ที่มา thaifreenews
โดย dreamcatcher
ผมชอบพูดเรื่องญาณ บ่อยๆ ญาณ คืออะไร
ในหนังสือพุทธธรรม หน้า 49
ญาณ ความรู้ ความหยั่งรู้ เป็นไวพจน์ คำหนึ่งของปัญญา
กล่าวได้ว่า ญาณ คือ ความรู้บริสุทธิ์ ที่ผุดโพลงสว่างแจ้งขึ้น มองเห็นสภาวะของสิ่งนั้นๆ หรือเรื่องนั้นๆ แม้ว่าญาณจะมีหลายระดับ
บางทีเป็นความรู้ผิด บางทีเป็นความรู้บางส่วน ไม่สมบูรณ์ แต่ก็เรียกว่าเป็นความรู้บริสุทธิ์ หรือความรู้ล้วนๆ
เพราะยังไม่มีความรู้สึกของตัวตน หรือความยึดถือเป็นของตนเข้าไปจับ บางครั้งญานเกิดขึ้นโดยอาศัยความคิดเหตุผล
แต่ญาณเป็นอิสระจากความคิดเหตุผล คือไม่ต้องขึ้นต่อความคิดเหตุผล แต่ออกไปสัมพันธ์กับตัวสภาวะที่เป็นจริง ข้อนี้นับเป็นลักษณะที่แตกต่างกัน
อย่างหนึ่งระหว่าง ทิฎฐิ กับ ญาณ กล่าวคือ ความรู้แบบทิฎฐิเข้ามาอิงความยึดถือและความคิดเหตุผลข้างใน ส่วนความรู้ที่เรียกว่าญาณออกไปสัมผัสกับ
ตัวสภาวะที่เป็นอยู่ข้างนอกโดยตรง
ที่ว่า บางทีเป็นความรู้บางส่วน ไม่สมบูรณ์ ตัวอย่างเช่น ที่ผม เล่าในคราวที่ไปเที่ยวหนองคาย ว่า
พอกลับที่ห้องพักผม ห้องพักอยู่ประมาณชั้น7ผมก็นั่งที่โซฟา ซึ่งอยู่ติดหน้าต่าง ด้านหลังผมเป็นแม่น้ำโขงครับ นั่งเพลินๆอยู่ ก็ได้กลิ่น
โคลน ฉุนกึก ขึ้นมาผมก็เลยลุกขึ้นหันไปมองที่กระจกคิดว่าคงไม่ได้ปิดหน้าต่าง แต่ที่ไหนได้หน้าต่างปิดสนิทมาก ผมลองเปิดหน้าต่างดูก็
เปิดไม่ออก
กลิ่นโคลน ผมได้กลิ่นจาก โสตประสาท ไม่ใช่จากจมูก จริงๆ แต่ที่ไม่สมบูรณ์ คือผมไม่รู้แน่ว่า เค้าเป็นพญานาคจริงๆ หรือเปล่า
คือ ญาณ มันมีหลายระดับ ของผมยังไม่ถึงขั้น เห็นกระจ่าง อย่างหลวงปู่ มั่น มีพญานาค มาขอฟังเทศน์ ถึงจะเป็นความรู้สมบูรณ์ ครับ
ญาณเกิดขึ้นได้อย่างไร
สมถะ-วิปัสนา
สมถะแปลง่ายๆว่าสงบ หลักการของสมถะคือ กำหนดใจไว้กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ความแน่วแน่หรือตั้งมั่นจิตนี้เรียกว่าสมาธิ
เมื่อสมาธิแนบสนิทเต็มที่แล้ว ก็เกิดภาวะจิตที่เรียกว่า ญาณ ซึ่งแบ่งเป็นระดับต่างๆ ระดับที่กำหนดรูปธรรมเป็นอารมณ์
เรียกว่ารูปฌาน หรือเรียกง่ายๆว่า ญาณมี4ขั้น ทั้งรูปฌาน4 และ อรูปฌาน4 เรียกรวมกันว่าสมาบัติ 8
สมถะยังมีผลพลอยได้ที่สืบเนื่องจาก ฌานอีกคือ อาจทำให้เกิดความสามารถพิเศษ ที่เรียกว่าอภิญญา 5 อย่าง
๑.อิทธิฤทธิ์ แสดงฤทธิ์ต่าง ๆได้
๒.ทิพยโสต มีหูทิพย์ สามารถฟังเสียงในที่ไกล หรือเสียงอมนุษย์ได้ยิน
๓.จตูปปาตญาณ รู้การตายและการเกิดของคนและสัตว์
๔.เจโตปริยญาณ รู้ความรู้สึกในความในใจของคนและสัตว์
๕.ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ระลึกชาติต่าง ๆที่ล่วงมาแล้วได้
ขอบคุณที่ตามอ่านนะครับ คราวหน้าจะมาเล่าเรื่อง ผมโดนพลังสะกด ไม่อันตรายหรอกครับ
เสียเงินไปนิดหน่อย แต่ก็แก้ได้ทัน ไม่ใช่พวกต้มตุ๋นสะกดนะครับ เป็นพวกหมอแขกมากกว่า
สนุกดี คือ อะไรผมก็มองว่าสนุก ยกเว้นผู้บริหารบ้านเมืองเรามัน เศร้าใจ เห็นกงจักรเป็นดอกบัวจริงๆ
ขอให้ก้าวหน้า ทั้งทางโลก และทางธรรมนะครับ
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Monday, December 14, 2009
สนทนาธรรม 2
Kamrob Where are you?
ที่มา thaifreenews
โดย Porsche
จากคุณ : นายฮ้อยไม่ค่อยทมิฬ
เขาว่ากันว่า "จัดฉาก"
แล้วตัวเอกเบื้องหลังของฉากนี้นี้อยู่ดี ๆ ก็ หายไป
อยากได้ยินอะไรจากปากของเลขานุกาลกิณี
ที่ถูกเจ้าของบ้านขับออกนอกประเทศ ใน24 ชั่วโมงคนนี้หน่อย
อยากรู้ว่า การทำตามกรอบการทูตของข้าราชการท่านนี้ จัดฉากโดยใคร เท่านั้นเอง
http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P8651172/P8651172.html
"เสธ.แดง"กร้าวตบปากโฆษกทบ.เตือนระวังสงคราม จปร.ระหว่างนักรบกับนักกอล์ฟ ขู่ใครสั่งพักราชการเจอดีแน่
ที่มา มติชน ปชป.ซัดเสธ.แดง เป็นทหารกล้าทำต้องกล้ารับ ที่พรรคประชาธิปัตย์ นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงยืนยันว่าการที่มีการสอบพล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ถือเป็นการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน เพราะการเดินทางไปต่างประเทศจะต้องมีการรายงานกับต้นสังกัด และการที่พล.ต.ขัตติยะ อ้างว่าคนที่ไปพบสมเด็จฯฮุน เซน เป็นแค่คนหน้าเหมือน ถ้าพล.ต.ขัตติยะ เป็นชายชาติทหาร เมื่อกล้าทำก็ต้องกล้ารับ นอกจากนี้ตนยังมีภาพพล.ต.ขัตติยะ เดินทางไปเยี่ยมและถ่ายภาพคู่กับพ.ต.ท.ทักษิณ ที่ดูไบ ด้วย พล.ต.ขัตติยะ จะยังบอกว่าเป็นคนหน้าเหมือนอีกหรือไม่ และการเดินทางไปต่างประเทศได้ขออนุญาตต้นสังกัดหรือไม่ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ผู้ทรงคุณวุติกองทัพบก กล่าวถึงกรณีที่ผลสอบคณะกรรมการของกองทัพบกที่ตั้งขึ้นสอบเอาผิดทางวินัยเสนอให้สั่งพักราชการ พล.ต.ขัตติยะ ว่า ตามระเบียบทำไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องเก่าที่เคยกล่าวพาดพิง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ว่าหน่อมแหนม ซึ่งเมื่อสั่งให้กรมพระธรรมนูญตีความคำว่าหนอมแหนม แปลว่าน่ารัก ก็ไม่มีความผิด แล้วเรื่องก็ถูกกรมสารวัตรทหารส่งกลับมาเพื่อสอบสวนใหม่ ดังนั้น คดีนี้ยังไม่เสร็จยังไม่มีการสรุปคดี ส่วนเรื่องใหม่ที่ตั้งกรรมการสอบคณะกรรมการสอบ กรณีตนเดินทางไปกัมพูชาและเรื่องทหารพราน ยังไม่มีการเรียกตนไปสอบปากคำ ยังไม่ได้เริ่มสอบสวน แต่กลับเอาเรื่องเก่าส่งไปให้กระทรวงกลาโหมเพื่อเอาผิดตน ทั้งนี้ ความเป็นจริงเอาผิดวินัยสั่งพักราชการตนไม่ได้ เป็นการผิดระเบียบ ขณะนี้กำลังส่งให้กรมพระธรรมนูญตีความ ซึ่งหากเขาจะให้ตนผิดมีทางเดียว คือ ไปล็อบบี้กรมพระธรรมนูญ เมื่อถามว่า หากผลสรุปถูกสั่งโทษให้พักราชการจะทำอย่างไร พล.ต.ขัตตยะ กล่าวว่า "ทำอะไรไม่ได้ เพราะเราเป็นข้าราชการทหาร ต้องเคารพระเบียบวินัย แต่มึงไม่ต้องได้ออกมาจากกองทัพบก เพราะเป็นการปกครองลูกน้องแบบนักเลง ไม่ใช่แบบผู้บังคับบัญชา ที่ต้องทำตามระเบียบวินัยทหาร วันนี้กองทัพบกเสื่อมศรัทธาต่อประชาชนมาก จาก 5 ประเด็นหลัก 1.การปฏิวัติ 19 กันยายน 2549 2.ไม่ทำตามหน้าที่หลังนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีสมัยนั้นสั่งให้ทหารออกมารักษาความสงบปราบผู้ชุมนุมเสื้อเหลืองยึดทำเนียบรัฐบาล 3.ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลกับนักการเมือง 4.วางแผนปรามคนเสื้อแดงในช่วงวันที่ 13 เมษายนที่ผ่านมา ในกรมทหารราบที่ 1 (มหาดเล็ก) รักษาพระองค์ (ร.1 รอ.) และ 5.กรณี พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ อดีตที่ปรึกษากองบัญชาการกองทัพไทย ไม่เห็นมีการเอาผิดวินัย ทั้งหมดนี้คือความไม่ชอบธรรม" "ผบ.ทบ.ไม่มีสิทธิทำอะไรทหารชั้นนายพล เพราะเขาให้สิทธินายพลมีอิสระในการแสดงความคิดเห็น พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก เป็นโฆษกกองทัพแต่ดันพูดโกหก บอกว่าผมได้เซ็นหนังสือจะไม่ให้สัมภาษณ์ 2 ปี ผมไม่ได้เซ็นเลย และมาบอกทหารพรานเป็นของปลอม วันนี้ทหารพรานเขาออกมาเยอะเพราะมาดูถูกเขา ตอนนี้ใกล้ถูกตบปากทุกที ผมจะเดินไปตบปากต่อหน้าสาธารณชน ขณะที่ให้สัมภาษณ์สื่อเลยมาพูดอย่างนี้ได้อย่างไร เดี่ยวจะเจอสงครามระหว่าง จปร.กับ จปร. ประชาชนไม่ต้องตกใจ คอยดูนักรบกับนักกอล์ฟสู้กัน มึงสั่งพักราชการเมื่อไหร่เจอดีแน่" พล.ต.ขัตติยะ กล่าว กลาโหม รอกรมพระธรรมนูญสรุปข้อ กม. เอาผิด พ.อ.ธนาธิป สว่างแสง โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงความคืบหน้าการพิจารณาผลสอบเอาผิดต่อ พล.ต.ขัตติยะ ว่า การพิจารณามีความเกี่ยวโยงกับข้อกฎหมาย ทำให้กระทรวงกลาโหมได้ส่งให้กรมพระธรรมนูญพิจารณาในข้อกฎหมายก่อน โดยเฉพาะในเรื่องโทษที่กองทัพบกตั้งขึ้นมา ซึ่งต้องใช้เวลาระยะหนึ่งในการศึกษา ซึ่งในวันที่ 14 ธันวาคมนี้ ตนจะประสานกรมพระธรรมนูญว่ามีรายะละเอียดประเด็นหารือกันอย่างไร ทั้งนี้ น่าจะให้กรมพระธรรมนูญพิจารณาก่อน เพราะต้องแยกเรื่องวินัยและอาญาทหาร ซึ่งกำลังพิจาณาในหลักกฏหมาย 2 ฉบับ คือ กฎหมายว่าด้วยวินัยทหาร 2476 และกฎหมายอาญาทหาร ซึ่งโทษวินัยทหารชั้นนายพลไม่มีการรับโทษ แต่กฎหมายอาญาทหารนั้นสามารถถูกรับโทษได้ เมื่อถามว่า โทษของ พล.ต.ขัตติยะ ได้มีการสั่งให้พักราชการไว้ก่อน พ.อ.ธนาธิป กล่าวว่า เรื่องการสั่งพักราชการทหารชั้นนายพล ต้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นผู้ลงนามอนุมัติคำสั่ง ซึ่งขณะนี้รัฐมนตรียังไม่ได้ลงนามคำสั่งใด ไม่รู้ว่าข่าวดังกล่าวออกมาได้อย่างไร เพราะเรื่องยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของกรมพระธรรมนูญ เชื่อว่าน่าจะเป็นข้อเสนอจากกองทัพบกมากกว่า ซึ่งต้องมาพิจารณาข้อกฎหมายกันก่อน ทั้งนี้ ผลการพิจารณาข้อกฎหมายเป็นอย่างไร ก็จะนำเรียนปลัดกระทรวงกลาโหมก่อนที่จะเสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมพิจารณาต่อไป ย้ำทำตามขั้นตอน เผยผู้ใหญ่สั่งปิดปากหยุดโต้รายวัน พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงกรณีที่ พล.ต.ขัตติยะ ระบุว่าผลสอบของคณะกรรมการที่กองทัพบกแต่งตั้ง เพื่อพิจาณาโทษทางวินัยและอาญาทหาร มั่วและไม่เป็นตามระเบียบว่า ก็แล้วแต่ท่านจะคิด ทั้งนี้ กองทัพบกยืนยันว่าทำตามระเบียบขั้นตอนของกฎหมาย และผลสรุปก็เสร็จสิ้นตามกระบวนการของกองทัพบกไปแล้ว อย่างไรก็ตาม ตนได้รับคำสั่งจากผู้ใหญ่ในหกองทัพสั่งไม่ให้พูดถึงกรณีดังกล่าว เพราะข้อมูลข่าวสารที่มีอยู่ครบถ้วนไปแล้ว ซึ่งหากยังโต้ตอบกันไปมาจะเป็นลักษณะของการโต้วาทีมากกว่า ดังนั้น ตนจะไม่ขอพูดถึงเรื่องนี้แล้ว เพราะเป็นการไม่เหมาะสม
