WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, December 16, 2009

ปรีดี-ประเวศ กับทัศนะต่อประเทศเพื่อนบ้านต่างกัน

ที่มา Thai E-News



ความคิดของรัฐบุรุษอาวุโส คือ ปรีดี พนมยงค์ แตกต่างจากประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ในเรื่องประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งปรีดี เสนอถึงภราดรภาพ คือพี่น้องอยู่ร่วมกัน และพี่น้องช่วยเหลือกัน ส่วนประเวศ วะสี เสนอเป็นเรื่องผู้ใหญ่กับเด็ก ซึ่งแน่นอนว่า มันมาจากที่มาของสังคมความแตกต่างจากยุคสมัยของทั้งสองคน รวมถึงกรณีศิวรักษ์ ว่าจัดฉากเหมือนภาพยนตร์


โดย อรรคพล สาตุ้ม
15 ธันวาคม 2552

ศ.น.พ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส กล่าวถึง กรณีสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา ว่า ประเทศไทยใหญ่ มีประชากรมากกว่า กองทัพก็มีศักยภาพสูงกว่า รวมทั้งอำนาจทางเศรษฐกิจก็มากกว่ากัมพูชา ซึ่งไทยเป็นเสมือนผู้ใหญ่ ส่วนกัมพูชาก็เป็นเด็ก ดังนั้น เราต้องทำตัวเป็นผู้ใหญ่ที่ดี อย่าไปท้าตี เพราะเด็กมีกำลังน้อยกว่า จะถูกมองว่าไปรังแกเด็ก แต่ต้องระวังอย่าไปหลงกลเด็ก เพราะบางครั้งเด็กก็หลอกผู้ใหญ่ได้ และอาจทำให้ผู้ใหญ่เพลี้ยงพล้ำได้เหมือนกัน แต่ก็อยากให้เชื่อมั่นว่าความชอบธรรมจะอยู่ในสายตาของคนทั้งโลก ซึ่งพวกเขารู้ดีว่าใครมีความชอบธรรมมากกว่ากัน ดังนั้น ไทยต้องมองกัมพูชาด้วยความเมตาและอยู่ร่วมกันแบบเกื้อกูล(1)

แนวคิดเรื่อง “ภราดรภาพ” หรือการอยู่ร่วมกันฉันพี่น้อง เป็นอีกประเด็นที่ปรีดี พนมยงค์ ย้ำเสมอ ไม่ว่าในขณะที่เป็นอาจารย์อยู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง ในขณะที่ทำงานทางการเมือง รวมทั้งในนวนิยายและภาพยนตร์เรื่องพระเจ้าช้างเผือก(2) ดังนั้น แนวคิดเรื่องภราดรภาพของปรีดี จากภาพยนตร์เรื่องพระเจ้าช้างเผือก ที่รบกับพม่า จึงเป็นเรื่องที่สะท้อนให้เห็นถึงภราดรภาพ สันติภาพ ก่อนเกิดรัฐชาติไทยเป็นอาณาเขตที่แน่นอน(3) ไม่ใช่อาการคลั่งชาตินั่นเอง

ความคิดของรัฐบุรุษอาวุโส คือ ปรีดี พนมยงค์ แตกต่างจากประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ในเรื่องประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งปรีดี เสนอถึงภราดรภาพ คือพี่น้องอยู่ร่วมกัน และพี่น้องช่วยเหลือกัน ส่วนประเวศ วะสี เสนอเป็นเรื่องผู้ใหญ่กับเด็ก ซึ่งแน่นอนว่า มันมาจากที่มาของสังคมความแตกต่างจากยุคสมัยของทั้งสองคน

เพราะว่า กระบวนทัศน์สันติวิธีของปรีดี พนมยงค์ จากกรณีศึกษาเรื่องพระเจ้าช้างเผือก (4)โดยหนังสือดังกล่าว อ้างถึงศาสตราจารย์จิตติ ติงศภัทิย์ ได้เล่าว่า ในขณะที่ท่านเรียนกฏหมายอยู่กับอาจารย์ปรีดีนั้น สิ่งที่อาจารย์ย้ำอยู่เสมอ คือ เรื่องของภราดรภาพ หรือการอยู่ร่วมกันฉันพี่น้อง(5)

จากข้อมูลในอดีตถึงภาพของปัจจุบัน ในสถานการณ์ดังกล่าว ความน่าสนใจเรื่องภราดรภาพ คือฉันพี่น้อง แตกต่างจากเรื่อง ผู้ใหญ่-เ็ด็ก เปรียบเทียบข้อคิดเรื่องภราดรภาพของปรีดี รัฐบุรุษอาวุโส กับประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ซึ่งเคยเขียนหนังสือเรื่องวิถีสังคมไท ชุดที่๑ "ภูมิปัญญา กระบวนทัศน์ใหม่ และจินตนาการใหม่"โดยประเวศ วะสี ฯลฯ

ทั้งนี้ วิถีสังคมไท คือ สรรนิพนธ์ทางวิชาการเนื่องในวาระหนึ่งศตวรรษ ปรีดี พนมยงค์ เพราะฉะนั้น ประเวศ ก็เขียนหนังสือเกี่ยวข้องปรีดี และทั้งสองคน คือ ปรีดี และประเวศ ก็อยู่ภายใต้กระแสชาตินิยม และคลั่งชาติ โดยกรณีปรีดี สภาพทางสังคมและสิ่งแวดล้อม ในสถานการณ์ของการเรียกร้องดินแดนคืนของยุคปรีดี(รัฐบุรุษอาวุโส) เรียนจบกฎหมายเป็นผู้ร่วมเปลี่ยนแปลงประเทศ และปรีดี เคยดำรงตำแหน่งรมต.การต่างประเทศ-รมต.การคลังฯลฯ ทั้งนี้ ปรีดีกับประเวศ ก็คือ ประสบการณ์ทำงานในหน้าที่การงาน และตำแหน่งการทำงานแห่งที่ต่างกัน

