงำกิจการโทรคมนาคมโดยคนต่างด้าว
ความพยายามจำกัดการแข่งขันในกิจการโทรคมนาคมรูปแบบที่สองก็คือการพยายามทักท้วงขอให้ กทช.ใช้อำนาจตามมาตรา 8 แห่ง พรบ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 ออกกฎเกณฑ์พิเศษกีดกันไม่ให้บริษัทที่ผู้ถือหุ้นชาวต่างชาติบริหารกิจการอยู่ เข้าร่วมขอรับการจัดสรรคลื่นความถี่ 2.1GHz โดยอ้างว่าคลื่นความถี่ซึ่งเป็นทรัพยากรของชาติ ไม่ควรตกอยู่ในมือของบริษัทเหล่านั้นอันจะมีผลให้เกิดการครอบงำกิจการโทรคมนาคมโดยคนต่างด้าว
การกล่าวอ้างเช่นนี้ ถือเป็นเหตุผลที่คลาดเคลื่อนจากสภาพความเป็นจริง เพราะในเมื่อคลื่นความถี่ 2.1 GHz เป็นทรัพยากรของชาติ จึงเป็นไปไม่ได้ที่คลื่นความถี่จะตกเป็นกรรมสิทธิ์ของต่างชาติได้ อีกทั้ง กทช.ก็เพียงแต่จะให้ ”สิทธิในการใช้” คลื่นความถี่ในระยะเวลาอันจำกัดแก่ผู้ที่ชนะการประมูลเท่านั้น ไม่ใช่เป็นการขายคลื่นความถี่ให้ต่างชาติ
นอกจากนั้น ประเทศไทยยังมีนโยบายในการสนับสนุนให้มีการลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติมาตลอด โดยในปี พ.ศ.2549 รัฐสภาได้ทำการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 เพื่อเชื้อเชิญให้นักลงทุนต่างประเทศเข้ามาถือหุ้นในบริษัทที่ประกอบกิจการ โทรคมนาคมได้มากขึ้นจากที่อนุญาตให้ถือหุ้นได้ไม่เกินร้อยละ 25 มาเป็นถือหุ้นได้ไม่ถึงร้อยละ 50 เหมือนๆ กับธุรกิจให้บริการอื่นๆ และรัฐสภาก็ไม่ได้ตรากฎหมายจำกัดสิทธิของผู้ถือหุ้นต่างชาติในการออกเสียงใน ที่ประชุมผู้ถือหุ้น ประกอบกับการถือหุ้นร้อยละ 49 ก็ยากที่จะเป็นเสียงข้างน้อยในที่ประชุมผู้ถือหุ้น โดยเฉพาะสำหรับบริษัทมหาชนที่จดทะเบียนกระจายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ อีกทั้งแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 พ.ศ. 2550 – 2554 หน้า 93 ก็ได้ระบุว่า ประเทศไทยจะ “ทบทวน มาตรการส่งเสริมการลงทุนให้เอื้อต่อการประกอบการของนักลงทุนภายในประเทศและ นักลงทุนต่างประเทศภายใต้สภาพแวดล้อมของการแข่งขันที่เป็นธรรม” ในหน้า 150 ก็ระบุว่า ประเทศไทย ”ควรศึกษา…เพื่อกำหนด/ปรับปรุงมาตรการส่งเสริมการลงทุน…เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศและสนับสนุนนักลงทุนไทยไปลงทุนในต่างประเทศ”
สิ่ง เหล่านี้เป็นที่เห็นได้ชัดว่าประเทศไทยยินดีที่จะให้นักลงทุนต่างชาติสามารถ เข้ามาลงทุนและบริหารบริษัทที่ประกอบกิจการโทรคมนาคมได้ ทั้งนี้ก็เพื่อให้เกิดการแข่งขันและเพื่อประโยชน์สุดท้ายของผู้บริโภคโดยรวม ดังนั้น แม้ พรบ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 จะเปิดช่องให้อำนาจ กทช. สามารถ กำหนดกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการครอบงำของคนต่างด้าวได้ แต่การออกกฎเกณฑ์ดังกล่าวนี้ก็ต้องมีเนื้อความที่สอดคล้องกับกฎหมายอื่นทั้ง ระบบ และจะต้องพิจารณาให้ดีว่ามีเหตุจำเป็นใดที่ สำคัญยิ่งกว่าการส่งเสริมการแข่งขันหรือไม่ และเหตุดังกล่าวนั้นสอดรับกับข้อยกเว้นที่กำหนดไว้ในมาตรา 43 และมาตรา 81(1) ของรัฐธรรมนูญหรือไม่ แต่ไม่ว่าเหตุนั้นจะเป็นอย่างไร กฎเกณฑ์ดังกล่าวย่อมไม่อาจมีผลกระทบต่อสิทธิของผู้ถือหุ้นจนเกินสมควร
การจำกัดการแข่งขันโดยอ้างเรื่องความมั่นคง
ความพยายามจำกัดการแข่งขันในกิจการโทรคมนาคมรูปแบบที่สาม คือการมีผู้พยายามทักท้วงขอให้ กทช.กำหนดกฎเกณฑ์พิเศษ จำกัดมิให้บริษัทที่ผู้ถือหุ้นชาวต่างชาติมีอำนาจบริหารกิจการ เข้าร่วมขอรับการจัดสรรคลื่นความถี่ 2.1GHz โดยอ้างเหตุผลเรื่องความมั่นคงของชาติ
โดยแท้ที่จริงนั้น คลื่นความถี่ 2.1GHz เป็น คลื่นความถี่ที่ทั่วโลกยอมรับว่าใช้เพื่อกิจการทางพาณิชย์ ไม่ใช่เป็นคลื่นที่ใช้ในราชการทหาร นอกจากนั้น สารัตถะของกิจการโทรคมนาคมโดยตัวของมันเองก็มิได้เป็นเรื่องความมั่นคง เพราะหากเป็นเช่นนั้น ประเทศไทยก็คงไม่อนุญาตให้เอกชนเข้ามาร่วมให้บริการนี้ตั้งแต่ต้น และคงไม่แปลงสภาพองค์กรของรัฐทั้งสองแห่ง คือ บริษัท กสท. โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) และบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ให้เป็นบริษัทเอกชน
ส่วนข้ออ้างเรื่องการดักฟังการสนทนานั้น รัฐไทยก็สามารถประกาศใช้กฎหมายเพื่อควบคุมดูแลได้โดยสามารถลงโทษผู้ประกอบการที่กระทำผิดไม่ว่าจะมีผู้ถือหุ้นเป็นชาวไทยหรือชาวต่างชาติ ดังนั้น การกีดกันนักลงทุนต่างชาติโดยอ้างเหตุผลความมั่นคงจึงเป็นเรื่องที่ไม่รับ กับข้อเท็จจริง
การจำกัดการแข่งขันโดยการเสนอให้ กทช.ใช้วิธีการประกวดซอง (Beauty Contest)
แทนการประมูล หรือเสนอให้มีการกำหนดโควต้า (set aside)
ความพยายามจำกัดการแข่งขันในการให้บริการ 3G รูปแบบที่สี่ ก็คือการที่มีผู้พยายามเสนอให้ กทช. ทำการจัดสรรคลื่นความถี่โดยวิธีการประกวดซอง (beauty contest) แทนการจัดสรรโดยวิธีการประมูลที่เป็นการแข่งขันราคา กล่าวอีกนัยหนึ่ง เป็นการขอให้ ”ผู้ประกอบการที่ไม่มีผู้ถือหุ้นต่างชาติ มีสิทธิพิเศษไม่ต้องแข่งขันประมูลราคากับผู้ประกอบการที่มีผู้ถือหุ้นต่างชาติ” ซึ่งหากเป็นไปตามข้อเสนอนี้ จะทำให้ผู้ประกอบการที่ไม่มีผู้ถือหุ้นต่างชาติ สามารถเสนอข้อเสนอทางเทคนิคและทางพาณิชย์ให้แก่ กทช.ทำการพิจารณาเพื่อจัดสรรคลื่นความถี่ให้แก่ตนได้ ซึ่งต่างจากวิธีการประมูลที่ กทช. จะจัดสรรคลื่นความถี่ให้แก่ผู้ที่ให้ราคาประมูลสูงสุด
อาจกล่าว ได้ว่าข้อเสนอข้างต้นไม่สอดรับกับข้อมูลทางวิชาการ นักเศรษฐศาสตร์ปัจจุบันต่างเห็นกันว่า การจัดสรรคลื่นความถี่โดยวิธีการประมูลเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพมากกว่า การจัดสรรคลื่นความถี่โดยวิธีการประกวดซอง เพราะวิธีการประมูลเป็นวิธีการที่โปร่งใสกว่าและเชื่อได้ว่าผู้ที่ชนะการ ประมูลซึ่งเป็นผู้ที่ให้คุณค่าทางเศรษฐกิจแก่คลื่นความถี่มากที่สุด ย่อมน่าจะเป็นผู้ที่จะใช้คลื่นความถี่ให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจมากที่สุด ปัจจุบันนี้ การจัดสรรคลื่นความถี่โดยวิธีการประมูลจึงเป็นวิธีการที่ใช้กันแพร่หลาย เช่น ในสหรัฐอเมริกา อังกฤษ แคนาดา เดนมาร์ค สวิสเซอร์แลนด์ ฮังการี เยอรมัน ออสเตรเลีย ศรีลังกา ไต้หวัน และแม้แต่ในประเทศที่เคยใช้การประกวดซอง เช่น อินโดนิเซีย หรือ เอสโตเนีย ก็ได้หันมาใช้การจัดสรรโดยวิธีการประมูลเช่นกัน
ต่อข้ออ้างที่ว่าการประมูลจะทำให้คลื่นความถี่มีราคาสูง และทำให้ค่าบริการ 3G สูงตามไปด้วยนั้น ในปัจจุบัน นักวิชาการต่างเห็นว่ากันว่าข้ออ้างเหล่านี้มีน้ำหนักน้อย เพราะค่าคลื่นความถี่ที่ผู้ชนะการประมูลจ่ายให้แก่รัฐนั้นถือได้ว่าเป็นทุน จม (sunk cost) ที่ไม่ใช่ปัจจัยหลักที่ผู้ประกอบการจะสามารถนำมาเป็นปัจจัยในการกำหนดราคาค่าบริการได้ แท้จริงแล้ว ราคาค่าบริการ 3G จะสูงหรือต่ำนั้นขึ้นอยู่กับระดับการแข่งขันในการให้บริการ 3G เป็นหลัก และการประกวดซองก็ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าค่าบริการจะถูกกว่า ดังนั้น นักเศรษฐศาสตร์ที่ได้รับรางวัลโนเบลอย่าง Ronald H. Coase จึงได้ยกย่องว่าการจัดสรรคลื่นความถี่โดยวิธีการประมูลเป็นวิธีการที่ดีที่สุด ( โปรดดู Coase, Ronald, "The Federal Communication Commission", Journal of Law & Economics Vol II 1959, pp. 1-40 ) การเสนอให้ กทช. นำวิธีการประกวดซองมาใช้จึงขาดเหตุผลทางวิชาการสนับสนุน
อนึ่ง ที่มีการเสนอกันว่า หาก กทช. ยังยืนยันที่จะใช้วิธีการประมูลต่อไป ก็ขอเสนอให้ กทช. ใช้วิธีการกำหนดโควตา (set aside) เพื่อสงวนคลื่นความถี่ไว้ให้แก่ ”ผู้ประกอบการไทย” หรือ ”รัฐวิสาหกิจ” นั้น ข้อเสนอเช่นนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นการจำกัดการแข่งขันในการประมูล และเป็นการส่งเสริมผู้ประกอบการที่ไม่ถูกวิธี เพราะเป็นการให้มีสิทธิพิเศษโดยไม่มีเหตุสมควร ซึ่งจะเป็นโทษต่อผู้บริโภคและประเทศโดยรวม
การจำกัดการแข่งขันเพื่อปกป้องรายได้ตามสัญญาสัมปทานที่อาจลดลง
ความพยายามจำกัดการแข่งขันในกิจการโทรคมนาคมรูปแบบที่ห้า คือการกล่าวอ้างว่า การจัดสรรคลื่นความถี่ 2.1GHz จะทำให้รายได้ตามสัญญาสัมปทานที่บริษัท กสท. โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) และบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ได้รับจากผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่ลดลงเพราะผู้ใช้บริการจะย้ายไปใช้ บริการ 3G แทน
ต่อความข้อนี้ ในเมื่อบริษัททั้งสองได้รับการแปลงสภาพแล้ว แม้รัฐบาลจะถือหุ้นทั้งหมด สองบริษัทดังกล่าวก็ย่อมไม่ใช่องคาพยพของรัฐอีกต่อไป ดังที่ศาลปกครองสูงสุดได้วินิจฉัยในคดีการ แปลงสภาพองค์การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เป็นบรรทัดฐานไว้แล้ว สัญญาสัมปทานจึงควรโอนมาเป็นของกระทรวงการคลังโดยตรง ไม่ควรอยู่ในมือของบริษัททั้งสอง รายได้ตามสัญญาสัมปทานที่บริษัททั้งสองได้รับจำนวนหนึ่งก็ไม่ได้ส่งเข้ากระทรวงการคลัง มีเพียงส่วนเล็กน้อยเท่านั้นที่นำส่ง การจำกัดการแข่งขันในการให้บริการ 3G เพียงเพื่อปกป้องรายได้ของบริษัททั้งสองซึ่งไม่ใช่รัฐย่อมไม่ถูกต้อง ที่สำคัญที่สุดก็คือ หากผู้ใช้บริการเลือกใช้บริการ 3G นั่นก็เป็นผลตามธรรมดาของการแข่งขัน ประชาชนไม่ควรถูกตัดโอกาสที่จะได้เลือกใช้บริการที่ดีขึ้น เพียงเพื่อปกป้องการไร้ความสามารถในการแข่งขันของบริษัท กสท. โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) และบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน)
จากที่กล่าวมาทั้งหมด ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะต้องตอบตัวเองว่า ยังเชื่อมั่นในหลักการแข่งขันทางการค้าและระบบเศรษฐกิจเสรีหรือไม่ ถ้าไม่ เนื้อความของรัฐธรรมนูญมาตรา 84 ที่บัญญัติว่า รัฐ ”ต้องสนับสนุนระบบเศรษฐกิจเสรี…โดยต้องยกเลิกและละเว้นการตรากฎหมายและกฎเกณฑ์ที่ควบคุมธุรกิจซึ่งมีบทบัญญัติที่ไม่สอดคล้องกับความจำเป็นทางเศรษฐกิจ” ก็ไม่จำเป็นที่จะคงอยู่ต่อไปในกฎหมายสูงสุดของประเทศ

