WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, December 1, 2009

นาทีระทึก-19 กันยา 49 ทัพฟ้า ‘พร้อมสู้’ แต่... ‘ชิดชัย’ ไม่เอาด้วย??

ที่มา บางกอกทูเดย์

ในโลกของความทรยศ หักหลัง และปราศจากความจริงใจต่อกัน ทำให้เกิดสุภาษิตบทหนึ่งขึ้นมา เป็นสุภาษิตเพียงเพื่อสร้างอารมณ์ขัน จากอารมณ์คัน แต่ไม่หวังผลทางความคิดสุภาษิตนั้น บอกไว้ว่า “เพื่อนกินสิ้นทรัพย์แล้ว ไม่หนี เพราะเพื่อนรู้ว่ายังมี ซ่อนไว้”แต่ในโลกของความเป็นจริง วันนี้อดีตนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ ทักษิณชินวัตร จะมี “เพื่อนแท้” สักกี่คนคงไม่มีใครยืนยันได้ แม้กระทั่งตัว “ทักษิณ” เองแต่ถ้าจะเอ่ยถึง “เพื่อนตาย” ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เวลานี้คงเหลือไม่กี่คนและหนึ่งในจำนวนนั้น คือ พล.อ.อ.สุเมธ โพธิ์มณี เพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร (ตท.) 10ที่ต้องพูดถึง พล.อ.อ.สุเมธ ใน

วันนี้เพราะต้องการจะโยงไปถึงเรื่องการปฏิวัติ 19 กันยายน 2549 ซึ่งถือเป็นการ “รัฐประหาร” เป็นการ “แย่งอำนาจรัฐ” ที่เปะปะเละละที่สุดในประวัติศาสตร์ความเป็นชาติพล.อ.อ.สุเมธ ยังเป็น “เพื่อน” ผู้ที่ยังยืนยงและคอยช่วยเหลือทั้ง “ยามสุขและทุกข์” มาตลอดและเขาเป็นคนที่ พ.ต.ท.ทักษิณไว้เนื้อเชื่อใจถึงขนาดให้ “คุมกำลังรบ”ของกองทัพอากาศยุคก่อน 19 กันยายน2549 ด้วยความเชื่อมั่นว่า... “เพื่อนคือนักรบ”!!พล.อ.อ.สุเมธ เกษียณอายุราชการเมื่อวันที่ 30

กันยายนที่ผ่านมา ยังไม่ถึง 2 เดือนมานี้เองด้วยความที่คลุกคลี “วงการเมือง” มาไม่น้อย จึงกลายเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เจ้าตัวตัดสินใจเป็น “หัวหอก ตท.10” นำพาพวกพ้องพาเหรดเข้าพรรคเพื่อไทย“สุเมธ” เป็นขุนพลคนล่าสุดที่เป็นกำลังหลักให้พรรคเพื่อไทย พล.อ.อ.สุเมธ โพธิ์มณี เพื่อนตาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ผู้เป็นโต้โผหอบหิ้วเพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร (ตท.) 10 รวม 52 คน ที่เกษียณอายุในปีนี้มาสวมเสื้อแดงใต้แบรนด์เพื่อไทย...ว่าไปแล้ว พล.อ.อ.

สุเมธกับพ.ต.ท.ทักษิณ เป็นคู่หูสนิทชิดเชื้อตั้งแต่เป็นนักเรียน ตท.10 ด้วยกันเจ้าตัวเล่าไป แบบเขินอาย“ซี้กันมาก เพราะเคยแอบลอกข้อสอบทักษิณตอนเรียนเตรียมทหาร 2 ปี.....จุดหักเหของชีวิต พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อยู่ที่เหตุการณ์ปฏิวัติ 19 กันยายน 2549 ซึ่งมี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เป็นหัวหน้าคณะปฏิวัติและเป็นหัวหน้าคณะปฏิวัติคนเดียวที่มีอำนาจหลังการยึดอำนาจเพียง 14 วันเหตุการณ์ยึดอำนาจในวันนั้นผู้คนมากมายคงยังพอจำกันได้ว่า เป็นการยึด

อำนาจที่เหมือน “การลักไก่” คณะปฏิวัติไม่มีความพร้อมในการบริหารจัดการกำลังรบอย่างแท้จริงในวันนั้น.....เหตุการณ์อาจจะเปลี่ยน ถ้าผู้รักษาการนายกรัฐมนตรี แทน “ทักษิณ ชินวัตร” ซึ่งไปราชการต่างประเทศไม่ได้ชื่อ....พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ รองนายกรัฐมนตรี??พล.อ.อ.สุเมธ เคยเล่าให้นักข่าวฟังว่า.....ในวันเกิดเหตุ 19 กันยายน 2549 นั้น เขาคือคน “คุมกำลังรบ” ของกองทัพอากาศ ในหน่วยบัญชาการอากาศโยธิน มีเป็นกองกำลังรบภาคพื้นดินและ

ภาคอากาศที่ทรงประสิทธิภาพของกองทัพไทยพล.อ.อ.สุเมธ พูดถึงความหลังครั้งนั้นว่า.....“ต้องเข้าใจว่า กองทัพอากาศจะมีหน่วยบัญชาการอากาศโยธินที่คุมกำลังทั้งหมด ซึ่งของผมยังอยู่พร้อม ถ้ารัฐบาล (ทักษิณ) ประกาศต่อสู้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกต้องตามกฎหมายผมก็พร้อมสู้เพราะเราคิดว่าเราทำตามกฎหมายเราไม่กลัว ผมจึงไม่ได้วางอาวุธ จนกระทั่งเขาประกาศว่ารัฐบาลยอมแพ้ผมก็ต้องวางอาวุธซึ่งตอนนั้นประมาณ 4 ทุ่ม”พล.อ.อ.สุเมธเองก็พอจะแว่วข่าวเข้าหูว่า จะ

มีการปฏิวัติกัน....เขาจึงบอกว่า“การปฏิวัติในวันนั้นตอนบ่ายๆ ก็มีข่าวมาเรื่อยๆ ผมก็รอรับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาว่าเขาจะสั่งกันอย่างไร?”ตอนนั้น พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ รองนายกรัฐมนตรี โทรมาถามว่าจะทำอย่างไร? ผมก็บอกไปว่าให้ประกาศภาวะฉุกเฉิน พอมีเหตุการณ์ขึ้นจริงๆ ก็ใช้แผนของการปราบปรามด้วยการเรียก ผบ.เหล่าทัพมา มันก็จะเป็นการสู้อย่างเป็นรูปธรรมแต่ปรากฏว่าไม่มีใครทำ!!“คือนึกออกมั้ย?? ผมอยู่ในหน่วยกำลังของผม ผมถือว่าผมถูกต้อง

ตามกฎหมาย เพราะถ้ารัฐบาลสู้ผมต้องอยู่กับรัฐบาลแน่นอน ซึ่งหากเป็นแบบนั้นกำลังที่มาจากชายแดนและอยู่ระหว่างทางต้องคิดหนักแล้วว่าจะทำอย่างไร?”“จะอยู่ข้างคนปฏิวัติ หรืออยู่ข้างรัฐบาล เพราะถ้าอยู่ฝ่ายรัฐบาลไม่ว่าจะแพ้หรือชนะไม่ใช่ฝ่ายผิดกฎหมาย”ในสังคม “นักรบ” แทบทุกคนรู้กันว่า ถ้าในวันนั้น แค่รักษาการนายกรัฐมนตรี อย่าง พล.ต.อ.ชิดชัยจะสวมหัวใจสิงห์สักอึดใจเดียว สั่งการไปยัง พล.อ.อ.สุเมธ โพธิ์มณี ในฐานะผู้คุมกองกำลัง ซึ่งมีหน่วย

บัญชาการอากาศโยธิน แล้ว “สั่งให้สู้”เหตุการณ์ก็จะพลิกผันได้ไม่ยาก!!เพราะ....พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เองกลับ “ไม่พร้อม” แต่ต้องรอกำลังจากกองทัพภาคที่ 3 และกำลังที่มาจากชายแดนในวันนั้น....วันที่ 19 พฤศจิกายน 2549 แม้ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 1 รักษาพระองค์ จะชื่อ พล.ต.พฤณ สุวรรณทัต เป็นเพื่อนร่วมรุ่น ตท.10 กับ พ.ต.ท.ทักษิณ และ พล.ท.อนุพงษ์ เผ่าจินดา (ยศในขณะนั้น) เป็นแม่ทัพกองทัพภาคที่ 1 รักษาพระองค์แต่ “เขี้ยวเล็บ” ของ

พล.ต.พฤณ ถูก “หัก” ไปหมดแล้ว ด้วยการสั่งย้าย ผบ.พัน ซึ่งเป็นหน่วยคุมกำลังรบ ของ พล.1 รอ. 17 กองพัน และผู้เซ็นคำสั่งนั้นคือ พล.ท.อนุพงษ์ เผ่าจินดา!!ดังนั้น....กำลังรบที่แท้จริง ที่มากมายด้วยเขี้ยวเล็บซึ่งยังเหลืออยู่ของนายกฯ ทักษิณ คือหน่วยบัญชาการอากาศโยธิน ซึ่งมีกำลังรบเพียบและ... “พร้อม”!! อยู่เพียงหน่วยเดียวแต่...แม้ว่า... “เพื่อนรัก-เพื่อนตาย” อย่าง พล.อ.อ.สุเมธโพธิ์มณี ในฐานะ ผบ.หน่วยบัญชาการอากาศโยธิน พร้อมที่

จะ “รบ” และต่อต้าน หรือเรียกเสียให้เข้าใจง่ายๆว่า “ปราบปรามการก่อการกบฏ” ของฝ่าย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน แต่เมื่อ พล.ต.อ.ชิดชัย ในฐานะผู้รักษาการนายกรัฐมนตรี ไม่เซย์ “เยส”ทุกอย่างก็จบ.....!!พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เพิ่งมารวบรวมกำลังให้ครบ 4 เหล่าทัพแล้วนั่งเป็นแผงออกทีวีได้ ก็เมื่อฟ้าสางแล้ว และจาก “ความไม่พร้อม” ของฝ่ายคิดยึดอำนาจมากลายเป็นฝ่าย “รัฐประหารสำเร็จ” พ.ต.ท.ทักษิณ ก็กลายเป็น “นกขมิ้นเหลืองอ่อน” มาจนถึงวันนี้......

