WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, November 29, 2009

ได้เฉพาะหน้า เสียอำนาจรัฐ

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_49717

แผนระดมคนเสื้อแดง 1 ล้านคน

ตามที่แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ประกาศดีเดย์ เผด็จศึก

นัดชุมนุมใหญ่ปิดล้อมทำเนียบฯ ขับไล่รัฐบาลภายใต้ การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ตั้งแต่ วันที่ 28 พฤศจิกายน ถึงวันที่ 2 ธันวาคม

ที่สุดก็ต้องยกเลิก เลื่อนออกไปไม่มีกำหนด

หลังจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจรัฐบาลกัมพูชา วีดิโอลิงค์เข้ามาในที่ประชุม ส.ส.พรรคเพื่อไทย

ส่งสัญญาณชัดๆว่า ได้บอกให้ 3 เกลอ แกนนำเสื้อแดง ทบทวนเรื่องการจัดชุมนุมใหญ่คนเสื้อแดง เพราะเป็นห้วงเวลาที่ไม่เหมาะสม

ขณะที่นายวีระ มุสิกพงศ์ ประธานกลุ่ม นปช. ก็ออกมาประกาศตามหลัง ตามคำสั่งของ "นายใหญ่"

แกนนำ นปช.มีมติเป็นเอกฉันท์ให้เลื่อนการชุมนุมออกไปโดยไม่มีกำหนด จากเดิมที่จะชุมนุมใหญ่ระหว่างวันที่ 28 พฤศจิกายน ถึง 2 ธันวาคม

เป็นการสั่งสอนรัฐบาลที่ขาดวุฒิภาวะ ประกาศใช้ พ.ร.บ.รักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรทั่วกรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 28 พฤศจิกายน ถึงวันที่ 14 ธันวาคม คาบเกี่ยวกับการจัดงานมหามงคล

รวมทั้งแสดงให้เห็นว่า คนเสื้อแดงมีความรับผิดชอบ และเทิดทูนสถาบัน

อย่างไรก็ตาม แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงจะนัดหารือเพื่อกำหนดท่าทีในการเคลื่อนไหวอีกครั้งในช่วงกลางเดือนธันวาคมนี้

สรุปก็คือ ต้องพับแผนการชุมนุมไปก่อน

ส่วนเหตุผลที่แท้จริงในการยกเลิกการชุมนุมใหญ่ในครั้งนี้ เป็นเพราะแกนนำคนเสื้อแดง มีจิตสำนึกรับผิดชอบ สั่งยกเลิกเอง

หรือเป็นเพราะ "นายใหญ่" สั่งให้ยกเลิก

เนื่องจากเห็นชัดว่า กระแสสังคมไม่เอาด้วย เพราะเป็นการจัดชุมนุมในห้วงคาบเกี่ยวกับการจัดงานฉลองวันมหามงคล ไม่รู้จักกาลเทศะ

หรือเป็นเพราะรัฐบาลเล่นไม้แข็ง ประกาศใช้ พ.ร.บ.รักษา ความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ในพื้นที่ทั่วกรุงเทพฯ

เป็นเรื่องที่สังคมต้องใช้วิจารณญาณพิจารณากันเอง

แง่มุมไหน มีน้ำหนักมากกว่ากัน

อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ก่อนหน้าที่รัฐบาลจะประกาศใช้ พ.ร.บ.รักษาความมั่นคงฯ และ "นายใหญ่" จะส่งสัญญาณให้ทบทวน

มีเสียงท้วงติงมาตลอดว่าห้วงเวลาที่แกนนำ นปช.นัดชุมนุมประท้วง ไม่ถูกกาลเทศะ

แต่แกนนำกลุ่มเสื้อแดงก็ไม่ฟังเสียง กระเหี้ยนกระหือรือที่จะจัดชุมนุมกันให้ได้ในวันที่ 28 พฤศจิกายน ถึง 2 ธันวาคม

ทำให้รัฐบาลต้องงัดไม้แข็งออกมาป้องปราม

ด้วยการประกาศใช้ พ.ร.บ.รักษาความมั่นคงฯ ทั่วกรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน ถึง 14 ธันวาคม บูรณาการใช้กำลังทหาร ตำรวจ เข้าควบคุมสถานการณ์ดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย

เพราะเป็นห้วงที่รัฐบาลเตรียมจัดงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม

จนกระทั่ง พ.ต.ท.ทักษิณ วีดิโอลิงค์ส่งสัญญาณให้แกนนำกลุ่มเสื้อแดงทบทวนการจัดชุมนุมใหญ่ นำมาสู่การประกาศยกเลิกการชุมนุม

ท่ามกลางเสียงถอนหายใจโล่งอกของสังคม ที่ไม่ต้องการเห็นเหตุการณ์ความวุ่นวายเกิดขึ้นในห้วงวันมหามงคลของคนไทยทั้งประเทศ

แน่นอน การขยับของ พ.ต.ท.ทักษิณในครั้งนี้ ในแง่มุมหนึ่งเหมือนต้องการฉายภาพให้เห็นถึงความจงรักภักดี

สอดรับกับการที่ดึง พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีต ผบ.ทบ.และอดีตนายกฯ เข้ามาเป็นประธานพรรคเพื่อไทย

รวมถึงการดึงอดีตนายทหาร นายตำรวจ เพื่อนร่วมรุ่น เตรียมทหารรุ่น 10 เข้ามาเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย

เป้าหมายหลักก็เพื่อที่จะให้เป็นตัวช่วย ลบภาพที่ถูกโจมตีเรื่องไม่จงรักภักดี

แต่ในอีกแง่มุมหนึ่ง การออกมาส่งสัญญาณให้แกนนำกลุ่มเสื้อแดงยกเลิกการจัดชุมนุมใหญ่ ก็เท่ากับเปิดหน้าโชว์ตัวว่า

เป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังการเคลื่อนไหวของแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง

ในขณะที่แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงบางคน มักแสดงพฤติกรรมที่หมิ่นเหม่ในเรื่องเกี่ยวกับสถาบันอยู่บ่อยๆ

รวมทั้งตั้งตัวเป็นศัตรูกับ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ อย่างเปิดเผยออกหน้าออกตา

เงื่อนปมเหล่านี้ จึงทำให้สังคมไม่แน่ใจว่า การสั่งให้แกนนำกลุ่มเสื้อแดงยกเลิกการชุมนุมครั้งนี้ ทำด้วยความจริงใจ หรือ เป็นแค่ยุทธวิธี รุก รับ ถอย ตามสถานการณ์

เพราะที่ผ่านมาก็อย่างที่เห็น พ.ต.ท.ทักษิณพยายามขับเคลื่อนเดินเกมทุกวิถีทาง เพื่อให้บรรลุยุทธศาสตร์ที่ตัวเองต้องการ

นั่นก็คือ ได้กลับประเทศไทยโดยไม่ต้องติดคุกในคดีอาญา และได้ขุมทรัพย์ 76,000 ล้านบาท ที่ถูกอายัดไว้คืน

ยิ่งการตัดสินคดียึดทรัพย์งวดเข้ามา การเดินเกมเคลื่อนไหวก็ยิ่งเพิ่มความร้อนแรงขึ้นเป็นทวีคูณ

ไม่ว่าจะเป็นการใช้ยุทธวิธี ยืมมือประเทศเพื่อนบ้านกดดันประเทศไทย อย่างกรณีของประเทศกัมพูชา ที่นายกฯฮุน เซน แต่งตั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจรัฐบาลกัมพูชา

นำมาสู่การลดความสัมพันธ์ทางการทูต กลายปัญหาขัดแย้งระหว่างประเทศมาจนถึงทุกวันนี้

ขณะเดียวกัน ก็ใช้ยุทธวิธีขับเคลื่อนเดินเกมการเมืองในประเทศกดดันรัฐบาล ทั้งในสภาและนอกสภา

ในสภาก็อย่างที่เห็นๆกัน ใช้เครือข่าย ส.ส.พรรคเพื่อไทย ตีรวนการพิจารณากฎหมายต่างๆ นับองค์ประชุม วอล์กเอาต์ จนเกิดปัญหาสภาล่มซ้ำซาก

ส่วนนอกสภา ก็มีการโฟนอิน วีดิโอลิงค์ เข้ามาปลุกระดมมวลชนคนเสื้อแดง ให้ลุกขึ้นมาต่อต้านรัฐบาลทุกรูปแบบ

วางเป้า โค่นล้มรัฐบาล ทำลายระบบอำมาตย์

เพิ่มอำนาจต่อรอง เพื่อให้บรรลุยุทธศาสตร์ที่ตัวเองต้องการ

แต่สุดท้ายแล้วจะเดินไปถึงจุดนั้นได้หรือไม่ เป็นเรื่องที่สังคมต้องติดตามกันต่อไป

อย่างไรก็ตาม มาถึงวันนี้ เมื่อกลุ่มคนเสื้อแดงประกาศยกเลิกการชุมนุมใหญ่ ก็ถือว่าทำให้บรรยากาศของบ้านเมืองในห้วงจัดงานฉลองวันมหามงคล สามารถดำเนินไปได้ ด้วยความราบรื่นเรียบร้อย

สังคมโล่งใจ คลายกังวลกันไปได้เปลาะหนึ่ง

ขณะเดียวกัน สำหรับสถานการณ์ร้อนๆ จากกรณีที่นายกฯอภิสิทธิ์มีโปรแกรมจะเดินทางไปร่วมงานสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศ ครั้งที่ 27 ที่จังหวัดเชียงใหม่ ในวันที่ 29 พฤศจิกายน

เพื่อรับฟังปัญหาและแนวทางให้การสนับสนุนภาคเอกชนในการกระตุ้นเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว

ท่ามกลางการปลุกระดมต่อต้านจากกลุ่มคนเสื้อแดง "รักเชียงใหม่ 51" ที่ประกาศจะระดมคนเสื้อแดงทั่วภาคเหนือมาขับไล่

รวมไปถึงการโหมกระแส "ลอบสังหารนายกฯ"

ทำให้ฝ่ายความมั่นคง ไล่ตั้งแต่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว. กลาโหม แม้กระทั่งนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย ต้องออกมาเตือนแกมขอร้อง

ไม่อยากให้นายกฯอภิสิทธิ์ไปเสี่ยงตาย

เพราะรู้ๆกันอยู่ จังหวัดเชียงใหม่เป็นรังใหญ่ของคนเสื้อแดง อาจเกิดปัญหาความรุนแรง ไม่ปลอดภัยสำหรับผู้นำรัฐบาล

ถ้า "อภิสิทธิ์" จะไปจริงๆ ก็อาจถึงขั้นต้องประกาศ พ.ร.บ. รักษาความมั่นคงฯในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อรักษาความปลอดภัย

ยิ่งมีการตรวจค้นบ้าน จับกุมการ์ดของกลุ่มคนเสื้อแดงจังหวัดเชียงใหม่ เจอระเบิดปิงปอง 6,000 ลูก และอาวุธปืนขนาดต่างๆอีก 6 กระบอก สถานการณ์ยิ่งไม่น่าไว้วางใจ

ในที่สุด นายกฯอภิสิทธิ์ก็ตัดสินใจไม่เดินทางไปร่วมประชุมหอการค้าที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยให้เหตุผลว่า

คณะกรรมการหอการค้าไทยได้มีมติขอให้ระงับการเดินทางไปร่วมสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศ เพื่อลดโอกาสที่จะเพิ่มความขัดแย้ง ความวุ่นวาย และความปลอดภัยของนายกฯและผู้เข้าร่วมสัมมนา

รวมทั้งอาจเกิดเหตุที่เป็นผลกระทบกับบรรยากาศของเศรษฐกิจและบรรยากาศของจังหวัดเชียงใหม่

พร้อมทั้งออกตัวว่า จริงๆแล้วค่อนข้างมั่นใจว่าปลอดภัย แต่คิดว่ามีความเสี่ยงในเรื่องของความเดือดร้อนของเจ้าหน้าที่หรือผู้เข้าร่วมประชุม เพราะผู้ชุมนุมต้องการให้เกิดปัญหา

อีกทั้งมองว่า บรรยากาศกำลังมาดีๆ การชุมนุมของคนเสื้อแดงที่กรุงเทพฯก็ยกเลิกแล้ว ทุกคนอยากจัดงานเฉลิมพระเกียรติฯ ไม่อยากมีจุดเสี่ยงถ้าเกิดอะไรขึ้นจะเสียบรรยากาศ

แน่นอน การที่นายกฯอภิสิทธิ์ตัดสินใจไม่ไปจังหวัดเชียงใหม่ ถือเป็นการลดการเผชิญหน้า ป้องกันเหตุการณ์รุนแรงประเภทน้ำผึ้งหยดเดียว

เมื่อเป็นการตัดสินใจ เพื่อป้องกันเหตุเฉพาะหน้า ก็ถือว่าพอรับได้

แต่ในระยะยาว ถ้านายกฯอภิสิทธิ์ไม่สามารถเดินทางไปปฏิบัติภารกิจในจังหวัดอื่นๆที่เป็นพื้นที่ของคนเสื้อแดงได้

นั่นก็เท่ากับเสียสภาวะการนำ กระทบต่อสถานะการเป็นฝ่ายบริหารประเทศ

อำนาจรัฐหมดไป

สภาพความเป็นรัฐไทยล้มเหลว ก็จะเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ.