อัมมาร-นิธิ-กอร์ปศักดิ์-จาตุรนต์ : เราจะปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อสร้างความเป็นธรรมได้อย่างไร

ที่มา ประชาไท

26 พ.ย. 52 สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) จัดงานสัมมนาวิชาการประจำปี 2552 หัวข้อ "การปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อความเป็นธรรมในสังคม" ที่โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ ในช่วงบ่ายมีการอภิปรายในหัวข้อ "เราจะปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อสร้างความเป็นธรรมในสังคมกันอย่างไร" ดำเนินรายการโดย อดิศักดิ์ ศรีสม

อัมมารเสนอประชานิยมที่ยั่งยืน จัดสวัสดิการโดยมีระบบภาษีที่ทั่วถึงหนุนหลัง
อัมมาร สยามวาลา นักวิชาการเกียรติคุณ ทีดีอาร์ไอ กล่าวว่า ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจของไทยมีมากเกินกว่าจะรับได้ และผลงานรัฐในอดีตล้วนแต่ซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำให้มีมากขึ้น เพราะรัฐบาลที่ผ่านๆ มาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ปล่อยให้เกิดการผูกขาด กฎหมายป้องกันการผูกขาดไร้น้ำยา ทั้งยังจงใจปฏิบัติให้เกิดความเหลื่อมล้ำมากขึ้น มาตรการแทรกแซงตลาดที่รัฐบาลมียิ่งสร้างความกระจุกตัวของรายได้ ในทุกวงการ ขณะที่มาตรการทางภาษีที่อาจช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางรายได้ได้ แต่ในประเทศไทยกลับมีบทบาทน้อย เพราะภาษีที่เก็บได้มีสัดส่วนค่อนข้างน้อยไม่ถึง 20% เมื่อเทียบกับรายได้ประชาชาติ และส่วนใหญ่เก็บได้มาจากการบริโภค เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีสรรพสามิต

เขายังมองเชื่อมโยงไปถึงกลไกทางการเมืองว่า พรรคการเมืองต่างก็แข่งขันกันเสนอนโยบายประชานิยม ซึ่งแสวงหาค่าเช่าทางเศรษฐกิจควบคู่กันไป แม้ว่าประชานิยมโดยตัวมันเองไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่เมื่อรัฐบาลมีอายุค่อนข้างสั้นก็จะมองประชานิยมไปในระยะสั้นและเกิดปัญหาทางการคลัง เพราะถือว่าสามารถโยนไปให้รัฐบาลหน้าแก้ไขแทน นอกจากนี้กระบวนการแข่งขันทำให้ความต้องการที่ทุกคนอาจเห็นร่วมกัน ถูกบิดเบือนเป็นอีกอย่างหนึ่งเมื่อแปรเป็นนโยบาย และปัจจุบันเหลือเพียง 2 ค่ายคือ ปชป.และ พท. โดยคัดเอาความรู้สึกของคนจำนวนมากออกไป ทำให้กระบวนการทางประชาธิปไตยตัดสินได้ลำบาก

สำหรับข้อเสนอของทีดีอาร์ไอนั้น เขาเสนอว่า ให้มีระบบสวัสดิการสังคมที่ประชาชนนิยมแบบยั่งยืน โดยรัฐต้องทำระบบภาษีมาหนุนหลัง เพราะคำถามใหญ่ของการจัดสวัสดิการสังคมคือจะเอารายได้มาจากไหน ทั้งยังต้องมีเงื่อนไขว่าเศรษฐกิจจะต้องเติบโต ซึ่งการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ และเป็นข้อเฉลยของปัญหาแต่ไม่ใช่โจทย์ตั้งต้น นอกจากนี้การจัดการการคลังต้องมีประสิทธิภาพดีกว่านี้และต้องมีคอร์รัปชั่นน้อยลง รวมถึงเข้าใจความต้องการของประชาชน โดยจากการสำรวจความเห็นเรื่องสวัสดิการสังคม ประชาชนต้องการการสนับสนุนด้านการศึกษามากที่สุด และมีแนวโน้มให้สนับสนุนสวัสดิการถ้วนหน้ามากกว่าเจาะจงเฉพาะคนจน อีกทั้งยังยินดีให้รัฐเก็บภาษีเพิ่มด้วย

จาตุรนต์เชื่อคนคิดได้ขอแค่นักวิชาการให้ข้อมูล ระบุ ปชช.ต้องการสิทธิทางการเมืองมากสุด
จาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความไม่เป็นธรรมทางสังคมว่า ประกอบด้วย ความไม่เสมอภาคทางเศรษฐกิจ ความไม่เสมอภาคในการได้รับบริการของรัฐและโอกาสในการพัฒนาตัวเอง สุดท้ายคือ ความไม่เท่าเทียมด้านสังคม กฎหมายและการเมือง โดยความไม่เสมอภาคทางเศรษฐกิจ อาทิ ความไม่เท่าเทียมในการเข้าถึงทรัพยากรและปัจจัยที่ใช้ในการผลิตต่างๆ สัมปทานจากรัฐเน้นประโยชน์รัฐมากกว่าประโยชน์ของประชาชนหรือการพัฒนาเศรษฐกิจ

ส่วนความไม่เสมอภาคในการรับบริการของรัฐและโอกาสในการพัฒนาตัวเอง อาทิ สามสิบบาทรักษาทุกโรค ที่การบริการอย่างมีคุณภาพยังไม่ทั่วถึง การคมนาคมที่ยังไม่เน้นการบริการสาธารณะ ปัญหาไอซีทีที่กระจุกตัวอยู่ที่กรุงเทพฯ รัฐวิสาหกิจที่ผูกขาดการแข่งขัน ไม่มีประสิทธิภาพ และที่เข้าตลาดหลักทรัพย์ก็ไม่ได้กำหนดกติกาชัดเจน บริการที่สำคัญมากคือ การศึกษา ซึ่งยังฟรีไม่จริง ไม่เท่าเทียมจริง เพราะคนในเมืองที่ได้เรียนโรงเรียนดีๆ ในเมืองมีความได้เปรียบมากกว่า

จาตุรนต์กล่าวต่อว่า ขณะที่ความไม่เท่าเทียมด้านสังคม กฎหมายและการเมือง นั้นเป็นปัญหาสำคัญไม่แพ้เรื่องอื่นๆ โดยเฉพาะปัญหาในการใช้กฎหมาย เช่น กติกาในการดูแลปัญหาคอร์รัปชั่น ซึ่งประเทศไทยยังไม่มีระบบดูแลราชการระดับกลางลงไป ขณะที่องค์กรที่ดูแลปัญหาคอร์รัปชั่นก็ไม่โปร่งใส ตรวจสอบไม่ได้และไม่เป็นกลาง

จาตุรนต์ เสนอทางแก้ไขปัญหาความไม่เป็นธรรมโดย 1.ปฏิรูปนโยบายภาษี แต่คิดว่าจะทำได้ไม่มาก และอาจพลาดโอกาสหรือผิดทางถ้าเน้นภาษีมากเกินไป เพราะการหวังปฏิรูปภาษีอย่างเดียวจะลดแรงจูงใจทำมาหากิน ลงทุน และโยงกับการเติบโตของเศรษฐกิจ 2. การเพิ่มโอกาสให้คนรายได้น้อยมีช่องทางรับบริการของรัฐมากขึ้น ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจเติบโต และยิ่งทำให้บริการมากขึ้นได้ บริการนี้ไม่เน้นฟรี เพราะรายได้ของรัฐจำกัด และจะเสียโอกาสในการระดมทรัพยากร คนที่มีรายได้ต้องจ่ายมากกว่า 3.ด้านกฎหมาย ต้องแก้ไขระบบที่ไม่ให้ประชาชนมีสิทธิมีเสียง ไม่เช่นนั้นจะเป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดความเป็นธรรม ทั้งนี้ เขาไม่เห็นด้วยกับความคิดเรื่องการกำหนดให้รัฐสวัสดิการบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญ เพราะเป็นแนวคิดที่สุดขั้วเกินไป ทางที่ดีคือต้องให้ประชาชนตัดสินเอง สิ่งที่ฝ่ายวิชาการหรือผู้เกี่ยวข้องควรทำ คือ เผยแพร่ข้อมูลให้ความรู้ให้มากๆ ว่าความไม่เป็นธรรมเกิดจากอะไร จะแก้อย่างไร แต่ต้องไม่ใช่ให้ใครมากำหนดหรือรู้ดีกว่าชาวบ้าน

จาตุรนต์ กล่าวถึงความขัดแย้งทางสังคมว่า ความขัดแย้งนี้เชื่อมโยงกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ แม้คนบ้านนอกจะเสียเปรียบในหลายเรื่อง แต่เขามีประสบการณ์ตรงและรู้สึกว่าได้อย่างที่ไม่เคยได้ผ่านการกำหนดนโยบายโดยการเลือกพรรคการเมืองหรือรัฐบาล ขณะที่ชนชั้นกลางก็ได้ประโยชน์ แต่มักมีคนพูดกันว่า การดำเนินนโยบายแบบประชานิยมชนชั้นกลางจะเสียเปรียบ จึงต่อต้าน สุดท้ายต่อสู้กันจนกลายเป็นการเลือกตั้งไม่น่าเชื่อถือ คนชนบทไม่สามารถเลือกสิ่งที่เขาต้องการได้อีกเพราะถูกกำจัด กีดดัน ดังนั้น สิ่งที่พวกเขาต้องการคือ สิทธิทางการเมือง เพื่อกำหนดความเป็นไปของบ้านเมือง