และ...บัดนี้ พล.อ.อ.สุเมธโพธิ์มณี ได้กลับมาสู้ใหม่ให้กับเพื่อนรักที่ชื่อ “ทักษิณ ชินวัตร”พร้อมด้วยอดีตทหารใหญ่มากมายที่เพิ่งเกษียณอายุราชการแต่เป็นการ “ต่อสู้กันทางการเมือง” สู้ด้วยมือเปล่า และสมองที่ไม่ต้องใช้ปืน ไม่ต้องพึ่งรถถัง และไม่ต้องการขีปนาวุธใดๆ ทำให้ทุกฝ่ายต่างจับตามองมองว่า....ทหารจะเป็นนักการเมืองที่เก่งกล้าได้เหมือนที่เคยเป็นนักรบไหม?? 

สองคม

ผมไม่สนใจด้านมืดของทักษิณหรอก ผมสนใจด้านสว่างเขามากกว่า "เห็นแต่ด้านมืดอำมาตย์ศักดินาอำมาตตยาธิปไตยมาก"

ที่มา thaifreenews

โดย..ลูกชาวนาไทย



ไม่ว่าจะโพสต์ความไม่ดีของทักษิณ อะไรก็ตามเหมือนที่สมุนเนวินทำอยู่ขณะนี้ ผมก็ไม่คิดว่าผมจะแคร์หรือสนใจมากนัก มันก็ไม่พ้นว่า "ทักษิณรวย" มันต้องโกงมา อะไรไม่เกินนี้ และมันก็เรื่องเก่ากว่า 3 ปีแล้ว

กรณีทักษิณ ผมสนใจด้านสว่างของเขามากกว่าครับ ว่าเขาจะเป็น "แกนนำให้คนเสื้อแดง" เขาจะสู้อย่างไร และช่วยเหลือคนเสื้อแดงขนาดไหน

ผมรู้อยู่แล้วว่า คนเสื้อแดงไม่ได้เกี่ยวกับเงินทักษิณมากมายนัก แกนนำบางส่วนอาจได้รับการสนับสนุน แต่มันไม่ได้มีปัญหาอะไรนัก เพราะการเคลื่อนไหวทางการเมืองก็ต้องมีคนสนับสนุนไม่ว่าฝ่ายใด ปัญหาไม่ใช่ตรงนั้น แต่อยู่ที่ เขาต่อสู้ได้ตามเป้าหมายที่เสื้อแดงต้องการหรือไม่

สามปีมานี้ ผมเห็นแต่ด้านมืดชองพวกศักดินาอำมาตตยาธิปไตยมาก จนผมคิดว่าผมโง่โดนหลอกมาได้อย่างไรตั้งนานเท่านั้น

ด้านมืดของทักษิณไม่มีอะไรมากกว่า เขาขายหุ้นได้เงิน 70,000 ล้าน ก็แค่นั้น ไม่ใช่เงินของผม แต่เป็นเงินของสิงคโปร์

ส่วนเรื่องภาษีนั้น "อำมาตย์ไม่ได้จ่ายมากกว่ามาก
บางคนโกงที่หลวง อยู่บ้านหลวงยังหน้าด้านเลย ไม่มียางอายกันเลย

ถึงเวลาปลดระเบิดการเมือง!

ที่มา โลกวันนี้

ต้องขอไว้อาลัยกับ “สมัคร สุนทรเวช” อดีตนายกรัฐมนตรี และนักการเมืองที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างโชกโชน แม้ถูกมองว่าเป็น “ขวาอมตะ” หรือ “ขวาตกขอบ” แต่สิ่งที่ “สมัคร สุนทรเวช” มี นักการเมืองส่วนใหญ่ไม่มีคือ ความเสมอต้นเสมอปลาย ทั้งคำพูดและการกระทำ

จึงไม่แปลกที่ “สมัคร สุนทรเวช” จะเป็นเหมือนไม้เบื่อไม้เมากับสื่อ แต่สื่ออีกจำนวนไม่น้อยก็พอใจกับการทำข่าว “สมัคร สุนทรเวช” ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบก็ตาม

ไม่เหมือนนักการเมืองส่วนใหญ่หรือพวกราชรถมาเกย เพราะแต่งตัวรอตามกลไกของอำนาจเผด็จการ และเผด็จการซ่อนรูปในลักษณะต่างๆ

ทั้งที่ประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองมาถึง 77 ปี ประชาชนจำนวนมากที่ต้องตายและบาดเจ็บเพื่อให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยของประชาชน แต่ก็ไม่อาจหลุดพ้นจากอำนาจเผด็จการซ่อนรูป แม้แต่ขณะนี้ก็ไม่สามารถพูดได้เต็มปากว่าประเทศไทยมีประชาธิปไตยที่เป็นของประชาชนและเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

รัฐบาลชุดนี้จะเดินสายไปชี้แจงกับนานาชาติอย่างไรก็ไม่สามารถลบภาพอำนาจใต้การค้ำจุนของกองทัพและกลุ่มอำนาจบางกลุ่มที่มีอภิสิทธิ์

ดังนั้น การทำให้ภาพลักษณ์ประชาธิปไตยของบ้านเมืองกลับมาจึงมีอยู่ทางเดียวคือ การคืนอำนาจให้กับประชาชน

เช่นเดียวกับการจะทำให้ประชาชนหันหน้าเข้าหากัน ก็ต้องเริ่มจากประชาชน ไม่ใช่นักการเมืองหรือกลุ่มอำนาจใดอำนาจหนึ่ง

ส่วนจะแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างไรนั้น ทุกพรรคการเมืองต้องประกาศกับประชาชนอย่างชัดเจน หากพรรคใดได้เสียงข้างมากจัดตั้งรัฐบาล และมีเสียงข้างมากในสภาก็ต้องทำตามที่ให้สัญญากับประชาชน

ไม่ต้องเอารัฐธรรมนูญมาสร้างเงื่อนไขทางการเมืองอย่างทุกวันนี้

เช่นเดียวกับรัฐบาลที่รู้ดีว่ามีเสถียรภาพและประสิทธิภาพพอจะบริหารบ้านเมืองได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่ การดันทุรังที่จะอยู่ในอำนาจให้นานที่สุด แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาของบ้านเมืองได้ ก็ไม่ต่างอะไรกับการทำร้ายบ้านเมืองและประชาชนนั่นเอง

วันนี้ประชาชนส่วนใหญ่ต่างเอือมระอากับความแตกแยก แบ่งสี เลือกข้าง รวมทั้งพฤติกรรมของนักการเมืองที่ต่างเอาบ้านเมืองเป็นสนามรบ แม้ไม่ถึงขั้นเป็นกลียุคจนเป็นสงครามนองเลือด แต่ความบอบช้ำที่ยาวนานก็ประเมินความหายนะที่เกิดขึ้นไม่ได้เลย

เมื่อวันนี้อำนาจอยู่กับฝ่ายการเมือง ไม่ว่าจะอยู่ใต้ร่มเงาหรือการค้ำจุนของอำนาจใดก็ตาม ฝ่ายการเมืองก็ต้องเป็นผู้แก้ปัญหา คือทุกพรรคร่วมรัฐบาลต้องกล้าที่จะเดินไปข้างหน้า ไม่ใช่ติดอยู่กับอำนาจและผลประโยชน์

พรรคประชาธิปัตย์จะอ้างเหตุผลอย่างไรก็ตาม หากพรรคร่วมรัฐบาลยืนยันต้องแก้รัฐธรรมนูญหรือคืนอำนาจให้กับประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ก็อยู่ไม่ได้

ไม่ใช่เอาเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาเป็นเครื่องมือการต่อรองอำนาจและผลประโยชน์กันอย่างขณะนี้ จะยิ่งทำให้ประชาชนหมดศรัทธานักการเมือง

