WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, December 8, 2009

» ปฏิบัติการล้มแบงก์บีบีซี อดีตและปัจจุบันของเนวิน-สุเทพ

ที่มา thaifreenews

การสั่งปิดธนาคาร กรุงเทพฯ พาณิชย์การ หรือแบงก์บีบีซี เมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2539 คือโดมิโนตัวแรกที่ล้มลง ส่งผลต่อเนื่องให้เกิดวิกฤตการณ์การเงินครั้งร้ายแรงที่สุดของไทยในอีก 14 เดือนต่อมา และลุกลามขยายไปทั่วเอเชีย


ผู้ที่ผลัก โดมิโนตัวนี้ให้ล้มลง คือ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งนำเรื่อง การฉ้อโกงในแบงก์บีบีซีมาอภิปรายอย่างละเอียด เผยให้เห็นถึงกลโกงที่สลับซับซ้อนในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ รัฐบาลนายบรรหาร ศิลปอาชา เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2539

ข้อมูลที่นายสุ เทพแฉออกมากลางสภาฯ และมีการถ่ายทอดสดไปทั่วประเทศ สร้างความตกตะลึงให้กับประชาชนทั่วประเทศ จนมีการแห่ไปถอนเงินจากธนาคาร เพราะเป็นครั้งแรกที่มีการเปิดเผยถึงการฉ้อโกงกันอย่างมโฬารในธนาคารระดับ กลาง จนนายบรรหารต้องสั่งให้นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในขณะนั้น สั่งปิดแบงก์บีบีซี และตั้งคณะกรรมการควบคุม เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2539


การ อภิปรายของนายสุเทพ ยังมีผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ เพราะข้อมูลที่นายสุเทพเปิดเผยออกมา แสดงถึงความไม่โปร่งใสของระบบธนาคารของไทย และความไม่น่าเชื่อถือของธนาคารแห่งประเทศไทยด้วย เพราะธนาคารแห่งประเทศไทยรู้ว่าแบงก์บีบีซีมีปัญหามาตั้งแต่ปี 2535 และ ส่งคนเข้าไปควบคุมการดำเนินงาน แต่กลับปล่อยให้นายเกริกเกียรติ ชาลีจันทร์ กรรมการผู้จัดการแบงก์ และนายราเกซ สักเสนา ที่ปรึกษา สร้างความเสียหายให้ธนาคารต่อไป


นักลงทุนต่างชาติ จึงไม่แน่ใจว่ายังจะมีธนาคารอื่นๆ ที่มีพฤติกรรมเหมือนแบงก์ บีบีซี อีกหรือไม่ จึงทยอยถอนเงินลงทุนออกไปอย่างต่อเนื่อง เพราะไม่มีความมั่นใจในระบบการเงินและการกำกับดูแลของแบงก์ชาติ การไหลออกของเงินทุนต่างชาติ บวกกับการโจมตีค่าเงินบาทของนักเก็งกำไร นำไปสู่ การประกาศลอยตัวค่าเงินบาท เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2540


นาย สุเทพนำเรื่องแบงก์บีบีซีมาอภิปรายในสภาฯครั้งนั้น เพราะต้องการเล่นงานนายเนวิน ชิดชอบ ซึ่งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง และรัฐมนตรีคนอื่นๆที่สังกัด กลุ่ม 16 เป็นการแก้แค้น เอาคืน ที่ก่อนหน้านั้น 1 ปี ในเดือนพฤษภาคม 2538 นายเนวิน และกลุ่ม 16 เป็นหัวหมู่ทะลวงฟัน อภิปรายไม่ไว้วางใจ รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ กรณี สปก 4-01 โดยพุ่งเป้าไปที่นายสุเทพ ซึ่งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตร จนทำให้พรรคพลังธรรม ถอนตัวจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล นายชวน หลีกภัย ต้องประกาศ ยุบสภา เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม


หลัง การเลือกตั้งวันที่ 2 กรกฎาคม 2538 พรรคชาติไทยได้เป็นแกนนำตั้งรัฐบาล นายบรรหาร ศิลปอาชา เป็นนายกรัฐมนตรี นายเนวิน ได้เป็นรัฐมนตรีครั้งแรกในชีวิต สมาชิกกลุ่ม 16 หลายคน ได้เป็นรัฐมนตรีด้วย เช่น นายสุชาติ ตันเจริญ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายไพโรจน์ สุวรรณฉวี เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์


กลุ่ม 16 เป็นการรวมตัวกันของนักการเมืองรุ่นใหม่ ในปี 2535 ส่วนใหญ่เป็น ส.ส.พรรคชาติไทย และพรรคชาติพัฒนา เช่น นายเนวิน นายไพโรจน์ นายจำลอง ครุฑขุนทด นายสุชาติ นายธานี ยี่สาร นายวราเทพ รัตนากร นายสรอถถร กลิ่มประทุมฯลฯ โดยก่อตั้งกลุ่มขึ้นเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2535


ข้อมูล ที่นายสุเทพนำมาอภิปรายในสภาฯ ชี้ให้เห็นว่า นักการเมืองกลุ่ม 16 มีพฤติกรรม ผ่องถ่ายเงิน ออกจากแบงก์บีบีซี ร่วมกับนายเกริกเกียรติ และนายราเกซ ด้วยการตั้งบริษัทตุ๊กตา หรือบริษัทกระดาษขึ้นมาเพื่อกู้เงินจาก บีบีซี โดยสร้างหลักทรัพย์เทียม คือ นำที่ดินรกร้าง หรือที่ดินในต่างจังหวัดที่ทีราคาถูกๆ มาวางเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน แล้วตีราคาสูงๆ เช่น ราคาจริงเพียงไร่ละ 30,000 บาท ก็ตีราคาเป็น 300,000 บาทเป็นต้น


นับเป็นเงินหลายหมื่นล้านบาท ที่กลุ่ม 16 ยักยอกเอาออกไปจากแบงก์บีบีซี


การ อภิปรายของนายสุเทพในครั้งนั้น ทำให้รัฐมนตรีกลุ่ม 16 คือนายเนวิน นายสุชาติ และนายไพโรจน์ ต้องลาออกจากตำแหน่งในวันที่ 23 พฤษภาคม 2539



อีก รูปแบบหนึ่งของการปล้นแบงก์บีบีซี คือ การสร้างข่าวเทคโอเวอร์บริษัทใสตลาดหุ้น โดยนายราเกซ เป็นผู้วางแผน และจัดฉากทั้งหมด ตั้งแต่ อุปโลกน์ผุ้ซื้อซึ่งมักจะเป็นเจ้าชายอาหรับ เศรษฐีรัสเซีย หาเงินกู้เพือ่การเทคโอวเอร์ คือ เงินจากแบงก์บีบีซี โดยการอนุมัติของนายเกริกเกียรติ และตั้งบริษัทกระดาษขึ้นมารับซื้อต่อ


นักการ เมืองกลุ่ม 16 หลายคน สวมบทนักลงทุนเข้าไปไล่ซื้อหุ้นเหล่านี้ ซึ่งมีหลายบริษัทเช่น บริษัทน้ำมันพืชไทย, ชลประทานซิเมนต์, มรกตอินดัสตรีส์ และเซมิคอนดัคเตอร์ เป็นต้น โดยใช้เงินของ บีบีซี เมื่อราคาสูงขึ้นก็ขายทิ้งทำกำไร


ความเสียหายทีเกิดขึ้นกับแบงก์บีบีซี ณ วันที่ถูกปิดคิดเป็นมูลค่าถึง 120,000 ล้านบาท


นาย กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ สมัยที่เป็นคณะทำงานด้านเศรษฐกิจของพรรคประชาธิปัตย์ เคยให้สัมภาาณ์รายการจับชีพจรข่าว ทางวิทยุคลื่น 96.5 เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2547 ว่า เคยเดินไปทางไปพบนายราเกซ ที่แคนาดา และนายราเกซได้สารภาพว่า ให้เงินใครบ้าง โดยนายราเกซทำเป็นเอกสารและเซ็นชื่อรับรอง มอบให้นายกอร์ปศักดิ์


นาย เกริกเกียรติ และนายราเกซ กับพวก ถูกดำเนินคดี ฐานยักยอกทรัพย์แบงก์บีบีซี และความผิดต่อ พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ รวม 17 คดี ศาลพิพากษาไปแล้ว 9 คดี ยกฟ้อง 2 คดี อีก 7 คดีศาลสั่งจำคุกนายเกริกเกียรติรวมทุกคดี 110 ปี ปรับเป็นเงิน 22,000 ล้านบาท


ส่วนนายราเกซหลบหนีไปอยู่แคนาดา ถ้าศาลฎีกาแคนาดายกคำร้องของนายราเกซที่คัดค้านคำของของอัยากรไทยให้ส่งตัว กลับมาดำเนินคดี นายราเกซ ก็ต้องกลับมาขึ้นศาลที่ประเทศไทย


สำหรับ นักการเมืองกลุ่ม 16 ไม่มีใครต้องรับผิดสักคน หลายๆ คนเป็นแกนนำตัวจริงในรัฐบาลนี้ เช่น นายเนวิน นายสุชาติ และนายไพโรจน์ ส่วนนายสุเทพ ลืมสิ่งที่ตัวเองเคยอภิปรายไว้เมื่อ 13 ปีก่อน หันมาสนใจกับผลประโยชน์ในปัจจุบัน และอนาคต

จี้สำนึกตอแหลแลนด์เลิกหน้าด้านมาตรฐาน2ม็อบ

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
8 ธันวาคม 2552


ก่อนการชุมนุมใหญ่ของนปช.ในวันที่ 10 ธ.ค.นี้ เราขอนำแถลงการณ์ฉบับหนึ่งซึ่งองค์กรนักศึกษานำโดยสนนท. นักวิชาการ นักกิจกรรมสังคม นักสหภาพแรงงาน นักเขียน ศิลปิน องค์กรภาคประชาชนเคยออกแถลงการณ์ฉบับหนึ่งเมื่อวันที่17ต.ค.ที่ผ่านมา เรียกร้องให้ทุกฝ่ายไม่ใช้ความรุนแรงต่อผู้ชุมนุมนปช.เสื้อแดง จี้รัฐบาล,สื่อ,โพลล์,เอ็นจีโอ-องค์กรสิทธิ-นักวิชาการอย่า2มาตรฐานกับม็อบ เผยร่อนแถลงการณ์ถึงองค์กรบุคคลที่เคยออกมาให้ท้ายปกป้องพันธมิตรเป็นประจำให้ร่วมลงนามด้วยแต่ไม่มีการตอบรับแต่อย่างใด


สำหรับรายละเอียดของแถลงการณ์มีดังต่อไปนี้

แถลงการณ์ ขอเรียกร้องไม่ให้ใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุม

ตามที่แนวร่วมต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือกลุ่มคนเสื้อแดงจะจัดการชุมนุมขึ้น และมีความวิตกกังวลกันว่าอาจมีแนวโน้มที่อาจเกิดความรุนแรงได้นั้น พวกเรา ซึ่งมีรายนามดังแนบท้ายแถลงการณ์นี้ ขอเรียกร้องมายังทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ดังต่อไปนี้

1.รัฐบาล,กองทัพ,ตำรวจ และชนชั้นนำ ไม่ควรเลือกปฏิบัติเป็น2มาตรฐาน โดยสมควรต้องยกเลิกการประกาศพ.ร.บ.ความมั่นคง และให้ประชาชนทุกฝ่ายสามารถจัดการการชุมนุมได้โดยสงบ ปราศจากอาวุธ ตามรัฐธรรมนูญ เว้นแต่จะเกิดเหตุความไม่สงบขึ้น จึงสมควรจะประกาศบังคับใช้พ.ร.บ.ความมั่นคง ทั้งนี้ต้องไม่ให้กองกำลังทหาร ซึ่งไม่ได้ฝึกฝนมาควบคุมฝูงชนเข้าทำหน้าที่ควบคุมฝูงชน และสมควรต้องเร่งผลักดันกฎหมายการชุมนุมสาธารณะออกมาบังคับใช้เพื่อควบคุมการชุมนุมเป็นไปตามมาตรฐานสากลโดยเร็ว

2.ผู้รับผิดชอบการจัดการชุมนุม โดยเฉพาะแกนนำนปช.ต้องควบคุมจัดการการชุมนุมให้เป็นไปโดยสงบ ปราศจากอาวุธ ตามรัฐธรรมนูญ ไม่ยั่วยุให้ก่อความรุนแรง หรือยึดสถานที่ราชการแบบที่กลุ่มพันธมิตรเคยปฏิบัติ แม้การกระทำเช่นนั้น จะยังไม่ถูกดำเนินคดีถึงขั้นจำคุกตามกฎหมายก็ตาม หากเกิดความรุนแรงใดๆจากการที่ไม่สามารถควบคุมการชุมนุมได้ หรือนำไปสู่ความรุนแรง ย่อมเป็นความรับผิดชอบของแกนนำ หรือผู้จัดการชุมนุมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่วนผู้ชุมนุมพึงใช้สิทธิตามกฎหมาย หลีกเลี่ยงการยั่วยุให้เกิดความรุนแรงใดๆ

