WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, December 11, 2009

อย่าหน้ามึน

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน




ชัดเจนชนิดไม่ต้องมาถกเถียงกันอีกแล้วกับคำให้การของ นายศิวรักษ์ ชุติพงษ์ วิศวกรไทย จำเลยคดีความมั่นคงของกัมพูชา

นายศิวรักษ์ ให้การสารภาพกับศาลกัมพูชาว่า ส่งข้อมูลการบินของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่ปรึกษาของรัฐบาลกัมพูชา และที่ปรึกษาสมเด็จฮุนเซน ให้กับนายคำรบ ปาลวัฒน์วิไชย เลขานุการเอก สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงพนมเปญ ตามคำร้องขอ

เพียงแต่ไม่คิดว่าเป็นข้อมูลลับผิดกฎหมายอะไร

ซึ่งก็พ้องกับข้อมูลก่อนหน้านี้ว่ามีการเตรียมเครื่องบินเอฟ 16 ไว้รอท่าล่าทักษิณกลางฟ้า

ที่ผ่านมารัฐบาลไทยไม่เคยออกมายอมรับ แต่ก็ไม่ปฏิเสธ เพียงเลี่ยงบาลีว่าข้อมูลการบินไม่ใช่ความลับ

แต่ก็พูดไม่หมดว่าถึงไม่ได้ลับมากมายอะไร แต่ก็ไม่ใช่ข้อมูลที่จะนำมาเปิดเผย

ไม่เช่นนั้นอนาคตหากมีผู้นำประเทศอื่นๆ มาเยือนเมืองไทย เราก็สามารถเปิดเผยตารางบินให้สาธารณชนรับรู้ได้เช่นนั้นหรือ!??

หากวันหนึ่ง นายบารัก โอบามา มีกำหนดบินมาเยือนเมืองไทย แล้วเกิดมีประเทศอาหรับ หรือกลุ่มอัล ไคด้า อยากได้ข้อมูลตารางการบินของผู้นำสหรัฐ รัฐบาลไทยก็พร้อมน้อมส่งให้ใช่หรือไม่ เพราะไม่ถือว่าเป็นความลับ!??

แม้ไทยจะอ้างว่าตารางการบินไม่ใช่ความลับทางราชการ แต่กฎหมายความมั่นคงกัมพูชาจัดเป็นชั้นความลับ เพราะถือว่าพ.ต.ท.ทักษิณ เป็นบุคคลสำคัญของรัฐบาล ที่ต้องอารักขาดูแลความปลอดภัย

คำถามจึงมีตามมาว่า นายคำรบ รู้หรือไม่ว่าการขอให้ส่งตารางการบินของพ.ต.ท.ทักษิณ ทำให้นายศิวรักษ์ ละเมิดกฎหมายของกัมพูชา!??

ถ้าตอบว่ารู้ ก็ไม่ต้องมีคำถามอื่นตามมา เพราะเป็นการขอให้คนไทยทำผิดกฎหมายของประเทศเพื่อนบ้านชัดเจน

แต่ถ้าตอบว่าไม่รู้...คำถามต่อมาก็คือไม่รู้จริงๆ หรือ ทำเป็นไม่รู้กันแน่!??

หากไม่รู้จริงๆ ก็แสดงว่าบกพร่องต่อการทำหน้าที่อย่างแรง เพราะการดำรงตำแหน่งถึงเลขาฯทูต ย่อมต้องศึกษาขนบธรรมเนียม และตัวบทกฎหมายของประเทศที่ตนไปประจำอยู่

ยิ่งหากทำเป็นไม่รู้ ถือว่าร้ายแรงเข้าไปใหญ่

และจนทุกวันนี้ นายคำรบก็ยังเก็บตัวเงียบ จนแม่ของนายศิวรักษ์ ต้องเรียกร้องให้ออกมารับผิดชอบ กับคำสั่งที่ทำให้ลูกของเธอต้องตกเป็นนักโทษ

คงไม่ใช่เพียงนายคำรบเท่านั้น หากแต่รวมไปถึงคนที่อยู่เหนือขึ้นไปที่สั่งการลงมาเป็นทอดๆ ควรจะออกมาแสดงความรับผิดชอบบ้าง

อย่างน้อยขอโทษครอบครัวเขา หรือหาทางชดเชยกับสิ่งที่นายศิวรักษ์ ต้องเผชิญ

ไม่ใช่ทำเป็นหน้ามึน ไม่รู้ไม่เห็นเหมือนที่ผ่านๆ มา

สังคมทวงถาม"รัฐธรรมนูญนิยม"

ที่มา ข่าวสด

รายงานพิเศษ




เนื่องในวันรัฐธรรมนูญ 10 ธ.ค. คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับสถาบันศึกษาการพัฒนาประชาธิปไตย จัดเสวนาวิชาการ "รัฐธรรมนูญนิยม : สิ่งที่ยังขาดในสังคมไทย"

ที่ห้องประชุมคณะศิลปศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์



ธีระ สุธีวรางกูร

อาจารย์คณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์

เมื่อถึงวันรัฐธรรมนูญ ผมนับครั้งได้ในการจะพูดถึงรัฐธรรมนูญด้วยความภาคภูมิใจ วันนี้ยังต้องมานั่งวิจารณ์รัฐธรรมนูญว่าบกพร่องหรือมีค่าควรนับถืออย่างไร

รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ผมไม่ค่อยภาคภูมิใจเนื่องจากมีที่มาจากการรัฐประหาร มีสมมติฐานการยกร่างที่ไม่เป็นไปตามพื้นฐานหลักวิชาจริงๆ แต่มาจากสมมติฐานการทำลายล้างทางการเมืองทั้งเนื้อหาโดยทั่วไปและในบทเฉพาะกาล

ความหมายรัฐธรรมนูญนิยมมีความหลากหลาย แต่บทสรุปทางวิชาการที่ตรงกัน คือ แนวคิดในการใช้รัฐธรรมนูญที่เป็นลายลักษณ์อักษร มาเป็นเครื่องมือกำหนดรูปแบบการปกครองของรัฐ กลไกการจัดตั้งองค์กรรัฐ เพื่อจำกัดอำนาจรัฐ ผู้ปกครองรัฐ และปกป้องคุ้มครองสิทธิเสรีภาพประชาชน<>b

ปัจจุบันมีการเพิ่มแนวคิดอีก 2 เรื่อง คือ เพื่อทำให้เกิดเสถียรภาพ ประสิทธิภาพรัฐบาลในฐานะสถาบันทางการเมือง และสร้างความเป็นธรรมในสังคม

มีข้อสังเกตต่อรัฐธรรมนูญปัจจุบันว่าใช้แนวคิดรัฐธรรมนูญนิยมหรือไม่ ประเด็นแรก คือ การเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ อาจมองว่ายกร่างตามแนวคิดรัฐธรรมนูญนิยมแล้ว แต่สิ่งที่ควรคิดมากกว่านั้น คือหลังจากมีรัฐธรรมนูญปี 2475 รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดจริงหรือไม่

เนื่องจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏ คือ รัฐธรรมนูญถูกฉีกและร่างใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า มิติด้านสังคมวิทยาการเมืองจะพูดไม่ได้ว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดจริง เป็นแต่ในนามเท่านั้น

ประเด็นที่สอง หลักการแบ่งแยกอำนาจตามรัฐธรรมนูญนิยม พบว่ารัฐธรรมนูญปัจจุบันแม้มีการแบ่งอำนาจนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ แต่ดูลึกๆ แล้ว ไม่เป็นตามแนวคิดรัฐธรรมนูญนิยมจริง

ตัวอย่างคือการให้องค์กรตุลาการเข้ามามีอำนาจหน้าที่หลายทาง ทั้งวินิจฉัยคดี เสนอคดีเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ เสนอร่างกฎหมาย และสรรหาบุคคลในองค์กรอิสระ สรรหา ส.ว.