ประชาธิปไตยก็จะอัปลักษณ์และอยู่ภายใต้อำนาจของกลุ่มอำนาจไม่กี่กลุ่มเหมือนเดิม ไม่ใช่อำนาจของประชาชน

วันนี้พรรคร่วมรัฐบาลผ่าทางตันวิกฤตการเมืองขณะนี้ได้ ถ้าต้องการให้หลุดพ้นจากอำนาจซ่อนเร้นต่างๆ ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์หรือนายกรัฐมนตรีคนเดียว

ไม่ว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือยุบสภาก็ต้องคืนอำนาจให้ประชาชนโดยเร็วที่สุด เพราะวันนี้ประชาชนมีความรู้และตื่นตัวทางการเมืองอย่างมาก ไม่ใช่แค่เรื่องสิทธิเสรีภาพต่างๆเท่านั้น แต่ยังต้องการให้บ้านเมืองมีความเป็นธรรมและความยุติธรรมอย่างแท้จริงด้วย

ไม่ใช่ประชาธิปไตยจอมปลอมหรือประชาธิปไตยซ่อนรูปภายใต้กองทัพ หรือกลุ่มอำนาจใดอำนาจหนึ่งอย่างขณะนี้

ที่มา : หนังสือพิมพ์โลกวันนี้รายวัน ปีที่ 11 ฉบับที่ 2683 ประจำวันจันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ.2552 คอลัมน์ ถนนคนเดิน โดย สุรชัย ปากช่อง

กษิตรอด เก้าอี้ข้าใครอย่าแตะ

ที่มา บางกอกทูเดย์

ตอนนี้พรรคร่วมรัฐบาลเดินเกมต่อ ด้วยการบีบให้มีการปรับคณะรัฐมนตรีโดยในส่วนพรรคชาติไทยพัฒนา พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี จะลาออกเพื่อเปิดทางให้กับนายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ ส.ส.พิจิตร พรรคชาติไทยพัฒนา บุตรชายมานั่งเป็นรัฐมนตรีแทน รวมทั้งทางพรรคชาติไทยพัฒนา ก็ยังได้ส่งสัญญาณเพิ่มเติมมาล่าสุด ที่จะขอเปลี่ยนกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาคืนให้กับพรรคประชาธิปัตย์

ในขณะที่โพลล์สนับสนุนรัฐบาล ได้เร่งทำผลสำรวจเชิงบวกออกมาให้กับรัฐบาลประชาธิปัตย์อย่างถี่ยิบว่า ขณะนี้รัฐบาลได้รับความนิยมจากประชาชนเป็นอย่างมากแต่ลักษณะการทำงานของรัฐบาลกลับแตกต่างไปจากโพลล์โดยสิ้นเชิงเพราะกลายเป็นว่า สิ่งที่รัฐบาลกระทำคือ การพยายามยื้อเวลา เพื่อเป็น

รัฐบาลให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อให้การเลือกตั้งมาถึงให้ช้าที่สุดนี่คือ สิ่งที่น่าแปลกที่สุด เพราะปกติของประเทศประชาธิปไตยทั่วโลก หากรัฐบาลเป็นต่อ คือ ได้รับความนิยมจากประชาชนอย่างมาก แล้วเกิดมีปัญหาไม่ราบรื่นทางการเมืองขึ้นมา ไม่ว่าในกรณีใดๆรัฐบาลจะช่วงชิงจังหวะยุบสภา เพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่แล้วใช้คะแนนนิยมที่สูงในจังหวะนั้นกวาดที่นั่ง ส.ส. กลับมาเป็นรัฐบาลอย่างถล่มทลายอีกครั้ง ไม่ว่าสหรัฐอเมริกา อังกฤษ หรือแม้แต่ญี่ปุ่น ก็ทำ

กันแบบนี้ทั้งสิ้นดังนั้น ในเมื่อโพลล์บอกว่าคะแนนนิยมของรัฐบาลในขณะนี้สูงมาก แล้วทำไมรัฐบาลกลับไม่กล้ายุบสภาเพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่???หากประชาธิปัตย์ได้คะแนนเสียงถล่มทลาย ไม่ต้องพรรคเดียวก็ได้ ต่อให้เป็นรัฐบาล 2 พรรค 3 พรรค ถ้ามาจากการเลือกตั้งใหญ่ ... ใครหน้าไหนก็จะมาบอกว่าไม่สง่างาม หรือไม่ชอบธรรมไม่ได้อีกแล้วจุดนี้เองที่ทำให้ต้องย้อนกลับมาพิจารณาว่า แล้วทำไมพรรคประชาธิปัตย์ จึงไม่กล้าตัดสิน ใจ แถมยังดึงเกมทุกเรื่องที่สาร

มารถจะทำได้อย่างการดึงเกมแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งไม่มีความคืบหน้าใดๆ เลย จนกระทั่งทำให้บรรดาพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกันยังทนไม่ไหวต้องออกมาทวงสัญญาในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญจนถึงขณะนี้ก็ยังอ้ำๆ อึ้งๆ ว่า จะเอาอย่างไรแน่ในเรื่องแก้รัฐธรรมนูญจนต้องใช้ยุทธศาสตร์หรือแผนถนัดก็คือ การสร้างกระแสหันเหความสนใจของประชาชน และสื่อมวลชนให้ไปสนใจโฟกัสเรื่องอื่นประเด็นอื่นแทนอย่างกรณีเรื่องการประกาศใช้ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภาย

ในราชอาณาจักร ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งทั้งภาคธุรกิจเอกชน และในซีกของการเมือง ได้มีการเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกการประกาศใช้ได้เสียทีแล้ว เพราะกลุ่มคนเสื้อแดง ได้เลื่อนการชุมนุมออกไปแบบไม่มีกำหนด จึงไม่เข้าใจว่ารัฐบาลจะคาเอาไว้ทำไมให้เสียบรรยากาศแถมยังทำให้กฎหมายขาดความศักดิ์สิทธิ์ เพราะรัฐบาลประชาธิปัตย์ถือว่ามีการใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ อย่างฟุ่มเฟือยฉะนั้นน่าที่จะรีบประกาศยกเลิกการบังคับใช้กฎหมายโดยเร็วเพราะรัฐบาล

น่าจะเห็นแล้วว่า การประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯนั้นนำมาซึ่งข่าวลือสารพัด รวมทั้งเรื่องที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จำเป็นต้องใส่เสื้อเกราะอ่อนเล่นเอานายอภิสิทธิ์ต้องออกมาปฏิเสธพัลวันว่าไม่ได้ใส่ แม้ว่าคนรอบข้างจะบอกว่า จริงๆ แล้วนายอภิสิทธิ์ไม่ได้ใส่คนเดียว คนอื่นๆ ก็ใส่เหมือนกันแหละแน่นอนว่า ถ้าขนาดผู้นำประเทศยังต้องมีข่าวระแคะระคายในเรื่องของการใส่เสื้อเกราะไปทำงาน ย่อมหนีไม่พ้นผลกระทบที่จะตามมากับความเชื่อมั่นในการลง

ทุนและธุรกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้นสถานการณ์เช่นนี้แหละที่ทำให้เสียงเรียกร้องให้ยกเลิกประการศ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯจึงได้ดังมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าไม่ควรจะยื้อแล้ว เจอกระแสข่าวลือแบบนี้ยิ่งต้องรีบๆ ประกาศยกเลิกโดยเร็วนั่นแหละจึงทำให้เมื่อเย็นวันที่ 30 พฤศจิกายนที่ผ่านมา นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง จึงได้มีการเรียกประชุมเพื่อทบทวนว่าควรจะยกเลิก พ.ร.บ.ก่อนครบกำหนดหรือไม่โดยยังยืนยันว่า สถานการณ์โดยรวมยังจำเป็นต้อง

ระมัดระวังอยู่ แม้ว่ากลุ่มคนเสื้อแดงจะแสดงความจงรักภักดีในช่วงวันที่ 5 ธันวาคม โดยเลื่อนการชุมนุมไปอย่างไม่มีกำหนดแล้วก็ตามแต่ดูเหมือนรัฐบาล และโดยเฉพาะอย่างยิ่งนายสุเทพ ยังยืนยันที่จะให้มีการเล่นเกมนี้อยู่ไม่เลิก เพราะตั้งใจไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่า จะได้เป็นการโยนบาปให้กับคนเสื้อแดงว่าการชุมนุมรวมพลังทำให้บรรยากาศเสียเมื่อเสื้อแดงมายกเลิกกระทันหัน... แผนจึงไม่เข้าล็อกที่วางไว้ดังนั้น อย่างน้อยต้องทิ้งหัวเชื้อเอาไว้ว่า ที่ยังเลิกประกาศใช้ พ.ร.บ.

