WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, December 5, 2009

สังคมข่าวชาวเสื้อแดง(5ธ.ค.):100ปีวีรสามัญชน

ที่มา Thai E-News


***สังคมข่าวชาวเสื้อแดง ประจำวันเสาร์ที่ 5 ธันวาคม 2552 ตรงกับวันแรม 3 ค่ำ เดือนอ้าย ย้อนไปเมื่อ 100 ปีที่แล้วในวันนี้ ได้มีรัฐบุรุษสามัญชนมาเกิดในประเทศไทย รู้นามขานชื่อกันต่อมาว่า"ครูเตียง ศิริขันธ์"ผู้มีสมญานาม"ขุนพลภูพาน"ได้มีส่วนสำคัญในการต่อสู้กู้เอกราชให้ไทยมีอิสรภาพมาเท่าทุกวันนี้ โดยเฉพาะวีรกรรมเสรีไทยร่วมกับมิตรสหายร่วมรบทั้งในและต่างประเทศ หากไม่มีเสรีไทยก็ไม่แน่ใจว่าประเทศไทยในแผนที่จะเป็นดังที่เห็นในตอนนี้หรือไม่ ขอให้ได้รับความเคารพเชิดชูยกย่องอย่างสูงสุดจากปวงชนชาวไทยรุ่นหลังที่ยังน้อมสำนึกในบุญคุณที่ครูเตียง และเสรีไทยท่านใดก็ไม่เคยต้องทวงบุญทวงคุณประชาชนคนไทยแต่ประการใด***

***ขอให้ปวงชนชาวไทยสงบนิ่งซักครึ่งนาทีน้อมรำลึกในวีรกรรมที่วีรชนคนกล้าของเราได้ทุ่มกายอุทิศใจเพื่อแผ่นดินไทยบ้านเกิดเมืองนอนด้วยน้อมสำนึกในบุญคุณความงามความดี ตั้งปณิธานสานต่อภารกิจการงานของท่านให้สมบูรณ์ เพียงเท่านี้ก็คงทำให้บรรพชนที่ต่อสู้กู้ชาติรักษาเอกราชและอิสรภาพไว้ให้ปวงชนชาวไทยรุ่นหลังตายตาหลับ***

***ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ซึ่งเป็นอดีตหัวหน้าเสรีไทยสายอเมริกาเคยเขียนบันทึกถึงจำกัด พลางกูร สหายร่วมรบของครูเตียง และเสนาธิการเสรีไทยในประเทศไทยที่พลีชีพเพื่อชาติว่า

"เพราะจำกัดตาย ข้าพเจ้าจึงเห็นแล้วว่า ยังมีเกียรติสูงสุดอันพึงใฝ่สูงกว่าเกียรติของการเป็นนายกรัฐมนตรี ใหญ่ยิ่งกว่าเกียรติของกษัตริย์ เกียรติอันนั้นคือ เกียรติของผู้ตายเพื่อชาติ วงศ์กษัตริย์มีวันล้ม ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมีวันเปลี่ยนมือ แต่เกียรติของผู้ตายอย่างจำกัดนี้ ไม่มีใครแย่งไปจากเขาได้"


***ช่วงวันหยุดยาวมีกิจกรรมมากมายมาฝากเช่นเคย วันอาทิตย์ที่ 6 ธันวาคมนี้ เชิญพบปะสังสรรค์จิบน้ำชา สนับสนุนเสื้อแดงหาดใหญ่ อาจารย์นิษิฎภัทร์ ณ.นคร (อาจารย์แดง) ประธานชมรมคนรักประชาธิปไตยสงขลา 52 ได้เปิดร้านน้ำชาขึ้นที่ถนนราษฎร์อุทิศ (เขต 8) อยู่เยี้องตรงกันข้ามกับหรรษาพลาซ่าใหม่ เพื่อให้สถานที่นี้ เป็นที่พบปะพูดคุยกันได้ทุกๆวันของชาวเสื้อแดงในหาดใหญ่-สงขลา และเป็นฐานทางเศรษฐกิจที่จะช่วยสนับสนุนการทำกิจกรรมของชาวเสื้อแดงต่อไป โดยใช้ชื่อร้านว่า “ไผ่แดง”ในวันอาทิตย์ที่ 6 ธ.ค. นี้ อาจารย์แดงจะทำการเปิดร้านอย่างเป็นทางการ จึงใคร่ขอเชิญชาวหาดใหญ่-สงขลา และจังหวัดใกล้เคียง ที่ประสงค์จะสนับสนุนกิจกรรมของชาวเสื้อแดง และประสงค์จะให้กำลังใจแก่อาจารย์แดง ไปร่วมในงานเปิดร้านดังกล่าว ตั้งแต่เวลา 13.00 น. เป็นต้นไป โดยกิจกรรมในงานจะมีการพูดคุยเสวนา , ดูคลิปวีดีโอ ข้อมูลเด็ดๆ เป็นต้น สอบถามข้อมูลติดต่อได้ที่อาจารย์แดง โทร. 089-8788636******

***วันอาทิตย์ 6 ธันวาคมเหมือนกันที่กรุงเทพฯ เชิญพี่น้องชาวเสื้อแดงร่วมงาน“จิบน้ำชา สนทนาการเมือง” (ครั้งที่ 3)พบกับ 2 นักวิชาการสาวค่ายมหิดล-จุฬาฯขวัญใจคนเสื้อแดง ดร.จารุพรรณ กุลดิลก และ ดร.สุดา รังกุพันธ์ เปิดประเด็น “การเมืองแบบอภิสิทธิ์ชน” เข้มข้น ร้อนแรง กับ อธิการบดีสนามหลวง สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ในหัวข้อ “ยุทธศาสตร์ล้างบางระบอบอำมาตย์” ในวันอาทิตย์ที่ 6 ธันวาคม 2552 ณ ห้องทับทิม โรงแรมรัตนโกสินทร์ เวลา 13.00 – 17.00 น. บัตรราคา 300 บาท ติดต่อจองบัตรได้ที่ ทรงชัย 08-1400-0433 / เจน 08-1551-7017 / ลูกตาล 08-9500-7232***

***วันอาทิตย์ที่ 6 ธันวาคมที่อเมริกา ชาวRed Thai USA หรือแดงไทยในอเมริกาจัดงานส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่อย่างคึกครื้น เพื่อนำรายได้ทั้งหมดมอบให้กับ นสพ.rednews USA สื่อของคนไทยเสื้อแดงในอเมริกา จึงขอเชิญชวนพี่น้องไทยผู้รักประชาธิปไตยในอเมริกาและประเทศใกล้เคียงร่วมสังสรรค์สำแดงพลังว่าเราคนไทยอยู่ที่ไหนก็รวมตัวกันแน่นปึ๊กร่วมต่อสู้เพื่อมาตุภูมิบ้านเกิดเมืองนอนของเราให้ได้ประชาธิปไตยที่แท้จริงมาจงได้****

***ธีมของงานนี้คือ"เพื่อนร่วมร้อง พี่น้องร่วมสนุก"ยกบรรยากาศเสื้อแดงไทยจัดงานใหญ่คนนับแสนที่เขาใหญ่มาไว้ที่อเมริกา งานมีตั้งแต่เที่ยงไปยัน2ทุ่ม จัดที่ไทยแลนด์พลาซ่า ถนนฮอลลีวูด ลอสแองเจลีส บัตรราคาเบาๆแค่15เหรียญฯ บรรเลงโดยวงRed USA band ชมวิดิทัศน์ลำตัดคณะพ่อวีระ-แม่ดารุณี ฟังสนทนาประชาธิปไตยโดยส.สและประธานกรรมาธิการทหาร พ.ต.ท. สมชาย เพศประเสริฐ และ "น้องยิ้ม"วิสาระดี และส.ส. ปาริชาติ สลับกับการละเล่น ร้อง เล่น เต้น รำวง สนุก ๆ ระหว่างพี่น้อง...ที่สำคัญอย่าลืมทำตัวให้หน้าตาดีก่อนมางาน และซ้อมร้องเพลงมาด้วย เพราะในงานมีประกวดร้องเพลง..ประกวดหนุ่ม สาว เสื้อแดง..***

***ไฮไลท์ของงานคือ.. ชมวีดีโอลิ้งค์โดย ดร.ทักษิณ ชินวัตร และ โฟนอินของ คุณวีระ มุกสิกพงศ์-จตุพร พรหมพันธุ์ สำรองที่นั่งได้โดยกดดูภาพโปสเตอร์ด้านบนจ้า หรือเชิญได้ที่หน้างาน .... อย่าลืมพี่น้องผู้รักประชาธิปไตยเรามีนัดกันที่ ไทยแลนด์พลาซ่า บนถนนฮอลลีวู๊ด...ในวันอาทิตย์ที่ 6 ธันวา เที่ยง ถึง สองทุ่ม ..แล้วพบกันค่ะ..แจ้งข่าวจากคุณทิฟฟี่สีแดง เจ้าเก่า***

***สำหรับพี่น้องทางเมืองไทย เชิญติดตามชมการถ่ายทอดสดทาง สถานี วิทยุออนไลน์ เสรีชน เวลาในประเทศไทย เริ่มตั้งแต่ ตี2 ถึง เที่ยงวัน (วันที่ 7 ธันวาคม 2009 นี้) ***

***คนจะรักกันจะยังไงก็ว่างาม คนชังกันจะยังไงก็ว่าน่าเกลียด ฉันใดก็ฉันนั้น ตอนปลายเดือนพฤศจิกายนคนเสื้อแดงเลื่อนการชุมนุมใหญ่ คนชังก็ว่าสงสัยเสื้อแดงหมดน้ำยา พอจะประกาศชุมนุม 10 ธันวาวันรัฐธรรมนูญก็บอกว่าเดือนนี้ไม่เหมาะสมเพราะเป็นเดือนมงคล...แต่ทีสนธิลิ้ม ชวนผู้ก่อการร้ายพันธมิตรชุมนุมทางการเมืองตรงกับวันที่5ธันวาคมปีนี้ ไม่มีใครเอื้อนซักแอะ...แหะๆได้แต่หัวร่อแห้งๆ***

***นปช.เสื้อแดง3เกลอนัดพี่น้องเสื้อแดงชุมนุมใหญ่ในวันพฤหัสฯที่ 10 ธันวาคมนี้ บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย โดยจะเริ่มตั้งแต่ 12.00-24.00 น.เพื่อแสดงเจตนารมณ์ต่อต้านเผด็จการและเรียกร้องประชาธิปไตย ให้นำรัฐธรรมนูญปี 2540 กลับมาบังคับใช้ ซึ่งไม่ใช่การชุมนุมใหญ่ขับไล่รัฐบาล ***

***กิจกรรมงานแถลงข่าว การประชุมสุดยอดแรงงานหญิง ประจำปี 2552 ในหัวข้อ “แรงงานหญิงในฐานะแนวหน้าการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน”ณ สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ (FCCT) 19.30-20.30 (พร้อมอาหารเย็น) วันอังคารที่ 8 ธันวาคม 2552 จัดโดยมูลนิธิเพื่อแรงงานหญิง (CAW)***

***งานแถลงข่าวนี้เพื่อเปิดตัวการประชุมสุดยอดแรงงานหญิง ซึ่งจะเป็นเวทีการรวมตัวกันของแรงงานหญิงกว่า 100 คน จาก 20 ประเทศในภูมิภาคเอเชีย เพื่ออภิปรายกันในประเด็นความเป็นอยู่ และสภาพการทำงานที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติการณ์การเงิน เพื่อแสวงหาทางออกอย่างยั่งยืนร่วมกัน เนื่องจากคนทำงานในภูมิภาคเอเชียต่างต้องเผชิญกับความยากลำบากที่เป็นผลสืบเนื่องจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ ซึ่งเริ่มก่อตัวขึ้นในปี พ.ศ. 2540 วิกฤติการณ์ทางการเงินที่เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2552 กระทบต่อภูมิภาคเอเชียอย่างรุนแรงอีกครั้งในแง่ของเศรษฐกิจระดับท้องถิ่นเกี่ยวกับการตลาดส่งออกและการลงทุนทางการเงินล้มละลาย หากสถานการณ์ยังเลวร้ายเช่นนี้ อย่างน้อยจะเกิดการว่างงานจำนวนถึง 87 ล้านคนในเอเชีย ขณะที่อีก 832 ล้านคนจะกลายเป็นคนทำงานที่ยากจน โดยมีแรงงานหญิงเป็นกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบเป็นส่วนใหญ่เพราะจำนวนร้อยละ 80 ของแรงงานที่มีทักษะการทำงานน้อยคือผู้หญิง ผลกระทบดังกล่าวที่เกิดขึ้นกับผู้หญิงจะส่งผลต่อกลุ่มประเทศอาเซียนในภาพรวม***

