ที่มา มติชน
กกต.ลงมติ3ต่อ2ให้"อภิชาต"ชี้ขาดคดีเงิน"เมซไซอะ"258ล้านส่งอสส.หรือไม่ เผยเจ้าตัวมีความเห็นให้ยกคำร้อง ส่วน"วิสุทธิ์"เสนอยุบปชป.
กกต.ให้"อภิชาต"ชี้ขาดคดี"258ล."
นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แถลงผลการประชุม กกต.เมื่อเวลา 18.45 น. วันที่ 17 ธันวาคม ว่า ที่ประชุม กกต.พิจารณาผลการไต่สวนของคณะอนุกรรมการไต่สวนคดีเงิน 258 ล้านบาทที่แกนนำพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ถูกกล่าวหาได้รับจากบริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) เมื่อปี 2548 โดยพิจารณาใน 2 ประเด็น คือ 1.กรณีที่กล่าวหาว่าพรรค ปชป. รับเงินจากบริษัท ทีพีไอฯ ผ่านบริษัท บริษัท เมซไซอะ บิซิเนส แอนด์ ครีเอชั่น จำกัด จำนวน 258 ล้านบาท เพื่อทำสื่อประชาสัมพันธ์อาจจะเป็นการกระทำนิติกรรมอำพราง เรื่องการบริจาคเงินซึ่งอาจเข้าข่ายผิดมาตรา 66(2) และ (3) แห่ง กฎหมายพรรคการเมือง พ.ศ.2541 และมาตรา 94(3) (4) (5) แห่งกฎหมายพรรคการเมือง พ.ศ.2550 และ 2.กรณีที่พรรค ปชป.ไม่ได้ใช้จ่ายเงินกองทุนพัฒนาพรรคการเมืองให้เป็นไปตามกฎหมาย ไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง อันเป็นการกระทำที่อาจเข้าข่ายมาตรา 62 และ 65 แห่งกฎหมายพรรคการเมือง พ.ศ.2541 และมาตรา 82 และ 93 แห่งกฎหมายพรรคการเมือง พ.ศ.2550
"ทั้งนี้ ที่ประชุม กกต.มีมติด้วยเสียงข้างมาก ให้เป็นดุลพินิจของนายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต.ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมืองที่จะพิจารณาส่งหรือไม่ส่งคำร้องนี้ไปยังอัยการสูงสุด เพื่อส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญต่อไป" นายสุทธิพลกล่าว
เผย"อภิชาต"ลงมติให้ยกคำร้อง
ผู้สื่อข่าวถามว่า มติดังกล่าวถือเป็นการยื้อเวลาโดยให้เป็นการตัดสินใจของนายทะเบียนหรือไม่ นายสุทธิพลกล่าวว่า เรื่องนี้นายทะเบียนคงรับไปดำเนินการต่อไป เมื่อถามย้ำว่ามีกรอบเวลาในเวลาให้นายทะเบียนตัดสินใจหรือไม่ นายสุทธิพลกล่าวว่า ไม่ขอก้าวล่วงการตัดสินของนายทะเบียน
เมื่อถามว่า มติเสียงข้างมากชี้ให้ยุบพรรค ปชป.หรือไม่ เลขาธิการ กกต.กล่าวว่า เสียงข้างมากให้เป็นดุลพินิจของนายทะเบียน โดยไม่ได้ชี้ขาดว่ายุบหรือไม่ยุบพรรค
รายงานข่าวแจ้งว่า มติเสียงมากคือ 3 ต่อ 2 เสียง โดยนายสมชัย จึงประเสริฐ นางสดศรี สัตยธรรม และนายประพันธ์ นัยโกวิท เห็นว่าเรื่องนี้ควรเป็นอำนาจการตัดสินใจของนายทะเบียนพรรคการเมือง ส่วนเสียงข้างน้อย 2 เสียง มีความเห็นแตกเป็น 2 ทางคือนายอภิชาต สุขัคคานนท์ มีความเห็นให้ยกคำร้อง ขณะที่นายวิสุทธิ์ โพธิ์แท่น เสนอให้ยุบพรรค ปชป.
ก่อนหน้านั้นนายสมชัย จึงประเสริฐ กกต.ด้านกิจการสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย กล่าวว่า โดยส่วนตัวยังไม่พร้อมที่จะลงมติ เนื่องจากข้อมูลประกอบการพิจารณาที่ได้รับยังไม่ครบ 100% ยังขาดเอกสารบางส่วนจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) แต่หาก กกต.ส่วนใหญ่สรุปว่าควรต้องลงมติสำนวนดังกล่า ตนก็พร้อมจะลงมติตามหน้าที่
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Friday, December 18, 2009
เสียงข้างมากให้ปธ.กตต.ชี้ขาดส่งเรื่อง"258ล้าน"ให้อสส. เผย"อภิชาต"มีความเห็นให้"ยกคำร้อง"
"ฮุน เซน"อ้างรบ.มีแผนจัดการ"แม้ว" ถ้าสกัดไม่ทันคงตายไปแล้ว "จตุพร"คุยมีหลักฐานเด็ดมัด"กษิต"จุ้นเขมร
ที่มา มติชน
เสื้อแดงโวมีหลักฐานเด็ดมัด"กษิต"แทรกแซงกัมพูชา เตรียมแฉอีก1-2วัน เชื่อสะเทือนสัมพันธ์รุนแรง ปูดไทยส่งเครื่อง"เอฟ 16-เอฟ 5 อี"ประกบ"แม้ว" "ฮุนเซน"บอกถ้าสกัดไม่ทัน"ทักษิณ"คงตายไปแล้ว อดีึตนายกฯส่งเอสเอ็มเอสบอกยังอยู่เขมรคิดถึงบ้านมาก "ศิวรักษ์"เตรียมบวชวัดป่าโคราช20ธ.ค.
"แดง"โวมีข้อมูลเด็ดสั่งการ
นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย แกนนำคนเสื้อแดง กล่าวถึงกรณีนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ออกแถลงการณ์ปฏิเสธข้อกล่าวหา สั่งให้ตรวจสอบตารางการบินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่าเป็นเรื่องของการจนมุมเมื่อถูกจับได้ นายกษิตจึงพยายามโยนความผิดไปให้คนอื่น เป็นพฤติกรรมที่เรียกว่า เสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพล เหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นกับนายประจวบ สังขาว ผู้มีส่วนร่วมในเงิน 258 ล้านบาท ที่พรรคประชาธิปัตย์อ้างว่า เป็นเงินค่าโฆษณาของบริษัททีพีไอโพลีน จำกัด (มหาชน) และ 2 พยานสำคัญคดียุบพรรคไทยรักไทย ที่สุดท้ายก็ถูกหักหลัง จึงอยากจะขอเตือนคนที่รับใช้รัฐบาลชุดนี้อยู่ให้ระวังตัวให้ดี เพราะอาจจะถูกหักหลังได้ทุกเวลาที่หมดประโยชน์
"กรณีนายกษิต นายคำรบ (ปาลวัฒน์วิไชย เลขานุการเอกประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงพนมเปญ) และนายศิวรักษ์ (ชุติพงษ์ วิศวกรชาวไทย)ถือเป็นเรื่องเล็ก เพราะล่าสุดผมได้รับเอกสารของกระทรวงการต่างประเทศ ที่กระทบกระเทือนความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาอย่างรุนแรง โดยเป็นเอกสารที่นายกษิตทำถึงใครบางคน สั่งการเกี่ยวข้องกับหลายๆ เรื่อง แต่เรื่องหนึ่งในนั้นเป็นการแทรกแซงกิจการภายในของกัมพูชา โดยผมกำลังตรวจสอบในรายละเอียดก่อนที่จะนำออกเผยแพร่ในอีก 1-2 วันนี้" นายจตุพรกล่าว
ปูดส่ง"เอฟ 16-เอฟ 5 อี"ขึ้นประกบ
นายจตุพรกล่าวว่า แม้มีคนในรัฐบาลพยายามอธิบายว่า เส้นทางการบินของ พ.ต.ท.ทักษิณไม่เป็นความลับ แต่ในความเป็นจริงจะมีผลกับการเดินทางด้วยเครื่องบินของ พ.ต.ท.ทักษิณระหว่างปฏิบัติภารกิจในกัมพูชา เนื่องจากตรวจสอบแล้วพบว่า ช่วงนั้นทางการไทยสั่งให้นำเครื่องบินเอฟ 16 จำนวนหนึ่งไปจอดเตรียมไว้ที่สนามบินอู่ตะเภา และสนามบินนครราชสีมา รวมทั้งสั่งการให้นำเครื่องบินเอฟ 5 อี ไปจอดเตรียมไว้ที่สนามบินหาดใหญ่ จ.สงขลา
"กัมพูชาทราบความเคลื่อนไหวของฝั่งไทย จึงให้เปลี่ยนเครื่องบินระหว่างที่ พ.ต.ท.ทักษิณจะบินจากพนมเปญมาเสียมราฐ แล้วให้เครื่องบินส่วนตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณขึ้นบินหลอก โดย พ.ต.ท.ทักษิณกับสมเด็จฯฮุน เซน นั่งเครื่องบินอีกลำหนึ่งไป ที่สำคัญคือ ตอนที่ พ.ต.ท.ทักษิณบินกลับดูไบ ก็ตรวจสอบพบว่ามีเครื่องบินเอฟ 16 บินคู่ขนานไปจนถึงภาคใต้ของไทย แล้วมีเครื่องบินเอฟ 5 อี ขึ้นบินประกบรับช่วงต่อจากเอฟ 16 ไปจนถึงเขตมาเลเชีย" นายจตุพรกล่าว
"ฮุน เซน"อ้างถ้าสกัดไม่ทัน "แม้ว"ตายแน่
ขณะสมเด็จฯฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา อ้างว่า มีแผนที่ที่กลุ่มเสื้อแดงนำมาเปิดเผยว่ารัฐบาลได้เตรียมตัวสำหรับลงมือรับเครื่องบินของพ.ต.ท.ทักษิณ เมื่อบินผ่านประเทศไทย
"หากไม่สกัดให้ทันเวลา พ.ต.ท.ทักษิณ คงเสียชีวิต หรือเข้าเรือนจำไปแล้ว เพราะเขาได้ทำแผนที่เส้นทางการบินของพ.ต.ท.ทักษิณ ต้องถือว่าจะเป็นโศกนาฎกรรมที่กัมพูชาต้องรับเคราะห์กรรมไปด้วย หากสกัดกั้นไม่ทันเวลา" สมเด็จฯฮุน เซนกล่าว
"แม้ว"ส่งข้อความยังอยู่เขมร อ้อนคิดถึงไทยมาก
ด้าน พ.ต.ท.ทักษิณได้ส่งข้อความผ่านโทรศัพท์มือถือให้สมาชิกในเครือข่าย Thaksinlive ว่า "วันนี้ยังอยู่กัมพูชาครับ มีคนเสื้อแดงมาเยี่ยมเยอะ ทำให้คิดถึงเมืองไทยมาก"
นอกจากนี้ยังทวิตผ่านเว็บบล็อก Twitter.com ว่า "ทำให้คิดถึงบ้านเราครับ คล้ายกันมากในเรื่องอาหารการกิน โคคาก็มีผมเลยได้พาลูกๆ ไปกินกัน ใช่ครับ มีพรรคพวกมาเยี่ยมเยอะจนไม่มีเวลาทวิต"
"ศิวรักษ์"บวชวัดป่าโคราช20 ธ.ค.
นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษก พท.เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งจากนางสิมารักษ์ ณ นครพนม มารดานายศิวรักษ์ว่า นายศิวรักษ์เตรียมที่จะอุปสมบท วันที่ 20 ธันวาคม เวลา 07.00 น. ที่วัดป่าสุทธาราม อ.เมืองนครราชสีมา เป็นเวลา 9 วัน โดยจะทำพิธีกันเงียบๆ ส่วนเรื่องการฟ้องร้องกระทรวงการต่างประเทศและนายคำรบ ในความผิดฐานละเมิดของเจ้าหน้าที่นั้น คงจะรอให้ผ่านงานบวชไปก่อน หลังจากนั้นนายศิวรักษ์และมารดาจะตัดสินใจอีกที โดยขณะนี้ถือว่าความช่วยเหลือของ พท.เสร็จสิ้นแล้ว แต่จะยังทำหน้าที่ตรวจสอบในฐานะฝ่ายค้านผ่านทาง กมธ.สภาผู้แทนราษฎรต่อไป
เมื่อถามถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรีตั้งข้อสังเกตว่า มีการดักฟังโทรศัพท์เจ้าหน้าที่สถานทูตไทย พร้อมกับมี ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลเสนอให้ขู่ฟ้องกลับกัมพูชา นายพร้อมพงศ์กล่าวว่า นายอภิสิทธิ์พยายามบิดเบือน ยืนยันว่าไม่มีการดักฟัง แต่เป็นข้อมูลที่บริษัทโทรศัพท์มีบันทึกการโทร.เข้าโทร.ออกตามปกติอยู่แล้ว ซึ่งกรณีนี้ก็มีหลักฐานที่ไอ้โม่ง อักษรย่อ "ก" โทรศัพท์จากเมืองไทยไปหานายคำรบ เพื่อสั่งการ แต่จะไม่เปิดเผยรายละเอียดตอนนี้ ขอให้ใจเย็นๆ อดทนรอการอภิปรายในสภา
เวียดนามสั่งซื้อเรือดำน้ำ-เครื่องบินรบมูลค่าพันล้านเหรียญจากรัสเซีย
ที่มา มติชน
สำนักข่าวบีบีซีรายงานว่า รัฐบาลเวียดนามได้ทำสัญญาซื้อเรือดำน้ำและเครื่องบินรบมูลค่านับพันล้านเหรียญสหรัฐจากประเทศรัสเซีย จากการเปิดเผยของนายกรัฐมนตรีเวียดนาม เหงียน ตัน ดุง โดยสัญญาดังกล่าวจะส่งผลเวียดนามกลายเป็นหนึ่งในลูกค้ารายสำคัญของอุตสาหกรรมผลิตอาวุธรัสเซีย
ทั้งนี้ การซื้ออาวุธดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่การโต้เถียงกันเรื่องอำนาจอธิปไตยระหว่างประเทศต่าง ๆ ในเขตทะเลจีนใต้ มีมากขึ้น เพราะเวียดนาม จีน รวมทั้งประเทศอื่น ๆ ในเขตนี้ ต่างพากันกล่าวอ้างว่าตนเองเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนหมู่เกาะที่อาจมีทรัพยากรน้ำมันและก๊าซธรรมชาติซ่อนแฝงอยู่
สำนักข่าวอินเตอร์แฟ็กซ์ของรัสเซียอ้างอิงแหล่งข่าวไม่เปิดเผยชื่อว่า เรือดำน้ำที่รัฐบาลเวียดนามซื้อจากรัสเซียนั้นมีมูลค่า 2 พันล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 66,000 ล้านบาท) ขณะเดียวกันสำนักข่าวดังกล่าวยังอ้างข้อมูลจากแหล่งข่าวอีกรายหนึ่งว่า รัสเซียจะจัดส่งเครื่องบินรบจำนวน 8 ลำไปให้เวียดนามในปี พ.ศ.2553 และรัฐบาลเวียดนามกำลังตัดสินใจที่จะสั่งซื้อเครื่องบินรบรัสเซียเพิ่มอีก 12 ลำ
ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงวิเคราะห์ว่า ความขัดแย้งที่เพิ่มมากขึ้นในทะเลจีนใต้ ส่งผลให้รัฐบาลเวียดนามมีความวิตกกังวล อย่างไรก็ตาม การได้มาซึ่งเรือดำน้ำ น่าจะส่งผลให้เวียดนามมีอำนาจการต่อรองในทางทะเลสูงขึ้น
ครบ 1 ปี รัฐบาลโลซก...ต้องยก ‘หรีด’ มาให้!!!
ที่มา VATTAVAN
ครบ 1 ปี รัฐบาลโลซก...ต้องยก ‘หรีด’ มาให้!!!
วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
บทความฉบับนี้ ขึ้นเว็บในวันที่ 17 ธ.ค. 2552 วันที่รัฐบาลของนายอภิแสบ ภักดีโพเดียม บริหารราชการงานแผ่นดิน มาครบ 1 ปีพอดิบพอดี “วาทตะวัน” จึงพลาดไม่ได้ ที่จะต้องพูดจาถึงพวกเขา เพื่อเป็นการฉลองกันให้เอิกเกริกสักนิด
สัปดาห์ก่อนพรรค “เพื่อไทย” ได้ออกข่าวว่า จะแถลงข่าวการบริหารงานที่ล้มเหลวโดยสิ้นเชิงของรัฐบาล เป็นการตัดหน้าก่อนการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการโดยรัฐบาล
ตรงนี้เอง อาจเป็นปัจจัยที่สร้างความตระหนก ให้กับนาย
อภิแสบฯ ถึงกับต้องไปขึ้นโพเดียม ในที่ประชุมสมัชชาประชาชนประชาธิปัตย์ วาระประชาชนภาคใต้ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา และพูดแก้เป็นการดักทางฝ่ายค้านเอาไว้ก่อน โดยโอ้อวดถึงผลงานของรัฐบาลในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา อย่างไม่อายปากว่า
ผลงานรัฐบาลโลซกของเขานั้น ถือว่าประสบความสำเร็จกว่า 2 รัฐบาลที่ผ่านมา ทั้งการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจก็ดีขึ้น การท่องเที่ยวมีตัวเลขเพิ่มขึ้น รวมทั้งสามารถผ่านกฎหมายต่างๆได้
สรุปว่า รัฐบาลสามารถทำได้อย่างรวดเร็ว ตามนโยบาย
โถ...ฟังนายอภิแสบฯแล้ว มีความรู้สึกว่าแกให้คะแนนการบริหารบ้านเมืองของตน ถึงขั้นเอบวก (A+) ทั้งๆที่นายโอบามา ผู้นำสหรัฐ ซึ่งมีคนชื่นชอบกันทั้งโลก ยังให้คะแนนรัฐบาลตัวเองระดับบีบวก (B+) เท่านั้น
สำหรับคนปักษ์ใต้ ที่เข้าไปฟังนายอภิแสบฯคุยโตในวันนั้น จะมีความเชื่อผู้นำพรรคยอดนิยม หรือไม่อย่างไร? ผมไม่ทราบ แต่เชื่อว่า
คนใต้เขาคง ไม่โง่ดักดานแน่ๆ!
ฟังนายอภิแสบฯพูดอย่างนี้ ก็อยากจะขอเล่าเรื่องเบาๆ ให้ท่านผู้อ่านฟังกันไว้ เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณากันบ้าง ดังนี้
เมื่อเช้าวันจันทร์ ที่ 19 ต.ค.2552 ผมได้ยินผู้ดำเนินรายการของคลื่น Fm 101 สนทนากันถึงเรื่องการที่นายอภิแสบฯ ที่ชอบไปขึ้นโพเดียมคุยโม้ แถมยังบังอาจไปสั่งสอนนักขายตรง ที่อิมแพค เมืองทองธานี
แม้เหตุการณ์จะผ่านไปเป็นเดือนแล้ว แต่เห็นว่ามีประเด็น น่าจะนำมาเล่าให้ท่านผู้อ่านฟังกัน คือ
ผู้ดำเนินรายการ มี 3 คนด้วยกัน คือ บุญระดม จิตรดอน โฆษกีรุ่นโพล้เพล้ รัชชพล เหล่าวนิชย์ สามีของสาวดั้งใส ‘หนูแอ้ม’ (สโรชา) แห่ง ASTV และ วันชัย สอนศิริ คนนี้เป็นมหาบาเรียน สึกหาลาเพศมาเป็นทนายความ
ทั้งสามคนนี้ เคยเชียร์นายอภิแสบ ภักดีโพเดียม และพรรคประชาธิปัตย์มาโดยตลอด พร้อมๆกับการไล่กระทืบนายกทักษิณ ชินวัตร และพลพรรคอย่างเมามันมิได้ขาด แต่วันนั้นเกิดกินยาผิดหรืออะไรไม่ทราบได้ ดันไปวิพากษ์วิจารณ์คนที่เคยเชียร์อย่าง นายอภิแสบฯ เข้าอย่างจัง ในทำนองว่า
เรื่องเล็กๆไม่สำคัญอย่างของนักขายตรง คนระดับนายกจะไปทำไมกัน แถมเสริมด้วยว่า คนเขายิ่งหาว่า นายกฯชอบนักกับการขึ้นเวทีแสดงปาฐกถา มหาวันชัยถึงกับพูดว่า
“ว่างมากหรือไง (วะ)!?”
ที่ผมนำรายการวิทยุนี้มาเล่า ในลักษณะฉายย้อนหลัง เพื่อให้ท่านผู้อ่านทราบ ก็เพราะรัฐบาลของนายอภิแสบ ภักดีโพเดียม มีกำหนดจะแถลงผลงานครบรอบปี พร้อมด้วยการแจกจ่ายเอกสารที่พิมพ์ออกมาจำนวนไม่มากนัก แค่ 100,000 เล่ม (แจกจ่ายตำบลละเล่ม ก็เกือบไม่พอแล้ว) แต่จะแถลงตะแบงอย่างไรก็ตาม แต่ขนาดรายการวิทยุที่พรรคพวกตัวจัดเองแท้ๆ ยังสำแดงความอิดหนาระอาใจ กับผลงานไม่เป็นชิ้นเป็นอันของ “รัฐบาลโลซก” อย่างโจ่งแจ้ง
แทนที่นายอภิแสบฯจะปฏิบัติหน้าที่ ด้วยความเฉลียวฉลาด มุมานะ ให้ชาวบ้านเห็นผลงาน กลับมีแต่ภาพและข่าว ที่วันๆนายอภิแสบฯไปยืนเกาะโพเดียม แล้วพูดจาตามสคริปที่พวกข้าราชการ เขาช่วยกันร่างให้ อย่างเรื่องการขายตรง ที่นายอภิแสบดันไป “อวดภูมิ” นั้น เลยโดนกระทุ้งแบบเซ็งเป็ด ว่า
“ว่างมากหรือไง (วะ)!?” อย่างที่เล่าให้ฟังช้างต้น
ผมฟังแล้วชอบมาก เพราะรู้สึกว่ามหาวันชัย แกช่างคิดได้แยบคาย ใกล้เคียงกับสมียันตระ แต่ถึงกระนั้น ก็อยากจะบอกกับผู้ดำเนินรายการทั้ง 3 ท่านว่า
โดยส่วนตัวแล้ว ผมเห็นว่า นายอภิแสบฯผู้ที่ไม่เคยทำมาหากินในด้านการค้าขาย สมควรเป็นผ่ายที่จะต้องไปนั่งฟัง พวกนักขายตรง เขาบรรยายให้ฟังมากกว่าว่า
“ในการเป็นผู้ขายตรงนั้น ควรจะต้องทำอย่างไร?”
เมื่อมีผู้คนเขาวิพากษ์วิจารณ์ พรรคดักดานก็มักใช้การโต้ตอบผู้วิพากษ์วิจารณ์แบบไม่ตรงประเด็น หรือเบี่ยงเบนประเด็น แต่กลยุทธ์ที่สำคัญมาก จนผมสังเกตเห็น นั่นก็คือ หากเถียงสู้ไม่ได้ เพราะจำนนด้วยหลักฐานอย่างที่ “วาทตะวัน” นำเสนอมาตลอด พรรคดักดานก็จะใช้วิธีนิ่งเฉยเสีย ไม่โต้ตอบแต่ประการใด ให้เรื่อง ‘เลือนหาย’ ไปเองเสียอย่างนั้น
แต่ท่านผู้อ่านครับ...