ไม่ได้ทันทีทันควันก็เพราะว่ากลัวคนเสื้อแดงจะแสดงพลังกันขึ้นมากระทันหันอีกเรียกว่า สร้างกระแสกันหยดสุดท้ายนั่นแหละ เพราะนี่คือ เกมการเมืองแนวถนัดของประชาธิปัตย์อยู่แล้วแต่ไม่ว่าอย่างไรสิ่งที่ต้องระมัดระวังอย่างที่สุดในเวลานี้ของพรรคประชาธิปัตย์และนายอภิสิทธิ์ ไม่ใช่เรื่องการใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ไม่ใช่เรื่องการใส่เกราะอ่อน... แต่เป็นเรื่องแรงกดดันจากพรรคร่วมรัฐบาลเสียมากกว่าเพราะตอนนี้พรรคร่วมรัฐบาลเดินเกมต่อ ด้วยการบีบให้มีการปรับ

คณะรัฐมนตรีโดยในส่วนพรรคชาติไทยพัฒนา พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี จะลาออกเพื่อเปิดทางให้กับนายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ ส.ส.พิจิตร พรรคชาติไทยพัฒนา บุตรชายมานั่งเป็นรัฐมนตรีแทน รวมทั้งทางพรรคชาติไทยพัฒนา ก็ยังได้ส่งสัญญาณเพิ่มเติมมาล่าสุด ที่จะขอเปลี่ยนกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาคืนให้กับพรรคประชาธิปัตย์ ส่วนพรรคเพื่อแผ่นดินได้ส่งสัญญาณมายังแกนนำพรรคประชาธิปัตย์เช่นกันว่า จะขอปรับครม.ในส่วนของ

พรรคช่วงเดือนธ.ค. โดยมีเป้าหมายสำคัญขอแลกกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) กับพรรคประชาธิปัตย์ โดยพรรคเพื่อแผ่นดินจะขอกระทรวงศึกษาธิการมาดูแลแทนนั่นแปลว่า แม้พรรคภูมิใจไทยจะยังลังเล เพราะหัวหน้าพรรคตัวจริงอย่างนายเนวิน ชิดชอบ นั้นยังยึดติดกับการที่ต้องมีอำนาจการเมืองเอาไว้ในมือ จึงยังไม่ต้องการที่จะหักหาญกับพรรคประชาธิปัตย์แม้ว่ารัฐมนตรีในพรรคจะอึดอัดเพียงใด นายเนวินก็สั่งให้อดทนไว้ก่อนผิดกับ

พรรคชาติไทยพัฒนา และพรรคเพื่อแผ่นดิน ที่กดดันพรรคประชาธิปัตย์อย่างหนักงานนี้จึงทำให้ต้องมีการวัดใจครั้งสำคัญว่า นายอภิสิทธิ์ จะเลือกเล่นเกมรับมืออย่างไรเพราะแน่นอนที่สุดในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์เองก็ต้องมีการปรับด้วยเช่นกัน เนื่องจากนายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ ได้ลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรีไปนานแล้วรอบนี้ไม่ว่าอย่างไร ก็ต้องโยกนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายเศรษฐกิจ ที่ไม่สามารถเข้ากับพรรคร่วมรัฐบาลได้เลย

ให้ไปนั่งเป็น เลขาธิการนายกรัฐมนตรีแทนนายนิพนธ์ ส่วนผู้ที่จะมานั่งเป็นรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจแทน เต็งจ๋าในขณะนี้ไม่มีใครเกิน นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งรอมาตั้งแต่นายนิพนธ์ลาออกแล้วรวมทั้งได้มีการทวงตรงๆ จากนายอภิสิทธิ์ ไปครั้ง 2 ครั้งแล้วด้วยถ้านายอภิสิทธิ์ยังจะดึงเกมอีกไม่สนุกแน่ส่วนแรงกดดันให้ปรับนายกษิต ภิรมย์ ออกจากเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศนั้น เชื่อว่านายอภิสิทธิ์ จะเพิก

เฉยไม่ทำตามดูเหมือนว่านายอภิสิทธิ์ ได้วางแผนปรับ ครม. เอาไว้หลังวันที่ 15 ธันวาคม นี้แหละแน่นอนว่าในพรรคเองก็ยังไม่รู้ใจนายอภิสิทธิ์ ทำให้บางกลุ่มมีการออกตัวว่ายังไม่รู้เรื่อง ในขณะที่บางกลุ่มเริ่มพูดกลายๆ ว่าทำงานเพื่อพรรคมามากแล้วซึ่งก็คงต้องลุ้นดูว่า สุดท้ายแล้ว ครม.ชุดใหม่ของนายอภิสิทธิ์ จะมีหน้าตาออกมาอย่างไรยี้ หรือไม่ยี้ หลัง 15 ธันวานี้รู้แน่นอน

เปลืองตัว

ที่มา บางกอกทูเดย์

พูดเร็วเกินไปหรือเปล่า กรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าคลัง เมื่อเวียดนามลดค่าเงินของเขาลงแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย..แต่สำหรับประเทศใดประเทศหนึ่งแล้ว...การลดค่าเงินของชาติลงไปนั้น จะมีผลกระทบอย่างแน่นอนเพียงแต่ว่ามันกระทบในทางที่เป็นบวกหรือเป็นลบเท่านั้นสำหรับเวียดนามแล้ว การลดค่าเงินต้องถือ

ว่าเป็นปฏิบัติการเชิงรุก เพื่อป้องกันตนเองหรือกอบกู้สถานะหรือเพื่อปรับตัวให้เหมาะสมกับการแข่งขัน..หรือเพื่อสร้างมนต์เสน่ห์ให้กับการลงทุน..หรือการต่อสู้กับค่าของเงินแต่ไม่ว่า เวียดนามจะมุ่งผลไปในทางใดนั้น..คำกล่าวที่ว่า จะไม่มีผลกระทบต่อประเทศไทยนั้น...มันเป็นไปไม่ได้และไม่มีทางเป็นไปได้ประเทศในภูมิภาคเดียวกัน มีสินค้าขาเข้าขาออกเกือบจะเป็นอย่างเดียวกัน เป็นตลาดแรงงานราคาถูกเหมือนกัน เป็นประเทศที่กำลังเรียกร้องการเข้ามาลงทุนจากชาติ

พัฒนาด้วยกันความเปลี่ยนแปลงในแผ่นดินเวียดนามย่อมส่งผลกระทบต่อไทย...ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง ไม่มากก็น้อย...แต่ที่ว่าไม่กระทบเลยนั้น...มันเด็กเกินไปเป็นอีกหนึ่งของความสงสัย...ปัญหาของประเทศไทยในวันนี้นั้น...เพราะเราคบเด็กสร้างบ้าน..กันใช่หรือไม่..สิ่งที่ไม่ใช่ปัญหามันถึงกลับกลายมาเป็นปัญหาไปซะหมด...สิ่งที่เป็นปัญหาก็นับวันแต่จะหนักหนาสาหัสมากขึ้นเมื่อเงินของเวียดนามถูกลง...คนก็จะพากันไปเที่ยวเวียดนามมากขึ้น รวมทั้งคนไทย..ที่จะหลั่ง

ไหลเข้าไป...แค่นี้ก็กระทบกับประเทศไทยแล้ว...เพราะไปสมุยไปภูเก็ตราคาแพงกว่าฝรั่งมังค่าไม่ต้องพูดถึงสินค้าของเขาราคาจะถูกลง..อย่างน้อยร้อยละหนึ่ง..ตามมูลค่าที่ลดลงของเงิน แต่หากนำไปคำนวณในทุกๆองค์ประกอบแล้ว..มันจะมากกว่าร้อยละหนึ่ง...แรงงานของเขาจะถูกลง..แต่คนของเขาก็จะว่างงานน้อยลง..เพราะมีโรงงานไหลเข้าไปลงทุนมากขึ้น..หรือบางโรงงานอาจจะย้ายจากมาบตาพุดที่กำลังเป็นปัญหาในประเทศไทย..ไปตั้งใหม่ในเวียดนาม..ที่

มั่นคงแข็งแกร่งกว่าในทางการเมืองและไร้มลภาวะจากม็อบหน้านิคม เมื่อเวียดนามติดต่อกับโลกมากขึ้นมีเที่ยวบินขึ้นลงมากขึ้น..ตำแหน่งบนผิวโลกในฐานะศูนย์การบินก็จะดีขึ้น..นั่นก็กระทบกับสุวรรณภูมิของประเทศไทยกรณ์ จาติกวณิช...มองโลกมองปัญหา..ด้วยตาที่มองไม่เห็นในสมอง..อย่ามองผ่านแว่น..เศรษฐกิจชาติไม่ใช่อยู่บนกระดานหุ้น.. 