***การประชุมสุดยอดแรงงานหญิงจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9-12 ธันวาคม 2552 ณ โรงแรมพาลัซโซ ถนนรัชดาภิเษก โดยจะมีการเดินขบวนรณรงค์ไปที่ศูนย์ศิลปะและวัฒนธรรมกรุงเทพ (BTS สถานีสยามเซ็นเตอร์) เพื่อเปิดตัวการเฉลิมฉลองครอบรอบ 100 ปีวันสตรีสากล (19-11-2011) นับตั้งแต่เวลา 14.00-19.00 น. ในวันที่ 10 ธันวาคม 2552 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ : สำนักงานมูลนิธิเพื่อแรงงานหญิง (CAW) : 386/58 ซอยรัชดา 42, ถนนรัชดาภิเษก แขวงจันทรเกษม เขตจตุจักร กรุงเทพฯ โทรศัพท์ : 029305634; โทรสาร : 029305633;www.cawinfo.org /www.womenworkerssummit.org ****


***เชิญนักกอล์ฟเสื้อแดงร่วมแข่งขันกอล์ฟคนเสื้อแดง ชิงถ้วย ฯพณฯ รองประธานสภาฯ พอ.ดร.อภิวันท์ วิริยะชัย ที่สนามเมืองเอก รังสิต ช็อตกัน 12.00 น. ใช้ระบบการแข่งขัน 36 system แบ่งเป็น flight A B C D Lady และ Senior (50 ปีขึ้นไป)ตอนค่ำ มีงานเลี้ยงอาหาร แจกรางวัล และร่วมลุ้นรับของรางวัลต่างๆ อาทิ พัตเตอร์ เสื้อยืด กรีนฟีสนามกอล์ฟและที่พัก ผลิตภัณฑ์ Otop ของสมาชิกเสื้อแดงที่นำมาร่วมงาน รางวัล hole in one หลุมละ 10,000 บาท ทุกหลุม พร้อมรับถ้วยแม่นรู
รางวัลตีไกล รางวัลตีใกล้ธง มีให้ลุ้นมากมายเช่นกัน และรายได้หลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้ว จะนำเข้าร่วมสมทบกับกองทุน นปช แดงทั้งแผ่นดิน***

***ส่งความสุขให้ “ดา” เนื่องในวาระใกล้ถึงวันปีใหม่นี้ กลุ่ม “พลังรวมใจ” ขอเชิญชวนผู้รักประชาธิปไตยทุกท่านร่วมโครงการ “ส่งความสุขให้-ดา” ทั้งนี้เพื่อเป็นกำลังใจให้แก่คุณดารณี ชาญเชิงศิลปะกุล (ดา ตอร์ปิโด) นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยคนหนึ่งที่ถูกจำคุกข้อหาหมิ่นฯ***

***ทั้งนี้จากการรณรงค์เขียนจดหมายถึงคุณดารณีโครงการหนึ่งที่ผ่านมา ได้มีบรรดาผู้ให้กำลังใจคุณดารณีโดยการส่งจดหมายหรือ โปสการ์ดมายังคุณดาเป็นจำนวนกว่า 100 ฉบับ จากคนไทยทั้งที่อยู่ในประเทศไทย และต่างประเทศ คุณดาได้เปิดเผยถึงความรู้สึกว่า
“รู้สึกตื้นตันใจที่ได้รับข่าวคราวจากคนไทยทุกมุมโลกส่งกำลังใจมาให้ จะพยายามทยอยตอบกลับตามที่อยู่ที่แนบมา เนื่องจากอาทิตย์หนึ่งๆ ดาจะสามารถตอบจดหมายได้เพียง 15 บรรทัดเท่านั้น ขณะนี้ดาได้รับจดหมายให้กำลังใจประมาณ 50 ฉบับ เข้าใจว่าที่เหลืออาจจะถูกพิจารณาเซนเซอร์ เพราะเนื้อหาจะมิให้เขียนพาดพิงถึงการเมืองแต่ประการใด”
***

***ดาตอร์ปิโดกล่าวเปิดเผยว่า“สภาพความเป็นอยู่ในเรือนจำแย่มาก อาหารก็เป็นผัดผักกะหล่ำ ซึ่งก็ได้ทานมาตลอดเกือบเดือนแล้ว น้ำดื่มก็มีไรตัวเล็กๆ อยู่ในน้ำดื่ม” คุณดาได้เรียกร้องต่อไปว่า
“อยากให้คณะกรรมาธิการรัฐสภา หรือ คณะกรรมาธิการยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน มาดูแล จัดคณะมาเยี่ยมชมเรือนจำบ้าง จะได้รับรู้ถึงสภาพความเป็นอยู่ของมนุษย์ที่อยู่ในสภาพต้องกักขัง ที่สูญเสียอิสรภาพและยังอาจสูญเสียความเป็นมนุษย์อีกด้วย”
..ในเรื่องสุขภาพส่วนตัว คุณดารณีทุกข์ทรมานกับอาการปวดฟันที่ลุกลามไปที่กรามมาเป็นเวลากว่าปีแล้ว แต่ทางเรือนจำก็มิได้อนุญาตให้ออกมาทำการรักษาอย่างจริงจัง ***

***คุณกาญจนา ศรีพรประชา ผู้แทนกลุ่ม “พลังรวมใจ” กล่าวเชิญชวนผู้รักประชาธิปไตยและความยุติธรรมทุกท่านร่วมแรงร่วมใจส่งคำอวยพร และความสุขให้แก่ผู้กล้าของเรา โดยการส่งจดหมาย สคส หรือ โปสการ์ดอวยพรปีใหม่ให้แก่คุณดารณี โดยที่เนี้อหาจะต้องไม่มีการพาดพิงถึงการเมือง เขียนจ่าหน้าว่า “สคส ถึง ดา” ตู้ ปณ. 58 ปณศ (พ) พระโขนง กรุงเทพฯ 10110 ทางกลุ่มจะดำเนินการจัดส่งให้คุณดารณีทุกอาทิตย์ และจะนำภาพที่ถ่ายจดหมายนี้มาดำเนินการเผยแพร่ทางเวปไซด์ หรือ งานนิทรรศการที่จะจัดอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้เพื่อปลุกจิตสำนึกให้คนไทยส่วนใหญ่ร่วมกันให้กำลังใจแก่คุณดา ในการยืนหยัดต่อสู้เพื่อความถูกต้องต่อไป ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่กาญจนา ศรีพรประชา ผู้แทนกลุ่ม “พลังรวมใจ”
มือถือ 086-3190609 อีเมล์ wemissyouda@gmail.com***

***ขอเชิญมิตรสหายร่วมรบร่วมงาน “ รำลึกวีรชนปฏิวัติ-อาลัยสหายผู้เสียสละตะนาวศรี ”จัดขึ้นเพื่อกระตุ้นเตือนสหายที่ยังมีชีวิตอยู่ให้มาร่วมกันรำลึกถึงวีรชนผู้วายชนม์ ผู้แบกรับภารกิจทางประวัติศาสตร์ในการสรรค์สร้าง ถางทางสู่ประชาธิปไตยประชาชน และเชิญชวนทายาท พร้อมนักประชาธิปไตยรุ่นหลังให้เข้าร่วมรำลึกถึงคุณูปการของวีรชนทั้งหลาย และวีรชนเขตตะนาวศรี


คณะกรรมการจัดงาน กำหนดจะจัดงานในวันที่ ๑๙- ๒๐ ธันวาคม ๒๕๕๒ ด้วยกิจกรรมตลอดทั้ง สองวัน ยามสายร่วมงานบุญ ยามค่ำคืนชื่นชมศิลปบันเทิง ยามดึกนอนดูดาว สัมผัสลมหนาวเขตงานตะนาวศรี และร่วมรำลึกวีรชนปฏิวัติ อาลัยสหายผู้เสียสละ ตามกำหนดการที่แนบมาด้วยน

จึงขอเชิญท่านร่วมงานครั้งนี้ ณ อนุสาวรีย์วีรชนตะนาวศรี ต.ยางน้ำกลัดเหนือ อ.หนองหญ้าปล้อง จ.เพชรบุรี หวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่ามกลางสถานการณ์นี้เราจักร่วมรำลึกวีรชนร่วมกัน

...........เราต่างมาจากทั่วทุกสารทิศ เรามีชีวิตร่วมกันในป่าเขา

จากบ้านเกิดเมืองนอนถึงไพรลำเนา ด้วยพวกเรามีอุดมการณ์อันเดียวกัน...........

ประสานงานสหายโชติ ๐๘๑ – ๙๒๕ – ๘๓๙๐ สหายแกร่ง ๐๘๑ – ๙๒๒ – ๐๔๕๖***



***ข่าวสังคมธุรกิจ สถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขอเชิญชวนนักธุรกิจสาขาอุตสาหกรรมต่างๆร่วมเดินทางสำรวจพื้นที่และสัมภาษณ์เชิงลึกในพื้นที่ประเทศเวียดนามตอนใต้ : โฮจิมินห์-นิคมอุตสาหกรรมดองไน-เกิ่นเธอ – บิ่นเยืองรับจำกัด 5-10 ท่าน งานมีระหว่าง วันที่ 21- 26 ธันวาคม 2552***

ด***ด้วยสถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับความไว้วางใจจากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ให้เป็นผู้ดำเนินการโครงการจัดทำแผนที่การตลาดสำหรับ SMEs สู่ตลาดอาเซียน (ASEAN Niche Market Mapping) (ประเทศกัมพูชา และเวียดนาม) ตามแผนการปฏิบัติงาน แผนการเดินทางไปสำรวจพื้นที่ และดำเนินการสัมภาษณ์เชิงลึก / Focus Group และฝังตัวในพื้นที่ศึกษา การเดินทางสำรวจพื้นที่ และสัมภาษณ์เชิงลึกในพื้นที่ประเทศเวียดนามครั้งที่ 1 คณะวิจัยได้เดินทางสำรวจพื้นที่ในเวียดนามตอนเหนือ : ฮานอย - ไฮฟอง – ฮาลอง (ฮ่งไฉ่) ระหว่าง วันที่ 1- 4 ธันวาคม 2552มาแล้ว***

***ในครั้งที่ 2 คณะวิจัยมีกำหนดเดินทางสำรวจพื้นที่และสัมภาษณ์เชิงลึกในพื้นที่ประเทศเวียดนามตอนใต้ : โฮจิมินห์-นิคมอุตสาหกรรมดองไน-เกิ่นเธอ – บิ่นเยือง ระหว่าง วันที่ 21- 26 ธันวาคม 2552 เพื่อจะได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการวางแผนการตลาดให้กับธุรกิจ SMEs ไทย อันจะเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศต่อไป จึงขอเชิญชวนนักธุรกิจสาขาอุตสาหกรรมต่างๆร่วมเดินทางสำรวจพื้นที่และสัมภาษณ์เชิงลึกในพื้นที่ประเทศเวียดนามตอนใต้ : โฮจิมินห์-นิคมอุตสาหกรรมดองไน-เกิ่นเธอ – บิ่นเยืองรับจำกัด 5-10 ท่าน***

*** สาขาธุรกิจที่น่าสนใจ

1. สาขาธุรกิจชิ้นส่วนอะไหล่ยานยนต์ และบริการยานยนต์ เช่น ซ่อมบำรุง อู่รถยนต์ car care
2. ธุรกิจก่อสร้าง-วัสดุการก่อสร้าง
3. ธุรกิจสินค้าอุปโภค-บริโภค
4. ธุรกิจบริการท่องเที่ยวและธุรกิจต่อเนื่อง

สนใจติดต่อขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นางธนณัฏฐ์ รูปสม โทร. 66-2-564-5000-3 ต่อ 222,418 มือถือ 087-114-3000 โทรสาร 66-2564-4777, 66-2564-4888 E-mail : rphanee@ hotmail.com website :www.asia.tu.ac.th ***

***ข่าวสังคมธุรกิจ ใครอยากซื้อ-ขายอะไรแจ้งมาเลยจ้า ให้แนบรูปมาด้วยจะดีมาก.. ขายด่วนบ้านทาวน์เฮ้าส์สองชั้น 17.5 ตารางวา ต่อเติมแล้ว น้ำไม่ท่วม 1.3ล้านบาท หมู่บ้านรินทร์ทอง ซอยรามคำแหง190 ถนน รามคำแหง สนใจติดต่อ คุณรติมา 089-814-2014(เจ้าของขายเอง)***

***อีกหลังขายด่วนหมูบ้านพุทธมลฑลสาย2 เลขที่10/19 ทางเข้าวัดบุญยประดิษฐ์ บ้านเก่าพร้อมที่ดิน 102ตารางวา (ที่ถมแล้ว)2.6 ล้านบาท ต่อรองได้ สนใจติดต่อ คุณรติมา 089-814-2014 (เจ้าของขายเอง)***


***ใครหาสำนักงานย่านรามคำแหง-สนามบินสุวรรณภูมิอยู่ มีสำนักงานโฮมออฟฟิศสวยขนาด3ชั้นใหม่ มีดาดฟ้าชมดาว สไตล์โมเดิร์น จอดรถสะดวก ไปมาคล่องใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ ใกล้ทางด่วน ใกล้มอเตอร์เวย์ ใกล้วงแหวนรอบนอก จอดรถสะดวกไม่ต้องแย่งที่จอดกัน ห้องประชุมจุคนได้50คน ห้องทำงานพนักงานขนาด20-30คน ห้องผู้บริหารโอ่โถงภูมิฐาน ห้องการเงินบัญชีแยกต่างหากเป็นสัดเป็นส่วน เหมาะเป็นออฟฟิศขนาดกลาง ให้เช่าราคาเบาๆ ติดต่อคุณวุฒิ 0816235111***

