WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, December 11, 2009

"แม้ว"จวกคนไม่มีอำนาจใช้บารมีสั่งการ ทำบ้านเมืองวุ่นวาย ลั่นคนเดียวล้มล้างทุกอำนาจ พอได้แล้ว

ที่มา มติชน

"ทักษิณ" วิดีโอลิงก์ชุมนุมเสื้อแดง ซัดคนไม่มีอำนาจมาแอบสั่งราชการ ทั้งที่ไม่มีอำนาจตามกฎหมายแต่ใช้บารมีมาสั่ง ทำให้ประเทศวุ่นวาย ลั่นคนไม่กี่คนรับคำสั่งคนเดียวล้มล้างทุกอำนาจ พอได้แล้ว


"แม้ว"โวยอำนาจพิเศษล้มล้าง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 19.00 น. วันที่ 10 ธันวาคม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ได้กล่าวผ่านระบบวีดีโอลิงก์มายังเวทีเสื้อแดง ประชาธิปไตย บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ว่าวันนี้เป็นวันที่มีความสำคัญต่อประเทศไทย เพราะเป็นวันที่ถือว่าได้รับรัฐธรรมนูญฉบับถาวร เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2475 หรือเมื่อ 77 ปีที่แล้ว วันนี้ถือเป็นวันที่งดงามที่สุดของคนไทย ที่ไม่เคยมีมาก่อนว่า ประชาชนจะมาร่วมชุมนุมด้วยความเสียสละต่อเนื่องยาวนาน 3 ปีมาแล้ว กระแสไม่ตกเลย ยังดีขึ้นด้วย


"ความจริงที่บ้านเมืองวุ่นวายขณะนี้ เพราะมีคนไม่รู้หน้าที่ ต้องทำตามคำสั่งของบางคน แล้วคนสั่งก็ไม่รู้กฎหมาย แต่จะเอาผลพวง บ้านเมืองถึงทุกข์ทนอย่างนี้ พี่น้องที่มาอยู่ที่นี่เพราะทนระบบสองมาตรฐานไม่ไหว ถ้าวันนี้ไม่เริ่มต้นใหม่ให้ถูกต้อง ประเทศไทยจะถอยหลัง"พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าว และว่า วันนี้ราษฎรถูกปกครองโดยคนส่วนน้อย ไม่ได้ถูกปกครองโดยปวงชนอย่างแท้จริง ฉะนั้นจะต้องย้อนกลับไปถึงเจตนารมณ์การปกครองอย่างชั่วคราว ที่บอกว่าอำนาจสูงสุดของประเทศเป็นของราษฎร แน่นอนว่าการลงมติของประชาชนที่สำคัญที่สุดก็คือ การเลือกตั้ง มีการแบ่งแยกอำนาจนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ แต่วันนี้มันมีอำนาจพิเศษล้มล้างทุกอำนาจ คนเพียงไม่กี่คนรับคนสั่งคนๆ เดียวล้มล้างทุกอำนาจ พอได้แล้ว


บอกแอบใช้บารมีสั่งราชการ


"วันนี้ผมจะบอกท่านว่า พี่น้องที่บอกว่าการศึกษาน้อย รู้ว่าอะไรคืออะไรมีมาก ดังนั้นจะทำอะไรที่คิดว่าคนไทยไม่รู้ ไม่ได้แล้ว คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะนายกฯ อย่าเป็นมิสเตอร์ออพโพสิท บอกว่าสิ่งที่ดีคือ ไม่ดี คนที่ยึดการเมืองเป็นอาชีพทั้งหลายต้องสำนักว่าประชาชนเป็นคนที่สร้างพวกท่าน เพราะลงคะแนนให้พวกท่าน วันนี้พวกเขากำลังทุกข์ ลำบากมาก เศรษฐกิจแย่มาก ผมถามว่าประเทศลำบากพอหรือยัง ประชาชนลำบากพอหรือยัง เพียงจะไล่บี้ผมเพียงคนเดียว เอาประชาธิปไตยคืนให้กับประชาชนสิ คืนความเป็นธรรม สิทธิเสรีภาพ เอาศักดิ์ศรีคืนให้กับประเทศชาติ”


พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวต่อว่า การต่อสู้ของพี่น้องสุดยอดมาก มีความเสียสละ สันติ อดทนที่ต่อสู้ยาวนาน แม้จะมีวิชามารขนคนเข้ามาจากวิทยาลัยการปกครอง แต่ถือว่าจะสู้กันด้วยสันติ กลับไปเลือกตั้งเถอะครับ ถ้าฝ่ายเสื้อแดงชนะจะได้แก้รัฐธรรมนูญ เอาฉบับปี 2540 กลับมา ฉบับปี 2550 ไม่เอา ใครจะเอาไปไหนเอาไปเลย อำนาจจะได้กลับเป็นของราษฎรทั้งหลายสักที กติกาใหญ่จะได้บอกว่าจะจัดโครงสร้างประเทศอย่างไร ต้องการประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ดังนั้นอำนาจนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการจะต้องมีการถ่วงดุลอย่างเหมาะสม โดยยึดโยงไปที่อำนาจสูงสุดของประเทศคือราษฎรทั้งหลาย เราต้องมีหลัก ไม่เช่นนั้นจะแย่งชิงกัน มีคนไม่มีอำนาจมาแอบสั่งราชการ ทั้งที่ไม่มีอำนาจตามกฎหมายแต่ใช้บารมีมาสั่ง


นำจุดเทียนชัยถวายพระพร


“ผมเป็นหนี้บุญคุณชาวเสื้อแดง ที่สนับสนุนให้กำลังใจผมมาโดยตลอด ผมไม่ได้อยากกลับไปเป็นนายกฯ แต่อยากกลับไปทำงานรับใช้ตอบแทนพี่น้อง อยากไปทดแทนบุญคุณ ซึ่งพอพูดถึงบุญคุณต้องนึกถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโอกาสงานเฉลิมฉลองพระชนมพรรษา พวกเราก็เฉลิมฉลองได้ อาจไม่มีรัฐบาลทำอะไรให้หรูหรา แต่เรามาด้วยใจ และรักพระเจ้าอยู่หัวเหมือนกับคนอื่นเหมือนกัน ดังนั้นจะถวายพระพรเหมือนที่คนอื่นทำ อย่าไปมองว่าสีแดงไม่ใช่คนไทย อย่ามองว่าสีแดงไม่จงรักภักดี สีแดงหมายถึงชาติ เราคือคนในชาติด้วยกัน”


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้น พ.ต.ท.ทักษิณได้นำจุดเทียนชัยถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ ก่อนนำกล่าวคำถวายพระพร เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา และร่วมร้องเพลงถวายพระพร ซึ่งแต่งโดยนายวิสา คัญทัพ เพลงสดุดีมหาราชา และเพลงสรรเสริญพระบารมี ปิดท้ายด้วยการร้องไชโย 3 ครั้ง


ก่อนหน้านี้ นายอุดม มั่งมีดี อดีตอธิบดีศาลอุทธรณ์ ขึ้นปราศรัยบนเวทีเสื้อแดงตอนหนึ่งว่า หากไม่ยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ก็จะเท่ากับว่ายังไม่มีการยกเลิกเครื่องมือเด็ดขาดของผู้ปกครอง อย่างไรก็ตามเห็นว่าควรที่จะยกเลิกการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ และให้ประชาชาตัดสินใจในการเลือกตั้งครั้งใหญ่ที่จะเกิดขึ้นว่า จะเลือกว่าจะอยู่ฝ่ายใดระหว่างฝ่ายค้านที่ดำเนินการตามหลักประชาธิปไตยกับฝ่ายตรงข้าม

แนวโน้ม "ขออภัยโทษ" ทางเดียวช่วย "ศิวรักษ์" สะท้านสะเทือน รบ.ไทย

ที่มา มติชน



หลังจากศาลกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา พิพากษาว่า "ศิวรักษ์ ชุติพงษ์" วิศวกรไทยบริษัท แคมโบเดีย แอร์ทราฟฟิค เซอร์วิสเซส จำกัด หรือแคทส์ บริษัทในเครือสามารถคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ...มีความผิดจริง

กรณี "สอดแนม" นำข้อมูลการบินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ระหว่างเดินทางเยือนกัมพูชา เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน ให้กับสถานทูตไทย

ถือเป็นความผิดร้ายแรง ที่เป็นการละเมิดต่อความมั่นคงแห่งชาติของกัมพูชา

ต้องโทษจำคุก 7 ปี ปรับเป็นเงิน 10 ล้านเรียล หรือ 85,000 บาท

ในกรณีดังกล่าว ไม่ว่า "ศิวรักษ์" จะทำไปโดยเจตนา หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ก็ตาม

แต่ ณ วันนี้ ต้องยอมรับว่า ทุกอย่างสิ้นสุดแล้ว ตามคำพิพากษาของศาลกัมพูชา

การหา "ข้อเท็จจริง" ต้องเป็นสเต๊ปต่อไปว่า "ใครกันแน่" ที่อยู่เบื้องหลังในการขอข้อมูลตารางการบินจาก "ศิวรักษ์"

ผ่านเลขานุการเอกประจำสถานทูตไทยในกัมพูชา ที่ชื่อ "คำรบ ปาลวัฒน์วิไชย"

เพราะข้อมูลตำรวจกัมพูชาระบุชัดว่า "นายคำรบขอข้อมูลตารางการบิน เพื่อเตรียมนำเครื่องบินเอฟ 16 ควบคุมเครื่องบินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ให้ลงจอดขณะบินผ่านน่านฟ้าไทย"

เวลานี้ สิ่งที่ รัฐบาล และ ฝ่ายค้าน ในฐานะคนไทย ควรพึงกระทำอย่างยิ่งก็คือ หาทางช่วยเหลือ "ศิวรักษ์"

จงอย่าเอากรณี "ศิวรักษ์" มาเป็น "เหยื่อ" แห่งเกมอำนาจ ที่โยนความผิดให้ศัตรูคู่อาฆาต กันไปมา

ฝ่ายรัฐบาลควร "หยุด" ที่จะมองว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นเพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ รับเป็นที่ปรึกษาของรัฐบาลกัมพูชา และ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เดินทางไปกัมพูชา

