WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, December 7, 2009

แมลงสาป..กำจัด..แมลงสาปกันเอง!!

ที่มา thaifreenews

โดย ป้าพลอย

ความร้อนแรงเรื่องการเมืองในประเทศไทยก็ยังไม่จบสิ้น เข้าไปอ่านข่าวหนึ่งน่าสนใจเรื่องของคนในพรรคแมลงสาปที่ขัดแย้งกันเอง เพราะบางคนก็ใช่จะชอบการบริหารของหนูมาร์คสักเท่าไหร่
มันขัดหูขัดตามาตั้งแต่แรกแล้ว อีกทั้งแต่งตั้งโยกย้ายรัฐมนตรีแต่ละท่านที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งก็โยกย้ายข้ามหน้าข้ามตาคนรุ่นเก่า ที่ควรจะเลื่อนขั้นตามอันดับอาวุโส แต่มาร์คเล่นเลื่อนกระโดด

ข้ามหน้ารุ่นฉุยเลย และยังมีเรื่องระหองระแหงเกี่ยวกับเทพเทือกและนายเตี้ยหนองในรวมทั้งนายกษิต คนในพรรคบอกว่าทำให้เพื่อนบ้านหมดความเชื่อถือไทย และนำความเสียหายมาสู่พรรค
แมลงสาปอีกด้วย คิดว่าปีหน้าอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในพรรคแมลงสาป สงสัยคงโละขยะในพรรคทิ้งบางส่วน ที่ทำให้แมลงสาปเน่าเฟะ และก็คงโละหัวหน้าพรรคสมองออทิสติกออกด้วย

หากไม่ปรับปรุงแก้ไข แมลงสาปมีหวังสูญพันธุ์อย่างแน่นอน ดังนั้นลูกๆแมลงสาปที่มองการไกลจึงเห็นพ้องกันว่า ต้องผ่าตัดตบแต่งกันใหม่ เอาขยะออกจากพรรคแล้วเริ่มกันใหม่ให้ถูกต้องเพราะเท่าที่เห็นเวลานี้มันเละเดินสะเปะสะปะจนประชาชนเบื่อกันไปทั่ว หากเลือกตั้งคราวหน้าใครจะมาเลือกเราอีก ฉะนั้นแผนปรับปรุงเขี่ยขยะทิ้งเริ่มมกราคมตามที่อ่านข่าว ถ้ารู้ตัวซะก่อนที่มันจะสาย

มันก็พอที่จะทำให้ประชาชนศรัทธาต่ออีก หากยังดื้อด้านดึงตัวเองลงต่ำแบบหัวหน้าปัจจุบันกระทำ มีหวังแมลงสาปตายยกโครต คิดว่าคนในพรรคไม่เห็นด้วยหลายคน ในการกระทำแต่ละอย่างของนายอภิสิทธิ์ ที่ผลงานล้วนแล้วมีแต่ด้านลบออกมา ฝ่ายที่เป็นเสียงส่วนน้อยน้ำท่วมปากพูดอะไรไม่ได้ ยิ่งนับวันคนในพรรคเริ่มหมดความอดทน ยิ่งตอนนี้เข้าโอ๋กับหิ้งห้อยเข้าอีก ตำแหน่งงามๆ

ที่คนในพรรคหวังเสียบแทนก็จะตกไปเป็นของหิ้งห้อยและพรรคร่วม

งดพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาฟุ่มเฟือย ทรงเป็นแบบอย่างแก่พสกนิกรพอเพียงฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจโลก

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา Who weekly magazine
7 ธันวาคม 2552

ทั้งภาวะเศรษฐกิจโลกที่ย่ำแย่ และทุพิกขภัยหลายอย่าง ยังผลให้พระมหากษัตริย์หลายประเทศทรงงดพิธีเฉลิมฉลองหรูหราฟุ่มเฟือยแล้วหันมารัดเข็มขัดเป็นแบบอย่างแห่งความพอเพียงแก่เหล่าพสกนิกร ซึ่งก็รวมทั้งกษัตริย์บรูไนที่งดพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาในปีนี้ และควีนอลิซาเบธแห่งสหราชอาณาจักรที่ทรงฉลองพระชนมายุ 83 พรรษาด้วยการเสวยพระกระยาหารค่ำกับพระราชโอรสแบบเรียบง่าย ทรงขอให้งดพิธีการสิ้นเปลืองลงให้หมด รวมทั้งลดลงแม้กระทั่งเสื้อผ้าชุดแต่งพระองค์ออกงาน พร้อมกำชับพระราชวงศ์ทรงเป็นแบบอย่างแห่งความพอเพียงเพื่อพาประเทศผ่านวิกฤตเศรษฐกิจ


สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า ประเทศบรูไน ประกาศระงับการจัดพิธีเฉลิมพระชนม์พรรษาครบรอบ 63 ชันษา ของ สุลต่านฮัสซานัล โบลเกียห์ ในปีนี้ ภายหลังเกิดสถานการณ์ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ระบาดในประเทศ โดยรัฐบาล ออกแถลงการณ์ว่า ทางการจะจัดเพียงพิธีสวดมนต์หมู่เท่านั้น

ทั้งนี้ บรูไนต้องเผชิญกับสถานการณ์ไข้หวัดใหญ่คร่าชีวิตชาวบรูไนเป็นรายแรกของ ประเทศ เป็นเด็กหญิงวัย 12 ปี ขณะที่ประเทศมีผู้ติดเชื้อเป็นจำนวน 120 ราย

เมื่อปีที่แล้วซึ่งเป็นวาระครบรอบ62ชันษา แม้ว่าจะเป็นประเทศร่ำรวยจากการขายน้ำมัน และแม้ว่าจะอยู่ในวาระเฉลิมพระชนมพรรษา อันเป็นวาระสำคัญของประเทศ ที่ปกครองด้วยระบอบราชาธิปไตย แต่ทางการบรูไนก็ได้เน้นย้ำกำชับให้คนในประเทศช่วยกันประหยัดไฟฟ้าในภาวะน้ำมันแพง โดยที่สุลต่านบรูไนได้ปฏิบัติพระองค์เป็นแบบอย่างให้พสกนิกรได้เจริญตามเบื้องพระยุคลบาท ด้วยการให้สำนักนายกรัฐมนตรีออกประกาศให้ทราบโดยทั่วกันว่า การเปิดไฟประดับประดาเฉลิมพระเกียรตินั้นจะทำได้ตั้งแต่เวลา19.30ถึง24.00น.เท่านั้น

ก่อนถึงวาระเฉลิมพระชนมพรรษาในปีที่แล้ว นิตยสารWHO MAGAZINEพาดหัวขึ้นปกว่า สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งบรูไน"รัดเข็มขัด"ฉลอง62พรรษา เคอร์ฟิวไฟแค่กลางคืนเท่านั้น

WHOรายงานข่าวว่า พสกนิกรชาวบรูไนต่างร่วมใจกันเฉลิมฉลองอย่างพอเพียงตามพระราโชบาย ในวาระอันเป็นมิ่งมหามงคลของ องค์สุลต่านฮัจญี ฮัสซานัล โบลเกียห์ มูอิซซัดดิน วัดเดาเลาห์ สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งบรูไน

ทว่าในปีที่แล้วราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกทะยานขึ้นไปเกือบ150ดอลลาร์/บาร์เรล ประเทศที่เป็นมหาเศรษฐีโลกจากการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงก็ยังเล็งเห็นถึงความประหยัดพลังงานไฟฟ้าในยุคน้ำมันแพง ทางสำนักนายกรัฐมนตรีบรูไน จึงได้ออกประกาศให้ทราบโดยทั่วกันว่า การเปิดไฟเพื่อประดับประดาเมืองและฉลองวาระสำคัญนี้ จะทำได้ตั้งแต่เวลา 19.30 น. จนถึง 24.00 น.เท่านั้น จากนั้นก็ต้องปิดไฟเพื่อประหยัดไฟฟ้าให้กับประเทศ

สมเด็จพระจักรพรรดิญี่ปุ่นทรงห่วงพสกนิกรเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจ

ส่วนสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโต แห่งญี่ปุ่น ซึ่งจะครบรอบพระราชสมภพ 76 พรรษาในวันที่ 23 ธันวาคมนี้ เมื่อปีกลายก็เกือบต้องงดพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา เพราะมีปัญหาทางพระพลานามัย อย่างไรก็ดีทรงหายพระประชวรทันงานที่องค์กรธุรกิจชาวญี่ปุ่นจัดขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติ

พระองค์ทรงมีพระราชกระแสดำรัสในตอนหนึ่งต่อพสกนิกรที่เข้าเฝ้าถวายพระพรราว50,000คนในงานเฉลิมพระชนมพรรษาเมื่อปีที่แล้วว่า"ข้าพเจ้าวิตกว่าพสกนิกรชาวญี่ปุ่นจะเผชิญความยากลำบากต่อภาวะเศรษฐกิจโลกที่ย่ำแย่อยู่ในเวลานี้ แต่ข้าพเจ้าหวังว่าวิกฤตการณ์จะผ่านพ้นไปได้"

ควีนอลิซาเบธลดความหรูหราฟุ่มเฟือย-สอนพระญาติเป็นแบบอย่างพอเพียงแก่พสก

สถานการณ์เศรษฐกิจที่ฝืดเคืองของปีนี้ซึ่งหนักจนเป็นวิกฤตในบางประเทศนั้น สร้างความเดือดร้อนให้กับทุกผู้ทุกนามอย่างแท้จริง เพราะมิเพียงชาวบ้านหรือประชาชนตาดำๆ เท่านั้นที่ต้องรัดเข็มขัดประหยัดค่าใช้จ่าย หากยังสะเทือนไปถึงราชบัลบังก์ของเจ้าผู้ปกครองประเทศราชวงศ์ทั้งหลายด้วย

สื่อมวลชนอังกฤษรายงานว่า ในมหาวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 83 ชันษา ของสมเด็จพระราชินีอลิซาเบธเมื่อวันที่ 21 เมษายนที่ผ่านมานี้ พระองค์เพียงแต่เสด็จไปเสวยพระกระยาหารค่ำในวังของเจ้าชายเอ็ดเวิร์ด พระราชโอรสแบบไม่เป็นทางการ เพื่อแสดงถึงพระราชประสงค์ให้เห็นว่าไม่มีมีพระราชประสงค์จัดงานเฉลิมพระชนมพรรษาแบบหรูหราฟุ่มเฟือยในช่วงที่ประเทศเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจรุมเร้า

หนังสือพิมพ์เดอะซันรายงานว่า ไม่ต้องพระราชประสงค์ที่จะให้จัดงานเฉลิมพระชนมพรรษาอย่างเป็นทางการด้วยความหรูหราฟุ่มเฟือย แต่ให้เป็นไปด้วยความเรียบง่าย"พระองค์ท่านทรงตระหนักดีที่จะทรงหลีกเลี่ยงการสร้างความผิดหวังให้แก่พสกนิกรในห้วงเวลาที่ยากลำบากอย่างตอนนี้"และนี่ไม่ใช่หนแรกที่ทรงเป็นแบบอย่างในการรัดเข็มขัด เมื่อปีกลายได้ทรงห้ามพระราชวงศ์อย่าทำตัวหรูหราฟุ่มเฟือยในภาวะเศรษฐกิจถดถอย รวมทั้งมีพระราชกระแสดำรัสสั่งเจ้าชายวิลเลี่ยม กับเจ้าชายแฮร์รี่ให้ทรงหยุดเที่ยวกลางคืนเสีย

