WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, November 28, 2009

ใครทำลายท่องเที่ยว

ที่มา เดลินิวส์

ไม่ว่าจะอ้างเหตุใดการ “ยกเลิก” ชุมนุมของ คนเสื้อแดง 28 พ.ย.-2 ธ.ค.ถือว่า ตัดสินใจถูกต้อง การเคลื่อนไหวอะไรก็ตาม ถ้ามวลชนไม่สนับสนุน มันแพ้ตั้งแต่ตั้งไข่แล้ว

ยิ่งใกล้วาระเฉลิมพระชนมพรรษาของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ย่อมไม่มีวาระอื่นสำคัญเท่า ต้องรับฟัง และ พิจารณาด้วยความรับผิดชอบต่อผู้ชุมนุม

ขืนดันทุรังต่อไป เกิดอะไรขึ้นจะมีแต่คนสมน้ำหน้ามากกว่า

แค่นี้ก็พอตอกย้ำแล้วว่า รัฐบาลชุดนี้ยังเดินหน้า 2 มาตรฐานอย่างมั่นคง แดงชุมนุมต้องเจอพ.ร.บ.ความมั่นคง หากเป็นม็อบมีเส้นไม่ต้อง

คราวนี้เป็นหนัก ประกาศพื้นที่ควบคุมทั้งกทม.ถึง 14 ธ.ค. อ้างมีข่าวลับ จะมีการขนคนต่างด้าว (จะใคร ก็ เขมรแหละ) มาร่วมม็อบ มีลิ่วล้อรับลูกทันที

ขู่ฟ่อ โรงงานไหนปล่อยแรงงานต่างด้าวมาม็อบจะสั่งปิด โรงงานทันที พล็อตเรื่องน้ำเน่าสุด ๆ ที่ผ่านมาเคยมีหรือ ถ้ามี เสื้อแดงคงไม่เหลือ ไม่รู้ใช้สมองไหนคิด

หรือบางคนในซีกรัฐเตรียมจะป่วนสวมรอย ???

เสียดาย ต้องปิดต้นฉบับก่อน เลยไม่รู้ นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตัดสินใจยังไง แต่เชื่อว่าที่สุดคงไม่ไปเปิดประชุมหอ การค้าทั่วประเทศที่เชียงใหม่ แค่วิดีโอคอนเฟอเรนซ์ก็เหลือเฟือแล้ว

จะไปยั่วยุให้เกิดความรุนแรงทำไม จะไปทีต้องใช้ทหาร ตำรวจ ตั้ง 2 หมื่นนายคุ้มกัน มันคุ้มหรือ แต่นั่นล่ะตอนอีกซีกเป็นรัฐบาล ไปเหยียบภาคใต้ได้รึ
ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เป็นมท.1 โดนไล่ล่าทุบรถ ตั้งแต่สนามบินหาดใหญ่ ต้องวิ่งหนีหัวซุกหัวซุน ประธานสภา ชัย ชิดชอบ ตอนยังไม่พลิกขั้ว ไปเปิดสัมมนาของสภาแท้ๆ ยังโดนไล่กระเจิง

มันกงเกวียน กำเกวียนแท้ ๆ !!!

เรื่องวิทยุเสื้อแดงปากพล่อย ขู่ฆ่า หรือ จะทำคาร์บอมบ์ นายกฯ นั้น ผิดแน่ แต่ถามว่า ทีวี วิทยุ ของม็อบมีเส้น ด่าทอฝ่ายตรงข้าม คำก็ไอ้สัตว์นรก สองคำก็ไอ้สัตว์นรก คำก็ไปฆ่ามัน สองคำก็ไปฆ่ามัน

กรณี 7 ตุลาฯก็ปลุกระดมจนได้ที่ ไม่ใช่หรือ ทำไมยังเปิดอยู่ได้

เหนืออื่นใดบรรดา โฆษก รอบตัว เอาข่าว ขู่ฆ่า กับ คาร์บอมบ์ มาขยายผลตอกย้ำทุกวัน ถามใจตัวเองหน่อยเถอะ ประเทศอย่างนี้น่าไปเที่ยวงั้นหรือ

ขนาดผู้นำยังโดนข่าว ขู่ฆ่า คาร์บอมบ์ ทุกวัน แล้วนักท่องเที่ยวจะไปหาความปลอดภัยได้ที่ไหน อย่าเมามันมุ่งทำลายกันจนสิ้นคิดนักเลย

เพราะทำลายการท่องเที่ยวโดยทางอ้อมดี ๆ นี่เอง หรือไม่จริง ???.

ดาวประกายพรึก

หน้ากากดอกซ่อนกลิ่น

ที่มา ไทยรัฐ

เหรียญย่อมมีสองด้าน ไม่ออกหัวก็ออกก้อย ยกเว้นว่าจะตั้งใจโกงทำเหรียญออกมาด้านเดียว คนก็เลยเห็นแต่หัวหรือก้อยอยู่ทั้งปีทั้งชาติ

มุมมองของมนุษย์ย่อมมีหลายมิติทั้งดีทั้งเลว ดีบ้างเลวบ้าง ก็เป็นธรรมดาของมนุษย์ ไม่มีใครดีเสมอและไม่มีใครเลวเสียทุกเรื่อง

นักการเมืองที่ภาพดีๆถือว่ามีต้นทุน จะทำเลวครั้งสองครั้งก็ไม่สึกไม่หรออะไร ดีไม่ดีจะมีคนสงสารเอาใจช่วยด้วยซ้ำ แต่

นักการเมืองที่ภาพพจน์มัวๆมอๆ ต่อให้ทำดีเลิศประเสริฐศรีอย่างไรก็เสมอตัว ถ้าทำชั่วแค่นิดเดียว กลายเป็นคนเลวตลอดชาติ

สังคมไทยถูกมอมเมาด้วยกระแส

เห็นใจอดีต นายกฯสมัคร สุนทรเวช ที่ล่วงลับ ในยามวิกฤติการเมืองแรงๆ ท่านก็ถูกรังแก ถูกเด็กไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมถากถางเอาตลอด พอสิ้น เด็กพวกนี้ก็เกาะกระแสทำคะแนนเยินยอท่านสารพัด นึกถึงภาพที่คุณสมัครนั่งรอต่อเครื่องบินที่สนามบินต่างประเทศเพื่อไปรักษาตัวแล้วมีคนบ้ามายืนถือป้ายประท้วง

ว้าเหว่

ทัศนคติในการตัดสินความดีหรือความเลว ถูกหรือผิด ไม่ใช่มองแค่หน้ากากเท่านั้น แต่ต้องมองไปถึงก้นบึ้งด้วย ยกตัวอย่างเรื่องของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ กับกัมพูชาก็ได้

ถูกประณามว่าขายชาติฉิบ

ตั้งใจดีอยากให้ความสัมพันธ์กลับคืนมาดังเดิม จนกระทั่งแม้แต่การจะช่วยคนไทยที่เดือดร้อนอยู่ในกัมพูชาก็ถูกจับมาเป็นประเด็นการเมือง แค่จะช่วยคนด้วยจิตเมตตาจริงๆแต่ถูกแปลความในทางลบ

เรื่องมีอยู่ว่า มารดาของวิศวกรคนไทยที่ถูกจับในกัมพูชา เขียนจดหมายถึง พล.อ.ชวลิต ขอให้ช่วยลูกชาย จะด้วยเหตุผลกลใด
หรือจะไม่เชื่อน้ำยารัฐบาลก็เป็นอีกเรื่อง