"เสธ.แดง" กร้าวตบปากโฆษกกองทัพบก ประกาศ"มึงพักราชการกูเจอดีแน่" ขู่เจอสงครามจปร. กลาโหม รอกรมพระธรรมนูญสรุปข้อ กม. เอาผิด ย้ำทำตามขั้นตอน เผยผู้ใหญ่สั่งปิดปากหยุดโต้รายวัน
"เสธ.แดง" กร้าวหนัก "มึงพักราชการกูเจอดีแน่"
ผ่าปมนักการเมือง"รวยผิดปกติ"
ที่มา ข่าวสด
รายงานพิเศษ
จัดเสวนาวิชาการเรื่อง "ร่ำรวยผิดปกติของนักการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ" มีเนื้อหาน่าสนใจ ดังนี้
กมลชัย รัตนสกาววงศ์
อาจารย์พิเศษด้านกฎหมายมหาชน
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ความหมายของการร่ำรวยผิดปกติ ในตัวบทกฎหมาย หมายรวมถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูง ระดับ 10 ระดับอธิบดี ปลัดกระทรวงขึ้นไป หรือตามรูปแบบราชการปัจจุบันจะใช้คำว่านักบริหารระดับสูง
ต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ภายใน 30 วันเมื่อได้รับตำแหน่ง ออกจากตำแหน่งและภายใน 30 วัน หลัง 1 ปีที่รับตำแหน่ง
การเป็นนักการเมืองที่เข้าบริหารราชการแผ่นดินก็เหมือนตำแหน่งอธิบดี ปลัดกระทรวง
การยึดอายัดทรัพย์เดิมหากเป็นเจ้าหน้าที่ต้องมีความผิดอาญาก่อน หรือหากเป็นพ่อค้ายาเสพติด ศาลยกฟ้องต้องคืนทรัพย์ จากนั้นมีการต่อยอดกฎหมายว่าแม้หลุดคดีอาญาต้องพิสูจน์ที่มาทรัพย์สินก่อน จึงเกิดแนวคิดร่ำรวยผิดปกติ
นักการเมือง ข้าราชการ เจ้าหน้าที่รัฐจะอยู่ภายใต้กฎหมายป.ป.ช. ส่วนประชาชนอยู่ภายใต้กฎหมายฟอกเงิน ปปง. ที่มี 8 มูลฐาน ล่าสุดเพิ่มมูลฐานจากกฎหมายเลือกตั้ง เงินจากการซื้อสิทธิขายเสียงด้วย
เจ้าหน้าที่รัฐระดับ 10 ขึ้นไป นักการเมืองที่ร่ำรวยผิดปกติ อยู่ในขอบข่ายรัฐธรรมนูญ ุาป.ป.ช.สอบมีมูลจะส่งวุฒิสภา แล้วถอดถอนออกจากตำแหน่งทันที เพิกถอนสิทธิ 5 ปี
กฎหมายป.ป.ช. มาตรา 4 นิยามความร่ำรวยผิดปกติ คือ การมีทรัพย์สินเพิ่มมากขึ้นผิดปกติ หรือมีหนี้สินลดลงมากผิดปกติ หรือได้ทรัพย์สินมาโดยไม่สมควรสืบเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่
เมื่อหักลบบัญชีทรัพย์สินก่อนและหลังรับตำแหน่ง โดยทรัพย์ที่ได้มานับแต่เข้าปฏิบัติหน้าที่ทางการเมืองหรือรับราชการหากได้มาไม่สมควรต้องมีการพิสูจน์
ขณะที่มาตรา 41 ของรัฐธรรมนูญ กำหนดว่าสิทธิบุคคลในทรัพย์สินต้องได้รับการคุ้มครอง ทรัพย์ที่ได้มาหากพิสูจน์ว่าได้มาปกติจะได้รับการคุ้มครอง
นักการเมืองหรือเจ้าหน้าที่รัฐที่ได้ชื่อว่าร่ำรวยผิดปกติ ต้องดูนิยามตามกฎหมายป.ป.ช. ผลที่ตามมา คือ การถอดถอน แต่ไม่มีโทษทางอาญา ส่วนทางแพ่ง ทรัพย์ที่งอกมาพิสูจน์ไม่ได้ ต้องตกเป็นของแผ่นดิน กฎหมายมหาชนจะเพิกถอนสิทธิ 5 ปี
ส่วนมาตรา 75 กฎหมายป.ป.ช. บัญญัติว่าการกล่าวหาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เจ้าหน้าที่รัฐ ต้องดูว่าเข้ากฎหมายป.ป.ช.หรือไม่ การจะกล่าวหาต้องทำขณะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ขณะดำรงตำแหน่งหรือพ้นแล้วไม่เกิน 2 ปี
โดยนักการเมืองที่เป็นรัฐมนตรีหากถูกปรับครม. ย้ายกระทรวงก็ยังถือว่าอยู่ในตำแหน่งต่อเนื่อง แต่หากปรับออกจากครม. แล้วได้กลับมาครม.เดิมอีกกฎหมายไม่ได้กำหนด
แต่หากพ้นจากตำแหน่ง 2 ปีแล้วดำเนินการไม่ได้ ไม่ว่าจะร่ำรวยผิดปกติหรือกลับมาเป็นอีกในครม.ก็ดำเนินการไม่ได้
ส่วนการยึดทรัพย์ถ้าพ้น 2 ปีแล้วก็ยึดไม่ได้ หากอยู่บนพื้นฐานร่ำรวยผิดปกติก็ต้องพิสูจน์ว่ามาระหว่างปฏิบัติหน้าที่หรือเป็นของเก่าที่มีอยู่แล้ว
ส่วนความผิดในการแจ้งบัญชีทรัพย์สินหนี้สินเท็จ โทษเท่ากับการแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงาน
คณิน บุญสุวรรณ
อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญปี 2540
แนวคิดการตรวจสอบนักการเมือง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ร่ำรวยผิดปกติ เริ่มต้นจากการบัญญัติในรัฐธรรมนูญปี 40 เพื่อหวังปฏิรูปการเมืองอย่างครบวงจร เริ่มตั้งแต่การปฏิรูปกระบวนการเข้าสู่อำนาจ ใช้อำนาจ และตรวจสอบการใช้อำนาจ
ปรัชญาการตรวจสอบการใช้อำนาจ ไม่ใช่เฉพาะตรวจสอบนักการเมืองที่ถูกตราว่าเป็นนักเลือกตั้ง เข้ามาเป็นส.ส. รัฐมนตรี นายกฯ เหมือนเป็นผู้ร้ายในวงการเมือง นักการเมืองไม่ได้มีเฉพาะผู้ที่สมัครลงเลือกตั้ง
ถ้าดูพัฒนาการการเมืองใน 77 ปี คนที่เข้ามามีอำนาจโดยไม่ผ่านการกระบวนการเลือกตั้ง หลังการรัฐประหารคนที่เข้าสู่อำนาจจะเป็นผู้ร่วมก่อรัฐประหาร จากนั้นจะแต่งตั้งคนเข้าสู่ฝ่ายนิติบัญญัติแทนส.ส. แต่งตั้งนายกฯ รัฐมนตรี
และคนที่จะเข้ามาเป็นองค์กรตรวจสอบอื่น เช่น กกต. ป.ป.ช. ล้วนแต่งตั้งจากคณะรัฐประหาร ฉะนั้นต้องแยกแยะว่านักการเมืองกลายเป็นแพะไปหรือไม่เพราะถูกโยงว่าเป็นนักเลือกตั้ง ซื้อเสียง
การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐในรัฐธรรมนูญปี 40 เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ จากไม่เคยถือว่าผู้พิพากษา ข้าราชการประจำระดับสูง ผบ.เหล่าทัพ ผบ.ตร. เป็นผู้ใช้อำนาจรัฐ ยึดถือแต่นักการเมืองเท่านั้น
แต่รัฐธรรมนูญ 40 ให้ผู้ใช้อำนาจรัฐหมายถึงทุกคนที่มีตำแหน่งบริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการ ตั้งแต่ประธานศาลฎีกาถึงผู้บริหารท้องถิ่น จะต้องถูกตรวจสอบว่าร่ำรวยผิดปกติหรือไม่
ช่วง 8-9 ปีที่ใช้รัฐธรรมนูญ 40 แต่ค่านิยมยังไม่หมด ยังเชื่อว่าผู้ถูกตรวจสอบต้องเป็นนักการเมือง ทำให้คนที่อยู่ในองค์กรตรวจสอบไม่เคยถูกตรวจสอบ ทั้งที่ต้องยอมรับการตรวจสอบอำนาจ มิฉะนั้นจะเกิดการใช้อำนาจเกินขอบเขต เกิดผลเสียกับประเทศ ประชาชนและประชาธิปไตย
เมื่อกฎหมายกำหนดว่าผู้ดำรงตำแหน่งต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินทั้งก่อนและรับตำแหน่ง เป็นกระบวนการตรวจสอบความร่ำรวยผิดปกติโดยป.ป.ช. ที่ยังมีข้อบกพร่องบ้างเพราะเป็นเรื่องใหม่ของไทย หากแก้ไขพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ.2542 ก็น่าจะพัฒนาไปได้
บางมาตราขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ อีกทั้งกระบวนการการเมืองส่งผลกระทบในการตรวจสอบอำนาจรัฐ มีการรัฐประหารก็ล้มล้างกฎหมายแม่ไปชูกฎหมายลูก แทนที่จะเป็นเครื่องมือให้ประชาชนกลับปรับปรุงแก้ไขกฎหมายให้เป็นเครื่องมือของคณะรัฐประหาร
สังคมไทยไม่สามารถแยกแยะการต่อสู้ทางการเมืองว่าไม่ใช่สงครามได้ หากเป็นสงครามผู้ชนะจะได้หมด ไม่ควรนำมาใช้ในระบบการเมือง อย่างน้อยผู้แพ้ควรมีที่ยืนทางสังคมบ้าง ได้เป็นที่พึ่งของผู้มีเสียงข้างน้อย
หลังรัฐประหาร 19 ก.ย. 49 ผู้ยึดอำนาจสารภาพเองว่าถูกหลอกให้ทำปฏิวัติ ซึ่งน่ากลัวว่าเบื้องหลังจะขนาดไหน มีเป้าหมายอย่างไร รู้หรือไม่ว่าการตรวจสอบอำนาจรัฐมีความหมาย ที่มาอย่างไร และอย่างไรจะเรียกว่าการทุจริตฉ้อฉล ร่ำรวยผิดปกติ
หลังการรัฐประหารมีการกำหนดระบบตรวจสอบ ทั้งนำกฎหมายป.ป.ช.มาเป็นหลัก มีประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือคปค. ออกรัฐธรรมนูญชั่วคราวมาบังคับใช้เวลาสั้นๆ เพียง 11 วันทำออกมา มีการวางพิมพ์เขียวไว้แล้ว
การตรวจสอบลามไปหมด ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ตรวจสอบทุจริตผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยตั้งผู้มีส่วนได้เสียเป็นปรปักษ์กับผู้ถูกกล่าวหาว่าร่ำรวยผิดปกติ ทุจริตคอร์รัปชั่น
กระบวนการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐของไทยผิดพลาด วิธีรอดทางเดียวของไทยที่จะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ คือการเอาประชาธิปไตยกลับคืนให้ประชาชน
ด้วยการยุบสภาและเลือกตั้งใหม่
พงศ์เทพ เทพกาญจนา
การแสดงบัญชีทรัพย์สินหนี้สินของนักการเมืองหรือเจ้าหน้าที่รัฐ ต้องพิจารณา เพราะทรัพย์สินที่มีนั้นของบางอย่างราคาขึ้นลงเร็วมาก เช่น ทองคำ ที่ดิน หุ้น
นักการเมือง ข้าราชการจำนวนมากชอบสะสมทองคำ ที่ถูกกล่าวหาพบว่ามีเยอะ หากมีทองคำแล้วทรัพย์สินเพิ่มมากก็ต้องบอกว่าไม่ผิดปกติ หรือที่ดินราคาเพิ่ม 4-5 เท่า ก็ไม่ผิดปกติ
หากพบว่าส่วนที่เพิ่มผิดปกติจึงจะตกเป็นของแผ่นดิน หรือทรัพย์สินเพิ่ม หากดูไม่ออกว่าได้มาอย่างไร อธิบายไม่ได้ก็จะถูกยึด แต่จะยึดส่วนที่มีมาก่อนไม่ได้ จะยึดตามอำเภอใจแบบอันธพาลไม่ได้ต้องดูตามกฎหมาย
เกือบ 1 ปี แล้วสินะ สำหรับรัฐบาลในฝัน(ของใครก็ไม่รู้)
ที่มา thaifreenews
โดย สายลมรัก
1.ขวบปี..กำลังจะมาถึง
ของรัฐบาลนี้ผมเชียร์ ผลงานท่านสุดเจ๋ง ติดตราตรึงใจชาวสารขันธ์อย่างแรง
ท่านได้กู้เงินมาละเลง กันทั่วหน้า
สวาปามกันทุกระบบ นับตั้งแต่ชุมชนพอเพียงไปยังไทยเข้มแข็ง
ราวกับเงินกู้มิยาซาวาไม่ผิดเพี้ยน
สั่งซื้อ...สั่งจ่าย พวกเดียวกันเองกันบริบารสะดือบายบริบายสะดือจุ่น ชนิดที่ว่าคลำไปตรงโครงการไหนก็เจอเกือบทุกโครงการ
สมัยทักษิณ หาว่าเขาคอรัปชั่นเชิงนโยบาย
รัฐบาลนี้ไม่มีครับ คอรับชั่นเชิงนโยบาย มีแต่กินจากนโยบายกันตรง ๆ
งบประมาณแผ่นดิน100 นึง ถึงมือชาวบ้านถึง 5 บาทหรือเปล่าก็ไม่รู้
ปัญหาสังคม...มีความสามารถเป็นอย่างยิ่งในการนำยาเสพติดมาอยู่คู่กับสังคมไทยอีกครั้งหนึ่ง เหมือนกับโฆษณาเครื่องใช้ไฟฟ้าญี่ปุ่นว่า "โตชิบานำสิ่งที่ดีสู่ชีวิต"
ยาเสพติด มีการซื้อขายกันคล่อง ราวกับร้านสะดวกซื้อหน้าปากซอย ราคาก็ลดลงสามารถให้ทุกชนชั้นเข้าถึงได้หมด ว่างั้นเถอะ...
