WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, December 19, 2009

ตอกฝาโลงสื่อตื่นUFO สแกนกรรมทำชั่วแล้วเฉย

ที่มา Thai E-News



ต้นตอข่าวUFO-การจัดงานประติมากรรมช้างที่เซ็นทรัลเวิลด์เมื่อเย็นวันที่ 16 พอเปิดงานเสร็จมีการปล่อยลูกโป่งผูกกับแท่งสะท้อนแสงกว่าสี่สิบลูก ทำให้สื่อไทยรายงานว่ามีUFOปรากฎตัวเหนือท้องฟ้ากรุงเทพฯ แต่พอเจ้าภาพจัดงานออกมาเฉลยแล้ว สื่อไทยก็เงียบเหมือนหลายๆกรณีที่ผ่านมา


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา ข่าววิทยุ จส.100
18 ธันวาคม 2552

หลังจากสื่อมวลชนไทยแทบทุกสำนักทั้งโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ อินเตอร์เน็ต SMS รายงานข่าวว่าเมื่อช่วงเย็นวันที่ 16 ธันวาคมที่ผ่านมา เวลาราว 17.15 น. ประชาชนแตกตื่นกับการมองเห็นวัตถุสะท้อนแสงบนท้องฟ้า และเรียกปรากฎการณ์นี้ว่าUFOบุกกรุงบ้าง บ้างก็ว่าวัตถุประหลาดบ้าง แต่ต่อมาก็ไม่มีการนำเสนอข่าวต่อเนื่องว่าเป็นวัตถุอะไร ขณะที่พยานผู้เห็นเหตุการณ์จำนวนมากได้เขียนลงในกระดานสนทนาห้องหว้ากอ เวบพันทิปว่า เป็นลูกโป่งสะท้อนแสงจากการเปิดงานที่ห้างเซ็นทรัลเวิลด์ แต่ก็ไม่มีสื่อใดนำเสนอข่าวนี้เลย



สื่อมวลชนไทยรายงานข่าวว่าในช่วงราว17.15 วันที่ 16 ธ.ค.พบวัตถุประหลาดเรืองแสงจำนวน 40 แท่งลอยอยู่เหนือท้องฟ้ากรุงเทพฯ ขณะที่พยานผู้อยู่ในเหตุการณ์เฉลยว่า เป็นลูกโป่งสะท้อนแสงใช้เปิดงานที่ห้างเซ็นทรัลเวิลด์ และเสียดสีว่าสื่อมวลชนไทยไม่มีการตรวจสอบความจริงก่อนการนำเสนอข่าว(ภาพ:INN)

แม้กระทั่งวิทยุจส.100 ได้สัมภาษณ์นายศกร ทวีสิน ผู้จัดการอาวุโสประชาสัมพันธ์ บริษัทเซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน)เมื่อช่วงเช้าวานนี้(17ธ.ค.) เฉลยว่า วัตถุประหลาดบนท้องฟ้านั้นเป็นการทำประชาสัมพันธ์ของห้างเซ็นทรัลเอง โดยเมื่อวันที่ 16 ธ.ค.ที่ผ่านมา บริษัทไทยเบฟเวอเรต ได้มอบประติมากรรมรูปช้างคู่โลกร้อน ให้กับทางบริษัทเซ็นทรัลพัฒนา จำกัด มหาชน

"โดยในพิธีเปิด บริษัทได้ทำเป็นกล่องของขวัญ ภายในลูกโป่งรูปแท่งสีขาว และสีเขียว แต่ส่วนใหญ่จะเป็นสีขาว ผูกเป็นห่อ 10 แถว แถวละ 5 ลูก ซึ่งก็เหมือนกับการปล่อยลูกโป่งเปิดงานตามปกติ แต่ด้วยสภาพอากาศในช่วงฤดูหนาว ลมดันลูกโป่งลอยขึ้นไปสูงกว่าปกติ และไปสะท้อนกับแสงอาทิตย์ จึงทำให้มีประชาชนมองเห็นเป็นวัตถุประหลาดสะท้อนแสงตามที่เป็นข่าว"

อย่างไรก็ตามกระทั่งวันนี้นอกจากจส.100ที่พยายามแสวงหาความจริงนำเสนอแล้ว ก็ยังไม่สื่อมวลชนไทยรายใดนำเสนอข่าวที่ถูกต้องไปยังประชาชน ทั้งที่การนำเสนอข่าวในวันแรกเป็นไปด้วยความตื่นเต้น พาดหัวหวือหวา นำเสนอข่าวอย่างต่อเนื่อง

เปิดโปงพฤติการณ์เสนอข่าวผิดๆแล้วไม่ต้องรับผิดชอบใดๆของสื่อไทย

นี่ไม่ใช่หนแรกที่สื่อกระแสหลักมีพฤติการณ์ทำนองนี้ เมื่อไวๆนี้สื่อกระแสหลักนำเสนอข่าวว่าตำรวจเชียงใหม่จับการ์ดเสื้อแดงพร้อมระเบิดปิงปอง6,000ลูกไว้ก่อเหตุช่วงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะเดินทางไปเชียงใหม่ แต่พอพิสูจน์แล้วพบว่าเป็นเพียงประทัด สื่อก็เงียบเฉย

ช่วงก่อนนั้นสื่อไทยรายงานว่าพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ให้สัมภาษณ์TIMES ONLINEหมิ่นสถาบันฯ พอTIMESเปิดเผยคำสัมภาษณ์อย่างละเอียดว่าทักษิณไม่ได้หมิ่นฯเลย แต่กลับแสดงจงรักภักดี สื่อไทยก็ไม่ได้แก้ไขข่าวใดๆ

ช่วงเสื้อแดงประท้วงตอนสงกรานต์ สื่อไทยเสนอว่าชาวบ้านแฟลตดินแดงทนเสื้อแดงประท้วงไม่ไหว จึงจิกหัวผู้ประท้วงหญิงรายหนึ่งลากไปกับพื้น ต่อมามีการพิสูจน์ว่าเหตุการณ์ไม่ได้เกิดที่แฟลตดินแดง แต่เกิดแถวถนนเพชรบุรี และชายที่จิกหัวผู้หญิงก็เป็นการ์ดพันธมิตรรายหนึ่ง เมื่อหญิงคนดังกล่าวไปแถลงเรียกร้องความเป็นธรรมที่สภา ผู้สื่อข่าวก็พิพากษาว่ามาผิดที่ ต้องไปแจ้งความที่โรงพัก

ต่อมาสมาคมผู้สื่อข่าวยังมอบรางวัลภาพข่าวยอดเยี่ยมประจำปีให้กับไทยรัฐกรณีจิกหัวผู้ประท้วงหญิงเสื้อแดง โดยไร้สำนึกว่าสื่อนำเสนอข่าวผิด

รวมไปถึงการที่สื่อเครือเนชั่นนำเสนอข่าวสนามบินสุวรรณภูมิมีรอยร้าว อ้างว่าเป็นการทุจริตของทักษิณ สมาคมนักข่าวก็มอบรางวัลข่าวยอดเยี่ยมให้ ในเวลาต่อมาพบว่าเป็นข่าวเท็จเท่านั้น แต่ก็ไม่มีการถอนรางวัลใดๆ

ย้อนดูการรายงานข่าวเมื่อค่ำวันที่16ธันวาคมของสื่อ

ทั้งนี้สื่อมวลชนไทยจำนวนมากรายงานข่าวช่วงค่ำวันที่16 อย่างตื่นเต้น ซึ่งรวมทั้งข่าวภาคค่ำโทรทัศน์ช่อง 3 ข่าวภาคค่ำช่อง 11 รวมทั้งสำนักข่าวINNที่แจ้งข่าวผ่านSMSรายงานข่าวตรงกันทำนองว่าในเวลาราว17.150น.วานนี้ คนกรุงเทพฯในหลายจุด เช่น สีลม วิภาวดี รามคำแหง ได้พบเห็นวัตถุบินประหลาดที่ไม่สามารถระบุได้แน่ชัด(UFO) โดยINNรายงานว่าเป็นวัตถุเรืองแสงกว่า 40 แท่งลอยเหนือฟากฟ้ากรุงเทพฯ นักวิทยาศาสตร์เร่งพิสูจน์

ส่วนช่อง 11 โทรทัศน์ของรัฐบาลถ่ายภาพวัตถุบินได้ลึกลับบริเวณหน้าสถานีแถววิภาวดี และรายงานว่ายังไม่ทราบว่าวัตถุลึกลับคืออะไร

แม้กระทั่งรายการข่าว3มิติทางช่อง3ที่นำเสนอข่าวในช่วงเวลา23.00น.วานนี้ก็ยังรายงานว่า พบเห็นวัตถุประหลาดในกรุงเทพฯ โดยที่ยังไม่ทราบว่าเป็นอะไร โดยรายงานว่าพบวัตถุประหลาดในเวลา17.15 จากนั้นมีการสัมภาษณ์ผู้ถ่ายภาพไว้ได้ และสัมภาษณ์นายชัยวัฒน์ คุปตระกูล นักดาราศาสตร์ ซึ่งให้ตรวจสอบว่าคืออะไร

