WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, December 3, 2009

เขมรไล่ควาย

ที่มา บางกอกทูเดย์

“ถ้าคุณเป็นคนงี่เง่าและอยากสูญเสีย ก็จงได้โปรดปิดพรมแดนเถิด”คำว่า “งี่เง่า” เป็นคำไทยแท้..ในพจนานุกรมฉบับปลดนายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช แปลว่า...โง่มากผู้กล่าวคำท้าทายนี้...ชื่อ สมเด็จฯ ฮุน เซน เป็นนายกรัฐมนตรีแห่งประเทศกัมพูชา...และเป็นมาแล้วนาน 24 ปี...แล้ว ประเมินได้ ณ วันนี้ว่า...เขาจะเป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งที่ยาวนานที่สุดในโลกยุคปัจจุบันผู้นำกัมพูชา กล่าวนำว่า..กัมพูชาจะไม่มีความสุขเลยถ้านายอภิสิทธิ์และนายก

ษิต อยู่ในอำนาจด้วยชั้นเชิงที่หลากหลาย....นายกรัฐมนตรี ฮุน เซน...เก็บคะแนนนิยมจากคนกัมพูชา...ต่อไปว่า...“ที่ขอยกเลิกเงินกู้ 1,400 ล้าน ที่จะนำไปสร้างถนนจากพรมแดนไทยและจะทบทวนเงินกู้อื่นๆของประเทศไทยด้วย”ฮุน เซน...บอกกับอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ว่า...เขาและประชาชนชาวกัมพูชารู้สึกเจ็บปวด เมื่อได้ยินตอนที่พวกคุณกล่าวถึงเรื่องที่ว่าจะยุติการช่วยเหลือและระงับเงินกู้ตอนนี้ขอให้เลิกพูดลักษณะนี้ได้แล้ว เพราะเป็นคำหยาบคายและเด็กๆ พูด

กัน ทำงานกับนายกรัฐมนตรีไทยมาแล้ว10 คน นายอภิสิทธิ์เป็นคนที่ทำงานด้วยยากที่สุดแน่นอนว่า...ในฐานะนายกฯ คนกัมพูชาที่...กล้าต่อกรกับนายกรัฐมนตรี แห่งประเทศไทย...สมเด็จฯ ฮุน เซนก็จะเป็น...ฮีโร่ของคนกัมพูชาไปอีกหลายสมัยและนั่นคือ บทบาทที่...สมเด็จฯ ฮุน เซน ต้องเล่น...ในฐานะหัวหน้าพรรคการเมือง...ที่มีเสียงมากที่สุดในกัมพูชา...แต่ยังไม่ผ่านกึ่งหนึ่ง...และด้วยบทบาทนี้...อภิสิทธิ์ และกษิต...มีส่วนอย่างสำคัญ...ที่ช่วยหาเสียงให้กับ...

สมเด็จฯ ฮุน เซน...ได้ผ่านตัวเลขกึ่งหนึ่ง...เพื่อเป็นรัฐบาลพรรคเดียวในโอกาสที่จะถึงข้างหน้า...หรือเมื่อเขายุบสภา...เมื่อมีคะแนนนิยมสมบูรณ์ที่สุดนายกรัฐมนตรีของประเทศที่ใหญ่กว่า...ไม่ได้ทำให้ฐานะนายกรัฐมนตรีของเขาใหญ่ตามไปด้วย...ลีกวนยูแห่ง สิงคโปร์...คือ ตัวอย่างของคนใหญ่ในประเทศเล็ก...อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ...ต้องนับว่าเป็นผู้นำไทยคนแรก...ในประวัติศาสตร์พันปีที่ ประเทศกัมพูชาไม่ให้ความยำเกรงหวาดหวั่น...ถ้าเป็นแม่ทัพใหญ่...ในสมัย

สมบูรณาญาสิทธิราช...ยากมากที่จะรักษาศีรษะไว้บนบ่า...กับการทำให้ราชอาณาจักร...ต้องถูกล่วงเกินจากเมืองที่เคยเป็นประเทศราช...คนไทยทั้งชาติตั้งแต่โบรํ่าโบราณ...ต้องหน้าแตกอับอาย...ก็ในสมัยที่ได้...อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ณ ประชาธิปัตย์...เป็นนายกรัฐมนตรี...ยุบสภาเลือกตั้งใหม่วันนี้...แล้วจะรู้ว่า...ประชาชนเขาเลือกใคร 

หัวอกแม่ แต่ไม่ใช่มาร์ค?

ที่มา บางกอกทูเดย์

ดังนั้น วันนี้...รัฐบาล โดยเฉพาะนายกฯอภิสิทธิ์ ควรจะต้องถอยออกจากความดื้อรั้น แล้วกลับมาตั้งสติ ทบทวนดูสถานการณ์อย่างนิ่งๆ ว่า ควรจะทำอย่างไรเพื่อที่จะช่วงชิงบทบาทในการเป็นผู้นำให้โดดเด่นขึ้นมาให้ได้หากยังคงมีความฝันและความมุ่งมั่นที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปให้ได้ในสมัยที่ 2 หากมีการ

เลือกตั้งจะต้องไม่ยอมเสียท่า หรือพลาดพลั้งเสียเชิงทางการทูตให้กับสมเด็จฯ ฮุน เซน อีกต่อไปเพราะนั่นหมายถึง อนาคตทางการเมืองโดยตรงของนายอภิสิทธิ์จริงๆ แล้วประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา เป็นเพื่อนบ้านกันมานาน มีความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลมาช้านานแล้วเช่นกันและในฐานะมิตรประเทศที่อยู่ในภูมิภาคเดียวกัน คือ ภูมิภาคอาเซียน ต้องยอมรับความจริงว่าบทบาทของประเทศไทยนั้นนำหน้าประเทศกัมพูชาหลายก้าว รวมทั้งในเวทีโลกด้วยที่ผ่านมา

ประเทศไทยเป็นฝ่ายสนับสนุน เป็นฝ่ายให้ความช่วยเหลือกัมพูชามาโดยตลอดในหลายๆ เรื่องนั่นแปลว่า ไทยเล่นบทบาทผู้นำได้เป็นอย่างดีมาโดยตลอดแต่มาในวันนี้ ในวันที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี และมีนายกษิต ภิรมย์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กลับกลายเป็นว่าผู้นำประเทศกัมพูชา ไม่ให้ราคาของผู้นำรัฐบาลไทยเลยสักนิด เพราะกล้าขู่ กล้าท้าสารพัดเรื่องกลายเป็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก

แม้แต่นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ยังอดรนทนไม่ได้ ต้องออกมาเสนอความเห็นว่า ประเทศไทยควรต้องเล่นบทเหนือชั้นกว่ากัมพูชา ไม่ใช่เล่นบทตามหลังอย่างที่เป็นอยู่ในเวลานี้และควรเป็นฝ่ายเล่นเกมรุกทางความสัมพันธ์ระดับประเทศ ด้วยการขอเปิดเจรจาไปเลยเพื่อให้เห็นว่าประเทศไทยเป็นผู้ใหญ่ เป็นผู้นำในกลุ่มอาเซียนที่แท้จริงชิงเป็นฝ่ายนำในเกมเจรจาให้บรรดาประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะบรรดาประเทศในอา

เซียนเห็นกันจะๆ ไปเลยแต่คำเสนอแนะของนายสุรเกียรติ์ ไม่ได้รับการตอบรับจากสัญญาณของนายกฯอภิสิทธิ์ แต่อย่างใดแถมยังโดนนายกษิต ปฏิเสธหน้าตาเฉยดังนั้น ทำให้วันนี้ความตึงเครียดระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชายังคงอึมครึมเช่นเดิมทุกสถานการณ์ต้องยอมรับความเป็นจริงว่า ยังไม่มีอะไรที่ดีขึ้นแม้แต่กรณีการจับกุมตัวนายศิวรักษ์ ชุติพงษ์ วิศวกรไทย ผ่านมากว่าครึ่งเดือนแล้ว แต่กระทรวงการต่างประเทศของไทย ก็ยังทำอะไรให้เห็นความคืบหน้า

ไม่ได้มากเลือดไทย ศักดิ์ศรีไทย คุกรุ่นอยู่ในลมหายใจของคนไทยทุกคน ดังนั้น วันนี้นายกฯอภิสิทธิ์ ควรจะต้องแสดงความเหนือชั้นออกมาให้เห็นบ้างได้แล้ว สำหรับการกระทบกระเทือนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ยืดเยื้อครั้งนี้สาดน้ำใส่กัน ไม่ว่าอย่างไรก็ย่อมเปียกปอนด้วยกันทั้งคู่... การต่อปากต่อคำ ไม่เคยทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศดีขึ้นมาได้จึงไม่แปลกที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย อยากให้รัฐบาลหาทางเจรจาและปรับท่าทีที่มีต่อ

