WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, December 9, 2009

10 ธันวาคม:วันรัฐธรรมนูญและวันสิทธิมนุษยชน

ที่มา Thai E-News


“โค่นล้มระบอบอำมาตยาธิปไตย ยุบสภาเลือกตั้งใหม่ แก้ไขรัฐธรรมนูญ 50
สร้างระบอบประชาธิปไตยให้สมบูรณ์ ทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจสังคม”


โดย เปลวเทียน ส่องทาง
9 ธันวาคม 2552

สังคมไทยต้องกระทำการตรวจสอบองค์กรสิทธิมนุษยชนทั้งหลาย เนื่องจากที่ผ่านมาองค์กรสิทธิมนุษยชนหลายองค์กรมีส่วนในการเคลื่อนไหวให้ท้ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เช่น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ หรือบุคคลที่ได้รับการยอมรับสร้างภาพให้สังคมไทยว่าเป็น”ราษฎรอาวุโส” “นักวิชาการ” “เอ็นจีโอ” “สื่อมวลชน” และอื่นๆ ทั้งหลาย แต่กลับสนับสนุนวิธีการแบบอำนาจนิยม ส่งเสริมระบอบอำมาตยาธิปไตย ซึ่งเป็นการทำลายการพัฒนาประชาธิปไตยให้ก้าวหน้าขึ้นอีกรูปแบบหนึ่งด้วยเช่นกัน


นับตั้งแต่มีการปฏิวัติ ปี 2475 จาก”ระบอบสมบูรณาญาสิทธิ์” มาสู่ “ระบอบประชาธิปไตย” รัฐไทยได้กำหนดให้วันที่ 10 ธันวาคม ของทุกปี ถือเป็น “วันรัฐธรรมนูญ” ที่ทุกภาคส่วนให้ความสำคัญอย่างยิ่ง ในฐานะที่รัฐธรรมนูญ เป็นกฎหมายการปกครองสูงสุดของประเทศ

กล่าวได้ว่ารัฐธรรมนูญเป็นการสะท้อนความสัมพันธ์ทางอำนาจของกลุ่มพลังต่างๆในสังคมไทย แต่อย่างใดก็ตามรัฐธรรมนูญก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงตามเงื่อนไขทางการเมืองอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะเมื่อมีการรัฐประหารเกิดขึ้นในสังคมการเมืองไทย

ขณะเดียวกัน ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง ผู้นำประเทศต่างๆ ได้ตระหนักว่า การคุ้มครองสิทธิมนุษยชนอย่างมีประสิทธิภาพเป็นสิ่งสำคัญที่จะก่อให้เกิดสันติภาพแลความเจริญก้าวหน้าขึ้นในโลก จึงได้ร่วมมือกันจัดตั้งองค์การสหประชาชาติขึ้น เพื่อเป็นองค์การโลกที่จะคุ้มครองมนุษยชาติให้ได้รับความเป็นธรรมอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน

สมัชชาสหประชาชาติได้มีมติรับปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (The Universal Declaration of Human Rights) เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2491 และมีมติประกาศให้วันที่ 10 ธันวาคมของทุกปี เป็น “วันสิทธิมนุษยชน” (Human Rights Day)

อย่างไรก็ตาม ภายใต้วิกฤตทางเศรษฐกิจโลกปัจจุบันซึ่งเริ่มจากประเทศทุนนิยมศูนย์กลางอเมริกาได้ส่งผลกระทบต่อประเทศต่างๆทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย โดยเฉพาะภาวะของคนตกงานนับสองล้านคนในปีหน้า สินค้าด้านการเกษตรกรรมจะตกต่ำมากยิ่งขึ้น แน่นอนว่าย่อมส่งผลกระทบต่อประชาชนส่วนใหญ่ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมอย่างที่เห็นและเป็นอยู่มากยิ่งขึ้นด้วย

นอกจากนี้แล้ว สังคมไทยไม่เพียงเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจโลกเท่านั้น ปัจจัยภายในประเทศของความขัดแย้งระหว่าง”ขั้วอำนาจอำมาตยาธิปไตย” กับ “ขั้วพลังประชาธิปไตย” ก็ยังไม่จบสิ้น นับตั้งแต่รัฐประหาร 19 กันยายน 2549

โดยเฉพาะ ปัญหารากเหง้าของรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่มาจาก “ระบอบอำมาตยาธิปไตย” โดย “อำมาตยาธิปไตย”และเพื่อ”อำมาตยาธิปไตย”

กระนั้นก็ตาม ภายหลังจากการเลือกตั้ง พรรคพลังประชาชนได้เสียงข้างมากจัดตั้งรัฐบาลตามหลักการประชาธิปไตยรัฐสภา แต่ความขัดแย้งดังกล่าวยังไม่จบสิ้น เนื่องด้วยมีการเคลื่อนไหวของ”พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย”เพื่อล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

ซึ่งความขัดแย้งดังกล่าวก็ได้สร้างความบอบช้ำ ซ้ำเติมให้กับสังคมไทยมากยิ่งขึ้นในหลายๆด้านด้วยกัน ที่สำคัญโดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจย่ำแย่มากยิ่งขึ้น เมื่อมีการเคลื่อนไหวยึดสนามบินสุวรรณภูมิของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจนถูกประณามไปทั่วโลก และนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลอภิสิทธิ์ที่มีทหารและอำมาตย์หนุนหลังในที่สุดอย่างที่รับทราบกัน

ขณะที่ ปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนซึ่งส่วนหนึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่า ปรากฏขึ้นมาจากการที่สังคมไทย ที่มีการพัฒนาที่ไม่สมดุล ไม่เคารพสิทธิเสรีภาพ ไม่มีความเสมอภาคและไม่มีความเป็นธรรม และรากเหง้าส่วนหนึ่งเนื่องมาจากการขาดอำนาจต่อรองของพลังชนชั้นล่าง ตลอดทั้งสังคมไทยที่ไม่เป็นสังคมประชาธิปไตยอย่างที่ควรจะเป็น และหรือการพัฒนาประชาธิปไตยในสังคมไทยมักหยุดชะงักจากอำนาจอำมาตยาธิปไตยโดยคณะรัฐประหารทั้งเปิดเผยและซ่อนรูปอยู่เสมอ

ในโอกาสวันรัฐธรรมนูญและวันสิทธิมนุษยชน ผู้เขียนมีความคิดเห็นต่อสถานการณ์การเมืองเศรษฐกิจและสังคม และข้อเสนอเบื้องต้น ดังนี้