ด้วยความมีบารมีและความสัมพันธ์ระหว่างบิ๊กจิ๋วกับผู้นำกัมพูชา พอประสานไปที่รัฐบาลกัมพูชาทุกอย่างทำท่าจะไปได้ด้วยดี เมื่อวานนี้แม่วิศวกรไปกัมพูชาพบลูกชาย ทุกอย่างก็น่าจะราบรื่น

ตัว พล.อ.ชวลิตก็จะไม่ออกหน้าเอง จะให้ ส.ส.นครพนมเป็นคนเดินเรื่องด้วยซ้ำ เพราะกลัวรัฐบาลจะตะขิดตะขวงใจ พอมีข่าวออกไปถึงหูกระทรวงต่างประเทศเท่านั้นแหละ เห็นว่าถึงขั้นยึดพาสปอร์ตแม่ของวิศวกรคนไทยเลย ขอดำเนินการเอง ทีแรกฝ่ายบิ๊กจิ๋วว่าจะทำเรื่องขอนิรโทษกรรมให้ เลยต้องพับไว้ก่อน

นี่คือหนังตัวอย่างของความจริงที่ซุกอยู่ใต้หน้ากาก หรือการปิดน่านน้ำไทยกัมพูชา รัฐบาลรีบออกมาโฆษณาชวนเชื่อแค่ปิดชั่วคราว โถก็ปิดชั่วคราวหรือไม่ชั่วคราวชาวบ้านก็เดือดร้อนทั้งนั้นเรือประมงบ้านเราซึ่งพื้นที่หากินจำกัดเต็มทีมีจำนวนถึง 800-900 ลำ จะต้องหยุดงานไปถึงเมื่อไหร่ บริหารประเทศด้วยความใจแคบและขาดวิสัยทัศน์ความเป็นผู้นำ มีแต่พาลงทะเลท่าเดียว.

หมัดเหล็ก

สมัคร สุนทรเวช…(2)

ที่มา บางกอกทูเดย์

ชีวิตของเขา....เป็นตำนาน..การเมืองในชีวิตของเขายืนยัน....ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวรในการเมืองในฐานะรัฐมนตรีมหาดไทย...รัฐบาลที่ถูกโค่นล้ม...โดยผู้ที่ได้สร้างรัฐบาลขึ้นมา....เมื่อเปลือกหอย..พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์..ได้ใช้ตีนตะขาบรถถัง..และรังปืนกลบนรถจิ๊ป...บีบเนื้อหอย..สมัคร สุนทรเวช...กลับไปจับปากกาคืนสู่ฐานะก่อนเก่า....หนังสือพิมพ์ เดลิมิเรอร์....อิทธิพลจากปลายปากกาของเขา..รักษาสถานะของเขานักการเมืองในระบบเลือกตั้งที่มีประชาชนคนกรุงเทพฯ ให้ความนิยมสูงสุดสมัคร สุนทรเวช... เป็นหนึ่งในพินัยกรรมของคนแก่คนเฒ่าชาวกรุง...ที่สั่งเสียกับลูกหลาน..ให้ไปลงคะแนนทุกครั้ง....หากมี

สมัคร สุนทรเวช..ในแผ่นปิดหน้าคูหาฟ้าสว่าง...ทุกครั้งเมื่อเผด็จการพังภินท์...สมัคร สุนทรเวช คือ ผู้ชนะ 10 ทิศ ในทุกเวทีเลือกตั้ง...โด่งดังที่สุด...เมื่อเขาคว้า 1 ล้านเสียงแรกของคนกรุง....ในตำแหน่ง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครละเลิกจากตำแหน่งผู้ว่าฯ... สมัคร สุนทรเวช..กลับมาอีกในฐานะวุฒิสมาชิก..ของคนกรุงเทพฯ...ทว่า...เผด็จการ19 กันยายน 2549....ยุติบทบาทของเขา...ก่อนวันปฐมนิเทศ..สมัคร สุนทรเวช....เป็นขวา...เขาจึงไม่เคยปฏิเสธอำนาจของ

กองทัพ...ปากกาและฝีปาก..ของเขา..ไม่เคยเป็นพิษภัยกับทุกใครทุกผู้ที่เรืองอำนาจ...สมัคร.....สมัครที่จะอยู่เงียบๆ รอเวลา..จนเมื่อ...ทักษิณ ชินวัตร..ยกเขาขึ้นมาเป็นตัวตายตัวแทนในตำแหน่ง หัวหน้าพรรคที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของคนรากหญ้า.....เขาจึงมาถึงสุดยอดแห่งความปรารถนาของนักการเมือง...ตำแหน่ง...นายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช... หล่นจากเก้าอี้นายกรัฐมนตรี...ด้วยคำพิพากษาที่อัปลักษณ์ที่สุด เท่าที่เคยมีเคยปรากฏขึ้นมาในโลก....และแล้ว...พรรคที่ส่ง

เสริมและผลักดัน..ก็ชวนกันปฏิเสธเขา..สู่การเดินกลับมาใหม่สู่ตึกไทยคู่ฟ้า..การเมือง...ให้ความเจ็บปวดเสมอ...กับทุกผู้ที่สมสู่อยู่กับมัน...ไม่ว่ากับยอดเขาสูงเสียดฟ้าหรือรากหญ้าต่ำกว่าดิน....การเมืองคือ อาจารย์ผู้เกี่ยวข้องกับมันล้วนเป็นลูกศิษย์สมัคร สุนทรเวช...เคยมีขุนพลรอบกาย..ไชยสิทธิ์ ภูวภิรมย์ขวัญ...สัญญา สถิรบุตร และสหายร่วมรบมากมาย...แต่..แม่ทัพใหญ่..อย่าง สมัคร สุนทรเวช..ก็จะมีผู้มาใหม่..เข้ากรายใกล้คอยรับใช้เสมอ...แต่วันที่สังขารแพ้ภัย...วัน

ลาจากปรากฏตนชัดเจน...เขาถึงได้รู้ว่า....ผู้จงรักภักดีที่แท้นั้น..คือ ผู้คนที่เขาไม่ถามหา..ในวันเวลาแห่งอำนาจ ทว่า...กว่าจะรู้...มันก็สาย....ก่อนวันสู่สุคติไม่กี่วัน...มีคนถามถึง..คนที่เสมือนมือข้างขวาของเขา..ในคราวที่เรืองอำนาจในทำเนียบเสาชิงช้าติดต่อกันมาถึงทำเนียบไทยคู่ฟ้า...สมัคร สุนทรเวช..ตอบได้เพียงว่า...อย่าไปพูดถึงมันมันเป็นคนชั่ว..ขอให้..วิญญาณของท่าน..สู่ความผาสุกอันเป็นนิรันดร์..ในสุคติภูมิ 

‘รัฐบาลมาร์ค’ ต้องใช้หลักฐาน ตอบเรื่องไล่ล่าทักษิณ

ที่มา บางกอกทูเดย์

ผมมีภาพแสดงเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นบน “น่านฟ้าไทย” ที่น่าจะบ่งบอกว่ารัฐบาล “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”ได้ดำเนินการไล่ล่า อดีต นายกฯ ทักษิณ บนน่านฟ้าไทย อย่างโหดเหี้ยมอำมหิตเริ่มตั้งแต่มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี...ยกเลิกคำอนุมัติกรมขนส่งทางอากาศเลขที่ 5779/2009 และเลขที่ 5899/2009 ในการ