จนกระทั่งต่อมาปี 2552 ยุคสมัยสืบเนื่องมาจากดินแดนของปราสาทเขาพระวิหาร และมันก็เป็นยุคสมัยของกระแสคลั่งชาตินิยมจากกลุ่มพันธมิตรฯ-พรรคการเมืองใหม่(ไม่มีกลุ่มพันธมิตรฯ โดยสมัยปรีดี ที่มีผู้นำเป็นทหาร) ในปัจจุบัน เราก็เห็นว่ากรณีประเวศ เรียนจบด้านการแพทย์ และทำงานด้านช่วยเหลือสังคม แนววัฒนธรรมชุมชน ต่อมาประเวศเป็นราษฎรอาวุโส ในยุครัฐบาลเสนอนโยบายไทยเข้มแข็งเชื่อมโยงมาถึงบริบทหาทางออก ในตำแหน่งแห่งที่ของความเป็นราษฎรอาวุโส ต่างกับรัฐบุรุษอาวุโส ตรงที่นำเสนอความเป็นผู้ใหญ่(อาวุโส) กว่าเด็ก และนั่นก็คือ ไทย(ผู้ใหญ่) อาวุโสกว่ากัมพูชา (เด็ก) นั้นเอง

มันสะท้อนให้เห็นความแตกต่างของภูมิปัญญาของคำศัพท์จากประเวศ คือ คำว่า ผู้ใหญ่-เด็ก ที่มีสร้างความหมายเป็นตรงกันข้ามแนวคิดภราดรภาพ คือ การอยู่ร่วมกัน และช่วยเหลือกัน ฉันพี่น้อง

แน่นอน ว่า คำศัพท์ของปรีดี กับประเวศ สองคนย่อมแตกต่างทางทัศนะต่อประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งบทความนี้ ไม่ต้องการวิเคราะห์ ตีความตัวบท และมุ่งโจมตีประเวศ เพียงชี้ให้เห็นว่า ข้อมูลของคำสะท้อนข้อเท็จจริงในทั้งสองคน ย่อมสามารถแสดงความหมายแตกต่างกันชัดเจนอย่างแท้จริง

ซึ่งเหตุผลดังกล่าว ทำให้เรื่องแนวคิดภราดรภาพ ฉันพี่น้องอยู่ร่วมกัน และช่วยเหลือกันทางเศรษฐกิจ สังคม การเมืองต่างๆ โดยภราดรภาพเป็นประเด็นที่สำคัญที่สุดของชุมชนจินตกรรม(6) เกี่ยวข้องชาติไทย เพื่อข้ามพันกับดักของประเด็นกรณีศิวรักษ์ เรื่องว่าจัดฉากเหมือนภาพยนตร์ แต่ว่ารัฐบาลไทยไม่คิดแก้ไขปัญหาประเทศเพื่อนบ้านอย่างจริงจัง แล้วเหมือนกับว่า ใครเป็นเด็กถูกรังแกง่ายคนต่อไป

และถ้าใครจะเป็นเหยื่อคนต่อไปของความสัมพันธ์ประเทศไทยกับกัมพูชา ท่ามกลางความขัดแย้งที่ไม่แก้ไขให้เกิดภราดรภาพระหว่างกัน


เชิงอรรถ
1."หมอประเวศ"เตือน"มาร์ค"ทำตัวเป็นผู้ใหญ่อย่าไปตีเด็กระวังหลงกลเขมรวันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 เวลา 15:42:16 น. มติชนออนไลน์
2.สุรัยยา (เบ็ญโส๊ะ) สุไลมาน.กระบวนทัศน์สันติวิธีของปรีดี พนมยงค์ ? : กรณีศึกษาเรื่องพระเจ้าช้างเผือก : 215
3.อรรคพล สาตุ้ม ย้อนดูภาพยนตร์ ‘พระเจ้าช้างเผือก’ สงคราม สันติภาพ ชาตินิยม
4.กระบวนทัศน์สันติวิธีของปรีดี พนมยงค์ ? : กรณีศึกษาเรื่องพระเจ้าช้างเผือก เพิ่งอ้าง และแน่นอนเรายังมีหนังสือ ที่น่าสนใจของปรีดี เช่น วิธีพิจารณาทางรอดของสังคมไทย โดย ปรีดี พนมยงค์ เป็นต้น
5.สุรัยยา (เบ็ญโส๊ะ) สุไลมาน.กระบวนทัศน์สันติวิธีของปรีดี พนมยงค์ ? : กรณีศึกษาเรื่องพระเจ้าช้างเผือก : 216 เพิ่งอ้าง
6.ธงชัย วินิจจะกูล “อ่่าน Imagined Communities ของ Benedict Anderson หรือ IC ของ “ครูเบ็น” วารสาร“อ่าน” ปีที่ 2 ฉบับที่ 1 เมษายน-กันยายน 2552

กก.สิทธิมนุษยชนไทย และ พรรค ปชป. : พวกขายเนื้อสุนัข แต่แขวนหัวแพะหลอกลวงไว้หน้าร้าน

ที่มา Thai E-News

โดย คุณ อคนี คคนัมพร
ที่มา เวบไซต์ โลกวันนี้
15 ธันวาคม 2552

วันที่ 10 ธันวาคมที่ผ่านมา นอกจากเป็นวันรัฐธรรมนูญสำหรับประเทศไทยแล้ว ยังเป็นวันสิทธิมนุษยชนของชาวโลกโดยทั่วไปอีกด้วย

เรื่องของสิทธิมนุษยชน เป็นเรื่องใหม่สำหรับสังคมไทย พวกที่สนใจการเมืองและทำกิจกรรมทางการเมืองในยุค จอมพลถนอม จอมพลประภาส ยังไม่มีใครพูดเรื่องสิทธิมนุษยชน

สิทธิมนุษยชน ได้รับการหยิบยกขึ้นมาสู่ความสนใจของชาวโลก และรู้จักกันกว้างในประเทศไทย หลังสิ้นสุดสงครามเย็น โดยเฉพาะหลังการแตกสลายของสหภาพโซเวียตรุสเซีย เพราะหลังจากนั้น สหรัฐอเมริกา ต้นกำเนิดโลกยุคโลกาภิวัตน์ ก็ประกาศลัทธิเสรีทางการค้า สิทธิมนุษยชน และการดูแลสภาพแวดล้อม