3.สื่อมวลชน ต้องนำเสนอข่าวการชุมนุมด้วยความเป็นกลาง ปราศจากอคติใดๆ หรือชี้นำให้เกิดความรุนแรง หลีกเลี่ยงการยั่วยุใดๆ เหมือนที่เคยปฏิบัติมาในช่วงเหตุการณ์ชุมนุมเมื่อตอนสงกรานต์ที่ผ่านมา

4.นักสิทธิมนุษยชน นักวิชาการ โพลล์ และองค์การพัฒนาภาคเอกชน ทั้งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และองค์กรสิทธิมนุษยชนภาคเอกชน และนักวิชาการ สมควรต้องออกมาแสดงบทบาทเหมือนกับที่เคยออกมาสนับสนุนให้พันธมิตรจัดการชุมนุม"โดยสันติวิธี"ทุกครั้งทุกโอกาส และสมควรต้องออกมาเรียกร้องไม่ให้รัฐใช้ความรุนแรงแบบเดียวกับที่เคยปฏิบัติมา หากเพิกเฉยย่อมแปลความเป็นอย่างอื่นมิได้ นอกจากเป็นการยอมรับว่า ปฏิบัติเป็น2มาตรฐาน ให้ท้ายพันมิตร แต่เพิกเฉยหรือซ้ำเติมต่อ นปช. เหมือนที่ตอนสงกรานต์ เคยออกแถลงการณ์สนับสนุนให้รัฐบาลปราบปราม นปช.มาแล้ว ซึ่งเป็นพฤติการณ์ที่น่าอับอาย

5.นักกิจกรรมสังคมที่ต้องการสันติ เช่น กลุ่มริบบิ้นขาว,สถาบันพระปกเกล้า,กลุ่มรณรงค์หยุดทำร้ายประเทศไทย ที่เคยออกมารณรงค์ให้"ทุกฝ่าย"ไม่ใช้ความรุนแรงต่อกัน ตอนนี้ได้เวลาที่ต้องออกมาแสดงบทบาทแล้ว หากเพิกเฉยก็อาจเข้าข่ายเลือกปฏิบัติ 2 มาตรฐาน

6.ประชาชน พึงทราบและตระหนักว่าการจัดการชุมนุมทางการเมืองโดยสงบ ปราศจากอาวุธเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ และความขัดแย้งทางการเมือง ถือเป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตย และจะทำให้ประชาธิปไตยพัฒนาก้าวหน้า พึงเข้าใจว่าคนที่มาร่วมการชุมนุมทางการเมืองนั้น ส่วนมากเป็นคนที่กระตือรือร้นต่อการพัฒนาชาติบ้านเมือง เป็นคนที่มีครอบครัว มีเลือดเนื้อ มีจิตใจเช่นเดียวกับคนไทยทั่วไป ไม่ได้เป็น"อื่น" ประชาชนจึงสมควรจะสนับสนุนกิจกรรมการชุมนุมตามระบอบประชาธิปไตย ตราบเท่าที่ไม่ละเมิดกฎหมาย และละเมิดสิทิเสรีภาพของผู้อื่น

ด้วยความเชื่อมั่น

17 ตุลาคม 2552

องค์กรและบุคคลที่ร่วมลงนาม

อนุธีร์ เดชเทวพร เลขาธิการ สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.)
พงษ์สุวรรณ สิทธิเสนา สถาบันเพื่อการพัฒนาเยาวชนประชาธิปไตย มหาวิทยาลัยรามคำแหง
ยุทธนา ดาศรี เลขาธิการนิสิตนักศึกษาภาคอีสาน มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
นฤมล มีสมบัติ กรรมการบริหาร สนนท. ( ม.รามคำแหง )
อัมรีย์ เด กรรมการบริหาร สนนท. (ม.กรุงเทพธนบุรี)
ฉัตรสุดา หาญบาง กรรมการบริหาร สนนท.( มรฏ.สวนดุสิต)
ยุทธนา ภักดีหาญ กลุ่มยอป่า มหาวิทยาลัยขอนแก่น
วิศรุต บุญยา เครือข่ายนักศีกษาพิทักษ์ประชาชน รามคำแหง
วิภา ดาวมณี กรรมการเครือข่ายเดือนตุลา
ไพโรจน์ จันทรนิมิ ประธานชมรมนักข่าวเพื่อเสรีภาพไทย
พิษณุ ไชยมงคล ผู้อำนวยการ สำนักเรียนรู้การกระจายอำนาจและปกครองตนเอง
วัฒนะ วรรณ องค์กรเลี้ยวซ้าย
เทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกกลุ่มประกายไฟ
สุชาติ เศรษฐมาลินี สถาบันศาสนา วัฒนธรรมและสันติภาพ มหาวิทยาลัยพายัพ
สมศักดิ์ ภักดิเดช กรรมการชมรมนักข่าวเพื่อเสรีภาพไทย
สิทธิ์ จันทาเทศ สหภาพแรงงานกรุงเทพผลิตเหล็ก
บุญผิน สุนทราลักษ์ สหภาพแรงงานกรุงเทพผลิตเหล็ก
นายสัณหณัฐ นกเล็ก องค์กรเสรีปัญญาชน
พรมมา ภูมิพันธ์ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอ การตัดเย็บเสื้อผ้า และผลิตภัณฑ์หนัง แห่งประเทศไทย(ส.พ.ท.)
สหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอ การตัดเย็บเสื้อผ้า และผลิตภัณฑ์หนัง แห่งประเทศไทย(ส.พ.ท.)
สหภาพแรงงานไทยอคริลิคไฟเบอร์
สหภาพแรงานสหกิจวิศาล
กิติภูมิ จุฑาสมิต นายแพทย์8 โรงพยาบาลภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ
พฤกษ์ เถาถวิล คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
สลิสา ยุกตะนันทน์ นักศึกษาปริญญาโท University of Warwick
ภัควดี วีระภาสพงษ์
ชำนาญ จันทร์เรือง
ใจ อึ๊งภากรณ์
จิรวัฒน์ เทียนเงิน
เขมนิจ เสนาจักร
ครรชิต พัฒนโภคะ องค์กรเลี้ยวซ้าย
ชัยนรินทร์ กุหลาบอ่ำ สมัชชาสังคมก้าวหน้า
บุญธิดา อาจารยางกูร สมัชชาสังคมก้าวหน้า
ภัทรพล เสนาจักร
บุหงา เสนาจักร
ปรินดา วานิชสันต์
จักรภพ เพ็ญแข
นุชรินทร์ ต่วนเวช
สุณี ครองพิพัฒน์สุข
อาทร ทศพหล
น.ส.วัลภา ทันตานนท์
สุรีย์ มิ่งวรรณลักษณ์
วิทยา อาภรณ์
ประสาท ศรีเกิด
พิชิต พิทักษ์
เก่งกิจ กิติเรียงลาภ
วิโรจน์ ดุลยโสภณ
เจษฎา โชติกิจภิวาทย์
อาณัติ สุทธิเสมอ
ศรายุทธ ตั้งประเสริฐ
Tanaporn Tornros
รุ่งโรจน์ วรรณศูทร
ยรรยง ลูกชาวดิน กลุ่มชาวดิน ออนเน็ต
คณิตศาสตร์ สารบุญมา
อรรคพล สาตุ้ม
วิทยา เล้าประเสริฐ
ทิพย์สุดา เณรทอง
ชัยอนันต์ ทินกูล
นางสาวจินตภัทร์ แถมพูลสวัสดิ์
นางสาวทารินี ทรงเกียรติธนา
เดโช กำลังเกื้อ
นพดล ทิพยชล
พศิน สุนทราธนกุล
กานต์ ทัศนภักดิ์
ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์
ธีระพล อันมัย อาจารย์คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
ผศดร.ศิรภัสสรศ์ วงศ์ทองดี คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ
เอกรินทร์ ต่วนศิริ นักศึกษาปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
อุเชนทร์ เชียงเสน นักศึกษาปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์
นายวรวิทย์ ไชยทอง นิสิตภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ
นาง ธนพร ทรอนโรส
ธนโชติ วงจันทร์ชมภู นสพ.ไทยเรดนิวส์
จิระวัฒน์ ทองแส
อรรถชัย อนันตเมฆ
ฯลฯ


*ขาประจำให้ท้ายพันธมิตรไม่มีใครร่วมลงชื่อด้วย

ทั้งนี้กลุ่มที่ออกแถลงการณ์ฉบับนี้ เปิดเผยด้วยว่า ได้แจ้งไปยังบุคคล หน่วยงาน องค์กรที่เคยมีบทบาทออกแถลงการณ์สนับสนุนให้พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจัดการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญ แม้แต่ละเมิดกฎหมาย เช่น การยึดทำเนียบรัฐบาล ยึดสนามบิน ในทุกโอกาส และกลุ่มที่เคยประกาศตัวเป็นกลางต่อต้านการใช้ความรุนแรงในการชุมนุมทางการเมือง เพื่อขอให้ร่วมลงนามในแถลงการณ์ครั้งนี้ด้วย แต่ไม่มีการตอบรับเข้าร่วมลงนามแต่อย่างใด

สำหรับบุคคลและองค์กรดังกล่าว ประกอบไปด้วย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย , สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ,สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ,สำนักสันติวิธี สถาบันพระปกเกล้า ,คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ,มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ,นายกสภาทนายความ ,เลขาธิการสภาทนายความ ,นายไพโรจน์ พลเพชรประธานกป.อพช.,ดร.โคทม อารียา ,อดีตนายกฯอานันท์ ปันยารชุน ,ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล และ ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ เป็นต้น


คณะผู้จัดทำแถลงการณ์ฉบับนี้กล่าวว่า อาจมีหลายสาเหตุที่กลุ่มบุคคลและองค์กรที่เคยออกแถลงการณ์ให้ท้ายพันธมิตร และกลุ่มที่เป็นกลางต้องการสันติวิธีไม่ได้ลงนามร่วมในแถลงการณ์ฉบับนี้ เช่น ไม่ได้เปิดอ่านอีเมล์ หรืออาจจะเพราะไม่เห็นด้วยกับแถลงการณ์ฉบับนี้ แต่ก็น่าประหลาดใจว่าบุคคลและองค์กรเหล่านี้ดูจะกระตือรือร้นเป็นพิเศษในการให้ท้ายหรือปกป้องพันธมิตรมาในหลายกรณี

ทัศนะอันตรายต่อประชาธิปไตยของABAC POLL

ที่มา Thai E-News


"ดร.นพดลนั้นมีทัศนะทางการเมืองสอดคล้องกับคุณอภิสิทธิ์ และคุณอภิสิทธิ์เองก็อยากขอคำปรึกษาในเรื่องของประชามติสาธารณะที่มีต่อตัวเขา และรัฐบาลของเขา ก็เชิญไปพบที่ทำเนียบอยู่เรื่อยๆ ทางดร.นพดลก็ให้คำชี้แนะทางวิชาการไป แต่ก็อย่างว่าคนเราพอมันมีความสัมพันธ์ส่วนตัวกันขึ้นมาซะแล้ว เรื่องที่ทางคุณอภิสิทธิ์จะขอความร่วมมืออะไรก็อาจจะมีบ้าง แต่ไม่ใช่แลกกันด้วยเงินทองผลประโยชน์ แต่เป็นเรื่องของทัศนะที่ตรงกัน"เจ้าหน้าที่ระดับสูงของAbac Pollระบุ


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
8 ธันวาคม 2552

น่ากังขามากว่า ทำไมความเคลื่อนไหวของเอแบคโพลล์นั้นสอดคล้องต้องกันกับรัฐบาลหุ่นเชิดอภิสิทธิ์ตลอดเวลา รวมถึงสถานการณ์ล่าสุดที่กลุ่มเสื้อแดงจะจัดชุมนุมในวันที่ 10 ธันวาคมนี้ พอรัฐบาลและประชาธิปัตย์ออกมาสร้างกระแสให้เสื้อแดงยุติการชุมนุม ผลสำรวจของเอแบคโพลล์ก็ออกมาฉับไวทันใจดีแท้ว่า คนไทยต้องการของขวัญปีใหม่จากทักษิณคือขอให้สั่งคนเสื้อแดงเลื่อนการชุมนุมออกไป และขอสนับสนุนการทำงานของรัฐบาล!