***หนาวๆอย่างนี้ได้จิบไวน์ก็คงดี Goldwine ไวน์โอทอป ขายดีที่สุด รับร้านค้าจำหน่าย ทั่วประเทศ สินค้า OTOP ที่ได้รับมาตรฐาน ไวน์ผลไม้ ภาคเหนือ ที่ได้รับการสั่งซื้อกลับ มากที่สุด เหมาะเป็นของฝากของของขวัญ

ราคาขายปลีกหน้าร้านทั่วไป ขวดละ 35 บาท 3 ขวด 100 บาทโหลละ400บาท ราคาขายในเวป www.goldwinery.com โหลละ300บาท

ไวน์ผลไม้ Goldwine ไวน์โอทอป และ ของฝากจากเมืองเหนือ ที่คนถามหากันมากที่สุด สินค้าโอทอป ภาคเหนือที่ได้รับความนิยม สั่งซื้อมากที่สุด และมีร้านจัดจำหน่ายกว่า 100 ร้านค้าทั่วประเทศ ยินดีรับสมาชิกรับสินค้าเพื่อจำหน่าย ในเงื่อนไขที่ง่ายและพิเศษ สร้างงานและผลกำไร ได้ทันที มีให้เลือกหลายชุด หลายเงื่อนไข สินค้าขายง่าย ขายดี มีชุดแต่งร้านให้ และป้ายหน้าร้านสวยงาม***

***ข่าวดีถ้าคุณอยากขายเรามีสินค้าชุดเปิดร้าน OTOP ชุดเริ่มต้น 8,000 บาท (ขายดีมาก) สำหรับผู้ที่เริ่มต้นอยากมีร้านเป็นของตัวเอง หรือหน้าร้านมีพื้นที่จำกัด ชุดนี้ประกอบด้วย

1.ไวน์จำนวน 28 กล่อง(โหล)
2.ชั้นวางสินค้าขนาด 125 Cm
3.ป้ายหน้าร้านแบบกล่องไวนิล
เหมาะสำหรับ
1.ผู้ว่างงาน กำลังหาช่องทางลงทุนค้าขาย
2.นักศึกษา อยากลองทำธุรกิจ
3.ผู้ที่มีร้านค้าอยู่แล้ว อยากได้สินค้าใหม่ๆ
4.ผู้ออกร้านแสดงสินค้าประจำ เช่น ธงฟ้า งาน OTOP งานแสดงสินค้าต่างประเทศ
5.ผู้ทำงานด้านการท่องเที่ยว


เชิญเยี่ยมชมตามเวบwww.goldwinery.com หรือสอบถามโทรสอบถาม โทร 086-0214026 086-3660948 Fax 054-658540 ***

***ท่านที่อยากแจ้งข่าวสารกิจกรรมทั้งการเมือง สังคม ธุรกิจ การค้าขายทำมาหากิน ไม่เป็นพิษเป็นภัยสังคม ไม่หลอกลวงแบบแชร์ลูกโซ่แจ้งมาได้ที่ thaienews99@googlegroups.comหากให้ดีกิจกรรม หรือข่าว หรือสินค้าบริการใดๆกรุณาแจ้งเบอร์ติดต่อสะดวก หรือรูปภาพประกอบมาด้วย ลงให้ฟรีๆไม่ต้องเสียตังค์จ้า ***

Friday, December 4, 2009

แผ่นดิน กับ คน

ที่มา บางกอกทูเดย์

ตัวเลขจาก www.foa.org เปิดเผยทั่วทั้งโลกใบนี้ มีคนจำนวน 1 พันล้านคน ที่ขาดแคลนอาหารตลอดกาล...ไม่มีตัวเลขยืนยัน...ว่าในแต่ละปีประเทศไทย ต้องทิ้งอาหารและผลไม้ที่เหลือใช้กันจำนวนเท่าไหร่...และพืชผักผลไม้รวมทั้งสัตว์บริโภคทั้งหลาย...ที่ผลิตออกมาแล้วขายไม่ได้อีกเท่าใดเรื่องพืชผลไม้ไม่

ต้องกล่าวถึง...เฉพาะปลาทับทิมที่ปล่อยให้เลี้ยงกันราคาวันนี้...หักต้นทุนออกไปแล้วจะเหลือแค่กิโลละ 50 กว่าบาท...หากเลี้ยงแล้วตายมากก็ขาดทุนทันที...ถ้าประเทศนี้...มีระบบการเมืองที่ดีและแข็งแกร่ง...คนไทย 64 ล้านคน สามารถสร้างอาหารเลี้ยงพลเมือง1 พันล้านคน ที่ขาดแคลนอาหารได้อย่างอิ่มหมีพีมัน...ถ้าประเทศนี้...มีนักการเมือง ที่ไม่ใช่ผู้สามารถเก่งกาจในเรื่องการสร้างถนนหนทางและอาคารที่ทำการที่ใหญ่โตมหึมา...ถ้าประเทศนี้ไม่มี...สมาชิกสภา

จังหวัดและเทศบาล...ที่เอาตัวเลขงบประมาณมาหารแจกกันก่อน...แล้วถึงรวมคะแนนกันปล้นชาติเอาเปรียบประชาชนถ้าประเทศนี้มีศาสนา...ที่นอกจากจะทำหน้าที่พัฒนาจิตใจ...และใส่ใจในการช่วยประชาชนคนใส่บาตรให้สามารถเรียนรู้ที่จะประกอบอาชีพถ้าวัดทั้งหลาย...ไม่ใช่สถานบันเทิงประจำท้องที่...ที่มีดนตรีลูกทุ่งและจัดงานบันเทิง...แต่เป็นคลังแห่งความรู้เป็นสถานที่ประสิทธิประสาทวิชา อย่างที่วัดเคยทำมาตั้งแต่กรุงสุโขทัย กรุงศรีอยุธยา... ถ้าวัดคือสโมสรรวม

ใจไม่ใช่แหล่งผลิตเครื่องรางของขลัง...ถ้า...รัฐสภาแห่งประเทศไทย...ไม่ใช่โรงเตี้ยมสำหรับการแย่งชิงอำนาจ...ถ้า กองทัพไทย...คือ พลังแห่งการทนุบำรุงสร้างสรรค์...ไม่ใช่กองกำลังส่วนตัวของแม่ทัพนายกองใหญ่ที่จะใช้ทำอะไรก็ได้ แม้แต่ฉีกทำลายระบบการปกครองของประเทศ...ไม่เก่งเฉพาะการหันปืนสู่ประชาชนในประเทศ...แล้วพูดถึงความเป็นมิตรกับศัตรูคู่สงครามถ้า...เราคนไทย...ไม่มีนายกรัฐมนตรีที่เก่งแต่...พูด พูดพูด...แต่สมองว่างปัญญากลวง...จน

กระทั่งไม่รู้ว่า หน้าที่อันแท้จริงของนายกรัฐมนตรีนั้น แตกต่างกันกับหน้าที่ของหัวหน้าพรรค...อย่างไร...แล้วเอาตำแหน่งหัวหน้าพรรคเข้ามาในทำเนียบนายกรัฐมนตรี...ถ้า...เราคนไทยจะกล้าตัดสินใจ...แล้วเลิกถามใคร...จะไปไหน จะกินอะไร ฯลฯแผ่นดินนี้...จะเป็นแผ่นดินที่มั่งมีศรีสุข...จะเป็นแผ่นดินที่มั่งคั่งมั่งมี...ถ้าแผ่นดินนี้....????? 

5ธันวา100ปีชาตกาลขุนพลภูพาน:วีรชนสหายศึก

ที่มา Thai E-News


สหายศึกของเตียง-จำกัด พลางกูร เสียสละชีวิตลงในว้นที่ 7 ตุลาคม 2486 ขณะปฏิบัติภารกิจกู้ชาติในต่างแดน โดยเปล่งปัจฉิมวาจาว่า"เพื่อชาติ--เพื่อhumanity--" ในภายหลังม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ได้เป็นนายกรัฐมนตรีหลังสิ้นสงครามโลกได้บันทึกถึงวีรชนผู้นี้ว่า "เพราะจำกัดตาย ข้าพเจ้าจึงเห็นแล้วว่า ยังมีเกียรติสูงสุดอันพึงใฝ่สูงกว่าเกียรติของการเป็นนายกรัฐมนตรี ใหญ่ยิ่งกว่าเกียรติของกษัตริย์ เกียรติอันนั้นคือ เกียรติของผู้ตายเพื่อชาติ วงศ์กษัตริย์มีวันล้ม ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมีวันเปลี่ยนมือ แต่เกียรติของผู้ตายอย่างจำกัดนี้ ไม่มีใครแย่งไปจากเขาได้"


เรียบเรียงโดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา หนังสือตำนานเสรีไทย โดย ดร.วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร
4 ธันวาคม 2552

หมายเหตุไทยอีนิวส์:ในวาระชาตกาลครบ 100 ปีของนายเตียง ศิริขันธ์ ผู้มีบทบาทสำคัญในขบวนการเสรีไทยจะมาถึงในวันที่ 5 ธันวาคม 2552 นี้ เราขอนำเสนอวีรกรรมของวีรชนไทยสหายร่วมรบของเตียงที่มีคุณูปการต่อเอกราชและอิสรภาพของไทยในโอกาสนี้


จำกัด พลางกูร:ภารกิจเพื่อชาติ และเพื่อมนุษยชาติ


วีรประวัติ-จำกัด พลางกูร ได้รับพระราชทานยศพันตรีหลังเสียสละชีพเพื่อชาติ ขณะปฏิบัติงานเสรีไทยเช่นเดียวกับสหายศึกร่วมขบวนการอีก 2 รายที่พลีชีพคือพันตรีการะเวก ศรีวิจารณ์ และพันตรีสมพงษ์ ศัลยพงษ์ รายนามของทั้ง 3 ท่านถูกจารึกไว้ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิมาจนตราบทุกวันนี้

การะเวกกับสมพงษ์เป็นเสรีไทยสายอเมริกา เสียชีวิตระหว่างพยายามเล็ดลอดเข้าไทยที่ชายแดนไทย-ลาว

ส่วนจำกัดเป็นเสนาธิการเสรีไทยในประเทศ ได้รับมอบหมายจากปรีดี พนมยงค์ หัวหน้าขบวนการเสรีไทยให้ออกไปติดต่อฝ่ายสัมพันธมิตรในจีน ซึ่งอยู่ฝ่ายสัมพันธมิตรในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อให้มหาอำนาจฝ่ายสัมพันธมิตรรับรองการจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นของไทยต่อต้านการรุกรานยึดครองของญี่ปุ่น แต่เขาก็ต้องไปเสียสละชีพในจีนด้วยวัยหนุ่มแน่นเพียง 29 ปี ส่วนการะเวกกับสมพงษ์เสียสละตอนอายุเพียง 26 ปี

ชาตะ- 30 ตุลาคม 2457

มรณะ-7 ตุลาคม 2486 ขณะอายุ 29 ปี หากมีชีวิตอยู่จนถึงปัจจุบันจะมีอายุ 95 ปี

กำเนิด-บุตรคนโตสุดของพระยาผดุงวิทยาเสริม (กำจัด พลางกูร พ.ศ. 2426 - พ.ศ. 2497)เจ้ากรมแต่งตำราและเจ้ากรมสามัญศึกษา และคุณหญิงเหรียญ สกุลเดิม นิโครธานนท์



ผู้สืบสานภารกิจเพื่อชาติและเพื่อHumanity-ฉลบชลัยย์ส่งจำกัดผู้สามีออกเดินทางไปปฏิบัติภารกิจเสรีไทยเมื่อ 28 ก.พ.2486 และนั่นเป็นหนสุดท้ายที่สามีภรรยาคู่นี้ได้อยู่ด้วยกัน แต่อยู่ร่วมกันตลอดมาทั้งชีวิตของเธอ ตอนเกิดเหตุปราบปรามนักศึกษา 6 ตุลาคม2519 วันรุ่งขึ้น 7 ตุลาคมครบรอบวันสามีเสียชีวิต เธอไปบริจาคเลือดให้นักศึกษา และยังคงผูกพันกับขบวนการนักศึกษา6ตุลาคมมาถึงปัจจุบัน (ในภาพ:[ฉลบชลัยย์ยืนกลาง]กับอดีตนักศึกษายุค6ตุลา19ในโอกาสทำบุญให้วีรชน6ตุลาและทำบุญอุทิศในโอกาสวันเสียสละชีพของจำกัด ผู้สามี เมื่อ7ตุลาคม2552ที่ผ่านมา)



สมรส-กับนางสาวฉลบชลัยย์ มหานีรานนท์ ซึ่งยังมีชีวิตอยู่ในเวลานี้อายุ 93 ปี ทั้งสองพบรักกันระหว่างได้ทุนเล่าเรียนหลวงที่อังกฤษทั้งคู่ เมื่อกลับประเทศได้แต่งงานในปี 2482 ฉลบชลัยย์ยึดมั่นอุดมการณ์ของสามีอย่างเหนียวแน่น เธอเคยเข้าไปมีบทบาทช่วยเหลือและให้กำลังใจนักศึกษากรณี6 ตุลาคม 2519 ในขณะที่คนทั่วไปไม่กล้าติดต่อพบปะกับนักศึกษาผู้ต้องโทษการเมืองฉกรรจ์ในขณะนั้น และมีความผูกพันแนบแน่นกับครอบครัวปรีดี พนมยงค์มาอย่างยาวนาน

การศึกษา-ประถม โรงเรียนวัดบวรนิเวศ

-มัธยม โรงเรียนวัดเทพศิรินทร์ และโรงเรียนBromsgrove School เมือง Worcestershire (ปู่และบิดาของจำกัดเป็นนักเรียนเก่าอังกฤษ)
-อุดมศึกษา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และได้ทุนไปศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษเมื่อปลายปี พ.ศ. 2474 เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดเมื่อ พ.ศ. 2478 ศึกษาวิชาปรัชญา การเมืองและเศรษฐศาสตร์ เรียนจบได้รับปริญญาตรีเกียรตินิยม (B.A. Hons.)