“ระบบที่ไม่ให้ประชาชนกำหนด ไม่มีสิทธิ ไม่มีเสียง มันเป็นไปไม่ได้ที่จะให้เกิดความเป็นธรรม” จาตุรนต์กล่าว

นิธิ ชี้ สังคมเปลี่ยนแล้ว คนชั้นนำยังไม่เปลี่ยน
นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการอิสระ กล่าวว่า หลังมีความแตกร้าวในสังคมไทย เรามักมุ่งไปเป็นเรื่องการขัดแย้งของผู้มีอำนาจ เน้นแต่เรื่องจับเข่าคุยกัน โดยไม่มองดูส่วนล่างของภูเขาน้ำแข็ง ซึ่งความไม่เท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจก็เป็นปัจจัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม สังคมไทยนับแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองก็อยู่อย่าง “สงบ” มาตลอดเพราะคนส่วนใหญ่ต้องพึ่งพิงระบบอุปถัมภ์ ชีวิตไม่ได้รู้สึกว่าเกี่ยวพันกับระบบการเมือง แต่ปัจจุบันสังคมเปลี่ยนไปแล้ว พวกเขาไม่สามารถเข้าถึงทรัพยากรที่เคยเข้าถึงได้ ไม่ว่า น้ำ ป่า ไม่มีวัฒนธรรมท้องถิ่นที่คอยช่วยเหลือกัน ระบบอุปถัมภ์เดิมๆ ก็ดูจะไม่เพียงพอ จึงต้องหันมาพึ่งพารัฐมากขึ้น ดังนั้น คนจำเป็นต้องเข้าสู่เวทีรัฐเพื่อมาต่อรอง ไม่ว่าจะในรูปการประท้วง หรืออื่นใด แต่ปัญหาสำคัญคือ ชนชั้นนำในสังคมไทยยังไม่ยอมปรับตัวรับกับการเปลี่ยนแปลงนี้ และยังใช้วิธีเดิมๆ ในการจัดการความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของความแตกร้าวต่อเนื่องลึกซึ้งในปัจจุบัน

นิธิ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม เราจำเป็นต้องคิดถึงสวัสดิการที่เป็นไปได้และจำเป็น ซึ่งทีดีอาร์ไอเสนอการจัดเก็บภาษีให้ทั่วถึง และเพิ่มการจัดเก็บภาษีบางอย่าง ซึ่งเขามองว่าส่วนสำคัญคือ ภาษีที่ดิน ซึ่งนอกจากรัฐจะได้ประโยชน์เป็นตัวเงินแล้ว มาตรการนี้ยังช่วยกระจายการถือครองที่ดินให้คนเข้าถึงได้มากขึ้นด้วย เพราะเราไม่สามารถปล่อยให้ที่ดินเป็นสินค้าเก็งกำไรได้อีกต่อไป

นิธิตั้งข้อสังเกตด้วยว่า ข้อเสนอของทีดีอาร์ไอยังไม่ได้พูดถึงการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องขบคิดให้รอบคอบว่าจะทำหรือไม่ แค่ไหน เพราะในแง่หนึ่งเป็นการลดภาระของรัฐ แต่รัฐวิสากิจบางชนิดก็มีความจำเป็นพื้นฐานและเป็นส่วนหนึ่งของการกระจายรายได้ได้ด้วย เช่น การอุดหนุนค่าน้ำประปา ไฟฟ้า กับผู้ใช้ไม่ถึงเกณฑ์ นอกจากนี้ในการปรับปรุงระบบภาษีอาจต้องคำนึงถึงผู้ที่หลุดจากภาคเกษตรมาสู่ภาคบริการให้เขามีโอกาสเติบโตด้วย

กอร์ปศักดิ์เสนอเก็บภาษีทางอ้อมง่ายกว่า แนะรัฐบาลต้องนิ่งพอเพื่อออกนโนบายรัฐสวัสดิการ
กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คำถามสำคัญของประเทศคือ จะหารายได้อย่างไร และจะแบ่งให้สมาชิกอย่างเป็นธรรมได้อย่างไร ซึ่งระบบบริหารจัดการกับปัญหานี้ที่มีประสิทธิภาพคือระบบภาษี แล้วรัฐก็มีหน้าที่บริหารจัดการรายได้จากภาษีเพื่อสร้างสวัสดิการต่างๆ แต่คำถามใหญ่ก็คือ มันจะเพียงพอหรือไม่ อย่างไรก็ตาม เขาไม่เห็นด้วยกับการเก็บภาษีทางตรง เนื่องจากจะไปลดแรงจูงใจของคนขยันทำงาน หากจะปฏิรูปก็ควรเริ่มเก็บจากสิ่งที่เห็นได้ชัดเจน เช่น ที่ดิน และเห็นว่าการเพิ่มเก็บภาษีทางอ้อมเช่นภาษีมูลค่าเพิ่มนั้นง่ายและเหมาะสมกว่า

“หากรัฐบาลนิ่งพอก็สามารถออกนโยบายเพื่อคนส่วนใหญ่ได้ แต่ถ้านิ่งไม่ได้ ก็จะทำให้นโยบายเป๋ไปเป๋มา” กอร์ปศักดิ์ กล่าว พร้อมระบุว่าปัญหาสำคัญที่สุดของประชาชนคือปัญหาหนี้สินโดยเฉพาะประชาชนระดับรากหญ้าซึ่งช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาได้เพิ่มมากกว่าครึ่งหนึ่งของรายได้ครัวเรือน ดังนั้น จึงผลักดันโครงการประกันรายได้เกษตรกร โดยใช้เงินภาษีก้อนใหญ่มาอุดหนุนหากราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ แต่ก็ถือเป็นคนละมาตรการกับการประกันราคาสินค้าเกษตร “เราใช้เงินก้อนใหญ่ทีเดียว ประมาร 4-5 หมื่นล้าน แต่ถ้าเราจัดเก็บรายได้ให้ดีขึ้น ก็อย่าไปเสียดายเลย เพราะรับรองได้ว่าไม่มีคอรัปชั่นแม้แต่บาทเดียว เป็นการโอนสู่บัญชีตรงของเกษตรกร” เขากล่าว

Youtube แฉธีระรายงานข่าวมั่ว จับเสื้อแดง ธีระบอกระเบิดปิงปอง กิตติปะทัดไข่มังกร

ที่มา thaifreenews

โดย Tuxedo


แฉสิ้นสื่ออัปยศกุข่าวระเบิดปิงปองโยนขี้เสื้อแดง

ที่มา Thai E-News

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
27 พฤศจิกายน 2552

1.ภาพ-ข่าวจากเวบผู้จัดการ-ข่าวเสนอว่า นายณรงค์ บุญจงเจริญ ผู้ต้องหาที่ถูกจับปฏิเสธข้อกล่าวหาครอบครองระเบิดปิงปอง6,000ลูก แต่เป็นของที่เตรียมไว้ขายในช่วงเทศกาลแต่ไม่หมด

เช่นเดียวกับมติชนออนไลน์ที่รายงานว่า เจ้าตัวปฏิเสธอ้างว่าซื้อมาเพื่อจำหน่ายในช่วงเทศกาล แต่จำหน่ายไม่หมด

2.ปัญหาก็คือสื่อรายงานไม่ครบ ถ้อยคำที่นายบุญจงพูดทั้งหมดตามที่สำนักข่้าวไทยและโทรทัศน์ช่อง9นำเสนอคือ ที่ตำรวจจับได้นี่ไม่ใช่ระเบิดปิงปอง แต่เป็นประทัดที่เหลือจากการซื้อมาขายช่วงลอยกระทงแล้วขายไม่หมด ส่วนปืนที่ตำรวจจับยึดไว้ก็เป็นปืนที่มีคนนำมาจำนำไว้

ส่วนรายการโทรทัศน์ข่าว3มิติ ดำเินินรายการโดยกิตติ สิงหาปัด เมื่อช่วงดึกวันที่26พ.ย.ระบุว่าประทัดที่ตำรวจจับมานี้บางท้องที่เรียกว่าประทัด"ไข่มังกร" ไม่ใช่ระเบิดปิงปองตามที่สื่อนำเสนอข่าวมาตลอดวัน(คลิ้กชมคลิปข่าว)