อนุมัติให้อากาศยานของ Bombardier Aerospace Corp แบบ CL30 นามเรียกขาน N300BZซึ่งจะบินผ่านน่านฟ้าไทยในวันที่13-14 พ.ย. 52 ในเส้นทางบินพนมเปญ ประเทศกัมพูชา-กัลกัตตา ประเทศอินเดีย หรือ สนามบินปลายทางอื่นๆ ในประเทศเนปาลน่าสงสัยเป็นอย่างยิ่งว่า.. ทำไมรัฐบาลอภิสิทธิ์ล่วงรู้ได้ว่า อากาศยานดังกล่าวมีอดีต นายกฯ ทักษิณ โดยสารอยู่เพราะปกติแล้ว...ในข้อมูลการบินจะไม่ปรากฏชื่อของผู้โดยสารแม้แต่คนเดียว โดยประเด็นนี้น่าจะมี

การลักลอบนำเอาข้อมูลจากฝั่งกัมพูชา แล้วมาแจ้งให้ฝั่งไทยทราบใช่หรือไม่?เรื่องนี้น่าจะทำให้ทางอดีต นายกฯทักษิณและฝั่งกัมพูชาเกิดความสงสัยขึ้นเป็นแน่ ส่วนการดำเนินการตามกฎหมายอย่างไรนั้น เป็นเรื่องของฝั่งกัมพูชาจะพิจารณาไปตามอำนาจอธิปไตยของฝ่ายเขาเมื่อเป็นเช่นนี้...ความตั้งใจเดิมที่จะบินกลับโดยผ่านน่านฟ้าไทยผ่านอ่าวอันดามัน ตอนใต้พม่าตอนกลางอินเดีย มหาสมุทรอินเดีย เพื่อมุ่งสู่ที่หมาย (ตามรูปที่ 1)ก็ต้องเปลี่ยนแปลงไปไม่เช่นนั้น

ก็มีความเป็นไปได้ที่จะถูก “เครื่องบินเอฟ16” สองลำพุ่งเข้ามาขนาบ และหากมีการหักหลบลงทางใต้ก็จะถูกประกบด้วย “เอฟ5อี” ที่รออยู่ที่สนามบินหาดใหญ่ (ตามรูปที่ 2)อาจจะเป็นไปตามที่ “รัฐบาลอภิสิทธิ์” แถลงว่า...จำเป็นต้องส่งเอฟ16 ขึ้นไปบังคับให้ลงจอดในไทย แต่ไม่ได้บอกให้ละเอียดว่า..หากเครื่องบินของอดีตนายกฯ ทักษิณ บินหนี รัฐบาลอภิสิทธิ์จะทำเช่นไรจะยิงแอมแรมหรือยิงไซร์ดไวร์เดอร์หรือไม่?!แม้รัฐบาลอภิสิทธิ์จะไม่ได้ทำความกระจ่างเรื่องนี้ แต่ก็

เป็นที่คาดหมายกันได้โดยทั่วไปว่า มีความเป็นไปได้สูงที่ เอฟ16 หรือ เอฟ5อี คงยิงขีปนาวุธใส่เพื่อทำลายอดีต นายกฯ ทักษิณ ให้สิ้นซากไปแต่ถึงอย่างไรก็ตาม...รัฐบาลอภิสิทธิ์ ก็ไม่ได้เลิกละความพยายามดังนั้น มีความเป็นไปได้ที่ เมื่อเครื่องบินของอดีต นายกฯ ขึ้นที่พนมเปญในเวลา 09.45 น. เรดาร์ที่ค่ายรามสูรหรือที่เขาพนมรุ้งก็จะรายงานให้ เอฟ16ที่อู่ตะเภารู้ทันทีแล้วก็ทะยานขึ้นน่านฟ้าไทยจำนวนสองลำเพื่อทำการไล่ล่า สังเกตดูเวลาที่ต่างกันเพียง 10

นาที คือ เครื่องเอฟ16 สองลำพุ่งขึ้นจากอู่ตะเภาในเวลา 09.55 น.แต่เครื่องบินของอดีต นายกฯ ทักษิณก็บินไปตามน่านฟ้ากัมพูชาแล้วลงสู่อ่าวไทย อาจจะเข้าสู่น่านฟ้าเวียดนามหรือมาเลเซียด้วยขอให้ดูในรูปที่ 3 มีเวลากำหนดไว้เป็นระยะ คือ 09.45 ตามมาด้วย 10.35 และปิดท้ายที่ 11.30 น.ซึ่งเป็นเวลาที่เครื่องบินของอดีตนายกฯ ทักษิณ พ้น วงจรการไล่ล่าของ เอฟ16 และเอฟ5อี ไปเรียบร้อยแล้วไม่นึกไม่ฝันเลยว่า...ความเหี้ยมโหดอำมหิตของ “ระบอบอมา

ตยาธิปไตย” จะรุนแรงหนักหน่วงขนาดนี้ปกติมีกฎของการบินทางสากลวางไว้ว่า...การจะเอาเครื่องบินรบขับไล่ขึ้นน่านฟ้านั้น อย่างน้อยต้องมีเหตุผลสี่ประการดังนี้คือ...เครื่องบินเป้าหมายไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบของการบินพลเรือนหรือกระทำการละเมิด อนุสัญญาหรือสัญญาระหว่างประเทศ หรือดำเนินการปฏิบัติการทางการรบแต่นี่ไม่ได้เข้าเงื่อนไขใดๆ ทั้งสี่ข้อเลย นอกจากนี้ยังมีกฎกติกาทางสากลห้ามยิงอาวุธใส่เครื่องบินพลเรือนไม่ว่าด้วยเหตุผลใดๆท่านผู้อ่านลอง

คิดดูซิครับว่า...หากนักบินของอดีตนายกฯ ทักษิณ ควบคุมการบินพลาดไปแม้เพียงเล็กน้อยมีความเป็นไปได้สูงมากที่จะถูกยิงด้วยขีปนาวุธแอมแรมที่ประจำเครื่องเอฟ16 ทั้งสองลำ ซึ่งบรรจุลำละสี่ลูกด้วยกันแล้วแอมแรม...นี่นำวิถีด้วย ความร้อนและโลหะ รวมทั้งกำหนดเป้าด้วยเรดาร์ของเครื่องบิน และด้วยดาวเทียมหลายดวง แล้วอะไรจะเหลือครับ? ก็คงแหลกละเอียดเป็นผุยผงแต่จะเกิดปัญหาใหญ่โตขึ้นในทันทีก็คือ นี่เท่ากับรัฐบาลอภิสิทธิ์นำประเทศไทยเข้าสู่

สงคราม กับประเทศกัมพูชา หรือประเทศเวียดนาม หรือประเทศมาเลเซียแล้วแต่ว่าจะอยู่ในอธิปไตยของน่านฟ้าใคร นอกจากนี้ก็เท่ากับนำประเทศไทยเข้าสู่สงครามกับประเทศที่เป็นเจ้าของสัญชาติเครื่องบิน(ซึ่งไม่ได้จดทะเบียนในประเทศไทย) ใช่หรือไม่ครับ?เพียงแค่ระบอบอมาตยาธิปไตยต้องการพิฆาตอดีต นายกฯ ทักษิณ อย่างเหี้ยมโหดอำมหิตเท่านั้น พวกอมาตย์ไม่ได้แยแสเลยว่าจะเกิดความเสียหายกับประเทศไทยและประชาชนไทยมากน้อยเท่าใดไม่ต้อง

สงสัยเลยว่ามีความเป็นไปได้สูง!ก็ในตอนที่อดีต นายกฯ ทักษิณ ยังเป็นนายกฯ อยู่นั้น ยังมีการลงมือพยายามที่จะสังหารด้วยปืนติดกล้อง (Sniper)ไม่ต่ำกว่า 4 ครั้ง (ข้อมูลจากญาติใกล้ชิดของจ่ายักษ์)เมื่อล้มเหลวก็ใช้คาร์บอมที่ สะพานบางพลัด...ซึ่งหากสำเร็จไม่เพียงสังหารนายกฯ ทักษิณ ในตอนนั้นเท่านั้นแต่จะทำให้นักเรียนและครูรวมทั้งนักการภารโรงของโรงเรียนใกล้ๆ สองโรงเรียนและประชาชนที่อยู่อาศัยสัญจรผ่านไปมาบริเวณนั้น บาดเจ็บล้มตายไม่ต่ำกว่าหลาย