“นพดล” เตรียมยื่นฟ้องASTV จัดพิมพ์หนังสือขบวนการล้มเจ้า

ที่มา โลกวันนี้

นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมายพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีหนังสือขบวนการล้มเจ้า ซึ่งจัดพิมพ์และจำหน่ายโดย เอเอสทีวี ผู้จัดการ โดยระบุว่ามีการนำเสนอเนื้อหากล่าวหาพันตำรวจโททักษิณ พรรคการเมืองและนักการเมืองบางคน เกี่ยวข้องกับขบวนการล้มเจ้าว่า ได้ตั้งทีมทนายความ ดำเนินการฟ้องร้องตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด เพราะเป็นข้อกล่าวหาเท็จ เนื่องจากพันตำรวจโททักษิณ ยืนยันมาตลอดในเรื่องของความจงรักภักดี และเห็นว่าการทำเช่นนี้ไม่เป็นผลดีต่อการสร้างความปรองดอง สามัคคีของคนในชาติ จึงอยากเรียกร้องให้เรียกคืนหนังสือหรือเก็บคืนจากแผงหนังสือ

อนุสาวรีย์ไพร่...หรืออนุสาวรีย์ของไพร่

ที่มา thaifreenews

โดย หัตถา

อนุสาวรีย์..ที่ทรงคุณค่า

อันไหนเป็นไพร่......อันไหนเป็นคนของไพร่

เป็นภาพอนุสาวรีย์ของบุคคล2คนที่เป็นไพร่ และทรงคุณค่าแก่การนับถือและสักการะของประชาชน
โดยทั่วไปโดยที่ท่านได้ก่อคุณงามความดีต่อประชาชนและประเทศชาติไว้ให้เป็นที่ประจักษ์
จะไม่ถามว่าท่านจะสักการะอนุสาวรีย์ไหน แต่จะถามว่า อันไหนทรงคุณค่าจริงๆๆ

อนุสาวรีย์ ของท่านปรีดี พนมยงค์ อยู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


อนุสาวรีย์ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ อยู่ในค่ายเปรมติณสูลานนท์ ขอนแก่น


นายทหารชั้นใหญ่ๆ ต้องถ่ายกับอนุสวารีย์นี้เก็บไว้กราบไหว้บูชาซะแล้ว


บ้านของผู้มีบุญหนักสากกกกใหญ่ อยู่ที่ใหนไม่รู้ไปเจอมา

...
เสมอเจ้าไหม ? ลองดูที่ภาพ
เปรียบเทียบพระบรมรูป ของ ร.5และร.6
ลักษณะการยืนมือซ้ายจับกระบี่ แขนเเกือบตรง งอข้อมือเล็กน้อย ก้าวเท้าไปข้างหน้าเล็กน้อย
พระบรมรูป ร.5

พระบรมรูป ร.6-ร.5

เทียบลักษณะการยืนทั้ง3ภาพ


---สงสัยของขึ้นเวปจะโดนไอ้หนองในเล่นก็คราวนี้ละมั้ง เพราะปู่มันโดนทุกวัน อิอิอิ-----

บริจาคเงินภาษีให้พรรคการเมือง

ที่มา thaifreenews

มติชนออนไลน์


บริจาคเงินภาษีให้พรรคการเมืองจิ๊บจ๊อยแค่6.9หมื่นราย ปชป. ฟาดคนเดียว 86% ทิ้ง"เพื่อไทย"ได้11%

กกต.เผยตัวเลขผู้เสียภาษีบริจาคเงินให้แก่ 66 พรรคการเมือง มีจิ๊บจ๊อย 69,000 ราย จากผู้ยื่นแบบ 9.7 ล้านราย คิดเป็นแค่ 0.7% ยอดเงินไม่ถึง 7 ล้านบาท ปชป.ได้มากสุดเกือบ60,000 รายกว่า 80% ของผู้แสดงเจตนาทั้งหมด ทิ้งห่างเพื่อไทยที่มียอดแค่ 7,900 ราย


รายงานข่าวจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)เปิดเผย"มติชนออนไลน์"เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายนถึงกรณีที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2550 กำหนดให้ผู้ที่เสียภาษีเงินได้บริจาคเงินให้พรรคการเมืองปีละ 100 บาท/รายโดยระบุชื่อพรรคลงในแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาว่า ในการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีภาษี 2551 นั้น ปรากฏว่า มีผู้เสียภาษีแสดงเจตนาที่จะบริจาคเงินภาษีให้แก่พรรคการเมืองต่างๆรวม 66 พรรค เป็นจำนวน 69,451 ราย เป็นเงิน 6,945,100 บาท ขณะเดียวกันรัฐบาลจะสนับเงินสมทบอีกร้อยละ 5 ของเงินบริจาค เท่ากับ 347,255 บาท ทำให้มีเงินบริจาคเข้าพรรคการเมืองต่างๆทั้งสิ้น 7,292,355 บาท

รายงานข่าวแจ้งว่า พรรคการเมืองที่มีผู้บริจาคให้มากที่สุดคือ ประชาธิปัตย์ 59,768 ราย หรือประมาณ 86% ของผู้บริจาคทั้งมหด ได้รับเงิน(รวมเงินสนับสนุนจากรัฐบาล 5%) 6,275,640 บาท ตามด้วย เพื่อไทย มีผู้บริจาค 7,941 ราย หรือประมาณ 11.43% ของผู้บริเจาคทั้งหมด เป็นเงิน 833,805 บาท, ชาติไทยพัฒนา มีผู้บริจาค 263 ราย เป็นเงิน 27,615 บาท, เพื่อฟ้าดิน มีผู้บริจาค 212 ราย เป็นเงิน 22,260 บาท ,ประชากรไทย มีผู้บริจาค 204 ราย เป็น เงิน 21,420 บาท,


เทียนแห่งธรรม มีผู้บริจาค 191 ราย เป็นเงิน 20,055 บาท, กิจสังคม ผู้มีบริจาค 127 ราย เป็นเงิน 13,335 บาท, ภูมิใจไทย มี 99 ราย เป็นเงิน 10,395 บาท เพื่อแผ่นดิน มี 49 ราย เป้นเงิน 5,145 บาท รวมใจไทยชาติพัฒนา มี 39 ราย เป็นเงิน 4,095 บาท ประชาราช มี 33 ราย เป็นเงิน 3,465 บาท


มหาชน มีผู้บริจาค 64 ราย เป็นเงิน 6,720 บาท ไทยเป็นไท มีผู้บริจาค 64 ราย เป็นเงิน 6,720 บาท, กสิกรไทย มี 24 ราย เป็นเงิน 2,520 บาท, กฤษไทยมั่นคง มี 14 ราย เป็นเงิน 1,470 บาท, ชีวิตที่ดีกว่ามี 18 ราย เป็นเงิน 1,890 บาท, สยาม มี 10 ราย เป็นเงิน 1,050 บาท


ทางเลือกใหม่ มี 4 ราย เป็นเงิน 420 บาท, ความหวังใหม่ มี 34 ราย เป็นเงิน 3,570 บาท เพื่อนเกษตรไทย มี 22 ราย เป็นเงิน 2,310 บาท พลังเกษตรกร มี 31 ราย เป้นเงิน 3,255 บาท ดำรงไทย มี 2 ราย เป็นเงิน 210 บาทเครือข่ายชาวนาแห่งประเทศไทย มี 35 ราย เป็นเงิน 3,675 บาท

อาสามาตุภูมิ(ชื่อเดิมพรรคพลังแผ่นดินไทย) มี 5 ราย เป็นเงิน 525 บาท ชาติสามัคคี มี 4 เป็นเงิน 420 บาท, แทนคุณแผ่นดิน มี 6 ราย เป็นเงิน 630 บาท อนาคตไทย มี 32 ราย เป็นเงิน 3,360 บาท อนุรักษ์นิยม มี 2 ราย เป็นเงิน 210 บาท,ธรรมาภิบาลสังคม มี 4 ราย เป็นเงิน 420 บาท


สุวรรณภูมิ มี 33 ราย เป็นเงิน 3,465 บาท, พลังไทย มี 14 ราย เป็นเงิน 1,470 บาท พรรคมาตุภูมิ (ชื่อเดิมพรรคราษฎร)มี 1 ราย เป็นเงิน 105บาท, เพื่อประชาชน มี 38 ราย เป็นเงิน 3,990 บาท, พอเพียง มี 18 ราย เป้นเงิน 1,890 บาท, ต้นตระกูลไทย มี 46 รายเป็นเงิน 4,830 บาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในปีภาษี 2551 มีผู้ยื่นแบบสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 9.7 ล้านราย แต่มีผู้แสดงเจตนาบริจาคภาษีให้พรรคการเมืองเพียง 69,451 ราย หรือประมาณ 0.7% เท่านั้น

การสร้างภราดรภาพแห่งพี่น้อง!?!