การทำงาน-หลังกลับไทยในปี2481 รับราชการกระทรวงศึกษาธิการอยู่ระยะหนึ่ง และถูกให้ออกราชการเพราะมีทัศนคติต่อต้านรัฐบาลเผด็จการของจอมพลป.พิบูลสงคราม โดยได้เขียนบทความโจมตีจอมพลป.เรื่องการตั้งศาลพิเศษขึ้นมาประหัตประหารฝ่ายปฏิปักษ์ทางการเมือง จากนั้นมาเปิดโรงเรียนเอกชนชื่อดรุโณทยานในปีพ.ศ.2483

การปฏิบัติงานเสรีไทย

-8 ธันวาคม 2484 ไทยถูกญี่ปุ่นรุกรานยึดครอง โดยอ้างว่าขอใช้เป็น"ทางผ่าน" โดยรัฐบาลป.พิบูลสงครามได้ร่วมมือกับญี่ปุ่น นายจำกัดได้หารือกับเตียง ศิริขันธ์ ส.ส.สกลนครและส.ส.อีสานจะจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นขึ้นต่อต้านญี่ปุ่น เย็นวันนั้นจึงพากันไปพบนายปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการขอให้เป็นหัวหน้า"คณะกู้ชาติ"โดยให้คำมั่นจะอุทิศตัวและยอมสละชีวิตสำหรับการทำงานเพื่อชาติ

-ต้นปี2486 ปรีดี หรือ"รูธ"หัวหน้าเสรีไทยในประเทศไทยตัดสินใจส่งผู้แทนออกนอกประเทศไปติดต่อประสานงานกับม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เอกอัคราชทูตไทยประจำสหรัฐฯ ซึ่งประกาศไม่ขึ้นตรงต่อรัฐบาลป.พิบูลสงคราม และประกาศจัดตั้งขบวนการเสรีไทยขึ้น โดยได้คัดเลือกนายจำกัดเพื่อภารกิจนี้เพราะนายจำกัดรู้จักกันดีกับเสนีย์ เพราะเป็นเพื่อนบ้านกันที่ซอยร่วมฤดี และยังจบออกซฟอร์ดเช่นเดียวกัน ภารกิจที่จำกัดต้องไปทำคือ

1)ชี้แจงต่อฝ่ายสัมพันธมิตรว่าการประกาศสงครามต่อสัมพันธมิตรของรัฐบาลป.พิบูลสงครามเป็นโมฆะ
2)ชี้แจงว่ามีองค์การต่อต้านญี่ปุ่นเกิดขึ้นในไทยแล้ว โดยปรีดีเป็นหัวหน้า และต้องการตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นขึ้นในดินแดนของฝ่ายสัมพันธมิตร ขอให้อังกฤษ และอเมริการับรองรัฐบาลพลัดถิ่นว่าเป็นรัฐบาลโดยชอบด้วยกฎหมาย
3)ขอให้อังกฤษกับอเมริกาปลดปล่อยเงินของรัฐบาลไทยที่ฝากไว้ในประเทศทั้งสองเพื่อให้รัฐบาลพลัดถิ่นมีทุนกู้ชาติทำสงครามต่อต้านญี่ปุ่น


-27 กุมภาพันธ์ 2486 ปรีดีให้โอวาทแก่จำกัดก่อนเดินทางไปประเทศจีน ซึ่งเป็นฝ่ายสัมพันธมิตร และมีสหรัฐอเมริกาเข้ามาตั้งฐานที่มั่นอยู่ในประเทศนั้นว่า"เพื่อชาติ เพื่อhumanitiesนะคุณ เคราะห์ดีที่สุดอีก45วันก็คงได้พบกัน เคราะห์ไม่ดีนักอย่างช้าอีก2ปีก็คงได้พบกัน และถ้าเคราะห์ร้ายที่สุด ก็ได้ชื่อว่าสละชีวิตเพื่อชาติไป"

-28 กุมภาพันธ์ 2486 จำกัดในวัย 29 ออกเดินทางด้วยรถไฟที่หัวลำโพงพร้อมฉลบชลัยย์ผู้ภรรยาเดินทางไปส่งสามีที่ชายแดนไทย-ลาว โดยมีไพศาล ตระกูลลี้ คนไทยลูกจีนนักเรียนนอกสิงคโปร์ ซึ่งแตกฉานภาษาจีนไปเป็นล่าม เมื่อถึงอุดรธานี เตียง ศิริขันธ์ได้นำรถยนต์มารับพาไปส่งที่นครพนมเพื่อลงเรือข้ามโขงไปยังฝั่งท่าแขก ประเทศลาว เตียงได้ถอดแหวนนามสกุลของเขา และขอยืมกำไลและสร้อยล็อกเก็ตฝังเพชรของนางนิวาศน์ ภรรยาของเตียงให้จำกัดเป็นทุนเดินทาง และไว้ใช้ยามขัดสน

เตียง ศิริขันธ์กับนิวาศน์ ภรรยา ..เตียงเป็นหัวหน้าเสรีไทยสายอีสาน เขาถูกสังหารโหดในวันที่ 13 ธันาวาคม 2495 เพื่อกวาดล้างนักการเมืองสายอีสานที่สนับสนุนปรีดีให้สิ้นซาก ก่อนหน้านั้นอดีต 4 รัฐมนนตรีอีสานถูกสังหาร หลังขบวนการประชาธิปไตยกุมภาพันธ์2492ล้มเหลวกลายเป็นกบฎวังหลวง


-19 มีนาคม 2486 เดินทางถึงพรมแดนจีน ถูกทางการจีนประกบนำตัวไปที่ลิวเจา และโทรเลขติดต่อเสนีย์,จอมพลเจียงไคเช็ค หัวหน้ารัฐบาลจีนคณะชาติ ซึ่งอยู่ฝ่ายสัมพันธมิตรและมีนครหลวงที่จุงกิง และทูตของอังกฤษกับอเมริกาในจุงกิงตามภารกิจที่ได้รับมอบหมาย แต่ดูเหมือนไม่ราบรื่นดังหวัง

-7 เมษายน โทรเลขถึงเสนีย์ว่าเขาถูกทางการจีนกักตัวไว้ 12 วันแล้วขอให้ช่วยติดต่อส่งเขาไปจุงกิงด่วน เสนีย์ตอบกลับมาในวันที่ 18 เดือนเดียวกันว่า"กำลงดำเนินการอยู่" ต่อมาเขาได้ส่งข้อความทางวิทยุเป็นรหัสว่า"จางและหลีได้มาถึงเมืองจีนแล้ว" ซึ่งฉลบชลัยย์และท่านผู้หญิงพูนสุขได้ยินข้อความทางวิทยุก็ทราบว่าจำกัด และไพศาลไปถึงจีนแล้ว

-21 เมษายน เดินทางไปจุงกิง โดยนายทหารอังกฤษให้ยืมเงิน9,300ปอนด์ เมื่อเดินทางไปถึงฝ่ายจีนแจ้งว่าอังกฤษกับอเมริกามอบหมายให้จีนจัดการเรื่องทุกอย่างในย่านเอเชีย จำกัดจึงขอเข้าพบจอมพลเจียงไคเช็คเพื่อปฏิบัติตามภารกิจที่ได้รับมอบหมายมา แต่ถูกหน่วงรั้งไว้ และห้ามไม่ให้ติดต่อกับอเมริกาและอังกฤษด้วย

จีนทำเช่นนั้นได้กระทบแผนซึ่งเสรีไทยวางไว้ว่าเมื่อมาถึงจีน1เดือนแล้วให้ติดต่ออังกฤษส่งเครื่องบินมารับบุคคลสำคัญของรัฐบาลพลัดถิ่นเสรีไทยที่หัวหินเดินทางไปตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นในต่างประเทศ

-1 พฤษภาคม ได้รับแจ้งโทรเลขจากเสนีย์ให้ติดต่อกับจีนและอเมริกา ห้ามติดต่อกับอังกฤษ วันต่อมาเขาออกไปกินข้าวกับเจ้าหน้าที่อารักขาชาวจีนแล้วปวดท้องอย่างมาก(เรื่องนี้ทำให้มีข้อสงสัยในเวลาต่อมาว่าจำกัดอาจถูกวางยาพิษ)ทั้งนี้เพราะฝ่ายสัมพันธมิตรคืออเมริกากับอังกฤษก็ขัดแย้งกันเอง รวมทั้งทูตไทยในอเมริกาที่มีเสนีย์เป็นหัวหน้าเสรีไทยสายอเมริกา ก็ไม่ถูกกันกับหัวหน้าฝ่ายทหารเสรีไทยสายอเมริกาคือพ.ท.หม่อมหลวงขาบ กุญชร โดยเมื่อขาบเดินทางมาประสานงานกับจำกัด เสนีย์บอกฝ่ายจีนว่าขาบไม่ใช่ตัวแทนที่ถูกต้องของเขา

-ปลายเดือนพฤษภาคม จีนปฏิบัติต่อจำกัดเลวร้ายลง นอกจากถูกกักบริเวณเสมือนเชลยแล้ว ก็ย้ายลงไปอยู่ห้องชั้นใต้ดิน จำกัดอาหาร อาการป่วยหนักขึ้นจนข่ายเป็นเลือด และเริ่มรู้สึกหมดหวัง ขณะที่อังกฤษมีหนังสือถึงจีนว่าไม่สนับสนุนแผนการของเสรีไทยที่จำกัดเดินทางมาประสานงาน จำกัดบันทึกลงในไดอารี่ว่า องกฤษทำให้ภารกิจของเขาล้มเหลว เพราะสนใจเฉพาะกิจการสงครามในยุโรป เขารู้สึกกำลังตกอยู่ในห้วงลึกแห่งความมืดมนที่สุดของความเศร้าสลด และรู้ดีว่าคงจะพบจุดจบแห่งชีวิตในเวลาไม่นานนัก ขณะที่อาการเจ็บป่วยทรุดลง น้ำหนักลดลงราว 7 ก.ก.

-28 มิถุนายน สถานการณ์พลิกมาเป็นผลดี เขาได้รับอนุญาตเข้าพบจอมพลเจียงไคเช็คในสภาพผู้ป่วยหนัก เจียงไคเช็ครับทราบว่ามีขบวนการเสรีไทยต่อต้านญี่ปุ่น และถือว่าสัญญาการร่วมมือกันทำสงครามของไทยกับญี่ปุ่นเป็นโมฆะ แต่การตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นของไทยต้องรอฟังเสนีย์ที่กำลังส่งคนมาจีนก่อน ซึ่งจำกัดบอกว่าหากเช่นนั้นเขาก็จะรีบไปพบเสนีย์ที่อเมริกา แต่จีนไม่เห็นชอบเรื่องนี้

-สิงหาคม 2486 ม.จ.ศุภสวัสดิ์วงศ์ สวัดิวัตน (ท่านชิ้น)เสรีไทยสายอังกฤษมาพบจำกัด และได้ประสานงานเรื่องให้เสรีไทยในประเทศเตรียมมารับร.ต.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ (เข้ม เย็นยิ่ง)ที่จะไปขึ้นบกที่พังงา แต่ปฏิบัติการล้มเหลว เพราะกว่าสารจากจีนจะไปถึงไทยก็เลยเวลานัดหมายแล้ว ทำให้คณะของป๋วยต้องเปลี่ยนภารกิจมาเป็นกระโดดร่มลงที่ชัยนาทในเดือนมีนาคม 2487 และถูกจับได้ เกือบถูกสังหาร ฐานเป็นจารชน แต่ในที่สุดเล็ดรอดมาพบกับ"รูธ"บรรลุภารกิจกอบกู้ชาติในที่สุด

-2 สิงหาคม จอมพลเจียงยอมให้จำกัดเดินทางไปเมริกา เพียงแต่รอเครื่องบิน

-ต้นเดือนกันยายน 2486 ปรีดีส่งคณะของสงวน ตุลารักษ์ 1 ในผู้ก่อการ 24 มิถุนายน 2475 (พี่ชายของกระจ่าง ตุลารักษ์ ที่เพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อ 24 มิถุนายน 2552)เป็นคณะที่สองเดินทางมาจีนเพราะเห็นจำกัดเงียบหายขาดการติดต่อ