ขณะที่ผู้อ้างว่าอยู่ในเหตุการณ์ได้เขียนตอบกระทู้ในห้องหว้ากอ เวบไซต์พันทิปเฉลยว่ามัน.. คือ... ลูกโป่งครับ

เค้าปล่อยลูกโป่งที่มัดติดกันเป็นแท่งๆ ยาวๆ ประมาณสี่สิบอัน ที่หน้า Central World ในงานเปิดประติมากรรมช้างสัมฤทธิ์ ของไทยเบฟฯครับ ผมอยู่ในงาน เค้าปล่อยตอนห้าโมง ข่าวออกตอนห้าโมงกว่า ผมว่ามันคืออันเดียวกันหล่ะครับ (คลิ้กดูกำหนดการงานประติมากรรมช้าง)

ลูกโป่งสะท้อนแสง เป็นแท่งยาวๆ ทำให้เห็นเป็นแบบนั้น

มันวิ่งไปในทางเดียวกัน เพราะลมมันพัดไงครับ ลูกโป่งก้อต้องไปในทางเดียวกันดิ

อย่าคิดมากครับ อย่าคิดมาก ^^'

ส่วนอีกรายอ้างทำนองเดียวกันว่าเซ็ลทรัลเวิลด์เปิดงานลอยลูกโป่งผูกกับแท่งสะท้อนแสงกว่าสี่สิบลูกช่วงห้าโมงกว่า
หาคิดไม่ว่าแสงสะท้อนช่วงยามเย็นจะส่องเป็นประกายคล้ายยานบินUFO

เคลื่อนลอยไปตามแรงลม บางครั้งหยุดนิ่ง บางครั้งเคลื่อนเร็วเพราะกระแสลม บางครั้งวนเกาะกลุ่มกัน

สงสัยเดี๋ยวไปเล่าให้น้องสาวที่เห็นมามันคงจะหัวเราะในจินตนาการของมันแน่ๆ เล่นผูกแท่งเงินสะท้อนแสงยามเย็นกับลูกโป่งสวรรค์กลายเป็นจานบินเลย กรรม...

นอกจากนั้นมีผู้แสดงความเห็นว่า หากเป็นลูกโป่งตามที่บอก สื่อไทยก็คงขายข่าวเรื่องวัตถุลึกลับได้อีกวันสองวันละครับ หลังจากนั้นก็ค่อย
.."โอละพ่อ! วัตถุเรืองแสงบนฟ้า ที่แท้ก็ลูกโป่งผูกแท่งสะท้อนแสง"

INN-คนกรุงตื่น!วัตถุเรืองแสงลอยในอากาศ

สำนักข่าวINNลงรูปพร้อมข่าวว่า คน กทม.ตื่น! ลำแสงประหลาดโผล่ท้องฟ้ากว่า 30 ดวง ขณะที่ส่องดูด้วยกล้องพบมีลักษณะไม่เหมือนดาวทั่วไป

คน กทม.ตื่น!วัตถุเรืองแสงจำนวนมากลอยในอากาศย่านคลองถม ห้วยขวาง และรามคำแหง 21 ซึ่งสามารถมองด้วย
ตาเปล่าได้ชัดเจน ขณะกำลังล่องลอยอยู่ในอากาศ จากการตรวจสอบพบผู้คนออกมาดูกันเป็นจำนวนมาก และต่าง
วิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆ นานา โดยกลุ่มดาวดังกล่าวเคลื่อนตัวจากทิศตะวันตกมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ
หลังจากผู้สื่อข่าวออกไปตรวจสอบ พบว่ากลุ่มลำแสงดังกล่าว มีจำนวนประมาณ 20-30 ดวง



และเคลื่อนตัวไปในทิศทางเดียงกันทั้งหมด และเมื่อส่องดูด้วยกล้องส่องทางไกล ที่มีระยะการมองเห็นขนาด 2 ก.ม. พบว่า ดาวแต่ละดวงมีลักษณะคล้ายแสงไฟ เป็นรูปวงรี โดยมีแสงไฟเกิดขึ้นตรงกลาง ส่วนบริเวณรอบๆ ของแสงไฟปริศนานั้น จะเห็นเป็นลักษณะสีดำคล้ายวัตถุที่ไม่ใช่ดวงดาว และสามารถเคลื่อนตัวได้รวดเร็ว ภายใน 10-15 นาที พบว่าเคลื่อนตัวทำมุมประมาณ 30-37 องศา และยังเป็นที่สงสัยของ ปชช. ว่า กลุ่มแสงไฟดังกล่าวเป็นสิ่งใด เนื่องจากมีลักษณะไม่เหมือนกับดวงดาวทั่วไป


อาจารย์ประพีร์ วิราพร นายกสมาคมดาราศาสตร์แห่งประเทศไทย ได้ให้ความเห็นถึง กรณีกลุ่มลำแสงปริศนา ที่ปรากฏขึ้นกลางท้องฟ้า ในพื้นที่ กทม. และมีประชาชนย่านบึงกุ่ม คลองถม และย่านรามคำแหง ห้วยขวาง สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า ประมาณ 30 ดวง ว่า จากการวิเคราะห์เบื้องต้นแล้วสรุปได้ 3 ประการ คือ

ประการแรกสิ่งที่ปรากฏขึ้นในครั้งนี้ ไม่ใช่ดวงดาวอย่างแน่นอน เนื่องจาก ปรากฏขึ้นในช่วงฟ้าสว่างอยู่ ซึ่งดวงดาว โดยทั่วไปจะไม่สามารถสู้กับแสงพระอาทิตย์ได้ ทำให้ไม่เห็นดวงดาวในเวลากลางวัน และเมื่อมืดลงลำแสงดังกล่าวได้หายไป ประการที่ 2 สิ่งที่เกิดขึ้น ยืนยันว่า ไม่น่าจะเป็นจานบิน UFO อย่างแน่นอน

และประการสุดท้าย เชื่อว่าลำแสงที่เกิดขึ้น อาจจะมาจากบอลลูนจากการจัดงาน หรือแข่งขันกันในพื้นที่ใกล้เคียง กทม. ก็อาจเป็นได้ หรือเป็นบอลลูนประเภทที่ทางหน่วยงานใด หน่วยงานหนึ่ง ปล่อยบอลลูนชนิดสำรวจอวกาศ เพื่อโคจรตรวจสอบสภาพอากาศหรือสิ่งใด สิ่งหนึ่ง ก็อาจเป็นได้ ซึ่งตรงนี้ จะต้องตรวจสอบให้แน่ชัดต่อไป

นายเกรียงไกร กอวัฒนา ผู้อำนวยการกองพยากรณ์อากาศ กรมอุตุนิยมวิทยา ได้ระบุ ถึงปรากฏการณ์ลำแสงประหลาดกลางท้องฟ้า ทำให้ประชาชนใน กทม. หลายท้องที่ สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ว่า ขณะนี้ ยังไม่ทราบว่าปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น มาจากสิ่งใด ส่วนข้อสอบถามที่ว่า วัตถุดังกล่าว อาจจะเป็นบอลลูนวัดลมชั้นบนบรรยากาศ ที่กรมอุตุฯ ปล่อยออกไปหรือไม่นั้น นายเกรียงไกร ยอมรับว่า ในทุกเย็นจะมีการปล่อยบอลลูนดังกล่าวจริง เพื่อวัดความชื้นของชั้นบรรยากาศ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ทางการบิน หรือ ประโยชน์อย่างอื่นจริง แต่ก็ยืนยันว่า ลำแสงที่เกิดขึ้นนั้น ไม่ใช่บอลลูน จากกรมอุตุฯ อย่างแน่นอน ประการแรก ทางกรมอุตุฯ จะปล่อยสถานีละ 1 ลูก ในทุกสถานีทั่วประเทศ ซึ่งรวมแล้ว มีเพียง 8 สถานี และจะไม่มีลำแสงสะท้อน ในลักษณะที่เห็นภาพข่าวออกมา แต่ลำแสงปริศนาที่เกิดขึ้นนั้น มีจำนวนประมาณ 30 ดวง ทำให้เชื่อได้ว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าว ไม่ใช่การปฏิบัติงานของกรมอุตุฯ อย่างแน่นอน

มติชนออนไลน์-ทั่วกรุงตื่นแสงประหลาด คาด"ดาวเทียม-ดาวตก"

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม ได้ปรากฏวัตถุเรืองแสงประมาณ 20-30 ดวง ลอยในอากาศย่านคลองถม ห้วยขวาง และรามคำแหง 21 สามารถมองด้วยตาเปล่าได้ชัดเจน และเคลื่อนตัวไปในทิศทางเดียวกันทั้งหมด เมื่อส่องดูด้วยกล้องส่องทางไกล พบว่าแต่ละดวงมีลักษณะคล้ายแสงไฟ เป็นรูปวงรี มีแสงไฟเกิดขึ้นตรงกลาง ส่วนบริเวณรอบๆ แสงไฟมีลักษณะคล้ายวัตถุสีดำ

ดร.ศิรามาศ โกมลจินดา ผู้เชี่ยวชาญดาราศาสตร์แสง สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ กล่าวว่า จากการตรวจสอบไม่น่าจะเป็นสิ่งของที่มนุษย์สร้างขึ้น เป็นไปได้ 2 กรณี คือ 1.แสงสะท้อนจากดาวเทียม 2.ปรากฏการณ์ฝนดาวตก ไม่อยากให้ประชาชนแตกตื่น
คนกรุงแตกตื่นแสงประหลาดหลายจุด
ชาวกทม.​ต้องแตกตื่น พบแสงประหลาดหลายจุด ในกรุงเทพฯ กว่า 40 แห่ง ในช่วงเย็น โดยยังไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นวัตถุอะไร ...