ที่มา Thai E-News


อำนาจของภาษาทางการเมือง ชี้ให้เห็นความสำคัญของภาษาทางการเมือง และวัฒนธรรมของความเป็นไทย แน่นอนว่า ความคลั่งชาติ ไม่สามารถสร้างภราดรภาพแห่งพี่น้อง ในประเทศไทย-ประเทศเพื่อนบ้าน


โดย อรรคพล สาตุ้ม
30 พฤศจิกายน 2552


…นิยายเรื่อง Huckleberry Finn มันเป็นหน้าที่ของนักเขียนดังอย่าง Mark Twain ที่จะสร้างภาพลักษณ์อันไม่อาจลบเลือนได้ของคนผิวดำ
อำนาจของภาษาทางการเมือง ชี้ให้เห็นความสำคัญของภาษาทางการเมือง และวัฒนธรรมของความเป็นไทย แน่นอนว่า ความคลั่งชาติ ไม่สามารถสร้างภราดรภาพแห่งพี่น้อง ในประเทศไทย-ประเทศเพื่อนบ้าน
และคนผิวขาวในเรื่อง Huckleberry Finn ว่าเป็น ‘พี่น้อง’ อเมริกันด้วยกันในปี ค.ศ.1881 หลายปีหลังสงครามกลางเมือง และหลังคำประกาศเลิกทาสของประธานาธิบดี Lincon ที่ Jim กับ Huck เพื่อนเกลอที่ล่องเรือไปตามสายน้ำของแม่น้ำมิสซิสซิปปีอันกว้างใหญ่ แต่กรอบโครงเรื่องยังเป็นแบบทั้งความทรงจำ/ทั้งการหลงลืมที่ในยุคก่อนสงครามกลางเมืองอเมริกันนั้น คนผิวดำยังคงเป็นทาสอยู่ในอดีต ดังนั้น มันเป็นจินตนาการถึงภราดรภาพต่างๆ เหล่านี้ เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ในสังคมที่เกิดการแตกร้าวจากความขัดแย้งที่เป็นปฏิปักษ์กันทางเชื้อชาติและชนชั้นอย่างรุนแรง…
-(เบน แอนเดอร์สัน ชุมชนจินตกรรม บทสะท้อนว่าด้วยกำเนิดและการแพร่ขยายของชาตินิยม ฉบับแปลไทย :374-375)***

กล่าวได้ว่า ความเป็นพี่เป็นน้องแบบอเมริกันของ Huck กับ Jim สะท้อนเรื่องทางเชื้อชาติและชนชั้นตามกฎหมายในสมัยนั้น

Huck จะต้องทรยศ Jim เพื่อที่จะได้ส่งตัว Jim กลับคืนไปให้นายทาสผู้โหดร้าย แต่ทั้งสองคนตัดสินใจเดินทางไปด้วยกันโดยการลอยล่องไปบนแพตามลำน้ำใหญ่ Mississippi เพื่อแสวงหาเสรีภาพ

ส่วนคำว่า Brotherhood ในความหมายของ Mark Twain ก็คือ ความสัมพันธ์บนพื้นฐานที่เสมอกัน เนื่องจาก Huck ค้นพบความรู้สึกของเขาที่มีต่อ Jim คนผิวดำว่า ไม่ใช่แค่ Jim จะเป็นคนที่น่าชื่นชม เขาเริ่มรู้สึกถึงความเป็นพี่เป็นน้องกับคนผิวดำคนนี้ โดยผ่านกระบวนการต่อสู้ภายในจิตใจของเขาระหว่างอคติในตนเองกับความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น

เราจะลองนำข้อความคิดในนิยายเรื่องนี้มาพิจารณาถึงกรณีความขัดแย้งระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา จากคำกล่าวที่ได้ยินกันติดหูว่า ประเทศไทยเหมือนเป็นพี่ ส่วนประเทศเพื่อนบ้านที่มีเศรษฐกิจที่เล็กกว่าเหมือนเป็นน้อง (แต่บางท่านใช้คำว่าผู้ใหญ่กับเด็ก)

นัยของความเป็นพี่เป็นน้องในแง่มุมแบ่งชนชั้นทางเศรษฐกิจดังกล่าวนี้ จึงแตกต่างจาก Brotherhood ในความหมายของ Mark Twain แทนที่จะเป็น ‘จินตภาพของทางออก’ แต่มันกลับเป็นกับดักในความขัดแย้งระหว่างประเทศที่เกิดขึ้น และมันถูกผลิตซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากสังคมของเราเอง

นับตั้งแต่คำว่าไทย-จีน เป็นพี่น้องกัน และไทย-ลาวเป็นพี่น้องกัน หากลองพิจารณานัยยะความหมายของคำว่าพี่น้องกับทั้งสองประเทศนี้ จากข้อมูลในอดีตทางประวัติศาสตร์ของประเทศสังคมนิยมที่มีการนับถือแบบสหายร่วมชาติของลาว มันก็มีการสะท้อนว่า ประเทศลาวก็ไม่ชอบเป็นน้อง เพราะมันดูเหมือนว่า ลาวเป็นน้องนั้นด้อยกว่าไทย

ปมปัญหาคำว่าเป็นพี่ที่ประเทศไทยไทยใช้แสดงถึงความเหนือกว่าต่อลาวจากปมของอดีต ทั้งเรื่องศูนย์กลางอำนาจของสยามกับลาว มาจนถึงความคลางแคลงใจต่อสถานการณ์ความขัดแย้งทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหลังสงครามเย็นเมื่อภัยคอมมิวนิสต์จางลง กระทั่งการเปิดประเทศ ซึ่งไทยกับลาวเน้นความเป็นประเทศเพื่อนบ้าน

ความเป็น พี่น้อง นั้น เราสามารถแยกแยะลักษณะของคำ ซึ่งสื่อสะท้อนถึงความเป็นชนชั้นของภาษาทางการเมือง โดย นพพร ประชากุล เคยกล่าวถึงอย่างน่าสนใจต่อประเด็นอำนาจในภาษา กล่าวคือ ภาษามีอำนาจกำหนดโลกทัศน์และชีวทัศน์ของเราได้

ยกตัวอย่างเป็นรูปธรรมเช่น ในฐานะคนไทย เราได้เรียนรู้ที่จะแยกแยะกลุ่มบุคคลที่ร่วมบิดา-มารดากับเรา ผ่านคำว่า “พี่” “น้อง” ซึ่งเท่ากับภาษาสอนให้เราใช้เกณฑ์อาวุโสเป็นหลักในการแยกแยะกลุ่มบุคคลต่อไป (1)

ดังนั้น ความเป็นพี่น้องระหว่างประเทศต่างๆ ในอุษาคเนย์ จึงแสดงถึงความสัมพันธ์ทางอำนาจที่ไม่เท่ากัน แต่ก็มีพลวัต ความเป็นพี่เป็นน้องขึ้นอยู่กับว่าประเทศใดจะมีอำนาจด้อยกว่า/หรือเหนือกว่า

อำนาจทางการทหารในยุคสงครามเย็น และอำนาจทางเศรษฐกิจยุคเปิดตลาดการค้า ซึ่งการใช้คำว่า พี่ น้อง กับประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะกับประเทศเพื่อนบ้านรั้วติดกัน จึงเป็นเรื่องที่อ่อนไหว

หลายปีก่อนหน้านี้ สังคมไทยเริ่มเรียนรู้ในเรื่องนี้กันพอสมควร หลังจากที่มีปัญหาความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านอย่างประเทศลาว นับตั้งแต่ การเรียกกล่าวว่า น้อง ไปจนถึงการใช้ภาษาและเนื้อหาในสื่อต่างๆ หรือในภาพยนตร์ที่ผู้นำเสนอไม่ระแวดระวังระวังต่อความรู้สึกของประเทศเพื่อนบ้าน

แต่ในปัจจุบัน เหตุใดการเรียนรู้ที่จะต่อสู้กับอคติของตัวเอง และการยอมรับประเทศเพื่อนบ้านบนฐานของความเสมอกัน จึงอันตรธานหายไป

พี่น้องกับความเป็นชาติ

ความขัดแย้งของคำว่า “กุ๊ย” จากปากของรัฐมนตรีต่างประเทศ กษิต ภิรมย์ ต่อสมเด็จฯฮุนเซน นับเป็นเรื่องอ่อนไหวมากที่สุดของการพูดในทางการเมืองระหว่างประเทศ

เนื่องจาก การเมืองของภาษา เป็นประเด็นสำคัญในสถานการณ์ระหว่างประเทศที่สลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้น

หากเรานึกถึงอำนาจกับการใช้ภาษาผ่านถ้อยคำ ตามโฆษณา ประชาสัมพันธ์สินค้า การหาเสียงเลือกตั้งนั้นเอง เช่น ราชการเรียกกลุ่ม พคท. คือ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยว่า “ผู้ก่อการร้าย” แต่ว่า เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงนโยบายในกรณี ๖๖/๒๓ ทางราชการก็เปลี่ยนไปเรียกพวกเขาเสียใหม่ว่า “ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย”

หรืออีกกรณีหนึ่งที่ นพพร ประชากุล ยกตัวอย่างถึงเรื่องขบถจิตแพทย์ กลุ่มหนึ่งได้วินิจฉัยพฤติกรรมและสภาพจิตใจของฮิตเลอร์ตามหลักวิชาการแล้วได้แถลงต่อสาธารณชนด้วยถ้อยคำว่า “ฮิตเลอร์เป็นผู้มีอาการป่วยทางจิต”

แน่นอนว่า ฮิตเลอร์ มีบัญชาให้สอบสวนเรื่องนี้ขึ้น เมื่อสิ้นสุดการสอบสวน คณะกรรมการก็แถลงผลต่อสาธารณชนว่าจิตแพทย์กลุ่มนี้ที่แท้แล้วเป็น “ผู้ทรยศต่อชาติ” (2) มันเป็นตัวอย่างสะท้อนความคิดเรื่องของภาษาในการใช้คำว่า ชาติ มาเป็นเครื่องมือจัดการกับคนในชาติ โดยลดทอนหรือทำลายความหมายที่สื่อถึงภราดรภาพแห่งพี่น้อง (3)