หากคนที่มีสามัญสำนึกสักหน่อย ก็ต้องคิดว่านายบุญจงจะันำ"ระเบิดปิงปอง"มาจำหน่ายหน้าเทศกาลทำไม? ใครจะเอาระเบิดปิงปองมาขายให้คนซื้อไปเล่นช่วงลอยกระัทง? นี่คือการเสนอข่าวไม่ครบ และบิดเบือนของสื่อกระแสหลัก

3.ต่อมามีการนำภาพของ"ประทัดลูกไข่"นำมาเปรียบเทียบกับประทัดลูกไข่ที่ตำรวจจับกุมนายณรงค์มานำเสนอทางห้องสนทนาราชดำเนิน เวบไซต์พันทิปหลายกระทู้ชี้ว่า เป็นประทัดลูกไข่แน่นอน ไม่ใช่ระเบิดปิงปอง(หากจะดูภาพชัดๆให้ดูในข่าวของช่อง9 คลิ้ก)



4.ส่วนห้องสนทนาเวบบอร์ดประชาไท นำเสนอภาพว่าหากเป็นระเบิดปิงปองที่การ์ดของพันธมิตรชอบใช้ต้องหน้าตาเป็นแบบมุมล่างซ้ายสุดในภาพต่อไปนี้(คลิ้กที่ภาพเพื่อขยายใหญ่)


5.แต่สื่อกระแสหลักก็มีกา่รขยายผลออกไปทั้งวิทยุ โทรทัศน์แบบขาดการตรวจสอบ ทั้งที่มีการบิดเบือนมาแต่ต้น ที่เลวร้ายที่สุดคือประชาทรรศน์ออนไลน์ของเนวิน ชิดชอบ ได้นำรูประเบิดปิงปองที่พวกการ์ดพันธมิตรชอบใช้ มาตัดต่อประกอบภาพข่าวพร้อมกับพาดหัวข่าวดังนี้


นี่ไม่ใช่ครั้งแรก และจะไม่ใช่ครั้งสุดท้ายแน่นอนที่สื่อกระแสหลักจะบิดเบือนการนำเสนอข่าว แบบโฆษณาชวนเชื่อมืด(black propaganda)เพื่อให้ร้ายฝ่ายเสื้อแดง ฝ่ายประชาชนที่เคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตย และทำทุกทางแม้วิธีัชั่วช้าเพื่อเข้าข้างอำมาตยาธิปไตยและรัฐบาลหุ่นเชิด

6.คำถามสำคัญคือ วันนี้คุณเลิกอุดหนุนสื่อกระแสหลัก และเลิกอุดหนุนสินค้าหรือบริการที่ลงโฆษณาในสื่อเหล่านี้แล้วหรือยัง?

*****
ทำไมสื่อไทยเหี้ยบัดซบเช่นนี้(ขออภัยที่หยาบคาย เพราะสมควรแก่พฤติการณ์)


ทำไมสื่อไทยเลวบัดซบขนาดนี้ อยากรู้ทุกคำตอบ ทุกค่าย ทุกสำนักข่าวที่เคยเร้นอยู่ในเงามืด คลิ้กอ่าน ลากไส้สื่อเหี้ย ซึ่งประกอบไปด้วยเรื่องต่อไปนี้

(-ตอน1):ค่ายเนชั่นข้อตกลงกับปีศาจ เบื้องหลังโชคมหาศาล มันคืออาชญากรรม
(-ตอน2):จากไดโนเสาร์กลายพันธุ์มาเป็นเหี้้ย
(-ตอน3):ลิ้มนักแบล็กเมล์เจอแบล็กลิสต์ เจาะลึกสำราญ รอดเพชร
(-ตอน4):สมาคมสื่อโจร พวกมึงแหละตัวดีที่ต้องหยุดทำร้ายประเทศไทย
(-ตอน5):ขุดประจานแก๊งเด็กนรกเนชั่น จอมขวัญ ธีระ กนก สรยุทธ
(-ตอน6):ชื่อของนก นามของไม้ ศักดิ์ศรีของคนชายคามติชน
(-ตอน7):เปลว สีเงินปฏิบัติการแค้นฝังเหลี่ยม
(ตอน8)'จารย์เจิมเสือเจ็บร้อง"เอ๋ง"!
(-ตอน9):ชำแหละอ.ย.ม.ชัยอนันต์ สู่อ.ล.ม.กุนซือลิ้ม
(-ตอน10):ภารกิจลับระดับสูงของปีย์-พญาไม้-ไพศาล
(-ตอน11):แทงกั๊กสไตล์ไทยรัฐมีตั้งแต่เหลืองอื๋อไปยันแดงแปร๊ด
(-ตอน12):อัญชะนีชีวิตนี้พลีเพื่อเฮียเอี่ยม
(-ตอน13):เปิดโฉมหน้าอรหันต์คอลัมนิสต์ไทยรัฐ
(-ตอน14):บุญเลิศ ช้างใหญ่,นงนุช สิงหะเดชะ,ก่อเขต จันทเลิศลักษณ์
(-ตอน15):อาจารย์สุนันท์ ศรีจันทรา-โสภณ องค์การณ์ แสบคูณสอง
(-ตอน16):ยำใหญ่คนอ่านข่าวหน้าจอทีวี พวกเขากับเจ้าหล่อนคือใคร?
(-ตอน17):ประชาทรรศน์ ไฮทักษิณ ประดาบ สื่อลูกกะโปกห้อย
(-ตอนจบ):กำเนิดและอวสานของมหากาพย์ถลกหนังสื่อเหี้้ยมม.ม้าหาย


โหลดอ่านทั้งหมดทุกตอน พร้อมภาพประกอบ คลิ้กที่นี่

แฉสื่ออัปยศกุข่าวระเบิดปิงปองเสื้อแดงเชียงใหม่

ที่มา Thai E-News

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
26 พฤศจิกายน 2552

1.ภาพ-ข่าวจากเวบผู้จัดการ-ข่าวเสนอว่า นายณรงค์ บุญจงเจริญ ผู้ต้องหาที่ถูกจับปฏิเสธข้อกล่าวหาครอบครองระเบิดปิงปอง6,000ลูก แต่เป็นของที่เตรียมไว้ขายในช่วงเทศกาลแต่ไม่หมด

เช่นเดียวกับมติชนออนไลน์ที่รายงานว่า เจ้าตัวปฏิเสธอ้างว่าซื้อมาเพื่อจำหน่ายในช่วงเทศกาล แต่จำหน่ายไม่หมด

2.ปัญหาก็คือสื่อรายงานไม่ครบ ถ้อยคำที่นายบุญจงพูดทั้งหมดตามที่สำนักข่้าวไทยและโทรทัศน์ช่อง9นำเสนอคือ ที่ตำรวจจับได้นี่ไม่ใช่ระเบิดปิงปอง แต่เป็นประทัดที่เหลือจากการซื้อมาขายช่วงลอยกระทงแล้วขายไม่หมด ส่วนปืนที่ตำรวจจับยึดไว้ก็เป็นปืนที่มีคนนำมาจำนำไว้

ส่วนรายการโทรทัศน์ข่าว3มิติ ดำเินินรายการโดยกิตติ สิงหาปัด เมื่อช่วงดึกวันที่26พ.ย.ระบุว่าประทัดที่ตำรวจจับมานี้บางท้องที่เรียกว่าประทัดหัวช้าง ไม่ใช่ระเบิดปิงปองตามที่สื่อนำเสนอข่าวมาตลอดวัน

หากคนที่มีสามัญสำนึกสักหน่อย ก็ต้องคิดว่านายบุญจงจะันำ"ระเบิดปิงปอง"มาจำหน่ายหน้าเทศกาลทำไม? ใครจะเอาระเบิดปิงปองมาขายให้คนซื้อไปเล่นช่วงลอยกระัทง? นี่คือการเสนอข่าวไม่ครบ และบิดเบือนของสื่อกระแสหลัก