เช่นกัน ฝ่ายค้านก็ควร "หยุด" ที่จะมองว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นเพราะการตั้ง "กษิต ภิรมย์" เป็น รมว.ต่างประเทศ และรัฐบาลไทย มีคำสั่งให้ไปเอาตารางการบินมาดู

เพราะไม่ว่า ใครจะโทษใคร หรือ ใครจะกล่าวหาใคร ว่าเป็น "ต้นตอแห่งปัญหา"

ก็ไม่สามารถกลับคำพิพากษาได้

"ศิวรักษ์" ต้องรับโทษ

ซึ่งนับจากนี้ มี 2 ทางเลือกที่จะช่วยให้ได้รับอิสรภาพ

หนึ่ง ยื่นอุทธรณ์ตามขั้นตอนปกติของศาล

สอง ยอมรับในการกระทำความผิด เพื่อขอพระราชทานอภัยโทษ

หากแต่การยื่นอุทธรณ์ตามขั้นตอนปกติของศาล อาจต้องใช้เวลานาน

และระหว่างการอุทธรณ์ "ศิวรักษ์" ก็ยังต้องถูกจองจำ

ตรงจุดนี้ ทำให้ผู้เป็นแม่ "สิมารักษ์ ณ นครพนม" เลือกใช้วิธี "ขอพระราชทานอภัยโทษ" มากกว่าการ "อุทธรณ์"

เพราะเชื่อว่า จะได้ผลตอบรับที่ดีกว่า โดยขอความช่วยเหลือผ่าน พ.ต.ท.ทักษิณ และ พล.อ.ชวลิต ที่มีสัมพันธ์ที่ดีกับกัมพูชา

ซึ่ง "สิมารักษ์" ก็รู้ดีว่า หากเธอเลือกหนทางดังกล่าว จะต้องถูกมองว่า เป็นตัวเอกในละครเรื่องดังที่ถูกสร้างขึ้นโดย "ทักษิณฮุน เซน"

แต่สำหรับ "หัวอก" คนเป็นแม่ ก็จะต้องเลือกทางที่ดีที่สุดให้ลูก

ซึ่งเธอก็อ่านเกมออก

"กระทรวงการต่างประเทศมีความขัดแย้งกับรัฐบาลกัมพูชา เกรงว่าจะเป็นอุปสรรคที่จะทำให้คดีเกิดความล่าช้าได้ แต่เราก็ไม่ทิ้งความช่วยเหลือจากกระทรวงการต่างประเทศ"

เป็นความรู้สึก "ยากลำบาก" อย่างยิ่งของคนเป็นแม่

ที่คงไม่ได้สนใจว่า จะตกเป็นเครื่องมือของสมเด็จฯฮุน เซน และ พ.ต.ท.ทักษิณ

คงไม่ได้สนใจว่า จะตกเป็นเครื่องมือของเลขานุการเอก และคนในรัฐบาลไทย

เพียงแค่ขอช่วยให้ลูกชายได้รับ "อิสรภาพ"

ก็เท่านั้น...

จริงอยู่หาก "สิมารักษ์" เลือกการขอพระราชทานอภัยโทษ

เท่ากับว่า "ยอมรับความผิด" ที่เกิดขึ้น..?

หากแต่ "ผล" คงไม่กระทบกระเทือนต่อครอบครัว "ศิวรักษ์" มากเท่ากับ "ผลกระทบ" ที่จะเกิดขึ้นกับรัฐบาลไทย

เพราะนั่นเท่ากับเป็นการ "ยืนยัน" ว่า การกระทำของเลขานุการเอกสถานทูตไทยประจำกัมพูชา ในการขอดูตารางการบิน...เป็นเรื่องจริง

และยังเท่ากับ "ยืนยัน" ว่า การดูตารางการบิน เพื่อเตรียมนำเครื่องบิน เอฟ 16 ควบคุมเครื่องบินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ให้ลงจอด ขณะบินผ่านน่านฟ้าไทย...ก็เป็นเรื่องจริง

จุดนี้เป็น "หน้าที่" ของรัฐบาล ที่จะต้องอธิบายต่อสังคมทั้งในระดับประเทศ และระดับนานาชาติ ในอนาคต

แต่ ณ เบื้องหน้า เวลานี้ ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านมีภารกิจร่วมกันที่สำคัญคือ ช่วยเหลือ "ศิวรักษ์"

ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลือ โดยใช้สายสัมพันธ์ส่วนตัวที่ พ.ต.ท.ทักษิณ และ พล.อ.ชวลิต มีต่อผู้นำกัมพูชา หรือการช่วยเหลืออย่างเป็นทางการของรัฐบาลไทย ผ่านกระทรวงการต่างประเทศ

ทุกฝ่ายต้องหยุดเล่นเกมการเมือง เพื่อช่วยเหลือ "ศิวรักษ์" อย่างเต็มที่

"ศิวรักษ์" ที่เป็น "เหยื่ออันโอชะ" ทางการเมืองของทั้งสองฝ่าย

"เหยื่ออันโอชะ" ที่เป็นเลือดเนื้อเชื้อไข ในฐานะ "คนไทย" เฉกเช่น "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" และ "ทักษิณ ชินวัตร"

Thursday, December 10, 2009

เสธ.แดงนำ200อดีตทหารพรานร่วมชุมนุมเสื้อแดง

ที่มา โลกวันนี้

พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก พร้อมด้วยอดีตทหารพรานจากค่ายปักธงชัย จ.นครราชสีมา ร่วมแถลงข่าวประกาศเข้าร่วมการชุมนุมกับคนเสื้อแดง ว่า ทหารพรานที่มาดูแลรักษาความปลอดภัยให้กับผู้ชุมนุมครั้งนี้มีประมาณ 200 คน ซึ่งทหารพรานเหล่านี้ปลดประจำการเป็นพลเรือนแล้ว แต่นำชุดทหารพรานมาแต่ง ซึ่งการออกมาครั้งนี้จะไม่มีการปะทะหรือรบกับใครเพราะเขาออกมาเพื่อป้องกันม็อบน้ำเงินมาสร้างความวุ่นวาย และที่ตนออกมา เพราะ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี สมาชิกพรรคเพื่อไทย เป็นห่วงว่าทหารพรานจะมายิงกับทหารหลักจึงสั่งตนว่าดูให้ดี

60 อสทพ.ตบเท้าร่วมชุมนุมเสื้อแดง อ้างต้องการแสดงพลัง ปชต.

ที่มา มติชน

เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 10 ธ.ค. ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย นายมงคล สารพัน อาสาสมัครทหารพราน กองร้อยที่ 9 ค่ายปักธงชัยให้สัมภาษณ์ว่า ตนพร้อมเพื่อนอดีตอาสาสมัครทหารพรานประมาณ 60 คน มาร่วมชุมนุมในวันนี้เนื่องจากต้องการแสดงพลังทางประชาธิปไตย ที่ผ่านมามีเหตุการณ์ที่นายทหารยศ "พล.อ." คนหนึ่งได้นำเงินสนับสนุนจำนวน 5 ล้านบาทไปมอบให้กับชมรมทหารพรานที่ค่ายปักธงชัย ทั้งที่มีทหารพรานทั่วประเทศ แต่เหตุใดนายทหารคนนั้นถึงมอบเงินจำนวนดังกล่าวให้กับชมรมทหารพรานค่ายปักธงชัย สาเหตุมาจากข่าวที่ว่าทหารพรานค่ายปักธงชัยจะมาร่วมชุมนุมใช่หรือไม่ อย่างไรก็ตาม ตนต้องขอขอบคุณ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบกด้วยที่ช่วยเหลือทหารพรานมาโดยตลอด


"วันนี้พวกตนมาด้วยมือเปล่าไม่มีอาวุธอะไร มาเพื่อต่อสู้ตามระบบประชาธิปไตย และขอให้ทหารที่ประจำการอยู่รับภาษีของประชาชนอย่าทำร้ายประชาธิปไตยอีกเลย ทั้งนี้ นอกจากพวมผมแล้ว นอกรอบของเวทียังมีทหารที่เป็นแนวร่วมพวกตนแต่ไม่สามารถเปิดเผยตัวได้อีก 1,000 คน" นายมงคลกล่าว

ผบ.ทอ.ปัดตอบส่งเอฟ16ประกบเครื่อง"แม้ว"-แดงชุมนุมเย็นนี้

เวลาประมาณ 08.30 น. วันที่ 10 ธ.ค. พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) ได้เดินทางมายังอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี ถ.ราชดำเนิน อ.เมือง จ.นครราชสีมา เพื่อสักการะท้าวสุรนารี หลังจากที่ได้เดินทางมาตรวจราชการที่กองบิน 1 พร้อมทั้งใช้เวลาประมาณ 10 นาทีในการศึกษาประวัติความเป็นมาของท่านท้าวสุรนารีที่จารึกไว้ยังแผ่นป้ายด้านหลังอนุสาวรีย์ฯ

จากนั้นผู้สื่อข่าวได้พยายามถามถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยระบุว่า รัฐบาลสั่งให้กองทัพอากาศนำเครื่องบินเอฟ 16 ประกบเครื่องบินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ระหว่างเดินทางออกจากประเทศกัมพูชา เพื่อไปเมืองดูไบ ซึ่งพ.ต.ท.ทักษิณได้ทวิตเตอร์ท้าทายว่าถึงดูไบโดยสวัสดิภาพ รวมถึงความเห็นเกี่ยวกับการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) ในช่วงเย็น แต่พล.อ.อ.อิทธพรปฏิเสธให้สัมภาษณ์ไม่ว่ากรณีใดๆ พร้อมกับขอร้องผู้สื่อข่าวขอให้งดสัมภาษณ์ เพราะขอให้การเดินทางมาครั้งนี้เป็นส่วนตัว

"จตุพร"อ้าง"เนวิน"ระดมแดงปลอมบุรีรัมย์พกเหล็กแป๊บร่วมม็อบ

นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยแห่งชาติ (นปช.) แถลงก่อนการชุมนุมวันนี้(10 ธ.ค.) ว่า ช่วงเช้าที่ผ่านมาได้รับรายงานจากแกนนำคนเสื้อแดงที่จ.บุรีรัมย์ ว่า มีการระดมชาวจ.บุรีรัมย์ โดยแจกเสื้อสีแดงนำขึ้นรถทัวร์จำนวน 4 คันมาที่กรุงเทพฯ บังเอิญมีคนเสื้อแดงติดขึ้นไปบนรถหนึ่งคนและเห็นว่ามีการเตรียมนำเหล็กแป๊บน้ำขึ้นรถไปด้วย เมื่อตนได้รับรายงานจึงประสานไปยังนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งได้รับมอบหมายจากคณะรัฐมนตรีให้เป็นผู้ประสานงานกับคนเสื้อแดง ในเบื้องต้นได้ให้นายประดิษฐ์ไปเตือนนายเนวิน ชิดชอบ ว่าอย่านำกำลังดังกล่าวเข้ามา เพราะว่าจะไม่สามารถรับมือกับมวลชนเสื้อแดงเรือนแสนคนได้ และเกิดสิ่งที่ไม่พึงปราถนาจะเกิดขึ้น

นครบาลติดป้ายเตือนผู้ชุมนุมให้ชุมนุมร่วมกันอย่างสงบ

เจ้าหน้าที่ตำรวจนครบาล นำป้ายประกาศติดเตือนผู้ชุมนุมให้ชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธ รอบบริเวณที่มีการชุมนุมคนเสื้อแดง (10 ธ.ค.)

