WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, December 3, 2009

จากกรณีหมายจับเป็นหมันถึงเรื่องประทัดยักษ์ไล่นก!

ที่มา โลกวันนี้

คอลัมน์
คิดเหนือข่าว
จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้
ปีที่ 11 ฉบับที่ 2686 ประจำวัน พฤหัสบดี ที่ 3 ธันวาคม 2009
โดย เรืองยศ จันทรคีรี

รัฐบาลนั้นมีสิทธิ อำนาจ ที่เป็นไปตามกฎหมายเพื่อบริหารบ้านเมืองในภารกิจต่างๆ แต่เป็นเรื่องต้องชอบธรรมนะครับ เกี่ยวกับเรื่องอย่างนี้แม้เป็นรัฐบาลเองยังต้องรอบคอบรัดกุม แล้วเน้นถูกต้อง ไม่ใช่เป็นการกระทำอะไรไปตามใจชอบ หรือถือกฎหมายเอาไว้ในมือเพื่อข่มเหงคุกคามประชาชน กลายเป็นใช้กฎหมายเพื่อเลือกปฏิบัติ ซึ่งข้อนี้ก็เป็นความจริงที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์กันมาโดยตลอด ...ต่อความรู้สึกส่วนตัว ผมเองก็ไม่ได้หูหนวกตาบอดอะไร? เห็นอยู่โทนโท่มาตั้ง 4 ปีกว่าเข้าไปแล้ว เห็นว่าประเทศของเราอยู่ในระบอบอะไร? มาตรฐานความเป็นธรรมเป็นอย่างไรบ้าง? แล้วรัฐบาลนี้มีพฤติกรรมของวิถีอำนาจเป็นไปในแนวทางไหน?

กระนั้นเถอะผมยังพอทำใจยอมรับได้ แม้รัฐบาลจะเลือกปฏิบัติด้วยความไม่เสมอภาค เอาผิดเฉพาะบางคนบางฝ่าย แต่ถ้าการเลือกที่จะปฏิบัตินั้นยังอิงหลักฐาน กฎหมาย เป็นไปตามกระบวนการหรือช่องทาง อ้างอิงได้ มีที่มาที่ไป พูดง่ายๆคือ ลูกตำรวจขับรถฝ่าไฟแดงแล้วไม่จับแต่ลูกชาวบ้านจับ นี่ก็เป็นการเลือกปฏิบัติที่ผมยังฝืนยืนทำใจพอจำรับสภาพในแง่หนึ่ง หมายถึงว่าลูกชาวบ้านได้ขับรถฝ่าไฟแดงไปจริงๆ เราผิดเราไม่ว่าถ้าคุณจะจับกุม ส่วนลูกตำรวจนั้นก็คงต้องแสร้งชายตามองข้ามไปเสีย ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้?

การอาศัยอยู่ในสังคมไทยต้องทำใจให้ได้กันระดับนี้ครับ ...เป็นอะไรสุดๆที่ไม่เหมือนในโลก ...เลือกปฏิบัติยังกัดฟันรับสภาพ สองมาตรฐานก็กล้ำกลืนฝืนทนน้ำตาตกใน แต่ไอ้ไร้มาตรฐานนี่สิสุดจะทนทานรับไหว? มันหมายถึงอะไรหรือ? ไร้มาตรฐานคงต้องแปลว่าไม่มีกรอบใดๆใช้อ้างอิงเอาไว้เลย ไม่มีแม้การตีความบิดเบือน อาจหักดิบเอาดื้อๆ และหน้าด้านๆ ไม่ผิดก็ตู่ว่าผิดได้ ไม่มีกฎหมายยังโมเมมั่วด้นไปแบบน้ำขุ่นๆ

สองมาตรฐานเป็น “ตอแหล” แต่ไร้มาตรฐานนอกจากต้องตอแหลแล้ว ยังจำเป็นในการอาศัยความกล้า บ้า และหน้าด้าน บ่อยครั้งต้องรวมบื้อกับตื้นเข้าไปอีกต่างหาก เรายกกรณีของความพยายามจากฝ่ายตำรวจในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งนำโดย พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม เราไม่ต้องอ่านรอยสักนี้บนหน้าผากของท่านก็พอรู้ว่าเป็นพวกไหนและคิดอย่างไร? มีการพยายามดิ้นรนให้ศาลออกหมายจับตั้งหลายครั้งเพื่อจับกุมตัวแกนนำเสื้อแดงในจังหวัดเชียงใหม่ข้อหาขู่ฆ่าอภิสิทธิ์ออกอากาศทางวิทยุชุมชน ...ผมว่าดีนะครับที่ศาลท่านไม่บ้าจี้ตามไปด้วย แล้วอีกประการนั้นหลักฐานของฝ่ายตำรวจไม่พอ น่าจะเป็นเพียงสำเนาเทปออกอากาศทางวิทยุ ซึ่งความจริงเป็นแค่คำพูดที่ฟังแล้วคลุมเครือ ตีความออกไปได้หลายมุม ...สำหรับผมไม่มีโอกาสฟังเทปที่ว่ากันว่าขู่ฆ่านายกรัฐมนตรี เพียงได้อ่านผ่านการถ่ายทอดเฉพาะบางท่อนบางประโยคจากหนังสือพิมพ์ สรุปในความเข้าใจส่วนตัว มันไม่ใช่ลักษณะขู่ฆ่า ออกจะเป็นการบอกกล่าวเตือนให้ระมัดระวังตัวด้วยซ้ำไป?

อีกอย่างนั้นผมไม่เคยเห็นใครขู่ฆ่าคนออกรายการวิทยุเลยครับ ดูท่าทางรายการนี้จะเป็นครั้งแรกสำหรับการขู่ฆ่าคนออกวิทยุ มันจะบ้องตื้นเกินไปหรือเปล่าที่มีการขู่ฆ่านายกรัฐมนตรีออกวิทยุชุมชน ผมว่าไม่รู้ใครบ้ากันแน่? หากเข้าใจไปว่ามีการสื่อสารหรือยุยงส่งเสริมให้เกิดการทำร้ายนายกรัฐมนตรี ฟังแบบนี้แล้วออกจะฟังได้บ้างครับ?

ผมว่าเรื่องนี้ไม่ค่อยสมเหตุสมผล หรือฝ่ายตำรวจออกจะร้อนรนเสียจนเกินงามเลยเกิดอาการมั่ว แต่ศาลไม่ยอมมั่วตามตำรวจไปด้วย ทำให้หมายจับออกไม่ได้ ลงเอยอย่างนี้ต้องตีความไปอย่างไรหรือ? บอกว่าเป็นการกล่าวหาจะได้ไหม? ตำรวจขวัญอ่อนไปนิด? นายกรัฐมนตรีกับคนข้างๆกายเป็นจำพวกกระต่ายตื่นตูม รับทอดสร้างข่าวสัมภาษณ์ขานรับกันเป็นระยะๆ ชี้ให้เห็นถึงชีวิตของนายกรัฐมนตรีกำลังอยู่ในห้วงอันตราย ข้อนี้ผมไม่รู้เป็นอันตรายจริงหรือปลอม?

เรื่องที่ศาลจังหวัดเชียงใหม่ไม่ยอมออกหมายจับแกนนำคนเสื้อแดงในข้อหาขู่ฆ่าหรืออะไรทำนองนั้น ผมไม่ได้เย้ยหยันหรือเสียดสีหรอกนะครับ เป็นหน้าที่ของท่านที่ต้องหาหลักฐานกันต่อไปให้สมเหตุสมผล ให้มีมาตรฐาน อย่าตาลีตาเหลือกเอาใจนายมากเกินไป คล้ายกับคดีอ้างพวกฮาร์ดคอร์คนเสื้อแดง ตำรวจกับสื่อกระแสหลักดูขับขานส่งเสริมกันดี แรกๆช่างน่าตื่นเต้นใจหายวาบ... แถลงข่าวพร้อมตีข่าวใหญ่โตจับระเบิดปิงปองนับเป็นพันๆลูก ลงท้ายกลายเป็นประทัดไล่นก หาซื้อได้ 300 ลูกราคา 500 บาท หากจะจับอย่างนี้แถวภูเขาทองมีร้านเยอะแยะครับ ...ทั้งหมดสองรายการถือเป็นกรณีตัวอย่างของการทำงานแบบไร้มาตรฐาน มั่วโมเม อาจบอกให้เป็นทั้งบื้อและตื๊อ ประจบไม่ดูตาม้าตาเรือ ผมไม่เชื่อว่าจะมีใครคิดฆ่าคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ด้วยประทัดไล่นกนะครับ ไม่เชื่อจริงๆ!?

สภาแดงล้านนา

ที่มา มติชน

โดย บุญเลิศ ช้างใหญ่



ถึงการก่อกำเนิด "สภาแดงล้านนา" ของกลุ่มแกนนำคนเสื้อแดงจาก 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบนจะไม่ได้เป็น "ข่าวใหญ่" ระดับพาดหัวในหน้าหนังสือพิมพ์รายวันฉบับเช้าวันที่ 30 พฤศจิกายน 2552 แต่มีความสำคัญที่ผู้คนทุกฝักทุกฝ่ายซึ่งขัดแย้งและแตกแยกกันอยู่ รวมทั้งผู้ที่เป็น "พลังเงียบ" ต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษ เพราะมีนัยยะทางการเมืองที่อาจนำไปสู่ "วิกฤตการณ์" ที่ร้ายแรงในวันข้างหน้าเกินกว่าใครจะควบคุมได้

สาระสำคัญของข่าวอันเป็นการรายงานความเคลื่อนไหวของแกนนำคนเสื้อแดง 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน อันประกอบด้วย "เชียงใหม่ ลำปาง ลำพูน แพร่ น่าน เชียงราย พะเยา" และ "แม่ฮ่องสอน" จำนวนกว่า 50 คนได้มารวมตัวกันที่บริเวณช่วงอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ กลางเมืองเชียงใหม่เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 29 พฤศจิกายน นำโดย "นายชรุจ ปราชญ์วีรกุล" แกนนำกลุ่มแดงแพร่ 52 และ "นายเพชรวรรต วัฒนพงศ์ศิริกุล" แกนนำกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 เชียงใหม่ เพื่อปฏิญาณว่าจะเกาะกลุ่มกันต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน ใช้ชื่อว่า "สภาแดงล้านนา" โดยยกให้เชียงใหม่เป็นเมืองหลวงในการต่อสู้

ทั้งนี้ แกนนำทั้ง 50 กว่าคนได้คล้องแขนเหมือนกับผู้นำอาเซียนประกาศจุดยืน ว่า ชาวเสื้อแดงภาคเหนือล้านนาจะจับมือกันแน่น ปั้นเป็นข้าวเหนียวปั้นใหญ่ๆ เพื่อต่อสู้ เพื่อต่อต้านอำนาจรัฐที่ได้มาอย่างไม่ชอบธรรมและโค่นล้มระบบอำมาตย์ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