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร ทายาทราชตระกูล “บริพัตร” ซึ่งเป็นทั้งสมาชิกพรรคคนสำคัญ ทั้งยังเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีมาก่อน ปัจจุบันก็มีตำแหน่งใหญ่เป็นผู้ว่า กทม. ด้วย ได้สร้างปรากฏการณ์ที่ผิดปกติ อย่างที่คนไม่คาดคิดมาก่อน นั่นคือ
คุณชายได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลดุดัน(ซึ่งไม่ใช่วิสัยของคุณชาย) เปรียบเสมือนเอาไม้หน้าสาม ฟาดกลางแสกหน้านายอภิแสบฯและพรรคตัวเองแบบรุนแรง เท่านั้นไม่พอ ยังแถมตามด้วยการยกครกหิน ทุ่มกบาลนายอภิแสบฯซ้ำเข้าให้อีก ด้วยประเด็นหลัก 3 เรื่อง
ขอคัดถ้อยคำจากสื่อ ที่เขารายงานตามข้อความ ดังนี้
1. พรรคประชาธิปัตย์ขาดจินตนาการในเรื่องเศรษฐกิจ ซึ่งรวมถึงเรื่องความเสมอภาคในเรื่องรายได้ โดยมุ่งเน้นแต่การก่อหนี้มหาศาลและใช้จ่ายสารพัดโครงการโดยไม่มีที่สิ้นสุด ซึ่งหาก “เขา” ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ “เขา” จะพูดได้มากกว่านี้
2. เขามีความกังวลเรื่องปัญหาชายแดนภาคใต้ ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2547 ที่มีผู้บาดเจ็บและล้มตายเป็นจำนวนมาก ซึ่งยังไม่นับรวมความข่มขืน-ความทรงจำที่ย่ำแย่ ตัวอย่างเช่น บางครอบครัว พ่อเสียชีวิต ก็จะส่งผลกระทบถึงทั้งครอบครัว ซึ่งไม่ใช่แค่ผลกระทบเพียงคนๆ เดียว “นโยบายต่อสถานการณ์ภาคใต้ของประชาธิปัตย์น่าผิดหวัง เราบอกว่าเรารู้จักภาคใต้ แต่เราไม่รู้จะทำอย่างไร”
3. ปัญหาไทย-กัมพูชา โดยเปรียบเหมือน “a storm in a teacup” ซึ่ง “เขา” เห็นว่า “ฮุนเซน” มีลูกเล่นทั้ง “กระตุ้น” และ “กระทุ้ง” (poke and prod) ซึ่งรัฐบาลควรเรียนรู้เรื่องนี้จาก
“ฮุนเซน” เพราะจะเห็นได้ว่า วันหนึ่ง “ฮุนเซน” กล่าววิพากษ์วิจารณ์ประเทศไทยอย่างรุนแรง แต่วันรุ่งขึ้นก็มาเมืองไทย เพื่อประชุม และทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทั้งนี้ “เขา” เห็นว่า การตอบโต้ของรัฐบาลไทย เรื่องเรียกทูตไทยกลับ ถือว่า เป็นการตอบโต้ที่รุนแรงเกินเหตุ (Overreaction)
ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ แบบ “เตะแหลก แล้วแหกค่าย” อย่างนี้ ไม่รู้คุณชายสุขุมพันธ์ฯ ตั้งใจว่า จะแหกออกนอกพรรคหรือไม่อย่างไร? แต่ข่าววงในเขาว่า
ผู้คนในพรรคดักดานต้องสับสนอลหม่าน ไม่กล้าโต้ตอบ ได้แต่เพ่นพ่านอารมณ์พลุ่งพล่าน จนมีคนเขาแอบบอกผมว่า คำวิจารณ์แบบล้างผลาญพรรค ของคุณชายครั้งนี้ มีผลเสมือนไปทำให้...
“แลน-แตกรัง!” เลยทีเดียวเชียว!!..555
บังเอิญอย่างยิ่ง นอกจากการทิ้งระเบิดของคุณชายสุขุมพันธ์แล้ว ทางด้านต่างประเทศอย่าง Channel News Asia ก็ออกมาประสานเสียงสอดรับ ด้วยการเชือดแบบไว้หน้า โดยตอกย้ำความล้มเหลวของนายอภิแสบ ภักดีเดียม ว่า
“อภิแสบสอบตก ในการทำให้ประเทศไทยสงบสุข เพราะไปมีเรื่องกับชาวบ้าน ทั้งในประเทศและนอกประเทศ!”
บทวิพากษ์วิจารณ์ของฝรั่ง ยิ่งหนักข้อขึ้นไปอีก ก็ตรงที่เขาบอกว่า
"Abhisit has played the role he was assigned – to represent a group of interests whose politics are defined by hatred and fear of Thaksin – and he has not yet grown larger than that role,"
นั่นหมายความว่า นายอภิแสบฯเล่นตามบทที่ถูกบอกให้เล่นโดยเป็นตัวแทนของกลุ่มผลประโยชน์ และกลุ่มการเมือง ที่ทั้งเกลียดและกลัวทักษิณ และจนถึงวันนี้ นายกฯโลซกก็ยังไม่ได้ก้าวพ้นวังวนนั้นเลย
แหม ไอ้พวกฝรั่งหนังหมูนี่ มันช่างพูดได้เป็นที่ถูกใจคนไทยทั้งประเทศจริงๆ
...เด็ดสะระตี่จริงๆ พับผ่าซี่!!!...555
เอาแค่เด็ดๆ สองราย นั่นคือคนระดับบิ๊กในพรรค อย่างคุณชายสุขุมพันธ์ ผนวกกับความเห็นของสำนักข่าวต่างประเทศนั้น คงพอจะเป็นดรรชนีชี้วัด ให้ท่านผู้อ่านได้เห็น “ความล้มเหลว” ในการบริหารงานของนายอภิแสบ ภักดีโพเดียม ได้เป็นอย่างดี ชนิดที่พรรคดักดาน จะตอบโต้ได้ยากจริงๆ เพราะผู้วิพากษ์วิจารณ์หาใช่ฝ่ายตรงข้าม แต่เป็นพวกเดียวกับเขาแท้ๆ ส่วนที่เหลือก็เป็นชาวต่างประเทศ ที่ไม่ได้มีส่วนได้เสีย กับบ้านเมืองของเราแต่อย่างใด
ด้วยหลักฐานแจ่มแจ้งแดงแจ๋อย่างนี้ ท่านผู้อ่านจะเชื่อหรือไม่อย่างไร ก็ไม่ว่ากัน แต่มันเป็นความจริงที่ไม่เสกสันปั้นขึ้นมากล่าวหากัน
ท่านผู้อ่านครับ
สิ่งที่เลวร้ายไปกว่านั้น และคุณชายสุขุมพันธ์ไม่ได้พูดถึง ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่ง คือ ปัญหาทุจริตคอรัปชั่นของคนในพรรคดักดานของนายอภิแสบฯ ที่ข่าววงใน กทม.เขาบอกว่า
คุณชายคงไปเจอตอการทุจริตมโหฬาร ในองค์กรของตัวเอง ซึ่งเป็นมรดกตกทอดมาตั้งแต่ยุคก่อนหน้า ซึ่งทำให้นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตผู้ว่าฯพรรคเดียวกัน
ถึงกับต้องจำใจ....ลาออกไป!
คุณชายสุขุมพันธ์ฯซึ่งมีทรัพย์ศฤงคาร มากมายอยู่แล้ว คงไม่อยากจะเสียราชตระกูล ต้องมามัวหมองเสียชื่อ เพราะการทุจริตคอรัปชั่น
ดังนั้น ราชนิกูลหนุ่มใหญ่จึงสร้างเกราะป้องกันตัวเอง ด้วยเลยตั้งคณะกรรมการ เลียนแบบ ป.ป.ช. ให้เป็นคณะกรรมการคอยตรวจจับการทุจริตในกทม.เสียเอง
ตรงข้ามกับรัฐบาลของนายอภิแสบ ที่นอกจากไม่มีการป้องกันการทุจริตล่วงหน้าแล้ว แต่พอรัฐบาลโลซกนี้ นำเสนอหรือเข้าไปแตะโครงการใดก็ตาม โครงการนั้นก็กลายเป็น “โครงโกง” เพราะข่าวเรื่องทุจริตคอรัปชั่นของพวกเขา แพร่ออกมาแทบจะฉับพลันทันที จนผู้คนที่เขาติดตามพฤติกรรม สังเกตเห็นได้ชัดในเวลาไม่นาน ว่ามีพรรคดักดาน น่าจะมีการเตรียม “โครงโกง” (ที่ไม่ใช่ “โครงการ”) เอาไว้ล่วงหน้าแล้ว ก่อนการเข้าบริหารประเทศ ด้วยซ้ำไป ขนาดเรื่องแตกถูกจับได้ก็สอบสวนอย่างขอไปที ให้ปลาซิวปลาสร้อยรับเคราะห์ไป ส่วนตัวใหญ่ก็ปล่อยหลุดรอดไป
ดังนั้น เมื่อทำกันอย่างนี้ ข่าวอัปรีย์เรื่องการคดโกงของรัฐบาลชุดนี้ จึงแพร่ออกมาอย่างกว้างขวางและหลากหลาย
จนแน่นรูหูชาวบ้าน!!
ท่านผู้อ่านที่ชอบดูข่าวสาร ตามเว็บบอร์ดต่างๆ อาจมีความเห็นสอดคล้องกับผม ว่าเรื่องที่เป็นปัญหาขนาดหนักของพรรคดักดาน นั่นคือ “การทุจริตคอรัปชั่น” อย่างที่ผมเล่าให้ฟัง ซึ่งหากเราไปถามชาวบ้านว่า
“รู้จักโครงการ ‘ไทยเข้มแข็ง’ หรือเปล่า?”
คนถูกถามส่วนใหญ่ ก็จะร้องว่า “อ๋อ...รู้จัก...” ก่อนที่จะทำหน้าเบ้ แล้วต่อท้ายประโยค ย้ำแสดงความรู้จักโครงการนี้ด้วยคำพูดที่ว่า
“...ก็โครงการของ ‘ไอ้โคตรโกง’ ไงล่ะจ๊ะ!”
หากท่านผู้อ่าน เป็นคนชอบเดินจ่ายตลาดอย่างผู้เขียน จะได้ยินแม่ค้าพ่อขายตามแผงต่างๆ เรียกพรรคดักดานว่า “ไอ้โคตรโกง” ให้ได้ยินระรื่นหูไปตามๆกัน แถมเมื่อวันจันทร์ ที่ 14 ธ.ค.นี่เอง หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ยังพาดหัวรองแบบ “กระแทก”
โครงโกงอัปรีย์ ของพรรคดักดานอย่างน่าเจ็บปวดอีก ว่า
สินค้า ‘พอเพียง’ 6 เดือน ‘ไม่มีค่า’ หึ่ง!ขายทิ้งซาเล้ง!!
โอ้โฮ...เวรกรรมของ นายมาร์ค มุกควาย เอ๊ย ของประชาชนแท้ๆ!!!
ท่านผู้อ่าน ทราบไหมครับว่า
บริษัทที่ได้ผลประโยชน์จากโครงการนี้ บริจาคบำรุงพรรคดักดาน ไปด้วยจำนวนเงินเท่าใด?
ถ้าไม่ทราบ ก็คงไม่ใช่คอการเมืองตัวจริง!
ในทัศนะส่วนตัวของผมแล้ว ตอนนี้ฝ่ายค้านอย่างพรรค
เพื่อไทย ไม่เห็นจะต้องทำอะไรมาก เพราะถึงวันนี้ คนไทยเขาพากันเชื่ออย่างฝังหัวจิตหัวใจแล้วว่า รัฐบาลของนายอภิแสบฯ นั้น
เป็น “รัฐบาล-ไอ้โคตรโกง” ไปเรียบร้อยแล้ว
พรรค “เพื่อไทย” ไม่ต้องทำอะไรมาก เพียงแต่คอยแหย่ คอยกระตุกตามกระแส แค่นั้นก็คงจะเพียงพอแล้ว
ที่สำคัญ พรรค “เพื่อไทย” จะต้องมีการแพร่การทุจริตเลวร้ายของรัฐบาล พร้อมหลักฐานประกอบ ไปให้ชาวบ้านเขารับทราบกันอย่างสม่ำเสมอ โดยอาจจัดเป็นกลุ่มย่อยๆ ออกไปถ่ายทอดการทุจริต คอรัปชั่น ที่เหลวแหลกของรัฐบาลชุดนี้ ให้ชาวบ้านเขาจำแบบ...
ลืมไม่ลง...ให้จงได้!
ผมไม่ขัดข้อง ถ้าพรรคฝ่ายค้านจะนำข้อมูลจาก www.vattavan.com ไปเผยแพร่ชี้แจงแสดงเหตุผล ให้กับพี่น้องชาวบ้านร้านตลาดให้ทราบกันแบบทั่วถึง เพราะเว็บนี้ ถล่มพรรคดักดานมาตั้งแต่ก่อนเข้าบริหารประเทศด้วยซ้ำ
ทั้งนี้ เพราะผู้เขียนเชื่อโดยประสบการณ์ ว่า
เมื่อใดที่พรรคประชาธิปัตย์บริหารบ้านเมือง เรื่องคอรัปชั่นบานเบิกเอิกเกริกทุกครั้ง และจะทำให้บ้านเมืองของเราได้รับความเสียหาย ซึ่งก็ไม่ผิดคาด เพราะนับแต่พวกเขาวิ่งราวอำนาจได้แล้ว
ความทรุดโทรมป่นปี้ ก็เกิดขึ้นกับบ้านเมืองซึ่งเป็นที่รักของพวกเราทุก อย่างที่เห็นกันในปัจจุบันนี้!
ผลสะท้อนจะไปถึง การเลือกตั้งครั้งต่อ อย่างแน่นอน!!