โลกทั้งโลกเอียงไปทางนั้น

ประเทศไทยก็มีคนเห่อสิทธิมนุษยชนกับเขาเหมือนกัน พวกนักวิชาการ พวก NGO และสื่อมวลชนจำนวนหนึ่ง สร้างชื่อโด่งดังขึ้นมาด้วยเรื่องสิทธิมนุษยชน ซึ่งก็นับว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดี

รัฐธรรมนูญฉบับ 2540 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ได้บัญญัติรองรับเรื่องนี้ไว้อย่างทันสมัย ทันเหตุการณ์ เรามีคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ซึ่งผ่านการคัดสรรจากบุคคลที่มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ ให้เข้าไปทำงาน กินเงินเดือนกันแพงๆ

แต่แล้วพอเกิดเหตุการณ์ยึดอำนาจ 19 กันยายน 2549 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนไทย ก็เห็นดีเห็นงามกับการยึดอำนาจนั้นอย่างหมอบราบคาบแก้ว

มีแต่ นายจรัล ดิษฐาอภิชัย คนเดียวจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ที่ออกมาต่อสู้คัดค้าน เพราะเห็นว่าการยึดอำนาจโดยกำลังทหาร เป็นการทำลายสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน

แต่นายจรัล ดิษฐาอภิชัย ก็ถูกกรรมการคนอื่นขับไล่ไสส่ง

ผู้เขียนเห็นว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของเขาทั้งชุด หมดความชอบธรรมที่จะอยู่กินเงินเดือนแพงๆ กันตั้งแต่วันนั้น เพราะกรรมการสิทธิมนุษยชน ถ้ามองไม่เห็นว่า การฉีกรัฐธรรมนูญ การขับไล่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เป็นการกระทำความผิดแล้ว เปรียบไปก็เหมือนพระปาราชิก อยู่ไปอย่างลวงโลก

ด้วยเหตุนี้ ผู้เขียนจึงไม่สนใจงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนอีก ในทางตรงกันข้ามกลับรู้สึกต่อต้าน โดยต้องการชี้ให้เห็นว่า

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ก็เหมือนพรรคประชาธิปัตย์นั่นแหละ คือหาหลัก หาเกณฑ์อะไรไม่ได้

ในวันที่ 10 ธันวาคมที่ผ่านมา ท่านผู้อ่านจึงไม่พบว่า งานวันสิทธิมนุษยชน (สากล) นั้น ใครได้ทำอะไร ที่ไหนในเมืองไทย พร้อมๆ กันนั้น เราก็ไม่เห็นว่า ในวันรัฐธรรมนูญของเรานั้น รัฐบาลที่นำโดยพรรคประชาธิปัตย์ ได้จัดกิจกรรมอะไรขึ้นตรงไหน

พรรคประชาธิปัตย์อาจมีความรู้สึกละอายต่อบาป ที่พึ่งพิงพวกรัฐประหารขึ้นสู่อำนาจ จึงไม่กล้าจัดกิจกรรมในวันรัฐธรรมนูญก็เป็นได้

แต่ถ้าเช่นนั้นพรรคประชาธิปัตย์ก็ควรเอาป้ายพรรคลงเสีย เปลี่ยนชื่อเป็น พรรครัฏฐาธิปัตย์ หรือไม่ก็พรรคอำมาตยาธิปัตย์ จะเหมาะสมกว่า อย่าเปิดร้านขายเนื้อสุนัข แต่แขวนหัวแพะหลอกลวงคนไว้หน้าร้านเลย

ในบรรดาสิทธิเบื้องต้นทั้งหลายของมนุษย์นั้น ผู้เขียนเห็นว่า สิทธิในการปกครองตนเองเป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องสำคัญที่สุด ถ้าไม่เช่นนั้น คงจะไม่เกิดประเทศสหรัฐอเมริกาขึ้นในโลก และถ้ามนุษย์ไม่มีสิทธิปกครองตนเอง (อำนาจอธิปไตยของปวงชน) เสียแล้ว ก็ไม่ต้องไปพูดถึงสิทธิอย่างอื่น

ประเทศ ถ้าเป็นเมืองขึ้นเขา ก็ไม่มีสิทธิพูดเรื่องอำนาจอธิปไตย

ประชาชนถ้าไม่มีอำนาจอธิปไตย ก็ป่วยการพูดเรื่องการปกครองและบริหารอื่นๆ

เพราะฉะนั้น ถ้าเมืองไทยของเรา จะเล่นเรื่องสิทธิมนุษยชนกันอย่างต่างประเทศเขา เราก็ควรปกครองในระบอบประชาธิปไตยให้ได้เสียก่อน

ถ้าบ้านเมืองยังไม่เป็นประชาธิปไตย ซึ่งหมายความว่า อำนาจอธิปไตยยังไม่เป็นของปวงชน ก็ป่วยการที่ไปเล่นเรื่องอื่น

วันที่ 10 ธันวาคม ที่ผ่านมา คนเสื้อแดงจัดงานวันรัฐธรรมนูญ เพื่อบ่งบอกว่า เขาจะสู้เพื่อประชาธิปไตยอยู่กลุ่มเดียวนั้นดีแล้ว แต่ผู้เขียนอยากบอกเพิ่มเติมว่า ถ้าจะสู้เพื่อประชาธิปไตย จงอย่ารอพรรคประชาธิปัตย์

สคส.เริ่มทยอยถึงดาเหยื่อคุก18ปีคดีหมิ่นฯ

ที่มา Thai E-News

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
15 ธันวาคม 2552

สคส.เพียง1ใบจากคุณเพื่อสังคมไทยที่ยุติธรรมกว่าในเวลานี้ กรุณาส่งสคส.อวยพรปีใหม่2553 มาที่ คุณดารณี ชาญเชิงศิลปกุล ตู้ ป.ณ 58 ปณศ(พ) พระโขนง กรุงเทพฯ 10110 หรือ หากไม่สะดวกอาจส่ง อี-การ์ดมาได้ที่ wemissyouda@gmail.com