กัมพูชา พร้อมกับยืนยันอย่างชัดเจนว่า ที่ผ่านมาไม่เคยสร้างความแตกแยก มีแต่สร้างความเป็นมิตรให้เกิดขึ้นอะไรที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ กังวลไปเองว่า จะเป็นการแย่งซีน แย่งผลงานรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ก็ยังยอมหยุด ยอมถอย... เพื่อเปิดโอกาสให้รัฐบาลได้ทำงานอย่างเต็มที่ดังนั้น วันนี้... รัฐบาล โดยเฉพาะนายกฯอภิสิทธิ์ ควรจะต้องถอยออกจากความดื้อรั้น แล้วกลับมาตั้งสติ ทบทวนดูสถานการณ์อย่างนิ่งๆ ว่า ควรจะทำอย่างไรเพื่อที่จะช่วงชิงบทบาทในการเป็นผู้นำให้

โดดเด่นขึ้นมาให้ได้หากยังคงมีความฝันและความมุ่งมั่นที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปให้ได้ในสมัยที่ 2 หากมีการเลือกตั้งจะต้องไม่ยอมเสียท่า หรือพลาดพลั้งเสียเชิงทางการทูตให้กับสมเด็จฯ ฮุน เซน อีกต่อไปเพราะนั่นหมายถึง อนาคตทางการเมืองโดยตรงของนายอภิสิทธิ์โดยเฉพาะเกมการเมืองที่สำคัญอย่างยิ่งที่สุดในเวลานี้ ไม่ควรจะเป็นเรื่องของการเล่นแง่เอาเชิงกรณีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี อีกต่อไป เพราะในเกมนี้สมเด็จฯ ฮุน เซน เปิดหน้า

ไพ่ชัดเจน ไม่มีกั๊กใดๆ ทั้งสิ้นไปแล้ว ฉะนั้นไม่ว่านายกฯอภิสิทธิ์ จะเล่นเกมอะไรก็ไม่มีทางเปลี่ยนหน้าไพ่ของสมเด็จฯ ฮุน เซน ได้แน่ๆควรปล่อยให้เป็นเรื่อง “ตายเดี่ยว” ของนายกษิต ไปเพียงลำพังจะดีกว่าแต่นายกฯอภิสิทธิ์ ต้องมาเล่นเรื่องของนายศิวรักษ์ ซึ่งวันนี้ชัดเจนแล้วว่า กระทรวงการต่างประเทศ ไม่สามารถที่จะทำอะไรให้กลายมาเป็นบวกได้เลย มีแต่เต้นตามเกมของทางกัมพูชาไปวันๆฉะนั้น ไม่แปลกที่เมื่อเห็นท่าทีของกระทรวงการต่างประเทศเป็นแบบ

นี้ “หัวอกคนเป็นแม่” อย่างนางสิมารักษ์ ณ นครพนม มารดาของนายศิวรักษ์ จึงต้องพยายามดิ้นรนหาที่พึ่งใหม่แทนกระทรวงการต่างประเทศ ที่ทำได้แค่พึมพำในลำคอว่า ทำดีที่สุดแล้วทำให้พรรคเพื่อไทยกลายเป็นพระเอกขี่ม้าขาวทำให้นายนพดล ปัทมะ กลายเป็นคนที่ได้ซีนในเรื่องการให้การช่วยเหลือไปเต็มๆเพราะสามารถที่จะทำให้นางสิมารักษ์ สามารถเดินทางไปเยี่ยมบุตรชายได้ถึง 2 ครั้ง 2 หนแล้วดังนั้น แทนที่กระทรวงต่างประเทศจะหงุดหงิด พาลพาโล หรือ

น้อยอกน้อยใจ ก็ควรที่จะต้องเห็นใจนางสิมารักษ์ด้วย ว่า ในยามที่หวังรัฐนาวาช่วยให้ลูกปลอดภัย แต่เมื่อเรือใหญ่ไม่เคลื่อนตัวมีขอนไม้ลอยมาให้เกาะ ก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลยนางสิมารักษ์ พูดอย่างเปิดเผยชัดเจนว่า การขอให้พรรคเพื่อไทยช่วยเหลือก็เป็นเพราะเกรงใจรัฐบาล ไม่มีนัยแอบแฝงใดๆ ทั้งสิ้นแค่ต้องการใช้ทุกช่องทางเพื่อช่วยให้เดินทางไปพบบุตรชายนี่คือ หัวอกของคนเป็นแม่ทุกคนในโลกนี้ ที่รัฐบาลและนายกฯอภิสิทธิ์ควรที่จะต้องเข้าใจยิ่งใกล้วันที่ 8

ธันวาคม ซึ่งทางศาลกัมพูชาจะพิจารณาคดีมากขึ้นเท่าไหร่ คนเป็นแม่ก็ยิ่งร้อนรุ่มกังวลมากขึ้นเท่านั้นจะนอนใจไม่ดิ้นรนได้อย่างไร เพราะทางกระทรวงการต่างประเทศเอง น.ส.วิมล คิดชอบ อธิบดีกรมสารนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ก็บอกได้เพียงว่าวันที่ 4 ธ.ค.นี้ ศาลกัมพูชาจะพิจารณาว่า จะให้ประกันตัวหรือไม่ ซึ่งระหว่างนี้ ฝ่ายไทย โดยทนายความ ก็กำลังรวบรวมหลักฐานที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปใช้ประกอบการพิจารณา“เราเข้าใจในความรู้สึกของคุณ

แม่ที่ต้องการเดินทางไปเร็วขึ้น แต่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องก็ทำงานอย่างจริงจัง และเต็มที่ และกรณีนี้ก็เป็นกรณีพิเศษ ซึ่งเราจะทำหน้าที่ของเราต่อไป เราดำเนินการทุกอย่าง ให้ความร่วมมือ และผลักดันภายใต้กระบวนการของกัมพูชา” น.ส.วิมล กล่าวส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายในการประกันตัวนายศิวรักษ์ รัฐบาลจะดำเนินการให้เปล่าหรือไม่ น.ส.วิมล บอกว่าเวลานี้กำลังดูรายละเอียดที่เกี่ยวข้องอยู่ดังนั้น นายกฯอภิสิทธิ์ควรที่จะต้องเร่งเครื่อง เดินเกมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

อย่างเข้มข้น ให้เห็นถึงความเหนือชั้นกว่าสมเด็จฯ ฮุน เซน ให้ได้โดยเร็วที่สุดแม้ว่าในหัวอกของนายกฯอภิสิทธิ์ยามนี้อาจจะหงุดหงิดสมเด็จฯ ฮุน เซน สักเพียงใดก็ตามเพราะแน่นอนว่า การที่ถูกสมเด็จฯ ฮุน เซน ระบุโต้งๆ ว่า นายอภิสิทธิ์ เป็นนายกรัฐมนตรีของไทย ที่ทำงานด้วยยากที่สุดแถมยังจะทบทวนโครงการสนับสนุนจากรัฐบาลไทยเสียอีกด้วย... เจอแบบนี้ในหัวอกส่วนลึกจะไม่ให้รู้สึกอะไรเลยนั้น ก็ออกจะผิดวิสัยปุถุชนทั่วไปนายอภิสิทธิ์ก็ได้แต่หวังว่า

ปัญหาระหว่างไทย-กัมพูชา ยังเชื่อว่าสายตาชาวโลกจะเข้าใจ ส่วนกรณีหัวอกแม่ของนายศิวรักษ์ ที่ได้ขอให้พรรคเพื่อไทยช่วยเหลือระหว่างถูกจับกุมอยู่ที่กัมพูชา นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องของมารดาที่เป็นห่วงลูก แต่ขอยืนยันว่า รัฐบาลได้ติดตามการให้ความช่วยเหลืออย่างใกล้ชิดงานนี้หัวอกแม่ร้าวระบม... หัวอกมาร์คกลัดหนองหรือไม่?ไม่มีใครรู้!!

ขบวนการล้มเจ้า ?