-7 ตุลาคม 2486 ระหว่างรอเดินทางไปอเมริกาเพื่อพบกับเสนีย์เพื่อบรรลุภารกิจ จำกัดถึงแก่กรรม แพทย์จีนสันนิษฐานว่าเป็นมะเร็งลำไส้ เขาเปล่งปัจฉิมวาจาว่า"เพื่อชาติ--เพื่อhumanity--"และจากไปอย่างสงบ

สงวนจัดฌาปณกิจศพให้เขาที่วัดเล็กๆแห่งหนึ่งในจุงกิง และนำอัฐิพร้อมไดอารีของจำกัดติดตัวไปที่วอชิงตันเพื่อกบกับเสนีย์แทนจำกัด และนำมอบให้ปรีดีเมื่อสิ้นสุดสงคราม

-สิ้นสุดสงคราม 16 สิงหาคม 2488-ปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการ และหัวหน้าขวนการเสรีไทยประกาศสันติภาพ หลังญี่ปุ่นยอมแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 และไทยไม่ต้องตกเป็นประเทศผู้แพ้สงคราม และไม่ถูกมหาอำนาจผู้ชนะแบ่งแยกเป็นไทยเหนือ-ไทยใต้

หลังสิ้นสุดสงครามเกือบ 2 ปีหลังการเสียสละชีพของจำกัด ฉลบชลัยย์เพิ่งทราบข่าวสามีเสียชีวิตเมื่อสิ้นสุดสงครามลง ก่อนหน้านั้นทุกอย่างเป็นความลับ และจำกัดได้รับพระราชทานยศพันตรี

อัฐิของจำกัดได้รับประดิษฐานอยู่ชั้นบนตึกโดม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง

-17 กันยายน 2488 เสนีย์เดินทางกลับไทยรับตำแหน่งนายกฯ

เขาเขียนบันทึกถึงจำกัดว่า
"..เพราะจำกัดตาย ข้าพเจ้าจึงเห็นแล้วว่า ยังมีเกียรติสูงสุดอันพึ่งใฝ่สูงกว่าเกียรติของการเป็นนายกรัฐมนตรี ใหญ่ยิ่งกว่าเกียรติของกษัตริย์ เกียรติอันนั้นคือ เกียรติของผู้ตายเพื่อชาติ วงศ์กษัตริย์มีวันล้ม ตำแหน่งรัฐมนตรีมีวันเปลี่ยนมือ แต่เกียรติของผู้ตายอย่างจำกัดนี้ ไม่มีใครแย่งไปจากเขาได้..เมล็ดฟืชอันใดที่จำกัดหว่านลงไว้แล้วด้วยดี เพื่อเอกราชของชาติ เราจะเก็บเกี่ยวรวงผลเอาไว้ประดับเกียรติของเขาต่อไป.."


-ค่ำวันที่ 25 กันยายน 2488 ปรีดี พนมยงค์ "รูธ"หัวหน้าขบวนการเสรีไทย กล่าวปราศรัยก่อนสลายขบวนการเสรีไทยตอนหนึ่งว่า

"ขอให้ท่านได้สำนึกถึงวีรกรรมของเพื่อนร่วมตาย ซึ่งต้องเสียชีวิตในการปฏิบัติหน้าที่ครั้งนี้คือนายจำกัด พลางกูร ,นายการะเวก ศรีวิจารณ์ และนายสมพงศ์ ศัลยพงศ์ ชีวิตเขาสิ้นไปเพื่อได้มาซึ่งเอกราช และความคงอยู่ของชาติไทย ซึ่งชาวไทยไม่ควรลืม"


ปัจจุบัน-อัฐิของจำกัดบรรจุไว้ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ..ฉลบชลัยย์ ภรรยาหม้ายวัย 93 ปี ยังคงมีสุขภาพที่แข็งแรง และยึดมั่นอุดมคติ เพื่อชาติ และเพื่อมนุษยชาติ สานต่อภารกิจอย่างยืนหยัดมั่นคง

0000000000000

บันทึกเกียรติยศวีรชนเสรีไทยเกี่ยวเนื่อง:

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ:16 สิงหาคม 2488 ประวัติศาสตร์ที่ “ให้จำ” กับ “ให้ลืม”

-จารึกเกียรติยศ:การะเวก ศรีวิจารณ์ วีรชนเสรีไทยผู้สละชีพเพื่อเอกราชชาติสมบูรณ์

-จารึกเกียรติยศ:สมพงษ์ ศัลยพงษ์"ผมเป็นคนไทย มาทำงานเพื่อชาติ ไม่ควรยิงผมเลย"

-ฌาปณกิจคณะราษฎร์คนสุดท้าย ปลายทางบรรจุอัฐิกับผู้ร่วมก่อการ เผยวีรกรรมตำนานเสรีไทย

5ธันวา100ปีชาตกาลขุนพลภูพาน:น้อมรำลึกวีรบุรุษกู้ชาติ

รับมือความรุนแรง

ที่มา มติชน

บทนำมติชน



การประเมินสถานการณ์ความไม่สงบและความไม่เรียบร้อยของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันอังคารที่ 1 ธันวาคมที่ผ่านมา ซึ่งถูกนำมาแถลงโดยนายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีว่า จะวางกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อป้องกันการก่อกวน สร้างสถานการณ์ ไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอยที่มีการระเบิดพร้อมกัน 9 จุด ในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล เมื่อค่ำวันที่ 31 ธันวาคม 2549 และจากนั้นก็มีการยิงปืนเอ็ม 79 การขว้างระเบิดเข้าใส่สถานที่ราชการหลายแห่ง พรรคการเมือง บ้านบุคคลสำคัญ ที่ชุมนุมของมวลชน ฯลฯ สร้างความประหวั่นพรั่นพรึงให้กับผู้คนที่เกี่ยวข้องกับปัญหาความขัดแย้งแตกแยกและชาวบ้านทั่วไป เกรงจะเกิดอันตรายไม่วันใดก็วันหนึ่ง

ความไม่ประมาทของรัฐบาลเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว เพราะปัญหาความขัดแย้ง แตกแยกทางการเมืองเป็นเสมือนระเบิดเวลาที่พร้อมจะปะทุขึ้นและทำลายชีวิตผู้คน ตลอดทั้งสรรพสิ่งต่างๆ ให้มอดไหม้กลายเป็นจุณได้ตลอดเวลา ไม่ว่าคนเสื้อแดงโดยแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) จะจัดชุมนุมใน กทม. เพื่อกดดันให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ยุบสภาในช่วงก่อนเทศกาลปีใหม่หรือไม่ก็ตาม แต่การเคลื่อนไหวใต้ดินหรือในมุมมืดของกลุ่มคนซึ่งยากต่อการชี้ชัดว่า เป็น "มือที่สาม" หรือสังกัดฝักฝ่ายในการใช้ระเบิด ปืน เชื้อเพลิงสำหรับเผาไหม้ ฯลฯ มีสิทธิเกิดได้ตลอดเวลา เมื่อเกิดขึ้นแล้วเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถจับมือใครดมได้ ทิ้งไว้แต่ความเสียหายทั้งชีวิตผู้คนและภาพลักษณ์ของประเทศที่ใครๆ ก็มองว่าไม่อยากย่างกรายเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยเพราะเกรงจะไม่ปลอดภัย

เป็นเรื่องง่ายดายเหลือเกินที่อาวุธสงครามหรืออาวุธธรรมดาจะถูกคนร้ายนำมาใช้ประหัตประหารซึ่งกันและกัน ทั้งๆ ที่บ้านเมืองมีกฎหมาย มีคุกตะราง มีตำรวจ แต่ก็หาได้เกิดความเกรงกลัวจากคนที่จะกระทำผิดกฎหมายไม่ เพราะมั่นใจว่า เมื่อก่อเหตุแล้วจะสามารถหลบหนีลอยนวลไปได้อย่างปลอดภัย การที่นายสุเทพรายงานต่อคณะรัฐมนตรีจึงไม่ใช่เรื่องตื่นเต้น แต่สิ่งที่คณะรัฐมนตรีและประชาชนกังวลอย่างที่สุดก็คือ นายสุเทพจะทำอย่างไรจึงจะป้องกันมิให้เกิดความรุนแรงขึ้นมาได้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจะสร้างหลักประกันได้ไหมว่ากำลังพลที่มีอยู่จะคอยระแวดระวัง ตรวจตราเพื่อป้องกันเหตุร้ายต่างๆ และรัฐบาลนายอภิสิทธิ์จะสามารถดึงประชาชนมาร่วมมือในการระแวดระวังสอดส่องสิ่งผิดปกติ ได้หรือไม่

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา รัฐบาลนายอภิสิทธิ์โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นายสุเทพได้ถูกกล่าวหาจากฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองว่าไม่มีประสิทธิภาพในการรักษาความสงบเรียบร้อย ไม่มีฝีมือในการรักษาความมั่นคงของชาติ การประกาศใช้ พ.ร.บ.รักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรถึง 6 ครั้ง และประกาศใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน 2 ครั้ง แต่ก็กลายเป็นเรื่องตลกในสายตาของคนบางกลุ่ม อีกทั้งเป็นช่องทางการรั่วไหลเงินงบประมาณ สุดท้ายอำนาจตามกฎหมายทั้งสองฉบับก็มิได้ทำให้บ้านเมืองมีความมั่นคงอย่างยั่งยืน ตรงกันข้าม กลับจะสร้างรอยเจ็บแค้นให้กับคนส่วนหนึ่งที่ถูกกระทำซึ่งรอวันที่จะคิดบัญชีแค้นกับคนในรัฐบาล นอกจากนี้ การออกมาเปิดเผยว่ามีการเกณฑ์คนกัมพูชามาร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดง โดยไม่มีการดำเนินการอะไรอย่างเป็นกิจจะลักษณ์ให้สมกับการเป็นผู้บริหารประเทศ ยิ่งทำให้ความร้าวฉานในความรู้สึกแผ่ขยายไปมากยิ่งขึ้น

เดือนธันวาคมนับจากนี้ไปเป็นเดือนแห่งความสุขของประชาชนชาวไทยในการร่วมงานวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเตรียมตัวส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ไม่มีใครอยากเห็นความโกลาหล ความปั่นป่วน วุ่นวายเกิดขึ้นในบ้านเมือง ยิ่งความรุนแรงไม่ว่าจะเป็นการลอบวางระเบิด การลอบสังหาร การวางเพลิง ฯลฯ เกิดขึ้น เพราะประชาชนที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่มักตกเป็นเหยื่อแห่งความเคราะห์ร้ายอยู่เสมอ หากเป็นไปได้ประชาชนไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหน ใส่เสื้อสีอะไร มีความคิดเห็นและอุดมการณ์ทางการเมืองแตกต่างกันอย่างไร ควรจะตั้งสติแล้วหยุดพูดจาใส่ร้าย หยุดการกระทำที่เพิ่มความเกลียดชังไปมากกว่าเดิม ขณะเดียวกันในส่วนของรัฐบาลถือว่ามีหน้าที่ในการแก้ไขปัญหา รักษาความสงบเรียบร้อยและคุ้มครองสวัสดิภาพประชาชน หากทำไม่ได้ก็ไม่สมควรจะมาขอความเห็นใจเพื่อจะอยู่ในอำนาจต่อไปนานๆ

ยังไงก็วุ่น

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน




ปรับก็วุ่น ไม่ปรับก็วุ่น

สรุปว่ายังไงก็วุ่นแน่ๆ สำหรับสถานการณ์ของนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในช่วงเวลานี้

ด้วยเหตุที่ส.ส.ประชาธิปัตย์หลายกลุ่มก๊วนในพรรคเริ่มรวมตัวกันกดดันเรียกร้องให้มีการปรับครม.ครั้งใหญ่

หลังจากบริหารประเทศกะโผลกกะเผลกมาจนครบ 1 ปีเต็มในเดือนธ.ค.