ปัญหามีอยู่ว่าตอนที่พันธมิตรจัดชุมนุม193วัน ทั้งยึดสถานีโทรทัศน์NBT ทั้งยึดทำเนียบรัฐบาล ยึดสนามบินสุวรรณภูมินั้น ทำไมเอแบคโพลล์ถึงไม่เคยทำโพลล์เรียกร้องให้"เส้นใหญ่"ที่อยู่เบื้องหลังพันธมิตรสั่งให้พันธมิตรยุติหรือเลื่อนการชุมนุมบ้าง

หรือว่ากรณีเสื้อแดงชุมนุมตรงกับวันรัฐธรรมนูญ10ธันวาคมเพื่อขอเรียกร้องให้นำรัฐธรรมนูญฉบับ2540กลับมาใช่นั้นมันดูรุนแรงน่ากลัว มีผลกระทบต่อบ้านเมืองมากกว่าผู้ก่อการร้ายยึดสนามบิน!?

ก่อนหน้านี้ เมื่อรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ดำเนินนโยบายคลั่งชาติด้วยการประกาศลดความสัมพันธ์ทางการทูตกับกัมพูชาปุ๊บ วันรุ่งขึ้นดร.นพดล กรรณิกา ก็เปิดเผยโพลล์สำรวจในวันรุ่งขึ้นได้แบบฉับไวทันใจว่า สาธารณชนเพิ่มการสนับสนุนรัฐบาลอภิสิทธิ์จากกรณีนี้ทันที 3 เท่าตัว ขึ้นมาเกือบ 70 % ( คลิ้กดูข่าว )แต่ก็ไม่ยอมสำรวจต่อไปว่า หากคะแนนนิยมดีขนาดนี้ ประชาชนเห็นด้วยไหมที่จะยุบสภาเลือกตั้งใหม่? เพื่อให้อภิสิทธิ์ชนะเลือกตั้งได้เป็นนายกรัฐมนตรีแบบสง่างามเสียที...

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของAbac poll เปิดเผยว่า ดร.นพดลนั้นมีทัศนะทางการเมืองไปในทางเดียวกันกับรัฐบาลชุดปัจจุบัน โดยเฉพาะนายอภิสิทธิ์ โดยมักได้รับเชิญไปแลกเปลี่ยนทัศนะเรื่องบ้านเมืองกับนายอภิสิทธิ์ที่ทำเนียบรัฐบาลเป็นประจำ

"ดร.นพดลนั้นมีทัศนะทางการเมืองสอดคล้องกับคุณอภิสิทธิ์ และคุณอภิสิทธิ์เองก็อยากขอคำปรึกษาในเรื่องของประชามติสาธารณะที่มีต่อตัวเขา และรัฐบาลของเขา ทางดร.นพดลก็ให้คำชี้แนะทางวิชาการไป แต่ก็อย่างว่าคนเราพอมันมีpersonal contact(ความสัมพันธ์ส่วนตัว)กันขึ้นมาซะแล้ วเรื่องที่ทางคุณอภิสิทธิ์จะขอความร่วมมืออะไรก็อาจจะคงมีมั่ง แต่ไม่ใช่แลกกันด้วยเงินทองผลประโยชน์"เจ้าหน้าที่ระดับสูงของAbac Pollระบุ

ทัศนะส่วนตัวมีกันได้ตามวิสัยปุถุชน แต่หากดร.นพดลยังต้องการทำโพลล์วัดกระแสมติสาธารณะเพื่อเผยแพร่อยู่ต่อไป โดยมีทัศนคติลำเอียงเช่นนี้ นอกจากจะเป็นทัศนคติที่เป็นอันตรายต่อวิชาชีพนักทำโพลล์ที่ใช้อคติมืดบอดตั้งตัวเป็นกองเชียร์ฝ่ายหนึ่ง ขยี้ซ้ำอีกฝั่งหนึ่งแล้ว...

ก็ยังเป็นทัศนคติที่เป็นอันตรายต่อประชาธิปไตยอีกด้วย!

ทางเลือกของนายพลแห่งกองทัพไทย : พัฒนาประเทศพร้อมประชาชน หรือ จมปลักกับอำมาตย์หลงยุค !!!

ที่มา Thai E-News

โดย คุณ Kitty Pat
ที่มา เวบบอร์ด ประชาไท
7 ธันวาคม 2552

บทความนี้ ผมเขียนถึงนายทหารที่มีอำนาจแห่งกองทัพไทยทุกท่าน หรือ ทส จะพิมพ์ไปให้อ่านก็ได้

ถึงนาทีนี้ผมไม่เชื่อว่า พวกท่านจะไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ผมไม่เชื่อว่า ยังมีพวกท่านคิดว่า ประธานองคมนตรีไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องทั้งหลายทั้งปวง ที่ทำให้ประเทศชาติต้องวุ่นวายเช่นนี้

ผมไม่ใช่นักการเมือง ไม่ใช่คนในวงการสื่อ ไม่ใช่ทหาร ขอเรียนว่า ผมและประชาชนคนไทยเขารู้ดีว่า อะไรเป็นอะไร มหาอำมาตย์คนที่ท่านพิงอิงแอบอยู่ อีกไม่กี่เพลาก็ให้พิงไม่ไหวแล้ว อาจจะไปก่อนเวลาเพราะมีคนสาปแช่งทั่วทุกสารทิศ

มาพูดเปิดอกกันแบบลูกผ้ชายดีกว่า เรื่องทั้งหมดมันก็อยู่ที่ว่า

พวกขบวนการอำมาตย์กลัวว่า คุณทักษิณต้องการเป็นใหญ่กว่าใคร และมีความยอมรับนับถือมากกว่า หรือพูดง่ายๆ ว่า กลัวว่า คุณทักษิณจะยึดประเทศไทย ใช่ไหม

ยุทธศาสตร์ต่างๆ ดูจะส่งเสริมให้เป็นไปในทิศทางนั้นอย่างรวดเร็ว จากประวัติของคุณทักษิณ เป็นเช่นนั้นมาตลอด อย่างเป็นระบบ จนทำให้คนที่มีบารมีทั้งหลายรุ่นเก่า ทั้งพวกศักดินาและนายทุนเก่า ต่างประหวั่นพรั่นพรึง ใช่ไหม

พวกท่านยอมรับใช้ระบอบอำมาตย์ เพราะว่าโยงใยเกื้อกูลกันมาตั้งแต่หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง ใช่ไหม

พวกท่านเกลียดนักการเมืองที่มาจากพ่อค้า ที่มาจากผู้มีอิทธิพลภูธร ผู้ที่พูดจาก้าวร้าว พวกที่คิดนอกกรอบ ใช่ไหม

ผมมองว่า พวกท่านเลือกข้างอำมาตย์ ทั้งที่ท่านรู้ว่า มันไม่ถูกต้อง มันทำให้กระบวนการยุติธรรมในประเทศนี้ผิดเพี้ยนไปหมด ทำให้ประเทศนี้ดูว่า จะทำอะไรก็ได้ หากคนๆ นั้นมีอำนาจ มีปืน

ผมขอเรียนว่า บุคคลที่ท่านอิงแอบอยู่ ไม่นานก็ตายแล้ว แต่ประชาธิปไตยไม่มีวันตาย คนเสื้อแดงเป็นเพียงสัญญลักษณ์ และจุดเริ่มต้นของการต่อสู้

คุณทักษิณ ในที่สุดเมื่อเวลาผ่านไปอีกสัก 40 ปี ท่านก็อาจกลายเป็นเพียงตำนานของผู้จุดประกายให้กับประชาชน ผู้ไม่ยอมก้มหัวให้กับความไม่ถูกต้องยุติธรรม

เขาจะโกง หรือ ไม่โกง มาตอนนี้ ประชาชนไม่สนแล้ว อำมาตย์พยายามโยงทุกเรื่องมาที่คุณทักษิณ เพื่อยึดโยงกับคนเสื้อแดง เพราะดูว่า จะไม่มีอะไรที่ดูจะชอบธรรมมากกว่านี้

เมื่อเรื่องธรมมดาๆ เอาไม่ลง ก็เล่นเรื่องที่มันหนักขึ้นเรื่อยๆ เล่นมันครบ ทั้ง ชาติ ศาสน์ กษัตริย์

ทักษิณ ขาย AIS ให้เทมาเสค คือ ชายชาติ

ทักษิณ แต่งตั้ง สังฆราช คือ ทำลาย พระพุทธศาสนา

ทักษิณ ไปทำบุญวัดพระแก้ว ที่มีหนังสือยืนยันถูกต้อง จากสำนักพระราชวัง ก็ว่า ทำตนเสมอเจ้า

(แต่ ประธานองคมนตรี เดินไปตามทาง แล้วเกณฑ์คนมาหมอบกราบแทบเท้า ไม่เป็นไร)

ท่านนายพลที่มีวิจารณญานทุกท่าน กลับมาสู่โลกที่เป็นจริงเถอะ

พวกท่านตอนที่ จบ ม 3 ไปเรียน เตรียมทหาร ล้วนหัวกะทิทั้งนั้น สอบเข้า นายร้อยก็ยิ่งสุดยอด

ท่านต้องใคร่ครวญให้ได้ ประเทศชาติไปไม่รอดแน่ หากท่านยังสนับสนุนอำมาตย์ สนับสนุนความมีสองมาตรฐานให้เกิดขึ้นในประเทศนี้

สิ่งที่พวกขบวนการอำมาตย์ทำกับประเทศไทย มันทำให้ความคิดของประชาชน มันก้าวผ่านจุดนั้นมานานแล้ว และรู้แล้วว่า ที่ประเทศมันไปไม่ถึงไหน เพราะเชื้ออำมาตย์ไม่เคยตาย เพียงแต่ช่วงไหน ประชาธิปไตยมาแรง และตัวเองเพลี่ยงพล้ำ ก็แค่เป็นกบจำศีลไปสักระยะ

นักการเมืองมาด้วยการเมือง ต้องไปด้วยการเมือง คอรัปชั่น ผลงานไม่มี ประชาชนเท่านั้นที่จะเป็นผู้สั่งสอน


ผมจึงอยากเรียนท่านนายพลเอก พลโทที่รักความยุติธรรม หรือ นายพันเอก พลตรี ที่จะเติบโตต่อไป ให้รับทราบว่า

ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ เขาไม่เอาระบอบอำมาตย์แล้วจริงๆ ไม่ใช่ตามข่าวสารที่ท่านอ่าน หรือ ดู จากสื่อสายอำมาตย์ ที่สร้างภาพหลอกตัวเอง และประชาชนอย่างที่เป็นอยู่

มาอยู่ข้างประชาชนเถอะ นักการเมืองเดี๋ยวนี้ พัฒนาและมีคุณภาพขึ้นมาก เพียงท่านอย่าเป็นเบ๊ให้อำมาตย์ การเมืองเมืองไทยมันก็จะปรับองคาพยพของมันไปเอง เอียงบ้าง เซบ้าง ก็ปล่อยมันไป มิใช่ล้มกระดาน แล้วให้มันตั้งไข่ทุกๆ 15 ปี ด้วยความใจร้อน และรักชาติแบบผิดๆ โดยไม่ได้ดูว่า โลกเขาไปถึงไหนแล้ว

เมื่อประเทศชาติเจริญ เพราะการเมืองไปในทิศทางที่ถูกต้องและเป็นธรรม พวกท่านก็จะได้ดีไปด้วย มีสวัสดิการที่ดีขึ้น มีงบประมาณให้ใช้จ่ายอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ลูกเมีย ญาติพี่น้องมีความสุขกับความกินดีอยู่ดี

ท่านต้องเลือกว่า จะยึดโยงกับระบบเก่า ซึ่งจะอยู่อีกไม่นานก็ต้องเสื่อมไปตามวัฏฏะ หรือ เปลี่ยนมาเป็นทหารอาชีพ ผู้ยึดโยงกับประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ที่ไม่มีวันตาย

ท่านเลือกที่จะรับใช้อำมาตย์ แล้วจมปลักอยู่ในประเทศด้อยพัฒนา

หรือท่านเลือกอยู่ข้างประชาน และ โตไปด้วยกัน กับประเทศที่พัฒนาแล้วในอนาคต

คิด และพูดกันแบบลูกผู้ชาย ปล่อยให้ลูกพี่นายพลเอกของพวกท่าน เป็นนายพลหลงยุครุ่นสุดท้ายเถิด

Monday, December 7, 2009

องค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนเรียกร้องขอพระราชทานอภัยโทษแก่ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตที่โดนตั้งข้อหาหมิ่นฯ