ไทยรัฐ-คนกรุงแตกตื่นแสงประหลาดหลายจุด

ผู้สื่อข่าวรายงานวันที่ 16 ธ.ค. ว่า เมื่อเวลาประมาณ 17.15 น.ชาวกรุงเทพมหานคร ต้องแตกตื่นเมื่อได้เห็นแสงประหลาดจำนวนมาก โดยประชาชนต่างแห่ออกมาดูแสงประหลาดดังกล่าวและบันทึกภาพเก็บไว้ โดยศูนย์วิทยุรับแจ้ง ว่า มีวัตถุเรืองแสงลอยอยู่เหนือท้องฟ้ากรุงเทพมหานครมากกว่า 40 จุด และได้เลือนหายไปเมื่อท้องฟ้าเริ่มมืด เบื้องต้น มีประชาชนพบเห็นทั้งในย่านคลองถม และ รามคำแหง

ผู้บันทึกภาพ เปิดเผยว่า บางอันหมุนซ้ายหมุนขวา และ เคลื่อนตัวไม่ตามแรงลม บางอันตามแรงลม บางอันย้อนศร แล้วแต่ แต่ละอันเคลื่อนตัวอิสระ ไปทางทิศตะวันออกอย่างช้าๆ ไม่เร็ว ดูจากกล้อง ไม่เห็นรูปพรรณสัณฐานว่า เป็นอากาศยาน นักโดดร่มหรือโคมลอยยี่เป็ง

จากการสอบถาม นายชัยวัฒน์ คุประตกุล นักวิทยาศาสตร์ กล่าวว่า เบื้องต้นได้รับรายงานว่า มีปรากฏการณ์เกิดขึ้นจริง มีลักษณะคล้ายดวงไฟ เป็นจุดไกล ๆ เกิดขึ้นหลายจุด แนะนำให้ผู้เกี่ยวข้องตรวจสอบสัญญาณเรดาร์ ว่ามีการจัดงานโคมลอยหรือไม่ แต่จากการตรวจสอบไม่พบวัตถุประหลาดบนจอเรดาร์

ส่งท้ายซีเกมส์ ณ สปป.ลาว

ที่มา Thai E-News



ความสนุกสนานน่ารักๆ เป็นสีสันจากสัญลักษณ์ตัวมาสคอต และดูเหรียญ ดีกว่าดูบอลไทยแพ้ตกรอบแรก กีฬาซีเกมส์!


โดย อรรคพล สาตุ้ม
18 ธันวาคม 2552

เมื่อทุกคนร่วมรับชมภาพจากการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ครั้งนี้ สิ่งที่เรารู้สึกได้ถึงชีวิตชีวา ความสนุกสนาน และความผิดหวังกับทีมฟุตบอลไทย ซึ่งเล่นบอลย่ำแย่ตกชั้นผิดฟอร์ม

เริ่มตั้งแต่วันเปิดสนามกีฬา ในการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ในวันที่ 2 ธันวาคม 2552 ซึ่งถือว่าเป็นวันชาติของประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยผมก็เปิดทีวีดูได้ไม่นาน ก็เบื่อ เซ็ง กับลีลากีฬาชวนให้ปวดหัว ไม่สนุกสนาน เร้าใจเลย โธ่ ทีมชาติไทย ไม่น่าโชว์ฝีเท้านัดเปิดสนามกีฬาแห่งชาติ (สนามใหม่) ของลาว ที่ประเทศจีนช่วยดำเนินการก่อสร้างให้ทั้งหมด ให้คนดูบอลไทยหลายคนผิดหวังไปตามๆกัน

ซึ่งผมดูทีวีแล้วคิดตลกขบขัน เสียดายสนามหญ้า สำหรับเตะบอล เพราะนักบอลไทยเตะหญ้าตายอย่างเดียว(ฮา) ซึ่งมันน่าเศร้าสำหรับเหล่ากองเชียร์กีฬาฟุตบอล ถ้าเราคิดให้จริงจังขึ้นมา ทำให้ผมนึกถึงเรื่องหลักสูตรวิชา จัดการหญ้าของสนามกีฬา ที่มีให้เรียนจริงๆในประเทศอังกฤษ น่าคิดสำหรับเรามาพัฒนาสนามกีฬา ให้หญ้าสีเขียวกันเลยครับ

แน่ๆว่า ผมดูบอลไทยไม่เร้าใจ ก็ชวนคนอ่านดูตัวมาสคอต (Mascot) น่ารักๆ ดีกว่าดูบอลไทยชวนผิดหวังสำหรับแฟนๆ ผู้เชียร์บอลไทยแล้วเห็นทีมบอลไทยล้มเหลว

ฉะนั้น อย่าสนใจบอล ดูมาสคอตของกีฬาซีเกมส์ให้บันเทิงเริงใจมากๆ ไม่ต้องเครียด ซึ่งประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จัดงานซีเกมส์ครั้งที่ 25 ตามค.ศ.2009 ซึ่งลาวไม่ได้นับเวลาเป็นพ.ศ.แบบไทย และมาสคอตเป็นช้างเผือก ซึ่งเป็นสัตว์ประจำชาติของลาวมายาวนาน เชื่อมโยงอดีตประวัติศาสตร์ของลาว คือ อาณาจักรล้านช้างมาก่อน เปลี่ยนแปลงเป็นประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

ทั้งนี้ ช้าง เป็นตัวผู้ชาย ถือคบไฟ ก็เรียกว่าจำปา และช้าง เป็นตัวผู้หญิง ทัดดอกจำปา ก็เรียกว่า จำปี ซึ่งช้างแต่งตัวใส่ชุดประจำชาติของลาวอย่างงดงาม และช้างแสดงออกถึงความสุข ในชีวิต และ ใบหน้ายิ้มแย้ม พร้อมดวงตาสนุกสนาน

นี่คือ ความสำคัญในการสร้างการแข่งขันกีฬาอย่างสนุกสนานเป็นสุขของชีวิต ซึ่งมันเป็นการแสดงออกรู้สึกยินดีต้อนรับของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และความน่ารักเป็นสีสันของกีฬาซีเกมส์

ส่วนเหรียญรางวัลสำหรับใช้ในการแข่งขันซีเกมส์ ณ ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งเราคงไม่ต้องเท้าความอดีตของเหรียญ และประวัติศาสตร์กีฬากันมากมาย โดยสปป.ลาว ก็ทำการออกแบบเหรียญรางวัลเพื่อใช้ในการแข่งขัน ซีเกมส์ ครั้งที่ 25คือ “เวียงจันทร์เกมส์” ซึ่งในการออกแบบได้รับแรงบันดาลใจมาจาก “พระธาตุหลวง” เป็นสถานที่สำคัญซึ่งเป็นสัญญาลักษณ์ประจำชาติลาว และ“ดอกจำปา”เป็นดอกไม้ประจำชาติลาว และ“ช้างเผือก” เป็นสัตว์ประจำชาติของลาว กับช้าง ก็เป็นตัวมาสคอต ที่ผมกล่าวถึงไปแล้ว



เหรียญทอง : แนวคิดของการออกแบบโดยรวบรวมการแข่งขันกีฬาสมัยใหม่ แนวคิดเชื่อมโยงคุณค่าประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และศิลปะ ซึ่งการออกแบบพระธาตุหลวงเป็นการแสดงถึงความสำคัญของภาพพจน์ เชื่อมโยงสัญลักษณ์ของชาติลาว เกี่ยวกับแม่น้ำโขง โดยแม่น้ำเพื่อประชาชนอาศัยอยู่ของคนลาวหลายชาติพันธุ์ สะท้อนวัฒนธรรม วิถีชีวิติ และทรัพยากรธรรมชาติของแม่น้ำโขงในประเทศ ซึ่งแม่น้ำเปรียบเทียบกับสัญลักษณ์หลอมรวมประเทศอาเซียน ในฐานะแม่น้ำมิตรภาพจากการแข่งขันกีฬาซีเกมส์

อย่างไรก็ตาม การแข่งขันกีฬา และสัญลักษณ์มาสคอต เหรียญทองของกีฬา เป็นสัญลักษณ์เกี่ยวกับพระธาตุหลวง หรือ พระเจดีย์โลกจุฬามณี ซึ่งนับเป็นปูชนียสถานอันสำคัญยิ่งแห่งนครหลวงเวียงจันทน์ และเป็นศูนย์รวมใจของประชาชนชาวลาวทั่วประเทศ ตามตำนานกล่าวว่าพระธาตุหลวงมีประวัติการก่อสร้างนับพันปี เช่นเดียวกันพระธาตุพนมในประเทศไทย และปรากฏความเกี่ยวพันกับประวัติศาสตร์ของดินแดนทางฝั่งขวาแม่น้ำโขงอย่างแยกไม่ออก