"ทีมการเมือง"

นายกฯ สวมเสื้อเกราะอ่อนเปิด “ชุมชนดี มีรอยยิ้ม” ฝ่ายความมั่นคงอารักขาเข้ม

ที่มา ประชาไท

วันแรกของการใช้ พ.ร.บ. ความมั่นคง สถานการณ์ยังปกติ “นายกอภิสิทธิ์” สวมเสื้อเกราะอ่อนเปิดกิจกรรม “ชุมชนดี มีรอยยิ้ม” ท่ามกลางมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ส่วนที่เชียงใหม่เสื้อแดงเดินขบวนไม่ต้อนรับนายก/เสื้อแดงหนองบัวลำภู ยกพลขับไล่ มท.2“จตุพร”ระบุเสื้อแดงเตรียมลงพื้นที่เพิ่มมวลชน

สำนักข่าวไทย รายงานว่าเช้าวันนี้ (28 พ.ย.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เดินทางไปเป็นประธานเปิดกิจกรรม ชุมชนดี มีรอยยิ้มครั้งที่ 5 ที่ สำนักระบายน้ำ และสำนักงานเขตพระนคร ร่วมกับ บริษัท ไทย เบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) จัดขึ้นเพื่อร่วมถวายเป็นพระราชกุศล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตามโครงการ รอยยิ้มของคนไทย คือรอยยิ้มของพ่อบริเวณด้านหลังพระแม่ธรณีบีบมวยผมสนามหลวง
เป็น สิ่งที่ดี ที่วันนี้มาเห็นรอยยิ้มของคนไทย มาร่วมกันทำความดี และมีความรักสามัคคี ในการรักษาสิ่งแวดล้อม เชื่อว่า รอยยิ้มและความสามัคคีที่เกิดขึ้น จะสร้างความสุขให้กับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงอยากให้คนไทยมีความสามัคคีกันนายกรัฐมนตรี กล่าว
จากนั้น นายกรัฐมนตรีร่วมกับประชาชน เจ้าหน้าที่ อาสาสมัคร นักเรียน และทหาร ทำความสะอาด บริเวณคลองคูเมืองเดิม (คลองหลอด) และบริเวณทางเท้าโดยรอบสนามหลวง พื้นที่เกาะรัตนโกสินทร์ ท่ามกลางมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด มีการวางกำลังเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังบนตึกสูง โดยเฉพาะพื้นที่รอบสนามหลวง ขณะที่ นายกรัฐมนตรีสวมเสื้อเกราะอ่อน มีเสื้อยืดคอกลมสวมทับไว้
ต่อ มา เวลา 10.00 น. นายกรัฐมนตรีเดินทางไปเปิดงานเพลินจิต แฟร์ ที่ โรงเรียนShrewsbury ถ.เจริญกรุง โดยนายกรัฐมนตรีได้ร่วมทำกิจกรรม อาทิ เตะฟุตบอลให้เข้าช่องวงกลม ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ปะลองทักษะการเตะฟุตบอล ร่วมกับเอกอัคราชทูตอังกฤษ ประจำประเทศไทย
เสื้อแดงเชียงใหม่เดินขบวนไม่ต้อนรับนายก
28 พ.ย. 52 สำนักข่าวไอเอ็นเอ็น รายงานว่า กลุ่มรักเชียงใหม่เพื่อประชาธิปไตย ร่วม 100 คน นำโดย นายวีระพล มรกต รองเลขาธิการศูนย์ประสานงานกลาง กลุ่มรักเชียงใหม่เพื่อประชาธิปไตย ทยอยรวมตัวชุมนุม บริเวณสนามกีฬาเทศบาลนครเชียงใหม่ ก่อนเดินขบวนรณรงค์เคลื่อนไหวทางการเมือง โดยชูป้าย ชาวเชียงใหม่ไม่ต้อนรับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ แม้ว่า นายกฯ จะยกเลิกการเดินทางเข้าร่วมงานสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศที่ จ.เชียงใหม่ แล้วก็ตาม อย่างไรก็ตาม นายธีระพล กล่าวว่า การเคลื่อนไหวดังกล่าว เป็นไปตามกำหนดการเดิม เพื่อแสดงจุดยืนของกลุ่มคนเสื้อแดงเชียงใหม่ ที่ไม่ต้อนรับนายกฯ แต่ก็ต้องขอบคุณที่ นายกฯ เห็นแก่บ้านเมือง ทำให้ไม่มีการเคลื่อนไหวรุนแรงเกิดขึ้นใน จ.เชียงใหม่
ทั้งนี้ ขบวนรณรงค์จะเดินไปตามถนนท่าแพ รอบคูเมืองเชียงใหม่ สี่แยกกลางเวียง และไปสิ้นสุดที่ลาน อนุสาวรีย์สามกษัตริย์ โดยไม่ผ่านบริเวณหน้าโรงแรมเลอ เมอร์ริเดียน ที่ใช้ในการประชุมสัมมนาแต่อย่างใด ขณะที่ การเคลื่อนไหวของกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 วันนี้ นายเพชรวรรต วัฒนพงษ์ศิริกุล แกนนำกลุ่ม ได้ประกาศงดการเคลื่อนไหวทางการเมือง แต่เปิดเวทีรับบริจาคเงิน เพื่อทำบุญอุทิศให้กับ นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกฯ ที่เสียชีวิตลง
เสื้อแดงหนองบัวลำภู ยกพลขับไล่ มท.2
เว็บไซต์ไทยรัฐ รายงานว่าเวลา 16.30 น. ของวันนี้ หลังจากทราบข่าวการเดินทางมามอบผ้าห่มกันหนาวให้แก่ผู้ประสบภัยหนาวใน พื้นที่ จ.หนองบัวลำภู ที่หอประชุม อบต.หนองสวรรค์ อ.เมือง จ.หนองบัวลำภู ของ นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย บรรดาชาวกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือกลุ่มคนเสื้อแดง จำนวนกว่า 150 คน ได้พากันมาร่วมขบวนถือป้ายต่อต้านนายบุญจง โดยใช้รถขยายเสียงและพากันเดินเท้าเพื่อจะเข้าไปในบริเวณงาน แต่ถูกตำรวจ นำโดย พล.ต.ต.สุพรรณ ประเสริฐสม ผบก.ตร.จ.หนองบัวลำภู นำกำลังตำรวจควบคุมฝูงชนพร้อมโล่ห์และอุปกรณ์กว่า 300 นาย มาตั้งจุดสกัดที่ถนนทางเข้า อบต.หนองสวรรค์ โดยชาวเสื้อแดงได้มาชุมนุมกันตั้งแต่เวลา 13.00 น.
จนกระทั่ง เฮลิคอปเตอร์ของ นายบุญจง มาถึงและลงจอดที่สนามฟุตบอลหน้า สนง.อบต.หนองสวรรค์ บรรดาคนเสื้อแดงต่างพากันควักหัวใจตบ เท้าตบ และป้ายออกมาตะโกนขับไล่แต่ไม่สามารถฝ่าแนวกั้นของตำรวจไปได้จากนั้น นายบุญจง ได้กล่าวปราศรัยเกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาลด้านต่าง ๆ ก่อนทำพิธีมอบผ้าห่มให้กับนายก อบต. 3 แห่ง ซึ่งเป็นตัวแทนของชาวบ้านที่มารับมอบจำนวน 1,500 ผืน ก่อนจะเดินทางด้วยเฮลิคอปเตอร์
โดยที่คนเสื้อแดงยังคงยืนเกาะรั้ว สนง.อบต.หนองสวรรค์ ร้องตะโกนขับไล่อยู่ จนกระทั่งเฮลิคอปเตอร์บินขึ้นจึงพากันหยุดและสลายตัวกลับบ้านในที่สุด
เสื้อแดงปรับยุทธศาสตร์เคลื่อนไหวปูพรมดาวเทียมเหนือ-อีสาน
ด้านเว็บไซต์มติชน รายงานว่านาย จตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย (พท.) แกนนำ นปช. กล่าววันที่ 28 พฤศจิกายนว่า หลังเสร็จช่วงการจัดงานวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว วันสุดท้ายคือวันที่ 13 ธันวาคม แกนนำคนเสื้อแดงจะมีการประเมินสถานการณ์กันอีกครั้งสำหรับการนัดชุมนุมใหญ่
แหล่งข่าวจากแกนนำคนเสื้อแดงเปิดเผยว่า แกนนำคนเสื้อแดงได้หารือกันเพื่อปรับยุทธศาสตร์การเคลื่อนไหว ภายหลังจากประกาศเลื่อนการชุมนุมใหญ่ออกไปแบบไม่มีกำหนด ล่าสุด ได้ปรับแนวทางให้แกนนำคนเสื้อแดงลงพื้นที่ไปทำงานจัดตั้งในพื้นที่ต่าง จังหวัด เพื่อเสริมความแข็งแกร่งเรื่องมวลชนเพิ่มเติม โดยจะมีการรื้อฟื้นรูปแบบของ โรงเรียน นปช.-แดงทั้งแผ่นดินขึ้นมาอีกครั้ง
นอกจากนั้นมีแผนที่จะติดตั้งจานดาวเทียมที่รับสัญญาณสถานีโทรทัศน์พี เพิลชาแนล เพิ่มเติมในพื้นที่ภาคอีสานและภาคเหนือ โดยประสานกับบริษัทตัวแทนจำหน่ายจานดาวเทียมและติดตั้งจานดาวเทียม ให้สั่งจานดาวเทียมที่รับสัญญาณในเครือข่าย ซียูแบนด์ หรือจานดำ ราคาถูกจากจีนเข้ามา จำนวน 10,000 จาน โดยจะจัดจำหน่ายราคาเพียงจานละ 1,300 บาท และเสียค่าติดตั้งเพียง 700 บาท
พ.ร.บ.ความมั่นคงฯวันแรกยังปกติ ทหาร-ตร.ตรึงกำลัง
เว็บไซด์โลกวันนี้ รายงานว่าวันนี้ (28 พ.ย.) ซึ่งเป็นวันแรกของการประกาศใช้พรบ.มั่นคง พล.ต.ดิฏฐพร ศศะสมิต โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ทหารยังเตรียมพร้อมในที่ตั้ง เพราะไม่มีการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง แต่พร้อมเคลื่อนพลทันทีหากมีเหตุฉุกเฉิน แต่จากการข่าวขณะนี้สถานการณ์ยังคงเป็นปกติด้าน พ.ต.อ.ปิยะ อุทาโย รองผู้บังคับการอำนวยการ กองบัญชาการตำรวจนครบาล ในฐานะโฆษกศูนย์ปฏิบัติการกองบัญชาการตำรวจนครบาล เปิดเผยว่า ในส่วนของเจ้าหน้าที่ตำรวจยังคงมีการตั้งด่านทั่วพื้นที่กรุงเทพมหานครใน ช่วงกลางคืน ส่วนกำลังพลส่วนอื่นยังอยู่ในที่ตั้งและพร้อมเคลื่อนไหวทันที

สุดท้ายเรื่องกัมพูชา เมื่อรัฐบาลนี้ หายบ้า "แล้วก็คงต้องหาทางแก้ปัญหาต่อไป"

ที่มา thaifreenews

บทความโดย..ลูกชาวนาไทย



ก็บ้าไปชั่วขณะเท่านั้นกับรัฐบาลนี้ กับยุทธศาสตร์ปลุกกระแสชาตินิยม ที่คิดว่าจะจุดติด
แต่สุดท้ายก็คิดผิด เป็นจุดไม่ติด

เมื่อจุดไม่ติดแล้ว ก็ต้องกลับเข้าสู้ "ชีวิตแ้ห่งความเป็นจริง" ที่ต้องหาทางแก้ปัญหาครับ

ครัั้งก่อนแก้ปัญหา กรณี กษิต โดย "เอาโบารณวัตถุไปคืนเขมร" สิบกว่าชิ้น

เชื่อผมเถอะว่าอีกไม่นาน จะมีมาตรการ "ประจบเอาใจกัมพูชา" ออกมา เพื่อหาทางคืนดี ด้วย

แบบซื้อขนม "ง้อเพื่อน" อะไรประมาณนี้

แต่ผมคิดว่า ประเทศอาเซียนและรัฐบาลหลายประเทศเขาเลือกข้างไปนานแล้วว่า เขาไม่แคร์รัฐบาลชุดนี้

สุดท้ายก็คงพยายาม "เงียบ" เพื่อปกปิดปัญหากันต่อไป

รัฐบาลแบบนี้ อยู่ต่อไป ก็ทำให้สถาบันต่างๆ เสื่อมและ อายุสั้นลงไปเรือยๆ

อยากอยู่ผมก็ไม่ค่อยแคร์เท่าไหร่ เพราะเป็นรัฐบาลอำมาตย์ ยิ่งอยู่ "อำมาตย์ใหญ่ยิ่งเสื่อม"

รัฐบาลเหลืองเข้ม

ที่มา สยามรัฐ

โดย จักรดาว บุณยดิษฐ์27/11/2552

2มาตรฐาน จะเป็นวาทกรรมทางการเมืองที่ตอกย้ำให้เห็นถึงความ อยุติธรรมในสังคมเราอีกครั้งหนึ่งจาก อำนาจรัฐ ที่มักจะเป็น กับดัก ของผู้ขึ้นมาบริหารบ้านเมือง

รัฐบาลคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประกาศเป็นสัญญาประชาคมว่า จะเป็นรัฐบาลของประชาชนทั่วประเทศ แต่แล้วธาตุแท้ก็เปิดให้เห็นแก่นของขั้วหัวใจว่า เขาเป็นรัฐบาลสีเหลือง และเริ่มเพิ่มความเหลืองขึ้นทีละเล็กทีละน้อย จนขณะนี้เป็นรัฐบาลเหลืองเข้ม-เข้ม