ร้อยหรือนับพันคนก็เป็นได้ทั้งหมดนี้เป็นข้อมูลที่ผมได้จากผู้ใกล้ชิดท่านอดีต นายกฯ ทักษิณโดยตรง หากระบอบอมาตยาธิปไตยจะปฏิเสธ ก็ขอให้แสดงหลักฐานทั้งหมดมาให้กระจ่างชัดและไม่ต้องกังวลนะครับ...เพราะภาพการไล่ล่ากลางน่านฟ้าดังกล่าว ดาวเทียมจำนวนหลายร้อยดวงที่โคจรรอบโลกอยู่ได้บันทึกภาพต่างๆ เอาไว้แล้วรอเวลาที่ระบอบอมาตยาธิปไตยจะแสดงหลักฐานเท็จหลักฐานปลอมออกมาก็คงจะได้มีคนนำเสนอมาจับผิดพวก

การพิสูจน์สัญชาติแรงงานพม่า: สานเสวนาที่มีความหมาย

ที่มา ประชาไท

รัฐบาลไทยเน้นย้ำนโยบายให้แรงงานข้ามชาติพม่าประมาณ 2 ล้านคนที่ทำงานในประเทศไทยต้องเปลี่ยนสถานะเป็นแรงงานถูกกฎหมาย กระบวนการการพิสูจน์สัญชาติเป็นขั้นตอนสำคัญที่แรงงานข้ามชาติต้องดำเนินการ เนื่องจากแรงงานข้ามชาติเหล่านี้เดินทางเข้าสู่ประเทศไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต และ "ผิดกฎหมาย "

เมื่อมีนายหน้าจำนวนมากเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินการ เเละเศรษฐกิจไทยหลายภาคส่วนยังต้องพึ่งพาแรงงานเหล่านี้ การเข้าสู่กระบวนการจึงทำได้ง่ายหากจ่ายเงิน แม้ว่าแรงงานข้ามชาติจะได้ขึ้นทะเบียนและทำงานได้อย่าง "ถูกกฎหมาย" ในประเภทงานที่อันตรายที่สุดของไทย แต่สถานภาพของเขาเหล่านั้นยังคงถูกตีตราว่า "ผิดกฎหมาย รอการส่งกลับ" นอกจากนั้น เมื่อประสบอุบัติเหตุจากการทำงาน แรงงานข้ามชาติก็ไม่ได้รับการคุ้มครองจากกองทุนเงินทดแทน ไม่มีสิทธิในการขับขี่รถจักรยานยนต์ และเดินทางออกนอกพื้นที่จังหวัดที่ได้รับอนุญาตให้ทำงาน แรงงานข้ามชาติอยู่ในพื้นที่สีเทาเสมือนหลุมดำที่เต็มไปด้วยความไม่มั่นคงและการกดขี่ขูดรีด

ดังนั้น การดำเนินการเพื่อแก้ไขสถานการณ์ที่อยุติธรรมจึงมีความจำเป็นอย่างเร่งด่วน การพิสูจน์สัญชาติหมายความว่าแรงงานข้ามชาติจะได้สถานะของ "คนพม่า" และ "ถูกกฎหมาย" ในเวลาเดียวกัน แรงงานข้ามชาติจะได้รับหนังสือเดินทาง "ชั่วคราว" ที่จะทำให้ได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่เคยถูกปฏิเสธมาก่อนหน้านี้

เนื่องจากกระบวนการพิสูจน์สัญชาติ มีขั้นตอนที่ต้องเกี่ยวข้องกับรัฐบาลทหารพม่า ย่อมมีความยากลำบากนานัปการเกิดขึ้นได้เสมอ ก่อนหน้านั้น การพิสูจน์สัญชาติ กัมพูชาและลาว ดำเนินการโดยที่ประเทศต้นทางส่งทูตเข้ามาดำเนินการพิสูจน์สัญชาติในประเทศไทยทุกขั้นตอนจนแล้วเสร็จ แต่พม่ายืนยันว่าต้องให้แรงงานข้ามชาติเดินทางกลับพม่า เพื่อไปพิสูจน์สัญชาติ กระบวนการพิสูจน์สัญชาติอยู่ในภาวะชะงักงันมาจนกระทั่งปีที่เเล้ว เมื่อไทยตกลงให้ดำเนินการพิสูจน์สัญชาติในพม่า

ผู้สังเกตการณ์หลายคน รวมทั้งกลุ่มการเมืองที่ต่อสู่กับรัฐบาลทหารพม่ามาตลอด 60 ปี จับสังเกตได้ว่าการพิสูจน์สัญชาติมิใช่ทางออกมหัศจรรย์สำหรับประเทศไทยในการเเก้ปัญหาความท้าทายของการอพยพย้ายถิ่นอย่างอปกติ ทว่า กระบวนการนี้มีกลิ่นไม่ค่อยจะดี จริงหรือไม่ที่การพิสูจน์สัญชาติเป็นกระบวนการที่มีเเต่ได้กับได้ หากกระบวนการนี้มิได้เป็นเช่นนั้นจริง ก็มีแนวโน้มว่าชีวิตแรงงานข้ามชาติหลายล้านคน กำลังตกอยู่ในความเสี่ยง

ขณะนี้แรงงานหลายคนส่งข้อมูลส่วนบุคคลให้เจ้าหน้าที่พม่า เเละเดินทางไปฝั่งพม่าเพื่อดำเนินการพิสูจน์สัญชาติ ศูนย์ประสานงานการพิสูจน์สัญชาติทั้งหกศูนย์ที่ตั้งอยู่เมืองสำคัญชายแดนสามแห่ง ทั้งในฝั่งไทยเเละพม่าเริ่มดำเนินการได้ตั้งเเต่เดือนสิงหาคม เเละมีเเผนว่าจะเปิดศูนย์ประสานงานการพิสูจน์สัญชาติเพิ่มอีกสองเเห่ง เมื่อผ่านกระบวนการเเล้ว แรงงานพม่าจะได้รับหนังสือเดินทาง "ชั่วคราว" และวีซ่าสองปี

ทว่า สำหรับเเรงงานหลายคน การพิสูจน์สัญชาติเป็นฝันสุดเลวร้ายเเละเป็นสิ่งที่ไม่ควรลองเป็นอย่างยิ่ง

ประการเเรก การพิสูจน์สัญชาติมีอันตราย โดยเฉพาะสำหรับเเรงงานข้ามชาติที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์กลุ่มน้อยซึ่งยังประกาศสงครามกับพม่า การที่แรงงานต้องติดต่อกับรัฐบาลทหารพม่าโดยตรง เป็นเรื่องน่าหวั่นเกรง และปลุกเร้าความกลัวว่าตนเองเเละครอบครัวจะมีภยันตรายถึงเเก่ชีวิต หรือถูกจับกุมคุมขัง

