WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, December 12, 2009

ย้ำอีกที ทำไมต้องยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2550 ?

ที่มา ประชาไท

(หมายเหตุ การเน้นข้อความและขยายขนาดตัวอักษรมาจากตันฉบับโดยผู้เขียนบทความเอง)

1.การเคลื่อนไหวเพื่อยกเลิก รัฐธรรมนูญ 2550 เป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญในการต่อต้านการรัฐประหาร ต่อต้านระบอบอำมาตยาธิปไตยอย่างสันติวิธี เพื่อให้การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นรัฐประหารครั้งสุดท้ายในประวัติศาสตร์การเมืองไทย และให้ระบอบอำมาตยาธิปไตยยุติการครอบงำสังคมไทย

2. กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ 2550 มาจาการรัฐประหารที่นิยมอำนาจแบบเผด็จการ จึงไม่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมเหมือนรัฐธรรมนูญ 2540 แต่ให้อำนาจกับสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่แต่งตั้งโดยคณะรัฐประหาร ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นข้าราชการ เป็นพวกพ้องของคณะรัฐประหาร (เป็นส่วนหนึ่งของระบอบอำมาตยาธิปไตย) และได้ยึดครององค์กรอิสระทั้งหลายเรียบร้อยแล้ว

3. รัฐธรรมนูญ 2550 กำหนดให้ องค์กรอิสระนั้น มาจากการเลือกหรือสรรหาของคนเพียง 7 คน คือศาล 5 คน และตัวแทนพรรคการเมืองเป็นส่วนประกอบอีก 2 คน ซึ่งที่ผ่านมาการเลือกคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

ส่วนใหญ่แล้วผู้ได้รับการเลือกสรรล้วนเป็นอดีตข้าราชการและผู้ที่ไม่เคยมีบทบาทด้านสิทธิมนุษยชนเลย นอกจากนี้แล้วยังกำหนดให้มีองค์กรอิสระองค์กรเดียวรวมอำนาจการจัดสรรคลื่นความถี่และการกำกับการประกอบกิจการวิทยุโทรทัศน์และโทรคมนาคมไว้ด้วยกัน

4. รัฐธรรมนูญ 2550 มาตราที่ 30 กำหนดขึ้นเพื่อรองรับพรบ.ความมั่นคงภายในประเทศที่จะให้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดกับผู้บังคับบัญชาการทหารบก

5. รัฐธรรมนูญ 2550 ไม่ได้เพิ่มอำนาจสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างแท้จริง แม้ว่าประชาชนสามารถ 10,000 ชื่อเสนอกฎหมายได้ และถอดถอนนักการเมือง 30,000 ชื่อได้ก็ตาม แต่ถูกล็อกและหมกเม็ด เพราะอำนาจในกระบวนการกฎหมายขึ้นอยู่กับวุฒิสภาซึ่งมาจากการแต่งตั้งและเลือกตั้ง คือประชาชน 12 ล้านเลือกได้ 76 คน แต่อีก 74 คน มาจากการสรรหาโดยคนเพียง 7 คน ซึ่งมีศาลครอบงำอยู่ด้วย ส่วนใหญ่สมาชิกวุฒิสภาที่จะได้รับการแต่งตั้งก็จะเป็นข้าราชการ คิดแบบราชการ เฉกเช่นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่ถูกแต่งตั้งโดยอำนาจคณะรัฐประหาร

และที่ผ่านมาการเสนอกฎหมายของภาคประชาชน เช่น พระราชบัญญัติป่าชุมชน ก็ถูกขัดขวางบิดเบือนจากกรมป่าไม้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบราชการ พระราชบัญญัติจัดตั้งสถาบันคุ้มครองสุขภาพความปลอดภัย และสิ่งแวด- ล้อมในสถานประกอบการก็ถูกขัดขวางจากกรมแรงงาน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบราชการ

6. รัฐธรรมนูญ 2550 ไม่ยอมรับสิทธิการกำหนดแผนพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ซึ่งเป็นสิทธิในการพัฒนาที่จะทำให้ประชาชนสามารถกำหนดวิถีชีวิตของตนเองได้ ไม่ยอมรับการปฏิรูประบบสวัสดิการทางสังคม เช่น การจัดสวัสดิการด้านสาธารณสุขแก่ทุกคน การจัดสวัสดิการแก่ผู้สูงอายุทุกคน ไม่ยอมรับการปฏิรูประบบภาษีให้เป็นมาตรการในการกระจายรายได้เพื่อสร้างความเป็นธรรมทางสังคมอย่างการเก็บภาษีทรัพย์สิน ภาษีมรดก หรือภาษีที่ดินในอัตราก้าวหน้า ไม่ยอมรับการคุ้มครองสิทธิเกษตรกรรายย่อย เพื่อรักษาอธิปไตยและความมั่นคงทางอาหารของประเทศชาติ ไม่ยอมรับสิทธิในที่อยู่อาศัยและความมั่นคงในที่อยู่อาศัยของประชาชนทุกคน และไม่ยอมรับสิทธิและความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ซึ่งล้วนเป็นเรื่องสำคัญสำหรับสังคมไทยในการสร้างความเสมอภาคความยุติธรรมให้เกิดขึ้น

7. ถึงเวลาที่ต้องนำรัฐธรรมนูญ 40 มาใช้และปรับแก้ไขให้ก้าวหน้าขึ้น โดยใช้กระบวนการเดียวกับการร่างรัฐธรรมนูญ 40 มีหลักการสำคัญคือ สร้างประชาธิปไตยให้สมบูรณ์ ลดทอนอำนาจระบอบอำมาต- ยาธิปไตย เช่น รัฐธรรมนูญต้องบัญญัติไว้ว่า ห้ามให้ใครผู้ใดคณะบุคคลใดกระทำการรัฐประหาร ถือเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของระบอบประชาธิปไตย ฯลฯ

เพิ่มพื้นที่ประชาธิปไตย เช่น ให้มีการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีทางตรง การเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด การกำหนดให้วุฒิสภามาจากการเลือกตั้งและไม่ต้องกำหนดวุฒิการศึกษา การให้ผู้ใช้แรงงานเลือกตั้งในสถานที่ประกอบการ ฯลฯ

มอง ปัญหาไทย-กัมพูชา ผ่าน กรณีจับ ศิวรักษ์ ชุติพงษ์ มองอย่างเห็น "พลวัต"

ที่มา มติชน



กรณีการจับกุม นายศิวรักษ์ ชุติพงษ์ ทำให้ภาพความสัมพันธ์ที่มีปัญหาอยู่แล้วระหว่างไทย-กัมพูชา มีความแจ่มชัด

แจ่มชัดว่าใครเป็นฝ่ายรุก แจ่มชัดว่าใครเป็นฝ่ายรับ

พลันที่ถูกจับกุมในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2552 ตัวของ นายศิวรักษ์ ชุติพงษ์ อาจอยู่ในลักษณะเป็นเป้านิ่ง

กระนั้น เป้านิ่งนี้ก็ดำเนินไปอย่างมีการเคลื่อนไหว

การเคลื่อนไหว 1 คือ นายคำรบ ปาลวัฒน์วิชัย เลขานุการเอก ประจำสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงพนมเปญ ถูกขับภายใต้ข้อกล่าวหา "บุคคลอันไม่พึงปรารถนา"

ส่งผลให้ นายกษิต ภิรมย์ ต้องเดินทางจากสิงคโปร์กลับกรุงเทพฯกลางดึก

การเคลื่อนไหว 1 คือ กระบวนการของ นางสิมารักษ์ ณ นครพนม มารดานายศิวรักษ์ ชุติพงษ์ ซึ่งเป็นห่วงชะตากรรมของลูกซึ่งถูกจำขัง ณ คุกเปรยซอว์

อย่างแรกสุดก็ต้องการไปเยี่ยม อย่างต่อมาก็ต้องการต่อสู้ในทางคดีความ

ในเบื้องต้น ความหวังของ นางสิมารักษ์ ณ นครพนม อยู่ที่รัฐบาล อยู่ที่กระทรวงการต่างประเทศ

แต่แล้วความหวังนี้ก็ค่อยๆ หมดไป

ปัญหาการจับกุม นายศิวรักษ์ ชุติพงษ์ จึงสะท้อนภาพความสัมพันธ์ที่มีปัญหาอยู่แล้วระหว่างไทย-กัมพูชา ให้มองเห็นสภาวะแห่งปัญหาได้อย่างเป็นรูปธรรม

นั่นก็คือ รัฐบาลไทย กระทรวงการต่างประเทศไทย ค่อยๆ หมดบทบาท

นั่นก็คือ พรรคเพื่อไทย อันเป็นพรรคฝ่ายค้านที่มี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นสดมภ์หลัก ค่อยๆ เพิ่มบทบาท

เป็นบทบาทในเชิงเปรียบเทียบให้เห็นสายสัมพันธ์

อย่าว่าแต่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อย่าว่าแต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะสามารถต่อสายโทรศัพท์กับผู้นำรัฐบาลกัมพูชาได้อย่างเป็นเรื่องธรรมดา

หากแม้กระทั่ง นายนพดล ปัทมะ ก็มีเครดิตเป็นอย่างสูง

รูปธรรมในเชิงเปรียบเทียบก็คือ การเดินทางไปเยี่ยมบุตรชายที่กรุงพนมเปญของ นางสิมารักษ์ ณ นครพนม หนแรกที่ประสานโดยกระทรวงการต่างประเทศ กับ หน 2 ที่ประสานโดย นายนพดล ปัทมะ แห่งพรรคเพื่อไทย มีความแตกต่าง

แสดงว่าสถานะของ นายนพดล ปัทมะ กับกัมพูชาได้รับการจัดวางในระนาบที่สูงเมื่อเทียบกับสถานะของ นายกษิต ภิรมย์

แม้ นายกษิต ภิรมย์ จะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

ยิ่งเมื่อศาลกัมพูชาได้พิจารณาและอ่านคำพิพากษาชี้ขาดคดีของ นายศิวรักษ์ ชุติพงษ์ เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2552 ก็ยิ่งเห็นภาพเปรียบเทียบได้เด่นชัด

บทบาทของรัฐบาลไทย กระทรวงการต่างประเทศไทย ถูกปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง

ถูกปฏิเสธในระดับที่ นางสิมารักษ์ ณ นครพนม ยืนยันว่าหากต้องการช่วยก็ขอให้ทั้งนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอยู่เฉยๆ

นางหวังพึ่ง พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และพรรคเพื่อไทยมากกว่า

ผลก็คือ รัฐบาลไทย กระทรวงการต่างประเทศไทย ไม่อยู่ในฐานะที่จะสามารถช่วยเหลือคนไทยซึ่งประสบชะตากรรมในดินแดนของประเทศกัมพูชาได้

ผลก็คือ พรรคเพื่อไทยอันเป็นพรรคฝ่ายค้านมีบทบาทเหนือกว่า

ผลก็คือ รัฐบาลไทย กระทรวงการต่างประเทศไทย ตกอยู่ในสภาพตั้งรับต่อปัญหาอันเกิดขึ้นและดำรงอยู่

ผลก็คือ พรรคเพื่อไทยกุมสภาพของปัญหาได้ลึกซึ้งกว่า เป็นจริงกว่า

พลันที่การขอพระราชทานอภัยโทษ นายศิวรักษ์ ชุติพงษ์ ประสบความสำเร็จ นั่นหมายถึงคะแนนที่พรรคเพื่อไทย ได้รับเต็มๆ อย่างน้อยพรรคเพื่อไทยก็สามารถเป็นที่พึ่งได้ในบรรยากาศแห่งความสัมพันธ์ที่มีปัญหาระหว่างไทย-กัมพูชา

เป็นผลงานของพรรคเพื่อไทยบนความล้มเหลวของรัฐบาล

มีคำถามว่า ปัญหาระหว่างไทย-กัมพูชา จะดำรงอยู่อย่างเป็นเช่นนี้ไปอีกยาวนานเพียงใด

น่าสนใจก็ตรงที่นายกรัฐมนตรีไม่มีคำตอบ น่าสนใจก็ตรงที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไม่มีคำตอบ

เพราะว่า 2 ท่านนี้คือปัจจัยอันเป็นปัญหาด้วย

แม้วไม่กลัวเอฟ16 ไปกัมพูชา ไม่ผ่านน่านฟ้าไทย

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_52483

พล.อ.อ.สุเมธ โพธิ์มณี รับเป็นไปได้สูงที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะเดินทางไปกัมพูชาเพื่อรับตัว "ศิวรักษ์" ตามคำเชิญ ลั่นไม่กลัวเอฟ 16 เพราะหากไปจริงก็ไม่จำเป็นต้องบินผ่านน่านฟ้าไทย ...