เขาได้แปรสภาพจาก แนวร่วม ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในการโค่นล้มศัตรูทางการเมืองอย่างรัฐบาลทักษิณและนอมินี พอครองอำนาจนานวันเข้า รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ก็เป็น แก่นแกน ของการบดขยี้ขบวนการเสื้อแดงและพลพรรคทักษิณ โดยมีคนเสื้อเหลืองและคนเสื้อเขียวเป็น แนวร่วม

ฉะนั้น วินาทีนี้ ขั้วความขัดแย้งในสังคมที่ก่อวิกฤติทางการเมืองแจ่มชัดยิ่ง ขั้วแรกคือขั้วรัฐบาลคุณอภิสิทธิ์กับขั้วคุณทักษิณ การเมืองของเราจึงวางฐานอยู่บนการต่อสู้ที่เข้มข้น-รุนแรง

รัฐบาลมาร์คจึงไม่ใช่รัฐบาลที่เป็นตัวแทนของคนทั้งประเทศ แต่เป็นรัฐบาลของคนเสื้อเหลืองและกลุ่มอำมาตยาธิปไตย เห็นคนเสื้อแดง คนรากหญ้า พรรคเพื่อไทยและรากเหง้าของคุณทักษิณเป็น ศัตรู

เครือข่ายทักษิณ ต้องการโค่นล้มรัฐบาลมาร์ค ภายใต้ความเชื่อและเรียกร้องความเป็นธรรม ประกาศตัวว่าเป็นนักประชาธิปไตยแบบเสรีนิยม ทว่าก็ซ่อนปมผลประโยชน์ทั้งทางอำนาจทางการเมืองและอำนาจของกระบวนการยุติธรรมด้วยการปลด โซ่ตรวน ทั้งทางคดีและเงินตรา

ความปรองดอง หรือ ความสมานฉันท์ มันจึงเป็นเพียงประติมากรรม น้ำลาย เป็นเพียงกลยุทธ์ในการเอาชนะศัตรูทางการเมืองเท่านั้น

สงคราม เป็นสิ่งที่ดำรงอยู่ในสังคมแล้ว และจะเห็นความรุนแรงที่ปรากฎและที่ซ่อนเร้น รอวันปะทุ-ระเบิด นำสู่ความสูญเสียชีวิต-เลือดและน้ำตา

สิ่งที่เจ็บช้ำน้ำใจและปวดร้าวก็คือ ทั้งสองขั้วอำนาจที่ต่อกรกัน ต่างก็อ้างสถาบันสูงสุดอันเป็นที่รักยิ่งของมวลมหาประชาชน นำมาใช้เป็น เครื่องมือ นำมาเป็นอาวุธที่สาดใส่อีกขั้วอำนาจหนึ่ง ด้วยความไม่ระมัดระวังและใส่ใจ-รักษาและเทิดทูลจริง-จริง

เฉพาะอย่างยิ่ง บุคคลที่เคยเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย จับปืนต่อสู้กับอำนาจรัฐ มีอุดมการณ์ที่ตรงกันข้ามกับระบอบประชาธิปไตย ไม่เลื่อมใส-ศรัทธาสถาบันใด-ใด มาวันนี้ทิ้งปืนเข้าสู่แวดวงทางการเมืองทั้งในระบบรัฐสภาและการเมืองข้างถนน กลับมาบอกว่า ตัวเองเทิดทูล-จงรักภักดี สุดจิตสุดใจ แล้วอีกฝ่ายหนึ่ง-ไม่ว่าจะแดงหรือเหลืองก็ตาม ไม่จงรักภักดี จนเกิดคำถามว่า พวกนี้กำลังทำอะไรกันอยู่หรือ???

อำนาจพิเศษและบริสุทธิ์ของสถาบันอันเป็นที่รัก นับเป็น ยูโทเปีย ของเราชาวไทย ที่เข้าแก้ไขปัญหาทั้งทางการเมือง ในเหตุการณ์สำคัญๆให้สงบลงอย่างนุ่มนวล และถอดปมความอยุติธรรมทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม ให้เดินหน้ามุ่งสู่ความสุขที่ยั่งยืน เป็นตัวของตัวเองอย่างสง่างาม รู้จักรับและทิ้งด้วยการคัดสรรแนวทางแห่งความสุขสู่มวลชน

ฉะนั้น อย่าให้อาจมของนักการเมืองหรือคู่ต่อสู้ทางอำนาจ ระรานก้าวเข้ามาจนสถาบันพิเศษนี้ต้องแปดเปื้อน-ดีกว่ากระมัง

กล่าวสำหรับคุณอภิสิทธิ์และคุณทักษิณ พร้อมกับพลพรรคของทั้งสองฝ่าย ใช้เวลาว่างๆสงบๆทำจิตให้โปร่งใส เปิดทางให้กับปัญญาแล้วทบทวนพฤติกรรมของตัวเอง ท่านจะค้นพบสัจธรรมที่จะนำทางให้ทั้งส่วนตัวและสังคม

รากเหง้า แห่งปัญหาและจำต้องแก้ไขให้ ลดทอน ลงเรื่อยๆ คือความยุติธรรมในสังคม...

ผมค่อนข้างเห็นด้วยกับคุณนิพนธ์ พัวพงศกร ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ ทีดีอาร์ไอ ที่ชี้ว่า ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา น่าจะมีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ

เนื่องจากความไม่เสมอภาคทางเศรษฐกิจ มีอยู่ในระดับสูงมาก นโยบายของรัฐเปิดช่องให้มีการแสวงหา ผลกำไรส่วนเกิน ในรูปแบบต่างๆ มีการผูกขาดด้วยการแสวงหาผลประโยชน์จากโครงสร้างของรัฐ

ปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง จึงมีโอกาสเรื้อรังต่อไป เพราะการปฏิรูปทางการเมืองที่เน้นเฉพาะการเปลี่ยนแปลงกฏ กติกา การเลือกตั้ง การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันนิติบัญญัติ บริหารและตุลาการ จะไม่สามารถแก้ไขปัญหาทางการเมืองต่างๆได้ ตราบใดที่ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจของประชาชนกลุ่มต่างๆยังไม่ได้รับการแก้ไข

ครับ โจทย์ใหญ่ของเราก็คือ จะต้องมีการลงมือปฏิรูปหรืออาจจะปฏิวัติทางเศรษฐกิจ เพื่อแก้ไขปัญหาความเหลี่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ที่ทำให้ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน ถ่าง-ห่าง กันอย่างลิบลับ

รัฐบาลคุณอภิสิทธิ์ป่าวประกาศเต็มๆรูหู แบบกรอกเช้า สาย บ่าย เย็น ทั้งก่อนอาหารและหลังอาหารวันละ 4 เวลา ว่า จะสร้างเศรษฐกิจให้ไทยเข้มแข็ง แต่เมื่อเจาะเข้าไปดูนโยบายหรือมาตรการที่ออกมารองรับเงินกู้ 8 แสนล้านบาทแล้ว มันไม่ใช่ มันเป็นเพียงการแก้ไขปัญหาระยะสั้น เป็นโคตรประชานิยม หาเสียงล่วงหน้าเพื่อฐานทางการลงคะแนนเท่านั้น และก็เป็นเพียงเครื่องมือชิ้นหนึ่งในการเอาชนะอีกขั้วอำนาจหนึ่ง ขาดความจริงใจในการรังสรรนโยบายสาธารณะ

ซึ่งคุณบัณฑูร ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารธนาคารกสิกรไทยเห็นว่า โครงการไทยเข้มแข็งที่ออกมาเป็นมาตรการชั่วคราวทั้งนั้น

โครงสร้างพื้นฐานที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข เช่น การคมนาคม การศึกษา กฏหมาย

หรือจะให้รวบรัดที่สุดก็คือ รัฐบาลนี้ไม่ได้นำแนวทางปฏิรูประบบเศรษฐกิจ ไม่ได้มองไปที่รากเหง้า แต่ผลิตมาตรการมาอย่างฉาบฉวย

ขณะที่มีการต่อสู้ของสองขั้วอำนาจ จะมีกระแสข่าวถึงการยึดอำนาจรัฐประหารจากผู้นำในกองทัพที่มีอาวุธออกมาเป็นระยะๆเช่นกัน เพื่อว่าจะ ล้างไพ่ ใหม่

ในวิธีการอย่างนี้ ยังไม่รู้ว่า จะเป็นการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง หรือยิ่งเป็นการสร้างปมปัญหาขึ้นมาอีก บทเรียนในอดีตของวงจรอุบาทว์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เฉพาะอย่างยิ่งในการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 มันได้กดหัวจักรของความเจริญและระบอบประชาธิปไตยที่เป็นอุดมการณ์ของสังคมโลกให้ จมดิ่ง ลงไป-ลงไป เพราะการจะใช้วิธีการยึดอำนาจมาสร้างประชาธิปไตยนั้น ผมว่าดูจะเป็นเรื่องที่ ไร้เดียงสา ยิ่งนัก

และความไร้เดียงสานี้ไม่ได้อยู่ที่พื้นฐานความรู้ใด-ใด แต่อยู่ที่จิตวิญญาณและความโปร่งใสในอำนาจ-ในผลประโยชน์ ทั้งทางการเมืองและทางเศรษฐกิจ

ผมเห็นด้วยและอยากเห็นจริงๆอย่างเร่าร้อนในลักษณ์ของ ว่าด้วยการปฏิบัติ หาใช่เพียงเล่ห์เพทุบายทางการเมืองในสิ่งที่คุณอภิสิทธิ์สร้างเป็นเงื่อนไขหากจะมีการยุบสภาคืนอำนาจให้กับประชาชนตัดสินไว้ 3 ประการ

1.อยากเห็นเศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง (แต่นโยบายที่ออกมามันระยะสั้น- ฉาบฉวยและขาดความจริงใจ มันจะยั่งยืนได้อย่างไร)

2.อยากเห็นกติกาในการเลือกตั้งใหม่ (เป็นถึงนักการเมืองดาวสภา เป็นถึงผู้บริหารสูงสุด มองสั้นมากแค่ กติกาเลือกตั้ง)

3.อยากเห็นทุกฝ่ายเลิกขัดขวางการทำงานการเมืองของอีกฝ่ายหนึ่ง (แล้วตอนเป็นฝ่ายค้านไปสุมหัวกับใครเล่า ตอนเป็นรัฐบาลก็ใช้กลไกรัฐเพื่อประชาชนหรือเพื่ออะไร)

ฉะนั้น เงื่อนไขทั้ง 3 ข้อ ไม่ได้เป็นประเด็นที่คุณอภิสิทธิ์มีความจริงใจจะทำให้เกิดขึ้นจริง เพียงพูดสร้างเกมเท่านั้น หรือว่าไม่จริง-เด็กแสบ

"ฮุน เซน"ส่งวิศวกรจีนรังวัดถนน ช่องจอม ส่งทหารกู้ระเบิด

ที่มา มติชน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2552 บริเวณจุดผ่านแดนถาวรช่องจอม ต.ด่าน อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง ( ตม. ) ช่องจอม เปิดประตูด่านเพื่อให้บริการชาวไทย และต่างชาติเข้าและออกนอกประเทศ มีพ่อค้าชาวกัมพูชา และประชาชน ข้ามไปมาประมาณ 1,500 คน โดยนายจักรกฤษณ์ โตมาซา เจ้าพนักงานศุลกากรช่องจอมคอยอำนวยความสะดวกตรวจสินค้าต่าง ๆประเภทของป่า และเสื้อผ้ามือสองเพื่อนำเข้าไปขายที่ตลาดช่องจอม ขณะที่นักพนันไทยข้ามไปฝั่งเขมรกว่า 700 คน


บรรยากาศชายแดนค่อนข้างคึกคัก นอกจากนี้ชาวกัมพูชามีการพูดถึงการสร้างถนน ว่า สมเด็จฯ ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีประเทศกัมพูชา ส่งนายช่างวิศวกรจาก ประเทศจีน 7 คน พร้อมส่งหน่วยทหารช่างจากพนมเปญ 20 นาย มารังวัดถนนสายช่องจอม-เสียมราฐ พร้อมเครื่องมือตรวจหาทุ่นระเบิด และกู้วัตถุระเบิดได้จำนวนมาก

เสื้อแดงปรับยุทธศาสตร์เคลื่อนไหวปูพรมดาวเทียมเหนือ-อีสาน

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย (พท.) แกนนำ นปช. กล่าววันที่ 28 พฤศจิกายนว่า หลังเสร็จช่วงการจัดงานวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว วันสุดท้ายคือวันที่ 13 ธันวาคม แกนนำคนเสื้อแดงจะมีการประเมินสถานการณ์กันอีกครั้งสำหรับการนัดชุมนุมใหญ่


แหล่งข่าวจากแกนนำคนเสื้อแดงเปิดเผยว่า แกนนำคนเสื้อแดงได้หารือกันเพื่อปรับยุทธศาสตร์การเคลื่อนไหว ภายหลังจากประกาศเลื่อนการชุมนุมใหญ่ออกไปแบบไม่มีกำหนด ล่าสุด ได้ปรับแนวทางให้แกนนำคนเสื้อแดงลงพื้นที่ไปทำงานจัดตั้งในพื้นที่ต่างจังหวัด เพื่อเสริมความแข็งแกร่งเรื่องมวลชนเพิ่มเติม โดยจะมีการรื้อฟื้นรูปแบบของ โรงเรียน นปช.-แดงทั้งแผ่นดินขึ้นมาอีกครั้ง