ดังนั้น ภาษาทางการเมือง ทำให้เรารับรู้ได้ว่า ความเป็นชาติและภาษากับการเมืองมีความสัมพันธ์กันอย่างแนบแน่น เช่น ในกรณี 'ป๋าเปรม' ลั่นไม่เคยกล่าวว่า 'จิ๋ว' ทรยศต่อชาติ ซึ่งโดยความเป็นจริงแล้ว ภาษากับการเมืองในเรื่องทรยศชาตินั้น เมื่อผู้มีอำนาจพูดก็เหมือนกับฮิตเลอร์เป็นผู้พูด ย่อมแสดงพลังออกมาชัดเจนกว่าปัญญาชนและหลักวิชาการ เนื่องจาก ผู้มีอำนาจเชื่อมโยงกับความเป็นชาติ ผู้มีอำนาจพูดด้วยอำนาจของภาษาในการบังคับบัญชาคน และสร้างความเชื่อให้กับคนทั่วไป

กล่าวโดยเปรียบเทียบก็คือ จิตแพทย์ของเยอรมันก็เหมือนกับปัญญาชน ซึ่งกลับกลายเป็นคนปัญญาอ่อนที่ถูกกล่าวหาว่าไม่รักชาติ ปัญญาชนเป็นผู้ทรยศชาติ ในด้านกลับกัน สำหรับประเทศไทย ปัญญาชนบางคนคลั่งชาติอย่างหน้ามืดตามัว ทั้งจากกลุ่มการเมืองที่หลากหลายและคนเป็นปัญญาชน พวกเขาไปประท้วงหน้าสถานฑูตกัมพูชาในประเทศไทยในกรณีความขัดแย้งเรื่องพื้นที่พรมแดนด้วยการปลุกระดมพลอย่างคลั่งชาติ

แล้วเราจะเติมช่องว่างให้เต็มในเรื่องการสร้างสันติภาพ ความเป็นพี่น้องกันอย่างเสมอกัน เหมือนกับภราดรภาพในเรื่อง Huckleberry Finn โดยเน้นความเป็นเพื่อนมนุษย์ร่วมชาติได้อย่างไร

ความหมายของพี่น้อง-เพื่อนแบบใหม่ๆ จึงไม่ใช่เพียงความหมายแคบๆ แบบเดิมๆ เพื่อขยายอาณาเขตความเป็นเพื่อนมนุษย์ร่วมชาติอย่างเป็นสมัยใหม่ เพราะมันน่าจะเป็นทางออกในการสร้างสันติภาพของประเทศไทยในขณะนี้

เมื่อเราอยู่ภายใต้วิกฤติการณ์ทางการเมือง เราจึงต้องการรู้ถึงตัวอย่างการสร้างสันติภาพแบบเพื่อน เหมือนกับเพื่อนใกล้ตัวของเรา และแน่นอนมันย่อมเกี่ยวข้องการใช้ภาษา ใช้สื่อเป็นเครื่องมือเพื่อสันติอย่างมีมิตรภาพ

ทางกลุ่มเสื้อแดงซึ่งใช้คำศัพท์ว่า “อำมาตยาธิปไตย” กับการต่อสู้ของพวกเขา ในจำนวนนั้น บางคนยังเดินทางออกจากประเทศไทยไปกัมพูชาเพื่อพบกับทักษิณ

ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เรื่องที่พวกเขาไปพบกับใคร แต่เป็นเรื่องการใช้ช่องทางการไปมาหาสู่กับประเทศเพื่อนบ้านตามปกติ แม้จะอยู่ในภาวะที่รัฐบาลและกลุ่มการเมืองสร้างความตึงเครียดระหว่างสองประเทศให้เกิดขึ้นก็ตาม มันเป็นความไว้วางใจและความผูกพันข้ามพรมแดนของประเทศที่ไปมาหาสู่กันได้ตั้งแต่ในอดีต

เราคิดต่อมาง่ายๆ ว่า ตัวอย่างของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ถูกต้อง มันพัฒนามาจากความสัมพันธ์ส่วนตัวแล้วขยายไปเป็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เช่น การเริ่มจากการค้าขายตามพรมแดนติดต่อกัน

กรณี พล.อ.ชวลิต กับบทบาทการใช้คำว่า เขาเป็นพี่น้อง brother, family กับประเทศเพื่อนบ้าน หลายประเทศ (4) เราสามารถพิจารณาข้อมูลประวัติศาสตร์ เช่น ในกรณีของพม่า การเดินทางมาเยือนไทยของ พล.ท.ขิ่นยุ้นท์ ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ มอบหมายให้ พล.อ.ชวลิต เป็นเจ้าภาพในนามรัฐบาลเต็มตัว ในฐานะที่พล.อ. ชวลิต สนิทกับ พล.ท. ขิ่น ยุ้นท์อยู่ก่อนแล้ว เขาได้จัดปาร์ตี้บนเรือ Oriental Queen ล่องน้ำชมแสงสีสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา จนเป็นที่มาของการจับมือเป็นพี่น้องร่วมสาบานกัน

อย่างไรก็ดี หากเราประเมินบทบาทและความสามารถทางการต่างประเทศของ บิ๊กจิ๋ว และทักษิณ นับตั้งแต่สมัยรัฐบาลชวน หลีกภัย ในช่วงที่ทักษิณเป็น รมต.ต่างประเทศ เขาได้พยายามหาทางแก้ไขข้อขัดแย้งทางทะเลของไทย-เขมร-เวียดนามอีกด้วย (5) จากข้อมูลของคอลัมนิสต์ ซึ่งเขียนเรื่องโฟกัสอินโดจีนได้สะท้อนบทเรียนของประวัติศาสตร์ที่ทำให้เราเห็นว่า หน้าที่ของการสร้างความร่วมมือกัน สะท้อนถึงประสบการณ์ทางการต่างประเทศเพื่อใช้สร้างความร่วมมือ มิใช่ใช้เพื่อทะเลาะเบาะแว้งกัน ภายใต้ทิศทางของการนิยามคำว่าพี่น้องให้ข้ามพ้นโลกทัศน์ที่ตกอยู่ภายใต้เกณฑ์อาวุโสเพียงอย่างเดียว

เหตุการณ์ความเคลื่อนไหวแบบชาตินิยมที่เกิดขึ้น เช่น การที่กลุ่มเสื้อเหลืองชาตินิยมประท้วงหน้าสถานทูตกัมพูชา ประกอบกับการที่นายวีระ สมความคิด เคยให้สัมภาษณ์ว่า “มีคนว่าผมบ้า”(6) ก่อนที่เขาจะมาเป็นกลุ่มพันธมิตรฯ-พรรคการเมืองใหม่ แต่มันคงไม่ทำให้ผู้คนบ้า หรือคลั่งชาตินิยมตามแนวทางกลุ่มพันธมิตรฯ ได้ถึงขนาดนี้ หากผู้ที่มีบทบาทในรัฐบาลมิใช่ นายกษิต ภิรมย์ ผู้เป็นสัญลักษณ์ในการทะเลาะกับสมเด็จฮุนเซน ตั้งแต่กรณี ”กุ๊ย” จนถึงรัฐบาลก็ไม่สามารถปลดนายกษิตออกจากตำแหน่งได้ อาจเป็นเพราะว่าไม่มีสัญญาณจากบ้านป๋าเปรม (7) ซึ่งในอดีตก็คือบ้านพักของจอมพลสฤษดิ์นั่นเอง(8)

แม้ว่าการพัฒนาประชาธิปไตยของเราจะก้าวข้ามพ้นสัญลักษณ์ของยุคสมัยจอมพลสฤษดิ์แล้วก็ตาม แต่ประเด็นเรื่องอาณาเขตสาธารณะ การสร้างข้อถกเถียงอย่างมีเหตุมีผล เพื่อเสรีภาพ และการปลดปล่อย (9) ในทางการเมืองของพลเมืองไทย จึงต้องพัฒนาการสร้างความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน ผ่านภาษา ผ่านการสร้างสรรค์หนังสือ แบบเรียน นิยาย ภาพยนตร์ ฯลฯ กันต่อไป

แต่การแก้ไขปัญหาการเมืองระหว่างประเทศ นอกเหนือจากเรื่องความเป็นพี่น้องในภาษาทางการเมืองแล้ว สิ่งที่ต้องมีมากกว่านั้นก็คือ “สปิริต” ของรัฐมนตรีต่างประเทศคนปัจจุบัน ซึ่งก็ควรแสดงสปิริตทางการเมืองดังเช่นอดีตรัฐมนตรีต่างประเทศ นายนภดล ปัทมะ เคยมาทำมาแล้ว เพื่อลดแรงกดดันไม่ให้ปัญหาการเมืองปะทุบานปลายออกไป ทั้งนี้คำว่าพี่น้องหรือเพื่อนก็ไม่สามารถขาดส่วนผสมหลักคือ “สปิริต” ไปได้