ที่มา thaifreenews

โดย..ลูกชาวนาไทย



ยิ่งปลุกกระแสนี้ คนเสื้อแดงก็ยิ่งเยอะขึ้นทุกวัน

คงต้องทบทวนยุทธศาสตร์ใหม่แล้วว่าทำไมมันไม่ได้ผล หรือว่า ประชาชนไม่ค่อยให้ความสำคัญกับประเด็นนี้แล้ว

ไม่น่าเป็นไปได้ <---- (เขียนประโยคนี้ตาม Formal Form) ผมว่าอุดมการณ์ในส่วนนี้ เจือจางลงไปเรื่อยๆ ฟันธงไม่เกินสิบปี จะไม่มีใครสนใจประเด็นนี้ ทั้งปลุกกระแสหมิ่น ปลุกกระแสคลั่งชาติ วันเวลาอันหอมหวาน ก็ไม่เคยหวนกลับคืนมาสักที เฮ้อ (รำพันเล่นๆ) หากย้อนเวลาได้ จะกลับไปแก้ไขอะไร ผมว่า ความผิดพลาดคือการทำรัฐประหาร นั่นเอง ทำให้ทักษิณ จากคนธรรมดา กลายเป็น "รัฐบุรุษมหาราษฎร์" ที่เข็มแข็ง ศักดิ์สิทธิ์ขึ้นทุกวัน ยิ่งนานยิ่งเข็มแข็ง ยิ่งนานยิ่งศักดิ์สิทธิ์ และคนที่นิยมธรรมดา ด้วยความคับข้องใจ เขาก็เลย "เลือกซะเลย" ระหว่างทักษิณ กับ ... เลือกทักษิณซะให้รู้แล้วรู้รอด สำหรับผมตอนนี้เลือกทักษิณครับ เพราะทุกคนก็ "มนุษย์ธรรมดาเหมือนกัน"

ถึงฮุนเซนจะเก่งอย่างไรในทางการทูต ก็สู้ความ "หน้าด้าน" ของมาร์กไม่ได้หรอกครับ

ก็อย่างการให้สัมภาษณ์ครั้งหลังของฮุนเซน ที่ชกเข้าปลายคางทุกเม็ด ทั้งเรื่องของการไม่ยกเิลิกไม่กู้ไทย ซ่อมถนนเอง และอื่นๆ ซึ่งในทางการทูต ถือเป็นการตอบโต้่ที่่รุนแรง

แต่ "มาร์ก" ก็หน้าด้าน ไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไร ยังออกปากว่า "คงโดนคนยุแหย่" มา

คือ สุภาพบุรุษ ถึงอย่างไรก็สู้คนหน้าด้านไม่ได้หรอกครับ

แต่ก็คงซ่าได้ในช่วงที่ประชาชน ไม่อาจใช้อำนาจอธิปไำตยของพวกเขาลงคะแนนเท่านั้น
ได้โิอกาสเป็นนายกฯแล้วนี่ ถึงอย่างไรก็ได้ชื่อว่าเป็น "นายกฯ"

ไม่เ็ห็นต้องแคร์ว่าในอนาคตจะมีใครด่าว่าอย่างไร

หน้าด้านเสียอย่าง ไม่เห็นต้องแคร์อะไร

If you want something, mad enough, You'll get it.

อยากเป็นนายกฯให้ได้ก็ต้องบ้าให้พอ แม้คนไม่เลือกก็ต้องทำทุกอย่างให้ได้เป็นให้ได้

PTV2009-12-02 + Youtube จารกรรมการบินทักษิณ

ที่มา thaifreenews

โดย Tuxedo

PTV 2009-12-02 65นาที WMV 63.10Mb, MP3 11.24Mb

ย้อนรอยยุบไทยรักไทย พิสูจน์-กระบวนยุติธรรมไทย 52นาที WMV 51.08Mb

Clipผลงานบังสุกุลครับ >> ความจริงวันนี้ DLได้คาดว่าไม่เกินเที่ยงคืน

สนับสนุนการดำเนินงาน Thaipeoplevoice >> Click[/i]

2009 11 12 CH3มิติ กัมพูชาส่งเลขานุการฑูตกลับไทย,กษิตบินด่วน,มาร์คไม่รู้

Youtube , Mediafire 39.41Mb


2009 11 12 CH3 นายกทักษิณบรรยายศกในกัมพูชา,มาร์คทบทวนความช่วยเหลือให้เขมร

2009 11 13 CH3 กัมพูชาจับวิศกรไทยล้วงข้อมูลการบินทักษิณ,ประเวศแนะมาร์คอย่ารังแกเด็กกัมพูชา

2009 11 13 CH3 กัมพูชาจับวิศกรไทยล้วงข้อมูลการบินทักษิณ,กษิตกลั่นแกล้ง

2009 11 13 NBT มาร์คตอบโต้กัมพูชา,สุเทพ,ชวน,ถาวร,ปฐมพงษ์

2009 11 13 CH3 มาร์คทบทวนความช่วยเหลือกัมพูชา,การค้าชายแดน

2009 11 14 NBT มาร์ค ไม่ใช่สายลับ,ชวน ฮุนเซนได้ข้อมูลผิดๆ,ปชปวอนให้ปฏิบัติที่ดี

รำลึกวาทะท่านสมัคร สุนทรเวช 17กันยายน2549 ก่อน คมช.รัฐประหารปล้นอำนาจประชาชน2วัน

ที่มา thaifreenews

โดย Wittaya

เมื่อเด็กน้อยโดนน้าฮุนตบหน้าอีกฉาดใหญ่

ที่มา วโรทาห์

ควันหลงจากศึกอาเซียนซัมมิท ยังไม่มีทีท่าว่าจบลงได้ง่ายๆ หลังจากที่เจ้าภาพเปิดศึกแลกแข้ง กับแขกบ้านแขกเมืองอย่างเมามัน จนกระทั่งป่านนี้ ยังเกิดอาฟเตอร์ช็อคตามมาเป็นระลอกๆ แต่ละดอกเล่นเอาท่านประธานอาเซียน ถึงกับหน้าสั่นฟันยางกระเด็น ดูไม่จืดจริงๆ

ก็เรื่องการระงับเงินกู้ 1,400 ล้านบาท ที่ฝ่ายไทยงัดออกมาขู่เขมรนั่นไง แค่ยังไม่ทันขยับ น้าฮุนฯก็สวนกลับทันควันว่า ไม่กู้ไม่เก้อมันแล้ว เงินแค่นี้เก็บไว้งาบกันเองเหอะ เขมรเขามีปัญญาหาของเขาได้

ออกหมัดซัดกันโต้งๆอย่างนี้ เล่นเอาฝ่ายข่มขู่ ถึงกับตาเหลือกตาค้างซะเอง รีบแก้ตัวเป็นพัลวันว่า ใครบอกไม่ให้กู้ มันเป็นการเข้าใจผิดชัดๆ สงสัยว่าที่ปรึกษาใหญ่คือทักกี้ จะไปซี้ซั้วยุแหย่อะไรเข้าให้ซะแล้ว

ว่าไปนั่น! ขี้เยี่ยวไม่ออกขอให้นึกถึงทักษิณไว้ก่อน รับรองได้ว่าฉี่ง่ายถ่ายสะดวก ไม่มีคำว่าผิดหวังจริงๆ

เรื่องนี้คงต้องไปฟังทัศนะจากไอ้ปื้ดเด็กวัดอาวุโส ในฐานะที่ผ่านหลักสูตรอ๊อกเหล็กมาหมาดๆ จึงอยากเสนอหน้าให้คำแนะนำฟรีๆ กับช่างอ๊อกเหล็กรุ่นพ่อว่า ในเมื่อมันยุได้ เราก็น่าจะยุมั่ง

โดยเฉพาะเรื่องยุให้รำตำให้รั่ว ฆ่าผัวมันเสียเอาเมียมันมา ถือว่าเป็นเครื่องหมายการค้าของพรรคประชาธิปัติย์เลยก็ว่าได้ ดังนั้น ไม่ว่าจะส่งใครไป ก็รับประกันซ่อมฟรีว่า น้าฮุนต้องหันกลับมา เห็นกงจักรเป็นดอกบัว อย่างไม่ต้องสงสัย

หรือถ้าจะให้ชัวร์จริงๆ ก็ส่งแป๊ะไปลุยถั่วด้วยตัวเอง ถ้าเขมรไม่แตกเป็นเสี่ยงๆ เจริญรอยตามตายแลนด์ที่กำลังชักพะงาบๆอยู่ ก็ให้มันรู้กันไป

เรื่องของเรื่อง กว่าที่จะมีวันนี้ได้ ต้องถือว่ามาร์คทำเพื่อประเทศชาติจริงๆให้ดิ้นตาย เมื่อสมัยเป็นฝ่ายค้านอุตส่าห์แท็คทีมกับพวกกุ๊ยข้างถนน ด่าฮุนเซนซะสาดเสียเทเสีย เพียงเพื่อหวังล้มรัฐบาลลุงหมักเอ๊ย!..เพื่อทวงคืนเขาพระวิหาร อย่างน้อยไม่ได้ตัวปราสาทกลับมา ก็ขอให้ได้ผืนดินใต้ปราสาทก็ยังดี