สถานที่นี้ถือได้ว่าเป็นสัญลักษณ์สำคัญอย่างของประเทศลาว จึงสะท้อนความหมายของเหรียญ และมาสคอตเป็นช้างเผือก ทั้งสองคู่ ที่อยู่ร่วมกันอย่างสนุกสนาน และน่ารักมาก สำหรับกีฬาซีเกมส์

Friday, December 18, 2009

18 ธันวาคม:วันแรงงานข้ามชาติสากล และปัญหาการลงทะเบียนสัญชาติของรัฐบาลอำมาตยาธิปไตย

ที่มา Thai E-News


โดย ประชา ธรรมดา
18 ธันวาคม 2552




คงไม่มีใครปฏิเสธได้ ว่าแรงงานของมนุษย์ มีส่วนสำคัญยิ่งในการสร้างสรรค์สรรพสิ่งในโลกให้เจริญก้าวหน้าพัฒนา ขึ้น “ แรงงานจึงสร้างสรรค์สร้างโลก”

วันที่ 18 ธันวาคม ของทุกปี ทางองค์การสหประชาชาติได้กำหนดให้เป็น “วันแรงงานข้ามชาติสากล” ซึ่งได้ถูกกำหนดขึ้นมาครั้งแรกในปี ค.ศ.1997 เพื่อสร้างความตระหนักและปกป้องสิทธิจากการถูกเอารัดเอาเปรียบของแรงงานข้ามชาติในภาคส่วนต่างๆของโลก

กล่าวได้ว่าการพัฒนาประเทศ ไทย ในช่วงสี่สิบปีที่ผ่านมา เราต้องยอมรับความเป็นจริง ข้อเท็จจริงที่ว่า มีคนจำนวนมากที่ไม่ได้เป็นคนไทยนับหลายล้านคนที่เข้ามาใช้ชีวิต ทำมาหากินในสังคมไทยหรืออยู่ในสังคมไทย อาจจะมาจากประเทศแถบยุโรป ตะวันตก ญี่ปุ่น อเมริกา เกาหลี จีน ฯลฯ

อาจจะมีสามีหรือภรรยา เป็นคนไทยก็ได้ บ้างก็มาลงทุนทำธุรกิจ บ้างก็มาเรียนหนังสือ บ้างก็เป็นนักร้อง บ้างก็เป็นหมอ ฯลฯ
แต่มีจำนวนไม่น้อยที่มาขายแรงงานในสังคมไทย มาจากแถบประเทศเพื่อนบ้าน หลายคนเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ในพม่า เช่น ไทยใหญ่ มอญ กะเหรี่ยง ฯลฯ

แรงงานส่วนหนึ่งอพยพหลั่งไหลเข้ามาหางานทำในผืนแผ่นดินไทยด้วยสาเหตุต่างๆ อาทิเช่น ผู้คนบางส่วนเดินทางมาจากแดนไกลเพราะหลีกหนีภัยเถื่อนจากอำนาจเผด็จการทหารพม่า

ผู้คนบางส่วนพลัดถิ่นมาจากขอบชายแดนประเทศลาว กัมพูชา เพื่อมาแสวงหารายได้กลับไปจุนเจือครอบครัวในพ้นจากความทุกข์ยากในแผ่นดินเกิดของตน

และพวกเขาก็คงเหมือนเราเหมือนท่าน ที่ไม่มีใครอยากจากบ้านเกิดเมืองนอนที่มีอบอุ่นภายใต้อ้อมกอดของบรรพชนไปยังถิ่นฐานที่ไม่เคยพานพบ ต้องห่างไกลจากครอบครัว ญาติพี่น้อง แต่ความจำเป็นของชีวิตกำหนดให้เป็นเช่นนั้น

และพวกเขาถูกเรียกว่า “แรงงานข้ามชาติ” ซึ่งมีอยู่นับล้านคนทั่วประเทศ

อย่างไรก็ตาม การมีแรงงานข้ามชาติ ก็ได้สอดคล้องกับสภาวะที่ประเทศไทยเองได้ขาดแคลนในบางกิจการบางประเภทอยู่เช่นกัน อาทิเช่น งานประมง งานก่อสร้าง งานรับใช้ในบ้าน งานเกษตรที่ใช้สารเคมีเข้มข้น งานประมง งานทำความสะอาดบ้าน งานดูแลสวน งานร้านอาหาร งานแบกหาม ตลอดทั้งงานบริการ

“แรงงานข้ามชาติ” เหล่านี้ มักใช้แรงงานที่หนักมากๆ ซ้ำซาก และน่าเบื่อหน่ายด้วย หนำซ้ำค่าจ้างต่ำ ไร้สวัสดิการพื้นฐาน ซึ่งคนไทยโดยทั่วไปที่มีทางเลือกอื่นๆมักจะไม่ทำกัน

หรือสังคมไทยนั้นขาดแคลนแรงงานไทยในบางกิจการ จึงต้องมีแรงงานข้ามชาติ

เราจึงปฏิเสธไม่ได้ว่า แรงงานข้ามชาติ เป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาสังคมไทย เป็นแรงงานที่ได้ทดแทนแรงงานที่หายากและขาดแคลนในสังคมไทย

ขณะที่แรงงานไทยจำนวนไม่น้อยก็ไปแสวงหาโชคไปขุดทองในประเทศต่างๆ เช่น อเมริกา ญี่ปุ่น ยุโรป ออสเตรเลีย หรือแถบตะวันออกกลาง เช่น บรูไน เป็นต้น

“แรงงานข้ามชาติ” ได้เดินทางข้ามสายน้ำ ภูดอย มายังแดนขวานทองแห่งนี้นั้น หลายครั้งพวกเขาถูกดูถูกเหยียดหยาม จากบางคนที่ไม่เข้าใจเพื่อนมนุษย์ หรือผู้ที่ถูกอคติทางชาติพันธุ์ครอบงำอยู่ บางครั้งก็ถูกรีดไถจากเจ้าหน้าที่ที่ไร้มนุษยธรรม

พวกเขากลายเป็นดั่งพลเมืองชั้นสองที่ร่วมสร้างสรรค์สังคมไทย แต่ไร้ซึ่งหลักประกันพื้นฐานของชีวิต ไร้สวัสดิการที่ควรจะมีในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง

กระนั้นก็ตาม พวกเขาก็ดิ้นรนต่อสู้กับชีวิต เพื่อชีวิตที่ดีกว่า เพื่อรังสรรค์อัตลักษณ์วัฒนธรรมที่ดีงานของตนเองให้คงไว้ และเพื่อปกป้องสิทธิขั้นพื้นฐานของตนเองในระบอบประชาธิปไตย เพื่อให้รัฐแก้ไขปัญหาของพวกเขา เพื่อให้เกิดความยุติธรรม เพื่อไม่ให้พวกเขาถูกเอารัดเอาเปรียบ และเพื่อคงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ไว้

โดยเฉพาะนโยบายการลงทะเบียนสัญชาติของรัฐบาลอภิสิทธิ์หรือรัฐบาลอำมาตยาธิปไตย โดยรัฐบาลได้ทำ MOU กับประเทศเผด็จการพม่า ที่กำหนดให้แรงงานข้ามชาติ จากประเทศพม่า ต้องไปทำสัญชาติกับรัฐบาลทหารพม่าก่อน จึงจะอนุญาตให้ทำงานในประเทศไทยได้ โดยไม่ได้ถามแรงงานข้ามชาติเลยว่าพวกเขาคิดรู้สึกอย่างไร ?

ทั้งๆที่ทั่วโลก เขารู้กันดีว่า รัฐบาลทหารพม่ากดขี่ประชาชนมากแค่ไหน การทำสัญชาติพม่าต้องมีเงินใต้โต๊ะ และต้องลงทะเบียนที่อยู่ของครอบครัวพม่าด้วย ซึ่งจะทำให้ทหารพม่ารีดไถเงินจากครอบครัวแรงงานพม่าได้อีกต่อหนึ่งด้วย จากเงินที่เกิดจากหยาดเหงื่อแรงงานที่แรงงานข้ามชาติเก็บเงินออมน้อยนิดอย่างอดทนประหยัดค่าใช้จ่ายเพื่อส่งให้กับครอบครัวของตนที่บ้านเกิด หรือบางคนที่มีความคิดทางการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยต่อต้านรัฐเผด็จการอาจจะถูกรัฐบาลทหารพม่า จับเข้าคุกและสังหารได้

ดังนั้น วิธีคิดของรัฐบาลอำมาตยาธิปไตยไทย ไม่ต่างกับรัฐบาลเผด็จการทหารพม่าแต่อย่างใด และการต่อต้าน การไม่ยอมรับนโยบายนี้ของ” แรงงานข้ามชาติ” เป็นสิ่งที่เราท่านผู้รักประชาธิปไตย รักความเป็นธรรมทั้งหลายควรสนับสนุน

