WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, December 2, 2009

เกมการเมือง

ที่มา ไทยรัฐ

พรรคการเมืองที่เชี่ยวชาญเกมการเมืองมากที่สุดก็ต้องยกให้ พรรคประชาธิปัตย์ ไม่ว่าวิกฤติการเมืองจะเชี่ยวแค่ไหน ประชาธิปัตย์สามารถที่จะฝ่ามรสุมไปได้ทุกครั้ง เคยเป็นแม้กระทั่งรัฐบาลเสียงข้างน้อย เคยสร้างตำนาน งูเห่า การวางหมากเกมทางการเมืองของประชาธิปัตย์ต้องยอมรับว่า คาดไม่ถึง

นักการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ทั้งในอดีตและปัจจุบัน จึงล้วนแล้วแต่มีชื่อเสียง และเป็นพรรคการเมืองที่ปั้นผู้จัดการรัฐบาลมาหลายต่อหลายคน จนถึงวันนี้นอกจากพรรคชาติไทยในอดีต พรรคไทยรักไทยในอดีต ที่พยายามจะเทียบรัศมี สุดท้ายมีอันเป็นไป มาตายตอนจบทุกครั้ง

ค่ายประชาธิปัตย์ บรรดาหัวหน้าพรรคในอดีตจนถึงปัจจุบัน สร้างประวัติศาสตร์การเมืองไว้หลายหน้าจนถึง คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคคนปัจจุบันที่กำลังจะทำลายประวัติศาสตร์การเป็นรัฐบาลในยุคนี้สามารถอยู่ได้ครบ 1 ปีสำเร็จหลังการยึดอำนาจ

แต่ว่ากันว่า ประชาธิปัตย์มักจะแพ้ทางทหาร

ในยุคหลังๆประชาธิปัตย์เองพยายามที่จะ ทำตัวกลมกลืนกับทหาร ไม่แสดงตัวเป็นผู้นำของระบอบประชาธิปไตยให้โจ๋งครึ่ม เหมือนสมัยก่อน

แม้มรสุมจากวิกฤติการเมืองจะกดดันพรรคประชาธิปัตย์และนายกฯอภิสิทธิ์ ไปสู่จุดอับปางกลางทะเล แต่เหล่ากุนซือในพรรคก็ไม่หวั่นไหว พลิกตำราแก้เกมกันทุกวินาที

กระแสกดดันวันนี้คือความไม่เชื่อมั่นที่ตัวนายกฯ ความไม่เชื่อมั่นในภาวะผู้นำและความไม่เชื่อมั่นในทีมเศรษฐกิจ ประกอบกับปัญหาการทุจริตคอรัปชัน ที่ไม่สามารถจะใช้ชื่อเสียงของพรรคฟอกออกได้หมด

จึงมาถึงตำราเปลี่ยนม้ากลางศึก

แรงกดดันจากภายนอกทำให้ต้องปั่นกระแส การปรับ ครม. โดยเฉพาะในตำแหน่งสำคัญ การที่นายกฯพูดชัดว่าไม่พอใจในการแก้ปัญหาไฟใต้ คนที่สะอึกคือ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง รมว. มหาดไทย รมว.กลาโหม และผบ.ทบ.

ท่ามกลางกระแสการปรับ ครม.

อีกนัย แม้ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจจะติดลบ แม้การทำหน้าที่ของ รมว.ต่างประเทศจะบกพร่อง นายกฯมองข้ามที่จะไม่ไปแตะ ตรงกันข้ามพยายามจะโอบอุ้มซะด้วยซ้ำ ออกมาการันตีว่าเศรษฐกิจไทยกำลังจะฟื้น ปีหน้าความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจะกลับมาอยู่ที่บวกร้อยละ 3 เป็นต้น

ในขณะที่มีการทุจริตกันบานเบอะ

นายกฯก็ไม่สนใจอีกนั่นแหละ เอาเป็นว่า รมต.สายเศรษฐกิจพุงกาง แต่สายความมั่นคงกลับถูกจับตาเป็นพิเศษ ได้ข่าวมาว่า คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ ในฐานะเลขาธิการพรรคซึ่งมีหน้าที่เลี้ยงดูปูเสื่อลูกพรรคอยู่ในสถานะตกอับ ต้องไปยืมเงินจากเพื่อนข้ามพรรคมาจุนเจือลูกพรรคตัวเอง ซึ่งเป็นไปตามเกมพันธมิตรฯ.

หมัดเหล็ก

เสธ.แดงปูดอีก เขมรรุกที่ ไทยสูญ3พันไร่

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_50379

พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล

"เสธ.แดง" ดอดพบ "พัลลภ" ประสานเสียงให้ "อภิสิทธิ์-กษิต" ลาออก แก้ปัญหาขัดแย้งเขมร เชื่อเขมรจะปิดน่านน้ำไปจนไทยเปลี่ยนรัฐบาล ด้านเสธ.แดงแฉไทยเสียที่ดินด้าน จ.เสียมราฐ แล้วเกือบ 3 พันไร่..

เมื่อเวลา 13.20 น. วันที่ 1 ธ.ค. ที่พรรคเพื่อไทย พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือเสธ.แดง ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก เดินทางเข้าพบ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี สมาชิกพรรคเพื่อไทย ก่อนจะให้สัมภาษณ์ว่า ที่เดินทางมาเพราะ พล.อ.พัลลภ โทรศัพท์มาตาม ก็เลยต้องมาในนามพรรคขัตติยะธรรม ไม่ได้มาในนามของทหาร

ผู้สื่อข่าวถามถึงสถานการณ์ระหว่างไทย-กัมพูชา พล.ต.ขัตติยะ ตอบว่า ไทยกับกัมพูชาเคยรบกันมาตั้งแต่ปี 2522 แต่ก็ยังไม่เคยตัดความสัมพันธ์กัน รบกันจะเป็นจะตาย ตนก็เคยไปรบด้วย อีกทั้งสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ระบุว่าไม่ได้มีปัญหากับคนไทย มีปัญหากับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเท่านั้น แต่สิ่งที่ไม่ค่อยน่าสบายใจ คือ กรณีเขมรรุกล้ำเข้ามายังแผ่นดินไทยด้าน จ.เสียมราฐ กว่า 2,900 ไร่ แม่ทัพนายกองยังทำโง่อยู่ ยังไปตีกอล์ฟกับแม่ทัพเขมร ไปเล่นกอล์ฟกับเขาก็ยังแพ้อีก

ด้าน พล.อ.พัลลภ กล่าวว่า วันนี้หมดสมัยทำสงครามกับประเทศเพื่อนบ้านแล้ว สมเด็จฮุน เซน บอกชัดเจนมีปัญหากับนายอภิสิทธิ์ และนายกษิต ดังนั้นทั้ง 2 คนควรลาออกได้แล้ว หากยุบสภาได้ยิ่งดี ให้คนอื่นขึ้นมาแทนจะทำให้สถานการณ์ดีขึ้น ส่วนกรณีที่กัมพูชาปิดน่านน้ำนั้น เชื่อว่าไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องสัมปทานหรือภาษี แต่เกิดจากที่กัมพูชาไม่พอใจนายอภิสิทธิ์ และนายกษิต และอาจจะปิดน่านน้ำไปจนถึงเปลี่ยนรัฐบาลชุดใหม่ ไม่เช่นนั้นสมเด็จฮุน เซน คงไม่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ไทยรุนแรงเช่นนี้

เมื่อถามว่าดูท่าทีของกัมพูชาจะแข็งกร้าวขึ้นเรื่อยๆ อาจทำให้เกิดสงครามระหว่างประเทศได้หรือไม่ พล.อ.พัลลภ ตอบว่า ทหารไทยมีขีดความสามารถสูงในการรบ แต่ไทยไม่พร้อมในขณะนี้ เพราะต้องใช้งบประมาณมหาศาล ตอนนี้ประเทศไทยไม่มีเงิน การจะไปกู้เงินเพื่อทำสงครามประเทศจะล้มละลาย จะบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก และการรบกับกัมพูชา ประเทศไทยต้องรบแบบโดดเดี่ยว ตรงข้ามกับกัมพูชา ที่จะมีเวียดนาม ลาว จีน และพม่าค่อยช่วย หากเป็นเช่นนั้นเราจะทำอย่างไร