หากไม่เชื่อ และคิดว่าไม่จริงที่เจ้านายผู้ทรงนั่งอยู่บนกองศฤงคาร แถมยังมีรัฐบาลถวายการดูแล ทำนุบำรุงเพื่อทรงไว้ซึ่งพระเกียรติยศ ก็ดูตัวอย่างพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธ ที่ 2 แห่งอังกฤษ เนื่องในวันเปิดสภาฯอังกฤษ เมื่อไม่เดือนก่อนที่ผ่านมา


สมเด็จพระราชินีทรงฉลองพระองค์ชุดใหญ่ทั้งผ้าคลุม และพระมหามงกุฎ ทรงเครื่องประดับสมพระเกียรติ ตรัสถึงภาวะเศรษฐกิจที่ตึงตัวอย่างยิ่ง ทำให้ผู้คนใกล้ชิดต้องออกมาตีความและผ่องถ่ายความในพระทัยของควีนกันอย่างเอาจริงเอาจัง อาทิ เรื่องที่ลือกันมานานแล้วว่าทรงไม่ปลื้มนักกับการที่ เคท มิดเดิลตัน แฟนสาวของพระนัดดาวิลเลียมนั้นไม่มีการงานทำเป็นเรื่องราว ดูจะเป็นการล่องลอยใช้เงินไปวัน ๆ อย่างไม่มีสำนึกรับผิดชอบ ทั้งนี้ไม่เว้นแต่เรื่องเที่ยวเตร่ฟุ่มเฟือยเพื่อความสำราญยามค่่ำของ 2 รัชทายาทอันดับ 3-4 เจ้าชายวิลเลียม-แฮร์รี


“ส่วนพระองค์ก็ไม่ได้ชื่นชอบความหรูหราฟู่ฟ่าสักเท่าไหร่ ทรงไม่โปรดที่จะสปอยล์ลูกหลาน เพราะทรงไม่ชอบการอบรมเลี้ยงดูในรูปแบบเช่นนั้น”
ผู้ใกล้ชิดราชสำนักคนหนึ่งกล่าว


ควีนยังแสดงให้เห็นด้วยว่า ทรงลดละแม้กระทั่งค่าใช้จ่ายส่วนพระองค์ อย่างการเดินทางไปเยือนสโลวาเกียและสโลเวเนียเมื่อไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้ ฉลองพระองค์ชุดต่างๆ ที่ทรงสวมล้วนแต่เป็นเสื้อผ้าชุดเดิมที่เคยสวมใส่ออกงานแล้ว ทั้งๆ ที่ธรรมเนียมเดิมของเจ้าอังกฤษที่รบรากับแฟชันกูรูและคอลัมนิสต์ปากจัดทั้งหลายจะไม่ออกงานในเสื้อผ้าชุดเดิม นอกจากนี้พระสวามี-เจ้าชายฟิลลิปก็ทรงร่วมสนองนโยบายอันน่ารักนี้ โดยเลือกที่จะยังทรงกางเกงขายาวที่ซื้อมาตั้งแต่เมื่อ 30 ปีก่อนไปออกงานสำคัญต่างๆ โดยไม่ตัดชุดใหม่


แว่วมาว่าสมเด็จพระราชินีอลิซเบธ เพิ่งเรียกระดมพลลูกหลานที่ใกล้ชิดทั้งหลายเพื่อชี้แจงและร้องขอความร่วมมือในนโยบายรัดเข็มขัดกระเป๋าทองคำฝังเพชรของตระกูลวินด์เซอร์ให้ทราบโดยทั่วกัน เพราะแม้จะยิ่งศักดิ์อัครสมบัติเพียงใด แต่ถ้าไม่ยี่หระสนใจกระแสความผันผวนของเศรษฐกิจโลกเลยก็อาจจะต้องเป็นคนร้องไห้เสียงดังเป็นคนสุดท้ายก็เป็นได้

๒๕๕๒...เปลี่ยนศักราช-เปลี่ยนประวัติศาสตร์ไทย

ที่มา Thai E-News


โดย จักรภพ เพ็ญแข
ที่มา คอลัมน์ “ผมเป็นข้าราษฎร” หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์วิวาทะ Thai Red News ปีที่ 1 ฉบับที่ 27
7 ธันวาคม 2552

ใครรู้สึกสับสนว่าการเมืองไทยจะเดินไปในทิศทางใด สงบสันติหรือจะเกิดอลหม่านรุนแรง

กลไกเดิมๆ ที่ช่วยระงับวิกฤติการณ์มาแล้วหลายครั้งหลายหนจะยังได้ผลอยู่หรือไม่ ...

ขอได้โปรดรู้ว่าท่านมิได้สับสนอยู่คนเดียวในราชอาณาจักรแห่งนี้ คนอีกหกสิบกว่าล้านก็สับสนเช่นเดียวกับท่าน รวมทั้งคนอีกสองสามคนที่ท่านอาจนึกว่าเขามีอำนาจมากกว่าท่านในการชี้นำประเทศนี้ด้วย

ครับ ท่านอ่านไม่ผิดหรอก แม้แต่บุคคลที่ใครๆ นึกว่าเป็น “หัวหน้าขั้วอำนาจ” ของแต่ละฝั่งก็ไม่รู้จะเดินต่อไปอย่างไร จึงจะไม่ขุดหลุมฝังตัวเองให้ลึกยิ่งกว่าเดิม

จนต้องถึงคราวของ “ปฏิบัติการแหวกวงล้อม”


เมืองไทยปัจจุบันแบ่งออกเป็น ๒ ขั้วคือ ขั้วเผด็จการอำมาตยาธิปไตย กับ ขั้วประชาธิปไตย

ขั้วเผด็จการอำมาตยาธิปไตย ประกอบด้วย
๑) เหล่าศักดินาและข้าทาสบริวารผู้ได้รับประโยชน์จากระบอบศักดินา
๒) ขุนนางข้าราชการ (ทหาร ตุลาการ และพลเรือน) ขุนนางธุรกิจ ขุนนางนักวิชาการ ขุนนางสื่อมวลชน ขุนนาง NGOs ที่เรารวมเรียกว่าฝ่ายอำมาตย์
๓) มหาอำนาจนอกประเทศไทยที่มีข้อตกลงร่วมผลประโยชน์กับฝ่ายศักดินาไทย



ขั้วประชาธิปไตย ประกอบด้วย
๑) ประชาชนรากหญ้า
๒) ประชาชนที่สร้างฐานะด้วยตัวเอง (ไม่มีมรดกหรือชาติตระกูลเป็นตัวช่วย)
๓) พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พรรคเพื่อไทย นปช.แดงทั้งแผ่นดิน และเครือข่าย (ผู้ต้องการการเลือกตั้ง)
๔) ประชาชนปฏิวัติ (ผู้ต้องการการเปลี่ยนแปลงในระดับโครงสร้างการเมือง)
๕) มหาอำนาจและประเทศต่างๆ ที่ปรารถนาจะร่วมมือกับประเทศไทยหลังความเปลี่ยนแปลง


ปัญหาเกิดจากขั้วทั้งสองต่างก็วิตกจริต กลัวถูกทำลายจากอีกฝ่ายหนึ่ง

ขั้วเผด็จการอำมาตยาธิปไตยเชื่อมั่นว่าระบอบทักษิณมีตัวตนจริง พร้อมพรั่งทั้งอำนาจ เงิน แผน และการบริหารจัดการ ถ้าปล่อยให้โงหัวได้อาจทำให้ผู้กุมอำนาจเดิมถดถอยอย่างหนักจนอาจล่มสลาย หรืออย่างเบาะๆ ก็ต้องเผชิญเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้าง

กลุ่มนี้พยายามจะเขียนฉาก “สุดท้าย” ของฝ่ายประชาธิปไตยที่นำโดยคุณทักษิณ แต่ความคิดยังแตกต่างกันมาก บางคนให้ไล่เด็ดหัวคุณทักษิณและคณะด้วยอำนาจตุลาการ และอำนาจขององค์กรอิสระไปเรื่อยๆ

บางคนแนะให้ฆ่าคุณทักษิณทิ้งเสีย เหมือนสิ่งที่ท่านผู้หญิงที่เป็น ม.ร.ว. ด้วยคนหนึ่งเคยปรารภกับนายทหารระดับพลตรี (ขณะนี้เป็นพลโท) ว่า “ฆ่าคนที่อังกฤษทิ้งเสียคนเดียว ปัญหาก็จบหมด” ตั้งแต่สมัยที่ยังไม่ได้วิ่งเต้นให้อังกฤษยกเลิกวีซ่า

ฝ่ายนี้เชื่อว่าเวลาของตนเหลือน้อยลงทุกขณะ กลัวว่าถ้ากำจัดทักษิณไม่ทันยมทูต อาจจะฉิบหายกันได้ทั้งบาง เพราะฉะนั้นหากไม่ทันเข้าจริงๆ การรัฐประหารก็จะถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมืออีกครั้ง โดยเอาพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาขึ้นมานำ และเตะพลเอกอนุพงศ์ เผ่าจินดาขึ้นข้างบน เพราะยังเข็ดเขี้ยวกับความอ่อนด้อยสมัย คมช. อยู่

ถ้าคราวนี้ทำ ก็ต้องทำกองทัพบกให้เป็น hardcore ด้วย ทำใต้ดินให้รุนแรงชนิดเลือดนอง แต่บนดินเรียบร้อยราบรื่นเหมือนไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

ฝ่ายอำมาตย์ส่วนที่ยอมรับว่า คุณทักษิณมีอำนาจมวลชนขนาดหักกันไม่ลง ก็แนะให้เปิดเจรจากัน คืนเงินเจ็ดหมื่นกว่าล้านให้เขาและ (อดีต) ภรรยาไปทั้งหมด หรือหักไว้เสียสองหมื่นคืนให้ห้าหมื่น เพื่อแลกกับการถอนตัวจากการเมืองโดยเด็ดขาด พูดง่ายๆ ว่าให้คุณทักษิณเลิกสู้ จนทุกอย่างกลับสู่สมดุลเดิม หากคุณทักษิณละเมิดข้อตกลงก็จะเรียก hardcore เข้ามาจัดการในภายหลัง

แต่ฝ่ายนี้ก็ยังสับสนอยู่ว่าจะยอมให้คุณทักษิณกลับมามีอำนาจผ่านการเลือกตั้งหรือไม่ เพราะไม่รู้ว่าจะถูกล้างบางจนฝ่ายอำมาตย์อ่อนกำลังลงไปหรือเปล่า เผด็จการอำมาตย์จึงยังขัดขืนที่จะให้อภิสิทธิ์ยุบสภาและประกาศการเลือกตั้งใหม่ ฝ่ายเสื้อแดงที่ทำท่าฮือฮาว่าจะผลักดันการเลือกตั้งให้จงได้ จู่ๆ ก็ประกาศเลื่อนการชุมนุมอย่างกะทันหันด้วยเหตุผลที่เกี่ยวกับการถวายพระพร จนเกิดสงสัยกันไม่น้อยในหมู่คนเสื้อแดง