1. ในการชุมนุมของคนเสื้อแดงในวันที่ 10 ธันวาคม 2552 นี้ เพื่อรำลึกและสืบทอดเจตนารมณ์ประชาธิปไตย ถือเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ที่รัฐบาลไม่ควรนำมาเป็นข้ออ้างในการใช้พรบ.ความมั่นคงแห่งชาติหรืออ้างเหตุผลต่างๆใดๆมาทำลายความชอบธรรมของการชุมนุมตามสิทธิในระบอบประชาธิปไตย

2 รัฐบาลต้องดำเนินให้มีการยุบสภาเพื่อจัดการเลือกตั้งใหม่โดยเร่งด่วนเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งอย่างสันติวิธีและเป็นไปตามหลักการประชาธิปไตยที่ต้องคืนอำนาจอธิปไตยให้ประชาชน โดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่ ต้องดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี 50

โดยใช้กระบวนการมีส่วนของภาคประชาสังคมลักษณะเดียวกับกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญปี 40 โดยมีหลักการสำคัญของ ”ระบอบประชาธิปไตยรัฐสภา”และ”ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม”ควบคู่กัน คือ ลดอำนาจของระบอบอำมาตยาธิปไตยทั้งหมด ส่งเสริมและสร้างเงื่อนไขให้สถาบันพรรคการเมืองพัฒนาให้ ก้าวหน้าขึ้น ที่สำคัญต้องส่งเสริมสถาบันของภาคประชาชนต่างๆ เช่น สหภาพแรงงาน องค์กรเกษตรกร และอื่นๆ ด้วยเช่นกัน

3. ในสถานการณ์การวิกฤตการเมืองปัจุบัน ขอประณามอำนาจนอกระบบที่แทรกแซงทั้งโดยตรงและโดยอ้อม ตลอดทั้งนักการเมืองที่ไม่มีจุดยืนเพื่อประชาธิปไตย เนื่องจากว่าเป็นการทำลายการพัฒนาประชาธิปไตยอีกรูปแบบหนึ่ง ที่ต่อเนื่องมาจากการเคลื่อนไหวของพันธมิตรเพื่อประชาธิปไตยและผู้ให้ท้ายพันธมิตรทั้งหลาย

4.สังคมไทยต้องกระทำการตรวจสอบองค์กรสิทธิมนุษยชนทั้งหลาย เนื่องจากที่ผ่านมาองค์กรสิทธิมนุษยชนหลายองค์กรมีส่วนในการเคลื่อนไหวให้ท้ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เช่น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ หรือบุคคลที่ได้รับการยอมรับสร้างภาพให้สังคมไทยว่าเป็น”ราษฎรอาวุโส” “นักวิชาการ” “เอ็นจีโอ” “สื่อมวลชน” และอื่นๆ ทั้งหลาย แต่กลับสนับสนุนวิธีการแบบอำนาจนิยม ส่งเสริมระบอบอำมาตยาธิปไตย ซึ่งเป็นการทำลายการพัฒนาประชาธิปไตยให้ก้าวหน้าขึ้นอีกรูปแบบหนึ่งด้วยเช่นกัน

5. ภายใต้วิกฤตเศรษฐกิจในปัจจุบันนี้ ต้องผลักดันให้สังคมไทยเกิด”รัฐสวัสดิการ”ขึ้น โดยมีมาตรการเก็บภาษีที่ก้าวหน้า เพื่อสร้างหลักประกันสังคมพื้นฐานเบื้องต้นให้กับประชาชนในสังคมไทย จาก“ครรภ์มารดาสู่เชิงตะกอน” ต้องเร่งดำเนินการปฏิรูปที่ดินทั้งชนบทและในเมือง ให้ชุมชนและสังคมส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อสร้างความเสมอภาคและความเป็นธรรมในสังคมไทย

6. ท้ายสุด ผู้เขียนมีความคิดเห็นว่า การแก้ไขปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนนั้น ถือเป็นการเคลื่อนไหวเพื่อศักดิ์ศรี สิทธิความเป็นมนุษย์ เพื่อต้องสร้างความเสมอภาคให้เกิดขึ้นในสังคม ที่สำคัญแยกไม่ออกจากการที่สังคมการเมืองต้องมีพื้นที่ประชาธิปไตยมิใช่เผด็จการอำมาตยาธิปไตยหรืออำนาจนิยม

ดังนั้น ผู้ปกครองต้องมาจากการเลือกตั้งของประชาชน ประชาชนตรวจสอบถ่วงดุลย์ ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพ มีส่วนร่วมด้านต่างๆ และวิพากษ์วิจารณ์ถอดถอนผู้ปกครองได้

คนไทยหมดความสุข ตั้งแต่มีกลุ่ม พธม. + รัฐประหาร 19 กย.เป็นต้นมา

ที่มา Thai E-News


โดย คุณ ขนมต้ม
ที่มา เวบบอร์ด พันทิปราชดำเนิน
ภาพ คุณเซียร์ และ คุณ Gag Las Vegas
9 ธันวาคม 2552

ก่อนอื่น ขอแสดงความเห็นใจกับคุณแม่ของคุณศิวรักษ์ครับ กับกรณีที่เขาถูกตัดสินเช่นนั้น

อยากให้คุณแม่สงบใจ และแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ด้วยความรอบคอบครับ ผมเองก็เอาใจช่วยนะครับ

กลับมาที่ประเด็นของกระทู้ ซึ่งต่อเนื่องจากกระทู้ก่อนหน้านี้ ก็คือการชุมนุมของกลุ่ม นปช. วันที่ 10 ธ.ค. ซึ่งเป็นวันรัฐธรรมนูญที่จะถึงนี้

อย่างที่พวกเราทราบกันว่า มีความพยายามที่จะ "สร้างปม" ให้สังคมไทย เกลียดเสื้อแดง โดยกล่าวหาว่า ไม่รู้จักกาลเทศะ, กระแสจะตีกลับบ้าง ฯลฯ

ที่ได้ยินบ่อยก็คือ ...ทำลายความสุขของคนไทย ..ในกระทู้ก่อนนั้น ผมได้ถามไปแล้วว่า คนที่บอกว่า ถ้าเสื้อแดงชุมนุมวันรัฐธรรมนูญนี้นั้น จะเป็นความทุกข์ของคนกลุ่มไหนหรือ?