3.ต่อมามีการนำภาพของ"ประทัดลูกไข่"นำมาเปรียบเทียบกับประทัดลูกไข่ที่ตำรวจจับกุมนายณรงค์มานำเสนอทางห้องสนทนาราชดำเนิน เวบไซต์พันทิปหลายกระทู้ชี้ว่า เป็นประทัดลูกไข่แน่นอน ไม่ใช่ระเบิดปิงปอง(หากจะดูภาพชัดๆให้ดูในข่าวของช่อง9 คลิ้ก)



4.ส่วนห้องสนทนาเวบบอร์ดประชาไท นำเสนอภาพว่าหากเป็นระเบิดปิงปองที่การ์ดของพันธมิตรชอบใช้ต้องหน้าตาเป็นแบบมุมล่างซ้ายสุดในภาพต่อไปนี้(คลิ้กที่ภาพเพื่อขยายใหญ่)


5.แต่สื่อกระแสหลักก็มีกา่รขยายผลออกไปทั้งวิทยุ โทรทัศน์แบบขาดการตรวจสอบ ทั้งที่มีการบิดเบือนมาแต่ต้น ที่เลวร้ายที่สุดคือประชาทรรศน์ออนไลน์ของเนวิน ชิดชอบ ได้นำรูประเบิดปิงปองที่พวกการ์ดพันธมิตรชอบใช้ มาตัดต่อประกอบภาพข่าวพร้อมกับพาดหัวข่าวดังนี้


นี่ไม่ใช่ครั้งแรก และจะไม่ใช่ครั้งสุดท้ายแน่นอนที่สื่อกระแสหลักจะบิดเบือนการนำเสนอข่าว แบบโฆษณาชวนเชื่อมืด(black propaganda)เพื่อให้ร้ายฝ่ายเสื้อแดง ฝ่ายประชาชนที่เคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตย และทำทุกทางแม้วิธีัชั่วช้าเพื่อเข้าข้างอำมาตยาธิปไตยและรัฐบาลหุ่นเชิด

6.คำถามสำคัญคือ วันนี้คุณเลิกอุดหนุนสื่อกระแสหลัก และเลิกอุดหนุนสินค้าหรือบริการที่ลงโฆษณาในสื่อเหล่านี้แล้วหรือยัง?

*****
ทำไมสื่อไทยเหี้ยบัดซบเช่นนี้(ขออภัยที่หยาบคาย เพราะสมควรแก่พฤติการณ์)


ทำไมสื่อไทยเลวบัดซบขนาดนี้ อยากรู้ทุกคำตอบ ทุกค่าย ทุกสำนักข่าวที่เคยเร้นอยู่ในเงามืด คลิ้กอ่าน ลากไส้สื่อเหี้ย ซึ่งประกอบไปด้วยเรื่องต่อไปนี้

(-ตอน1):ค่ายเนชั่นข้อตกลงกับปีศาจ เบื้องหลังโชคมหาศาล มันคืออาชญากรรม
(-ตอน2):จากไดโนเสาร์กลายพันธุ์มาเป็นเหี้้ย
(-ตอน3):ลิ้มนักแบล็กเมล์เจอแบล็กลิสต์ เจาะลึกสำราญ รอดเพชร
(-ตอน4):สมาคมสื่อโจร พวกมึงแหละตัวดีที่ต้องหยุดทำร้ายประเทศไทย
(-ตอน5):ขุดประจานแก๊งเด็กนรกเนชั่น จอมขวัญ ธีระ กนก สรยุทธ
(-ตอน6):ชื่อของนก นามของไม้ ศักดิ์ศรีของคนชายคามติชน
(-ตอน7):เปลว สีเงินปฏิบัติการแค้นฝังเหลี่ยม
(ตอน8)'จารย์เจิมเสือเจ็บร้อง"เอ๋ง"!
(-ตอน9):ชำแหละอ.ย.ม.ชัยอนันต์ สู่อ.ล.ม.กุนซือลิ้ม
(-ตอน10):ภารกิจลับระดับสูงของปีย์-พญาไม้-ไพศาล
(-ตอน11):แทงกั๊กสไตล์ไทยรัฐมีตั้งแต่เหลืองอื๋อไปยันแดงแปร๊ด
(-ตอน12):อัญชะนีชีวิตนี้พลีเพื่อเฮียเอี่ยม
(-ตอน13):เปิดโฉมหน้าอรหันต์คอลัมนิสต์ไทยรัฐ
(-ตอน14):บุญเลิศ ช้างใหญ่,นงนุช สิงหะเดชะ,ก่อเขต จันทเลิศลักษณ์
(-ตอน15):อาจารย์สุนันท์ ศรีจันทรา-โสภณ องค์การณ์ แสบคูณสอง
(-ตอน16):ยำใหญ่คนอ่านข่าวหน้าจอทีวี พวกเขากับเจ้าหล่อนคือใคร?
(-ตอน17):ประชาทรรศน์ ไฮทักษิณ ประดาบ สื่อลูกกะโปกห้อย
(-ตอนจบ):กำเนิดและอวสานของมหากาพย์ถลกหนังสื่อเหี้้ยมม.ม้าหาย


โหลดอ่านทั้งหมดทุกตอน พร้อมภาพประกอบ คลิ้กที่นี่

Thursday, November 26, 2009

วิกฤตที่ยิ่งกว่าที่สุดในโลก

ที่มา มติชน

โดย บุญเลิศ ช้างใหญ่



เหตุการณ์ความสับสน ปั่นป่วน วุ่นวายทางการเมืองที่เกิดขึ้นในประเทศไทยที่เกิด "วิกฤตศรัทธา" กับรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีมวลชนออกมาต่อต้าน ขับไล่จน พ.ต.ท.ทักษิณตัดสินใจยุบสภาเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2549 และเมื่อจัดการเลือกตั้งปรากฏว่า 3 พรรคการเมืองฝ่ายค้านประกอบด้วยประชาธิปัตย์ ชาติไทย และมหาชน พร้อมใจกันบอยคอต ไม่ส่งสมาชิกลงแข่งขันเลือกตั้ง ต่อเนื่องมาจนถึงปลายเดือนเมษายน 2549

"เดี๋ยวนี้เป็นเวลาที่วิกฤตที่สุดในโลก"

เป็นพระราชดำรัสตอนหนึ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานแก่ผู้พิพากษาประจำศาล สำนักงานศาลยุติธรรม ที่เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทเพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2549 ณ พระตำหนักเปี่ยมสุข วังไกลกังวล ประจวบคีรีขันธ์

หลังจากมีพระราชดำรัสกับผู้พิพากษาศาลฎีกาและก่อนนั้น (วันเดียวกัน) ก็มีพระราชดำรัสกับคณะตุลาการศาลปกครองสูงสุดที่เข้าเฝ้าฯถวายสัตย์ปฏิญาณ ได้มีคำวินิจฉัย และคำพิพากษาของศาลปกครอง ศาลฎีกาและศาลรัฐธรรมนูญในเวลาต่อมาในคดีต่างๆ เกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้ง ส.ส.วันที่ 2 เมษายน 2549 ที่สำคัญคือ ให้การเลือกตั้ง ส.ส.เป็นโมฆะ ต้องจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่

จากนั้นมา ความยุ่งเหยิงทางการเมืองก็มิได้เบาบางลง ทั้งๆ ที่วันเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่ถูกกำหนดขึ้น ในวันที่ 15 ตุลาคม 2549 ตามพระราชกฤษฎีกาแก้ไขเพิ่มเติมกำหนดวันเลือกตั้ง ส.ส.ซึ่งมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2549

ที่สำคัญ นายอาสา สารสิน ราชเลขาธิการได้นำหนังสือตราครุฑลับเฉพาะ ด่วนที่สุด อัญเชิญพระราชกระแสประกอบพระราชกฤษฎีกาเพื่อเรียนต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีโดยตรง พระราชกระแสที่ปรากฏในหนังสือมี 2 ข้อ ดังนี้

1.เหตุผลที่ทรงลงพระปรมาภิไธยในพระราชกฤษฎีกานั้นก็เพราะมีพระราชประสงค์จะเห็นประเทศชาติกลับไปสู่ความสงบเรียบร้อยโดยเร็วและ

2.ทรงมีพระราชประสงค์ให้การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่จะมีขึ้นในคราวต่อไป เป็นไปด้วยความเรียบร้อย บริสุทธิ์และยุติธรรมอย่างแท้จริง

จึงกราบเรียนมาเพื่อโปรดดำเนินการสนองพระราชกระแสโดยด่วน - นี่เป็นบันทึกข้อความของราชเลขาธิการ

แต่แล้วในวันที่ 19 กันยายน 2549 รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณที่รักษาการก็ถูกรัฐประหารโดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบก เป็นหัวหน้าคณะรัฐประหาร ก่อนถึงวันเลือกตั้งไม่ถึง 1 เดือน อย่างนี้จะถือว่าขัดต่อพระราชประสงค์ของพระมหากษัตริย์หรือไม่ ?!?