หลังจากเปิดโครงการกิจกรรมส่งความสุขถึงดา ผู้ต้องขังคดีหมิ่นฯที่ถูกตัดสินจำคุก 18 ปี ซึ่งกลุ่มที่จัดโครงการเห็นว่าเป็นผู้ต้องขังคดีการเมืองที่ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย เมื่อปลายสัปดาห์ก่อน ล่าสุดกลุ่ม “พลังรวมใจ”เปิดเผยว่า เริ่มได้รับการ์ด ส.ค.ส ทยอยเข้ามามากกว่าร้อยฉบับแล้ว จากคนไทยทั่วทุกมุมโลก ซึ่งก็รวมทั้งจากรศ.ใจ อึ๊งภากรณ์ ผู้ต้องหาคดีหมิ่นฯอีกรายที่อยู่ระหว่างไปพำนักลี้ภัยที่อังกฤษในระหว่างนี้ด้วย

สคส.จากเหยื่อร่วมชะตา-สคส.จากรศ.ใจ อึ๊งภากรณ์ ถึงดารณี

กลุ่มพลังรวมใจเผยว่าโครงการนี้จะได้รวบรวมสคส.และอีการ์ดที่ทุกคนส่งเข้ามา เพื่อนำไปให้เป็นขวัญและกำลังใจให้กับดารณี ชาญเชิงศิลปกุล ซึ่งสคส.ทุกฉบับดังกล่าวจะได้รับการถ่ายเก็บไว้เพื่อประโยชน์ในการจัดแสดงต่อสาธารณชนอีกต่อหนึ่ง

จากการเข้าเยี่ยมคุณดารณี ที่เรือนจำคลองเปรม เมื่อเร็วๆนี้ คุณดาได้เปิดเผยกับ “พลังรวมใจ” ว่า “นอกเหนือจากสภาพความเป็นอยู่ อาหาร และน้ำที่ขาดสุขอนามัยแล้ว ดายังรู้สึกเสมือนถูกทรมานทั้งกาย และใจ เนื่องจากโดนกลั่นแกล้งทั้งคำพูดและกิริยาท่าทาง มีการใช้น้ำเสียงกระด้าง ตะคอกของเจ้าหน้าที่ระดับล่างที่ปฏิบัติตามอารมณ์ รวมทั้งผู้ช่วยชุดขาว (นักโทษเช่นกัน) ทำเสมือนเราเป็นผู้ร้ายฆ่าคน หรือ ก่ออาชญากรรมรุนแรง อำมหิต”

“เวลาในการปฏิบัติภารกิจส่วนตัวก็น้อยมาก ไม่ว่าจะเป็นการอาบน้ำ หรือ ทานอาหารทุกอย่างถูกจำกัด ต้องรีบเร่ง เหมือนกับเล่นสงครามประสาท อย่างนี้เอาตัวไปยิงเป้าเสียยังดีกว่า บั่นทอนด้วยวีธีให้เสียสุขภาพจิตเอามากๆ เช่นนี้”

อย่างไรก็ดี คุณดา ก็รู้สึกว่ายังมีผู้รักความเป็นธรรมจำนวนหนึ่งที่ให้กำลังใจเธอ เป็นเสมือนน้ำหล่อเลี้ยงให้เธอยืนหยัดในแต่ละวัน คุณดารณีขอบคุณสำหรับการ์ดอวยพรที่ส่งมา เธอจะพยายามทยอยตอบเพราะทางเรือนจำให้ตอบได้อาทิตย์ละ 15 บรรทัดเท่านั้น

นอกจากนี้คุณดารณียังได้กล่าวเชิญชวนชาวเสื้อแดงว่า “จะมีงานนิทรรศการประจำปีของกรมราชทัณฑ์ ซึ่งงานดังกล่าวเพื่อนๆนักโทษหญิงที่ยากจนได้ทำการ์ดปีใหม่ออกจำหน่ายเพื่อหารายได้ ขอให้พวกเราช่วยกันไปอุดหนุนงานของเพื่อนๆนักโทษที่ยากไร้นี้ด้วย งานนิทรรศการจะมีขี้นในระหว่างวันที่ 18 ถึง 28 ธันวาคม ศกนี้ ที่เรือนจำคลองเปรม”

ในส่วนของการบริจาคเงิน หากท่านใดจะบริจาคเงินช่วยเหลือขอให้กระทำผ่านพี่ชายคือคุณกิตติชัย ชาญเชิงศิลปะกุลเท่านั้น เพราะพี่ชายของเธอเป็นผู้ดูแลค่าใช้จ่ายต่างๆให้กับตัวเธอเองแต่เพียงผู้เดียว

ชื่อบัญชี กิตติชัย ชาญเชิงศิลปกุล ธนาคารกรุงศรีอยุธยา สาขาถนนพูนผล จ.ภูเก็ต บัญชีออมทรัพย์เลขที่ 297-125-8055
โดยที่คุณกิตติชัยจะแจ้งยอดบริจาคต่อสาธารณชนทุกเดือน ทั้งนี้เพื่อความโปร่งใสและป้องกันการแอบอ้างเงินบริจาคอันอาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต

อนึ่งกิจกรรมส่งความสุขถึงดา เป็นโครงการที่กลุ่ม “พลังรวมใจ” ได้ริเริ่มจัดขึ้นเนื่องในโอกาสเทศกาลปีใหม่ที่จะถึงนี้ เพื่อเป็นการเชิญชวนพี่น้องประชาชนผู้รักความเป็นธรรมได้ส่งกำลังใจให้กับคุณดา ตอร์ปิโด นักสู้เพื่อประชาธิปไตย ผู้ต้องขังที่โดนจำคุกเป็นเวลา 18 ปี