เพราะแรงงานข้ามชาติ ล้วนร่วมสร้างสรรค์สังคมไทยร่วมกับพวกเราทุกคน

ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ รบ.สอบตกสร้างสมานฉันท์

ที่มา ข่าวสด

สัมภาษณ์พิเศษ




หลังจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้รับโปรดเกล้าฯ รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อ 17 ธ.ค.2551 และฟอร์มคณะรัฐมนตรี และเริ่มต้นทำงานเมื่อ 21 ธ.ค.2551

ภาพ ครม.ที่ออกมาถูกวิพากษ์วิจารณ์จากนักวิชาการมากมาย

นายฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยระบุว่า ครม.อภิสิทธิ์ทำให้เห็นว่าระบบการจัดสรรตำแหน่งยังเหมือนเดิม เกิดข้อกังขาในเรื่องจริยธรรมคุณธรรมที่พรรคประชาธิปัตย์เคยอ้าง เมื่อเข้าสู่อำนาจกลับติดกับดักเดิม ทั้งการทะเลาะเบาะแว้งแย่งตำแหน่ง ส.ส.อกหักผิดหวัง เกิดแรงกระเพื่อม มีคลื่นใต้น้ำ

สิ่งที่ประชาธิปัตย์เคยวิจารณ์รัฐบาลก่อนหน้านี้ ยิ่งพูดยิ่งเข้าตัว เพราะมีนอมินีในรัฐบาล แม้ตัวเองไม่เป็น แต่ก็เป็นมือใหม่ นายกฯ แม้เคยเป็น รมต.ประจำสำนักนายกฯ แต่ผ่านมาแล้ว 8 ปี

ครม.โดยรวมดูแล้วไม่ค่อยสง่างาม โฉมหน้าไม่น่าประทับใจ ตำแหน่งใน ครม.กระจัดกระจาย แม้นายกฯ คุมทีมเศรษฐกิจเองแต่หลายกระทรวงอยู่ในมือพรรคร่วม

อย่างไรก็ตามหลังจากรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ใกล้บริหารบ้านเมืองครบ 1 ปี สำนักข่าวเอเอฟพีนำเสนอบทวิเคราะห์รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ว่า ระยะเวลา 1 ปีที่ก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งนายกฯ ยังไม่ประสบความสำเร็จทั้งในประเทศและบนเวทีระดับภูมิภาค

รวมทั้งยังล้มเหลวในการสร้างความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นในประเทศไทยที่เกิดการแบ่งแยกอย่างลึกซึ้งรุนแรงในขณะนี้

เอเอฟพีอ้างคำให้สัมภาษณ์ของนายฐิตินันท์ ว่า ประเทศไทยแตกแยกมากขึ้นอีก มีการแบ่งขั้วกันชัดเจนมากยิ่งขึ้น ในคำปราศรัยหลังจากรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์กล่าวว่าจะเป็นนายกฯ ของทุกคน แต่ที่จริงแล้วเขาไม่ได้เข้าถึงกลุ่มที่อยู่อีกขั้วหนึ่ง

นับตั้งแต่นายอภิสิทธิ์เข้ารับตำแหน่งมักจะประกาศใช้พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร เมื่อต้องเผชิญกับการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ซึ่งเป็นกลุ่มผู้สนับสนุนพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ขณะที่การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อเหลืองไม่เคยมีการประกาศใช้พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ

จากบทวิเคราะห์ดังกล่าว ทำให้นายอภิสิทธิ์ออกมาตอบโต้ว่า เป็นความคิดเห็นของนักวิชาการคนหนึ่งที่วิจารณ์ในลักษณะนี้มาตลอด รัฐบาลอยากให้วิเคราะห์ให้ชัดว่าสิ่งที่รัฐบาลทำในช่วงที่ผ่านมา ทั้งเรื่องการเคารพสิทธิของทุกฝ่าย การบังคับใช้กฎหมาย และการสมานฉันท์ในกระบวนการของรัฐสภานั้นได้ดำเนินการจริงๆ

แต่ความสมานฉันท์เกิดขึ้นจากฝ่ายเดียวไม่ได้ จึงต้องดูว่าทำอย่างไรจะให้ฝ่ายอื่นเข้ามาร่วม ทั้งนี้ รัฐบาลไม่ได้พอใจที่สภาพความขัดแย้งยังคงอยู่ แต่การแก้ปัญหานั้นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย

นายอภิสิทธิ์ยังระบุถึงการใช้พ.ร.บความมั่นคงว่า การจะใช้หรือไม่ใช้ไม่ได้อยู่ที่สีเสื้อ แต่อยู่ที่การประกาศวัตถุประสงค์ในการชุมนุม รัฐบาลไม่ได้ประกาศใช้พ.ร.บ.ความมั่นคงในการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง เมื่อวันที่ 10 ธ.ค.เพราะไม่มีข่าวบอกว่าจะมีปัญหา

นี่เป็นบทพิสูจน์แล้วว่ารัฐบาลไม่ได้เลือกปฏิบัติ

และในโอกาสที่รัฐบาลจะแถลงผลงาน 1 ปี ในวันที่ 23 ธ.ค. โดยบุคคลในรัฐบาลต่างออกมาพูดแสดงความมั่นใจในการบริหารงานของตัวเองอย่างมาก

นายฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ได้ออกมาวิจารณ์ผลงานรัฐบาลอีกครั้งว่า

เราต้องดูตั้งแต่รัฐบาลเข้ามาทำหน้าที่ว่าได้ประกาศจุดยืนและจุดประสงค์ นโยบายอะไรไปบ้าง อีกทั้งต้องดูบริบทการเมืองในขณะนั้น

ตอนที่รัฐบาลเข้ามารับหน้าที่บริหารประเทศได้ประกาศหน้าที่หลักไว้ 2 ข้อ คือ 1.ต้องสร้างความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นในประเทศ 2.ต้องปฏิรูปการเมืองเพื่อให้ประเทศสามารถเดินหน้าต่อไปได้

ในส่วนของนโยบายที่รัฐบาลประกาศว่าจะสร้างความสมานฉันท์และความปรองดองในประเทศนั้น ส่วนตัวมองว่ารัฐบาลไม่ได้ล้มเหลวในการทำหน้าที่ในส่วนนี้ แต่รัฐบาลไม่ประสบความสำเร็จ

เราต้องมองย้อนกลับไปว่าขณะนี้ประเทศของเรามีความสมานฉันท์ปรองดองมากขึ้นหรือไม่ คำตอบที่ได้ก็จะพบว่าประเทศเรายังมีความแตกแยกอยู่เหมือนเดิมและมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นด้วย

แต่ถ้านายกฯ สามารถทำในส่วนนี้ได้ทุกคนก็จะยกนิ้วให้ แต่หากเราลองมองย้อนกลับไปก็จะพบอีกว่าเราไม่ได้เป็นเช่นนั้น

เพราะเมื่อดูจากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นภายในประเทศหลายครั้ง อาทิ ปรากฏการณ์ก่อจลาจลของกลุ่มคนเสื้อแดงในช่วงเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา เนื่องจากมีกลุ่มคนไม่พอใจในการทำงานของรัฐบาล

ปรากฏการณ์ที่มีประชาชนมาประท้วงรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง ปรากฏการณ์ที่นายกฯ เดินทางลงพื้นที่ในภาคอีสานไม่ง่ายนัก

จากสิ่งที่เกิดขึ้นถ้ารัฐบาลยังบอกว่าประเทศมีความสมานฉันท์ก็จะเป็นการหลอกตัวเองและไม่ยอมรับความจริง

ความแตกแยกในสังคมไทยตอนนี้กำลังเริ่มกระจายตัวและมีความรู้สึกเป็นวงกว้าง ซึ่งล้วนมีสาเหตุมาจากบ้านเมืองมีสองมาตรฐานและไม่มีความเป็นธรรม

อาทิ เรื่องการดำเนินคดีกับกลุ่มคนเสื้อแดงในคดีต่างๆ มีการดำเนินการอย่างรวดเร็ว แต่คดีความของกลุ่มเสื้อเหลืองกลับไม่มีความคืบหน้า

เรื่องพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลถูกยุบพรรคไปถึง 2 ครั้ง แต่พรรคประชาธิปัตย์ที่ถูกร้องเรียนเรื่องการซื้อสิทธิ์ขายเสียง เรื่องกับเงียบหายไป

อีกทั้งเรื่องเหตุใดจึงมีการตั้งรัฐบาลกันในกรมทหาร และเหตุใดรัฐบาลชุดก่อนหน้านี้จึงไม่สามารถสั่งการทหารได้ แต่พอมาถึงรัฐบาลชุดนี้สามารถสั่งการอะไรให้ทหารทำได้หมด

ส่วนสาเหตุที่นายกฯ และรัฐบาลไม่ประสบความสำเร็จในการทำงานในรอบ 1 ปี

เพราะเขาปฏิเสธแนวนโยบายของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่เคยทำไว้ ซึ่งนโยบายบางอย่างถือเป็นส่วนดี แต่รัฐบาลกลับปฏิเสธไม่ยอมดำเนินการต่อทั้งหมด ทำให้มีปัญหาตามมาเพราะยังมีคนที่ชอบนโยบายเหล่านี้อยู่