"แม้ว" ทั้งส่งเอสเอ็มเอส-ทวิต วันรธน. ซัดอำนาจไม่ใช่ของราษฎรแล้ว ครวญอยากกอดลูกที่สุวรรณภูมิ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 10 ธ.ค. ซึ่งเป็นวันรัฐธรรมนูญ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ส่งข้อความผ่านโทรศัพท์มือถือ(เอสเอ็มเอส) ไปยังสมาชิกในเครือข่าย Thaksinlive เนื่องในวันรัฐธรรมนูญ ว่า "ปี 2475 รัฐธรรมนูญให้อำนาจสูงสุดของประเทศเป็นของราษฎรทั้งหลาย ปี52ราษฎร??"

นอกจากนี้ยังทวิตข้อความผ่านเว็บบล็อก Twitter.com ว่า "วันนี้เป็นวันรัฐธรรมนูญทำให้นึกถึงมาตรา1ธรรมนูญการปกครองฯ 2475 ที่บอกว่าอำนาจสูงสุดเป็นของราษฎรทั้งหลาย ปัจจุบันไม่ใช่แล้ว ราษฎรคือผู้ถูกปกครอง"

นอกจากนี้ยัง ทวิตตอบข้อความของ "อุ๊งอิ๊ง" หรือ แพทองธาร ชินวัตร บุตรสาวคนเล็ก เป็นภาษาอังกฤษโดยอวยพรให้เดินทางกลับบ้านอย่างปลอดภัย ยินดีด้วยที่ศึกษาจบแล้ว หวังว่าจะได้มีโอกาสกอดลูกที่สนามบินสุวรรณภูมิ

"Have a good trip back home na loog rak. I′m glad that my little girl graduated. I wish I can hug you at Suvanapoom air port."

ถึงคนชื่อ 'ป๊อก'

ที่มา Thai E-News




โดย คุณ jazzy
10 ธันวาคม 2552

วันนี้เป็นวันหยุด เป็นวันที่เรียกว่า 'วันรัฐธรรมนูญ' ของประเทศที่ประชาชนกำลังโหยหารัฐธรรมนูญที่มาจากประชาชน

Thaienews ขออนุญาตนำข้อเขียนของคุณ jazzy ซึ่งเป็นคนไทยคนหนึ่ง มาสื่อถึงคนชื่อ 'ป๊อก' โดยไม่ตัดทอนข้อความใดๆ แม้คำพูดจะไม่สวยหรู ไพเราะเพราะพริ้ง แต่ก็ชัดเจนในความหมาย ความรู้สึก และเชื่อว่ากลั่นมาจากหัวใจที่เจ็บปวดแทนคนไทยนับล้านในประเทศนี้


ก่อนที่มึงจะสอบสวนอาแดง... มึงสอบสวนตัวมึงเองก่อน... เอาส้นตีนก่ายหน้าผากเถิกๆ ของมึง แล้วถามตัวมึงเองว่า... ตัวมึงในฐานะที่มีอำนาจเหนือคน 64 ล้านคน มีอาวุธ... มีกองทัพอยู่ในมือ...


มึงมีความเป็นกลางให้กับคนไทย... มีหัวใจ และวิญญาณทหารที่แท้จริงขนาดไหน... ไอ้เหี้ย (ขอด่าแบบไม่อ้อมค้อม เพราะคนไทยทนมานานแล้ว)




- ปิดสนามบิน... เขามาขอมึงให้ช่วยเอาไอ้พวกเหี้ยเหลืองหางแดงออกไป มึงบอกไม่ใช่หน้าที่ทหาร... ถ้าตำรวจเขาเอาอยู่ เขาจะมาขอร้องมึงทำเหี้ยอะไร... ไอ้เย็ดแม่.... เศรษฐกิจฉิบหาย ชาติฉิบหาย ก็เพราะมึงหันหลังให้ประเทศ.... ไอ้สาดดดดดด ทหารตัวเล็กๆ ที่รายล้อมมึงอยู่ เขาไม่พูดอะไร แต่ในใจเขาด่ามึงว่า ไอ้เย็ดแม่ ตลอดเวลา....





- มึงออกโทรทัศน์ขอให้นายกฯสมชาย ลาออก.... อันนั้นคงเป็นหน้าที่ทหารโดยตรงเลยนะ... ถึงได้กล้าพูดออกโทรทัศน์ให้คนทั้งประเทศฟัง.... ไอ้ควาย...





- ยิงเสื้อแดง เดือนเมษา มึงออกมาบอกว่า เป็นเพราะแดงทะเลาะกับเหลือง มึงเลยต้องเข้ามาทำสถานการณ์ให้สงบ... สงบโดยเอาอาวุธสงครามออกมายิงเสื้อแดง ทั้งๆ ที่มึงก็รู้อยู่เต็มหัวใจทหารนักรบของมึง ว่ารัฐบาลมันสร้างสถานการณ์ ที่มึงยิง... ยิงคนบริสุทธิ์... คนที่เขาเรียกร้องประชาธิปไตยด้วยมือเปล่า มีเพียงหัวใจตบเป็นอาวุธ...


ไอ้เจ๊กลิ้มมันเอาโกเต๊กไปลูบผิดที่... มันควรจะเอาโกเต๊กไปลูบกบาลเถิกๆ ของมึง แทนที่จะเป็นฐานเสด็จพ่อ ร. 5... เพราะมึงมันหน้าตัวเมียจริงๆ ที่ยิงประชาชนบริสุทธิ์... ไร้อาวุธใดๆ... กองทัพบกเพื่อประชาชน หรือ กองทัพบกเพื่อเกย์กันแน่...


ตั้งแต่มึงเป็น ผบ ทบ. ปลวกก็ค่อยๆ ขึ้นรั้วอันแข็งแรงของชาติ จนเหี่ยวและอ่อนปวกเปียก เหมือนไอ้จู๋ของไอ้หัวขาว หลายเสา.... ก่อนที่มึงจะสอบสวนอาแดง... สอบสวนตัวมึงเอง....


ถ้าศักดิ์ศรีความเป็นลูกผู้ชายยังมีพอ... ปลดตัวเองเถอะป๊อก... กูเชื่อว่า ถ้ามึงมีวิญญาณของทหารแท้หลงเหลืออยู่ในสายเลือด มึงจะเป็นคนหนึ่งล่ะ ที่ทนดูหน้าตัวเองในกระจกเงาไม่ได้.... เพราะมันจะสะท้อนความไร้ศักดิ์ศรีบนกบาลเถิกๆ ของมึงเอง ให้เห็นอย่างชัดเจน....


อีกไม่นานมึงก็เกษียณ แต่ชาติ และลูกหลานของคนไทย ยังต้องอยู่อีกนาน... ปกป้องชาติให้มากป๊อก... แล้วปกป้องผลประโยชน์ตัวเองให้น้อยลง... ปล่อยเสื้อแดงวัดวากับรัฐบาลเหี้ยๆ และอำมาตย์ตามลำพัง โดยปราศจากกองทัพหนุนหลัง....


เขาให้มึงมาปกป้องประชาชน แต่มิได้ให้มึงมาคุ้มกบาลเกย์....


ปล. ขอขอบคุณภาพจากชาวเน็ตหลายๆ ท่าน ที่ช่วยกันนำความจริงมาเผยแพร่ผ่านสื่อไร้พรมแดน

จดหมายเปิดผนึกถึงทักษิณ:ยุทธวิธีทะลวงแผนลอบสังหาร หักด่านล้อมปราบผู้ชุมนุมเสื้อแดง

ที่มา Thai E-News


โดย Pegasus
10 ธันวาคม 2552

หมายเหตุไทยอีนิวส์:ผู้ใช้นามแฝงPegasus ซึ่งเป็นนักสังเกตการณ์ทางการเมือง ได้เขียนจดหมายเปิดผนึกฉบับนี้ถึงดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยเตือนว่าฝ่ายอำมาตยาธิปไตยอาจกำลังสมคบคิดปราบปรามประชาชนฝ่ายเสื้อแดง หรือลอบสังหารอดีตนายกฯทักษิณ พร้อมเสนอแนะแนวทางการผ่าทางตันวิกฤตการณ์ทางการเมือง



เรียน ฯพณฯ ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี

สืบเนื่องจากการที่ผู้แทนของรัฐบาลและผู้นำเหล่าทัพได้ออกมาแสดงความเห็นว่า การจะทำให้บ้านเมืองสงบได้นั่นคือการห้ามประชาชนออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมและประชาธิปไตย มิฉะนั้น สิ่งที่จะตามมาโดยนัยที่แสดงให้รู้โดยไม่กล่าวถึง คือการกวาดล้างขนานใหญ่