จาก 19 กันยายน 2549 มาถึงวันนี้ วันที่ใกล้จะสิ้นเดือนพฤศจิกายน 2552 และกำลังจะเข้าสู่ศักราชใหม่ 2553 เป็นเวลา 3 ปีเศษ ความโกลาหลของบ้าน เมือง ความขัดแย้ง แตกแยกของนักการเมืองและคนไทยกลับทวีขึ้น ต่างฝ่ายต่างมองอีกฝ่ายเป็นศัตรูที่จ้องจะห้ำหั่นกัน เหตุการณ์จลาจลนองเลือดเข้าสู่ขั้น "กลียุค" จากน้ำมือของมวลชนกระทำต่อมวลชนและตำรวจ-ทหารใช้อาวุธและกฎหมายกระทำกับมวลชนเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า มีคนตายและเจ็บจำนวนมาก

ทำเนียบรัฐบาลถูกพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยบุกเข้าไปยึดนาน 3-4 เดือน สนามบินดอนเมืองและสนามบินสุวรรณภูมิถูกปิดนานนับสัปดาห์ เสียหายเป็นเงินมหาศาล โดยที่การดำเนินคดีของตำรวจยังอืดอาดล่าช้าคล้ายกับเจตนาจะถ่วงรั้งเอาไว้ให้นานที่สุดเพื่อจะช่วยเหลือพวกเดียวกัน ทำให้เป็นข้อโจมตีจากอีกฝ่ายว่าเมื่อบ้านเมืองนี้ไม่มีความเป็นธรรม อย่าหวังเลยที่จะเกิดความปรองดองและความสงบสุข

แต่นั่นก็ยังไม่ร้ายแรงเท่ากับการขาดความเชื่อมั่นของต่างชาติที่มีต่อประเทศไทยซึ่งกระทบต่อการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และภาพลักษณ์ที่ตกต่ำกลายเป็น "บ้านป่าเมืองเถื่อน" เหนืออื่นใด ความย่อยยับของประเทศที่มิอาจประเมินค่าเป็นทรัพย์สินเงินทองได้ ก็คือ

การที่นักการเมือง/พรรคการเมืองและมวลชนที่ต่างสีเสื้อใส่ร้าย ป้ายสี ด่าทอ สาดโคลนกันไปมาตลอดเวลาแล้วก็ใช้ความรุนแรงสารพัดรูปแบบเข้าประหัตประหาร ราวกับไม่ใช่คนไทยด้วยกัน

ยังพยากรณ์ไม่ได้ว่าการนัดชุมนุมใหญ่ของคนเสื้อแดงในกรุงเทพฯตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน-2 ธันวาคมนี้ เพื่อกดดันให้นายอภิสิทธิ์ยุบสภาจะเกิดเหตุการณ์นองเลือดอีกครั้งหนึ่งหรือไม่ และจะนำพาประเทศไทยและคนไทยถลำลึกไปสู่ห้วงเหวแห่งความหายนะล่มจมอีกแค่ไหน แต่สิ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้ก็คือ

สถานการณ์ในปัจจุบันนี้ ได้เลยห้วงเวลาของวิกฤตที่สุดในโลกมานานแล้วและวิกฤตมากเกินกว่าจะที่ใครจะคาดคิด!

ถามว่าใครจะแก้ "วิกฤตที่ยิ่งกว่าที่สุดในโลก" ดูแล้วก็ไม่เห็นมีใครจะแก้ไขได้ นักการเมืองและพรรคการเมืองเอาแต่ตั้งหน้าตั้งตาล้างผลาญกันเอง อ้างแต่หลักกฎหมายหรือหลักนิติศาสตร์และอ้างว่ามีอำนาจเต็มที่จะจัดการเพราะเป็นรัฐบาลโดยแกล้งมองข้ามหลักรัฐศาสตร์ที่ต้องใช้ "การเมือง" เข้ามาผสมผสาน อีกทั้งลืมไปว่าการเป็นรัฐบาลที่ดีนั้น มีหน้าที่แก้ไขปัญหาบ้านเมือง ความทุกข์ยาก เดือดร้อนของประชาชนทั้งประเทศให้กินดีอยู่ดี มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ไม่ใช่มัวแต่จะคอยหักโค่นอีกฝ่ายหนึ่งอย่างมัวเมาในอำนาจ จนบ้านเมืองลุกเป็นไฟอยู่ในเวลานี้

ข้าราชการประจำโดยเฉพาะทหาร ตำรวจ ก็ตกเป็นเครื่องมือให้ผู้มีอำนาจนำไปใช้เพื่อประโยชน์ในทางการเมืองเพื่อให้พรรคพวกของตนเป็นฝ่ายชนะ โดยไม่มีหลักประกันใดๆ ว่าประเทศจะก้าวข้ามวิกฤตที่ยิ่งกว่าที่สุดในโลกไปได้อย่างไร ?

ผู้ปกครองประเทศที่หลงในอำนาจไม่ว่าจะพูดอะไรหรือกระทำการใดในแต่ละวัน มิได้คำนึงเลยว่า ในขณะนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อยู่ในพระอาการประชวร ยังไม่ได้เสด็จออกจากจากโรงพยาบาลศิริราชเพื่อกลับพระราชวัง พระองค์จะทรงเป็นทุกข์ขนาดไหนเมื่อเห็นคนไทยทะเลาะและทุบตีทำร้ายกันกลางบ้านกลางเมือง ไม่รู้จักเลิกรากันเสียที

"เราต้องให้พรทุกฝ่าย ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน ให้กำลังทำได้ดี แต่วันนี้ ไม่พูดให้ทำอะไร ทะเลาะกันไม่เอา ไม่ทะเลาะ ให้ทำอะไรที่ดูดี และอย่าคิดเกิน อย่าเลยเถิด แต่ถ้าทุกคนทำงานเหมาะสม บ้านเมืองไปได้ ให้แต่ละคนไปได้ ไม่ใช่มีการหัวชนฝา......"

พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2548 ที่อัญเชิญมานี้ ควรที่ผู้มีอำนาจทั้งนักการเมือง ผู้นำเหล่าทัพและตำรวจ ตลอด จนทุกฝักทุกฝ่ายควรกลับไปอ่านแล้วประชุมปรึกษาหารือกันว่าจะน้อมนำไปปฏิบัติอย่างไรจึงจะทำให้คนไทยเลิกทะเลาะกันแล้วปิดฉาก "สงครามกลางเมือง" กันเสียตั้งแต่บัดนี้ ก่อนที่บ้านเมืองจะหายนะล่มจมและคนไทยต้องฆ่ากันให้เจ็บและตายไปมากกว่านี้

"เสื้อแดง"เลื่อนชุมนุม สัญญาณตรง"ทักษิณ" หวั่นซ้ำรอย"สงกรานต์เลือด"

ที่มา มติชน



ในที่สุด "วีระ มุสิกพงศ์" แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ก็ออกมาแถลงผลการหารือของแกนนำคนเสื้อแดงที่มีมติให้เลื่อนการนัดชุมนุมใหญ่ในวันที่ 28 พฤศจิกายน ถึง 2 ธันวาคม ออกไปก่อน โดยให้เหตุผลว่า "เราจะแสดงความรับผิดชอบต่อบ้านเมือง เพื่อแสดงความจงรักภักดีต่อสถาบันโดยความบริสุทธิ์ใจ กลุ่มคนเสื้อแดงตกลงใจที่จะเลื่อนการชุมนุมในวันที่ 28 พฤศจิกายน ออกไปอย่างไม่มีกำหนด และของดการชุมนุม