การเสนอร่างกฎหมายเป็นอำนาจใหม่ขององค์กรตุลาการ ที่มีทั้งบทตัดและบทเสริมอำนาจคนอื่น โดยเฉพาะบทตัดอำนาจองค์กรอื่น ถือเป็นการทำลายการแบ่งแยกอำนาจในเนื้อหาสาระ ส่วนอำนาจในการสรรหา สะท้อนว่าองค์กรตุลาการไปกำหนดองค์กรที่จะตรวจสอบองค์กรอื่น

อาจมองว่าเป็นหลักวิชาปกติ แต่หากพิจารณาบริบทใน 2-3 ปีนี้ องค์กรตุลาการได้รับมอบหมายหรือคิดว่าตัวเองได้รับมอบหมายให้เป็นตุลาการภิวัฒน์ แก้ปัญหาบ้านเมือง สะท้อนบทบาทว่าเกี่ยวข้องกับการเมืองหนัก

สุดท้ายองค์กรตุลาการไม่ได้วางบทบาทเหมาะสม หรือใช้อำนาจไม่เหมาะสมสอดรับตัวระบบ บทบาทองค์กรตุลาการได้ทำลายความน่าเชื่อถือองค์กรตุลาการเอง



สุรชาติ บำรุงสุข

อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

การเมืองไทยมีปัญหารวมศูนย์ตั้งแต่ปี 2475 คือเรื่องรัฐธรรมนูญ พรรคการเมือง และสถาบันทหารหรือกองทัพ แต่เรามักถกแค่กรอบรัฐธรรมนูญและพรรคการเมือง มักไม่ค่อยพูดถึงทหาร

ทั้งที่ความจริงทหารมีบทบาทในการเมืองไทยมากตั้งแต่ปี 2452 สมัยรัชกาลที่ 6 แต่ปี 2454 ถูกกวาดจับในช่วงเหตุการณ์ ร.ศ.130 และมาสำเร็จในปี 2475

ช่วงหลังปี 2475 เกิดความขัดแย้งทั้งทหารกับทหาร และทหารกับพลเรือน ปัญหาถูกทิ้งค้างไว้ เกิดการสะดุดทางการเมือง จนเกิดการรัฐประหารทั้งสำเร็จและไม่สำเร็จถึงวันนี้ 27 ครั้ง

ทั้งที่พฤษภา 2535 เราคิดว่าจะเป็นครั้งสุดท้าย ทหารในการเมืองไทยจะจบแล้ว และก้าวสู่ความเข้มแข็งของกลไกรัฐสภา รัฐธรรมนูญนิยมขับเคลื่อน แต่ปี 2547-48 ก็เริ่มเกิดเรื่อง

จากปี 2535 ที่คิดว่าเราปรับโครงสร้างไปเยอะ แต่กลุ่มที่ชูธงเขียวอ่อนเมื่อปี 2540 กลับมาชูธงเขียวขี้ม้าในปี 2549 ทั้งอดีตฝ่ายซ้ายหรือสื่อ กลับเชื่อวาทกรรมเสนาภิวัฒน์ หวังว่าจะเคลื่อนไปคู่กับกลไกตุลาการภิวัฒน์ให้เกิดในเวทีการเมืองไทย หากยังคิดอย่างนี้การจัดเวทีแบบนี้ยังต้องมีอีกหลายปี

หากต้องการให้มีอนาคตการเมืองไทย ต้องสร้างกระบวนการจัดอำนาจรัฐ ต้องการคนหลายอาชีพ คนชำนาญเป็นอนาคตของเรา เพราะมองปี 2553 จะหนักกว่านี้มาก คำถามยึดไม่ยึดอำนาจจะกลับมา จะเกิดการรัฐประหารครั้งที่ 28 ขึ้นอีก

วันนี้เรานิยมการเมืองว่า "ตุลาเพี้ยน เสนาพลาด" หรือ เสนานิยม ที่ยึดอำนาจเสร็จ วันนี้ขอเป็นหัวหน้าพรรคการเมือง เรามีนายกฯถูกปลดจากการทำรายการอาหาร แต่ตุลาการกลับไปสอนหนังสือได้

รัฐธรรมนูญนิยมไม่ใช่ง่าย หากคนไม่เชื่อเครื่องมือการเลือกตั้ง แต่เชื่อเรื่องการยึดอำนาจรัฐประหาร และมาเป็นหัวหน้าพรรคกลายเป็นสภาโจ๊ก

เรากำลังพายเรือในอ่าง การเมืองร่างแล้วฉีกวนเวียนไม่จบง่ายๆ รัฐประหารสำเร็จ 15 ครั้ง ไม่สำเร็จ 12 ครั้ง

หากสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์รัฐธรรมนูญไทยและรัฐประหารไทย รัฐสภาใหม่ควรจัดพื้นที่ให้ 2 ส่วนนี้ เพราะมีจำนวนมาก จะได้ให้คนรุ่นหลังและส.ส.ได้เห็น



จาตุรนต์ ฉายแสง

ประธานสถาบันศึกษาการพัฒนาประชาธิปไตย

กว่า 70 ปี เราใช้รัฐธรรมนูญจำนวนมาก แต่ไม่ปฏิบัติตามแนวคิดรัฐธรรมนูญนิยม ไทยมีรัฐธรรมนูญ 18 ฉบับ แต่ไม่ได้หมายถึงมีรัฐธรรมนูญนิยม เพราะรัฐธรรมนูญไม่ใช่กฎหมายสูงสุด ฉีกได้หมด

รัฐธรรมนูญศักดิ์สิทธิ์กลายเป็นกฎหมายสำคัญอันดับสองรองจากคำสั่งคณะรัฐประหาร

เราฉีกและเขียนรัฐธรรมนูญหลายครั้ง ไม่ใช่เพื่อเป็นเครื่องมือประชาชน แต่เพื่อเป็นเครื่องมือของประเทศนี้ในการขอเป็นสมาชิกสังคมประชาธิปไตยในโลก

แต่ภายในประเทศกลับยึดอำนาจประชาชน ลิดรอนสิทธิเสรีภาพ เป็นลายลักษณ์อักษรอย่างแนบเนียน วันนี้ไทยจึงไม่มีรัฐธรรมนูญที่คุ้มครองอำนาจประชาชน

รัฐบาลนี้มีที่มาไม่ชอบธรรม แต่ไม่อยากให้ล้มรัฐบาลภายใต้รัฐธรรมนูญ 2550 เพราะไม่ว่ารัฐบาลไหนมาก็ไม่ใช่รัฐบาลที่เป็นตัวแทนประชาชนแท้จริง