และเมื่อนำท่าทีนี้มาประกอบกับข่าวต่างๆในเรื่องการเตรียมคนต่างด้าว การที่มีกลุ่มบุคคลที่ไม่ใช่ฝ่ายประชาธิปไตยจัดหาอาวุธ กระสุน ระเบิดเข้ามาเป็นจำนวนมากเพื่อหาโอกาสใส่ร้ายคนเสื้อแดงว่า เป็นคนทรยศชาติ ชักศึกเข้าบ้าน มีอาวุธสงคราม เหตุช่างละม้ายคล้ายคลึงกับ กรณี 6 ตุลาคม 2519 ที่มีการกล่าวหานักศึกษาว่าสมคบกับเวียดนาม มีอาวุธสงคราม มีอุโมงค์ใต้ดิน และเป็นคอมมิวนิสต์

ความแตกต่างในครั้งนี้ก็คงมีเพียงข้อกล่าวหาว่าไม่จงรักภักดี มุ่งล้มล้างราชบัลลังก์ มาแทนข้อหาคอมมิวนิสต์เท่านั้นเอง เนื่องจากไม่มีเงื่อนไขให้ทำได้

การนี้ แสดงให้เห็นว่าผู้ที่ออกมาให้สัมภาษณ์และผู้ที่บงการอยู่เบื้องหลังต้องการแตกหักกับประชาชน โดยหาทางให้คนเสื้อแดงเดินงานผิดพลาด ยัดเยียดข้อหามีอาวุธ หรือพยายามชักชวนให้เสื้อแดงหลงผิดมาร่วมการฝึกอาวุธที่ฝ่ายรัฐบาลหรืออาจเป็นฝ่ายเสื้อแดงที่ถูกซื้อตัวไปจัดสร้างภาพขึ้น จากนั้นจะกวาดจับแกนนำ ปิดสถานีวิทยุชุมชน โทรทัศน์ เว๊บไซต์ต่างๆ ดังที่เคยทำมา จากนั้นล้อมปราบให้ตื่นกลัวตกใจหนีพ่ายไปคนละทิศละทางเหมือนหลัง 6 ตุลาคม 2519 แล้วมีรัฐบาลที่สร้างภาพให้เหมือนกับเป็นกลางมาคอยถ่วงเวลา และทำให้คนกรุงเทพฯส่วนใหญ่ที่มีความรู้ทางการเมืองน้อยกว่าคนต่างจังหวัดหลงเชื่อและให้การสนับสนุน เพื่อเป็นการซื้อเวลา ส่วนเป้าหมายสุดท้ายของฝ่ายเผด็จการก็ยังคงมีอยู่ประการเดียวคือการลอบสังหาร ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีให้ได้ โดยคนเหล่านี้เชื่อว่าฝ่ายประชาธิปไตยจะยอมจำนนไปเอง

ฯพณฯ โดนลอบสังหารมาหลายครั้ง รวมถึงการใช้เครื่องบินรบเตรียมยิงเครื่องบินพลเรือนของ ฯพณฯ รวมถึงการสั่งสังหารคนเสื้อแดงในกรณีสงกรานต์เลือดแล้วใส่ร้ายป้ายสี เหตุการณ์ต่างๆเช่นนี้ สามารถโยงกลับไปได้ถึงการกระทำของพรรคการเมืองเก่าแก่บางพรรค ร่วมกับสื่อมวลชนและกองทัพ ทำการขับไล่ กวาดล้าง และสังหาร กลุ่มของ ดร.ปรีดี พนมยงค์อย่างโหดเหี้ยมและอำมหิตผิดมนุษย์ยิ่งนักมาแล้ว

บัดนี้เวลาแห่งการฆ่าฟันประชาชนได้กลับมาอีกครั้งหนึ่งฯพณฯ ได้โปรดพิจารณาเลือกที่จะยืนเคียงข้างประชาชน เดินไปพร้อมกับประชาชนอย่างถูกต้อง ตรงความต้องการและความเป็นจริง ด้วยการสอบถามเรื่องต่างๆตรงมายังแกนนำของคนเสื้อแดงทั่วประเทศซึ่งแกนนำส่วนกลางความจริงวันนี้น่าจะมีวิธีการติดต่ออยู่เพื่อให้ ฯพณฯ ทราบว่าจุดยืนของประชาชนส่วนใหญ่อยู่ที่ใดกันแน่

การพิจารณาตัดสินใจของ ฯพณฯในการเดินงานการเมืองต่างๆจะได้ถูกต้องตามความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง เมื่อทุกฝ่ายเปิดหน้าเข้าปะทะกันแล้ว ขอความลังเลต่างๆของฯพณฯ ในการรุกใหญ่เพื่อสร้างประชาธิปไตยที่สมบูรณ์จงหมดไป จังหวะก้าวต่างๆจึงจะชัดเจนและไม่ทำให้เกิดความผิดพลาดจนพ่ายแพ้เพราะความไม่รู้จิตใจของมวลชน ซึ่งจะเป็นเรื่องที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง การพ่ายแพ้ครั้งนี้หากเกิดขึ้น ก็จะเป็นการยืดชัยชนะของประชาชนออกไปอีกหลายสิบปี เนื่องจากคนรุ่นที่ซาบซึ้งในระบอบประชาธิปไตยนั้นอายุมากกันเป็นส่วนใหญ่ เด็กรุ่นหลังๆถูกล้างสมองให้ยอมสยบ งดเว้นการคิดและวิพากษ์ วิจารณ์มานานจนหมดสมรรถภาพไปแล้ว สาเหตุคงเกิดจากการควบคุมกระทรวงศึกษาธิการอย่างเข้มงวดเด็ดขาดของพรรคการเมืองเก่าแก่ในสมัยที่มีการเลือกตั้งและคนของอำมาตย์ในสมัยเผด็จการจนประสบผลสำเร็จ

สำหรับเหตุการณ์ในปัจจุบัน เนื่องจากการมาร่วมงานเฉลิมฉลองของผู้ที่ใส่เสื้อสีชมพูจำนวนมาก เท่ากับว่าเป็นคำพิพากษาให้ตัดสินประหารชีวิตกลุ่มคนเสื้อแดง แม้ว่าในกลุ่มคนสีชมพูนั้นจะมีคนเสื้อแดงเกินกว่าครึ่งหรือคนอื่นๆที่มาเพราะการระดม เกณฑ์คนมาก็ตาม แต่ความเข้าใจผิดของฝ่ายเผด็จการย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ เนื่องจากถูกข้อมูลหลอกลวงมาโดยตลอด การตัดสินใจให้มีการปราบปรามครั้งนี้จึงเกิดขึ้น

หากต้องการน้อมนำเอาความสงบให้เกิดกับสังคมไทยแล้วไซร้ ต้องมีข้อพิจารณาต่างๆดังต่อไปนี้

ถ้ามีการปราบปรามประชาชนเหมือนกรณี 6 ตุลาคม 2519 ปริมาณประชาชนที่ให้การสนับสนุนประชาธิปไตยในยุคนั้น กับชาวเสื้อแดงในสมัยนี้แตกต่างกันอย่างมาก ด้วยความก้าวหน้าทางข่าวสารข้อมูลที่ก้าวหน้ากว่า ประชาชนรับรู้ความจริงและเกิดการหู ตา สว่างกันอย่างมากมาย และทราบเป็นอย่างดีว่าใครที่อยู่เบื้องหลังการปราบปรามในครั้งนี้ ถ้าหากเกิดขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นจากการที่ประชาชนทราบว่ามีการสังหารพี่น้องไปแล้วในช่วงสงกรานต์เลือด แต่ก็ไม่ได้เกรงกลัว กลับขยายตัวขึ้นเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นทวีคูณเพียงแต่รอเวลาเท่านั้นที่จะประสบชัยชนะ

ถ้ามีการปราบปรามประชาชนจริง ทหารที่ออกมาจะถูกโดดเดี่ยวจากหน่วยงานอื่นๆ เนื่องจากทุกคนจะมองเห็นแนวโน้มดีว่าประชาชนจะสู้อย่างถวายชีวิตแม้ว่าจะมือเปล่าปราศจากอาวุธ แต่ด้วยจำนวนคนที่มากมายมหาศาล หากมีความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยก็หมายถึงการจลาจลใหญ่ และไม่มีใครสามารถห้ามปรามอารมณ์ของประชาชนได้อย่างแน่นอน สิ่งที่คาดไม่ถึงอาจจะเกิดขึ้นและอาจเกิดขึ้นร้ายแรงกว่าที่ฝ่ายสร้างสถานการณ์ให้เกิดการปราบจะคาดหรือจินตนาการได้ถึงเสียอีก

ดังนั้นการสูญเสียอย่างคาดไม่ถึงและการนองเลือดคงจะเกิดขึ้น แม้ว่าอาจเป็นความจำเป็นและจะเหมือนหรือใกล้เคียงกับประเทศในยุโรปที่ผ่านเหตุการณ์เช่นนี้มาแล้วก็ตาม แต่เนื่องจากจำนวนของประชาชนมีมากมายเกินกว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นของประเทศต่างๆในอดีต การสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินย่อมมากมายขึ้นเป็นเงาตามตัว และแน่นอนว่าทหารที่ออกมาปราบนั้นคงไม่เหลือรอดกลับไปได้ไม่ต่างกับกรณีปฏิวัติฝรั่งเศสเช่นกัน

ถ้าหากทหารเห็นว่าการปราบปรามคนเสื้อแดงเกินกว่ากำลังที่มี ก็อาจหันไปยึดอำนาจรัฐบาล สร้างสถานการณ์ว่าให้กลับคืนสู่สภาพปกติ อาจมีการผ่อนปรนบางประการเพื่อให้ฝ่ายเสื้อแดงหยุดการเคลื่อนไหว เป็นต้น หรือไม่อย่างนั้นก็สร้างสถานการณ์ความวุ่นวายก่อนแล้วให้มีการออกมายึดอำนาจเหมือนกรณี 6 ตุลาคม 19 แล้วขอนายกพระราชทานเพื่อปิดปากประชาชน ซึ่งก็อาจมีทั้งปราบอีกครั้งหรือผ่อนปรนให้พอเป็นการซื้อเวลาจนกว่าจะลอบสังหาร ฯพณฯ ได้สำเร็จก็เป็นได้

แนวทางการใช้กำลังทั้งสองแนวทางถ้ามีการสังหารเกิดขึ้นไม่ว่ากรณีใดก็ตาม ก็อาจนำมาซึ่งการจลาจลที่ไม่รู้จุดจบหรืออาจบานปลายกลายเป็นการยกสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มาไว้ในภาคกลางก็อาจเป็นได้