ไม่นึกว่าวันหนึ่งข้างหน้า เมื่อป๋าดันให้มาตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ หอกทมิฬมันจะย้อนกลับมาแทงทมิฬอย่างเจ็บแสบ เล่นเอาน้ำตาไหลพรากๆ ชี้หน้าโทษคนโน้นคนนี้เป็นการใหญ่

ต้องยอมรับกันว่า น้าฮุนแกก็เลือดเย็นซะเหลือเกิน แทนที่จะออกอาการให้เห็น เป็นการเตือนกันก่อน แกกลับเล่นตีลูกบื้อ จะด่าว่ายังไงแกก็เฉย เอาคนที่ด่าแกมาเป็นนายกฯก็เฉย แถมตั้งกุ๊ยร่วมแก๊งค์มาเป็นรมต.ต่างประเทศ ก็ยังเฉยอีก

แต่เฉยของแกดันเป็นเฉยมีงาน หลังจากที่หลอกฟันเอาวัตถุโบราณคืนไปได้หลายสิบชิ้นแล้ว น้าฮุนก็จัดการลากเข้าคิลลิ่งฟิลด์

พอได้จังหวะจะโคนก่อนงานอาเซียนซัมมิทจะเริ่มขึ้น แกเลยถือโอกาสออกอาวุธหนักอย่างไม่ปรานีปราศัย เป็นการเอาคืนชนิดทบต้นทบดอก แถมบวกกำไรไปอีกบานตะเกียง

ทั้งแบะท่าเวลคัมเพื่อนแม้ว อยากมาเขมรเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น จะสร้างบ้านพักหรูหราไว้คอยท่า แถมจะตั้งให้เป็นที่ปรึกษาอีกต่างหาก

หะแรกก็นึกว่าแกพูดเล่น ที่ไหนได้ งานนี้เล่นออกเป็นพรก.ฉุกเฉิน ลงพระนามโดยพระบาทสมเด็จพระบรมนาถ นโรดม สีหมุนี เรียกว่าทำซะเป็นงานช้าง เพราะไม่ต้องการคำปฏิเสธจากท่านทักษิณ งานนี้ต้องถือว่า เป็นการกระทำโดยไตร่ตรองไว้ล่วงหน้า เป็นอย่างดี

แล้วเรื่องอะไรท่านแม้วจะปฏิเสธให้โง่ มิใยที่สื่อขี้ข้าอำมาตย์จะร่ำร้อง กราบไหว้วิงวอนแกมบังคับทุกวิถีทาง อย่างไร้ผล เพราะถ้าทำอย่างนั้น นอกจากจะเป็นการหักหน้าเขมร ทำให้เสียไมตรีกันเปล่าๆแล้ว ก็ใช่ว่าจะได้ดิบได้ดีจากพวกอำมาตย์ซะเมื่อไหร่

ว่าแล้วก็ขี่เรือเหาะข้ามหัวใครต่อใคร ไปรับตำแหน่งอย่างเต็มภาคภูมิ

เท่านั้นแหละ! เหมือนลากเอาไข่ป๋าออกมาทุบๆๆๆๆ แล้วก็ทุบด้วยค้อนปอนด์อันเบ้อเริม เล่นเอาเจ้าของไข่ถึงกับออกอาการหน้าเขียวหน้าเหลือง ลงไปนอนชักดิ้นชักงอ..ช้าก..แหง่กๆๆๆ

แล้วมาร์คก็ยื่นหน้าไปเข้าทางตีนชนิดเต็มๆ เมื่อทำเป็นโชว์พาวคิดเร็วทำเร็ว เรียกทูตไทยประจำเขมรกลับเป็นการด่วน เลยเข้าทางน้าฮุนเขาก็เรียกทูตเขมรประจำไทยกลับมั่ง เป็นการประกาศก้องว่า "กูไม่กลัวมึง"

เล่นเอามาร์คหน้าชา ไปไม่เป็นอยู่พักใหญ่ ก่อนที่จะหันรีหันขวาง ออกมาร้องไห้แงๆ ขอให้ไทยช่วยไทย ใครไม่ช่วยจะถือว่าเป็นคนขายชาติ

โพลล์ชั่วก็ตาลีตาเหลือกออกมารับมุก ชงลูกคลั่งชาติให้พวกอำมาตย์ยกซดกันโฮกฮือๆ แต่ที่ไหนได้ประชาชนกลับเฉยๆ

มันเรื่องอะไร ที่อยู่ๆคนไทยเกเรไปเที่ยวระรานเขา พอเขาเอาคืนมั่ง ดันวิ่งโร่มาขอให้คนไทยช่วย พอไม่ช่วยก็ไล่ให้ไปอยู่เขมร..ซะงั้น

อะไรไม่ว่า ดันมาทำงามหน้าอีก เมื่อไปจารกรรมข้อมูลเขาจนถูกจับได้ ดิ้นยังไงก็ไม่หลุด ถ้าเรื่องไม่จริง ทำไมจะเป็นเดือดเป็นร้อน ถึงขนาดรมต.ต่างประเทศ ตาลีตาเหลือกบินกลับไทย ทั้งๆที่กำลังทำงานสำคัญ เตรียมการประชุมเอเป็คที่สิงคโปร์อยู่

มาถึงวันนี้ เรื่องมันเลยบานไม่รู้หุบไปซะแล้ว เพราะนโยบายต่างประเทศยุคโบราณ ที่ถือว่าเพื่อนบ้านเป็นลูกไล่ พอขู่แล้วเขาไม่กลัว คราวนี้เลยหาทางลงไม่เจอ

แถมมาเจอนายกฯเขมร ที่เป็นมวยเชิงสูงซะอีก เรื่องมันเลยไปกันใหญ่ ล่าสุดนี้น้าฮุนก็ออกมาพูดชัดถ้อยชัดคำว่า เขาไม่ได้มีเรื่องกับคนไทย แต่มีหนี้ต้องชำระกับเจ้า 2 ตัวนั่น และที่สำคัญยังตีแสกหน้ากันจังๆอีกว่า ไม่มีความสุขในการทำงานกับนายกฯวิ่งราวคนนี้

เป็นคำพูดที่แทงใจดำคนไทยซะเหลือเกิน เพราะอย่าว่าแต่น้าฮุนเลยที่ไม่มีความสุข แม้แต่ประชาชนคนไทยด้วยกันเอง ก็อยากจะบ้าตายวันละหลายๆครั้ง ตราบใดที่เจ้าเด็กแว้นคนนี้ ยังนั่งทับขี้บนตำแหน่งนายกฯ ยิ่งอยู่ไปยิ่งทำให้ทำให้นึกถึงคำกล่าวของเหลาจื่อที่ว่า

"การปกครองที่ดีนั้น ราษฎรจะไม่รู้สึกว่าถูกปกครอง" แต่ภายใต้การปกครองของมาร์ค...

ไม่มีวันใดเลย ที่ราษฎรไม่รู้สึกว่าถูกปกครอง

วโรทาห์: 2 ธ.ค. 52

Wednesday, December 2, 2009

The daily dose : 1 Dec 2009

ที่มา Voice TV



Street Politice Red & Looming , Cabinet Reshuffle deck , Suthep's view on armed forces , Thai-cambodian wounds heal

5ธันวา100ปีชาตกาล:ขุนพลภูพานยังไร้อนุสาวรีย์

ที่มา Thai E-News


ข้าพเจ้าเป็นคนไทย ข้าพเจ้าเป็นไทแก่ตัวเอง ข้าพเจ้าเป็นราษฎรไทย ราษฎรสยาม ทั้งข้าพเจ้าต้องการให้ทุกๆ คนบนพื้นอันเป็นสยามประเทศนี้เป็นราษฎรเสมอหน้ากันหมด ปราศจากความเหลื่อมล้ำต่ำสูง ความเป็นราษฎรจึงเป็นอุดมคติที่ข้าพเจ้าบูชาอันหนึ่ง