ทีนี้พูดถึงฝ่ายประชาธิปไตยบ้าง

ครอบครัวและที่ปรึกษาใกล้ตัวของคุณทักษิณเชื่อมั่นว่า ขบวนการประชาธิปไตยจะอ่อนล้า จึงมุ่งมั่นที่จะเลือกตั้งและคว้าเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรให้ได้ อย่างน้อยเพื่อสร้างอำนาจต่อรองบ้าง หากโชคดีไปกว่านั้น บ้านเมืองเกิดกลับตาลปัตรขึ้นมาพอดี รัฐบาลเพื่อไทยในวงล้อมของอำมาตย์อาจกลายเป็นรัฐบาลตัวจริงขึ้นมาได้อย่างไม่คาดฝัน

ตัวคุณทักษิณก้าวหน้าทางความคิดไปกว่านั้น ในขณะที่ปล่อยตัวไหลตามน้ำไปบ้างก็มีสติระลึกรู้อยู่ว่าจะต้องเริ่มว่ายน้ำสวนทางหรือเปลี่ยนทิศ อยู่ที่ว่าเมื่อไหร่และโดยเครื่องมือใดเท่านั้น

ฝ่ายประชาชนเริ่มเข้าใจว่าเป้าหมายเดิมๆ ที่แกนนำประกาศไว้ คงไปไม่ถึงดวงดาว แต่ในขณะที่ทุกอย่างยังรวนเรไม่ชัดเจนอยู่ ให้ทำอะไรก็ยังทำ และเอาอกเอาใจกันไว้อย่างคนเห็นใจกัน น่าชื่นชมที่ฝ่ายประชาชนเป็นฝ่ายนำตัวจริง จึงไม่ต้องห่วงว่าการนำที่ล้าหลังจะทำให้มวลชนล้าหลังไปด้วย เพราะมวลชนเดียวกันนี้แหละที่จะกลายเป็นมวลชนที่ก้าวหน้าเมื่อได้เวลาอุดมมงคลฤกษ์ ขณะนี้ไม่ต้องขัดคอกัน ไม่ต้องดิ้นรนกระวนกระวาย และไม่ต้องขอร้องให้แกนนำทุกคนเข้าใจในสถานการณ์

มวลชนเสื้อแดงเรียกร้องต้องการประชาธิปไตยที่มากกว่าเงินเจ็ดหมื่นกว่าล้าน มากกว่ารัฐบาลที่ตั้งไปให้เขาโค่นทิ้ง รู้ดีว่าต้องทำอะไรมากกว่ากราบกรานขอร้อง หรือชุมนุมกันไว้ก่อน

ความทรงจำในวันหาบหามฎีกากันอย่างเท่ เอาเสียงคนหลายล้านคนไปขอความเป็นธรรมยังแจ่มชัดอยู่

คนระดับนำด้วยกันย่อมเข้าใจว่า หมดระยะเมื่อไหร่ก็ให้กลับบ้านไปอย่างเงียบๆ อยากเป็น ส.ส. หรือรัฐมนตรี หรือประธานพรรคสาขาภาคไหน ก็ตกรางวัลให้แก่กันในความเหนื่อยยากและในความกล้าหาญอย่างสมควร

ส่วนประชาคมระหว่างประเทศนั้น มีความเข้าใจฝ่ายประชาธิปไตยของไทย และเหนื่อยหน่ายกับพฤติกรรมของอำมาตย์ไทยมากขึ้นเรื่อยๆ ประเทศไทยในมือของอำมาตย์มีความแปลกประหลาด (bizarre) เอาตัวเองเป็นความถูกต้อง (self-righteous) และใช้สองมาตรฐาน (double standard)

ความหลงยุคของเผด็จการอำมาตยาธิปไตยในเมืองไทยทำให้เขาลำบากใจยิ่ง ไม่เฉพาะในกรณีกัมพูชา ลาว เมียนมาร์ที่แสดงออกอย่างชัดเจน และมาเลเซีย บรูไน ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซียที่แสดงออกอย่างเบาะๆ ประเทศอย่างสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปก็เริ่มมองหาวิธีการจะแสดงออกอย่างเหมาะสมเช่นกัน

การเมืองไทยก็ไม่ได้สลับซับซ้อนอะไรเลย เหลือกันอยู่แค่สองขั้วนี้เท่านั้นล่ะครับ

ไม่น่าเชื่อว่าเกิดมาชาติหนึ่งจะได้เห็นอะไรดีๆ และทันใจเช่นนี้เลย.


-------------------------------

TPNews (Thai People News): ข่าวสารสำหรับผู้รักประชาธิปไตย เที่ยงตรง แม่นยำ ส่งตรงถึงมือถือทุกวัน สมัครวันนี้ ใช้ฟรี 14 วัน พิมพ์ PN ส่งมาที่เบอร์ 4552146 ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน (เฉพาะ DTAC 30 บาท/เดือน) Call center: 084-4566794-6 (จ.- ศ. 9.30-17.30 น.)

Sunday, December 6, 2009

วิกฤตศรัทธาในวันนี้ เป็นวิกฤตของอำมาตย์ ไม่ใช่ของมวลมหาประชาชน

ที่มา Thai E-News

โดย คุณ bugbunny
ที่มา เวบบอร์ด ประชาไท
ภาพโดย คุณ GAG Las Vegas
6 ธันวาคม 2552

ถึงวันนี้แล้ว เราจะเห็นได้ชัดว่า ระบอบอมาตยาธิปไตยที่กดขี่ครอบคลุมสังคมไทยมานานหลายร้อยปีนั้น ไม่เคยเจอวิกฤตในระดับนี้มาก่อนเลย และคนไทยส่วนใหญ่ ก็ไมไ่ด้หลงใหลกับคำหลอกลวงที่ว่า เราอยู่ในสังคมที่เป็นสุข ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว อยู่เย็นเป็นสุขกันดีแล้ว ไม่ควรเรียกร้องอะไรมากนัก พวกที่ลุกขึ้นมาเรียกร้องความเป็นธรรมเหล่านั้น เป็นเพียงพวกผีบุญหรือคนขายชาติ ไม่ใช่ประชาชนทั่วไปหรอก

อำมาตย์รุ่นเก่ากับรุ่นใหม่ เคยขัดแย้งกันรุนแรง จนทำให้เกิดการอภิวัฒน์ 2475 ขึ้น เพราะอำมาตย์รุ่นใหม่เห็นว่า สังคมในยุคนั้นตกต่ำ ไม่สามารถก้าวทันโลกได้ ก็เพราะอำมาตย์รุ่นเก่าและเชื้อพระวงศ์ ยึดครองอำนาจและโภคทรัพย์เอาไว้ แต่การลุกขึ้นสู้ก็ยังคงอยู่ในแวดวงของผู้มียศถาบรรดาศักดิ์ ทหารหนุ่ม ฯลฯ ที่เห็นโลกมากกว่าพวกที่จมอยู่กับความสุขในประเทศ

คนหนุ่มนั้น มักมองสังคมส่วนรวมเป็นสิ่งสำคัญยิ่งกว่าผลประโยชน์ส่วนตัว คนหนุ่มสาวทุกคนนั้น มักมีแนวความคิดเช่นนี้ ทำให้เกิด 14 ตุลา และพฤษภาประชาธรรมขึ้น

ต่อมา อำมาตย์ที่ครองประเทศนั้นพบว่า แม้จะพยายามสกัดกั้นด้วยความรุนแรงและการทำร้ายฆ่าฟัน แต่สังคมส่วนรวมไม่เอาด้วย ก็ต้องถอยออกไปดูสถานการณ์ และใช้วิธีหลอกลวงด้วยการส่งคนและกลุ่มที่พวกตนจัดตั้งขึ้นอย่างพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาดูแลแทน การโค่นล้มรัฐบาลของพลเอกชวลิตเมื่อสิบกว่าปีก่อนนั้น เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน เพราะหากมองแนวความคิดแล้ว เขามีแนวทางที่เน้นประโยชน์มหาชน

แต่วันนี้มันต่างออกไป เพราะความต้องการเปลี่ยนแปลงสังคมให้เอื้อประโยชน์กับคนส่วนใหญ่นั้น กระจายไปทั่วในหมู่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศไปแล้ว อาการช่างมันเถอะ ไม่ใช่เรื่องของเรา หรือเราก็แค่ไพร่ จะไปยุ่งอะไรกับเรื่องเจ้านายเขา หายไป และคนจำนวนมากที่สุดในชนชั้นล่างที่สุด พากันเข้าร่วมในขบวนการเปลี่ยนแปลงสังคม

วิกฤตศรัทธาในวันนี้ จึงเป็นวิกฤตของอำมาตย์ ไม่ใช่วิกฤตของมหาประชาชน ยิ่งถ้าโยงเข้ามาดูยุทธวิธีรูปธรรมในการต่อสู้ของพวกอำมาตย์แล้ว เราจะเห็นการตามหลังประชาชนอยู่ก้าวหนึ่งตลอดเวลา เช่น เมื่อเขาพบว่า สื่อสารมวลชนที่เสรีเกินไป เป็นปัญหากับเขา ก็เข้ายึดสื่อสารมวลชน ผลที่ได้กลายเป็นว่า ประชาชนปฏิเสธสื่อ หันมาเชื่อถืออินเตอร์เนท ก็ส่งสมุนเข้ามาพยายามยึดหรือป่วนให้เกิดความอ่อนล้าเบื่อหน่าย อย่างที่กำลังพยายามทำอยู่ในประชาไทและพันทิป แต่ไม่ดูว่า ชุมชนอินเตอร์เนทนั้น คือชนชั้นกลางที่มีเสรีนิยมทางความคิด การใช้วิธีการและคำพูดถ่อยสถุลอย่างที่ทำอยู่ ไม่สามารถเปลี่ยนความคิดได้ จนบางทีทำให้ชาวชุมชนเนทเองรู้สึกกันว่า พวกที่รับจ้างมานั้น อาจจะเนียนและหักหลังคนจ้างเอาก็ได้ เพราะวิธีที่ใช้ พวกนี้ก็รู้ดีว่า ไม่ได้ผลเปลี่ยนแปลงความคิดคนในชุมชนเนทได้แต่ประการใด

สิ่งที่กำลังตามภาคประชาชนอีกก้าวหนึ่ง ก็คือการเข้าสู่รากหญ้า พลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในการเปลี่ยนแปลงสังคม เขาใช้การระดมคน การจ้าง การข่มขู่ เพื่อแสดงให้เห็นว่า ประชาชนรากหญ้าเป็นพวกเขา แต่ผลก็คือ ช่วยให้รถตู้และรถบัสงานชุกขึ้นเท่านั้น โดยไม่ได้จำนวนประชาชนตามที่ตั้งเป้า ผู้ปฏิบัติงานของเขาเองก็รับรู้ดีว่า การรับงานสีแดงกับสีอื่นนั้น จำนวนต่างกันมาก เพราะวันนี้ ชาวบ้านมีเงื่อนไขมากขึ้น ไม่ใช่ อบต. กำนันผู้ใหญ่บ้านสั่ง ก็ทำตามอย่างเมื่อก่อน นี่คือการกระจายความคิดทางการเมืองแบบกว้าง พวกเขาไม่ได้เจียมตัวว่า เป็นแค่ไพร่ทาส ต้องทำตามคำสั่งการเกณฑ์แรงงานเท่านั้น อย่างที่เคยเป็นในสมัยก่อนแต่ประการใด คนไปเกณฑ์ชาวบ้านรู้ดี อำมาตย์ใหญ่ถามได้