งานวันรัฐธรรมนูญ ได้จัดมากันไม่รู้ต่อกี่ครั้ง จัดทุกปีด้วย

ผมได้อ่าน พล นิกร กิมหงวน ในเรื่อง "วันรัฐธรรมนูญ" ซึ่งเขียน ถึงวันรัฐธรรมนูญ เมื่อปี พ.ศ. 2495 เมื่อ 57 ปีมาแล้ว (ดู สามเกลอ วันรัฐธรรมนูญ ) ได้เห็นว่า คนสมัยนั้น เขาให้ความสำคัญกับวันรัฐธรรมนูญเป็นอย่างมาก เหมือนออกงานกาชาด ผู้คนไปเที่ยวหาความสุข เหมือน ๆ กับสมัยนี้ ที่ออกไปชมงานที่ถนนราชดำเนินเมื่อปีที่แล้ว

ความสุขของคนไทย ดีเท่ากับปีนี้หรือเปล่า ...ผมนั่งดูงานเลี้ยงที่เขาถ่ายทอด ที่ทำเนียบรัฐบาล เป็นงานสโมสรสันนิบาต ที่รัฐบาลจัดถวายฯ

ปีที่แล้ว ..เราจัดที่ หอประชุมกองทัพเรือครับ..ทำไม??

เพราะจัดที่ทำเนียบไม่ได้ ..พันธมิตร (กลุ่มคนที่บอกว่าจงรักภักดีกว่าใคร) เขาทำลายทำเนียบรัฐบาลย่อยยับไปหมด ...จนทำอะไรไม่ได้

สื่อมวลชนไทยบางคน ..ทำเป็นลืม ..บอกว่า ถ้าเสื้อแดงทำในช่วงนี้ จะทำให้กระแสตีกลับ... ผมถามว่า กระแสอะไรตีกลับ??

ผมคิดว่า เสื้่อแดง เขาไม่ได้ต้องการให้สื่อมวลชนไทยบางกลุ่ม บางคน ไำปเชียร์เขาหรอกครับ เพราะผมเห็นเสื้อแดงเขาบอกว่า เขาไม่ได้สนใจกับสื่อไทยมานานแล้ว เสื้อแดงเขาก็ทำหนังสือพิมพ์ของเขาเอง, ทำทีวีของเขาเอง..มีวิทยุตามจังหวัดต่าง ๆ เอง ...มีเน็ต มีบล็อก มีเว็บจำนวนมาก เป็นของพวกเขาเอง

ผมจำได้ว่า ท่านรอง ฯ คุณดิสธร วัชโรทัย เคยบอกกลุ่มพันธมิตรว่า ถ้ารักในหลวง ขอให้กลับบ้าน ไม่ต้องไปแสดงพลังที่ทำเนียบ ...ออกข่าวได้ยินกันไปทั่ว แต่ก็โดน สนธิ ลิ้มทองกุล ด่ากลับว่า ข้าไม่กลัวเอ็ง แล้วทำการอย่างที่รู้เห็นกันไปทั่วโลก (ซึ่งมีแต่สื่อไทยบางกลุ่มเท่านั้นแหละ ที่มองไม่เห็น)

กล่าวโดยสรุป สำหรับประเด็นกระทู้นี้ก็คือ คำกล่าวจากหลาย ๆ กลุ่มที่บอกว่า เสื้อแดงชุมนุม จะทำให้คนไทยไม่มีความสุขนั้น....

พิสูจน์ง่าย ๆ แล้วว่า....ไม่จริง

คุณแม่ของคุณศิวรักษ์ ก็เป็นคนไทย ...ก็ยังไม่มีความสุข..

ญาติพี่น้องของทหารที่เสียชีิวิตในภาคใต้วันนี้ ...ก็ไม่มีความสุข..

ญาติพี่น้องของคนที่บาดเจ็บ ล้มตาย ..ในการระเบิดที่ตลาดเช้าที่ภาคใต้วันก่อน..ก็ไม่มีความสุข..

ชาวบ้านมาบตาพุด ที่โดนก๊าซพิษรั่วใส่ เมื่อวันก่อน ..ก็ไม่มีความสุข..ฯลฯ

คนที่บอกว่า ตัวเองกำลังสุข ...ต้องถามว่า คุณเป็นคนไทยหรือเปล่า ที่เอาสุขเฉพาะตัวเอง จนลืมความทุกข์ของพี่น้องร่วมชาติ

ถ้าจะสุข ..ก็ต้องสุขด้วยกัน ...ไม่ใช่สุขเฉพาะกลุ่มของตน ..ไม่ใช่สุขแบบหลอก ๆ ...ไม่ใช่สุขวันนี้ ...พรุ่งนี้ก็ทุกข์เหมือนเดิม...

ถ้าให้ผมสรุป... คนไทยหมดความสุข มาตั้งแต่ สนธิ ลิ้มทองกุล รวมสมัครพรรคพวก ตั้งกลุ่มที่ชื่อ กลุ่มพันธมิตร ..+ รัฐประหาร 19 กันยา...แล้วล่ะ

จะบอกให้...

สื่อไทยแร้งทึ้งแม่วิศวกรหลังเขมรตัดสินคุก7ปี

ที่มา Thai E-News


สื่อไทยรุมทึ้งนางสิมารักษ์ ณ นครพนม แม่นายศิวรักษ์ ชุติพงษ์ วิศวกรชาวไทย ซึ่งกำลังร่ำไห้ซบอกลูกชายคนรอง หลังฟังคำตัดสินศาลกัมพูชาพิพากษาจำคุกบุตรชาย 7 ปี ปรับอีก 1 แสนบาท ข้อหาจารกรรมข้อมูลการบิน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯไทย วันนี้ (8 ธ.ค.)

นางสิมารักษ์เปิดเปลือกอย่างเหลืออดว่านายคำรบ ปาลวัฒน์วิชัย เลขานุการเอกประจำสถานทูตไทยในกัมพูชา เป็นผู้อยู่เบื้องหลังทำให้ลูกของเธอติดคุก พร้อมร้องขอให้อดีตนายกฯทักษิณช่วยเหลือ ส่งผลให้เวบASTVผู้จัดการ กระบอกเสียงผู้ก่อการร้ายพันธมิตร พาดหัวโจมตีว่า ปาหี่! แม่ศิวรักษ์โร่ซบ “แม้ว-จิ๋ว” ขออภัยโทษฯ โยนบาปเลขาฯ ทูต

ส่วนธีระ ธัญญไพบูลย์ ค่ายเนชั่น กระบอกเสียงระบอบอำมาตย์เตือนว่า การที่นางสิมารักษ์นำเรื่องลูกชายติดคุกไปเป็นเครื่องมือทางการเมืองให้ทักษิณแสวงผลประโยชน์เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ และน่ารังเกียจ