นายชรุจ ในฐานะประธานสภาแดงล้านนา กล่าวว่า แกนนำที่ร่วมกลุ่มสภาแดงล้านนาได้ลงนามในปฏิญญาร่วมกันว่าจะดำเนินการภายใต้หลัก 5 ข้อ คือ

1.จะอุทิศชีวิตเพื่อร่วมปกป้องสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ 2.จะต่อสู้ให้ได้มาซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่ปราศจากการแทรกแซง 3.ปกป้องความสุจริตบนผืนแผ่นดินไทย 4.ปกป้องคนดีที่ทำคุณกับประเทศ และ 5.จะต่อสู้กับอธรรมทุกรูปแบบจนกว่าจะได้รับชัยชนะ ภายใต้คำมั่นว่า "เราจะไม่ทิ้งกัน"

ก่อนหน้านี้ 1 วัน - วันที่ 28 พฤศจิกายน ศูนย์ประสานงานกลางแดงเชียงใหม่เพื่อประชาธิปไตยจัดการเดินขบวนจากลานประตูท่าแพไปตามถนนราชดำเนินและถนนพระปกเกล้า ก่อนอ่านแถลงการณ์ที่อนุสาวรีย์สามกษัตริย์ ในนาม "ชาวเชียงใหม่ผู้รักประชาธิปไตย" เรื่อง "นายอภิสิทธิ์ เวชาชีวะ โมฆะบุรุษประชาธิปไตย ที่ชาวเชียงใหม่ไม่ต้อนรับ" มีเนื้อหาโจมตีนายอภิสิทธิ์ว่ามีพฤติกรรมทำตัวเป็นขี้ข้าเผด็จการ รับใช้อย่างนอบน้อมกับคนชั่ว แต่กลับขึงขังบ้าอำนาจ ทำร้ายพี่น้องประชาชนผู้รักประชาธิปไตย สมควรถูกเรียกว่าเป็น "โมฆะบุรุษประชาธิปไตย" ประชาชนชาวเชียงใหม่ไม่ต้อนรับนายอภิสิทธิ์ในการเดินทางมาในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ทุกรณี หากยังอยู่ในตำแหน่ง "นายกฯขี้ข้าเผด็จการ"

การแสดงออกของมวลชนชาวจังหวัดเชียงใหม่และแกนนำคนเสื้อแดง 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบนที่รวมตัวกันตั้งกลุ่ม "สภาแดงล้านนา" ที่อาจถูกมองว่าเป็นคนส่วนน้อยที่ทำลายภาพลักษณ์และการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่ แต่สะท้อนให้เห็นว่า คนส่วนน้อยเหล่านี้ได้รวมตัว "จัดตั้ง" กันขึ้นเพื่อเคลื่อนไหวโดยมีเป้าหมายเดียวกันกับ "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" และแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และอาจจะสอดรับกับ "พรรคเพื่อไทย" ซึ่งใครๆ ก็รู้ว่า เป็นพรรคของ พ.ต.ท.ทักษิณ

สังเกตให้ดี ในปฏิญญาของกลุ่ม "สภาแดงล้านนา" ประกาศจะ "สู้ทุกรูปแบบ" กับอธรรมจนกว่าจะได้รับชัยชนะ ภายใต้คำมั่น "เราจะไม่ทิ้งกัน" ซึ่งคงมิได้หมายถึงบรรดาแกนนำและมวลชนเสื้อแดงใน 8 จังหวัดภาคเหนือเท่านั้นที่จะไม่ทิ้งกัน หากทว่า พวกเขาจะไม่ทิ้ง พ.ต.ท.ทักษิณ ในฐานะเป็น "คนดีที่ทำคุณกับประเทศ" ให้ต้องถูกรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ไล่ล่าอยู่ในต่างประเทศ

ถึงแม้คนเสื้อแดงในจังหวัดเชียงใหม่และอีก 7 จังหวัดภาคเหนือตอนบนที่ออกมาแสดงปฏิกิริยาต่อต้าน ขับไล่นายอภิสิทธิ์และฝ่ายตรงข้ามด้วยวิธีการต่างๆ ทั้งรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต บาดเจ็บ เดือดร้อนรำคาญและหวาดกลัว ฯลฯ จะมีคนไม่มาก แต่ก็ทำให้นายอภิสิทธิ์ต้องงดการเดินทางไปร่วมงานสัมมนาของสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ที่เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ทั้งๆ ที่นายอภิสิทธิ์มีทั้งทหาร ตำรวจ อาวุธยุทโธปกรณ์ เฮลิคอปตอร์ มีกฎหมาย มีห้องขังบนโรงพัก จะถือว่า คนเสื้อแดง "ไม่มีน้ำยา" หรือ "ไร้พิษสง" ก็คงไม่ได้

มีคนพูดว่า ทำไม "พลังเงียบ" ในเชียงใหม่ไม่ออกมาแสดงตัวให้คนเสื้อแดงในเชียงใหม่รู้ว่า การต่อต้าน ขัดขวาง และขับไล่นายอภิสิทธิ์นั้นเป็นผลเสียต่อเชียงใหม่เอง หากย้อนกลับไปดูก็จะพบความจริง คนเสื้อแดงใน 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบนเป็น "คนเสื้อแดง" เกือบทั้งหมด

ดังผลการเลือกตั้ง ส.ส.เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 จากจำนวน ส.ส.แบบแบ่งเขต เรียงเบอร์ของภาคเหนือตอนบน 38 คน พรรคพลังประชาชนกวาดไป 35 คน พรรคประชาธิปัตย์ได้แค่คนเดียวที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน อีก 2 คนเป็นของพรรคอื่น มิต้องสงสัยเลย คะแนนที่ประชาชนไปลงให้กับผู้สมัครพรรคพลังประชาชนนั้นมากกว่าพรรคประชาธิปัตย์ชนิดเทียบกันไม่ติด รวมทั้งคะแนนแบบสัดส่วนในโซนภาคเหนือตอนบนก็ทิ้งห่างเช่นกัน

ขนาดชื่อชั้นของ "นายสมัคร สุนทรเวช" หัวหน้าพรรคพลังประชาชนในตอนนั้นไม่มีใครคาดหมายว่าจะได้เป็นนายกรัฐมนตรี ถือว่าเป็นรองนายอภิสิทธิ์ เสียด้วยซ้ำและขนาด พ.ต.ท.ทักษิณยังไม่ได้ช่วยหาเสียงเท่าไรนักพรรคพลังประชาชนยังกวาดเก้าอี้ไปแทบทุกเขตของ 8 จังหวัด

ในการออกเสียงประชามติว่าจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ 2552 เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2550 ใน 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบนก็มีแต่คน "ไม่เอา" ร่างรัฐธรรมนูญฉบับรัฐประหาร ดังตัวเลขที่ปรากฏออกมาดังนี้

เชียงใหม่ ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ 696,155 คน (55.0%) รับ 337,011 คน (42.2),ลำปาง ไม่รับ 334.149 คน (69.9%) รับ 133,835 คน (28.1%), ลำพูน ไม่รับ 117,938 คน (50.0%) รับ 110,297 คน (46.8%), แพร่ ไม่รับ 149,334 คน (61.5%) รับ 88,453 คน (36.4%), น่าน ไม่รับ 122,898 คน (59.3%) รับ 79,049 คน (38.1%), เชียงราย ไม่รับ 329,483 คน (62.0%) รับ 186,450 คน (35.1%), พะเยา ไม่รับ 134,513 คน (55.5%) รับ 101,592 คน (41.9%), แม่ฮ่องสอน ไม่รับ 28,814 คน (30.0%) รับ 64,682 คน (67.2%)

จะเห็นว่ามีเพียงแม่ฮ่องสอนจังหวัดเดียวที่ส่วนใหญ่ให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ

เมื่อแกนนำคนเสื้อแดง 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบนจัดตั้งกันเป็นองค์กรอย่างมีรูปการณ์ จึงต้องจับตามองว่า ปฏิญญาที่ประกาศไว้ 5 ข้อและมีบางข้อมีลักษณะ "สู้ตาย" ในทุกรูปแบบนั้นจะเป็นอย่างไรต่อไป รวมไปถึงการจัดตั้งในลักษณะเช่นนี้จะกระจายไปยังภูมิภาคอื่นๆ หรือไม่ อาทิ ภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง ภาคอีสานตอนบน ภาคอีสานใต้ กรุงเทพฯ ฯลฯ

การจัดตั้ง "สภาแดงล้านนา" โดยถือเอาจังหวัดเชียงใหม่เป็น "เมืองหลวง" ดังที่ได้ประกาศไปนั้นถือเป็นการต่อสู้ที่อาจจะมีทั้งเปิดเผยและไม่เปิดเผย เพราะคำว่า "ทุกรูปแบบ" นั้นอาจหมายถึงไม่มีกฎเกณฑ์ กติกาใดๆ จะมากีดกั้น บังคับ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์และความเห็นร่วมกันของบรรดาแกนนำ "สภาแดงล้านนา" ซึ่งได้ลงสัตยาบันกันไว้พร้อมกับให้คำมั่นว่าจะ "สู้ตาย" และ "เราจะไม่ทิ้งกัน"

การยกขบวนของพันธมิตรไปเปิดการชุมนุมปราศรัยกลางเมืองเขียงใหม่ซึ่งเท่ากับคนเสื้อเหลืองจะยกทัพไปบุกเมืองหลวงของภาคเหนือตอนบนอันเป็นฐานที่มั่นสำคัญของคนเสื้อแดงในวันที่ 16 มกราคม 2553 จะมีเหตุการณ์อะไรรุนแรงเกิดขึ้นหรือไม่เป็นเรื่องที่ต้องติดตามด้วยความระทึกใจ และบางทีอาจได้เห็นสงครามย่อยๆ เกิดขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่ก็เป็นได้

รถไฟฟ้ามาหานะจ๊ะ

ที่มา Thai E-News

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา การแปรภาพอักษร ร.ร.สวนกุหลาบ งานฟุตบอลจตุรมิตร
3 ธันวาคม 2552





5ธันวา100ปีชาตกาลขุนพลภูพาน:วีรบุรุษกู้ชาติ

ที่มา Thai E-News


สหายศึก-เตียง ศิริขันธ์ กับทหารอังกฤษ พันตรีเดวิด สไมเลย์(ซ้าย)และสิบเอก"กันเนอร์"คอลลินส์ พนักงานวิทยุของผู้พันสไมเลย์


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา หนังสือตำนานเสรีไทย โดยดร.วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร
3 ธันวาคม 2552

ไทยมีอิสรภาพและมีเอกราชสืบมาถึงวันนี้ น้ำใจเสียสละอาจหาญอุทิศตัวไม่กลัวความยากลำบาก ไม่กลัวตายของเตียงกับคณะพลพรรคเสรีไทยอีสาน มีส่วนสำคัญที่ชาวไทยในรุ่นเราพึงน้อมสำนึกในบุญคุณ