การคอรัปชั่นและความไร้ประสิทธิภาพ ในการบริหารบ้านเมืองของนายอภิแสบฯ กับพรรคพวกของเขา จะมีผลสะท้อนไปสู่การเลือกตั้ง อย่างที่ผมคาดหรือไม่ นั้น
จะขอเล่าเรื่อง เพื่อเป็นข้อมูลสนับสนุน เป็นตัวอย่าง ดังนี้ครับ
เมื่อวันเฉลิมพระชนม์พรรษา (เสาร์ที่ 5 ธ.ค.2552) ผมฟังรายการลับ-ลวง-พลาง ที่ วาสนา นาน่วม กับ วัชระ สารพิมพา ร่วมกันจัดที่ FM 100.5 คุณวาสนาเล่าไว้อย่าน่าสนใจว่า
ผู้ที่เคยทำหน้าประเมินผลการเลือกตั้ง ให้กับทางฝ่ายทหาร ครั้งที่แล้ว และได้นำเสนอผลการประเมินได้ใกล้เคียงกับผลการเลือกตั้งที่ออกมา จนเป็นที่วางใจผู้บังคับบัญชาสายทหารนั้น
มาคราวนี้ ผู้บังคับบัญชาทหาร จึงได้ให้ทำการประเมินอีกครั้งว่า
หากมีการเลือกตั้งครั้งใหม่ ผลการเลือกตั้งจะออกมาอย่างไร ปรากฏว่า คุณวาสนาฯเธอเฉลยว่า
ผลออกมาจะเป็นอย่างนี้
พรรคเพื่อไทย จะได้คะแนนเสียง 290 (สองร้อยเก้าสิบ)
*บวกลบ
พรรคประชาธิปัตย์นั้น จะได้คะแนนเสียงเพียง 120 (หนึ่งร้อยยี่สิบ) *บวกลบ
ระหว่างการสนทนากับคุณวาสนา อีตาวัชระฯซึ่งเอียงไปทางพรรคดักดาน จนเป็นที่รู้กัน ได้แสดงความไม่เชื่อการประเมินของสายทหาร จึงได้ให้ผู้ที่ฟังรายการอยู่ ส่ง sms เข้ามาลงคะแนนกัน ระหว่างพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทย
ท่านผู้ฟัง จะเลือกใคร?
ปรากฏว่า ผลที่ออกมาได้ทำให้นายวัชระถึงกับอึ้ง ใบ้แทบจะรับประทานไปเลย เมื่อประกาศว่า
ผู้ที่เลือกพรรคประชาธิปัตย์ มีจำนวน 280 คน(สองร้อยแปดสิบคน
ผู้ที่เลือกพรรคเพื่อไทย มีจำนวน 402 (สี่ร้อยสองคน)
เนื่องในวันครบรอบปีของรัฐบาลโลซก ที่ทำให้บ้านเมืองตกต่ำลงในทุกด้าน จะมอบของขวัญอะไรให้ ก็ไม่เหมาะเท่ากับหรีดดำ (Black Wreath) อย่างที่เห็น อันเป็นเครื่องแสดงความสลดใจ ในเหตุอัปมงคลทั้งมวล อันเกิดจากพรรคดักดานเข้าบริหารประเทศ และเพื่อเป็นการบอกไปถึงนายอภิแสบฯ และสหายในพรรคดักดาน ว่า...
การที่ประชาชนจะเลือกใคร หรือพรรคการเมืองใดนั้น สำคัญอยู่ตรงที่ ต้องสุจริต และผลงานโดนใจพวกเขา หรือไม่? เพราะชาวบ้านสมัยนี้ เขามีวิจารณญาณที่ดีมากกว่าที่นักการเมือง และคนชั้นสูงคิดกันนัก
ที่สำคัญอย่างยิ่ง และนายอภิแสบฯต้องจำให้มั่นว่า ถึงวันนี้พรรคของตัวนั้นได้กลายเป็น “ไอ้โคตรโกง” ในสายตาพี่น้องประชาชน คนส่วนใหญ่ไปเรียบแล้ว
ไม่เชื่อก็ลอง ‘ยุบสภา’ ดู จะได้รู้ว่า...ใครหมู่ ใครจ่า!!!
********************
จังหวะก้าว เสธ.แดง จังหวะก้าว พัลลภ ปิ่นมณี ประสาน กับ "ชวลิต"
ที่มา ข่าวสด
แท้จริงแล้ว การเคลื่อนไหวของ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ผู้ทรงคุณวุฒิ กองทัพบก เสมอเป็นเพียงปรากฏการณ์อันเหมือนกับเป็นยอดบนสุดของภูเขาน้ำแข็ง
ธรรมชาติของภูเขาน้ำแข็งนั้น หากจับแต่เพียงยอดบนสุดก็อาจจะเห็นปลายแหลมเล็กๆ แต่ที่ไม่เห็นคือความเป็นจริงของภูเขาน้ำแข็งว่ามีฐานมหึมามากน้อยเพียงใด
กรณีของ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล จึงเป็นเพียงปรากฏการณ์ มิใช่ ธาตุแท้อันเป็นแก่นแกน
เพียงแต่บุคลิกของ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล เอะอะมะเทิ่ง มึงวาพาโวย และชมชอบดับเครื่องชนคนใหญ่ คนดัง
ไม่ว่าจะเป็นคนระดับ พล.ต.อ.สันต์ ศรุตานนท์ อดีตผบ.ตร.
ไม่ว่าจะเป็นคนระดับ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.ซึ่งมีบทบาทอย่างสูงในการยึดอำนาจเมื่อเดือนกันยายน 2549 ระหว่างดำรงตำแหน่งเป็นแม่ทัพภาคที่ 1
การท้าตีท้าต่อยอาจส่งผลให้ต้องคำพิพากษาในคดีหมิ่นประมาท การท้าตีท้าต่อยอาจกลายเป็นข่าวพาดหัวหน้า 1
แต่ทั้งหมดเสมอเป็นเพียงปรากฏการณ์ เป็นเพียงยอดบนสุดของภูเขาน้ำแข็ง
จะเข้าใจธาตุแท้อันเป็นแก่นแกน จะเข้าใจในความมหึมาของภูเขาน้ำแข็งว่าดำรงอยู่หนาแน่นมากน้อยเพียงใด ต้องจับปรากฏการณ์หลายปรากฏการณ์มาประสานเข้าด้วยกัน
อย่างเช่นกรณี ตท.10 ตบเท้าเข้าเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย
อย่างเช่นกรณี จปร.6 ซึ่งเคยเป็นอดีตเสนาธิการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษตบเท้าเข้าเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย
อย่างเช่นกรณี จปร.8 ตบเท้าเข้าเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย
อย่างเช่นกรณี พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ปรากฏตัวพร้อมกับตัวแทนอดีตทหารพรานจำนวนหนึ่งประกาศตัวเข้าร่วมในการชุมนุมกับแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ แดงทั้งแผ่นดิน
คล้ายกับ ตท.10 มีสายสัมพันธ์อันแนบแน่นกับ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร
กระนั้น หากโยงสายยาวอย่างแท้จริงที่ดำรงอยู่ในสภาพ 2 ริมทางสายใหญ่กลับเป็นสายสัมพันธ์กับ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ กับ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี
นี่ล้วนเป็นการก่อรูปขึ้นของอดีตนายทหารภายในพรรคเพื่อไทยอย่างน่าจับตามอง
ที่สัมพันธ์กับทหารพรานค่ายปักธงชัยอย่างแนบแน่นและลึกซึ้งอาจมี พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล รวมอยู่ด้วย
แต่ที่ทุกคนเรียกว่า "พ่อ" คือ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ
ที่สัมพันธ์กับหน่วยพลรบพิเศษอาจเป็น พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี แต่หากเล็งไปยังศปก.ทบ.ย่อมหนีไม่พ้นบทบาทและความหมายของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ
การร่วมมือระหว่าง พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จึงมีความหมายอันลึกซึ้ง
เป็นความลึกซึ้งในทางการเมือง เป็นความลึกซึ้งในทางการทหาร ที่แน่นอนเป็นอย่างมากก็คือ กระบวนการของพรรคเพื่อไทยมิได้เป็นการเมืองล้วนๆ หากแต่มีการทหารดำรงอยู่ด้วย
เช่นเดียวกับกระบวนการของ นปช.แดงทั้งแผ่นดิน
เห็นหรือยังว่าจังหวะก้าวของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ มากด้วยนวัตกรรมทางการเมืองการทหาร
เห็นหรือยังว่าการตัดสินใจครั้งใหม่ของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ที่ร่วมกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มิได้ดำเนินไปอย่างโดดเดี่ยว ไร้รากฐานและความสัมพันธ์
ตรงกันข้าม หนาแน่นด้วยการเมือง หนาแน่นด้วยการทหาร
ฮุนเซนกร้าว! ขู่ไทย-เขมรขาดสะบั้น หากอภิสิทธิ์ยังเป็นผู้นำ!!!!
ที่มา thaifreenews
โดย ป้าพลอย
<<<โหลดมาจากมติชนออนไลน์>>>
"ฮุนเซน"กร้าว! ขู่สัมพันธ์ไทย-เขมรสะบั้นแน่หาก "อภิสิทธิ์"ยังเป็นผู้นำ แค้นฝังหุ่นปม"พระวิหาร"
ผู้ นำเขมรหนักข้อ ออกปากไม่อยากสัมพันธ์กับไทย หากรัฐบาลชุดปัจจุบันยังอยู่ ฝังแค้นประเด็นพระวิหาร โฆษกตปท.กัมพูชาโต้ "ปณิธาน" ไม่รับข้อเสนอฟื้นสัมพันธ์ ย้อน "ไร้สาระ"
สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานเมื่อค่ำวันที่ 16 ธันวาคม ว่า สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา กล่าวระหว่างขึ้นปราศรัยที่งานพิธีแห่งหนึ่งในกรุงพนมเปญว่า สถานะความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาจะไม่เป็นไปตามปกติจนกว่ารัฐบาลไทย ชุดปัจจุบันจะพ้นจากอำนาจ
"ผมขอบอกคุณ (นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) ว่าผมกำลังรอรัฐบาลไทยชุดต่อไปก้าวขึ้นสู่อำนาจเพื่อที่ว่าพวกเขาจะได้ส่ง ทูตกลับมาอยู่ในกรุงพนมเปญ" สมเด็จฮุน เซน เสริมและว่า คุณยกแต่เรื่องเกี่ยวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มาพูด แต่กลับลืมประเด็นปราสาทพระวิหาร ผมต้องการบอกว่าความสัมพันธ์จะไม่ปกติตราบใดที่คุณยังรุกรานผม
ด้านนายกอย กวง โฆษกกระทรวงต่างประเทศกัมพูชา ออกมาตอบโต้กรณี นายปณิธาน วัฒนายากร รักษาการโฆษกรัฐบาลไทย ออกมายื่นข้อเสนอ 3 ข้อ ที่จะนำไปสู่การยุติความขัดแย้งระหว่างทั้งสองประเทศ? ซึ่งประกอบด้วย 1. ต้องยกเลิกการแต่งตั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นที่ปรึกษาของรัฐบาลกัมพูชา 2. กัมพูชาต้องหยุดวิพากวิจารณ์กระบวนการยุติธรรมของไทย และ 3. กัมพูชา ต้องหยุดการก้าวก่ายการเมืองภายในของไทย ว่า เป็นเรื่อง " ไร้สาระ " และทางกัมพูชา จะไม่มีทางขออภัย หรือตอบสนองต่อข้อเสนอ ทั้ง 3 ข้อ ของรัฐบาลไทย เพราะข้อเสนอดังกล่าว เป็นเรื่องที่ไม่อาจยอมรับได้อย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะกับการที่มีการกล่าวอ้างว่ากัมพูชา เข้าไปแทรกแซงกิจการภายในของประเทศไทย
อย่างไรก็ดี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของกัมพูชา ยืนยันว่า ทางกัมพูชา พร้อมที่จะฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการฑูตระหว่างทั้งสองประเทศ หากฝ่ายไทยยินยอมส่งเอกอัครราชฑูตกลับมายังกัมพูชาก่อน และหลังจากนั้นอีกเพียงไม่เกิน 15 นาที ทางรัฐบาลกัมพูชาก็พร้อมที่จะส่งเอกอัครราชฑูตกลับประเทศไทย เช่นกัน
<<<การแก้ตัวของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ>>>
'สุ เทพ เทือกสุบรรณ'ปัดไม่ตอบโต้ สมเด็จฮุน เซน ที่ไล่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ระบุความสัมพันธ์ตอนนี้ก็ไม่ดีอยู่แล้ว ยันเขมรไม่แก้ไขปัญหาที่ต้นตอก็อยู่กันอย่างนี้ต่อไป.....