ประการที่สอง การพิสูจน์สัญชาติมีความซับซ้อน เเละไม่โปร่งใส ไทยไม่ได้ดำเนินการประชาสัมพันธ์สร้างความตระหนักรู้ ทางการเพียงเเค่บอกแรงงานว่า หากไม่พิสูจน์สัญชาติภายใน 28 กุมภาพันธ์ 2553 ก็ต้องถูกผลักดันออกนอกประเทศ ใบปลิวจากรัฐบาลพม่าเป็นเพียงข้อมูลอย่างเป็นทางการเเหล่งเดียวที่สามารถหาได้ ใบปลิวอ้างว่า การพิสูจน์สัญชาติ "ปราศจากความเสี่ยง ไม่เเพง เเละเป็นมิตร" ในความเป็นจริง มีแรงงานไม่กี่คนเท่านั้นที่เชื่อรัฐบาลทหารพม่า

ประการที่สาม การพิสูจน์สัญชาติมีค่าใช้จ่ายสูง ขณะนี้ราคาอยู่ที่ 3,000 ถึง 10,000 ต่อคน มีนายหน้าที่ไม่ได้รับการควบคุม รอรีดเงินจากเเรงงาน เพราะท้ายที่สุดแล้ว กระบวนการที่มีถึง 13 ขั้นตอน เป็นเรื่องจำเป็นต้องมีใครสักคนแนะนำ ค่าดำเนินการนี้ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะเมื่อการขึ้นทะเบียนแรงงานรอบล่าสุดเพิ่งสิ้นสุดลง และเเรงงานได้ค่าเเรงต่ำ

กระบวนการที่ปิดลับทำให้เกิดเสียงเล่าข่าวลือต่างๆ นานา เช่น ครอบครัวของแรงงานที่พยายามพิสูจน์สัญชาติจะถูกยึดที่ดิน แรงงานจากกรุงเทพฯ ถูกจับทันทีที่เมียวดี เเละถูกส่งไปขังที่คุกอินเซ่น มีการขูดรีดอย่างกว้างขวางจากเจ้าหน้าที่รัฐบาลทหารพม่า แรงงานหลายคนฆ่าตัวตายเพื่อเลี่ยงการพิสูจน์สัญชาติ น้อยครั้งนักที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าข่าวลือเป็นความจริง ทั้งเจ้าหน้าที่ไทยเเละพม่าต่างปฏิเสธข่าวลือทันทีที่พบสื่อที่กรุงเทพฯ เมื่อไม่นานมานี้

แรงงานข้ามชาติมีคำถามที่น่ากังขาอย่างมากต่อกระบวนการพิสูจน์สัญชาติ เเต่กลับไม่ได้รับคำตอบอย่างเพียงพอ เช่น จะพิสูจน์สัญชาติได้อย่างไร ใช้เวลาดำเนินการเท่าใด ทำไมจึงไม่รวมชาวมุสลิมในกระบวนการพิสูจน์สัญชาติด้วย ประโยชน์ที่จะได้รับจริงๆ แล้วมีอะไรบ้าง ทำไมพม่าจึงไม่ยอมให้ดำเนินการพิสูจน์สัญชาติในประเทศไทย การพิสูจน์สัญชาติเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งในพม่า ในปี 2553 หรือไม่ ทั้งหมดนี้ไม่มีคำตอบอย่างเป็นทางการ ดังนั้นแรงงานจึงมองข้ามคำกล่าวใดๆ ที่ปฏิเสธว่าการพิสูจน์สัญชาติไม่มีความเสี่ยง

จำนวนแรงงานที่เข้ารับการพิสูจน์สัญชาติมีจำนวนน้อยมาก มีแรงงานพิสูจน์สัญชาติ และได้รับหนังสือเดินทางชั่วคราว เพียงประมาณ 2,000 คนจากแรงงานที่เข้าข่ายต้องพิสูจน์สัญชาติทั้งหมด 1 ล้านคน เพื่อการรณรงค์ส่งเสริมสิทธิเเรงงานข้ามชาติ เราควรยอมรับการพิสูจน์สัญชาติ ว่าโดยความเป็นจริงเเล้ว มีประโยชน์แก่แรงงาน และควรที่จะหารือกันว่าจะดำเนินการพิสูจน์สัญชาติอย่างไรให้มีประสิทธิภาพและปลอดภัย และมีทางเลือกอื่นๆ อีกหรือไม่

ตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษที่ 1990 ไทยดำเนินนโยบายขึ้นทะเบียนแรงงานข้ามชาติทีละส่วนๆ นโยบายนี้ไม่สามารถคุ้มครองสิทธิแรงงานและยังไม่สามารถบริหารกระเเสการอพยพ นโยบยมาตรฐานคือการออกมติคณะรัฐมนตรีให้มีการขึ้นทะเบียนแรงงานเป็นเวลา 30 วัน ทุกปี หรือบางครั้งคราวก็ประกาศอภัยโทษคนต่างด้าวทั้งหมดในประเทศไทย การขอใบอนุญาตทำงานและประกันสุขภาพเสียค่าธรรมเนียม 3,800 บาท โดยทั่วไปแรงงานข้ามชาติไม่สามารถเปลี่ยนนายจ้างได้ เจ้าหน้าที่มักไม่ค่อยทราบเรื่องการขึ้นทะเบียนแรงงาน จนกระทั่งมีการนำนโยบายไปปฎิบัติแล้ว เนื่องจากขาดความตระหนักรู้ ดูเหมือนว่า ปีนี้ก็เป็นอีกปีหนึ่ง ที่จะมีนายจ้างจำนวนไม่น้อยพาแรงงานไปเข้าสู่กระบวนการเพื่อขึ้นทะเบียนแรงงานไม่ทัน ก่อนการขึ้นทะเบียนจะสิ้นสุดลง

หากตัดสินอย่างไม่ลำเอียง การพิสูจน์สัญชาติเป็นระบบดูเหมือนจะใช้การได้มากกว่าวิธีอื่นๆ สำหรับจัดการกับกระเเสการอพยพย้ายถิ่นฐานอย่างอปกติในประเทศไทย อย่างน้อยวิธีนี้สามารถทำให้การเดินทางเข้า-ออกประเทศ ดำเนินการได้อย่างเป็นทางการ ส่งผลให้ลดการเอารัดเอาเปรียบ การลักลอบนำพาคนหลบหนีเข้าเมือง และ อาจจะรวมถึงป้องกันการค้ามนุษย์ แต่ถ้าแรงงานเหล่านี้มาจากพม่า จะมีความเปลี่ยนแปลงอะไรหรือไม่

แท้จริงเเล้ว รากเหง้าของปัญหาผู้อพยพจากพม่า คือประเทศพม่าเอง ทว่า ตราบใดที่ยังไม่สามารถแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ไทยก็ไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบในการกำหนดระบบเพื่อบริหารจัดการกับผู้อพยพข้ามชาติจากพม่า และสนับสนุนการเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพที่สุดเท่าที่ไทยจะทำได้ นักเคลื่อนไหวทางสังคมก็ควรร่วมแบ่งเบาภาระนี้ด้วย

นโยบายการพิสูจน์สัญชาติของรัฐบาลไทย ไม่ว่าจะมีเป้าหมายเเอบแฝงอย่างไรก็เป็นนโยบายที่ควรยอมรับ เนื่องจากเป็นนโยบายที่ก่อให้เกิดการสานเสวนาอย่างมีความหมาย เมื่อแรงงานข้ามชาติกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการถูกละเมิดสิทธิมากที่สุดในโลก ถูกกดขี่อย่างเป็นระบบ จากประเทศหนึ่งที่ปฏิเสธไม่รับรู้ประโยชน์ของตน ในขณะที่อีกประเทศหนึ่งไม่ยอมตอบสนอง การสานเสวนา จะทำให้เห็นสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ของแรงงานข้ามชาติพม่าที่ตรากตรำทำงานในไทย