เปิดคำพิพากษาสั่งจำคุก"ศิวรักษ์"7 ปี ชี้เผยข้อมูลลับ"แม้ว"บิน ละเมิดการรปภ.บุคคลสำคัญของกัมพูชา

ศาลกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา พิพากษาว่านายศิวรักษ์ ชุติพงษ์ วิศวกรไทยบริษัท แคมโบเดีย แอร์ทราฟฟิค เซอร์วิสเซส จำกัด หรือ แคทส์ บริษัทในเครือสามารถคอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) มีความผิดจริง

เอเอฟพีรายงานว่า เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 8 ธันวาคม นายเค สกาน หัวหน้าคณะผู้พิพากษาของศาลกรุงพนมเปญ อ่านคำพิพากษาระบุว่านายศิวรักษ์มีความผิดจริงเกี่ยวกับการละเมิดความมั่นคงแห่งชาติและความปลอดภัยของสาธารณะ ที่สอดแนมข้อมูลเที่ยวบินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีระหว่างเดินทางเยือนกัมพูชา เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ให้กับสถานทูตไทย ข้อมูลการเดินทางของพ.ต.ท.ทักษิณถือว่าเป็นความลับ การนำข้อมูลไปเปิดเผยต่อผู้อื่นเป็นการฝ่าฝืนข้อปฏิบัติในการรักษาความปลอดภัยบุคคลสำคัญ เนื่องจาก พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นที่ปรึกษารัฐบาลกัมพูชา ถือว่านายศิวรักษ์ มีความผิด ต้องโทษจำคุก 7 ปีและปรับเป็นเงิน 10 ล้านเรียล หรือราว 85,000 บาท ซึ่งถือเป็นโทษที่ต่ำสุดสำหรับข้อหาดังกล่าว

นายเค สกาน กล่าวว่า ระหว่างนายศิวรักษ์ให้ปากคำต่อศาลได้ขอให้ศาลยกข้อหา โดยยืนยันไม่ได้จารกรรมข้อมูลตามที่ถูกกล่าวหา แม้จะโทรศัพท์พูดคุยกับ นายคำรบ ปาลวัฒน์วิไชย เลขานุการเอกของสถานทูตไทย ในกรุงพนมเปญจริง แต่เป็นเพียงการยืนยันว่าเที่ยวบินเช่าเหมาลำลงจอดแล้ว โดยที่ไม่รู้เลยว่าพ.ต.ท.ทักษิณ โดยสารมาในเที่ยวบินดังกล่าว

Tuesday, December 8, 2009

แก้วตาดวงใจ

ที่มา เดลินิวส์

“หน่อยว่างงาน เลยไปเรียนวาดรูป แต่ยังแค่อนุบาลนะพี่ วันนี้จะเปิด ตัวโครงการ แก้วตา ดวงใจ เทิดไท้องค์ราชา ราชินี พี่มาเป็นกำลังใจให้หน่อยด้วยนะคะ”

เจอแบบนี้เข้า จะเหลือรึ !!!

ได้แต่พาตัวเองไปร่วมเปิดตัว โครงการ แก้วตา ดวงใจ เทิดไท้องค์ราชา ราชินี ผ่าตัดหัวใจ และดวงตาให้ผู้ยากไร้ 1,800 ราย ของ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อดีตบ้านเลขที่ 111 อดีต รมว. สาธารณสุข และอีกหลายกระทรวง ที่ สยามพารากอน เท่านั้นเอง

ไปแล้ว ก็ดีใจแทนคนอ้อน คนเพียบเลย ทั้งอดีตนักการเมือง พงศ์เทพ เทพกาญจนา, ภูมิธรรม เวชชยชัย นัก ธุรกิจใหญ่ เสี่ยเบนซ์ทองหล่อ วสันต์ โพธิพิมพานนท์, คุณหญิงณัฐิกา อังอุบลกุล, รพีพรรณ เหลืองอร่ามรัตน์, ศุภลักษณ์ อัมพุช, ปกรณ์ มาลากุล และ ภัทรียา เบญจพลชัย ผจก.ตลาดหลักทรัพย์ เป็นต้น....

กับเหล่าดาราอีกเพียบ

กบ สุวนันท์ คงยิ่ง ภริยาบรู๊ค สัมภาษณ์ที่มาที่ไป เลยรู้ คุณหน่อย อยากเป็นศิลปินนานแล้ว ตกงาน 5 ปี เพราะไทยรักไทยถูกยุบ เลยไปเรียนวาดรูปซะเลย พอวาดเป็น ก็เลยอยากโชว์ เอ๊ย เอามาพิมพ์ ส.ค.ส.ขายซะ !!

ที่จริง โรคหัวใจ ต้อกระจก และ มะเร็ง ก็อยู่ในโครงการ 30 บาท แต่คนไข้เยอะมาก เป็นสิบล้านคน ต้องรอคิวนานมาก บางคนยากจน ตังค์จะ นั่งรถหาหมอยังไม่มี ตายไปก่อนก็มี น่าเศร้ามาก

คุณหน่อยกับอีก 15 องค์กร คือ มูลนิธิไทยพึ่งไทย (ที่เป็นประธาน), ทรูวิชั่นส์, หอการค้าไทยจีน, สมาคมแต้จิ๋ว, ป่อเต็กตึ๊ง, มูลนิธิไกรสิทธิ์การกุศล, กสท., สยามพารากอน, ทีโอที, บริษัท 7-11, ไทยพาณิชย์, ปตท., จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่, วตท.9 และ แอ๊ดวานซ์ อะโกร จึงร่วมกันคิดทำโครงการนี้

เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล

ถือเอาปีหน้า ซึ่งเป็นปีมหามงคล ตรงกับวันราชาภิเษกสมรสครบ 60 ปี (28 เมษายน) และราชาภิเษกครบ 60 ปี (5 พฤษภาคม) ช่วยกันหาเงิน โดยเอาเลข 60 เป็นเลขมงคล ตั้งเป้า

ผ่าตัดโรคหัวใจ 600 ราย ค่าใช้จ่ายรายละ 30,000 บาท เป็นเงิน 18 ล้านบาทผ่าต้อกระจก 600 ราย รายละ 1,500 บาท เป็นเงิน 9 แสนบาท ฉายรังสีผู้ป่วยมะเร็ง 600 ราย รายละ 28 ครั้ง ครั้งละ 8,000 บาท เป็นเงิน 134.4 ล้านบาท