นอกจากนั้นมีแผนที่จะติดตั้งจานดาวเทียมที่รับสัญญาณสถานีโทรทัศน์พีเพิลชาแนล เพิ่มเติมในพื้นที่ภาคอีสานและภาคเหนือ โดยประสานกับบริษัทตัวแทนจำหน่ายจานดาวเทียมและติดตั้งจานดาวเทียม ให้สั่งจานดาวเทียมที่รับสัญญาณในเครือข่าย ซียูแบนด์ หรือจานดำ ราคาถูกจากจีนเข้ามา จำนวน 10,000 จาน โดยจะจัดจำหน่ายราคาเพียงจานละ 1,300 บาท และเสียค่าติดตั้งเพียง 700 บาท



"อาถรรพ์"ผู้นำกับเวทีหอการค้าสัญญาณเตือนอายุสั้น

เป็นประเพณีปฏิบัติของงานสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศประจำปี ที่ต้องมีนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องไปร่วมงาน แต่ทว่างานสัมมนาครั้งที่ 27 ระหว่างวันที่ 28-29 พฤศจิกายน ที่โรงแรมเลอ เมอริเดียน จ.เชียงใหม่ เป็นอีกปีหนึ่งที่นายกฯไม่ได้ไปร่วมงาน ด้วยเหตุปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง


ก่อนหน้านั้น งานสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศ ครั้งที่ 26 ที่ จ.สงขลา เมื่อปี 2551 ในสมัยรัฐบาลของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ก็มีเหตุให้นายกฯและรัฐมนตรีไม่สามารถไปร่วมงานได้ ครั้งนั้นไม่ใช่เป็นเพราะความวิตกต่อความปลอดภัยของนายกฯและรัฐมนตรีที่เข้าประชุม แต่เนื่องจาก กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยบุกเข้ายึดสนามบินสุวรรณภูมิ จึงไม่สามารถเดินทางไปร่วมงานได้ ทำให้การประชุมกร่อยไปมากทีเดียว

ส่วนงานสัมมนาครั้งนี้ ตามกำหนดการเดิมวันที่ 29 พฤศจิกายน นายอภิสิทธิ์ จะไปปิดงานสัมมนาและปาฐกถาพิเศษเรื่อง"บทบาทความร่วมมือภาครัฐและเอกชนในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเพื่ออนาคตประเทศไทย"
แต่เมื่อกลุ่มเสื้อแดงประกาศที่จะระดมพลมาประท้วงนายกฯ และอาจมีเหตุรุนแรงเกิดขึ้น ทำให้ในที่สุดนายอภิสิทธิ์ ต้องยกเลิกการเดินทางไปร่วมงาน ขณะที่รัฐมนตรีต่างๆ ที่จะไปร่วมงานก็ยกเลิกตามไปด้วย


หลังนายกฯและรัฐมนตรียกเลิกการเดินทางไปร่วมงาน บรรยากาศการสัมมนาเงียบเหงาไปมาก ห้องที่เตรียมรองรับผู้เข้าประชุมกว่า 1,000 คน มีคนไปร่วมเพียงไม่กี่ร้อยคน และเมื่อเปิดงานเสร็จผู้เข้าร่วมประชุมบางส่วนก็ขอเลื่อนการเดินทางกลับเร็วขึ้นทันที


เคยมีการพูดกันถึงอาถรรพ์ของการประชุมหอการค้าทั่วประเทศว่า หากปีไหนที่นายกฯไม่ได้ไปร่วมงาน นายกฯและรัฐบาลชุดนั้นจะอยู่ไม่ครบเทอม


ในสมัยรัฐบาลชวน หลีกภัย 1 ก่อนที่จะพ้นจากเก้าอี้ ปีก่อนหน้านั้นก็ไม่ได้ไปร่วมงานประชุมหอการค้าไทย


หรือในสมัยรัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช ทางหอการค้าไทยได้ทำหนังสือเชิญไป แต่ได้รับการปฏิเสธไม่ไปร่วมงาน ต่อมาอีกไม่นานรัฐบาลนายสมัครก็ต้องพ้นเก้าอี้ไป


ล่าสุดก็คือรัฐบาลของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ที่ไม่ได้ไปร่วมงาน รัฐบาลก็อยู่ได้ไม่นาน


ส่วนรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ จะเป็นไปตามอาถรรพ์นี้หรือไม่ ต้องรอติดตามกันดูการประชุมหอการค้าทั่วประเทศในปีหน้า

จุดยืน(ที่มิใช่ส้นเท้า)

ที่มา Thai E-News


โดย จักรภพ เพ็ญแข
ที่มา คอลัมน์ “ผมเป็นข้าราษฎร” หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์วิวาทะ Thai Red News ปีที่ 1 ฉบับที่ 26
29 พฤศจิกายน 2552

ผมขำเรื่องแบบนี้ โดยเฉพาะบางเวทีสื่ออย่าง “มติชนออนไลน์” ที่พาดหัวข่าวเสียน่าหวาดเสียวในทำนองว่าจักรภพจะขนอาวุธมาที่ร้านเรดช็อปในวันที่แถลงข่าว ก็ยิ่งชวนหัวร่องอหาย


เพราะผมกลายเป็นตัวข่าวเสียเองในห้วงเวลาที่ผ่านมา ก็เลยส่องกล้องเข้าไปดูเบื้องหลังเรื่องราวโดยละเอียดจนเข้าใจความเจ้าเล่ห์ของอำมาตย์ไทยขึ้นเยอะทีเดียวครับ

วันนี้จะขอเล่าให้ท่านฟังสนุกๆ

แผนการนี้เริ่มต้นจากรายงานข่าวภาษาอังกฤษธรรมดาชิ้นหนึ่ง โดยนักข่าวสัญชาติอเมริกันชื่อ นายชอว์น คริสพิน ที่เคยถูกดำเนินคดีสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี เพราะไปเขียนข่าววิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลระดับสูงของไทยกับผู้นำทางการเมืองในขณะนั้น และเคยลุกขึ้นมาถามคำถามแรงๆ กับคุณทักษิณกลางที่ประชุมผู้สื่อข่าวอย่างคนที่มีอะไรในใจ เวทีที่ตีพิมพ์งานเขียนชิ้นนี้คือเว็ปไซต์ที่มีชื่อว่า Asia Times Online


เนื้อข่าวเขียนราวกับนิยายว่า นายจักรภพ เพ็ญแข ได้ให้สัมภาษณ์กับเขาเกี่ยวกับแผนการขนส่งอาวุธจากกัมพูชาเข้ามาปฏิบัติการในเมืองไทย เพื่อหวังผลเปลี่ยนแปลงทางการเมืองโดยใช้กำลังและความรุนแรง

คนที่อ่านย่อมนึกคล้อยตามใน ๒ ประเด็นเป็นอย่างน้อย นั่นคือ
๑)​ผมได้พูดจริงเกี่ยวกับการขนส่งอาวุธ ๒) ฝ่ายเรามีความเกี่ยวข้องทางทหารกับประเทศเพื่อนบ้านคือกัมพูชา


ตอนแรกผมรู้สึกขำ เพราะแต่งกันเป็นตุเป็นตะ แต่ต่อมาปรากฏว่ามีคนส่วนหนึ่งเชื่อขึ้นมา เพราะสื่อไทยส่วนที่ไม่หวังดีนัก เอาเรื่องนี้มาตีกระหน่ำเพิ่มเติมจนเป็นข่าว จนแม้กระทั่งผู้ใหญ่หลายคนในฝั่งประชาธิปไตยก็ทำท่าจะเส้นตื้นเชื่อเขาขึ้นมาด้วย ผมจึงตัดสินใจแถลงข่าวเมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๑๙ พ.ย. ๒๕๕๒ เวลา ๑๔.๓๐ น. โดยผ่านอินเตอร์เน็ตไป สื่อมวลชนมากันมากในวันนั้น ผมได้แจกเอกสารสั้นๆ ชิ้นหนึ่งประกอบการแถลงข่าวด้วย ขอนำมาพิมพ์ไว้เป็นหลักฐานตรงนี้อีกทีครับ:


เอกสารประกอบการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน
โดยนายจักรภพ เพ็ญแข แกนนำขบวนการประชาธิปไตย


ณ อิมพีเรียลเวิร์ลด์ ลาดพร้าว วันพฤหัสบดีที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ เวลาประมาณ ๑๔.๓๐ น.


ตามที่เกิดข่าวว่าผมได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนต่างประเทศเกี่ยวกับการปฏิบัติการทางทหารที่เกี่ยวข้องกับประเทศเพื่อนบ้านและอาวุธยุทโธปกรณ์ จนทำให้มวลชนเกิดความสับสนและอาจเสียหายต่อแนวทางของฝ่ายประชาธิปไตยได้ ผมขอปฏิเสธข่าวดังกล่าว และขอยืนยันว่า ผมไม่ได้ให้สัมภาษณ์ไปเช่นนั้นเลย


ผู้สื่อข่าวต่างประเทศที่เป็นข่าวคือ นายชอว์น คริสพิน (Shawn Crispin) ของ Asia Times Online ได้นัดเข้ามาสัมภาษณ์ผมเมื่อวันที่ ๑๑ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๒ ผ่านผู้ประสานงานสื่อต่างประเทศของผม และได้ถ่ายภาพการสัมภาษณ์ครั้งนี้ไว้เป็นหลักฐานด้วย

เราได้สนทนากันกว้างๆ ในประเด็นอนาคตของการต่อสู้ของฝ่ายประชาธิปไตยและวิสัยทัศน์ของผมต่อการเมืองไทยในอนาคต หลังจากนั้นไม่นานนายชอว์นฯ ก็เขียนรายงานจากบทสัมภาษณ์ดังกล่าวเผยแพร่โดยทั่วไป และไม่ปรากฏว่ามีประเด็นใดที่เกี่ยวข้องกับการสะสมหรือขนย้ายอาวุธเลย

ผมกับนายชอว์นคุยกันครั้งนั้นเป็นครั้งสุดท้าย ไม่มีการติดต่อใดๆ กันอีกเลยจนกระทั่งบัดนี้ เมื่อจู่ๆ มีประเด็นนี้โผล่ขึ้นมาในรายงานของเขาในช่วงนี้ และสื่อไทยบางส่วนก็คว้าเอาไปเล่นข่าวกันเสมือนเป็นเรื่องจริง โดยไม่เคยตรวจสอบกับผมเลยนั้น ทำให้เกิดคำถามว่าคนเหล่านี้มีแผนอะไรกัน

ผมขอตั้งประเด็นไว้ว่านี่เป็นเจตนาป้ายสีต่อตัวผมโดยหวังให้เกิดผลบางอย่างในทางการเมือง ผมขอย้ำว่าการเตรียมการใดๆ ในการใช้ความรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นจากสถานที่ใดก็ตาม ไม่ใช่แนวทางของผมและผู้สนับสนุนตัวผมอย่างเด็ดขาด การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในเมืองไทยจะต้องเกิดจากพลังขับดันภายในประเทศ และเกิดโดยสงบสันติ เมื่อปวงชนชาวไทยมีความพร้อมแล้วเท่านั้น

ผมขอเรียกร้องฝ่ายที่สนับสนุนประชาธิปไตยด้วยว่า โปรดฟังหูไว้หู ไตร่ตรองโดยแยบคายก่อนจะเชื่อข่าวสารใดๆ และอย่ากระทำการใดๆ ที่เป็นการเหยียบย่ำคนในฝ่ายประชาธิปไตยด้วยกันเพื่อให้ทางศัตรู การวิพากษ์วิจารณ์กันและกันกระทำได้เสมอเพราะเราเป็นนักประชาธิปไตย แต่การเลยเถิดไปถึงขั้นใช้วิชามาร เช่น การป้ายสีตีตรา การทำร้ายผู้สนับสนุนของอีกกลุ่มหนึ่งเพราะลุ่มหลงในลัทธิพรรคพวกอย่างเกินเลย เป็นต้น พึงละเว้นเสีย

ขอขอบพระคุณสื่อมวลชนที่รักยิ่งทุกๆ ท่านครับ

จักรภพ เพ็ญแข


ครับ ก็แถลงกันตรงๆ ซื่อๆ อย่างนั้นแหละ ผมมาหวนคิดว่าเล่ห์กลของอำมาตย์นี่มันมากมายเสียจริงๆ

งานนี้ผมเคยคุยกับผู้สื่อข่าวในกรอบวิชาการ ซึ่งแปลว่าไม่ใช่ข่าวและข้อเท็จจริง แถมยังคุยกันมานานเกินครึ่งปีแล้ว ก่อนจะเกิดเหตุการณ์สงกรานต์เลือด และก่อนที่ผมจะเดินทางออกนอกประเทศ

พอมีข่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มาเยือนกัมพูชาเท่านั้นเอง ก็เกิดการ “เต้า” ข่าวขึ้นขนานใหญ่ จับแพะชนแกะให้วุ่นวายไปหมด ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่มีเสียงแอะออกมาเลยแม้แต่คำเดียว

ไม่ต้องแปลให้มากความก็รู้ความครับ นี่คือแผนสร้างภาพของอำมาตย์ไทยที่ใส่ไคล้ การเยือนกัมพูชาของ พ.ต.ท.ทักษิณฯ ครั้งนี้ไม่ใช่เกียรติยศของชาติและประชาชนชาวไทย แต่เป็นแผนลึกลับซับซ้อนที่เกี่ยวข้องกับการใช้กำลังจากกัมพูชาเข้ามาปฏิบัติการในเมืองไทย แต่ลำพัง พ.ต.ท.ทักษิณฯ คนเดียวอาจจะดูน้อยไป ไม่เป็นทีม เลยยืมชื่อของผมพ่วงเข้าไปด้วย โดยไปขุดเอาเรื่องเก่าๆ ในเหตุการณ์อื่นมาปัดฝุ่น แถมด้วยชื่อของผู้ใหญ่ฝ่ายประชาธิปไตยที่นอนหลับไม่รู้นอนคู้ไม่เห็นอย่าง น.พ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช และอดีตประธานรัฐสภาอย่างคุณยงยุทธ ติยะไพรัช