แรงงานข้ามชาติเหล่านี้เป็นผู้ถูกกระทำจากสถานการณ์ต่างๆ ที่พวกเขาไม่มีส่วนร่วมสร้าง การที่แรงงานข้ามชาติกลายเป็นประเด็นเสวนาอย่างจริงจัง ซึ่งอาจนำไปสู่การแสวงหาทางออกที่ยั่งยืน ให้กับภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกที่น่าเศร้าของแรงงาน ถือเป็นสิ่งเล็กน้อยที่สุดประการหนึ่ง ที่พวกเขาพึงได้รับ


หมายเหตุ: อานดี้ ฮอลล์ เป็นผู้อำนวยการโครงการยุติธรรมเพื่อแรงงานข้ามชาติ มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา
บทความนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ เดอะเนชั่น ฉบับวันที่ 30 ตุลาคม 2552

Friday, November 27, 2009

เปิดตัว Voice TV สถานีอินเทอร์เน็ตทีวีแห่งแรกของไทย

ที่มา Voice TV



Voice TV เปิดตัวอย่างเป็นทางการ ตั้งเป้าเป็นอินเทอร์เน็ตทีวีเบอร์หนึ่งของประเทศไทย ชูแนวคิด “ สร้างสรรค์ ทันสมัย ให้สติปัญญา ”

หมอเหวงฟ้องอดีตอัยการสูงสุด

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_49589

แกนนำนปช. หมอเหวง ยื่นฟ้อง อดีตอัยการสูงสุด ใช้ตำแหน่งหน้าที่มิชอบ กลั่นแกล้งให้ได้รับโทษ กรณีนำเสื้อแดงชุมนุมหน้าบ้านป๋าเปรม เตรียมยื่นฟ้อง พล.ต.อ.พัชรวาท ด้วย ...

ที่ศาลอาญา เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 27 พ.ย. นายแพทย์เหวง โตจิราการ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ (นปช.) รับมอบอำนาจจากกลุ่มแกนนำ นปช. เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายชัยเกษม นิติสิริ อดีตอัยการสูงสุด และ นายถาวร พานิชพันธ์ รองอัยการสูงสุด เป็นจำเลยที่ 1 - 2 ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานในตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรมกระทำการในตำแหน่งโดยมิชอบเพื่อเป็นการแกล้งให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดต้องรับโทษ และเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ 200 โจทก์ฟ้องว่า ระหว่างวันที่ 1 -14 ส.ค.52 จำเลยที่ 1 อัยการสูงสุด ตำแหน่งในขณะนั้น และจำเลยที่ 2 รองอัยการสูงสุด ปฏิบัติหน้าที่แทนอัยการสูงสุด เป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาดความเห็นแย้งสั่งคดีตามสำนวนการสอบสวนที่พนักงานสอบสวน สน.สามเสน ที่กล่าวหาโจทก์ที่ 1 - 8 กับพวกรวม 15 คน เป็นผู้ต้องหาคดีอาญาในความผิดฐาน “มั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองฯ” กรณีนำกลุ่มคนเสื้อแดงชุมนุมที่หน้าสี่เสาเทเวศร์ ของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และ รัฐบุรุษ เมื่อวันที่ 22 ก.ค. 50 ต่อมาพนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 10 มีความเห็นสั่งไม่ฟ้องโจทก์ทั้ง 8 กับพวก เนื่องจากเห็นว่าจัดการชุมนุมอย่างเปิดเผย ไม่มีอาวุธ

แต่ปรากฏว่า พล.ต.ตอ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. มีความเห็นแย้งและส่งสำนวนการสอบสวนพร้อมความเห็นแย้งให้จำเลยทั้งสองพิจารณาชี้ขาด โดยจำเลยทั้งสองควรใช้ดุลยพินิจตามอำนาจหน้าที่ ในการวินิจฉัยชี้ขาดด้วยความระมัดระวัง แต่กลับใช้ดุลยพินิจตามอำเภอใจ เกินล้ำออกนอกขอบเขตความชอบด้วยกฎหมายสั่งฟ้องโจทก์ทั้ง 8 กับพวกให้ต้องรับโทษทั้งที่การชุมนุมของโจทก์นั้นกระทำอย่างเปิดเผย ตามสิทธิที่รัฐธรรมนูญฯ กำหนด จึงขอให้ศาลลงโทษจำเลยตามความผิดด้วย ศาลรับคำฟ้องไว้พิจารณาว่าจะรับฟ้องเป็นคดีหรือไม่ต่อไปภายหลัง

นพ.เหวง กล่าวว่า การยื่นฟ้องในครั้งนี้ เนื่องจากแกนนำคนเสื้อแดงเห็นว่า ถูกกลั่นแกล้งให้ต้องถูกดำเนินคดีอย่างไม่เป็นธรรม โดยหลังจากยื่นห้อง อัยการสูงสุด และรองอัยการสูงสุดแล้ว และเตรียมที่จะยื่นฟ้อง พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. ในกรณีเดียวกัน

ด้าน นายถาวร พานิชพันธ์ รองอัยการสูงสุด กล่าวว่า เมื่อการยื่นฟ้องคดีดังกล่าว แกนนำกลุ่มเสื้อแดง ใช้สิทธิยื่นฟ้องเอง ตามกฎหมาย ศาลจะต้องกำหนดวันนัดไต่สวนมูลฟ้องโจทก์ ซึ่งในส่วนของตนซึ่งเป็นข้าราชการอัยการก็จะแจ้งให้ นายจุลสิงห์ วสันต์สิงห์ อัยการสูงสุด ในฐานะผู้บังคับบัญชาทราบเพื่อจะให้พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญาดำเนินการว่าความแก้ต่างคดีให้ในชั้นศาล ยืนยันว่า การมีความเห็นฟ้องคดีดังกล่าวเป็นการปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดไม่มีเจตนากลั่นแกล้งบุคคลใด ตนไม่ได้รู้จักหรือมีเหตุใดๆ กับแกนนำกลุ่มเสื้อแดงแต่อย่างใด

'วิญญาณหนังสือพิมพ์' เราไม่ใช่และไม่มีวันเป็นแค่ 'แมลงวัน'

ที่มา Thai E-News


โดย อริน (คนหนังสือพิมพ์ที่อยู่ในวงการมานาน 37 ปี)
27 พฤศจิกายน 2552

"...สูคนหนังสือพิมพ์
มาแปลงเพศเป็นคนพาล
ทรยศอุดมการณ์
วิชาชีพอันลือชา

อาวุธหนังสือพิมพ์
คือปลายคมแห่งปากกา
เป็นทวนอันคมกล้า
และโคมทองอันวาววาม
.........
...ในมือสูถือทวน
แต่เดินทวนกระแสธาร
ถือทวนพิทักษ์มาร
แลทิ่มแทงผู้เทิดธรรม"
***********

คอลัมน์กวีในหนังสือพิมพ์ "ประชาธิปไตย" ฉบับประจำวันที่ 9, 11, 12, 14, 15 สิงหาคม 2507 ลงตีพิมพ์บทกวี ชื่อ "วิญญาณหนังสือพิมพ์" ประกอบด้วยฉันทลักษณ์ 3 แบบ โคลงสี่สุภาพ-กาพย์ยานีลำนำ-โคลงห้าพัฒนา ภายใต้นามปากกา "กวี ศรีสยาม"

และในเวลาต่อมาเป็นที่รู้จักกันดีว่า คือ จิตร ภูมิศักดิ์ ปัญญาชน-นักคิด-นักเขียน-ฝ่ายประชาชนคนสำคัญของไทยหลังกึ่งพุทธกาล และในเวลาต่อมามีเหตุจำเป็นต้องจากบ้านเกิดเข้าร่วมการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธ ภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ที่ในวันนี้คงเหลือแต่ชื่อ และความทรงจำหลากหลายแง่มุม