เมื่อวันที่ 12 ธ.ค. พล.อ.อ.สุเมธ โพธิ์มณี เพื่อนสนิทเตรียมทหารรุ่น 10 ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ให้สัมภาษณ์ ไทยรัฐออนไลน์ ยอมรับว่ามีความเป็นไปได้สูงที่ พ.ต.ท.ทักษิณ จะเดินทางไปประเทศกัมพูชา ตามคำเชิญของรัฐบาล เพื่อร่วมพิธีปล่อยตัว นายศิวรักษ์ ชุติพงษ์​ วิศวกรชาวไทย ที่เพิ่งได้รับการพระราชทานอภัยโทษ จำคุก 7 ปี จากข้อหาจารกรรมข้อมูลเที่ยวบิน ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ในวันจันทร์​ที่ 14 ธ.ค.นี้

ส่วนการที่รัฐบาลไทย ออกมาขู่ จะใช้เครื่องบิน เอฟ 16 บินประกบเพื่อจับกุม หากบินผ่านน่านฟ้าไทยนั้น พล.อ.อ.สุเมธ กล่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่มีความรู้สึกวิตกกังวล หรือหวาดกลัวประเด็นดังกล่าวแต่อย่างใด และหาก พ.ต.ท.ทักษิณ จะเดินทางไปจริง ๆ ก็ไม่เห็นจะต้องไปหวาดกลัว เพราะการเดินทางไปกัมพูชา ไม่มีความจำเป็นต้องบินผ่านน่านฟ้าไทย เพียงประเทศเดียว โดยอาจจะเดินทางผ่านน่านฟ้ามาเลเซีย เข้าประเทศกัมพูชา ก็สามารถที่จะทำได้ อีกทั้งแม้ว่าหากเครื่องบินของ พ.ต.ท.ทักษิณ จะผ่านน่านฟ้าไทยจริง ทางฝ่ายรัฐบาลจะรู้ได้อย่างไรว่า เครื่องบินลำไหนที่บินผ่านประเทศไทยจะมีผู้โดยสารคนใดมากับเครื่องบินลำไหนบ้าง

ส่วนการที่ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ที่กำลังจะถูกกองทัพบกสั่งลงโทษทางวินัย ในข้อหาลาราชการไปต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต กรณีที่เดินทางไปกัมพูชาเพื่อพบกับ พ.ต.ท.ทักษิณ นั้น พล.อ.อ.สุเมธ​ กล่าวว่า ระเบียบของกองทัพมีอยู่ส่วนจะมีการดำเนินอย่างไรนั้น คงตอบไม่ได้ เพียงแต่รู้สึกว่าที่ผ่านมา ตนก็เห็นมีนายทหารหลายคนเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศโดยไม่ได้ขออนุญาตกันบ่อย ๆ แต่ก็ไม่เห็นจะมีการลงโทษกันแต่อย่างใด จึงรู้สึกแปลกใจว่า เพราะเหตุใดจึงได้จ้องที่จะเล่นงานที่ พล.ต.ขัตติยะ เพียงคนเดียว ส่วนลำบากใจหรือไม่ว่า กรณีดังกล่าวอาจจะทำให้มีความขัดแย้ง กับ พล.อ.อนุพงษ์​ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหารรุ่น 10 นั้น พล.อ.อ.สุเมธ​ กล่าวอย่างอารมณ์ดีว่า ไม่ได้รู้สึกลำบากใจแต่อย่างใด เพราะถือว่าต่างคนต่างก็มีหน้าที่

ทั้งนี้ ล่าสุด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้ทวิตข้อความระบุ " วันนี้ขออนุญาตเดิน ทางไปแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้นำ 3 ประเทศแถบเอเซียสัก 7-8 วันครับ แต่จะพยายามติดต่อทาง twitter และ sms รวมทั้งรายการวิทยุเรื่อยๆ "

รวมทั้งยังได้ย้ำถึงประเด็นเรื่องความพยายามในการลอบสังหารตนเองว่า ตอนที่มีคนจะฆ่าตนด้วยคาร์บอมบ์ ก็เรียกว่าคาร์บ๊อง ทั้งๆ ท่ีพยานยืนยันว่าถ้าฆ่าไม่ตายก็จะปฏิวัติ หากปฏิวัติสำเร็จ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ จะเป็นนายกรัฐมนตรี แล้วก็เป็นจริงตามนั้น และเวลานี้ นายศิวรักษ์ ชุติพงษ์ วิศวกรชาวไทย ก็สารภาพชัดเจนว่า นายคำรบ ปาลวัฒน์วิไชย เลขานุการเอก สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงพนมเปญ ให้ส่งตารางบินตนไปให้ และกองทัพอากาศก็จะสั่งเครื่องบินเอฟ 16 ติดจรวดขึ้นตอนเครื่องตนขึ้น

รัฐธรรมนูญกับประชาธิปไตย

ที่มา ไทยรัฐ

เกือบจะลืมไปแล้วว่า วันที่ 10 ธันวาคมที่ผ่านมา ถือเป็นวันรัฐธรรมนูญ อาจจะด้วยเหตุผลที่ว่าการปกครองในระบอบประชาธิปไตยโดยมีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ เพื่อกำหนดอำนาจหน้าที่การบริหารประเทศไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เป็นอัมพาตชั่วคราว

อยู่ในยุคของประชาธิปไตยอ่อนแอ

มีชาวบ้านมาประท้วงที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถนนราชดำเนิน ให้เปลี่ยนชื่อเป็นอนุสาวรีย์รัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญกับประชาธิปไตยในบ้านเราไม่ได้ไปด้วยกัน

มีรัฐธรรมนูญ แต่ไม่เป็นประชาธิปไตย

อาจจะฟังแล้วหัวเราะหรือมองว่าความคิดวิปริต แต่ผมว่าคนที่หัวเราะเยาะเรื่องนี้ น่าจะวิปริตมากกว่า เพราะที่เห็น เป็นรูปธรรมทุกวันนี้ก็คือ ระบอบประชาธิปไตยบ้านเราถูกคุกคาม อยู่ตลอดเวลา จากภาคประชาชน จากนักการเมือง จากผู้มีอำนาจและจากกองทัพ

เป็นประชาธิปไตยเคลือบช็อกโกเลต

แก่นแท้ของประชาธิปไตยถูกบิดเบือน โดยเฉพาะการออกมาบิดเบือนประชาธิปไตยของชนชั้นนำและชนชั้นกลาง โดยมืออีกข้างหนึ่งหันมาสนับสนุนเผด็จการให้ล้มระบอบประชาธิปไตยที่รับไม่ได้ก็คือ นักการเมืองที่พยายามฟอกตัวมาจากระบอบประชาธิปไตย แต่จิตใจยังไม่เป็นประชาธิปไตยพอ

วันนี้รัฐธรรมนูญก็ไม่ศักดิ์สิทธิ์ ตัวบทกฎหมายในรัฐธรรมนูญถูกกำหนดโดยผู้ร่างที่มีจิตใจไม่เป็นประชาธิปไตย ร่างขึ้นมาโดยอำนาจเผด็จการ แม้รัฐธรรมนูญหลายฉบับที่ร่างมาจาก

น้ำพักน้ำแรงของประชาชน ก็ถูกคุกคามโดยอำนาจเผด็จการจนอยู่ไม่ได้

ประเทศไทยฉีกรัฐธรรมนูญเป็นว่าเล่น

การปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยเมืองไทยที่ผ่านมา ถึงได้ล้มลุกคลุกคลานถูกปล้นอำนาจเอาบ่อยๆ นักประชาธิปไตย เมืองไทยหาทำยาลำบาก ที่แปลกและออกจะผิดปกติก็คือ นักประชาธิปไตยตัวจริงกลับเป็นชนชั้นกรรมาชีพยอมถวายชีวิต

ถ้าเป็นประเทศที่ประชาธิปไตยเจริญแล้ว คุณลุงนวมทอง คงเป็นฮีโร่ เป็นวีรบุรุษประชาธิปไตยตัวจริง ไม่ใช่หน้าไหว้ หลังหลอกกันอยู่ทุกวันนี้

ความสำนึกในระบอบประชาธิปไตยสำหรับคนไทยยังมีน้อย ทำให้ประชาธิปไตยอ่อนแอลงทุกวัน เป็นโอกาสที่อำนาจเผด็จการซ่อนรูปจะแพร่เชื้อต่อไป การออกมารำลึกถึงวันรัฐธรรมนูญก็ดี การจัดกิจกรรมต่างๆกันครึกครื้น ไม่ได้หมายความ ว่า ประชาธิปไตยในประเทศไทยจะพัฒนาแบบยั่งยืน

แม้แต่ประชาธิปไตยยังสร้างภาพ.

หมัดเหล็ก

เขมรจัดพิธีส่งมอบศิวรักษ์14ธ.ค ."พท.-จิ๋ว-แม้ว"บินร่วมงาน โฆษกกัมพูชาชู "ทักษิณ"ฮีโร่

ที่มา มติชน

กษัยริย์เขมรพระราชทานอภัยโทษศิวรักษ์ จัดพิธีส่องมอบตัว 14 ธ.ค. ฮุนเซนเป็นประธาน เกียวโด เผยตัวแทนพรรคพท. บิ๊กจิ๋ว แม้วร่วมพิธี โฆษกกัมพูชา ยกเครดิต"ทักษิณ" คนใกล้ชิดวิศวกรหนุ่มเชื่อเร็วเพราะลงรายมือชื่อยอมรับผิด


พระราชทานอภัยโทษศิวรักษ์แล้ว


สำนักข่าวเกียวโดรายงานเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม ว่า กษัตริย์นโรดม สีหมุนี แห่งกัมพูชา ได้พระราชทานอภัยโทษแก่นายศิวรักษ์ ชุติพงษ์ วิศวกรไทยจากบริษัท แคมโบเดีย แอร์ทราฟฟิก เซอร์วิสเซส หรือแคทส์ ที่ถูกศาลกัมพูชาตัดสินจำคุก 7 ปี และปรับอีก 85,000 บาท ฐานจารกรรมข้อมูลการบินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีแล้ว ตามคำขอพระราชทานอภัยโทษจากครอบครัวและทนายความของนายศิวรักษ์


ทั้งนี้ กัมพูชาจะมอบตัวนายศิวรักษ์ให้กับนางสิมารักษ์ ณ นครพนม มารดานายศิวรักษ์ ในวันที่ 14 ธันวาคมนี้ โดยสมเด็จฯฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา จะเป็นผู้ทำพิธีส่งมอบตัวให้ด้วยตนเอง ในพิธีฉลองที่จะมีผู้แทนจากพรรคเพื่อไทย (พท.) เข้าร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีดังกล่าวด้วย คาดว่า พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธาน พท. จะเข้าร่วมในพิธีดังกล่าวด้วย เกียวโดยังอ้างแหล่งข่าวไม่เปิดเผยชื่อระบุว่ามีความเป็นไปได้ที่ พ.ต.ท.ทักษิณอาจจะเดินทางมาเข้าร่วมในพิธีดังกล่าวด้วย


ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า นายเขียว สัมโบ ทนายความคนใหม่ของนายศิวรักษ์ ยื่นเรื่องขอพระราชทานอภัยโทษให้กับนายศิวรักษ์ตั้งแต่วันที่ 9 ธันวาคม หลังศาลพิพากษาโทษจำคุก 7 ปี และปรับอีก 85,000 บาท ในข้อหาจารกรรมข้อมูลที่อาจเป็นอันตรายต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ปรึกษารัฐบาลกัมพูชา ซึ่งละเมิดหลักการเกี่ยวกับการให้ความดูแลบุคคลสำคัญของกัมพูชา โดยนางสิมารักษ์เป็นผู้ลงนามในเอกสารดังกล่าว


โฆษกเขมรชูเป็นเครดิต"แม้ว"


สำนักข่าวเอพีและเอเอฟพีรายงานว่า นายเขียว กันนะริด โฆษกรัฐบาลกัมพูชา เปิดเผยว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มีบทบาทสำคัญในการที่ทำให้นายศิวรักษ์ได้รับพระราชทานอภัยโทษ โดยการโทรศัพท์หาสมเด็จฯฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา และขอให้สมเด็จฯฮุน เซน ให้ความเมตตาแก่นายศิวรักษ์ นอกจากนี้ นายเขียวยังเปิดเผยว่า สมเด็จฯฮุน เซน กล่าวด้วยว่า หากนายศิวรักษ์ยังต้องการที่จะทำงานในกัมพูชาก็ยินดี