พูดตรงๆ แล้วผมขำเรื่องแบบนี้ โดยเฉพาะบางเวทีสื่ออย่าง “มติชนออนไลน์” ที่พาดหัวข่าวเสียน่าหวาดเสียวในทำนองว่าจักรภพจะขนอาวุธมาที่ร้านเรดช็อปในวันที่แถลงข่าว ก็ยิ่งชวนหัวร่องอหาย แต่เมื่อมวลชนฝ่ายเราเองเกิดสับสนไปด้วย และผู้ใหญ่ที่ควรเข้าใจในวิชามารของฝ่ายตรงข้ามบางคนเกิดหลงกลเส้นตื้นขึ้นมาดื้อๆ ก็เห็นความจำเป็นที่ต้องอธิบายความกันบ้าง แต่ก็อธิบายไปหัวเราะไปครับ


ประกาศไว้เสียตรงนี้อีกครั้งว่า คนอย่างผมตั้งอยู่บนหลักการดังต่อไปนี้เท่านั้น และจะไม่เดินออกจากหลักการนั้น:

๑. การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเมืองไทย ต้องเกิดจากพลังขับดันภายในประเทศ
๒. สู้ด้วยกำลังและการยืดหยัดของมหาประชาชน ไม่ใช่กำลังอาวุธยุทโธปกรณ์
๓. ถึงจะแสวงหาความร่วมมือจากนานาชาติ แต่ยึดผลประโยชน์ของชาติและประชาชนไทยเป็นที่ตั้ง ไม่ใช่ผลประโยชน์ของคนอื่น
๔. เชื่อมั่นศรัทธาในกำลังกาย ใจ และปัญญาของปวงชนชาวไทย
๕. มุ่งสร้างประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ไม่ใช่ประชาธิปไตยที่ฝ่ายอำมาตย์ออกแบบและกำหนดให้


นอกเหนือจากนี้ ไม่ใช่จักรภพ เพ็ญแขครับ.
------------------------------

TPNews (Thai People News): ข่าวสารสำหรับผู้รักประชาธิปไตย เที่ยงตรง แม่นยำ ส่งตรงถึงมือถือทุกวัน สมัครวันนี้ ใช้ฟรี 14 วัน พิมพ์ PN ส่งมาที่เบอร์ 4552146 ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน (เฉพาะ DTAC 30 บาท/เดือน) Call center: 084-4566794-6 (จ.- ศ. 9.30-17.30 น.)

"ทักษิณ"ย้ำเป็นหนี้"ในหลวง"ต้องกลับมาทดแทน"หมอลักษณ์"ฟันธง"แม้ว"ฟื้นหลัง26เม.ย.ท้าไม่แม่นให้ฉิบหาย

Saturday, November 28, 2009

ยังไม่เลิกช่วยเขมร กู้1,400ล้าน มาร์คเสียงอ่อน

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_49767

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

นายกฯ อ้างเขมรแจ้งขอยกเลิกขอกู้ 1,400 ล้าน เป็นเรื่องเข้าใจผิด ยันไทยยังไม่ยกเลิกโครงการให้ความช่วยเหลือ ทางการกัมพูชาอาจวิตกกังวลไปเอง โฆษก ปชป.คุยสัมพันธ์ไทย-เขมรเริ่มคลี่คลาย

เมื่อวันที่ 28 พ.ย. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวกรณีสำนักข่าวต่างประเทศรายงานอ้างโฆษกกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา ระบุว่ารัฐบาลกัมพูชา ได้แจ้งขอยกเลิกสัญญากู้เงิน เพื่อปรับปรุงถนน จำนวน 1,400 ล้านบาทจากรัฐบาลไทย ว่า เป็นเรื่องเข้าใจผิด เพราะไทยยังไม่ยกเลิกโครงการให้ความช่วยเหลือ และทางการกัมพูชาอาจวิตกกังวลไปเอง

นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อถึงการช่วยเหลือนายศิวรักษ์ ชุติพงษ์ วิศวกรไทยที่ถูกทางการกัมพูชาจับกุม ว่า รัฐบาลยืนยันว่า จะยังคงเดินหน้าช่วยเหลืออย่างเต็มที่ และนางสิมารักษ์ ณ นครพนม มารดาของนายศิวรักษ์ อจะได้เข้าร่วมเข้าฟังคำพิพากษาคดี ในวันที่ 8 ธ.ค. ส่วนการบังคับใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร วันแรก ประเมินแล้ว ไม่มีเหตุการณ์ผิดปกติ ส่วนจะยกเลิกหรือไม่ จะนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันอังคารที่ 1 ธ.ค.

ด้าน นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวกรณีรัฐบาลกัมพูชาแจ้งขอยกเลิกสัญญากู้เงิน เพื่อปรับปรุงถนน จำนวน 1,400 ล้านบาท ที่ได้รับอนุมัติจากรัฐบาลไทย เมื่อเดือนส.ค. ว่า จะไม่ส่งผลต่อความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา เพราะรัฐบาลกัมพูชาเป็นฝ่ายขอกู้เงินจากประเทศไทย และรัฐบาลไทยก็ยังไม่ได้ระงับการช่วยเหลือ พรรคประชาธิปัตย์ยังได้ประเมินสถานการณ์แล้วเห็นว่า ปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา จะเริ่มคลี่คลายลง

"การที่รัฐบาล กัมพูชาอนุญาตให้มารดานายศิวรักษ์ ชุติพงษ์ วิศวกรไทย ที่ถูกจับกุม เข้าเยี่ยมบุตรชาย และความสำเร็จของการประชุมคณะกรรมาธิการชายแดนร่วม (GBC) ไทย-กัมพูชา เป็นเครื่องยืนยันได้ว่า การเคลื่อนไหวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ต้องการให้เกิดรอยร้าวในระดับฝ่ายความมั่นคง ไม่ประสบผลสำเร็จ" โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว

โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวต่อกรณี นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แนะให้ไทยเป็นฝ่ายเริ่มเจรจากับกัมพูชาก่อน นั้น การเป็นฝ่ายเจรจาก่อนหรือหลัง ไม่ใช่สำคัญเท่ากับการที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยังคงเคลื่อนไหว โดยใช้ต่างประเทศโจมตีไทย

เมื่อทักษิณซูเอี๋ย กับระบอบอำมาตยาธิปไตย

ที่มา thaifreenews

บทความโดย..ลูกชาวนาไทย


เหตุการณ์ทางการเมืองในสัปดาห์นี้ รู้สึกว่า ความรู้สึกที่หวั่นไหวกันในหมู่คนเสื้อแดง ที่ผมพอจะสัมผัสได้ในเว็บบอร์ดคือ การมีข่าวว่า ท่านทักษิณ ชินวัตร จะมีการเจรจา กับ พล..เปรม ติณสูลานนท์ เพื่อยุติความขัดแย้งทางการเมืองไทย ที่กำลังขัดแย้งกันอย่างรุนแรงหาทางออกไม่ได้นี้

กระแสนี้ก็เลยสร้างความหวั่นไหว ให้คนเสื้อแดงกลุ่ม "ก้าวหน้าค่อนข้างมาก" ที่คิดว่า หากทำอย่างนั้น เท่ากับว่าคนเสื้อแดงจะพ่ายแพ้ทางการเมือง มีการตกลงกันในหมู่ชนชั้นนำ เพื่อสลายความขัดแย้ง แล้วทิ้งประชาชนไม่สนใจการ "สถาปนาประชาธิปไตยที่สมมบูรณ์ อย่างที่คนเสื้อแดงกำลังต้องการอยู่ในขณะนี้”


กระแสข่าวนี้ไม่ใช่ว่า จะไม่มีมูลความจริง ผมเชื่อว่า ในสงครามจริงๆ นั้น การรบกับการเจรจา เป็นของที่ควบคู่กัน แต่ความขัดแย้งที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ ไม่มีทางที่การเจรจาของคนสองสามคน จะทำให้สถานภาพความขัดแย้งเเปลี่ยงแปลงกลับไปสู่ความราบเรียบเหมือนก่อนเกิดวิกฤติการณ์ทางการเมืองได้ เนื่องจาก ความขัดแย้งที่ต่อเนื่องและยาวนาน ใช่ว่า จะสามารถทำให้จบลงได้อย่างรวดเร็วไม่ หากหลายๆ ฝ่ายที่เข้ามาสู่วังวนของความขัดแย้ง ยังไม่พึงพอใจ สถานการณ์ ความวุ่นวายก็ยังไม่มีทางที่จะจบสิ้น

กรณีคุณทักษิณนั้น การเจรจากับกลุ่มอำมาตย์ ผมคิดว่าเป็นอะไรที่วนไปวนมา ไม่มีทางหาข้อสรุปได้ เพราะปัญหามันไม่ได้อยู่ที่ตัวคุณทักษิณ แต่มันอยู่ที่ "ชื่อเสียง เกียรติภูมิของคุณทักษิณ" ที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าตัว แม้ว่าคุณทักษิณ จะยอมรับยุติบทบาททางการเมืองอย่างที่อำมาตย์ต้องการ สถานการณ์ก็ไม่ใช่จบลงอย่างที่คิด เพราะประชาชน ผู้นำทางการเมืองต่างๆ ยังต้องการใช้ "ชื่อเสียงและเกียรติภูมิของคุณทักษิณ" เพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเมือง เพื่อต้องการชนะเลือกตั้ง เขาก็ต้องใช้ชื่อเสียง Legacy ของคุณทักษิณ เพื่อรณรงค์ทางการเมือง สุดท้ายสิ่งที่อำมาตย์ต้องการทำลาย ไม่ใช่ตัวทักษิณแต่เป็น Legacy ของทักษิณ ที่พยายามทำลายมากว่าสามปี ซึ่งสุดท้ายก็ยังทำลายไม่ได้ แต่มันเข็มแข็งขึ้นเรื่อยๆ

Legacy ที่เข็มแข็งขึ้น เขาก็ยิ่งไม่ไว้ใจคุณทักษิณ แม้ทักษิณจะไม่ทำอะไร แต่การต่อต้านของประชาชนมันก็ยังไม่จบเสียที พวกอำมาตย์ ก็ระแวงทักษิณก็หาทางกำจัด หาว่าทักษิณอยู่เบื้องหลัง

สุดท้าย การเจรจาระหว่างทักษิณกับอำมาตย์ ก็ไม่มีประโยชน์แต่อย่างใด เพราะมันก็วนไปวนมาอยู่แบบนี้

ต่อให้คุณทักษิณ โดนฆ่าหรือ สังหารไป แต่ Legacy ก็ใช่ว่าจะจบ มันยิ่งแรง และยิ่งใหญ่ กลายเป็น "มหาบุรุษในตำนาน" ที่ยิ่งใหญ่ ศักดิ์สิทธิ์ และมีพลังมากขึ้นกว่าเดิม

ใครอ่านบทความเรื่อง Operation Hunter ที่ไล่ล่า กันด้วย F-16 ก็จะรู้ว่า พวกเขาคิดจะฆ่าทักษิณมากขนาดไหน

แต่หากใครดูหนังเรื่อง BraveHeart ก็จะเห็นชัดเจนว่า การฆ่า William Wallace ผู้นำปฎิวัติของคนสก็อตลงไป การลุกฮือของประชาชน ก็ไม่จบ แต่หนักหน่วงรุนแรงมากขึ้นกว่าเดิม ชื่อเสียง ของ Wallace ก็กลายเป็นตำนาน กระตุ้นการปฎิวัติแรงยิ่งกว่าเดิม มีคนต้องการ "สละชีวิตเพื่อมหาบุรุษในตำนาน" มากขึ้น สุดท้าย ก็ Robert Bruce ก็ใช้ Legacy ของ Wallace กู้เอกราชของสก็อตจนได้

กรณีทักษิณตอนนี้ก็ไม่ต่างกันมากมายนัก


ประเด็นต่อมาและสำคัญคือ ที่ผมคิดว่าเป็น “รากฐานของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไทยในขณะนี้” คือ

"ประชาชนในชนบทได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว"

พวกเขาตระหนักถึง สิทธิและพลังในการเลือกตั้งแบบเป็นกลุ่มก้อนของพวกเขาแล้ว พฤติกรรมการเลือกตั้งของคนชนบทได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง จากเลือกตัวบุคคล เป็นการเลือกพรรคแล้ว

เมื่อ "คุณสมบัติพื้นฐานของผู้เลือกตั้ง" เปลี่ยนจากการเลือกตัวบุคคล เป็นการเลือกพรรค

การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างถอนรากถอนโคนก็มาถึง

เราจะไม่เห็นระบบหลายพรรคในการเมืองไทยอีกต่อไปแล้ว การแข่งขันจะเน้นในด้านนโยบาย และฝีมือการบริหาร การออกนโยบายที่เพ้อฝัน ทำไม่ได้ ก็จะไม่มีทางได้เกิดทางการเมืองอีกต่อไปได้

และที่สำคัญคือ "อำนาจการล็อบบี้ของอำมาตยาธิปไตย" ก็จะหมดไป เพราะการเมืองไม่ได้กระจัดกระจาย เป็นหลายขั้วอำนาจอีกต่อไปแล้ว แต่จะเหลือเพียงสองขั้วใหญ่ๆ คือ ฝ่ายก้าวหน้า กับฝ่ายอนุรักษ์นิยม