รัฐบาลภายใต้รัฐธรรมนูญนี้เหมือนเทศบาลทำถนน สร้างความสวยงามบ้านเมือง แต่อำนาจจริงไม่มี ทหารตำรวจไม่ทำตามคำสั่ง มีกลไกตัดทอนพร้อมล้มรัฐบาลเมื่อใดก็ได้

ไทยไม่มีรัฐธรรมนูญ มีแต่ธรรมนูญการปกครองอำนาจอยู่ที่คณะบุคคล หากยังใช้ประเพณีการปกครองที่ไม่ใช่รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยก็ฉีกได้อีก

อยากเสนอให้มีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย ก้าวไกลกว่านั้น คือสังคมไทยไม่ยอมรับให้มีการฉีกรัฐธรรมนูญอีก ไม่ยอมให้ใครเหนือกว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญ ปลูกฝังแนวคิดรัฐธรรมนูญนิยมที่ถูกต้อง สู้ทางความคิดไม่ว่าทุจริตคอร์รัปชั่นจะอ้างรัฐประหารไม่ได้ ปล่อยให้ฉีกรัฐธรรมนูญไม่ได้ เพราะมีบทพิสูจน์ว่ารัฐประหารเลวร้ายกว่าเดิมเสมอ

การต่อต้านแนวคิดรัฐธรรมนูญนิยมจะยิ่งทำลายประเทศเสียหายยับเยิน นำสังคมสู่การแบ่งฝักแบ่งฝ่าย หากไม่รีบหาทางออกสังคมไทยจะอยู่กับความล้าหลัง ถอยหลัง เผชิญหน้ากันมากขึ้น รัฐบาลล้มเหลว ปัญหาประเทศมากขึ้น ทั้งทุจริตคอร์รัปชั่นสูงขึ้น เพราะไม่มีความเชื่อว่าทุกคนอยู่ใต้กฎหมาย

เมื่อถึงวันนั้นจะราบรื่นหรือราบคาบ หรือชักเย่อกันเหมือนตอนนี้ หรือก้าวผ่านได้ ถ้าเราปลูกฝังประชาธิปไตยโดยสันติวิธีหากทำได้เร็วและดี จะไม่ต้องเผชิญหน้าความขัดแย้งรุนแรง แต่ถ้าก้าวผ่านไม่ได้ รัฐประหารจะเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาวิกฤตแน่

แต่เชื่อว่าสังคมไทยยังมีศักยภาพที่จะเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมประชาธิปไตย ที่มีนิติรัฐนิติธรรมสันติวิธีได้เรายังมีความหวัง

รับใส่เกล้าฯ

ที่มา เดลินิวส์

“....ความสุขความสวัสดีของข้าพเจ้าเกิดขึ้นได้ ก็ด้วยบ้านเมืองของเรามีความเจริญมั่นคง เป็นปกติสุข ความเจริญมั่นคงเท่านั้นที่จะสำเร็จผลเป็นจริงได้ ก็ด้วยทุกคนทุกฝ่ายในชาติมุ่งที่จะปฏิบัติหน้าที่ของตนให้เต็มกำลัง ด้วยสติ รู้ตัว ด้วยปัญญา รู้คิด และด้วยความสุจริตจริงใจ โดยเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม ยิ่งกว่าส่วนอื่น”

กระแสพระราชดำรัสตอนหนึ่ง ซึ่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานแก่คณะบุคคลต่าง ๆ ที่เข้าเฝ้าฯในวันออกมหาสมาคม 5 ธันวาคมที่ผ่านมา เป็นกระแสพระราชดำรัสที่นั่งอยู่กลางหัวใจ

พสกนิกรทั้งชาติ

เกือบ 4-5 ปีแล้ว ที่คนไทยต้องจมจ่ออยู่กับกองทุกข์ที่มองไม่เห็นทางออก บ้านเมือง ไม่ปกติสุข มีแต่ความแตกแยกทุกองคาพยพ แบ่งสี แบ่งฝ่าย พร้อมเดินหน้าห้ำหั่นให้แหลกคามือไปข้าง

หนักหนาสาหัสมากขึ้น หลังกองทัพลากรถถังออกมายึดอำนาจ 19 กันยาฯ 49 ล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ได้รัฐบาล ขิงแก่ ซึ่งไร้ประสิทธิภาพ เลือกตั้งใหม่ รัฐบาลก็อยู่ไม่นาน เพราะไม่ใช่รัฐบาลที่ต้องการ

แม้ต่อมาจะซิกแซ็ก “พลิกขั้ว” จัดตั้งรัฐบาล ได้ ประชาธิปัตย์ เป็นแกนนำสำเร็จ แต่ความสมานฉันท์ ก็ไม่เกิดขึ้นเลย กลับแตกแยกมากขึ้นไปอีก เพราะใช้กฎหมาย 2 มาตรฐานชัดเจน

ก็ใช่ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยังไม่ยอมหยุด แทนที่ จะยอมมาติดคุก เพื่อพิสูจน์ความรักประชาธิปไตยดั่งปากพูด แต่ที่ต้องรับผิดชอบเต็ม ๆ ก็คือ ประชาธิปัตย์ ที่เป็นแกนนำรัฐบาลนี่ล่ะ

ไม่ใช่หมูแมวที่ไหนเลย ???

ถามว่า ที่ผ่านมารัฐบาลพยายาม ทำให้เกิดความสมานฉันท์หรือ ไม่มีเลย เล่นการเมืองทุกเม็ด วัน ๆ เอาแต่ไล่ล่าทักษิณ สารพัดโฆษกออกมาราดน้ำมันลงกองเพลิง ตอบโต้ทุกประเด็น

เล็กน้อยแค่ไหน ไม่เคยละเว้นจะกล่าวหาอีกฝ่ายว่า ทำลายชาติ ไม่จงรักภักดี แล้วสมานฉันท์หรือ

นี่ยังไม่นับความไม่จริงใจที่จะแก้ รัฐธรรมนูญ หรือ เสื้อแดงชุมนุมเมื่อไหร่ ต้องงัด พ.ร.บ.ความมั่นคง จัดการทุกครั้ง แต่คดี ยึดทำเนียบฯ ยึดสนามบิน รัฐบาลไม่ทำอะไร จนป่านนี้ ผู้ก่อการร้ายสากลยังลอยนวล

แล้วจะสันติสุขหรือ

ที่นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ออกมาน้อมรับกระแสพระราชดำรัสใส่เกล้าฯในทันที จึงถูกต้องที่สุด ก็ขอให้กำลังใจนายกฯ ขอให้ลงมือทำจริง ๆ เถอะ อย่ารับใส่เกล้าฯ แต่ปากพูดอย่างเดียว

เริ่มแรก ที่จะพิสูจน์ความจริงใจ ก็นี่เลย สั่ง สาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ที่คุมสื่อเบ็ดเสร็จ ช่องหอยม่วง ให้ถอดรายการช่วง 3-4 ทุ่ม (แทบทุกรายการ ทุกวัน) ออกให้หมด

แต่ละรายการ ทั้ง ผู้หญิง ผู้ชาย ตั้งหน้าตั้งตาโฆษณาชวนเชื่อคนดู ให้เกลียดชังอีกฝ่าย (โดยเฉพาะเสื้อแดง) เหมือนไม่ใช่คนไทย ถึงขนาดไล่ให้ไปอยู่แผ่นดินอื่น กล่าวหาเป็น ส่วนเกินของชาติ ชั่วร้ายขนาดนั้น