การที่รัฐบาลยังปฏิเสธส่วนดีบางอย่างของนโยบายในยุคพ.ต.ท.ทักษิณ อาจส่งผลทำให้สังคมหาจุดสงบและเดินหน้าต่อไปไม่ได้

ส่วนนโยบายที่รัฐบาลต้องการปฏิรูปการเมืองนั้น

หากย้อนกลับไปดูคำพูดของนายกฯ ที่เคยให้สัมภาษณ์ไว้ก่อนหน้านี้ว่าจะต้องมีการปฏิรูปรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ซึ่งต่อมาก็ได้มีการตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาวินิจฉัย ก่อนจะมีมติให้แก้ไขรัฐธรรมนูญใน 6 ประเด็น และนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่

แต่ต่อมาพรรคเพื่อไทยได้ถอนตัวออกไปและไม่ยอมร่วมด้วย ซึ่งหากเรามองย้อนไปดูอีกครั้งก็จะพบมูลเหตุที่พรรคเพื่อไทยต้องถอนตัวเพราะมีสาเหตุมาจากนายกฯ และพรรคประชาธิปัตย์ตุกติก บอกว่าจะไม่มีการเลือกตั้งใหม่และจะไม่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 6 ประเด็น

ประกอบกับรัฐบาลยังถูกกลุ่มพันธมิตรฯ กดดันด้วยการห้ามมาแตะต้องรัฐธรรมนูญปี 2550 อีก

การแก้ไขปัญหาเรื่องนี้หากนายกฯ ต้องการล้างไพ่และให้ประชาชนออกเสียงใหม่ เพื่อสร้างความเป็นธรรมก็สามารถทำได้ถ้านายกฯ และรัฐบาลมีความจริงใจ แต่เขากลับมีเทคนิคและชั้นเชิงเพื่อหวังดึงเกมให้สามารถอยู่ในอำนาจต่อไปได้

อย่างไรก็ตามภาระในการแสดงถึงความจริงใจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อนำไปสู่ฉันทามติ อันดับแรกต้องมาจากกลุ่มบุคคลที่อยู่ในอำนาจ

แต่ตอนนี้เราก็ต้องตำหนิทั้ง 2 ฝ่าย

ไม่ว่าฝ่ายรัฐบาลที่พยายามตุกติกหรือฝ่ายค้านที่พยายามตีรวน

เผือกร้อน

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน




กลายเป็นเรื่องใหญ่ระดับโลกเมื่อตำรวจ-ทหาร ไทยสกัดจับเครื่องบินสัญชาติจอร์เจีย พร้อมกัปตันและลูกเรือชาวคาซัคสถานและจอร์เจียรวม 5 คน พร้อมอาวุธสงครามชุดใหญ่กว่า 40 ตัน

ต้นทางของอาวุธดังกล่าวมาจากกรุงเปียงยาง ประเทศเกาหลีเหนือ หนึ่งในประเทศที่ถูกจับตาจากทั้งโลกโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา และสหประชาชาติหรือยูเอ็น

ส่วนปลายทางตำรวจกำลังตรวจสอบว่าอยู่ที่ไหนกันแน่ เพราะเครื่องบินซึ่งเป็นเครื่องบินบรรทุกขนาดใหญ่ ต้องแวะเติมน้ำมันเป็นระยะๆ

การถูกจับกุมในเมืองไทยเพราะแวะเติมน้ำมันนั่นเอง

ที่น่าสนใจก็คือทางการไทยไม่ว่าจะเป็นทหาร ตำรวจ หรือรัฐบาล ระมัดระวังอย่างยิ่งในการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการข่าว อันเป็นที่มาของการจู่โจมเข้าตรวจค้นเครื่องบินลำนี้ระหว่างจอดที่สนามบินดอน เมือง

แต่เป็นที่ทราบกันดีในสังคมโลกว่าทุกความเคลื่อน ไหวของเกาหลีเหนือ และหลายประเทศอาหรับที่เป็นอริกับพี่เบิ้มสหรัฐ จะถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด

ทั้งจากสายลับที่แฝงตัวเข้าไป หรือแม้แต่อุปกรณ์ไฮเทคต่างๆ ทั้งในและนอกโลก

แม้ทางการไทยจะไม่พูดชัดเจน แต่ก็พออนุมานได้ว่าการข่าวดังกล่าวมาจากไหน!?

อย่างไรก็ตามสิ่งหนึ่งที่รัฐบาลไทยต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ คือการแสดงออกเกี่ยวกับคดีนี้ ซึ่งเท่าที่ผ่านมาหลายวันถือว่าทำได้ดีระดับหนึ่ง

ทุกอย่างว่าไปตามพยานหลักฐาน และให้โอกาสกับผู้ต้องหาอย่างเต็มที่ในเรื่องข้อกฎหมายและสิทธิมนุษยชน

รวมไปถึงอาวุธที่ยึดได้ก็พยายามอ้างถึงข้อตกลงของสหประชาชาติ ทั้งการจับกุมหรือการทำลาย

เรียกว่าทำทุกอย่าง ทุกวิถีทาง เพื่อปกป้องตัวเองจากปัญหาของประเทศอื่น!?

อย่างไรก็ตามแม้ที่ผ่านมาจะทำได้ดี แต่รัฐบาลและผู้เกี่ยวข้องยังต้องเพิ่มความระมัดระวังในการแสดงออก

ยิ่งนักจ้อในฟากรัฐบาลทั้งหลาย หรือกระทรวงการต่างประเทศ ยิ่งต้องสงบปากสงบคำอย่าออกมาแสดงความคิดเห็นเรื่อยเปื่อยเหมือนหลายๆ เรื่องที่ผ่านมา

เนื่องจากกรณีนี้ใหญ่เกินกว่าที่ประเทศไทยจะรับไหว และไม่สมควรจะเข้าไปมีบทบาทมากไปกว่าการจับกุมตามหน้าที่เท่านั้น

เพราะอาวุธล็อตนี้ขนมาจากเกาหลีเหนือ ถือว่าเป็นอริตัวเอ้ของสหรัฐอเมริกา

ส่วนปลายทางแม้ยังไม่ชัดแต่เชื่อว่ามีจุดหมายส่งไปให้กองกำลังที่อยู่ตรงข้ามกับสหรัฐแน่ๆ

เรื่องนี้จึงเปรียบเสมือน"เผือกร้อน"ก้อนใหญ่

ที่อาจจะลวกมือเราได้ทุกเมื่อ!?

หลงเงาการเมือง

ที่มา ไทยรัฐ

นักวิชาการบางท่านวิพากษ์ ผลงานรัฐบาลครบรอบ 1 ปี ว่า คือการที่ ไม่มีผลงานอะไรเลย มีความพยายามของหลายฝ่ายในการที่จะประเมินผลงานของรัฐบาลรวมทั้งสื่อมวลชนด้วย ยิ่งวาระครบรอบ 1 ปีของรัฐบาลอยู่ในช่วงประเพณีการตั้งฉายารัฐบาลและ ครม.พอดี คงถูกกระหน่ำไม่น้อย

ความจริงรัฐบาลก็ไม่น่าจะกังวลอะไรและไม่น่าจะรู้สึกอะไรกับคำวิพากษ์วิจารณ์ด้วยซ้ำ อาศัยลูกตื๊อไปเรื่อยๆ สิ่งที่รัฐบาลกำลังถูกจับตามากที่สุดก็คือการเล่นละคร โดยปราศจากความรับผิดชอบ

ดูอย่างประเด็นรถเมล์เช่า ขสมก. 4 พันคัน กระทรวงคมนาคม หรือโครงการขายข้าวโพดของกระทรวงพาณิชย์ เป็นต้น ทั้ง นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และรองนายกฯฝ่ายเศรษฐกิจ กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ ออกมาขวางลำทำท่าจะเอาจริงเอาจังเสียจนชาวบ้านนึกว่ารัฐบาลแตกแน่

เอาเข้าจริงยิ่งกว่าฮั้ว

วันนี้ทุกอย่างเรียบร้อยไปหมดแล้ว เห็นชอบด้วยทุกเรื่อง แม้แต่การขายข้าวโพดที่ดักหน้าดักหลังคุณ พรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ เสียจนน้ำตาซึมใน ครม. สุดท้ายข้าวโพดจำนวนสาม แสนกว่าตันได้รับการอนุมัติโดยขายให้กับผู้ซื้อที่ประมูลราคาสูงสุด เข้ามา 2 ราย ที่ราคาเฉลี่ยตันละ 4 พัน 7 ร้อยบาท และ 4 พัน 4 ร้อยบาท รวมแล้วขายได้ประมาณ 1 พัน 5 ร้อยล้านบาท

ขาดทุนจากราคารับจำนำไปประมาณ 1 พัน 8 ร้อยล้านบาท

ไม่รวมค่าดูแลคุณภาพของข้าวโพดในระหว่างเก็บไว้อีกเดือนละ 26 ล้านบาท มีแต่เจ๊งกับเจ๊ง นี่ถ้ามาบิดเบือนจะนับเป็นผลงานของรัฐบาลก็คงจะกระไรอยู่