วันนี้(17 ธ.ค.)นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง กล่าวถึงกรณีที่ สมเด็จฮุน -เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชาระบุว่าหากจะฟื้นความสัมพันธ์คงต้องรอรัฐบาลใหม่ว่า คงไม่ตอบโต้อะไร เพราะขณะนี้ความสัมพันธ์ก็ไม่ดีอยู่แล้ว ก็ต้องอดทน ขณะนี้ชัดเจนว่า หากสมเด็จฮุน เซน ไม่ลดราวาศอกก็ทำยาก
ผู้สื่อข่าว ถามถึงกรณีที่มีข่าวว่า ทางกัมพูชาเสนอว่า หากเราส่งทูตกลับไปประจำการที่กัมพูชา ก็จะส่งทูตกลับมาที่เมืองไทยภายใน 15 นาทีเช่นกัน นายสุเทพ กล่าวว่า เรายังไม่ส่งกลับ ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงในเงื่อนไข เราก็สามารถแก้ไขให้ดีขึ้นได้ ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงก็อยู่อย่างนี้ไปก่อน ผ
เมื่อถามว่า การเปลี่ยนที่พูดถึงคือการยกเลิกการแต่งตั้ง พต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ออกจากตำแหน่งที่ปรึกษาก่อนหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ที่นายกรัฐมนตรีพูดอย่างไรก็ต้องเริ่มต้นตรงนั้น.
กำเหนิดพระนางตอแหล
ที่มา thaifreenews
"กำเนิดพระนางตอแหล" พระแม่ธรณีบีบมวยผม ทำไมต้องแนะนำให้"มาร์ค"และคนปชป.อ่าน ?
ฝ่าย ค้านและฝ่ายรัฐบาล เปิดศึกด่ากันรูปแบบใหม่ "สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล" แนะให้ โอบามาร์คและคนประชาธิปัตย์ อ่าน กำเนิดพระนางตอแหล บทเรียนประสบการณ์เมื่อรัฐไทยแตกแยกเป็น 6 ก๊ก "เทพไท เสนพงศ์" สวนกลับว่า คนที่อยู่ ดูไบ น่าอ่านมากกว่า อยากรู้ว่า กำเนิดพระนางตอแหล มีความเป็นมาอย่างไร เรานำมาให้อ่านแล้ว...
จากกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ ตั้งข้อสังเกตการช่วยเหลือนายศิวรักษ์ ชุติพงษ์ วิศวกรชาวไทย ที่ถูกศาลกัมพูชาตัดสินจำคุกฐานจารกรรมข้อมูลการบินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่าเป็นการจัดฉาก
นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ออกมาสวนกลับว่า ขอเรียกร้องให้พรรคประชาธิปัตย์และคนในรัฐบาลเลิกเล่นเกมดิสเครดิตพรรค เพื่อไทยได้แล้ว
และขอแนะนำให้นายอภิสิทธิ์ ไปซื้อหนังสือชื่อ "กำเนิดพระนางตอแหล" มาหาอ่าน เพราะหนังสือนี้เป็นหนังสือที่ดีทำให้เห็นว่าความแตกแยกในสมัยโบราณก่อนยุค สุโขทัยเกิดขึ้นได้อย่างไร
ขณะที่ นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ตอบว่า หนังสือเรื่อง "พระนางตอแหล" ควรจะส่งหนังสือดังกล่าวไปให้คนที่"ดูไบ"อ่านมากกว่า เพราะนั่นเป็นต้นเหตุที่แท้จริง ที่ทำให้คนไทยแตกเป็นก๊ก เป็นเหล่า
และสำหรับสมาชิกพรรคเพื่อไทย ที่เป็น ส.ส. ตนตั้งใจจะส่งหนังสือนิทานอิสปเรื่อง "กบเลือกนาย" ให้ได้อ่าน เพื่อที่จะได้มีสติในการเลือกหัวหน้าพรรคเพื่อจะเป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาต่อ ไป เพราะขณะนี้ใช้เวลาเป็นปีก็ยังหาคนดีที่เหมาะสมกับตำแหน่งไม่ได้ เพราะแตกแยกและขาดการยอมรับซึ่งกันและกัน"
นิทานอิสป เรื่อง กบเลือกนาย ไม่ต้องสาธยาย ให้มาก เพราะเด็กอนุบาลก็เล่านิทานเรื่องนี้ได้
แต่ กำเนิดพระนางตอแหล เป็นมาอย่างไร ทำไม อภิสิทธิ์ และ คนประชาธิปัตย์ ควรหามาอ่าน !!!
เอาเข้าจริง กำเนิดพระนางตอแหล ประวัติศาสตร์รัฐไทยโบราณ ช่วง พ.ศ.1129-1215 ที่เรียบเรียงโดย คนหนังสือพิมพ์ที่ชื่อ เรืองยศ จันทรคีรี สำนักพิมพ์สุวรรณภูมิอภิวัฒน์ ราคาปกเล่มละ 110 บาท เนื้อหาบางตอนมีสาระสำคัญ ดังนี้
@พระแม่ธรณีบีบมวยผม หรือ พระนางอุษา
พระแม่ธรณีบีบมวยผม ซึ่งประทับหรือประดิษฐานบริเวณเชิงสะพานผ่านพิภพลีลา หลาย ๆ คนอาจไม่เข้าใจความหมายที่แท้จริง คือ อาจจำกัดกรอบการรับรู้เป็นเพียงสัญลักษณ์ของพรรคประชาธิปัตย์เท่านั้น...
ความจริงรูปปั้นดังกล่าวนั้นสร้างขึ้นมาเมื่อสมัยรัชกาลที่ 6 เกิดขึ้นตามพระราชดำริของสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนารถ ในรัชกาลที่ 5 หรือ "สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงในรัชกาลที่ 6 และ 7"
พระราชดำรินั้นก็เพื่อจะแจกจ่ายน้ำดื่มสะอาดบริสุทธิ์ให้กับผู้คนทั่ว ๆ ไป เป็นสาธารณทานแก่ชาวกรุงเทพฯ เนื่องในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 50 พรรษาของพระองค์เมื่อ พ.ศ. 2456...
เรื่องของแม่ธรณีหรือแม่พระธรณี หรือ พระแม่ธรณี ยังเกี่ยวข้องกับความเชื่อของคติดั้งเดิมในสังคมไทยและสังคมชาวพุทธ เป็นมรดกทางความเชื่อที่ครอบอยู่ในความคิดและจิตใจ กระทั่งปรุงแต่เป็นมูลฐานแห่งวัฒนธรรมจารีตประเพณี
ต่อมาเกิดเป็นพิธีรีตองต่าง ๆ ถูกปรับปรุงมาเรื่อยให้ประณีตงดงาม เป็นผลสัมฤทธิ์ในความเป็นสวัสดิมงคลสำหรับวิถีชีวิต กลายเป็น "เทวดา" ในพื้นความเชื่อของสังคมแบบไทย ๆ
พระแม่ธรณีตามคติความเชื่อของพราหมณ์-ฮินดู ได้รับการเคารพ เพราะถือว่าแผ่นดินเป็นสิ่งค้ำจุนสรรพสิ่งทั้งหลายในโลกนี้ จึงเปรียบเสมือนมารดาผู้ให้กำเนิดหล่อเลี้ยงโลก ทำให้เกิดการยกย่องเทพจากธรรมชาติองค์หนึ่งถือเป็นเพศหญิง เรียกขานนามว่าธรณิธริตริ แปลเป็นไทยคือผู้ค้ำจุนพระธรณี
เทพแห่งแผ่นดินหรือพระธรณีนั้น ไม่ได้มีเรื่องราวประวัติความเป็นมาปรากฏมากมายเหมือนปวงเทพองค์อื่น ๆ หรือยังอาจสับสนด้วยซ้ำ
บางตำนานก็ว่าพระธรณีมีโอรสกับพระนารายณ์ ได้แก่ พระอังคาร แต่ไปแย้งบางตำนานให้พระอังคารเป็นโอรสระหว่างพระธรณีกับพระธุรวะหรือดาว เหนือ ...ส่วนจะเป็นชายาของเทพใด ? เห็นจะค้นคว้าหาหลักฐานได้ยากทีเดียว...
สำหรับคติความเชื่อเรื่องพระแม่ธรณีที่ได้เผยแพร่เข้ามาสู่สังคมไทย สันนิษฐานได้ว่ายังเป็นจากอิทธิพลเกี่ยวข้องของพระพุทธศาสนาเสียส่วนใหญ่ มีเข้าไปโยงเกี่ยวกับหลาย ๆ พิธีกรรม เช่น ก่อนพิธีไปจับคล้องช้าง ก็ยังมีการบูชาพระแม่ธรณี
แต่ความเชื่อส่วนใหญ่ของสังคมไทยในเรื่องพระแม่ธรณี เห็นจะไปในทางเดียวพ้องกับความเชื่อในแบบฉบับอินเดียเอง หรือในทางวรรณคดีไทยคงมีนามของพระแม่ธรณีถูกเอ่ยถึงอยู่ไม่น้อย ดังตัวอย่างของหนังสือเทศน์มหาชาติปฐมสมโพธิกถา หรือลิลิตตะเลงพ่าย เป็นต้น
เราอาจพอกล่าวอีกอย่างได้ว่าเรื่องราวของพระธรณีนั้น แสดงถึงความเป็นเทพแห่งความสงบ รักสงบ อยู่เงียบ ๆ ไม่ค่อยมีเรื่องราวอะไรในโลก คงเฝ้าแต่หล่อเลี้ยงโลก ประดุจมารดาถนอมเลี้ยงลูก คอยรับรู้การทำบุญกุศลของมนุษย์โลก โดยการใช้มวยผมรองรับรับน้ำจากการกรวดน้ำ เสมือนกับเป็นอรูปกะ คือเป็นสภาพไม่มีตัวตน แต่ยามเกิดเหตุการณ์สำคัญหรือมีผู้ร้องขอ พระธรณีจะปรากฏรูปขึ้นมาสักครั้งหนึ่ง ?
...พระแม่ธรณีที่กล่าวถึงข้างต้น แตกต่างจากพระแม่ธรณีกรรแสงหรือพระแม่ธรณีบีบมวยผมหรือพระแม่ธรณีแห่งแผ่น ดิน ในตำนานทางปักษ์ใต้ซึ่งหมายถึงพระนางอุษาในยุคสหราชอาณาจักรคีรีรัฐตอนปลาย ๆ ราว พ.ศ. 1200 นั้นยังเรียกตามตำนานเป็นพระแม่ธรณีเหมือนกัน เป็นผู้ให้กำเนิดวิชาตอแหลไทย จนแว่นแคว้นของรัฐไทยโบราณยุคนั้นแตกกระจัดกระจาย ก่อนเข้าสู่ยุคศรีโพธิ์หรือศรีวิชัย...
เป็นข้อน่าปุจฉาว่า คนในสังคมไทยสำหรับบ้านเมืองยุคแตกแยกขัดแย้งปัจจุบันกำลังหลงทางเข้าใจผิด ไปบ้าง นับถือพระแม่ธรณีที่เป็นตำนานทางปักษ์ใต้หรือเปล่า ?