รายงานข่าวจากคนใกล้ชิดนายศิวรักษ์เปิดเผยว่า เชื่อว่าเหตุผลส่วนหนึ่งที่ทำให้นายศิวรักษ์ได้รับพระราชทานอภัยโทษอย่างรวดเร็วนั้น เป็นเพราะนายศิวรักษ์ได้ลงรายมือชื่อยอมรับความผิด และทนายความได้ดำเนินการตามขั้นตอนการขอพระราชทานอภัยโทษ โดยส่งหนังสือถึงสมเด็จฯฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ตั้งแต่วันที่ 9 ธันวาคม ซึ่งเป็นคนละฉบับกับหนังสือของ พล.อ.ชวลิต โดยกรณีหนังสือขอพระราชทานอภัยโทษของนายศิวรักษ์นั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ช่วยประสานกับสมเด็จฯฮุน เซน เป็นการส่วนตัวเพื่อขอให้การเข้ารับอภัยโทษเป็นไปด้วยความรวดเร็ว


กุนซือไม่รู้เรื่อง"แม้ว"ร่วมพิธีรับตัว


นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ขณะนี้ไม่สามารถยืนยันหรือปฏิเสธเรื่องเกี่ยวกับข่าวการขอพระราชทานอภัยโทษได้คงต้องรอการแถลงจากรัฐบาลกัมพูชาอย่างเป็นทางการจะดีกว่า เพราะทุกอย่างอยู่ในกระบวนการขั้นตอนที่กำลังของพระราชทานอภัยโทษอยู่ ที่ผ่านมาทั้งฝ่ายขอ พท.และ พล.อ.ชวลิต มีความตั้งใจที่จะช่วยเหลือทั้งแม่และนายศิวรักษ์ โดยคำนึงถึงความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างไทยกัมพูชา จึงเชื่อว่ารัฐบาลกัมพูชาจะประสานขอพระราชทานอภัยโทษให้อย่างรวดเร็ว โดยคำนึงถึงความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน แม้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กับสมเด็จฯฮุน เซน จะไม่สู้ดีนักก็ตาม แต่ทั้งนี้เรื่องทั้งหมดอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงอีกครั้งหนึ่ง


ผู้สื่อข่าวถามว่า มีรายงานข่าวระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะเดินทางไปรับตัวนายศิวรักษ์ที่กัมพูชา นายนพดลกล่าวว่า ยังไม่ทราบกำหนดการเดินทางของ พ.ต.ท.ทักษิณ ว่าจะเดินทางไปกัมพูชาหรือไม่ แต่ขณะนี้ พ.ต.ท.ทักษิณเดินทางกลับจากประเทศรัสเซียมาเมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์แล้ว


"จิ๋ว"งดร่วมเบื่อครหา"จัดฉาก"


พล.ต.ศรชัย มนตริวัต ส.ส.กาญจนบุรี พรรค พท. คนใกล้ชิด พล.อ.ชวลิต กล่าวว่า ได้ส่งหนังสือที่เป็นต้นฉบับ ลงนามโดย พล.อ.ชวลิต ถึงสมเด็จฯฮุน เซน เพื่อขอความอนุเคราะห์เร่งรัดกระบวนการยื่นขอพระราชทานอภัยโทษในชั้นของรัฐบาล ให้กับนายศิวรักษ์ ชุติพงษ์ ไปแล้วตั้งแต่วันที่ 10 ธันวาคมที่ผ่านมา แต่ยังไม่ขอยืนยันว่าได้มีการพระราชทานอภัยโทษแล้ว ขณะนี้กำลังรอข่าวอย่างเป็นทางการ


พล.ท.พิรัช สวามิวัศดุ์ นายทหารคนสนิท พล.อ.ชวลิต กล่าวว่า พล.อ.ชวลิตจะไม่เดินทางไปร่วมพิธีส่งมอบตัวนายศิวรักษ์อย่างแน่นอน แค่ให้ความช่วยเหลืออยู่เบื้องหลังยังถูกพรรคประชาธิปัตย์ด่าแล้ว หากเดินทางไปร่วมพิธีก็จะมีคำครหาว่าจัดฉากตามมาอีก ทั้งที่ความจริงเจตนาต้องการช่วยเหลือคนไทยด้วยกัน และ พล.อ.ชวลิตเป็นคนมีเมตตาก็ช่วยเหลือทุกคน อย่าไปมองเป็นเรื่องการเมืองเลย

ปัด"จิ๋ว"หาประโยชน์บนกองทุกข์


นายชวลิต วิชยสุทธิ์ ส.ส.สัดส่วน พท. คนใกล้ชิด พล.อ.ชวลิต กล่าวกรณีนายกรัฐมนตรีระบุการช่วยนายศิวรักษ์ของ พล.อ.ชวลิต เป็นเรื่องเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ว่า ไม่สบายใจกับคำให้สัมภาษณ์ของนายอภิสิทธิ์ ในฐานะผู้บริหารสูงสุดของประเทศ ซึ่งควรที่จะมีวุฒิภาวะและนิ่งหากยังไม่ทราบข้อมูลที่ชัดเจน และควรมองประโยชน์ของชาติและประชาชนเป็นหลัก จึงไม่ควรให้สัมภาษณ์ในลักษณะที่จะส่งผลกระทบกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ นอกจากนี้ ผู้ใหญ่ของประเทศอย่าง พล.อ.ชวลิต ไม่มีวันที่จะทำร้ายประเทศ ในทางกลับกันมีแต่จะใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวให้สถานการณ์ต่างๆ ดีขึ้น โดยเฉพาะการถอนทหารกัมพูชาที่เผชิญหน้าอยู่ตามบริเวณแนวชายแดน ซึ่งตนในฐานะ ส.ส.นครพนม เป็นผู้นำข้อมูลของนางสิมารักษ์ไปปรึกษากับ พล.อ.ชวลิต และเรื่องนี้เป็นการดำเนินการเพื่อมนุษยธรรมและเพื่อคนไทยจริงๆ ไม่เคยคิดหาผลประโยชน์จากความทุกข์ของคนไทยด้วยกัน


พร้อมพงศ์ยื่นจ.ม.ลาราชการแทน


นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษก พท.เข้ายื่นหนังสือถึงนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ที่ ศธ.เมื่อช่วงสายวันเดียวกัน เพื่อขอความอนุเคราะห์ ขอลาราชการให้กับนางสิมารักษ์ที่เดินทางไปติดตามคดีของบุตรชาย ที่ประเทศกัมพูชา ตั้งแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน-30 ธันวาคม โดยมีนายบุณย์ธีร์ พานิชประไพ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการ ศธ.เป็นผู้รับหนังสือแทน


นายพร้อมพงศ์กล่าวภายหลังว่า ขณะนี้นางสิมารักษ์กังวลอย่างมากในเรื่องการสอน และการลาราชการ เพราะกลัวว่าจะมีปัญหาภายหลัง เนื่องจากมีกระแสข่าวมาว่าจะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนวินัยนางสิมารักษ์ ดังนั้น เพื่อความชัดเจน นางสิมารักษ์จึงได้ส่งเอกสารขอความอนุเคราะห์มาทางโทรสาร และขอให้เป็นผู้แทนนำหนังสือมายื่นขอความเมตตาต่อนายจุรินทร์ ในฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุด


นอกจากนี้ นายพร้อมพงศ์ยังเดินทางไปยังกระทรวงการต่างประเทศ ยื่นหนังสือผ่านนายเสรี มุทราธาร รองผู้อำนวยการกองกลาง ถึงนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เรียกร้องให้แสดงความรับผิดชอบต่อนายศิวรักษ์หลังถูกศาลกัมพูชาพิพากษาให้จำคุก โดยระบุว่าไม่มีใครในกระทรวงการต่างประเทศออกมาแสดงความรับผิดชอบในเรื่องดังกล่าว พร้อมกับเรียกร้องให้นายกษิตลาออกจากตำแหน่งด้วย

โฆษกพท.เคลมเป็นผลงานทันที


ต่อมาเวลา 15.30 น. นายพร้อมพงศ์แจ้งกับผู้สื่อข่าวว่า จะไปยื่นหนังสือขอความอนุเคราะห์สมเด็จฯฮุน เซน ให้ช่วยดำเนินการขอพระราชทานอภัยโทษให้กับนายศิวรักษ์ ที่สถานทูตกัมพูชา โดยนายพร้อมพงศ์ได้รับแจ้งจากแกนนำ พท.ให้รีบไปยื่นหนังสือขอความอนุเคราะห์โดยเร็ว ทั้งๆ ที่ก่าอนหน้านี้นายพร้อมพงศ์ได้ยกเลิกแผนการเดินทางไปยื่นหนังสือแล้ว


นายพร้อมพงศ์กล่าวว่า เข้ายื่นหนังสือช่วงบ่าย เพราะช่วงเช้ายังติดขัดเรื่องการประสานงาน แต่ได้ทำสำเนาแฟ็กซ์ไปให้ทางการกัมพูชาแล้วในช่วงเช้าของวันที่ 11 ธันวาคม ส่วนข่าวที่กัมพูชาได้ทำการอภัยโทษให้นายศิวรักษ์แล้วนั้น เชื่อว่าเป็นผลจากหนังสือที่ได้ส่งไปในช่วงเช้า และหนังสือขอพระราชทานอภัยโทษต่อพระมหากษัตริย์ที่นายเขียว สัมโบ ทนายความของนายศิวรักษ์ยื่นไปตั้งแต่วันที่ 9 ธันวาคม


"ผมได้คุยกับนางสิมารักษ์แล้ว และบอกว่ารู้สึกดีใจ ที่พรรคเพื่อไทยและ พล.อ.ชวลิต ได้ให้การช่วยเหลือจนลูกไม่มีความผิดแล้ว สำหรับแผนการยื่นหนังสือที่ต้องเลื่อนเวลานั้น ก็ต้องมีการ ลับ ลวง พราง เพราะมีกระบวนการขัดขวางจากบางคนในรัฐบาล ส่วนการเดินทางไปรับนายศิวรักษ์นั้นจะรอประสานงานจากผู้ใหญ่ของพรรค พวกเราพร้อมให้ทุกฝ่ายเดินทางไปรับตัวนายศิวรักษ์ด้วยกันไม่ว่าจะเป็นคนในรัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์ หรือใครก็ตาม เรื่องนี้ไม่ใช่การทำดีเพื่อเอาหน้า แต่ทำไปตามหลักมนุษยธรรม ด้าน พล.อ.ชวลิตเมื่อได้รับทราบข่าวก็บอกดีใจกับแม่และนายศิวรักษ์"

"มาร์ค"พร้อมส่งเอฟ16จับ"แม้ว"บินผ่านน่านฟ้าไทย14ธ.ค. ชี้เขมรอภัยโทษศิวรักษ์ไม่ปกติหลายเรื่อง

"มาร์ค"" ประกาศพร้อมส่งเอฟ 16 บินบินประกบจับมือ "ทักษิณ" ถ้าบินผ่านน่านฟ้าไทย 14 ธ.ค. บอกดีศิวรักษ์ได้รับอภัยโทษ ชี้ทุกคนมองออกมีความไม่ปกติหลายเรื่อง

มาร์คชี้มีความไม่ปกติหลายเรื่อง


นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ที่ศูนย์การแสดงสินค้าอิมแพค เมืองทองธานี ถึงการอภัยโทษให้นายศิวรักษ์ ชุติพงษ์ ว่า ถ้าเป็นจริงถือเป็นเรื่องดี ในที่สุดเรื่องจะได้จบลง สิ่งสำคัญคือให้นายศิวรักษ์ได้รับอิสรภาพ ส่วนที่เหลือเป็นเรื่องข้อเท็จจริง อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไทยขอยืนยันข้อเท็จจริงว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องที่จะไปเอาความลับหรืออะไรออกมา เพราะเป็นข้อมูลที่เปิดเผยอยู่แล้ว


เมื่อถามว่า จะชี้แจงให้เกิดความเข้าใจได้อย่างไรในเมื่อเรื่องโยงใยถึงนายคำรบ ปาลวัฒน์วิชัย เลขานุการเอกสถานทูตไทยประจำกรุงพนมเปญว่าเป็นผู้สั่งการ เรื่องการล้วงข้อมูลความลับของกัมพูชา นายกฯกล่าวว่า "ต้องยอมรับว่าเรื่องนี้ไม่มีความลับอะไร เครื่องบินที่จะบินเข้ามาต้องแจ้งเราอยู่แล้ว"

ส่วนกรณีที่นางสิมารักษ์เรียกร้องให้นายคำรบออกมาร่วมรับผิดชอบนั้น นายกฯกล่าวว่า "เป็นความคิดเห็น ผมคิดว่าทุกคนพอจะมองออกว่าเรื่องทั้งหมดเป็นมาอย่างไร มีความไม่ปกติหลายเรื่องอยู่แล้ว"


เมื่อถามว่า มีข่าวว่าวันจันทร์ที่ 14 ธันวาคมนี้ พ.ต.ท.ทักษิณจะกลับมากัมพูชาอีกครั้ง นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ไม่ทราบว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะมาหรือไม่ เพราะข่าวมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แต่ถ้ามาก็จะดำเนินการตามตามอำนาจหน้าที่และสิทธิที่พึงกระทำตามกฎหมาย

