WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, December 10, 2009

สัญลักษณ์ของเหรียญพิทักษ์รัฐธรรมนูญ

ที่มา Thai E-News



การวิเคราะห์สัญลักษณ์ของเหรียญพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ซึ่งสะท้อนความเป็น“ซิวิไลซ์”(civilized-อารยะ,ความเจริญรุ่งเรือง) เมื่อบางคนเห็นว่าสยามซิวิไลซ์ และบางคนเห็นว่าเรายังไม่เป็นสยามซิวิไลซ์ ซึ่งต่อมาเมื่อเกิดเปลี่ยนชื่อประเทศไทย เราอธิบายประเทศไทยเป็นซิวิไลซ์ รวมทั้งประเมินถึงความเป็นประชาธิปไตย โดยพินิจศิลปะแห่งสัญลักษณ์ของเหรียญพิทักษ์รัฐธรรมนูญของยุคคณะราษฎร


โดย อรรคพล สาตุ้ม
9 ธันวาคม 2552

ผมค้นคว้าจากข้อมูลเอกสาร ในเรื่องการเปลี่ยนแปลงการปกครองในยุค 2475 โดยการเกิดสาเหตุของความขัดแย้งระหว่างระบอบเก่าและระบอบใหม่ เป็นเรื่องซับซ้อนที่น่าสนใจ ถึงประเด็นที่มาเกี่ยวกับการสร้างศิลปะแห่งสัญลักษณ์ของเหรียญพิทักษ์รัฐธรรมนูญ

ซึ่งความเป็นมาในอดีตเรื่องความเป็น“ซิวิไลซ์”(civilized-อารยะ,ความเจริญรุ่งเรือง) และพระเจ้าวรวงศ์เธอกรมหมื่นพิทยาลงกรณ นายกราชบัณฑิตสภาในขณะนั้น ทรงแสดงปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ภาวะอย่างไรหนอที่เรียกว่า “ซิวิไลซ์” บางคนเห็นว่าสยามซิวิไลซ์แล้ว บางคนเห็นว่ายัง แต่ว่าไม่มีใครอธิบายว่าจะประเมินอย่างไร หลายคนกล่าวขวัญถึง อังกฤษ จีน ยุโรป ไฮติ ธิเบต และอื่นๆ ทั้งนี้ ว่าด้วยความเป็นซิวิไลซ์ แล้วบ้าง หรือ ยังไม่ซิวิไลซ์ก็มาก แต่ไม่กระจ่างว่า ประเทศเหล่านั้นมีอะไรจึงนับว่า ซิวิไลซ์ หรือขาดอะไร และนับว่ายังไม่ซิวิไลซ์ กับประเทศสยาม

พระองค์ทรงพิจารณาต่อไปในปาฐกถาว่า ทรัพย์ อำนาจ อาณาเขตของประเทศ ฯลฯ เป็นต้น ซึ่งปาฐกถาพิเศษนี้ทรงแสดงภายหลังการปฏิวัติ พ.ศ. 2475 ได้ 6 เดือน ขณะที่ความขัดแย้งตึงเครียดระหว่างฝ่ายนิยมเจ้ากับฝ่ายคณะราษฎรยังดำรงอยู่ตลอดเวลาขณะนั้น จึงเป็นไปได้อย่างมากที่ปาฐกถานี้ คือ เล็งเป้าไปที่คณะราษฎร และพวกผู้สนับสนุน เพราะคนเหล่านั้นมักโจมตีเจ้า และเสนอว่าการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้ประเทศสยามเจริญก้าวหน้าทัดเทียมอารยประเทศทั้งหลาย(1)

จากการเปลี่ยนแปลงของความเป็นซิวิไลซ์ ก็กลายเป็นมาคำว่า ศิวิไลซ์ ในภาษาไทย ก็คือ ความหมายของcivilized(อารยะ,ความเจริญรุ่งเรือง) เป็นต้น

จนกระทั่ง ข้อเสนอของปรีดี พนมยงค์ เพื่อความเจริญรุ่งเรืองของประเทศ และต่อมาความขัดแย้งของกลุ่มที่มาทำให้เกิดข้อโต้แย้งในเรื่องเค้าโครงเศรษฐกิจ ซึ่งเขียนสรุปตอนท้ายว่า “
เราได้พร้อมใจไขประตูเปิดช่องทางแก่ราษฎรแล้วจะรีๆรอๆไม่นำราษฎรต่อไปให้ถึงต้นกัลปพฤกษ์ ซึ่งราษฎรจะได้เก็บผลเอาจากต้นไม้นั้น คือ ผลแห่งความสุขความเจริญ ดั่งที่ได้มีพุทธทำนาย กล่าวไว้ในเรื่องศาสนาพระศรีอาริย์”
โดยปรีดี พนมยงค์ จากนั้นเป็นต้นมาก็ทำให้ปรีดี โดนข้อกล่าวหาเกี่ยวกับเขาเป็นคอมมิวนิสต์ ที่มีความเกี่ยวเนื่องกันอย่างสำคัญที่สุด คือ ข้อโต้แย้งในเรื่องพระเกียรติยศ และพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในระบอบใหม่

ซึ่งนั่นเป็นผลนำไปสู่การนำกำลังทหารก่อกบฏ เพราะนำโดยพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช อันเป็นที่มาของชื่อ “กบฏบวรเดช”ใน พ.ศ.2476 โดยสำนักงานโฆษณาการของหลวงกลการเจนติต(เภา วสุวัต) กับบริษัทถ่ายภาพยนตร์เสียงศรีกรุง ก็บันทึกภาพเหตุการณ์สู้รบจริง ซึ่งเกิดกรณีกบฏบวรเดช ที่มีความยาวของภาพยนตร์ถึง 7ม้วน และภาพยนตร์แสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่เกรียงไกร และชัยชนะของทหารผู้พิทักษ์รัฐธรรมนูญต่อทหารของฝ่ายกบฏนั้น ที่มีการถูกอธิบายว่าฝ่ายกบฏเป็นศัตรูต่อรัฐธรรมนูญ ซึ่งทำให้ภาพทหารของรัฐธรรมนูญเด่นชัดขึ้น ขณะที่ทหารของพระเจ้าแผ่นดินค่อยๆเลือนหายไป(2)


ศิลปะแห่งสัญลักษณ์ของเหรียญพิทักษ์รัฐธรรมนูญ


เหรียญพิทักษ์รัฐธรรมนูญ

คำอธิบายภาพ : ศิลปะแห่งสัญลักษณ์ของเหรียญพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ก็ใช้อักษรย่อว่า พ.ร.ธ. เป็นเหรียญสำหรับพระราชทานเป็นบำเหน็จกล้าหาญ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้า เจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเหรียญนั้นสำหรับเป็นบำเหน็จความชอบ แก่ผู้ช่วยเหลือราชการทั้งฝ่ายทหาร และ พลเรือนในการปราบกบฏบวรเดช ซึ่งเกิดขึ้นในวันที่ ๑๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๗๖ ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้ลงมติเห็นสมควร ได้รับ พระราชทาน โดยให้ตรา “พระราชบัญญัติเหรียญพิทักษ์รัฐธรรมนูญ พุทธศักราช ๒๔๗๖” ขึ้นใช้ไว้ ตั้งแต่วันประกาศ ในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป คือ วันที่ ๙ ธันวาคม ๒๔๗๖ ปัจจุบันเป็นเหรียญที่พ้นสมัยพระราชทาน

ด้านหน้าของเหรียญพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ก็มีภาพสมุดรัฐธรรมนูญวางบนพานแว่นฟ้าสองชั้น อยู่ภายในวงพวงมาลัยชัยพฤกษ์ แผ่รัศมีกระจายทั่วมณฑล ด้านหลังของเหรียญ ก็มีรูปพระสยามเทวาธิราชทรงพระขรรค์ในท่าประหารปรปักษ์ ยืนลอยอยู่เหนือตัวอักษรตามขอบล่างว่า “ปราบกบฏ พ.ศ.๒๔๗๖” ภายใต้ห่วงอันมีอักษรว่า “พิทักษ์รัฐธรรมนูญ” แพรแถบสีธงไตรรงค์ กว้าง 28 มิลลิเมตร ห้อยบนแพรแถบมี เข็มโลหะทองแดงรมดำ จารึกอักษรว่า “สละชีพเพื่อชาติ” และการสร้างอนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ เป็นต้น

กระนั้น เราเข้าใจเรื่องการต่อสู้ของทหาร จึงเกิดอนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ และเหรียญพิทักษ์รัฐธรรมนูญในฐานะทหารรัฐธรรมนูญ ผ่านศิลปะแห่งสัญลักษณ์ของเหรียญพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ซึ่งสะท้อนความแตกต่างกับ“เหรียญปราบฮ่อ” ซึ่งมีลักษณะเป็นเหรียญเงินรูปกลม ด้านหน้าของเหรียญเป็นพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ลักษณะพระพักตร์เสี้ยว ซึ่งผินพระพักตร์ไปทางซ้าย และพวงมาลัยรองรับ เบื้องบนเป็นแถวอักษรตามแนวขอบเหรียญเป็นข้อความ “จุฬาลงกรณ บรมราชาธิราช” ด้านหลังของเหรียญ ก็เป็นรูปพระสยามเทวาธิราชทรงช้างถือพระแสงของ้าว ซึ่งเหรียญ ก็มีควาญอยู่ท้ายช้างคนหนึ่ง และรองรับด้วยกลุ่มแพรแถบ เบื้องบนของรูปนั้น ก็มีอักษรตามแนวขอบเหรียญเป็นข้อความว่า “ปราบฮ่อ ๑๒๓๙,๑๒๔๗,๑๒๔๙” เหรียญนี้ จึงใช้ห้อยกับแพรแถบสีดำริมสีเหลือง ขนาดกว้าง 2.5 เซนติเมตร ที่แพรแถบประดับเข็มบอกปีจุลศักราชที่มีการปราบฮ่อ ได้แก่ “๑๒๓๙” (พ.ศ. 2420) “๑๒๔๗” (พ.ศ. 2428) และ “๑๒๔๙” (พ.ศ. 2430) ซึ่งใช้ประดับที่อกเสื้อเบื้องซ้าย และเข็มปีจุลศักราชที่ประดับบนแพรแถบประดับให้สำหรับผู้ที่ไปราชการสงครามปราบฮ่อ นั่นเอง

ซึ่งราชกิจจานุเบกษา รัชกาลที่ 5 เริ่มประกาศรายชื่อขุนนางที่ได้รับพระราชทานเหรียญปราบฮ่อใน ร.ศ.117 เป็นปีเริ่มต้น โดยเริ่มพระราชทานแจกในวันที่ 21 กันยายน ร.ศ.117 (พ.ศ.2441) จำนวน ๔๙ ท่าน เช่น พระยาพหลพลพยุหเสนา (กิ่ม), เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี (เจิม) ฯลฯ เป็นต้น (3) ซึ่งเหรียญปราบฮ่อ ก็สะท้อนถึงอุดมการณ์ของสงครามต่อการกำเนิดทหารในสมัยรัชกาลที่ 5 และเราเห็นประวัติศาสตร์ เปรียบเทียบทางศิลปะ และสัญลักษณ์ของเหรียญพิทักษ์รัฐธรรมนูญ และเหรียญปราบฮ่อ ซึ่งมีลักษณะของสัญลักษณ์พระสยามเทวาธิราชทรงช้างถือพระแสงของ้าว โดยมีควาญอยู่ท้ายช้างคนหนึ่ง(ช้างดังกล่าวแทนสัญลักษณ์ช้างเอราวัณ คือ ราชาแห่งช้างเผือก?) สะท้อนความหมายแตกต่างกัน เพราะเหรียญปราบฮ่อ เกี่ยวข้องเรื่องทางภูมิศาสตร์ทำแผนที่โดยผู้ไปร่วมราชการปราบฮ่อครบ 3 ครั้ง ก็คือ พระวิภาคภูวดล(เจมส์ แมคาธี)(4) ซึ่งทำแผนที่อาณาเขตของสยาม ส่วนเหรียญพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ก็คือ สัญลักษณ์พระสยามเทวาธิราชทรงพระขรรค์ในท่าประหารปรปักษ์ ดังนั้น เหรียญทั้งสองแตกต่างกัน ในความหมายทางสัญลักษณ์ของเหรียญพิทักษ์รัฐธรรมนูญในเรื่องของทหาร เพื่อปกป้องรัฐธรรมนูญนั้นเอง

อย่างไรก็ตาม ความเป็นศิลปะและสัญลักษณ์ของเหรียญพิทักษ์รัฐธรรมนูญ จึงสะท้อนความหมายของชีวิตที่มีกล้าหาญแห่งความเป็นอารยะ(Civilized) เชื่อมโยงความหมายของเหรียญทางวัฒนธรรมในเส้นทางเสี่ยงชีวิตต่อสู้เพื่อรัฐธรรมนูญ เพราะว่า ทหาร ก็มีการเชื่อมความหมายทางสัญลักษณ์ต่างๆ ทั้งองค์ประกอบของเครื่องแบบทหาร ก็แสดงออกสัญลักษณ์ทางการทหาร (5)