ภารกิจของกองบัญชาการเสรีไทยภายในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการจัดตั้ง"พลพรรคเสรีไทย"สามารถบรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ได้ก็ด้วยความร่วมมืออย่างเอาชีวิตเข้าแลกของบรรดาผู้แทนราษฎรที่มีความรักชาติและมีความศรัทธาในตัวนายปรีดี พนมยงค์ หัวหน้าขบวนการเสรีไทย

โดยรับคำสั่งและนโยบายไปปฏิบัติอย่างเอาจริงเอาจังและมีประสิทธิภาพ ผู้แทนราษฎรที่เข้าร่วมในขบวนการเสรีไทยส่วนใหญ่เป็นส.ส.จากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ภารกิจของขบวนการเสรีไทยมีความหลากหลาย มีความเป็นปึกแผ่นของพลพรรค มีการจัดสร้างสนามบินลับเพื่อรับส่งบุคคลากร ตลอดจนอาวุธยุมโธปกรณ์จากฝ่ายสัมพันธมิตร

เตียงขณะปฏิบัติภารกิจลับเสรีไทยกู้ชาติบนเทือกเขาภูพาน


นายเตียง ผู้แทนราษฎรังหวัดสกลนครเป็นเสรีไทยที่มีผลงานโดดเด่นที่สุดผ้หนึ่ง จนกระทั่งได้รับสมญาว่า"ขุนพลภูพาน"

นายเตียงเป็นคนหนึ่งที่ได้ไปพบนายปรีดีที่บ้านถนนสีลมในตอนค่ำของวันที่ 8 ธันวาคม 2484 หลังจากญี่ปุ่นบุกเข้ายึดประเทศไทยในรุ่งสางวันนั้น และรัฐบาลจอมพลป.พิบูลสงครามได้มีมติยอมให้ญี่ปุ่นเดินทัพผ่านประเทศไทยไปโจมตีมลายูและพม่า อาณานิคมของอังกฤษ

การประชุมในวันนั้นทุกคนได้ตกลงร่วมมือกันจัดตั้ง"องค์การต่อต้านญี่ปุ่น"ขึ้น และมอบให้นายปรีดี ซึ่งขณะนั้นเป็นผู้สำเร็จราชการ เป็นหัวหน้า

ผู้ที่มาพบนายปรีดีเพื่อร่วมกันก่อตั้งหน่วยใต้ดินต่อต้านญี่ปุ่นค่ำวันนั้นประกอบไปด้วย หลวงบรรณกรโกวิท(เปา จักกะพาก) หลวงเดชาติวงศ์วราวัตน์(ม.ล.กรี เดชาติวงศ์) นายสงวน ตุลารักษ์ นายจำกัด พลางกูร นายวิจิตร ลุลิตานนท์ นายเตียง ศิริขันธ์ ส.ส.สกลนคร นายถวิล อุดล ส.ส.ร้อยเอ็ด เป็นต้น

ทั้งหมดมอบหมายคณะกู้ชาติให้อยู่ใต้บังคับบัญชาของนายปรีดีโดยเด็ดขาด และกระทำสัตย์สาบานว่า จะอยู่ในระเบียบวินัยอย่างเคร่งครัด รวมทั้งอุทิศตัว หรือแม้กระทั่งชีวิตสำหรับการทำงานเพื่อชาติ

องค์การใต้ดินนี้ ซึ่งต่อมาคือเสรีไทย มีภารกิจที่จะต้องปฏิบัติอยู่ 3 ด้านคือ
1.ต่อสู้ญี่ปุ่นผู้รุกรานโดยพลังของคนไทยผู้รักชาติและร่วมมือกับฝ่ายสัมพันธมิตร และ2.ปฏิบัติการเพื่อให้สัมพันธมิตรรับรองว่าเจตนารมณ์อันแท้จริงของคนไทยนั้นไม่ได้เป็นศัตรูต่อสัมพันธมิตร และ3.การปฏิบัติการเพื่อให้สัมพันธมิตรรับรองว่าประเทศไทยจะไม่ตกเป็นฝ่ายแพ้สงคราม และการผ่อนหนักเป็นเบาเมื่อสงครามยุติ


นายปรีดีได้ขอให้ผู้ร่วมก่อตั้งขบวนการรักษาความลับและปิบัติตามวินัยอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันมิให้ศัตรูทำลายขบวนการได้ และให้ถือว่าเขตปฏิบัติการของขบวนการภายในประเทศคือ ดินแดนของประเทศไทยที่ตกอยู่ภายใต้การยึดครองของญี่ปุ่น และรัฐบาลไทยที่อยู่ภายใต้อำนาจและอิทธิพลของญี่ปุ่น ทั้งนี้จนกว่าจะยึดพื้นที่นอกกรุงเทพฯได้ แล้วจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นขึ้นต่อต้านญี่ปุ่น การต่อสู้จึงจะกระทำการอย่างเปิดเผย

หลังจากพยายามจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นขึ้นในหลายที่ใกล้เคียงกับไทย รวมทั้งพม่าไม่บรรลุผล ในปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2486 นายปรีดีตัดสินใจส่งนายจำกัด พลางกูร นักเรียนนอกอังกฤษ บัณฑิตเกียรตินิยมจากมหาวิทยาลัยอ๊อกซ์ฟอร์ดเป็นผู้แทนขององค์การเล็ดลอดออกจากประเทศไทยไปนครจุงกิงของจีน เพื่อประสานงานกับฝ่ายสัมพันธมิตร คือจีน อังกฤษ สหรัฐฯ เพื่อขอการสนับสนุนจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นในอินเดียขึ้นต่อต้านญี่ปุ่น

หัวหน้าขบวนการเสรีไทยได้มอบหมายให้เตียงเป็นผู้นำทางจำกัดไปยังจังหวัดนครพนมเพื่อลงเรือข้ามฟากแม่น้ำโขงไปยังเมืองท่าแขกของลาว และเล็ดลอดเข้าประเทศจีน

เตียงกับจำกัดเป็นสหายร่วมอุดมการณ์ประชาธิปไตย และเป็นคนต้นคิดตั้งขบวนการองค์การต่อต้านญี่ปุ่นด้วยกัน ก่อนจะไปขอให้ปรีดีเป็นหัวหน้าขบวนการ

เตียงกับภรรยา นางนิวาศน์ ศิริขันธ์

เตียงได้ถอดแหวนนามสกุลของเขาที่สวมอยู่ให้จำกัดเอาไว้ขายยามที่ต้องการใช้เงิน นอกจากนั้นได้ขอยืมกำไลและสร้อยล็อกเก็ตฝังเพชรของนางนิวาศน์ ศิริขันธ์ ผู้ภรรยาให้จำกัดนำไปใช้ติดตัวในภารกิจกู้ชาติ ก่อนส่งจำกัดข้ามโขง

นั่นเป็นหนสุดท้ายที่สหายร่วมอุดมการณ์ได้พบกัน เพราะหลังจากไปปฏิบัติภารกิจกู้ชาติในจีนอย่างยากลำบาก จำกัดได้เสียชีวิตลงในจีนเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2486 นั่นเอง

แต่ด้วยผลงานของจำกัดที่ไปติดต่อกับฝ่ายสัมพันธมิตรจนสำเร็จ ในกลางปี2487 กองบัญชาการเสรีไทยในกรุงเทพฯสามารถติดต่อกองบัญชาการสูงสุดของพันธมิตรได้ ทางฝ่ายสัมพันธมิตรจึงเริ่มจัดส่งอาวุธยุทโธปกรณ์มาให้เสรีไทย โดยทิ้งร่มลงมาทางเครื่องบิน

เตียงกับทองอินทร์ ภูริพัฒน์ สหายร่วมรบเสรีไทย 1 ใน 4 รัฐมนตรีอีสานที่ถูกสังหารโหดทางการเมืองในเวลาต่อมา

นายเตียงได้รับมอบหมายจากปรีดีให้เป็นหัวหน้าเสรีไทยอีสาน ทำงานร่วมกับทองอินทร์ ภูริพัฒน์ ส.ส.อุบลราชธานี จำลอง ดาวเรือง ส.ส.มหาสารคาม ถวิล อุดล ส.ส.ร้อยเอ็ด โดยเตียงใช้รหัสลับว่า"พลูโต"เป็นผู้ควบคุมปฏิบัติการทั้งหมด

เตียงได้จัดตั้งค่ายพลพรรคเสรีไทยหน่วยแรกขึ้นที่บ้านโนนหอม อยู่ห่างจากจังหวัดสกลนครไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 15 กิโลเมตร ต่อมาจัดตั้งหน่วยอื่นๆขึ้นที่บ้านเต่างอย และบ้านตาดภูวง เป็นต้น และร่วมกับจำลอง ดาวเรือง จัดตั้งค่ายที่บ้านนาคู กุจินารายณ์ กาฬสินธุ์ เชิงเทือกเขาภูพาน และสร้างสนามบินลับนาคูขึ้นเพื่อใช้สำหรับการขึ้นลงของเครื่องบินฝ่ายสัมพันธมิตร

การจัดตั้งพลพรรคเสรีไทยอีสานนี้ได้รับความร่วมมืออย่างดีจากส.ส.อีสานที่รักชาติ ผู้นำชาวบ้าน ผู้นำครู รวมทั้งครูครอง จันดาวงศ์ (ซึ่งต่อมาถูกจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัตน์ สั่งยิงเป้าข้อหาคอมมิวนิสต์) และสงวน ตุลารักษ์ ซึ่งเดินทางกลับจากจีนได้มาร่วมมือกับเตียงในการตั้งสถานีรับส่งวิทยุที่เทือกเขาภูพาน

นายทหารเสรีไทยสายอังกฤษ และสหรัฐฯที่เดินทางเล็ดลอดเข้ามาร่วมภารกิจกู้ชาติกับนายเตียง เช่น ร.อ.กฤษณ์ โตษยานนท์ ร.อ.ฉลอง ปึงตระกูล ร.อ.อำนวย พูนพิพัฒน์ เป็นต้น

ภารกิจเสรีไทยนั้นเป็นเรื่องเสี่ยงอันตราย เพราะกองทหารญี่ปุ่นกระจายไปยึดครองทั่วประเทศ ไม่ใช่การใช้ประเทศไทยเป็นทางเดินทัพผ่านอย่างที่พูดกัน