คุณกาญจนา ศรีพรประชา ผู้แทนกลุ่มได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า “ทางกลุ่มตั้งเป้าหมายไว้ที่ สคส จำนวน 10,000 ใบ ทั้งนี้จะทำการถ่ายภาพส.ค.ส ทั้งหมดเพื่อนำมาจัดนิทรรศการและแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน และเชิญทางกินเนสบุ๊คมาบันทึกสถิติในฐานะที่คุณดา ตอร์ปิโด เป็นผู้ตัองขังที่มีคนส่งส.ค.ส ถึงมากที่สุดในโลก”

“ผู้สนใจกรุณาส่งการ์ด มาที่ตู้ ป.ณ 58 ปณศ(พ) พระโขนง กรุงเทพฯ 10110 หรือ หากไม่สะดวกอาจส่ง อี-การ์ดมาได้ที่ wemissyouda@gmail.com เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับการตอบรับเข้าร่วมกิจกรรมนี้จากพี่น้องผู้รักความเป็นธรรม เราจะร่วมต่อสู้เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้กลับคืนสู่สังคมไทย

ติดต่อผู้แทนกลุ่มพลังรวมใจได้ที่ คุณกาญจนา ศรีพรประชา โทรมือถือ : 086-3190609 อีเมล์ : wemissyouda@gmail.com

สคส.บางส่วนที่ทยอยส่งความสุขถึงดารณี






Tuesday, December 15, 2009

ดูซีเกมส์แล้วย้อนดูตัว

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน




นักฟุตบอลและสต๊าฟโค้ชกลับจากเวียงจันทน์หลายวันแล้ว แต่เสียงวิพากษ์วิจารณ์ยังกระหึ่มอื้ออึง

ผลงานไม่เพียงตกรอบแรกครั้งแรกในรอบ 36 ปีเท่านั้น ยังหยุดสถิติแชมป์ 8 สมัยติดต่อกัน

ที่สำคัญภูมิภาคอาเซียน ฟุตบอลไม่ได้เป็นแค่กีฬา

ขลัง และคลั่งกันถึงขั้น บอลตกรอบก็เหมือนซีเกมส์จบ

หรือไม่ได้เจ้าทองไม่เป็นไร ขอให้บอลได้แชมป์

ขนาดนั้นจริงๆ!!

20 กว่าปีก่อน ซูเปอร์สตาร์หมายเลข 1 ต้องเข้าวัดพระแก้วจุดธูปสาบาน หลังพ่ายมาเลเซีย เจ้าภาพ

ศูนย์หน้ารุ่นต่อมาเสียผู้เสียคน เมื่อยิงจุดโทษพลาด แพ้อินโดนีเซีย ตกรอบ

โดยมีเสียงเซ็งๆ ของเพื่อนร่วมทีมไล่หลัง

"กูว่าแล้ว"??

ดูบอลซีเกมส์ครั้งนี้แล้วย้อนดูตัว จะเห็นอะไรต่อมิอะไรมากมาย

เรื่องใหญ่ เรื่องสำคัญ คือ ทัศนคติ(อันตราย)ของ นักบอล

ยุคนี้หลายๆ คนมีทัศนคติ "เหนือชั้น" กว่าคู่แข่ง

ส่งผลให้ประมาท ขาดสมาธิ ไม่มีความมุ่งมั่น

พอไม่ได้ดังใจก็หงุดหงิด ควบคุมอารมณ์ไม่อยู่

ถึงเวลาต้องปรับแก้ทัศนคติ "ล้างสมอง" กันใหม่!

นักบอลรวมทั้งกองเชียร์ควรรับรู้ร่วมกัน

พม่า มาเลเซีย เมื่อก่อนคือมหาอำนาจลูกหนังเอเชีย

ครองแชมป์เอเชี่ยนเกมส์มาแล้ว

หรืออย่างเวียดนาม สมัยยังไม่เปลี่ยนแปลงการปกครอง ใช้ชื่อเวียดนามใต้

ไทยแทบไม่เคยเอาชนะได้เลย

เพราะฉะนั้นชาติคู่แข่งเหล่านี้ ไม่ได้ต่ำชั้น ไม่ใช่ลูกไล่ของเรา!

รีบทำความเข้าใจ แล้วปรับแก้กันใหม่

ซีเกมส์คราวหน้าที่อินโดนีเซีย ยิ่งหนักหนาสาหัส

ผิดหวังจากฟุตบอลหันไปลุ้นตะกร้อ ระหว่างไทยกับมาเลย์

ศักดิ์ศรีระดับชิงแชมป์โลก?

กำลังมันๆ สนุกๆ ช่อง 11 แจ้งว่ามีกำหนดถ่ายทอดถึง 6 โมงเย็น

อันนี้พอเข้าใจเพราะอาร์เอส เจ้าของลิขสิทธิ์จองเวลาไว้แค่นี้

เปลี่ยนไปฟังวิทยุแห่งประเทศไทย เอฟเอ็ม 92.5

ผู้บรรยายแจ้งว่าถ่ายทอดไม่จบเช่นกัน

ถ้าอยากฟังต่อต้องเปิด เอเอ็ม!!

โลกก้าวสู่ 3 G 4 G แต่กรมประชาสัมพันธ์ ยุค "รมต.ตาล" สาทิตย์ วงศ์หนองเตย

ถ่ายทอดมหกรรมกีฬาของอาเซียน ด้วยระบบ เอเอ็ม??

ทนเงี่ยหูฟังจนตะกร้อไทยปราบมาเลย์สมใจ

ช่วยระลึกชาติเหมือนตอนเงี่ยหูฟัง ปรีชา ทรัพย์โสภา ประพจน์ สาครบุตร ประพันธ์ หิรัญพฤกษ์

ถ่ายทอดกีฬาเขต!?