@ กำเนิดพระนางตอแหล
รัฐของคนไทยโบราณหรือที่สืบเชื้อสายดั้งเดิมมาจากบรรพบุรุษในอาณาจักรหนัน เจ้า ซึ่งเป็นดินแดนอยู่ในประเทศจีนปัจจุบัน คงหาหลักฐานได้ยากว่าย้อนหลังเกิดขึ้นเมื่อใด ? แต่มีตำนานที่อาจเก่าแก่มากกว่า 5,000 ปี ก่อนสมัยพุทธกาล
ชาวไตหรือบรรพบุรุษอ้ายไตเหล่านั้นได้อพยพลงมาสู่ดินแดนที่ขึ้นต่อกับแผ่น ดินแม่ของอาณาจักรหนันเจ้า กระทั่งได้แยกตัวออกมาต่างหาก ก่อตั้งขึ้นเป็นอาณาจักรสุวรรณภูมิ เมื่อสมัยของมหาราชาท้าวโกศล
กระทั่งในราว พ.ศ.297 โดยประมาณก็เป็นยุคสมัยของสหราชอาณาจักรเทียน ซึ่งเป็นการจัดรูปแบบระบบการปกครองขึ้นมาใหม่ มีมหาจักรพรรดิท้าวกุเวร พระราชโอรสของมหาราชาท้าวกู เป็นรัชกาลที่ 1 สืบทอดราชสมบัติจนถึงรัชกาลของมหาจักรดรรดิท้าวเทียนสน เมื่อ พ.ศ.623 จากนั้นได้เปลี่ยนชื่อกลายเป็นสหราชอาณาจักรเทียนสน เป็นแผ่นดินของรัฐไทยโบราณขณะนั้นเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ มาสิ้นสุดลงเมื่อ พ.ศ.693 ยุคสมัยของขุนเทียน หรือมหาจักรพรรดิท้าวพันตา
มหาจักรพรรดิท้าวพันตาได้เปลี่ยนชื่อจากสหราชอาณาจักรเทียนสน กลายมาเป็นสหราชอาณาจักรคีรีรัฐ พระองค์เป็นรัชกาลที่ 1 ของคีรีรัฐและอยู่ในราชสมบัติจนถึง พ.ศ.753 แล้วสืบทอดอำนาจการปกครองต่อช่วงมาเรื่อย ๆ อีกหลายรัชกาล กระทั่ง พ.ศ.1224 ก็มีการเปลี่ยนชื่ออีกครั้งหนึ่ง เป็นสหราชอาณาจักรศรีโพธิ์ หรือสหราชอาณาจักรเสียมที่เราเข้าใจผิดมาตลอด ไปเชื่อตามข้อมูลหลักฐานของตะวันตก เรียกเพี้ยนเป็น "ศรีวิชัย"
สำหรับหนังสือเล่มนี้มุ่งเจาะจงลงไปสู่ห้วงเหตุการณ์ระหว่าง พ.ศ.1129-1215 อันเป็นช่วงปลายของแผ่นดินสหราชอาณาจักรคีรีรัฐ จึงได้นำเสนออย่างรวบรัด ตัดความหรือข้อมูลที่ไม่เกี่ยวข้องทิ้งไป โดยงานเขียนชิ้นนี้ต้องการนำเสนอให้เห็นภาพของเจ้าหญิงอุษา หรือ พระนางอุษา พระราชธิดาของมหาจักรพรรดิ หยางจ้าวหลีชุน ผู้เป็นรัชกาลที่ 37 แห่งสหราชอาณาจักรคีรีรัฐ
เรื่องราวของประวัติศาสตร์รัฐไทยโบราณในช่วงตอนนี้ นับว่าน่าศึกษาและค้นคว้าเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นช่วงเหตุการณ์ที่รัฐไทยมีความแตกแยกจวนเจียนล่มสลาย ...ไม่มีห้วงเวลาใดในประวัติศาสตร์ที่คนไทยจะร้าวรานและทุกข์ระทมขนาดนี้ เป็นความร้าวรานสุดเจ็บปวดเสียยิ่งกว่าการเสียเอกราชกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 ให้แก่พม่า เพราะเป็นเวลาของกาลกาลียุคโดยแท้จริง คนไทยแตกแยกขัดแย้งแบ่งออกเป็น 6 ก๊ก ทำลายล้างก่อสงครามเข่นฆ่ากันเอง เสียชีวิตเป็นใบไม้ร่วง !
แทบไม่น่าเชื่อว่าเพียงสตรีผู้หนึ่งที่ผิดหวังรุนแรงในความรักแล้วต้องการ สร้างทายาทของตัวเองให้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน คือเจ้าหญิงอุษา ได้ก่ออำนาจมิจฉาทิฐิที่แรงกล้า ภายใต้การซ้อนแผนวางกลอุบายให้ของพระเจ้าจิตรเสน กษัตริย์เชื้อสายราชวงศ์มอญ-ขอม-ทมิฬ
ทั้งนี้เนื่องจากความไม่พอใจที่สะสมมาตั้งแต่ พ.ศ.1129 เมื่อท้าวอุเทนโปรดเกล้าฯ ตั้งพระยาจันทร์ ใน พ.ศ.1129 พระราชโอรสองค์ที่ 3 ของท้าวเทพนิมิตร ให้เป็นมหาอุปราชปกครองอาณาจักรคามลังกา โดยมีศูนย์กลางอยู่ ณ แคว้นจันทร์บูรณ์ นี้เป็นเหตุชนวนตั้งต้นอีกประการ ทำให้พระนางขอมอินทปัต, พระเจ้าศรีพาระ, พระนางมุสิกะ, พระเจ้าจิตรเสนและพระเจ้าศรีภววรมัน ซึ่งล้วนเป็นเชื้อสายราชวงศ์มอญ มีความไม่พอใจเป็นอย่างมากจึงร่วมกันสมคบคิดวางแผนการลับ ๆ มีเป้าหมายที่จะผลักดันฝ่ายเชื้อสายราชวงศ์ขอม-มอญ และทมิฬให้ขึ้นไปมีอำนาจอิทธิพลเหนืออาณาจักรคามลังกา เข้าแทนที่เชื้อสายราชวงศ์อ้ายไต ซึ่งเป็นสายราชวงศ์จิว
พระราชจิตรเสนนั้นเป็นตัวละครหลัก ได้กระทำการหลาย ๆ อย่างโดยต่อเนื่อง เสี้ยมสอนกโลบายแยกยล เป็นวิชามารใส่ความกล่าวหา บิดเบือนข้อเท็จจริง พูดจริงผสมเท็จ หรืออาจเรียกให้เป็นวิชาตอแหล ซึ่งเป็นหนึ่งในเล่ห์กลสำคัญของการยุแยกแตกทำลายเพื่อทำสงคราม บั่นทอนให้คู่สงครามอยู่ในสภาวะระส่ำระสาย ไร้สามัคคี บ่อนทำลายกันเอง !
พระนางอุษา หรือ "พระแม่ธรณีกรรแสง" หรือพระแม่ธรณีตำนานประวัติศาสตร์รัฐไทยโบราณ ถูกใช้เป็นเครื่องมือ เป็นตัวแสดงหลัก ใช้วิชากระทำตอแหล ปล่อยข่าวทำลายสารพัด ซึ่งดำเนินไปอย่างซับซ้อน กระทั่งสุดท้ายไฟสงครามก็ลุกท่วมทั้งแผ่นดินสหราชอาณาจักรคีรีรัฐ
นี้เป็นประวัติศาสตร์ไทยช่วงหนึ่งที่ไม่ควรลืม เป็นอุทาหรณ์บอกให้รู้ถึงความเจ็บปวดที่คนไทยกระทำสงครามระหว่างกันเอง เป็นความหายนะที่ตั้งต้นเกิดขึ้นอย่างง่าย ๆ ชี้ให้เห็นความร้ายแรงที่คาดหมายไม่ได้สำหรับวิชามารตอแปลไทย ที่ยังกลายเป็นวัฒนธรรมครอบงำด้านสามานย์ ซึ่งสืบต่อช่วงมาจนถึงปัจจุบัน ?
นี่เป็นเพียง บางส่วน บางตอน จากหนังสือ กำเนิดพระนางตอแหล เวอร์ชั่น เรืองยศ จันทรคีรี
กต.
ที่มา thaifreenews
เมื่อต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา นิตยสารดิ อีโคโนมิสต์ (The Economist) ฉบับระหว่างวันที่ 6-12 ธ.ค. ได้ตีพิมพ์เผยแพร่ บทความเรื่อง “The king and them” และ “A right royal mess” ซึ่งมีการให้บิดเบือนข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศไทย ทั้งมีการกล่าวพาดพิงและให้ร้ายสถาบันพระมหากษัตริย์ของไทย วานนี้ (12 ธ.ค.) นายธฤต จรุงวัฒน์ อธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ มีหนังสือถึงบรรณาธิการนิตรสาร ดิ อีโคโนมิสต์ ว่า รู้สึกผิดหวังเป็นอย่างยิ่งต่อมุมมองและทัศนคติของนิตยสารฉบับดังกล่าว ซึ่งลงบทความเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ไทย และตีความเหตุการณ์ต่างๆ ไปตามการคาดเดา โดยไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง รวมถึงไม่คำนึงว่าประเทศไทยมีภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ที่แตกต่างจากประเทศ อื่นๆ และยังมีความผูกพันระหว่างประชาชน กับสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่หยั่งรากลึกมายาวนาน และไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง
นายธฤต กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงวางพระองค์ตามบทบาทที่กำหนดไว้ในกฎหมาย ทรงวางพระองค์เป็นกลางทางการเมือง ทรงเข้าแทรกแซงทางการเมืองน้อยมาก และถ้ามีการแทรกแซงก็เป็นไปเพื่อป้องกันการเกิดเหตุการณ์นองเลือดในหมู่คน ไทย เช่น ในปี พ.ศ.2535 โดยไม่ได้ทรงเข้าข้างกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง อย่างไรก็ตาม กลุ่มการเมืองต่างๆ และนักวิเคราะห์มักดึงพระองค์เข้าไปเกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ ก่อนการแทรกแซงโดยทหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ระบบการเมืองไทยวุ่นวายจนเกือบหยุดชะงัก มีเสียงเรียกร้องให้มีรัฐบาลพระราชทาน แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงปฏิเสธ พร้อมกับมีพระราชกระแสว่าปัญหาต่างๆ ต้องแก้ไขด้วยกระบวนการประชาธิปไตย
“คนไทยมีความรักและเทิดทูนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยสมัครใจ จากการได้เห็นพระองค์ท่านทรงเสียสละ และทรงงานหนักมาตลอดพระชนม์ชีพ เพื่อความสุขของปวงชนชาวไทย รวมถึงความยึดมั่นต่อประชาธิปไตยด้วย” รายละเอียดของหนังสือจาก ก.ต่างประเทศถึงนิตยสารฉบับดังกล่าวระบุ
รายละเอียดของจดหมายประท้วง จากกระทรวงต่างประเทศ ถึงบรรณาธิการนิตรสาร ดิ อีโคโนมิสต์มีดังนี้
Sir:
I am deeply dismayed by The Economist’s narrow views and condescending attitude. In trying to justify pre-supposed contentions, your double pieces (“The king and them” and “A right royal mess”, 4 December 2008) choose to give credence to writing by one American journalist about the King of Thailand and interpret events to suit his unfounded conspiracy-prone speculations, while discarding important facts that prove otherwise. More fundamentally, the articles ignores the very fact that each country evolves from background specific to itself, and that the bonds between Thai people and their kings are deeply rooted in the kingdom’s centuries-long history.
Throughout his reign, the King has clearly demonstrated that he is above and not involved in politics, strictly adhering to the roles prescribed by law. His steadfast political neutrality adds to the weight of his words – his moral authority, not political power. His intervention has been few and, when made, was meant to prevent further bloodsheds among Thais as in 1992, not to side with any groups. Nevertheless, political groups and analysts alike seem to have taken pains to get him involved. Prior to the military intervention on 19 September 2006, when Thailand’s political system seemed to have grinded to a halt, a call was made for a royally conferred government. The King, in his address to the judges in April that year, refused and said clearly that the problems must be resolved democratically and through constitutional means. Had he no faith in democracy, he could have done otherwise and Thais would have obliged. There is no need, as there never has been, for any behind-the-scene intrigue, as alleged. The affection and reverence that Thais feel towards him is genuine and shown voluntarily, stemming as much from their appreciation for his lifelong devotion and hard work for the well-being of all Thais as for his commitment to democracy. Yet, due to this, some groups have sought to make claims of royal support or interpret his action or silence for their own political ends. Indeed, the King said in 2005 that he is not beyond criticism. But his position as being above politics does not allow him to respond to any political claims or allegations against him (unfortunately, including those made by the Economist) – thus the raison d etre for Thais to call for the so-called lese-majeste law to protect their King. Here is another omitted fact: in Thailand as in other democracies, laws are enacted by parliamentarians who respond to the will of the people they represent. By neglecting facts and simple logics like these, your articles blatantly make wrongful accusations regarding the Thai King and inexcusably offend Thais. They deserve our protest in strongest terms.