เหมือนพวกหลงยุค

ทั้งที่เป็นทีวีของรัฐ อยู่ได้ด้วยภาษีคนทั้งชาติ ไม่ใช่ทีวี เหลือง หรือ แดง แต่สร้างความแตกแยกทุกลมหายใจ ถ้าหากรายการพวกนี้ยังอยู่ แสดงว่านายกฯ ไม่มีความจริงใจ แม้แต่น้อย

แต่ ปากว่า ตาขยิบ แบบเดิม

สำหรับคดี ศิวรักษ์ ชุติพงษ์ ในที่สุดศาลกัมพูชาตัดสินว่าผิด โทษจำคุก 7 ปี อยู่ที่จะอุทธรณ์สู้ต่อ หรือขอพระราชทาน อภัยโทษ ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นประการหลัง

เรื่องนี้แล้วค่อยมาว่ากันต่อ...

ดาวประกายพรึก

ตั้งการ์ดแน่นไว้ก่อน

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_52225

"มันไม่สายหรอก"

โดยสัญญาณที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ส่งเสียงผ่านเว็บไซต์ WWW.Thaksinlive.com ในค่ำคืนก่อนหน้าที่กลุ่มคนเสื้อแดงนัดชุมนุมใหญ่ "วอร์มเครื่อง" เนื่องใน โอกาสวันรัฐธรรมนูญ 10 ธันวาคม

น้ำเสียงและอารมณ์ ยังแบะท่าพร้อม "เจรจา"

ตามจังหวะที่ไม่มีเค้าจะเร่งเกม "หักดิบ" กันในห้วงระยะเวลาอันใกล้

ประกอบกับคิวที่นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ โฆษก นปช.-แดงทั้งแผ่นดิน แบไต๋ล่วงหน้า ในช่วงฉลอง ปีใหม่ คนเสื้อแดงจะจัดงานสวัสดีปีแห่งชัยในคืนวันที่ 31 ธันวาคม 2552 ต่อเนื่องถึงเช้าวันที่ 1 มกราคม 2553

เคาต์ดาวน์ปีใหม่ ที่สนามกีฬา 700 ปี จังหวัดเชียงใหม่

ยังอยู่ในอารมณ์เฉลิมฉลอง พร้อมดื่มด่ำกับเทศกาลแห่งความสุข

สถานการณ์แนวรบคนเสื้อแดงยังไม่น่าตื่นตูม

และก็เป็นอะไรที่เนียนๆ ยี่ห้อประชาธิปัตย์ "แก้เหลี่ยม" ด้วยการลากยาวงานมหามงคลบนถนนราชดำเนินออกไป ให้ประชาชนคนไทยได้สัมผัสบรรยากาศนานๆ

นัยว่ากั๊กพื้นที่และจังหวะการเคลื่อนไหวของม็อบคนเสื้อแดงให้อยู่ในโทนเบาๆ

ดักทางไม่ให้เสี่ยงเร้ากระแสตีกลับ

ต่างฝ่ายต่างกั๊กประคองเชิงกันในที ตามเหลี่ยมที่คนเสื้อแดงตีกรรเชียงวน อาศัย จังหวะพักรบไปขู่ไป "เผาหัว" กระตุกกระแสไม่ให้วูบ

ฝ่ายถืออำนาจก็จ้องระวัง ไม่เผลอการ์ดตก

อย่างที่เห็นการแก้เกมกันแบบช็อตต่อช็อต

ทางหนึ่งนายไพฑูรย์ แก้วทอง รมว.แรงงาน รีบแสดงบทขึงขังขู่นายจ้างห้ามแรงงานต่างด้าวออกนอกพื้นที่ มิฉะนั้นจะถอนใบอนุญาตและส่งตัวกลับประเทศทันที

ในจังหวะรีบบลัฟข่าวที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช.ออกมาเปิดปม รัฐบาลโดยกระทรวงแรงงานมีแผนขนแรงงานต่างด้าวแฝงตัว "มือที่สาม"

สร้างสถานการณ์ป่วนใส่ร้ายม็อบแดง

ย้อนศรกับคิวที่ "เทพเทือก" นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง ออกมาเปิดประเด็นก่อน คนเสื้อแดงขนแรงงานต่างด้าวร่วมป่วนเผาบ้านเผาเมือง

ชิงจังหวะกันในเรื่องของการเร้ากระแส ดึงแนวร่วม

ไม่มีใครยอมเป็น "จำเลยสังคม" ฝ่ายเดียว

และกับมุกแหลมๆเสียวๆที่ "เสธ.แดง" พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ออกมาเปิดปมเขย่าขวัญ ทหารพราน "นักรบดำ" ที่ปลดประจำการจะแฝงตัวเป็นการ์ด ร่วมชุมนุมใหญ่กับม็อบ เสื้อแดง

พร้อมยิงกับทหารฝ่ายรัฐบาลที่ถูกส่งออกมาปราบม็อบ

ถ้าประกอบจิ๊กซอว์เข้ากับภาพข่าวที่ "บิ๊กป๊อก" พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมทหารพรานที่ค่ายปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา

แสดงว่า ไม่ใช่แค่การข่าวเพี้ยนๆ "เลื่อนลอย"

อย่างน้อยก็ไม่กล้าประมาท ระดับ "บิ๊กป๊อก" ต้องลงถึงพื้นที่ กล่อมด้วยตัวเอง

เคลียร์ไฟแต่ต้นลมไว้ก่อน

หรือแม้แต่คิวที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยึกๆยักๆยื้อฟันธงคดีเงิน 258 ล้านบาทของพรรคประชาธิปัตย์ ที่เกี่ยวโยงกับนายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ บอสใหญ่บริษัททีพีไอฯ เข้าข่ายผิดกฎหมายพรรคการเมือง

ลุ้นขึงพืดกันมานาน

อย่างไรก็ดี โดยคำตอบที่ "แทงหวย" ได้ล่วงหน้า อย่างไรเสีย ยี่ห้อ ประชาธิปัตย์ก็รับประกันความหนังเหนียว ยากจะโดนโทษยุบพรรค

รอดตัวอีกตามเคย

แต่บังเอิญว่า อีกทางหนึ่งสมาชิกบ้านเลขที่ 111 อดีตกรรมการ บริหารพรรคไทยรักไทย ก็กำลังเดินเกมทวงคืนความเป็นธรรม จาก คิวที่พยานคดียุบพรรคไทยรักไทยกลับลำแฉบิ๊กประชาธิปัตย์จ้างให้เป็นพยานเท็จ ในคดียุบพรรค

เขี่ยฝอยฟื้นหาตะเข็บกันใหม่

เพราะฉะนั้น ถ้า กกต.จะเปิดโพยคดียุบพรรคประชาธิปัตย์กันในจังหวะ ที่ม็อบเสื้อแดงกำลังเผาหัวโหมโรง มันก็จะเข้าทางเกมตอกย้ำ "สองมาตรฐาน" จุดอารมณ์แนวร่วมม็อบเสื้อแดงให้กระพือลุกฮือ

เลยต้องลากเกมยื้อฟันธงออกไปก่อน.