ซึ่งต่อมาจอมพลป. พิบูลสงคราม ก็สร้างสัญลักษณ์ทางศิลปะและสถาปัตยกรรมมากมาย ในเวลาต่อมาจากเปลี่ยนนามประเทศสยามเป็นประเทศไทย รวมทั้งต่อมาปรากฏพระไทยเทวาธิราช ซึ่งเมื่อไทยก็เข้าสู่สงครามอินโดจีน และปรากฏเหรียญชัยสมรภูมิ

ทั้งต่อมาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยปรีดี พนมยงค์(รัฐบุรุษอาวุโส ผู้มีเหรียญพิทักษ์รัฐธรรมนูญ แต่รัฐบุรุษเปรม ไม่มีเหรียญดังกล่าว) และปรีดี ก็สร้างเหรียญศานติมาลา แล้วเราในยุคสมัยใหม่ของเวลาปัจจุบัน ซึ่งวันที่ 10 ธันวาคม เป็นวันรัฐธรรมนูญ ทำให้ผมนึกเขียนถึงศิลปะแห่งสัญลักษณ์ของเหรียญพิทักษ์รัฐธรรมนูญเพื่อวันนี้.
*******

เชิงอรรถ

1.ธงชัย วินิจจะกูล “ภาวะอย่างไรหนอที่เรียกว่าศิวิไลซ์ เมื่อชนชั้นนำสยามสมัยรัชกาลที่ 5 แสวงหาสถานะของตนเอง ผ่านการเดินทางและพิพิธภัณฑ์ทั้งในและนอกประเทศ.” รัฐศาสตร์สาร 24, 2 (2546) :1-66
2.ศักดินา ฉัตรกุล ณ อยุธยา “ภาพยนตร์กับการต่อสู้ทางชนชั้นในห้วงเวลาแห่งการผลัดแผ่นดิน” ในเศรษฐศาสตร์การเมือง ปีที่ 7 ฉบับที่ 1-2 มกราคม-มิถุนายน 2532:22-27
3.ดูภาพเพิ่มเติม ในหนังสือ เครื่องราชอิสริยาภรณ์ไทย ฉบับสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี 2523 และสงครามปราบฮ่อ http://th.wikipedia.org และเครื่องราชอิสริยาภรณ์ของไทย http://www.geocities.com/nongnee_wong/page07_00.htm และเหรียญปราบฮ่อTheHaw Campaign Medal และhttp://www.pralanna.com/shoppage.php?shopid=21231 และเหรียญอันเนื่องมาจากการรบ http://203.144.136.10/service/mod/heritage/king/kruangraj/mframe.htm(หอมรดกไทย)
4.ราม วัชรประดิษฐ์ สัปดาห์พระเครื่อง สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ ปีที่ 56 ฉ.44 24-30 ก.ค.2552
5.สุทัศน์ นำพูลสุขสันต์ ในจุลสารโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์สมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย ปีที่2 ฉบับที่ 2 ม.ค.2518 เก็บความจาก David A.Wilson. “The Military In Thai Politics” ใน John J.Johnson (ed).The Role of the Military in Underdeveloped Countries Princeton New Jersey : Princeton University.Press,1962 :7-9

Wednesday, December 9, 2009

การบินไทยฟ้อง"จำลอง"พร้อมแกนนำ-แนวร่วมเสื้อเหลือง36คน เรียกค่าเสียหายยึดสุวรรณภูมิ-ดอนเมือง575ล้าน

ที่มา มติชน

เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม ที่ศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา บริษัทการบินไทย จำกัด มหาชน โดยนายบำเพ็ญ สรรพศรี ผู้รับมอบอำนาจ เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง กับพวกที่เป็นแกนนำและแนวร่วมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย รวม 36 คน เป็นจำเลยเรื่องละเมิดเรียกค่าเสียหาย 575,229,059 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี กรณีนำมวลชนบุกเข้าชุมนุมขับไล่รัฐบาลนายสมชาย วงสวัสดิ์ ภายในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และดอนเมือง

ตามคำร้องระบุว่า พวกจำเลยได้นำมวลชนเข้าชุมนุมบุกยึดพื้นที่บริเวณท่าอากาศยานดอนเมือง และท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เป็นเหตุให้ประชาชนไม่สามารถเดินทางไปมาทางอากาศโดยทางเครื่องบินได้ รวมทั้งโจทก์ไม่สามารถให้บริการขนส่งผู้โดยสารสินค้า พัสดุภัณฑ์ ตลอดจนไม่สามารถให้บริการกิจการอื่น ที่เกี่ยวเนื่องแก่สายการบินลูกค้าของโจทก์ได้ เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายจากการกระทำละเมิดของจำเลยทั้ง 36 คน โดยต้องเสียค่าใช้จ่ายต่าง ๆ รวมเป็นเงินที่โจทก์ต้องจ่ายไป 575,229,059 บาท จึงขอให้ศาลสั่งให้จำเลยทั้ง 36 คน ชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ตามจำนวน พร้อมดอกเบี้ย ร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และร่วมกันหรือแทนกันรับผิดชดใช้ค่าฤชา ธรรมเนียมและค่าทนายความในอัตราสูงสุดแทนโจทก์

ศาลรับคำฟ้องไว้พิจารณาและนัดชี้สองสถานในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา 13.30 น.

แม้วทวิตโชว์รูปเที่ยวจอร์แดนเลบานอน

ที่มา ไทยรัฐ

Pic_51889

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทวิต โชว์รูปเที่ยวจอร์แดน เลบานอน ตามสัญญา ยืนยัน กลับมาอยู่ที่ดูไบแล้ว ...







พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทวิตโชว์รูป ที่ตนเองเดินทางไปเยือนประเทศจอร์แดน และ เลบานอน เมื่อสองวันที่ผ่านมา ตามที่ได้มีการเปิดเผยผ่านทวิตเตอร์ ไปก่อนหน้านี้









ทั้งนี้ ถือเป็นการเดินทางไปต่างประเทศเป็นครั้งที่สองในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากที่อดีตนายกรัฐมนตรี เพิ่งโชว์รูปการเดินทางไปเยือนประเทศรัสเซีย ไปเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ขณะที่ล่าสุด พ.ต.ท.ทักษิณ ยืนยัน ได้กลับมาพำนักที่เมืองดูไบ แล้ว

โหลดมาจากพันทิป เขมรบอกได้อัดเทปเสียงใว้!!

ที่มา thaifreenews

โดย ป้าพลอย

"ชวน"คาใจพท.รู้คำพิพากษาลว่งหน้า

ศาลชั้นต้นของกัมพูชาพิพากษาจำคุก 7 ปี ปรับ 1 ล้านเรียล(ประมาณ 1 แสนบาท) นายศิวรักษ์ ชุติพงษ์ วิศวกรไทย พนักงานบริษัท แคมโบเดีย แอร์ทราฟฟิค เซอร์วิส เซส หรือแคทส์ บริษัทในเครือสามารถคอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) ที่ถูกทางการกัมพูชาจับกุมฐานจารกรรมข้อมูลการบิน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ปรึกษาเศรษฐกิจของรัฐบาลกัมพูชา ในข้อหา"การได้มาซึ่งข้อมูลลับ อันมีผลต่อความมั่นคงของชาติ" หลังนายศิวรักษ์ ถูกควบคุมตัวในเรือนจำเพย์ซอ ในกรุงพนมเปญมาตั้งแต่เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2552

ศาลเขมรสอบศิวรักษ์-พยาน3ชม.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าก่อนการตัดสินคดีดังกล่าว เมื่อเวลา 8.15 น. วันที่ 8 ธันวาคม ที่ห้องพิจารณาคดีของศาลพนมเปญ ศาลฯได้สอบปากคำของนายศิวรักษ์ และพยานอีก 2 ปาก นาน 3 ชั่วโมง โดยนายศิวรักษ์ ซึ่งถูกเบิกตัวมาจากเรือนจำเพย์ซอ ได้ให้การปฏิเสธว่าไม่ได้จารกรรมข้อมูลตารางบินของพ.ต.ท.ทักษิณ อย่างที่ถูกกล่าวหา แต่ยอมรับว่ารู้จักกับนายนายคำรบ ปาลวัฒน์วิไชย เลขานุการเอก ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงพนมเปญ มาเกือบ 2 ปี แต่สนิทสนมกัน และไม่ได้ติดต่อกันเลย

ปัดจารกรรมตารางบิน"ทักษิณ"
อย่างไรก็ตามนายศิวรักษ์ ยอมรับว่าเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายา เวลา 9.00 น.ได้มีการคุยโทรศัพท์กับนายคำรบจริง เป็นการโทรมาสอบถามเกี่ยวกับเครื่องบินวีไอพีที่จะเดินทางมาลงที่สนามบิน กัมพูชาว่าเป็นเครื่องบินของพ.ต.ท.ทักษิณหรือไม่ ซึ่งตนไม่ทราบว่าจึงได้สอบถามเพื่อนชาวกัมพูชาที่ทำงานฝ่ายวิทยุการบินในบริ วํทเดียวกัน และเพื่อนได้ส่งก๊อปบี้ตารางบินให้ แต่ตนไม่ได้ส่งต่อให้นายคำรบ เพียงแต่แจ้งให้ทราบเพียงว่าเป็นเครื่องแบบวีไอพีหลังจากที่เครื่องบินดัง กล่าวลงจอด20 นาทีแล้ว ทั้งนี้การสอบถามเพื่อนชาวกัมพูชาไม่ได้เป็นความลับ ถือเป็นเรื่องปกติของการทำงานที่ตนเป็นวิศวกรควบคุมการบิน ขณะที่เพื่อชาวกัมพูชา พนักงานบริษัทแคทส์ ระบุว่าเอกสารตารางบินไม่ใช่เอกสารลับ แต่ก็ไม่ควรนำออกไปเผยแพร่

ตร.เขมรงัดเทปลับโยงรบ.ไทยสั่งการ
จากนั้นศาลกัมพูชาได้เรียกสืบพยานฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 นาย ที่จับกุมตัวนายศิวรักษ์ต่อ โดยทางเจ้าหน้าที่ตำรวจให้การว่ามีหลักฐานเป็นเสียงพูดคุยระหว่างนายศิว รักษ์และนายคำรบ และมีสายโทรศัพท์ของนายคำรบกับประเทศไทยหลายครั้งและหลายหมายเลข ซึ่งเชื่อมโยงว่ามีคำสั่งจากนอกประเทศเพื่อสั่งการให้นายศิวรักษ์ ดำเนินการหาข้อมูล
หลังสอบปากคำเสร็จสิ้นศาลพนมเปญ ได้นัดอ่านคำพิพากษาในเวลา 16.30 น. วันเดียวกัน ขณะที่ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คดีนี้ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนกัมพูชาและสื่อมวลชนไทยจำนวนมาก บรรยากาศในห้องพิจารณาคดีผู้สน ใจเข้าฟังเต็มห้อง ซึ่งนางสิมารักษ์ น้องชาย และเพื่อนร่วมงานของนายศิวรักษ์ เข้าไปให้กำลังใจตั้งแต่เช้า โดยนั่งบนเก้าอี้แถวที่สอง ห่างจาก นายศิวรักษ์ เพียง 2 เมตร และตลอดการพิจารณาคดี นางสิมารักษ์ สีหน้าเคร่งเครียดตลอด ขณะที่ตลอดการเบิกความของนายศิวรักษ์ ที่ใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมง นายศิวรักษ์ มีสีหน้าและกำลังใจที่ดีมาก และตอบคำถามได้อย่างชัดเจน