รวมทั้งหมด 153.3 ล้านบาท

การขาย ส.ค.ส. ก็เป็นกิจกรรมหนึ่ง มี 4 ชุด คาร์เนชั่น ดอกกุหลาบ ว่านสี่ทิศ และดอกกระดังงา (ที่วาดแล้วพอดูได้) ราคาชุดละ 400 บาท หนึ่งชุด 40 ใบ ที่จริงมีดอกหน้าวัวด้วย แต่ชื่อไม่เพราะ เลยไม่เอามาพิมพ์

ว่ากันว่า ไม่มีกุศลไหนยิ่งใหญ่กว่าการให้ชีวิตคน อีกแล้ว

จึงอยากเชิญชวนท่านผู้อ่านมาร่วมทำบุญด้วย จะบริจาคเป็นราย ๆ เช่น ผ่าตัดต้อกระจกรายละ 1,500 บาท คนไข้ก็ได้มองเห็นแล้ว หรือจะช่วยซื้อ ส.ค.ส. ก็เชิญซื้อได้ที่

ดิเอ็มโพเรียม, สยามพารากอน, เดอะมอลล์, เซ็นทรัล และร้าน 7-11 ทุกร้าน หรือติดต่อ นิภาพรรณ 08-4723-4644 ตั้งแต่บัดนี้ วันนี้ไม่เขียนเรื่องการเมือง นอกจากเรื่องบุญกุศลเพียว ๆ จะได้อิ่มใจกันทั่วหน้า

รับปีใหม่.

ดาวประกายพรึก

ยิ่งนานยิ่งล่มจม

ที่มา ไทยรัฐ

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยจับมือกับผู้ประกอบการลงทุนใน นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด และพื้นที่ใกล้เคียงถูกคำสั่งศาลปกครองให้ระงับโครงการ จำนวน 65 โครงการ ซึ่ง อยู่ในระหว่างหาทางแก้ไข ปรากฏว่าสร้างความหวั่นไหวให้กับนักลงทุนทั้งไทยและเทศอย่างมหาศาล

จากถ้อยแถลงของ คุณพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล รองประธานสภาอุตสาหกรรมต้องการให้รัฐบาลระบุถึงความชัดเจนเกี่ยวกับปัญหาของสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมควรจะตั้งหลักเกณฑ์ วิธีการ ระเบียบปฏิบัติให้ชัดเจน

ทั้งนี้ การทำรายงานผลกระทบต่อสุขภาพที่คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติร่างขึ้นมา จะส่งผลกระทบกับการลงทุนที่เห็นได้ชัด อาทิ เรื่องของเวลา หากต้องใช้เวลาในการประเมินมากกว่า 14 เดือน ส่งผลให้ผู้ประกอบการทั้งหลายสูญเสียรายได้ประมาณ 2.6 แสนล้านบาท และพนักงานที่มีอยู่ในปัจจุบันจำนวน 3 หมื่น 7 พันคนก็จะได้รับความเดือดร้อนไปด้วย

ปัญหาที่จะตามมาก็คือ ผู้ชำนาญการในการประเมินนั้นมีจำนวนจำกัด ถ้าจะต้องดำเนินการพร้อมกันทั้ง 65 โครงการ จะต้องเกิดความวุ่นวายแน่นอน

เท่าที่ทราบตอนนี้ในจำนวน 65 โครงการ มีหลายรายที่ตัดสินใจถอนการลงทุนไปแล้ว เนื่องจากมีความเสี่ยงในการลงทุนสูง คิดเป็นมูลค่าการลงทุนประมาณ 3-4 หมื่นล้านบาท
นี่คือผลกระทบทางเศรษฐกิจที่ส่งผลทันที

รัฐบาลมะงุมมะงาหรา ตั้งกรรมการ ตั้งคณะทำงานค่อยๆเจรจาปล่อยไปตามดวง ความเชื่อมั่นของนักลงทุนตกวูบ เข้าใจว่าถ้าบางโครงการไม่ติดว่ามีการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานไปบานตะไทแล้ว ก็คงพากันถอนตัวทั้งยวง

ไล่ดูกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องของสิ่งแวดล้อมบ้านเรา มีกันละเอียดยิบ ไม่รู้กี่ฉบับกี่ชุด หลบเรื่องนั้นมาเจอเรื่องนี้ ถือว่ากฎหมายเป็นอุปสรรคกับการลงทุนในบ้านเราอย่างมาก

กลไกภาครัฐก็ไม่ค่อยทำงาน รอน้ำยาหล่อลื่น อย่างเดียว ไม่อย่างนั้นงานก็ไม่ค่อยเดิน และเปิดช่องให้เอกชนที่ชอบเดินทางลัดทำผิดขั้นตอน สุดท้ายก็มามีปัญหาภายหลัง

ยิ่ง รมต.ที่เกี่ยวข้องไม่ค่อยจะเป็นงาน จ้องแต่จะชี้ช่องรวย เลยไปกันใหญ่ นักลงทุนที่มีมาตรฐานพากันเอือมระอาไปหมด

ผลกระทบที่เกิดขึ้นนอกจากเม็ดเงินที่ลดสภาพคล่องลงไป ปัญหาแรงงาน ความเชื่อมั่นและย้ายฐานการลงทุนแล้ว ธุรกิจอุตสาหกรรมโรงแรมในภาคตะวันออกก็เริ่มจะได้รับผลกระทบ ถึงขนาดต้องขอยืดเวลาชำระหนี้กับทางธนาคาร เฉพาะธนาคารกรุงไทยแห่งเดียวคิดเป็นมูลค่าหนี้ประมาณ 2 หมื่นล้านบาท

เฮ้อ ประเทศไทยยังไม่มีอนาคต.

หมัดเหล็ก

เสธ.แดงย้ำอีก นักรบดำ ร่วมม็อบแดงแน่

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_51787

พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล

'เสธ.แดง'แฉ ทภ.2 จัดรถรับนักรบดำถึงกทม.เดินทางไปโคราชฟัง ผบ.ทบ. กล่อมเลิกชุมนุมเสื้อแดง พร้อมให้เงิน 5 ล้านบาท ล่อใจ เหน็บรัฐบาลเตะอ้อยเข้าปาก....

พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก กล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. เดินทางเข้าเยี่ยมทหารพรานค่ายปักธงชัย จ.นครราชสีมา ว่า เมื่อคืนวันที่ 7 ธ.ค.ที่ผ่านมา ตนได้พูดคุยกับอดีตทหารพรานค่ายปักธงชัย เพราะทราบวันนี้ ผบ.ทบ.จะเดินทางไปที่ค่ายปักธงชัย หารือกับทหารพราน และบรรดาอดีตทหารพราน เพื่อทำความเข้าใจและมีการเตรียมเงินกว่า 30 ล้านมาให้ทั้ง 3 ชมรมๆละ 10 ล้านบาท

"การเดินทางไปร่วมหารือกับ พล.อ.อนุพงษ์ ถึงค่ายปักธงชัยของอดีตทหารพรานนี้ สมาชิกทั้ง 3 ชมรม ได้มารวมตัวกันที่ตั้งของชมรมรามอินทรา 34 เมื่อคืนวันที่ 7 ธ.ค.ที่ผ่านมา และกองทัพภาคที่ 2 จัดรถบัสมารับอดีตทหารพรานเหล่านี้ถึงที่ เพื่อเดินทางไปพบกับ พล.อ.อนุพงษ์ ที่ค่ายปักธงชัยในวันที่ 8 ธ.ค.ซึ่งทราบว่า มีอดีตทหารพราน ประมาณ 600 คน ที่ได้เข้าพบ พล.อ.อนุพงษ์ และทราบว่า ภายหลังการเข้าพบ พล.อ.อนุพงษ์ ได้มอบเงิน จำนวน 5 ล้านบาท ให้ทั้ง 3 ชมรม จากเดิมที่จะให้ 30 ล้านบาท"พล.ต.ขัตติยะ กล่าว

พล.ต.ขัตติยะ กล่าวอีกว่า วันนี้มีอดีตทหารพรานมาขอบคุณตนจำนวนมาก เพราะนักรบชุดดำเหล่านี้ไม่เคยมีรัฐบาลไหนเหลียวแล 10 ปีที่ผ่านมา ปล่อยเหมือนหมูเหมือนหมาหาขายล็อตเตอรรี่กันเอง การเมืองทำให้มีคุณค่าพรรคประชาธิปัตย์เอาเงินให้ ผบ.ทบ.มาฟาดหัวซื้อจิตวิญญาณนัดประชุมนักรบชุดดำ ที่ค่ายปักธงชัยเอารถทัวร์มารับ ที่กรุงเทพฯอย่างดีแต่เดิมจะให้ 30 ล้านบาท แต่ไม่รู้ทำไมให้เพียง 5 ล้านบาท ไม่รู้ว่างานนี้รัฐบาลเตะอ้อยเข้าปากหรือไม่ แต่ไม่ต้องห่วงนักรบชุดดำเหล่านี้เขาบอกเป็นสิ่งที่ดี เพราะเขาจะได้มีเงินเดินทางเข้ามาร่วมชุมนุมในวันที่ 10 ธ.ค.นี้ เพราะแม้จะขอความร่วมมือไม่ให้ร่วมชุมนุม แต่เขาไม่ได้ห้าม ซึ่งเขายืนยันที่จะมาร่วมชุมนุมเหมือนเดิม.

เสมอภาค-สามัคคี-สงคราม

ที่มา บางกอกทูเดย์

ถึงวันนี้...มีเสียงเปล่งเสียงเรียกร้องความสามัคคี..ดังขึ้นมาอึงมี่...ปานประหนึ่งว่า...ความสามัคคีคืออาหาร ที่หากแจกจานกันไปจนครบทั่วทุกตัวคนแล้ว...มันจะเกิดขึ้นมาเองได้แบบเดียวกับความอิ่มปานประหนึ่งว่า..ความสามัคคีคือนํ้า...หากแจกจ่ายกันออกไปให้ทั่วถึงแล้ว ก็จะไม่มีผู้กระหายนํ้าหลงเหลืออยู่..แล้วมัน

ใช่หรือ...ความสามัคคีเป็นจิตสำ นึกเป็นจิตใต้สำ นึก...มันก่อเกิดขึ้นมาจากก้นขั้วแห่งหัวใจ..มันทำให้ทหารในสงครามยอมตายแทนกันได้..แบบไม่เกี่ยงงอน...มันทำให้สัตว์เล็กรวมตัวกันเป็นหมวดหมู่อยู่กันเป็นรวงรัง..เพื่อสร้างสังคมร่วมกันเพื่อใช้ชีวิตรวมกัน..ไม่แตกต่างจาก ผึ้ง ไม่แตกต่างจากมด...ฯลฯจิตสำนึกและจิตใต้สำนึกนั้น...จะไม่มีวันงอกงามขึ้นมาได้...หากว่า...ในรวงผึ้งรังมดนั้น...มันปราศจาคความเท่าเทียมกัน..มีมาตรฐานและความแตกต่างกัน..ไม่มีผึ้งตัวใดมด

ตัวไหน..มีหน้าที่หาอาหารให้กับผึ้งมดพวกเดียวกัน...นอกจากมันจะเป็นผึ้งอ่อนมดตัวน้อย..มดผึ้งยังมีระเบียบกฎเกณฑ์....ประสาอะไรกับมนุษย์บนเส้นโซ่สูงสุดของสิ่งมีชีวิต...มนุษย์สร้างตนและดำรงเผ่าพันธ์ุอยู่....ในยุคไล่ล่าหาเมืองขึ้น...มนุษย์ที่ครอบครองอาวุธร้ายแรง..ออกมาไล่ล่าหาแผ่นดินและทาส...แล้วนำกลับความมั่งคั่งมั่งมีไปสู่แผ่นดินแม่...ชีวิตของผู้ปกครองกับผู้ถูกปกครองแตกต่างกันมากมาย..จนมีป้ายเขียนว่า...บริเวณนี้สุนัขและคนจีนห้ามเข้า...ใน

อินเดีย..เจ้านายผิวขาวกับมาดามผมสีทอง..นั่งอยู่บนเสลี่ยงคานหามที่มีบ่าของทาสผิวดำ..รองรับไม่นาน....การต่อสู้เพื่อปลดปล่อยก็เริ่มขึ้น...หลังการบาดเจ็บล้มตายหลังจากล้มละลายของหลายๆ ชีวิต..ความเท่าเทียมกันก็กลับมา..ถึงจะไม่เสมอภาคจนเป็นเส้นนิ่งดั่งผืนนํ้า..แต่มันก็ลดชั้นแห่งความแตกต่าง..ว่ากันว่า...ความเสมอภาคกับความสามัคคีเป็นพี่น้องกัน....ที่ใดไม่มีความเสมอภาค ที่นั่นก็ไม่มีความสามัคคี...ประเทศไทยวันนี้....เรามีคนทำผิดที่ไม่ได้รับการลง

โทษ...และคนทำผิดที่ได้รับการลงโทษ....ความผิดนั้นไม่ใช่สิ่งปกปิด...ความผิดนั้น..ยิ่งใหญ่มโหฬารดั่งขุนเขา..และมองตาเปล่าเห็นได้ทุกมุมโลกแต่ถึงวันนี้....กระบวนการแห่งความยุติธรรม..เคลื่อนตัวไปด้วยความเร็วของเข็มสั้น..ในขณะที่ความผิดที่คล้ายกันแต่ย่อมเยากว่า..กลับเดินทางด้วยอัตราของเข็มยาวเข็มบอกวินาที..แผ่นดินนี้..รํ่าร้องเรียกหาอยากพบอยากเห็นความสามัคคี..แต่คำตอบมันอยู่ที่ สงคราม 

ป๊อก VS แดง ศึกคนชนคน!