ดังนั้น เพื่อให้ชาติบ้านเมืองกลับสู่ความสงบอย่างแท้จริง วิถีทางที่ควรกระทำคือแนวทางรัฐสภา ซึ่งรัฐบาลสามารถทำได้โดยง่ายด้วยการคืนอำนาจให้กับประชาชนเจ้าของอธิปไตยเป็นผู้ตัดสิน และด้วยการออกกฎหมายกรณีเร่งด่วนเป็นบทเฉพาะกาลให้องค์กรอิสระที่ล้วนมาจากการยึดอำนาจของคมช.ยุติการทำงาน ให้มีเฉพาะการสรรหากกต.ใหม่ทุกระดับ โดยพรรคการเมืองทุกพรรคมาเป็นกรรมการร่วมคัดเอาบุคคลที่คิดว่าจะให้คุณให้โทษกับพรรคการเมืองออกไปเหลือแต่ผู้ที่เป็นกลางจริงๆและรู้จักวิธีจัดการเลือกตั้งมาเป็น กกต. จากนั้นยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชนตัดสิน ฝ่ายพรรคเพื่อไทยยอมเสียเปรียบที่ไม่ได้เป็นผู้คุมอำนาจรัฐ พรรคร่วมรัฐบาลน่าจะได้เปรียบอยู่แล้ว จึงไม่ควรมีข้อบิดพลิ้วเป็นประการใด

วิถีทางประชาธิปไตยโดยประชาชนเท่านั้นจึงจะคืนความสงบ สันติให้กับประเทศไทยได้ เพราะถ้าเป็นประชาธิปไตยแล้ว ที่มาขององค์กรอิสระและกระบวนการตุลาการภิวัฒน์ก็จะกลับเข้ารูปเข้ารอย ความยุติธรรมก็จะกลับคืนมา เมื่อมีความยุติธรรมสามารถคืนความเป็นธรรมให้กับประชาชนได้ ความสงบก็เกิดขึ้นเป็นธรรมดา

จึงขอเรียน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีได้โปรดนำข้อเสนอนี้ยื่นเป็นทางเลือกต่อรัฐบาลเพื่อยุติความขัดแย้งโดยเร็วด้วยการคืนอำนาจอธิปไตยกลับคืนไปสู่ประชาชน เพื่อป้องกันมิให้เกิดการเสียเลือดเนื้ออันจะนำมาซึ่งความเสียหายอย่างนึกไม่ถึงได้อีกมากมายตามมา

ด้วยความเคารพอย่างสูง

Pegasus

ประชุมโลกร้อนที่โคเปนเฮเกน มีรถลิมูซีน 1,200 คัน เครื่องบินส่วนตัวอีก 140 และต้องไม่ลืมไข่ปลาคาเวียร์

ที่มา ประชาไท

สิ่งของที่ตำรวจยึดมาได้ก่อนถูกนำมาใช้ในการประท้วง ในการประชุมที่กรุงโคเปนเฮเกน
(AP Photo/Daylife)

แห่จองลีมูซีน และเครื่องบินส่วนตัว จัดให้แทบไม่ทัน
มาจเคน ฟริสส์ จอร์เกนเซน ผู้อำนวยการฝ่ายการจัดการของบริษัทรถลีมูซีนในกรุงโคเปนเฮเกน เปิดเผยว่าในการประชุมสุดยอดของสหประชาชาติในระเด็นเรื่องวิกฤติภูมิอากาศ เปิดเผยว่าเธอต้องจัดตรียมรถลีมูซีนไว้สำหรับงานนี้ถึง 200 คัน ซึ่งในทีแรกเธอคิดว่าไม่น่าจะใช้มากขนาดนี้

“เราคิดว่าพวกเขาไม่น่าจะใช้รถมากขนาดนี้เนื่องจากมันเป็นการประชุมเรื่องโลกร้อน” เธอกล่าว

จอร์เกนเซน ยืนยันว่าจากการเตรียมยานพาหนะของทั้งเธอและคู่แข่งของเธอ ทำให้ยอดจองลีมูซีนมากกว่า 1,200 ไปแล้ว จนเธอบอกว่าไม่สามารถหารถลีมูซีนภายในประเทศมาได้ครบทันการประชุม จึงต้องจัดหามาเพิ่มจากนอกประเทศคือเยอรมนีและสวีเดน

แล้วจำนวนของรถไฟฟ้าหรือรถไฮบริดล่ะ จอร์เกนเซนตอบว่ามีเพียงห้าคัน โดยเธอบอกว่าทางรัฐบาลมีรถที่ใช้พลังงานทางเลือกจำนวนหนึ่ง แต่ที่เหลือก็เป็นพวกเชื้อเพลิงธรรมดาไม่ก็ดีเซล และพวกเขาก็ไม่มีรถไฮบริดในเดนมาร์กเลย เนื่องจากมีการเก็บภาษียานยนต์รถชนิดนี้สูงมาก

ขณะที่ทางสนามบินบอกว่า พวกเขาอาจจำเป็นต้องใช้เครื่องบินส่วนตัวถึง 140 ลำในการไปรับไปส่งผู้โดยสารวีไอพี

พรั่งพร้อมด้วยทรัพยากรอาหาร (ที่ยั่งยืน)
ในการประชุมปัญหาโลกร้อนที่กรุงโคเปนเฮเกนในครั้งนี้ จะมีผู้นำประเทศ 98 ราย ผู้สื่อข่าว 5,000 ราย และเจ้าหน้าที่กับตัวแทนผู้นำอีก 15,000 ราย เข้าร่วม รวมถึงมีดาราอย่าง ลีโอนาโด ดิคาปริโอ, ดาริล ฮันนาห์, เฮเลนนา คริสเตนเซน, ผู้นำทางจิตวิญญาณอย่าง หัวหน้าบาทหลวง เดสมอนด์ ตูตู รวมถึงเชื้อพระวงศ์อย่างเจ้าฟ้าชายชาร์ล

ส.ว.สหรัฐฯ จากพรรครีพับลิกัน จิม อินฮอฟฟ์ ได้เดินทางล่วงหน้าไปถึงก่อนการประชุมแล้ว โดยพักกันที่โรงแรง "ทรูธ สควอด" (Truth Squad) ซึ่งมีค่าที่พัก 650 ปอนด์ ต่อคืน (ราว 35,000 บาท) พร้อมด้วยทรัพยากรอาหาร (ที่ยั่งยืน) อย่างหอยทะเล เห็ดฟัวกราส์ และไข่ปลาคาเวียร์

ชุมชนอนาธิปัตย์ ก็อยากประชุม "เผา" โลกร้อนกับเขาด้วย
ในอีกด้านหนึ่งของผู้ที่ดำรงชีวิตอยู่กับอาหารอย่างพิซซ่าห่อกลับบ้าน ก็เริ่มมีการประท้วงของผู้คนที่มาจากหลายประเทศในยุโรป ตามทางเดินสะอาดสะอ้านในกรุงโคเปนเฮเกน

ขณะเดียวกัน กลุ่มชุมชนอนาธิปไตยที่ชื่อคริสเตียนเนียก็มีการจัด "ประชุมภูมิอากาศบั้นท้าย" (Climate Bottom Meeting) ของตนขึ้นเป็นเวลาสองสัปดาห์ ที่มีการเล่าเรื่องของคนเร่ร่อน รวมถึง "พิธีเผาประจำวัน" ที่พูดถึงแนวคิดอันเป็นตัวการทำให้โลกร้อนเช่น "การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ"

พวกผู้ประท้วง จงไปว่ายน้ำ-ไต่กำแพง
ทางรัฐบาลเดนมาร์คนังได้จัดสรรงบประมาณหนึ่งล้านโครเนอร์ (ราว 6 ล้านบาท) เพื่อให้ทางผู้ชุมนุมจัดการประชุมคู่ขนาดที่ชื่อว่า KlimaForum ที่สนามกีฬา ดีจีไอ-บิเง็น โดยเจ้าหน้าที่หวังว่าพวกผู้ประท้วงจะใช้พลังความเป็นหนุ่มสาวของพวกเขาไปในการปีนป่ายกำแพง ว่ายน้ำในท่วงท่าอันบรรเจิดศิลป์ หรือไม่ก็ไปโยนโบว์ลิงกันเสีย

อย่างไรก็ตามเป็นครั้งแรกที่เดนมาร์กเตรียมอาวุธปราบจลาจลอย่างปืนน้ำเอาไว้ จนถึงขั้นมีหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งเสนอให้แข่งตั้งชื่อปืนน้ำในภาษาเดนมาร์ก นอกจากนี้ทางเจ้าหน้าที่ยังได้แสดงให้เห็นเรือนจำชั่วคราวแห่งใหม่ด้วยความภาคภูมิใจ ซึ่งเรือนจำแห่งนี้ใช้สถานที่เป็นอดีตโรงกลั่น ที่มีห้องขัง 360 ห้อง และสามารถจุผู้ต้องขังได้ 4,000 ราย


การประท้วงในการประชุมที่โคเปนเฮเกน 9 ธ.ค. เรียกร้องให้สนใจเกาะตูวาลู
ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อน ทำให้น้ำทะเลสูงขึ้น
(Reuters Pictures / Daylife)

สหภาพฯ ผู้ขายบริการทางเพศไม่ปลื้ม ที่ห้ามคนประชุมซื้อบริการ
ต้องไม่ลืมว่า ที่นี่คือแถบสแกนดิเนเวีย แม้แต่กลุ่มผู้ขายบริการทางเพศก็อยากทำอะไรสักอย่างเพื่อโลกเหมือนกัน ในประเทศเดนมาร์กนี้เผอิญว่ามีสหภาพแรงงานผู้ขายบริการฯ แล้วพวกเขาก็รู้สึกโกรธที่สภาออกโปสการ์ดเรียกร้องไม่ให้ผู้เข้าร่วมประชุมซื้อบริการทางเพศว่า "เพื่อความยั่งยืน อย่าซื้อบริการทางเพศ" พวกเขาจึงประกาศว่าจะให้บริการทางเพศฟรี กับผู้มีบัตรผ่านของผู้ร่วมประชุม ทำให้คำว่า "คาร์บอน เดทติง" [1] มีความหมายใหม่