สาเหตุหลักเพียงประการเดียว สำหรับผู้คนส่วนข้างมาก ไม่เฉพาะจิตร ภูมิศักดิ์ พาตัวเองไปสู่สิ่งที่ใครหลายๆคนเชื่อว่าเป็นการไป "ตกระกำลำบาก" คือ ความบีบคั้นจากน้ำมือของระบอบเผด็จการทหารที่สืบเนื่องยาวนานในสังคมประชาธิปไตยกระท่อนกระแท่น

วันเวลาอย่างนั้น จึงจะอธิบายคำจำกัดความ "จำกัด-ละเมิด-คุกคามสื่อ" ได้ชัดเจน

วันเวลาที่ "เสรีชน" ไม่มี "ไม่มีเสรีภาพ" หรือเกือบจะตั้งคำถามกันได้ว่า "มีเสรีชนจริงหรือไม่?"... เสรีชนเป็นๆ ตัวจริงเสียงจริง ที่พูดได้อย่างที่คิด ไม่ใช่หุ่นชักไร้ชีวิตที่คอยขยับปากและอวัยวะอื่น ตามความประสงค์ของ "นายหุ่น"

กวีนิพนธ์หลายชิ้น บทความหลายบท ของนักคิดนักเขียน ร่วมสมัยกับจิตร ภูมิศักดิ์ ผลิตขึ้นภายใต้สถานการณ์ลำเค็ญ... บ้างอยู่ในเรือนจำหรือที่คุมขังอื่นของรัฐเผด็จการทหาร บ้างอยู่ใต้ "พร่างพรายแสง... ดาวดวงน้อยสกาว" (จากเพลง "แสงดาวแห่งศรัทธา" โดย จิตร ภูมิศักดิ์ เช่นเดียวกัน)

จากปี 2544 ตรงกันข้ามกับสถานการณ์คุกคามสื่อจากอำนาจรัฐ หัวโจกสื่อ "ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล" ซึ่งในรัฐประชาธิปไตยที่ไหนก็ไม่เคยมี แพร่ข้อความชนิด "หนักหน่วงรุนแรง" ตามแรงเชียร์ของ "พันธมิตรฯ" และ "บริษัทบริวาร" ขนาดไหนก็ได้ ชุมนุมผู้คนที่แสดงอากัปกิริยา "ก้าวร้าว-ต่ำทราม" ขนาดไหนก็ได้ (ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็น "exhibitionist")

ก็เห็นจะจะกับสองตากลางสนามหลวงเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2549 ผู้คนจำนวนหนึ่งไปด้วยความอยากเปิดกว้างทางความคิด แล้วมีอันให้ต้องผงะ หันหลังกลับแทบไม่ทัน เมื่อสองหูสองตามีอันต้องเสพรับอย่างเลี่ยงไม่ได้ กับความ "กักขฬะหยาบช้า" เข้าเต็มเปา โดยอาศัยใบปะหน้า "ประชาธิปไตย" ที่สีสันเจื่อนเพี้ยนกระดำกระด่างเต็มทีแล้วในพ.ศ.ปัจจุบัน

ประวัติศาสตร์ช่างซ้ำรอยเพื่อประจานภาวะพายเรือในอ่างของกระบวนการประชาธิปไตยที่ ถูกบิดเบือนครอบงำ โดยกลุ่มปฏิปักษ์ประชาธิปไตยที่แปลงรูปมากจากนักประชาธิปไตยในห้วงเวลาไกล โพ้น บางคนถึงกับเผลอหลุดคำสารภาพกึ่งรำพึงถึง "ความเย้ายวนของอำนาจ" ที่ยากปฏิเสธ

ทุกวาทกรรม ทุกคำกล่าวหา ตลอดเวลาครึ่งทศวรรษมานี้ หากพิจารณาให้ถี่ถ้วนและเป็นธรรม จะเห็นการย้อนรอยในลักษณะ "ขโมยร้องจับโจร" ยังไงยังงั้น

จะเป็นปราชญ์หรือปาดก็ดี จะเป็นนักวิชาการหรือนักวิชาเกินก็ดี จะมีอาวุโสหรืออ่อนอาวุโสก็ดี จะเป็นพลเมืองหรือเป็นราษฎรก็ดี ที่ประสานเสียงแปร่งปร่าของคำว่า "ทักซิโนมิกส์" นั้น คือต้นทางของการแบ่งแยกผู้คนในสังคมให้เป็นฝักเป็นฝ่ายไปเรียบร้อยแล้ว

"ปฏิกูล" จากสนามหลวงเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ นั้นเอง ที่ดึงดูดฝูงแมลงวันนับร้อยนับพันให้ลงเสพกลืน อาศัยเป็นภักษาหารเลี้ยงชีวิต และยังเพาะเชื้อความเน่าเหม็น สั่งสมนำมาเสพกลืนต่อเนื่องมาจนทุกวันนี้

"หยุดก่อน... หยุดก่อน... หยุดก่อน..." (จากวรรคนำเพลง “หยุดก่อน” ของ กลุ่มคนดนตรี "คาราวาน" เมื่อครั้งอยู่บ้านเช่ากินข้าวแกงข้างถนน ยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับประชาสามัญชน)

วลีอย่างนั้นใน 3 ปีของการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตย ควรที่จะหวนนำกลับมาเรียกร้องกันอีกหน ด้วยความหมายเดิม และมีเป้าหมายเดิมไปที่กลุ่มอภิชนา-อำมาตยาธิปไตย-เผด็จการทหารทุกรูปแบบ

ที่สำคัญอย่างยิ่งในโลกสื่อสารไร้พรมแดน คือเน้นการเรียกร้องไปที่ "กระบอกเสียง" ทุกรูปแบบ สื่อทุกสื่อ ให้ "หยุด" สร้างความชอบธรรม-เสริมความแข็งแกร่ง ให้แก่ระบอบอำมาตยาธิปไตย

"หยุด-ถือทวนเดินทวนกระแสธาร หยุด-ถือทวนพิทักษ์มาร"

นั่นคือ สื่อทั้งหลายจง "หยุด" เพื่อพิจารณาทบทวนจุดยืนและบทบาทในชั่วเวลา 3 ปีมานี้ โดยยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนส่วนข้างมากเป็นที่ตั้ง เหลียวหาบรรดาผู้คนที่ "เป็นเพื่อนทุกข์ด้วยกันทั้งนั้น" และ...

ปฏิเสธการรับใช้กลุ่มอำนาจทั้งมวล ที่เป็นปฏิปักษ์กับระบอบประชาธิปไตย

นั่นคือ กลับมายืนอยู่ข้างเดียวกับประชาชนเถิดครับ ถ้าเรารักประชาธิปไตยอย่างที่ปากพูดและอย่างที่ปากกาเขียน

หยุดมีชีวิตอยู่เพียงเพื่อสนองประโยคเลื่อนลอย-เก่าคร่ำคร่า-เร่อร่า-ล้าสมัย-ไร้จุดยืน อย่าง "แมลงวันย่อมไม่ตอมแมลงวันด้วยกัน".