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
2 ธันวาคม 2552

ปฏิทิน 100 ปีชาตกาลขุนพลภูพาน:วีรบุรุษที่ยังไร้อนุสาวรีย์

-5 ธันวาคม 2452 เตียง ศิริขันธ์ เกิดที่จังหวัดสกลนคร หากมีชีวิตถึงวันนี้จะอายุครบ 100 ปี
-พ.ศ.2473 จบการศึกษาจากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ
-พ.ศ.2477 ถูกจับกุมข้อหาคอมมิวนิสต์ ขณะเป็นครูที่อุดรธานี
-7พ.ย.2480เป็นส.ส.สมัยแรก และเป็นต่อมาอีก5สมัย
-8ธ.ค.2484วันญี่ปุ่นบุกยึดไทย นายเตียงเข้าพบปรีดี พนมยงค์ขอให้ตั้งขบวนการเสรีไทย
-ปฏิบัติงานเสรีไทยใช้รหัสชื่อ"พลูโต"เป็นหัวหน้าเสรีไทยภาคอีสานจนถึงวันประกาศสันติภาพ16ส.ค.2488
-31ส.ค.2488 เป็นรัฐมนตรีครั้งแรก
-9 มิ.ย. 2489 เกิดกรณีร.8สวรรคต นายปรีดี พนมยงค์ลาออก
-8 พ.ย.2490 เกิดรัฐประหารยึดอำนาจ กลุ่มนายปรีดีถูกขจัดออกจากอำนาจ
-26ก.พ.2492 นายปรีดีพยายามยึดอำนาจคืนแต่พ่ายแพ้กลายเป็นกบฎวังหลวง
-4 มี.ค.2492 อดีต4รัฐมนตรีสายปรีดีถูกสังหารโหดที่บางเขนคือดร.ทองเปลว ชลภูมิ,ถวิล อุดล,จำลอง ดาวเรือง,ทองอินทร์ ภูริพัฒน์ แต่ครูเตียงรอด
-12 ธ.ค.2495 ครูเตียงถูกพล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์เชิญไปพบและหายสาบสูญ หลายปีต่อมาถูกเปิดเผยว่าโดนฆ่ารัดคอและเผาที่กาญจนบุรี เมื่อ14 ธ.ค.2495 เสียชีวิตในวัยเพียง 43 ปี
-วันนี้ ชาวสกลนครกำลังระดมทุนราว3ล้านบาทเพื่อสร้างอนุสาวรีย์เชิดชูเกียรติขุนพลภูพานให้ทันวันชาตกาล 100 ปี 5 ธันวาคม2552
-5 ธันวาคม 2552 ยังไม่สามารถเปิดอนุสาวรีย์ได้เนื่องจากมีข้ออุปสรรคหลายประการ


วีรบุรุษ"พลูโต"100ปีที่ยังไร้อนุสาวรีย์

*บริเวณวนอุทยานที่จะสร้างอนุสาวรีย์ขุนพลภูพาน เตียง ศิริขันธ์(พลูโต)แต่ปีนี้ครบรอบ100ปีชาตกาล ก็ยังไม่ได้ลงมือสร้าง


"สำนึกในบุญคุณของนายเตียงที่มีต่อชาวจังหวัดสกลนคร ชาวภาคอีสาน และต่อประเทศไทยนั้นมากล้น เพราะท่านเคยเสียสละอุทิศตัวให้กับงานกอบกู้ชาติในช่วงสงครามโลกครั้งที่2 ซึ่งไทยถูกญี่ปุ่นยึดครอง จนสามารถทำให้ไทยมีอิสรภาพต่อมาได้ทุกวันนี้ แต่มาถึงทุกวันนี้คนรุ่นหลังๆก็คงจำนายเตียงไม่ได้แล้ว เลยอยากสร้างอนุสาวรีย์ไว้ให้รำลึกนึกถึง"คุณวิเชียร วงศ์กาฬสินธ์ นายกสมาคมข้าราชการบำนาญ จังหวัดสกลนครกล่าว

อย่างไรก็ดีหลังจากเริ่มตั้ง"กองทุนก่อสร้างอนุสาวรีย์ขุนพลเตียง ศิริขันธ์(พลูโต)"ผ่านไป 3 ปีมาถึงปีนี้ ซึ่งครบรอบ 100 ปีชาตกาลของขุนพลภูพาน ผู้มีฉายาชื่อรหัสกู้ชาติ"พลูโต"ยังไม่ประสบความสำเร็จดังหวัง

ประการแรก การประสานงานกับหัวหน้าส่วนราชการสะดุดหยุดลงเรื่อย ตามการเปลี่ยนตัวผู้ว่าราชการจังหวัดที่ย้ายกันถี่ 6เดือนไม่ถึงปีย้ายแล้ว ทำให้การประสานงานสะดุดลง

ประการต่อมา กรมศิลปากรไม่อนุมัติแบบที่คณะกรรมการกองทุนฯเสนอไป โดยล่าสุดตีกลับมาเป็นรูปนั่งบนขอนไม้แทนแบบยืนที่ออกแบบไว้เดิม

ประการสุดท้าย คนเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงเป็นข้าราชการบำนาญที่เคยมีสำนึกร่วมกันในบุญคุณของครูเตียงต่อประเทศเป็นหลัก ส่วนคนชั้นหลังอาจลืมเลือนวีรกรรมของวีรบุรุษผู้นี้ หรือถูกทำให้ลืม เพราะคณะกรรมการกองทุนฯได้ติดต่อประสานงานขอรับการสนับสนุนทุนไปทั้งส.ส. ส.ว. สมาคมชาวสกลนครในกรุงเทพฯ โรงเรียนเก่าที่อุดรธานีที่ครูเตียงเคยสอน ตอนนี้ได้เงินทุนมาประเดิมเพียง6แสนบาท จากที่ต้องใช้ทุนทั้งสิ้น 3 ล้านบาท

"ในเมื่อ100ปีชาตกาลของท่านทำไม่ทัน ก็ต้องพยายามกันต่อไป ไหนๆก็รอมานานแล้ว ก็รอแบบกรมศิลป์อนุมัติมาคงได้ฤกษ์สร้างเสียที"คุณวิเชียรกล่าว

ประชาชนคนไทยที่รักชาติรักประชาธิปไตย สำนึกในวีรกรรมของครูเตียง อยากร่วมสร้างอนุสารีย์ของ"พลูโต"เชิญบริจาคได้ที่

กองทุนก่อสร้างอนุสาวรีย์ขุนพลเตียง ศิริขันธ์(พลูโต)
ธนาคารกรุงไทย สาขาเจริญเมือง สกลนคร
เลขที่บัญชี 442-0-01485-7

สอบถามเพิ่มเติมที่คุณวิเชียร วงศ์กาฬสินธุ์ 042-711915


วีรประวัติของ"พลูโต"ขุนพลภูพาน

*เตียง ศิริขันธ์ กับคณะพรรคเสรีไทยกู้ชาติบนเทือกเขาภูพานยุคสงครามโลกครั้งที่2


เตียง ศิริขันธ์ เป็นชาวสกลนคร เกิดเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2452 หรือเมื่อ 100 ปีมาแล้ว ที่บ้านคุ้มวัดสระเกศ ถ.มรรคาลัย ต.สะพานหิน ปัจจุบัน เป็นต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร เป็นบุตรคนที่ 6 ของ ขุนนิเทศพานิช (บุดดี ศิริขันธ์) และนางอัม มีพี่น้องร่วมบิดามารดา 9 คน

จบการศึกษาจากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นนิสิตรุ่นแรกของคณะ และได้รับการบรรจุเป็นครูครั้งแรกที่โรงเรียนมัธยมหอวัง ในปี 2472 นายเตียงเป็นเด็กที่มีการศึกษาสูงมากตามมาตรฐานของภาคอีสานในขณะนั้น

จากการปฏิวัติ 24 มิ.ย. 2475 ครูเตียง ก็เป็นคนหนึ่งที่สนใจในแนวคิดประชาธิปไตย เมื่อได้ศึกษาแนวความคิดเค้าโครงเศรษฐกิจของหลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์) ก็ศรัทธาในแนวคิดของหลวงประดิษฐ์มนูธรรมอย่างมาก

ในระหว่างรับราชการครูเตียงได้ร่วมกับนายสหัส กาญจนะพังคะ เพื่อนที่คณะอักษรศาสตร์ เขียนหนังสือคู่มือครู หรือชุดวิชาครู 5 เล่ม เป็นหนังสือชุดคู่มือครูชุดแรกๆ ที่เป็นที่รู้จักแพร่หลายในวงการครูในสมัยนั้น เพราะเป็นหนังสือช่วยในการสอน และใช้ในการสอบเพื่อยกระดับวิทยฐานะ

ต่อมาในเดือนก.ค. 2478 ครูเตียงถูกจับกุมพร้อมกับครูอีก 3 คน คือ ครูปั่น แก้วมาตย์ ครูสุทัศน์ สุวรรณรัตน์ และครูญวง เอี่ยมศิลา ในข้อหาว่ามีพฤติกรรมต้องสงสัยว่าจะฝักใฝ่คอมมิวนิสต์และเผยแพร่ลัทธิคอมมิวนิสต์ในโรงเรียน ถูกขังอยู่ราว 2 เดือน ศาลยกฟ้อง มีเพียงครูญวงคนเดียวที่ถูกตัดสินจำคุก 10 ปี