นายสุจิต โรจนชีวะ อดีตครูโรงเรียนสกลราชวิทยานุกูล เขียนบันทึกไว้ว่า ในเดือนมกราคม 2488 นายเตียงเป็นหัวหน้าใหญ่มาอบรมให้พวกเราเป็นกองโจรกู้ชาติ ต้องทนต่อความลำบากหลายอย่าง ในวันที่ 26 กรกฎาคม 2488 ขณะหัวหน้าใหญ่(เตียง)กำลังฝึกอบรมอยู่ก็มีรายนงานว่าทหารญี่ปุ่น 12 นายเดินทางมาใกล้ค่ายของเรา หัวหน้าใหญ่ได้รวมพลและสั่งให้พวกเรารักษาค่าย และออกสกัดจับทหารญี่ปุ่นทั้ง 12 นายให้ได้ โดยเราติดตามทหารญี่ปุ่นไปจนเวลาตีหนึ่งกว่าจึงทราบพิกัด และวางแผนจับในเช้าวันรุ่งขึ้น หากพบญี่ปุ่นคนใดขัดขืนก็คงต้องยิงกัน และจับไม่ให้เหลือรอดแม้แต่คนเดียว แต่ราว16.00น.ก็มีรายงานว่าญี่ปุ่นเล็ดรอดดงหลวงเข้าไปตัวเมืองสกลนครเสียแล้ว เราจึงถอนตัวกลับเข้าค่าย

ในวันที่ 28 กรกฎาคมเมื่อหัวหน้าใหญ่(เตียง)ได้กลับจากสนามบินลับนาคู พวกเราก็รายงานเรื่องนี้ให้ทราบ หัวหน้าใหญ่กล่าวว่า ที่พวกเรามิได้ทำอันตรายใดๆให้แก่ญี่ปุ่นเป็นการดีแล้ว เพราะถ้าญี่ปุ่นได้รับอันตรายกจะเป็นชนวนให้เกิดเรื่องใหญ่ระดับชาติ "รูธ"(ปรีดี)หัวหน้าใหญ่เสรีไทยได้สั่งการมาว่าอย่าเพิ่งทำอันตรายแก่ญี่ปุ่นเป็นอันขาด

รุ่งขึ้นพวกเราต้องอพยพย้ายค่ายไปยังถ้ำผาด่าง,ถ้ำผานาง เพราะญี่ปุ่นสงสัยว่ามีกองโจรต่อต้านญี่ปุ่นอยู่ที่ค่ายนี้ ส่วนรัฐบาลไทยอ้างว่าเป็นที่หลบภัยของรัฐบาลไทย เมื่อพวกเราอพยพไปแล้วก็ได้ดัดแปลงให้เป็นที่หลบภัยของฝ่ายรัฐบาลไทยตามที่อ้างไว้กับญี่ปุ่น การเดินทางเป็นไปด้วยความยากลำบากเพราะต้องขนยุทโธปกรณ์ไปด้วย การอยู่ในถ้ำก็ลำบากมาก เพราะอยู่ในชะเง้อหินใต้เขายาวไปตามไหล่เขา อีกข้างเป็นเหวลึก เมื่อโผล่ออกจากถ้ำจะเห็นพื้นดินชันลง45องศา กลางวันแทบไม่เห็นพระอาทิตย์

ต่อมาทหารญี่ปุ่น200นายขอเข้าค้นค่ายกองโจรของเรา เราก็เตรียมปะทะเต็มที่ แต่พอถึงวันที่ 10 สิงหาคม 2488 ได้รับทราบจากวิทยุสนามของอังกฤษว่าญี่ปุ่นยอมแพ้สงครามแล้วหลังจากถูกสัมพันธมิตรทิ้งระเบิดปรมาณู วันที่15สิงหาคมข้าพเจ้าพร้อมกับหัวหน้าใหญ่ได้ไปร่วมงานเลี้ยงฉลองที่ญี่ปุ่นยอมยุสงครามในโรงเรีบนประจำอำเภอพรรณานิคม

ในปลายเดือนกันยายน2488เมื่อสงครามสงบลง มีการสวนสนามของพลพรรคเสรีไทยทั่วประเทศ จังหวัดสกลนครได้ร่วมขบวนสวนสนามจำนวน 4 กองร้อย เดินสวนสนามจากสนามหลวงมาตามถนนราชดำเนินใน ผ่านอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยถึงพระบรมรูปทรงม้า เป็นการสิ้นสุดสวนสนาม นับเป็นอันสิ้นสุดภารกิจเสรีไทย

การเดินสวนสนามของเสรีไทย ณ ถนนราชดำเนิน เมื่อ 25 กันยายน 2488

ต่อจากนั้นข้าพเจ้าก็กลับไปรับราชการครู โดยมิได้รับอะไรเป็นเครื่องตอบแทนในการทำงานเสรีไทยแต่ประการใด มีแต่ความภาคภูมิใจที่ได้ทำงานเพื่อประเทศชาติ เมื่อมีความจำเป็นก็ต้องพร้อมสละกระทั่งชีวิต โดยมิได้หวังผลตอบแทนใดๆทั้งสิ้น นอกจากเพื่อความเป็นเอกราชของชาติ

ส่วนปผู้ปฏิบัติงานเสรีไทยที่สนามบินลับนาคูเล่าว่า ในภารกิจกู้ชาติร่วมกับเตียงและส.ส.ถิล ส.ส.จำลองนั้นเกิดการปะทะกับทหารญี่ปุ่น2ครั้ง ครั้งแรกพลพรรคเสรีไทยที่เป็นครูประชาบาลเสียสละชีพ 1 นาย ส่วนทหารญี่ปุ่นเสียชีวิตหมด หนที่สองปะทะกันที่บ้านหนองห้างห่างจากสนามบินลับ 17 กิโลเมตร ทหารญี่ปุ่นถูกสังหาร 18 นาย พลพรรคเสรีไทยปลอดภัย

ปรีดี พนมยงค์ "รูธ"หัวหน้าขบวนการเสรีไทยประกาศสันติภาพ ฝ่ายสัมพันธมิตรรับรองเอกราชอธิปไตยของชาติไทย รับรองคุณูปการของเสรีไทยและรับรองฐานะผู้นำขบวนการเสรีไทย

หลังญี่ปุ่นประกาศยอมยุติสงคราม นายปรีดีได้ประกาศสันติภาพในวันที่ 18 สิงหาคม 2488 วีรกรรมของเสรีไทยทำให้ประเทศไทยพ้นจากสภาพประเทศแพ้สงคราม ไม่ต้องถูกมหาอำนาจผู้ชนะต้องยึดครอง หรือแบ่งแยกประเทศไทยออกเป็นเสี่ยงๆเหมือนที่กระทำกับประเทศผู้แพ้สงครามโดยทั่วไป

ไทยมีอิสรภาพและมีเอกราชสืบมาถึงวันนี้ น้ำใจเสียสละอาจหาญอุทิศตัวไม่กลัวความยากลำบาก ไม่กลัวตายของเตียงกับคณะพลพรรคเสรีไทยอีสาน มีส่วนสำคัญที่ชาวไทยในรุ่นเราพึงน้อมสำนึกในบุญคุณ

ปฏิทิน 100 ปีชาตกาลขุนพลภูพาน:วีรบุรุษที่ยังไร้อนุสาวรีย์

-5 ธันวาคม 2452 เตียง ศิริขันธ์ เกิดที่จังหวัดสกลนคร หากมีชีวิตถึงวันนี้จะอายุครบ 100 ปี
-พ.ศ.2473 จบการศึกษาจากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ
-พ.ศ.2477 ถูกจับกุมข้อหาคอมมิวนิสต์ ขณะเป็นครูที่อุดรธานี
-7พ.ย.2480เป็นส.ส.สมัยแรก และเป็นต่อมาอีก5สมัย
-8ธ.ค.2484วันญี่ปุ่นบุกยึดไทย นายเตียงเข้าพบปรีดี พนมยงค์ขอให้ตั้งขบวนการเสรีไทย
-ปฏิบัติงานเสรีไทยใช้รหัสชื่อ"พลูโต"เป็นหัวหน้าเสรีไทยภาคอีสานจนถึงวันประกาศสันติภาพ16ส.ค.2488
-31ส.ค.2488 เป็นรัฐมนตรีครั้งแรก
-9 มิ.ย. 2489 เกิดกรณีร.8สวรรคต นายปรีดี พนมยงค์ลาออก
-8 พ.ย.2490 เกิดรัฐประหารยึดอำนาจ กลุ่มนายปรีดีถูกขจัดออกจากอำนาจ
-26ก.พ.2492 นายปรีดีพยายามยึดอำนาจคืนแต่พ่ายแพ้กลายเป็นกบฎวังหลวง
-4 มี.ค.2492 อดีต4รัฐมนตรีสายปรีดีถูกสังหารโหดที่บางเขนคือดร.ทองเปลว ชลภูมิ,ถวิล อุดล,จำลอง ดาวเรือง,ทองอินทร์ ภูริพัฒน์ แต่ครูเตียงรอด
-12 ธ.ค.2495 ครูเตียงถูกพล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์เชิญไปพบและหายสาบสูญ หลายปีต่อมาถูกเปิดเผยว่าโดนฆ่ารัดคอและเผาที่กาญจนบุรี เมื่อ14 ธ.ค.2495 เสียชีวิตในวัยเพียง 43 ปี
-วันนี้ ชาวสกลนครกำลังระดมทุนราว3ล้านบาทเพื่อสร้างอนุสาวรีย์เชิดชูเกียรติขุนพลภูพานให้ทันวันชาตกาล 100 ปี 5 ธันวาคม2552
-5 ธันวาคม 2552 ยังไม่สามารถเปิดอนุสาวรีย์ได้เนื่องจากมีข้ออุปสรรคหลายประการ


วีรบุรุษ"พลูโต"100ปีที่ยังไร้อนุสาวรีย์

*บริเวณวนอุทยานที่จะสร้างอนุสาวรีย์ขุนพลภูพาน เตียง ศิริขันธ์(พลูโต)แต่ปีนี้ครบรอบ100ปีชาตกาล ก็ยังไม่ได้ลงมือสร้าง


"สำนึกในบุญคุณของนายเตียงที่มีต่อชาวจังหวัดสกลนคร ชาวภาคอีสาน และต่อประเทศไทยนั้นมากล้น เพราะท่านเคยเสียสละอุทิศตัวให้กับงานกอบกู้ชาติในช่วงสงครามโลกครั้งที่2 ซึ่งไทยถูกญี่ปุ่นยึดครอง จนสามารถทำให้ไทยมีอิสรภาพต่อมาได้ทุกวันนี้ แต่มาถึงทุกวันนี้คนรุ่นหลังๆก็คงจำนายเตียงไม่ได้แล้ว เลยอยากสร้างอนุสาวรีย์ไว้ให้รำลึกนึกถึง"คุณวิเชียร วงศ์กาฬสินธ์ นายกสมาคมข้าราชการบำนาญ จังหวัดสกลนครกล่าว

อย่างไรก็ดีหลังจากเริ่มตั้ง"กองทุนก่อสร้างอนุสาวรีย์ขุนพลเตียง ศิริขันธ์(พลูโต)"ผ่านไป 3 ปีมาถึงปีนี้ ซึ่งครบรอบ 100 ปีชาตกาลของขุนพลภูพาน ผู้มีฉายาชื่อรหัสกู้ชาติ"พลูโต"ยังไม่ประสบความสำเร็จดังหวัง