ทีมข่าวการเมือง

อยู่จนครบรอบ 1 ปี

ที่มา ไทยรัฐ

อีกไม่กี่วันรัฐบาลก็เตรียมที่จะ แถลงผลงานครบรอบ 1 ปี จำได้ว่าประมาณกลางเดือนธันวาคมปีที่แล้ว คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โผเข้าซบอก คุณเนวิน ชิดชอบ ด้วยสีหน้าที่เบิกบานและสมหวัง หลังจากที่มีการสลับขั้วแกนนำรัฐบาล ได้เป็นที่เรียบร้อยซึ่งถ้าตอนนั้น กลุ่มคุณเนวินไม่แยกออกมาจากพรรคพลังประชาชนก่อนที่จะมาเป็นพรรคเพื่อไทยอะไรจะเกิดขึ้นบ้างก็ไม่รู้

อาจจะมีการยึดอำนาจรอบสองไปแล้วก็ได้

ว่ากันตามจริง คุณอภิสิทธิ์เข้ามาเป็นนายกฯก็ตั้งใจทำงานดี ขยัน ทำงาน แต่ยังมีจุดอ่อนในเรื่องของความเป็นผู้นำ ประสบการณ์ และวิสัยทัศน์ บ้างก็บอกว่าคุณอภิสิทธิ์ เชื่อผู้ใหญ่ที่เคารพนับถืออยู่แค่สองคน บ้างก็ว่าคุณอภิสิทธิ์เป็นเด็กดื้อ ไม่ฟังใครก็แล้วแต่มุมมอง

วันนี้สื่อสารมวลชนอาจจะถูกควบคุมและมีขีดจำกัดในกรณีสื่อของรัฐและสื่อเอกชนที่บางสื่อก็ถือหางเลือกข้างอย่างชัดเจน ตามผลประโยชน์ที่ได้รับ องค์กรสื่อเองก็ไม่เป็นอิสระ มีพันธะผูกพัน มากมาย

ถึงรัฐบาลจะพยายามปิดหูปิดตาอย่างไร แต่ก็ ยังมีสื่ออีกส่วนหนึ่ง ที่พยายามนำเสนอความจริง เพราะฉะนั้นสรุปได้ว่าภาพการทำงานของรัฐบาลที่ผ่านมายังก้ำกึ่ง ยังไม่ขาวหรือดำ

มีลักษณะเทาๆ

จะว่าไปแล้วรัฐบาลนี้มีตัวช่วยสารพัด ถ้ามีฝีมือคงไปได้ไกลกว่านี้ วันนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่ผลงานชิ้นโบแดงว่ามีกี่ชิ้น แต่ อยู่ที่รัฐบาลมีเสถียรภาพผู้นำมีวิสัยทัศน์ที่จะแก้ปัญหาชาติอย่างไรมากกว่า

ข่าวการทุจริตเชิงนโยบายที่ผ่านมาบาดตาบาดใจประชาชนเหลือเกิน แม้แต่โครงการประชานิยม ยังทุจริตกันได้ลงคอ ปล้นเงินจากกระเป๋าชาวบ้านตาดำๆ

ล่าสุด เรื่องฉาวที่การบินไทย ไม่ใช่เรื่องของความไม่ชอบมาพากลธรรมดา แต่เป็นเรื่องที่น่าอับอาย ขนกระเป๋ามาจากญี่ปุ่นน้ำหนัก 6-7 ร้อยกิโลจำนวนนับสิบใบ แล้วคนที่ขนเข้ามาก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ประธานบอร์ดการบินไทยทำเสียเอง

การได้รับอภิสิทธิ์ของผู้ใหญ่ในการบินไทยก็สุดจะทนแล้ว การบินไทยอยู่ในภาวะล่อแหลมขาดทุน แต่คนในการบินไทยกลับไม่รู้สึก

ตอนนี้สังคมรอดูฝีมือของกรรมการผู้จัดการใหญ่การบินไทยคนใหม่ คุณปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ จะกู้ภาพพจน์ของการบินไทยอย่างไร

อย่าลืมว่า การบินไทยเป็นบริษัทมหาชน ถึงกระทรวงการคลังจะถือหุ้นใหญ่แต่ก็มีประชาชนถือหุ้นอยู่ด้วย เพราะฉะนั้นประชาชนก็ต้องมีสิทธิอันชอบธรรมด้วย

คงจะไม่ไปซ้ำซากอยู่กับคะแนนของรัฐบาลในรอบ 1 ปีว่าสอบได้สอบตก แต่สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลสอบตกคะแนนติดลบคือการสร้างความสมานฉันท์ของคนในชาติ ถ้าความจำไม่สั้น รัฐบาลชุดนี้ประกาศว่าจะเข้ามาสร้างความสมานฉันท์โดยเร็ว แต่วันนี้กลับแตกแยกลามไปจนถึงต่างประเทศ.

หมัดเหล็ก

สีแห่งความสมานฉันท์

ที่มา บางกอกทูเดย์

พระท่านว่า...ความแตกดับเป็นธรรมดาของชีวิตนักดาราศาสตร์ก็ว่า....จักรวาลก็มีเกิดขึ้นและล่วงลับอมตะเฉกพระอาทิตย์...มรณะก็ว่าอยู่ไปข้างหน้า..ปีนี้...ถนนราชดำเนินเปลี่ยนไป...มวลประชาที่พากันหลั่งไหลไปถวายพระพร....แด่พระผู้เู้ป็นบิดาแห่งแผ่นดิน...ล้วนคลุมตัวด้วยแพรภรณ์สีชมพูพสกนิกรแห่งพระองค์ท่าน...มิได้ชักชวนกัน..แต่แต่งกันโดยมิได้นัดหมาย..ใช้สีชมพูแทนค่าเปล่งคำว่าทรงพระเจริญ...ฉลองพระองค์แห่งพระองค์ท่าน...ณ วันเสด็จออก....สีชมพูสดใส...กลายเป็นสีรวมใจ..ของผู้จงรักต่อพระผู้ครองภพและแผ่นดินปฐมของบิดรมารดาก่อนหน้านานนับด้วยสิบด้วยร้อยปี....พสกนิกรแห่งแผ่นดินนี้...