จากนั้นครูเตียงตัดสินใจลาออกจากราชการในปี 2479 และมารับหน้าที่เป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์เสรีราษฎร ในงานเขียนของเขาในระยะนี้ ได้แสดงให้เห็นชัดถึงแนวความคิดแบบประชาธิปไตย ดังที่ได้เขียนบทความลงหนังสือพิมพ์เสรีราษฎร์ วันที่ 9 ก.ค. 2479 ว่า

ข้าพเจ้าเป็นคนไทย ข้าพเจ้าเป็นไทแก่ตัวเอง ข้าพเจ้าเป็นราษฎรไทย ราษฎรสยาม ทั้งข้าพเจ้าต้องการให้ทุกๆ คนบนพื้นอันเป็นสยามประเทศนี้เป็นราษฎรเสมอหน้ากันหมด ปราศจากความเหลื่อมล้ำต่ำสูง ความเป็นราษฎรจึงเป็นอุดมคติที่ข้าพเจ้าบูชาอันหนึ่ง


ต่อมาได้สมัครเป็นผู้แทนราษฎรจ.สกลนคร ได้รับเลือกเป็นส.ส.สมัยแรกทันที เมื่อพ.ย.2480 และกลายเป็น ส.ส.ภาคอีสานชั้นแนวหน้า ระหว่างทำหน้าที่ส.ส. ได้ตั้งกลุ่มร่วมกับส.ส.อีสาน และส.ส.ภาคอื่น กลายเป็นกลุ่ม ส.ส.ที่มีบทบาทนำในสภา ในการต่อสู้เพื่อสิทธิของประชาชน

เตียง ศิริขันธ์ ได้พบกับน.ส.นิวาศน์ พิชิตรณการ บุตรีของร.อ.นาถ และนางเวศ พิชิตรณการ ซึ่งเป็นญาติของจอมพลผิน ชุณหะวัณ และได้สมรสกันในพ.ศ.2482 มีบุตรชายคนเดียวคือ นายวิฑูรย์ ศิริขันธ์

เมื่อกองทัพญี่ปุ่นบุกประเทศไทยในเดือนธ.ค. 2484 ซึ่งเป็นการนำประเทศไทยเข้าสู่สงครามมหาเอเชียบูรพา เตียง ศิริขันธ์ ได้ร่วมกับ จำกัด พลางกูร ก่อตั้ง คณะกู้ชาติ เพื่อต่อต้านญี่ปุ่น เพื่อรักษาเอกราชอธิปไตยแห่งชาติ และคัดค้านรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่ร่วมมือกับญี่ปุ่น


ต่อมานายเตียง ร่วมกับกลุ่มส.ส.ฝ่ายก้าวหน้า ได้เข้าไปชักชวนนายปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการในเวลานั้นให้ตั้งขบวนการเสรีไทยใต้ดินขึ้น เพื่อหาทางต่อต้านญี่ปุ่น โดยมีนายปรีดีเป็นหัวหน้าเสรีไทย ใช้ชื่อรหัส"รูธ"

นายปรีดีได้ตั้งให้นายเตียงเป็นหัวหน้าใหญ่ของเสรีไทย ภาคอีสาน รหัส พลูโต เพื่อทำการฝึกกองกำลังลับต่อต้านญี่ปุ่นที่เขตเทือกเขาภูพาน จ.สกลนคร กองกำลังเสรีไทยสายอีสาน กลายเป็นกำลังที่สำคัญที่สุดของฝ่ายเสรีไทย แต่ยังไม่ทันที่จะได้สู้รบกับญี่ปุ่นอย่างจริงจัง สงครามก็ยุติลง หลังสหรัฐฯทิ้งระเบิดปรมาณูในฮิโรชิมา และนางาซากิ

หลังสงคราม เตียง ศิริขันธ์ ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีครั้งแรก ในรัฐบาลรักษาการของนายทวี บุณยเกตุ เมื่อวันที่ 31 ส.ค. 2488 โดยเป็นรัฐมนตรีลอย และได้ร่วมกับส.ส.ฝ่ายก้าวหน้าตั้งพรรคสหชีพขึ้น

ในวันที่ 8 พ.ย. 2490 คณะรัฐประหารที่นำโดย พล.ท.ผิน ชุณหะวัณ (ยศขณะนั้น) ได้ยึดอำนาจล้มล้างรัฐบาลหลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ และโค่นอำนาจของนายปรีดี พนมยงค์ ด้วย และเชิญให้พรรคประชาธิปัตย์มาตั้งรัฐบาลขัดตาทัพ

สำหรับนายเตียง เมื่อได้ข่าวการรัฐประหารก็ได้หลบขึ้นสู่เทือกเขาภูพาน และเตรียมจัดตั้งกำลังต่อต้านคณะรัฐประหาร แต่ปรากฏว่านายปรีดีที่ลี้ภัยไปยังสิงคโปร์ได้ออกอากาศทางวิทยุ ห้ามพลพรรคเสรีไทยไม่ให้ต่อสู้กับคณะรัฐประหาร เพราะไม่ต้องการให้คนไทยฆ่ากันเอง นายเตียงจึงยุติการจัดตั้งกองกำลัง แต่ยังคงหลบอยู่บนภูพาน

ทางรัฐบาลได้สั่งให้พ.ต.อ.หลวงพิชิตธุรการ มาตามล่าจับกุม แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ ดังนั้น นายเตียงจึงได้สมญาจากหนังสือพิมพ์ว่า ขุนพลภูพาน

ต่อมาหลวงพิชิตธุรการได้ใช้วิธีการคุกคามชาวบ้านเพื่อให้บอกที่ซ่อนของนายเตียง จึงก่อให้เกิดความเดือดร้อนอย่างมาก นอกจากนี้ ยังจับครูครอง จันดาวงศ์ และมิตรของนายเตียงอีก 15 คน เพื่อสร้างแรงกดดัน นายเตียงจึงตัดสินใจมอบตัวต่อทางการในเดือนมี.ค. 2491 และทั้งหมดก็ถูกดำเนินคดีในข้อหากบฏแบ่งแยกดินแดนอีสาน ในที่สุดศาลก็ตัดสินยกฟ้องคดีกบฏแบ่งแยกดินแดน ทำให้นายเตียง และพรรคพวกเป็นอิสระ

ในระหว่างนี้ นายเตียงได้สมัครส.ส.ในการเลือกตั้งเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 5 มิ.ย. 2492 และได้รับเลือกตั้งอีกครั้ง จากนั้นในการเลือกตั้งวันที่ 26 ก.พ. 2495 เตียง ศิริขันธ์ ได้รวบรวมอดีตส.ส.ฝ่ายสหชีพและแนวรัฐธรรมนูญ ตั้งเป็นกลุ่มสหไทย ลงสมัครรับเลือกตั้งได้ 20 ที่นั่งจากจำนวน 123 ที่นั่ง

อย่างไรก็ตาม ในเดือนพ.ย. 2495 รัฐบาลได้กวาดล้างจับกุมฝ่ายค้านจำนวนมากในข้อหากบฏ ที่เรียกกันต่อมาว่า กบฏสันติภาพ และได้ออกกฎหมายคอมมิวนิสต์ พ.ศ. 2495 เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการเล่นงานกลุ่มที่ถูกจับกุม มีรัฐมนตรีอีสานถึง 4 คนที่ถูกสังหารจากการกวาดล้างครั้งนี้

ขณะนั้นนายเตียงเป็นส.ส. ในคณะกรรมการนิติบัญญัติฝ่ายรัฐบาล เตียง ศิริขันธ์ ได้ถูกตำรวจตามตัวออกจากรัฐสภาเมื่อวันที่ 12 ธ.ค. 2495 จากนั้นก็หายสาบสูญไปไม่ปรากฏตัวอีกเลย

จากหลักฐานต่อมาปรากฏว่า เตียง ศิริขันธ์ ถูกสังหารเมื่อวันที่ 14 ธ.ค. 2495 พร้อม เล็ก บุนนาค ผ่อง เขียววิจิตร สง่า ประจักษ์วงศ์ และชาญ บุนนาค เสรีไทยที่สำคัญอีกคน รวม 5 คน โดยศพถูกนำไปเผาทิ้งที่ต.แก่งเสี้ยน อ.เมือง จ.กาญจนบุรี