แต่การเลื่อนการชุมนุนครั้งนี้ก็เป็นเพียงการพักรบชั่วคราวเพราะ "วีระ" ยืนยันว่าจะนัดหมายประชุมเพื่อกำหนดท่าทีอีกครั้งว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไปกลางเดือนธันวาคมนี้

แต่ทั้งนี้คงไม่มีใครปฏิเสธว่า การเลื่อนการชุมนุนครั้งนี้เพราะสัญญาณตรงส่งมาจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จากการเปิดเผยของ "สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล" ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย (พท.) ที่ออกมาระบุว่า "การประชุม ส.ส.พรรคเพื่อไทยเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ต.ท.ทักษิณ ได้วิดีโอลิงก์มาผ่านไปยังแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงว่าการชุมนุมระหว่างนี้อาจเป็นช่วงเวลาไม่เหมาะสม เพราะฟังจากกระแสคนก็ไม่เห็นด้วยเยอะ จึงอยากให้แกนนำกลับไปลองคิดและปรึกษากันดู ขณะเดียวกัน ส.ส.ส่วนใหญ่ของพรรค พท.ก็ไม่เห็นด้วยกับการชุมนุมช่วงเวลานี้ ดังนั้น เชื่อว่าคนเสื้อแดงอาจจะเลื่อนการชุมนุมออกไปก็ได้"

เป็นการยืนยันถึงความเชื่อมโยงระหว่าง พ.ต.ท.ทักษิณและคนเสื้อแดงที่ยากจะปฏิเสธ

สัญญาณที่ พ.ต.ท.ทักษิณส่งตรงไปที่คนเสื้อแดงให้เลื่อนการชุมนุมออกไปเป็นเพราะกระแสความไม่มีเอกภาพทางความคิดของคนเสื้อแดงกับสมาชิกพรรคเพื่อไทย

เพราะมีกระข่าวเล็ดลอดออกมาตลอดว่า ส.ส.เพื่อไทยไม่เห็นด้วยกับการชุมนุมในช่วงดังกล่าว เนื่องจากทุกวันนี้ "พ.ต.ท.ทักษิณ" ก็มีจุดอ่อนถูกฝ่ายตรงข้ามนำไปโจมตีในเรื่อง "ความจงรักภักดี"

และอย่าลืมว่าตลอดทั้งเดือนธันวาคมมีวันเฉลิมพระชนมพรรษา เป็นช่วงเวลาเทศกาลแห่งความสุข เป็นเดือนแห่งการเฉลิมฉลอง ความสนใจของผู้คนส่วนใหญ่ย่อมอยากเห็นบรรยากาศที่มีแต่รอยยิ้มและความสุขของคนไทยที่นับวันค่อนข้างจะเหือดหายไปทั้งจากเหตุผลทางการเมืองและเศรษฐกิจในรอบหลายปีที่ผ่านมา

ที่สำคัญคนเสื้อแดงคงไม่ลืมบทเรียนความวุ่นวายในเหตุการณ์สงกรานต์วิปโยคที่ผ่านมา

ยิ่งเสียงเตือนที่ออกจากปาก "พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี" สมาชิกพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์รายการ ลับ ลวง พราง ออกมาเตือนการเดินเกมของคนเสื้อแดงว่า "จังหวะนี้ยังไม่เหมาะสมเพราะจะไปกระทบในวันที่ 5 ธันวาคม เหมือนเหตุการณ์เมื่อวันสงกรานต์ที่ผ่านมา ตนเคยท้วงว่าไม่เหมาะ จังหวะไม่เหมาะ เพราะคนอยากกลับบ้านไปเล่นสงกรานต์ การเดินเกมของกลุ่มคนเสื้อแดงกับพรรคเพื่อไทยนั้นแยกกันเดิน ไม่ได้ห้ามปรามเสื้อแดง เพียงแต่อยากจะให้แนวคิดว่าวันเวลา จังหวะนี้ไม่ถูกต้อง" เป็นการนำรอยด่างของคนเสื้อแดงมาย้ำเตือนการตัดสินใจที่มุทะลุดุดัน ไม่ฟังเสียงรอบข้างและขาดการวางแผนที่ดี จนต้องกลายเป็นจำเลยสังคมมาทุกวันนี้

ที่สำคัญอย่าลืมว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เตรียมรับมือกับการชุมนุมของคนเสื้อแดงอย่างรอบด้าน

การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน มีมติให้ประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงในราชอาณาจักร ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) ทั้งนี้ "อภิสิทธิ์" อธิบายเหตุผลตอกย้ำว่า "เป็นช่วงที่รัฐบาลต้องเตรียมจัดงานพระราชพิธีและรัฐพิธี รวมไปถึงงานเฉลิมพระชนมพรรษา ต้องใช้พื้นที่กลางเมืองและพิธีต่างๆ ตั้งแต่ปลายเดือนพฤศจิกายนถึงต้นเดือนธันวาคม โดยเฉพาะกรณีทหารที่ต้องรวมพลและซ้อมสวนสนาม

และอ้างเหตุที่ต้องประกาศ พ.ร.บ.ครอบคุมทั้งกรุงเทพฯว่า "แผนของผู้ชุมนุมจะกระจายไปตามพื้นที่ต่างๆ รัฐบาลต้องการดูแลทุกอย่างให้อยู่ในความสงบเรียบร้อย ไม่ให้มีผลกระทบต่อประชาชน หากจะไปรอให้ผู้ชุมนุมกระจายไปตามพื้นที่ต่างๆ แล้วจึงออกประกาศตามมาจะไม่ทัน"

ในทางการเมืองก็สร้างภาพลักษณ์ติดลบให้กองทัพเสื้อแดงผ่านคำแถลงของ "ปณิธาน วัฒนายากร" รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า "กลุ่มคนเสื้อแดงตั้งใจจะระดมคนให้ได้มากหวังสร้างเงื่อนไขหลังวันที่ 30 พฤศจิกายนเป็นต้นไป โดยจะกระจายกำลังคนไปตามสถานที่ต่างๆ ซึ่งมีทั้งแรงงานต่างด้าว คนที่ผ่านการฝึกอบรม แกนนำรุ่นใหม่ที่เป็นพวกหัวรุนแรง ดังนั้น ถ้ามีการดาวกระจายแล้วภาครัฐจัดระบบไม่ดี อาจเกิดการปะทะกัน และทำให้ประชาชนลุกฮือขึ้นมาได้ เพราะวัตถุประสงค์ของกลุ่มคนเสื้อแดงคือทำให้เห็นว่ารัฐบาลไม่อยู่ในสถานะที่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ โดยเฉพาะการไม่สามารถดูแลการจัดพระราชพิธีสำคัญให้ผ่านพ้นไปด้วยความเรียบร้อยได้ ยอมรับว่าการชุมนุมกลุ่มเสื้อแดงครั้งนี้มีแนวโน้มเหมือนเหตุการณ์ชุมนุมเดือนเมษายนที่ผ่านมา"

ถือเป็นยุทธวิธีการกระพือข่าวย้อนให้คนกลับไปนึกสภาพของกรุงเทพฯในช่วงสงกรานต์เลือดที่ผ่านมาอย่างแยบยล ทำให้คนเสื้อแดงต้องกลับไปฉุกคิด

การเลื่อนการชุมนุมของบรรดาคนเสื้อแดงครั้งนี้ถือเป็นการต่อลมหายใจให้รัฐบาลได้ตั้งหลักบริหารประเทศโดยไม่มีม็อบมารบกวนจิตใจสักระยะหนึ่ง

แต่เมื่อดูเงื่อนไขแวดล้อมและกรอบเวลาแล้ว

นับแต่ต้นปี 2553 "รัฐบาลอภิสิทธิ์" คงต้องเผชิญกับศึกใหญ่ที่อาจเดิมพันด้วยความอยู่รอดของรัฐบาลและการเลือกตั้งใหญ่ที่อยู่ไม่ไกลนัก...