ที่มา ประชาไท

องค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน (Reporters Without Borders) เขียนจดหมายถวายกษัตริย์ภูมิพล อดุลยเดช หนึ่งวันก่อนวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 5 ธันวาคม เพื่อเรียกร้องให้ทรงพระราชทานอภัยโทษต่อผู้ใช้อินเตอร์เน็ตซึ่งกำลังถูกจำคุก หรือกำลังถูกดำเนินคดี ในข้อหาอันเกี่ยวข้องกับความเห็นแตกต่างที่พวกเขาถูกกล่าวหา โดยการแสดงออกทางออนไลน์
องค์กรผู้สื่อข่าวกล่าวว่า “หากทรงมีพระมหากรุณาธิคุณให้การพระราชทานอภัยโทษ จะเป็นการแสดงให้ทั้งโลกได้ประจักษ์ว่า กษัตริย์ทรงมีความเคารพต่อเสรีภาพในการแสดงออก และทรงปฏิบัติตามที่เคยทรงตรัสไว้เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2548 ในการปกป้องเสรีภาพนี้”
ในจดหมายได้เรียกร้องให้กษัตริย์ทรงให้มีการปล่อยตัวสุวิชา ท่าค้อ บล็อกเกอร์ซึ่งถูกขังในคุกคลองเปรม สุวิชาถูกตัดสินจำคุก 10 ปี เมื่อวันที่ 3 เมษายน ในข้อหาหมิ่นฯ ถึงแม้ว่าจะไม่มีหลักฐานใดๆที่จะเอาผิดกับเขาก็ตาม สุวิชาไม่ได้เป็นนักการเมือง หรือเป็นนักเคลื่อนไหว เขาไม่เคยวิจารณ์กษัตริย์ หรือโพสต์ข้อความใดๆเกี่ยวกับพระองค์
หากทรงให้การพระราชทานอภัยโทษต่อผู้บริสุทธิ์ซึ่งเผชิญกับความยากลำบากแสนสาหัสนี้ จะเป็นการแสดงท่าทีอันชัดเจนเพื่อยืนยันพระราชดำรัสของพระองค์ในวันเฉลิมพระชนมพรรษาในปี 2548 ซึ่งมีพระราชดำรัสส่วนหนึ่งว่า “แต่ว่าความจริง ก็จะต้องวิจารณ์บ้างเหมือนกัน” “แล้วก็ไม่กลัว ถ้าใครจะวิจารณ์ว่าทำไม่ดีตรงนั้นๆ จะได้รู้ เพราะว่าถ้าบอกว่าพระเจ้าอยู่หัวไปวิจารณ์ท่านไม่ได้ ก็หมายความว่า พระเจ้าอยู่หัวไม่เป็นคน”
จดหมายยังได้เรียกร้องให้กษัตริย์ทรงมีพระเมตตา โดยทรงยกเลิกข้อกล่าวหาทั้งหมด ต่อผู้ใช้อินเตอร์เน็ตทั้งหลาย:
ใจ อึ๊งภากรณ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรุงเทพ ซึ่งโดนตั้งข้อหาหมิ่นฯ เมื่อวันที่ 20 มกราคม เนื่องจากหนังสือ “รัฐประหารสำหรับคนรวย” ที่ตีพิมพ์ในปี 2550 และสามารถหาโหลดได้จากเว็บไซต์ของเขา เขาไม่เคยวิจารณ์กษัตริย์
โจนาธาน เฮด ผู้สื่อข่าวบีบีซี ประจำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถูกแจ้งดำเนินคดีหมิ่นฯโดย พ.ต.ท.วัฒนศักดิ์ มุ่งกิจการดี เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2551 โดยปราศจากหลักฐานใดๆ และไม่มีข้อมูลความคืบหน้าการสืบสวนใดๆ ที่มีต่อตัวเขา
ณัฐ สัตยาภรณ์พิสุทธิ บล็อกเกอร์ ซึ่งถูกคุมตัวไว้นานถึง 10 วันเมื่อเดือนตุลาคมในข้อหาส่งวิดีโอลิ้งค์ไปยังบล็อกเกอร์ที่สเปน ผู้ซึ่งกำลังรณรงค์ให้มีการยกเลิกกฎหมายหมิ่นฯ องค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน ได้กล่าวไว้ในเวลานั้นว่า “เมื่อคุณวิจารณ์กฎหมาย คุณไม่ได้วิจารณ์กษัตริย์ หรือคุกคามความมั่นคงแห่งชาติ” ณัฐถูกกล่าวหาว่า ละเมิด พ.ร.บ.อาชญากรรมคอมพิวเตอร์ (พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 -ประชาไท) และคดีของเขายังไม่มีคำตัดสินใดๆ
พระยาพิชัย บล็อกเกอร์ผู้ถูกตั้งข้อหาในเดือนกันยายน 2550 ว่าวิจารณ์ราชวงศ์ อัยการมีเวลาจนถึงปี 2560 ที่จะตัดสินว่า จะดำเนินคดีต่อเขาหรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่สามารถยอมรับได้ จากมุมมองของทั้งด้านสิทธิในการปกป้องตัวเอง และสิทธิในการแสดงออกอย่างเสรี
ทัศพร รัตนวงศา แพทย์ประจำโรงพยาบาลธนบุรี ธีรนันต์ วิภูชนันธ์ อดีตผู้บริหารบริษัทหลักทรัพย์ยูบีเอส คธา ปาจริยพงษ์ ลูกจ้าง บริษัทหลักทรัพย์เคที ซีมิโก้ และสมเจตน์ อิทธิวรกุล บุคคลเหล่านี้ถูกตั้งข้อหาด้วยมาตรา 14 แห่ง พ.ร.บ.อาชญากรรมคอมพิวเตอร์ปี 2550 (พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 – ประชาไท) ว่ากระทำการโพสต์ข้อมูลเท็จอันเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของชาติ ซึ่งสิ่งที่บุคคลเหล่านี้กระทำเป็นเพียงแค่ต้องการ หาคำอธิบายในการดิ่งลงของตลาดหุ้น
องค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนกล่าวต่อว่า “เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่ากษัตริย์ภูมิพล อดุลยเดช จะทรงมีพระมหากรุณาธิคุณให้พระราชทานอภัยโทษ” “การละเมิดเสรีภาพในการแสดงออกต่อพสกนิกรในประเทศไทย การตั้งข้อหาหมิ่นฯ และข้อหาที่เป็นภัยต่อความมั่นคงแห่งชาติ ภายใต้ พ.ร.บ.อาชญากรรมคอมพิวเตอร์นั้น เป็นการทำลายภาพพจน์ของทั้งองค์กษัตริย์ และราชอาณาจักรของพระองค์”
อ่านต้นฉบับที่ http://www.rsf.org/King-asked-to-pardon-Internet.html

นักข่าวมาเลเซียถามเตือนความจำคนไทยถึงพวกที่ว่าชุมนุมเดือนนี้ไม่เหมาะสม/คุณขนมต้ม

ที่มา thaifreenews

โดย Porsche

จากคุณ : ขนมต้ม

นักข่าวมาเลเซียถามเตือนความจำคนไทย...ถึงพวกที่ว่าชุมนุมเดือนนี้ไม่เหมาะสม (From Malaysia Star)

ความจริงว่าจะตั้งกระทู้นี้ตั้งแต่ตอนที่ได้อ่านบทความจากหนังสือพิมพ์มาเลเซีย The Malaysia Star ที่เขาเขียนไว้ตั้งแต่ปลายเดือน พฤศจิกายน แล้ว แต่ก็ไม่มีโอกาส ก็เลยขอตั้งกระทู้นี้ก็แล้วกัน


ประเด็นที่ผมสนใจ ที่เขาเขียนไว้ ก็คือ มีอยู่ประโยคหนึ่ง เขาพูดในทำนองว่า
อ้างถึง

"...มีนักวิจารณ์บอกว่า การจัดชุมนุมเสื้อแดงในช่วงนี้
(ตอนนั้นเสื้อแดงประกาศชุมนุม 28 พ.ย แต่ยกเลิกไปในที่สุด)
เป็นการไม่เหมาะสม
เพราะใกล้วันเฉลิม ฯ
แต่คนกลุ่มนั้น ก็คือกลุ่มคนที่เคยยึดสนามบินสุวรรณภูมิ
และชุมนุมจนถึงวันที่ 2 ธ.ค. เมื่อปีที่แล้ว.."

--------------------------------------------

ประเด็นที่ผมยกมานี้ ก็เพราะสนใจว่า
ชาวต่างชาตินั้น เขารู้และเห็นความเป็นจริงของสังคมไทยเป็นอย่างมาก

เมื่อปีที่แล้ว กลุ่มพันธมิตรได้กระทำการหลายอย่างที่ไม่เหมาะสม เช่น
การปิดถนนราชดำเนิน
จนขบวนเสด็จต้องเลี่ยงไปใช้ทางอื่น
รวมถึงการประกาศ จะไม่ให้สมชาย วงศ์สวัสดิ์
ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรี ขึ้นกล่าวคำถวายพระพรในวันที่ 4 ธ.ค. (ก็กลายเป็น ชวรัตน์ แทน)

ผมนั่งอ่านกระทู้ในราชดำเนิน ก็พบว่า
มีความพยายามในการจะชี้ว่า คนไทยมีความสุข
คนเสื้อแดงไม่ควรจะทำลายความสุขของคนไทย

ผมเลยมานั่งคิดว่า อะไรคือ "ความสุข" กันแน่

ผมยอมรับว่า มีความยินดีเป็นอย่างมาก
ที่ได้เห็น...ท่านเสด็จ ฯ ได้เห็นพระองค์มีพระพลานามัยที่ยังแข็งแรงอยู่

แต่เมื่อมาดูสภาพความจริง หลังงานฉลอง ฯ

ผมพบว่า คนไทยนั้น "สุข" จนไม่ลืมหูลืมตา เขาเรียกว่า สุขจนลืมตัว
ที่เห็นได้ชัด ๆ ก็คือ เวลาปีใหม่ กับ สงกรานต์ ที่อุบัติเหตุเกิดขึ้นมากมาย
เพราะความ "สุข" จนลืมตัว นั่นเอง

หากมองสภาพเป็นจริง วันนี้สุข พรุ่งนี้ก็ทุกข์เหมือนเดิม

ข้าราชการ ยังเป็นหนี้เหมือนเดิม (ดอกเบี้ยเพิ่มมากกว่าเดิม)

ชาวไร่ชาวนา ก็ยังจนเหมือนเดิม

เช้าวันอังคารที่จะถึงนี้..ไปทำงาน รถก็ยังติดเหมือนเดิม

อ่านข่าวหนังสือพิมพ์..คนก็ยังฆ่ากันตายอยู่เหมือนเดิม


ผมนั่งฟัง คนหลายคนก็พูด
เมื่อคืนฟัง ดร.บวรศักดิ์พูดในรายการช่อง NBT ที่คุณจอม เ็ป็นพิธีกร
บวรศักดิ์ก็บอกว่า ทุกคนควรน้อมรับพระราชกระแส

แต่ถามจริง ๆ ว่ามีใครยอมรับบ้าง

ผมก็ยังเห็นมันเหมือนเดิม

จำลอง ศรีเมือง เคยน้อมรับหรือไม่
ถ้ารับจริง ก็คงยอมรับไปตั้งแต่เข้าเฝ้า ฯ วันที่ 20 พ.ค. 2535 แล้ว

สังคมไทย (บางส่วน) เป็นสังคมที่หลงใน "มายาคติ" มากเกินไป
จนหลงลืมว่า ตอนนี้เราอยู่ที่ไหนและทำอะไรกันอยู่


มันเป็นการมองปัญหาแบบฉาบฉวย และแก้ปัญหาไม่ตรงจุด

ฉะนั้นการออกมาพูดว่า เสื้อแดงทำลายความสุขของคนไทยนั้น

คำถามก็คือ คนไทยกลุ่มไหน...