แสดงว่าล้อมรั้ว 6 ชั้น ได้ผลเป็นอย่างมั่ก มีการสร้างงานเสริมในการรับขนยาบ้าให้เห็นเป็นประจำ ทั้งดารา พระสงฆ์ คนขับรถทัวร์ ฯลฯ เป็นข่าวรายวันทุกวัน
สมานท์ฉันท์..ก็เห็นผลเป็นที่ประจักษ์ไปทั่วแผ่นดิน ด้วยรัฐมนตรีคุมสื่อ
เห็นได้ชัดว่า วิทยุทีวีของรัฐ..ย้อนยุคแทบจะกลับไปเป็นวิทยุยานเกราะ ในยุคไทยฆ่าไทย ราวกับแกะ...หากไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลนี้ ไม่ว่าใครก็ตามจะกลายเป็นบุคคลที่เป็นภัยกับสังคมนี้ไปในทันที
สภาวะเศรษฐกิจ...ดีขึ้นเป็นลำดับอย่างเห็นได้ชัด ดัชนิความเชื่อมั่นของตัวเลขที่รัฐบาลพยายามตีปี๊บ กับเงินในกระเป๋าสตางค์ของประชาชน วิ่งสวนทางกันเห็น ๆ รวยกระจุก แต่จนกระจาย ระบาดไปทั่วทั้งประเทศ
ท่ามกลางคำหวานหยอดหูมิรู้หายทุกวี่ทุกวันว่า
เรามาถูกทางแล้ว..... ถูกทางแล้ว ......ถูกทางแล้ว...
ที่เรากู้มากินมาใช้ทุกวันนี้หนะถูกทางแล้ว
เรามีสตางค์ เราฟุ่มเฟือย เรมีเงินเหลือใช้ โครงการของรัฐบาลใช้กันสะบัด ชนิดที่ คนต้องใช้หนี้ (หนี้สาธารณะ) ก้อนนี้นั่งมองหน้ากันทำตาปริบ ๆ ได้แต่นึกในใจว่า พวกตรูต้องแบกหนี้+ดอกเบี้ยกันหลังแอ่นยันลูกยันหลานไปอีกนานเท่าไหร่
งานด้านต่างประเทศยิ่งไม่ต้องพูดถึง ในภาวะที่ต้องมีความใกล้ชิด และให้ความร่วมมือกันกับประเทศเพื่อนบ้าน หรือประเทศต่าง ๆจากประชาคมโลก เรามีนโยบายการต่างประเทศที่งดงาม นุมนวล ราวใยไหม ชนิดที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ เพื่อนบ้านใกล้ชิดตั้งแต่ติดชายแดน ยันตะวันออกกลาง ให้ความเชื่อถือเราเป็นอย่างยิ่ง
ประชาชนคงเห็นได้ชัดแล้วว่า เราแนบแน่นแค่ไหน (ขี้เกียจสาธยาย) จนแทบจะกลายเป็นประเทศ สุนัขหัวเน่า ประเทศเดียวของประชาคมโลกไปแล้ว
วันนี้ ประเทศเรากำลังย้อนยุครำวง ในเพลง เตี้ยลงสาละวันเตี้ยลง เตี้ยลงสาละวันเตี้ยลง เตี้ยลงหน่อยยยยย..สารขันธ์แลนด์เอ๋ยยยยยย
ประชาชนว้าเหว่ ยังไม่เห็นรัฐบาลจะทำอะไร นอกจากด่า ด่า และก็ด่า ฝั่งตรงข้ามแต่เพียงอย่างเดียว
วิธีการแก้ผ้าเอาหน้ารอดเกือบตลอดขวบปีที่ผ่านมาก็คือ
1. ทักษิณ ผิด
2. ทักษิณ ผิด
3.ทักษิณ ก็ผิดอีกนั่นแหละ
หึ หึ หึ หึ หึ รัฐบาลนี้ผมเชียร์
ว้าเหว่ครับ ประเทศไทย
วันนี้สุขใจจัง ......ทีมไทยแพ้ !!!

โดย คุณRomancini
ที่มา กระทู้ยอดนิยม ห้องศุภชลาศัย เวบพันทิป
13 ธันวาคม 2552
ใคร " ง้าง " มาแต่ไกล
จะหาว่าผม....ตัวเป็นไทย แต่ใจเป็น......" มาเลย์ , อินโด , ลาว , พม่า , บรูไน , กัมพูชา , เวียดนาม , ติมอร์ เลสเต้ ..."ได้โปรดสละเวลาอันมีค่าของท่าน อ่านความคิดของผมก่อน...
ผมเชียร์ทีมชาติไทย มาไม่น้อยกว่า 30 ปี เริ่มเชียร์มันตั้งแต่สมัย พลเอกอนุ รมยานนท์ เป็นนายกสมาคมเลยก็ว่าได้ สมัยที่ทีมไทย ยังมี..." สิงห์สนามศุภฯ " นิวัฒน์ ศรีสวัสดิ์ " ดาวยศ ดารา เจษฏาพร ณ.พัทลุง ศิริศักดิ์ แย้มแสง นาวี สุขยิ่ง อำนาจ เฉลิมชวลิต เป็นดาราของทีม
ผมเริ่มเข้าไปเชียร์ในสนามศุภฯ เมื่อประมาณปี 2523 - 2524 ยุคเริ่มแรกของ ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน มาด๊าซ ทองท้วม วรวรรณ ชิตะวณิชย์ เฉลิมวุติ สง่าพล สมปอง นันทประภาศิลป์ สุรัก สุทิน ชัยกิตติ เริ่มที่จะโ่ด่งดัง
มันคือยุคเรืองรองของนายกสมาคมฟุตบอลไทยนาม ชลอ เกิดเทศ
ผมจำได้ว่ากระโดดตัวลอยแค่ไหน ในวันที่นั่งดูทีวีช่อง 7 ถ่ายทอดสดฟุตบอลนัดชิงชนะเลิศซีเกมส์ที่สิงค์โปร์ ปี 2526 แล้วเห็นปิยะพงษ์ ผิวอ่ิอน นำทีมชาติไทย ดับซ่าทีมเจ้าภาพสิงค์โปร์ ที่พยายามปั้น ฟานดี้ อาหมัด มาเทียบรัศมีกับเจ้าตุ๊ก ไป 2 - 1 คาสนามกีฬาแห่งชาติสิงค์โปร์
ผมจำได้ถึงความแน่นแทบจะไม่มีที่ยืน บนสแตนด์หลังโกล์ ที่สนามศุภฯ ในวันที่ทีมชาติไทย ถล่ม อินโดนีเซีย 7 - 0 ในรอบรองชนะเลิศซีเกมส์ปี 2528
และผมยังจำได้ว่าแอบขโมยเงินพ่อ 200 บาท เพื่อไปดูไทยดับสิงค์โปร์ 2 - 0 หยิบเหรียญทองซีเกมส์ ปีนั้นมาครองได้อย่างยิ่งใหญ่
ในวันชิงชนะเลิศฟุตบอลชายกีฬาซีเกมส์ครั้งที่ 17 ที่สิงค์โปร์ปี 2536 นั้น ผมยังจำความระทึกใจที่เห็นทีมชาติไทย ( ชุดที่มีแต่นักเตะพรสวรรค์สูงแต่แรงกายน้อย ) ดวลเพลงเตะอย่างสุดมันกับทีมพม่า เป็นเกมที่เหล่าขุนพลทีมชาติไทย ทั้งดาวรุ่ง และ เก๋าเกม
ต่างวิ่งไล่บอลกันจนลืมตาย
มันเป็นวันที่ผมได้เห็น นักเตะเทวดาจอมเท้าเอวอย่างปิยะพงษ์ ผิวอ่อน วิ่งจนหอบลิ้นห้อย ผมได้เห็นนักเตะที่ชอบเดินเล่นบอลอย่างวิทูรย์ ใส่ไม่ยั้ง ไล่บอลทุกลูกอย่างลืมตาย เวลาใกล้จะหมด เกมบีบอารมณ์ทั้งนักเตะ และคนดูกองเชียร์ชาวไทยที่หน้าจอทีวี
สกอร์ที่เสมอกันอยู่ที่ 3 ประตูต่อ 3 นั้น ประตูต่อไปมันคือการการันตีเหรียญทองสุดท้าย ทันที !!!
และทันใดที่ลูกโหม่งส่งต่อของนักเตะหน้าใหม่ที่ชื่อ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ดันพุ่งวาบเข้าประตูพม่าไป ....4 - 3 มันคือสกอร์ที่สุดสวยงาม ของ " คนไทยทั้งประเทศ "
มันคือ " ความสุข " ที่เหล่าขุนพลนักเตะทีมชาติไทย ใช้มันเป็นเครื่องตอบแทนเหล่าแฟนฟุตบอลชาวไทย ที่ทุ่มแรงใจเชียร์พวกเขามาตลอดทั้งทัวนาเม้นต์ มันคือความประทับใจ และหึกเหิมที่เราทั้งหมดเป็น...." คนไทยร่วมชาติ "
สิ่งเหล่านี้ มันมากกว่าคำว่า......" เหรียญทองฟุตบอลชาย ของกีฬาซีเกมส์ "
และใครหลายๆคนในนี้ คงจะยังจำได้เหมือนกันกับผม ถึง บรรยากาศที่มีแต่ความสุข ในวันที่ ทีมชาติไทยของเรา ผ่านเข้าไปชิงเหรียญทองกีฬาซีเกมส์ ที่เ้ชียงใหม่ เมื่อปี 2538 วันนั้นทีมเวียดนาม หมายมั่นปั้นมือมากที่จะสยบทีมฟุตบอลของเราให้ได้
แต่เมื่อเกมส์จบลงด้วยสกอร์ 4 - 0 ทั้งเนติพงษ์ , เกียรติศักดิ์ , ตะวัน , ดุสิต และเพื่อนร่วมทีมทุกคน ทำให้เวียดนามได้รู้และจำใส่ใจว่า.....เหรียญทองฟุตบอลนี้เป็นของ " คนไทยทั้งประเทศ " เหล่านักเตะไทยทุกๆคน จะไม่มีวันให้..ใครหน้าไหนมาสยบ และเอามันไปต่อหน้าต่อตาคนไทย
ทั้งที่สนามเชียงใหม่ และหน้าจอทีวีทั่วประเทศได้ ......ไม่มีวัน !!!!