นายเตียงได้ฉายาว่า ขุนพลภูพาน คือเป็นทั้งแม่ทัพใหญ่ในการฝึกหัดเสรีไทยนับพันคนหลายรุ่น มีอัธยาศัยไมตรีเป็นที่ไว้วางใจของชาวสกลนคร ความเด็ดเดี่ยวอุดมคติที่ต่อสู้กับนักการเมืองที่มีอิทธิพลทำให้เขาถูกยัดเยียดข้อหาฉกรรจ์ในสมัยนั้น และถูกสังหารในที่สุด



เตียงเคยแปลงานของฌัง ฌาคส์ รุสโซ เล่มหนึ่งชื่อ"เอมีล"เป็นหนังสือที่ลือลั่นของรุสโซ่ด้านการศึกษา นอกไปจาก"สัญญาประชาคม"ที่โลกรู้จักดี

หนังสือเล่มนี้รุสโซ่ลังเลใจอยู่ 12 ปี จึงได้หยิบปากกาขึ้นเขียนหนังสือเอมีล หรือเรื่องการศึกษา บรรจุถ้อยความ 5 บรรพด้วยกัน ซึ่งรุสโซ่ต้องใช้เวลาถึง 3 ปี เมื่อหนังสือเป็นเล่มขึ้นแล้ว ข้อความเกี่ยวกับศาสนาที่บรรจุอยู่ในหนังสือ ทำให้รุสโซหวั่นเกรงว่าจะทำให้เขาต้องถูกจับ จนต้องหนีเอาตัวรอด ซ่อนกายอยู่นอกประเทศพักหนึ่ง

เตียงซึ่งเป็นอักษรศาสตร์บัณฑิต จุฬาฯ ในฐานะผู้แปลบอกไว้ในความนำในการแปลว่า

“.. บัดนี้ข้าพเจ้ากำลังนึกถึงตัวเองอยูแม้ว่าโฉมหน้าบรรพที่ 2 ของเอมีลจะได้เป็นพากษ์ไทยโดยเรียบร้อยแล้วก็ตาม มันอาจจะไม่โผล่ออกสู่บรรณโลก เพราะผู้แปลอาจหลบหน้าหนีเอาตัวรอด ด้วยทนต่อคำของท่านผู้อ่านที่ไม่ปราถนาจะให้ความเมตตาปราณีแก่ผู้แปลไม่ได้ แต่อย่างไรก็ตามการปักใจของข้าพเจ้าเป็นอันว่าจะไม่ยอมถอน. ท่านรุสโซ สอนข้าพเจ้าไว้เช่นนั้น “เป็นคนต้องทำตามคำพูด”....


เตียงไม่ได้หนีไปไหน ระหว่างที่เผด็จการกำลังปกครองประเทศ และอุทิศตัวตามอุดมคติเพื่อความเสมอหน้ากันของราษฎรไทยที่เขาบูชา จนวาระสุดท้าย

“ทฤษฎีสมคบคิด” : หายนะของชาติ – ตัวตลกของประชาคมโลก!!!

ที่มา ประชาไท

77 ปี ที่ระบอบประชาธิปไตยได้สถาปนาขึ้นในประเทศนี้ ผ่านประสบการณ์ความเลวร้ายมาทุกรูปแบบ แต่ไม่เคยมีครั้งใด ที่รัฐบาลภายใต้ผู้นำที่ได้ประกาศชัดเจนว่าเขาเป็น “นักประชาธิปไตย” (นายอภิสิทธิ์เปิดใจในเว็บไซต์ของเขา และปาฐกถาที่ St. John’s College Oxford, หัวข้อ "Taking on the Challenges of Democracy" ว่าเขาสนใจการเมืองตั้งแต่อายุ 9 ขวบ - เขาประทับใจในเหตุการณ์ 14 ตุลา...รัฐบาลของเขาจะเคารพในหลักการว่าด้วยเสรีภาพ ในการแสดงความคิดเห็นของสื่อมวลชน) แต่วันนี้ รัฐบาลของเขากลับใช้วิธีการ ”สมรู้ร่วมคิดกันทำลายชาติ” ด้วยการ “ปิดกั้นเสรีภาพ - บิดเบือนการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร และครอบงำประชาชน” ชัดเจนที่สุดคือรายการวิจารณ์การเมืองบนสื่อโทรทัศน์ (โดยเฉพาะช่องหอยม่วง) ทั้งผู้ดำเนินรายการ – ผู้ร่วมรายการ ล้วนมาจากขบวนการ “พันธมิตรสื่อกู้ชาติ”, โดยมีผลตอบแทนเป็นการเพิกเฉย – ซื้อเวลาใน “คดีเสื้อเหลือง” และ “งบประมาณค่าโฆษณา” โครงการต่าง ๆ ของรัฐบาล.?

ถ้าวันนี้สังคมยังไม่เลอะเลือน ย่อมรู้ว่า ตลอดเวลา 4 ปี ที่ผ่านมา ขบวนการพันธมิตรสื่อกู้ชาติ ได้ทำให้วิกฤติความขัดแย้งทางการเมืองขยายวงออกไป จนเป็นความสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดเหตุรุนแรงได้ตลอดเวลา แต่รัฐบาลอภิสิทธิ์กลับตอกย้ำขั้วความขัดแย้งให้ร้าวลึกหนักขึ้นไปอีก โดยสมคบคิดกับสื่อล้างสมอง - ขบวนการพันธมิตรสื่อกู้ชาติ จนมองเป็นอื่นไม่ได้ว่า “รัฐบาลอภิสิทธิ์ ก็คือเนื้อเดียวกับ พันธมิตรสื่อกู้ชาติ” นั้นเอง.!!!

ประวัติศาสตร์ความขัดแย้งของคนในชาติ ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรกในยุคของ “สีเหลือง - สีแดง”, แต่มันเกิดขึ้นหลายครั้งแล้วในอดีต แต่มันเป็น (เพียง) ความขัดแย้งระหว่างระบอบเผด็จการ กับระบอบประชาธิปไตย, เป็น (เพียง) ความขัดแย้งระหว่างทุนนิยม กับคอมมิวนิสต์ และเป็น (เพียง) ความขัดแย้งระหว่างความเชื่อ ที่แตกต่างกัน.

“จุดเปราะบางที่สุด” ของสังคมไทย คือ “ความเชื่อ - สองขั้วแนวคิด” ที่แตกต่างกัน ; ขั้วแรกเป็น ความเชื่อแบบงมงาย จากความไม่รู้ กลายเป็นความกลัว พัฒนาการเป็นความเชื่อ, ขั้วที่สองเป็นความเชื่อแบบ ใช้หลักเหตุผล มีอิสระที่จะคิดได้ด้วยตนเอง แต่ตลอดเวลาทั้งสองความเชื่อต่างพยายามปรับตัว เข้าหากัน - ตั้งอยู่บนจิตเจตนาอดทนอดกลั้น และการประนีประนอม (อาจเป็นเพราะความเป็นพุทธศาสนิกชน.?) มากกว่าจะพยายามกำจัดความเชื่อที่ต่างกันออกไป, เพราะทั้ง 2 ด้านของความเชื่อ นั้น - ตั้งอยู่บน “ความเป็นจริง” ของเรื่องเดียวกัน.

“ความขัดแย้ง” ที่เกิดขึ้นในสังคมไทยขณะนี้ - เกิดจากการรวมหัวกันสร้าง “ทฤษฎีสมคบคิด” (Conspiracy Theory) โดยมี “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” ร่วมกับ “นักวิชาการ”(บางส่วน) ร่วมกันออกอุบาย โดยนำเรื่องราวเหตุการณ์ต่างๆ มาแต่งเติมปะติดปะต่อกัน โดยมีเป้าหมายเดียว คือ เพื่อโจมตีให้ร้าย “ทักษิณ” และฝ่ายคนเสื้อแดง - เริ่มจาก “ทำบุญประเทศไทย - ทำบุญวัดพระแก้ว” – “ถวายฎีกาขอนายกฯ พระราชทาน” – “เรียกร้องให้ทหารยึดอำนาจ” – “ปฏิญญาฟินแลนด์” - “ระบอบทักษิณ – ทุนสามานย์” – “รัฐบาลหุ่นเชิด ขายชาติ” - “ลูกจีนกู้ชาติ” – “กรณีเขาพระวิหาร”...สุดท้ายผู้คนจำนวนหนึ่งกลายเป็นเหยื่อของธุรกิจสื่อกู้ชาติ และกลายเป็นเหยื่อ - หลงเชื่อแบบงมงาย.!!!