ประการแรก การประสานงานกับหัวหน้าส่วนราชการสะดุดหยุดลงเรื่อย ตามการเปลี่ยนตัวผู้ว่าราชการจังหวัดที่ย้ายกันถี่ 6เดือนไม่ถึงปีย้ายแล้ว ทำให้การประสานงานสะดุดลง

ประการต่อมา กรมศิลปากรไม่อนุมัติแบบที่คณะกรรมการกองทุนฯเสนอไป โดยล่าสุดตีกลับมาเป็นรูปนั่งบนขอนไม้แทนแบบยืนที่ออกแบบไว้เดิม

ประการสุดท้าย คนเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงเป็นข้าราชการบำนาญที่เคยมีสำนึกร่วมกันในบุญคุณของครูเตียงต่อประเทศเป็นหลัก ส่วนคนชั้นหลังอาจลืมเลือนวีรกรรมของวีรบุรุษผู้นี้ หรือถูกทำให้ลืม เพราะคณะกรรมการกองทุนฯได้ติดต่อประสานงานขอรับการสนับสนุนทุนไปทั้งส.ส. ส.ว. สมาคมชาวสกลนครในกรุงเทพฯ โรงเรียนเก่าที่อุดรธานีที่ครูเตียงเคยสอน ตอนนี้ได้เงินทุนมาประเดิมเพียง6แสนบาท จากที่ต้องใช้ทุนทั้งสิ้น 3 ล้านบาท

"ในเมื่อ100ปีชาตกาลของท่านทำไม่ทัน ก็ต้องพยายามกันต่อไป ไหนๆก็รอมานานแล้ว ก็รอแบบกรมศิลป์อนุมัติมาคงได้ฤกษ์สร้างเสียที"คุณวิเชียรกล่าว

ประชาชนคนไทยที่รักชาติรักประชาธิปไตย สำนึกในวีรกรรมของครูเตียง อยากร่วมสร้างอนุสารีย์ของ"พลูโต"เชิญบริจาคได้ที่

กองทุนก่อสร้างอนุสาวรีย์ขุนพลเตียง ศิริขันธ์(พลูโต)
ธนาคารกรุงไทย สาขาเจริญเมือง สกลนคร
เลขที่บัญชี 442-0-01485-7

สอบถามเพิ่มเติมที่คุณวิเชียร วงศ์กาฬสินธุ์ 042-711915

พท.ลงมติไม่เคลื่อนไหวเดือนธ.ค.ออกตัวมีบึ้มไม่เกี่ยว เสธ.แดงลั่นทหารพรานพันนายพร้อมคุ้มกันม็อบแดง

ที่มา มติชน

พัลลภ เผยเพื่อไทยลงมติไม่เคลื่อนไหวหรือชุมนุมตลอดเดือนธ.ค. อออกตัวระเบิดปีใหม่ไม่เกี่ยว "เสธ.แดง" เผยทหารพรานปักธงชัยพันนายติดอาวุธพร้อมรบเตรียมปกป้องม็อบเสื้อแดง

"พัลลภ"ลั่นมติ"พท."สงบศึกถึงปีใหม่


พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี สมาชิกพรรคเพื่อไทย ยืนยันว่าตลอดเดือนธันวาคมพรรคเพื่อไทยจะไม่เคลื่อนไหวหรือชุมนุมใดๆ รวมถึงกรณีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ระบุว่า อาจมีกลุ่มไม่หวังดีเตรียมก่อเหตุระเบิดใหญ่ช่วงเทศกาลปีใหม่ 2553 ก็ขอยืนยันว่า ไม่ใช่ฝีมือกลุ่มพวกตนเช่นกัน


โดย พล.อ.พัลลภให้สัมภาษณ์ เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม ว่า ได้ประชุมกันแล้วว่าในเดือนธันวาคมจะไม่เคลื่อนไหวใดๆ ทั้งสิ้น เพราะเป็นช่วงวันสำคัญของประเทศ เป็นห้วงเวลาที่คนไทยต้องการมีความสุขกับวันสำคัญต่างๆ ไล่ตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคม วันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 10 ธันวาคม วันรัฐธรรมนูญ และวันที่ 31 ธันวาคม-1 มกราคม วันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่


ผู้สื่อข่าวถามว่า หากเกิดเหตุรุนแรงช่วงดังกล่าวไม่ใช่ฝีมือคนในพรรคเพื่อไทย พล.อ.พัลลภกล่าวว่า ใช่ เพราะเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม ตนกับ พล.ท.อุดม เกษพรหม อดีตเสนาธิการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ แกนนำกลุ่ม จปร. 9 สมาชิกพรรคเพื่อไทย และ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ได้คุยกันในพรรคเพื่อไทย แล้วว่าจะไม่ทำอะไรช่วงดังกล่าวแน่นอน และหลังปีใหม่ค่อยมาหารือกันอีกครั้งว่า จะเคลื่อนไหวอย่างไร เมื่อถามว่า พล.ท.อุดมระบุว่ามีทหารและนักการเมืองวางแผนและเตรียมระเบิดจำนวนมากใช่สร้างสถานการณ์ช่วงปีใหม่ พล.อ.พัลลภกล่าวว่า ไม่ทราบ ต้องไปถาม พล.ท.อุดม แต่ที่เจอกันที่พรรคเพื่อไทยไม่เห็นพูดอะไร คงต้องถามเขาอาจมีข้อมูลบางอย่าง


เชื่ออดีตทหารปักธงชัยยังเกาะกลุ่ม


เมื่อถามถึงกรณีที่ พล.ต.ขัตติยะระบุว่า มีการเตรียมกองกำลังทหารพรานค่ายปักธงชัย จ.นครราชีสีมา ที่เคยถูกยุบไปสมัยพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลไว้เป็นกำลังต่อกรอำนาจกองทัพ พล.อ.พัลลภกล่าวว่า ทหารพรานค่ายปักธงชัยเป็นทหารหน่วยรบ เคยปฏิบัติการรบทั้งภายในและนอกประเทศ ดังนั้น เมื่อยุบหน่วยไป ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนร่วมรบ ผู้บังคับบัญชาและลูกน้องยังมีอยู่ เพราะเคยร่วมเป็นร่วมตายกันมาในสนามรบ


"ผมไม่เคยเป็นทหารหน่วยนี้ แต่ พล.ต.ขัตติยะเคยเป็น เขาคงคุยกับเพื่อนร่วมรบในอดีต ซึ่งทหารหน่วยนี้ถือว่ามีความเชี่ยวชาญการบมาก เป็นหน่วยทหารที่ติดอาวุธสมบูรณ์และมีประสิทธิภาพ สมัยก่อน พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อปราบปรามกองกำลังผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ และปฏิบัติภารกิจรบนอกแบบทุกสมรภูมิ ถือเป็นกองกำลังเสริมหน่วยทหารหลัก แต่สมัย พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี เป็นผู้บัญชาการทหารบกสั่งยุบไป ทั้งนี้ ทหารที่เคียงบ่าเคียงไหล่ในสงครามยังไปมาหาสู่กันอยู่ เมื่อผู้บังคับบัญชาต้องการความช่วยเหลือน่าจะเป็นไปได้ พล.ต.ขัตติยะเคยอยู่หน่วยนี้น่าจะรู้ดี"


แฉขบวนการโยนบาป"เสื้อแดง"


ด้าน พล.ท.อุดมกล่าวว่า การประชุมแกนนำพรรคเพื่อไทย นำโดย พล.อ.พัลลภ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ซึ่งตนได้เข้าร่วมประชุมด้วยก็ได้หารือกันถึงการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดง โดย พล.อ.พัลลภ คุยกับ พล.ต.ขัตติยะ ก่อนมาประชุมร่วมกับพวกตนนั้นได้แจ้งว่ามีความพยายามที่จะสร้างความวุ่นวายให้เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ แล้วโยนความผิดให้กับคนเสื้อแดง จึงขอให้นายจตุพร แจ้งกับแกนนำคนเสื้อแดงให้ยุติการเคลื่อนไหวช่วงเดือนธันวาคมไปก่อน


"ระหว่างที่พวกผมประชุม มีแกนนำพรรคคนหนึ่งเป็นผู้หญิงเข้ามาชี้แจ้งกับที่ประชุมว่า มีนายทหารและนักการเมืองหลายคนประชุมกันที่สโมสรกองทัพบก ร.1 รอ. (กรมทหารราบที่ 1 (มหาดเล็ก) รักษาพระองค์) เพื่อคุยถึงเหตุการณ์วางระเบิดและเหตุไฟไหม้สถานที่ราชการสำคัญๆ ในกรุงเทพฯ ช่วงปีใหม่ ซึ่งที่ประชุมวิเคราะห์กันว่าจะเป็นฝีมือใคร แต่ไม่ได้ข้อสรุป แต่ขอให้ทุกฝ่ายอยู่นิ่งๆ ก่อน อย่าเคลื่อนไหวไม่อย่างนั้นพวกเราจะถูกหาว่าเป็นคนทำ"

"เสธแดง"ระดมอดีตทหารพรานป้องแดง


พล.ต.ขัตติยะให้สัมภาษณ์ถึงกรณีเตรียมกองกำลังทหารพรานค่ายปักธงชัย ที่เคยอยู่ใต้การบังคับบัญชาของ พล.อ.ชวลิต รวมตัวปกป้องกลุ่มคนเสื้อแดงว่า เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม พล.อ.พัลลภ เรียกตนไปพบ เพราะขณะนี้ทหารพรานค่ายปักธงชัยที่ถูกยุบกำลังรวมตัวกันประมาณ 1,000 คน และเตรียมอาวุธหนักพร้อมรบ เพราะเห็นว่ารัฐบาลไม่มีความเป็นธรรมเกิดสองมาตรฐาน ซึ่งตอนที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ชุมนุมปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล ปิดสนามบิน แต่ทหารไม่ออกมาปราบปราม แต่เมื่อกลุ่มเสื้อแดงออกมาล้อมทำเนียบรัฐบาล อย่างเหตุการณ์เดือนเมษายนที่ผ่านมา ทหารออกมาปราบปรามใช้อาวุธปืนยิง ซึ่งอดีตทหารพรานเหล่านี้จะออกมาแฝงเป็นการ์ดคนเสื้อแดง เวลามีม็อบเสื้อแดงจะแฝงตัวไป ดังนั้น ขอเตือนว่าทหารอย่าออกมาช่วงนี้ เพราะจะถูกทหารพรานที่มีอาวุธพร้อมรบออกมา อาจทำให้เกิดสงครามกลางเมืองได้ ที่สำคัญทหารพรานเหล่านี้ใช้อาร์พีจีเก่งกว่าทหารหลัก