คุณยังจำได้ไหมว่า.......คุณรู้สึก " ภาคภูมิใจที่ได้เป็นคนไทย ร่วมกับเหล่าขุนพลนักเตะทีมชาติไทย " แค่ไหน ???
มันไม่ได้เป็นเพียงแค่....." เหรียญทองฟุตบอลในกีฬาซีเกมส์ เท่านั้น !!! " " ตำนาน " ความยิ่งใหญ่เหล่านี้ที่เขียนขึ้นมาด้วย .....หยาดเหงื่อ เลือด และแรงกาย แรงใจ ของเหล่านักฟุตบอลไทยรุ่นแล้ว รุ่นเล่า
บางครั้ง มันก็กลายเป็นดาบสองคม ที่สะสมเอาไว้ รอวันและเวลาที่จะย้อนกลับมาทำลายเราได้ หากว่าเราตกอยู่ใน " ความประมาท " ความหลง เพ้อพก ว่าทีมฟุตบอลไทยของเรานั้น เก่งกล้า และยิ่งใหญ่ เหนือกว่าใครๆ
" ความประมาท ทะนงตน มันคือหนทางของความเสื่อม " ใครๆก็รู้ แต่เราก็เลือกที่จะหลงลืมมันไป .....หลังจากที่ผมนั่งมองพัฒนาการของทีมชาติไทย มาไม่น้อยกว่า 30 ปีแบบนี้
มันทำให้ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลง อย่างช้าๆ แต่มั่นคงที่นำพาเอา " ความประมาท " เข้ามาสู่ทีมชาติไทย มันมาอย่างเงียบๆ .....
มันมาทีละนิด............
แต่มันมาอย่างเป็นขั้น เป็นตอน........
มันใช้เวลา มันรอคอยอย่างเยือกเย็น ........
" ความเสื่อม " ของฟุตบอลไทยมันเริ่มขึ้น หลังจากวันที่สวยงามที่สุด สงบที่สุดในประวัติศาสตร์ของฟุตบอลไทย เราเก่งกล้าสามารถ จนก้าวกระโดดขึ้นไปเล่นได้อย่างสูสีกับยอดทีมของเอเซีย
หลังจากการมาของปีเตอร์ วิธ และการได้ที่ 4 ในกีฬาเอเซี่ยนเกมส์ที่กรุงเทพปี 2541 หลังจากนั้น เราได้เข้าไปเล่นในรอบ 10 ทีมสุดท้ายฟุตบอลโลกโซนเอเซีย ในปี 2544 มันคือการพัฒนาที่คนในรุ่นผมรอคอยมาอย่างแสนนาน มันคือ แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ที่ทีมชาติไทย เดินมาอย่างถูกที่ถูกทาง
แต่แล้วความเสื่อมก็มาถึง.....
ปีเตอร์ วิธ ทำงานด้วยความโดดเด่นเกินหน้าเกินตาของคนในสมาคมฟุตบอลไทย ความหมั่นไส้ มีมาจากคำตำหนิที่ออกจากปากของนายกสมาคมฟุตบอลไทยในเวลานั้น " เป็นผู้ฝึกสอนทีมชาติไำทย ใส่กางเกงขาสั้นยืนข้างสนามได้อย่างไร ??? ผมจะต้องเรียกเขาเข้ามาคุยแล้ว "
หลังจากวันนั้น ปีเตอร์ วิธ กับการพัฒนาของทีมชาติไทย ก็โดนกระตุกกลับ ปีเตอร์ วิธ ไม่มีสมาธิกับการทำงานคุมทีมชาติ ทั้งเรื่องราว ที่ขวางหูขวางตาสมาคม ทั้งเรื่องราวของการต่อสัญญาที่เริ่มจะเป็นปัญหา ข้อแม้ที่สุดหินโดนสร้างขึ้นมา เพียงเพื่อที่จะใช้มันเตะตัดขาโค้ชจากแดนผู้ดีคนนี้
เอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 14 ต้องเข้ารอบรอง เอเชี่ยนคัพ ต้องเข้ารอบ 2 และอื่นๆอีกมากมาย จนวันที่ปีเตอร์ วิธ พลาดก็มาถึง เมื่อไทยพ่ายต่อเกาหลีเหนือ คาราชมังคลา ปีเตอร์ วิธ ก็ต้องเก็บกระเป๋าลาจากไป.....
แผนการดำเนินไปอย่างมีระบบ โค้ชชัชชัย โดนดึงเข้ามาเป็นหนังหน้าไฟได้ไม่เท่าไหร่ ก็รู้ชะตากรรมของตัวเอง การสละเรือกลางอากาศ และบอกเลิกศาลา กับสมาคมฟุตบอลไทย มันคือ สิ่งที่โค้ชจอมขัดตาทัพทำเป็นครั้งแรก...." ต่อไปนี้ หากสมาคมหาใครคุมทีมไม่ได้ ก็อย่ามาเอาผมไปทำอีกเลย ผมพอแล้ว "
มันคือ " รหัสลับ " ที่โค้ชชัชชัยเผยออกมาให้แฟนฟุตบอลชาวไทยได้รู้ถึงการทำงานภายในของสมาคมฟุตบอลไทย จนถึงวันหนึ่งนายกคนเก่าก็แพ้ภัยตัวเอง ถอยหลังมายืนดูอยู่ในมุมมืด นายกสมาคมฟุตบอลไทยคนใหม่ก็มาถึง แต่มันคือ " เหล้าเก่าในขวดใหม่ " ที่มีรสกร่อยอย่่างเหลือรับ
การตั้งโค้ชหรั่งที่ว่านอนสอนง่าย เป็นคนของสมาคมมาครึ่งชีวิต ทำให้การพัฒนาของฟุตบอลทีมชาติไทยหยุด และเริ่มที่จะถอยหลังกลับ
เรายังเป็นเบอร์ 1 ของอาเซี่ยน เราเป็นแชมป์ซีเกมส์ อย่างผูกขาดแม้ว่าเราจะใช้ชุดเด็กลงไปเล่น เราจะมีวิสัยทัศน์ใหม่เพื่อการพัฒนาอย่างมีเป้าหมาย เราจะมีโน่น เราจะไปนี่ เราจะ ........แล้ว ก็ " เราจะ "
มันเป็นเพียงแต่คำพรํ่าเพ้อ ของนักสร้างภาพชั้นดี ที่มีดีกรีฟีฟ่าเมมเบอร์ติดอยู่ที่ด้านหลัง แต่ในความเป็นจริงแล้วสุดขมขื่น....
เรา แพ้สิงค์โปร์ ในฟุตบอลไทยเกอร์ คัพ !!!
เรา แพ้รวดแบกประตูจนหลังตุง ในการคัดเลือกฟุตบอลโลก !!!
ทีมไทยที่สุดแข็งแกร่งและเล่นอย่างมีระบบ ในยุคปีเตอร์ วิธ ได้สาบสูญไปแล้ว !!!
เมื่อทีมชาติไทยมีผลงานที่ถอยหลังลงคลองไปเรื่อยๆ โค้ชหรั่ง ก็ทนต่อคำสาบส่งจากทุกสารทิศไม่ได้ การลาจากก็เป็นทางเลือก แต่สมาคมฟุตบอลไทย ก็ยังเป็นของกลุ่มคนหน้าเดิม ที่นั่งกอด " ผลประโยชน์ " อย่างเหนียวแน่นเป็นกลุ่มเป็นก้อน
การมาถึงของปีเตอร์ รีด กุนซือตกงาน ที่มาพร้อมกับสัญญาที่เป็นปริศนาดำมืด อาจจะทำให้กระแสที่ถล่มใส่สมาคมฟุตบอลไทย ซาลงไปบ้าง
แต่เวรกรรมมันมีจริง สมาคมฟุตบอลไทย ที่มีจุดกำเนิดจากเบื้องสูง ใครมาอาศัย เพื่อใช้ในการกอบโกยผลประโยชน์เข้าสู่พวกพ้องมักมีอุปสรรค จู่ๆ ฟ้าก็ผ่าเปรี้ยงลงมากลางสมาคมฟุตบอลไทย
ปีเตอร์ รีด ประกาศการไปร่วมงานกับทีมสโต๊ค ลอยแพทีมชาติไทยไปอย่างไม่ใยดี คราวนี้ตาเหลือกกันทั้งสมาคม " จะหาใครมาเป็นหนังหน้าไฟแทนดีหว่า " อุตส่าห์บินไปใช้ตำแหน่งเมมเบอร์ฟีฟ่าบีบ ปีเตอร์ รีดก็แล้ว
ยอมเสนอให้คุม 2 จ๊อบโดยมีทีมชาติไทยเป็นลูกเมียน้อยก็กล้าเสนอ แต่ก็เจอเซยโน ลูกเดียว ไหนๆก็ไหน เอาคนข้างตัวขาประจำแมนยู คาเฟ่ สุขุมวิท 11 แต่ดีกรีบารมีเก่าเหลือล้นนี่ล่ะว๊า
แฟนฟุตบอลไทยคงหูตั้ง ตาตั้งกันทั้งประเทศ ที่ได้กับตันมาร์เวลมาคุมทีมชาติ แต่บอกแล้วว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริง หลังจากที่ชนะสิงค์โปร์ได้แบบนำไปก่อน เกมเลยเปลี่ยน ที่บ้านของเขา
ก็มาดวงแตก แพ้มันคากรุงเทพฯแบบหน้าตาแหกหมอไม่รับเย็บ
โดนด่าเรื่องบอลแพ้ไม่พอ ไหนจะโดนคนดูก่นด่า สปอนเซอร์ใหม่ของทีมชาติไทย ที่ห้ามกระทั่งเอาหมูปิ้งเข้่าสนาม เวรกรรมกำลังทำหน้าที่ของมันอย่างมั่นคง.....
สิ่งเดียวที่เหลืออยู่ ที่หวังจะใช้ดึงวิกฤติ ให้กลับมาเป็นโอกาส อีกครั้งก็คือ......" ของตาย " เหรียญทองฟุตบอลในกีฬาซีเกมส์ !!!
สิ่งที่..... เคยช่วย ต่ออายุ ยืดชะตา สร้างภาพ ให้แก่สมาคมฟุตบอลไทยมาโดยตลอด แต่วันนี้ไม่เหมือนวันวาน ในเมื่อ ความประมาท และเวรกรรม กำลังตามเอาคืน เกมแรกกับเวียดนาม เราก็โดนจุดโทษในนาทีสุดท้าย .....เสมอเหมือนแพ้
เกมที่สองกับกัมพูชา เราก็ชนะแบบไม่มีใครในเมืองไทยประทับใจ....
เกมที่สามกับติมอร์ ไม่ชนะก็บ้าแล้ว....
และแล้ว ....
หลังจากขึ้นนำมาเลเซียไปก่อน ดวงเราก็แตก เมื่อนักฟุตบอลของเราเล่นแบบ " ไม่มีใจ " การที่เรา..... ประมาท , ทะนงตน ว่า เราคือเบอร์ 1 อาเซี่ยน มาตลอด เราโดน มาเลเซียยิงตีเสมอ เราจึงตกตะลึงทำอะไรไม่เป็น
และแล้ววินาทีที่ช่วยดึงเรากลับมาสู่ความเป็นจริงก็มาถึง ไทย 1 - มาเลย์ 2 เราแพ้แล้ว !!!
เราไม่ใช่เบอร์ 1 ของอาเซี่ยนแล้วหรือ เราหลอกตัวเองมาตลอดหรือไร ???
สิ่งเดียวที่จะทำให้สมาคมฟุตบอลไทยใช้สร้างภาพต่อ มันได้สลายหายไปกับแดดยามเย็นของเวียงจันท์หมดสิ้นแล้ว
.....