Tharit Charungvat
Director-General, Department of Information and
Spokesman of the Ministry of Foreign Affairs of Thailand
ที่มา – ผู้จัดการ
โดย The Economist
ภาคภาษาไทยโดย คุณsaraburian
*อ่านบทความเกี่ยวเนื่องของดิ อิโคโนมิสต์เรื่องThailand''s king and its crisis: A right royal mess(คลิ้กอ่านฉบับภาคภาษาไทย)
หมายเหตุจากผู้แปลภาคภาษาไทย:ดิ อิโคโนมิสต์ เป็นนิตยสารข่าวรายสัปดาห์ มี ยอดการพิมพ์ประมาณ 1.2 ล้านฉบับต่อสัปดาห์ แต่เป็นที่ยอมรับกันว่า มีอิทธิพล เกินกว่า จำนวนผู้อ่านจริงมากนัก ผมมองว่านี่คือ Historic Event ในวงการสื่อต่อเหตุการณ์ในไทย
The king and them
The untold story of the palace’s role behind the collapse of Thai democracy
สถาบันกษัตริย์ของไทย
กษัตริย์กับประชาชนไทย
เรื่องเร้นลับเกี่ยวกับบทบาทของพระราชวังต่อความความล้มเหลวของประชาธิปไตยไทย
ธุรกิจการท่องเที่ยวของไทย อุตสาหกรรมการส่งออก และภาพลักษณ์ของประเทศได้ถูกทำลายลงราบคาบจากเหตุการณ์ทั้งหลายที่เพิ่งเกิดขึ้น บรรดาผู้จงรักภักดีต่อราชวงศ์ได้เข้ายึดพื้นที่ในหน่วยราชการหลายแห่งเป็นเวลาหลายเดือน และได้เข้ายึดสนามบินกรุงเทพฯทั้งสองแห่ง
ตำรวจไทยปฏิเสธที่จะทำการขับไล่กลุ่มผู้ชุมนุม กองทัพก็ปฏิเสธที่จะเข้ามามีบทบาทช่วยเหลือ สัปดาห์นี้เองการยึดสนามบินจบลงหลังจากที่ศาลได้ตัดสินยุบพรรคการเมืองสามพรรคที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาล แต่ทั้งสามพรรคมีแผนที่จะตั้งพรรคขึ้นใหม่ภายใต้ชื่อใหม่และร่วมกันบริหารประเทศต่อไปท่ามกลางความขัดแย้งที่ยังครุกรุ่น
เปรียบดั่งเปลือกหุ้มแห่งความทันสมัยอันเกิดจากการพัฒนาอย่างรวดเร็วในช่วงทศวรรษ 1980 และต้นทศวรรษ 1990 ได้ลอกคราบบางๆของมันออก ทั้งที่ไม่นานมานี้ประเทศไทยได้รับการยอมรับว่าเป็นหัวขบวนของสังคมอันเปิดกว้างที่ยอมรับในความแตกต่างของเอเชีย ตอนนี้ดูเหมือนจะค่อยๆคืบคลานเข้าสู่ความเป็นอนาธิปไตย
thaienews.blogspot.com/2008/12/king-and-them.html
พันธมิตรฯกลับกลายมาเป็นสิ่งที่บ่อนเซาะทำลายพระราชวังเสียแล้ว..กษัตริย์ และราชวงศ์ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาใหญ่นี้ และประทับอยู่เหนือสุดในลำดับชั้นอันไม่สิ้นสุดในสังคมที่ไม่เท่าเทียมกันนี้..ประเทศไทยมีความเสี่ยงที่จะเผชิญกับเหตุการณ์เฉกเช่นที่เกิดกับประเทศเนปาล คือสงครามกลางเมืองและการที่กษัตริย์ที่ได้มายุ่งเกี่ยวแทรกแซงกับการเมือง ปัจจุบันได้กลายเป็นประชาชนธรรมดาในประเทศสาธารณรัฐไปเสียแล้ว
ใครก็ตามที่เป็นมิตรแท้กับประเทศ และประชาชนไทย ต้องช่วยกันบอกประเทศไทย
NGOs พอช.และวิธีคิดอำมาตยาธิปไตย
ที่มา Thai E-News
เอ็นจีโออาวุโส-บำรุง บุญปัญญา เอ็นจีโออาวุโสผู้ทรงอิทธิพลในแวดวงเอ็นจีโอภาคอีสาน(ซ้าย)กับส.ศิวรักษ์ เอ็นจีโออาวุโส ผู้ทรงอิทธิพลในแวดวงเอ็นจีโอไทย ในระยะ 4 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเกิดความขัดแย้งในการเมือง-สังคมไทยออกเป็น 2 ขั้ว ความเคลื่อนไหวของNGOsนั้นสอดคล้องไปในทางเดียวกับระบอบอำมาตย์ ผู้ให้ทุนสนับสนุนการทำงานของแวดวงนี้(ดูรายละเอียดในบทความ ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน:แฉด้านมืดของราษฎรอาวุโส,อานันท์,ส.ศิวรักษ์และผองเพื่อน)
โดย สุรีย์ มิ่งวรรณลักษณ์
17 ธันวาคม 2552
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา องค์กรประชาชนอีสาน 17 องค์กรได้ทำจดหมายทวงถามถึงความไม่ชอบธรรม ความไม่โปร่งใส ในการพิจารณางบโครงการด้านประชาสังคม ( อ่านข่าวประกอบ:17 องค์กรภาคประชาชนอีสานชี้กลไกสนับสนุนงบฯ พอช.ไม่โปร่งใส)
เนื่องจากว่า สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(พอช) ได้ให้ คณะกรรมการประสานงานองค์พัฒนาเอกชน อีสาน ทำหน้าที่เป็นกลไกการพิจารณางบประมาณ
และองค์กรประชาชนอีสาน 17 องค์กรมองว่าไม่เกิดความเป็นธรรม เป็นการพิจาณาให้งบประมาณ เป็นการเล่นพรรคเล่นพวก เป็นการรวมศูนย์อำนาจและกีดกัน ประชาสังคม ส่วนอื่น
ประชาสังคม จึงเป็นเฉพาะ คนในร่มเงาการครอบงำของ กปพอช. เท่านั้น
พวกเขาได้มองว่างบประมาณในพอช. นั้น เป็นภาษีประชาชน ไม่ใช่ของ กปพอช .
พวกเขามองว่า พวกเขามีสิทธิ ต้องการมีส่วนร่วม แม้ไม่ใช่พรรคพวกของกปพอช. ก็ตาม
พวกเขาจึงทำหน้าที่ ตรวจสอบ ถ่วงดุล ถามถึงความโปร่งใสหรือหลักการแนวคิดธรรมาภิบาล เหมือนเช่น ประเวศ วะสี อานันท์ ปันยารชุน ที่เอ็นจีโอทั้งหลายเคารพนับถือ
ไม่ใช่ ตั้งกันเองกินเอง ชงเอง และชื่นชมกันเอง
กล่าวถึงที่สุดแล้ว กระบวนการพิจารณางบประมาณ ครั้งนี้ เป็นวิธีคิดวิธีการทำงานแบบอำมาตยาธิปไตย
นั้นคือ ไม่เป็นประชาธิปไตย หรือเป็นเพียงประชาธิปไตยเพียงลมปากเท่านั้นเอง
วิธีคิดแบบประชาธิปไตย นั้น ต้องเชื่อว่าคนเราเท่าเทียมกัน มีความยุติธรรม และแบ่งปันกัน
กระบวนการประชาธิปไตย นั้น กระบวนการจัดองค์กร ต้องมาจากการเลือกตั้ง ต้องเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร ต้องยึดหลักความโปร่งใส ตรวจสอบได้ มีส่วนร่วม วิพากษ์วิจารณ์ได้
แต่วิธีคิดแบบอำมาตยาธิปไตย ชอบลัทธิพรรคพวก ไม่นิยมหลักการ แต่เน้นหลักกู ใช้ระบบอาวุโส เด็กต้องเชื่อฟังผู้ใหญ่ เน้นศรัทธามากกว่าคิดเองเป็นเอง กลัวเสียหน้าหากมีการวิพากษ์วิจารณ์ ตลอดทั้งชอบรวมศูนย์อำนาจไม่กระจายอำนาจ และชอบลำดับขั้นสูงต่ำกว่าความเสมอภาคของความเป็นมนุษย์
วิธีคิดแบบอำมาตยาธิปไตย จึงเป็นภาพสะท้อนกระบวนการทำงานของเหล่าขุนนางเอ็นจีโอทั้งหลาย และย่อมตรงข้ามกับวิธีคิดแบบประชาธิปไตย
จึงไม่แปลกแต่อย่างใดที่พวกเขานิยมชมชอบรัฐประหาร อนุรักษ์นิยม ร่วมประท้วงเขาพระวิหาร และชอบอะไรเหลืองๆ
เพราะรากเหง้าทางความคิดเขาเป็นเช่นนั้น
พยานทยอยโผล่ยันแค่ลูกโป่งเบียร์ช้าง คุณภาพสื่อไทยเดิมๆไม่ต้องตรวจสอบความจริงตีข่าวUFO
ที่มา Thai E-News
ต้นตอข่าวUFO?-การจัดงานประติมากรรมช้างที่เซ็นทรัลเวิลด์เมื่อเย็นวานนี้ พอเปิดงานเสร็จมีการปล่อยลูกโป่งผูกกับแท่งสะท้อนแสงกว่าสี่สิบลูก ทำให้คนเข้าใจผิดว่ามีUFOปรากฎตัวเหนือท้องฟ้ากรุงเทพฯ(คลิ้กชมภาพและข่าว ไทยเบฟเวอเรจ ร่วมกับ เซ็นทรัลพัฒนา จัดสร้างประติมากรรมช้าง "ประติมากรรมช้างกู้โลกร้อน" ณ บริเวณลานน้ำพุ หน้าเซ็นทรัลเวิลด์)
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา สำนักข่าวINN,ช่อง3,ช่อง11,มติชน ไทยรัฐ และห้องหว้ากอ พันทิป
17 ธันวาคม 2552


สื่อมวลชนไทยรายงานข่าวว่าในช่วงราว17.15วานนี้พบวัตถุประหลาดเรืองแสงจำนวน 40 แท่งลอยอยู่เหนือท้องฟ้ากรุงเทพฯ ขณะที่พยานผู้อยู่ในเหตุการณ์เฉลยว่า เป็นลูกโป่งสะท้อนแสงใช้เปิดงานที่ห้างเซ็นทรัลเวิลด์ และเสียดสีว่าสื่อมวลชนไทยไม่มีการตรวจสอบความจริงก่อนการนำเสนอข่าว(ภาพ:INN)
จนถึงวันนี้สื่อมวลชนไทยยังไม่ให้ความกระจ่างว่าการนำเสนอข่าวพบวัตถุบินประหลาดเมื่อเย็นวานนี้คืออะไรแน่ ขณะที่พยานผู้เห็นเหตุการณ์ทยอยออกมายืนยันทางห้องหว้ากอ เวบพันทิปว่าเป็นลูกโป่งจากการเปิดงานประติมากรรมช้างที่ห้างเซ็นทรัลเวิลด์
ผู้อ้างว่าเห็นเหตุการณ์รายหนึ่งเขียนกระทู้หัวข้อเรื่อง มาช่วยชี้แจงเรื่องวัตถุประหลาดบนท้องฟ้าทั่วกรุงที่เป็นข่าวค่ะ
จากข่าวที่ออกกันเมื่อวานตามช่องฟรีทีวี ที่บอกว่ามีผู้พบเห็นวัตถุประหลาดทรงกลม เรืองแสง พร้อมกับคำบอกเล่าของผู้ที่ถ่ายภาพประหลาดไว้ได้ว่าวัตถุนั้น การเคลื่อนที่เป็นไปอย่างอิสระต่างๆ นาๆ
จขกท.มีข้อมูลเพิ่มเติมว่า เมื่อวานนี้ (16 ธันวาคม) เวลาประมาณ 4 โมงเย็น จขกท. นั่งทำงานที่ชั้น 27 ของตึก CPN
ที่หน้าตึก central world มีการปล่อยลูกโป่งจำนวนมากทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่บริเวณหน้าตึก
เป็นไปได้ว่า วัตถุประหลาดนั้น ก็คือลูกโป่งพวกนี้เองค่ะ ที่เห็นเป็นทรงกลมก็เพราะเห็นจากระยะไกล และแน่นอนว่าการเคลื่อนที่ต้องเป็นอิสระแน่ๆ
จึงไม่คิดว่าเป็นวัตถุนอกโลกอย่างที่ข่าวพยายามจะสื่อออกมาค่ะ
สื่อมวลชนไทยจำนวนมากรายงานข่าวช่วงค่ำวานนี้ ซึ่งรวมทั้งข่าวภาคค่ำโทรทัศน์ช่อง 3 ข่าวภาคค่ำช่อง 11 รวมทั้งสำนักข่าวINNที่แจ้งข่าวผ่านSMSรายงานข่าวตรงกันทำนองว่าในเวลาราว17.150น.วานนี้ คนกรุงเทพฯในหลายจุด เช่น สีลม วิภาวดี รามคำแหง ได้พบเห็นวัตถุบินประหลาดที่ไม่สามารถระบุได้แน่ชัด(UFO) โดยINNรายงานว่าเป็นวัตถุเรืองแสงกว่า 40 แท่งลอยเหนือฟากฟ้ากรุงเทพฯ นักวิทยาศาสตร์เร่งพิสูจน์
ส่วนช่อง 11 โทรทัศน์ของรัฐบาลถ่ายภาพวัตถุบินได้ลึกลับบริเวณหน้าสถานีแถววิภาวดี และรายงานว่ายังไม่ทราบว่าวัตถุลึกลับคืออะไร
แม้กระทั่งรายการข่าว3มิติทางช่อง3ที่นำเสนอข่าวในช่วงเวลา23.00น.วานนี้ก็ยังรายงานว่า พบเห็นวัตถุประหลาดในกรุงเทพฯ โดยที่ยังไม่ทราบว่าเป็นอะไร โดยรายงานว่าพบวัตถุประหลาดในเวลา17.15 จากนั้นมีการสัมภาษณ์ผู้ถ่ายภาพไว้ได้ และสัมภาษณ์นายชัยวัฒน์ คุปตระกูล นักดาราศาสตร์ ซึ่งให้ตรวจสอบว่าคืออะไร
ขณะที่ผู้อ้างว่าอยู่ในเหตุการณ์ได้เขียนตอบกระทู้ในห้องหว้ากอ เวบไซต์พันทิปเฉลยว่ามัน.. คือ... ลูกโป่งครับ
เค้าปล่อยลูกโป่งที่มัดติดกันเป็นแท่งๆ ยาวๆ ประมาณสี่สิบอัน ที่หน้า Central World ในงานเปิดประติมากรรมช้างสัมฤทธิ์ ของไทยเบฟฯครับ ผมอยู่ในงาน เค้าปล่อยตอนห้าโมง ข่าวออกตอนห้าโมงกว่า ผมว่ามันคืออันเดียวกันหล่ะครับ (คลิ้กดูกำหนดการงานประติมากรรมช้าง)
ลูกโป่งสะท้อนแสง เป็นแท่งยาวๆ ทำให้เห็นเป็นแบบนั้น
มันวิ่งไปในทางเดียวกัน เพราะลมมันพัดไงครับ ลูกโป่งก้อต้องไปในทางเดียวกันดิ
อย่าคิดมากครับ อย่าคิดมาก ^^'
ส่วนอีกรายอ้างทำนองเดียวกันว่าเซ็ลทรัลเวิลด์เปิดงานลอยลูกโป่งผูกกับแท่งสะท้อนแสงกว่าสี่สิบลูกช่วงห้าโมงกว่า
หาคิดไม่ว่าแสงสะท้อนช่วงยามเย็นจะส่องเป็นประกายคล้ายยานบินUFO
เคลื่อนลอยไปตามแรงลม บางครั้งหยุดนิ่ง บางครั้งเคลื่อนเร็วเพราะกระแสลม บางครั้งวนเกาะกลุ่มกัน
สงสัยเดี๋ยวไปเล่าให้น้องสาวที่เห็นมามันคงจะหัวเราะในจินตนาการของมันแน่ๆ เล่นผูกแท่งเงินสะท้อนแสงยามเย็นกับลูกโป่งสวรรค์กลายเป็นจานบินเลย กรรม...