ไม่เคยปรากฏในเมืองไทยมาก่อนเลยว่า คนส่วนใหญ่จะลุกขึ้นสู้มากถึงขนาดนี้ และไม่เคยปรากฏเช่นกันว่า แม้อำมาตย์จะเอาประเด็นไหนมาสู้ ก็ไร้ผล อย่างที่เห็นและเป็นอยู่ขณะนี้ นี่ทำให้เราเห็นชัดว่า

“ถ้าบอกว่าเมืองไทยวันนี้วิกฤต ก็เป็นวิกฤตของอำมาตย์ไม่ใช่ของประชาชน”


จดหมายจากคุณยายUSA:ด.ช.กษิตจอมเฮี้ยว

ที่มา Thai E-News


โดย คุณยายศรีลัดดา คาลิฟอร์เนีย,USA
6 ธันวาคม 2552

คืนวันก่อน ยายนอนหลับแล้วก็ฝันพิลึกขึ้นมาเรื่องหนึ่ง (แหม่!คุณยายคนนี้ก็เป็นคนช่างฝันเป็นตุเป็นตะเชียวแหละ)

ต่อไปนี้เป็นความฝันของยายนะ...ยายฝันว่าตัวเองได้เป็นครูใหญ่โรงเรียนชายล้วนแห่งหนึ่ง มาวันหนึ่งคุณครูประจำชั้นก็ส่งเด็กนักเรียนมาที่ห้องพักครูใหญ่เพื่อให้ยายจัดการลงโทษ เจ้าเด็กคนนี้ชื่อเด็กชายกษิต...


หมอนี่เป็นคนตัวโตแล้วก็สูงทีเดียวสำหรับเด็กวัยนี้ พอเห็นหน้าเด็กชายกษิตเข้ายายก็รู้สึกแปลกใจเหลือเกิน

"เด็กชายกษิต มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกับหนูหละฮึ? ดูซิขอบตาเขียวปั๊ดมาเลย แล้วรู้สึกฟันก็จะหักไป2ซี่ด้วย!"กษิตไม่ยอมตอบเอาแต่เงียบ ยามรักษาความปลอดภัยของโรงเรียนก็เลยโพล่งขึ้นว่า"ก็เด็กชายกษิตแกไปมีเรื่องชกต่อยกับเด็กชายฮุนเซ็น เด็กที่มาจากเขมรหนะสิครับครูใหญ่"

ยายก็ไม่อยากเชื่อที่ยามบอกหรอกนะ เพราะนายฮุนเซ็นนั่นมันตัวเล็กเปี๊ยกกว่านายกษิตแยะเลย ยายก็เลยบอกกษิตว่า ไหนบอกเรื่องราวทั้งหมดมาให้ครูใหญ่ฟังซิมันเป็นยังไงมายังไง ถึงได้มีเรื่องถึงขั้นชกต่อยกัน.. กษิตก็เลยเล่าว่า พอดีเห็นฮุนเซ็นกำลังเล่นอยู่กับเด็กคนหนึ่ง ซึ่งผมไม่ชอบเลย ก็เลยบอกฮุนเซ็นไปว่า อย่าไปเล่นกับมันนะไอ้เด็กนั่น

ฮุนเซ็นก็เลยบอกกษิตว่า ก็ทักษิณเด็กที่เราเล่นด้วยมันเป็นเพื่อนของเรานี่นา แล้วมันเรื่องอะไรของนายหละกษิตถึงได้เที่ยวมาเจ้ากี้เจ้าการกับเราไม่เข้าเรื่องอย่างนี้ แค่นั้นแหละก็เกิดการชกต่อยกันขึ้น เด็กชายกษิตบอกว่าไอ้ฮุนเซ็นนี่ต้องเจอคาราเต้สั่งสอนซักยก เผื่อเลือดหัวออกแล้วจะได้สำนึก แต่ผลลัพธ์กลับกลายเป็นว่ากษิตซะเองที่โดนฮุนเซ็นซัดเสียน่วม หัวเหอบวมปูดตาเขียวปั้ดฟันหักไปซะ2ซี่

ต่อมายายเองได้มองลอดผ่านช่องหน้าต่างห้องพักครูใหญ่ไป ก็แลเห็นพวกเด็กๆวิ่งเล่นกันอยู่ในสนาม แต่กษิตนี่แกชอบเดินกร่างไปทั่วทำตัวยังกับคาวบอยเท็กซัสยังไงยังงั้นเลย แล้วก็เที่ยวระรานอันธพาลใส่เด็กอื่นไปทั่ว ก็เลยเป็นเด็กที่ไม่ค่อยจะมีเพื่อน

เด็กทั่วๆไปก็มักหลบนายกษิตเพราะไม่อยากมีเรื่องมีราวด้วย ยายก็จนใจไม่รู้จะใช้ไม้นวมยังไงกับเด็กคนนี้ต่อไป เลยเห็นแต่ว่าวิธีเดียวที่จะจัดการกับเด็กเกเรพรรค์นี้ก็คงจะมีแต่บอกพ่อแม่ผู้ปกครองให้พาแกย้ายไปเรียนที่อื่นซะ ในฐานะเป็นครูใหญ่ยายก็มีความจำเป็นที่จะต้องรักษาชื่อเสียงและมาตรฐานของโรงเรียนเอาไว้ แม้แต่เด็กเกเรอันธพาลคนอื่นๆก็คงไม่มีข้อยกเว้นเหมือนกัน

ยายก็เลยบอกพ่อแม่ผู้ปกครองของเด็กชายกษิตไปตามตรงว่า เด็กชายกษิตโดนไล่ออกจากโรงเรียนมีผลตอนนี้เลย!.. พอถึงตอนนี้ยายก็สะดุ้งตื่นมาพอดี คุณๆผู้อ่านก็รออ่านความฝันของยายในตอนต่อไปนะจ๊ะ

สวัสดีจ้ะ จากคุณยายศรีลัดดา คาลิฟอร์เนีย,สหรัฐอเมริกา

เกี่ยวกับคุณยายศรีลัดดา คาลิฟอร์เนีย


คุณยาย ขณะนี้อายุ 86 ปี อยู่อาศัยในแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา

สมัยยังสาวๆเคยทำงานด้านการบินที่กรุงเทพฯเป็นเวลา 21 ปี ก่อนจะย้ายมาอยู่ในสหรัฐฯในปีพ.ศ.2515 จนปัจจุบันร่วมๆ37ปีแล้ว

สมัยอยู่เมืองไทยครอบครัวของคุณยายเป็นชาวพรรคประชาธิปัตย์ ถึงขนาดสมาชิกในครอบครัวเคยลงสมัครส.ส.ของพรรคเก่าแก่นี้ ในช่วงที่ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ยังเป็นผู้นำพรรคอยู่ แต่เวลานี้คุณยายบอกว่าน่าเศร้าใจและผิดหวังกับพรรคประชาธิปัตย์ ช่างน่าละอายใจกับพรรคที่เคยมีเกียรติคุณชื่อเสียงกลับมามีพฤติกรรมฉ้อฉลในตอนนี้

ปัจจุบันนี้คุณยายอาศัยอยู่ในคอนโดมิเนียมกับแมวตัวหนึ่งชื่อจัสมิน(ชื่อไทยๆว่า"ดอกมะลิ") แต่ไม่รู้สึกเหงาเลย เพราะเมื่อ 2 ปีก่อนได้หัดใช้อินเตอร์เน็ต แล้วก็ใช้อินเตอร์เน็ตติดตามข้อมูลข่าวสารทางเมืองไทยได้คล่อง ตอนนี้คุณยายดีใจมากเลยที่ได้ท่องอินเตอร์เน็ตท่องโลก

ตอนนี้อินเตอร์เน็ตก็ทำให้คุณยายสามารถคุยกับลูกสาวและสามีของเธอที่อาศัยอยู่ในฝรั่งเศส หลานๆในเยอรมนี และเพื่อนๆในอเมริกาได้สบาย แน่นอนว่ารวมถึงข้อมูลข่าวสารทางเมืองไทยด้วย

*************
ต้นฉบับภาษาอังกฤษที่คุณยายเขียน

I had another dream last night..[yes this grandma dreams a lot].

This my dream.....I was a school principal of a school for boys.One day a teacher sent a boy to my office for discipline.His name was Kasit.

He was a big and tall boy for his age.I was surprise when I saw his face.

"Kasit what happened to you?You have a black eye split lips and looks like your're missing 2 teeth! Kasit kept quiet but the security guard said to me.."he had a fight with Hunsen, the kid from Cambodia"

I could not beleive it because Hunsen was a lot smaller than Kasit,I told Kasit to tell me the whole story how they got into a fight.Well, Kasit said he saw Hunsen playing with anotherkid that he did'nt like so he told Hunsen to stop playing with that kid.

Hunsen said Taksin was his freind so Kasit had no business telling him so ,then the fight started.Kasit said Hunsen must have had Karate lessons to be able to beat him up badly.

Well, I had been watching the kids playing in the playground from one of my office windows. Kasit always walked around like a cowboy from Texas, bullying other kids around.He did not have many freinds.

Most kids avoided him.The only way to deal with him was to tell his parents to put him in another school.As the principal, I had to maintain our school reputation and standard, Bullying other kids was unacceptable.

I told his parents frankly that Kasit was dismissed from this school immediately. That was the end of my dream.Now, you will have to wait what my dream would be about next time.

Sawasdee ka.Khun Yai.


**************

ประชาสัมพันธ์ด่วนถึงพี่น้องไทยในUSA

แดงไทยในอเมริกา (Red in USA) ขอเชิญร่วมงาน "เพื่อนร่วมร้อง พี่น้องร่วมสนุก" สนทนาประชาธิปไตยโดยสส.สมชาย สส.ปาริชาติ ท่านจำนงพิธีกรคู่หูท่านอดิศร เป็นครั้งแรกที่เชื่อมต่อวีดีโอลิ้งค์ท่านนายกทักษิณ...โต้ตอบเห็นหน้ากันจะจะว่าท่านทำอะไรอยู่ที่ไหน..

ชมเทปลำตัดล้อการเมืองพ่อวีระ-แม่ดารุณี.. โฟนอินคุณวีระ มุกสิกพงศ์..

ฟังนักรบประชาธิปไตยสายแอลเอขึ้นเวทีแลกหมัดชกกันตรงๆและร่วมร้องเพลงของคนเสื้อแดง "ศึก..ลั่นกลองรบ" โดยพิธีกรดังไฉไล พราวตา ฟาโรห์ ในวันอาทิตย์ที่ 6 ธันวาคมนี้ที่ไทยแลนด์พลาซ่า(ซื้อตั๋วหน้างาน)..เมืองลอสแอนเจลิส...ตั้งแต่เที่ยงวันจนถึงสองทุ่ม...

มีเสียงตอบรับจากแดงฟลอริด้า.นิวยอร์ค และ Up North... ว่าจะเดินทางมาร่วมงานให้สนั่นลั่นเวทีแอลเอ....งานนี้แดงไม่เกรงอกเกรงใจกันละคร้าบบบบ...