เมื่อถามว่ารัฐบาลมองว่าปัญหาเกิดจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พล.อ.พัลลภ ตอบว่า เราต้องพูดความจริง เพราะสมเด็จฮุน เซน บอกแล้วว่าปัญหาอยู่ที่นายกฯ และ รมว.ต่างประเทศ ดังนั้นคิดแบบง่ายว่าหาก พ.ต.ท.ทักษิณ ทำให้ประเทศกัมพูชาดีขึ้นได้ ประเทศไทยย่อมดีขึ้นตามไปด้วย เพราะไทยจะขายสินค้าได้มากขึ้น และคนกัมพูชาไม่ต้องหนีมาประเทศไทย หากประเทศไทยยังมีท่าทีแข็งกร้าวกับกัมพูชาต่อไป อยากให้มองว่าสมัยโลกาภิวัฒน์ ประเทศต่างๆต้องพึ่งกัน ให้ดูสันติสุขและความมั่นคงของประเทศเป็นใหญ่

รัฏฐาธิปัตย์

ที่มา Thai E-News


โดย ชำนาญ จันทร์เรือง
2 ธันวาคม 2552

“ หากศาลรับรองอำนาจของบุคคลหรือคณะบุคคลที่ทำการปฏิวัติหรือรัฐประหารว่าเป็นรัฏฐาธิปัตย์แล้ว เท่ากับศาลไม่ได้รับใช้ประชาชน จากการใช้อำนาจโดยมิชอบและเพิกเฉยต่อการปกปักรักษาประชาธิปไตยดังกล่าวมาข้างต้น ทั้งเป็นการละเลยหลักยุติธรรมตามธรรมชาติที่ว่าบุคคลใดจะรับประโยชน์จากความฉ้อฉลหรือความผิดของตนเองหาได้ไม่ รวมทั้งเป็นการส่งเสริมให้เกิดการปฏิวัติหรือรัฐประหารเป็นวงจรอุบาทว์อยู่ร่ำไป ยิ่งกว่านั้นยังเป็นช่องทางให้บุคคลหรือคณะบุคคลดังกล่าวยืมมือกฎหมายเข้ามาจัดการสิ่งต่างๆ”


ในการรัฐประหารในหลายครั้งที่ผ่านมาของไทย ได้มีการพยายามอธิบายจากทั้งนักเนติบริกรและนักรัฐศาสตร์บริการว่า คณะรัฐประหารคือรัฏฐาธิปัตย์ ย่อมมีอำนาจสูงสุด แม้แต่ศาลก็มิอาจก้าวล่วงไปพิจารณาพิพากษาเอาผิดแก่คณะรัฐประหารได้ ไม่ว่าจะเรียกชื่อว่าคณะปฏิวัติ คณะปฏิรูป รสช. คมช. ฯลฯ ที่ยึดอำนาจและฉีกรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุด ก็ตาม

มิหนำซ้ำยังยอมรับประกาศหรือคำสั่งและรัฐธรรมนูญที่คณะรัฐประหารเหล่านั้นตราออกมา ไม่ว่าจะผ่าน สสร.หรือไม่ก็ตามว่าชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งผิดจากหลักการปกครองในนานาอารยประเทศทั้งหลาย ที่กฎหมายของคณะรัฐประหารเหล่านั้นไม่ได้รับการยอมรับหรือให้การรับรองรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารเหล่านั้น

คำว่ารัฏฐาธิปัตย์(soverign) นั้นในทางรัฐศาสตร์หมายถึงผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน ส่วนจะเป็นใครก็สุดแท้แต่ว่าเป็นผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดินหรือของบ้านเมืองใด มีระบอบการปกครองอย่างไร ถ้าเป็นในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ รัฏฐาธิปัตย์ คือ พระมหากษัตริย์

ส่วนในทางนิติศาสตร์หมายถึงผู้ทำให้เกิดกฎหมาย ดังที่ จอห์น ออสติน (John Austin) อธิบายว่ากฎหมาย คือ คำสั่งของรัฏฐาธิปัตย์

ฉะนั้น อำนาจของรัฏฐาธิปัตย์ ก็คือการมีอำนาจอธิปไตยนั่นเอง ซึ่งก่อให้เกิดผลดังนี้ คือ

๑. ผลของการมีอำนาจอธิปไตยทำให้ รัฏฐาธิปัตย์ อยู่ในฐานะสูงสุดในแผ่นดิน และไม่ต้องเชื่อฟังผู้อื่นอีก แต่ในระบอบประชาธิปไตยนั้น อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน เมื่อประชาชนแต่ละคนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ประชาชนแต่ละคนย่อมเป็น รัฏฐาธิปัตย์ โดยไม่มีประชาชนคนใดอยู่ในฐานะสูงสุดโดยไม่ต้องฟังคำสั่งผู้อื่น

๒. ผลต่อมาในด้านกฎหมายระหว่างประเทศอันเป็นกฎหมายที่กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐต่อรัฐย่อมไม่มีสภาพเป็นกฎหมาย เพราะเมื่อรัฐต่างๆ มีฐานะเท่าเทียมกันก็ไม่มีรัฏฐาธิปัตย์ใดมีอำนาจบังคับบัญชารัฏฐาธิปัตย์อื่นได้ และจะเอาผิดหากมีการฝ่าฝืนกฎหมายระหว่างประเทศก็มิได้ ความผูกพันระหว่างรัฐต่อรัฐตามกฎหมายระหว่างประเทศจึงเป็นเรื่องถ้อยที่ถ้อยอาศัย และรัฏฐาธิปัตย์นั้นๆต้องให้ความยินยอมที่สละอำนาจอธิปไตยบางส่วนให้แก่ผู้อื่น เช่น ศาลโลก เป็นต้น

ในยุคก่อนเชื่อกันว่าอำนาจสูงสุดเป็นของพระผู้เป็นเจ้า เพราะทรงเป็น “ที่สุดของสิ่งที่สุดทั้งปวง” (The Absoluteness) จึงไม่มีข้อจำกัดขัดขวางของอำนาจของพระองค์

แต่อย่างใด ต่อมาเชื่อกันว่าพระสันตะปาปาทรงเป็นใหญ่ เพราะได้รับอำนาจมาจากพระเจ้าเป็นองค์อธิปัตย์อยู่เหนือกษัตริย์ทั้งหลาย แต่อำนาจของอธิปัตย์องค์นี้ย่อมถูกจำกัด เพราะพระสันตะปาปาจะออกกฎหมายใดให้ขัดหรือแย้งกับกฎของพระผู้เป็นเจ้ามิได้

ต่อมากษัตริย์ทั้งหลายได้ปฏิเสธอำนาจของพระสันตปาปาโดยอ้างว่า ตนเองได้รับอำนาจจากพระเจ้ามาโดยตรง กษัตริย์ทั้งหลายจึงมีชื่อเรียกว่าพระเจ้านั่น พระเจ้านี่ นั่นเอง อย่างไรก็ตามแม้ว่ากษัตริย์เป็นรัฏฐาธิปัตย์แต่ก็เป็นรัฏฐาธิปัตย์ที่เกิดจากความยินยอมหรือการยอมรับนับถือของประชาชน

ฉะนั้น กษัตริย์จะใช้อำนาจผิดทำนองคลองธรรมมิได้ เพราะถ้าใช้อำนาจผิดธรรมนองคลองธรรม ราษฎรก็จะเสื่อมศรัทธา และคลายความจงรักภักดี ซึ่งอาจนำไปสู่การล้มล้างอำนาจรัฏฐาธิปัตย์ในที่สุด

เมื่อเปรียบเทียบมุมมองของทั้งสองศาสตร์แล้วจะเห็นว่ามุมมองทางด้านรัฐศาสตร์นั้น นักรัฐศาสตร์ทั้งหลายต่างก็ยอมรับในลัทธิประชาธิปไตย(popular sovereign) ที่ถือว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนหรือในอีกชื่อหนึ่งก็คือทฤษฎีสัญญาประชาคม(social contract theory) ที่มีรากฐานมาจากความคิดที่ว่ามนุษย์เป็นผู้สร้างรัฐ โดยที่ประชาชนตกลงยินยอมให้ผู้ปกครองใช้อำนาจอธิปไตยแทนตนตามเจตจำนงของประชาชน หากผู้ปกครองละเมิดเจตจำนงของประชาชน ประชาชนมีสิทธิถอดผู้ปกครองได้ตามวิถีทางประชาธิปไตย มิใช่การแย่งชิงอำนาจอธิปไตยไปจากประชาชนโดยการใช้กำลังเข้ายึดอำนาจแล้วออกกฎหมายมาบังคับเอากับประชาชน

แต่ในมุมมองทางด้านนิติศาสตร์หรือทางกฎหมายนั้นกลับตรงกันข้ามกับมุมมองทางรัฐศาสตร์ โดยคำพิพากษาฎีกาที่ 1662/2505 ยอมรับว่าคณะรัฐประหารเป็น รัฏฐาธิปัตย์ คือ

“ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อใน พ.ศ. 2501 คณะปฏิวัติใด้ทำการยึดอำนาจปกครองประเทศไทยได้เป็นผลสำเร็จ หัวหน้าคณะปฏิวัติย่อมเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบ้านเมือง ข้อความใดที่หัวหน้าคณะปฏิวัติสั่งบังคับประชาชน ก็ต้องถือว่าเป็นกฎหมาย แม้พระมหากษัตริย์จะมิได้ทรงตราออกมาด้วยคำแนะนำและยินยอมของสภาผู้แทนราษฎรหรือสภานิติบัญญัติของประเทศก็ตาม ฉะนั้น ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 21 ซึ่งประกาศคำสั่งของหัวหน้าคณะปฏิวัติบังคับแก่ประชาชนดังกล่าว จึงเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในการปกครองในลักษณะเช่นนั้นได้ จำเลยจึงอาศัยอำนาจตามประกาศฉบับนี้ทำการจับกุมควบคุมโจทก์ได้โดยชอบ”

และถือเป็นบรรทัดฐานทางกฎหมายที่เชื่อถือสืบต่อกันมาจนปัจจุบัน

อย่างไรก็ตามนายกีรติ กาญจนรินทร์ ผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งเป็นเสียงข้างน้อย ได้ออกมาปฏิเสธการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 โดยเมื่อวันที่ 28 กันยายน ที่ผ่านมา นายกีรติ กาญจนรินทร์ ได้มีคำวินิจฉัยส่วนตัวในคำพิพากษาที่ อม.9/2552 ว่า

“ การได้อำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางของระบอบประชาธิปไตย กล่าวคือการได้อำนาจในการปกครองประเทศโดยความไม่ยินยอมพร้อมใจจากประชาชนส่วนใหญ่ เท่ากับเป็นการล้มล้างระบอบประชาธิปไตย การปฏิวัติหรือรัฐประหารเป็นการล้มล้างรัฐธรรมนูญ เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 113 ย่อมเป็นการได้อำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางของระบอบประชาธิปไตย”

““ หากศาลรับรองอำนาจของบุคคลหรือคณะบุคคลที่ทำการปฏิวัติหรือรัฐประหารว่าเป็นรัฏฐาธิปัตย์แล้ว เท่ากับศาลไม่ได้รับใช้ประชาชน จากการใช้อำนาจโดยมิชอบและเพิกเฉยต่อการปกปักรักษาประชาธิปไตยดังกล่าวมาข้างต้น ทั้งเป็นการละเลยหลักยุติธรรมตามธรรมชาติที่ว่าบุคคลใดจะรับประโยชน์จากความฉ้อฉลหรือความผิดของตนเองหาได้ไม่ รวมทั้งเป็นการส่งเสริมให้เกิดการปฏิวัติหรือรัฐประหารเป็นวงจรอุบาทว์อยู่ร่ำไป ยิ่งกว่านั้นยังเป็นช่องทางให้บุคคลหรือคณะบุคคลดังกล่าวยืมมือกฎหมายเข้ามาจัดการสิ่งต่างๆ”



.”คปค. เป็นคณะบุคคลที่ทำการปฏิวัติหรือรัฐประหาร เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 113 จึงเป็นการได้อำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางของระบอบประชาธิปไตยดังเหตุผลข้างต้น ย่อมไม่อาจถือได้ว่าเป็น รัฏฐาธิปัตย์ แม้จะได้รับการนิรโทษกรรมภายหลังก็ตาม หาก่อให้เกิดอำนาจที่จะสั่งการหรือกระทำการใดอย่างรัฏฐาธิปัตย์ไม่”

ถึงแม้ว่าคำวินิจฉัยส่วนตัวนี้จะไม่มีผลต่อคำพิพากษาเพราะเป็นเสียงข้างน้อย แต่มีผลกระทบมหาศาลต่อมุมมองของนักกฎหมายและผู้รักประชาธิปไตยทั้งหลาย

ฉะนั้น ผู้ที่กำลังคิดที่จะทำรัฐประหารหรือผู้ที่โหยหารัฐประหาร พึงสำเหนียกว่าผู้ที่ได้อำนาจมาจากการรัฐประหารมิใช่เป็นรัฏฐาธิปัตย์ในมุมมอง นักรัฐศาสตร์และมีแนวโน้มที่จะมิใช่รัฏฐาธิปัตย์ในมุมมองของนักนิติศาสตร์อีกต่อไป

แต่จะเป็นได้ก็เพียง “โจราธิปัตย์” เท่านั้นเอง และอาจถูกกุดหัวได้ทุกเมื่อ แม้ว่าจะทำรัฐประหารสำเร็จก็ตาม


------------------------------



หมายเหตุ: เผยแพร่ครั้งแรกในกรุงเทพธุรกิจออนไลน์เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2552

Tuesday, December 1, 2009

แฉ! 18มงกุฎ ธุรกิจจานดาวเทียมเสื้อแดง

ที่มา thaifreenews

โดย ThaiRedNews





ป้าพลอยขอ..แฉต้นเหตุที่ม๊อบเหลืองทำ...

ที่มา thaifreenews

โดย ป้าพลอย

อ่านบางข่าวที่มาแปะที่ไทยฟรีนิวส์แล้ว ทำให้ต้องเขียนบทความนี้ขึ้นมา การเอาข่าวเกี่ยวกับทักษิณเจาะจงที่จะให้เราเสื้อแดงได้อ่านเพื่อจะเปลี่ยนใจหันไปยกยอปอปั้นสีเหลืองนั้น ชาติหน้าก็คงไม่เห็นตราบใดที่บ้านเมืองยังไม่เอาผิดเสื้อเหลืองแม้แต่สักคนเข้าคุก เมื่อปีที่ผ่านมาสนธิลิ้มกับพวกทำอะไรใว้ คนไทยทั้งคนนอกยังไม่มีวันลืมในการกระทำเลวร้ายให้กับประเทศไทย ม๊อบ

เสื้อเหลืองทำขายหน้าไปทั่วโลก ยึดถนนฆังวานปิดล้อมด้วยยางรถยนต์และรถบัส กั้นรวดหนามห้ามรถผ่าน ข่าวและภาพออกต่างประเทศให้สะหลอน อีกทั้งการบุกยึดสถานที่ราชการทำเนียบรัฐบาลของไทย เข้าไปอยู่ในทำเนียบแถมยังทำนาปลูกข้าวหน้าทำเนียบยังบัดซบที่ผู้หญิงหน้าด้านเหล่านั้ ไม่มียางอายตากกางเกงในเสื้อยกทรงตามรั้วที่มีต้นไม้หน้าทำเนียบ ยังไม่พอยังมี

ถุงยางผู้ชายลอยน้ำให้เกลื่อนตอนน้ำท่วม ภาพเหล่านี้ออกมาให้ต่างประเทศได้สวดม๊อบเสื้อเหลืองอย่างชนิดที่เราคนไทยต้องอาย แต่ก็แปลก คนใหญ่คนโตในประเทศไทย ทนดูพิฤติการณ์ของพวกระยำเหล่านี้ที่ย่ำยีชื่อเสียงประเทศเฉยเลย แล้วจะให้คนทั่วโลกคิดอย่างไรว่า ทำไมม๊อบเสื้อเหลืองจึงมีอิทธพลล้นฟ้าทำอะไรก็ไม่ผิด? มันต้องมีเงื่อนงำที่ไปที่มา แล้วนักข่าวต่างชาติก็ได้

ค้นคว้าหาข้อมูลจริงออกมาเขียนให้ข่าว ว่ามีคนอยู่เบื้องหลังม๊อบเสื้อเหลืองนี้ แถมมีรูปออกมาสู่สายตาคนทั่วโลก ทั้งหญิงทั้งชายรวมทั้งชื่อเสียงเรียงนามพร้อมสรรพ ไม่ใช่แต่สื่อในโทรทัศน์อย่างเดียว มีทั้งหนังสือพิมพ์รายวัน หนังสือแม็กกาซิน อีกทั้งออกทางเว็บไซด์ในต่างประเทศทุกภาษา ไม่เว้นเเม้ภาษาอาหรับตะวันออกกลางออกข่าวกันทั้งนั้น ความระยำของเสื้อเหลืองหาใช่

จะยุติเพียงเท่านี้ ความหึกเหิมเสื้อเหลืองทีอยากแสดงต่อชาวโลกต่อความมีอิทธิพลของตน จึงเข้าบุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อที่จะจับตัวท่านนายกสมชายที่เดินทางกลับมาจากต่างประเทศเป็นตัวประกัน ให้นายกสมชายยอมจำนนแล้วยุบสภา เพราะเหลืองหาทางลงอย่างอื่นไม่ได้ จึงต้องเล่นมุขนี้ การบุกยึดสนามบินของม๊อบเหลือง ที่จะจับตัวนายกสมชายผิดแผน เพราะนายก