ถ้าไม่นับรวมพรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นฝ่ายค้าน เห็นจะมีแต่ส.ส.ประชาธิปัตย์เท่านั้นที่ออกมาเรียกร้องเรื่องนี้

ส่วนพรรคร่วมรัฐบาลอื่นดูเหมือนจะเฉยๆ

หรือหากจะมีบางพรรคที่แสดงความเห็นบ้างแต่ก็จะออกมาในเชิงไม่เห็นด้วยมากกว่า

อย่างพรรคภูมิใจไทยที่ได้ดูแลกระทรวงใหญ่เกรดเออย่างกระทรวงคมนาคม พาณิชย์ และมหาดไทยมาตั้งแต่ต้น

คงไม่อยากให้มีอะไรมากระทบกระเทือนจนเกิดการเปลี่ยนแปลงในส่วนนี้

และยังอาจเลยไปถึงความไม่ต้องการให้เกิดการยุบสภาเลือกตั้งใหม่เสียด้วยซ้ำ

ถึงแม้แกนนำพรรคจะบอกว่าพร้อมลงสนามสู้ศึกเลือกตั้งใหม่ทุกเมื่อ

แต่ถ้าไม่ประสบความสำเร็จสูงสุดถึงขั้นได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเองแล้ว

โอกาสจะได้กลับมาคุมกระทรวงใหญ่ๆ พร้อมกันทีเดียวหลายกระทรวงแบบนี้คงเป็นไปไม่ได้

ต่อให้พรรคประชาธิปัตย์ได้กลับเข้ามาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลอีกครั้ง ก็ไม่น่าจะให้ความสำคัญกับพรรคภูมิใจไทยมากเท่ากับการจัดตั้งรัฐบาลครั้งที่ผ่านมาอีกแล้ว

เพราะเมื่อถึงเวลานั้นเงื่อนไขอะไรต่างๆ คงเปลี่ยนไป

เช่นเดียวกับพรรคชาติไทยพัฒนาที่กำลังไปได้ดีกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

เหมือนกับพรรคเพื่อแผ่นดินที่กำลังไปได้ดีกับกระทรวงไอซีที

จะมีก็แต่ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ที่ไม่แฮปปี้กับโชควาสนาของพรรคร่วม เพราะมองว่าตัวเองเป็นฝ่ายเสียเปรียบทั้งที่เป็นพรรคแกนนำรัฐบาล

จึงไม่แปลกที่ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ที่ออกมาเรียกร้องให้ปรับครม. จะพุ่งเป้าไปที่กระทรวงบิ๊กๆ อย่าง คมนาคม มหาดไทย และพาณิชย์ ในความดูแลของพรรคภูมิใจไทย

แต่ที่ซับซ้อนกว่านั้นคือการที่โฆษกพรรคชาติไทยพัฒนา ออกมาเปิดโปงกระบวนการปล่อยข่าวของคนไม่ใกล้ไม่ไกลในรัฐบาลแต่ต่างพรรค

เพื่อหวังจะฮุบกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ไปดูแลเอง

เมื่อเป็นกันแบบนี้แล้วจะไม่ให้บอกว่าปรับก็วุ่น ไม่ปรับก็วุ่น ได้อย่างไร

ไฟใต้กับความขัดแย้ง

ที่มา ไทยรัฐ

นครรัฐปัตตานี ที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นผู้ริเริ่มแนวคิดการนำเขตปกครองพิเศษมาใช้แก้ปัญหาความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ แทนที่จะเป็นแนวทางหนึ่งของวิธีแก้ปัญหาที่จะนำมาทบทวนหรือหารือ สังคมกลับว่าเป็นการสร้างความขัดแย้งทางความคิดขึ้นในสังคม

กลายเป็นสังคมอุดมปัญหา

เชื่อว่าทุกคนที่เกิดเป็นคนไทยอยากเห็นแผ่นดินไทย พี่น้องคนไทยในภาคใต้อยู่กันอย่างสงบสุขร่มเย็น ปัญหาความไม่สงบในภาคใต้ตลอดระยะเวลา 6 ปีที่ผ่านมาสร้างความเสียหายให้กับคนไทยและประเทศไทยไปโดยที่ไม่สามารถจะคำนวณความเสียหายได้

กำลังพลกว่า 7 หมื่นนายที่ต้องไปเสี่ยงชีวิตอยู่ที่นั่นงบประมาณอีกปีละไม่น้อยกว่า 1 หมื่น 7 พันล้านทุ่มเทลงไปที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ระยะเวลา 6 ปีเป็นเงินภาษีอากรของประชาชนที่สูญเสียเท่าไหร่ บุคลากรในกองทัพ ประชาชนผู้บริสุทธิ์ต้องสังเวยชีวิตไปเท่าไหร่ ไม่น่าจะต่ำกว่า 3-4 พันราย

ถามว่าเวลานี้ปัญหาทุเลาลงหรือหนักกว่าเก่า ถามว่าใครได้ใครเสียจากการที่ปล่อยให้สงครามกลางเมืองยืดเยื้อมาจนถึงทุกวันนี้คงไม่ต้องมานั่งตอบคำถามให้เมื่อยตุ้ม

เด็กอมมือยังมองออก

และเป็นคำตอบได้อย่างดีว่า การใช้ความรุนแรงเข้าแก้ไขปัญหาไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาที่ถูกต้อง แต่กลับเป็นการสร้างแนวร่วมให้กับฝ่ายตรงกันข้ามและทำให้ศัตรูแตกตัวและแข็งแรงขึ้น มียุทธวิธีที่ซับซ้อนมากขึ้น ในขณะเดียวกันก็ยิ่งเป็นการท้าทายให้เกิดความรุนแรงมากขึ้นด้วย

ปัจจัยที่ทำให้ปัญหาไฟใต้ไม่ดับ ก็ต้องฟันธงไปที่กองทัพ นโยบายของคนบางคนในกองทัพ ไม่ต้องการให้มีการเจรจา แต่ ต้องการจะใช้กำลังเข้าปราบปรามอย่างเด็ดขาด เพื่ออะไร

มีเจตนาอย่างไร

ต้องตั้งเป็นคำถามถึงคนในกองทัพบางคนและอดีตคนบางคนที่เคยอยู่ในกองทัพ จะโยงไปถึงผลประโยชน์ อุดมการณ์อย่างไรก็แล้วแต่ ก็ไม่ควรที่จะเอาชีวิตของคนใน 3 จังหวัดภาคใต้เป็นตัวประกัน

อีกปัจจัยที่เห็นกันชัดเจนก็คือการใช้ความขัดแย้งในภาคใต้ เป็นโอกาสฉกฉวยประโยชน์ของงานการเมือง ดังจะเห็นได้ว่ามักปรากฏชื่อนักการเมืองในภาคใต้เข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องเหล่านี้นักการเมืองบางพรรคก็ ฉวยโอกาสเสี้ยมให้เกิดปัญหารุนแรงขึ้น เพื่อความได้เปรียบและดิสเครดิตการเมืองฝ่ายตรงข้าม

วันนี้คำว่าเขตปกครองพิเศษไม่ใช่เรื่องใหม่ บางประเทศมีเขตปกครองพิเศษเป็นร้อยๆเขต คำว่าเขตปกครองพิเศษก็คือการจัดระบบการปกครองให้ สอดคล้องกับวัฒนธรรมและความเป็นอยู่ ของประชาชนตามหลักเชื้อชาติและศาสนา เพื่อให้อยู่ร่วมกัน อย่างมีความสุขและให้การปกครองราบรื่น

ต้องใช้หลักของความ เข้าถึง ที่กองทัพยังตามไม่ทัน.

หมัดเหล็ก

จงรักภักดี

ที่มา บางกอกทูเดย์

ใครก็ตามที่...เที่ยวชี้หน้าด่ากราดว่า...คนนั้นคนโน้นไม่จงรักภักดี...ไอ้คนนั้นแหละที่ไม่จงรักภักดีความจงรักภักดี...ไม่ใช่ประเพณีปฏิบัติ...ไม่ใช่บทเรียนที่จะต้องนำเข้าห้องสอบมาหาคะแนนสอบตกสอบได้ความจงรักภักดี...ไม่ใช่โซ่ตรวนล่ามขา...ที่จะลากมาประจานใครๆ ที่ไม่ใส่โซ่ใส่ตรวน...จงรักภักดี...มีคำแปลที่แน่แท้...ว่า...ผูกใจรักด้วยความเคารพนับถือหรือรู้คุณอย่างยิ่งผูกใจรัก...คือหัวใจที่มอบให้กับผู้ที่เคารพนับถืออย่างยิ่ง...เพราะได้รับพระคุณอย่างยิ่งและมิรู้ลืมประเทศไทยวันนี้...ใครมันที่ไม่ใช่คนไทย...หรือคนไทยที่ไม่ใช่พวกมัน...ต่างก็งงกันเป็นไก่ตาแตก...ประเทศกำลังแตกแยกกันเป็นเสี่ยงๆ เพราะต่างฝ่ายต่างก็

กล่าวถึงบทบาทของตนเองว่าเป็นผู้จงรักภักดีแล้วชี้หน้าด่าว่าอีกพวกหนึ่งว่าไม่จงรักภักดีฝ่ายที่ถูกกล่าวหาว่า ไม่จงรักภักดีก็เถียงคอเป็นเอ็นว่า...จงรักภักดี...ทั้งๆ ที่ยังแปลไม่ถูกด้วยซํ้าว่า...จงรักภักดีแปลว่าอะไร...ความจงรักภักดี...คือ การทำความดีให้กับผู้จงรัก...การทำความดีนั้นง่ายสำหรับคนดีและยากสำหรับคนไม่ดี...แต่วันนี้คนที่คนทั้งแผ่นดินเชื่อว่าเป็นคนไม่ดี...กลับเป็นผู้แูอบอ้างเอาความจงรักภักดีมาเป็นอาวุธทำร้ายทำลายผู้อื่นคนเลวช้าตํ่าทราม...มันจะแบก

หามความจงรักภักดีไว้ตรงไหน...คนดีที่ไหนมันถึงจะยอมล้มละลายกู้เงินธนาคารแล้วไม่ยอมใช้...คนเลวทรามตํ่าช้า...มันโกรธคนที่เคยให้เงินมันแล้วไม่ให้...คนเลวทรามตํ่าช้า...มันเอาเงินหลวงซื้อตั๋วเครื่องบินให้ภริยา...พอสังคมรับรู้มันก็เอาเงินไปคืนให้...ฯลฯจะดูคนดี...อย่ามองที่วิดีโอทัศน์...วันเกิดวันตาย...อย่าฟังที่มันพูดมันกล่าว...คนดีมันต้องดีมาก่อนหน้ามันต้องดีมาตลอดเวลา...หาคนดีต้องมองย้อนหลังรู้จักลึกเข้าไปในแต่ละวันที่มันเจริญวัยมา...คนดีไม่ใช่โจทย์

เลขโจทย์พืชคณิต...มันจึงไม่มีผลลัพธ์บททดสอบ...พฤติกรรมแห่งอดีตกรรม...ตอบคำถามได้ดีกว่า...คนไหนดี คนไหน เลว...ในวันที่แผ่นดินกำลังจะพินาศ...เพราะ “ดำย้อมขาว”...ไทยทั้งแผ่นดินต้องตรึกตรองให้พร้อมหน้า...อย่าให้เลวเดินนำ...อย่ามองทองคำที่สี...อย่าเชื่อ เพราะนํ้าหนัก...ต้องยอมตัดดูแกนใน...ต้องใส่ใจถึงเหตุผลที่มา...ต่อพระผู้่ผ่านภพ...พสกนิกรชาวไทยสยบ... “ผูกใจรักด้วยความเคารพนับถือและรู้คุณอย่างยิ่ง” 

7.6หมื่นล้าน หวานหรือขม?

ที่มา บางกอกทูเดย์

อำนาจทางการเมืองนั้นเปรียบเหมือนกับไฟหากใช้ในทางที่ถูกต้อง ก็ให้ได้ทั้งแสงสว่างและความอบอุ่นแต่หากใช้ในทางที่ผิด ก็สามารถที่จะมอดไหม้เผาผลาญทุกสิ่งทุกอย่างลงได้ในพริบตาซึ่งนับตั้งแต่เกิดการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 เป็นต้นมา การใช้อำนาจทางการเมืองสารพัดรูปแบบและวิธีการ ได้ทำให้บรรยากาศและความสมานฉันท์ในประเทศไทย เปลี่ยนแปลงไปในพริบตาการไล่ล่าทำลายล้างกันทางการเมือง ได้ก่อให้เกิดกระบวนการที่มีการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือ ไม่ว่าจะเป็นการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ หรือ คตส. ขึ้นมาทำหน้าที่ตามล้างตามเช็ด พ.

ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และพรรคไทยรักไทยรวมทั้งมีการแต่งตั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ปปช. ขึ้นมาเสริมเป็นดาบ 2ซึ่งคณะกรรมการทั้ง 2 ชุด ถูกวิพากษ์วิจารณ์มาโดยตลอดว่า ล้วนแล้วแต่คัดบุคคลที่ยืนอยู่ตรงกันข้ามกับ พ.ต.ท.ทักษิณ และพรรคไทยรักไทยทั้งสิ้นแผนบันไดอุบาทว์ 4 ขั้นมีจริงหรือไม่ ผู้ที่กุมอำนาจและหนุนหลังให้เกิดการทำรัฐประหารรู้ดีอยู่แก่ใจ... แต่สังคมนั้นไม่ใช่ชามข้าวที่ว่างเปล่า หรือกระ

โหลกที่ไร้สมอง จึงทำให้มีการจับตามองการใช้อำนาจรัฐอย่างไม่วางตาพรรคไทยรักไทยถูกยุบไปตามแผน แม้จะหนีมาตั้งพรรคใหม่คือ พลังประชาชน ก็ถูกยุบอีก จนกลายมาเป็นพรรคเพื่อไทยในปัจุบัน ก็ถูกขู่ถูกจ้องจับผิดเพื่อที่จะทำแฮททริก ยุบพรรคเป็นครั้งที่ 3 อยู่ตลอดเวลานั่นคือ ในทางการเมือง และการขจัดพรรคการเมืองคู่แข่งให้กับพรรคเด็กดีที่อยู่ในโอวาทอย่างพรรคประชาธิปัตย์ แต่ในทางการโค่นล้มฐานที่มั่น โดยเฉพาะการลดทอนความเข้มแข็งของ พ.ต.ท.