"แม้ว" ทวิตโอดต้องต่อสู้อย่างไร้ความเป็นธรรมจากผู้คุมอำนาจ

ที่มา มติชน

เมื่อวันที่ 15 ธันวาคมที่ผ่านมา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ทวิตข้อความผ่าน twitter.com/Thaksinlive โดยตอบข้อความของ "@chalat " ว่า "ขอบคุณมากครับ พยายามอโหสิกรรมให้ขาดอยู่ครับ การต่อสู้คงดำเนินต่อไปด้วยความอดทนเพราะต้องตกอยู่ในภาวะไร้ซึ่งความเป็นธรรมจากผู้คุมอำนาจ"


ก่อนหน้านี้ ยังได้ทวิตข้อความโดยวิจารณ์หลักการใช้กฎหมาของไทยว่า "ไม่รู้อาจารย์จะเอาอะไรมาสอนโดยเฉพาะวิชากฎหมายและวิชาการเมือง ทฤษฎีที่เขาใช้กันมาถึงตอนนี้อำมาตย์ทำเพี้ยนหมดเหลือแต่หลัก?"

พร้อมกับวิจารณ์ข่าวการช่วยเหลือนายศิวรักษ์ ชุติพงษ์ วิศวกรชาวไทยที่ถูกตัดสินจำคุก 4 ปีก่อนได้รับพระราชทานอภัยโทษจากประเทศกัมพูชา ว่า "ไม่คิดสงสารเห็นใจเด็กที่ตนใช้เป็นเครื่องมือบ้างเลยเพราะ คำรบ (ปาลวัฒน์วิไชย เลขานุการเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงพนมเปญ) มีเอกสิทธิ์ทางการทูตก็ไม่ถูกสอบสวน แต่คำรบก็รับคำสั่งจาก กต."

รอยเตอร์ชี้ "แม้ว" บินเขมรรอบ 2 หวังเย้ย-ดิสเครดิต-ทดสอบความอดทน "รบ.มาร์ค"

ที่มา มติชน

สำนักข่าวรอยเตอร์ส วิเคราะห์ สาเหตุการเดินทางไปยังกัมพูชาของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นครั้งที่สอง ที่ห่างจากครั้งแรกไม่ถึงหนึ่งเดือนว่า เป็นเพราะต้องการดึงดูดความสนใจ และเพื่อเป็นการทดสอบความอดทนของรัฐบาลไทย ทั้งการหักห้ามใจในการเผชิญหน้า อดทนกับการยั่วยุ จากการที่กัมพูชาปฏิเสธที่จะส่งพ.ต.ท.ทักษิณ ในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน


โดยพ.ต.ท.ทักษิณเองน่าจะขอใช้กัมพูชาเป็นสถานที่ชั่วคราว ในการพบปะกับพันธมิตรทางการเมือง เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้มากขึ้น และดิสเครดิตรัฐบาล และแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยไม่สามารถหยุดการกระทำของเขาได้


ด้านคนเสื้อแดง มีการวางแผนทำการประท้วงรัฐบาลเป็นระยะๆ ขณะที่พรรคเพื่อไทย พยายามที่จะสั่นคลอนความเชื่อมั่นของรัฐบาลนายก รัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ


การกระทำของ พ.ต.ท.ทักษิณที่การเจรจาโดยตรงกับสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โดยใช้ความสัมพันธ์อันดีระหว่างกันเจรจาให้มีการขอพระราชการอภัยโทษกับ วิศวกรไทยในนั้น ได้รับการยอมรับโดยทั่วกันในพลพรรคว่าเหมือนรัฐบุรุษ ผ่านทางโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมของพ.ต.ท.ทักษิณเอง ถือว่าเป็นการสมานรอยราวทางการทูตระหว่างทั้งสองประเทศ

รอยเตอร์ชี้ "แม้ว" บินเขมรรอบ 2 หวังเย้ย-ดิสเครดิต-ทดสอบความอดทน "รบ.มาร์ค"

ที่มา มติชน

สำนักข่าวรอยเตอร์ส วิเคราะห์ สาเหตุการเดินทางไปยังกัมพูชาของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นครั้งที่สอง ที่ห่างจากครั้งแรกไม่ถึงหนึ่งเดือนว่า เป็นเพราะต้องการดึงดูดความสนใจ และเพื่อเป็นการทดสอบความอดทนของรัฐบาลไทย ทั้งการหักห้ามใจในการเผชิญหน้า อดทนกับการยั่วยุ จากการที่กัมพูชาปฏิเสธที่จะส่งพ.ต.ท.ทักษิณ ในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน


โดยพ.ต.ท.ทักษิณเองน่าจะขอใช้กัมพูชาเป็นสถานที่ชั่วคราว ในการพบปะกับพันธมิตรทางการเมือง เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้มากขึ้น และดิสเครดิตรัฐบาล และแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยไม่สามารถหยุดการกระทำของเขาได้


ด้านคนเสื้อแดง มีการวางแผนทำการประท้วงรัฐบาลเป็นระยะๆ ขณะที่พรรคเพื่อไทย พยายามที่จะสั่นคลอนความเชื่อมั่นของรัฐบาลนายก รัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ


การกระทำของ พ.ต.ท.ทักษิณที่การเจรจาโดยตรงกับสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โดยใช้ความสัมพันธ์อันดีระหว่างกันเจรจาให้มีการขอพระราชการอภัยโทษกับ วิศวกรไทยในนั้น ได้รับการยอมรับโดยทั่วกันในพลพรรคว่าเหมือนรัฐบุรุษ ผ่านทางโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมของพ.ต.ท.ทักษิณเอง ถือว่าเป็นการสมานรอยราวทางการทูตระหว่างทั้งสองประเทศ

ถูกเขมรอัดเสียง ศิวรักษ์รับ จี้คำรบแก้จัดฉาก

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_53040

ศิวรักษ์ ชุติพงษ์ เผย ถูกกัมพูชา บันทึกการสนทนาและรายละเอียดการโทรศัพท์ ช่วงพูดคุยกับ คำรบ ปาลวัฒน์วิไชย จี้ เลขานุการฑูตเอก ช่วยครอบครัวแก้ข้อกล่าวหามีการจัดฉาก รับ เหตุขอพระราชทานอภัยโทษเพราะไม่อยากติดอยู่เขมรนาน ...