ประชุมกันนี้ก็ใช้คาร์บอนไป 41,000 ตันแล้ว
แต่อย่างน้อย เซ็กซ์มันก็ไม่ได้ทำให้เกิดการปล่อยคาร์บอนเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับข้อมูลที่ผู้จัดบอกว่า ในการประชุม 11 วันนี้ รวมถึงการเดินทางของผู้มาเข้าร่วมนั้น ทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่ากับ 41,000 ตัน เทียบเท่ากับการปล่อยก๊าซจากเมืองมิดเดิลโบรห์เมื่อวัดจากระยะเวลาเดียวกัน

ถ้าเป็นแบบนี้มันไม่ชวนให้การประชุมระดับโลกนี้เป็นแค่งานวัดตลก ๆ หรอกหรือ มีผู้เข้าร่วมหลายคนที่จริง ๆ แล้วไม่จำเป็นต้องไปเข้าร่วมก็ได้ และมันยิ่งห่างไกลจาก "การกู้โลก" มากขึ้นไปอีกเมื่อเหล่าผู้นำโลกทั้งหลายก็เห็นพ้องกันเรียบร้อยแล้วว่า การประชุมในครั้งนี้จะไม่ได้สร้างข้อผูกพันใดๆ ขึ้นมาเลย เพียงแค่แถลงการแสดงจุดยืนชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น

เป้าหมาย: ลดคาร์บอน 80% ภายในอีก 40 ปีข้างหน้า ไม่แก่ตายกันหมดแล้วหรือ?
แทนที่นักการเมืองเหล่านี้จะสร้างมาตรการลดคาร์บอนสัก 2 เปอร์เซนต์ต่อปี เริ่มจากปีหน้า ซึ่งเชื่อว่าพวกเขาทำได้ แต่พวกเขากลับตั้งเป้าไว้ใหญ่โตว่าจะลดคาร์บอนให้ได้มากกว่า 80 เปอร์เซนต์ แต่เป็นภายในปี 2050 ซึ่งพอถึงเวลานั้นแล้วอยากรู้นักเชียวว่าไอ่พวกที่ไปประชุมนี้มันจะยังมีชีวิตอยู่ไหม คงไม่ต้องถามว่า พวกเขาจะยังอยู่ในตำแหน่งหรือเปล่า

แม้ว่าพวกเขาเกิดเห็นด้วยกับข้อผูกพันใดๆ ขึ้นมาก็ตาม จากประสบการณ์ที่ผ่านมาก็ทำให้คิดว่า ผู้เข้าร่วมเขาคงไม่รู้สึกผูกพันอะไรมันจริงๆ หรอก ประเทศส่วนใหญ่ยกเว้นอังกฤษ ก็ดูเริ่มจะฝ่าฝืนพิธีสารที่ทำไว้ในการประชุมที่เกียวโตครั้งก่อนเสียแล้ว

และการประชุมของพวกผู้แทนก็อยู่ในเงามืด เป็นครั้งแรกที่ไม่เพียงแค่หลักการ แต่วัตถุประสงค์ทั้งหมดของวาระโลกร้อนจะถูกตั้งคำถาม มีอีเมลล์รั่วไหลออกมาแสดงให้เห็นว่ามีการสมคบคิดกันของกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ในการแอบแก้ไขข้อมูลที่ทำให้เรื่องนี้ถูกตั้งคำถามเรื่องการล็อบบี้ ทางประเทศออสเตรเลียก็ทำการโหวตให้กฏหมายเรื่องสภาพภูมิอากาศตกไป และการที่เอ็ด มิลลิแบนด์ รัฐมนตรีด้านพลังงานของอังกฤษออกมาโจมตีเรื่องโลกร้อนอย่างแข็งกร้าวแสดงให้เห็นว่า กำลังมีความกลัวในรัฐบาลว่าเรื่องนี้จะหลุดออกจากการพิจารณาไป


กลุ่มแอกชั่นเอด เข้าร่วมการประชุมที่โคเปนเฮเกน วันที่ 9 ธ.ค.พร้อมป้ายประท้วง
(Reuters Picture/Daylife)

ระวัง! จะล้มเหลวเพราะมองตัวเองเป็นพระผู้มาโปรด
ผู้เข้าร่วมรายหนึ่งจากสถาบันนิเวศน์วิทยาสังคมระบุว่า หากพวกเขาล้มเหลวเหตุผลหนึ่งคือพวกเขามั่นใจมากเกินไป เพราะพวกเขามาประชุมกันแล้วพูดกันอยู่ในกลุ่มที่เห็นด้วยกันอยู่แล้ว พวกเขาก็จะไม่เห็นว่าอีกฝ่ายหนึ่งคิดอย่างไร และพวกเขาคิดว่าพวกเขาเป็นคนดี เป็นพระผู้มาโปรดที่ไม่เห็นแก่ตนเอง และอีกฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ร้าย

เขากล่าวอีกว่า ประเด็นโรคร้อนอาจจะมีความถูกต้องตรงตามหลักวิทยาศาสตร์ แต่ปัญหาไม่ได้อยู่ตรงนี้ ปัญหาอยู่ที่น้ำเสียงของพวกเขามากกว่า เช่น นักกิจกรรมบางคนชูเรื่องคำทำนายโลกแตกและเรื่องความชอบธรรมทางศาสนา มีพิธีเผาศพสำหรับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและอะไรเทือก ๆ นี้ ซึ่งอาจถูกละเลย และมันก็เป็นสิ่งที่อธิบายได้ว่าเหตุใดผู้คนในวงกว้างดูจะไม่ได้รู้สึกร่วมว่ามันเป็นวิกฤติเร่งด่วนอะไรเลย สำหรับการประชุมที่โคเปนเฮเกน

ขณะที่มิลิแบนด์ เคยแสดงความเห็นเมื่อไม่นานมานี้ว่า เรื่องสำคัญคือการทำให้ประชาชนเห็นข้อดีของโลกอนาคตที่การปล่อยคาร์บอนลดลง "ถ้าหากเมื่อก่อนมาร์ติน ลูเธอร์ คิง พูดว่า 'ข้าพเจ้ามีฝันร้าย' ประชาชนก็คงไม่สนับสนุนเขา" มิลิแบนด์กล่าว [2]

โคเปนเฮเกน-น่าจะเป็นอนาคตที่ดี
ในอีกสองสัปดาห์ข้างหน้า การมองเห็นด้านดีๆ ที่ว่า อาจไม่ได้มากจากการทุ่มเถียงกันร้อนฉ่าในที่ประชุม แต่มันมาจาก เมืองโคเปนเฮเกน เองนั่นแหละ ถ้าตัดไอ่เรื่องจองรถลิมูซีนออกไปแล้ว โคเปนเฮเกน เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยรถจักรยาน มีอาคารเก่าแก่มากมายที่ประหยัดพลังงาน เหมาะกับบรรยากาศแบบ 'ย้อนยุค' (retro) และมีการดำเนินชีวิตด้วยความสุขศิวิไลซ์โดยไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนกันมากนัก โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยพวกศีลธรรมจัดที่เป็นที่รักของสายเขียวในอังกฤษเลย

มองในอีกแง่ มันก็ไม่ได้เลวร้ายไปเสียทุกอย่าง แม้กระทั่งการแห่จองรถลิมูซีนอาจเป็นนิมิตหมายอันดีก็ได้ เพราะทำให้เห็นว่า มีพวกระดับสูงมาเข้าร่วมมากขึ้น พวกเขาอาจจะเริ่มได้กลิ่นอะไรบ้างก็ได้

สหรัฐฯ เองก็ดูจะส่งสัญญาณความร่วมมือบางอย่างกับจีน อาจเป็นสื่งที่จำเป็นสำหรับการเคลื่อนไหวของโลก และอาจเป็นสิ่งที่ "มีชัย" ในการประชุม

การประชุมที่โคเปนเฮเกน ต้องทำให้สัปดาห์นี้ร้อนระอุแน่ๆ กระบวนการมันเห็นได้ชัดว่าชวนให้ล้อเลียนเหลือเกิน แต่มันก็ยังเร็วเกินไปที่จะบอกว่าการประชุมในครั้งนี้ ล้มเหลว

............................................................................................................................


ที่มา

เชิงอรรถ
[1] เป็นการเล่นคำของคำว่า "คาร์บอน เดทติง" (Carbon dating) ที่หมายถึงการวัดอายุวัตถุโดยอาศัยธาตุคาร์บอนธรรมชาติ (Carbon-14) ที่มีอยู่ในวัตถุ โดยคำว่า "เดทติง" ยังมีอีกความหมายคือการเที่ยวออกเดท ได้ด้วย

[2] มิลิแบนด์กำลังกล่าวเชิงล้อเลียนประโยคเด็ดประโยคหนึ่งที่มาร์ติน ลูเธอร์ คิง นักเรียกร้องสิทธิมนุษยชนของคนผิวดำกล่าวไว้ในสุนทรพจน์ซึ่งเป็นที่โด่งดังมากคือ "ข้าพเจ้ามีความฝัน" หรือ "I have a dream"

เอา50กลับไป เอาปี40คืนมา!