นอกจากนั้นมีผู้แสดงความเห็นว่า หากเป็นลูกโป่งตามที่บอก สื่อไทยก็คงขายข่าวเรื่องวัตถุลึกลับได้อีกวันสองวันละครับ หลังจากนั้นก็ค่อย
.."โอละพ่อ! วัตถุเรืองแสงบนฟ้า ที่แท้ก็ลูกโป่งผูกแท่งสะท้อนแสง"
INN-คนกรุงตื่น!วัตถุเรืองแสงลอยในอากาศ
สำนักข่าวINNลงรูปพร้อมข่าวว่า คน กทม.ตื่น! ลำแสงประหลาดโผล่ท้องฟ้ากว่า 30 ดวง ขณะที่ส่องดูด้วยกล้องพบมีลักษณะไม่เหมือนดาวทั่วไป
คน กทม.ตื่น!วัตถุเรืองแสงจำนวนมากลอยในอากาศย่านคลองถม ห้วยขวาง และรามคำแหง 21 ซึ่งสามารถมองด้วย
ตาเปล่าได้ชัดเจน ขณะกำลังล่องลอยอยู่ในอากาศ จากการตรวจสอบพบผู้คนออกมาดูกันเป็นจำนวนมาก และต่าง
วิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆ นานา โดยกลุ่มดาวดังกล่าวเคลื่อนตัวจากทิศตะวันตกมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ
หลังจากผู้สื่อข่าวออกไปตรวจสอบ พบว่ากลุ่มลำแสงดังกล่าว มีจำนวนประมาณ 20-30 ดวง
และเคลื่อนตัวไปในทิศทางเดียงกันทั้งหมด และเมื่อส่องดูด้วยกล้องส่องทางไกล ที่มีระยะการมองเห็นขนาด 2 ก.ม. พบว่า ดาวแต่ละดวงมีลักษณะคล้ายแสงไฟ เป็นรูปวงรี โดยมีแสงไฟเกิดขึ้นตรงกลาง ส่วนบริเวณรอบๆ ของแสงไฟปริศนานั้น จะเห็นเป็นลักษณะสีดำคล้ายวัตถุที่ไม่ใช่ดวงดาว และสามารถเคลื่อนตัวได้รวดเร็ว ภายใน 10-15 นาที พบว่าเคลื่อนตัวทำมุมประมาณ 30-37 องศา และยังเป็นที่สงสัยของ ปชช. ว่า กลุ่มแสงไฟดังกล่าวเป็นสิ่งใด เนื่องจากมีลักษณะไม่เหมือนกับดวงดาวทั่วไป
อาจารย์ประพีร์ วิราพร นายกสมาคมดาราศาสตร์แห่งประเทศไทย ได้ให้ความเห็นถึง กรณีกลุ่มลำแสงปริศนา ที่ปรากฏขึ้นกลางท้องฟ้า ในพื้นที่ กทม. และมีประชาชนย่านบึงกุ่ม คลองถม และย่านรามคำแหง ห้วยขวาง สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า ประมาณ 30 ดวง ว่า จากการวิเคราะห์เบื้องต้นแล้วสรุปได้ 3 ประการ คือ
ประการแรกสิ่งที่ปรากฏขึ้นในครั้งนี้ ไม่ใช่ดวงดาวอย่างแน่นอน เนื่องจาก ปรากฏขึ้นในช่วงฟ้าสว่างอยู่ ซึ่งดวงดาว โดยทั่วไปจะไม่สามารถสู้กับแสงพระอาทิตย์ได้ ทำให้ไม่เห็นดวงดาวในเวลากลางวัน และเมื่อมืดลงลำแสงดังกล่าวได้หายไป ประการที่ 2 สิ่งที่เกิดขึ้น ยืนยันว่า ไม่น่าจะเป็นจานบิน UFO อย่างแน่นอน
และประการสุดท้าย เชื่อว่าลำแสงที่เกิดขึ้น อาจจะมาจากบอลลูนจากการจัดงาน หรือแข่งขันกันในพื้นที่ใกล้เคียง กทม. ก็อาจเป็นได้ หรือเป็นบอลลูนประเภทที่ทางหน่วยงานใด หน่วยงานหนึ่ง ปล่อยบอลลูนชนิดสำรวจอวกาศ เพื่อโคจรตรวจสอบสภาพอากาศหรือสิ่งใด สิ่งหนึ่ง ก็อาจเป็นได้ ซึ่งตรงนี้ จะต้องตรวจสอบให้แน่ชัดต่อไป
นายเกรียงไกร กอวัฒนา ผู้อำนวยการกองพยากรณ์อากาศ กรมอุตุนิยมวิทยา ได้ระบุ ถึงปรากฏการณ์ลำแสงประหลาดกลางท้องฟ้า ทำให้ประชาชนใน กทม. หลายท้องที่ สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ว่า ขณะนี้ ยังไม่ทราบว่าปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น มาจากสิ่งใด ส่วนข้อสอบถามที่ว่า วัตถุดังกล่าว อาจจะเป็นบอลลูนวัดลมชั้นบนบรรยากาศ ที่กรมอุตุฯ ปล่อยออกไปหรือไม่นั้น นายเกรียงไกร ยอมรับว่า ในทุกเย็นจะมีการปล่อยบอลลูนดังกล่าวจริง เพื่อวัดความชื้นของชั้นบรรยากาศ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ทางการบิน หรือ ประโยชน์อย่างอื่นจริง แต่ก็ยืนยันว่า ลำแสงที่เกิดขึ้นนั้น ไม่ใช่บอลลูน จากกรมอุตุฯ อย่างแน่นอน ประการแรก ทางกรมอุตุฯ จะปล่อยสถานีละ 1 ลูก ในทุกสถานีทั่วประเทศ ซึ่งรวมแล้ว มีเพียง 8 สถานี และจะไม่มีลำแสงสะท้อน ในลักษณะที่เห็นภาพข่าวออกมา แต่ลำแสงปริศนาที่เกิดขึ้นนั้น มีจำนวนประมาณ 30 ดวง ทำให้เชื่อได้ว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าว ไม่ใช่การปฏิบัติงานของกรมอุตุฯ อย่างแน่นอน
มติชนออนไลน์-ทั่วกรุงตื่นแสงประหลาด คาด"ดาวเทียม-ดาวตก"
เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม ได้ปรากฏวัตถุเรืองแสงประมาณ 20-30 ดวง ลอยในอากาศย่านคลองถม ห้วยขวาง และรามคำแหง 21 สามารถมองด้วยตาเปล่าได้ชัดเจน และเคลื่อนตัวไปในทิศทางเดียวกันทั้งหมด เมื่อส่องดูด้วยกล้องส่องทางไกล พบว่าแต่ละดวงมีลักษณะคล้ายแสงไฟ เป็นรูปวงรี มีแสงไฟเกิดขึ้นตรงกลาง ส่วนบริเวณรอบๆ แสงไฟมีลักษณะคล้ายวัตถุสีดำ
ดร.ศิรามาศ โกมลจินดา ผู้เชี่ยวชาญดาราศาสตร์แสง สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ กล่าวว่า จากการตรวจสอบไม่น่าจะเป็นสิ่งของที่มนุษย์สร้างขึ้น เป็นไปได้ 2 กรณี คือ 1.แสงสะท้อนจากดาวเทียม 2.ปรากฏการณ์ฝนดาวตก ไม่อยากให้ประชาชนแตกตื่น
คนกรุงแตกตื่นแสงประหลาดหลายจุด
ชาวกทม.ต้องแตกตื่น พบแสงประหลาดหลายจุด ในกรุงเทพฯ กว่า 40 แห่ง ในช่วงเย็น โดยยังไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นวัตถุอะไร ...
ไทยรัฐ-คนกรุงแตกตื่นแสงประหลาดหลายจุด
ผู้สื่อข่าวรายงานวันที่ 16 ธ.ค. ว่า เมื่อเวลาประมาณ 17.15 น.ชาวกรุงเทพมหานคร ต้องแตกตื่นเมื่อได้เห็นแสงประหลาดจำนวนมาก โดยประชาชนต่างแห่ออกมาดูแสงประหลาดดังกล่าวและบันทึกภาพเก็บไว้ โดยศูนย์วิทยุรับแจ้ง ว่า มีวัตถุเรืองแสงลอยอยู่เหนือท้องฟ้ากรุงเทพมหานครมากกว่า 40 จุด และได้เลือนหายไปเมื่อท้องฟ้าเริ่มมืด เบื้องต้น มีประชาชนพบเห็นทั้งในย่านคลองถม และ รามคำแหง
ผู้บันทึกภาพ เปิดเผยว่า บางอันหมุนซ้ายหมุนขวา และ เคลื่อนตัวไม่ตามแรงลม บางอันตามแรงลม บางอันย้อนศร แล้วแต่ แต่ละอันเคลื่อนตัวอิสระ ไปทางทิศตะวันออกอย่างช้าๆ ไม่เร็ว ดูจากกล้อง ไม่เห็นรูปพรรณสัณฐานว่า เป็นอากาศยาน นักโดดร่มหรือโคมลอยยี่เป็ง
จากการสอบถาม นายชัยวัฒน์ คุประตกุล นักวิทยาศาสตร์ กล่าวว่า เบื้องต้นได้รับรายงานว่า มีปรากฏการณ์เกิดขึ้นจริง มีลักษณะคล้ายดวงไฟ เป็นจุดไกล ๆ เกิดขึ้นหลายจุด แนะนำให้ผู้เกี่ยวข้องตรวจสอบสัญญาณเรดาร์ ว่ามีการจัดงานโคมลอยหรือไม่ แต่จากการตรวจสอบไม่พบวัตถุประหลาดบนจอเรดาร์