ถ้าตอบไม่ได้..ก็ต้องไปถามคนมาเลเซีย..ดังในกระทู้นี้กล่าวอ้างมานั่นเอง

ที่มา

http://thestar.com.my/news/story.asp?file=/2009/11/28/focus/5198453&sec=focus


สองสามวันก่อน
ได้ไปอ่านประวัติศาสตร์ย้อนความ
เพื่อ "เตือนความจำ" ตัวเอง ถึงวันที่ 10 ธ.ค. วันรัฐธรรมนูญ นั้น

ทำให้ผมได้เห็นว่า วันรัฐธรรมนูญ ในสมัยก่อน
มีความสำคัญมาก
มีการออกร้านของหน่วยงานต่าง ๆ จัดกันที่สวนอัมพร
มีการขายของเพื่อการกุศล

ในหนังสือ "พล นิกร กิมหงวน" ก็ยังมีการเขียนถึงวันรัฐธรรมนูญบ่อย ๆ ว่า
บรรยากาศงานสมัยนั้นเป็นอย่างไร

------------------------

ที่พูดถึงวันรัฐธรรมนูญนี้ ไม่ใช่เพราะอะไร
เพราะเห็นมีการโจมตีคนเสื้อแดงว่า ชุมนุมวันนี้ ไม่เหมาะสม

ผมเลยย้อนกลับไปนึกถึง วันรัฐธรรมนูญ ปี 2548
ซึ่งตอนนั้น สนธิ ลิ้มทองกุล ยังจัดให้มีการชุมนุมไล่ทักษิณ อยู่ที่สวนลุมพินีอยู่

มีคนเขาก็บอกว่า เสื้อแดงชุมนุมวันที่ 10 นี้ จะทำให้เกิดความวุ่นวาย

ผมก็เลยนึกถึงวันที่เสื้อแดงเขาชุมนุมที่สนามหลวง เพื่อยื่นถวายฎีกาในสำนักพระราชวัง

ผมก็ไม่เห็นว่าจะมีเหตุการณ์อะไรรุนแรงเลย
ยกเว้นตอนที่เสื้อแดงแยกย้ายกลับบ้าน
แล้วบางส่วนนั่งรถ ผ่านไปบ้านพระอาทิตย์ของเอเอสทีวี
แล้วโดนคนในเอเอสทีวี เอาหนังสติ๊กใส่ลูกเหล็ก ไล่ยิงพวกที่ใส่เสื้อแดง
ทั้งในรถตุ๊กตุ๊ก และรถเมล์ จนผู้สื่อข่าวจากเยอรมันเอาไปทำข่าวกันครึกโครม

นอกนั้นก็ไม่เห็นว่าจะมีอะไร

เท่าที่ได้ฟังชาวต่างชาติเขาพูดมา การชุมนุมของเืสื้อแดงในช่วงสงกรานต์เดือดนั้น
เขาไม่ได้ตกอกตกใจอะไรเลย เพราะที่บ้านเขา หนักกว่านี้

เป็นต้นว่า การประชุม G8 ที่ผ่านมา มีคนตายไปคนหนึ่ง

การประชุมที่เจนัว อิตาลี เมื่อหลายปีก่อนก็ยังมีการเผารถ ทุบร้านค้า

ฯลฯ

เขาบอก เขาไม่ตกใจ
แต่เขาบอกว่า เขาตกใจ ที่เขาจะนั่งเครื่องบินกลับบ้าน แต่กลับไม่ได้ เพราะสนามบินปิด.
เขาก็บอกว่า พวกเขาเกี่ยวอะไรด้วย

สงกรานต์ปีที่แล้ว ข่าวรายงานตรงกันว่า
ในเขตถนนข้าวสาร นักท่องเที่ยวก็เล่นสงกรานต์สนุกสนานเหมือนเดิม
แม้พื้นที่จะห่างจากถนนพิษณุโลก ไม่ไกลมาก แต่เขาก็ยังเที่ยวได้สบาย

ผมเลยเห็นว่า คนไทยนั้น ไม่ได้กลัวอะไรหรอก แต่กลัวจะไม่สนุก

ต่อให้ตายก็ไม่ว่า ขอให้ได้สนุก เขาถึงเรียกว่า สนุกจนลืมตาย

ซึ่งมันก็คล้องกับคำพูดที่ว่า "ความสุขถูกทำลายเพราะคนเสื้อแดง" นั่นเอง


ไปอ่านประวัติศาสตร์มา

ผมเห็นอย่างหนึ่งว่า

หลังจากมีการพระราชทานรัฐธรรมนูญชั่วคราว โดย ... ...ที่ 7
เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 นั้น ก็ได้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับ "ถาวร"
จนได้ประกาศใช้เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2475 นั้น

ได้มีการฉีกรัฐธรรมนูญ ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า โดยคณะคนกลุ่มหนึ่ง
ซึ่งเวลาฉีก เขาก็จะให้เหตุผลว่า ที่ฉีก เพราะรัฐบาลไม่ชอบธรรม โกง...ฯลฯ

ผมเลยไปดู The Declaration of Independence (คำประกาศอิสรภาพ)
ของสหรัฐ ในสมัยที่อเมริกา
ประกาศอิสรภาพจากเครือจักรภพอังกฤษ เมื่อสองร้อยกว่าปีก่อน

ในคำประกาศ (สามารถอ่านฉบับเต็มได้ใน wikipedia.com) พบว่า
มีเนื้อหาใกล้เคียงกับคำประกาศของคณะราษฎร จนนำมาสู่การมีรัฐธรรมนูญ
เมื่อปี 2475 นั้น มีใจความคล้ายกันคือ

ประชาชนมีความเท่าเทียมกัน (People are created equal)

ทีนี้หันมาดูความจริงกัน

ความจริงก็คือ ประกาศใช้รัฐธรรมนูญมา 70 กว่าปี
แต่คนยังไม่เท่าเทียมกัน (ในแง่ของกฎหมาย)

ยกตัวอย่างให้เห็นง่าย ๆ

ก็เรื่องนี้แหละ ที่เอามาพูดกันในกระทู้นี้
ที่นักข่าวมาเลย์ เขาถามนี่แหละ...มันเท่ากันหรือไม่...

http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P8629303/P8629303.html

“มันเลยไปแล้ว”เรากำลังเลยไปไหนกัน?

ที่มา โลกวันนี้

คอลัมน์
คิดเหนือข่าว
จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้
ปีที่ 11 ฉบับที่ 2688 ประจำวัน จันทร์ ที่ 7 ธันวาคม 2009
โดย เรืองยศ จันทรคีรี

แม้ตัดออกมาเป็นประโยคสั้นๆผมก็ยังชอบการพูดถึงปัญหารัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ของ ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ท่านพูดเอาไว้มาร่วมเดือนกว่าได้แล้วกระมัง?...ดร.วรเจตน์พูดเต็มๆว่า “มันเลยไปแล้ว เราสร้างปมขึ้นมาขมวดกันจนยุ่งเหยิงขนาดนี้ ผมเห็นว่าเลยมาแล้ว ผมก็นั่งดูแล้วครับตอนนี้ ผมไม่คิดว่าจะเปลี่ยนแปลงอะไรกันได้...เราอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของประวัติศาสตร์ ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่าจะหักเลี้ยวออกไปทางไหน อย่างไร?”

ก่อนหน้านั้น ดร.วรเจตน์ยังเคยให้ความเห็นเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งมันจะนำพาประเทศไปสู่ทางตัน เพราะมันเป็นปัญหา เป็นตัวกติกาในแบบที่ไม่มีการยอมรับ และที่สุดจะต้องแก้ และก็จะมีคนไม่อยากให้แก้” ดร.วรเจตน์ นักกฎหมายมหาชน เคยยืนยันมานานแล้วถึงรัฐธรรมนูญฉบับนี้...มันไม่ใช่เพียงแก้ไข 6 ประเด็น แต่ต้องทำใหม่ทั้งฉบับ!

จับประเด็นขึ้นมาเขียนเพราะผมรู้สึกจั๊กจี้หัวใจเมื่อคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (นายกรัฐมนตรี) ได้หยิบเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ 6 ประเด็นขึ้นมาพูดถึงอีกครั้ง...ก็เป็นอะไรอย่างหนึ่งของการเล่นเกมที่เจ้าเล่ห์และชาญฉลาด คุณอภิสิทธิ์โยนไฟกองนี้กลับคืนไปตรงฝ่ายค้านอีกรอบ “วันนี้ยังแปลกใจว่า เขาบอกว่าถ้าแก้รัฐธรรมนูญจะเหมือนเป็นการยืดเวลา ความจริงถ้าฝ่ายค้านเดินมาตกลงกันป่านนี้ก็เดินไปได้แล้ว ถ้าไม่เดินก็จะมีปัญหาอีก”

แม้คุณอภิสิทธิ์ยืนยันหนักแน่นเกี่ยวกับตัวเอง ซึ่งไม่เคยมีประวัติในการหลอกใคร? แล้วเชื่อว่าประชาธิปัตย์ไม่ได้คิดยื้อเกมแก้ไขรัฐธรรมนูญ...แต่เราพิจารณารูปการต่างๆ ที่ผ่านมาก็ยังเห็นประเด็น 6 ประเด็นคงเป็นเรื่องลับ-ลวง-พรางและขี้ฉ้อบวกขี้ฮกเสียทั้งนั้น ลองดูในตอนนี้ ขณะที่คุณอภิสิทธิ์พูดว่า 6 ประเด็นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญมันไม่ใช่ทั้งเรื่องของรัฐบาลและฝ่ายค้าน แต่เป็นประเด็นที่กรรมการทุกฝ่ายตกลงกันแล้วก็ควรทำประชามติ

...วันนี้คุณอภิสิทธิ์ผู้ซึ่งยืนยันว่าตัวเองไม่เคย “หลอกใคร?” ได้พูดไปแบบนี้ ถ้าเราย้อนความทรงจำกลับไป 2-3 เดือนเท่านั้นจะเห็นว่า นายกรัฐมนตรี “เกราะอ่อน” ยังเคยทึกทักตีขลุมที่จะให้รัฐบาลเป็นเจ้าภาพในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตอนนั้นฝ่ายรัฐสภาเขายืนยันถึงความชอบธรรมที่จะเสนอแก้ไขตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญฉบับนี้เอง แต่ฝ่ายรัฐบาลโยกเยกตามสไตล์ ยกเรื่องทำประชามติเอามาเป็นข้ออ้าง

มาวันนี้คุณเกราะอ่อนพูดไปอีกแนว...สไตล์เล่นการเมืองแบบวนรอบเก้าอี้ เปลี่ยนประเด็นพูดวนแล้วเวียนเทียนหาเหตุผลไปเรื่อยๆ อันนี้ดูจะเป็นอาวุธลับของนายกรัฐมนตรี พอไปเรื่องโน้นไม่ได้ก็โหนย้อนกลับมาเรื่องเดิม พูดวนๆไปแบบจะเอาจริง...แต่ที่ไหนได้ครับ เขามีธงอยู่เพียงการพูด?

นายกฯเกราะอ่อนอันที่จริงคงรู้ดีอยู่แล้วว่าเกมแก้ไขรัฐธรรมนูญฝ่ายค้านได้มีจุดยืนและหลักการชัดเจน เคยแถลงเสมอๆสำหรับความต้องการเรียกร้องรัฐธรรมนูญ 2540 เอากลับคืนมา...อย่างอภิสิทธิ์หรือไปอ่านเกมไม่ออก? แต่ใช้ตรงนั้นมาพูดใหม่ให้เป็นข้อได้เปรียบหวังชิงแต้มทางการเมือง? ตรงนี้เท่ากับเป็นการอัดข้างฝาพรรคเพื่อไทยโดยตรง หว่านล้อมให้สังคมเห็นคล้อยตามว่าเป็นพรรคการเมืองฝ่ายค้านที่ไม่ให้ความร่วมมือในการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับ 2550

...นายกฯเกราะอ่อนยังใส่ยาพิษน้ำผึ้งขมเข้าไปมากกว่านั้นอีก โจมตีแบบเสียดสีลึกๆเหมือนอิตถีนารีเพศในภาพยนตร์โทรทัศน์ชุดบัลลังก์แสงจันทร์ สรุปเอาเองว่า “...ถ้าหากยังไม่มาทำอย่างนี้ ก็คงตีความได้อย่างเดียวว่าเป็นเรื่องของการต้องการอื่นมากกว่า ไม่ใช่เรื่องประชาธิปไตย แต่เป็นเรื่องผลประโยชน์ส่วนตัวของบางคน ซึ่งถ้าเราไปยอมก็ไปเปิดประตูให้เกิดปัญหามากมายในอนาคต...” นี่คือนายอภิสิทธิ์ผู้เป็นโฆษกใหญ่ของอำมาตยาธิปไตย!?

อ่านทางของนายกฯเกราะอ่อนแล้วเข้าใจได้ชัด “พูดไปงั้นๆแหละเพราะยังมีลิ้นกระดกได้อยู่...” ถ้าถือตาม ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ วิเคราะห์เอาไว้ เราต้องจัดกลุ่มให้นายอภิสิทธิ์เป็นสมาชิกหลักในฟากข้างของผู้ไม่ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับกลิ่นเหงื่อและคราบไคลขาหนีบของ คมช.

เป็นเรื่องน่าทบทวนทางความคิดจริงๆ ขณะที่ปัญหาวิกฤตต่างๆในสังคมไทยมันเป็นเนื้อหาไปไกลกว่ารัฐธรรมนูญ 2540 เสียอีก แต่เรายังต้องทนอยู่กับรัฐบาลที่ยึดติดแน่นกับรัฐธรรมนูญ 2550 เพียงเขี่ยออกไป 5-6 มาตราก็ไม่ยอมอยู่แล้ว...วิกฤตของประเทศที่ไปไกลระดับต้องออกแบบรัฐ ออกแบบระบบการปกครองใหม่ให้สอดคล้องกับโลกาภิวัตน์ มันเลยไปแล้วจากรัฐธรรมนูญทั้ง 2550 หรือ 2540...ถามว่าบ้านเมืองจะไปกันยังไง? แล้วเรายังจะต้องเอานายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไปไว้เสียที่ไหนดี? หรือส่งกลับเวียดนาม?