สมชายไม่ลงที่สุวรรณภูมิกับไปลงที่สนามบินอื่นแทน แผนนี้จึงผิดหวัง จึงต้องทู่ซี้อยู่ในสนามบินแก้เก้อ แถมทำระยำใว้ที่สนามบิน เสื้อเหลืองยังบังอาจขึ้นไปบนหอบังคับการบิน อีกทั้งกักเครื่องบินจำนวน 88 ลำทั้งในและต่างประเทศ บุกยึดรานเวย์ไม่ให้ขึ้นและลง แถมยังทำตัวกร่างไปทั่วอาคารในสนามบินสุวรรณภูมิ นักท่องเที่ยวต่างชาติถ่ายวิดิโอเอามาแฉออกทางโทรทัศน์ให้ชม

กันไปทั่ว สนุกดีจังม๊อบเหลืองกินนอนเล่นตีแบ็ตเล่นเป็นสนามกีฬา แถมด้วยกางเต็นในสนามบินนอนกันเป็นแถวเหมือนอยู่ในแค็มป์ เหลืองทำดีจริงๆชื่อเสียงดังทะลุโลก จากวันนั้นจนถึงณะวันนี้มีใครเสื้อเหลืองถูกจับเข้าคุกสักคน? แม้แต่ นายกษิตที่ขึ้เวทีเหลืองที่สนามบินยังถูกแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ แล้วต่างชาติจะเข้าใจเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ ว่าม๊อบเหลืองไม่มีคนอิทธิพล

สนับสนุนอยู่เบื้องหลัง หลักฐานต่างๆที่ต่างชาติมี มันบ่งบอกว่าประเทศไทยที่ไม่สงบเกิดมาจากการมีสองมาตรฐานที่ใช้นั่นเอง ฝ่ายเหลืองเป็นฝ่ายของใคร ใครๆในประเทศไทยและต่างประเทศต่างรู้ดี เหลืองทุ่มใช้เงินซื้อคนให้เข้าร่วมโดยลงทุนจ้างแต่ละคนหมดงบหลายร้อยล้านบาทดังที่นักข่าวเอามาแฉ สุดท้ายเกิดมีแบงค์ปลอมเพราะทนต่อการจ่ายสาวกไม่ไหวเนื่องจากค่าใช้

จ่ายสูง เลยใช้วิธีปั๊มแบงค์แจกจ่าย หลังจากเลิกชุมนุมแบงค์ปลอมเหล่านี้กระจายไปทั่วประเทศไทยอย่างรวดเร็วน่าสงสัย ฉะนั้นเสื้อเหลืองยุคนี้มันหมดเพาว์เว่อร์ไปนานแล้ว ปลุกเท่าไหร่มันไม่ขึ้นไม่อาจเทียบกับเสื้อแดงได้ในเวลานี้ ยิ่งปลุกยิ่งจมเพราะเดี๋ยวนี้คนตาสว่างกันเกือบทั่วประเทศ จะเห็นได้ว่ามีเหลืองตาสว่างเข้ามาเป็นเสื้อแดงมีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกวัน และหากเหลืองจะใช้เงิน

เป็นค่าจ้างให้เข้าร่วม 500- 1000 คงจะไม่มีใครเอาแล้ว อย่างต่ำ5000 บาทต่อหัวแล้วจะเอางบที่ใหนมาหว่าน ตอนนี้เศรษฐกิจทั่วโลกกำลังจมน้ำ แบงค์โลกมีปัญหา หุ้นตกรูดกราว ยิ่งปลุกม๊อบโดยการซื้อมันก็ดีสำหรับคนรับจ้างเข้าร่วมมีรายได้เอาไปเลี้ยงครอบครัว แต่คนจ้างนี่ซิเป็นห่วงว่า แม้แต่กางเกงในก็อาจไม่มีนุ่ง อาจต้องถึงแก้ล่อนจ้อนก็ได้ ฉะนั้นสนามแข่งขันด้วยการซื้อ

กับสนามแข่งขันทีมีคนมาด้วยใจ ใครจะมีคนมากกว่ากัน คนตาสว่างเขาคงไม่เลือกเดินโดยการเห็นแก่เงินชั่วประเดี๋ยวประด๋าว แต่หากเลือกเดินถูกทางอนาคตจะไปไกลกว่านี้ ดังนั้นขอวิงวอนพี่น้องชาวไทยโปรดพิจารณ์ข้อมูล อย่าหลงผิดเข้าร่วมทำลายชาติโดยที่ไม่รู้ตัว อย่าตกเป็นเยื่อของพวกมือถือสากปากถือศิลอีกเลย ชาติไทยกำลังไม่เหลืออะไรแล้วแม้แต่เสาประเทศก็กำลังถูกแทะจวนจะโค่น เพราะการกู้เขามากินนั่นเอง..........

อ่านคำตอบโต้ของฮุนเซ็นแล้วเห็นชัดว่าอภิสิทธินี่มันแค่ขี้ตีนเขาจริง ๆ

ที่มา thaifreenews

โดย Bugbunny

คำกล่าวตอบโต้แต่ละข้อของฮุนเซ็นต่อรัฐบาลนายอภิสิทธินั้น ถ้าลองเอามาตีความกันดูแล้ว จะเห็นได้ว่า นายอภิสิทธินี่มันแค่ขี้ตีนของเขาจริง ๆ ซวยแท้ ๆ ประเทศไทย มีนายก ฯ หน้าเงวี่ยนจ๊าดง่าวแบบนี้ และกระจอกจริง ๆ ไอ้คนที่ช่วยกันถีบมันขึ้นมาเป็นนายก ฯ แสดงว่าเป็นพวกไร้สติกันทุกคน ถึงดันไอ้จ๊าดง่าวตัวนี้ขึ้นมา เพราะจากคำแถลงของนายฮุนเซ็นนั้น ในที่สุดในทางกระแสนานาชาติและในประเทศเขมรเองแล้ว เขาได้ผลบวกไปเต็ม ๆ ทั้งนั้น

1. ประเทศกัมพูชาไม่ต้องการเงินกู้ 1,400 ล้านจากไทย (เพื่อปรับปรุงถนนไปเสียมเรียบ)

การข่มขู่ไม่ให้เงินกู้นั้น นายอภิสิทธิและแก๊งค์คิดว่าเขมรน่าจะกังวล แต่ลืมไำปว่านั่นคือเงินกู้เพื่อสร้างเส้นทางจากพรมแดนไทยไปเสียมเรียบ ผลประโยชน์ของเส้นทางสายนี้ถ้าปรับปรุงให้ดีแล้วได้กับนักธุรกิจไทยเองนั่น แหละ ที่จะสะุดวกติดต่อค้าขายและส่งสินค้าไปกัมพูชา เนื่องจากเส้นทางเดิมทรุดโทรมคับแคบมาก ถ้าทำนักท่องเที่ยวที่ใช้ไทยเป็นทางผ่านจะไปนครวัดง่ายขึ้น นายอภิสิทธิคงกลัวแค่ว่าถ้าทำเสร็จ บางกอกแอร์เวย์ ผู้สนับสนุนรายใหญ่ของเขาและพวกพันธมิตรจะหมดสิทธิขูดรีดนักท่องเที่ยวด้วย ราคาบ้าเลือดแบบที่ทำอยู่มั้ง เส้นทางสายนี้ให้ประโยชน์แก่กัมพูชาแต่ก็ต้องผ่านประเทศไทย คนเสียประโยชน์มากกว่านั้นคือประเทศไทยครับ เส้นทางสายโฮจิมินห์ซิตี้ - พนมเปญนั้น เป็นถนนมาตรฐานหลายเลน ใช้เวลาเดินทางเพียงสองชั่วโมงเ่ท่านั้น เงินจำนวนนี้คนไม่เคยทำมาหากินด้วยตัวเองแบบนายอภิสิทธิคงคิดว่าเยอะ แต่ขอโทษกระจอกมาก สร้างคอนโดบางหลังในเมืองไทยยังใช้เงินมากกว่านี้เสียอีก กัมพูชาเขาหาได้