ทั้งสองกลุ่มนี้จะต้องแย่งประชาชนกัน ซึ่งสิ่งที่เขาจะต้องเอาไปแลกคือ การหยิบยื่นสิ่งที่ นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า "Social Welfare" หรือความมั่งคั้ง ใครเสนอได้ดีกว่า เป็นไปได้มากกว่าฝ่ายนั้นก็ได้อำนาจไปครองขั่วคราว 4 ปี

ดังนั้น ในความเห็นของผม "หากมีการเจรจากันจริง" สิ่งที่จะยุติคือ "สงครามปฎิวัติประชาชน" ที่ทำลายโครงสร้าง "สถาบันเก่าแก่" ของไทยไปเท่านั้น

แต่การปฎิรูปประชาธิปไตย จะยังดำเนินต่อไป การขจัดอำนาจของอำมาตยาธิปก็ยังจะดำเนินต่อไป

ผมว่าหากเจรจากันจริง ก็คงยุติสงครามปฎิวัติแบบฝรั่งเศสหรือรัสเซีย

แต่การปฎิรูปแบบอังกฤษ หรือญี่ปุ่นก็ยังจะดำเนินต่อไป สุดท้ายหากมีการเจรจากันได้สำเร็จ การเมืองไทยจะเป็นแบบอังกฤษ

หากไม่สำเร็จ ผมว่ามันจะยุติความขัดแย้งที่มุ่งไปสู่สงครมปฎิวัติได้ยาก เพราะมันไปในทิศทางนั้นมากขึ้นเรื่อยๆ

ประชาชนเกินครึ่งประเทศ ไม่ค่อยแคร์กับ "โครงสร้างดั้งเดิม" สักเท่าไหร่แล้ว

หากเจรจากันจริง ฝ่ายเสื้อแดงที่ไม่พอใจคือ อาจเป็นกลุ่มแดงซ้าย หรือโซเชียบลิสต์ สุดกู่ แบบ อ.ใจ อึ้งภากรณ์" แต่พวกโซเชียลลิสต์ แบบกลางๆ ไม่สุดขั้วหลายคนก็คงไม่มีปัญหาอะไร เพราะพวกเขารอได้

ผมคิดว่า พล.อ.ชวลิต คือคีย์แมนในเรื่องนี้

เพียงแต่ว่า กลุ่มอำมาตยาธิปไตย ที่มีทั้งสายเหยี่ยวและสายพิราบ จะเข้าใจหรือไม่เท่านั้น เข้าใจ ก็จะรักษาสถานภาพแบบอังกฤษเอาไว้ได้ หากไม่เข้าใจ ยังคิดจะเอาชนะปราบปรามประชาชนให้ราบคาบ หมุนกาลเวลาของประเทศกลับไปเหมือนก่อนปี 2549 แล้ว "หยุดกาลเวลา" เอาประเทศไว้ตรงนั้นตลอดไป

ผมคิดว่า สถานการณ์ของประเทศไทยก็จะค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้าไปสู่สงครามปฎิวัติประชาชน มากขึ้นเรื่อยๆ

ถึงอย่างไรประเทศไทย ก็ไม่มีทางกลับไปเหมือนเดิมได้อีกแล้ว

สรุปคือ คนเสื้อแดงไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องการเจรจามากนัก

เพราะถึงอย่างไร ทุกฝ่ายก็ต้องมาเอาใจ “ประชาชน” ที่พฤติกรรมการเลือกตั้งเปลี่ยนไปแล้ว

พวกเขานอกจากจะต้องตกลงกันเองให้ได้แล้ว ก็จะถึงเวล มาเอาใจยักษ์หลับที่ตื่นขึ้นมาแล้ว คือประชาชน

หลังปี 2549 ประชาชนไม่ได้เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว

จิตสำนึกของประชาชน ไม่ใช่ไพร่อีกต่อไปแล้ว และพวกเขาไม่กราบและบูชาพวกศักดินา ชนชั้นสูงกันอีกต่อไปแล้วด้วย

เมื่อจิตสำนึกของประชาชนเปลี่ยน โครงสร้างของสังคมจะเปลี่ยนแปลงตาม

๑๐ธันวาวันธรรมศาสตร์รักชาติไทย

ที่มา Thai E=News


เรื่องโดย อ.วิภา ดาวมณี
ออกแบบประติมากรรม อาจารย์สุรพล ปัญญาวชิระ
ออกแบบภูมิสถาปัตยกรรม นายอเนก เจริญพิริยะเวศ
28 พฤศจิกายน 2552

ใกล้ ๑๐ ธันวาคมเข้ามา ชาวธรรมศาสตร์ โดยเฉพาะที่รวมตัวกันเป็นสมาคมศิษย์เก่าก็ดูจะคึกคักเป็นพิเศษ มีการจัดกิจกรรมทุกๆปีจนเป็นประเพณี

ปีนี้เสื้อธรรมศาสตร์ที่เพิ่งออกมาพาให้ผู้คนแปลกใจ เพราะเป็นสีธงชาติไทย ที่มีขาวแดงน้ำเงินเป็นสีหลัก หากจะตั้งชื่อยุคสมัยให้กับความเป็นไปของธรรมศาสตร์ในบริบทของสังคมไทยปัจจุบัน ก็อาจเรียกได้ว่า ยุคธรรมศาสตร์ชาตินิยม กระมัง ภายใต้อุดมการณ์ชาตินิยมที่กำลังอบอวลด้วยสัญลักษณ์ “ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ”....

เราลองมองย้อนกลับไปเมื่อแรกตั้งธรรมศาสตร์เป็นมหาวิทยาลัย ภายหลัง “การอภิวัฒน์ พ.ศ. ๒๔๗๕” คณะราษฎรได้เข้าทำการยึดอำนาจและประกาศหลัก ๖ ประการ เพื่อสิทธิเสมอภาค เสรีภาพ ความเป็นอิสระ ก่อร่างสร้างประชาธิปไตย โดยให้การศึกษากับราษฎรอย่างเต็มที่

สองปีถัดมา เมื่อ ๒๗ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๗ มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ก็ได้ก่อตั้งขึ้น โดยมีชื่อว่า “มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง” เพื่อการศึกษาของสามัญชนในแบบตลาดวิชา

ทันทีที่เปิดก็มีผู้คนต่างหลั่งไหลเข้ามาศึกษาจากทั่วประเทศ กว่าเจ็ดพันคน มหาวิทยาลัยได้ทำหน้าที่ประดุจ “บ่อน้ำ” ที่คอยดับความกระหายของราษฎรที่แสวงหาความรู้ในทางสังคมการเมือง และเป็นกลไกสำคัญในการสร้างคนรุ่นใหม่รองรับการปกครองรูปแบบใหม่ที่สถาบันพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ

ยอดโดมหกเหลี่ยมที่สะท้อนความหมายหลัก ๖ ประการของคณะราษฎร จึงตั้งตระหง่านสูงเด่น เป็นสัญลักษณ์ของธรรมศาสตร์มาจนทุกวันนี้

แม้จะมีผู้หลักผู้ใหญ่บางคนจะกล่าวถึงความสำเร็จในการย้ายธรรมศาสตร์ไปยังรังสิตเมื่อเร็วๆนี้ว่า “ โดมธรรมศาสตร์ จะสำคัญอะไรนักหนา ” อาจจะเพราะมิได้เรียนรู้ หรือสนใจและให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงการปกครองของคณะราษฎร์ในคราวนั้น

แต่อย่างไรก็ตาม ความเป็นมาของการสถาปนามหาวิทยาลัยแห่งนี้ก็คือที่มาของจิตวิญญาณธรรมศาสตร์ จากวันนั้นนักศึกษาธรรมศาสตร์ก็ยิ่งเข้าไปมีบทบาททางการเมือง และในเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ร่วมกับประชาชนและผู้รักประชาธิปไตยอีกมากมาย

วันนี้หากใครได้เดินผ่านประตูรั้วของธรรมศาสตร์เข้ามาก็จะเห็นว่าด้านหน้าของหอประชุมใหญ่เรียงรายด้วย ประติมากรรมจำนวน ๘ ชิ้นงาน ซึ่งบ่งบอกลำดับเหตุการณ์ที่ธรรมศาสตร์มีความเกี่ยวข้องกับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ๑๑ เหตุการณ์ด้วยกัน

จากด้านที่ติดกับคณะนิติศาสตร์ ด้านในสุดของสวนไล่เรียงมา จะเป็นศาลาสีเงินรูปหกเหลี่ยม โปร่ง หลังคาคล้ายหลังคาตึกโดม มีเสาค้ำยัน ๖ ต้นรองรับ แทนความหมายของหลัก ๖ ประการ ซึ่งประกาศโดยคณะราษฎร คือ

๑. จะต้องรักษาความเป็นเอกราชทั้งหลายของประเทศไว้ให้มั่นคง

๒. จะต้องรักษาความปลอดภัยในประเทศ ให้การประทุษร้ายต่อกันลดลงให้มาก

๓. ต้องบำรุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลใหม่จะหางานให้ราษฎรทุกคนทำ

จะวางโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติไม่ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก

๔. จะต้องให้ราษฎรได้สิทธิเสมอภาคกัน

๕.จะต้องให้ราษฎรมีเสรีภาพ ความเป็นอิสระ เพื่อเสรีภาพ (โดยไม่ขัดต่อหลัก 4 ประการข้างต้น)

๖. จะต้องให้การศึกษาอย่างเต็มที่กับราษฎร


ถัดมาใกล้กับกำแพงรั้วด้านพิพิธภัณฑ์ เป็นประติมากรรมนูนสูงสีทอง มีรูปโดมอยู่ตรงกลาง นักศึกษาหญิงชาย ชูตราชั่งแห่งความยุติธรรม อีกด้านหนึ่งเป็นสัญลักษณ์ธรรมจักร คัดข้อความบางตอนของหลวงประดิษฐ์มนูธรรม หรืออาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ผู้ประศาสน์การมหาวิทยาลัยกล่าวรายงานในวันสถาปนามหาวิทยาลัยมาไว้


โดยถือให้วันที่ ๑๐ ธันวาคมของทุกปีเป็นวันธรรมศาสตร์ ประติมากรรมชิ้นที่สองนี้จึงแทนวันธรรมศาสตร์ที่ชาวธรรมศาสตร์จะมาร่วมกันรำลึก เรียกชื่อชิ้นงานว่า “ การก่อตั้งมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง” เหตุการณ์นี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญและเป็นรากฐานในการสร้างปัญญาชน และบัณทิตใหม่ เม็ดเลือดใหม่ของสังคมไทยขึ้นมารองรับระบอบประชาธิปไตย


ถัดเข้ามาตรงกลางเป็นประติมากรรมที่สะท้อนเหตุการณ์เมื่อครั้งสงครามโลกครั้งที่ ๒ เมื่อมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ถูกใช้เป็นกองบัญชาการของขบวนการเสรีไทย และเป็นสถานที่กักกันคนต่างชาติ มีบุคลากรนักศึกษาธรรมศาสตร์และประชาชนชาวไทย ในนามของขบวนการเสรีไทยร่วมกันต่อต้านญี่ปุ่น รวมทั้งแสดงเจตจำนงค์ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลไทยที่ไปสนับสนุนญี่ปุ่นในขณะนั้น ขบวนการนี้ทำให้ประเทศไทยรอดพ้นจากการเป็นผู้แพ้ในสงคราม จึงมีภาพปืนใหญ่ และเหล่ายุวชนเสรีไทยที่อาสาสู้ศึกในลักษณะประติมากรรมลอยตัวเป็นสีดำบ่งบอกความมุ่งมั่นและอุดมการณ์ของตน


ส่วนอีกชิ้นงานหนึ่งที่นักศึกษารุ่นปัจจุบันน่าจะกลับมาค้นคว้าศึกษาเปรียบเทียบให้เกิดความรับรู้มากขึ้น ก็คือประติมากรรมสะท้อน “ ขบวนการนักศึกษาธรรมศาสตร์ ระหว่าง พ.ศ.๒๔๙๔ ถึง พ.ศ. ๒๕๐๐ ” หลายคนอาจจะรู้จักเพียง เหตุการณ์หรือขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองแบบแบ่งขั้วแบ่งสีในปัจจุบัน และประวัติศาสตร์การเมืองไทยระยะใกล้ๆ ในยุคพฤษภา ๒๕๓๕ หรือ ยุค ๑๔ ตุลา ๒๕๑๖ แต่ไม่เคยรู้ว่าก่อนหน้า

หลายปีมาแล้ว ขบวนการเคลื่อนไหวของนักศึกษาไทยได้เริ่มต้นขึ้น โดยมีทั้งกระบวนวิธีคิด วิธีการทำงาน การรวมตัวจัดตั้ง มีอุดมการณ์ และจิตใจที่องอาจกล้าหาญ ควรแก่การศึกษายกย่อง ประติมากรรมชิ้นนี้จึงรวม ๓ เหตุการณ์สำคัญในเวลาใกล้ๆกันเพื่อสะท้อนภาพการเคลื่อนไหวของนักศึกษายุคนั้น

เหตุการณ์แรกคือ ภายหลังการทำรัฐประหาร ปี พ.ศ.๒๔๙๐ ธรรมศาสตร์ประสบกับความผันผวนและภัยทางการเมืองเป็นอย่างรุนแรง ต้นปี พ.ศ. ๒๔๙๒ มีเหตุการณ์กบฏวังหลวงที่ฝ่ายสูญเสียอำนาจต้องการทวงอำนาจคืน และยังเกิดเหตุการณ์กบฏแมนฮัตตันในเวลาต่อมา ฝ่ายกองทัพบกจึงเข้ายึดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทำให้มหาวิทยาลัยต้องอพยพไปอยู่ที่เนติบัณฑิตยสภาบ้าง ที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาบ้าง

จนวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๔๙๔ นักศึกษาธรรมศาสตร์ประมาณ ๓๐๐๐ คนได้รวมตัวกันเดินขบวนเรียกร้องมหาวิทยาลัยคืนจากการยึดครองของกองทัพบก ภายใต้คำขวัญ “รวมกันเราอยู่ แยกกันเราตาย” และได้คืนมาในวันที่ ๕ พฤศจิกายนปีเดียวกัน


เราจึงเรียกวันที่ ๕ นี้ว่าเป็นวันธรรมศาสตร์สามัคคี ซึ่งในปีนี้วันธรรมศาสตร์สามัคคีกลับเงียบเหงา เพราะอาจจะไม่ค่อย หรือไม่อาจจะสามัคคี จึงไม่มีคำขวัญเช่นวันเก่าก่อนเสียแล้ว

เหตุการณ์ที่สองในปีถัดมา พ.ศ.๒๔๙๕ นักศึกษาก็ร่วมกันรณรงค์ต่อต้านสงครามในยุคสงครามเย็น คัดค้านการส่งทหารไทยไปรบในเกาหลี เพื่อต่อต้านการขยายอำนาจอิทธิพลของจักรวรรดินิยมอเมริกา รัฐบาลยุคเผด็จการฟัสซิสต์คุกคามกวาดล้างจับกุมและคุมขัง ตั้งข้อหา กบฎสันติภาพ

นับจากปีนั้นถึงปีนี้ 50 ปีพอดี ผลจากการรณรงค์ดังกล่าวมีนักศึกษาธรรมศาสตร์ถูกจับกุมรวม ๑๙ คน กลายเป็น”ขบวนการสันติภาพ”

ส่วนเหตุการณ์ที่ ๓ นั้นเกิดจากการเลือกตั้งในปี พ.ศ. ๒๕๐๐ ซึ่งเป็นปีหัวเลี้ยวหัวต่อของการเมืองไทย ที่กำลังเปลี่ยนจากระบอบพิบูลสงคราม นำโดยเผด็จการทหาร จอมพล ป. ไปสู่การเมืองระบบพ่อขุนอุปถัมป์ของเผด็จการจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ภายใต้การก้าวขึ้นมามีอำนาจของสหรัฐอเมริกา พร้อมทั้งฟื้นการมีบทบาทอย่างเข้มแข็งของสถาบันประเพณี ที่เรียกว่ากลุ่มอนุรักษ์นิยม นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ร่วมกับประชาชน และนักศึกษาสถาบันอื่นๆ คัดค้าน เปิดโปง และ ร่วมกันเดินขบวนประท้วงการเลือกตั้งสกปรก

จน “การเดินขบวน” ได้กลายเป็นประเพณีทางการเมือง นับเป็นขั้นสูงสุดของการสำแดงพลังนิสิตนักศึกษาประชาชนขณะนั้น ไม่ถึงกับยึดทำเนียบรัฐบาล หรือยึดสนามบินในนามขบวนการประชาชนเช่นปัจจุบัน

ในช่วงปี ๒๕๐๖ ถึง ๒๕๑๓ การเมืองไทยอยู่ในวังวนของอำนาจเผด็จการทหาร ถนอม-ประภาส-ณรงค์นักศึกษาอยู่ในฐานะอภิสิทธิชนมีความภาคภูมิใจในสถานภาพของตน และใช้ชีวิตอย่างสุขสำราญ นักวิชาการบางท่านเรียกขานยุคนี้ว่า “ยุคสายลมแสงแดด”

นักศึกษาธรรมศาสตร์ในยุคนี้แทบไม่มีใครทราบอดีตเลยว่า ใครเป็นผู้ประศาสน์การมหาวิทยาลัย หรือมหาวิทยาลัยมีความเป็นมาอย่างไร มีประวัติอย่างไร เนื่องจากอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ได้ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ลอบปลงพระชนม์ในกรณีสวรรคตของรัชกาลที่๘ และต้องลี้ภัยไปอยู่ในต่างประเทศ ทั้งยังถูกกล่าวหาว่ามีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์

ในเวลานั้นนักศึกษาส่วนใหญ่จะใช้เวลาไปกับการแข่งขันกีฬา พาเหรด แบ่งสี แบ่งสถาบัน จำกัดการจัดกิจกรรมอยู่เฉพาะในแวดวงกีฬา และบันเทิงภายในรั้วมหาวิทยาลัย ไม่สนใจสังคมการเมือง และไม่ใส่ใจในทุกข์สุขของประชาชน

“ยุคสายลมแสงแดด” นี้อาจจะใกล้เคียงกับบรรยากาศในรั้วมหาวิทยาลัยในปัจจุบัน ทุกๆเย็นเราจะเห็นนักศึกษาทุ่มเมกับการซ้อมเชียร์ลีดเดอร์ ทั้งอาจารย์ และนักศึกษาต่างตั้งหน้าตั้งตาเรียน ตั้งตาสอน และทำงานวิจัย หมกมุ่นกับการทำรายงานและเอกสารเพื่อการประเมินคุณภาพวิชาการ จนไม่มีเวลาหันมาสนใจสังคมที่กำลังมีวิกฤตมากกมาย

หลายคนเรียกปีระหว่างรัฐประหารเมื่อ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ เป็นการเริ่งกลับสู่ยุคสายลมแสงแดดอีกครั้ง หรือเรียกว่ายุคสายลมแสงแดดครั้งที่ ๒ ของธรรมศาสตร์

จนเมื่อนักศึกษาบางส่วนที่มีความตื่นตัวทางการเมืองจากกระแสต้านสงครามในเวียตนามที่สหรัฐอเมริกาใช้ไทยเป็นฐานทัพ ประกอบกับการเมืองที่เป็นเผด็จการ นักศึกษา ปัญญาชน เริ่มตั้งคำถามถึงสถานะของตนเอง ประชาคมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เริ่มมีความตื่นตัวอีกครั้งหนึ่ง

กล่าวคือ มีการสร้างกลุ่ม ชมรม องค์กรนักศึกษา ฯลฯ ในขณะเดียวกันก็เริ่มมีกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมในวงกว้าง แหวกรั้วมหาวิทยาลัยออกไปสู่สังคมภายนอก ทั้งในเขตเมืองและชนบท ซึ่งมีผลสะท้อนกลับคือ ทำให้นักศึกษากลายเป็นพลัง และกลุ่มกดดันทางสังคม เป็นยุคที่รู้จักกันดีในชื่อ “ยุคฉันจึงมาหาความหมาย”

จากอิทธิพลทางความคิดและบทกวีอมตะหลายๆบท และหนึ่งในบทกวีเหล่านั้นมาจากหนังสือเพลงเถื่อนแห่งสถาบัน (ปี พ.ศ. ๒๕๑๑) ของ วิทยากร เชียงกูล นักศึกษาคณะเศรษฐศาสตร์ ปี ๓ ในห้วงเวลาดังกล่าว ....นักศึกษาหลายต่อหลายคนที่ได้รับแรงบันดาลใจในการเปลี่ยนเส้นทางชีวิตของตนจากบทร้อยกรองสั้นๆที่ว่า

“ ฉันเยาว์ ฉันเขลา ฉันทึ่ง.....
ฉันจึงมาหาความหมาย......
ฉันหวังเก็บอะไรไปมากมาย.........
สุดท้ายให้กระดาษฉันแผ่นเดียว”


ประติมากรรม“ยุคสายลมแสงแดด และยุคแสวงหา” เป็นโลหะฝังลงบนแท่นหิน ตั้งอยู่ตรงกึ่งกลางริมทางเดินหน้าหอใหญ่ สะท้อนสองยุคสมัยที่อยู่ตรงข้าม เสมือนด้านตรงข้ามของเหรียญเดียวกัน

ช่วงปี ๒๕๑๔ - ๑๕ ต้องถือว่าเป็นช่วงรอยต่อของการคิด ไปสู่การเคลื่อนไหว ระบบการศึกษาในมหาวิทยาลัยแก้ปัญหาให้คนจน แก้ปัญหาให้ประเทศไม่ได้ นักศึกษาหลายสถาบันที่ก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยเริ่มตั้งคำถามอย่างที่รุ่นพี่เคยตั้งคำถาม เช่นถามว่า....เราคือใคร เราเกิดมาทำไม ยิ่งไปกว่านั้นเราต้องทำอะไรบ้าง …



ก่อนเกิดเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ประมาณ ๒ ปี มีการสร้างกระแสสำนึกในหมู่นักกิจกรรมว่า โครงสร้างของตึกในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เหล็กเส้นข้างในจริงๆ มันคือกระดูกของคนทั้งประเทศ นั่นคือกระดูกของชาวนา น้ำประปาที่เราเปิดก๊อกออกมา นี่ก็คือเหงื่อของกรรมกร

นักศึกษาหรือนักกิจกรรมเหล่านั้นเชื่อกันว่า ด้วยลำพังพ่อแม่ของเรา เราไม่สามารถเรียนถึงขั้นอุดมศึกษา หรือเรียนถึงขั้นปริญญาได้ มหาวิทยาลัยเป็นผลิตผลทางประวัติศาสตร์ เป็นผลึกของอารยธรรมของประเทศของสังคมทั้งหมด มาจากการสะสมความรู้ตลอดไม่รู้กี่ชั่วอายุคน มหาวิทยาลัยมาจากเงินภาษีอากร เวลานั้นพ่อแม่ส่งให้เราเรียน ค่าเรียนที่ธรรมศาสตร์เพียงหน่วยกิตละ ๒๕ บาท มีอาจารย์อยู่เต็มมหาวิทยาลัย นักศึกษาเป็นพันๆ คนที่ได้มีโอกาสเรียน

ความรู้ที่นักศึกษาได้นอกเหนือจากตำรา คือ ความรู้จากการอ่าน จากหนังสือ จากวรรณกรรม จากห้องสมุด จากหนังสือทำมือ จากวารสารต่างๆ มีหนังสือจำนวนมากที่มีผลผลักดันให้นักศึกษาเข้าสู่การเคลื่อนไหว เช่น หนังสือของ “สด กูรมะโรหิต” ซึ่งเป็นผู้นำความคิดลัทธิสหกรณ์ในประเทศไทยคนสำคัญ

หนังสือเรื่อง ‘ขบวนเสรีจีน’ เป็นเรื่องของนักศึกษาจีนต่อต้านญี่ปุ่นในสมัยสงคราม เรื่อง ‘ระย้า’ เป็นกลุ่มคนจนลุกขึ้นมาต่อต้านคนรวย รวมไปถึงต่อต้านอำนาจรัฐ และข้าราชการคอรัปชั่น นักคิดในกระแสเสรีนิยม สังคมนิยม และแนวเศรษฐศาสตร์การเมืองรวมตัวกันผลิตหนังสือ วารสารที่ฉีกกรอบเดิมมากขึ้น และมากขึ้น เช่น สังคมศาสตร์ปริทัศน์ วารสารลอมฟาง วารสารโซตัสใหม่ที่คัดค้านระบบอาวุโสในมหาวิทยาลัย คัดค้านการที่รุ่นพี่กดขี่เอารัดเอาเปรียบรุ่นน้อง ฯลฯ

มาถึงยุคเคลื่อนไหวประมาณปี พ.ศ.๒๕๑๕ มีการเดินขบวนต่อต้านสินค้าญี่ปุ่น ธีรยุทธ บุญมี เป็นผู้นำรณรงค์ให้คนทั้งประเทศใส่ผ้าดิบ เริ่มขบวนการชาตินิยมกลายๆขึ้นมา

ยิ่งไปกว่านั้นนิสิตนักศึกษายังเห็นว่า การรวมตัวกันทำอะไรให้กับสังคมนั้นเป็นไปได้ สมาชิกสภาหน้าโดมที่เป็นนักศึกษา-นักกิจกรรมของธรรมศาสตร์ได้มีส่วนอย่างมากในการคัดค้านการประกวดนางสาวไทย นอกเหนือจากการคัดค้านงานฟุตบอลประเพณีที่ฟุ้งเฟ้อ

เมื่อนักศึกษาเริ่มเคลื่อนไหว เริ่มรวมตัว ก็เริ่มตกเป็นเป้าคุกคามเสรีภาพจากผู้บริหารประเทศ สะท้อนออกชัดเจนที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง รัฐบาลส่ง ดร.ศักดิ์ ผาสุกนิรันดร์ ไปเป็นอธิการบดีเพื่อควบคุมนักศึกษารามคำแหง เพราะตอนนั้นเป็นมหาวิทยาลัยเปิดเพียงแห่งเดียว

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้หมดสภาพความเป็นมหาวิทยาลัยเปิดไปเรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่มีการสอบเข้า คนจนเริ่มได้เรียนน้อยลง คนจนส่วนหนึ่งจึงต้องไปเรียนที่รามฯ มีการเคลื่อนไหว มีการรวมกลุ่มนักศึกษา ทำให้กลุ่มอิสระของนักศึกษาทั้งหลายเริ่มมองเห็นภัยของเผด็จการที่เข้ามาแทรกแซงกิจกรรมของนักศึกษาอย่างชัดเจน

มีการชุมนุมใหญ่ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เพื่อทวงมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์คืนจากรัฐบาลจอมพล ถ. จนมาถึงการเคลื่อนไหวคัดค้านประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่๒๙๙ ในเดือนธันวาคมปี ๒๕๑๕ เป็นครั้งแรกที่นักศึกษาต่อสู้กับอำนาจรัฐโดยตรง คือคัดค้านกฎหมายที่รัฐบาลเผด็จการประกาศใช้เพื่อปิดกั้นเสรีภาพ ของสื่อมวลชน โดยรัฐสามารถตรวจข่าวได้ทุกข่าว ถ้าข่าวใดที่รัฐไม่เห็นด้วยก็จะตีพิมพ์ไม่ได้