ทักษิณ และความน่าเชื่อถือ ตลอดจนการได้รับการยอมรับแนวคิดในการทำงานด้วยนโยบายประชานิยม และการใช้สไตล์ธุรกิจข้อหาทุจริต เอื้อผลประโยชน์ เป็นข้อหาที่ใช้เป็นข้ออ้างได้เป็นอย่างดีเพราะแม้แต่ในนักการเมืองที่กุมอำนาจรัฐอยู่ในขณะนี้ ก็ล้วนแล้วแต่รู้ดีว่า “ใบเสร็จ”นั้นหากันได้ง่ายๆ เสียที่ไหน... ไม่งั้นใครหลายคนคงไม่สามารถผงาดขึ้นมาเป็นหัวหน้าก๊วนหัวหน้าแก๊ง มีคนรายล้อมมากมายได้เช่นในขณะนี้แน่นี่เองที่ทำให้ มีการเร่งใช้กลไกของ คตส. และ

ปปช. มุ่งตรวจสอบกรณีคดียึดทรัพย์ 76,000 ล้านบาท เป็นหลักเพราะเชื่อกันว่า เงิน 76,000 ล้านบาท ไม่เพียงเป็นเสบียงกรังที่สำคัญ แต่ถือเป็นท่อน้ำเลี้ยงที่ใหญ่มหาศาล ซึ่งหากปล่อยเอาไว้จะถือเป็นอันตรายอย่างยิ่งสำหรับแผนบันได 4 ขั้น และสำหรับพรรคการเมืองขั้วตรงข้ามพรรคไทยรักไทยในอดีตทั้งหลายยิ่งเมื่ออัยการสูงสุดได้ยื่นฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ และได้มาเนื่องจาก

การกระทำที่เป็นการขัดกัน ระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคล และประโยชน์ส่วนรวม และทรัพย์สินของครอบครัว จำนวน 76,627 ล้านบาทเศษ พร้อมดอกผลตกเป็นของแผ่นดิน อสส. ยืนยันผลการตรวจสอบ ระบุว่าเชื่อได้ว่าอดีตนายกฯทักษิณ มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติสิ่งที่สะท้อนให้เห็นการดำเนินการเป็นกระบวนการ ก็คือ บรรดาบุคคลที่ดาหน้ากันเล่นเกมหักเหลี่ยมโหดในเรื่องนี้ ล้วนแล้วแต่เห็นหน้าวนๆ เวียนๆ กันอยู่อย่างซ้ำไปซ้ำมาแทบทั้งสิ้นแถมเนื่องจาก

ทรัพย์สิน 76,000 ล้านบาท นี้เป็นการอายัดมาจากเงินที่ พ.ต.ท.ทักษิณ และครอบครัว ได้มาเพระการขายหุ้น SHIN ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยซึ่งเป็นเรื่องที่ทำการซื้อขายโดยเปิดเผย เป็นไปตามกลไกของการซื้อขายทั่วไป เพียงแต่เป็นจำนวนมหาศาลเท่านั้น.. แต่ก็ใช่ว่าจะไม่เคยมีใครทำเสียเมื่อไหร่ เพราะก่อนหน้าที่จะเกิดดีลหุ้น SHIN ก็มีการขายหุ้น UCOM ของตระกูลเบญจรงคกุล เป็นมูลค่าประมาณ 8,000 กว่าล้านบาทมาแล้วรวมทั้งหลังจากดีลหุ้น

SHIN แล้ว ก็ยังมีกรณีตระกูลรัตนรักษ์ ขายหุ้นธนาคารกรุงศรีอยุธยา ให้กลับกลุ่มจีอี แคปปิตลอล เป็นมูลค่ากว่า 23,000 ล้านบาท เช่นกันเพียงแต่ตระกูลเบญจรงคกุล กับตระกูลรัตนรักษ์ ไม่ได้เล่นการเมือง และไม่ได้เป็นเป้าหมายทางการเมือง จึงไม่ได้มีปัญหาอะไรสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดมาจึงเป็นเรื่องที่จะต้องหาหลักฐานเชื่อมโยงให้ได้ว่า เงินจำนวน 76,000 ล้านบาท นั้น สมควรที่จะถูกยึดทั้งหมด... ตั้งเป้ากันขนาดนั้นเลยทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงหุ้น SHIN นั้น เข้ามา

จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯตั้งแต่ปี 2533 แล้วในชื่อของบริษัท ชินวัตร คอมพิวเตอร์ จำกัด (มหาชน)นี่จึงเป็นประเด็นที่ทำให้เกิดเป็นข้อกังขาในสังคมมาโดยตลอดว่า หุ้นจำนวน 49.595 ของทุนจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ได้ขายหุ้นให้แก่ เทมาเส็ก โฮลดิ้งส์ ของรัฐบาลสิงคโปร์นั้น ที่อ้างว่าเป็นหุ้นที่ได้มาเพราะการดำรงตำแหน่งทางการเมืองทั้งจำนวนนั้น จะเป็นไปได้อย่างไรจะบอกได้อย่างไรว่าเป็นทรัพย์สินที่ได้มาโดยไม่สมควร ทั้งๆ ที่หุ้นมีการจด

ทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯก่อนหน้าที่ พ.ต.ท.ทักษิณ จะเล่นการเมืองด้วยซ้ำแต่บรดา คตส. ไม่ว่าจะเป็น นายแก้วสรร อติโพธิ์ นายบรรเจิด สิงคะเนติ นายสัก กอแสงเรือง คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา และนายกล้านรงค์ จันทิก ซึ่งล้วนแล้วแต่ถูกแต่งตั้งให้เป็นคณะกรรมการ คตส. เพื่อเป้าหมายในการตรวจสอบเอาผิดเรื่องนี้ให้ได้โดยเฉพาะ ต่างพากันขึ้นให้การในทำนองว่า เป็นทรัพย์สินที่ได้มาโดยไม่สมควร และควรที่จะต้องยึดให้ตกเป็นของแผ่นดินสิ่งที่เห็นได้

ชัดก็คือ การพยายามเชื่อมโยงสารพัดประเด็นเข้ามารวมให้เห็นว่าน่าจะมีเงื่อนงำ เพราะกลายเป็นโยงในเรื่องของการที่ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยปล่อยเงินกู้จำนวน 4,000 ล้านบาท ให้กับประเทศพม่า และยังมีในเรื่องของการแก้ไขภาษีสรรพสามิตโทรคมนาคมหรือแม้แต่รวมเรื่องของที่ดินรัชดาฯเข้าไปพ่วงด้วยตรงไม่ตรง เกี่ยวไม่เกี่ยว... ไม่รู้ แต่ที่รู้แน่ๆ คือ คตส. มีเป้ามหายที่ชัดเจนยิ่งล่าสุดนายนาม ยิ้มแย้ม อดีตประธาน คตส. ได้ขึ้นเบิกความว่า

พยานหลักฐานที่ได้จากการไต่สวนมีน้ำหนักเพียงพอที่เชื่อได้ว่า ผู้ถูกร้องมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นโดยไม่มีที่มาที่ไป และได้ทรัพย์สินมาโดยไม่สมควร อันสืบเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่ในขณะที่ทางฝ่ายจำเลยได้มีการพยายามทักท้วงถึงคุณสมบัติของอดีต คตส. อย่างนายบรรเจิด สิงคะเนติ นายแก้วสรร อติโพธิ และ นายกล้านรงค์ จันทิก ว่า มีพฤติกรรมที่เป็นปฏิปักษ์ต่อผู้ถูกร้องอย่างเห็นได้ชัดปัญหาก็คือ ตราบใดที่ประเด็นการยึดทรัพย์สิน 76,000 ล้านบาท ยังเป็นเรื่อง

ของการใช้พยานหลักฐานในลักษณะเพื่อการเชื่อมโยง ในขณะที่ตัวบุคคลที่ทำหน้าที่ตรวจสอบ เป็นคณะบุคคลที่ถูกมองว่า ถูกคัดเลือกแต่งตั้งเข้ามาเพราะยืนอยู่ตรงข้ามกับ พ.ต.ท.ทักษิณโอกาสที่เรื่องนี้จะจบง่ายๆ โดยไม่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์หรือข้อสงสัยคงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากก็ขนาดแค่กรณีซื้อขายที่ดินรัชดาฯ 4 แปลง จำนวน 33 ไร่เศษ มูลค่า 772 ล้านบาท ซึ่งแม้ศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จะมีคำพิพากษา ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ

กระทำผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ.2542 มาตรา 100 และ 122 เรื่องการให้ความยินยอมคู่สมรสทำสัญญาแต่กรณีนี้ตัวคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ อดีตภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ ศาลไม่ได้พิพากษาว่ามีความผิด และไม่ได้มีคำพิพากษาให้ริบทรัพย์แต่อย่างใดทั้งสิ้น แต่กลับจะมีการบีบให้ทางกองทุนเพื่อการฟื้นฟูริบที่ดิน จึงทำให้เป็นเรื่องที่แปลกๆ และทำให้ทางคุณหญิงพจมาน จำเป็นต้องสู้ เพราะถือว่าซื้อขายด้วยการประมูลตามกติกา

ของกองทุนฟื้นฟูฯทุกอย่างดังนั้น หากดูถึงที่มาที่ไปและความพยายามต่างๆ นานา ยิ่งทำให้โค้งสุดท้ายในคดียึดทรัพย์ 76,000 ล้านบาท ยิ่งก่อให้เกิดเสียงสะท้อนในสังคมมากขึ้นเรื่อยๆ ว่า...มีธง???ปัญหาก็คือ ธงที่ว่าจะสามารถยุติปัญหาความขัดแย้งที่ยาวนานมาร่วม 3 ปีนี้ได้อย่างไรโค้งสุดท้ายของเกมนี้เขม็งเกลียวเสียจนไม่มีใครกล้ากระพริบตา

ฉาวโฉ่นักสิทธิมนุษยชนเหลืองลวนลามลูกน้องสาว องค์กรสิทธิคู่กัดแม้วงามไส้พักงาน1ปีกลบขี้คดีจบ

ที่มา Thai E-News




นักสิทธิมนุษยชน?-เมธา มาสขาว กับป๋าส.ศิวรักษ์ พ่อยกคนสำคัญของผู้ก่อการร้ายพันธมิตร ส่วนด้านล่างเมธากับส.ส.สาวนิวซีแลนด์ ไม่รู้สนิทสนมขนาดไหนสังเกตมือที่โอบไหล่(ชมภาพเมธาเอ็นจีโอโกอินเตอร์กับสาวๆนานาชาติของเขาท้ายข่าวนี้)


ที่มา เวบไทยเอ็นจีโอ และบอร์ดชุมชนฟ้าเดียวกัน
4 ธันวาคม 2552
บทความเกี่ยวเนื่อง:ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน NGO-เอ็นโตดี ชื่อนี้ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย


องค์กรเพื่อสิทธิของผู้ก่อการร้ายพันธมิตร-เมธา มาสขาว กับวสันต์ สิทธิเขตต์ ศิลปินขาประจำเวทีพันธมิตร อีักภาพเมธา(ซ้าย),สมชาย หอมละออ และอังคณา นีละไพจิตร บอร์ดครส.เข้าพบปปช.เร่งรัดให้เอาผิดตำรวจกรณีควบคุมการชุมนุมของพันธมิตรเมื่อ7ต.ค.2551โดยที่องค์กรสิทธิฯแห่งนี้เห็นว่าพันธมิตรชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธให้เร่งเอาผิดตำรวจอย่างต่อเนื่อง


คณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน (ครส.)องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนที่มีทัศนะท่าทีอิงแอบให้ท้ายผู้ก่อการร้ายพันธมิตรเรื่อยมา และมีบทบาทตรวจสอบฝ่ายการเมือง โดยเฉพาะฝ่ายของทักษิณ ชินวัตรมาตลอด ได้สร้างเรื่องฉาวโฉ่ขึ้น เมื่อแสดงบทบาทกางปีกป้องนักสิทธิมนุษยชนชื่อดังของครส.ที่มีพฤติการณ์ละเมิดสิทธิมนุษยชนและล่วงละเมิดทางเพศของผู้หญิงในหน่วยงาน

คนกันเอง-เมธา มาสขาว ไปยื่นหนังสือเรียกร้องต่ออภิสิทธิ์ เวชชาชีวะถึงทำเนียบรัฐบาล ได้รับการต้อนรับขับสู้เป็นอันดี โดยขอให้เร่งเอาผิดตำรวจ หนึ่งในข้อเรียกร้องคือตำรวจละเมิดสิทธิของสนธิ ลิ้มทองกุล (อ่านข่าว)


ครส.มีนายสมชาย หอมลออ เป็นประธาน โดยนายสมชายใช้บทบาทของนักสิทธิมนุษยชนเคลื่อนไหวทางการเมืองไปในทิศทางเดียวกับนายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ หรือ ส.ศิวรักษ์ ที่มีบทบาทสนับสนุนผู้ก่อการร้ายพันธมิตรอย่างออกนอกหน้า

ส่วนที่ปรึกษามีนายสัก กอแสงเรือง ซึ่งเป็น1ในคณะกรรมการคตส.ตรวจสอบทรัพย์สินของทักษิณ,นายปรีดา เตียสุวรรณ์ นายทุนคนสำคัญของพันธมิตร และมีนายเมธา มาสขาว เป็นเลขาธิการ