ส่วนการสร้างข้อถกเถียงอย่างมีเหตุมีผลเพื่อเสรีภาพและการปลดปล่อย คงต้องเป็นไปมากกว่าการแก้ปัญหาตัวบุคคลทั้งนายกษิต นายสุเทพ และนายอภิสิทธิ์ ซึ่งพวกเขาอาจจำเป็นต้องปลดปล่อยตนเองจากการตกอยู่ภายใต้อำนาจของคำศัพท์ว่า “อำมาตยาธิปไตย” ซึ่งผนวกกับความหมายกลุ่มพันธมิตร ฯ ที่คลั่งชาติ ไปจนถึงป๋าเปรม อันปรากฏถึงการดำรงอยู่ของ “พี่น้อง”ในระบบอาวุโสของบ้านป๋าเปรม

สิ่งนี้สะท้อนถึงความคิดตามความหมายของโครงสร้างการเมืองแบบเก่าในการก่อปัญหาความขัดแย้งกับประเทศกัมพูชา จนไม่สามารถแก้ไขปัญหาเชื้อชาติและชนชั้นในความเป็นชุมชนจินตกรรมของชาติไทยเองได้

เมื่อเป็นเช่นนั้น บุคคลในรัฐบาลก็จะไม่ยอมสร้างความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านในยุคใหม่ ซึ่งมันก็คือปมปัญหาที่เราไม่สามารถสร้างภราดรภาพแห่งพี่น้องจากประเทศไทยถึงกัมพูชาได้ !?!

******
*หมายเหตุ :ชุมชนจินตกรรม บทสะท้อนว่าด้วยกำเนิดและการแพร่ขยายของชาตินิยม โดยเบน แอนเดอร์สัน ซึ่งผู้เขียนผลงานLanguage and Power: Exploring Political Cultures in Indonesia. และส่วนของผลงานมาร์ค ทเวน ผู้เขียนเรื่องThe Stolen White Elephant เป็นต้น

เชิงอรรถ

1.นพพร ประชากุล “ภาษากับอำนาจ” สารคดี ปีที่13 ฉ.147 พ.ค.2540:361-368
2.นพพร ประชากุล,เพิ่งอ้าง
3.คำว่าพี่น้อง สำหรับคนอเมริกันแล้ว คำว่า “brother” “sister” จะชักนำให้เขาแยกแยะไปอีกทัศนะหนึ่ง โดยมองไปที่ความแตกต่างทางเพศเป็นหลัก ซึ่งน่าสนใจจากภาษาของสตรีไทยยังแยกเพศหลายระดับของสรรพนามบุรุษที่หนึ่ง ที่มีคำแทนตัวว่า ดิฉัน กับ หนู หรือบางครั้งก็ใช้ชื่อเล่นแทนตัวเอง ต่างๆ ซึ่งมันแตกต่างจากอเมริกาซึ่งมีการพูดถึงคุณ you มากกว่า เรียกว่าพี่ น้อง นับญาติเหมือนกับโฆษณาทีวี ว่า ถ้าประเทศเป็นบ้าน คือ คนนับญาติกันได้หมดทั้งประเทศไทย ถ้าเรานึกถึงคำเรียก พี่ น้อง ในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ ยังปรากฎถึงการใช้คำว่า brother ในกลุ่มพี่น้องกรรมกร ย่อมแน่นอนว่า นอกจากการใช้คำว่าพี่น้อง สื่อถึงพี่น้องร่วมอาชีพ ยังมีความหมายถึงความเสมอภาคอีกด้วย
4.อรรคพล สาตุ้ม “บอง ชวลิต” ชาติไทยในมุมมองจากคอนโดฯ 5.หลานฟง “ทางแก้ข้อขัดแย้งทางทะเลของไทย-เขมร-เวียดนาม”โฟกัสอินโดจีน ในสยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ ปีที่ 41 ฉ.38 วันที่ 19-25 ก.พ.38 :12
6.วีระ สมความคิด “มีคนว่าผมบ้า” กรุงเทพธุรกิจ เสาร์สวัสดี ปีที่ 17 ฉ.5756 วันที่ 26 มิ.ย.47 : 2-5 และดูเพิ่มเติมกรณี “สุริยะใส” ลั่นคลั่งชาติดีกว่าขายชาติ
7.เราสามารถพิจารณาเรื่องความหลากหลายทางภาษาเหนือ ภาษาใต้ เหมือนกับเราพิจารณาภาษากับการเมืองได้ โดยดูจากผลงานเรื่องภาษากับการเมือง/ความเป็นการเมืองของไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร เนื่องจากความน่าสนใจถึงการเมืองของการพูด คือ อำนาจของภาษาในระดับชาติ ซึ่ง สุเทพ เทือกสุบรรณ กล่าวว่า"คนพูดแทนประเทศไทยได้คือนายกรัฐมนตรี แต่ในระดับเจ้าหน้าที่ก็เป็นการแสดงความคิดเห็นเมื่อถูกสื่อมวลชนซักถาม ซึ่งต้องระมัดระวัง โดยเฉพาะกระทรวงการต่างประเทศที่จะต้องดูแลให้พูดจาไปในทิศทางไหน อย่างไร" เหยียบเบรกหัวทิ่มหัวตำ โดย จังหวะ "คัตเอาต์" ตัดไฟ "เทพเทือก" นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง… เนื่องจากสไตล์นักการทูตยี่ห้อ "กษิต ภิรมย์"โดยปมหนึ่งที่น่าจะเป็นแรงกระตุ้นให้สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เลือกเล่นเกมอุ้ม "ทักษิณ" ตบหน้ารัฐบาลประชาธิปัตย์ และฝ่ายคุมเกมอำนาจในประเทศไทยมาจากลูก "หมั่นไส้"จำฝังใจกับคำว่า "ไอ้กุ๊ย" บนเวทีม็อบพันธมิตรฯ หรือ "Gangster" ในบทสัมภาษณ์ผ่านสื่อฝรั่งที่นายกษิตด่าข้ามประเทศไปถึงกัมพูชา และ รัฐบาลประชาธิปัตย์ตีกินได้แค่กระแสชาตินิยมในเมืองไทย นโยบายต่างประเทศภายใต้ทีมงาน "กษิต ภิรมย์" ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง แน่นอนถ้าถามใจนายกฯ อภิสิทธิ์ กับ "เทพเทือก" โดยวิสัยยี่ห้อประชาธิปัตย์ไม่ต้องเดาให้ยาก คงอยากกำจัด "จุดอ่อน" โละทิ้งยี่ห้อ "กษิต ภิรมย์" ทิ้งเต็มแก่ แต่ปัญหามันติดอยู่ที่โควตานี้ถูก "ล็อกไว้" ไม่อยู่ในวิสัยที่ "อภิสิทธิ์" หรือ "เทพเทือก" จะตัดสินใจได้โดยลำพังตราบใดที่ไม่มีสัญญาณไฟเขียวจากบ้านใหญ่ย่านเทเวศร์. ที่มา : วิเคราะห์การเมือง แล้วเฉลยก็อยู่ที่ กษิต ภิรมย์ “ไทยรัฐออนไลน์ 17 พฤศจิกายน 2552, 05:00”
8.บ้านสี่เสาเทเวศร์
9.ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ “สิทธิดื้อแพ่ง,ความเป็นสาธารณะ และประชาธิปไตยของความเป็นศัตรู”รัฐศาสตร์สาร 22, 3 (2543): 273

Monday, November 30, 2009

สำนักราชเลขาฯ ประกาศเลื่อนพิธีถวายสัตย์-สวนสนาม

ที่มา ประชาไท

วันนี้ (30 พ.ย.) สำนักราชเลขาธิการมีประกาศสำนักราชเลขาธิการ ประจำวันที่ 30 พ.ย.52 เรื่อง การพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา พุทธศักราช 2552 ความว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ การพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา พุทธศักราช 2552 ดังนี้

1. วันพุธ ที่ 2 ธันวาคม 2552 พิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตนและสวนสนามของทหารรักษาพระองค์ ประจำปี 2552 ให้เลื่อนออกไปก่อน

2. วันศุกร์ ที่ 4 ธันวาคม 2552 ตามที่คณะบุคคลและประชาชน ขอพระราชทานพระบรมราชวโรกาสเข้าเฝ้า ฯ ถวายพระพรชัยมงคลเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม 2552 ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา เช่นทุกปี นั้น ให้เลื่อนออกไปก่อน

3. วันเสาร์ ที่ 5 ธันวาคม 2552

- เวลาเช้า เสด็จออกมหาสมาคม ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เฝ้า ฯ ถวายพระพรชัยมงคล

- เวลาบ่าย ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์

4. วันอาทิตย์ ที่ 6 ธันวาคม 2552 เวลาเช้า ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์ เลี้ยงพระ ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย

5. วันอังคาร ที่ 8 ธันวาคม 2552 เวลาบ่าย ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์ ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต คณะทูตเฝ้า ฯ ถวายพระพรชัยมงคลเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม 2552

ที่มา: สำนักข่าวแห่งชาติ กรมประชาสัมพันธ์