การพ่ายแพ้ครั้งนี้ มันมีข้อดีมหาศาล มันเป็นการ ดึงเรากลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริงได้สักที มันจะเป็นจุดสิ้นสุดของผลงาน " ผักชีโรยหน้า 8 สมัย ที่สมาคมฟุตบอลไทยใช้หากินมาเป็น สิบๆปี "
มันเป็นเวรกรรม ที่ทุกๆคนในสมาคมฟุตบอลไทยต้องร่วมกันรับ คุณต้องหยุดสร้างภาพ กอบโกย ผลประโยชน์ แลัวหันกลับมานั่งหาวิธีการที่จะนำพาศรัทธาที่สูญเสียไปกลับมา จริงๆสักที
และการพ่ายแพ้ในครั้งนี้ มันเป็นสิ่งที่ดี ที่ทำให้นักฟุตบอลไทยรุ่นหลัง ที่ทนงตน ว่าเราเก่ง เราเหนือกว่าใคร ได้รู้ว่า....สิ่งเหล่านี้ กว่าที่จะได้มันมา ต้องใช้เวลาที่จะสร้างสม ที่คุณจะต้องร่วมกันสานต่อมันเอาไว้ แทนคนรุ่นก่อนที่เขาพากเพียรสร้างมันมา
ในทุกครั้ง....ที่ " ธงไตรรงค์อยู่บนอกข้างซ้ายของพวกคุณ " จำมันเอาไว้เถอะครับ เพราะมันไม่ใช่แค่เพียง " เหรียญทองฟุตบอลในกีฬาซีเกมส์ " เท่านั้น
แต่มันคือ......" ศรัทธาของคนไทยทั้งประเทศ " ที่มีต่อคุณ !!!
นี่ละครับ ผมถึงสุขใจ ที่ทีมชาติไำทยที่ผมรัก ....." พ่ายแพ้ในวันนี้ " 
Sunday, December 13, 2009
"แม้ว"อ้างติดถก3ผู้นำเอเชีย ไม่ชัวร์ไป"เขมร" โต้"ชงเองกินเอง"ชี้วิศวะรับผิด
ที่มา มติชน
ลาวจับ8คนไทยชูป้ายไล่"มาร์ค" พท.คุย"จิ๋ว"ช่วยเคลียร์ปล่อยตัว
"พท."ส่งทีมโฆษกรับตัว"ศิวรักษ์" 14 ธ.ค. ส่วน"บิ๊กจิ๋ว"บอกผ่านคนสนิทไม่ไป จี้นายกฯหาคนสั่งการตัวจริงลงโทษ ให้ทำหนังสือขอบคุณ รบ.กัมพูชา "แม้ว"ทวิตโต้หาช่วยพ้นคุก"ชงเองกินเอง" อ้างคำสารภาพระบุชัด"คำรบ"ให้ส่งตารางบิน บอกเป็นนัยไม่ไปเขมร เหตุติดเดินสายพบ 3 ผู้นำเอเชีย
@ "ทักษิณ"ทวิตโต้หา"ชงเองกินเอง"
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ตอบโต้พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ที่ตั้งข้อสังเกตการช่วยเหลือนายศิวรักษ์ ชุติพงษ์ วิศวกรชาวไทย บริษัท แคมโบเดีย แอร์ทราฟฟิก เซอร์วิสเซส หรือแคทส์ ซึ่ง ถูกศาลกัมพูชาตัดสินจำคุก 7 ปี และปรับ 85,000 บาท ฐานจารกรรมข้อมูลการบินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ปรึกษารัฐบาลกัมพูชา จนได้รับพระราชทานอภัยโทษจากกษัตริย์นโรดม สีหมุนี แห่งกัมพูชานั้น เป็นการชงเองกินเอง โดย พ.ต.ท.ทักษิณได้ทวิตข้อความผ่านทางเว็บบล็อก Twitter.com เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม ระบุว่า "วันนี้ขออนุญาตเดินทางไปแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้นำ 3 ประเทศแถบเอเชียสัก 7-8 วัน แต่จะพยายามติดต่อทางทวิตเตอร์และเอสเอ็มเอส รวมทั้งรายการวิทยุเรื่อยๆ ซึ่งรู้สึกเป็นเกียรติที่มีสมาชิกกว่า 50,000 ท่านแล้วหลังจากเปิดมาไม่ถึง 5 เดือนดี ถือว่าเป็นงานอย่างหนึ่งที่จะต้องทำ"
พ.ต.ท.ทักษิณยังทวิตสนทนากับสมาชิกรายหลายที่เข้ามาแสดงความเห็นต่อกรณีนายศิวรักษ์ พร้อมบอกเล่าว่า ปชป.โจมตีว่า พ.ต.ท.ทักษิณชงเองกินเอง ว่า "แล้วก็เป็นจริงตามนั้น มาตอนนี้ศิวรักษ์ก็สารภาพชัดเจนว่าคำรบ (นายคำรบ ปาลวัฒน์วิไชย เลขานุการเอกประจำสถานทูตไทยในกัมพูชา) ให้ส่งตารางบินผมไปให้ และกองทัพอากาศก็สั่ง F16 ติดจรวดขึ้นตอนเครื่องผมขึ้น ศิวรักษ์บอกชัดคำรบขอ!" และ "ตอนเขาจะฆ่าผมด้วยคาร์บอมบ์ เขาก็เรียกว่าคาร์บ๊อง ทั้งๆ ที่พยานยืนยันว่าถ้าฆ่าไม่ตายก็จะปฏิวัติ ปฏิวัติสำเร็จพลเอกสุรยุทธ์ (จุลานนท์) จะเป็นนายกฯ"
พ.ต.ท.ทักษิณยังบอกกับสมาชิกผ่านทวิตเตอร์ด้วยว่า "เราแพ้สงครามสื่อครับ เพราะสื่ออุดมการณ์เหลือน้อยลงเรื่อยๆ ก็ได้แต่อดทนสู้ต่อ มันจะเอาชีวิตผมหลายครั้ง พอจับได้ไล่ทัน มันก็กลบเกลื่อน สื่อโดนงบฯโฆษณาของรัฐบาลเข้าไปจุกพูดไม่ออก พวกนี้เขาเก่งเรื่องจ้างโฆษณาครับ ก็ดูตัวอย่างเมสไซอะที่เรื่องอยู่ที่ กกต.ไม่กล้ายุบพรรค"
@ "พท."จี้นายกฯหาคนสั่งการตัวจริง
ด้านนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย (พท.) แถลงกรณีการ พระราชทานอภัยโทษให้นายศิวรักษ์ว่า ขอเรียกร้องให้รัฐบาลตั้งสติให้ดีเกี่ยวกับความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน อะไรที่จบได้ก็ควรจบ อย่าเอาความมัน ความสะใจเป็นที่ตั้ง โดยกระทรวงการต่างประเทศไม่ควรพูดในลักษณะที่ส่อจะเกิดรอยร้าวอีก และขอเรียกร้องให้นายชวน หลีกภัย ประธานที่ปรึกษา ปชป. ในฐานะที่เป็นผู้ใหญ่ของพรรค สั่งการให้นายกรัฐมนตรี (นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) เร่งหาข้อเท็จจริง ว่าใครเป็นคนสั่งการตัวจริง และหาคนผิดที่เกี่ยวข้องกับกรณีนี้มาลงโทษ
"รัฐบาลไม่ควรนิ่งเฉยกับการได้รับอภัยโทษของนายศิวรักษ์ แต่รัฐบาลควรทำหนังสือขอบคุณรัฐบาลกัมพูชาที่ดูแลอย่างดี หรือโทรศัพท์ไปหาเหมือนที่เคยทำ อย่าเหนียมอายว่าเป็นผลงานของฝ่านค้าน หรือเป็นผลงานของ พ.ต.ท.ทักษิณ ส่วนการปล่อยตัวนายศิวรักษ์ ในวันที่ 14 ธันวาคมนี้ ในส่วนของพรรคจะมีคนไปร่วมต้อนรับ เบื้องต้นจะมีนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคไปร่วม และทราบจากแม่ของนายศิวรักษ์ (นางสิมารักษ์ ณ นครพนม) ว่าเมื่อได้รับ การปล่อยตัวแล้วจะกลับประเทศไทยทันที และอาจจะบวชสะเดาะเคราะห์ ข่าวที่ระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะไปรับนายศิวรักษ์ที่กัมพูชานั้น ยังไม่ยืนยันแต่อย่างใด" นายจิรายุกล่าว
@ แกนนำ"ตท.10"เชื่อแม้วอาจบินเขมร
ด้าน พล.อ.อ.สุเมธ โพธิ์มณี แกนนำเตรียมทหารรุ่น 10 และสมาชิก พท. ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ถึงกระแสข่าว พ.ต.ท.ทักษิณจะไปร่วมพิธีปล่อยตัวนาย ศิวรักษ์ว่า ทราบข่าวจากคนใกล้ชิดว่า พล.อ. ชวลิต ยงใจยุทธ ประธาน พท. จะไปดูแลเรื่องนี้เอง แต่ตนไม่ยืนยัน เพราะได้ยิน มาอีกทอดหนึ่งเท่านั้น ในส่วนของ พ.ต.ท. ทักษิณยังไม่มีข่าว แต่มีแนวโน้มสูงที่จะไปกัมพูชา แต่คงต้องฟังคำยืนยันจาก พ.ต.ท. ทักษิณอีกที
"ส่วนการที่นายอภิสิทธิ์ออกมาสั่งให้ใช้เครื่องบินเอฟ 16 บินประกบเพื่อจับกุม หาก พ.ต.ท.ทักษิณบินผ่านน่านฟ้าไทย เชื่อว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะไม่บินผ่านน่าน ฟ้าไทย แต่อาจใช้น่านฟ้าประเทศอื่นเข้าออกประเทศกัมพูชา ถ้ารัฐบาลทำจริงถือ ว่าเกินกว่าเหตุ และเป็นเรื่องไร้สาระมาก อาจทำให้เกิดความเสียหายไปทั่วโลก เพราะอาจมีเครื่องบินลำอื่นที่ไม่ใช่ลำของ พ.ต.ท.ทักษิณบินผ่านมาแล้วอาจเกิดตกใจได้ เชื่อว่าขณะนี้ พ.ต.ท.ทักษิณคงเตรียมพร้อมความปลอดภัยป้องกันตัวเช่นกัน" พล.อ.อ.สุเมธกล่าว
ขณะที่นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ยังไม่สามารถติดต่อ พ.ต.ท.ทักษิณได้ คาดว่า อยู่ระหว่างการเดินทาง ทำให้ไม่สามารถสอบถามข้อเท็จจริงจะไปกัมพูชาในวันที่ 14 ธันวาคมนี้หรือไม่
@ "เสธ.นิด"ปัด"บิ๊กจิ๋ว"ร่วมไปรับตัว
ส่วน พล.ต.ศรชัย มนตริวัต ส.ส.กาญจนบุรี พท. คนสนิท พล.อ.ชวลิต กล่าวว่า ยืนยันว่า พล.อ.ชวลิตไม่เดินทางไปรับนายศิวรักษ์ที่กัมพูชา แต่คนที่เดินทางไปคือกลุ่ม ส.ส. นครพนม นำโดยนายชวลิต วิชยสุทธิ์ ส.ส.สัดส่วน เนื่องจากนายศิวรักษ์เป็นคนนครพนม ก็เลยต้องการไปรับตัวและให้ความดูแล ส่วนที่ระบุว่า พล.อ.ชวลิตจะไปเองนั้น คงจะสับสนเพราะชื่อของทั้งสองเหมือนกัน
ด้านนายชวลิตยืนยันว่า ในฐานะที่เป็น ส.ส.นครพนม จะต้องไปรับคนนครพนมกลับประเทศอยู่แล้ว เพราะถือเป็นหน้าที่ของตน
รายงานข่าวจากพรรคเพื่อไทยแจ้งว่า ตัวแทนของพรรค 4 คน นำโดยนายพร้อมพงศ์ นายชวลิต นายต่อพงษ์ ไชยสาส์น ประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎร จะเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิ ในวันที่ 14 ธันวาคม เวลา 07.40 น. เพื่อไปรับนายศิวรักษ์และแม่กลับไทยในวันเดียวกัน
@ ปูดพท.ขัดแย้งหนัก"เด็จพี่ขโมยซีน"
รายงานข่าวจากพรรคเพื่อไทยแจ้งว่า จากกรณีการประสานงานเพื่อขอพระราชทานอภัยโทษให้นายศิวรักษ์ ส่งผลให้เกิดปัญหาความสัมพันธ์การทำงานร่วมกันระหว่างนายพร้อมพงศ์และกลุ่มของนาย นพดล ปัทมะ นายปลอดประสพ สุรัสวดี รวมถึงนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ และนางยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณ เนื่องจากนายพร้อมพงศ์ได้รับมอบหมายจาก พล.อ.ชวลิตให้รับผิดชอบให้ข่าวกับสื่อมวลชนและประสานงานด้านต่างๆ ทำให้กลุ่มนายนพดลไม่พอใจที่นายพร้อมพงศ์มักจะแถลงข่าวโดยไม่รายงานความคืบหน้าหรือมาปรึกษาก่อน จนเกิดการต่อว่าอย่างรุนแรง และถึงขนาดระงับการซื้อตั๋วเครื่องบินไปกัมพูชาเพื่อรับนายศิวรักษ์ในวันที่ 14 ธันวาคมนี้ ทำให้นายพร้อมพงศ์ไม่พอใจถึงกับประกาศลาออกจากตำแหน่งโฆษก พท.