2. หากไทยต้องการปิดด่านพรมแดนก็เิชิญ กัมพูชาไม่ว่าอะไร

อีกนั่นแหละ ด่านพรมแดนกัมพูชากับไทยนั้นเป็นประโยชน์กับฝ่ายไทยมากกว่า ไทยคือผู้ค้า กัมพูชาคือผู้ซื้อ ไปดูสถิติดุลการค้าได้ ปัญหาคือผู้ค้าชาวไทยจะต้องหาตลาดใหม่ คนกัมพูชานั้นลำบากแค่ไม่มีสินค้าไทยใช้สะดวกเหมือนก่อน ไม่ได้ปฏิเสธว่าสินค้าไทยนั้นดังมากในกัมพูชา แต่ถ้าไม่มีเขาก็สินค้าแบบเดียวกันมาจากจีน เวียดนาม สิงคโปร์ มาเลย์เซีย ฯลฯ ได้ คนลำบากคือพ่อค้าไทย และคนไทยที่ไปลงทุนในกัมพูชา รวมทั้งบ่อนคาสิโนตามชายแดนด้วย ลงกันไปเป็นหมื่น ๆ ล้าน อยากเจ๊งก็เชิญ เจ้าของหลายคนก็อยู่ในพรรค ปชป เชิญนายอภิสิทธิปิดไปได้เลย แล้วไปแก้ปัญหาในพรรคเอาเอง เช่นกันคนไม่เคยทำมาหากินแบบนายอภิสิทธิและนายกษิตไม่รู้เรื่อง เป็นแต่รับราชการและเป็นขี้ข้าอำมาตย์มาตลอดชีวิตก็คิดว่าตัวเองเป็นชนชั้น สูงกว่าชาวบ้าน ทำไปได้เลย จะได้มีศัตรูเพิ่มขึ้นอีกหลายหมื่นคนที่เกี่ยวข้องกับการค้ากัมพูชาหรือลง ทุนที่นั่น

3. ร่วมงานกับรัฐบาลไทยมาเป็นสิบ ๆ รัฐบาล นายอภิสิทธิกับนายกษิตเท่านั้นที่มีปัญหา

เขาประกาศชัดเจนในคำแถลงนี้ว่า ไม่ได้มีปัญหากับประเทศไทย แต่มีปัญหาเฉพาะกับรัฐบาลนายอภิสิทธิและนายกษิต ถ้าเป็นรัฐบาลอื่นเขาประสานงานได้ ทั้งสองคนคือตัวปัญหาที่แท้จริงในความร้าวฉานของสัมพันธภาพสองประเทศ สังคมนานาชาติก็รับรู้ว่า นายฮุนเซ็นไม่ได้เกลียดประเทศไทย แต่รับไม่ได้กับรัฐบาลไทยชุดนี้เท่านั้น

นายอภิสิทธิและรัฐบาลนี้ต้องตักน้ำใส่กะโหลก ชะโงกดูเงา ด้วยว่า ในประเทศเองคุณมีศัตรูเกินค่อนของจำนวนประชากร เพื่อนบ้านก็ไม่มีใครเขาแคร์คุณเลย ความจริงแค่การรวมตัวกันเบี้ยวพิธีเปิดประชุมสุดยอดอาเซียน หรือผู้นำชาติที่มีเศรษฐกิจดีที่สุดในกลุ่มเสด็จไปประทับบ้านคุณทักษิณแทน ที่ที่คุณจัดให้พักนี่เขาก็แสดงปฏิกิริยาที่ในทางการทูตที่ถือได้ว่าหมิ่น หยามอย่างยิ่งแล้ว ยังหน้าด้านหน้าทนกันอยู่ได้ รับรู้ไว้ว่า สิ่งที่คุณแสดงออกแบบงี่เง่าโง่งั่ง เช่นเรียกทูตกลับ ไม่ให้กู้เงิน สั่งเครื่องบินไปประกบจะสังหารคุณทักษิณในน่านฟ้าสากล ฯลฯนั้น มันแสดงชัดว่าคุณนี่แค่ขี้ตีนฮุนเซ็นจริง ๆ อย่าให้ประเทศไทยไร้เกียรติสิ้นศักดิ์ศรีมากไปกว่านี้เลยครับ คุณมาร์กจ๊าดง่าวเงวี่ยนเป็นนายก ฯ และรัฐบาลนี้

รัฐบาลเฉพาะกาล

ที่มา บางกอกทูเดย์

รัฐบาลเฉพาะกาล คือ รัฐบาลผู้ “เปลี่ยนสถานการณ์” ของประเทศจากระบอบเก่าไปสู่ระบอบใหม่จากสถานการณ์ภายใต้ระบอบเผด็จการไปเป็นสถานการณ์ของระบอบประชาธิปไตย เรียกว่า “รัฐบาลในระยะเปลี่ยนผ่าน”การสร้างประชาธิปไตยเป็นภารกิจในระยะผ่าน (Transition Period)ของประเทศชาติ

จากระบอบเผด็จการไปสู่ระบอบประชาธิปไตยถือเป็นภารกิจทางประวัติศาสตร์ (Historical Mission)เป็นภารกิจแบ่งยุคแบ่งสมัย นั่นคือ จากประเทศด้อยพัฒนา (Underdevelopedcountry) สู่ความเป็นประเทศกำลังพัฒนา (Developing country) และสู่ความเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว (Developed country)เป็นภารกิจแบ่งยุคประวัติศาสตร์จากยุคสมัยกลางสู่ยุคประวัติศาสตร์สมัยใหม่ภารกิจในระยะผ่านเป็นภารกิจที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากสถานการณ์เก่า

ที่ล้าหลังไปสู่สถานการณ์ใหม่ที่ก้าวหน้าการเปลี่ยนระบอบหรือโครงสร้างคือภารกิจในระยะผ่านจึงเป็นภารกิจของรัฐบาลเฉพาะกาลโดยเฉพาะ เท่านั้นตามหลักประชาธิปไตยแบบสากลนั้น การปกครองเฉพาะกาลหรือรัฐบาลเฉพาะกาล หมายถึงการปกครองในระยะผ่าน หรือหัวเลี้ยวหัวต่อ (Turning Point)ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงจากสถานการณ์หนึ่งไปสู่อีกสถานการณ์หนึ่ง ของระยะผ่าน หรือ ระยะข้ามพ้น จะไปถึงอีกข้างหนึ่งได้หรือไม่ อยู่ที่จะข้ามพ้นหรือไม่พ้นเหมือน

อย่างการเดินทางมาจนถึงระหว่างหน้าผาหนึ่ง ซึ่งอยู่ชิดกันย่อมตัดสินด้วยการกระโดดข้ามว่าจะพ้นหรือไม่พ้น ถ้ากระโดดไม่พ้นก็ตกเหวตาย ไม่มีวันจะไปถึงจุดหมายได้หรือเหมือนการแข่งรถซึ่งจะต้องเลี้ยว 90 องศาก็ตัดสินด้วยการเลี้ยว ถ้ารถคว่ำพลิกกระเด็นตรง “หัวเลี้ยว” นี้ก็อาจคอหักตายไม่มีทางจะไปถึงเส้นชัยได้เลยฉะนั้น “ระยะผ่าน” หรือ“หัวเลี้ยวหัวต่อ” จึงเป็นจุดสำคัญที่สุด...เป็นเครื่อง “ตัดสินชี้ขาด”ว่าจะเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่จะต้อง “ผ่าน” ให้ได้เสีย

ก่อน “ข้าม” ให้ได้เสียก่อนหรือ “เลี้ยว” ให้ได้เสียก่อน...จึงจะสามารถรุดหน้าไปตาม “วิถีทางใหม่”ความสำเร็จของการเปลี่ยนแปลงจาก “สถานการณ์หนึ่ง” ไปสู่“อีกสถานการณ์หนึ่ง” จึงขึ้นอยู่กับความสำเร็จใน “ระยะผ่าน” หรือ “หัวเลี้ยวหัวต่อ”จะเห็นว่า...เป็นกระบวนการที่สำคัญที่สุดในกระบวนพัฒนาของสิ่งทั้งปวง “ระยะผ่าน” หรือ “หัวเลี้ยวหัวต่อ” คือ ขั้นตอนที่สำคัญที่สุดเช่นเดียวกับการที่คนไทยของเราถือกันว่า “เบญจเพศ” คือ ระยะที่สำคัญที่สุดของชีวิตใน

ประเทศต่างๆ เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงจากสถานการณ์หนึ่งไปสู่อีกสถานการณ์หนึ่ง และโดยเฉพาะที่ประกอบด้วยการเปลี่ยนแปลงอันรุนแรงด้วยนั้นก่อนที่สถานการณ์ “เก่า”จะเปลี่ยนเป็นสถานการณ์ “ใหม่”จะต้องมี “ระยะผ่าน” หรือ “หัวเลี้ยวหัวต่อ”และการปกครองหรือรัฐบาลใน “ระยะผ่าน” หรือในระยะ“หัวเลี้ยวหัวต่อ” นี้เอง เรียกว่า “การปกครองเฉพาะกาล” หรือ “รัฐบาลเฉพาะกาล” (Provisional Government)ภารกิจของรัฐบาลเฉพาะกาล คือ การแก้ปัญหาพื้นฐาน