แม่โฮศาลสั่งจำคุก7ปีปรับ10ล.เรียล
ต่อมา เวลา 16.30 น. นายเค สกาน หัวหน้าคณะผู้พิพากษาของศาลกรุงพนมเปญ อ่านคำพิพากษาระบุว่า นายศิวรักษ์มีความผิดจริงเกี่ยวกับการละเมิดความมั่นคงแห่งชาติและความ ปลอดภัยของสาธารณะ ที่สอดแนมข้อมูลเที่ยวบินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ระหว่างเดินทางเยือนกัมพูชา เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายนที่ผ่านมาให้กับสถานทูตไทย ซึ่งข้อมูลการเดินทางของพ.ต.ท.ทักษิณถือว่าเป็นความลับ การนำข้อมูลไปเปิดเผยต่อผู้อื่นเป็นการฝ่าฝืนข้อปฏิบัติในการรักษาความ ปลอดภัยบุคคลสำคัญ เนื่องจาก พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นที่ปรึกษารัฐบาลกัมพูชา และได้รับการแต่งตั้งจากพระมหา...กัมพูชา ถือว่านายศวิรักษ์ มีความผิด ต้องโทษจำคุก 7 ปีและปรับเป็นเงิน 10 ล้านเรียล หรือราว 1 แสนบาท
นายเค สกาน กล่าวว่า ระหว่างนายศิวรักษ์ให้ปากคำต่อศาลได้ขอให้ศาลยกข้อหา โดยยืนยันไม่ได้จารกรรมข้อมูลตามที่ถูกกล่าวหา แม้จะโทรศัพท์พูดคุยกับ นายคำรบ ปาลวัฒน์วิไชย เลขานุการเอกของสถานทูตไทย ในกรุงพนมเปญจริง แต่เป็นเพียงการยืนยันว่าเที่ยวบินเช่าเหมาลำลงจอดแล้ว โดยที่ไม่รู้เลยว่าพ.ต.ท.ทักษิณ โดยสารมาในเที่ยวบินดังกล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าทันทีที่ฟังคำพิพากษา นางสิมารักษ์ ถึงกับร่ำไห้ทันที ส่วนนายศิวรักษ์ ถูกนำตัวไปควบคุมตัวไว้ที่เรือนจำเพย์ซอ เพื่อดำเนินการตามกระบวนการกฏหมายของกัมพูชาต่อไป

กต.พร้อมยื่นอุทธร์-ขออภัยโทษ
นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต เลขานุการรมว.ต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ภายหลังทราบผลการตัดสินคดีนายศิวรักษ์ของศาลกัมพูชา ว่า กระทรวงต่างประเทศพร้อมช่วยเหลือต่อ ซึ่งขั้นตอนต่อไปจะดำเนินการ 2 ทางเลือก คือ 1.ยื่นอุทรในชั้นศาลต่อไปตามกระบวนการยุติธรรม 2. หากไม่ยื่นอุทรแสดงว่ายอมรับการตัดสิน รัฐบาลจะยื่นขอพระราชทานอภัยโทษทันที แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของนางสิมารักษ์ ณ นครพนม มารดาของนายศิวรักษ์ ส่วนการที่พรรคเพื่อไทยจะยื่นพระราชทานอภัยโทษให้นั้น ก็เป็นสิทธ์ที่สามารถทำได้

ปัดเป็นรองพท.ช่วยศิวรักษ์ช้า
เมื่อถามว่ากระทรวงการต่างประเทศตกเป็นรองพรรคเพื่อไทยหรือไม่ในการดำเนิน การให้ความช่วยเหลือนายศิวรักษ์ นายชวนนท์ กล่าวว่า กระทรวงการต่างประเทศได้ดำเนินการให้ความช่วยเหลืออย่างต็มที่ และไม่ปฏิเสธการช่วยเหลือจากฝ่ายใด แต่ถ้าใครจะใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวเป็นประโยชน์แก่ประเทศ ก็ถือเป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องการให้มีความจริงใจ

ยันรบ.ไม่เสียหน้าถูกเมินขอช่วย
ด้านนายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขณะนี้รัฐบาลกำลังดำเนินการช่วยเหลือนายศิวรักษ์ โดยนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ได้มอบหมายให้อุปทูต ไทยประจำกรุงพนมเปญไปสอบถามกับมารดานายศิวรักษ์ว่าจะทำเรื่องขอพระราช ทานอภัยโทษหรือไม่ ส่วนกรณีที่พรรคเพื่อไทยเตรียมหนังสือขออภัยโทษไว้แล้วนั้น อยากถามว่าพรรคเพื่อไทยเป็น ญาติกับนายศิวรักษ์หรือ เพราะการขออภัยโทษของกัมพูชาก็เหมือนของไทยคือต้องให้ญาติสนิทเป็นผู้ขอเท่า นั้น หากมารดานายศิวรักษ์เลือกใช้บริการพรรคเพื่อไทย รัฐบาลก็ไม่ถือว่าเสียหน้าอะไร เพราะหน้าที่ของรัฐบาลรวมถึง กระทรวงการต่างประเทศมีเพียงการอำนวยสะดวกให้การต่อสู้คดีเป็นไปด้วยความ เรียบร้อย

"สิมารักษ์"หวังพึ่ง"จิ๋ว-แม้ว"ช่วยลูก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อเวลา 17.00 น. ที่พรรคเพื่อไทย นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงข่าวภายหลังทราบผลการตัดสินของศาลกัมพูชา โดยนางสิมารักษ์ ณ นครพนม ได้โฟนอินมาร่วมแถลงข่าวกับนายพร้อมพงศ์ด้วย โดย นางสิมารักษ์ ได้กล่าวขอบคุณทุกคนที่เป็นกำลังใจให้ จากนี้ไปคงไม่มีที่พึ่งไหนอีกแล้ว จึงอยากขอความช่วยเหลือจากพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และพรรคเพื่อไทย ช่วยลูกชายให้ได้รับอิสรภาพโดยการขอพระราชทานอภัยให้
ซึ่งนายพร้อมพงศ์ ได้กล่าวว่า ขอให้นางสิมารักษ์คัดสำเนาคำพิพากษาส่งมาให้พรรคเพื่อไทยเพื่อนำมาหารือกับ ฝ่ายกฎหมาย พล.อ.ชวลิต และนายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมายพ.ต.ท.ทักษิณ โดยนางสิมารักษ์ ได้ตอบว่า ได้คุยกับทนายความแล้วว่าจะสามารถทำสำเนาได้ในวันที่ 9 ธันวาคมนี้ ขอฝากเรียนพล.อ.ชวลิตอีกครั้งให้ช่วยตนและลูกด้วย เพราะสภาพจิตใจของตนตอนนี้สุดๆแล้ว ยิ่งเห็นลูกถูกพันธนาการ น้ำตามันกลั้นไม่อยู่

จี้"คำรบ"รับผิดชอบทำลูกรับกรรม
นางสิมารักษ์ ยังเรียกร้องความรับผิดชอบจากนายคำรบ ปาลวัฒน์วิชัย เลขานุการเอกประจำสถานทูตไทยในกัมพูชา ว่าเวลานี้อยู่ที่ไหน ถ้าไม่โทรศัพท์มาหาลูกชาย ก็คงไม่ต้องตกอยู่ในสภาพอย่างนี้ ลูกตนเป็นผู้บริสุทธิ์ จะให้มารับกรรมแทนท่านหรือ ขอให้ออกมารับผิดชอบด้วย ที่ผ่านมาตนอดกลั้นมานาน มาเคยปริปากพูดว่าใครเป็นต้นเหตุให้ลูกต้องอยู่ในสภาพแบบนี้ แต่วันนี้ลูกอยู่ในสภาพถูกใส่กุญแจมือ ตนทนไม่ไหว และรับไม่ได้จริงๆ

เมินบัวแก้ว-ไม่ยื่นอุทธรณ์กลัวช้า
ผู้สื่อข่าวถามว่าจะให้ทนายความยื่นขอพระราชทานอภัยโทษทันทีเลยหรือไม่ นางสิมารักษ์กล่าวว่า ยังไม่ได้คุยรายละเอียด แต่เบื้องต้นจะไม่ยื่นอุทธรณ์ คดีจะได้ไม่ยืดเยื้อออกไปอีก เมื่อถามว่า กระทรวงการต่างประเทศก็จะยื่นพระราชทานอภัยโทษให้ด้วยเช่นกัน นางสิมารักษ์ กล่าวว่าจะหารือกับทนายก่อน เพราะเวลานี้ฝากความหวังไว้ที่ทนาย พล.อ.ชวลิต พ.ต.ท.ทักษิณ และพรรคเพื่อไทย ขณะนี้มีความขัดแย้งมากไม่อยากให้ใช้นายศิวรักษ์มาเป็นต้นเหตุของความขัด แย้งทางการเมือง
เมื่อถามว่า กระทรวงการต่างประเทศไม่สามารถช่วยเหลือได้ใช่หรือไม่ นางสิมารักษ์ ตอบว่า ขณะนี้กระทรวงการต่างประเทศมีความขัดแย้งกับประเทศกัมพูชา เกรงว่าจะเป็นอุปสรรคส่วนหนึ่ง ซึ่งอาจทำให้เกิดความล่าช้าได้ ตนคำนึงถึงอิสรภาพของลูกก่อนอื่น เพราะคนที่มีปัญหากันแล้วไปเจรจากัน โอกาสที่จะได้คุยกันก็คงลำบาก อยากให้สงสารครอบครัวตนด้วย

ต่อสายคุยฮุนเซนช่วยขออภัยโทษ
นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยยืนยันจะให้ความช่วยเหลือนายศิวรักษ์ตามหลักมนุษยธรรมอย่างเต็ม ที่ และยืนยันว่าจะไม่แทรกแซงกิจการภายในของกัมพูชา เคารพการตัดสินของกัมพูชา แต่จะขอความอนุเคราะห์จากสมเด็จ ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ให้ขอพระราชทานอภัยโทษให้ โดยจะรอสำเนาคำพิพากษาของศาลกัมพูชาเพื่อมาหารือกับฝ่ายกฎหมาย และพล.อ.ชวลิต และนายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฏหมายพ.ต.ท.ทักษิณ ต่อไป และอยากขอกราบวิงวอนนักการเมืองไม่ว่าจะเป็นขั้วไหนอย่านำความช่วยเหลือตรง นี้ไปบิดเบือนเป็นประเด็นการเมือง

ตบหน้ารบ.อยากช่วยให้อยู่นิ่งๆ
โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ นางสิมารักษ์ ยังฝากบอกตนว่าหากกระทรวงการต่างประเทศอยากช่วยเหลือ ก็ขอให้อยู่นิ่งๆ รวมทั้งนายกรัฐมนตรี และ รมว.ต่างประเทศ ก็ขอให้อยู่นิ่งๆ และตอนนี้นางสิมารักษ์ก็ไม่ขอพักในสถานทูตที่กระทรวงต่างประเทศจัดให้ด้วย แต่ขอไปพักที่โรงแรมต่างหาก
นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฏหมายพ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยไหม่ได้มีส่วนตัดสินใจให้มารดานายศิวรักษ์ทำอะไร แต่เป็นเพียงให้คำปรึกษาตามที่ร้องขอ ที่ผ่านมาไม่สบายใจที่พรรคเพื่อไทยถูกมองว่าเดินเกมการเมือง ดังนั้นหากมารดาของนายศิวรักษ์ต้องการให้พรรคช่วยเหลือลูกชายอีกก็ต้องมีการ ทำหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดข้อครหาอีก

"ชวน"เหน็บมีคนรู้คำพิพากษาก่อน
นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่าไม่ขอวิจารณ์คดีนายศิวรักษ์ เพราะระบบศาลเขมรเป็นคนละระบบกับบ้านเรา ส่วนการช่วยเหลือนายศิวรักษ์ถือว่ากระทรวงการต่างประเทศได้ทำอย่างดีที่สุด แล้ว แต่ที่มารดานายศิวรักษ์จะไม่อุทธรณ์แต่จะพึ่งพ.ต.ท.ทักษิณ ให้ช่วยขอพระราชทานอภัยโทษให้บุตรชายนั้น เรื่องนี้ตนไม่ทราบ แต่เขาก็พูดออกมาก่อนไม่ใช่หรือว่าจะถวายฎีกา เหมือนรู้คำพิพากษามาก่อน ก็ยังแปลกใจว่า ศาลยังไม่พิจารณาเลย หรือเขาเผื่อไว้ก่อน ก็ไม่แน่ใจ ก็ไม่ทราบ

กรีดซ้ำสู้ให้พ้นผิดหรือแค่พ้นโทษ
"ปัญหาอยู่ที่ผู้ต้องหาด้วยว่าต้องการที่จะสู้ให้พ้นผิด หรือสู้เพื่อให้พ้นโทษ หมายถึงว่า ถ้าต้องการพิสูจน์ว่าไม่ได้กระทำความผิดตามข้อกล่าวหา ก็แสดงว่าคดียังไม่ถึงที่สุด ก็มีสิทธิยื่นอุธรณ์ต่อศาลสูงไปอีก ศาลท่านอาจตัดสินยืน หรือกลับคำพิพากษาก็ได้ แต่ถ้าไม่อุทธรณ์ก็แสดงว่ายอมรับผิด ก็ถือว่าผิด ส่วนการขอพระราชทานอภัยโทษ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะคำตัดสินความผิดยังมีปรากฏในคำพิพากษาต่างๆหมดแล้ว" นายชวนกล่าว