"นอกจากนี้ กลุ่มนายนพดลพยายามที่จะผลักดันให้นายดนุพร ปุณณกันต์ ส.ส. กทม. มาเป็นโฆษกพรรคแทน แต่หลังจากที่เกิดปัญหาขัดแย้ง นายยงยุทธ ติยะไพรัช ซึ่งเป็นผู้ใหญ่ที่นายพร้อมพงศ์เคารพ ได้ เข้ามาเจรจาและขอร้องอย่าลาออกจากตำแหน่งโฆษกพรรค และยังได้เจรจากับกลุ่มของนายนพดล จนยินยอมให้นายพร้อมพงศ์ไปกัมพูชาแล้ว" รายงานข่าว จากพรรคเพื่อไทยระบุ
@ "เด็กจิ๋ว"โอ่นายช่วย8คนไทยที่ลาว
ด้านนายชวลิต วิชยสุทธิ์ ส.ส.สัดส่วน พท. ในฐานะคนสนิท พล.อ.ชวลิต กล่าวอีกว่า ได้รับแจ้งจากนายวิเชียร ขาวขำ ส.ส.อุดรธานี พท. ว่ามีชาวอุดรธานี 8 คน และชาวลาวอีก 2 คน ถูกทางการลาวจับ กุมและถูกคุมขังเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม เนื่องจากชูป้าย "Abhisit Get out" ใน สนามกีฬาแห่งชาติ ประเทศลาว ระหว่างพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ครั้งที่ 25 ที่กรุงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) จึงมีการประสาน พล.อ.ชวลิตให้ใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวที่มี อยู่ช่วยเหลือคนไทยกลุ่มดังกล่าว ผ่านไป ยังนายอ้วน พรหมจักร เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวประ จำประเทศไทย และนายทองลุน สีสุลิด รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศลาว ซึ่งทางลาวให้ความร่วมมือปล่อยตัวคนไทยทั้ง 8 อย่างดี
"พล.อ.ชวลิตบอกกับผมไว้ว่า คนไทยไม่ว่าคนไหนเดือดร้อนถ้าช่วยได้ก็ต้องช่วย และสถานการณ์ที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นว่าการเมืองบ้านเราไม่ปกติ ถึงต้องไปแสดง ออกกันที่ต่างประเทศทำอย่างไรบ้านเมืองจะปกติได้" นายชวลิตกล่าว
@ ปชป.ซัด"แม้ว-จิ๋ว"ต้นเหตุทั้งหมด
วันเดียวกัน ที่พรรคประชาธิปัตย์ นพ. บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษก ปชป.แถลงว่า พรรคยินดีที่คดีของนายศิวรักษ์จบลงด้วยดี หลังจากที่จะถูกส่งตัวกลับในวันจันทร์ที่ 14 ธันวาคม และขอขอบคุณทุกฝ่ายที่ช่วยคนไทยที่ถูกจับกุม แต่เชื่อว่าเมื่อเวลาผ่านไป ข้อเท็จจริงจะปรากฏ ประชาชนจะฉุกคิดได้ว่าการถูกจับกุมครั้งนี้เกิดจากอะไร โดยเฉพาะ พ.ต.ท.ทักษิณ และ พล.อ.ชวลิตที่ใช้สถานการณ์นี้เข้ามาแก้ปัญหา ทั้งที่ทั้งสองคนเป็นต้นเหตุ ขณะเดียวกันมีความกังวลว่ามีความพยายามเบี่ยงเบนประเด็น โยนความผิดไปยังข้าราชการสถานทูตและวิศวกรไทยทั้งที่ปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ เพราะการจับกุมครั้งนี้จะไม่เกิด หากไม่มีการเคลื่อนไหวของ พ.ต.ท.ทักษิณ และ พล.อ.ชวลิต
@ ดักคอ"วิศวกร"อย่าตกเป็นเครื่องมือ
นพ.บุรณัชย์กล่าวว่า ดังนั้น พท.ต้องตอบสังคมถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ได้ ทั้งนาย จตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พท.และแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง ที่อ้างว่ามีคลิปเสียงการสนทนาของเจ้าหน้าที่สถานทูตและนาย ศิวรักษ์ และข้อมูลเหล่านี้ถูกหยิบยกมาเป็นเหตุผล รวมทั้งความพยายามเคลื่อนไหวที่สอดรับกับแถลงการณ์ของกัมพูชาที่มีการพระราชทานอภัยโทษให้กับนายศิวรักษ์ ทั้งที่มีการยื่นขอพระราชทานอภัยโทษย้อนหลัง และการที่ พท.อ้างว่า กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบวินัยว่า นางสิมารักษ์มารดาของนายศิวรักษ์ขาดราชการเกินก็ไม่เป็นความจริง และการพยา ยามเบี่ยงเบนประเด็นเพื่อนำตัวนายศิวรักษ์กลับประเทศ และหลังจากที่กลับถึงไทยก็ไม่ต้องการให้ถูกไปใช้หาประโยชน์ทางการเมือง
@ ยันภาพลักษณ์บัวแก้วไม่เสียหาย
นพ.บุรณัชย์กล่าวว่า หลังปัญหานี้คลี่คลายคาดว่าความสัมพันธ์ระหว่างทั้ง 2 ประเทศจะดีขึ้น และคิดว่าความพยายามของคนไทยบางคนในการใช้ประเทศกัมพูชาเป็นฐานในการเคลื่อนไหวทางการเมืองจะยุติลง ส่วนกรณีที่ท่าทีของรัฐบาลกัมพูชายังแข็งกร้าวนั้น ต้องพัฒนาไปทีละขั้นละตอน เรื่องนี้จะใจร้อนไม่ได้
เมื่อถามว่าภาพลักษณ์ของกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ที่เสียหายจะฟื้นฟูอย่างไร นพ.บุรณัชย์กล่าวว่า กต.ได้ช่วยเหลือนายศิวรักษ์โดยตลอด แต่สาเหตุที่ฝ่ายอื่นสามารถช่วยเหลือนายศิวรักษ์ได้เป็นเพราะห่วงใยคนไทยด้วยกัน ยืนยันว่าภาพลักษณ์ กต.ไม่เสียหายแต่อย่างใด เมื่อถามว่าหาก พท.ใช้ครอบครัวนายศิวรักษ์เป็นเครื่องมือทางการเมือง นพ.บุรณัชย์กล่าวว่า ไม่มองในแง่นั้น ส่วนที่มารดานายศิวรักษ์ไม่พอใจรัฐบาล ก็เข้าใจได้ว่าหัวอกคนเป็นแม่ เมื่อเห็นทางใดที่สามารถช่วยเหลือบุตรชายตนเองได้ก็จะต้องคว้าไว้
@ ป้องทีม"กษิต"ทำงานแก้ไขได้ผล
เมื่อถามว่า เหตุใดนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จึงไม่แสดงบทบาทช่วยเหลือที่ผ่านมา นพ.บุรณัชย์กล่าวว่า ที่นายกษิตไม่ได้ลงมาเกี่ยวข้องมากนัก เนื่องจากใน 2 เดือนที่ผ่านมามีการประชุมระดับนานาชาติหลายครั้ง จึงต้องไปเตรียมการเพื่อให้ภาพลักษณ์ของประเทศไทยดูดีในระดับนานาชาติ
เมื่อถามว่า เหตุที่นายกษิตไม่จริงจังช่วยเหลือมาจากการที่เจ้าตัวให้สัมภาษณ์ว่า เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องปาหี่ใช่หรือไม่ นพ. บุรณัชย์กล่าวว่า ไม่ใช่ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะต้องมองว่ารัฐบาลไม่ใช่ผู้สร้างปัญหา เมื่อถามว่า ปชป.ให้คะแนนการทำหน้าที่นาย กษิตในเหตุการณ์นี้เท่าใด นพ.บุรณัชย์กล่าวว่า ต้องให้สังคมและประชาชนเป็นผู้ประเมิน ส่วนจะยังสนับสนุนให้ทำหน้าที่ต่อหากมีการปรับ ครม.หรือไม่ โฆษก ปชป.กล่าวว่า การปรับ ครม.ขึ้นอยู่กับตัวนายกฯ จะต้องดูภาพรวมการทำงานตลอดเวลาที่ผ่านมาด้วย แต่เท่าที่ ปชป.ประเมินเห็นว่าทีมงานทำงานในการแก้ไขปัญหาประเทศได้อย่างสัมฤทธิผล
@ โฆษก"มาร์ค"เย้ยพท.ผิดคิวหน้าแตก
ขณะที่ นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นคร ศรีธรรมราช โฆษกประจำตัวหัวหน้า ปชป. กล่าวที่ จ.นครศรีธรรมราช ว่าขอแสดงความยินดีกับครอบครัวของนายศิวรักษ์ และดีใจแทนที่ได้รับอิสรภาพ จุดจบของเรื่องอธิบายได้ว่าเป็นการจัดฉากแสดงละคร หรือเอามาเป็นประเด็นทางการเมือง โดยเฉพาะนายศิวรักษ์ในความรู้สึกของคนไทยเชื่อว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่เป็นเหยื่อของนักการเมืองบางฝ่ายที่ออกมาเคลื่อนไหว ขณะที่กระบวนการอภัยโทษกำลังดำเนินการจนถึงจุดสำเร็จ แต่ในเมืองไทยยังมีสมาชิก พท.แห่เอาหนังสือขอพระราชทานอภัยโทษเร่ไปตามที่ต่างๆ จนเกิดการผิดคิวหน้าแตก จึงอธิบายได้ว่า พท.หยิบฉวยเอามาเป็นประเด็นการเมืองหรือไม่ แต่เชื่อว่าเป็นพระมหากรุณาธิคุณของกษัตริย์กัมพูชา อยากให้เรื่องนี้จบไปด้วยดี
นายเทพไทกล่าวว่า ถ้าวิเคราะห์ต่อไป กัมพูชาไม่ต้องการให้ฝ่ายการเมืองของไทยหยิบเอาเรื่องนี้มาเป็นประเด็นทางการเมืองในการเคลื่อนไหว เห็นได้จากนายจตุพรพูดเรื่องเทปลับ สั่งให้จารกรรมข้อมูลจนมีการปฏิเสธจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมมาทันที ต่อมาสมาชิก พท.เอาเรื่องนี้มาเป็นประเด็นท้ายสุด กัมพูชารวบรัดตัดตอนจนมีการพระราชทานอภัยโทษโดยเร็ว ก่อนจะยื่นหนังสือด้วยซ้ำ พูดต่อได้ว่าพรรค พท.ตกขบวนการขอพระราชทานอภัยโทษ เรียกว่าแสดงบทให้เป็นพระเอกไม่ประสบความสำเร็จ
@ "ปู่ชัย"ชี้ใครเล่นใต้ดินเดี๋ยวโผล่เอง
ที่รัฐสภา นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า คนไทยจะอยู่ที่ไหนก็เป็นคนไทยอยู่ดี เมื่อได้รับอิสรภาพก็ดีใจ ไม่ได้มองว่าเรื่องนี้ใครจะเสียหน้า ใครจะเล่นอะไรบนดินใต้ดินก็อย่าไปยุ่งให้มองอย่างเดียวว่าทำอย่างไรให้คนไทยที่บริสุทธิ์ได้รับการปล่อยตัวออกมา ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีที่จะทำให้เกิดความปรองดองโดยปริยาย ใครจะสร้างปัญหาเรื่องนี้ขึ้นมา ขอให้ถือว่าเป็นกรรมลิขิตทำให้บุคคลผู้นั้นรับกรรมไปชั่วขณะ แต่ขออย่าให้มีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีก
ส่วนจะมีการใช้นายศิวรักษ์เป็นเกมทางการเมืองต่ออีกหรือไม่ นายชัยกล่าวว่า เป็นเรื่องไม่แน่นอน แต่สิ่งที่เป็นเรื่องจริงแม้จะอยู่ใต้ดินหรือบนดิน วันหนึ่งต้องโผล่ออกมาให้เห็นจนได้
@ ฮิวแมนไรท์วอทช์จี้หาความจริง
ด้าน นายสุนัย ผาสุก ตัวแทนองค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ หรือฮิวแมนไรท์วอทช์ กล่าวว่า ก่อนอื่นจะต้องไปดูว่าข้อมูลการบินของ พ.ต.ท.ทักษิณเป็นความลับตามที่ทางการกัมพูชากล่าวอ้างหรือไม่ เพราะนายศิวรักษ์เองได้ยอมรับในศาลกัมพูชาว่า ส่งข้อมูลดังกล่าวให้กับคนจากสถานทูตไทยจริง ที่สุดศาลเลยมีคำพิพากษาจำคุกนายศิวรักษ์ในข้อหากระทำผิดตามกฎหมายว่าด้วยความลับของข้อมูลในราชอาณาจักร ซึ่งเป็นกฎหมายด้านความมั่นคง