"สุเทพ เทือกสุบรรณ" ถึงเวลารับงานหนัก

ที่มา มติชน

คอลัมน์ โครงร่างตำนานคน

โดย การ์ตอง




แม้จะยืนยันเสียงแข็งทั้ง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้จัดการรัฐบาล ว่าจะยังไม่มีการปรับ ครม. แต่กรอบเวลาของการยืนยันอยู่แค่ในเดือนธันวาคม ทำให้มีการประเมินกันว่า ไม่น่าจะเกินเดือนมกราคมปีหน้าโฉม ครม.จะต้องเปลี่ยน

สาเหตุต้องปรับนั้นมีมากมายจนสาธยายไม่จบ แต่ประเด็นใหญ่อยู่ที่ความหนักใจของผู้หลักผู้ใหญ่หลายคนในพรรคประชาธิปัตย์ที่เห็นรัฐมนตรีชุดนี้สร้างผลงานไม่เป็นที่ประทับใจ หากขืนปล่อยไว้จะก่อกระแสความเบื่อหน่ายของประชาชนอันจะมีผลต่อการเลือกตั้งครั้งหน้า

เมื่อรวมกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่ว่าจะเป็น ดร.ไตรรงค์ สุวรรณคีรี จะต้องมาเป็นรองนายกรัฐมนตรีแทนนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ หรือกรณีหมอพฤฒิชัย ดำรงค์รัตน์ ที่ต้องหลุดจากรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เพราะ กกต.ตัดสินว่ามีความผิดฐานถือหุ้นในธุรกิจเกิน 5 เปอร์เซ็นต์ และ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ยื่นความจำนงขอทิ้งเก้าอี้รองนายกรัฐมนตรี

ทำให้การปรับ ครม.เป็นเรื่องหนีไม่ออก

นั่นหมายถึงเวลาที่จะต้องใจนักประสานมืออาชีพอีกครั้ง

ตอนที่พรรคประชาธิปัตย์เข้ามาเป็นแกนนำจัดตั้งรั้ฐบาล "สุเทพ เทือกสุบรรณ" เป็นผู้ทำหน้าที่นี้ การดึงพรรคการเมืองต่างๆ เข้ามาร่วมสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ไม่ใช่เรื่องง่ายแล้ว ดูเหมือนว่าการเคลียร์โควต้าในพรรคประชาธิปัตย์เองเป็นเรื่องที่ยุ่งยากมากกว่า โดยจะเห็นได้ว่าหลังจากรายชื่อคณะรัฐมนตรีออกมาในครั้งนั้น ตัวละครที่ออกมาเคลื่อนไหวแสดงความน้อยเนื้อต่ำใจเป็น ส.ส.จากพรรคประชาธิปัตย์เกือบทั้งสิ้น

ครั้งนั้น "สุเทพ" เคลียร์ได้ถือว่าแน่แล้ว แต่ครั้งนี้มีเงื่อนไขที่ยากยิ่งกว่า

ครั้งนั้น เป็นความพยายามของหลายฝ่ายที่ช่วยกันทำให้ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะเชื่อว่าเป็นหนทางที่จะทำให้ประเทศพ้นจากความวุ่นวายทางการเมือง พรรคการเมืองต่างๆ ถูกล็อบบี้จากผู้มีอำนาจและบารมีให้กลับหลังมายืนอยู่ข้างประชาธิปัตย์ ขณะที่ในพรรคประชาธิปัตย์เองคำขอร้องของ "ผู้จัดการรัฐบาล" ว่าจะต้องยอมเสียสละบางอย่างเพื่อให้ได้เป็นรัฐบาลก่อน เพราะถึงอย่างไรก็เป็นพรรคที่มีเสียงในสภาน้อยกว่าพรรคเพื่อไทย

เป็นรัฐบาลที่ตั้งขึ้นมาด้วยทุกคนรู้สึกถึงภาวะจำยอม และได้รับการส่งเสริมจากหลายคนหลายฝ่ายที่มีบทบาทในการกำหนดทิศทางของประเทศ

แต่วันนี้ไม่ใช่วันนั้นอีกแล้ว ท่าทีผู้นำแบบ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ทำให้ผู้มีบารมีหลายคนส่ายตัว ขณะที่ "สุเทพ เทือกสุบรรณ" ถูกกดดันให้ต้องถอยออกมายืนอยู่ในจุดที่พูดอะไรไม่ได้มาก

แรงสนับสนุนประชาธิปัตย์จากภายนอกถดถอยลงไปมาก ทำให้ความเกรงอกเกรงใจของพรรคร่วมรัฐบาลลดน้อยลงไปด้วย เมื่อผสมกับความไม่พอใจที่รัฐมนตรีของพรรคถูกกดดันจาก "ทีมงานของอภิสิทธิ์" ทำให้พรรคร่วมรัฐบาลตั้งท่าที่จะต่อรองแบบมีเงื่อนไขมากขึ้นกับประชาธิปัตย์

ขณะเดียวกัน ภายในพรรคประชาธิปัตย์เอง เริ่มจะมีการก่อกระแสเรียกร้องเก้าอี้กันเสียงดังและกว้างขวางขึ้น

แม้อาจบางทีจะเป็นที่รับรู้กันอยู่ว่า เป็นแค่การเรียกราคาเพื่อผลตอบแทน แต่นั่นก็หมายถึงต้องมีค่าใช้จ่าย

ในสถานการณ์เช่นนี้ คนที่จะจัดการได้จะต้องเป็นนักต่อรอง และแบ่งสรรผลประโยชน์ตัวยงจึงจะเอาอยู่

กวาดตาไปในพรรคประชาธิปัตย์ คนจะเล่นเรื่องนี้อย่างรู้เข้าใจเกม และกล้าที่จะเล่น มีเพียง สุเทพ เทือกสุบรรณ" เท่านั้น

เป็น "สุเทพ" ที่ก่อนหน้านั้นผู้มีอำนาจภายในพรรค ทำเหมือนไม่เห็นคุณค่า

ผ่าตัดรัฐบาล ชี้ชะตาอภิสิทธิ์

ที่มา ข่าวสด



กระแสปรับครม.ที่ปะทุขึ้นมาในช่วงรัฐบาลกำลังจะอายุครบ 1 ปี

แม้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และผู้จัดการรัฐบาลนายสุเทพ เทือกสุบรรณ พยายามจะตัดไฟแต่ต้นลมแต่ก็ทำท่าว่าจะคุมไม่อยู่

ในส่วนพรรคร่วมรัฐบาล 4-5 พรรคถึงจะมีความเคลื่อนไหวในเรื่องนี้อยู่บ้าง

แต่ก็ไม่หนักหน่วงเมื่อเทียบกับแรงกดดันภายในพรรคประชาธิปัตย์เองที่พุ่งเข้าใส่นายอภิสิทธิ์

เสียงเรียกร้องของส.ส.ประชาธิปัตย์ที่ต้องการให้ปรับเปลี่ยนรัฐมนตรีบางตำแหน่ง ดังขึ้นมาเป็นระลอกตั้งแต่รัฐบาลบริหารประเทศครบ 6 เดือน

หรือในช่วงพรรคประชาธิปัตย์ขัดแย้งกันเองอย่างหนัก จากปัญหาการแต่งตั้งผบ.ตร. จนนายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ ต้องตัดสินใจทิ้งเก้าอี้เลขาธิการนายกฯ

ครั้งนั้น นายอภิสิทธิ์แก้ปัญหาอย่างรวบรัด จำกัดขอบเขตอยู่แค่การโยกนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ จากรองนายกฯ มาเป็นเลขาธิการนายกฯ แทนนายนิพนธ์ แล้วดึงนายไตรรงค์ สุวรรณคีรี เข้ามาเสียบเป็นรองนายกฯ ฝ่ายเศรษฐกิจ

ถึงจะยังไม่มีผลในทางปฏิบัติ แต่ก็สามารถยับยั้งแรงกระเพื่อมจากคลื่นใต้น้ำในพรรคให้สงบลงได้ชั่วคราว พร้อมกันนั้น นายอภิสิทธิ์ ยังทิ้งทุ่นไว้ว่า

จะตรวจสมุดการบ้านรัฐมนตรีทุกคนเมื่อทำงานครบ 1 ปี

มีสัญญาณบางอย่างบ่งบอกความเป็นไปได้ว่าการปรับ ครม. น่าจะเกิดขึ้นในระยะเวลาอันไม่ใกล้ไม่ไกลจากนี้

สัญญาณดังกล่าวไม่ได้มาจากผลสำรวจของสำนักวิจัยหลายสถาบัน ที่พบว่ารัฐบาลสอบตกผลงานหลายเรื่องโดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาขัดแย้งทางการเมือง และด้านความสัมพันธ์กับกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน

หรือผลงานด้านแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่ถึงจะสอบผ่านแต่ก็ได้คะแนนแค่คาบเส้น

แต่มาจากแรงกดดันของส.ส.พรรคประชาธิปัตย์บางกลุ่มบางก้อน ที่ส่งตัวแทนออกมาให้สัมภาษณ์ทวงสัญญาเรียกร้องให้มีการผ่าตัดโฉมหน้าครม.ครั้งใหญ่

ในเบื้องต้นมีการพุ่งเป้าไปยังกระทรวงพาณิชย์ คมนาคม และมหาดไทยในความดูแลของพรรคร่วมรัฐบาล โดยอ้างว่าชาวบ้านไม่ค่อยปลื้มผลงาน รวมทั้งพฤติกรรมไม่โปร่งใส

ลงท้ายกลับวกมาลงที่รัฐมนตรีในพรรคเดียวกันว่ามีหลายคนที่ส.ส.พากัน"ยี้"

ไม่ได้ระบุชื่อเสียงเรียงนามลงไปตรงๆ แต่เมื่อประมวลจากข่าว"บัญชีดำ"ที่เล็ดลอดออกมาก่อนหน้านี้

ที่มีชื่อติดกลุ่มอย่างเช่น นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว.ศึกษาธิการ นายวิทยา แก้วภราดัย รมว.สาธารณสุข คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมว.วิทยาศาสตร์ฯ นายอิสสระ สมชัย รมว.การพัฒนาสังคมฯ

นอกจากนี้ยังมีชื่อ นายวีรชัย วีระเมธีกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯ นายถาวร เสนเนียม รมช.มหาดไทย นายอลงกรณ์ พลบุตร รมช.พาณิชย์

แม้แต่นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกฯ ที่ว่าเป็นมือขวาของนายอภิสิทธิ์ ก็ยังมีชื่อติดอยู่ในโผ

ขณะที่ในมุมต่อต้านภายนอก นายกษิต ภิรมย์ รมว.การต่างประเทศ ดูเหมือนเป็นเป้าใหญ่กว่าใครเพื่อน เพราะถูกมองว่าคือต้นตอปัญหาขัดแย้งทั้งในประเทศ และกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา

เช่นเดียวกับ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง และพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม ที่เป็นเป้าหมายของกลุ่มพันธมิตรฯ และพรรคการเมืองใหม่

เมื่อมองจากตรงนี้แล้ว แค่ประชาธิปัตย์พรรคเดียว

ก็ยากที่การปรับครม.ครั้งนี้จะไม่เกิดความปั่นป่วนวุ่นวายตามมา

ความเป็นไปได้ในการปรับครม. ต้องนับรวมไปถึงกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือกกต. มีมติส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้น.พ. พฤฒิชัย ดำรงรัตน์ รมช.คลัง พรรคเพื่อแผ่นดิน พ้นสภาพจากการเป็นรัฐมนตรี