ที่มา บางกอกทูเดย์

พรรคประชาธิปัตย์ และนายอภิสิทธิ์ น่าที่จะอาศัยวาระวันรัฐธรรมนูญในวันนี้ ประกาศเดินหน้าถามความชัดเจนจากประชาชน ด้วยการทำประชามติ ว่าจะเอารัฐธรรมนูญปี 2540 หรือว่า ปี 2550ตอนนี้ไม่มีเงาของ คมช.แล้ว...และประชาชนก็ตื่นตัวในเรื่องของการเมืองอย่างมากแล้ว เพราะบอบช้ำมา 3 ปีเต็ม

แม้ว่าวันนี้คือวันที่ 10 ธันวาคม ถือเป็นวันสำคัญยิ่งของระบบการเมืองการปกครองของไทย เพราะเป็นวันรัฐธรรมนูญของประเทศไทยแต่ไม่รู้ว่าวันรัฐธรรมนูญในปีนี้ จะช่วยให้บรรยากาศการเป็นประชาธิปไตยของประเทศไทยมีเพิ่มมากขึ้นได้มากน้อยเพียงใดตราบเท่าที่แม้แต่การเลือกใช้รัฐธรรมนูญฉบับใด ก็ยังคงเป็นประเด็นความแตกแยกในสังคมไทยอยู่อย่างไม่มีการลดราวาศอกพรรคประชาธิปัตย์ กลุ่มพันธมิตรฯ พรรคการเมืองใหม่ และกลุ่มนักวิชาการที่ร่วมขบวนการขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ... ยืนยันว่ายังไงก็ต้องใช้รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2550 เพราะเห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับหน้าแหลมฟันดำ ที่ทำ

คลอดออกมาภายใต้การทำรัฐประหารนั้นดีที่สุดแล้วในขณะที่พรรคฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย กลุ่มคนเสื้อแดง และกลุ่มนักวิชาการที่เห็นว่า รัฐธรรมนูญปี 50 มีปัญหาก็ยืนยันเช่นกันว่า ต้องใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 เพราะทำคลอดออกมาโดยตัวแทนประชาชนในขณะที่การเมืองไทยไม่ได้อยู่ภายใต้ท็อปบูทและปากกระบอกปืนขนาดแค่เรื่องจะใช้รัฐธรรมนูญฉบับใด ก็ยังเป็นความแตกแยกทางความคิดชนิดสุดโต่ง 2 ขั้ว... นี่หากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยและพานแว่นฟ้า

สามารถหลั่งน้ำตาด้วยความสะทกสะท้อนกับเส้นทางประชาธิปไตย 77 ปี ของประเทศไทยได้มีหวังน้ำเนตรท่วมพานแว่นฟ้า และอาจท่วมถึงพรหมได้เลยด้วยซ้ำนับจากวันที่ 27มิถุนายน พ.ศ. 2475 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ แห่งราชวงศ์จักรี ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะพระราชทานรัฐธรรมนูญ เพื่อเป็นหลักในการปกครองของประเทศให้แก่ประชาชนชาวไทยพระราชดำรัสในวันพระราชทานรัฐธรรมนูญ ก็คือ “ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละ

อำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิม ให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใดโดยเฉพาะ เพื่อใช้อำนาจโดยสิทธิ์ขาด และโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฎร”จึงได้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราวเรียกว่า “พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว”จากนั้นในวันที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๕ ล้นเกล้าฯรัชกาลที่ 7 ก็ได้ทรงพระราชทานรัฐธรรมนูญราชอาณาจักรสยาม ฉบับถาวร เพื่อเป็นหลัก

ในการปกครองของประเทศให้แก่ประชาชนชาวไทยเท่ากับว่ามาถึงขณะนี้ มีวันรัฐธรรมนูญมาแล้ว 77 รอบปีแต่เป็น 77 รอบปีของวันรัฐธรรมนูญที่ขรุขระระหกระเหินมาโดยตลอด กฎหมายรัฐธรรมนูญของไทยถูกฉีกทิ้งฉบับแล้วฉบับเล่า ด้วยฝีมือของคณะนายทหารแต่ละยุคแต่ละสมัยขนาดเชื่อกันว่า ปี 2535 การปฏิวัติรัฐประหารน่าที่จะสูญพันธุ์ไปจากเมืองไทยได้แล้วบรรดานายทหารหลายคน ซึ่งรวมทั้ง พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบกในช่วงปี 2549 ก็

ยังบอกว่าการปฏิวัติเป็นเรื่องล้าสมัยแล้วแต่สุดท้ายในปี 2549 ก็ยังมีการปฏิวัติเกิดขึ้นจนได้แถมเกิดขึ้นโดยฝีมือของคณะนายทหารที่เรียกตัวเองว่า คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ คปค. ซึ่งมีพล.อ.สนธิ นั่นเองเป็นหัวหน้าคณะนี่คือ ผลงานของเหล่านายทหารที่บอกว่า การปฏิวัติล้าสมัยแล้วและ ณ วันนี้กลับเลือกที่จะเข้ามาเล่นการเมือง เพื่อก้าวไปสู่ตำแหน่งและอำนาจทางการเมือง ทั้งๆ ที่ในอดีตเคยเป็นคนที่

ล้มล้างระบบการเมืองของไทย ภายใต้วิธีการที่เรียกอย่างสวยหรูว่าแผนบันได 4 ขั้นที่วันนี้พิสูจน์ชัดอีกเช่นกันว่า เป็นแผนอุบาทว์ 4 ขั้นเสียมากกว่า... เพราะนับตั้งแต่ในแผนในปี 2549 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน สังคมไทยไม่เคยสงบ และไม่สามารถที่จะลดความขัดแย้ง สร้างความปรองดอง สร้างบรรยากาศแห่งความสมานฉันท์ได้เลยแม้แต่น้อยวันนี้จึงไม่รู้ว่า บรรดาเหล่าผู้ที่เคยฉีกทิ้งรัฐธรรมนูญทั้งหลาย จะมีความรู้สึกละอายใจขึ้นมาบ้างหรือไม่... หรือไม่รู้สึกรู้สมอะไรเลย

สักนิดต่อให้ไถ่บาปก็ยังต้องบอกว่าสายเกินไปเพราะวันนี้สังคมไทยบอบช้ำจากการแตกแยกทางการเมืองยิ่งนักและนอกเหนือจากการฉีกทั้งรัฐธรรมนูญปี 2540 ลงไป แต่บรรดาคณะนายทหาร คปค. ซึ่งสุดท้ายต้องเปลี่ยนชื่อเป็น คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คมช. โดยที่ตัวบุคคลก็ยังคงเป็นกลุ่มเดิมทั้งโขยง คมช. ยังได้ใช้อำนาจร่วมกับกลุ่มเคลื่อนไหว และอำนาจอำมาตยาธิปไตย ทำคลอดรัฐธรรมนูญเจ้าปัญหาฉบับ พ.ศ.2550 ออกมาโดยใช้เล่ห์กระเท่ ให้

ทำประชาพิจารณ์ ด้วยข้ออ้างว่า... ให้รับไปก่อน แล้วอะไรไม่ดีค่อยไปแก้ไขกันในภายหลัง... ยังจำได้หรือไม่???ด้วยกลไกอำนาจ และปากกระบอกปืนกับท็อปบูท สุดท้ายผลการทำประชามติจอมปลอมก็ออกมาสมดังใจของ คมช.นั่นคือ ได้ตัวเลขผู้ยอมรับรัฐธรรมนูญปี 50 เป็นจำนวน 14 ล้านเสียงซึ่งในนั้น จริงๆ แล้ว รู้กันดีอยู่แก่ใจว่า ได้รวมเสียงของผู้ที่เห็นด้วยแค่บางส่วน และหวังที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญในอนาคตตามคำสัญญาของ คมช.อยู่ด้วยส่วนผู้ที่ไม่เห็น

ด้วย และไม่เอารัฐธรรมนูญปี 50 เลยนั้น มีอยู่ 10 ล้านเสียงเป็น 10 ล้านเสียงที่ในวันนี้กำลังหัวเราะใส่บรรดาผู้ที่ตกหลุมพรางของ คมช. ในเรื่องที่ว่าสามารถจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ!!!เพราะเอาเข้าจริงพรรคการเมืองที่ คมช.สนับสนุนให้เป็นรัฐบาลให้ได้ คือ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคการเมืองที่เก่าแก่ที่สุดในเมืองไทยเมื่อก้าวขึ้นมาเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลสำเร็จ และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคได้เป็นนายกรัฐมนตรีสมใจ ก็ไม่ได้จริงใจในเรื่องการแก้ไขรัฐ

ธรรมนูญแต่อย่างใดอาจจะคิดว่า ผู้ที่รับปากว่าให้ลงประชามติรับๆ ไปก่อน แล้วค่อยไปแก้ไขเอาที่หลังนั้น ไม่ใช่คำพูดของพรรคประชาธิปัตย์... จึงไม่จำเป็นที่จะต้องรับผิดชอบต่อคำพูดของ คมช.ในวันนั้นจึงทำให้นายอภิสิทธิ์ และพรรคประชาธิปัตย์ ไม่เคยแสดงความจริงใจในการที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 50 เลยแม้แต่น้อย ทั้งๆ ที่หากจะทำจริงๆ ก็สามารถทำได้ตามสบายเสียงของพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคเห็นพ้องอยู่แล้วว่า ควรแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 50 หากรวมเสียงของ

พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นแกนนำรัฐบาลเข้าไปด้วยต้องบอกว่าเหลือเฟือ!!!ต่อให้ฝ่ายค้านคือพรรคเพื่อไทยไม่เห็นด้วย เสียงก็ยังมากพอที่จะแก้ไขได้ แต่รัฐบาลก็กลับเล่นเกมอ้างว่า พรรคฝ่ายค้านไม่เข้าร่วมเลยทำให้การแก้ไขล่าช้าทั้งๆ ที่ ฝ่ายค้านบอกชัดเจนว่า ที่ไม่ร่วมแก้ไข ก็เพราะไม่เอารัฐธรรมนูญปี 50 ทั้งฉบับ แต่ต้องการใช้รัฐธรรมนูญปี 40 เท่านั้น... จึงไม่เข้าร่วมแล้วนายอภิสิทธิ์ กับพรรคประชาธิปัตย์จะเตะถ่วงไปทำไมกันขนาดพรรคร่วมรัฐบาลยังดูออก

แล้วทนไม่ไหว ต้องออกมาทวงถามความคืบหน้านี่หรือคือพรรคการเมืองเก่าแก่ที่บอกว่ายึดมั่นในระบบประชาธิปไตยถ้าเป็นจริงดังปากว่า ถึงเวลาที่ต้องพิสูจน์ความจริงใจด้วยการประทำแล้วพรรคประชาธิปัตย์ และนายอภิสิทธิ์ น่าที่จะอาศัยวาระวันรัฐธรรมนูญในวันนี้ ประกาศเดินหน้าถามความชัดเจนจากประชาชน ด้วยการทำประชามติ ว่าจะเอารัฐธรรมนูญปี 2540 หรือว่า ปี 2550ตอนนี้ไม่มีเงาของ คมช.แล้ว... และประชาชนก็ตื่นตัวในเรื่องของการเมืองอย่างมากแล้ว

เพราะบอบช้ำมา 3 ปีเต็มที่สำคัญตอนนี้ ผู้คุมกำลังทหาร คือ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ก็ยืนยันแล้วว่า เป็นทหารของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว... เป็นทหารของประชาชน...คงไม่เข้าไปแทรกแซงการทำประชามติเหมือนเมื่อครั้ง คมช. แน่ฉะนั้นกล้าหรือไม่ที่จะทำประชามติจากประชาชนทั้งประเทศ หว่านเงินสารพัดยังทำได้... แล้วทำไมถึงทำประชามติ เพื่อหยุดปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองไม่ได้มาร์ค... กล้าปลุกสำนึกประชาธิปไตยที่แท้จริงหน่อยสิ

เอารัฐธรรมนูญปี 40 คืนมาได้ยินมั๊ย!!!!