ปลัดกห.ชี้พท.ช่วย"การเมือง"
พล.อ.อภิชาต เพ็ญกิตติ ปลัดกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยทำหนังสือขอพระราชทานอภัยโทษให้กับนายศิวรักษ์ ชุติพงษ์ วิศวกรไทยว่า พรรคเพื่อไทยทำเพื่อการเมืองของพรรคเพื่อไทย ส่วนจะเป็นการจัดฉากหรือไม่นั้น ตนไม่ขอแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ เมื่อถามว่า จะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาลหรือไม่ พล.อ.อภิชาติ กล่าวว่า รัฐบาลพยายามดูแลปัญหาเรื่องนี้อย่างเต็มความสามารถ คิดว่าเป็นเรื่องที่ต้องให้รัฐบาลทำงานตามหน้าที่

ชุมนุมวันรัฐธรรมนูญนี้อย่าไปกลัวอะไรกับกลอุบายของอำมาตย์ให้มากนัก

ที่มา thaifreenews

บทความโดย..ลูกชาวนาไทย




ผมคิดว่า เขาทำไม่ได้มากกว่าสงกรานต์เลือดหรอกครับ

ในสงครามนั้น ศัตรูก็มีอิสระในการเคลื่อนไหว เราก็มีอิสระในการเคลื่อนไหว ดังนั้น การชุมนุมของคนเสื้อแดงพรุ่งนี้ไม่ต้องไปกังวลอะไรกับศัตรูมากนัก

ก่อนวันดีเดย์ มักจะมีการปล่อยข่าว Deception หรือกลลวงมากมาย เป็นธรรมดาของสงคราม

พรุ่งนี้เขาทำได้อย่างมากก็ล้อมปราบ แบบสงกรานต์เลือด

แต่จะล้อมปราบได้ก็ต้องใช้ม็อบไปยึดโน้นยึดนี่ สร้างสถานการณ์


แต่ผมเชื่อว่า การล้อมปราบทำได้ ก็ไม่ทำให้ฝ่ายอำมาตย์ชนะ เพราะคนเสื้อแดงได้ขยายเครือข่ายมวลชนและการสื่อสารออกไปมากแล้ว "การปราบ" ไม่มีทางเอาชนะในสงครามแย่งชิงประชาชนได้ และจะยิ่งทำให้เงื่อนไขความไม่พอใจขยายตัวออกไปอย่างไม่จบสิ้น ความเจ็บแค้นมีมากขึ้น ตายสิบเกิดแสนมากขึ้น

การเอาชนะสงครามมวลชน คุณต้องมี "อุดมการณ์ทางการเมืองที่เหนือกว่า" ในการโปรประกันดา โฆษณาชวนเชื่อ

ผมเชื่อว่าการโประกันดาอุดมการณ์เรื่อง "รักในหลวง" ไม่อาจเอาชนะความขัดแย้งทางการเมืองครั้งนี้ได้แล้ว เพราะมันมีอุดมการณ์ทางการเมือง ประชาธิปไตย เสรีภาพ ความเท่าเทียมกัน และความยุติธรรมเข้ามาแข่งขัน

ผมเชื่อว่า "..." ไม่ใช่จุดขายทางการเมืองอีกต่อไป

ยุทธศาสตร์ที่จะทำให้ความขัดแย้งครั้งนี้สงบได้คือ การยอมรับประชาธิปไตยในระบบอังกฤษอย่างแท้จริงในทางปฏิบัติและรูปธรรม

การโปรประกันดา ในยุคศตวรรษที่ 21 ยุคข้อมูลข่าวสารไหลเวียนได้สองทางไม่ได้ผล เพราะคำถามย้อนกลับทั้งหลายฝ่าย "อำมาตย์จะตอบไม่ได้" พูดได้อย่างเดียวห้ามถาม ใช้กับยุคนี้ไม่ได้ เขาไม่ถามให้ได้ยิน แต่เขาถามกันในหมู่เพื่อนฝูง (ไม่ใช่เงียบในใจอีกต่อไป) กลุ่มย่อยวิจารณ์กันมันปาก ประเภทได้ยินคงช็อคตายแน่นอน

ปลายหอกมันขึ้นสูงไปมากแล้ว ยังไม่รู้ตัวกันอีก

อีกอย่างหนึ่ง ผมคิดว่า ประชาชนเลือกข้างไปแทบหมดแล้ว การใช้กลอุบายกล่าวหาผ่านสื่อกระแสหลักอย่างไรก็ไม่ได้ผลอีกต่อไปแล้ว เพราะคนไม่ยอมฟังสื่อกระแสหลักอีกแล้ว สื่อกระแสหลักเลยทำได้แค่ "หลอกพวกเดียวกันเอง" คือหลอกพวกอำมาตย์และพวกอนุรักษ์นิยม ว่าสถานการณ์ไม่รุนแรง

หลอกกันเองแบบพระนางมารีอังตัวเนตส์ที่ม็อบมาชุมนุมหน้าพระราชวังแล้ว ยังไม่รู้ว่ากระแสปฏิวัติลามไปทั่วแผ่นดินแล้ว

สถานการณ์ของคนเสื้อแดงก็คล้ายกัน ตาสว่างกันทั่วแผ่นดินแล้ว

มีน้อยมากที่ยังเป็นพวกเสื้อสีขาวไม่เลือกข้างใด



ดังนั้นยุทธศาสตร์ของเสื้อแดงอย่าใส่ใจกับพวกเป็นกลางให้มากนัก พวกนี้ไม่เลือกข้าง ไม่เอาใครอยู่แล้ว และเหลือน้อยแล้ว อย่ากังวลเสียงของคนเหล่านี้จน "จำกัดการเคลื่อนไหวหรือการคิดของเรา"

คนที่เป็นกลางมีแต่คนใช้กลางในเมือง ที่ไม่เลือกข้าง คนในชนบทเลือกข้างหมดแล้ว ดังนั้น คนรอบตัวของคนเล่นเว็บส่วนใหญ่คือคนชั้นกลางใน กทม. พวกนี้มีไม่ถึง 400,000 คน คือ คะแนนที่กาให้ปลื้มกับชูวิทย์นั่นแหละ

อีกพวกคือ พวกไม่เอาพันธมิตร แต่เลือก ปชป. แกล้งทำเป็นเนียนว่าเป็นกลาง ด่าสนธิลิ้ม แต่ก็เลือก ปชป. พวกนี้ผมไม่คิดว่าจะเป็นกลาง และอย่าสนใจมากนัก แค่ถามว่าครั้งที่แล้วเขากาพรรคไหน ก็แยกได้แล้วว่าเป็นกลางจริงหรือไม่

อีกอย่าง ผมเชื่อว่าประสบการณ์จากสงกรานต์เลือด ทำให้แกนนำเสื้อแดง (ไม่ใช่กลุ่มสามเกลอ) ไม่ยอมให้ฝ่ายตนเองโดนกระทำฝ่ายเดียวอย่างแน่นอน หากมีการนำทหารเข้ามา ก็จะมีการตอบโต้ และเชื่อเถอะว่า "ศักยภาพกองทัพไทย"ที่มีแต่ทหารเกณฑ์ ไม่มีทางต่อสู้กองกำลังที่ติดอาวุธเสมอกันได้

การเดินเรียงแถวถือปืนเข้ายิงม็อบแบบสงกรานต์เลือด เป็นเป้าล้ออย่างดีสำหรับอาร์พีจี ของทหารพรานอย่างที่ เสธ.แดงว่า แค่ลูกเดียว ทหารเกณฑ์ที่เข้าแถวแบบนั้นก็ตายหลายสิบแน่นอน

กองกำลังเต็มรูปแบบเจอกองโจรแค่ 3-5 คน ก็ปั่นป่วนแล้วครับ

ทำอย่างนั้นสงครามกลางเมืองก็เกิด และจะจบลงด้วยการ ปฏิวัติมวลชนแน่นอน

ผมว่าการชุมนุมพรุ่งนี้ พวกอำม่าตย์ทำได้ไม่เกินการใส่ร้ายเสื้อแดงผ่านสื่อ

ตอนสงกรานต์เลือดเขาก็ทำแล้ว และคนเสื้อแดงก็มีประสบการณ์แล้ว ว่าจะรับมืออย่างไร

เพิ่มเติมอีกอย่าง ผมได้ข่าวมาว่าแกนนำเสื้อแดงเข้าใจยุทธศาสตร์ดีแล้วว่า ม็อบนั้นเป็นแค่ยุทธศาสตร์เสริม ไม่ใช่ยุทธศาสตร์หลัก การชุมนุมไม่อาจโค่นล้มรัฐบาลได้ แต่สิ่งที่ต้องทำคือ การขยายเครือข่ายและการจัดตั้ง “แนวร่วมเสื้อแดง” ที่มีใจสนับสนุนแนวทางของขบวนการเสื้อแดงอยู่แล้ว แต่ต้องการการจัดตั้งที่เป็นระบบเชื่อมโยงกัน เป็นต้น เขาดำเนินการอยู่หลายวิธี เช่น การใช้โรงเรียนประชาธิปไตยขยายการจัดตั้งเป็นต้น

ขอยืมคำของคุณ Ice Angel มาสรุปว่า

“สรุปคือ ตอนนี้ไม่ว่าพวกอำมาตย์จะทำลายภาพคนเสื้อแดงอย่างไร ถ้ามีการเลือกตั้ง คนอีกหลายล้านคนก็ไม่เลือกพรรคอำมาตย์

เพราะว่าเขาได้เลือกและตัดสิน กันหมดแล้วว่าจะเลือกใคร”


สังคมข่าวชาวเสื้อแดง(9ธ.ค.):CRY FREEDOM

ที่มา Thai E-News



***สังคมข่าวชาวเสื้อแดง ประจำวันพุธที่ 9 ธันวาคม 2552 พรุ่งนี้วันรัฐธรรมนูญ ผู้รักชาติรักประชาธิปไตยต่างออกมาจัดกิจกรรมคึกคัก แต่พวกซากเดนทัศนะทาสซากเดนศักดินาพากันกล่าวประณามว่า"ทำลายความสุขของคนไทย" ความสุขของการเป็นไพร่เป็นทาสนั้นคณะราษฎรได้ทำลายไปตั้งแต่วันที่ 24 มิถุนายน 2475 แต่ก็ไม่วายที่สื่อมวลชน,องค์กรกลุ่มพลังฝ่ายทาสไพร่,นักวิชามาร,โพลล์และสารพัดอยากหาแอกมาใส่บ่าประชาชนพลเมือง อพิโถ!***

***คนจะรักกันจะยังไงก็ว่างาม คนชังกันจะยังไงก็ว่าน่าเกลียด ฉันใดก็ฉันนั้น ตอนปลายเดือนพฤศจิกายนคนเสื้อแดงเลื่อนการชุมนุมใหญ่ คนชังก็ว่าสงสัยเสื้อแดงหมดน้ำยาเลยเลื่อนชุมนุม อ้าว!ครั้นพอจะประกาศชุมนุม 10 ธันวาวันรัฐธรรมนูญก็บอกว่าเดือนนี้ไม่เหมาะสมเพราะเป็นเดือนมงคล...แต่ทีปีกลายพันธมิตรจัดชุมนุมยึดสนามบินเดือนธันวาคม หรือขวางขบวนเสด็จไปงานพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระพี่นางฯ ขอโทษนะ ไม่มีหมาตัวไหนออกมาเห่ามาหอนซักแอะ มีแต่ให้ท้ายว่าเป็นสิทธิการชุมนุมของประชาชน และ"รัฐอย่ารุนแรงกับผู้ชุมนุม.."...ถุย!!... ***

***ท่านที่อยากทำลายความสุขของไพร่ทาส และเพิ่มสุขภาวะพลเมืองไทยเชิญครับ นปช.เสื้อแดง3เกลอนัดพี่น้องเสื้อแดงชุมนุมใหญ่ในวันพฤหัสฯที่ 10 ธันวาคมนี้ บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย โดยจะเริ่มตั้งแต่ 12.00-24.00 น.เพื่อแสดงเจตนารมณ์ต่อต้านเผด็จการและเรียกร้องประชาธิปไตย ให้นำรัฐธรรมนูญปี 2540 กลับมาบังคับใช้ ***

***สถาบันศึกษาการพัฒนาประชาธิปไตย ร่วมกับ คณะศิลปะศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เชิญเข้าร่วมการเสวนา“ รัฐธรรมนูญนิยม : สิ่งที่ยังขาดในสังคมไทย ” วันที่ 10 ธันวาคม 2552 เวลา 9.00 – 12.30 น. ณ ห้องประชุม 301 ชั้น 3 ตึกคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(ท่าพระจันทร์) กำหนดการ

9.00 - 9.30 ลงทะเบียน
9.30 - 9.40 คุณ จาตุรนต์ ฉายแสง กล่าวเปิด
9.40 - 9.50 อาจารย์ รศ.ดร.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ
คณบดีคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
กล่าวต้อนรับผู้ร่วมเสวนา/วิทยากร