พท.โวยไม่เลิกรบ.ใช้ต่างด้าวป้ายสี

ที่มา มติชน

พล.ท.มะ โพธิ์งาม ส.ส.กาญจนบุรี พท. เพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหารรุ่นที่ 10 (ตท.10) ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ กล่าวถึง นปช. หรือคนเสื้อแดงเมินทบทวนการชุมนุมใหญ่ในวันที่ 10 ธันวาคม ว่าการชุมนุมใหญ่ของคนเสื้อแดงไม่เกี่ยวกับการปกติสุขของบ้านเมือง เพราะวันที่ 10 ธันวาคมเป็นวันรัฐธรรมนูญ ในเมื่อรัฐธรรมนูญไม่ชอบธรรมก็ต้องชุมนุมใหญ่ ซึ่งไม่รู้ว่ารัฐธรรมนูญจะแก้ไขได้ ดังนั้น การชุมนุมช่วงเวลาดังกล่าวจึงเหมาะสมแล้ว เพราะวันเฉลิมฉลองพระชนมพรรษาแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวถือว่าจบลงแล้ว ในขณะที่คนเสื้อแดงจะชุมนุมก็มีชาวบ้านที่เป็นแม่ค้าโทรศัพท์มาบอกว่า ทางตำรวจนครบาลจะให้คนต่างด้าวใส่เสื้อแดงเพื่อหวังเป็นมือที่สามเข้ามาสร้างสถานการณ์ ยืนยัน มีเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นจริง


เมื่อถามว่า รัฐบาลยืนยันว่า ไม่มีคนต่างด้าวเข้าร่วม หากมีจะไล่พ้นนอกประเทศ พล.ท.มะกล่าวว่า ยืนยันว่ามีจริง เพราะรัฐบาลสั่งให้ตำรวจนครบาลระดมคนต่างด้าวจากบรรดาชาวบ้านและแม่ค้า รัฐบาลสั่งมาจริง โดยจ้างให้คนต่างด้าวเข้าสร้างสถานการณ์ ดังนั้น รัฐบาลจะปฏิเสธไม่ได้ และถือเป็นการเล่นไม่เลิก รัฐบาลใช้ขบวนการต่างๆ เพื่อมาทำลาย พ.ต.ท.ทักษิณอยู่ตลอด ซึ่งแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลกลัว พ.ต.ท.ทักษิณ

อ่านรายละเอียด มติชน

ภารกิจ...นายพันหัวใจสีแดง "อภิวันท์ วิริยะชัย"

ที่มา มติชน

สัมภาษณ์พิเศษ

โดย หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ




"...วันนี้ผู้ใหญ่ต้องให้อภัยเด็ก ไม่ใช่ว่าประหัตประหารกันอยู่ตลอด อย่างที่พี่จิ๋ว (พล.อ.ชวลิต) ท่านพูดว่าผู้ปกครองต้องมีความเป็นธรรม ถ้าไม่มีความเป็นธรรม ผู้ใต้ปกครองก็ต้องต่อสู้เป็นเรื่องธรรมดา..."

หลากเหตุผลที่พรรคเพื่อไทย (พท.) หยิบยกขึ้นมาอ้างเพื่อประกาศพักรบกับรัฐบาลชั่วคราว

มีเป้าหมายเดียวอยู่ที่การยืนยัน "ความจงรักภักดี" แทน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในช่วงเวลามหามงคล

ด้วยเพราะภารกิจสำคัญที่แกนนำ พท. โดย พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคกับพวก ประกาศไว้คือการพิสูจน์ความจงรักภักดีให้ "นายใหญ่" และพา "อดีตผู้นำพเนจร" กลับบ้านเกิด

"เหล่านายพล-นายพันหัวใจสีแดง" จึงต้องเปิดยุทธวิธีแยก "ภูเขา" ออกจาก "ฟ้า"

บุรุษที่เป็นเจ้าของวาทะ "วิมานสีม่วง" และเจ้าของสมญา "รองฯ โรมานอฟ" นาม "พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย" รองประธานสภาผู้แทนราษฎร สังกัด พท. เปิดปากอธิบายเป้าหมาย-ปฏิบัติการครั้งสำคัญที่ยังมิอาจลุล่วง

หลังใช้ความเพียรพยายามมากว่า 3 ปี

เหตุใด พท.ถึงออกมาประกาศพักรบกับรัฐบาลในช่วงนี้

ไม่ทราบรายละเอียดเลย ผมมัวแต่ทำหน้าที่ในสภา ไม่ได้เข้าประชุมพรรคมาเป็นเดือนแล้ว แต่คิดว่าน่าจะเป็นการถวายความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์

ไม่ได้เป็นยุทธวิธีอย่างหนึ่งใช่หรือไม่

ไม่มีหรอกครับ คือ... ต้องยอมรับอยู่อย่างหนึ่งว่า พท.เป็นพรรคที่ซื่อๆ ค่อนข้างตรงไปตรงมา ไม่ได้วางแผนเป็นขั้นเป็นตอน เราคิดว่าเราทำงานการเมืองอย่างบริสุทธิ์

แต่แกนนำ พท.ออกมาประกาศแผนต่อสู้กับรัฐบาลอย่างเป็นขั้นตอน ก่อนเปิดสภาในเดือนมกราคม 2553

ในความคิดส่วนตัวนะครับ การเอามวลชนมาใช้ไม่สามารถทำให้รัฐบาลพ้นจากตำแหน่งได้ ไม่เคยมีครับในประวัติศาสตร์โลก และประวัติศาสตร์ประเทศไทย หากรัฐบาลจะล้มก็ล้มด้วยตัวเองคือ คอร์รัปชั่นมาก ประชาชนไม่ยอมรับ ยกเว้นมีอำนาจนอกระบบเหมือนที่พรรคไทยรักไทย (ทรท.) และพรรคพลังประชาชน (พปช.) ถูกกระทำ

หากเชื่อว่าการใช้มวลชนกดดันไม่สามารถคว่ำรัฐบาลได้ เหตุใด พท.ถึงยังใช้กลุ่มคนเสื้อแดงเคลื่อนไหวเพื่อปิดเกมรัฐบาล

นั่นคนละส่วนกัน ผมเรียนตรงๆ เลย แม้แต่คุณจตุพร (พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พท. และแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง) ก็พูดว่าไม่ได้ฟังพรรค เพราะเป็นเรื่องของประชาชน บางครั้งประชาชนก็ไม่ได้คิดเหมือนพรรคในทุกเรื่อง มันมีจุดเชื่อมกันอยู่อย่างเดียวคือต้องการประชาธิปไตยที่แท้จริง

แล้วใครคือผู้กำหนดทิศทางในการต่อสู้ทางการเมืองของ พท.

ก็คณะกรรมการยุทธศาสตร์และการเมือง มีท่านสมชาย (วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ) ท่านสมพงษ์ (อมรวิวัฒน์ อดีตรองนายกฯ และ รมว. ยุติธรรม) พล.อ.ชวลิต (ยงใจยุทธ ประธานพท.) เป็นที่ปรึกษา คอยกำหนดเกมเคลื่อนไหวในสภา ส่วนเรื่องเกมนอกสภา ไม่ใช่เรา พรรคไม่ได้เกี่ยวข้อง

จะบอกว่าเกมนอกสภาเป็นเรื่องที่สมาชิกพรรคไปคิดเองทำเองอย่างนั้นหรือ

ก็เป็นบางคน ส่วนน้อยนะครับ อย่างผมที่ไปขึ้นเวทีเพราะอะไร ขึ้นมาตั้งแต่สมัยหน้าบ้านป๋า (พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ) แล้ว (เมื่อ 22 กรกฎาคม 2550) เพราะไม่เห็นด้วยกับการยึดอำนาจทุกครั้ง ขนาดคนเป็นอดีตนักเรียนนายร้อยเหรียญทองอย่างผมยังถูกกล่าวหาว่าไม่จงรักภักดี สังคมมันเกิดอะไรขึ้นละครับ สังคมต้องทบทวนแล้ว ผมถึงบอกมาโดยตลอดว่า สิ่งหนึ่งที่เห็นว่าเป็นเรื่องมิบังควรยิ่ง ก็คือการเอาสถาบันมาแอบอ้างเพื่อประโยชน์ของตน แล้วก็ใส่ร้ายผู้อื่นเพื่อประโยชน์ทางการเมือง

วันนี้ผู้ใหญ่ต้องให้อภัยเด็ก ไม่ใช่ว่าประหัตประหารกันอยู่ตลอด อย่างที่พี่จิ๋ว (พล.อ.ชวลิต) ท่านพูดว่าผู้ปกครองต้องมีความเป็นธรรม ถ้าไม่มีความเป็นธรรม ผู้ใต้ปกครองก็ต้องต่อสู้เป็นเรื่องธรรมดา ทุกสังคมเป็นแบบนี้ ถามว่าผู้ปกครองหมายถึงใคร ผมหมายถึงรัฐบาล ไม่ได้หมายถึงอะไรทั้งสิ้น บางคนไปตีความ... โอ้ย! ไอ้นั่นมันสมัยโบราณแล้ว ดังนั้น มันต้องเริ่มจากผู้มีอำนาจก่อน สังเกตตอนนี้สิว่า บรรยากาศในการประชุมสภามันไม่ราบรื่นเลย เพราะผู้มีอำนาจไม่เห็นใจผู้ไม่มีอำนาจ เป็นรัฐบาลเดียวที่วิพากษ์วิจารณ์ฝ่ายค้านได้ทุกวัน

ตอนนี้ใครคือผู้มีอำนาจตัวจริง

ก็คนที่เป็นรัฐบาลอยู่

เชื่อว่าคู่เจรจาที่สามารถยุติความขัดแย้งได้คือรัฐบาลหรือ

ก็น่าจะเป็นอย่างนั้นนะ ก็...ผู้มีอำนาจก็พูดส่งต่อไปถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลังได้นี่

แล้วใครคือผู้มีอำนาจเหนือรัฐบาล

สังคมทราบดีครับ

สังคมก็ทราบเหมือนกันว่ามีผู้มีอำนาจเหนือ พท. และกลุ่มคนเสื้อแดง แสดงว่าต้องจับผู้มีอำนาจตัวจริงมาเจรจาสงบศึกกันใช่หรือไม่

คนที่ตัดสินใจได้ก็ต้องมาพูดคุยกัน หาแนวทางสันติวิธี

ในช่วง 3 ปีนี้มีหลายฝ่ายพูดถึงเรื่องการเจรจา แต่โดยข้อเท็จจริงมีการเริ่มต้นไปบ้างหรือยัง

ผมจะบอกว่าหลักการในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งของโลกเลยนะ เป็นมาตรฐานสากลเลยนะคือ 1.ต้องแก้ปัญหาตามข้อเท็จจริง อย่างพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ทุกข์อยู่ตรงไหนก็แก้ตรงนั้น 2.ต้องใช้หลักความยุติธรรม การบังคับใช้กฎหมายต้องเป็นมาตรฐานเดียวกัน ใครทำผิดก็ว่าไปตามโทษานุโทษ อย่าละเว้นให้เป็น 2 มาตรฐาน 3.ต้องใช้หลักเมตตาธรรม อะไรให้อภัยกันได้ก็ต้องให้อภัยกัน ทุกฝ่ายแหละ ไม่ว่าจะเป็นสีเหลือง สีแดง สีน้ำเงิน และ 4.ต้องใช้หลักความพอดี ผมก็เพียรพยายามพูดอย่างนี้มาหลายครั้ง แต่ไม่ค่อยมีคนฟัง

ถึงตอนนี้รู้หรือยังว่าความทุกข์อยู่ตรงไหน

ก็อยู่ที่การแย่งชิงอำนาจระหว่างฝ่ายเผด็จการกับฝ่ายประชาธิปไตย

หลายฝ่ายบอกว่าทุกข์อยู่ที่คุก กับการถูกยึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาท

(ตอบสวนทันที) อันนั้นเป็นส่วนหนึ่งของทุกข์นะครับ แต่ไม่ใช่ทุกข์จริงๆ ความทุกข์ของประเทศคือการแย่งอำนาจระหว่างเผด็จการกับประชาธิปไตย นี่คือข้อเท็จจริง ถ้าสังคมรับตรงนี้ได้ ก็แก้ปัญหาได้ แต่ถ้าสังคมไม่รับ ไปคิดว่าอดีตนายกฯทักษิณเป็นส่วนหนึ่งของระบบ ก็แก้ไม่ได้ เพราะอดีตนายกฯทักษิณเป็นส่วนหนึ่งของระบอบประชาธิปไตยเท่านั้น แต่ประชาชนเสื้อแดงส่วนใหญ่ที่เขามาๆ กัน ไม่ใช่เพราะเขารักอดีตนายกฯทักษิณนะ