ขู่ทบ."ปลด-ถอดยศ"ระวัง


พล.ต.ขัตติยะกล่าวว่า การที่ พล.อ.พัลลภเรียกตนไปพบ เพราะต้องการไปเคลียร์ว่า อย่าเพิ่งให้ทหารพรานเข้ามา ปล่อยให้เป็นการต่อสู้กันเองของรัฐบาลและฝ่ายค้าน ทั้งนี้ การที่ทหารพรานออกมาเป็นเพราะ พล.อ.ชวลิตเป็นคนตั้งค่ายนี้ขึ้นมา เมื่อ พล.อ.ชวลิตลงเล่นการเมืองเขาจึงอยากจะออกมา และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มีบุญคุณขึ้นเงินเดือนและเบี้ยเลี้ยงให้


"ผมพยายามบอกทหารว่าอย่าออกมา แต่กลับมีคนมาด่าว่าผม และหาเรื่องปลด ถอดยศ ทั้งที่ไม่มีความผิดด้านวินัย ตกลงกองทัพบกอยู่ใต้คำสั่งของนายสุริยะใส กตะศิลา เลขาธิการพรรคการเมืองใหม่หรือของใคร เพราะแค่เขาบอกให้สั่งสอบก็จะสอบผมทันที หากปลดผมก็เป็นเรื่องส่วนตัว เพราะไม่มีความผิดอะไร จะมาถอดยศผมได้อย่างไร คนที่ถอดยศผมได้มีเพียงพระองค์เดียว ผมมาปกป้องกองทัพ หากปลดผมระวังออกจากกองทัพไม่ได้"


"แดง"นัด10ธ.ค.ชุมนุมอุ่นเครื่อง


เมื่อเวลา 13.00 น. นายวีระ มุสิกพงศ์ ประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ( นปช.)-แดงทั้งแผ่นดิน พร้อมแกนนำเสื้อแดง แถลงว่า แกนนำคนเสื้อแดงมีมติจัดงานชุมนุมเนื่องในวันรัฐธรรมนูญ 10 ธันวาคม ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ตั้งแต่เวลา 12.00-24.00 น. ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ไม่ได้เป็นการชุมนุมใหญ่เพื่อขับไล่รัฐบาลเพราะไม่ได้ระดมพลคนเสื้อแดงทั้งประเทศ แต่จะชุมนุมเพื่อแสดงเจตนาของคนเสื้อแดงที่ต่อต้านเผด็จการแล้วเรียกร้องประชาธิปไตย หรือจะเรียกว่าเป็นการอุ่นเครื่องสำหรับการชุมนุมใหญ่ โดยแกนนำคนเสื้อแดงได้เชิญนักวิชาการมาอภิปรายแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญหลายคน


นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช.-แดงทั้งแผ่นดิน กล่าวว่า การนัดชุมนุมวันที่ 10 ธันวาคม เป็นการนัดชุมนุมเปิดเผยโดยไม่มีวาระซ่อนเร้นใดๆ หากมีใครเคลื่อนไหวอะไรเราจะถือว่าคนคนนั้นไม่ใช่ นปช.และแกนนำจะไม่รับผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้น นอกจากนี้ ในวันที่ 9 ธันวาคม แกนนำคนเสื้อแดงนัดแกนนำคนเสื้อแดงทุกกลุ่มทั่วประเทศมาพบปะสัมมนาครั้งสุดท้ายก่อนปักหมุดนัดหมายชุมนุมใหญ่ขับไล่รัฐบาลยกสำคัญ ซึ่งจะแถลงมติกำหนดวันชุมนุมใหญ่อย่างเป็นทางการอีกครั้ง


"ปูด"อำมาตย์"เตรียมปลด"บิ๊กทหาร"


นายณัฐวุฒิกล่าวว่า ขณะนี้รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กำลังอยู่ระหว่าง 2 มหากาพย์ ที่เรียกว่ามหากาพย์กำราบมาร์ค คือ 1.การแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) โดยขอให้จับตาดูเรื่องสอบกรณีการจัดซื้อรถจักรยานยนต์สายตรวจที่จะมีผลไปถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ซึ่งท้ายที่สุดจะมีผลต่อการแต่งตั้ง ผบ.ตร. จึงขอให้ระวังเงาหัวไว้ 2.ขณะนี้นายอภิสิทธิ์อยู่ในสถานการณ์คลื่นใต้น้ำ มีคนในพรรคประชาธิปัตย์และพรรคร่วมรัฐบาลต้องการจะเปลี่ยนแปลงคนในคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่ก็มีเรื่องใหญ่กว่านั้น คือ กลุ่มคนในอำมาตยาธิปไตยกำลังเตรียมการที่จะเล่นเกมป๊อกเด้ง โดยจะเปลี่ยนตัวบุคคลสำคัญฝ่ายความมั่นคง ไม่เฉพาะแต่นายสุเทพ และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แต่รวมไปถึง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.ด้วย ซึ่งไม่รู้ว่านายอภิสิทธิ์รู้ตัวบ้างหรือไม่

"จตุพร"โวย สมช.วางแผนบึ้มโยนบาปให้"เสื้อแดง"

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย แกนนำคนเสื้อแดง กล่าวถึงกรณีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี การรายงานคณะรัฐมนตรี(ครม.) เรื่องการวางแผนที่จะวางระเบิดในช่วงวันปีใหม่ 2553 ว่า ในการสัมมนาของคนเสื้อแดงเมื่อวันที่ 27-28 พ.ย.ที่จ.อยุธยา ได้แจ้งกับที่ประชุมว่า มีนายทหารคนหนึ่งยศนายพลคนหนึ่ง เล่าให้ฟังว่าในการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ครั้งหนึ่ง มีการประชุมและวางแผนที่จะก่อวินาศกรรมด้วยการวางระเบิดแล้วโยนความผิดให้กับคนเสื้อแดง แต่ที่ผ่านมาแกนนำเสื้อแดงไม่คิดว่าเชื้อชั่วยังไม่ยอมตาย จึงไม่ได้สนใจเรื่องนี้ จนเมื่อนายสุเทพ นำเรื่องนี้รายงานต่อที่ประชุม ครม. พวกตนจึงต้องสนใจเรื่องนี้ขึ้นมา

"บิ๊กจิ๋ว"อุทาน"ฮ่วย" ได้ยินข่าว"เสธ.แดง"อ้างทหารพรานติดอาวุธร่วมม็อบแดง

พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบกอ้างว่าจะมีทหารพรานค่ายปักธงชัย ซึ่งมีความสนิทกับพล.อ.ชวลิต นำอาวุธมาร่วมชุมนุมกับกลุ่มคนเสื้อแดง พล.อ.ชวลิต อุทานว่า "ฮ่วย" แล้วตอบว่า "นั่นมันนานแล้ว ก็อาจจะจิตใจผูกพัน แต่ทำไมมันต้องออกมาล่ะ สนิทกับผมแล้วทำไมต้องออกมาด้วยล่ะ"

เมื่อผู้สื่อข่าวตอบกลับว่า พล.ต.ขัตติยะ อ้างว่าเป็นเพราะทหารค่ายปักธงชัยที่ไม่พอใจรัฐบาลประชาธิปัตย์ยุบค่ายนี้ทิ้ง พล.อ.ชวลิต กล่าวว่า "อ๋อ ยุบค่ายทิ้งเหรอ จริงเปล่า พรรคประชาธิปัตย์ยุบค่ายทิ้งเหรอ จะได้นำหน้าเองเลย คงไม่ใช่อย่างนั้น การยุบค่ายทิ้งคงเป็นเพราะความต้องการของกองทัพ ท่านเป็นพรรคการเมืองจะไปยุ่งเรื่องทหารทำไม"

นอกจากนี้ พล.อ.ชวลิต ยังกล่าวถึงกระแสข่าวที่ถูกโจมตีว่าถังแตกจนต้องขายคอนโดว่า พูดอย่างนี้น่าเกลียด เขาไม่ได้โจมตีแต่คงไม่เข้าใจ พูดจาค่อนข้างน่าเกลียด ซึ่งพอข่าวออกมาแล้วกลายเป็นเรามาโวยวายเรื่องเงินทอง น่าเกลียดมากเพราะเราไม่เคยพูดอย่างนั้น อาจเป็นข่าวที่ผิดพลาด ลูกสาวเราจะส่งลูกสาว (หลานสาวของพล.อ.ชวลิต) ไปเรียนที่ประเทศสหรัฐอเมริกาก็เลยขาย เราก็เลยช่วยบอกต่อให้ด้วย

เมื่อถามว่าจะมีการฟ้องร้องหนังสือพิมพ์ที่นำเสนอข่าวนี้หรือไม่ พล.อ.ชวลิต ตอบว่า ขนาดด่าแม่ตัวเองยังไม่เคยฟ้องเลย เรื่องแค่นี้จะฟ้องทำไม อย่าไปอะไรกันเลย เข้าใจกันดีกว่า

ไทยไม่เข้มแข็ง

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ บทบรรณาธิการ



รัฐบาลประกาศว่าจะส่งเสริมให้สังคมไทยเกิดความเข้มแข็ง ด้วยการอัดฉีดงบประมาณ จำนวนมหาศาลเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจ

แต่การใช้จ่ายเงินจำนวนมากโดยปราศจากระบบตรวจสอบหรือควบคุมที่ดี หากนำมาซึ่งการทุจริตที่แพร่หลายกว้างขวาง

ก็อาจทำให้สังคมไทยอ่อนแอลงมากกว่าเข้มแข็งขึ้นอย่างที่ปรารถนา

หากไม่ต้องการให้การทุจริตฉ้อฉลขยายวงขึ้นตามจำนวนเงินที่จะทะลักออกมา รัฐบาลจะต้องแสดงความเอาจริงเอาจังกับการจัดการปัญหาทุจริตมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

อย่างน้อยก็ใน 3 กรณีล่าสุดที่สังคมให้ความสนใจ และความคืบหน้ายังไม่เป็นที่ น่าพอใจ

กรณีแรก คดีทุจริตในโครงการเศรษฐกิจชุมชนพอเพียง ซึ่งมีรายงานข่าวว่าสำนวนคดีที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน มีหลักฐานอ่อนยวบลงไปเมื่อเทียบกับการทุจริตที่เกิดขึ้นจริง

กรณีต่อมา คือการลาออกจากกรรมการโครงการไทยเข้มแข็งในกระทรวงสาธารณสุข ของประธานชมรมแพทย์ชนบท ซึ่งให้เหตุผลว่าเป็นเพราะการกำหนดราคากลางในการจัดซื้อจัดจ้างสูงเกินไป

และกรณีสุดท้ายก็คือการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปราม บุกเข้ายึดหลักฐานในคดีจัดซื้ออุปกรณ์มูลค่านับหมื่นล้านบาทของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ซึ่งส่อเค้าว่าจะมีข้าราชการระดับสูงจำนวนมาก เข้ามาเกี่ยวข้อง พัวพัน