เนื่องจากขาดคุณสมบัติจากการถือหุ้นบริษัทเกินร้อยละ 5 ซึ่งเป็นคิวต่อจากนายมานิต นพอมรบดี รมช. สาธารณสุข จากพรรคภูมิใจไทย ที่โดนกกต.เชือดนำร่องไปก่อนหน้านี้ไม่นาน

ตามขั้นตอนกฎหมายยังต้องรอการชี้ขาดจากศาลรัฐธรรมนูญ แต่เสียงทวงถามเรื่องสปิริตของนักการเมืองก็ดังกระหึ่ม ซึ่งต้องจับตาดูต่อไปว่าพรรคต้นสังกัดจะถือโอกาสเฉือนนิ้วร้ายทิ้งหรือไม่

ด้านพรรคชาติไทยพัฒนา พล.ต. สนั่น ขจรประศาสน์ ประธานที่ปรึก ษาพรรค ล่าสุดได้ออกมาสนับสนุนให้มีการปรับครม. ในส่วนของพรรค

พล.ต.สนั่น เผยถึงจุดประสงค์ชัดเจนว่าพร้อมจะสละโควตาเก้าอี้รองนายกฯ เพื่อเปิดทางให้ลูกชายคือนายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ เข้ามาเสียบแทนในตำแหน่งรมช. กระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง

ความต้องการของพล.ต.สนั่น อาจเป็นการเพิ่มภาระให้กับพรรคประชาธิปัตย์ที่ต้องจัดการเกลี่ยเก้าอี้กันใหม่ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย

จากประวัติศาสตร์ของการปรับครม.

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปรับครม. ในรัฐบาลผสม ถ้าปรับน้อยเก้าอี้ ความปั่นป่วนวุ่นวายก็น้อย แต่หากปรับใหญ่ ปัญหาความปั่นป่วนวุ่นวายก็จะใหญ่ตามไปด้วย

ในจังหวะที่กลุ่มเสื้อแดงและฝ่ายค้านพรรคเพื่อไทยประกาศพักรบชั่วคราว

เพื่อออมแรงไว้สำหรับการระดมพลชุมนุมใหญ่ ตีคู่ไปกับการยื่นเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลทันทีที่เปิดสมัยประชุมสภาช่วงปลายเดือนม.ค.ปีหน้า

เชื่อมโยงกับการตัดสินคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านที่กระชั้นชิดเข้ามาทุกขณะ

เป็นเหตุให้พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จำเป็นต้องทุ่มสุดตัวในทุกด้านเพื่อเอาชนะเดิมพันก้อนใหญ่นี้ให้ได้

การต่อสู้จะดุเดือดเข้มข้นขนาดไหนเป็นเรื่องประเมินกันได้ไม่ยาก

พรรคประชาธิปัตย์ย่อมรู้ดีว่ารัฐบาลจำเป็นต้องมีความแข็งแกร่งจากภายใน

หมายถึงพรรคร่วมและพรรคแกนนำต้องสามัคคีกลมเกลียวกันให้ได้เสียก่อน ถึงจะฝ่าฟันมรสุมลูกใหญ่นี้ไปได้

การปรับครม.ที่กำลังจะมีขึ้นจึงเป็นบททดสอบฝีมือของนายอภิสิทธิ์ ว่าจะควบคุมจัดการกับปัญหาอย่างไรเพื่อให้รัฐบาลเดินหน้าต่อไปได้

โดยไม่สะดุดขาตัวเองเสียก่อน

"ทักษิณ"หลอน ความสุขคนไทยวูบ

ที่มา ไทยรัฐ

วิกฤติดูไบเพิ่มตัวเร่งเกม "ทวงขุมทรัพย์"ส่งท้ายปี

พี่น้องประชาชนทุกภาคส่วนล้วนมีความสุขและปลื้มปีติ

ที่ได้ร่วมเฉลิมฉลองวันมหามงคล เนื่องในวันเฉลิมพระ-ชนมพรรษา 5 ธันวาคม ถวายพระพรชัยมงคลแด่พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 82 พรรษา

ที่แน่ๆในห้วงบรรยากาศของการเฉลิมฉลองวันมหา-มงคล พี่น้องประชาชนเปี่ยมไปด้วยความสุขกันทั้งประเทศ

ฝ่ายต่างๆในสังคม เว้นวรรคการเผชิญหน้า ยุติการแบ่งข้าง แบ่งสี แบ่งฝ่าย

หันมารวมใจเป็นหนึ่งเดียวเพื่อแสดงความจงรักภักดี

ที่สำคัญ การที่แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงออกมาประกาศเลื่อนการชุมนุมใหญ่ขับไล่รัฐบาล ออกไปโดยไม่มีกำหนด จาก เดิมที่จะนัดรวมพลกันตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน ถึง 2 ธันวาคม



ทำให้สังคมคลายความตึงเครียดลงไปได้เยอะ

เพราะประชาชนส่วนใหญ่ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ ความวุ่นวายในห้วงที่คาบเกี่ยวกับการจัดงานวันมหามงคล

ยิ่งไปกว่านั้น การที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ตัดสินใจยอมถอย

ไม่ไปร่วมประชุมหอการค้าทั่วประเทศ ที่จังหวัดเชียงใหม่ ท่ามกลางเสียงขู่ก่อม็อบต่อต้านขับไล่ของคนเสื้อแดงกลุ่มรักเชียงใหม่ 51

ก็ช่วยทำให้บรรยากาศในการจัดงานฉลองวันมหามงคล ผ่อนคลาย ปลอดโปร่ง

ลดปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้เกิดเหตุการณ์เผชิญหน้าโดยไม่จำเป็น

หนุนส่งให้การจัดงานเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม ทุกจังหวัดทั่วประเทศดำเนินไปด้วยความราบรื่น

ในขณะที่พี่น้องประชาชนคนไทยที่ได้ร่วมถวายพระพร ชัยมงคล และร่วมกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ล้วนมีความสุข และปลาบปลื้มเป็นที่สุด

โดยเฉพาะเมื่อได้เห็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินออกมหาสมาคม ณ พระที่นั่งอมรินทร-วินิจฉัย พระบรมมหาราชวัง

โปรดเกล้าฯให้พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการ สมาชิกสภาฯ เฝ้าฯถวายพระพรชัยมงคล

เหนืออื่นใดภายใต้ความสุขในห้วงวันมหามงคล ทุกคนอยากให้บรรยากาศแห่งความสุขดำเนินต่อเนื่องไปจนถึงปลายปี

เพราะอีกเพียงแค่ 3 สัปดาห์ ก็จะเข้าสู่ช่วงฉลองเทศกาลคริสต์มาส และต่อด้วยเทศกาลฉลองส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่

จึงอยากให้เดือนนี้ทั้งเดือน เป็นเดือนแห่งความสุข เฉลิมฉลองสนุกสนานกันอย่างเต็มที่

เพราะในห้วงตลอดปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เจอแต่เหตุ-การณ์ความวุ่นวายสารพัด เผชิญแต่เรื่องร้ายๆ

สร้างความเครียด ความกังวลใจ ไม่ได้หยุดหย่อน

มาถึงช่วงนี้ ช่วงเดือนสุดท้ายของปี ก็อยากที่จะสัมผัสกับบรรยากาศดีๆ ที่ทำให้มีความสุขใจ มีกำลังใจ สดชื่นรื่นเริงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่

แต่ในสภาพแห่งความเป็นจริงของสภาวการณ์ทางการเมืองและสังคม ที่เต็มไปด้วยการแบ่งขั้ว แบ่งฝ่าย แบ่งสี แบ่งข้าง

แตกแยกทางความคิดอย่างรุนแรง แต่ละขั้ว แต่ละฝ่าย พร้อมเปิดศึกเผชิญหน้า ต่อสู้ทุกรูปแบบ เพื่อช่วงชิงอำนาจ

เงื่อนปมความขัดแย้งตรงนี้ จึงเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ความสุขของคนไทยต้องถูกตัดตอน เหลือเพียงความสุขแค่ช่วงสั้นๆ

ไม่เป็นไปอย่างที่คนไทยส่วนใหญ่คาดหวัง อยากจะเห็นบรรยากาศแห่งความสุขต่อเนื่องยาวตลอดเดือนธันวาคมไปจนถึงสิ้นปี

ล่าสุด เริ่มมีสัญญาณออกมาแล้วว่า ความสุขของคนไทย กำลังจะถูกลดทอน

เมื่อแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่ง ชาติ (นปช.) ประกาศนัดชุมนุมคนเสื้อแดง ที่บริเวณอนุสาวรีย์ประ-ชาธิปไตยในวันที่ 10 ธันวาคม เพื่อจัดงานวันรัฐธรรมนูญ

แม้มีเสียงยืนยันจากแกนนำว่า การชุมนุมครั้งนี้ไม่ถือเป็นการชุมนุมใหญ่ เป็นเพียงแค่ต้องการแสดงเจตนารมณ์

ต่อต้านเผด็จการ ตามหาประชาธิปไตย

วางโปรแกรมจัดงานตั้งแต่เที่ยงวันถึงเที่ยงคืนแล้วสลายตัว

ส่วนการชุมนุมใหญ่ขับไล่รัฐบาลจะมีการหารือกันระหว่างแกนนำอีกครั้ง โดยคาดว่าจะมีการเคลื่อนไหวหลังพ้นช่วงกลางเดือนธันวาคมไปแล้ว

ตอกย้ำ ปลายปีนี้รุกหนักแน่

แน่นอน ในการจัดงานวันรัฐธรรมนูญ 10 ธันวาคมนี้ แม้แกนนำคนเสื้อแดงเน้นย้ำว่าเป็นการชุมนุมโดยสงบ ไม่มีการเคลื่อนไหวดาวกระจาย

แต่ในความรู้สึกของผู้คนก็อดหวั่นระแวงไม่ได้ว่าจะมีเหตุรุนแรงเกิดขึ้นหรือไม่ เพราะอาจมีมือที่สามฉวยโอกาสสร้างสถานการณ์

เหนืออื่นใด หลายฝ่ายมองว่าเป็นช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสมในการเคลื่อนไหวใดๆทางการเมือง เพราะยังอยู่ในห้วงจัดงานฉลองวันมหามงคล

ยิ่งไปกว่านั้น การที่มีข่าวหลุดออกมาว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง รายงานต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี

โดยมีการประเมินว่าอาจมีการก่อความรุนแรงในช่วงปลายปี

ก็ยิ่งทำให้ผู้คนหวาดผวา นึกถึงภาพเหตุการณ์ลอบวางระเบิดป่วนเมืองหลายจุดในกรุงเทพมหานคร ในวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ เมื่อคืนวันที่ 31 ธันวาคม 2549

ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ทำลายบรรยากาศฉลองปีใหม่ ทำลายความสุขของคนไทยทั้งประเทศ

หนักกว่านั้นคือ การที่ "เสธ.แดง" พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ออกมาปูดประเด็นร้อนๆ อ้างจะมีทหารพรานเข้าร่วมรบกับกลุ่มคนเสื้อแดง และพร้อมใช้อาวุธลุยกับทหารที่ออกมาเคลื่อนไหว