9.50-12.00 การเสวนาในหัวข้อ "รัฐธรรมนูญนิยม: สิ่งที่ยังขาดในสังคมไทย"
โดย
คุณ จาตุรนต์ ฉายแสง (ประธานสถาบันศึกษาการพัฒนาประชาธิปไตย)
รศ.ดร.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ( คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)
ศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข ( คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย )
อ.ดร.ธีระ สุธีวรางค์กูร ( คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ )
ดำเนินรายการ โดย คุณ จอม เพชรประดับ

12.00-12.25 แลกเปลี่ยนความเห็นกับผู้ร่วมฟังเสวนา
12.25 – 12.30 กล่าวปิดการเสวนาโดย คุณ จาตุรนต์ ฉายแสง

ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมฟังโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ***

***สมัชชาสังคมก้าวหน้า ขอเชิญชวนเสรีชนผู้รักความเป็นธรรม และเชื่อมั่นในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มาร่วมกันถักทอผืนฟ้าแห่งสิทธิมนุษยชน ให้เป็นผืนเดียวกันในวาระครบรอบวันสิทธิมนุษยชนสากลที่กำลังจะถึงนี้ (10 ธันวาคม) โดยการร่วมกิจกรรมสนับสนุนการยื่นหนังสือของทนายประเวศ ประชานุกูล (ตัวแทนของคุณดารณี ชาญเชิงศิลปะกุล)ร่วมยื่นหนังสือต่อเลขาธิการองค์การสหประชาชาติ เรียกร้องความเป็นธรรม กรณีคดีคุณดารณี ต่อเลขาธิการองค์การสหประชาชาติอีกครั้ง ในวันที่ 11 ธันวาคม 2552 นี้ เวลา 10.00 น. หน้าองค์การสหประชาชาติ (แยกสะพานมัฆวานฯ)ติดต่อประสานงานสมัชชาสังคมก้าวหน้า – ไชยวัฒน์ 085-1883102 หรือ โบ 083-4430758 ******

***ท่านที่จะเข้าร่วมกิจกรรม ช่วยใส่เสื้อสีขาวเพื่อเป็นสัญลักษณ์ และทำป้ายข้อความรณรงค์ในประเด็น “สิทธิมนุษยชน” พร้อมเพรียงกันตามวันเวลาดังกล่าว ทั้งนี้หลังจากที่เรากลุ่มสมัชชาสังคมก้าวหน้า (Social Move Assembly) และเสรีชนผู้รักประชาธิปไตย ได้ไปร่วมสนับสนุนการยื่นหนังสือของทนายประเวศ ประภานุกูล ต่อองค์การสหประชาชาติมาแล้วครั้งหนึ่งในช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา จากกรณีที่คุณดารณี ชาญเชิงศิลปกุล ผู้ต้องขังจากคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งถูกลงโทษจำคุกถึง 18 ปี โดยไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรมไทย ดังเช่น การไม่ให้ประกันตัว การพิจารณาคดีอย่างปิดลับ และอื่นๆ

สมัชชาสังคมก้าวหน้าเชื่อว่า ผู้ถูกกล่าวหาและลงโทษจากกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ม. 112 ทุกคน คือ เหยื่อที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ทั้งจากความรุนแรงของตัวกฎหมายและปฏิบัติของจารีตสังคมอันล้าหลังที่ตีตรา (stigma) และสร้างความเป็นอื่น (The others) ลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ไปจากพวกเขา/เธอเหล่านั้น

สมัชชาสังคมก้าวหน้าเชื่อว่า ผืนฟ้าแห่งสิทธิมนุษยชนสากลกับผืนฟ้าสิทธิมนุษยชนไทยเป็นผืนแห่งความเป็นมนุษย์ผืนเดียวกัน เส้นพรมแดนรัฐ-ชาติ ความแตกต่างทางวัฒนธรรม หาใช่ข้ออ้างที่ควรทำให้มนุษย์ถูกเลือกปฏิบัติอย่างแตกต่างกันไม่

สมัชชาสังคมก้าวหน้าเชื่อว่า ผืนฟ้าของความเป็นคนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ขอผู้ต้องขังคดีกฎหมายหมิ่นฯ และบุคคลธรรมดาทั่วไป คือ ผืนฟ้าผืนเดียวกัน***


***ส่งความสุขให้ “ดา” เนื่องในวาระใกล้ถึงวันปีใหม่นี้ กลุ่ม “พลังรวมใจ” ขอเชิญชวนผู้รักประชาธิปไตยทุกท่านร่วมโครงการ “ส่งความสุขให้-ดา” ทั้งนี้เพื่อเป็นกำลังใจให้แก่คุณดารณี ชาญเชิงศิลปะกุล (ดา ตอร์ปิโด) นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยคนหนึ่งที่ถูกจำคุกข้อหาหมิ่นฯ***

***คุณกาญจนา ศรีพรประชา ผู้แทนกลุ่ม “พลังรวมใจ” กล่าวเชิญชวนผู้รักประชาธิปไตยและความยุติธรรมทุกท่านร่วมแรงร่วมใจส่งคำอวยพร และความสุขให้แก่ผู้กล้าของเรา โดยการส่งจดหมาย สคส หรือ โปสการ์ดอวยพรปีใหม่ให้แก่คุณดารณี โดยที่เนี้อหาจะต้องไม่มีการพาดพิงถึงการเมือง เขียนจ่าหน้าว่า “สคส ถึง ดา” ตู้ ปณ. 58 ปณศ (พ) พระโขนง กรุงเทพฯ 10110 ทางกลุ่มจะดำเนินการจัดส่งให้คุณดารณีทุกอาทิตย์ และจะนำภาพที่ถ่ายจดหมายนี้มาดำเนินการเผยแพร่ทางเวปไซด์ หรือ งานนิทรรศการที่จะจัดอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้เพื่อปลุกจิตสำนึกให้คนไทยส่วนใหญ่ร่วมกันให้กำลังใจแก่คุณดา ในการยืนหยัดต่อสู้เพื่อความถูกต้องต่อไป ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่กาญจนา ศรีพรประชา ผู้แทนกลุ่ม “พลังรวมใจ”
มือถือ 086-3190609 อีเมล์ wemissyouda@gmail.com***

***การประชุมสุดยอดแรงงานหญิงจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9-12 ธันวาคม 2552 ณ โรงแรมพาลัซโซ ถนนรัชดาภิเษก โดยจะมีการเดินขบวนรณรงค์ไปที่ศูนย์ศิลปะและวัฒนธรรมกรุงเทพ (BTS สถานีสยามเซ็นเตอร์) เพื่อเปิดตัวการเฉลิมฉลองครอบรอบ 100 ปีวันสตรีสากล (19-11-2011) นับตั้งแต่เวลา 14.00-19.00 น. ในวันที่ 10 ธันวาคม 2552 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ : สำนักงานมูลนิธิเพื่อแรงงานหญิง (CAW) : 386/58 ซอยรัชดา 42, ถนนรัชดาภิเษก แขวงจันทรเกษม เขตจตุจักร กรุงเทพฯ โทรศัพท์ : 029305634; โทรสาร : 029305633;www.cawinfo.org /www.womenworkerssummit.org ****


***เชิญนักกอล์ฟเสื้อแดงร่วมแข่งขันกอล์ฟคนเสื้อแดง ชิงถ้วย ฯพณฯ รองประธานสภาฯ พ.อ.ดร.อภิวันท์ วิริยะชัย ที่สนามเมืองเอก รังสิต ช็อตกัน 12.00 น. ใช้ระบบการแข่งขัน 36 system แบ่งเป็น flight A B C D Lady และ Senior (50 ปีขึ้นไป)ตอนค่ำ มีงานเลี้ยงอาหาร แจกรางวัล และร่วมลุ้นรับของรางวัลต่างๆ อาทิ พัตเตอร์ เสื้อยืด กรีนฟีสนามกอล์ฟและที่พัก ผลิตภัณฑ์ Otop ของสมาชิกเสื้อแดงที่นำมาร่วมงาน รางวัล hole in one หลุมละ 10,000 บาท ทุกหลุม พร้อมรับถ้วยแม่นรู
รางวัลตีไกล รางวัลตีใกล้ธง มีให้ลุ้นมากมายเช่นกัน และรายได้หลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้ว จะนำเข้าร่วมสมทบกับกองทุน นปช แดงทั้งแผ่นดิน***

***คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.) เครือข่ายพลเมืองเน็ต มูลนิธิหนังไทย ขอเชิญผู้ที่สนใจร่วมงานสัมมนาสาธารณะ นำเสนอผลการศึกษาเรื่อง “จินตนาการปฏิรูปสื่อในทศวรรษหน้า” (Rethinking Media Reform: Integrated Media Policy 2010-2020)สนับสนุนโดย Heinrich Böll Foundation (HBF)วันอังคารที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2552 เวลา 9.00 - 17.00 น. ณ ห้องบานบุรี ชั้น 14 โรงแรมบางกอกชฎา ถ.รัชดาภิเษก กำหนดการ

09.00 - 09.30 น. ปาฐกถานำโดย รศ.ดร. อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ ประธานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส)
"จากนวัตกรรมแท่นพิมพ์ถึงปฏิวัติดิจิตอล: อิสรภาพการสื่อสารอยู่ในมือใคร?"

09.30 – 10.30 น. นำเสนอ งานศึกษาเรื่อง “อนาคต วารสารศาสตร์ และ หนังสือพิมพ์ในทศวรรษหน้า”
โดย ผู้เสนอแทน อาจารย์ พรรษาสิริ กุหลาบ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
วิจารณ์โดย ผศ.ดร.อัศวิน เนตรโพธิ์แก้ว คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

10.30 – 12.00 น. นำเสนองานศึกษาเรื่อง “ภาพยนตร์ในทศวรรษหน้า”
โดย สัณห์ชัย โชติรสเศรณี มูลนิธิหนังไทย
วิจารณ์โดย ผศ.ดร.กฤษดา เกิดดี คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต

12.00 – 13.15 น. พักกลางวัน

13.30 – 15.00 น. นำเสนองานศึกษาเรื่อง อนาคต “สื่อวิทยุ-โทรทัศน์ ในทศวรรษหน้า”
โดย สุภิญญา กลางณรงค์ คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส)
วิจารณ์โดย รศ.ดร.พนา ทองมีอาคม คณบดี คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ หนึ่งในคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.)
15.00 – 16.00 น. นำเสนองานศึกษาเรื่อง “อินเทอร์เน็ต ในทศวรรษหน้า”
โดย อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ Siam Intelligence Unit (SIU)
วิจารณ์โดย ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ผู้อำนวยการวิจัยเศรษฐกิจยุคสารสนเทศ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)
16.00 – 16.30 น. นำเสนอภาพรวมจินตนาการสื่อในทศวรรษหน้า
16.30– 17.00 น. เปิดเวทีแลกเปลี่ยน
ดำเนินรายการโดย ทวีพร คุ้มเมธา


สอบถามรายละเอียดได้ที่ พิเชฐ ยิ่งเกียรติคุณ 089 123 2296***

***ขอเชิญมิตรสหายร่วมรบร่วมงาน “ รำลึกวีรชนปฏิวัติ-อาลัยสหายผู้เสียสละตะนาวศรี ”จัดขึ้นเพื่อกระตุ้นเตือนสหายที่ยังมีชีวิตอยู่ให้มาร่วมกันรำลึกถึงวีรชนผู้วายชนม์ ผู้แบกรับภารกิจทางประวัติศาสตร์ในการสรรค์สร้าง ถางทางสู่ประชาธิปไตยประชาชน และเชิญชวนทายาท พร้อมนักประชาธิปไตยรุ่นหลังให้เข้าร่วมรำลึกถึงคุณูปการของวีรชนทั้งหลาย และวีรชนเขตตะนาวศรี


คณะกรรมการจัดงาน กำหนดจะจัดงานในวันที่ ๑๙- ๒๐ ธันวาคม ๒๕๕๒ ด้วยกิจกรรมตลอดทั้ง สองวัน ยามสายร่วมงานบุญ ยามค่ำคืนชื่นชมศิลปบันเทิง ยามดึกนอนดูดาว สัมผัสลมหนาวเขตงานตะนาวศรี และร่วมรำลึกวีรชนปฏิวัติ อาลัยสหายผู้เสียสละ ตามกำหนดการที่แนบมาด้วยน

จึงขอเชิญท่านร่วมงานครั้งนี้ ณ อนุสาวรีย์วีรชนตะนาวศรี ต.ยางน้ำกลัดเหนือ อ.หนองหญ้าปล้อง จ.เพชรบุรี หวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่ามกลางสถานการณ์นี้เราจักร่วมรำลึกวีรชนร่วมกัน

...........เราต่างมาจากทั่วทุกสารทิศ เรามีชีวิตร่วมกันในป่าเขา

จากบ้านเกิดเมืองนอนถึงไพรลำเนา ด้วยพวกเรามีอุดมการณ์อันเดียวกัน...........