นายเมธามีบทบาทเคลื่อนไหวไปในทางเดียวกับพันธมิตรมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้โจมตีทักษิณกรณีที่นายกฯฮุนเซนของเขมรเปรียบเทียบทักษิณกับอองซานซูจีว่า ไม่เหมือนกันเลย มีข้อแตกต่างกันถึง 10 ประการ( อ่าน ความต่าง 10 ประการ ระหว่างนางอองซาน ซูจี กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร) โดยเมธา ระบุในบางข้อว่า
นางอองซานซูจี เป็นนักโทษทางการเมือง หรือนักโทษทางมโนสำนึก แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนักโทษทางคดีอาญา และกำลังหนีคดีอาญาแผ่นดิน


นักกิจกรรมสังคมระบุว่านายเมธาอาจเป็นผู้ต้องสงสัยที่มีพฤติการณ์ละเมิดทางเพศต่อพนักงานผู้หญิงของครส. โดยที่นายธนาพล อิ๋วสกุล นักกิจกรรมทางสังคมรายหนึ่งและเป็นเจ้าของสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกันเขียนระบุในกระทู้ชุมชนฟ้าเดียวกันว่าเป็นนายเมธา ส่วนนายอุเชนทร์ เชียงแสน นักกิจกรรมทางสังคมอีกคน ก็ระบุว่าเคยเห็นพฤติการณ์นายเมธาทำนองนี้มาแล้ว(ดูกระทู้ คลิ้ก)

นอกจากนั้นมีการตั้งกระทู้ให้ข้อมูลว่านายเมธาอาจจะเคยล่วงละเมิดทางเพศผู้หญิงในสำนักงานมาแล้วนับสิบราย รวมทั้งนักศึกษาชาวพม่าที่มาศึกษาดูงาน
"ได้ยินว่าโดนมาแทบทุกรายครับสำหรับเจ้าหน้าที่ในสำนักงาน และอีกหลายคนในตึกที่ถูกสเป็คแก หนักบ้างเบาบ้าง ตั้งแต่การพูดแทะโลม โอบกอดหอมแก้ม ลูบขาจับหน้าอกและอวัยวะเพศของเหยื่อ จนถึงพูดขอร่วมหลับนอนและพยายามงัดเข้าห้องพักของเหยื่อบางราย รวมเบ็ดเสร็จหนักเบาแล้วน่าจะไม่ต่ำกว่าสิบราย"(คลิ้กอ่านรายละเอียด)


เรื่องดังกล่าวนำไปสู่การออกแถลงการณ์ของนักกิจกรรมทางสังคมในหัวข้อเรื่อง องค์กรสิทธิมนุษยชนต้องมีความชัดเจนในการจัดการปัญหาการละเมิดสิทธิสตรีในวงการสิทธิมนุษยชนเมื่อวันที่1ธันวาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นแรงกดดันให้ครส.รีบตั้งคณะกรรมการสอบสวน และแถลงผลการสอบสวนออกมาเมื่อเย็นวานนี้(3ธ.ค.) โดยระบุว่า ได้สั่งลงโทษทางวินัยด้วยการพักงานผู้ถูกกล่าวหาเป็นเวลา 1 ปี แต่ก็ไม่ได้ระบุว่าผู้ถูกกล่าวหามีชื่ออะไร และไม่มีการระบุว่าจะมีการดำเนินคดีตามกฎหมายด้วย ทำให้แวดวงนักกิจกรรมออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่า ดีแต่วิพากษ์วิจารณ์ผู้อื่น โดยเฉพาะนักการเมือง แต่พอทำผิดเองก็ปกปิดการกระทำของกันเองไว้

อย่างไรก็ตามในตอนท้ายของคำแถลงผลการสอบสวนระบุว่าผู้ถูกกล่าวหาได้ลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการ ครส.แล้ว ก็เท่ากับยืนยันว่าเป็นนายเมธา แต่ก็มีผู้วิจารณ์ว่าเมื่อผู้ถูกกล่าวหายอมรับผิด และผลการสอบสวนพบว่ากระทำผิดจริงมีการลงโทษแล้ว ทำไมไม่เรียกว่าผู้กระทำผิด หรือผู้ต้องหาคุกคามทางเพศ ทำไมยังเรียกว่าเป็น"ผู้ถูกกล่าวหา" และเพราะเหตุใดจึงไม่มีการดำเนินคดีตามกฎหมาย

ต่อไปนี้เป็นคำชี้แจงของ ครส.

คำชี้แจงจากคณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน (ครส.)
เรื่อง ปัญหาการคุกคามทางเพศ (Sexual Harassment) ในองค์กร ครส.


ตามที่ปรากฎเป็นข่าวในวงการองค์การพัฒนาเอกชน ว่าผู้ปฏิบัติงานของคณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน (ครส.) ได้คุกคามทางเพศต่อผู้ใต้บังคับบัญชาผู้หญิงในระหว่างการปฏิบัติงาน และมีกระแสเรียกร้องให้คณะกรรมการจัดการแก้ไขปัญหาดังกล่าวนั้น ครส. ขอเรียนชี้แจงดังต่อไปนี้

ครส.เป็นองค์กรที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชน มีคณะกรรมการชุดหนึ่งประกอบด้วยบุคคลที่มีบทบาทในการดำเนินงานส่งเสริมคุ้มครองด้านสิทธิมนุษยชนทำหน้าที่กำกับดูแลการบริหารจัดการในองค์กร และให้คำปรึกษากับบุคลากรในการดำเนินกิจกรรมขององค์กร

คณะกรรมการได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้เสียหายด้วยวาจาครั้งแรกประมาณต้นเดือนกันยายน 2552 ว่าถูกหัวหน้างานคุกคามทางเพศในขณะปฏิบัติงาน ประธานคณะกรรมการได้ดำเนินการรวบรวมข้อเท็จจริงเบื้องต้นมีความเห็นว่ากรณีดังกล่าวมีมูล จึงมอบหมายให้กรรมการหญิงสองท่านตรวจสอบข้อเท็จจริงจากผู้เสียหายและผู้ถูกกล่าวหา รวมทั้งบุคคลอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติของผู้เสียหายและผู้ถูกกล่าวหา ผลการตรวจสอบพบว่าผู้ถูกกล่าวหาซึ่งเป็นหัวหน้างานของผู้เสียหายได้กระทำการคุกคามทางเพศ (Sexual Harassment) ต่อผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาในระหว่างการปฏิบัติงานจริง

ประธานคณะกรรมการจึงมีคำสั่งพักงานผู้ถูกกล่าวหาตั้งแต่วันที่ 26 พฤศจิกายน 2552 และจัดให้มีการประชุมคณะกรรมการครส.เพื่อพิจารณาดำเนินการต่อเรื่องร้องเรียนที่เกิดขึ้นร่วมกับผู้เสียหาย ที่ประชุมมีมติให้แต่งตั้งคณะกรรมการไต่สวนประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งเป็นบุคคลภายนอกที่ผู้เสียหายให้การยอมรับ ร่วมกับกรรมการครส.เพื่อพิจารณาโทษที่ผู้ถูกกล่าวหาได้กระทำความเสียหายให้เกิดขึ้น

เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2552 คณะกรรมการไต่สวนได้สรุปผลการพิจารณา เพื่อเสนอแนะต่อ ครส. ว่า

ผู้ถูกกล่าวหายอมรับว่าได้กระทำการคุกคามทางเพศต่อผู้ปฏิบัติงานหญิงในขณะปฏิบัติงานจริง โดยยอมรับว่า ได้จับมือ กอดเอว กอดคอ พยายามหอมแก้ม และใช้คำพูดที่มีลักษณะเป็นการล่วงเกินทางเพศ โดยกระทำการดังกล่าวต่อเนื่องหลายครั้ง ในขณะปฏิบัติงานในหน้าที่ภายในสำนักงานและระหว่างเดินทางไปปฏิบัติงานนอกสถานที่ โดยที่ผู้เสียหายไม่ได้ยินยอม และได้ปฏิเสธมาโดยตลอด และผู้ถูกกล่าวหายอมรับว่าการกระทำของตนเป็นการคุกคามทางเพศ (Sexual Harassment) ต่อผู้เสียหาย

เพื่อเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น ผู้ถูกกล่าวหาได้แสดงการสำนึกผิดโดยการขอโทษผู้เสียหายต่อหน้าคณะกรรมการไต่สวน และหลังจากนั้นจะทำหนังสือแสดงการขอโทษผู้เสียหายเป็นลายลักษณ์อักษรอีกชั้นหนึ่ง

คณะกรรมการ ครส.ในฐานะผู้บริหาร ควรมีคำสั่งลงโทษผู้ถูกกล่าวหาด้วยการพักงานผู้กระทำผิดเป็นเวลา 1 ปี โดยไม่มีเงินเดือนและสวัสดิการใดๆ

คณะกรรมการ ครส. ได้ลงโทษด้วยการพักงานผู้กระทำผิดเป็นเวลา 1 ปี และจะมอบหมายให้มีกรรมการติดตามดูแล สอดส่อง การปฏิบัติตนของผู้กระทำความผิด รวมทั้งกำหนดมาตรการเฝ้าระวัง แก้ไข และพัฒนาตนเอง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการกระทำผิดซ้ำต่อไป และจะกำหนดมาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาจริยธรรมของผู้ปฏิบัติงานขององค์กร เช่น การกำหนดมาตรฐานหรือระเบียบปฏิบัติด้านจริยธรรม การฝึกอบรม กลไกในการตรวจสอบ รับเรื่องราวร้องทุกข์ และแก้ไขเยียวยาปัญหาจริยธรรมที่อาจจะเกิดขึ้นอีกในอนาคต

ครส. ขอขอบคุณทุกท่านที่ให้ความสนใจในประเด็นการคุกคามทางเพศในที่ทำงานซึ่งเป็นความรุนแรงต่อผู้หญิง และเสนอแนะให้มีการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เพื่อไม่ให้ผู้เสียหายได้รับผลกระทบมากไปกว่านี้ ครส. ขอบคุณผู้เสียหายที่ได้ยืนหยัดเพื่อความถูกต้องและเป็นธรรม และขอบคุณผู้ทรงคุณวุฒิผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชน ผู้ทำงานด้านสิทธิสตรีที่ได้ให้ความกรุณาเป็นกรรมการไต่สวนและให้ข้อเสนอแนะและข้อคิดเห็นต่อองค์กร

ครส. เป็นองค์กรดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชนขนาดเล็ก ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการบริหารซึ่งทำงานในลักษณะอาสาสมัคร เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรวมทั้งการร้องเรียนและกระบวนการตรวจสอบซี่งได้รับความร่วมมือในการให้ข้อเสนอแนะให้เกิดการแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์เป็นบทเรียนให้ผู้ปฏิบัติงานในครส.และองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนอื่นๆ ได้ตระหนักว่าการคุกคามทางเพศ (Sexual Harassment) ในที่ทำงานเป็นความรุนแรงต่อผู้หญิง และเป็นปัญหาใหญ่ของสังคมที่ไม่อาจยอมรับได้และขัดต่อมาตรฐานจริยธรรมของนักสิทธิมนุษยชน

อนึ่ง ผู้ถูกกล่าวหา ได้ยื่นใบลาออกจากเลขาธิการของ ครส. แล้ว เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2552

คณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน (ครส.)
3 ธันวาคม 2552

**********
ภาพชุดเมธา มาสขาว เอ็นจีโอโกอินเตอร์กับเพื่อนสาวๆนานาชาติ (คลิ้กชมทั้งหมดที่บล็อกของเมธา คลิ้ก )









Thursday, December 3, 2009

"แม้ว"ดอดเข้ารัสเซียแล้วหวังพักผ่อน "พายัพ"ยังอุบย่องใกล้ไทยช่วงปีใหม่

ที่มา มติชน

นายพายัพ ชินวัตร น้องชาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความเคลื่อนไหวของพ.ต.ท.ทักษิณ ว่า ขณะนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ออกเดินทางจากประเทศยุโรปตะวันออก โดยได้เข้าไปในประเทศรัสเซียแล้วในวันนี้(3 ธค.) ซึ่งเป็นการพักผ่อนพูดคุยทำธุรกิจตามประสาของคนที่สนใจการตลาด ส่วนจะมีการลงทุนธุรกิจในยุโรปหรือไม่นั้น ก็อาจจะคิดตามประสาของคนที่มีหัวการค้า

เมื่อถามว่าในช่วงปีใหม่ พ.ต.ท.ทักษิณ จะเดินทางมาอยู่ใกล้ๆประเทศไทยเพื่อให้ ส.ส.ไปอวยพรหรือไม่ นายพายัพ กล่าวว่า ยังไม่ทราบกำหนดการ แต่เท่าที่รู้ฉลองปีใหม่ใน"อิน เดอะ เวิลด์"

ต่อข้อซักถามว่าหมอลักษณ์ หมอดูชื่อดังได้ฟันธงดวง พ.ต.ท.ทักษิณ จะดีขึ้นในปีหน้า ทางครอบครัวได้ตรวจสอบดวงว่าจะกลับมาเล่นการเมืองได้อีกหรือไม่ นายพายัพ กล่าวว่า ถ้า พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมาแล้วทำให้บ้านเมืองดีขึ้น สงบสุข เศรษฐกิจดี ก็เป็นเรื่องที่น่าดีใจ