เมื่อเทียบกับ 5 มาตรการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ที่กระทรวงการคลังต่ออายุให้แล้ว มีประโยชน์กว่าเยอะแม้จะต่ออายุให้อีกแค่ 6 เดือนก็ตามทีเถอะ

เพราะอย่างน้อยก็ถึงมือประชาชนโดยตรง

มีอีกหลายกระทรวงที่ไร้ผลงานด้านบวก เต็มไปด้วยผลงานด้านลบ จับตาไปที่กระทรวงไอซีทีของคุณระนองรักษ์ สุวรรณฉวี กระทรวงอุตสาหกรรมของคุณชาญชัย ชัยรุ่งเรือง กระทรวงศึกษาธิการของคุณจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ กระทรวงสาธารณสุขของคุณวิทยา แก้วภราดัย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมของคุณสุวิทย์ คุณกิตติ

ทั้งนิ่มทั้งเนียน

สมมติฝ่ายค้านได้ทำหน้าที่อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลและไม่มีการฮั้วกันเกิดขึ้น อยากจะแนะนำให้พิจารณาเนื้อหาของการอภิปรายรัฐบาลให้ดี จะเห็นภาพที่แท้จริงของรัฐบาลชุดนี้ที่จะเป็นสัญญาณอันตรายต่อการบริหารประเทศทั้งสิ้น

ไม่น่าไว้วางใจ.

หมัดเหล็ก

ส่งนายทะเบียน คดียุบปชป. อภิชาตให้ยกคำร้อง

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_53658

นายอภิชาต สุขัคคานนท์

มติกกต. 4 ต่อ 1 เสียงข้างมาก ให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ พบการกระทำความผิด ทั้ง 2 กรณี ส่วน กกต.เสียงข้างน้อย "อภิชาต สุขัคคานนท์" ให้ยกคำร้องทั้ง 2 กรณี แต่การลงมติไม่สมบูรณ์ ส่งนายทะเบียนทำความเห็น

ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ กกต. แถลงผลการประชุมกกต.เมื่อวันที่ 17 ธ.ค. ว่า ที่ประชุม กกต.ได้พิจารณาข้อกล่าวหากรณีพรรคประชาธิปัตย์ รับเงินบริจาคจำนวน 258 ล้านบาท จากบริษัท ทีพีไอโพลีน จำกัด (มหาชน) และการใช้เงินกองทุนพัฒนาพรรคการเมืองผิดวัตถุประสงค์ อาจเข้าข่ายความผิด พ.ร.บ.พรรคการเมือง โดยที่ประชุม กกต.มีมติด้วยคะแนนเสียงข้างมาก เห็นควรส่งเรื่องให้นายทะเบียนพรรค การเมือง พิจารณาทำความเห็นว่าสมควรจะส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยหรือไม่

มีรายงานว่า ที่ประชุม กกต.มีการลงมติด้วยคะแนนเสียง 4 ต่อ 1 โดย กกต.เสียงข้างมากเห็นว่าให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากพบการกระทำความผิด ทั้ง 2 กรณี ส่วน กกต.เสียงข้างน้อยคือนายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต. ให้ยกคำร้องทั้ง 2 กรณี แต่การลงมติไม่สมบูรณ์ เนื่องจากนายอภิชาตในฐานะนายทะเบียนพิจารณา โดยนายอภิชาตเข้าใจว่า การพิจารณาคดีนี้จะเหมือนกับการตัดสินคดีของนายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีต กรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน ที่ไม่ต้องมีความเห็นของนายทะเบียนเข้ามาประกอบ ที่ประชุมจึงให้รอความเห็นของนายอภิชาตส่งเข้ามาก่อน

หาเหาใส่หัว

ที่มา บางกอกทูเดย์

ไม่อยากจะว่า....หาเหามาใส่หัวหรือว่า....ชักนํ้าเข้าลึกชักศึกเข้าบ้านแต่ทำท่า...มันน่าจะเป็นอย่างนั้น...อย่างเรื่องเครื่องบินแบบ อิลยูซิน..ของเอกชนคาซัคสถาน..ที่บินจากเกาหลีเหนือแวะมาเติมนํ้ามันในประเทศไทย..แล้วถูกกองกำลังขนาดใหญ่ของไทย..ไปจู่โจมจับกุมและพบว่ามีอาวุธสงครามจำนวนมหึมาติด

มากับเครื่องบินลำนี้เครื่องบินเช่าเหมาลำลำนี้...แค่บินผ่านมาแวะเติมนํ้ามัน..ก็แปลว่าอาวุธนั้น..คงจะไม่มีการขนลงในประเทศไทย..และไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองใดๆ ในประเทศไทย..แต่เมื่อประเทศไทยไปจับกุมผู้ขนอาวุธเป็นผู้ต้องหาและเก็บอาวุธดังกล่าวไว้ในฐานะของกลาง...พร้อมกับแจ้งข้อหาแจ้งความเท็จและมีอาวุธสงครามไว้ในครอบครองก็ต้องลองคิดดูว่า...เจ้าของอาวุธเหล่านั้นเป็นใคร..เป็นประเทศหรือเป็นขบวนการผู้ก่อการร้ายหากเป็นประเทศ...เขาก็คง

จะต้องแสดงตนขอมา..หากไทยปฏิเสธก็คงจะกลายเป็นปัญหาระหว่างชาติ..หากทางเกาหลีเหนือบอกว่าเป็นอาวุธของเขาและจะส่งไปขายหรืออภินันทนาการให้กับชาติพันธมิตรของเขาชาติหนึ่งชาติใดประเทศไทยจะปฏิเสธหรือไม่หรือประเทศปลายทางของอาวุธเหล่านี้แสดงตนออกมา...และยืนยันว่าการซื้อขายของเขานั้นถูกต้อง..ไทยก็คงจะต้องส่งคืนเขาเช่นกันแต่หากว่า...อาวุธเหล่านั้นเป็นของฝ่ายปฏิวัติในอัฟกานิสถาน..เขาก็จะกล่าวหาว่าประเทศไทยรับใช้ศัตรู

คู่ศึกของเขา..การเอาคืนหากจะเกิดขึ้นมา...ไม่ว่าโดยการข่มขู่หรือปฏิบัติการใดๆประเทศไทยที่ไม่เป็นสุขอยู่แล้วก็คงจะเพิ่มความไม่เป็นสุขมากยิ่งขึ้น..มองสารพัดมุมแล้ว....หนักใจแทนคนไทยทั้งประเทศ..กับการแส่หาเรื่อง...เพราะหากพบว่า..เครื่องบินที่บินมาจากเกาหลีเหนือมีอาวุธ..ที่น่าจะดำเนินการก็คือให้เขาบินกลับไปที่ที่เขาบินจากมา หรือหากจะบินต่อไปยังปลายทาง..ก็ให้เป็นภาระของพวกเขา...ยิ่งเมื่อสถานทูตสหรัฐฯ..ปฏิเสธว่าไม่รู้เรื่อง...อย่างที่เป็นข่าว

กันว่า...สหรัฐอเมริกาเป็นผู้ชี้เบาะแสด้วยแล้วนักเล่นข่าวก็ยิ่งเดาได้...รัฐบาลไทย..ถูกประเทศใดสั่งให้จับสั่งให้บังคับ...ว่ากันว่า...เราจะได้ศัตรูเพิ่มขึ้นอย่างน้อยก็ 2 ประเทศ...ในขณะที่ไม่ได้ประโยชน์ใดๆ จากเรื่องนี้เลยว่ากันว่า....เขตสนามบินนั้น..เป็นเส้นทางสากล..เขาแค่ขนผ่าน..จะเอาเขามาติดคุกติดตะรางและยึดอาวุธของเขาไว้เลยนั้นมันจะไม่ง่ายอย่างที่พวกเด็กๆ คิดกัน 

รายงาน: สัมมนาสาธารณะ จินตนาการปฏิรูปสื่อในทศวรรษหน้า

ที่มา ประชาไท

เวทีสัมมนาสาธารณะ “จินตนาการปฏิรูปสื่อในทศวรรษหน้า 2010 – 2020” นักวิชาการด้านสื่อระบุคนไทยยังขาดความเท่าเทียมในการบริโภคสื่อ ชี้จินตนาการถึงอิสรภาพในโลกไซเบอร์ทำให้ประชาธิปไตยหายไปด้านพลเมืองเน็ต เสนอรัฐต้องผลักดันอินเตอร์เน็ตเพื่อการพัฒนาประเทศ