"วิธีการพิสูจน์ก็ง่ายมากๆ เพียงแค่ลองยกหูไปถึงวิทยุการบิน แล้วสอบถามข้อมูลการบินของรัฐมนตรีไทย หากให้มา ก็แสดงว่าข้อมูลการบินไม่ใช่ความลับอะไร ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นจะถือว่า ทางการกัมพูชาทำผิดหลักสิทธิมนุษยชนว่าด้วยการจับกุมและกล่าวหาบุคคลใดโดยพลการ แต่ถ้าวิทยุการบินไม่ให้ข้อมูล ก็แสดงว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นความลับ จะถือว่าเข้าทางกัมพูชา เพราะช่วงนั้นก็มีคนในรัฐบาลไทยให้สัมภาษณ์ ถึงการส่ง เอฟ 16 เข้าไปประกบด้วย ส่วนตัวเชื่อว่านายศิวรักษ์ซวย เพราะคงคิดว่าข้อมูลขึ้นลงของเครื่องบินไม่ใช่ความลับอะไร แต่ไปทำในระหว่างที่การเมือง 2 ประเทศมีปัญหากันอยู่ จุดสำคัญต้องไปดูว่าข้อมูลการบินของคนในรัฐบาลเป็นความลับหรือไม่" นายสุนัยกล่าว
@ ห่วงคน"รบ."พูดเพิ่มความขัดแย้ง
นายสุนัยกล่าวว่า ส่วนตัวเชื่อว่าความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาในช่วงที่ผ่านมา เป็นการสั่งสอนจากสมเด็จฯฮุน เซน ถึงรัฐบาลอภิสิทธิ์ที่ไปทำท้าทายและให้เสียหน้า โดย พ.ต.ท.ทักษิณและสมเด็จฯฮุน เซน ต่างพึ่งพากัน แต่นายกฯกัมพูชาจะเป็นฝ่ายที่ได้มากกว่า เห็นได้จากการที่รัฐบาลไทยไปยกเลิกเอ็มโอยูว่าด้วยพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล ซึ่งฝ่ายนั้นอยากให้มีการเจรจาใหม่นานแล้ว และรัฐบาลกัมพูชายังถือความได้เปรียบรัฐบาลได้มาโดยตลอด ทั้งชีวิตคนไทยกรณีนายศิวรักษ์ กรณีบริษัท แคมโบเดีย แอร์ทราฟฟิกฯ หรือแคทส์ รวมถึงเรื่องอื่นๆ
"ความขัดแย้งครั้งนี้ถือว่านายอภิสิทธิ์ เพลี่ยงพล้ำ เพราะไปต่อสู้กับนักการเมืองที่มีความคมมากๆ คนหนึ่ง สมเด็จฯฮุน เซน ผ่านมาหมด นานาชาติบอยคอตยังทำอะไรไม่ได้ กระทั่งแพ้เลือกตั้ง ยังหาเรื่องไป แบล๊คเมล์สหประชาชาติจนทำให้ตัวเองได้เป็นนายกฯคนที่สอง ดังนั้น รัฐบาลจึงไม่ควรไปสร้างอะไรที่เป็นความขัดแย้งเพิ่มขึ้นอีก เป็นห่วงที่สุดคือการให้สัมภาษณ์แบบเหน็บแนม เข้าใจว่าอาจจะมีอารมณ์ แต่บางคำพูดฝ่ายโน้นก็อาจหยิบไปเป็นเงื่อนไขต่อได้ เช่นการตั้งข้อสงสัยต่อการพระราชทานอภัยโทษ ทางนั้นก็อาจจะถามว่า คุณข้องใจในหลวงของเขาหรือ ควรจะพูดว่าขอบคุณที่อภัยโทษ เพราะตอนนี้ชีวิตคนไทยสำคัญที่สุด" นายสุนัยกล่าว
รัฐธรรมนูญไทยในวัยชรา
ที่มา มติชน
โดย วิโรจน์ วงษ์ทน มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์
ปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองเสร็จเรียบร้อย หาคนมาเป็นนายกรัฐมนตรี หรือ "ประธานคณะราษฎร" ไม่ได้ ต่างคนต่างไม่ยอมเป็น กลัวจะถูกกล่าวหาว่าต้องการอำนาจ คณราษฎรจึงไปเชิญเอา "พระยามโนปกรณ์นิติธาดา" ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย อาจารย์สอนกฎหมาย องคมนตรี และอื่นๆ มาเป็น ซึ่งคณะราษฎรเห็นว่าน่าจะเป็นผู้ที่ประนีประนอมกับฝ่าย "เจ้านาย" ได้เป็นอย่างดี พระยามโนฯตอบรับ
การปกครองในระบอบประชาธิปไตย ย่อมมีกฎเกณฑ์หรือกฎหมายในการปกครองซึ่งเรียกกันว่า "รัฐธรรมนูญ" จาก พ.ศ.2475 ถึง พ.ศ.2552 ประเทศเราใช้รัฐธรรมนูญไปแล้ว 18 ฉบับ มากกว่าประเทศใดๆ ในโลกนี้
10 ธันวาคม 2475 ประเทศไทยประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 นับเป็นรัฐธรรมนูญฉบับถาวรฉบับแรกของไทย
รัฐธรรมนูญที่ประกาศใช้มี 2 ลักษณะ คือ รัฐธรรมนูญมุ่งจะบังคับใช้เป็นการถาวร โดยมีการยกร่างกันอย่างเป็นระบบ เช่น มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ฯลฯ อีกประเภทหนึ่งคือ รัฐธรรมนูญมุ่งบังคับใช้เป็นการชั่วคราว หรือรัฐธรรมนูญที่มุ่งบังคับใช้ชั่วคราว ในช่วงของการเปลี่ยนแปลงอำนาจนั่นเอง เช่น การปฏิวัติรัฐประหาร การยึดอำนาจ ฯลฯ
ในประเทศไทย รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวบางฉบับใช้บังคับเป็นเวลานาน เช่น ธรรมนนูญการปกครองราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2502 ซึ่งเกิดขึ้นโดยการทำรัฐประหารของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ใช้บังคับเป็นเวลา 9 ปีเศษ แต่รัฐธรรมนูญฉบับถาวรบางฉบับใช้บังคับในระยะเวลาสั้นๆ เพราะเป็นรัฐธรรมนูญที่มีหลักการสอดคล้องกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย แต่ไม่สอดคล้องกับโครงสร้างอำนาจทางการเมือง ซึ่งมิได้อยู่ในมือของประชาชนอย่างแท้จริง ทว่าตกอยู่ในมือของกลุ่มข้าราชการประจำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับนายทหารระดับสูง
ด้วยเหตุนี้รัฐธรรมนูญที่มุ่งบังคับใช้ถาวร จึงมักจะถูกยกเลิกโดยการทำรัฐประหาร โดยการยึดอำนาจ โดยคณะผู้นำทางทหาร เมื่อคณะรัฐประหารซึ่งมีชื่อเรียกแตกต่างกันออกไป เช่น คณะปฏิวัติ คณะปฏิรูป หรือคณะรักษาความสงบเรียบร้อยภายใน ยึดอำนาจได้สำเร็จก็ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว แล้วจึงแต่งตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรขึ้น และเมื่อประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับถาวรแล้วก็จะจัดให้มีการเลือกตั้งขึ้น และตามด้วยการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ตามวิถีทางของรัฐธรรมนูญฉบับถาวร แต่เมื่อตั้งรัฐบาลบริหารประเทศไปได้สักพักก็จะเกิดวิกฤตการณ์รัฐธรรมนูญ ต่อมาก็เกิดการปฏิวัติรัฐประหาร ฉีกรัฐธรรมนูญฉบับถาวรทิ้ง แล้วประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว และมีการประกาศร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวร เป็นวงจรกันอยู่เช่นนี้นับแต่ปี พ.ศ.2475 มาไม่เป็นอันจบสิ้น
เรียกกันว่า "วงจรอุบาทว์" แม้กระทั่งในปัจจุบันนี้ วงจรนี้ก็ยังหลงเหลืออยู่
แม้จะมีเหตุการณ์ที่ทำให้เสียเลือดเนื้อในการเรียกร้องประชาธิปไตย หรือรัฐธรรมนูญของประชาชนถึงสามครั้ง และรัฐบาลใช้กำลังเข้าปราบปรามอย่างหนัก แต่ก็ไม่มีผลให้วงจรอุบาทว์สลายไป ตรงกันข้ามกลับหาวิธีการที่แนบเนียนในการยึดครองอำนาจ
ปัจจุบันนี้เป็นที่ทราบกันดีว่า การปฏิวัติยึดอำนาจ หรือรัฐประหารในแต่ละครั้งก่อให้เกิดความสูญเสียทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ ตลอดจนทางสังคมอย่างมากมาย ผู้คนในประเทศแบ่งเป็นสองฝ่ายอย่างชัดเจน สีเหลือง สีแดง พร้อมจะทำลายกันให้สูญสลายไปข้างหนึ่ง โดยไม่คำนึงถึงอะไรทั้งสิ้น
ก
ารแก้ไขกลุ่มบุคคล หรือบุคคล หรือกลุ่มผลประโยชน์ ฯลฯ เข้ายึดอำนาจการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ปีพุทธศักราช 2550 มาตรา 64 ได้กำหนดเอาไว้ว่า
"บุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ เพื่อล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตรมวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้มิได้"
มาตรานี้น่าจะป้องกันอำนาจอื่นหรืออำนาจนอกรัฐธรรมนูญเข้าแทรกแซงอำนาจรัฐธรรมนูญได้ แล้วรัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตยก็จะอยู่ยั้งยืนยง ไม่ใช้กันสิ้นเปลืองเหมือนอย่างทุกวันนี้
ปัจจุบันนี้ประชาชนแตกแยกแบ่งเป็นฝักฝ่ายกันอย่างชัดเจน จะปฏิเสธกันไม่ได้ว่าสาเหตุมาจากการยึดอำนาจเมื่อ 19 กันยายน 2549 หลายฝ่ายพยายามหาทางให้เกิดความสมานฉันท์ขึ้น แต่ตราบใดที่อำนาจนอกรัฐธรรมนูญเข้าไปชี้นำอำนาจของรัฐธรรมนูญ ความสมานฉันท์เห็นจะเกิดขึ้นได้ยาก
เมื่อลูกกลับสู่อ้อมอก
ที่มา มติชน
คอลัมน์ เดอะก็อดมาเธอร์ คนนอกกรอบ
โดย อภิวัติ
ตลอดหลายวันที่แม่อยู่ที่เมืองเชียงใหม่ ก็อดไม่ได้ที่จะรีบตื่นมาสัมผัสความเยือกเย็นยามเช้า และเฝ้าดูไม้เมืองหนาวภายในสวนหน้าห้องพัก ทำให้ได้อารมณ์ไปอีกแบบ
เมืองเชียงใหม่ทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ตึกรามบ้านช่องร้านรวงโดยเฉพาะร้านอาหารและโรงแรมที่พักซึ่งเกิดขึ้นทุกหัวระแหง พร้อมกัน ก็แข่งขันกันในเรื่องการออกแบบดีไซน์ ทำให้ที่พักที่เมืองเชียงใหม่มีความงดงามที่แตกต่างกันอย่างน่าชม และทำให้นครแห่งนี้เป็นประหนึ่งนครหลวงของภาคเหนือ เป็นมหานครแห่งการท่องเที่ยวของบ้านเรา
ขณะที่แม่นั่งๆ นอนๆ รับลมหนาวอยู่ที่เมืองเชียงใหม่นั้นก็ได้รับข่าวที่น่ายินดีจากเมืองเขมรว่า วิศวกรหนุ่มไทยนั้นได้รับพระราชทานอภัยโทษจากกษัตริย์กัมพูชา หลังจากถูกศาลกัมพูชาพิพากษาตัดสินว่ามีความผิดฐานจารกรรมเป็นเวลาถึง 7 ปี