จุดพลุสงครามกลางเมือง

ทำลายบรรยากาศดีๆ ทำลายความสุขของประชาชน ซ้ำเข้าไปอีก

อย่างไรก็ตาม ในห้วงบรรยากาศงานฉลองวันมหามงคล ฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย ก็ได้ออกมาประกาศเชิญชวนรัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์พักรบการเมืองชั่วคราวไปจนถึงสิ้นปี

รอให้ถึงต้นปีหน้า ค่อยมาต่อสู้กันใหม่ตามระบอบประชา–ธิปไตย

แน่นอน ถ้าพูดถึงการต่อสู้ในระบบ ก็คงหนีไม่พ้นการต่อสู้ในเวทีสภาฯ เมื่อช่วงนี้เป็นช่วงที่สภาฯปิดสมัยประชุม

การเล่นเกมในเวทีสภาฯก็ต้องพักไปโดยปริยายอยู่แล้ว รอต้นปีหน้าเปิดสมัยประชุมรัฐสภาสมัยสามัญทั่วไป ค่อยกลับมาลุยกันใหม่

ด้วยการยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลอย่างแน่นอน

แต่สำหรับการพักรบเล่นเกมนอกสภาฯ จะเชื่อได้หรือไม่ แค่ไหน เป็นเรื่องที่ต้องติดตามรอพิสูจน์กันต่อไป

เพราะอย่างที่รู้ๆกัน การเคลื่อนไหวของแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง และแกนนำในพรรคเพื่อไทย ล้วนผูกติดอยู่กับคนที่ชื่อ

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

ต่างฝ่ายต่างรับคำสั่งจากคนคนเดียวกันคือ นายใหญ่

แต่การเคลื่อนไหวบางห้วงบางตอนกลับเดินไปคนละทาง พรรคเพื่อไทยประกาศพักรบ แต่แกนนำเสื้อแดงขยับลุย

ฉะนั้น ยังเชื่อใจได้ลำบาก

ขณะเดียวกัน แผนใช้ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเขมรกดดันไทย ก็ยังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด นายกฯ ฮุน เซน ถึงขั้นประกาศโต้งๆ

ถ้า "อภิสิทธิ์" ยังเป็นนายกฯ เขมรก็ไม่มีความสุข

จากสถานการณ์การประกาศเปิดเกมรุกครั้งใหญ่ของกลุ่มคนเสื้อแดงตั้งแต่กลางเดือนธันวาคมไปจนถึงปลายปี

รวมทั้งการขยับเปิดศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลของพรรคเพื่อไทยที่จะเกิดขึ้นในช่วงต้นปีหน้า

ขย่มกันทั้งในและนอกสภา

ทำให้เกิดคำถามว่า ทำไมความเคลื่อนไหวจึงมาประดังกันเข้ามาในช่วงปลายปีต่อเนื่องไปถึงปีใหม่

เรื่องนี้ตอบไม่ยาก เพราะเป็นเรื่องเดิมๆ เหตุเก่าๆ นั่นก็คือ

"วิกฤติทักษิณ" ที่ยืดเยื้อยาวนาน

และก็อย่างที่รู้กัน "ทักษิณ" ตั้งฐานบัญชาการที่เมืองดูไบ เดินเกมทุกอย่างโดยมียุทธศาสตร์ใหญ่ คือ

ต้องการกลับเมืองไทยโดยไม่ต้องติดคุกในคดีอาญา และทวงขุมทรัพย์ 76,000 ล้านบาท ที่ถูกอายัดไว้คืน

แน่นอน การเข้าไปตั้งฐานอยู่ที่ดูไบ ก็ต้องเข้าไปลงทุนในธุรกิจต่างๆ

ล่าสุด กลุ่มบริษัทดูไบ เวิลด์ ประสบภาวะวิกฤติการเงินอย่างรุนแรง ปรากฏการณ์นี้ย่อมกระทบไปถึงฐานทุนของ "ทักษิณ"

จุดนี้จึงเป็นตัวเร่งเป้าหมายยุทธศาสตร์ ทวงขุมทรัพย์ในเมืองไทยที่ถูกอายัดไว้

ขณะเดียวกัน คดียึดทรัพย์ 76,000 ล้านบาท ก็กำลังงวดเข้ามาทุกที คาดว่าไม่เกินเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า ผลลัพธ์ ก็จะออกมา

ด้วยเหตุนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ จึงต้องเร่งเดินเกมสุดชีวิตในช่วงปลายปีถึงต้นปีหน้า เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรอง ทวงขุมทรัพย์คืน

ถึงขั้นพร้อมแบ่งปันเดิมพัน แบบครึ่งต่อครึ่ง

ฉะนั้น บรรดาแนวร่วมเดินเกมยุทธศาสตร์ทวงขุมทรัพย์ ครั้งนี้ ต้องมีเยอะแน่

ทั้งประเภทที่ออกมาเคลื่อนไหวแบบเปิดเผย และขับเคลื่อนเดินเกมใต้ดิน

เพราะอำนาจเงินไม่เข้าใครออกใคร

เหนืออื่นใด การเร่งเกมครั้งนี้อาจส่งผลข้างเคียง

ทำให้บรรยากาศความสุขของคนไทยในช่วงปลายปีนี้ วูบลงไป.

"ทีมการเมือง"

'ตู่'อ้างเสื้อแดงชุมนุม10ธ.ค.เพื่อถวายพระพรในหลวงและรำลึกวันรัฐธรรมนูญ

ที่มา ประชาไท

จตุพร พรหมพันธ์ยืนยันชุมนุม 10 ธ.ค. ทักษิณเตรียมโฟนอินเพื่อนำเสื้อแดงจุดเทียนถวายพระพรพระเจ้าอยู่หัว เนื้อหาปราศรัยเน้นรำลึกรัฐธรรมนูญไม่ขับไล่อภิสิทธิ์ ใครขวางเสื้อแดงชุมนุมแสดงว่าไม่ควรเกิดมาเป็นคนไทย และไม่รู้จักรัฐธรรมนูญ ด้านพร้อมพงศ์แจงเหตุถอนประกันตัวศิวรักษ์ ทำตามคำแนะนำทนายใหม่ ช่วยลดขั้นตอนการไต่สวนจะได้ใช้เวลาตัดสินคดี 8 ธ.ค. ครั้งเดียว

‘ตู่’ อ้างชุมนุม 10 ธ.ค. เพื่อถวายพระพรในหลวงและรำลึกวันรัฐธรรมนูญ
วานนี้ (5 ธ.ค.) นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทยและแกนนำคนเสื้อแดง กล่าวถึงการชุมนุมในวันที่ 10 ธ.ค. นี้ว่า จะเริ่มชุมนุมโดยตั้งเวทีตั้งแต่เที่ยงวันยันเที่ยงคืนของวันที่ 10 ธ.ค. โดย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะวีดีโอลิงค์จากต่างประเทศมายังเวทีชุมนุมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยในช่วงค่ำ เพื่อเป็นผู้นำคนเสื้อแดงร่วมจุดเทียนถวายพระพรแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ จากนั้นจะนำคนเสื้อแดงร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีและเพลงสดุดีมหาราชา สำหรับหัวข้อในการปราศรัยจะยังไม่ขับไล่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เพราะวาระในวันดังกล่าวจะเน้นรำลึกถึงรัฐธรรมนูญฉบับแรก ที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัฐกาลที่ 7 พระราชทานแก่ประชาชนชาวไทย ทั้งนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ จะมีการอภิปรายเรื่องรัฐธรรมนูญตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 รวมถึงประเด็นเรื่องรัฐธรรมนูญทั้ง 18 ฉบับ โดยเฉพาะ รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 และ 2550
เมื่อถามถึงความเหมาะสมในการชุมนุมระหว่างเดือนที่มีการเฉลิมฉลองวันพ่อแห่งชาติ นายจตุพร กล่าวว่า ถ้าใครคิดว่าการที่คนเสื้อแดงจัดงานถวายพระพรแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแล้วเป็นเรื่องไม่เหมาะสม คนนั้นก็ไม่ควรเกิดเป็นคนไทย เพราะพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าแผ่นดินของคนไทยทั้ง 63 ล้านคน ไม่ใช่เฉพาะของรัฐบาลเท่านั้น หากใครจะขัดขวางการชุมนุมของคนเสื้อแดง ก็แสดงว่าไม่รู้จักรัฐธรรมนูญเพราะคนเสื้อแดงใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญในการชุมนุม
พร้อมพงศ์แจงเหตุถอนประกันตัวศิวรักษ์ ช่วยลดขั้นตอนในการไต่สวน
ขณะที่นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีนายเสงี่ยม บุญจันทร์ เลขาธิการสภาทนายความแห่งประเทศไทย ระบุว่าการยกเลิกขอประกันตัวนายศิวรักษ์ ชุติพงษ์ วิศวกรที่ถูกกัมพูชาควบคุมตัว ไม่ได้ทำให้กระบวนการพิจารณาของศาลเร็วขึ้นแต่อย่างใด โดยนายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า การถอนประกันตัวนายศิวรักษ์ เพื่อรอฟังการพิจารณาของศาลกัมพูชาในวันที่ 8 ธ.ค.นั้น เป็นการตัดสินใจของนางสิมารักษ์ ณ นครพนม มารดาของนายศิวรักษ์ โดยเป็นไปตามคำแนะนำของนายเขียว สัมโบ ทนายความคนใหม่ ที่ตั้งขึ้นแทนนายเกา โสภา ทนายความที่กระทรวงการต่างประเทศจัดหาให้
ทั้งนี้ ตนทราบจากนางสิมารักษ์ ว่า นายเขียว ได้ให้คำแนะนำระบุว่าหากถอนประกันจะเป็นการช่วยลดความยุ่งยากในขั้นตอนการไต่สวนของศาลกัมพูชาลง เพราะไม่ต้องใช้เวลาไต่สวนเพื่อจะอนุญาตให้ประกันตัวหรือไม่และจะได้ใช้เวลาสำหรับการพิจารณาในวันที่ 8 ธ.ค.ครั้งเดียว ซึ่งตนเห็นว่า ข้อแนะนำดังกล่าวเป็นการแนะนำโดยทนายความผู้เชี่ยวชาญกฎหมายกัมพูชา ซึ่งก็น่าจะรู้กฎหมายกัมพูชาดีกว่านักกฎหมายของไทยที่รู้เพียงกฎหมายไทย ไม่สามารถระบุได้ว่ารายละเอียดกฎหมายกัมพูชาเป็นอย่างไร อีกทั้งคดีนี้ เป็นคดีที่อยู่ภายใต้กระบวนการยุติธรรมของกัมพูชานักกฎหมายกัมพูชา ย่อมรู้มากกว่านักกฎหมายไทย ซึ่งข้อแนะนำดังกล่าวมารดาและหัวหน้าของนายศิวรักษ์ในบริษัทที่ทำงานในกัมพูชาก็ยอมรับได้

"จตุพร"ยังไม่ถอย ยันเดินหน้าชุมนุม "แม้ว"ทวิตเผยเตรียมนำเสื้อแดงจุดเทียนชัยถวายพระพร10ธ.ค.นี้