ต่างๆในสถานการณ์เก่าให้ตกไป คือแก้ปัญหาการเมืองแก้ปัญหาเศรษฐกิจ และแก้ปัญหาวัฒนธรรม ให้ตกไปโดยพื้นฐานดังนั้น การเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ของประเทศ จึงหมายความถึงการเปลี่ยนแปลงแก้ไขปัญหาพื้นฐานของระบบสังคมอย่างรอบด้านมิใช่การเปลี่ยนแปลงแก้ไขแต่เฉพาะ สิ่งใดสิ่งหนึ่ง ด้านใดด้านหนึ่งกล่าวคือ...จะต้องทำให้ “ระบบการเมือง” เป็นประชาธิปไตย คือ การเปลี่ยนการปกครองให้เป็นประชาธิปไตยให้สำเร็จตามขั้นตอนแล้วทำให้ “ระบบ

เศรษฐกิจ”เป็นประชาธิปไตย คือ ส่งเสริมกรรมสิทธิ์เอกชนด้วยการทำลายการผูกขาดรวมศูนย์ทุนด้วยมาตรการกระจายทุนทางเศรษฐกิจและทำให้ “วัฒนธรรมของชาติ” เป็นวัฒนธรรมประชาธิปไตยที่เกิดการปฏิบัติร่วมกันของประชาชน คือ การนำปฏิบัติไปสู่วัฒนธรรมที่ดีงามของคนทั้งชาติ ไม่ถูกกำหนดโดยคนเพียงส่วนน้อยในสังคม ดังที่ผ่านมาจะไม่มีรัฐบาลใดทำสังคมให้เป็นสังคมประชาธิปไตยได้หากไม่ทำให้การปกครองเป็นประชาธิปไตย...จะต้องทำ “ระบอบ” การ

ปกครองของเก่าแบบเผด็จการให้เป็นประชาธิปไตย คือทำ “อำนาจอธิปไตย” ให้เป็นของปวงชนให้ได้ เสียก่อนประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่เป็นปัญหาในปัจจุบัน เริ่มตั้งแต่การรัฐประหารของคณะราษฎรที่ยึดอำนาจพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7เปลี่ยนแปลงระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช...ไม่มีการสร้างประชาธิปไตยแต่อย่างใดทั้งสิ้นระบอบจึงยังคงเป็นเผด็จการอยู่เช่นเดิม เพียงแต่เปลี่ยนอำนาจจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯมาสู่คณะราษฎร เท่า

นั้นคณะราษฎร จึงเป็นผู้ให้กำเนิดระบอบเผด็จการแบบใหม่ คือ “ระบอบเผด็จการรัฐสภา” คือระบอบเผด็จการของคณะบุคคล และ เป็นผู้ให้กำเนิดวงจรอุบาทว์ของการเมืองไทยคือให้กำเนิด“การรัฐประหาร”การรัฐประหารของคณะอื่นๆในภายหลัง จึงตามรอยของคณะราษฎรตลอดมา ความ “ขัดแย้ง” ทุกๆ อย่างจึงยังคงดำรงอยู่เช่นเดิม และกำลังยกระดับพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ หนักว่าเดิม ใกล้ขั้น “แตกหัก”ซึ่งไม่ยุติด้วย การรัฐประหารเป็น “วงจรอุบาทว์” รอบใหม่...ก็อาจเลยเถิด

ไปเป็น “จลาจล” สู่ “สงครามกลางเมือง” สู่ “สงครามประชาชน” ก็เป็นได้ต้องสร้างรัฐบาลเฉพาะกาลเพื่อเปลี่ยนผ่านการปกครองให้สำเร็จจึงจะเป็นทางออกของชาติบ้านเมืองเป็นการใช้อำนาจอธิปไตยของปวงชนทางด้านการบริหาร ด้วยนโยบายที่ยึดถือผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง หรือเรียกอีกอย่างว่า “นโยบายสร้างประชาธิปไตยภายใต้จุดยืนประชาชน”อันเป็นการสร้างการปกครองเฉพาะกาล เพื่อเอาชนะความแตกแยกของชาติด้วยมาตรการ

ประชาธิปไตยดังเช่นในอดีตมีการตราพระราชกฤษฎีกา งดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา ในสมัย “พระยามโนปกรณ์นิติธาดา”โดยมีมาตรการสำคัญในการแก้ไขปัญหาชาติ ด้วยหลักการปกครองแบบประชาธิปไตย คือ การขยายอำนาจอธิปไตยของปวงชนและเสรีภาพบุคคลให้บริบูรณ์การทำให้เกิดอำนาจอธิปไตยของปวงชน และสามารถแก้ไขปัญหาชาติได้ โดยต้องทำให้รัฐสภาซึ่งเป็นองค์กรแห่งอำนาจอธิปไตย...มีตัวแทนที่แท้จริงของปวงชนตามสัดส่วนสาขาอาชีพและ

ตัวแทนเขตพื้นที่ใช้อำนาจอธิปไตยของปวงชนทางสภานิติบัญญัติเพื่อยกเลิกบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดๆ ที่ขัดกับหลักการประชาธิปไตยทำลายสิทธิเสรีภาพทางการเมืองของประชาชนเพื่อทำให้ประชาชนมีเสรีภาพบริบูรณ์ทางการเมืองสถาปนาหลักการปกครองแบบประชาธิปไตยโดยพื้นฐาน แล้วจึงยุบสภา เพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไป ตามหลักการปกครองแบบประชาธิปไตย 

จ.ม. ถึงมาร์ค

ที่มา บางกอกทูเดย์

ท่าน นายกฯ อภิสิทธิ์ครับ ผมขออนุญาตใช้เนื้อที่คอลัมน์นี้เขียนจดหมายถึงท่าน ในฐานะเป็น “แฟนคลับ” ขนานแท้คนหนึ่ง ผมขอประทานกราบเรียนถามท่านสัก 10 ข้อนะครับ ว่า

1. ระหว่างการเป็นหัวหน้าฝ่ายค้านกับการเป็นนายกรัฐมนตรี ท่านอภิสิทธิ์คิดว่า อย่างไหนมัน...มันในอารมณ์มากกว่ากัน??

2. ชีวิตท่านตอนนี้ มีเพื่อนเหลือกี่คน?? สองคนที่เดินขนาบข้างทำหน้าตาดุดัน ตามท่านไปทุกวัน ทุกที่ ทุกเวลา เป็นใคร?? มีอาชีพอะไร?? ทำไมคนถึงเรียกว่า “วอลเปเปอร์”?? ทั้งที่ดูแล้ว สองคนนั้นก็น่าจะเป็น “คน” มากกว่าการเป็นกระดาษติดฝาบ้าน!!

3. ผมชอบลีลาในการหัวเราะ (แกมเยาะเย้ย)ที่มุมปากของท่านมาก มองแล้วมันสะใจ! เหมือนได้นั่งดูละครน้ำเน่าในทีวีบางช่อง ที่ผู้ร้ายหล่อกว่าพระเอก??

4. ดีใจที่ทราบจากข่าว “Red Gossip” รายงานข่าวทางมือถือมาว่า ตอนนี้ท่านเดินเข้าสู่ถนนบู๊ลิ้มอย่างเต็มตัวถึงขนาด “สวมเสื้อเกราะอ่อน” เป็นเสื้อยืดคอกลมเท่มาก ถ้ามีเวลามากกว่านี้ ลองซ้อมๆ ฝึกชักปืนไว!ยิงปืนแม่น เพิ่มขึ้นอีกหน่อยก็จะจ๊าบมาก??

6. ผมชอบรายการ “เชื่อมั่นประเทศไทย กับนายกฯ อภิสิทธิ์” มากที่สุด เพราะเป็นวิธีเดียวที่สามารถทำให้ภรรยาผมยอมปิดทีวีช่วงสายวันอาทิตย์ เกือบ 2 ชั่วโมง ทำให้มีโอกาสพักเครื่องโทรทัศน์ไม่ให้มันเจ๊งเร็วกว่าเวลาอันควร

7. ท่านเรียกร้องให้เลิกใช้ความรุนแรง?? แล้วทำไมท่านต้องไปเล่นเกม “สาวน้อยตกน้ำ” ด้วยการเอาลูกเทนนิสปาเป้าให้ผู้หญิง (ที่น่าสงสาร) หล่นตูมลงไปในน้ำ?? ขนาดหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ยังเอามาลงหน้า1 หรา??

8. ระหว่างพี่เนวิน กับพี่ลิ้ม ท่าน นายกฯ ซูฮกใครมากกว่ากัน?? แล้วสองคนนั้น ใครรักและเอ็นดูท่านมากกว่า??