แต่รัฐบาลไม่ได้ตอบสนองด้วยความกระตือ รือร้นเท่าที่ควร

ก่อนหน้านี้ ประชาชนจำนวนไม่น้อยให้ราคาว่า ประเด็นในเรื่องความสุจริตเป็นจุดที่แตกต่างที่สุดระหว่างรัฐบาลชุดปัจจุบัน กับรัฐบาล ชุดที่ผ่านๆ มา

ขณะที่นายกรัฐมนตรีก็ปวารณาตัวอย่างชัดเจน ว่า จะให้ความสำคัญกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตเป็นนโยบายลำดับต้นๆ

รวมทั้งพรรคประชาธิปัตย์เองก็ใช้จุดแข็งดังกล่าวเป็นเครื่องสร้างคะแนนนิยมให้กับตนเอง และโจมตีพรรคการเมืองคู่แข่ง

วันนี้ถึงเวลาของการพิสูจน์จุดยืนและคำพูดว่า จะมีค่าควรแก่การให้ความเชื่อถือหรือไม่ เพียงใด

เป็นวันที่รัฐบาลจะต้องใช้การกระทำเป็นเครื่องค้ำประกันเกียรติยศของตนเอง

อย่าประมาท

ที่มา เดลินิวส์

ไป “ดูไบ” ครั้งแรก แค่แวะพักต่อเครื่องไปอียิปต์ ครั้งที่ 2 ซัก 3-4 ปีที่แล้ว ไปกับสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย โดย คุณ สมัย ลี้สกุล ประธาน บริษัททีอาร์ซีคอนสรัคชั่น ตอนเป็นเลขานุการ

นำสื่อมวลชนไปดูงานก่อสร้างหอพักนักกีฬาในประเทศ กาตาร์ เจ้าภาพจัดการแข่งขันเอเชี่ยนเกมส์ โดยผู้รับเหมาไทย ไปประมูลแย่งชิงมาด้วยความสามารถ แต่ยังได้เงินค่าก่อสร้างไม่ครบ

ขากลับ แวะดูไบ 2 คืนกับ 1 วันเต็ม ๆ ตั้งแต่ลงจากเครื่องบิน จนเข้า โรงแรมเชอราตัน ดูไบ มันช่างเป็นเมือง ที่ทันสมัย ตึกรามกำลังก่อสร้างมากมาย แต่ละตึกสูงลิบลิ่ว ต้องแหงนคอตั้งบ่าดู ทั้งนั้น

ไม่ได้แล้งเป็นทะเลทราย ต้นปาล์ม ถูกปลูกตลอดถนนสองข้าง สีเขียวทำให้ ดูร่มรื่น และเป็นระเบียบ เมื่อเทียบกับ “กาตาร์”แล้ว ดูไบมีชีวิตชีวากว่าแยะ ที่โน่น ถนนแทบไร้คนเดิน หงอยเหงามาก ๆ

เรื่องความ หรูหรา ร่ำรวย ของเจ้าผู้ครองนครรัฐดูไบ มีมากมาย จากปากไกด์ที่พาทัวร์เมือง เช่น ครั้งหนึ่งที่ตรงกับวันเกิดของ ท่านชีค มีการขนน้ำหอมจากฝรั่งเศสมาโปรยปรายเป็นหยาดฝนจากเครื่องบินส่วนตัว

เพื่อชาวเมืองได้สูดกลิ่นหอมจรุงใจไปทั้งเมือง

หรือเรื่องมเหสีของท่านชีค ซึ่งมีอยู่หลายองค์ ถึงกับฟ้องศาล เพราะวังของ เธอ มีบานหน้าต่างน้อยกว่าอีกองค์หนึ่ง การมีหน้าต่างน้อยกว่า เหมือนถูกรักน้อยกว่าไม่มีอะไร นอกจาก บอกความร่ำรวยมหาศาล

ของท่านชีค !!!

ประชาชนก็ฟู่ฟ่า มีศูนย์การค้าใหญ่ยักษ์ให้ชอปปิงไม่รู้กี่แห่ง กระเป๋าแบรนด์เนม กุ๊กชี่ แฮร์เมส หลุยส์วิตตอง วาง ผ่านกระจกใสแจ๋ว ท้าทายสตรีมหาเศรษฐี ดูไบให้เข้าไปเลือกหาเป็นเจ้าของได้ไม่อั้น

เพื่อความสนุกสนาน ท่านชีค สั่งทำ หิมะเทียมในห้างยักษ์ เพื่อให้ชาว ทะเลทรายเล่นสกีได้ทุกวัน ไม่ต้องรอหน้าหนาวเหมือนผู้คนในยุโรป คนดูไบมีรายได้ถึง คนละ 19,728 ดอลลาร์ต่อปี ทุกอย่างรัฐดูแลหมด

รวยเละเลย

สมเป็น นครแห่งความฝัน เป็นด่านหน้า และ ศูนย์กลางด้านการค้า-การเงินในอ่าวเปอร์เซียมาก ข่าวการขอเลื่อนชำระหนี้ 8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐออกไป 6 เดือน (บางสื่อบอกชักดาบ) ของ บริษัทดูไบ เวิลด์ และบริษัทลูก “นัคฮีลล์” ซึ่งรัฐบาลดูไบเป็นเจ้าของ

ทำอภิมหาโปรเจคท์ยักษ์ ถมทะเลเนรมิตหมู่บ้านเกาะต้นปาล์ม 3 แห่ง มีแต่ซูเปอร์สตาร์อย่าง ไมเคิล แจ๊คสัน แบรด พิตต์ เดวิด เบคเฮม เท่านั้นจะซื้อได้

ช็อกโลกสุด ๆ

หรือ “ดูไบ” จะฟองสบู่แตก จากเสือกลายเป็นแมวป่วยหนัก เช่นไทยในอดีต แม้ล่าสุด ธนาคารกลาง ยูเออี ประกาศพร้อมอัดเงินอุ้มแบงก์ของดูไบ และ “อาบูดาบี” ก็ยังรวยน้ำมันจัด ไม่ปล่อย ดูไบ ล้มแน่

แต่บวกกับเวียดนามลดค่าเงินด่อง เร็วไปมั้งที่ขุนคลัง กรณ์ จาติกวณิช จะฟันธงแต่ไก่โห่ ไม่กระทบ ตั้ง “วอร์รูม”ติดตามใกล้ชิด มิดีกว่าหรือ ไม่มีอะไรก็แล้วไป แต่หากมีจะได้รับมือทันไงเล่า

ลืมแล้วหรือ ตอนเป็นรัฐบาลใหม่ ๆ นายกฯ มาร์ค ก็เคยฟันธงเปรี้ยง ไตรมาส 2 เศรษฐกิจไทยเป็นบวกแน่ พอ ดร.โอฬาร ไชยประวัติ ทำนาย จีดีพีจะติดลบ 4% ก็ถูกรุมด่ายับ หาว่า จ้องดิสเครดิตรัฐบาล ไปโน่น

ประเมินวิกฤติต่ำไป จึงหน้าแหก แล้วเรื่องอะไรจะประมาทอีก.

ดาวประกายพรึก

สัญญาณล่วงหน้ามาแล้ว

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_50676
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

"งานเข้า" ถึงทำเนียบรัฐบาลเลย

กับคิวที่ น.ส.อนุกูล วงษ์บัวทอง ผู้สื่อข่าวอาวุโส วัย 73 ปี จากหนังสือพิมพ์สายกลาง หรือ "ป้าแจ๋ว" ของหลานๆนักข่าว บุกทวงเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่หน้าตึกประชุม ครม.

4 เดือนแล้วที่ไม่ได้รับเบี้ยคนชราเดือนละ 500 บาท


เหตุเกิดวันเดียวกัน ตัดภาพไปที่ข่าวของคู่หูออกซ์ฟอร์ด นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลังตรวจเยี่ยมศูนย์ขึ้นทะเบียนโครงการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบที่ธนาคารออมสิน ที่เปิดเป็นวันแรก ปรากฏว่ามีประชาชนจำนวนบางตา มาขึ้นทะเบียนน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้

งานกร่อยไปถนัดตา

"เบี้ยยังชีพคนชรา" กับ "ล้างหนี้นอกระบบ" สองโปรเจกต์ใหญ่ที่รัฐบาลประชา-ธิปัตย์หมายมั่นปั้นมือ ตีปี๊บโหมโรงหวังปั่นเป็นผลงานโบแดง

เข็น "ประชานิยมสูตรออกซ์ฟอร์ด" บลัฟ "ประชานิยมยี่ห้อทักษิณ"

ยังไม่ทันได้ตีกิน ก็ส่อเค้าวืดเป้าจั่วลมแล้ว


แน่นอน โดยเครื่องหมายคำถาม มันย่อมโยงไปถึงงบประมาณเงินกู้กระตุ้นเศรษฐกิจก้อนมหาศาลตามโครงการไทยเข้มแข็งที่กำลังจ่ออยู่ตามกระทรวงต่างๆ

มันจะคุ้มกับการทุ่มทุนสร้างสักแค่ไหน

เอาเป็นว่า ไพ่ใบสุดท้าย มุก "เสี่ยสั่งลุย" อัดประชานิยมข่มยี่ห้อ "ทักษิณ" เงื่อนไขต่อวีซ่า ยืดอายุของรัฐบาลประชาธิปัตย์ ส่ออาการติดๆขัดๆ ไม่เป็นไปตามที่ตั้งใจ

คนที่ "ว้าเหว่" กว่าใคร หนีไม่พ้นคู่หูออกซ์ฟอร์ด "อภิสิทธิ์-กรณ์"

แต่ในเหลี่ยมของเซียนจอมเขี้ยวยี่ห้อประชาธิปัตย์ยังไงก็ไม่ยอมจนมุมง่ายๆ อย่างที่จับสัญญาณได้ เหมือนเตรียมทางหนีทีไล่กันไว้แล้ว

กับมุกโยนกลองให้เพื่อน

ตามกลิ่นที่แพลมๆออกมาจาก "ทีมเชียร์แขก" ของพรรคประชาธิปัตย์ ปล่อยเงื่อนไข "นำร่อง" ไปสู่การ "ยกเครื่อง ครม." อ้างผลงานบ้อท่าของทีมเศรษฐกิจ ที่มีเหตุมาจากรัฐมนตรีของพรรคร่วมรัฐบาลเป็นตัวถ่วง

ถือโอกาสทวงความชอบธรรมในการยึดโควตาคืน


จากที่เข้าเนื้อขาดทุน กลายเป็นหวังกำไรได้ซะอีก

และก็เป็นอะไรที่แบะท่าชัดเจน ล่าสุดนายกฯอภิสิทธิ์ออกมาสยบเกมเบรกแรงกระเพื่อม ย้ำจะไม่มีการปรับ ครม.ในตอนนี้ เรื่องการเมืองอยากให้นิ่งที่สุด