เมื่อถามย้ำว่า หากเครื่องบินที่ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยสารมาบินผ่านน่านฟ้าไทยจะส่งเครื่องบินเอฟ 16 บินประกบและจับกุมตัวหรือไม่ นายกฯกล่าวว่า "ถ้าผ่านมายังน่านฟ้าไทย เราก็ต้องพยายามที่จะจับกุมเพราะเป็นคนที่หนีคดี"

"ชวน"ว่าเท่ากับยอมรับทำผิดจริง


นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ก่อนนายศิวรักษ์ได้รับการพระราชทานอภัยโทษว่า เรื่องนี้ต้องเห็นใจ เพราะคนที่โดนศาลจำคุกทางไหนเป็นทางออกได้ก็ต้องทำ และพยายามที่จะให้พ้นผิด โดยส่วนตัวคิดว่าพฤติกรรมที่เกิดขึ้นนายศิวรักษ์ไม่ได้เจตนาทำผิดอะไร ดังนั้นจึงอยากให้อุทธรณ์ เพราะถือว่าไม่ยอมรับว่าการกระทำนั้นเป็นความผิด ซึ่งศาลสูงกัมพูชาก็คงจะให้ความเป็นธรรม หากไม่อุทธรณ์ก็เท่ากับคดีจบ ถือว่าผิดจริงตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น และการขออภัยโทษ ก็เท่ากับยอมรับผิดเหมือนกัน ซึ่งเป็นเรื่องแง่กฎหมาย แต่เรื่องความเดือดร้อนก็ต้องเห็นใจ ดังนั้น เมื่อใครช่วยได้ก็ถือเป็นเรื่องดี จึงไม่อยากให้เข้าใจว่าเป็นการตบหน้าหรือรัฐบาลเสียหน้า เพราะรัฐบาลและกระทรวงการต่างประเทศก็ทำดีที่สุดตามกรอบกฎหมาย เพราะถ้าทำเกินกรอบของกฎหมาย โดยการวิ่งเต้นส่วนตัวคงไม่ได้ ส่วนจะใช้วิธีใดก็อยู่ที่ครอบครัวของนายศิวรักษ์ ไม่อยากให้วิจารณ์ เพราะเป็นความทุกข์ความลำบากเมื่อศาลตัดสินเช่นนี้


ส่วนที่มีการมองว่าเรื่องนี้มีการจัดฉากนั้น นายชวนกล่าวว่า เป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่ใน พท.ออกมาพูดก่อนแล้วว่าจะขออภัยโทษก่อนศาลตัดสิน ซึ่งยังคิดว่าศาลยังไม่ตัดสินแล้ว พท.ไปพูดเรื่องนี้ก่อนได้อย่างไร น่าจะฟังศาลก่อน พูดมาล่วงหน้าอย่างนี้เสมือนว่ารู้คำพิพากษา มองว่าเรื่องนี้ไม่ธรรมดา แต่เมื่ออยู่ในภาวะที่นายศิวรักษ์เดือดร้อนจึงไม่อยากพูดอะไรให้เสียใจกัน


"บัวแก้ว"ยันข่าว "ศิวรักษ์"ได้รับพระราชทานอภัยโทษแล้ว


นายชวนนท์ อินทรโกมาลสุต เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แถลงว่า นายศิวรักษ์ ชุติพงษ์ วิศวกรชาวไทย ที่ถูกศาลกัมพูชาพิพากษาจำคุก 7 ปี ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จฯนโรดม สีหมุนี กษัตริย์แห่งกัมพูชา พระราชทานอภัยโทษให้เป็นอิสระภาพแล้ว และจะได้รับการปล่อยตัวในวันที่ 14 ธ.ค.นี้

มาบตาพุด : ฐานเรียกค่าไถ่ทางการเมือง หาทุนเตรียมเลือกตั้ง

ที่มา Thai-E-News


โดย คุณเรืองยศ จันทรคีรี
ที่มา เวบไซต์ โลกวันนี้
12 ธันวาคม 2552

เป็นความชาญฉลาดที่แฝงความเจ้าเล่ห์มาพร้อมกัน สำหรับวิธีคิดและเล่นการเมืองโดยอาศัยช่องว่างของกฎกติกา เป็นวาระเร้นแฝงที่เกินกว่าซ่อนเร้น สร้างความชอบธรรมที่ใส่รหัสในการขับเคลื่อน เพื่อเป้าหมายแห่งอำนาจแท้ๆ...

นี่เป็นทรรศนะที่ออกจะมองกรณีมาบตาพุดไปแบบสุดขั้วสุดทาง เห็นเป็นเรื่องลับ-ลวง-พราง ทุกๆก้าวขยับ

ทรรศนะแบบนี้ น่าจะเป็นผลตกค้างห้วงอารมณ์ของสังคมคนไทยจำนวนไม่น้อย เพราะตลอดเวลา 4 ปีกว่า มันเต็มไปด้วยสภาวะเช่นนี้ ความเคลื่อนไหวหรือปรากฏการณ์แทบทุกอย่าง อาจกล่าวได้ว่า เป็นฉากลับอำพราง ละครแบบ Conspiracy รายการของทฤษฎีสมคบคิด หลายต่อหลายครั้ง... คือช่วยไม่ได้สำหรับเหตุการณ์ความขัดแย้งและตอแหลที่ยาวนานยืดเยื้อ มันกลายเป็นเบ้าหลอมความคิดไปเสียแล้ว ทำให้คนส่วนไม่น้อยหวาดผวา มองโลกในแง่ร้าย!?

แต่สำหรับเรื่องราวจำพวกหมอกฝ้าไม่ชัดเจน ตรวจสอบหาที่มาที่ไปไม่ได้ ข้อมูลและเหตุผลเอามาอธิบายไม่พอ บางทีเราคงต้องพึ่งพิงทรรศนะมองโลกในแง่ร้ายอยู่เหมือนกัน รับฟังเอาไว้ นำมาพิจารณากลั่นกรอง แล้วค่อยแตกข้อสมมุติฐาน สร้างมุมมอง ใช้ทฤษฎี แสวงหาข้อมูลเพิ่มเติม... บางทีอาจทำให้เรามองเห็น และเข้าใจภาพเบื้องหลังของมาบตาพุดก็ได้?

เข้าใจว่า กลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่เจ้าของโครงการอุตสาหกรรมที่มาบตาพุด ซึ่งรวมมูลค่ากว่า 350,000 ล้านบาท คงมีอาการใกล้ๆ ช็อกเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม ซึ่งล่วงเลยมาหลายวันแล้ว พวกเขาเหล่านั้น น่าจะอ้าปากค้าง แทบไม่เชื่อหูของตัวเอง เมื่อคำสั่งของศาลปกครองสูงสุด ยังยืนยันตามคำสั่งให้คุ้มครองชั่วคราวตามศาลปกครองชั้นต้น ที่เคยมีคำสั่ง เพียงปล่อยไป 11 โครงการ เหลืออีกตั้ง 63 โครงการ ซึ่งถูกกวาดรวมลงไปในเข่ง ยังไม่รู้อนาคตชัดเจน... เจ้าของโครงการส่วนใหญ่ ต่างเชื่อมาก่อนหน้าว่า ศาลปกครองสูงสุดน่าจะปลดล็อกอันตราย ยกเลิกคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น มีความหวังกันค่อนข้างมากว่า อาจจะมีการเปิดโอกาสให้โครงการปฏิบัติตามเงื่อนไข เพื่อจะได้ไม่ถูกแช่แข็งจนเสียประโยชน์ครั้งมโหฬาร!

กลุ่มแนวคิดด้านร้าย ทรรศนะแรก มองว่า ความเสียหายของกลุ่มธุรกิจที่ถูกระงับโครงการนั้น ก็เป็นเรื่องอักโขสโมสรอย่างยิ่ง เช่น

ปูนใหญ่ รายนี้คงเสียหายไปขั้นต่ำๆ เดือนละ 300 ล้านบาท ถ้าเปิดโรงงานตามกำหนดไม่ได้... เช่นเดียวกับโรงงานเหล็กสยามยามาโตะ แม้ผ่าน E1A ตั้งแต่กันยายน 2550 ยังพลอยโดนหางเลขฟาดไปด้วย

เฉพาะโครงการของ ปตท. 15 โครงการ มูลค่าลงทุนร่วม 200,000 ล้าบาท ก็ถูกแช่แข็งทั้งหมด

ข้างปูนซิเมนต์ไทยถูกกวาดเข้าไปด้วย 18 โครงการ มูลค่าการลงทุนเหนาะๆ 57,000 ล้านบาท

...ด้วยภาพของความนึกคาดไม่ถึง ที่กลายเป็นความเสียหาย กลุ่มทรรศนะนี้ฟันธงไปอย่างไม่ลังเล เห็นว่า ความเสียหายใหญ่หลวงนั้นคงไม่ใช่เป็นเรื่องของมาบตาพุด เพราะถึงที่สุด น่าจะเคลียร์กันได้ แต่ความเสียหายซึ่งน่ากลัวกว่า เป็นความเชื่อมั่นที่มีต่อการลงทุน ตรงนี้จะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงมาก เกินคาดคำนวณประเมินออกมาเป็นตัวเลข นักลงทุนต่างประเทศมีโอกาสย้ายฐานการลงทุนครั้งใหญ่ออกจากไทย เพราะเห็นถึงภัยความไม่แน่นอน และการลงทุนในประเทศไทย จะกลายเป็นความเสี่ยงอย่างยิ่ง!

จากผลของความไม่แน่นอน น่าจะเกิดการย้ายฐานการลงทุนที่อาจเรียกให้เป็นการอพยพหลบหนี... และจากนี้ไปข้างหน้า 2-3 ปี คงไม่มีผู้ลงทุนในโครงการขนาดใหญ่สำหรับประเทศไทย เนื่องจากนักลงทุน มิได้กลัวกฎหมาย แต่สิ่งที่พวกเขาหวาดวิตกสูงสุด คือความไม่แน่นอนและไม่ชัดเจน!

กลุ่มแนวคิดแบบทรรศนะร้ายสุดๆ ยังเห็นว่า กรณีมาบตาพุด ถือเป็นละครทางการเมืองในประเภท Conspiracy ซึ่งอิงทฤษฎีล่าเมืองขึ้น ถือเป็นเรื่องจัดฉากคล้ายเรียกค่าไถ่ เพราะลงท้ายจะมีกลไกเกี๊ยะเซียะวางเอาไว้

กลุ่มลงทุน อาจจะต้องแลกเปลี่ยนอิสรภาพ ปลดล็อกธุรกิจ ด้วยเงื่อนไขของการสนับสนุนกิจกรรมพรรคการเมือง...อย่างไรก็ตาม ทรรศนะนี้ ออกจะหลุดเลยกรอบไปสักหน่อย มีความเห็นที่มองตัวละครทุกตัวเป็นลบหมด ซึ่งศาลปกครองกับเอ็นจีโอ ถูกพาดพิงไปด้วย

แต่กลุ่มทรรศนะนี้ก็ยอมรับว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมนั้น มีอยู่จริงๆ บางทีกระบวนการต่างๆ ทั้งฟ้องร้องและมีคำสั่งระงับโครงการของศาล น่าจะเป็นความเคลื่อนไหว และลำดับขั้นตอนปรกติ เป็นรายการตอนปลายไปแล้ว ขาดหลักฐานและยากสำหรับการพิสูจน์ที่จะตั้งข้อสมมุติฐานกล่าวหา แต่กระบวนการก่อนหน้าลำดับขั้นดังกล่าว มีความเป็นไปได้ ที่คิดจะเอาฐานการลงทุนในมาบตาพุดเข้ามาเล่นเกมการเมืองและอำนาจ

เป็นไปได้ ที่มีเครือข่ายกลุ่มหนึ่ง ถือโอกาสไปจากผลของคำสั่งศาล โดยศาลมิได้เกี่ยวข้องในกระบวนการนอกระบบใดๆ แต่มีหมู่คณะซึ่งเล่นบทบาทนี้ ในมิตินักล็อบบี้ หรือแบล็กเมล์ เข้าต่อรองกับกลุ่มลงทุนซึ่งมีมากมาย อาจไม่ใช่ 63 โครงการ แต่มีนับร้อยโครงการมูลค่าเป็นล้านล้านบาท...

ใช้มาบตาพุดเป็นฐานเรียกค่าไถ่ทางการเมือง อาจหาทุนไว้เตรียมการเลือกตั้ง?...

ทรรศนะนี้ มองโลกในแง่ร้ายเกินไปหรือเปล่าครับ?