นายศิวรักษ์ ชุติพงษ์ ให้สัมภาษณ์ ไทยรัฐออนไลน์ ยอมรับว่า ทราบว่าถูกฝ่ายกัมพูชาบันทึกการสนทนาในช่วงที่มีการโทรศัพท์พูดคุยกับนายคำรบ ปาลวัฒน์วิไชย เลขานุการเอกสถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงพนมเปญ เพราะทางฝ่ายกัมพูชา มีการบันทึกการสนทนา และรายละเอียดการโทรศัพท์เอาไว้ ส่วนข้อมูลเส้นทางการบินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีเป็นข้อมูลที่เป็นความลับหรือไม่นั้น ไม่ขอแสดงความเห็นเพราะในเมื่อกฎหมายของกัมพูชา ระบุว่ามีความผิดก็ต้องเป็นไปตามนั้น

ส่วน นายคำรบ มีการติดต่อมาแล้วหรือไม่ นายศิวรักษ์ กล่าวว่า ตั้งแต่เดินทางกลับมาประเทศไทยจนถึงขณะนี้ นายคำรบ ก็ยังไม่ได้ติดต่อมาแต่อย่างใด ทั้งที่โดยส่วนตัวไม่ได้ติดใจหรือคิดที่จะเอาความอะไรกับนายคำรบ เพียงแต่อยากให้ นายคำรบ แสดงความห่วงใย โดยเฉพาะติดต่อสอบถามเรื่องสารทุกข์สุขดิบผ่านมาทาง นางสิมารักษ์​ ณ นครพนม มารดาบ้าง รวมถึงออกมาชี้แจงข้อเท็จจริง และแก้ข้อเรื่องข้อกล่าวหาที่ว่ามีการจัดฉากเรื่องการจับกุมตัว จนนำไปสู่การที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยื่นมือเข้ามาให้ความช่วยเหลือจนได้รับอิสระภาพ เพราะในประเด็นนี้ฝ่ายครอบครัวของตนได้รับผลกระทบอย่างมาก

ส่วนเหตุผลที่เลือกขอพระราชทานอภัยโทษแทน นายศิวรักษ์ กล่าวว่า เพราะทางการกัมพูชาตัดสินแล้วว่ามีความผิด อีกทั้งตามกระบวนการของกัมพูชานั้น ตนได้ทราบจากทนายประจำตัวว่า หากจะมีการยื่นขออุทธรณ์​ ก็อาจจะต้องติดอยู่ในกัมพูชาอีกอย่างน้อยเป็นปีๆ ซึ่งคงจะเป็นเรื่องที่ไม่ดีแน่ หากจะต้องติดคุกอยู่ในต่างประเทศเป็นเวลานาน ซึ่งจากเหตุผลนี้ตนจึงตัดสินใจที่จะยื่นขอพระราชทานอภัยโทษ ​มากกว่าที่จะมองไปในประเด็นเรื่องที่อาจจะมีการเชื่อมโยงไปถึงปัญหาทางการเมือง

นายศิวรักษ์ กล่าวด้วยว่า ในเมื่อกฎหมายของกัมพูชา ตัดสินว่าตนกระทำความผิดก็ไม่ขอไปวิพากษ์วิจารณ์อะไร อีกทั้งตนได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระบรมนาถนโรดม สีหมุนี ในเรื่องการขอพระราชทานอภัยโทษ รวมทั้งนายกรัฐมนตรีสมเด็จฮุน เซน ได้ให้ความเมตตา ตนและครอบครัวเป็นอย่างมาก ก็ถือว่าได้รับความเป็นธรรมแล้วส่วนหนึ่ง.

ลองอ่านให้จบนะครับ...!!!

ที่มา thaifreenews

โดย Porsche

จาก: sarawoot pantip


สำหรับท่านที่ยังไม่สนใจการเมืองและยังมองคนเสื้อแดงผิดๆนะครับ
คนเสื้อแดงไม่ได้เป็นคนก่อกวน หรือทำตัวเป็นพวกอันธพาลแม้แต่นิด


พวกเราเป็นคนไทยและรักประเทศไทย มีความรัก
และรับผิดชอบต่อสังคมนี้อย่างจริงจัง
การเรียกร้อง ประชาธิปไตยอาจจะเป็นคำที่ลึกเกินบางคนจะเข้าใจ
ดังนั้นขออธิบายดังนี้

จริงๆแล้วคนเสื้อต้องการให้สังคมไทยเป็นสังคมที่มีความเป็นธรรม
มีความยุติธรรม
หรือเป็นนิติรัฐอย่างแท้จริง
ใครผิดก็ให้ว่าไปตามผิด ต้องไม่เลือกปฏิบัติ ไม่มีคำว่าอภิสิทธิ์ชน
ทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย
และกฎหมายจะต้องมีความเป็นสากล หรือเป็นที่ยอมรับของประเทศ
อารยะ
เราเห็นความพิกลพิการของกระบวนการยุติธรรมที่ออกมาในรูปแบบ
2 มาตรฐาน
กฎหมายมาจากปลายกระบอกปืน แต่สร้างภาพว่ามันมาจากการ
ลงประชามติ
การลงประชามตินั้นมันไม่ใช่สาระสำคัญ มันสำคัญที่คนร่างกฎหมาย
ขึ้นมา
กลุ่มคนที่ร่างกฎหมายก็คือ กลุ่มเดียวกับพวกกบฏปล้นชาติ
ตุลาการก็เป็นพรรคพวกเดียวกัน
ทำให้การตัดสินคดีต่างๆทางการเมืองออกทะเล

ซึ่งมันเป็นการสร้างภาพลบในสายตาของคนต่างชาติ
ในชาติไทยเองก็มีคนที่เข้าใจรู้ทันกระบวนการนี้ไม่ใช่น้อย
หากพวกคุณเปิดใจให้กว้างๆหน่อยพวกคุณจะตาสว่างขึ้นเอง
เพราะพวกคุณก็ถือได้ว่าเป็นบุคคลที่มีโอกาสมาก
ที่สามารถเข้าดูข่าวสารผ่านเน็ทได้
จริงเท็จประการใดนั้น ผมว่าคุณสามารถที่จะใช้ดุลยพินิจเองได้โดยง่าย
อย่าให้พวกเผด็จการอำมาตย์ครอบงำทางความคิดของเราได้เลยครับ
เพราะมันจะทำให้เรากลายเป็นควายให้เขาจูงจมูกได้ครับ