อย่างวันก่อนผมไปคุยกับรุ่นพี่ ยศ พล.อ. 4-5 คน ซึ่งเป็นนายทหารราชองครักษ์เนี่ย ท่านก็บอกว่าบ้านเมืองอยู่ไม่ได้แล้วเพราะไม่มีความเป็นธรรม ท่านพูดแบบนี้จริงๆ หลังจากนี้ ก็คงจะออกมาแสดงให้สังคมได้รับรู้ว่านายทหารผู้หลักผู้ใหญ่เหล่านี้ ไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่ผ่านมาเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549

เหตุการณ์ผ่านมาตั้ง 3 ปีแล้ว เหตุใดนายทหารเหล่านั้นถึงเพิ่งนึกได้

คือนึกได้มานานแล้ว แต่ทหารเขาไม่ค่อยพูด แต่ละท่านได้เห็นการแอบอ้างเอาสถาบันมาทำลายคนอื่น เพื่อประโยชน์ของตนมากขึ้นๆ ทหารราชองค์รักษ์เหล่านั้นเลยทนไม่ไหว เยอะ... (ลากเสียงยาว) นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้นายทหารรุ่นพี่และรุ่นน้องเข้ามาอยู่ใน พท. เดี๋ยวก็จะมีลาออกจากราชการมาร่วมกับเราอีก

หลายท่านก็วิจารณ์ว่าคนที่อยู่เบื้องหลังรัฐบาลสมควรจะพักผ่อนได้แล้ว แต่ละท่านพูดอย่างนี้จริงๆ เพราะได้เห็นความไม่เป็นธรรมมา 30 ปีแล้ว

ช่วยระบุให้ชัดเจนได้หรือไม่ว่า "ผู้ที่อยู่เบื้องหลังรัฐบาลที่สมควรไปพักผ่อน" หมายถึงใคร

ใครก็รู้ครับ สื่อก็รู้ ก็คนเดียวกับที่คุณ (สื่อ) คิดนั่นแหละครับ (กวาดตามองคู่สนทนาเป็นรายคน) คนที่ทำให้บ้านเมืองเสียหายมากที่สุดแหละครับ

แสดงว่าจุดประสงค์หลักในการเกิดขึ้นของขบวนการนายพลสังกัด พท. คือการคว่ำคนที่อยู่เบื้องหลังรัฐบาล

อาจจะมองกันอย่างนั้น แต่จริงๆ ไม่ใช่หรอกครับ เพียงแต่ต้องการให้ท่านทราบว่าใครก็ตามไม่สมควรเข้ามาอินเทอร์เฟีย (แทรกแซง) เข้ามาทำให้กระบวนการประชาธิปไตยมันเบี่ยงเบนไป ถามว่าต่างประเทศรู้หรือไม่ว่า มีการจัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร เขารู้ เขาพูดกันทั้งนั้น เพียงแต่สังคมเหมือนกับให้อภัย

แต่ถ้ามองย้อนไปในสมัย ทรท. ก็มีการตั้ง ครม.ในบ้านจันทร์ส่องหล้าเหมือนกัน

ไอ้นั่นมันเป็นไปตามความสมัครใจ นึกออกไหม...แต่ไอ้นี่เป็นการบีบบังคับให้ไปตั้ง คือถ้าไปตั้งกันบ้านนายกฯอภิสิทธิ์เนี่ย ทุกคนรับได้ แต่ตั้งในค่ายทหารมันเหมือนกับถูกบังคับ คือเขาพูดอย่างนี้ครับ ท่านรู้ไหมว่าสู้กับใคร นี่คือสิ่งที่รัฐมนตรีชุดปัจจุบันเล่าให้ผมฟัง

ทั้ง พล.อ.ชวลิต พ.อ.อภิวันท์ และนายพลในพรรคถูกมองว่าเป็นพวกศักดินามาก่อน เหตุใดวันนี้ถึงมารวมตัวกันโค่นอำมาตย์

ไม่ใช่เลย อย่างผมบอกได้เลยว่าพื้นฐานมาจากค่อนข้างไพร่ด้วยซ้ำไป เพราะพ่อจบ ป.4 แม่ก็ไม่ได้เรียนหนังสือ ถ้าผมเป็นอำมาตย์ ผมไม่ลาออกจากราชการในขณะที่กำลังเติบโตหรอก ผมเป็น พ.อ. ตั้งแต่อายุยังน้อยนะครับ แต่ผมคิดว่าวิถีทางประชาธิปไตยเป็นเรื่องถูกต้อง คุณดูการคุยกับผมก็รู้แล้ว ถ้าผมไปไหน ผมต้องกร่างอย่างนี้ (ทำท่ายกแขนสยายปีก) ก็ว่าไปอย่าง ดังนั้น นายทหารส่วนใหญ่ที่มาอยู่กับ พท. ไม่ใช่อำมาตย์ ไม่ได้คิดอย่างอำมาตย์

อะไรทำให้นายทหารที่มาจากรากเดียวกัน แตกคอ-แตกแยกกันได้ขนาดนี้

ความเห็นแตกต่างเป็นเรื่องธรรมดาในระบอบประชาธิปไตย ท่านอาจเชื่อมั่นว่าวิธีการของท่านเป็นเรื่องที่ถูก ท่านไม่ได้คิดไม่ดีต่อบ้านเมืองนะครับ แต่ท่านคิดว่าวิธีการคุมนักการเมืองเอาไว้ เป็นเผด็จการเนี่ย เป็นวิธีการที่ถูกต้อง

ผมถึงบอกไงว่าตราบใดไม่แก้ปัญหาตาม 4 ข้อที่ผมบอก มันแก้ไม่ได้ คนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมอยู่บ่อยๆ มันก็ต้องสู้

ท่านเรียกร้องให้ผู้ใหญ่เมตตาและให้อภัย แต่เด็กกลับออกมาถอนหงอกผู้ใหญ่ทุกวัน อย่างนี้จะแก้ปัญหาได้หรือ

เด็กก็ต้องให้ความเคารพผู้ใหญ่ ผมเองก็ให้ความเคารพท่านประธานองคมนตรี เจอท่านที่ไหน ผมก็กราบไหว้ท่านได้ เพียงแต่เราต้องเสนอความคิดเห็นว่าเราคิดอย่างไร ส่วนในพรรคอาจมีความคิดเห็นที่หลากหลาย แต่ในที่สุดก็ต้องใช้เสียงส่วนใหญ่ตามระบอบประชาธิปไตย

พท.มีเสียงส่วนใหญ่ด้วยหรือ

มีครับ มี

แต่เสียงที่สั่งได้เด็ดขาดมีอยู่เสียงเดียว

(ส่ายหน้า) ไม่ใช่ อันนั้นเป็นความรู้สึกจากคนภายนอก เพราะบารมีของอดีตนายกฯทักษิณค่อนข้างมาก ผมเป็นคนหนึ่งที่พูดกับท่านตลอดว่าเราต้องสร้างพรรคให้เป็นสถาบัน แต่อย่างที่ว่า สมาชิกส่วนใหญ่อาจคิดว่าอดีตนายกฯทักษิณไม่ได้รับความเป็นธรรม ถามว่าแล้วมันกระเทือน พท.หรือไม่ มันกระเทือนด้วย เพราะ ทรท.ถูกยุบโดยที่เราคิดว่าเราไม่ได้รับความเป็นธรรม ลองถ้าเป็นอดีตนายกฯทักษิณคนเดียว ผมว่าปัญหามันไม่เยอะขนาดนี้หรอก แต่นี่ยุบพรรคที่มีสมาชิกพรรคเป็นล้านคน

ถ้าเช่นนั้น ทำไม พท. นำโดย พล.อ.ชวลิตต้องประกาศตัวช่วยแก้ปัญหาให้ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยเฉพาะข้อกล่าวหาเรื่องความไม่จงรักภักดี

คือพี่จิ๋วท่านก็คงเห็นว่าอดีตนายกฯทักษิณไม่ได้รับความเป็นธรรมน่ะครับ ทุกครั้งที่อำมาตย์จะแย่งชิงอำนาจ ข้อกล่าวหาข้อแรกคือความไม่จงรักภักดี ซึ่งเป็นการมิบังควรอย่างยิ่ง เป็นการทำให้เกิดการระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท คนเป็นทหารไม่สมควรทำอย่างยิ่ง อาจารย์เอย ผู้การกรมเอย ผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยเอยได้สอนผมว่าการจะเอ่ยถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เอ่ยได้สถานเดียวคือพระราชกรณียกิจที่งดงาม พระบารมีที่มีต่อพสกนิกรชาวไทย และห้ามเอ่ยอ้างพระองค์ท่านเพื่อประโยชน์ตนเอง หรือทำลายผู้อื่น ท่านสอนว่าคนที่พูดอย่างนี้คือคนไม่จงรักภักดี

แต่ที่ผ่านมาต่างคนต่างอ้างสถาบันมาโดยตลอด แม้แต่ พ.ต.ท.ทักษิณก็อ้างเหมือนกัน

ก็มิบังควรครับ ใครอ้างก็มิบังควรอย่างยิ่ง

ภารกิจพิสูจน์ความจงรักภักดีให้ พ.ต.ท.ทักษิณมีโอกาสสำเร็จหรือไม่ เพราะ พล.อ.ชวลิตก็มีข้อหาสภาเปรสซิเดียมติดตัว และยังมีรองฯอภิวันท์ โรมานอฟเพิ่มอีกคน

มันอย่างนี้ เรื่องพี่จิ๋ว สภาเปรสซิเดียมเนี่ย พี่จิ๋วเป็นทหารที่ได้รับการยอมรับว่ามีความคิดเป็นประชาธิปไตยสูงที่สุด และท่านเป็นคนพูดทางวิชาการ เป็นนักทฤษฎีน่ะ ครั้งหนึ่งท่านพูดในวันเปิดพรรคความหวังใหม่ว่าการปกครองในโลกมีอยู่ 2 อย่าง อย่างแรกคือระบบพาร์เลียเมนเทอรี่ ซิสเต็ม ก็คือระบบรัฐสภาของเรา อย่างที่สองคือระบบรวมศูนย์คือเพรสซิเดนเชียล ซิสเต็ม เท่านั้นแหละเป็นเรื่องเลย (หัวเราะเล็กๆ) นี่คือที่มา หลังๆ มีคนพยายามผูกโยงเพรสซิเดนเชียล ซิสเต็ม ไปเป็นเปรสซิเดียม ต้องเข้าใจว่าการเมืองไทยมันเป็นการเมืองที่มีการทำลายล้างสูง

ส่วนกรณีโรมานอฟ ผมได้ออกมาให้สัมภาษณ์สื่อว่า บ้านเมืองน่าห่วง เพราะประชาชนแตกแยกกันมากเหมือนกับประเทศรัสเซียในสมัยราชวงศ์โรมานอฟ เหมือนกับประเทศฝรั่งเศสในสมัยราชวงศ์บูร์บง หรือเหมือนกับประเทศจีนในสมัยราชวงศ์ฮั่น แต่ยังสามารถแก้ไขปัญหาได้ ถ้าผู้มีอำนาจทุกฝ่ายหันมาเจรจากัน ใช้แนวทางสันติวิธี เพราะวัฒนธรรมไทยนี่น่ารัก คนเป็นผู้ใหญ่ต้องเห็นใจและให้อภัยเด็ก ผู้มีอำนาจก็ต้องเห็นใจผู้ไม่มีอำนาจ เมืองไทยถึงจะอยู่รอดปลอดภัยมาได้อย่างปัจจุบัน

วันนั้นผมไม่ได้พูดถึงการล่มสลายของราชวงศ์โรมานอฟเลยนะ เพียงแต่เปรียบเทียบสถานการณ์ที่ประชาชนแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายเผด็จการกับฝ่ายประชาธิปไตย ฝ่ายอำมาตย์กับฝ่ายประชาชน ซึ่งต้องรีบแก้ไข

สรุปแล้วภารกิจสำคัญของ พท.คือการกอบกู้ภาพลักษณ์ให้ พ.ต.ท.ทักษิณ และสร้างภาพว่าจงรักภักดี

อ๋อ...ไม่ใช่ครับ ภารกิจของ พท.คือการสร้างบ้านเมืองให้เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง นี่คือภารกิจหลัก

เคยคิดหรือไม่ว่าถ้าความจงรักภักดีเป็นเรื่องที่แสดงแทนกันได้ ภารกิจนี้คงลุล่วงตั้งแต่สมัยนายกฯสมัครแล้ว