9. ท่านจะกู้เงินเพิ่มอีกสักสามสี่แสนล้าน มั้ย??ถ้าต้องการ-จะขอแนะนำนายทุนเงินกู้นอกระบบให้ไม่ต้องมีหลักทรัพย์หรือคนค้ำ ดอกเบี้ยต่ำ ร้อยละ 20ต่อเดือน แค่ ร้อยละ 240 ต่อปี ถ้าโอเค ก็ให้กรณ์ยกหูมาบอกได้ หรือจะมาพบเองที่ป่าช้าวัดดอน ติดต่อสัปเหร่อที่ชื่อ “ลุงคำ”

10. ท่านคิดอะไรในใจถึงมาเป็นนายกรัฐมนตรี?? อีกกี่ปีท่านถึงจะสะใจ?? และเมื่อไรท่านจะออกไปเสียที??รบกวนถามท่านแค่นี้แหละครับ 

ปากเสรี มีไว้พูดจริงหรือ?

ที่มา บางกอกทูเดย์

ด้วยความรู้ความสามารถที่เคยมีมาในอดีตของ ดร.เสรี น่าที่จะแยกแยะได้ว่า ไม่ควรที่จะผูกขาดความรักชาติเอาไว้ฝ่ายเดียวแล้วคนที่ได้ร่วมดื่มน้ำพิพัฒน์สัตยาฯมาแล้วอย่าง พล.อ.ชวลิตจะไม่รักชาติไม่รักสถาบันได้อย่างไรกันดร.เสรีอาจจะอินกับบทในละคร ที่เคยจีบปากจีบคอว่าใครก็ได้ แต่นั่นมันในละคร นั่นเป็นการแสดง ที่ควรจะต้องแยกแยะจากในชีวิตจริง

คนรักเท่าผืนหนัง คนชังเท่าผืนเสื่อถือเป็นธรรมชาติของมนุษย์เรา ที่ไม่มีทางจะมีแต่คนรักคนชอบ หรือว่าจะมีแต่คนเกลียดคนชังดังนั้น การที่จะเอาความรัก ชอบ เกลียด ชัง ไปตัดสินใครต่อใครนั้น สำหรับคนที่มีการศึกษา มีวุฒิภาวะ ย่อมจะหลีกเลี่ยงไม่ทำแน่ยิ่งในภาวะที่สังคมกำลังแตกแยกแบ่งขั้วทางความคิด

เช่น ในภาวะปัจจุบัน วิญญูชน หรือบัณฑิต ยิ่งควรจะต้องระมัดระวังไม่ทำตัวให้เป็นตัวอย่างของการเพิ่มความแตกแยกให้ขยายวงมากขึ้นในสังคมในวันนี้เชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่ของประเทศ ล้วนรับรู้ถึงความแตกต่างทางความคิดที่ต้องการให้มีการประสานให้มีการแก้ไข เพื่อให้เกิดความสมานฉันท์ขึ้นมาในแผ่นดินให้สมกับที่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระบรมราโชวาท ให้คนไทยรู้รักสามัคคีกันมาโดยตลอดแต่ว่าวันนี้เกิดอะไรขึ้น เพราะนับตั้งแต่การทำรัฐ

ประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองฯ ก็ได้ทำให้เกิดความคิดที่แตกต่างเป็น 2 ขั้วอย่างรุนแรงขึ้นมาในประเทศไทยยาวนานต่อเนื่องมาถึง 3 ปี และยังไม่มีทีท่าว่าจะจบลงง่ายๆรัฐบาลทุกรัฐบาลหลังจากการรัฐประหาร รวมทั้งรัฐบาลปัจจุบันที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ล้วนต่างรู้ดีว่า 1 ในภารกิจสำคัญที่พึงกระทำเพื่อบ้านเพื่อเมืองอย่างแท้จริง ก็คือเร่งสร้างความสมานฉันท์ สมัครสมานสามัคคี

ให้กลับมาสู่ประเทสไทยเช่นในอดีตคำถามก็คือ ณ วันนี้รัฐบาลทำหน้าที่ตรงนี้ได้ดีและเหมาะสมเพียงใดโดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้กลไกและสื่อต่างๆ ของรัฐ ทั้งโทรทัศน์ วิทยุ ถูกใช้เพื่อการสร้างความสมานฉันท์หรือถูกใช้เพียงเพื่อสร้างฐานสร้างความนิยมทางการเมืองให้กับรัฐบาล พร้อมทั้งทำลายคู่แข่งทางการเมืองไปในตัวปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ทำให้นักวิชาการที่เดินสายกลาง และต้องการเห็นประเทศไทยกลับคืนสู่ความรู้รักสามัคคี ล้วนเป็นห่วงกับวิธีคิด

และท่าที รวมทั้งการกระทำของรัฐบาลในการใช้กลไกสื่อของรัฐเป็นเครื่องมือการตั้งบรรดาบุคคลฝีปากกล้า ที่รู้เพียงแค่ว่าต้องใช้วาทะที่รุนแรงทำลายฝ่ายตรงข้ามให้สิ้นซากให้ได้ ประหนึ่งพันธกิจสำคัญที่ได้รับมอบหมายมาจากขั้วอำนาจตามแผนบันไดอุบาทว์ 4 ขั้นนั้นให้มาเป็นโฆษก ให้มาเป็นองครักษ์พิทักษ์นาย และรวมไปถึงเป็นนายกองร้องด่าท้าทายนั้นถือเป็นการปิดโอกาสในการสร้างความสมานฉันท์ที่น่าเป็นห่วงแต่ที่เป็นอันตรายยิ่งกว่า คือ การใช้สื่อของรัฐให้

บุคคลที่มีชื่อเสียง มีภาพของนักวิชาการ เอามาโจมตีคู่แข่งทางการเมืองอย่างรุนแรงนั้น เป็นสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าเพราะการที่นักการเมือง หรือพรรคการเมือง และแม้แต่กระทั่งนายทหารทีคุมกลไกของอำนาจ การออกมาพูดออกมาแสดงความคิดเห็นอะไรต่างๆ นาๆประชาชนยังเห็นว่า นี่เป็นการกระทำของการเมืองขั้วตรงข้ามกัน... ยังพอเข้าใจได้แต่การที่เอานักวิชาการ เอาคนที่เคยมีเครดิตมีความน่าเชื่อถือทางด้านสื่อสารมวลชน เอาคนที่เคยเป็นอาจารย์ซึ่งมีลูกศิษย์ลูก

หามากมาย มาออกสื่อทั้งของรัฐและของเอกชน แล้วแสดงวาทะที่เป็นการทำลายล้างกันทางการเมืองนั้น ... น่าคิดเป็นอย่างมากว่าสมควรเพียงใด?... และเหมาะสมแล้วหรือ?นี่คือ ความพยายามที่จะสร้างสมานฉันท์ หรือว่าทำลายสมานฉันท์กันแน่?ยิ่งการที่ได้คนอย่าง รศ.ดร.เสรี วงษ์มณฑา มาเป็นเหมือนอาวุธสำคัญในการทำลายล้างกันทางการเมือง ยิ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลยิ่งต้องทบทวนให้ดีว่าคุ้มกันหรือไม่แน่นอน ดร.เสรี มีจุดยืนชัดเจน เพราะเป็นหนึ่งในนักวิชาการที่

ร่วมขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มาตั้งแต่เมื่อปี 2549 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ก็ยังใช้ทุกโอกาส ใช้ทุกสื่อที่เป็นช่องทางที่สามารถทำได้เล่นงาน พ.ต.ท.ทักษิณอย่างต่อเนื่องถือว่าตรงเปคที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ จะใช้บริการปากของดร.เสรี ในทางการเมือง ยิ่งหากย้อนสายสัมพันธ์ในอดีต ที่ ดร.เสรี เคยเป็นผู้สมัครในตำแหน่งรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ดูแลด้านการศึกษา ในชุดที่ ดร.พิจิตต รัตตกุล สมัครเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในการ

เลือกตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2535 โดย ดร.เสรี เปิดตัวชัดเจนว่า สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ด้วยนั้นแม้จะไม่ได้รับการเลือกตั้งก็ตาม แต่ความสัมพันธ์ที่ดีกับพรรคประชาธิปัตย์ก็ยังคงมีให้เห็นและยิ่งจริงๆ แล้ว ดร.เสรี หลังจากที่มีชื่อเสียงในฐานะนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน ก็ได้มีการขยับตัวเข้าหาทิศทางการเมืองมาโดยตลอดว่ากันว่าเคยรับจ้างเป็นเงินหลายล้านบาท เพื่อปรับเปลี่ยนและพัฒนาบุคลิกภาพให้กับนายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยมาแล้วฉะนั้น เส้น