แทนใจแทนกายด้วย..อาภรณ์สีเหลือง...สีแห่งผืนธงองค์มหาราช...พสกนิกร..คือรองพระบาทแห่งมหาราชผู้ประดุจบิดาแห่งแผ่นดิน....เราจะปกครองแผ่นดินโดยธรรม...ก้องกังวาน....ทวยราษฎร์ทั้งหลาย...ประดุจมีพระหัตถ์แห่งพระมหากรุณาธิคุณ..ณ ที่ใดมีความลำบากยากไร้...ไม่มีสักตารางนิ้วบนแผ่นดินไทย...ที่ไร้รอยประทับแห่งรองพระบาททุกข์ปลาศ...สุขอุบัติ...แผ่นดินแล้วแผ่นดินเล่า...แปลงสภาพกลายเป็นอู่นํ้าอู่ข้าว..เลี้ยงเหล่าชาวประชา....ธรณีใดพังนํ้าขังดิน

เค็ม...ปรีชาแห่งฟ้า...ไม่กี่เวลา...แผ่นดินนั้นกลับมีปลามีพืชทุกคราวที่ไฟแห่งความแตกแยก...ลามไล่ใกล้จะเผาเมือง....เพียงคำน้อยผ่านพระโอษฐ์....แผ่นดินก็ยะเยือกคืนสู่ความร่มเย็นมหาราชอยู่ ณ ใจไทยทุกผู้...อยู่กับพสกนิกรบนอาภรณ์สีเหลือง...ตราบเท่าถึง...ณ บัดนี้....บังอาจมีผู้แอบยก...เอาความจงรักภักดี..เป็นศาสตราฝ่ายตน...ข่มคนฝ่ายอื่น..ผู้บังอาจแอบยก...ฉกฉวยสีเหลืองรวมใจ..ไปสร้างกลุ่มแยกเผ่า...สร้างเขาสร้างเรา...อาณาจักรที่สะสมมาพันปี..กลาย

เป็นสมรภูมิแห่งสีสัน...ห่างกันแค่นํ้าผึ้งหยดเดียว...จากสงครามระหว่างประชาชนสีชมพูอุบัติขึ้นมา...ทันเวลาสงครามเหลืองแดง...พสกนิกรและประชาชนทั่วหล้า...ตามเสด็จใต้ฝ่าพระบาท...พิทักษ์ชาติด้วยสีแห่งความสมานฉันท์...เป็นแสงสว่าง...ท่ามกลางหมอกควันแห่งสงครามที่ใกล้เริ่ม..พร้อมใจกันเถิดประชาไทย...ขับไล่เสนียดจัญไร...ด้วยสีชมพู 

เสื้อแดงชุมนุมวันรัฐธรรมนูญ ทักษิณท้าเลือกตั้งใหม่

ที่มา ประชาไท

(10 ธ.ค.) แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือ กลุ่มคนเสื้อแดง รวมตัวชุมนุมบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เนื่องในวันรัฐธรรมนูญ ซึ่งตรงกับวันที่ 10 ธ.ค. โดยมีการตั้งเวทีบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย หันหน้าไปทางสนามหลวง ด้านตำรวจปิดเส้นทางการจราจรตั้งแต่บริเวณแยกผ่านฟ้าและสี่แยกป้อมมหากาฬ ไปจนถึงสี่แยกคอกวัว

นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย แกนนำเสื้อแดงคนหนึ่ง ชี้แจงถึงเหตุผลในการชุมนุมว่า 1.เพื่อถวายพระพรเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาฯ เพราะคนเสื้อแดงก็เป็นพสกนิกรของพระองค์เช่นกัน 2.เนื่องในวันรัฐธรรมนูญ วันที่ 10 ธันวาคม ซึ่งเสื้อแดงจัดกิจกรรมทุกที่ เพื่อต้องการรัฐธรรมนูญฉบับที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

สำหรับกิจกรรมในการชุมนุมประกอบด้วยการปราศรัย และแสดงดนตรี ร่วมกันร้องเพลงชาติในเวลา 18.00น. และมีการวิดีโอลิงก์ จาก พ.ต.ท.ทักษิณ​ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

พ.ต.ท.ทักษิณ ระบุว่า วันนี้นักการเมืองทั้งหลายที่ยึดการเมืองเป็นอาชีพอย่างน้อยต้องสำนึกว่า ประชาชนเป็นผู้ที่ทำให้เกิดขึ้นมาเป็นนักการเมืองเพราะลงคะแนนให้ วันนี้ต้องนึกถึงประชาชนว่ากำลังลำบาก เศรษฐกิจแย่

พ.ต.ท.ทักษิณ​ กล่าวเรียกร้องว่า ขอให้เอาประชาธิปไตยคืนให้ประชาชนดีกว่า เอาความมั่งคั่งคืนให้กับประชาชน เอาศักดิ์ศรีคืนให้ประเทศชาติ ไม่ต้องห่วงตน วันนี้ ถ้าคืนประชาธิปไตยให้ประชาชน สามารถคุยกับตนได้ทุกเรื่อง หลายคนเคยมีความสุขในช่วงรัฐธรรมนูญปี 2540 พอฉีกรัฐธรรมนูญชีวิตเขาแย่ลงตามลำดับ ขอให้เลือกตั้งใหม่ ไหนบอกว่า คะแนนกำลังนำ พอฝ่ายเสื้อแดงชนะ จะได้แก้รัฐธรรมนูญโดยเอารัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 กลับมา และแก้ไขจาก ฉบับปี 2540

เขากล่าวต่อว่า พวกเราถือว่าวันนี้เป็นวันสำคัญ มีจุดยืนที่ชัดเจน เพราะเห็นความสำคัญของรัฐธรรมนูญ ซึ่งคือกติกาที่จะทำให้เราอยู่ร่วมกันอย่างสันติ เป็นกติกาใหญ่ ระบบอำนาจนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ จะต้องมีการถ่วงดุลอย่างเหมาะสม

พ.ต.ท.ทักษิณ ​กล่าวอีกว่า เป็นหนี้บุญคุณชาวเสื้อแดงที่คอยให้กำลังใจ และอยากกลับไปทำงาน ตอบแทนบุญคุณที่ให้ใจมาโดยตลอด

ในช่วงท้าย พ.ต.ท.ทักษิณ​ ได้นำกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดง จุดเทียนชัยถวายพระพรชัยมงคล จากนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ได้กล่าวนำถวายพระพร รวมทั้งร้องเพลงสดุดีมหาราชา และเพลงสรรเสริญพระบารมี


จตุพรแฉเนวินจัดคนเตรียมป่วนชุมนุม

ก่อนหน้านั้น เมื่อช่วงบ่ายวันเดียวกัน นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำเสื้อแดงเปิดเผยว่า ได้รับรายงานจากพรรคเพื่อไทยและคนเสื้อแดงในจังหวัดบุรีรัมย์ว่ามีการขนคนขึ้นรถบัสของบริษัทนิโคลทัวร์ จำนวน 4 คัน โดยแจกเสื้อแดงและเหล็กแป๊บให้ ดังนั้นจึงอยากเตือนนายเนวินว่าอย่านำกำลังดังกล่าวมาสร้างสถานการณ์การชุมนุมของคนเสื้อแดง เพราะวันนี้ไม่ใช่วาระไล่รัฐบาล ทั้งนี้ จะสลายการชุมนุมในเวลา 24.00 น.หากไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่หากมีอะไรเกิดขึ้น ก็จะชุมนุมยืดเยื้อ

นายจตุพรกล่าวด้วยว่า นายเนวินควรนำกำลังดังกล่าวไปร่วมงานที่ลานพระบรมรูปฯ แทน เพราะก่อนหน้านี้ได้สั่งการให้ อบต.ให้ใช้งบประมาณแห่งละ 6 หมื่นบาท ระดมคนใส่เสื้อสีชมพู พร้อมแจกกระเป๋าพรรคภูมิใจไทยให้มาร่วมงานวันพ่อที่นายเนวินเป็นคนจัดให้ อยากจะบอกว่าการจัดการของนายเนวินเป็นเรื่องการเมืองโดยตรง และกรณีที่ออกมาระบุว่าจะปกป้องสถาบันทำให้ประชาชนทั่วไปรู้สึกหนาว เพราะก่อนหน้านี้นายเนวินปกป้องนายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกรัฐมนตรี รวมถึง พ.ต.ท.ทักษิณก็เจ๊งเพราะนายเนวินทั้งหมด