ความจริงมันเป็นอย่างไร ก็ต้องให้มันเป็นไปตามนั้น ไม่ต้องไปสร้างภาพ ไม่ต้องไปทำอะไรทั้งสิ้น แค่นั้นเอง

เป็นเพราะ พท.พยายามสร้างภาพหรือเปล่า สังคมเลยยิ่งตั้งคำถาม

ไม่ได้สร้างเลย ไม่เคยทำอย่างนั้นเลย สังเกตไหมครับ พรรคไม่เคยสร้างภาพว่าจงรักภักดีเลย เพียงแต่ต้องการแสดงออกให้ประชาชนรับรู้ และก็เหมือนกับคนไทย 99.9999999 เปอร์เซ็นต์ ที่มีความรักชาติ มีความจงรักภักดีเสมอเหมือนกันหมด

วางอนาคตทางการเมืองไว้อย่างไร

ก่อนหน้านี้เคยมีข่าวเรื่องการเสนอชื่อผมขึ้นเป็นหัวหน้า พท. แต่ผมคิดว่าการอยู่ในตำแหน่งปัจจุบัน น่าจะสามารถทำประโยชน์ให้ชาติบ้านเมืองได้มากกว่าประโยชน์ของพรรค เพราะเชื่อมั่นในความเป็นกลางในการทำหน้าที่ของตัวเอง และต้องการทำให้สภาเป็นอิสระจากฝ่ายบริหาร ผมบอกได้เลยว่าผมไม่เคยคิดอยากเป็นฝ่ายบริหาร

เป็นหัวหน้า พท.นะ

ถ้าอย่างนั้นมันต้องไปเป็นฝ่ายบริหาร

หลายฝ่ายวิเคราะห์สาเหตุที่อนาคตทางการเมืองของ พ.อ.อภิวันท์ไม่สดใส เพราะมีตราบาปจากการบุกบ้านป๋า กับคำว่า "วิมานสีม่วง"

ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ดีด้วยซ้ำ และ 1.ผมไม่ได้เป็นแกนนำ 2.คนที่ไปร่วมก็ไปกันหลายหมื่นคน บังเอิญผมไปพูดความจริงที่บุคคลบางท่านไม่สบายใจเข้า ถามว่าผมมีเจตนาอะไร บอกเลยว่าผมเป็นนายทหารที่ไม่เห็นด้วยกับการยึดอำนาจทุกครั้ง ผมไม่ได้มีความคับแค้นอะไรกับท่านนะ แต่ต้องพูดในหลักการว่าใครก็ตามที่สนับสนุนให้มีการทำรัฐประหาร เป็นเรื่องไม่ถูกต้อง

การประกาศตัวเป็นศัตรูกับ พล.อ.เปรม ทำให้ชีวิตเจอทางตันหรือไม่

(ตอบสวนตั้งแต่ยังถามไม่จบ) ไม่ได้ประกาศครับ ไม่ได้เป็นศัตรูอะไรกับท่าน ผมไม่ได้คิดอะไร

ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ยังคิดจะไปยืนอยู่หน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ในวันนั้นหรือไม่

ไปแน่นอน เพราะว่าสังคมไม่มีใครกล้าพูดว่าไม่เห็นด้วยกับการทำรัฐประหาร หรือแม้กระทั่งพูดถึงประธานองคมนตรี คนก็ไม่กล้าพูดเพราะคิดว่าเป็นสถาบัน ซึ่งจริงๆ ไม่ใช่ ผมถึงต้องออกมาพูดให้สังคมเข้าใจ และโดยส่วนตัวก็ไม่ได้มีความขัดแย้งอะไรเลย

มีโอกาสพบ พล.อ.เปรมครั้งสุดท้ายเมื่อไร

ตอนที่ผมมาทำงานกับพี่จิ๋วใหม่ๆ ที่พรรคความหวังใหม่ ท่านก็ทักทาย ตอนนั้นยังหนุ่มหล่ออยู่เลย

"ปริศนาการเมือง" 2 พล.อ.

นอกจากคำกล่าวพาดพิงถึง "นายพลบ้านสี่เสาเทเวศร์" อยู่เนืองๆ... ในวงสนทนากับ "มติชน" ครั้งนี้ "พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย" ยังเอ่ยถึง "พล.อ." อีก 2 คน

หนึ่งคือ "พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน" หรือ "บิ๊กบัง" อดีตประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ที่เพิ่งเข้ารั้งเก้าอี้หัวหน้าพรรคมาตุภูมิแบบหมาดๆ

อีกหนึ่งคือ "พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ" หรือ "บิ๊กป้อม" รมว.กลาโหม

แม้ในทางการทหาร "พ.อ.อภิวันท์" จะเป็นรุ่นน้องของ "2 บิ๊ก"

ทว่าในทางการเมืองปฏิเสธไม่ได้ว่า "2 พล.อ." เดินตามหลัง "พ.อ." ผู้นี้

"การที่พี่บังเลือกวิถีทางนี้ ผมคิดว่าเป็นแนวทางที่ถูกต้อง ส่วนการตัดสินใจจะถูกหรือผิด มันยังพิสูจน์ไม่ได้ จะเหมาะสมหรือไม่ ถือเป็นอีกเรื่องหนึ่ง" พ.อ.อภิวันท์ให้ทรรศนะเกี่ยวกับการกระโจนเข้าสู่ปลักโคนการเมืองของ "บิ๊กบัง"

เขาการันตีว่ารายการนี้ไม่มีคำว่า "ซูเอี๋ย" ระหว่าง "พล.อ.สนธิ-พ.ต.ท.ทักษิณ" แม้ภาพพรรคเพื่อไทย-พรรคมาตุภูมิจะแอบแนบชิดกันก็ตาม

"พี่บังแกอาจจะคิด... คือคนเคยมีอำนาจมาแล้ว ได้เป็น รมว.กลาโหมอีกสักที ก็คงจะดีละนะ ถ้าได้ ส.ส.สัก 20 คน ก็มีโอกาสเป็น รมว.กลาโหม"

ส่วน "นักการเมืองน้องใหม่" จะถึงฝั่งฝันหรือไม่ ขึ้นอยู่กับเป้าหมายที่ตั้งไว้ว่าสูงเกินตัวหรือเปล่า ซึ่งเขาเชื่อว่าหากตั้งเป้าเป็น รมว.กลาโหมสักสมัย ก็มีโอกาสสำเร็จ

มีโอกาสสำเร็จได้เป็น รมว.กลาโหมในรัฐบาล พท. หรือรัฐบาล ปชป.?

"ผมเชื่อว่ามีทั้ง 2 ด้าน ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ทางการเมืองในยุคนั้นๆ หากเลือกตั้งครั้งหน้า พท.ได้เสียงส่วนใหญ่ แต่ขาดไปสัก 10 เสียง ก็อาจจะดึงท่านมาร่วม ถ้า ปชป.ได้เสียงน้อยกว่า พท. แม้จะไปรวมเอาพรรคอื่นมาแล้ว เขาก็อาจจะเอาพี่บังไปร่วม นี่คือความจริงทางการเมือง"

หาก ปชป.ดึง "บิ๊กบัง" ไปร่วมรัฐบาลดูไม่แปลก แต่ถ้า พท.เอานายพลที่เคยปฏิวัติตัวเองมาเป็น รมว.กลาโหมจะประหลาดหรือไม่?

พ.อ.อภิวันท์ยิ้มมุมปากก่อนตอบว่า มันก็แปลกหน่อย แต่ในทางการเมืองมันเป็นไปได้ หรือสมมุติแทนที่จะเป็น รมว.กลาโหม ก็ให้ไปเป็นรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคงเสีย ส่วน รมว.กลาโหมเอาพี่ป้อม (พล.อ.ประวิตร) ก็ได้

จงใจเอ่ยชื่อ "บิ๊กป้อม" เพื่อข่มขวัญรัฐบาลหรือเปล่า?

"นายทหารหัวใจสีแดง" แย้งว่า "ก็สนิทนี่ครับ ถามท่านดู ผมโทร.คุยกับท่านทุกสัปดาห์ สัปดาห์ละ 2 ครั้ง ท่านบอกว่าเฮ้ย! พี่ไม่ลงการเมืองแล้ว เบื่อฉิบหาย แต่ถ้าท่านไม่ต้องเล่นการเมือง ให้มาเป็นรัฐมนตรี อย่างนี้ท่านเอา"

ถือเป็นการเปิดฉากกระชากตัว 2 นายพลเข้าสู่อ้อมอก พท.ล่วงหน้า!!!

เศรษฐกิจไม่ดีอย่างที่คิด

ที่มา ไทยรัฐ

ไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ ยังไม่มีความหวังสำหรับ ปัจจัยบวกทางด้านเศรษฐกิจในปีหน้า ดูอึมครึมอย่างไรชอบกล การเมืองไม่นิ่งน่าจะเป็นสาเหตุหลัก ดูแล้วรัฐบาลก็ไม่ค่อยยี่หระ กับวิกฤติการเมืองเท่าไหร่ มองอีกมุมเพราะวิกฤติการเมืองนี่แหละ ที่ทำให้ประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาลสมใจนึก

เพราะฉะนั้น ถ้าวิกฤติการเมืองคงอยู่ต่อไป รัฐบาลก็น่าจะได้ประโยชน์ทางการเมือง จะเรียกว่าซื้อเวลาก็ได้ แต่ผลกระทบถึงประเทศและประชาชน ไม่สามารถจะรอได้

ความเห็นของประชาชนในขณะนี้ ไม่เชื่อมั่นเกี่ยวกับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และไม่เชื่อว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัว เพราะดูจากปัจจัยโดยทั่วๆไปแล้ว ไม่มีบวกมีแต่ลบ

เรื่องที่กระทบกับเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศก็คือ ปัญหาโครงการมาบตาพุด อีก 65 โครงการ ที่ยังไม่รู้จะออกหัวออกก้อยอย่างไร เลยทำให้เม็ดเงินลงทุนที่เหลือ ชะลอตัวกันหมด และจะเป็นสาเหตุของความมั่นใจในการลงทุนบ้านเราน้อยลง

รวมทั้งความเชื่อมั่นในรัฐบาลชุดนี้ด้วย

เพราะฉะนั้น สิ่งที่รัฐบาลจะต้องเตรียมรับมือก็คือ การหาเม็ดเงินเพื่อรักษาสภาพคล่องเอาไว้ และจะต้องเร่งหามาตรการที่จะบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน กับผลกระทบจากวิกฤติที่จะตามมา

อาทิ 5 มาตรการ เพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชน ค่าน้ำค่าไฟ รถเมล์รถไฟฟรีก็ควรจะคงไว้ เห็นด้วยที่กระทรวงการคลังจะเสนอต่ออายุทุกโครงการต่อที่ประชุม ครม.ในกลางเดือนนี้

อย่างไรก็ตาม ควรจะดูโครงการช่วยเหลืออื่นๆ ซึ่งเป็นโครงการเฉพาะหน้า ไม่ใช่ประเภทโครงการลดภาระหนี้นอกระบบให้ชาวบ้าน โดยให้ไปเป็นหนี้ในระบบแทน สุดท้ายคนที่ได้ประโยชน์กลายเป็นธนาคารพาณิชย์ไปฉิบ อย่างนี้ก็ไม่ไหวเหมือนกัน

เช่นโครงการต้นกล้าอาชีพนั่นปะไร มีเรื่องร้องเรียนเข้ามาเยอะ บริษัทที่ไปช่วยฝึกอาชีพ จนบัดนี้ยังไม่ได้เงิน หรือชาวบ้านที่เข้าโครงการก็ยังไม่ได้เงินช่วยเหลือตามที่ระบุไว้

ไม่รู้ไปตกหล่นอยู่ที่ไหน

รัฐบาลก็แปลก แทนที่จะเอาที่เนื้อหาสาระ ไปโน่น อ้างรัฐบาลญี่ปุ่นสนใจโครงการนี้ขึ้นมา ไปได้น้ำขุ่นๆ โครงการนี้ได้ประโยชน์กับชาวบ้านหรือเปล่า ไม่เห็นออกมาอธิบายบ้าง

ที่อยากให้รัฐบาลเร่งพิจารณาอีกเรื่องก็คือ กรณีหวยบนดิน บอร์ดกองสลากฯเห็นชอบให้เดินหน้าเรียบร้อย สามารถดำเนินการได้ใน 90 วัน ตรงนี้จะเป็นแหล่งรายได้ของรัฐบาลที่จะนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมได้มากที่สุด

หวังว่าเมื่อถึงวันนี้ นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คงไม่ออกมาขวางลำอย่างไม่มีเหตุผล นอกจากจะทำให้เกิดปัญหาต่อรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นด้านกฎหมายและความเชื่อมั่นแล้ว จะถูกมองเอาได้ว่าเข้าข้างเจ้ามือหวยใต้ดินพ่วงไปด้วยอีกกระทง.

หมัดเหล็ก