ร้องUNยื่นมือฉุด'ดา'เหยื่อคดีหมิ่นฯพ้นขุมนรก

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ภาพโดย วัฒนะ วรรณ
12 ธันวาคม 2552

องค์กรที่สนับสนุนประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนผนึกพลังเคลื่อนไหว เรียกร้องความยุติธรรมให้กับดาตอร์ปิโด โดยกลุ่มสมัชชาสังคมก้าวหน้าได้ยื่นหนังสือต่อUNในโอกาสวันสิทธิมนุษยชนสากลเมื่อวานนี้ เผยสถานการณ์ในคุกย่ำแย่เจ้าตัวบอก"ยิงเป้าฉันเลยดีกว่า อย่าขังฉันเลย" ด้านกลุ่ม"พลังรวมใจ"รณรงค์เรียกร้องผู้รักประชาธิปไตยส่งสคส.ถึงดาเพื่อหนุนพลังใจสู้





วานนี้(11ธ.ค.) สมัชชาสังคมก้าวหน้า ได้ร่วมกับนายประเวศ ประชานุกูล ทนายความขอดารณี ชาญเชิงศิลปะกุล ผู้ต้องขังคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ยื่นหนังสือต่อเลขาธิการองค์การสหประชาชาติ เรียกร้องความเป็นธรรม กรณีคดีคุณดารณี ต่อเลขาธิการองค์การสหประชาชาติ ที่หน้าองค์การสหประชาชาติ (แยกสะพานมัฆวานฯ)
โดยผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้ใส่เสื้อสีขาวเป็นสัญลักษณ์ และให้เหตุผลว่า การยื่นหนังสือครั้งนี้ทำขึ้นเนื่องในโอกาสวันสิทธิมนุษยชนสากล โดยเห็นว่ากรณีที่ดารณี ถูกตัดสินจำคุก18 ปีนั้นไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรมไทย ดังเช่น การไม่ให้ประกันตัว การพิจารณาคดีอย่างปิดลับ และอื่นๆ

สมัชชาสังคมก้าวหน้าเชื่อว่า ผู้ถูกกล่าวหาและลงโทษจากกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ม. 112 ทุกคน คือ เหยื่อที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ทั้งจากความรุนแรงของตัวกฎหมายและปฏิบัติของจารีตสังคมอันล้าหลังที่ตีตรา (stigma) และสร้างความเป็นอื่น (The others) ลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ไปจากพวกเขา/เธอเหล่านั้น

ขณะเดียวกันมีการจัดกิจกรรมส่งความสุขให้ “ดา” เนื่องในวาระใกล้ถึงวันปีใหม่นี้ โดยกลุ่ม “พลังรวมใจ” ขอเชิญชวนผู้รักประชาธิปไตยทุกท่านร่วมโครงการ “ส่งความสุขให้-ดา” ทั้งนี้เพื่อเป็นกำลังใจให้แก่คุณดารณี ซึ่งกลุ่มพลังรวมใจเห็นว่าเป็นนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยคนหนึ่งที่ถูกจำคุกข้อหาหมิ่นฯ

คุณกาญจนา ศรีพรประชา ผู้แทนกลุ่ม “พลังรวมใจ” กล่าวเชิญชวนผู้รักประชาธิปไตยและความยุติธรรมทุกท่านร่วมแรงร่วมใจส่งคำอวยพร และความสุขให้แก่ผู้กล้าของเรา โดยการส่งจดหมาย สคส หรือ โปสการ์ดอวยพรปีใหม่ให้แก่คุณดารณี โดยที่เนี้อหาจะต้องไม่มีการพาดพิงถึงการเมือง เขียนจ่าหน้าว่า “สคส ถึง ดา” ตู้ ปณ. 58 ปณศ (พ) พระโขนง กรุงเทพฯ 10110 ทางกลุ่มจะดำเนินการจัดส่งให้คุณดารณีทุกอาทิตย์ และจะนำภาพที่ถ่ายจดหมายนี้มาดำเนินการเผยแพร่ทางเวปไซด์ หรือ งานนิทรรศการที่จะจัดอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้เพื่อปลุกจิตสำนึกให้คนไทยส่วนใหญ่ร่วมกันให้กำลังใจแก่คุณดา ในการยืนหยัดต่อสู้เพื่อความถูกต้องต่อไป ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่กาญจนา ศรีพรประชา ผู้แทนกลุ่ม “พลังรวมใจ”
มือถือ 086-3190609 อีเมล์ wemissyouda@gmail.com


"เราจะไม่ทอดทิ้งกัน" รายงานการเยี่ยมคุณดารณี ชาญเชิงศิลปกุล


เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2552 ที่ผ่านมา เพื่อนๆกลุ่มสมัชชาสังคมก้าวหน้า ได้มีโอกาสเข้าเยี่ยมคุณดารณี ชาญเชิงศิลปกุล หรือที่รู้จักกันในชื่อ "ดา ตอร์ปิโด" ที่เรือนจำกลางคลองเปรม

ก่อนอื่นขอเล่าถึงขั้นตอนการขออนุญาตเข้าเยี่ยม เพื่อจะเป็นประโยชน์สำหรับคนที่คิดอยากไปจะไปเยี่ยมด้วยตัวเอง ซึ่งเราอยากชวนให้ไปกันเยอะๆด้วยเช่นกัน สำหรับการขอเข้าเยี่ยมนั้นเราพบว่าเป็นเรื่องไม่ยุ่งยากเลย ไม่เหมือนกับที่เคยจินตนาการไว้ก่อนหน้า เพียงแค่ถือบัตรประชาชนไปติดต่อเจ้าหน้าบริเวณเคาเตอร์ติดต่อ ขอเอกสารจากเจ้าหน้าที่มากรอกอย่างละเอียด ถ่ายเอกสารบัตรประชาชนแล้วก็เซ็นต์สำเนารับรองถูกต้อง ถ้ากรอกเอกสารไม่หมดเขาก็จะเตือนให้เราทราบ เอกสารที่ให้กรอกไม่ได้ซับซ้อนและไม่ได้ขอข้อมูลอะไรมากมายนัก

หลังจากนั้นพนักงานจะตรวจสอบความเรียบร้อยของบัตรประจำตัวประชาชน ว่ายังสามารถใช้ได้หรือไม่ เช่นถ้าบัตรหมดอายุก็ห้ามเยี่ยม และถ้าเขาตรวจพบว่าวันนี้นักโทษที่เราขอเข้าเยี่ยมมีคนมาเยี่ยมแล้ว ก็จะไม่อนุญาตให้เยี่ยม ทั้งนี้เพราะทางเรือนจำมีกฎอยู่ว่า นักโทษมีสิทธิให้ญาติเข้าเยี่ยมได้วันละ 1 ครั้งเท่านั้น ซึ่งกฎข้อนี้ดูเหมือนทางเรือนจำจะเข้มงวดมาก เพราะตอนที่พวกเรากำลังติดต่อเจ้าหน้าที่อยู่ มีหญิงคนหนึ่งมาเยี่ยมนักโทษ แต่ปรากฎว่านักโทษคนดังกล่าวมีญาติมาเยี่ยมแล้วก่อนหน้าเธอ เธอบอกกับเจ้าหน้าที่ว่าเธอต้องเดินทางกลับต่างจังหวัดในตอนเย็นวันเดียวกัน และอีกนานมากกว่าจะกลับมากรุงเทพฯอีก เจ้าหน้าที่ได้แต่แสดงความเห็นใจและบอกว่าเข้าใจความรู้สึกเธอดี แต่อนุญาตให้เข้าเยี่ยมไม่ได้จริงๆ เพราะมันคือกฎของเรือนจำ

เมื่อกรอกเอกสารเสร็จและยื่นให้เจ้าหน้าที่เรียบร้อยแล้ว เจ้าหน้าที่จะยื่นเอกสารให้เราซึ่งจะต้องเก็บเอกสารไว้กับตัวตลอด เพราะเมื่อไปยังห้องเยี่ยม เจ้าหน้าที่หน้าห้องเยี่ยมจะขอดูเอกสารดังกล่าวและขอดูบัตรประจำตัวประชาชนของเราอีกครั้ง เพื่อตรวจสอบความถูกต้อง จากนั้นก็นั่งรอให้เจ้าหน้าที่เรียกผ่านเครื่องขยายเสียง โดยการเรียกเจ้าหน้าที่จะประกาศชื่อนักโทษที่ญาติขอเข้าเยี่ยม และจะบอกว่าให้ไปเยี่ยมที่ไหน ช่องไหน เวลาในการเยี่ยมแบ่งเป็นช่วงเช้ากับช่วงบ่าย ช่วงเที่ยงเป็นเวลาพักของเจ้าหน้าที่

เมื่อเจ้าหน้าที่เรียกชื่อนักโทษที่เราขอเข้าเยี่ยม พร้อมกับหมายเลขช่อง เราก็ต้องเดินไปยังบริเวณนั้น โดยมือถือกับกระเป๋าห้ามเอาเข้าไปด้วย จะมีเจ้าหน้าที่ตรวจด้านหน้า แต่ถ้าเผลอถือไป ทางเรือนจำก็มีล็อกเกอร์ไว้ให้เก็บโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย การเยี่ยมแต่ละครั้งมีเวลาให้ 15 นาที เมื่อครบเวลาทางเรือนจำจะปิดไฟและเชิญนักโทษออกไปทันที ไม่มีเวลาให้อำลาเสียด้วย

วันนั้นคุณดารอเราอยู่ที่ช่อง 38 พวกเรา ดิฉัน และสมัชชาฯ ก็แนะนำตัวเพราะเราไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ตอนกรอกเอกสารกับเจ้าหน้าที่ด้านหน้าซึ่งต้องระบุด้วยว่ามีความสัมพันธ์กับนักโทษในสถานะไหน พวกเรากรอกว่าเป็น "เพื่อน" ตอนแรกว่าจะกรอกว่า "เพื่อนร่วมโลก" แต่เกรงเจ้าหน้าที่จะหมั่นไส้ เลยย่อให้เหลือแค่นั้น

เมื่อดิฉันแนะนำตัวจบว่ากำลังเรียนปริญญาโทด้านรัฐศาสตร์ คุณดาก็ชวนคุยเรื่องการเมืองปัจจุบันทันที ทั้งเรื่องการทำงานของรัฐบาลประชาธิปัตย์ ปัญหาเศรษฐกิจ เงินเฟ้อเงินฝืด คุณดาดูมีความสุขมากที่ได้คุยเรื่องนี้ เธอไม่มีวี่แววว่าจะเลิกสนใจติดตามข่าวสารบ้านเมืองแม้แต่นิดเดียว ไม่มีท่าทีแขยงมันเลยแต่น้อย ทั้งที่เรื่องการเมืองพวกนี้ทำให้เธอต้องมาอยู่ที่นี่

จากนั้นดิฉันก็บอกกับเธอว่าอาจารย์ท่านหนึ่งที่อยู่แดนไกลฝากความระลึกถึงมาด้วย คุณดาก็ฝากความระลึกถึงกลับ และดิฉันก็บอกว่าคุณดาว่าเพื่อนๆอีกหลายคนก็ฝากความระลึกถึงมายังคุณดา และเธอก็ฝากขอบคุณกลับไป

นอกจากเรื่องการเมืองและเศรษฐกิจ และข้อความฝากที่ดิฉันทำหน้าที่เป็นเมสเซนเจอร์แล้ว ยังมีอีกหลายเรื่องที่เราคุยกัน เนื่องจากเขียนจากความทรงจำ อาจจะจำสับสนไม่รู้ว่าคุยเรื่องไหนก่อนเรื่องไหนหลัง จึงขอจำแนกเป็นเรื่องๆ โดยไม่ได้เรียงตามลำดับดังนี้

ชีวิตความเป็นอยู่

คุณดาบอกว่าแออัด เพราะนักโทษในเรือนจำมีจำนวนมาก และการอยู่กันอย่างแออัด ทำให้มีผลต่อสุขภาพจิต ทำให้เกิดการรำคาญ หงุดหงิด ทะเลาะเบาะแว้งกันได้ง่าย เธอเสนอแนะว่าสำหรับบางคนไม่ควรมาอยู่ในคุก ควรมีวิธีการอื่นในการจัดการเรื่องการรับโทษ เช่นการคุมประพฤติ เพราะการให้เข้ามาอยู่ในคุกนั้น ยิ่งทำให้นิสัยใจคอเปลี่ยนไปในทางที่ไม่ดีมากขึ้น

นอกจากนี้คุณดายังบอกว่า แต่ละวันไม่ค่อยมีกิจกรรมให้เธอทำ เพราะเป็นนโยบายของทางเรือนจำ คุณดาบอกว่าอยากให้พวกเราช่วยกันรณรงค์ให้นักโทษหญิงในเรือนจำคลองเปรมมีกิจกรรมทำมากกว่านี้ เช่นการขอสิทธิในการทำอาหาร การปลูกต้นไม้ ทำสวนผัก เพราะจะเป็นกิจกรรมที่ช่วยฆ่าเวลาและทำให้เธอรู้สึกว่าตัวเองยังมีประโยชน์อยู่ เธอบอกว่านักโทษชายในเรือนจำคลองเปรมนั้นทำเรื่องพวกนี้ได้ เธอไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมถึงห้ามไม่ให้นักโทษหญิงทำ