ที่มา thaifreenews

โดย ป้าพลอย

วันนี้เป็นวันรัฐธรรมนูญของไทย คงจะมีความหมายเฉพราะคนที่รักความยุติธรรม แต่คนที่ชอบความอยุติธรรมคงจะไม่ค่อยปลื้มเท่าไหร่นัก ยิ่งคนเขียนและคนออกรัฐธรรมนูญปี50ยิ่งไม่ปลื้มหนักเข้าไปอีกกับวันนี้ เพราะว่ารัฐธรรมนูญปี50กำลังจะถูกเขี่ยทิ้ง เนื่องจากเป็นรัฐธรรมนูญเขียนขึ้นมาในสมัยเผด็จการไม่มีการลงนามรับรอง แล้วมันจะเป็นฉับบที่ถูกต้องได้อย่างไร? รัฐธรรมนูญปี50 เขียนเพื่อปกป้องโจรปกป้องผู้กระทำความผิดดังที่เราได้เห็นกันมา มีใครถูกจับเข้าคุกกันบ้างแม้แต่ลูกเขยของคนเขียนก็ยังไม่ติดคุก ฉะนั้นรัฐธรรมนูญปี50ที่เขียนขึ้นมาจากกลุ่มเผด็จการ ที่เอามาใช้ข่มเหงประชาชน ถือว่าไม่ใช่เป็นรัฐธรรมนูญที่ถูกต้อง วันนี้ประชาชนไทยออกมาเรียกร้องความยุติธรรม เรียกร้องเอารัฐธรรมนูญปี40คืนมาให้ประชาชนทั้ง 65 ล้านคน อนุเสาวรีย์ประชาธิปไตยคือสัญญาลักษณ์ของความเป็นอิสระ ที่ทุกๆคนในโลกใบนี้ต้องการ

การอยู่ด้วยกันอย่างอิสระเสรีทำให้ประเทศชาติร่มเย็นเป็นสุข อีกทั้งประชาชนก็ผาสุขถ้วนหน้า ไม่มีการเบียดเบียนซึ่งกันและกัน ไม่มีการเอาเปรียบต่อกัน ให้ความยุติธรรมต่อทุกฝ่าย บ้านเมืองก็จะไม่ลุกเป็นไฟ การที่ประเทศไทยเกิดเรื่องวุ่นวายมาตลอด 60 กว่าปีที่ผ่านมานั้น

เป็นเพราะประเทศไทยขาดความยุติธรรมให้แก่ประชาชน คนชนชั้นสูงรังแกคนชั้นที่ด้อยกว่า ทหารรังแกประชาชน วันดีคืนดีเอารถถังเอาปืนออกมาจี้หัวประชาชนให้ยอมรับระบบเผด็จการของตน นักการเมืองที่เห็นแก่ตัว พูดโฆษณาตัวเอง เอาความดีใส่ตัว เอาความชั่วใส่คนอื่น

ต่างคนต่างทำเพื่อตัวเองทั้งนั้น แล้วชาติบ้านเมืองจะสุขสงบไปได้อย่างไรในเมื่อความยุติธรรมไม่มีให้ประชาชน ดังนั้นวันนี้จึงถือว่าเป็นวันสำคัญสำหรับคนไทยทุกคน ออกมาเพื่อยืนยันเป็นสักขีพยานว่า คนไทยทั้งแผ่นดินต้องการความถูกต้องให้เกิดในประเทศ เลิกใช้ระบบกดขี่ประชาชน

เลิกใช้รัฐธรรมนูญที่เขียนโดยเผด็จการ แล้วประชาชนก็จะช่วยกันทำให้บ้านเมืองสงบลงเอง การใช้อำนาจเผด็จการมาบังคับให้ประชาชนต้องยอมจำนนนั้น มันเหมือนไปหักด้ามพร้าซึ่งไม่ใครยอมแน่นอน ฉะนั้นเราต้องให้ความยุติธรรมแก่ประชาชนก่อน แล้วทุกอย่างก็จะดีขึ้นเอง

ประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดิน ไม่ใช่ทหารหรือตำรวจหรือนักการเมืองหรือเทวดาองค์ใด หากไม่มีประชาชนก็ไม่มีประเทศ ฉะนั้นเสียงของประชาชนที่รวมกันคือเสียงของเจ้าของประเทศ ซึ่งเป็นเสียงส่วนใหญ่ที่ทุกชาติต้องยอมรับกับเสียงของประชาชนในชาติ ไม่ใช่ไปยอมรับฟังเสียงเปรตเสียงปีศาจที่หิวโหยร้องขอข้าวกินว่าเป็นเสียงส่วนใหญ๋ในแผ่นดิน...

วิสัยทัศน์สั้น

ที่มา ไทยรัฐ

การแข่งขันทางการค้าในปีหน้า เชื่อว่าจะมีความรุนแรงมากขึ้นเพราะความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกที่รัดตัวขึ้น ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่จะมีต่อการอุปโภคและบริโภคของประชาชนยิ่งรุนแรงขึ้นเช่นกัน โฉมหน้าทางการค้าน่าจะเปลี่ยนจาก คู่ค้าเป็นคู่แข่ง ที่ต้องใช้กลยุทธ์ชั้นสูงและวิสัยทัศน์มุมมองที่กว้างไกล ที่สำคัญคือจะต้องมีความเป็นมืออาชีพ ต้องใช้ประสบการณ์อย่างสูง

ประเทศไทยก็หนีภาวะการแข่งขันทางเศรษฐกิจครั้งนี้ไปไม่ได้ ให้จับตาการปรับตัวและปรับฐานเศรษฐกิจ ซึ่งแน่นอนว่าจะเป็นโอกาสทองของภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก ประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ สหรัฐฯ อียู จีน ญี่ปุ่น ซึ่งมีกำลังบริโภคภายในสูงอยู่แล้ว แม้การแข่งขันจะสูงแค่ไหน พื้นฐานก็ยังมั่นคง

แต่ประเทศเราที่ต้องยืมจมูกคนอื่นหายใจ หากไม่คิดปรับตัว เห็นทีจะรอดยาก การปรับฐานเศรษฐกิจของแต่ละประเทศในภูมิภาคนี้น่าจับตามากที่สุด เวียดนาม ไม่ต้องทำอะไรมาก แค่ประกาศว่าจะลดค่าเงินเท่านั้น เนื้อหอมขึ้นมาทันที

จากการสำรวจ ประเทศที่น่าลงทุนในย่านนี้ เวียดนาม ลาว กัมพูชาติดอันดับดีกว่าบ้านเรา โดยเฉพาะเวียดนามมาอันดับหนึ่ง ในอุตสาหกรรมเกือบจะทุกประเภท

คุยกับผู้มีประสบการณ์โครงสร้างพื้นฐานที่จะรองรับการลงทุน ยังสู้เราไม่ได้ แต่มีการพัฒนาเร็วมาก อีกไม่นานอาจจะแซงเราโดยไม่รู้ตัว ในจังหวะนี้ถ้าเราไม่สามารถฟื้นฟูความเชื่อมั่นในการลงทุนได้

โอกาสจะปิดทันที

และเราจะกลายเป็น ประเทศที่ล้าหลังที่สุดในเอเชีย ทำเป็นล้อเล่นไป ใครจะคาดคิดว่าวันนี้กัมพูชา เวียดนาม ที่เคยเป็นประเทศหลังเขา มีแต่สงคราม จะรุดหน้าได้ขนาดนี้

สิ่งที่สำคัญคือ สินค้าคุณภาพที่เป็นเอกลักษณ์ของบ้านเรา ไม่ว่าจะเป็นข้าวสาร หรือแม้แต่กะปิ น้ำปลา เราก็ถูกประเทศเพื่อนบ้านเราลอกเลียนแบบ ผลิตบริโภคขายเองได้เกือบหมด อีกหน่อย แฟ้บ สบู่ ยาสีฟัน ของใช้ประจำวันก็จะถูกขโมยซีนไปผลิตเอง จำหน่ายเองหมด

ในสภาวะที่ได้เปรียบด้านต้นทุนการผลิต คิดบ้างหรือไม่ว่า จากการที่เราเคยเป็นประเทศผู้ส่งออกสินค้าเหล่านี้ไปสู่ประเทศเพื่อนบ้าน จะกลายเป็นว่าเราต้องนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านเพราะราคาถูกกว่า

นี่คืออันตรายจากการขาดวิสัยทัศน์

รัฐบาลเล็งแต่จะสร้าง ภาพพจน์ทางการเมือง เพื่อให้รัฐบาลอยู่ได้ แต่ประเทศกำลังจะล่มจม เข้ามาก็เปิดฉากกู้ 4 แสนล้านแปดแสนล้าน พอจวนตัวเริ่มผลักภาระให้ประชาชน ให้จับตารายการถอนขนห่าน ขูดรีดภาษีกันอีกกระทอก ขึ้นภาษีในขณะที่เศรษฐกิจตกต่ำ ก็มีแต่หนทางเอวัง

ส่วนลิ่วล้อวิสัยทัศน์สั้น วันๆวนอยู่กับเรื่องเสื้อแดง ปรับ ครม. ชวนทะเลาะกับประเทศเพื่อนบ้าน ไล่ล่าทักษิณไม่เลิก วันดีคืนดี ก็ออกมาฟัดกับเงาตัวเอง ด่าพวกเดียวกันเองซะอย่างนั้น ถือเป็นกรรมของคนไทย.

หมัดเหล็ก