ประสานงานสหายโชติ ๐๘๑ – ๙๒๕ – ๘๓๙๐ สหายแกร่ง ๐๘๑ – ๙๒๒ – ๐๔๕๖***

***ชมรมนักข่าวเพื่อเสรีภาพไทย องค์กรสื่ออิสระของผู้สื่อข่าวอาชีพฝ่ายพลังประชาธิปไตย..ที่ไม่ใช่คนมีอาชีพเป็นนักข่าวผนึกพลังแน่น จัดการประชุมขึ้นเมื่อเสาร์ที่ 5 ธันวาคมที่ผ่านมา ได้ฤกษ์ดีเตรียมออกสื่อที่เป็นกลางมีจุดยืนข้างประชาธิปไตย มีจุดยืนรับใช้ประชาชน เตรียมออกหนังสือรายสัปดาห์ชื่อTHAI FREEDOMดังตัวอย่างหน้าปกนี้ แฟนๆจะได้ยลโฉมอย่างเป็นทางการในกลางเดือนมกราคม2553จ้า***

***ข่าวสังคมธุรกิจ สถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขอเชิญชวนนักธุรกิจสาขาอุตสาหกรรมต่างๆร่วมเดินทางสำรวจพื้นที่และสัมภาษณ์เชิงลึกในพื้นที่ประเทศเวียดนามตอนใต้ : โฮจิมินห์-นิคมอุตสาหกรรมดองไน-เกิ่นเธอ – บิ่นเยืองรับจำกัด 5-10 ท่าน งานมีระหว่าง วันที่ 21- 26 ธันวาคม 2552***

***ด้วยสถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับความไว้วางใจจากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ให้เป็นผู้ดำเนินการโครงการจัดทำแผนที่การตลาดสำหรับ SMEs สู่ตลาดอาเซียน (ASEAN Niche Market Mapping) (ประเทศกัมพูชา และเวียดนาม) ตามแผนการปฏิบัติงาน แผนการเดินทางไปสำรวจพื้นที่ และดำเนินการสัมภาษณ์เชิงลึก / Focus Group และฝังตัวในพื้นที่ศึกษา การเดินทางสำรวจพื้นที่ และสัมภาษณ์เชิงลึกในพื้นที่ประเทศเวียดนามครั้งที่ 1 คณะวิจัยได้เดินทางสำรวจพื้นที่ในเวียดนามตอนเหนือ : ฮานอย - ไฮฟอง – ฮาลอง (ฮ่งไฉ่) ระหว่าง วันที่ 1- 4 ธันวาคม 2552มาแล้ว***

***ในครั้งที่ 2 คณะวิจัยมีกำหนดเดินทางสำรวจพื้นที่และสัมภาษณ์เชิงลึกในพื้นที่ประเทศเวียดนามตอนใต้ : โฮจิมินห์-นิคมอุตสาหกรรมดองไน-เกิ่นเธอ – บิ่นเยือง ระหว่าง วันที่ 21- 26 ธันวาคม 2552 เพื่อจะได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการวางแผนการตลาดให้กับธุรกิจ SMEs ไทย อันจะเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศต่อไป จึงขอเชิญชวนนักธุรกิจสาขาอุตสาหกรรมต่างๆร่วมเดินทางสำรวจพื้นที่และสัมภาษณ์เชิงลึกในพื้นที่ประเทศเวียดนามตอนใต้ : โฮจิมินห์-นิคมอุตสาหกรรมดองไน-เกิ่นเธอ – บิ่นเยืองรับจำกัด 5-10 ท่าน***

*** สาขาธุรกิจที่น่าสนใจ

1. สาขาธุรกิจชิ้นส่วนอะไหล่ยานยนต์ และบริการยานยนต์ เช่น ซ่อมบำรุง อู่รถยนต์ car care
2. ธุรกิจก่อสร้าง-วัสดุการก่อสร้าง
3. ธุรกิจสินค้าอุปโภค-บริโภค
4. ธุรกิจบริการท่องเที่ยวและธุรกิจต่อเนื่อง

สนใจติดต่อขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นางธนณัฏฐ์ รูปสม โทร. 66-2-564-5000-3 ต่อ 222,418 มือถือ 087-114-3000 โทรสาร 66-2564-4777, 66-2564-4888 E-mail : rphanee@ hotmail.com website :www.asia.tu.ac.th ***

***ข่าวสังคมธุรกิจ ใครอยากซื้อ-ขายอะไรแจ้งมาเลยจ้า ให้แนบรูปมาด้วยจะดีมาก.. ขายด่วนบ้านทาวน์เฮ้าส์สองชั้น 17.5 ตารางวา ต่อเติมแล้ว น้ำไม่ท่วม 1.3ล้านบาท หมู่บ้านรินทร์ทอง ซอยรามคำแหง190 ถนน รามคำแหง สนใจติดต่อ คุณรติมา 089-814-2014(เจ้าของขายเอง)***

***อีกหลังขายด่วนหมูบ้านพุทธมลฑลสาย2 เลขที่10/19 ทางเข้าวัดบุญยประดิษฐ์ บ้านเก่าพร้อมที่ดิน 102ตารางวา (ที่ถมแล้ว)2.6 ล้านบาท ต่อรองได้ สนใจติดต่อ คุณรติมา 089-814-2014 (เจ้าของขายเอง)***


***ใครหาสำนักงานย่านรามคำแหง-สนามบินสุวรรณภูมิอยู่ มีสำนักงานโฮมออฟฟิศสวยขนาด3ชั้นใหม่ มีดาดฟ้าชมดาว สไตล์โมเดิร์น จอดรถสะดวก ไปมาคล่องใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ ใกล้ทางด่วน ใกล้มอเตอร์เวย์ ใกล้วงแหวนรอบนอก จอดรถสะดวกไม่ต้องแย่งที่จอดกัน ห้องประชุมจุคนได้50คน ห้องทำงานพนักงานขนาด20-30คน ห้องผู้บริหารโอ่โถงภูมิฐาน ห้องการเงินบัญชีแยกต่างหากเป็นสัดเป็นส่วน เหมาะเป็นออฟฟิศขนาดกลาง ให้เช่าราคาเบาๆ ติดต่อคุณวุฒิ 0816235111***

***หนาวๆอย่างนี้ได้จิบไวน์ก็คงดี Goldwine ไวน์โอทอป ขายดีที่สุด รับร้านค้าจำหน่าย ทั่วประเทศ สินค้า OTOP ที่ได้รับมาตรฐาน ไวน์ผลไม้ ภาคเหนือ ที่ได้รับการสั่งซื้อกลับ มากที่สุด เหมาะเป็นของฝากของของขวัญ

ราคาขายปลีกหน้าร้านทั่วไป ขวดละ 35 บาท 3 ขวด 100 บาทโหลละ400บาท ราคาขายในเวป www.goldwinery.com โหลละ300บาท

ไวน์ผลไม้ Goldwine ไวน์โอทอป และ ของฝากจากเมืองเหนือ ที่คนถามหากันมากที่สุด สินค้าโอทอป ภาคเหนือที่ได้รับความนิยม สั่งซื้อมากที่สุด และมีร้านจัดจำหน่ายกว่า 100 ร้านค้าทั่วประเทศ ยินดีรับสมาชิกรับสินค้าเพื่อจำหน่าย ในเงื่อนไขที่ง่ายและพิเศษ สร้างงานและผลกำไร ได้ทันที มีให้เลือกหลายชุด หลายเงื่อนไข สินค้าขายง่าย ขายดี มีชุดแต่งร้านให้ และป้ายหน้าร้านสวยงาม***

***ข่าวดีถ้าคุณอยากขายเรามีสินค้าชุดเปิดร้าน OTOP ชุดเริ่มต้น 8,000 บาท (ขายดีมาก) สำหรับผู้ที่เริ่มต้นอยากมีร้านเป็นของตัวเอง หรือหน้าร้านมีพื้นที่จำกัด ชุดนี้ประกอบด้วย

1.ไวน์จำนวน 28 กล่อง(โหล)
2.ชั้นวางสินค้าขนาด 125 Cm
3.ป้ายหน้าร้านแบบกล่องไวนิล
เหมาะสำหรับ
1.ผู้ว่างงาน กำลังหาช่องทางลงทุนค้าขาย
2.นักศึกษา อยากลองทำธุรกิจ
3.ผู้ที่มีร้านค้าอยู่แล้ว อยากได้สินค้าใหม่ๆ
4.ผู้ออกร้านแสดงสินค้าประจำ เช่น ธงฟ้า งาน OTOP งานแสดงสินค้าต่างประเทศ
5.ผู้ทำงานด้านการท่องเที่ยว


เชิญเยี่ยมชมตามเวบwww.goldwinery.com หรือสอบถามโทรสอบถาม โทร 086-0214026 086-3660948 Fax 054-658540 ***

***ท่านที่อยากแจ้งข่าวสารกิจกรรมทั้งการเมือง สังคม ธุรกิจ การค้าขายทำมาหากิน ไม่เป็นพิษเป็นภัยสังคม ไม่หลอกลวงแบบแชร์ลูกโซ่แจ้งมาได้ที่ thaienews99@googlegroups.comหากให้ดีกิจกรรม หรือข่าว หรือสินค้าบริการใดๆกรุณาแจ้งเบอร์ติดต่อสะดวก หรือรูปภาพประกอบมาด้วย ลงให้ฟรีๆไม่ต้องเสียตังค์จ้า ***

ทน..ดื้อ..ซื้อเวลา ไม่ปรับ...ไม่ยุบ!

ที่มา บางกอกทูเดย์

ฉะนั้นเสียงเรียกร้องในทางประชาธิปไตยในรูปแบบปกติในวันนี้ ดูเหมือนจะใช้ไม่ได้เลยสำหรับสถานการณ์การเมืองภายใต้รัฐบาลประชาธิปัตย์ และนายกฯ อภิสิทธิ์คนนี้ดังนั้นแม้ว่ากลุ่มคนเสื้อแดงจะถือฤกษ์วันรัฐธรรมนูญ 10 ธันวาคม เป็นวันนัดชุมนุมใหญ่ แต่ก็เชื่อว่าคงไม่ได้ผลอะไร

บนกระแสสังคมที่โหมย้ำเตือนในเรื่องของการสนองรับพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ว่าควรจะต้องสมานฉันท์อย่างแท้จริงเสียทีสะท้อนชัดเจนว่า ประชาชนเอือมระอาการซื้อเวลาการประวิงเวลาทางการเมืองที่เป็นอยู่ในขณะนี้เป็นอย่างมากแล้วเพราะไม่รู้ว่าจะจบจะสิ้นลงเมื่อใดประชาชนต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งที่แท้จริงโชคร้ายที่บังเอิญพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ยังไม่มีความเชื่อมั่น

ในชัยชนะที่จะเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งเพราะแม้ว่าจะมีแผนบันใดอุบาทว์ 4 ขั้นของคมช. มาช่วยหนุนส่ง แต่การซื้อใจประชาชนแบบฉาบฉวย ยังไม่ใช่สิ่งที่จะสามารถการันตีได้ว่า จะชนะเบ็ดเสร็จเด็ดขาดทางการเมืองได้จริงๆ แม้แต่อดีตประธาน คมช. พล.อ.สนธิ บุณยรัตกลิน ก็ยังไม่ได้เข้าพรรคประชาธิปัตย์ แต่ไปเข้าพรรคมาตุภูมิ และมุ่งเจาะฐานเสียงในจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นหลักเช่นกันกับ พรรคการเมืองใหม่ ของกลุ่มพันธมิตรฯ ซึ่งเมื่อครั้งร่วมปฏิบัติการขับไล่ พ.

ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ลงจากเก้าอี้เมื่อปี 2549 และหนุนส่งให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะได้เป็นนายกรัฐมนตรีสมใจและทำให้นายอภิสิทธิ์ต้องตอบแทนบุญคุณด้วยการแต่งตั้งให้นายกษิต ภิรมย์ แกนนำพันธมิตรฯ ที่นำคนบุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ท่ามกลางเสียงท้วงติงดังขรมไปทั้งประเทศแล้วก็จริงๆ เพราะนายกษิตเข้ามาแล้วก็สร้างปัญหาสารพัด จนวันนี้ขนาดคนไทยถูกจับกุมตัว แต่ทั้งนายกษิต รวมไปจน

ถึงผู้ช่วยรัฐมนตรี และเลขานุการรัฐมนตรี ยังสอบตกวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพราะยังยืนกรานดันทุรังโยงเรื่องพ.ต.ท.ทักษิณไม่หยุดหย่อนเนื่องจากรู้ดีว่าไม่ว่าอย่างไรนายอภิสิทธิ์ ก็ไม่มีทางเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีต่างประเทศแน่ๆถึงแม้ว่าเวลานี้นายอภิสิทธิ์ยังกระเตงอุ้มนายกษิตอยู่ก็จริง แต่เมื่อเวลานี้กลุ่มพันธมิตรฯ หาจุดยืนในอนาคตด้วยการตั้งพรรคการเมืองใหม่ขึ้นมา ก็กลายเป็นต้องลงชนในพื้นที่ภาคใต้และพื้นที่กรุงเทพฯ กับพรรคประชาธิปัตย์เต็มๆ ไปอีก

เช่นกันเช่นเดียวกันกับที่นายกษิต ก็ต้องการใช้พรรคประชาธิปัตย์ฟอกตัว จึงไม่คิดกลับไปอยู่พรรคการเมืองใหม่เหมือนกันการเมืองไม่เคยมีมิตรแท้ฉันใด... เฉพาะแค่ในแวดวงเกลอเก่า พรรคประชาธิปัตย์ยังเจอปราการรอบด้านฉันนั้นโดยที่ยังไม่นับพรรคคู่แข่งโดยตรงอย่างพรรคเพื่อไทยรวมกระทั่งถึงพรรคหอกข้างแคร่อย่างพรรคภูมิใจไทยของนายเนวิน ชิดชอบ ที่คนประชาธิปัตย์โดยเฉพาะนายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่น

คง และเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ตอนที่ทำหน้าที่ผู้จัดการรัฐบาลนั้นรู้ดีว่าคนอย่างนายเนวิน พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงขั้วทางการเมือง หรือจุดยืนทางการเมืองได้ง่ายดายไม่ต่างกับการพลิกลิ้นกลับไปกลับมาเล่นภายในปากขอแค่มองเห็นผลประโยชน์ทางการเมืองที่จะได้รับในอนาคตเป็นตัวตั้งที่สำคัญเท่านั้นสถานการณ์รุมรอบด้านแบบนี้ ต่อให้เรียกร้องอย่างไรก็ตาม ต่อให้ประชาชนเอ่ยอ้างวันรัฐธรรมนูญ 10 ธันวาคม ว่าจะมาถึงในวันพรุ่งนี้แล้ว ควรคืนอำนาจให้

ประชาชนเลือกตั้งใหม่ได้แล้วลืมไปเถอะ ต่อให้เรียกร้องจนน้ำท่วมหลังเป็ด หรือเปียกปอนนายอภิสิทธิ์สักเพียงใด ถ้ายังมองไม่เห็นโอกาสชนะการเลือกตั้งนายอภิสิทธิ์ และพรรคประชาธิปัตย์ไม่มีทางให้มีการเลือกตั้งแน่ๆ... ยื้อเวลาไปเรื่อยๆ นั่นแหละก็แม้แต่การปรับ คณะรัฐมนตรี ซึ่งพรรคร่วมรัฐบาลเห็นว่า ระยะอันใกล้น่าที่จะมีโอกาสปรับ ครม.ได้แล้ว เพราะนายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ ก็ได้ลาออกจากตำแหน่งเลขานุการนายกรัฐมนตรีมานานแล้ว รวมทั้งน.พ.พฤฒิชัย ดำรง

รัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ก็อาจจะต้องเด้งจากเก้าอี้ เพราะพิษถือหุ้น ซึ่งเป็นข้อต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ ม. 269 พรรคร่วมรัฐบาลจึงเรียกร้องให้มีการปรับ ครม.แต่นายอภิสิทธิ์ ก็ยังคงเห็นความจำเป็นในการที่ต้องซื้อเวลาต่อไปอีกระยะ จึงไม่ขานรับพรรคร่วมรัฐบาล โดยออกลูกไปในทำนองที่ว่า...ถ้าพรรคร่วมอยากปรับก็ปรับแต่พรรคร่วมไปก่อนพรรคชาติไทยพัฒนาอยากจะปรับ... ก็ตามใจ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ จะวางมือทางการเมือง... ก็เชิญตาม

สบายแต่พรรคประชาธิปัตย์ ยังไม่ปรับแน่... ขืนปรับพรรคก็แตกเท่านั้นเองฉะนั้นเสียงเรียกร้องในทางประชาธิปไตยในรูปแบบปกติในวันนี้ ดูเหมือนจะใช้ไม่ได้เลยสำหรับสถานการณ์การเมืองภายใต้รัฐบาลประชาธิปัตย์ และนายกฯ อภิสิทธิ์คนนี้ดังนั้นแม้ว่ากลุ่มคนเสื้อแดงจะถือฤกษ์วันรัฐธรรมนูญ 10 ธันวาคม เป็นวันนัดชุมนุมใหญ่ แต่ก็เชื่อว่าคงไม่ได้ผลอะไรแถมยังเจอปฏิบัติการโจมตีว่า ชุมนุมทำลายบรรยากาศบ้าง ชุมนุมกระทบการจัดงานเฉลิมพระเกียรติบ้างใส่ไข่ไปถึง

ขั้นว่าจะเอาคนต่างด้าวมาร่วมชุมนุมด้วยไปโน่นเลยทั้งๆ ที่กลุ่มคนเสื้อแดง ยืนยันหนักแน่นแล้วว่าการชุมนุมจะไม่ส่งผลต่อการจัดงานเฉลิมพระเกียรติ เพราะตรวจสอบแล้วพื้นที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยไม่มีการจัดงานใดๆ ที่สำคัญการชุมนุมจะเริ่มในเวลา 12.00-24.00 น. โดยการชุมนุมจะไม่ยืดเยื้อ และไม่มีการเคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่เพราะเป็นการชุมนุมที่ถือว่าเป็นการจัดกิจกรรมวันรัฐธรรมนูญของปีนี้ ฉะนั้นจึงจะไม่เลื่อนหรือไม่เลิกแน่เจอแบบนี้ไม่รู้เหมือนกัน

ว่า ระหว่างนายกฯ เด็กดื้อ กับกลุ่มเสื้อแดง สีทนได้ ใครจะทนดื้อได้นานกว่ากันในสถานการณ์การเมืองเขม็งเกลียวเช่นนี้เพราะในเมื่อนายอภิสิทธิ์ ไม่ยอมรับในทุกเรื่อง ซึ่งถือเป็นความสามารถพิเศษ และความกล้าหาญทางการเมืองอย่างมาก ก็ขนาดตำแหน่งผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติคนใหม่ นายอภิสิทธิ์ ยังกล้าดื้อลากยาว โดยไม่สนสัญญาณใดๆ ทั้งสิ้นแบบนี้หากใครยังไม่ชมว่าดื้อทะลุขีดจำกัด... ก็ต้องถือว่าลำเอียงเกินไปแล้วเมื่อบุคลิกของนายอภิสิทธิ์ ใน

วันนี้เป็นแบบนี้ กลุ่มคนเสื้อแดงที่จะใช้วันรัฐธรรมนูญทวงการเมือง ทวงการเลือกตั้ง ทวงประชาธิปไตยที่แท้จริงเหนื่อยเปล่าแน่นอนดูแล้วรัฐบาลประชาธิปัตย์ สามารถที่จะแฮปปี้นิวเยียร์ ซื้อเวลาจนอยู่ได้ข้ามไปปี 2553 หรือ 2010 ได้แน่... อย่างน้อยก็เดือนมกราคมที่เห็นอยู่ลางๆ แล้วเพราะแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงก็บอกแล้วว่า คงต้องรอให้เดือนมหามงคล ในเดือนนี้ผ่านพ้นไปก่อน เพราะคนไทยทุกคนรักสถาบันด้วยกันทั้งนั้นแต่หลังจากนั้นแล้วการเมืองจะกลับสู่ภาวะ

ปกติ การต่อสู้ทางความคิดการเมืองระหว่างชนชั้นอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนอาจจะหลีกเลี่ยงไม่พ้นแล้ว เพราะคงปล่อยให้นายอภิสิทธิ์ ใช้เกม “ทน ดื้อ ซื้อเวลา” ต่อไปไม่ไหวแล้วงานนี้ทำให้อุณหภูมิการเมืองในปีหน้าร้อนฉ่าล่วงหน้าข้ามปีกันเลยทีเดียวปัญหาก็คือแล้วการขัดแย้งทางการเมืองในลักษณะนี้จะจบสิ้นลงเมื่อใดมีนักรัฐศาสตร์และนักนิติศาสตร์หลายคนที่เห็นว่า ความขัดแย้งจะยุติได้ก็ต่อเมื่อทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมายแต่ก็ไม่มีใครกล้าแหลมออกมา

พูดดังๆ ในเวลาที่สังคมแบ่งเป็น 2 ขั้วเช่นนี้ยิ่งเรื่อง 2 มาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับด้านกฎหมายด้วยแล้ว ยิ่งไม่มีใครกล้าที่จะการันตีว่า ถ้าการเมืองยังเป็นเช่นนี้ จะไม่มีการดำเนินการ 2 มาตรฐานได้อย่างไรฉะนั้น การเมืองไม่ว่าอย่างไรก็คงต้องยกยอดการต่อสู้ข้ามไปปีหน้าแน่ๆและ 3 เดือนแรกในปีหน้า จะเป็นช่วงเวลาที่กดดันนายอภิสิทธิ์ และรัฐบาลประชาธิปัตย์อย่างหนักหน่วงที่สุด!

เด็กเล่นขายของ

ที่มา ไทยรัฐ

บรรยากาศทางการเมืองที่ยังอึมครึม ไม่ว่าจะเป็นการชุมนุมของคนเสื้อแดง หรือแรงกดดันในการปรับ ครม.หลังจากอยู่ร่วมกันมาเป็นเวลาครบ 1 ปี ก็ถึงเวลาตามสัญญาที่จะต้องมีการปรับเปลี่ยน ครม.ให้คนอื่นที่รอคิวอยู่ขึ้นมาทำหน้าที่แทน

ทำเหมือนสมบัติผลัดกันชม

บางท่านก็แสดงความจำนงจะมอบตำแหน่งนี้ให้ทายาท บางคนก็อ้างว่ากระทรวงนี้ตกลงกันไว้แล้วว่าจะมีการเปลี่ยนตัว บางคนก็อ้างว่าโควตาลำดับต่อไปต้องเป็นของมุ้งนั้นมุ้งนี้โดยเฉพาะ พรรคประชาธิปัตย์ ออกมาทวงสัญญากันโจ๋งครึ่ม หรือ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ก็ออกมาประกาศว่าจะยกเก้าอี้ รมต. ให้ลูกชายชัดถ้อยชัดคำ

ปัญหาอยู่ที่ว่า คนที่เป็น รมต.อยู่ในปัจจุบันก็ไม่อยากออก นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ น้ำท่วมปากสำหรับเหตุผลในการปรับ ครม. คนที่อยากจะเอาออกหรือมีเหตุผลต้องออกก็เอาออกไม่ได้ คนที่ไม่อยากเอาออกก็ถูกกดดันตลอดเวลา

กลืนไม่เข้าคายไม่ออก

จู่ๆจะมาบอกว่า ต้องเปลี่ยนตัว ครม.เพราะมีสัญญากันไว้แล้วก็ดูกระไรอยู่ กลายเป็นว่าตำแหน่ง รมต.ไม่มีความหมาย วิธีเลือกคนมาเป็น รมต.เป็นไปตามโควตาหรือข้อตกลง ถ้าเป็นอย่างนั้นอีกหน่อยเด็กอมมือก็มาเป็น รมต.ได้ ไม่ได้วัดกันที่ความรู้ความสามารถ

ตำแหน่ง รมต.เสื่อมลงทุกวัน

ผลที่ตามมาก็คือการทำงานที่ไร้ประสิทธิภาพ ปัญหาต่างๆที่รุมเร้ารัฐบาลอยู่ทุกวันนี้ จะโทษใครไม่ได้ ต้องโทษตัวเอง ที่มีแต่มือใหม่หัดขับ มีแต่มือสมัครเล่น งานก็เลยออกมาสะเปะสะปะ

ปัญหาไทย-กัมพูชากระอักกระอ่วนไม่เลิกทุกวันนี้ กัมพูชา เล่นเกมปั่นจิ้งหรีดสนุกสนาน ขู่ให้ส่งทูตกลับ ขู่จะไม่กู้เงิน ขู่จะไม่รับความช่วยเหลือ รัฐบาลไทยก็วิ่งหัวปั่น แม้แต่วิธีทาง การทูตก็ไม่ไว้หน้า ปล่อยให้ฝ่ายค้านชิงตัดหน้าช่วยเหลือคนไทยที่ต้องคดีไปอย่างหน้าตาเฉย

จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน

อย่างดีรัฐบาลก็มาแก้เก้อ โทษว่าเป็นแผนก่อความปั่นป่วนวุ่นวายของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ตามสูตร ไม่เคยโทษตัวเอง ไม่เคยโทษคุณกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ
ดีใส่ตัวชั่วใส่คนอื่น

รัฐบาลทำอะไรหน่อมแน้มไว้หลายเรื่อง ปั่นกระแสให้เกิดความสับสนอยู่ตลอดเวลา ไม่รู้อะไรจริงอะไรเท็จ ในรอบ 1 ปีไม่มีอะไรที่เป็นรูปธรรมเป็นชิ้นเป็นอัน ทำตัวเป็นรัฐบาลเด็กเล่นขายของไปได้ ปัดโธ่.