ขอแสดงความนับถือ

Lion King @
http://priority-radio.com/ เว็บไซด์เพื่อประชาธิปไตย

เปลืองตัว

ที่มา ไทยรัฐ

โดย แม่ลูกจันทร์

กลายเป็นข่าวอึกทึกครึกโครม เมื่อรัฐบาลนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ใช้กำลังทหารตำรวจบุกยึดเครื่องบินประเทศจอร์เจีย ซึ่งขอแวะจอดเติมน้ำมันที่สนามบินดอนเมือง

ตรวจพบอาวุธร้ายแรง 145 กล่อง น้ำหนัก กว่า 35 ตัน เช่น จรวดมิสไซล์ เครื่องยิงจรวดอาร์พีจี อาวุธปืนกล และอาวุธสงครามอื่นๆบรรทุกมาเต็มลำ

รัฐบาลไทยได้จับกุมตัวนักบินชาวเบลารุส และลูกเรือชาวคาซัคสถาน 4 คน ส่งฟ้องดำเนินคดี ข้อหามีอาวุธสงครามในครอบครอง และลักลอบขนอาวุธสงครามร้ายแรงเข้ามาในเขตประเทศไทย

ข้อมูลเบื้องต้น เครื่องบินลำนี้ขนอาวุธสงครามมาจากเกาหลีเหนือ ขอแวะเติมน้ำมันจุดแรกที่ประเทศไทย และจะขอแวะเติมน้ำมันจุดต่อไปที่ประเทศศรีลังกา

แต่ปลายทางการลักลอบขนส่งอาวุธจะเป็นที่ใด ไม่มีข้อมูลยืนยัน

อาจจะเป็นอัฟกานิสถาน? หรือยุโรปตะวันออก? หรือประเทศในตะวันออกกลาง? ที่เป็นฐานเครือข่ายก่อการร้ายระดับอินเตอร์

"แม่ลูกจันทร์" เชื่อว่าการที่รัฐบาลไทยสามารถจับกุมขบวนการค้าอาวุธสงครามข้ามชาติครั้งใหญ่ ทำให้ประเทศไทยมีชื่อเสียงโด่งดังในฐานะเป็นประเทศที่ต่อต้านการลักลอบค้าอาวุธอย่างถึงลูกถึงคน

เพราะก่อนหน้านี้ รัฐบาลไทยเคยโชว์ผลงานจับนักค้าอาวุธระดับโลกชาวรัสเซีย (อดีตเคจีบี) ที่อเมริกาต้องการตัวมากที่สุดไปแล้วหนึ่งราย

สำหรับกรณีจับกุมเครื่องบินลักลอบขนอาวุธจากเปียงยาง มีแนวโน้มจะเป็นเรื่องใหญ่เกี่ยวข้องโยงใยไปถึงขบวนการก่อการร้ายระหว่างประเทศโดยตรง

เพราะขีปนาวุธร้ายแรงที่ส่งมาจากเกาหลีเหนือ แต่เครื่องบินดันเป็นของกองทัพจอร์เจีย

โดยซีไอเอของอเมริกาเป็นผู้แจ้งข้อมูลเครื่องบินลำนี้ให้รัฐบาลไทยจับกุม

หรือพูดชัดๆคือ รัฐบาลอเมริกาชี้เป้าให้รัฐบาลไทยเช็กบิล

"แม่ลูกจันทร์" เห็นว่างานนี้ไทยเรามีแต่เปลืองตัว

เพราะเหตุการณ์นี้ผลักให้ประเทศไทยกลายเป็นแนวร่วมต่อต้านการก่อการร้ายและการค้าอาวุธสงครามของมหาอำนาจอเมริกา

ซึ่งไม่มีผลดีกับไทย มีแต่ผลเสียอย่างเดียว!!

เข้าตำรา เนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้ รองนั่ง ต้องเอากระดูกมาแขวนคอ

ปัญหาคือ เราไม่รู้ว่าเบื้องหลังเรื่องนี้มันโยงใยกันอย่างไร? ไม่รู้ว่ากลุ่มก่อการร้ายกลุ่มไหนคือผู้สั่งซื้ออาวุธจากเปียงยาง?

แต่เมื่อเราจับกุมผู้ต้องหาได้ ก็ต้องดำเนินคดี

คำถามคาใจคือ ข้อหาลักลอบขนอาวุธอันตรายและครอบครองอาวุธสงครามในประเทศไทย สามารถดำเนินคดีกับผู้ต้อง-หาทั้ง 5 คนได้หรือไม่??

เพราะเครื่องบินลำนี้แค่แวะขอจอดเพื่อเติมน้ำมัน

ส่วนอาวุธสงครามจำนวนมากที่รัฐบาลไทยยึดไว้ได้ ถ้าไม่มีเจ้าของติดต่อขอรับคืน

รัฐบาลไทยต้องยึดไว้เป็นของกลาง

เอาของร้อนๆมาเก็บไว้ในบ้าน มันก็ไม่น่าสบายใจ

เพราะใครก็ตามที่สามารถสั่งซื้อเครื่องยิงจรวดมิสไซล์สี่สิบลูก มูลค่านับพันล้านบาทได้ ต้องเป็นเครือข่ายก่อการร้ายข้ามชาติที่ใหญ่โตมโหฬาร

ถ้า "แม่ลูกจันทร์" เป็น "นายกฯ อภิสิทธิ์" จะไม่เอาประเทศไทยไปเกี่ยวข้องกับเรื่องร้อนๆ ไม่ว่าทางอ้อมหรือทางตรง

ทางออกที่ดีที่สุดที่รัฐบาลควรทำคือ ไม่อนุญาตให้เครื่องบินลำนี้ลงแวะจอดเติมน้ำมันในประเทศไทย

น่าเสียดาย ที่รัฐบาลทำเรื่องสั้นให้เป็นเรื่องยาว.