เสธ.แดงนำอดีตทหารพรานร่วมชุมนุม-คนสนิทปัดบิ๊กจิ๋วไม่เกี่ยว

พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก พร้อมด้วยอดีตทหารพรานจากค่ายปักธงชัย จ.นครราชสีมา แถลงข่าวว่า ทหารพรานที่มาดูแลรักษาความปลอดภัยให้กับผู้ชุมนุมครั้งนี้มีประมาณ 200 คน ซึ่งทหารพรานเหล่านี้ปลดประจำการเป็นพลเรือนแล้ว แต่นำชุดทหารพรานมาแต่ง และที่มีแม่ทัพนายกองบอกว่า ถ้าวันนี้ทหารพรานออกมาจะขอลาออก วันนี้ต้องท่านต้องลาออกจากผู้บัญชาการทหารบก เพราะทหารพรานมาตามสัญญา ซึ่งการออกมาครั้งนี้จะไม่มีการปะทะ หรือรบกับใคร เพราะเขาออกมา เพื่อป้องกันม็อบน้ำเงินมาสร้างความวุ่นวาย และที่ออกมา เพราะ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย และ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี สมาชิกพรรคเพื่อไทย เป็นห่วงว่า ทหารพรานจะมายิงกับทหารหลักจึงสั่งตนว่า ดูให้ดี

ด้าน พล.ต.ศรชัย มนตริวัต นายทหารคนสนิท พล.อ.ชวลิต ปฏิเสธว่า พล.อ.ชวลิต ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับปฏิบัติการณ์ของพล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก หากต้องการทราบความจริงให้ไปถาม พล.อ.ชวลิตเองจะดีกว่า

เรียบเรียงจากเว็บไซต์ไทยโพสต์, กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ (1,2) และไทยรัฐออนไลน์

คุกขังได้แต่กาย แต่ขังใจเธอไม่ได้ ... ดา ตอปิโด

ที่มา thaifreenews

โดย kaered

ดา ตอปิโด ฝากขอบคุณพี่น้องประชาชนทุกคนที่ส่งกำลังใจมาให้เธอ สคส ทุกใบเปรียบเสมือนเพื่อนที่ดีที่สุดของเธอในเวลานี้ และเธอก็ฝากให้กำลังใจทุกคนให้ต่อสู้กับความอยุติธรรมให้สำเร็จ แม้ร่างกายเธอจะถูกจองจำ แต่หัวใจอันบริสุทธิ์ของเธอได้โบยบินออกมาต่อสู้กับพี่น้องทุกเมื่อ

ทางกลุ่ม "พลังรวมใจ" ขอเชิญชวนพี่น้องผู้รักความเป็นธรรม ส่ง สคส อวยพร "ดา ตอปิโด" ได้ที่ ตู้ปณ 58 ปณศ (พ) พระโขนง กรุงเทพฯ 10110 หรือหากไม่สะดวกสามารถส่ง E-Card มาได้ที่ wemissyouda@gmail.com

ทางกลุ่ม พลังรวมใจ ขอขอบคุณพี่น้องผู้รักความเป็นธรรมทุกท่านนะคะ ขณะนี้มี E-Card มาถึงมือพวกเราแล้ว ร่วมร้อยฉบับ ส่วน สคส ที่ส่งกันมาทางไปรษณีย์นั้นทางเราจะรีบไปดำเนินการ แล้วจะนำจำนวนมา Update อีกครั้ง ซึ่งคาดว่าจะมีจำนวนมาก
ในขณะนี้มีพี่น้องทั้งคนไทยในประเทศและต่างประเทศ โทรมาสอบถามกันไม่ขาดสาย และช่วยกันอย่างขยันขันแข็งในการรวบรวม สคส ส่งมาใ้ห้พวกเราเพื่อจัดส่งต่อคุณดา ตอปิโด ขอบคุณนะคะ ... ความฝัน สคส 10,000 ใบจะเป็นจริงในไม่ช้า ...

เก๋ กลุ่มพลังรวมใจ
wemissyouda@gmail.com
โทร : 086-3190609

ตัวเป็นไทแต่หัวใจเป็นทาส

ที่มา thaifreenews

โดย Poonnook

จากบทความของคุณ Guzjang

ประเทศไทยมีการเลิกทาสมาตั้งแต่สมัย...ที่ 5 ซึ่งเป็นไปโดยสงบ เรียบร้อย ต่างจากประเทศทางตะวันตกที่มีการเสียเลือดเนื้อ จากนั้นมาประเทศไทยก็เจริญก้าวหน้าทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ซึ่งรับมาจากตะวันตก เราได้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างมากมาย คนไทยสมัยนั้นที่มีฐานะดี เป็นข้าราชการ หรือ ชนชั้นสูงในสังคมมักจะส่งลูกหลานไปศึกษายังต่างประเทศ ซึ่งแน่นอนระบบการปกครองของตะวันตกที่เป็นประชาธิปไตยก็ย่อมต้องมีกลุ่มคนที่ได้รับการศึกษาเช่นกัน ทำให้เกิดคำถามถึงความชอบธรรมในสังคมตามมามากมาย จนทำให้เกิดคณะราษฎรและมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 ประเทศไทยจึงมีรัฐธรรมนูญฉบับแรก....

จากวันนั้นถึงวันนี้ มีสิ่งต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาเกิดขึ้นมากมายในสังคมไทย แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนและยากที่จะเปลี่ยน คือความรู้สึกของคนส่วนใหญ่ที่ยังคงยึดติดอยู่กับระบบการปกครองแบบศักดินา ระบบอุปถัมภ์ที่มีมายาวนาน และฝังอยู่ในหัวใจคนไทย จนยากที่จะอธิบายได้ เนื่องเพราะคนไทยมีนิสัยที่โอบอ้อมอารีย์ ประนีประนอม ยอมรับและรู้สึกว่าตัวเองต้องมีคนดูแลมีผู้ปกครอง จึงทำให้ระบอบดังกล่าวฝังอยู่ในสังคมและจิตใจอย่างแยกไม่ออก ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในสังคม มีการแบ่งคนออกเป็นหลายชนชั้น ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ย่อมกล่าวได้ว่าด้วยอุปนิสัยของคนไทยนั่นเองที่ทำให้เกิดระบอบนี้ในสังคมไทย และอยู่มาอย่างยั่งยืน ยาวนาน...