หมัดเหล็ก

ข้อมูลนายศิวรักษ์จำเป็นและสำคัญอย่างยิ่งต่อ "กองบัญชาการล่าสังหารทักษิณ"

ที่มา thaifreenews

บทความโดย..ลูกชาวนาไทย


กรณีนายศิวรักษ์สารภาพว่าตัวเองไม่ได้ทำจารกรรม แต่ได้ให้ข้อมูลไปยังสถานทูตไทยจริง แต่เป็นข้อมูลยืนยันว่า เที่ยวบินนี้มี พ.ต.ท.ทักษิณ โดยสารมาด้วยจริง นายศิวรักษ์ยืนยันว่า ตัวเองให้ข้อมูลหลังจากท่านทักษิณบินลงแล้ว จึงไม่ได้จารกรรมแต่อย่างใด

ปัญหาคือ "กองบัญชาการล่าสังหารทักษิณ" ไม่ได้วางแผนล่าสังหารตอนขามา เพราะไม่รู้ว่าทักษิณมาเครื่องบินลำไหน แต่ต้องการล่าสังหาร "ตอนทักษิณขากลับ"

ก็อย่างที่หลายฝ่ายทราบ แผนการบิน ต้องแจ้งให้ประเทศที่บินผ่านทราบอยู่แล้ว แต่ไม่ได้แจ้งว่าผู้โดยสารมีใครบ้างเท่านั้นเอง ฝ่ายควบคุมการจราจรทางอากาศของไทย ก็มีตารางบินเครื่องบินที่บินผ่านประเทศทุกเที่ยวบินอยู่แล้ว
ทีนี้ "จุดสำคัญของแผนนี้คือ" เที่ยวบินไหนที่ พ.ต.ท.ทักษิณบินมาด้วย งานนี้ต้องอาศัยการ "จารกรรมเท่านั้น"

ฝ่ายไทยสงสัยว่าเที่ยวบินไปกลับดูไบ ที่ไทยมีตารางบินหรือแผนการบินอยู่แล้ว นั้นมี พ.ต.ท.ทักษิณ โดยสารมาด้วยจริงหรือไม่

เพราะเครื่องบินต้องแจ้งแผนการบิน (แต่ไม่แจ้งว่ามีผู้โดยสารว่าเป็นใคร)ให้ประเทศที่บินผ่านทราบ ดังนั้น เมื่อสงสัยว่าแผนการบินที่มีนี้มีทักษิณมาด้วยหรือไม่

ก็ต้องถามยืนยันไปทางสถานทูตไทยในกัมพูชาว่า เครื่องบินเที่ยวนี้ทักษิณมาจริงหรือไม่

สถานทูตไทย ก็หาข้อมูล โดยโทรไปถามนายศิวรักษ์ว่า เที่ยวบินนี้มี พ.ต.ท.ทักษิณมาด้วย จริงไหม เมื่อนายศิวรักษ์ตรวจสอบแล้วว่าจริง ก็ยืนยันโป๊ะเช๊ะว่า เที่ยวบินที่ฝายไทยมีแผนการบินอยู่นี้มี พ.ต.ท.ทักษิณโดยสารมาด้วยจริง

ตอนนี้ฝ่าย "กองบัญชาการล่าสังหารทักษิณ" ก็ได้ข้อมูลยืนยันทันทีว่า เที่ยวบิน (สมมุติว่า Dubai 555) ที่มีข้อมูลการบินอยู่แล้วเพราะเครื่องบินที่บินผ่านประเทศย่อมต้องแจ้งแผน การบินอยู่แล้ว (แต่ไม่ทราบว่าใครมาด้วย) ตอนนี้ก็ทราบว่าเที่ยวบิน Dubai 555 มี พ.ต.ท.ทักษิณโดยสารมาแน่นอนแล้ว

แผนการต่อไปของ "กองบัญชาการล่าสังหารทักษิณ" ก็คือเอา F-16 เข้าสกัดบังคับให้ลงจอด หรือยิงทำลายด้วยจรวด Amraam ทันที

แผนการขั้นที่สองดำเนินการแล้วอย่างสมบูรณ์ เพราะอาศัยข้อมูลยืนยันจาก "นายศิวรักษ์"์ และ F-16 ก็ได้ขึ้นบินเพื่อปฏิบัติการตามแผน

ดีทีมี Su-27 Flanker ไม่ปรากฏในรายงาน(แต่ปรากฏในรายงานของกรมข่าวลือ) ล็อกเป้าได้เสียก่อน F-16 ของคนขี้ขลาด จึงไม่กล้ายิง เพราะหากไม่ถอนตัวก็โดนยิงตกแน่นอน

แผนการชั่วช้านี้จึงล้มเหลวในขั้นตอนสุดท้าย ข้อมูลนี้ยืนยันชัดเจนจากการอภิปรายกระทู้ถามในรัฐสภาไทย แต่กองทัพอากาศตอบว่าขึ้นบินจริง บินไปตามเส้นทางและวันเวลาที่เครื่องบินทักษิณบินไปจริง แต่เพื่อการฝึกเท่านั้น (มันก็ต้องตอบอย่างนี้อยู่แล้ว เพราะหลักฐานมันมีพร้อมทุกอย่างในการอนุมัติให้ขึ้นบิน และติดอาวุธเต็มพิกัด)

ปล. ข่าวบอกว่า พ.ต.ท.ทักษิณหลังจากฝ่ายกัมพูชาจับตัวนายศิวรักษ์ได้ และไล่นายคำรบออกนอกประเทศ จึงได้เปลี่ยนแผนการบินไม่ผ่านประเทศไทย และ พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้นั่งเครื่องบินลำนั้นกลับ แต่ขนเพียงสัมภาระกลับเท่านั้น แต่ฝ่าย "กองบัญชาการล่าสังหารทักษิณ" ไม่ทราบข้อมูลสุดท้ายนี้เท่านั้น จึงได้ปฏิบัติการไปตามแผนการที่ผมคาดการนี้

เปิดคำพิพากษาสั่งจำคุก"ศิวรักษ์"7 ปี ชี้เผยข้อมูลลับ"แม้ว"บิน ละเมิดการรปภ.บุคคลสำคัญของกัมพูชา

ที่มา มติชน

ศาลกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา พิพากษาว่านายศิวรักษ์ ชุติพงษ์ วิศวกรไทยบริษัท แคมโบเดีย แอร์ทราฟฟิค เซอร์วิสเซส จำกัด หรือ แคทส์ บริษัทในเครือสามารถคอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) มีความผิดจริง


เอเอฟพีรายงานว่า เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 8 ธันวาคม นายเค สกาน หัวหน้าคณะผู้พิพากษาของศาลกรุงพนมเปญ อ่านคำพิพากษาระบุว่า นายศิวรักษ์มีความผิดจริงเกี่ยวกับการละเมิดความมั่นคงแห่งชาติและความปลอดภัยของสาธารณะ ที่สอดแนมข้อมูลเที่ยวบินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีระหว่างเดินทางเยือนกัมพูชา เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ให้กับสถานทูตไทย ข้อมูลการเดินทางของพ.ต.ท.ทักษิณถือว่าเป็นความลับ การนำข้อมูลไปเปิดเผยต่อผู้อื่นเป็นการฝ่าฝืนข้อปฏิบัติในการรักษาความปลอดภัยบุคคลสำคัญ เนื่องจาก พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นที่ปรึกษารัฐบาลกัมพูชา ถือว่านายศวิรักษ์ มีความผิด ต้องโทษจำคุก 7 ปีและปรับเป็นเงิน 10 ล้านเรียล หรือราว 85,000 บาท ซึ่งถือเป็นโทษที่ต่ำสุดสำหรับข้อหาดังกล่าว

นายเค สกาน กล่าวว่า ระหว่างนายศิวรักษ์ให้ปากคำต่อศาลได้ขอให้ศาลยกข้อหา โดยยืนยันไม่ได้จารกรรมข้อมูลตามที่ถูกกล่าวหา แม้จะโทรศัพท์พูดคุยกับ นายคำรบ ปาลวัฒน์วิไชย เลขานุการเอกของสถานทูตไทย ในกรุงพนมเปญจริง แต่เป็นเพียงการยืนยันว่าเที่ยวบินเช่าเหมาลำลงจอดแล้ว โดยที่ไม่รู้เลยว่าพ.ต.ท.ทักษิณ โดยสารมาในเที่ยวบินดังกล่าว

"นายศิวรักษ์มีความผิดจริงในข้อหาสอดแนมข้อมูลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ระหว่างการเดินทางเยือนกัมพูชาเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ด้วยการส่งข้อมูลเกี่ยวกับกำหนดการของเที่ยวบินให้กับสถานทูตไทย เนื่องจากข้อมูลการเดินทางของ พ.ต.ท.ทักษิณ ถือว่าเป็นความลับ การนำข้อมูลไปเปิดเผยต่อผู้อื่นจึงเป็นการฝ่าฝืนข้อปฏิบัติในการรักษาความปลอดภัยสำหรับบุคคลสำคัญ เนื่องจาก พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นที่ปรึกษาของรัฐบาลกัมพูชา ดังนั้นกัมพูชาจึงมีพันธกรณีที่จะให้การดูแลรักษาความปลอดภัยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ และกำหนดการเที่ยวบินของ พ.ต.ท.ทักษิณ อาจจะเป็นสิ่งสำคัญสำหรับรัฐบาลไทย แต่ขณะเดียวกันข้อมูลดังกล่าวอาจก่อให้เกิดอันตรายอย่างร้ายแรงต่อ พ.ต.ท.ทักษิณได้

ดังนั้นถือว่านายศิวรักษ์มีความผิดเกี่ยวกับการละเมิดความมั่นคงแห่งชาติและความปลอดภัยของสาธารณะ ต้องโทษจำคุก 7 ปีและปรับเป็นเงิน 10 ล้านเรียล หรือราว 85,000 บาท ซึ่งถือเป็นโทษที่ต่ำสุดสำหรับข้อหาดังกล่าว แม้นายศิวรักษ์ขอให้ศาลยกข้อหา เพราะไม่ได้จารกรรมข้อมูลใดๆ ตามที่ถูกกล่าวหา แต่ยอมรับว่าได้โทรศัพท์พูดคุยกับนายคำรบ ปาลวัฒน์วิไชย เลขานุการเอกของสถานทูตไทย ในกรุงพนมเปญจริง แม้จะระบุว่าเป็นเพียงการยืนยันว่าเที่ยวบินเช่าเหมาลำลงจอดแล้ว โดยที่ไม่ได้รับรู้เลยว่า พ.ต.ท.ทักษิณ โดยสารมาในเที่ยวบินดังกล่าว"

ก่อนหน้านี้ ผู้พิพากษาออกนั่งบัลลังก์เวลาประมาณ 08.00 น. โดยนางสิมารักษ์ ณ นครพนม และนายพงษ์สุรีย์ ชุติพงษ์ มารดาและน้องชายของนายศิวรักษ์ รวมถึงนายชโลธร เผ่าวิบูลย์ อุปทูตไทยประจำกรุงพนมเปญ น.ส.มธุรพจนา อิทธะรงค์ รองอธิบดีกรมการกงสุล และนายเขียว สัมโบ ทนายความคนใหม่ เดินทางไปร่วมฟังการพิจารณาคดีด้วย โดยมีทั้งสื่อมวลชนและเพื่อนร่วมงานนายศิวรักษ์มารอลุ้นคำตัดสินจำนวนมาก

ต่อมาเวลาประมาณ 09.00 น. นายศิวรักษ์ให้การยืนยันว่า ไม่ได้สนิทกับนายคำรบ แค่รู้จักกันเมื่อ 2 ปีก่อน และแทบไม่ได้ติดต่อกันเลย โดยวันเกิดเหตุนายคำรบโทรศัพท์มาสอบถามว่า เที่ยวบินของ พ.ต.ท.ทักษิณ บินมาถึงจริงหรือไม่ ซึ่งตนมีสิทธิรับรู้ข้อมูลดังกล่าวอยู่แล้ว จึงเดินไปถามเจ้าหน้าที่ของกัมพูชาและยืนยันว่ามาจริง พร้อมเจ้าหน้าที่ได้สำเนาข้อมูลดังกล่าวให้เองด้วย จึงยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนาจารกรรมข้อมูลการบินแต่อย่างใด แต่ถือว่าเป็นการทำงานตามปกติ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดการเบิกความของนายศิวรักษ์กว่า 1 ชั่วโมง นายศิวรักษ์มีสีหน้าและกำลังใจที่ดีมาก และตอบคำถามอย่างชัดเจน ขณะที่นางสิมารักษ์ที่เข้าฟังการพิจารณาคดีด้วยนั้น มีสีหน้าเคร่งเครียดตลอดเวลา