แต่ยืนยันจะปรับ ครม.หลังรัฐบาลครบรอบ 1 ปีแน่ โดยไม่จำเป็นต้องรอไปหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้าน

ส่งสัญญาณขยับกันแล้ว


พร้อมๆกับคิวที่ "เดอะตาล" นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดโปรแกรมล่วงหน้าแล้ว รัฐบาลเตรียมจัดงานแถลงใหญ่ผลงานครบรอบ 1 ปี ในวันที่ 23 ธันวาคมนี้

จัดฉากตรวจการบ้านกันพอเป็นพิธี

และโดยจังหวะพอดิบพอดีที่ยากจะหนีการปรับเปลี่ยน ล่าสุดคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติให้นายแพทย์พฤฒิชัย ดำรงรัตน์ รมช.คลัง โควตาพรรคเพื่อแผ่นดิน หลุดจากตำแหน่งรัฐมนตรี เพราะถือครองหุ้นเกิน 5 เปอร์เซ็นต์

กรณีใกล้เคียงกับนายมานิต นพอมรบดี รมช.สาธารณสุข ของค่ายภูมิใจไทย ที่ยังคาราคาซัง รอคำตัดสินสุดท้ายของศาลรัฐธรรมนูญ

เงื่อนไขสุกงอมเต็มแก่ รอแค่ "อภิสิทธิ์" ตัดริบบิ้น

เกมปรับ ครม.เกิดขึ้นแน่ๆ ก่อนเปิดสภา ตามจังหวะของเหลี่ยมการเมืองยี่ห้อประชาธิปัตย์ที่ต้องชิงตัดหน้าคิวยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย


ในมุกที่เดากันได้ เร้าคิวปรับ ครม. เบียดกระแสแย่งพื้นที่ข่าว กลบยุทธศาสตร์โหมโรงของกองทัพคนเสื้อแดงที่ต้องรัวเกราะเคาะไม้ไล่รัฐบาลประชาธิปัตย์

ตีคู่ไปกับเกมในสภาของฝ่ายค้านพรรคเพื่อไทย

ส่วนใครจะอยู่ใครจะไป ในบัญชีรัฐมนตรีผู้โชคดีทางบ้านที่จะถูกหวย โฟกัสไปที่คิวของพรรคประชาธิปัตย์น่าลุ้นมากกว่าใคร

ตามข่าววงใน ว่ากันว่าแม้แต่ยี่ห้อ "สาทิตย์ วงศ์หนองเตย" เอง ยังวาบหวิวในหัวใจ

ไม่ใช่เรื่องของผลงานโฆษณาชวนเชื่อที่ตามเกม "นายใหญ่" ไม่ทัน ไม่ใช่เรื่องยึดสื่อรัฐแบบเบ็ดเสร็จ แต่โดยสไตล์ที่ขัดหูขัดตาพี่เบิ้มอย่าง "เทพเทือก" นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ผู้จัดการใหญ่รัฐบาล

สะดุดต่อม "หมั่นไส้" เต็มๆ.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

มรดกโลก

อ่านข่าว ดร.ซูซานน์ โอร์นาเกอร์ ที่ปรึกษาด้านการสื่อสารและสารสนเทศของภูมิภาคเอเชีย ประจำองค์การเพื่อการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก พูดถึงกิจกรรมโครงการมรดกความทรงจำแห่งโลก ซึ่งประเทศไทยเองก็ได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกความทรงจำแห่งโลกด้วยเช่นกัน ตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

นอกจากนี้ ยังมีสิ่งสำคัญทางประวัติศาสตร์อีกหลายชิ้นอาทิ ศิลาจารึกหลักที่ 1 สมัยพ่อขุนรามคำแหง รวมทั้งสรรพวิทยาการต่างๆเกี่ยวกับวิชานวดแผนโบราณที่เรียกว่า ฤาษีดัดตน ที่วัดโพธิ์ เป็นต้น

ที่ ดร.ซูซานน์ให้ความเห็นไว้ก็คือ เสียดายว่าประเทศไทยไม่มีการตระหนักในการเรียนรู้ เกี่ยวกับมรดกความทรงจำเหล่านี้

อยากให้รัฐบาลไทยให้ความสำคัญ โดยเฉพาะการสงวนและรักษามรดกความทรงจำให้เด็กรุ่นใหม่ได้เรียนรู้ นอกจากนี้ควรเปิดโอกาสให้ประชาชน เยาวชน สามารถที่จะเข้าถึงมรดกโลกได้มากขึ้น

ไม่เช่นนั้นก็จะไม่รู้สึกภาคภูมิใจในสิ่งที่มีคุณค่าเหล่านี้

ซึ่งปัจจุบันคนไทยได้รับเกียรติเข้าไปเป็นคณะกรรมการมรดกโลกด้วย คือ คุณโสมสุดา ลียะวณิช รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม และประเทศไทยมีสิ่งที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นมรดกโลกถึง 5 แห่งด้วยกัน คือ อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ศรีสัชนาลัย กำแพงเพชร และแหล่งโบราณคดีบ้านเชียง

ที่มีปัญหาที่สุดคือ อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา น่าเป็นห่วงว่าอาจจะถูกถอดออกจากมรดกโลกได้ ถ้าขืนไม่ดูแล ปล่อยให้มีสภาพอย่างทุกวันนี้

เราประมาทไม่ได้ อย่างเช่นเมื่อปี 2551 ที่ผ่านมา แหล่งมรดกโลกเครสเดน ประเทศเยอรมนีก็ถูกถอดจากมรดกโลกมาแล้ว หากเราปล่อยให้อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยามีการพัฒนาอย่างไม่เหมาะสมต่อไป ก็มีโอกาสที่จะถูกถอดออกจากมรดกโลกได้เช่นกัน

วันนี้เราต้องตั้งคำถามว่า เราเห็นความสำคัญของมรดกโลกแค่ไหน หรือแค่ตามกระแสเท่านั้น ฟังภูมิปัญญาของคนที่มาดูแลเรื่องนี้แล้วยิ่งน่าเศร้าใจเข้าไปใหญ่

อ้างว่าได้คนไทยไปเป็นกรรมการมรดกโลก แล้วจะได้ช่วยคัดค้านเรื่องของ เขาพระวิหาร คิดกันอยู่ได้แค่นี้ ส่วนมรดกที่เป็นของเราเองกลับถูกละเลย สมมติถ้าอุทยานประวัติศาสตร์ พระนครศรีอยุธยาถูกถอดออกจากมรดกโลกจริง

คงงามหน้า

และคงจะอายคนกัมพูชามากที่สุด สมบัติตัวเองยังรักษาไม่ได้ แล้วจะไปเรียกร้องเอาของคนอื่น ที่ควรทำไม่ทำที่ไม่ควรทำไปกระเหี้ยนกระหือรือ บ่งบอกถึงวิสัยทัศน์ที่ไม่เอาถ่าน.

หมัดเหล็ก

เสธ.แดงปูดอีก ทหารพราน ติดอาวุธพร้อมรบ

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_50620
พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล

เสธ.แดง รับลูกบิ๊กจิ๋ว ปูดแผนส่งทหารพรานแฝงเป็นการ์ดคนเสื้อแดง เตือนกองทัพอย่าออกมาในช่วงนี้ หวั่นเกิดสงครามกลางเมือง.....

พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก กล่าวถึงกรณีที่ระบุเตรียมกองกำลังทหารพรานค่ายปักธงชัย สปก.315 ที่เคยเป็นของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย รวมตัวปกป้องกลุ่มคนเสื้อแดงว่า ขณะนี้ทหารพรานค่ายปักธงชัยที่ถูกยุบกำลัง รวมตัวออกมาเป็น 1,000 คน มีการเตรียมอาวุธหนักพร้อมรบ เพราะเห็นว่า รัฐบาลไม่มีความเป็นธรรมเกิดสองมาตรฐาน ตอนที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ออกมาชุมนุมปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล ปิดสนามบิน แต่ทหารไม่ออกมาปราบปราม แต่เมื่อกลุ่มเสื้อแดงออกมาล้อมทำเนียบรัฐบาล อย่างเหตุการณ์เดือนเมษายนที่ผ่านมา ทหารก็ออกมาปราบปรามใช้อาวุธปืนยิง ซึ่งทหารพรานเหล่านี้ จะออกมาแฝงเป็นการ์ดคนเสื้อแดง เวลามีม็อบเสื้อแดงก็จะแฝงตัวไป ดังนั้น ขอเตือนว่า ทหารอย่าออกมาช่วงนี้ เพราะจะถูกทหารพรานที่มีอาวุธพร้อมรบออกมา อาจทำให้เกิดสงครามกลางเมืองได้ ที่สำคัญ ทหารพรานเหล่านี้ใช้อาร์พีจีเก่งกว่าทหารหลัก

พล.ต.ขัตติยะ กล่าวว่า การที่ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี เรียกตนไปพบ เพราะต้องการไปเคลียร์ว่า อย่าเพิ่งให้ทหารพรานเข้ามา ปล่อยให้เป็นการต่อสู้กันเองของรัฐบาลและฝ่ายค้าน ทั้งนี้การที่ทหารพรานออกมา เป็นเพราะ พล.อ.ชวลิต เป็นคนตั้งค่ายนี้ขึ้นมา เมื่อ พล.อ.ชวลิต ลงเล่นการเมือง จึงอยากจะออกมา และพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ก็มีบุญคุณขึ้นเงินเดือนและเบี้ยเลี้ยงให้

พล.ต.ขัตติยะ กล่าวอีกว่า กองทัพเวลานี้จะทำนิ่งเฉยไม่สนใจปัญหาชายแดน ทั้งที่กองทัพทำให้เสียชายแดนเขาพระวิหาร 4.6 ตารางกิโลเมตร ซึ่งทหารกองกำลังภูมิภาคที่ 4 ของกัมพูชา เขานำทหารกลับไปฉลองชัยชนะ ที่สามารถยึดดินแดนไทยได้ และทำถนนลาดปูนอย่างดี โดยมีสมเด็จ ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เป็นประธานที่ อ.เสียมราฐ กัมพูชา ซึ่งบริเวณนั้นไทยไม่สามารถเดินทางข้ามเข้าไปได้แล้ว ขณะนี้ขอท้าว่า ทหารไปลาดตะเวนถนนนั้นได้หรือไม่ เวลานี้อายแทนกองทัพ ที่ผ่านมา พล.อ.ชวลิต และ พล.อ.พัลลภ ถูกหาว่า ขายชาติ แต่เวลานี้กองทัพภายใต้อำมาตยาธิปไตย กำลังทำให้คนไทยสิ้นชาติ ความจริงสมเด็จฮุน เซน ไม่ต้องการทะเลาะกับคนไทย แต่เขาไม่พอใจนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ไปดูถูกเขาว่าเป็นคนต่ำต้อย.