แม้แต่ “คำสอนในพระพุทธศาสนา” ยังถูกยกมาแอบอ้างอวดอ้าง ว่าตนเองเป็นผู้ยึดมั่นในหลักธรรม มีธรรมเป็นใหญ่ – มีธรรมนำหน้า, เพื่อสนับสนุน “วาทกรรม” ของตัวเองให้ดูน่าเลื่อมใส – น่าเชื่อถือ พร้อมกับให้ร้ายฝ่ายตรงข้ามว่าเป็นฝ่ายอธรรม เป็นพวกมารร้าย.

“สถาบันพระมหากษัตริย์” ถูกดึงมากล่าวแอบอ้างพาดพิง ถูกโยงเข้าหาทุกเรื่อง เช่นกรณีถวายฎีกาขอพระราชทานนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 7, กระทั่งยุให้ทหารทำการรัฐประหารก็ยังอ้างว่าเป็นการกระทำเพื่อพิทักษ์สถาบันพระมหากษัตริย์, โจมตีฝ่ายตรงข้ามว่าไม่จงรักภักดี ถึงขนาดป้ายสีว่า “ทักษิณ” จะสถาปนาตั้งราชวงศ์ใหม่ ก็ยังกล้ากล่าวถึง (หนังสือ “ขบวนการล้มเจ้า” คือ ผลงานล่าสุด).

แกนนำ “พันธมิตรสื่อกู้ชาติ” อ้างหลักการว่า : “...ใคร ๆ พูดว่า “สื่อ” เปรียบเสมือน “กระจกเงา” ที่สะท้อนภาพสังคม แต่สำหรับผมไม่ใช่ – “สื่อของผม” เปรียบดังตะเกียงที่ส่องสว่างอยู่ในสังคมที่มืดมิด..ให้เห็น ความชั่วร้ายในสังคม” แต่ตะเกียงที่ส่องสว่างกลับกลายเป็นการบิดเบือน โจมตี (พูดคำโกหกคำ) ทุกวัน (ทุกชั่วโมง) โดยผ่านสื่อเครือข่าย – ผู้บริโภคย่อมเชื่อไปตามนั้น โดยไม่คิดที่จะตั้งคำถาม หรือหาคำตอบ ว่าเป็นอย่างไร เพราะได้เสพสิ่งเสพติดล้างสมองไปเรียบร้อยแล้ว.

การ “สมคบคิดกัน” วางแผน เพื่อสร้างความขัดแย้งขึ้นในชาติ – โดยการเอาเกียรติภูมิ และศักดิ์ศรีของชาติมาเป็นองค์ประกอบแห่งความขัดแย้ง มันเป็นการสร้างหายนะให้กับชาติของตัวเอง มันเป็นเจตนาที่เลวร้าย - ชั่วร้ายสุดสุด.!!!

เหล่านักฉวยโอกาส (รัฐบาลอภิสิทธิ์ กับสื่อกู้ชาติ) ได้ใช้ “ทฤษฎีสมคบคิด” ทำลายเกียรติภูมิ และศักดิ์ศรีของชาติ เอาความเชื่อเรื่องอุดมการณ์รักชาติ, เอาความศรัทธาในพระพุทธศาสนา, เอาความเคารพในสถาบันพระมหากษัตริย์ “มาปั้นแต่งสร้างเรื่องบิดเบือน จนทำให้จิตสำนึกความรักชาติ กลายเป็นความคลั่งชาติ ในที่สุด. การดึงเอาสถาบันหลักของชาติ มาผูกโยง - บิดเบือน คือความจงใจทำให้สังคมขาดสติ หลงทาง อยู่ในวังวนแห่งความไม่รู้ จนกลายเป็นความขัดแย้งในทุกมิติของสังคม.

ความเป็น “ชาติไทย” ประกอบด้วย 3 ส่วนสำคัญ
1) ชาติ ; พื้นที่, อธิปไตย, ประชาชน
2) ศาสนา ; หลักศีลธรรม – จริยธรรม
3) พระมหากษัตริย์ ; ประมุขของรัฐชาติ

สามสถาบันของความเป็นชาติไทย จะธำรงอยู่ได้ ต้องมีความสัมพันธ์ - เกื้อกูลกันอย่างไร?
“ขอบเขตความศักดิ์สิทธิ์ของแต่ละสถาบัน” อยู่ตรงไหน?
“ลำดับความสำคัญของแต่ละสถาบัน” คืออะไร?

สังคมไทยต้องใช้ “สติปัญญา” แยกแยะให้ออก (หยุดหลงเชื่อนักฉวยโอกาส) หนุนเนื่องให้สถาบันหลัก ของชาติ ธำรงอยู่ด้วยเกียรติ และศักดิ์ศรี นั่นคือภารกิจที่แท้จริง - ภารกิจที่ยิ่งใหญ่ของชนชาติไทย.

จับตาสถานการณ์ในโลกไซเบอร์

ที่มา thaifreenews

จับตาสถานการณ์ในโลกไซเบอร์

ขณะนี้มีเว็บบอร์ดฝ่ายประชาธิปไตยกำลังเผชิญการโจมตีในลักษณะแปลกๆ มากกว่าที่เคยเป็น

ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เว็บบอร์ดประชาไท เกิดอาการคอขวด ทำให้การเข้าถึงหรือการเขียนกระทู้ เป็นไปด้วยความยากลำบาก

ที่หนักหนาสาหัสไปกว่านั้น นับจากช่วงบ่ายวันที่ 1 ธันวาคม 2552 ปรากฏว่ากระทู้ของทุกบอร์ดของประชาไท เกิดอาการที่เนื้อหาของกระทู้ กลายเป็นข้อความเพียงย่อหน้าเดียว และ bb code หายไปทั้งหมด

ในขณะเดียวกัน ใน เว็บบอร์ดฟ้าเดียวกัน ก็เกิดอาการเข้าถึงค่อนข้างยากขึ้น เมื่อมีการแจ้ง error บ่อยครั้ง ถึงขนาดแทบจะต้องสั่ง refresh กันตลอดเวลาที่จะเปิดอ่านกระทู้ใดกระทู้หนึ่ง หรือแม้แต่การส่งกระทู้ใหม่ก็แทบรู้ไม่ได้เลยว่า ส่งได้หรือไม่อย่างไร

ข้อสังเกตคือ ในท่ามกลางความพยายามที่จะปิดกั้นการนำเสนอข้อมูล-ข่าวสาร และแลกเปลี่ยนทัศนะอย่างเป็นประชาธิปไตยของฝ่ายประชาชนที่รักประชาธิปไตยและรักความเป็นธรรม อำนาจรัฐที่มีพื้นฐานเป็นปฏิปักษ์ประชาธิปไตย ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มทางการเมือง 3 กลุ่ม คือ "กลุ่มอำมาตย์" "กลุ่มอภิชน" และ "กลุ่มขุนศึกฟาสซิสต์" ใช้ยุทธวิธีทั้งในและนอกแบบแผนเยี่ยงอารยะประเทศ วางกรอบ-กีดกัน-และปกปิดบิดเบือน "เสรีภาพ" ในการแสดงออกอย่างเป็นประชาธิปไตยสำหรับประชาชนที่คิดต่างไปจากการเมืองในระบอบอำมาตยาธิปไตย

ท่ามกลางความแหลมคมของความขัดแย้งทางเมือง ซึ่งกล่าวให้ถึงที่สุด เป็นธรรมชาติของมนุษย์ หากถูกปิดกั้นและใช้อำนาจบังคับบัญชา แก่กลุ่มการเมืองฝ่ายหนึ่ง ในขณะที่เปิดเสรี หรืออาจขยายความไปได้ด้วยซ้ำไปว่าสนับสนุน การนำเสนอความเท็จ ใส่ร้ายป้ายสีพลังประชาธิปไตย อย่างรุนแรงและด้วยข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงยิ่งขึ้นทุกที ของพลังการเมืองที่มีลักษณะอนุรักษ์นิยม ที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ตอกย้ำด้วยการสำทับของสดมภ์หลักในการค้ำจุนอำนาจการปกครอง อันได้แก่ "ตำรวจ-ทหาร-ศาล-คุก"

จึงมีความจำเป็นที่พลังประชาธิปไตยฝ่ายต่างๆ ติดตามการคลี่คลายของสภาวะติดขัดในการสื่อสารผ่านโลกไซเบอร์โดยใกล้ชิด

พร้อมกับการจัดสร้างสร้างเครือข่ายแลกเปลี่ยนข่าวสารที่มีความครอบคลุม และทันต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในระยะนี้อย่างใกล้ชิดต่อไป

เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ หรือโซ่ตรวน
ประชาธิปไตยจงเจริญ ประชาชนจงเจริญ
ด้วยภราดรภาพ

ที่มา arinwan www.newskythailand.us/board/index.php