เธอยังชวนคุยเรื่องข้อกฎหมายในพรบ.ราชทัณฑ์ ซึ่งดิฉันเองไม่ได้รู้เรื่องข้อกฎหมายพวกนี้ ได้แต่ทำหน้าอึ้งๆที่คุณดาสามารถยกข้อกฎหมายในพรบ. ฉบับนั้นมาเล่าให้ฟัง พร้อมกับบอกว่าข้อกำหนดเหล่านั้นมันส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของนักโทษอย่างไร เพราะการนำกฎหมายหมายปฏิบัติหรือบังคับใช้นั้นไม่ได้เป็นผลดีต่อชีวิตความเป็นอยู่ของนักโทษเลย เธอบอกว่าต้องช่วยกันรณรงค์ ชีวิตความเป็นอยู่ในคุกมันแย่จริงๆ มันทำให้ดีกว่านี้ได้

เรื่องสุขภาพ

อย่างที่เราทราบจากทนายประเวศว่าคุณดามีปัญหาเรื่องขากรรไกร ดิฉันเลยถามเธอถึงปัญหาดังกล่าว คุณดาบอกข่าวดีว่าปีหน้าจะได้ผ่าตัดแล้ว ดิฉันเลยถามว่าผ่าตัดที่ไหน ในเรือนจำนี้หรือโรงพยาบาลข้างนอก เธอบอกว่ายังไม่แน่ อาจจะเป็นโรงพยาบาลตำรวจหรือไม่ก็โรงพยาบาลจุฬาฯ ยังไม่ได้ระบุแน่นอน เธอบอกว่าปัญหาเรื่องการดูแลสุขภาพและการดำเนินการรักษานักโทษที่ป่วยของเรือนจำไม่ดีเลย ต้องช่วยกันรณรงค์ เพราะนักโทษมีสิทธิเรื่องพวกนี้อยู่ เธอเล่าให้ฟังด้วยความยิ้มแย้มว่า การที่เธอได้รับข่าวดีว่าปีหน้าเธอจะได้ผ่าตัด จากที่ไม่เคยมีวันเวลาที่แน่นอนมาก่อนนั้น เพราะโครงการ แอลฟี่ ของพระองค์ภาฯ ผ่านการช่วยเหลือขององค์กรสิทธิเอเชียและอียู เธอบอกว่าการที่มีโครงการนี้ขึ้น นักโทษหญิงจะได้รับการดูแลมากขึ้นอย่างแน่นอน

ข่าวสารและความบันเทิง

แน่นอนว่าการรับข่าวสารและความบันเทิงของคนในคุกต่างจากพวกเรานอกคุกที่จะมีสิทธิและเสรีภาพเต็มที่ที่จะเลือกเสพอะไรไม่รับอะไรได้ คุณดาบอกว่าในคุกนั้นเธอถูกกีดกันออกจากข่าวสารบ้านเมือง โดยเฉพาะข่าวการเมืองนั้นดูไม่ได้เลย มือเธอไม่มีสิทธิถือรีโมททีวีจะเปลี่ยนช่อง เพราะทางเรือนจำเขียนรายการที่อนุญาตให้นักโทษดูลงบนแผ่นดีวีดี แล้วเปิดให้ดู ในระยะเวลาที่กำหนดไว้ ซึ่งคุณดาบอกว่าในนั้นจะมีแต่เรื่องน้ำเน่า ทั้งซีรี่ย์เกาหลี ละคร คุณดาบอกว่าเอาช่องดิสคัฟเวอร์รี่ให้ดูจะดีเสียอีก นี่ไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย

เคยได้ยินทนายประเวศเล่าเรื่องการขอรับบริจาคหนังสือ ตอนแรกที่ได้ฟังก็ไม่เข้าใจว่ามันสำคัญอย่างไร จนมาถามคุณดานั่นแหละ ว่าในนี้มีหนังสืออะไรให้อ่านบ้าง คุณดาบอกว่านักโทษไม่มีสิทธิจะเลือกอ่านได้เองหรอก ทางเรือนจำห้ามอ่านเรื่องการเมืองเด็ดขาด ที่อ่านได้ก็มีสกุลไทย ดิฉัน แพรว ฯลฯ คือนิตยสารผู้หญิงทั่วไปเท่านั้น

เท่านั้นยังไม่พอ คุณดาบอกว่านอกจากจะต้องมาทนอ่านพวกนี้ที่ไม่ได้อยู่ในความสนใจแล้ว นิตยสารที่มีนั้นก็เก่ามาก บางเล่มของปี 45 คุณดาบอกว่าเล่มที่ใหม่สุดก็ของปี 50 ได้ฟังถึงตรงนี้แล้วเลยเข้าใจเลยว่า นอกจากชีวิตยังต้องทนอยู่ในที่แคบๆแล้ว สมองและการรับรู้ยังถูกบังคับให้แคบตามไปด้วย คุณดาบอกว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะเวลานักโทษออกไปบางคนมีวันและเวลาไม่ตรงกับคนข้างนอก เหมือนอยู่คนละโลกกันเลย ออกไปแล้วตามโลกข้างนอกไม่ทัน แล้วก็ทำให้ชีวิตในคุกแย่กว่าเดิมอีก เพราะเหมือนอยู่ไปไม่มีความหวังอะไร ไม่รู้ว่าโลกข้างนอกเป็นอย่างไร พวกเราเลยสัญญาว่าจะช่วยประกาศรับบริจาคหนังสือนิตยสารผู้หญิงให้

ซึ่งก็ประกาศตรงนี้เลยแล้วกัน ว่าท่านใดที่รับหนังสือนิตยสารผู้หญิงหรือนิตยสารบันเทิงต่างๆ ก็ร่วมด้วยช่วยกันบริจาคด้วยค่ะ โดยจะระบุว่าส่งให้แดนแรกรับซึ่งเป็นแดนที่คุณดาอยู่โดยตรง เพื่อให้เธอและเพื่อนๆ ได้อ่านหนังสือที่ทันกับสถานการณ์จริงจากโลกข้างนอกตลอดเวลา

จดหมายถึงดา

กลุ่มสมัชชาสังคมก้าวหน้ามีโครงการจดหมายถึงดา ดิฉันเลยถามเธอว่าได้รับจดหมายเยอะมั้ย เธอบอกด้วยความดีใจว่าได้รับเยอะ ตอนนี้เก็บไว้เยอะ ได้ทั้งจากเวียดนาม สหรัฐฯ ออสเตรเลีย ฮอลแลนด์ ฯลฯ เธอบอกว่าดีใจมากที่มีคนเขียนจดหมายมาหาเธอเยอะแยะ อยากให้เขียนมาอีก เธออยากอ่าน ซึ่งฉันก็บอกเธอไปว่าทางกลุ่มสมัชชาฯ เปิดตู้ปณ.เพื่อรับจดหมายของดาโดยตรง และรวบรวมจัดส่งให้ดา เธอบอกว่าขอบคุณมาก ขอบคุณที่ไม่ทอดทิ้งกัน

ดิฉันยังเล่าเรื่องโครงการเขียน สคส. ถึงดา ที่กลุ่มพลังรวมใจจัดขึ้น คุณดาดูมีสีหน้ายิ้มแย้มมาก เธอพูดขอบคุณบ่อยครั้งเมื่อดิฉันเล่าถึงโครงการต่างๆที่ทำให้เธอ คุณดายังฝากบอกด้วยว่าอยากให้ใช้สคส.จากเรือนจำที่นักโทษหญิงเป็นคนทำ เพื่อจะได้ช่วยเหลือนักโทษด้วย จะเป็นผลดีต่อเรือนจำด้วย วันนั้นกลุ่มสมัชชาสังคมก้าวหน้าได้ฝากเงินที่เราทำกิจกรรมให้เธอ 3,000 บาท เราให้สัญญากับเธอว่าเรายังคงจะทำกิจกรรมต่อไปเพื่อไม่ให้สังคมลืมคุณดา และสัญญากับเธอว่าจะมาเยี่ยมบ่อยๆ และจะเอาเรื่องต่างๆที่คุณดาเล่ามาไปบอกให้คนข้างนอกฟังต่อ

คุณดาบอกว่าดีๆ เอาไปเขียนลงในเวบไซต์ต่างๆ และพาดหัวตัวโตๆเลยนะว่า "ยิงเป้าฉันเลยจะดีกว่า" เอาแบบนี้เลยนะ มันแย่จริงๆในนี้ อย่าขังฉันเลย ยิงเป้าเลยดีกว่า จะได้ตายๆไป ดิฉันก็บอกคุณดาว่าเธอเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้กับสิ่งที่ไม่เป็นธรรม อย่างน้อยสิ่งที่คุณดาทำ ทำให้ทั่วโลกหรือคนในสังคมทั่วไปรับรู้เรื่องความไม่เป็นธรรมในสังคมไทยมากขึ้น แต่คุณดาบอกว่าเธอเบื่อเต็มที ยิงเป้าให้จบๆไปเลยจะดีกว่า ฉันบอกว่าตอนนี้เรื่องของคุณดาเป็นที่สนใจของคนข้างนอกมากขึ้น การต่อสู้ของคุณดาจะไม่สูญเปล่า

....บทสนทนาจบลงแต่เพียงเท่านั้น และไฟในห้องก็ดับลง

ดาเหยื่อคดีหมิ่นฯ:ยิงเป้าดีกว่า!อย่าขังฉันเลย..

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
11 ธันวาคม 2552

องค์กรที่สนับสนุนประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนผนึกพลังเคลื่อนไหว เรียกร้องความยุติธรรมให้กับดาตอร์ปิโด โดยกลุ่มสมัชชาสังคมก้าวหน้าได้ยื่นหนังสือต่อUNในวันสิทธิมนุษยชนสากล เผยสถานการณ์ในคุกย่ำแย่เจ้าตัวบอก"ยิงเป้าฉันเลยดีกว่า อย่าขังฉันเลย" ด้านกลุ่ม"พลังรวมใจ"รณรงค์เรียกร้องผู้รักประชาธิปไตยส่งสคส.ถึงดาเพื่อหนุนพลังใจสู้




วันนี้ สมัชชาสังคมก้าวหน้า ได้ร่วมกับนายประเวศ ประชานุกูล ทนายความขอดารณี ชาญเชิงศิลปะกุล ผู้ต้องขังคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ยื่นหนังสือต่อเลขาธิการองค์การสหประชาชาติ เรียกร้องความเป็นธรรม กรณีคดีคุณดารณี ต่อเลขาธิการองค์การสหประชาชาติ ที่หน้าองค์การสหประชาชาติ (แยกสะพานมัฆวานฯ)
โดยผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้ใส่เสื้อสีขาวเป็นสัญลักษณ์ และให้เหตุผลว่า การยื่นหนังสือครั้งนี้ทำขึ้นเนื่องในโอกาสวันสิทธิมนุษยชนสากล โดยเห็นว่ากรณีที่ดารณี ถูกตัดสินจำคุก18 ปีนั้นไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรมไทย ดังเช่น การไม่ให้ประกันตัว การพิจารณาคดีอย่างปิดลับ และอื่นๆ

สมัชชาสังคมก้าวหน้าเชื่อว่า ผู้ถูกกล่าวหาและลงโทษจากกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ม. 112 ทุกคน คือ เหยื่อที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ทั้งจากความรุนแรงของตัวกฎหมายและปฏิบัติของจารีตสังคมอันล้าหลังที่ตีตรา (stigma) และสร้างความเป็นอื่น (The others) ลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ไปจากพวกเขา/เธอเหล่านั้น

ขณะเดียวกันมีการจัดกิจกรรมส่งความสุขให้ “ดา” เนื่องในวาระใกล้ถึงวันปีใหม่นี้ โดยกลุ่ม “พลังรวมใจ” ขอเชิญชวนผู้รักประชาธิปไตยทุกท่านร่วมโครงการ “ส่งความสุขให้-ดา” ทั้งนี้เพื่อเป็นกำลังใจให้แก่คุณดารณี ซึ่งกลุ่มพลังรวมใจเห็นว่าเป็นนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยคนหนึ่งที่ถูกจำคุกข้อหาหมิ่นฯ