สุดอาลัย "นายหมอดี"

ที่มา Thai E-News

From Gag Las Vegas



ภาพโดยคุณ Gag Las Vegas

ฟังหูไว้หู

ที่มา มติชน

คอลัมน์ สถานีคิดเลขที่ 12

โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร



การที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี เปิดบ้านพักสี่เสาเทเวศร์ ให้สัมภาษณ์พิเศษแก่ TAN Network สถานีโทรทัศน์ข่าวภาษาอังกฤษของเมืองไทย โดย น.ส.สโรชา พรอุดมศักดิ์ เป็นผู้สัมภาษณ์ ทั้งนี้ TAN Network บอกว่านี่เป็นการให้สัมภาษณ์พิเศษครั้งแรกในรอบ 2 ปีนั้น

แม้ในวันสัมภาษณ์ พล.อ.เปรมจะใส่เสื้อสีเขียวปีกแมลงทับ

แต่การที่ พล.อ.เปรมให้โอกาสพิเศษแก่ TAN Network

ก็น่าจะสะท้อนจุดยืนลึกๆ ของ พล.อ.เปรม ว่า "ปักหลัก" อยู่ ณ จุดใด และสวมเสื้อสีไหน

และยิ่งย้ำในการให้สัมภาษณ์ที่เป็นภาษาอังกฤษ ถึงการแก้ไขปัญหาคนที่คิดไม่ดีต่อประเทศชาติว่า

"คุณต้องอดทน ต้องมีจิตใจที่สงบ ต้องไม่รู้สึกโมโหโกรธาอะไรมากมาย เพราะนั่นไม่ใช่เรื่องที่ดี ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อน เพราะฉะนั้นคุณต้องระมัดระวัง ต้องทำให้ประชาชนเข้าใจว่าอะไรถูก อะไรผิด พยายามแม้ว่าพวกเขาไม่ฟังคุณ คุณก็ต้องพยายามต่อไป"

นั่นยิ่งสะท้อนว่า พล.อ.เปรม อดทน เด็ดเดี่ยว มั่นคง ต่อความเชื่อของตัวเองมากเพียงใด

ดังนั้น ใครคิดว่า พล.อ.เปรมจะเปลี่ยนความคิดอะไรง่ายๆ นั้น

ไม่น่าจะถูกต้อง

จึงไม่รู้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เข้าใจผิดอะไรหรือเปล่า จึงทวิตข้อความเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ว่า

"วันก่อนป๋าพูดว่าอยากให้ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากัน ผมขอขอบคุณในท่าทีใหม่ของป๋ามา ณ ที่นี้ด้วย ผมและผู้สนับสนุนก็อยากให้เกิดความปรองดองขึ้นโดยเร็ว"

ตามข้อความทวิตของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่บอกว่านี่คือท่าทีใหม่ของป๋า ไม่รู้ว่าจะเป็นไปตามนั้นจริงหรือไม่

และว่าไปแล้ว สิ่งที่ พ.ต.ท.ทักษิณทวิตมานั้น ก็ไม่ใช่สิ่งที่ออกมาจากปาก พล.อ.เปรมโดยตรง

หากแต่ผ่านการบอกเล่าของบุคคลอีกบุคคลหนึ่ง

ซึ่งถ้าใครตกข่าวเรื่องนี้ไป ก็ขออนุญาตทบทวนให้เล็กน้อย

คือเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา พล.อ.เปรมได้ไปพักผ่อนที่บ้านแม่ทัพ หรือบ้านไร้กังวลเดิมนั่นแหละ ที่ จ.นครราชสีมา

ก่อนกลับบ้านสี่เสาเทเวศร์ กทม. ในช่วงเช้าวันอาทิตย์ที่ 22 พฤศจิกายน พล.ท.วีร์วลิต จรสัมฤทธิ์ แม่ทัพภาคที่ 2 พร้อมด้วยคณะนายทหารระดับสูง ได้ไปส่งกันอย่างพร้อมเพรียง

พล.ท.วีร์วลิตให้สัมภาษณ์หลังจากนั้นว่า "พล.อ.เปรมไม่สั่งการอะไรเป็นพิเศษ ท่านเป็นห่วงเรื่องชายแดน ส่วนเรื่องคนเสื้อแดงนั้น ท่านไม่ได้ห่วง เพราะแต่ละฝ่ายมีการแก้ไขกันอยู่ เพียงแต่อยากวิงวอนว่า ขอให้ทุกคนช่วยกันหันหน้าเข้าหากัน มีความรัก ความสามัคคีกัน ประเทศชาติจะได้เดินไปข้างหน้า แต่ถ้ายังปล่อยให้มีความแตกแยก ขัดแย้งกัน มันเป็นอันตรายต่อประเทศชาติ และประเทศชาติอาจเสียหายไปมากกว่านี้ ก็อยากวิงวอนว่าให้ทุกภาคส่วนเห็นแก่ประเทศชาติ ให้กลับมามีความรัก มีความสามัคคีกันเช่นเดิม"

อ่านข้อความตามนี้ จะรีบสรุปอย่าง พ.ต.ท.ทักษิณสรุปว่า พล.อ.เปรมมีท่าทีใหม่ได้เลยหรือไม่ ก็ยังเป็นคำถามอยู่

แต่โดยส่วนตัว ยังไม่ค่อยเชื่อสักเท่าไหร่

ยิ่งเป็น พล.อ.เปรม ผู้ซึ่งระมัดระวังตัวอย่างสูงสุดในการมีปฏิสัมพันธ์กับสื่อ เลือกไปออกทีวี TAN Network ก็น่าจะบอกนัยให้อะไรอยู่

และนัยนั้นน่าจะตีความได้ว่า ยัง "มีระยะห่าง" จาก พ.ต.ท.ทักษิณอยู่ไม่น้อย

จึงไม่น่าจะเป็นสัญญาณการยื่น "นิ้วก้อย" อย่างที่ พ.ต.ท.ทักษิณเข้าใจ

อย่างไรก็ตาม จากทวิตของ พ.ต.ท.ทักษิณ รวมถึงคำพูดในรายการวิทยุผ่านทาง Thaksinlive เมื่อคืนวันที่ 24 พฤศจิกายน ที่ พ.ต.ท.ทักษิณย้ำว่า "เมื่อป๋าพูดว่าอยากให้ทุกคนหันหน้าเข้าหากันก็ขอให้มันจริงเถอะ ถ้าบอกอย่างนี้ผมหันมาเต็มๆ เลยครับหันมา 180 องศาเลยครับ เพราะประชาชนก็ล้า ประเทศก็ช้ำ ไม่มีประโยชน์ มวยเฮฟวี่เวท คนแชมป์ก็ยังเจ็บได้ จึงควรที่จะหันมาคุยกันแบบภาษาไทย"

ทำให้ตอนนี้ ในแวดวงการเมืองกระเพื่อมไปกับกระแสข่าว "สัญญานใหม่" ที่ 2 ขั้วการเมือง อาจจะหันหน้ามาคุยกัน

ยิ่งเมื่อเสื้อแดงประกาศเลื่อนชุมนุมใหญ่ในวันที่ 28 พฤศจิกายน-2 ธันวาคม ออกไปอย่างไม่มีกำหนด โดยให้เหตุผลว่าเพื่อต้องการแสดงความจงรักภักดี

ทำให้ดูเข้าเค้า

ฝ่ายหนึ่งก็จงรักภักดี อีกฝ่ายก็จงรักภักดี

การหันหน้าเข้าหากัน ก็อาจเกิดขึ้นได้

ซึ่งถ้าเป็นจริง ก็น่าจะสนับสนุน

แต่โดยส่วนตัว ขอฟังหูไว้หูก่อน

เพราะเมื่อเห็น พล.อ.เปรมในจอทีวี TAN Network

และรู้สึกว่า ระหว่างบรรทัดในคำพูดของ พ.ต.ท.ทักษิณ จะมีลักษณะ "โยนหินถามทาง" อยู่มาก

แนวรบจึงยังไม่น่าจะเปลี่ยนแปลง แม้จะลดความร้อนแรงเพราะไม่มีม็อบแดงมาเติมไฟก็ตาม