กลุ่มอิสระในธรรมศาสตร์ได้แก่ สภาหน้าโดม กลุ่มเศรษฐธรรม กลุ่มผู้หญิง ชมรมนิติศึกษา และสภากาแฟ ทั้งหมดนี้มีการนัดหมายเดินขบวนกัน โดยเริ่มชุมนุมใหญ่จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แล้วเดินเท้าไปที่จุฬาฯ เพื่อไปชวนเพื่อนนิสิตจุฬา มาร่วมชุมนุมต่อต้าน

หลายวันถัดมาก็มาชุมนุมกันที่หน้าศาลติดกับสนามหลวงจนข้ามคืน รัฐบาลถนอมจึงยอมยกเลิกประกาศคณะปฏิวัติไปในที่สุด นับเป็นอีกครั้งที่นักศึกษาเริ่มเห็นพลังของตัวเอง และเป็นพลังที่ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวเฉพาะกับเรื่องฟุ่มเฟือยในรั้วมหาวิทยาลัย แต่เป็นพลังที่เคลื่อนไหวเพื่อผลประโยชน์ของสังคม ร่วมกับประชาชน สื่อมวลชน หนังสือพิมพ์ต่างๆ

ประวัติศาสตร์หน้าใหม่จึงนำไปสู่การก่อตัวของ ๑๓ กบฏเรียกร้องเรียกร้องรัฐธรรมนูญในเดือนตุลาคม ๒๕๑๖ เพื่อประชาธิปไตยทางการเมือง

ในยุคก่อนการเคลื่อนไหว ๑๔ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๑๖ มีบทกวีเป็นจำนวนมาก ที่ทำให้คนหนุ่มสาวมีพลังในการที่จะคิดอะไรนอกเหนือไปจากกรอบที่เขาเคยคิด พลังของวรรณกรรม อยู่ที่ ‘วรรคทอง’ เช่น บทกวี ของนเรศ นโรปกรณ์ หรือ มนูญ มโนรมย์ที่ว่า......

"เพียงหวังจะเฟื่องฟุ้ง
ฤาจึงมุ่งมาศึกษา
เพียงเพื่อปริญญา
เอาตัวรอดเท่านั้นฤา

แท้ควรสหายคิด
และตั้งจิตมั่นยึดถือ
รับใช้ประชาคือ
ปลายทางเราที่เล่าเรียน”



อีกชิ้นเป็นของทวีป วรดิลก

“จงเป็นอาทิตย์เมื่ออุทัย
เกรียงไกรในพลังสร้างสรรค์
เพื่อความดีงามร่วมกัน
แห่งชั้นชาวชนคนงาน

เข้ารวมร่วมพลังบังเกิด
แจ่มเจิดพบใสไพศาล
ชีพมืดชืดมาช้านาน
หรือจะทานแสงทองส่องฟ้า”



และบทกวีของจิตร ภูมิศักดิ์ แปลจากกวีอาเมเนียน

“เพื่อลบรอยคราบน้ำตาประชาราษฎร์
สักพันชาติจักสู้ม้วยด้วยหฤหรรษ์
แม้ชีพใหม่มีเหมือนหวังอีกครั้งครัน
จักน้อมพลีชีพนั้นเพื่อมวลชน”



บทกวีเหล่านี้ได้เปิดโลกทัศน์ให้นักศึกษา พลังของตัวอักษรทำให้คนหนุ่มสาวที่เคยหมกมุ่นแต่เรื่องของตัวเองได้รับการปลดปล่อย การเคลื่อนไหวของนิสิต นักศึกษา ประชาชนเพื่อขับไล่เผด็จการ ในลักษณะของการปฏิวัติสังคม วัฒนธรรม ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง จากระบบปิดสู่ระบบเปิด มีการปลดปล่อยพลังทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคม จากอำมาตยาธิปไตยหรือระบบราชการทหาร ไปสู่การเมือง ระบบเศรษฐกิจเสรีในเกือบทุกด้าน



ประติมากรรมเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ได้สร้างขึ้นเพื่อ จารึกวีรกรรมของวีรชน นักเรียน นิสิต นักศึกษา ประชาชนที่ได้ลุกฮือขึ้นต่อต้านอำนาจเผด็จการอำมาตยาธิปไตย พลิกหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยครั้งใหญ่ ขยายครอบคลุมไปทั่วประเทศ โดยเริ่มต้นที่ลานโพธิ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สู่ถนนราชดำเนิน นำมาซึ่งยุคประชาธิปไตยเบ่งบาน และการปฏิวัติสังคมวัฒนธรรม ประติมากรรม ๑๔ ตุลา เด่นสง่าพิงกำแพงรั้วด้วยลัญลักษณ์เปลวเพลิงที่พวยพุ่ง............

ใกล้ๆกันเป็นประติมากรรมกลางแจ้ง ลักษณะเหมือนเขื่อนกั้นสายธารที่น้ำเคยใสให้กลับกลายเป็นสีแดงของเลือด ทำด้วยโลหะฝังลงบนหินสีแดง ขนาดยาว ๖ เมตร กว้าง ๓ เมตร หมายถึงสายธารประชาธิปไตยถูกสกัดกั้น ด้านหลังมีรายชื่อผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ภายใต้คำขวัญ “ขบวนการนักศึกษาประชาชนเดือนตุลา..กล้าต่อสู้เพื่อสังคมที่ดีงาม”


ความขัดแย้งทางการเมืองในระหว่างกลุ่มพลังก้าวหน้า ที่มุ่งให้มีการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างกับพลังอนุรักษ์นิยมทางการเมือง ลงเอยด้วยการก่ออาชญากรรมรัฐ ในวันที่ ๖ ตุลา ๒๕๑๙ เพียง ๓ ปี ต่อมาจาก ๑๔ ตุลา ๒๕๑๖

นักเรียน นิสิต นักศึกษา ประชาชน ชุมนุมโดยสงบที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ร่วมกันเรียกร้องให้ขับไล่อดีตจอมพลถนอม กิตติขจรผู้หวนกลับเข้ามาในประเทศไทยออกไป จนเช้ามืดวันที่ ๖ ตุลา การสังหมู่ก็เริ่มต้น จากกลางสนามฟุตบอลของมหาวิทยาลัยลามไปจนทั่วบริเวณ จากริมฝั่งเจ้าพระยา ท่าพระจันทร์ การเข่นฆ่าแผ่เป็นวงกว้าง ผ่ารั้วมหาวิทยาลัยไปถึงต้นมะขามสนามหลวง ฝ่ายการเมืองอนุรักษ์นิยมสร้างสถานการณ์ก่อนหน้าการรัฐประหาร เพื่อสลายกลุ่มองค์กรพลังก้าวหน้าและพรรคการเมืองฝ่ายตรงกันข้าม ผลักดันให้นักศึกษากว่า ๓๐๐๐ คน เดินทางสู่ป่าเขาเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย


........ตัวอักษรคำว่า ๖ ตุลา ๒๕๑๙ แกะสลักบนหินแกรนิตสีแดง แสดงความหมายในตัวอย่างชัดเจน สีแดงหมายถึงเลือดที่ตกสะเก็ด ตัวอักษรหยาบๆ ความนูนไม่เท่ากันบ่งบอก ถึงความหยาบกระด้างของการถูกกระทำ



g> ถูกเข่นฆ่า ถูกจับกุม ภาพวีรชนที่ถูกแขวนคอ ถูกนั่งยาง และอีกหลายภาพอันทารุณดูน่าสลด

มีภาพปั้นนูนต่ำของ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ซึ่งดำรงตำแหน่งอธิการบดีขณะนั้น และที่ฐานโดยรอบบันทึกความรู้สึกของอาจารย์ป๋วย ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ขณะที่ด้านหลังของเขื่อนมีรายชื่อวีรชนผู้เสียชีวิตสลักไว้ ทั้งหมดนี้สะท้อนภาพความพยายามของชนชั้นปกครองที่จะทำลายการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย และกดกระแสการสร้างสรรค์สังคมที่ดีงามของคนหนุ่มสาวที่มีผลพวงมาจากยุคประชาธิปไตยเบ่งบานลงไป


หลายปีผ่านไปหลัง ๖ ตุลา ขณะที่วงจรอุบาทว์ของการรัฐประหารยังไม่จางหาย มีรัฐบาลพลเรือนสลับหมุนเวียนกันไป พร้อมกับความพยายามรัฐประหารของฝ่ายสูญเสียอำนาจผลัดเปลี่ยนกันเป็นระยะๆ ชนชั้นที่ได้เปรียบในสังคมจึงยังคงดำรงอยู่ วงศ์วานว่านเครือของเหล่าทรชนและผู้สืบทอดยังคงลอยนวล อำนาจอภิสิทธิชนยิ่งล้นฟ้า และห้อมล้อมด้วยผู้สวามิภักดิ์ทั้งหน้าเก่าหน้าใหม่

จนมาถึงวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๓๔ คณะ รสช. ได้ทำการยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือนของพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ นักศึกษาธรรมศาสตร์ ได้ร่วมกับนักศึกษาอีกหลายสถาบัน และผู้รักความเป็นธรรม เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย คัดค้านเผด็จการ รสช. ที่มาจากการรัฐประหาร ยึดอำนาจ ฉีกรัฐธรรมนูญ โดยใช้ธรรมศาสตร์เป็นสถานที่ประชุมตั้งแต่แรก เริ่มที่ลานโพธิ์

มีการอดอาหารประท้วง จัดการอภิปราย ชุมนุมหลากหลายรูปแบบ จนในที่สุดกำลังทหารตำรวจได้ใช้อาวุธสงครามเข้าสลายการชุมนุม การปราบปรามครั้งนี้ได้โหมกระแสการรวมตัวของผู้รักประชาธิปไตยให้ลุกลามออกไป จนกลายเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ และหมดยุคของทหารการเมือง คืนสู่การเป็นทหารอาชีพในเวลาต่อมา

ประติมากรรมสะท้อนเหตุการณ์ รัฐประหาร พ.ศ. ๒๕๓๔ ถึง พฤษภา ๒๕๓๕ นี้ ถือเป็นประติมากรรมชิ้นที่ ๘ ของโครงการสวนประวัติศาสตร์ ตั้งตระหง่านอยู่ชิดกำแพง ใกล้กับประตูทางเข้ามหาวิทยาลัย ชื่อของประติมากรรมชิ้นนี้ยังมีข้อถกถียงกันอยู่ เนื่องจากเป็นประติมากรรมที่พยายามถ่ายทอดประวัติศาสตร์ขบวนการนักศึกษากับการต้าน รสช. เป็นส่วนใหญ่

ซึ่งนักศึกษาธรรมศาสตร์ขณะนั้นได้เข้าไปมีบทบาทร่วมกับนิสิตนักศึกษาสถาบันต่างๆในระยะแรกของการทำรัฐประหาร ก่อนที่เหตุการณ์จะบานปลายไปสู่เหตุการณ์พฤษภา ๓๕ ในปีถัดมา ประติมากรรมชิ้นนี้จึงเต็มไปด้วยสัญญลักษณ์ที่เป็นจุดเด่นของเหตุการณ์ ตลอดจนคำขวัญต่างๆ เช่น ไม่เอานายกคนนอก เย็นนี้พบกันที่ลานโพธิ์ เอาเผด็จการคืนไป เอาประชาธิปไตยคืนมา ฯลฯ


การสร้างงานประติมากรรมทั้ง ๘ ชิ้นงานนี้ผู้ออกแบบ และควบคุมกระบวนการจัดสร้างคือ อาจารย์สุรพล ปัญญาวชิระ ศิลปินจากแนวร่วมศิลปินในยุคประชาธิปไตยเบ่งบานภายหลังการปฏิวัติประชาธิปไตยเมื่อ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ด้วยเงินทุนสนับสนุนของชาวธรรมศาสตร์ และผู้รักประชาธิปไตยอีกจำนวนหนึ่ง และด้วยปณิธานของผู้บริหารมหาวิทยาลัยที่มุ่งให้ธรรมศาสตร์ยังคงจิตวิญญาณของตนไว้ดังคำขวัญที่ว่า “เหลืองของเราคือธรรมประจำจิต แดงของเราคือโลหิตอุทิศให้ ”

ความพยายามถ่ายทอดและสะท้อนยุคสมัย ตลอดจนจิตวิญญาณของปัญญาชนในยุคต่างๆนั้น บอกกับทุกๆคนว่า ครั้งหนึ่งเราเคยมีชื่อว่ามหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง .........The University of Moral แม้วันนี้นักคิดนักเขียนที่ผันตัวมาอยู่ในแวดวงวิชาการอย่างวิทยากร เชียงกูลจะยอมรับว่าเป็นยุคที่มหาวิทยาลัยต่างๆกลับมาขายกระดาษกันอย่างขึ้นหน้าขึ้นตา

สู่วาระ ๗๕ ปีแห่งการสถาปนามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คำถามยังคงล่องลอยอยู่ภายในสวนประติมากรรมธรรมศาสตร์แห่งนี้ รอคอยให้คนหนุ่มสาว และปัญญาชนมาแสวงหาคำตอบ เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์สังคมใหม่ที่ดีกว่า เพื่อโลกใหม่แห่งเสรีภาพ และ เสมอภาคอย่างแท้จริง......

เมื่อมองย้อนกลับไปสังคมไทยอาจจะเริ่มการเรียนรู้ครั้งใหม่เพื่อนำกลับมาเป็นบทเรียนในยุคปัจจุบัน