ที่มา บางกอกทูเดย์

“ขอใช้คำว่า “ประณาม” เพราะคนในกองทัพทำงานเพื่อชาติเพื่อแผ่นดิน ไม่มีใครทำงานหนักเบากว่ากัน”ลีลาการตอบคำถามนักข่าวที่ยิงประเด็นจี้ต่อมเดือด“บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ถึงประเด็นที่“เสธ.แดง” พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ผู้ทรงคุณวุฒิประจำกองทัพบก ออกมาแฉข้อมูลทางการทหารว่ามีทหารพรานจากปักธงชัย เตรียมร่วมแจมคนเสื้อแดงที่จะชุมนุม วันที่10 ธ.ค.นี้ไม่บ่อยครั้งนักในระยะหลังที่จะเห็นลีลา “ห้าวเป้ง”ของทหารเสือราชินีผู้นี้ที่ออกมา “แรง” เช่นนี้เพราะทุกครั้งที่ “บิ๊กป๊อก” ออกมาให้สัมภาษณ์หากเจอคำถามที่จี้ต่อมเดือดแล้วหล่ะก็ เตรียมเขียนข่าวล่วงหน้าได้เลยว่า“ไม่รู้ไม่ทราบ

และไม่มีความคิดเห็น”หรืออาจจะไม่มีเสียงตอบรับจากสิ่งที่นักข่าวถามออกไปเลยก็ว่าได้แต่สำหรับกรณีที่ของ เสธ.แดง ที่เข้าออกพรรคเพื่อไทยบ่อยครั้ง อาจทำให้ ผบ.ทบ. ในฐานะรุ่นพี่ ตท.10 และผู้บังคับบัญชา เสธ.แดง โดยตรง ไม่ “แฮปปี้” เท่าที่ควร จนต้องออกมาประณามลูกน้องตัวเองผ่านสื่อเช่นนี้“ได้พูดคุยกับกลุ่มทหารพรานที่ออกจากหน้าที่ไปแล้วก็ไม่มี เหตุการณ์ดังกล่าว การที่ไปพูดว่า จะมีสถาบันกองทัพออกมา บอกว่ามีผู้ถืออาวุธ ถือว่าเป็นความขัดแย้งที่

เลวร้ายของสังคมไทยเรื่องหนึ่ง ในส่วนของการดำเนินการตรวจสอบ ก็ได้ให้ส่วนที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการตามกฎระเบียบและกฎหมายที่มีแล้ว” พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวขณะเดียวกันนอกจากการประณามผ่านสื่อแล้ว พล.อ.อนุพงษ์ ยังสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนความผิด เสธ.แดงกรณีที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางการเมืองทั้งการเดินทางไปพบ “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร”อดีตนายกรัฐมนตรี ทั้งที่ประเทศกัมพูชาและดูไบ รวมทั้งการเคลื่อนไหวทางการเมืองกับกลุ่มเสื้อ

แดงโดย “บิ๊กป๊อก” ได้มอบหมายให้ พล.ท.มาโนช เปรมวงศ์ศิริรองเสนาธิการทหารบก เป็นประธานการสอบสวนสำหรับ เสธ.แดง ยังมีคดีติดตัวหลายคดี จากการที่ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนโจมตี พล.อ.อนุพงษ์ โดยทางกองทัพบกได้ฟ้องศาลทหาร ซึ่งมีแนวโน้มว่าอาจถูกสั่งพักราชการเนื่องจากไม่สามารถเอาผิดทางวินัยได้ขณะที่ เสธ.แดง ออกประกาศกร้าวว่า หาก “บิ๊กป๊อก”สั่งพักราชการ หรือปลดออกจากราชการ ขอเตือนไว้เลยว่าจะออกจากกองทัพบกไม่ได้ จะเกิดอะไร

ขึ้นจะไม่ขอรับผิดชอบ“ทหารหลักระวังทหารพรานให้ดี พวกนี้รบมา หากใครไปติดอาวุธให้จะยุ่ง เพราะไม่เหมือนตอนเดือนเมษายนที่ผ่านมา”เสธ.แดง ยังบอกอีกว่า ถ้าแกล้งกันส่วนตัวแบบนี้เป็นเรื่องส่วนตัวแล้ว ตอนนี้ พล.อ.อนุพงษ์ ลืมเพื่อนแล้ว ลืมผู้ใต้บังคับบัญชา ถ้าทำอย่างนั้นไม่ใช่ผู้บังคับบัญชาผม“ผมทำอะไรให้ การมาใช้อำนาจมิชอบแบบนี้ ก็ขอให้อยู่แต่ในกองทัพบก อย่าออกมาแล้วกัน ไม่ได้ขู่นาย แต่ถ้าทำผมแบบนั้น ก็ไม่ใช่นายผม” เสธ.แดง กล่าว 

"จตุพร"ประกาศให้เงิน1แสนจับต่างด้าวร่วมชุมนุม10ธ.ค.