จากระบอบการปกครองที่เอื้อเฟื้อต่อกันด้วยความรู้สึกที่ดี เจ้าขุนมูลนายมีบริวาร คนสามารถหาเลี้ยงชีพได้ด้วยการทำเกษตรกรรม ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว ชุมชนอยู่ได้ด้วยการแบ่งปันอาหารการกินช่วยเหลือกันทรัพยากรธรรมชาติในประเทศมีอยู่มากมาย จำนวนประชากรในอดีตก็ไม่มากเท่าสมัยนี้ สังคมไม่มีการแข่งขันกันตั้งแต่ลืมตาดูโลก แต่เมื่อเวลาผ่านไป มีระบบทุนนิยมเข้ามาทำให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจ มีโรงงานต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย ประเทศมีระบบอุตสาหกรรม วิถีชีวิตของคนเริ่มเปลี่ยนแปลง การใช้ชีวิตของคนในชนบทต้องออกไปหางานทำ ต้องย้ายถิ่นฐาน มีการแข่งขันสูงในทุกสังคม การศึกษาของคนแต่ละชนชั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทำให้ความห่างของชนชั้นในสังคมเมืองกับสังคมชนบทยิ่งมีความแตกต่างกันมากขึ้น สิ่งเหล่านี้ทำให้ความคิด ความรู้สึกของคนในประเทศแปลกแยก แตกต่างกันมากขึ้นเรื่อยๆ คนจนก็ยิ่งจน ต้องกู้หนี้ยืมสินเพื่อมาใช้ในการดำรงชีพ และรักษาพยาบาล คนรวยก็ยิ่งมีโอกาสสร้างความร่ำรวยให้กับตนเองได้มากขึ้น ตามช่องทางที่สามารถจะทำได้

แต่สิ่งหนึ่งที่คนไทยทุกคนยึดเหนี่ยว และให้ความเคารพเทิดทูน ศรัทธาสูงสุดเช่นเดียวกันในทุกชนชั้นก็คือสถาบันสูงสุดของประเทศไม่ว่าจะเป็นคนจน หรือคนรวย คนในสังคมไทยทุกคนให้การยอมรับ ถือเป็นเจ้าเหนือหัว ไม่ว่ากาลเวลาจะยาวนานเท่าใด ไม่ว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในประเทศจะเป็นอย่างไร สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงหัวใจของคนไทยคือความรู้สึกที่มีต่อองค์พระประมุขของแผ่นดิน เรามักได้เห็น ได้ยินการกล่าวถึงพระองค์ท่านจากบุคคลต่างๆ ที่มีชื่อเสียงผ่านสื่อทั้งทางทีวี วิทยุ หนังสือพิมพ์ ฯลฯ ถึงพระราชกรณียกิจที่พระองค์ทรงพระราชทานให้กับปวงชนชาวไทยและแผ่นดินไทย ทำให้ประชาชนทุกคนซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ ไม่ว่าจะมีเหตุการณ์ใดหรือภัยธรรมชาติเกิดขึ้นในประเทศ พระองค์จะทรงให้ความช่วยเหลือเสมอ เมื่อครั้งเกิดอุทกภัยทำให้ประชาชนเดือดร้อนก็ทรงพระราชทานถุงยังชีพ ถึงแม้จะไม่มากมาย แต่ก็ทำให้ประชาชนทั้งแผ่นดินได้ซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์

เมื่อประชาชนยากจนในชนบทไม่มีที่อยู่อาศัยหรือที่ทำกิน หากทรงรับรู้ ก็จะทรงให้หน่วยงานราชการหรือผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าไปให้ความช่วยเหลือ แม้จะเป็นการสร้างบ้านเพียงไม่กี่หลัง หรือให้อาชีพกับคนเพียงส่วนหนึ่งของประเทศ แต่ก็ทำให้คนไทยทุกคนได้รับรู้ถึงพระเมตตาที่มีต่อประชาชน ทั้งยังทรงมีมูลนิธิ และองค์กรต่างๆ มากมายใน...ราชูปถัมภ์ ที่สามารถขอรับบริจาคจากองค์กรภาครัฐ และเอกชนในประเทศไทย เพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนของพระองค์ บ่อยครั้งที่เราได้เห็นประชาชนเฝ้าคอยรอรับเสด็จในเส้นทางที่รถพระที่นั่งผ่าน ได้เห็นตำรวจยืนรอรับเสด็จตลอดเส้นทางไม่ว่าจะฝนตก แดดออก รถทุกคันจะจอดรอให้ขบวนเสด็จผ่าน ไม่ว่าจะนานแค่ไหน ขอเพียงแค่ได้เห็นเพียงรถพระที่นั่ง ได้รับรู้ว่าพระองค์ท่านหรือ...วงศ์ศานุวงศ์ประทับอยู่ในรถที่ขับผ่านไปก็รู้สึกปลาบปลื้มใจ รู้สึกว่าท่านอยู่ใกล้ชิดกับประชาชนของท่านเสมอ ในฐานะที่เป็นคนไทยคนหนึ่งแม้จะไม่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณด้วยตัวเอง เพียงได้รู้ว่าพระราชกรณียกิจที่มีมากมายมหาศาลทำคุณเอนกอนันต์ให้กับประเทศชาติ ก็อดไม่ได้ที่จะยังคงมีหัวใจที่พร้อมจะเป็น “ทาส” รับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาทตลอดไป..และเชื่อว่าคนไทยทั้งชาติก็พร้อมเช่นกัน.....

Guzjung

นักวิชาการนิยามการเมืองไทย"ตุลาการเพี้ยน-เสนาพลาด"

ที่มา มติชน

เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม สถาบันศึกษาการพัฒนาประชาธิปไตย ร่วมกับคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) จัดเสวนาหัวข้อ "รัฐธรรมนูญนิยม : สิ่งที่ยังขาดในสังคมไทย" โดยนายธีระ สุธีวรางกูร อาจารย์ประจำภาควิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มธ. กล่าวว่า รัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบันไม่ได้เป็นไปตามหลักวิชาการ และไม่ได้แสดงให้เห็นถึงแนวคิดของรัฐธรรมนูญนิยม ดังนั้นรัฐธรรมนูญไทยจึงไม่มีสถานะเป็นกฎหมายสูงสุดเลย ในหลักการแบ่งแยกอำนาจ ภายใต้รัฐธรรมนูญนิยมที่แบ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ แต่รัฐธรรมนูญ 2550 จัดให้องค์กรตุลาการเข้ามามีอำนาจค่อนข้างมาก โดยเฉพาะอำนาจการเสนอร่างกฎหมาย และการสรรหาบุคคลในองค์กรอิสระ หากองค์กรตุลาการวางหน้าที่ไม่ดี ใช้อำนาจหน้าที่ผิด รัฐธรรมนูญนี้จะเป็นตัวทำลายความน่าเชื่อถือขององค์กรตุลาการเอง

นายสุรชาติ บำรุงสุข อาจารย์ประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การเมืองไทยที่ยังมีปัญหา มาจาก 3 ส่วน คือ รัฐธรรมนูญ พรรคการเมือง และสถาบันทหาร เชื่อว่าในปี 2553 สถานการณ์การเมืองไทยจะหนักมากขึ้น และจะกลับมาสู่คำถามเดิมอีกว่าจะมีการยึดอำนาจอีกหรือไม่

"ถ้านิยามการเมืองไทยวันนี้ ก็มี 2 คำ คือ ตุลาการเพี้ยน เสนาพลาด การเมืองไทยเวลานี้ยังเหมือนพายเรือในอ่างอยู่ ดังนั้น สิ่งสำคัญที่จะมีส่วนแก้ไขได้ ต้องคิดด้วยความมีสติและปัญญา ไม่อย่างนั้นทุกอย่างจะกลับไปสู่คำถามว่ายึดหรือไม่ยึด" นายสุรชาติกล่าวว่า