เมื่อครั้งที่แม่พูดถึง "หัวอกแม่" ไปเมื่อสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็เพราะเห็นๆ กันอยู่ว่า การเมืองได้ทำร้ายคนไทยอย่างไรบ้าง เมื่อชายหนุ่มคนหนึ่งที่มีแม่มีพ่อมีพี่น้องคนหนึ่งถูกเขมรจับกุมด้วยข้อหาร้ายแรง
และข้อหาเหล่านั้นเป็นการประจานนโยบายรัฐบาลอย่างหนึ่งว่ามีส่วนโดยตรงกับการทำจารกรรมอีกประเทศหนึ่ง และรัฐบาลรู้ดีว่า ได้ทำอะไรลงไป แต่จะให้ยอมรับตรงๆ ก็จะเกิดความเสียหายต่อประเทศชาติ นั่นเป็นสิ่งที่ "พอรับได้" แม้จะไม่ค่อยถูกเรื่องที่จะตั้งหน้าตั้งตาทำจารกรรมในต่างประเทศเพื่อไล่ล่าอดีตผู้นำ
แม่คาดอยู่แล้วว่า รัฐบาลจะต้องเล่นเกมการเมืองอีกต่อไป โดยการปลุกระดมให้เกิดความรู้สึกในทางชาตินิยมขึ้นในหมู่คนไทยว่า อดีตผู้นำกับผู้นำคนปัจจุบันเมืองเขมรมีความแน่นแฟ้นกันในเรื่องผลประโยชน์
ผลการสำรวจความรู้สึกของประชาชนบ้านเราจึงพบว่า รัฐบาลได้รับความนิยมมากจากเรื่องนี้ก็คือ ในการแสดงท่าทีที่ไม่เป็นมิตรหรือกระทั่งประหนึ่งจะเป็นศัตรูกับเขมร โดยเฉพาะของกองเชียร์สีเหลืองที่รัฐบาลยึดถือเป็นหลักว่าจะต้องเงี่ยหูฟังและรับไปปฏิบัติในทันที
เมื่อหนุ่มวิศวกรไทยถูกจับกุม รัฐบาลก็แสดงให้คนบ้านเราเห็นว่า ได้พยายามทุกวิถีทางที่จะช่วยเหลือคนไทยที่ประสบชะตากรรมอย่างเต็มที่ แต่ระหว่างที่ทำท่าว่าพยายามมาก ก็พูดกระแหนะกระแหนเหยียดหยามผู้นำประเทศเพื่อนบ้านไปด้วยอย่างเมามัน
โดยเฉพาะเลขานุการรัฐมนตรีว่าการทำลายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่วิจารณ์ผู้นำเมืองเขมรแทนนายอย่างดุเดือด ปากก็บอกว่า กระทรวงของเขาได้พยายามช่วยคนไทยอย่างเต็มที่แล้ว
วิธีการของท่านเลขาฯท่านนี้เป็นลีลาของนักการเมืองเต็มตัว เพราะฟังคำให้สัมภาษณ์ก็ดูเหมือนเห็นใจเหลือเกิน แต่พูดจบแล้วก็มีผลที่จะทำให้คนไทยนั้นต้องติดคุกเขมรอย่างแน่นอน เพราะจะเป็นอุปสรรคอย่างใหญ่หลวงต่อการช่วยเหลือครั้งนี้ และช่วยทำลายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศให้เลวร้ายลงไปอีก
เมื่อมีข่าวว่า กษัตริย์เมืองเขมรพระราชทานอภัยโทษตามคำขอของอดีตผู้นำไทย อดีตนายกฯจิ๋ว และตัวผู้นำเขมรคนปัจจุบัน รัฐบาลก็ยังอุตส่าห์ปล่อยโฆษกฝ่ายใส่ร้ายผู้คนออกมาให้สัมภาษณ์ว่า สงสัยว่าคนเหล่านี้จะมีอำนาจเหนือกษัตริย์กัมพูชา
โฆษกท่านนี้ดูเหมือนมีเจตนาจะยื้อให้เรื่องนี้เป็นเกมการเมืองต่อไป และคงอยากให้เขมรเกิดความไม่พอใจมากขึ้นอีก เพราะน่าจะได้ประโยชน์จากแนวทางปลุกกระแสชาตินิยมที่ทำให้คะแนนเสียงดีขึ้นมาก
แม่มีความเชื่อว่า พระมหากษัตริย์ไม่ว่าของชาติใดก็ล้วนแต่จะต้องได้รับความรักความเทิดทูนจากประชาชนส่วนใหญ่ของชาตินั้นๆ อย่างไม่ต้องสงสัย การใส่ร้ายเพื่อความเมามันครั้งนี้ก็เป็นวิธีการทำลายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างหนึ่ง ที่หนักยิ่งไปกว่าการด่าประณามผู้นำของอีกประเทศเสียอีก เพราะเป็นการทำร้ายจิตใจประชาชนของประเทศนั้นโดยตรง
เหมือนที่เราจะยอมไม่ได้อย่างเด็ดขาดที่จะให้ใครมาดูหมิ่นดูแคลนพระบรมเดชานุภาพของพระเจ้าแผ่นดินไทย
เหตุการณ์ทางการเมืองระหว่างประเทศครั้งนี้กำลังแสดงให้เห็นว่า บ้านเมืองเรามีมิตรน้อยลงไป กระทั่งประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่ติดรั้วก็เกิดความบาดหมางและร้าวฉานยิ่งขึ้นไปทุกทีอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ ท่าทีของรัฐบาลทำให้กลุ่มประเทศเพื่อนบ้านเหล่านี้นึกไปถึงบาดแผลเก่าๆ ที่รัฐบาลที่ผ่านมาของไทยสร้างขึ้น
บาดแผลเหล่านี้ ดูเหมือนกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านกำลังจะพยายามลืมเลือนจากการเสด็จฯเยือนของสมเด็จพระเทพฯอยู่บ่อยครั้ง และทรงมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดเป็นกันเองไม่ถือพระองค์ มีการพระราชทานสร้างสรรค์ต่างๆ ในด้านศิลปะวัฒนธรรมให้แก่ประชาชนประเทศเหล่านั้นอย่างมากมาย จนเป็นที่เคารพรักของผู้คน
น่าเสียดายที่รัฐบาลปัจจุบันได้ทำให้ความสัมพันธ์ดีๆ เหล่านี้เริ่มมลายหายไป ด้วยเกมชิงอำนาจทางการเมือง
แต่สุดท้าย ในฐานะของความเป็นแม่ก็ยังยินดีที่ลูกของแม่คนไทยอีกคนหนึ่งได้รับอิสรภาพจากพระมหากรุณาธิคุณของกษัตริย์กัมพูชา ยินดีต้อนรับกลับสู่อ้อมอกของแผ่นดินแม่อีกครั้งหนึ่งในวันสองวันนี้...
หนึ่งประเทศ สองรัฐบาล คงหนีไม่พ้นกันแล้ว
ที่มา thaifreenews
โดย Bugbunny
เรื่องรัฐบาลพลัดถิ่น (Government in Exile) นั้นถึงช่วงนี้มีแนวโน้มว่าผู้รักประชาธิปไตยไทยคงยอมรับกันได้แล้ว เพราะยิ่งนับวันการกระทำของพวกอำมาตย์ตั้งแต่หัวเรือใหญ่มหาอำมาตย์ลงมาจนถึงพวกข้ารับใช้ทั้งหลายนั้น ยังไม่แสดงสัญญานใดออกมาเลยว่ายอมรับความจริงที่โลกวันนี้เปลี่ยนแปลงไปแล้วแม้แต่น้อย มีแต่ดื้อด้านเมินเฉยกับความต้องการที่แท้จริงของประชาชนในสารพัดรูปแบบ มันเริ่มด้วยการทำลายรัฐบาลที่ประชาชนเลือกตั้ง จนถึงตั้งรัฐบาลหุ่นที่ประชาชนไม่ยอมรับ แต่ถึงเวลานี้พวกเขาก็ล้มเหลวมาตลอด เพราะแม้จะถึงขั้นพยายามลอบสังหาร หรือมุ่งทำลายนักการเมืองภาคประชาชนด้วยข้อหาที่เคยได้ผลขนาดไหน ก็กลับไม่ได้ผลเสียแล้ว ประชาชนไม่ได้ฮือตามอย่างที่หวัง ที่จริงก็เพราะไปทำร้ายเขามากเกินไปจนประชาชนส่วนใหญ่รับไม่ได้นั่นเอง ส่วนพวกอำมาตย์ก็ยังคงหมกมุ่นทำแต่เรื่องโบราณและด้วยวิธีเก่ากะลา ไม่เคยเปิดตาดูว่าสังคมโลกไปถึงไหน
มีคนเห็นว่าที่จริงการตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นนั้นทำกันได้ทันทีตั้งแต่ตอนยึดอำนาจใหม่ ๆ แล้ว แต่ไม่ได้ทำเพราะอะไรเป็นคำถามที่ไม่ต้องตอบแม้จะรู้คำตอบ มาถึงตอนนี้คิดอีกทีก็ดีเหมือนกัน เพราะการปล่อยให้พวกอำมาตย์สุมหัวกันทำเรื่องเลวร้ายสารพัดในเวลาต่อมา โดยเฉพาะเมื่อลูกน้องอำมาตย์ตั้งรัฐบาล ทำให้เกิดเป็นเชื้อไฟแรงปะทุจนประชาชนกล้าลุกขึ้นสู้เพื่อเสรีภาพได้รวดเร็วและมากมายอย่างที่เห็นกันในวันนี้ ลามไปทั่วทุกวงการทุกกลุ่มด้วย ทั้งในธุรกิจในราชการ หรือแม้แต่ในกองทัพ ตามประวัติศาสตร์มวลชนไม่เคยลุกฮือกันมากขนาดนี้ ก็ไม่รู้ว่าพวกเขาโง่หรือฉลาดกันแน่ที่ทำรัฐประหาร ถ้าตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นตอนนั้นซึ่งการตื่นตัวของมวลชนยังไม่สูงพอ ก็อาจจะกลายเป็นผลร้ายกับผู้ตั้งเสียเปล่า ๆ
ตอนที่มีการรัฐประหารครั้งนั้น นักประชาธิปไตยทั่วโลกแทบไม่เชื่อสายตาตัวเองเลยว่าจะมีคนกล้าทำกันในทศวรรษนี้ แต่พวกอนุรักษ์นิยมไทยก็ยังดื้อด้านทำ นักวิชาการต่างประเทศที่ศึกษาเรื่องเมืองไทยท่านหนึ่งเคยบอกผมว่า เขางงมากเรื่องประเทศที่ทันสมัยและประชาชนมีคุณภาพมากประเทศหนึ่งในภูมิภาคอย่างประเทศไทยเกิดการทำรัฐประหารแบบนี้ เพราะมันจะเป็นตัวเร่งที่ดีเยี่ยมให้กับความพังพินาศและเป็นการทำร้ายตัวเองของพวกอนุรักษ์นิยมไทยโดยแท้ เพราะประเทศไทยนั้นถือได้ว่าเป็นประเทศอารยะและเสรีนิยมสูงสุดในภูมิภาคประเทศหนึ่ง มีศักยภาพที่จะเปลี่ยนแปลงก้าวหน้าทางการเมืองด้วยตนเองได้โดยไม่ต้องใช้ความรุนแรงหรือมีชาติอื่นมาทำให้แบบหลายประเทศในเอเซีย เป็นตัวอย่างว่ามีพัฒนาการแบบตะวันออกคือพูดจาปราศรัยกันได้ ขนาดเคยขัดแย้งทำสงครามกลางเมืองกันกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยมาหลายสิบปี ก็ยังยุติและพูดคุยกันให้เข้ามาร่วมกันสร้างชาติได้เป็นครั้งแรก แถมยังเคยเข้าไปช่วยแก้ปัญหาสงครามกลางเมืองให้ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเขมร และแก้ปัญหา จคม. ให้มาเลย์เซียได้สำเร็จอย่างน่าชื่นชมอีกด้วย เขาบอกด้วยว่ามาเลย์เซียและสิงคโปร์นั้นแม้จะเจริญทางวัตถุกว่าเรา แต่ด้านเสรีภาพและหลักการประชาธิปไตยนั้นยังอยู่ในระดับที่ด้อยกว่า เขาบอกว่าไม่น่าเชื่อเลย ที่คนฉลาด ๆ ในกลุ่มอนุรักษ์นิยมไทยซึ่งมีอยู่มากมายกลับไม่สามารถทัดทานไม่ให้ผู้มีอำนาจไทยทำอะไรโง่ ๆ อย่างนี้ได้
เขาชี้ด้วยว่า คนไทยยุคนี้คงไม่ยอมหรอก เพราะเพิ่งได้ประสบการณ์ดีงามของการเป็นประชาธิปไตยที่ส่งผลให้กับประชาชนส่วนใหญ่ชัดเจนมาระยะหนึ่งแล้ว คนที่ร่วมกันทำเรื่องนี้กำลังจุดชนวนสงครามกลางเมืองขึ้นในประเทศไทย การเปลี่ยนแปลงด้วยสันติวิธีที่น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีของไทย คงจะกลับกลายไปเป็นวิธีเดียวกับที่เปลี่ยนแปลงที่อื่นมาแล้วทั่วโลก นั่นคือการทำร้ายฆ่าฟันกัน( ซึ่งวันนี้เราเห็นแล้วว่ามันมีแนวโน้มเช่นนั้นจริง ๆ) และคงช่วยไม่ได้ถ้ามันจะเกิดเช่นนั้น เพราะพวกอนุรักษ์นิยมไทยทำตัวเองทั้งนั้น ไปจุดไฟให้คนทนไม่ได้กันเองแท้ ๆ
ถึงวันนี้ เรื่อง หนึ่งประเทศ สองรัฐบาล คงมีสิทธิเกิดขึ้นได้และไม่มีใครว่าอะไรด้วย