ที่มา มติชน

นายจตุพร พรหมพันธ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ในฐานะแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) กล่าวถึงการชุมนุมในวันที่ 10 ต.ค. ว่า ขณะนี้มีความพยายามกดดันผู้ประกอบการที่จ้างแรงงานต่างด้าว ให้เกณฑ์คนงานใส่เสื้อสีแดงมาร่วมชุมนุมในวันที่ 10 ธันวาคม เพื่อให้มาป่วนกับพระบรมฉายาลักษณ์ที่ถนนราชดำเนิน แล้วจะจับกุมดำเนินคดีและใส่ร้ายว่าคนเสื้อแดงหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งจะเหมือนกับที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯระบุไว้ว่าจะมีแรงงานต่างด้าวเข้ามาร่วมชุมนุม จึงขอเตือนนายสุเทพว่าอย่าทำอย่างนี้ และขอประกาศว่าจะให้เงินสินบนนำจับ 1 แสนบาท หากจับคนต่างด้าวที่มาร่วมชุมนุมได้ จึงขอให้ผู้ที่มาร่วมชุมนุมให้ความร่วมมือกับการ์ดเสื้อแดง เพราะจะมีการตรวจบัตรประชาชนตามทางเข้าการชุมนุม ขอให้ทุกคนให้ความร่วมมือด้วย

ผู้สื่อข่าวถามว่า การนัดชุมนุมในช่วงเวลานี้จะทำให้เกิดการต่อต้านหรือไม่ นายจตุพร กล่าวว่า จะต่อต้านอะไร ในเมื่อคนอยากมาถวายพระพรทำไมจะทำไม่ได้ เมื่อถามต่อว่า ตกลงการชุมนุมครั้งนี้เพื่อถวายพระพร หรือเรื่องรัฐธรรมนูญ นายจตุพร กล่าวว่า ทั้ง 2 อย่าง คือเรื่องรัฐธรรมนูญและมีช่วงเวลาประมาณ 19.00 น. เพื่อให้คนมาถวายพระพร

บทเรียนสอนใจเหตุเพราะ"สิ้นหวัง"

ที่มา มติชน

คอลัมน์ สถานีคิดเลขที่ 12

โดย สุชาติ ศรีสุวรรณ



คล้ายกับว่าไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องเปลี่ยนพรรคแกนนำรัฐบาลจากพรรคประชาธิปัตย์ไปเป็นพรรคอื่น เพราะถ้าไม่ใช่ประชาธิปัตย์ก็ต้องเป็นพรรคเพื่อไทย ซึ่งการเมืองก็จะวุ่นวายอยู่ดี

แม้ว่าประชาชนส่วนหนึ่งจะสนับสนุนพรรคเพื่อไทย แต่ฝ่ายต่างๆ ที่มีอิทธิพลต่อการเมืองไทยไม่เห็นตาม การต่อต้านช่องทางที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กลับมามีอำนาจยังดำเนินการอย่างจริงจัง และไม่ยอมถอย

อย่างไรเสียหากต้องการความสงบทางการเมือง พรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำยังอำนวยให้เกิดขึ้นได้มากกว่าพรรคเพื่อไทย

ทุกพรรคยังมีความสุขกับมีอำนาจบริหารประเทศ ไม่มีใครอยากพ้นจากอำนาจ

ดูเหมือนว่าความเปลี่ยนแปลงไม่ควรจะเกิดขึ้น

คำถามก็คือว่า ทั้งที่แทบมองไม่เห็นเหตุผลอะไรที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลง แต่ทำไมกระแสเสียงที่เรียกร้องให้เปลี่ยนแปลงจึงเกิดขึ้นอยู่เป็นระยะๆ และนับวันจะแรงขึ้นทุกขณะ จนเชื่อกันไปแล้วว่าน่าจะมีการปรับคณะรัฐมนตรีในเร็ววันนี้

นั่นเป็นคำถามที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่มีวันเข้าใจเด็ดขาด หากมองในทางปกป้องตัวเอง

นายชวน หลีกภัย ประธานที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์เองยังทำเหมือนไม่เข้าใจ เพราะเชื่อว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ที่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ทุ่มเทและมากด้วยผลงาน

เช่นเดียวกับ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ไม่มีทางเข้าใจ เมื่อมองเห็นแต่ด้านบวกของนายอภิสิทธิ์

จะเข้าใจได้อย่างไรในเสียงเรียกร้องให้เปลี่ยนแปลง หากมองว่าทำงานกันดีอยู่แล้ว

จะเข้าใจได้ต้องมองอีกมุมหนึ่ง โดยตั้งคำถามว่า ที่มาของเสียงเรียกร้องให้เปลี่ยนแปลงนั้นเกิดจากอะไร

ตัดเสียงของฝ่ายตรงกันข้ามที่เชื่อว่าเสนอด้วยอคติออกไปเลยก็ได้ ดูกันเฉพาะเสียงที่เห็นว่าน่าจะเป็นเสียงสะท้อนที่บริสุทธิ์ อย่างเช่นเสียงของนักธุรกิจ หรือกลุ่มประชาชนที่เคยสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ ว่าทำไมถึงได้เปลี่ยนไปในวันนี้

มองให้ดีแล้วจะเห็นว่ามันมีคำตอบบางอย่างอยู่

ผลงานที่ไม่มีอะไรเป็นไปตามความคาดหวังคือสาเหตุของเสียงที่เรียกร้องให้เปลี่ยนแปลง

ต่างคนต่างรู้ว่าการเมืองเป็นต้นเหตุของความยุ่งยากทั้งหมด มีความคาดหวังว่าเมื่อพรรคประชาธิปัตย์มาเป็นแกนนำรัฐบาลจะเร่งแก้ไขปัญหานี้ให้หมดไป

แน่นอนทุกคนเข้าใจว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะคลี่คลาย เพราะความแตกแยกของคนในชาตินั้นถูกกระทำให้ขยายทั้งในด้านกว้างและลึก

ที่ต้องการเห็นคือความพยายามของรัฐบาลที่จะทุ่มเทแก้ไข

ทว่าช่วงที่ผ่านมา นอกจากไม่เห็นความพยายามในเรื่องนี้แล้วกลับกลายเป็นพรรคประชาธิปัตย์เองกลับเข้าไปแสดงบทบาทขยายความขัดแย้งเสียเอง

จากผู้มีหน้าที่ต้องเชื่อมประสานให้ความแตกแยกเบาบางลง กลับทำตัวเป็นคู่กรณี คู่ขัดแย้งเสียเอง

ความเบื่อหน่ายของประชาชนต่อการเมืองที่เป็นปัญหาของทุกเรื่องราวสะท้อนออกมาในเสียงเรียกร้องให้มีการปลี่ยนแปลงในรัฐบาล

สะท้อนให้เห็นความผิดหวัง

หมดหวังที่รอพรรคประชาธิปัตย์ในการคลี่คลายความขัดแย้ง

ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะปรับเปลี่ยนรัฐบาล เพราะไม่ว่าใครมาเป็นก็ไม่มีอะไรดีกว่านี้

แต่หากพรรคประชาธิปัตย์ไม่พิจารณาตัวเอง ว่าทำไมจึงทำให้ประชาชนเลิกคาดหวัง

แม้ยังมองไม่เห็นทางเลือกอื่น ประชาชนก็อยากจะเปลี่ยน

เปลี่ยนเพราะหมดหวังกับพรรคประชาธิปัตย์