ที่มา มติชน

"แม้ว"ทวิตถวายพระพร เตรียมนำเสื้อแดงจุดเทียนชัยถวายพระพร10ธ.ค. โอดเป็นคนรักสันติแต่สังคมขาดความเป็นธรรม "จตุพร"เมินทบทวนชุมนุม เผยเสื้อแดงจะสนองพระราชดำรัสในหลวง แต่ถูก"อีแอบ"อ้างสถาบัน"ป้ายสี ก.แรงงานปัดขน"ต่างด้าว"สร้างสถานการณ์


"แม้ว"ทวิตถวายพระพร"ในหลวง"


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ทวิตข้อความผ่านเว็บล็อก Twitter.com เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวามหาราช ว่า วันนี้วันที่ 5 ธันวาคม "ผมขอกราบเชิญชวนทุกท่านร่วมตั้งจิตอธิษฐานเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวขอพระองค์จงทรงพระเจริญ มีพระพลานามัยแข็งแรง มีพระชนมายุยิ่งยืนนานสถิตย์เป็นร่มโพธิ์ทอง ของพสกนิกรชาวไทยไปตราบนานแสนนาน ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พร้อมครอบครัว และพี่น้องคนไทยที่ข้าพระพุทธเจ้าเคารพรักทุกท่าน"


พ.ต.ท.ทักษิณทวิตอีกว่า "สวัสดีวันพ่อครับ ขอให้ทุกครอบครัวมีความสุขครับไม่ว่าจะมีพ่ออยู่ด้วยหรือไม่อยู่ด้วยก็ตาม ขอให้ลูกๆ ทุกคนในทุกครอบครัวได้เข้าใจพ่อมากๆ พ่อเป็นผู้ชายอาจไม่มีเวลาและไม่ค่อยพูดแต่พ่อทุกคนรักลูกและรักแบบรับผิดชอบ คือต้องทำหน้าที่หัวหน้าครอบครัวต้องทำมาหาเลี้ยงลูกๆ เพียงแต่ได้รับความรัก และความเคารพจากลูกๆ ในฐานะพ่อ พ่อก็มีความสุขหายเหนื่อยมีพลังที่จะสู้ต่อไปโดยไม่สนใจว่าหนทางจะยาวไกลเท่าไรเพราะมันคือความรับผิดชอบของคนเป็นพ่อ"

10ธ.ค.นำ"เสื้อแดง"จุดเทียนถวายพระพร


พ.ต.ท.ทักษิณยังระบุว่า ได้รับการประสานจากการแกนนำคนเสื้อแดงให้นำจุดเทียนชัยและร้องเพลงถวายพระพร ในการชุมนุมของคนเสื้อแดงเพื่อทวงคืนรัฐธรรมนูญปี 2540 ในวันที่ 10 ธันวาคมนี้


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บุคคลภายใต้ชื่อ "CyberSurvey" ทวิตถึง พ.ต.ท.ทักษิณโดยระบุว่า "วันนี้@Thaksinliveมันพร่ามอะไรนักหนา ทำชั่วช้าต่อบ้านเมืองแล้วยังมีหน้ามาสอนคนอื่นอีก Go to hell Now!!!" ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณได้ทวิตตอบโต้ทันที ว่า "วันนี้วันดีอย่าเครียดนะครับเดี๋ยวเส้นโลหิตในสมองแตก แทนที่จะได้เลี้ยงดูลูก กลับจะเป็นภาระให้ลูกต้องมาเลี้ยงดู"


ลั่นสังคมขาดความเป็นธรรม


นอกจากนี้ ยังตอบปริศนาธรรมที่มีบุคคลทวิตว่า "สิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ตัวกู-ของกู ต้นเหตุแห่งทุกข์" โดย พ.ต.ท.ทักษิณตอบว่า "การเรียนรู้ธรรมะต้องเข้าใจในปรัชญาไม่ใช่เป็นนักท่องจำแล้วนำไปปฏิบัติแบบที่ท่องมา เหมือนเรียนหนังสือท่องจำเก่งก็ผ่าน ต้องเข้าใจเหตุผล ผมก็ชอบท่านพระพุทธทาส ท่านใช้หลักธรรมชาติ ท่านบอกว่าธรรมคือธรรมชาติและท่านเอาหลักธรรมะมาศึกษาเปรียบเทียบกับธรรมชาติรอบตัวเราครับ สังคมใดไร้ซึ่งความเป็นธรรมสังคมนั้นย่อมขาดความสันติ ฝ่ายหนึ่งทำผิดก็ถูกอีกฝ่ายหนึ่งทำถูกก็ผิด โดยอำนาจนอกระบบบังคับอำนาจในระบบให้เอียง ผมเป็นคนรักสันติที่สุด และหวังเป็นอย่างยิ่งที่สังคมไทยจะกลับมาเหมือนเดิม"


"จตุพร"ยันหากรบ.ป้ายสีม็อบยืดเยื้อ


นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ในฐานะแกนนำคนเสื้อแดง ยังย้ำจุดยืนการชุมนุมของคนเสื้อแดงในวันที่ 10 ธันวาคม และจบลงตามกำหนดการเดิมคือ ในเวลา 24.00 น. แต่ถ้ารัฐบาลไม่ยุติสร้างสถานการณ์เพื่อใส่ร้ายก็จะชุมนุมยืดเยื้อแน่นอน โดยนายจตุพรให้สัมภาษณ์ยืนยันจุดยืนการชุมนุม เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม ว่า การชุมนุมวันที่ 10 ธันวาคมจะจบลงตามกำหนดการเดิมที่วางไว้คือในเวลา 24.00 น. หากรัฐบาลไม่ป้ายสีเรื่องคนต่างด้าวเข้าร่วมชุมนุม


"ซึ่งตำรวจในซีกของคนเสื้อแดงแจ้งข่าวมาว่า รัฐบาลจะใช้โอกาสที่ผู้ประกอบการยังไม่นำแรงงานต่างด้าวไปขึ้นทะเบียนที่แรงงานจังหวัดเป็นข้อต่อรองกับผู้ประกอบการ เพื่อรวบรวมให้ครบตามจำนวนที่ตั้งเป้าไว้ 5,000 คน เพื่อสร้างสถานการณ์ให้ป้ายสีว่าคนเสื้อแดงไม่มีความจงรักภักดี หากไม่ได้รับความร่วมมือจากผู้ประกอบการ เจ้าหน้าที่รัฐก็จะไล่จับแรงงานเถื่อนเหล่านั้น ฉะนั้น ผมพูดครั้งนี้ถือเป็นการดักคอรัฐบาล โดยเฉพาะนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง" นายจตุพรกล่าว และว่า หากรัฐบาลยังไม่ยุติความคิดที่เลวร้ายเช่นนี้ คนเสื้อแดงจะชุมนุมยืดเยื้ออย่างแน่นอน


เมินทบทวนการชุมนุม


นายจตุพรกล่าวถึงกรณีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำรัสตอนหนึ่งว่า "ขอให้ความสุขความสวัสดีของข้าพเจ้าจะเกิดได้ก็ด้วยบ้านเมืองของเรามีความเจริญมั่นคงเป็นปกติสุข" ว่า คนเสื้อแดงจะสนองพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะมีก็แต่พวกอีแอบที่แอบอ้างสถาบันมาเป็นเครื่องมือทำลายพวกตนตามที่เคยวิพากษ์กัน ทั้งนี้เห็นว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ควรที่จะน้อมนำพระราชดำรัสก่อนเพื่อน เพื่อที่จะเลิกพฤติกรรมปากว่าตาขยิบ ไม่เช่นนั้นบ้านเมืองจะอยู่ต่อไปอย่างไร


ผู้สื่อข่าวถามว่า จากพระราชดำรัสดังกล่าวคนเสื้อแดงจะทบทวนการชุมนุมใหญ่ในวันที่ 10 ธันวาคมหรือไม่ นายจตุพรกล่าวว่า บ้านเมืองต้องเดินหน้าต่อไป วันรัฐธรรมนูญมีตั้งแต่ปี 2475 แล้ว แต่ปรากฏว่าคนที่ตั้งตัวเป็นผู้นำประชาธิปไตยจะเป็นจะตายกับวันนี้อย่างไม่มีเหตุผล นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย พระราชดำรัสของพระองค์ท่านจึงเปรียบเสมือนการเตือนสติว่าหากสังคมยังไร้ความเป็นธรรม ศาลยังดำเนินการอย่าง 2 มาตรา ฐานบ้านเมืองจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร ยิ่งถ้าฝ่ายหนึ่งยังไม่หยุดเข่นฆ่าทำลายคนเสื้อแดง


รบ.ปัดขน"ต่างด้าว"ป่วนเสื้อแดง


ด้านนายขภัช นิมมานเหมินท์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวถึงกรณีนายจตุพรออกมาระบุว่ากระทรวงแรงงานและฝ่ายความมั่นคงบีบบังคับให้เจ้าของธุรกิจประมงเกณฑ์แรงงานต่างด้าว 5,000 คนมาก่อกวนการชุมนุมในวันที่ 10 ธันวาคม แล้วโยนความผิดให้กลุ่มคนเสื้อแดง ว่า กระทรวงแรงงานและรัฐบาลไม่ทำเรื่องแบบนั้นอย่างแน่นอน นายจตุพรอ้างตัวเลขมั่วไปเรื่อย ที่ผ่านมาก็เห็นแล้วว่าเป็นคำพูดที่เชื่อถือไม่ได้ ไม่เป็นความจริงตั้งหลายครั้ง


เมื่อถามว่า ก่อนหน้านี้รัฐบาลเคยออกมาระบุว่าจะมีแรงงานต่างด้าวมาร่วมชุมนุมกับกลุ่มคนเสื้อแดง นายขภัชกล่าวว่า ครั้งนั้นเป็นข้อมูลที่ฝ่ายความมั่นคงออกมาเปิดเผย ไม่ได้มาจากกระทรวงแรงงาน แต่สถานประกอบการบางแห่งก็เป็นของกลุ่มคนเสื้อแดงไม่ใช่หรือ ทั้งนี้ ฝ่ายความมั่นคงอาจวิเคราะห์ว่าคนธรรมดาคงไม่ออกไปร่วมชุมนุมอยู่แล้ว เนื่องจากเดือนนี้เป็นเดือนมหามงคล คนไทยทุกคนไม่ทำแบบนั้นแน่


ขู่โผล่ชุมนุมโดนไล่พ้นประเทศ


เมื่อถามว่า กระทรวงแรงงานต้องจับตาดูสถานประกอบการใน จ.สมุทรสงคราม และสมุทรปราการ เป็นพิเศษหรือไม่ เพราะแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงอ้างว่าต่างด้าวมาจาก 2 จังหวัด นายขภัชกล่าวว่า เป็นเรื่องที่ฝ่ายความมั่นคงจะไปดูแล อย่างไรก็ตาม กระทรวงแรงงานคงต้องกำชับสถานประกอบการต่างๆ ที่มีแรงงานต่างด้าวทำงานอยู่ว่าแรงงานต่างด้าวไม่มีสิทธิข้ามเขตจังหวัด หากฝ่าฝืนจะถูกจับกุมแล้วส่งกลับประเทศ นอกจากนี้ ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 ยังห้ามบุคคลใดๆ ให้ที่พักพิงแรงงานต่างด้าว ดังนั้น หากมีแรงงานต่างด้าวมาร่วมชุมนุมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยจริง ทางผู้จัดงานก็ต้องรับผิดชอบ