คุณกาญจนา ศรีพรประชา ผู้แทนกลุ่ม “พลังรวมใจ” กล่าวเชิญชวนผู้รักประชาธิปไตยและความยุติธรรมทุกท่านร่วมแรงร่วมใจส่งคำอวยพร และความสุขให้แก่ผู้กล้าของเรา โดยการส่งจดหมาย สคส หรือ โปสการ์ดอวยพรปีใหม่ให้แก่คุณดารณี โดยที่เนี้อหาจะต้องไม่มีการพาดพิงถึงการเมือง เขียนจ่าหน้าว่า “สคส ถึง ดา” ตู้ ปณ. 58 ปณศ (พ) พระโขนง กรุงเทพฯ 10110 ทางกลุ่มจะดำเนินการจัดส่งให้คุณดารณีทุกอาทิตย์ และจะนำภาพที่ถ่ายจดหมายนี้มาดำเนินการเผยแพร่ทางเวปไซด์ หรือ งานนิทรรศการที่จะจัดอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้เพื่อปลุกจิตสำนึกให้คนไทยส่วนใหญ่ร่วมกันให้กำลังใจแก่คุณดา ในการยืนหยัดต่อสู้เพื่อความถูกต้องต่อไป ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่กาญจนา ศรีพรประชา ผู้แทนกลุ่ม “พลังรวมใจ”
มือถือ 086-3190609 อีเมล์ wemissyouda@gmail.com

"เราจะไม่ทอดทิ้งกัน" รายงานการเยี่ยมคุณดารณี ชาญเชิงศิลปกุล


เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2552 ที่ผ่านมา เพื่อนๆกลุ่มสมัชชาสังคมก้าวหน้า ได้มีโอกาสเข้าเยี่ยมคุณดารณี ชาญเชิงศิลปกุล หรือที่รู้จักกันในชื่อ "ดา ตอร์ปิโด" ที่เรือนจำกลางคลองเปรม

ก่อนอื่นขอเล่าถึงขั้นตอนการขออนุญาตเข้าเยี่ยม เพื่อจะเป็นประโยชน์สำหรับคนที่คิดอยากไปจะไปเยี่ยมด้วยตัวเอง ซึ่งเราอยากชวนให้ไปกันเยอะๆด้วยเช่นกัน สำหรับการขอเข้าเยี่ยมนั้นเราพบว่าเป็นเรื่องไม่ยุ่งยากเลย ไม่เหมือนกับที่เคยจินตนาการไว้ก่อนหน้า เพียงแค่ถือบัตรประชาชนไปติดต่อเจ้าหน้าบริเวณเคาเตอร์ติดต่อ ขอเอกสารจากเจ้าหน้าที่มากรอกอย่างละเอียด ถ่ายเอกสารบัตรประชาชนแล้วก็เซ็นต์สำเนารับรองถูกต้อง ถ้ากรอกเอกสารไม่หมดเขาก็จะเตือนให้เราทราบ เอกสารที่ให้กรอกไม่ได้ซับซ้อนและไม่ได้ขอข้อมูลอะไรมากมายนัก

หลังจากนั้นพนักงานจะตรวจสอบความเรียบร้อยของบัตรประจำตัวประชาชน ว่ายังสามารถใช้ได้หรือไม่ เช่นถ้าบัตรหมดอายุก็ห้ามเยี่ยม และถ้าเขาตรวจพบว่าวันนี้นักโทษที่เราขอเข้าเยี่ยมมีคนมาเยี่ยมแล้ว ก็จะไม่อนุญาตให้เยี่ยม ทั้งนี้เพราะทางเรือนจำมีกฎอยู่ว่า นักโทษมีสิทธิให้ญาติเข้าเยี่ยมได้วันละ 1 ครั้งเท่านั้น ซึ่งกฎข้อนี้ดูเหมือนทางเรือนจำจะเข้มงวดมาก เพราะตอนที่พวกเรากำลังติดต่อเจ้าหน้าที่อยู่ มีหญิงคนหนึ่งมาเยี่ยมนักโทษ แต่ปรากฎว่านักโทษคนดังกล่าวมีญาติมาเยี่ยมแล้วก่อนหน้าเธอ เธอบอกกับเจ้าหน้าที่ว่าเธอต้องเดินทางกลับต่างจังหวัดในตอนเย็นวันเดียวกัน และอีกนานมากกว่าจะกลับมากรุงเทพฯอีก เจ้าหน้าที่ได้แต่แสดงความเห็นใจและบอกว่าเข้าใจความรู้สึกเธอดี แต่อนุญาตให้เข้าเยี่ยมไม่ได้จริงๆ เพราะมันคือกฎของเรือนจำ

เมื่อกรอกเอกสารเสร็จและยื่นให้เจ้าหน้าที่เรียบร้อยแล้ว เจ้าหน้าที่จะยื่นเอกสารให้เราซึ่งจะต้องเก็บเอกสารไว้กับตัวตลอด เพราะเมื่อไปยังห้องเยี่ยม เจ้าหน้าที่หน้าห้องเยี่ยมจะขอดูเอกสารดังกล่าวและขอดูบัตรประจำตัวประชาชนของเราอีกครั้ง เพื่อตรวจสอบความถูกต้อง จากนั้นก็นั่งรอให้เจ้าหน้าที่เรียกผ่านเครื่องขยายเสียง โดยการเรียกเจ้าหน้าที่จะประกาศชื่อนักโทษที่ญาติขอเข้าเยี่ยม และจะบอกว่าให้ไปเยี่ยมที่ไหน ช่องไหน เวลาในการเยี่ยมแบ่งเป็นช่วงเช้ากับช่วงบ่าย ช่วงเที่ยงเป็นเวลาพักของเจ้าหน้าที่

เมื่อเจ้าหน้าที่เรียกชื่อนักโทษที่เราขอเข้าเยี่ยม พร้อมกับหมายเลขช่อง เราก็ต้องเดินไปยังบริเวณนั้น โดยมือถือกับกระเป๋าห้ามเอาเข้าไปด้วย จะมีเจ้าหน้าที่ตรวจด้านหน้า แต่ถ้าเผลอถือไป ทางเรือนจำก็มีล็อกเกอร์ไว้ให้เก็บโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย การเยี่ยมแต่ละครั้งมีเวลาให้ 15 นาที เมื่อครบเวลาทางเรือนจำจะปิดไฟและเชิญนักโทษออกไปทันที ไม่มีเวลาให้อำลาเสียด้วย

วันนั้นคุณดารอเราอยู่ที่ช่อง 38 พวกเรา ดิฉัน และสมัชชาฯ ก็แนะนำตัวเพราะเราไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ตอนกรอกเอกสารกับเจ้าหน้าที่ด้านหน้าซึ่งต้องระบุด้วยว่ามีความสัมพันธ์กับนักโทษในสถานะไหน พวกเรากรอกว่าเป็น "เพื่อน" ตอนแรกว่าจะกรอกว่า "เพื่อนร่วมโลก" แต่เกรงเจ้าหน้าที่จะหมั่นไส้ เลยย่อให้เหลือแค่นั้น

เมื่อดิฉันแนะนำตัวจบว่ากำลังเรียนปริญญาโทด้านรัฐศาสตร์ คุณดาก็ชวนคุยเรื่องการเมืองปัจจุบันทันที ทั้งเรื่องการทำงานของรัฐบาลประชาธิปัตย์ ปัญหาเศรษฐกิจ เงินเฟ้อเงินฝืด คุณดาดูมีความสุขมากที่ได้คุยเรื่องนี้ เธอไม่มีวี่แววว่าจะเลิกสนใจติดตามข่าวสารบ้านเมืองแม้แต่นิดเดียว ไม่มีท่าทีแขยงมันเลยแต่น้อย ทั้งที่เรื่องการเมืองพวกนี้ทำให้เธอต้องมาอยู่ที่นี่

จากนั้นดิฉันก็บอกกับเธอว่าอาจารย์ท่านหนึ่งที่อยู่แดนไกลฝากความระลึกถึงมาด้วย คุณดาก็ฝากความระลึกถึงกลับ และดิฉันก็บอกว่าคุณดาว่าเพื่อนๆอีกหลายคนก็ฝากความระลึกถึงมายังคุณดา และเธอก็ฝากขอบคุณกลับไป

นอกจากเรื่องการเมืองและเศรษฐกิจ และข้อความฝากที่ดิฉันทำหน้าที่เป็นเมสเซนเจอร์แล้ว ยังมีอีกหลายเรื่องที่เราคุยกัน เนื่องจากเขียนจากความทรงจำ อาจจะจำสับสนไม่รู้ว่าคุยเรื่องไหนก่อนเรื่องไหนหลัง จึงขอจำแนกเป็นเรื่องๆ โดยไม่ได้เรียงตามลำดับดังนี้

ชีวิตความเป็นอยู่

คุณดาบอกว่าแออัด เพราะนักโทษในเรือนจำมีจำนวนมาก และการอยู่กันอย่างแออัด ทำให้มีผลต่อสุขภาพจิต ทำให้เกิดการรำคาญ หงุดหงิด ทะเลาะเบาะแว้งกันได้ง่าย เธอเสนอแนะว่าสำหรับบางคนไม่ควรมาอยู่ในคุก ควรมีวิธีการอื่นในการจัดการเรื่องการรับโทษ เช่นการคุมประพฤติ เพราะการให้เข้ามาอยู่ในคุกนั้น ยิ่งทำให้นิสัยใจคอเปลี่ยนไปในทางที่ไม่ดีมากขึ้น

นอกจากนี้คุณดายังบอกว่า แต่ละวันไม่ค่อยมีกิจกรรมให้เธอทำ เพราะเป็นนโยบายของทางเรือนจำ คุณดาบอกว่าอยากให้พวกเราช่วยกันรณรงค์ให้นักโทษหญิงในเรือนจำคลองเปรมมีกิจกรรมทำมากกว่านี้ เช่นการขอสิทธิในการทำอาหาร การปลูกต้นไม้ ทำสวนผัก เพราะจะเป็นกิจกรรมที่ช่วยฆ่าเวลาและทำให้เธอรู้สึกว่าตัวเองยังมีประโยชน์อยู่ เธอบอกว่านักโทษชายในเรือนจำคลองเปรมนั้นทำเรื่องพวกนี้ได้ เธอไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมถึงห้ามไม่ให้นักโทษหญิงทำ

เธอยังชวนคุยเรื่องข้อกฎหมายในพรบ.ราชทัณฑ์ ซึ่งดิฉันเองไม่ได้รู้เรื่องข้อกฎหมายพวกนี้ ได้แต่ทำหน้าอึ้งๆที่คุณดาสามารถยกข้อกฎหมายในพรบ. ฉบับนั้นมาเล่าให้ฟัง พร้อมกับบอกว่าข้อกำหนดเหล่านั้นมันส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของนักโทษอย่างไร เพราะการนำกฎหมายหมายปฏิบัติหรือบังคับใช้นั้นไม่ได้เป็นผลดีต่อชีวิตความเป็นอยู่ของนักโทษเลย เธอบอกว่าต้องช่วยกันรณรงค์ ชีวิตความเป็นอยู่ในคุกมันแย่จริงๆ มันทำให้ดีกว่านี้ได้

เรื่องสุขภาพ

อย่างที่เราทราบจากทนายประเวศว่าคุณดามีปัญหาเรื่องขากรรไกร ดิฉันเลยถามเธอถึงปัญหาดังกล่าว คุณดาบอกข่าวดีว่าปีหน้าจะได้ผ่าตัดแล้ว ดิฉันเลยถามว่าผ่าตัดที่ไหน ในเรือนจำนี้หรือโรงพยาบาลข้างนอก เธอบอกว่ายังไม่แน่ อาจจะเป็นโรงพยาบาลตำรวจหรือไม่ก็โรงพยาบาลจุฬาฯ ยังไม่ได้ระบุแน่นอน เธอบอกว่าปัญหาเรื่องการดูแลสุขภาพและการดำเนินการรักษานักโทษที่ป่วยของเรือนจำไม่ดีเลย ต้องช่วยกันรณรงค์ เพราะนักโทษมีสิทธิเรื่องพวกนี้อยู่ เธอเล่าให้ฟังด้วยความยิ้มแย้มว่า การที่เธอได้รับข่าวดีว่าปีหน้าเธอจะได้ผ่าตัด จากที่ไม่เคยมีวันเวลาที่แน่นอนมาก่อนนั้น เพราะโครงการ แอลฟี่ ของพระองค์ภาฯ ผ่านการช่วยเหลือขององค์กรสิทธิเอเชียและอียู เธอบอกว่าการที่มีโครงการนี้ขึ้น นักโทษหญิงจะได้รับการดูแลมากขึ้นอย่างแน่นอน

ข่าวสารและความบันเทิง

แน่นอนว่าการรับข่าวสารและความบันเทิงของคนในคุกต่างจากพวกเรานอกคุกที่จะมีสิทธิและเสรีภาพเต็มที่ที่จะเลือกเสพอะไรไม่รับอะไรได้ คุณดาบอกว่าในคุกนั้นเธอถูกกีดกันออกจากข่าวสารบ้านเมือง โดยเฉพาะข่าวการเมืองนั้นดูไม่ได้เลย มือเธอไม่มีสิทธิถือรีโมททีวีจะเปลี่ยนช่อง เพราะทางเรือนจำเขียนรายการที่อนุญาตให้นักโทษดูลงบนแผ่นดีวีดี แล้วเปิดให้ดู ในระยะเวลาที่กำหนดไว้ ซึ่งคุณดาบอกว่าในนั้นจะมีแต่เรื่องน้ำเน่า ทั้งซีรี่ย์เกาหลี ละคร คุณดาบอกว่าเอาช่องดิสคัฟเวอร์รี่ให้ดูจะดีเสียอีก นี่ไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย

เคยได้ยินทนายประเวศเล่าเรื่องการขอรับบริจาคหนังสือ ตอนแรกที่ได้ฟังก็ไม่เข้าใจว่ามันสำคัญอย่างไร จนมาถามคุณดานั่นแหละ ว่าในนี้มีหนังสืออะไรให้อ่านบ้าง คุณดาบอกว่านักโทษไม่มีสิทธิจะเลือกอ่านได้เองหรอก ทางเรือนจำห้ามอ่านเรื่องการเมืองเด็ดขาด ที่อ่านได้ก็มีสกุลไทย ดิฉัน แพรว ฯลฯ คือนิตยสารผู้หญิงทั่วไปเท่านั้น

เท่านั้นยังไม่พอ คุณดาบอกว่านอกจากจะต้องมาทนอ่านพวกนี้ที่ไม่ได้อยู่ในความสนใจแล้ว นิตยสารที่มีนั้นก็เก่ามาก บางเล่มของปี 45 คุณดาบอกว่าเล่มที่ใหม่สุดก็ของปี 50 ได้ฟังถึงตรงนี้แล้วเลยเข้าใจเลยว่า นอกจากชีวิตยังต้องทนอยู่ในที่แคบๆแล้ว สมองและการรับรู้ยังถูกบังคับให้แคบตามไปด้วย คุณดาบอกว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะเวลานักโทษออกไปบางคนมีวันและเวลาไม่ตรงกับคนข้างนอก เหมือนอยู่คนละโลกกันเลย ออกไปแล้วตามโลกข้างนอกไม่ทัน แล้วก็ทำให้ชีวิตในคุกแย่กว่าเดิมอีก เพราะเหมือนอยู่ไปไม่มีความหวังอะไร ไม่รู้ว่าโลกข้างนอกเป็นอย่างไร พวกเราเลยสัญญาว่าจะช่วยประกาศรับบริจาคหนังสือนิตยสารผู้หญิงให้

ซึ่งก็ประกาศตรงนี้เลยแล้วกัน ว่าท่านใดที่รับหนังสือนิตยสารผู้หญิงหรือนิตยสารบันเทิงต่างๆ ก็ร่วมด้วยช่วยกันบริจาคด้วยค่ะ โดยจะระบุว่าส่งให้แดนแรกรับซึ่งเป็นแดนที่คุณดาอยู่โดยตรง เพื่อให้เธอและเพื่อนๆ ได้อ่านหนังสือที่ทันกับสถานการณ์จริงจากโลกข้างนอกตลอดเวลา

จดหมายถึงดา

กลุ่มสมัชชาสังคมก้าวหน้ามีโครงการจดหมายถึงดา ดิฉันเลยถามเธอว่าได้รับจดหมายเยอะมั้ย เธอบอกด้วยความดีใจว่าได้รับเยอะ ตอนนี้เก็บไว้เยอะ ได้ทั้งจากเวียดนาม สหรัฐฯ ออสเตรเลีย ฮอลแลนด์ ฯลฯ เธอบอกว่าดีใจมากที่มีคนเขียนจดหมายมาหาเธอเยอะแยะ อยากให้เขียนมาอีก เธออยากอ่าน ซึ่งฉันก็บอกเธอไปว่าทางกลุ่มสมัชชาฯ เปิดตู้ปณ.เพื่อรับจดหมายของดาโดยตรง และรวบรวมจัดส่งให้ดา เธอบอกว่าขอบคุณมาก ขอบคุณที่ไม่ทอดทิ้งกัน

ดิฉันยังเล่าเรื่องโครงการเขียน สคส. ถึงดา ที่กลุ่มพลังรวมใจจัดขึ้น คุณดาดูมีสีหน้ายิ้มแย้มมาก เธอพูดขอบคุณบ่อยครั้งเมื่อดิฉันเล่าถึงโครงการต่างๆที่ทำให้เธอ คุณดายังฝากบอกด้วยว่าอยากให้ใช้สคส.จากเรือนจำที่นักโทษหญิงเป็นคนทำ เพื่อจะได้ช่วยเหลือนักโทษด้วย จะเป็นผลดีต่อเรือนจำด้วย วันนั้นกลุ่มสมัชชาสังคมก้าวหน้าได้ฝากเงินที่เราทำกิจกรรมให้เธอ 3,000 บาท เราให้สัญญากับเธอว่าเรายังคงจะทำกิจกรรมต่อไปเพื่อไม่ให้สังคมลืมคุณดา และสัญญากับเธอว่าจะมาเยี่ยมบ่อยๆ และจะเอาเรื่องต่างๆที่คุณดาเล่ามาไปบอกให้คนข้างนอกฟังต่อ

คุณดาบอกว่าดีๆ เอาไปเขียนลงในเวบไซต์ต่างๆ และพาดหัวตัวโตๆเลยนะว่า "ยิงเป้าฉันเลยจะดีกว่า" เอาแบบนี้เลยนะ มันแย่จริงๆในนี้ อย่าขังฉันเลย ยิงเป้าเลยดีกว่า จะได้ตายๆไป ดิฉันก็บอกคุณดาว่าเธอเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้กับสิ่งที่ไม่เป็นธรรม อย่างน้อยสิ่งที่คุณดาทำ ทำให้ทั่วโลกหรือคนในสังคมทั่วไปรับรู้เรื่องความไม่เป็นธรรมในสังคมไทยมากขึ้น แต่คุณดาบอกว่าเธอเบื่อเต็มที ยิงเป้าให้จบๆไปเลยจะดีกว่า ฉันบอกว่าตอนนี้เรื่องของคุณดาเป็นที่สนใจของคนข้างนอกมากขึ้น การต่อสู้ของคุณดาจะไม่สูญเปล่า

....บทสนทนาจบลงแต่เพียงเท่านั้น และไฟในห้องก็ดับลง

แดงUSAความสวยงามในหนทางสู้เพื่อมาตุภูมิ

ที่มา Thai E-News


โดย ทิฟฟี่ สีแดง RedNews USA
11 ธันวาคม 2552

นานๆความสวยงามจะเกิดขึ้นบนเส้นทางการต่อสู้ เราต้องหยุดพักบ้างเพื่อที่จะมีแรงต่อสู้บนเส้นทางอีกยาวไกล

สรุปงานคนเสื้อแดงที่อเมริกาเมื่อวันอาทิตย์ที่ 6 ธันวาคมที่ผ่านมา "เพื่อนร่วมร้องพี่น้องร่วมสนุก" ก็ได้เสร็จสิ้นไปแล้ว..

พ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ ประธานกมธ.ทหารกล่าวปราศรัยกับพี่น้องเสื้อแดงไทยในอเมริกา

ดร.จำนงค์ ไชยมงคล

การอภิปรายพูดคุยกับพี่น้องเกี่ยวกับประชาธิปไตยโดยการนำทีมของท่านประธานคณะกรรมาธิการทหาร พ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ ส.ส.ปาริชาติ ชาลีเครือ ดร.จำนงค์ ไชยมงคล พิธิกรคู่หูของดร.อดิศร เพียงเกษจาก People Channel และคณะ ได้ทำหน้าที่พูดคุยปราศรัยให้ความรู้อย่างน่าสนใจและเข้มข้น

ส.ส.ปาริชาติ ชาลีเครือ กล่าวปราศรัยกับเสื้อแดงไทยในUSA
แต่ละท่าน มีทีเด็ดกันมาเพียบเลย และผู้ฟังก็สนใจฟัง ถามปัญหาจนเกินกำหนดเวลา..ในฐานะเจ้าภาพผู้จัดงานต้องกราบขอโทษ ส.ส. และ ผู้ติดตามอีกหลายท่านที่ไม่สามารถ ขึ้นมาพูดคุยกับพี่น้องได้..ตอนนี้ การเสวนาที่อเมริกา กำลังมาแรง และมีคนติดตามชมและรับฟังกันทั่วโลก

ในงานมีการประมูลของที่ระลึกจากท่านแกนนำหลายท่าน..อาทิเช่น พ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ, ส.ส.ปาริชาติ ชาลีเครือ มอบเสื้อให้พร้อมลายเซ็นต์ทันทีในงาน และอีกหลายๆท่าน ที่ติดตามมา..

ของที่ประมูล จากคุณวีระ มุกสิกพงษ์ (เสื้อแจ๊คเก็ทพร้อมลายเซ็นต์) คุณณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ (หมวกคลุมหัวผ้าไหม พร้อมลายเซ็นต์)และจากประธาน สถานี โทรทัศน์ พีเพิลชาแนล คุณอดิศร เพียงเกษ...และจากที่หลายท่านที่ฝากของที่ระลึกมาให้ประมูลเพื่อจะได้ต่อทุนทำสิ่งพิมพ์ RedNews USA สื่อของคนเสื้อแดงในอเมริกา..ต้องขอขอบพระคุณท่านมาด้วยนะที่นี้ค่ะ

คุณ จักรภพ เพ็ญแข วีดีโอลิงค์มา เห็นกันแบบสดๆๆ ..ผู้ฟังบางท่านถึงกับน้ำตาคลอเพราะคิดถึง... และ อีกท่านที่โฟนอินเข้ามาในงาน คุณ อริสมันต์ พงษ์เรืองรอง สองท่านให้ความเมตตามากที่จะมาพูดคุยกับคนไทยที่รักประชาธิปไตยและสัญญาว่ามีโอกาสจะมาพบเสื้อแดงและคนรักประชาธิปไตยทุกท่าน ที่ แอลเอ ในโอกาสต่อไป

ในงานมีการแสดงรำเซิ้งเพลงเสียงแคนของคุณอดิศร เพียงเกษ..ซึ่งได้มีการซ้อมกันไม่กี่ชั่วโมงก่อนแสดงสลับฉากเป็นการคั่นรายการซึ่งได้รับเสียงปรบมืออย่ากึกก้องแบบไม่น่าเชื่อว่าคนเสื้อแดงก็ทำได้...ส่วนทีมงานก็มากันตั้งแต่เช้า วิ่งวุ่นช่วยกันจัดสถานที่ เวที แสง เสียง..ด้วยความร่วมมือร่วมใจเต็มร้อยจากทุกท่าน

ทางคณะทีมงานได้พยายามติดต่อที่จะวีดีโอลิ้งค์กับท่านทักษินแต่ก็ติดต่อไม่ได้ ซึ่งอาจจะเป็นเพราะท่านทักษินเดินทางไป มาหลายที่ในยุโรป.ส่วนคุณณัฐวุฒิ ทางเลขาบอกว่ากำลังเดินทางไปบ้านคุณณัฐวุฒิยังไม่ถึงให้โทรศัพท์กลับไปอีกที...สำหรับคุณวีระ ติดภาระกิจนอกสถานที่..และเวลาก็ล่วงเลยเกินเวลาที่ตกลงกับไทยแลนด์พลาซ่าเกินสองทุ่มมาพอสมควรแล้ว..สมควรปิดรายการ...

ทุกท่านที่ซื้อบัตรมาร่วมงานแม้นงานจะผิดพลาด จนมากมายหลายท่าน ตัดพ้อ ต่อว่า โดยเฉพาะท่านที่มารอ การวีดีโอลิงค์ ท่านนายกฯ ทักษิณ ชินวัตรโดยเฉพาะ ต่างก็บ่นผิดหวังกลับไป แต่ทุกท่านก็เข้าใจปัญหา เพราะเห็นทีมงานวิ่งวุ่นกันไปหมด..การขลุกขลักและส่วนดี ส่วนด้อยต่าง ๆ ก็จะนำไปประเมินผลสำหรับการจัดงานคราวต่อไป..และต้องขอกราบขอประทานโทษมา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ


บรรยากาศในงาน ภาพบนประกวดขวัญใจของเราชาวเสื้อแดงUSA ประจำปี 2009 ได้แก่ น้อง ปูเป้ และ น้อง พลอย ผลโหวตเสมอกัน เพราะกินกันไม่ลงเรื่องความสวย..ครองตำแหน่งร่วมกัน ภาพล่างบรรยากาศผู้ร่วมงาน


เบื้องหลังทีมงาน ตัวเป็นเกลียว หัวเป็นน็อต

เที่ยงวันยันเที่ยงคืน10ธันวาคม2552

ที่มา Thai E-News



ที่มา มติชนออนไลน์ CBNpress.com และคุณPKTห้องราชดำเนิน พันทิป
11 ธันวาคม 2552

ชมคลิปวิดีโอชุมนุมรวมพลังวันรัฐธรรมนูญ 10 ธันวาคม 2552 ตั้งแต่เที่ยงวันยันเที่ยงคืน คลิ้กที่นี่