ทางของ ดร.เสรี จึงปนเปกันมาตลอดระหว่างนักวิชาการกับเส้นทางของพรรคการเมืองเพียงแต่วันนี้ หลายๆ คนอาจจะไม่รู้ว่า เส้นทางชีวิตของ ดร.เสรี นอกจากจะเปิดเผยในเรื่องเพศที่ 3 แล้ว ยังมีเรื่องของการเมืองด้วยเช่นกัน... ตรงนี้แหละสำหรับคนที่ไม่รู้ในส่วนนี้ต้องถือว่าน่าเป็นห่วงเพราะไม่ว่าอย่างไรก็ต้องยอมรับว่า ดร.เสรี เป็นที่รู้จักกันดีของผู้คนในสังคม ทั้งในแวดวงวิชาการหรือการศึกษา ในด้านการเป็นนักพูด นักบรรยาย พิธีกรชื่อดัง มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย

จึงมีเครดิตในการที่มักจะเป็นผู้ให้ทัศนะในแง่มุมต่างๆ เกี่ยวกับประเด็นทางสังคมเพียงแต่วันนี้ ดร.เสรี อาศัยเครดิตที่มี มาใช้คำพูดที่รุนแรงกับใครก็ตามที่ถูกมองว่าเป็นขั้วตรงข้าม หรือใครก็ตามที่ ดร.เสรีคิดว่ายืนอยู่ฝ่ายเดียวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ว่าจะเป็นใคร ไม่ว่าจะมีผลงานหรือทำงานเพื่อประเทศชาติมามากมายเพียงใด อย่างเช่นล่าสุด แม้แต่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งทำงานเพื่อชาติเพื่อแผ่นดินจนได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์

ทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ (ท.จ.ว.) และได้เหรียญตราชั้นรามาธิบดี มหาโยธินซึ่งถือว่าเป็นเหรียญชั้นสูงสุดในทางทหารแต่ ดร.เสรี ก็ไม่มีเว้นนั้น... คิดว่าเป็นเรื่องที่เหมาะสมแล้วหรือด้วยความรู้ความสามารถที่เคยมีมาในอดีตของ ดร.เสรี น่าที่จะแยกแยะได้ว่าไม่ควรที่จะผูกขาดความรักชาติเอาไว้ฝ่ายเดียวแล้วคนที่ได้ร่วมดื่มน้ำพิพัฒน์สัตยาฯมาแล้วอย่าง พล.อ.ชวลิต จะไม่รักชาติไม่รักสถาบันได้อย่างไรกันดร.เสรี อาจจะอินกับบทในละคร ที่เคยจีบปากจีบคอว่าใครก็ได้

แต่นั่นมันในละคร นั่นเป็นการแสดงที่ควรจะต้องแยกแยะจากในชีวิตจริงและที่สำคัญในสถานการณ์ที่บ้านเมืองกำลังร้อนรุ่ม และแตกแยกแบ่งขั้วทางความคิดอย่างรุนแรงเช่นนี้ ยิ่งถือเป็นสิ่งที่ต้องระวังที่จริง ดร.เสรี ควรเป็นหนึ่งในผู้ที่ต้องช่วยรณรงค์ให้เกิดความสมานฉันท์ที่แท้จริงกับประเทศชาติบ้านเมืองมากกว่า... ถ้าทำได้แบบนี้ฝีปากของ ดร.เสรีก็จะสร้างประโยชน์แต่หากติดอยู่กับขั้วความคิด จนเลยเถิดไปหมด นอกจากจะกระทบกับภาพลักษณ์ในความเป็น

อาจารย์ที่มีลูกศิษย์ลูกหามากมายแล้วยังเป็นการสร้างความขัดแย้งให้พุ่งเข้าหาตัวเองอย่างน่าเป็นห่วงด้วยซ้ำเพราะต้องไม่ลืมว่า ดร.เสรี ยังมีคนที่รักใคร่ชอบพอ พล.อ.ชวลิต ก็ย่อมต้องมีคนที่รักใคร่ชอบพอด้วยเช่นกันตรงนี้แหละที่ไม่เพียงจะทำให้สมานฉันท์ไม่เกิด แต่ยังอาจจะขยายวงกระทบกระทั่งมากขึ้นด้วย ... เชื่อว่าความรู้ความสามารถระดับ ดร.เสรี น่าจะอ่านทะลุได้ไม่ยากว่า สถานการ์เช่นนี้จะอันตรายแค่ไหนในอนาคต?เช่นเดียวกับรัฐบาลเอง ก็น่าที่จะต้อง

ทบทวนบทบาทด้วยว่า จริงๆแล้วต้องการสร้างสมานฉันท์ขึ้นมาหรือไม่หากคำตอบคือ “ใช่”... ก็น่าที่จะปรามบรรดาบุคคลที่กำลังใช้ “ฝีปาก”ในการก่อมลพิษทางการเมืองเสียบ้างแต่หากว่า คำตอบคือ “ไม่ใช่”... ก็คงต้องบอกว่าน่าเสียดายโอกาสของพรรคประชาธิปัตย์ และนายอภิสิทธิ์เป็นยิ่งนักแทนที่จะดับไฟ กลับใช้ลมปากเติมเชื้อไฟไปเรื่อยๆ... แล้วปัญหาจะยุติได้อย่างไร!!!

โคษก

ที่มา บางกอกทูเดย์

ถ้านาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ...ในตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี ยังใช้..นายปณิธาน วัฒนายากร..เป็นปากในฐานะโฆษกรัฐบาลและใช้สมองในฐานะรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีก็พยากรณ์ได้ว่า...ปัญหาของมาร์ค...คงจะเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆยกตัวอย่าง...ความไร้เดียงสาของ...การมองปัญหา...การเลื่อนชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง...เรื่องแบบนี้คนที่รับผิดชอบตำแหน่งโฆษกรัฐบาลและทำงานเป็นรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี...ไม่ว่าความคิดเห็นส่วนตนจะเป็นเช่นไร...มันก็ต้องเก็บงำเอาไว้ภายใน...จะอวดฉลาดแสดงปาฏิหาริย์แห่งสติปัญญา..ก็ต้องทำกันในหมู่รากเหง้าศักราชเดียวกัน..แต่ที่ต้องแสดงให้ปรากฏต่อการเมืองต่อประชาชนและ

ต่อโลกนั้น..เป็นอีกเรื่องหนึ่งโดยหน้าที่...ทันทีที่ กลุ่มคนเสื้อแดงโดยแกนนำ..ประกาศเลื่อนชุมนุม...โฆษกรัฐบาล...มีคำพูดเพียงหัวข้อเดียว..คือกล่าวคำขอบคุณ..คนฉลาดต้องโง่เป็น...โฆษกรัฐบาลต้องทำหน้าที่ “ขจัดปัญหา” ไม่ใช่...เพิ่มปัญหาให้กับรัฐบาล...รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเป็นนักวิชาการเป็นข้าราชการ..ต้องมองให้ผ่าน..เป็นโฆษกรัฐบาล...จะต้องรู้จริงในเรื่องที่บอกกล่าวไม่ใช่คาดเดาไปต่างๆ นาๆนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ...

แบ่งหน้าที่ออกไปแล้วระหว่าง...ปากของรัฐบาลกับปากของนายกรัฐมนตรี..เขาจึงมี เทพไท เสนพงศ์...ถ้า ปณิธาน วัฒนายากร..ยังแยกแยะไม่ได้..กับงานแค่โฆษก..จะเอาสติปัญญาที่ไหน..มาช่วยแบ่งเบาภาระของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะนั่นคือคำตอบของคำถามที่ว่า..แค่ไม่ถึงปี..ทำไม..รัฐบาลของนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ถึงตกตํ่าขนาดนี้..นั่นคืออนาคตข้างหน้าที่จะต้อง..หาคนที่ถูก หาคนที่ใช่...มาเป็นโฆษกรัฐบาล มาเป็นปากของ นายกรัฐมนตรีหน้าที่ของ

นายกรัฐมนตรี คือทำให้เกิดความสมัครสมานสามัคคีให้เกิดขึ้นมาให้ได้..ไม่ใช่ก่อหวอดเพื่อจะให้เกิดสงครามกลางเมืองทีมงานของเขาก็ต้องทำเช่นเดียวกันและที่ โฆษก ปณิธาน วัฒนายากร..วิเคราะห์เจาะลึกลงไปนั้น...มันห่างลิบกับข้อมูลอันเป็นจริง....ข้อมูลที่ว่า....หากจะให้มีเลือกตั้งฉับพลันทันทีในเวลานี้....พรรคเพื่อไทยกับประชาชนคนเสื้อแดง..จะเป็นผู้ชนะอย่างถล่มทลายในวันประกาศผล..ใครมันจะโง่เผาเมืองเพื่อเป็นรัฐบาล 