เมื่อวันอังคารที่ 15 ธันวาคม 2552 ที่ผ่านมา คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.) ร่วมกับ เครือข่ายพลเมืองเน็ตและมูลนิธิหนังไทย จัดงานสัมมนาสาธารณะนำเสนอผลการศึกษา เรื่อง “จินตนาการปฏิรูปสื่อในทศวรรษหน้า 2010 – 2020” ที่โรงแรมบางกอกชฎา ตั้งแต่เวลา 9.00 น. ถึงเวลา 17.00 น.เริ่มต้นเปิดงานด้วยการกล่าวปาฐกถาในหัวข้อ “จากนวัตกรรมแท่นพิมพ์ถึงปฏิวัติดิจิตอล: อิสรภาพการสื่อสารอยู่ในมือใคร” โดย รศ.ดร.อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ ประธานคณะกรรมการ คปส. หลังจากนั้นมีการนำเสนอผลการศึกษา 4 เรื่องในสื่อ 4 ประเภท ได้แก่ สื่อสิ่งพิมพ์, สื่อภาพยนตร์, สื่อวิทยุโทรทัศน์, และสื่ออินเตอร์เน็ต
ความเท่าเทียมที่ไม่เท่าเทียมในการบริโภคสื่อของคนไทย
รศ.ดร.อุบลรัตน์กล่าวว่า การมองสิทธิในการสื่อสารควรพยายามมองในเรื่องสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานก่อน แต่จุดนี้สังคมไทยยังมองน้อยมากและจะมองจำกัดอย่างยิ่ง คือมองเฉพาะความเป็นผู้ผลิตสื่อและผู้บริโภคสื่อเท่านั้น ซึ่งในความเป็นจริงนั้นสิทธิในการสื่อสารเป็นเรื่องสำคัญที่ควรจะครอบคลุมถึงสิทธิการเป็นพลเมือง การเป็นคนในกลุ่มใหม่ๆที่เพิ่งจะก่อตัวขึ้นมา เช่น อาเซียน ด้วย
รศ.ดร.อุบลรัตน์กล่าวต่อว่า จากที่ผ่านมาสื่อสิ่งพิมพ์เป็นสื่อของชนชั้นกลาง เพราะเน้นที่การอ่านเท่านั้น ซึ่งผู้บริโภคสื่อประเภทนี้ต้องอ่านออกเขียนได้ แต่สำหรับคนไทยแล้วแม้สถิติจะระบุว่า 98% สามารถอ่านและเขียนหนังสือได้ แต่ยืนยันว่ายังมีคนอ่านไม่ออกเขียนไมได้รวมถึงพวกเราด้วย เพราะหลายคนมองว่าการฟังข่าวนั้นสะดวกกว่าและไม่จำแป็นต้องเสียเงินซื้อสื่อสิ่งพิมพ์ด้วย เจ้าของสื่อสิ่งพิมพ์เหล่านี้คือทุนก้าวหน้า (ในอดีตเชื่อเช่นนั้น) ที่ต่อสู้เพื่อแสวงหาความจริง และเพื่อชนชั้นที่เสียผลประโยชน์ในสังคม เพื่อต่อกรกับผู้มีอำนาจ และนั่นเป็นจารีตหนึ่งที่สังคมจะเรียกร้อง ว่าจารีตนี้ควรดำรงอยู่ต่อไปแต่มันกำลังจะเปลี่ยนแปลงไปแล้ว
สำหรับสื่อภาพยนตร์ วิทยุ และโทรทัศน์นั้น เป็นสื่อที่ชนชั้นล่างบริโภคมากที่สุด แต่ชนชั้นกลางกลับเมินมาตลอด แต่ปัจจุบันชนชั้นกลางเริ่มให้ความสนใจต่อสื่อประเภทนี้แล้ว เนื่องจากมีรายการจากต่างประเทศที่ส่งสัญญาณผ่านดาวเทียมเข้ามาให้บริการมากขึ้น ซึ่งสื่อภาพยนตร์ วิทยุและโทรทัศน์นั้น ผู้บริโภคไม่จำเป็นต้องอ่านออกเขียนได้ นั่นหมายถึงการเข้าถึงที่สะดวกสบายและง่ายกว่า หากมองให้ดีแล้วจะเห็นว่าภาพยนตร์เป็นทุนขนาดเล็ก ซึ่งสามารถวัดได้จากรายได้ของภาพยนตร์แต่ละเรื่อง หากมีรายได้ถึงร้อยล้านผู้ผลิตก็จะเกิดความภาคภูมิใจ ในขณะเดียวกันเมื่อเทียบกับต้นทุนในการสร้าง หากใช้ทุนถึงร้อยล้านก็แสดงว่าเป็นภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ ในความเป็นจริงนั้นในระบบทุนภาพยนตร์ทั้งระบบอาจจะมีงบประมาณไม่ถึงหมื่นล้านก็ได้และเป็นทุนที่มีขนาดเล็กลงมาก หากเทียบกับทุนในสื่อสิ่งพิมพ์หรือโทรทัศน์ ซึ่งโทรทัศน์นั่นอาจจะมีทุนทั้งระบบหลายหมื่นล้าน ดังนั้นความเข้มแข็งและอำนาจต่อรองในสังคมก็ขึ้นอยู่กับขนาดทุนเหล่านี้ด้วยเช่นกัน
ในเชิงสิทธิเสรีภาพทางสังคมนั้น จะเห็นได้ว่าภาพยนตร์จะยอมรับข้อจำกัดทางเสรีภาพและจะเซ็นเซอร์ตัวเองเมื่อถูกเสนอ หากเทียบกับสื่อสิ่งพิมพ์แล้วการเซ็นเซอร์ตัวเองอยู่ในระดับที่สูงกว่า เนื่องจากเป้าหมายในการนำเสนอแตกต่างกันด้วย แต่ในขณะเดียวกันสื่อสิ่งพิมพ์และโทรทัศน์ก็เป็นสื่อที่อยู่ในการดูแลและควบคุมโดยรัฐและเป็นทุนที่ล้าหลัง และก็ยอมข้อจำกัดทางสิทธิเสรีภาพโดยตนเองและโดยรัฐ
อินเตอร์เน็ตที่เป็นสื่อใหม่ ที่มีผู้บริโภครายใหญ่คือชนชั้นกลางหรือคนที่มีการศึกษาดี และต้องใช้ทักษะทั้งการฟัง การดู การอ่าน การเขียน ในการบริโภคและอินเตอร์เน็ตกลายเป็นพื้นที่ใหม่ที่คนเข้ามาแย่งชิงเพื่อครอบครอง เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ยังไม่มีกฏเกณฑ์หรือโครงสร้างที่เบ็ดเสร็จ ซึ่งจะเห็นได้ว่าในสังคมไทยและสังคมโลกนั้นพื้นที่ตรงนี้ยังเป็นพื้นที่ที่ยังไม่มีการควบคุมแบบเบ็ดเสร็จและเป็นเรื่องที่ต้องต่อสู้กันต่อไป
สำหรับโทรคมนาคมแม้จะเป็นเพียงระบบพื้นฐานแบบสายส่งของสื่อประเภทต่างๆก็ตาม แต่ในอนาคตจะกลายเป็นตัวที่ควบรวมและควบคุมสื่อแบบอื่นๆทั้งหมด เพื่อให้ตนเองมีเนื่อหามากขึ้นและไม่ได้เป็นแค่ท่อส่งน้ำ ท่อส่งไฟและท่อส่งภาพหรือเสียง ผู้ที่ควบคุมสื่อประเภทนี้ในขณะนี้คือกลุ่มทุนใหม่ เช่น ทรู ซีพี หรือชินคอร์ปอเรชั่น นอกจากจะเป็นทุนใหม่แล้วยังมีสถานะเป็นทุนภูมิภาคหรือทุนโลกอีกด้วย
จากการแสวงหาความจริง สู่ สินค้าส่งออก สู่ทุนนิยมโลกาภิวัตน์
ในขณะเดียวกันก็มีการแย่งชิงเพื่อครอบครองสื่อต่างๆ จากหลายแหล่งทุน ไม่ว่าจะเป็นทุนรัฐ ทุนเอกชน หรือแม้แต่ทุนบรรษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ แต่ตรงนี้มันซ่อนอยู่ เนื่องจากความตึงเครียดในการแข่งขันและการแบ่งปันผลประโยชน์ไม่ลงตัว ทำโครงสร้างนี้ต้องการการเปลี่ยนแปลงอยู่เหมือนกัน
รศ.ดร.ได้กล่าวต่อว่า ในอนาคต ข้อมูลข่าวสารหรือสารสนเทศในรูปแบบใหม่จะกลายเป็นสินค้ามากขึ้น และจะเกิดสภาพการเปลี่ยนแปลงที่เข้มขันขึ้นสามเรื่อง ซึ่งประเด็นแรก เนื่องจากสื่อกลายเป็นอุตสาหกรรม จึงทำให้ข่าวต่างๆมีมาตรฐานที่ชัดเจนและมีคุณสมบัติหลักคือข่าวก็ให้ข่าวสารที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน ภาพยนตร์ก็ให้ความบันเทิง อยากรู้อะไรมากกว่านั้นคนต้องประกอบขึ้นมาเอง โดยการประกอบความหมายหรือตีความหาความจริงเอาเอง ขณะนี้สื่อจำเป็นต้องปรับปรุงใหม่ทั้งระบบหรือกลายเป็นอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นอีกขั้นหนึ่ง หากเกิดการปฏิรูปสื่อขึ้นจริงฝ่ายการตลาดอาจจะมีอำนาจมากกว่าฝ่ายผลิตและมีอำนาจสูงขึ้นเรื่อย ซึ่งต้องตอบโจทย์ของสินค้าที่มีมาตรฐานมากขึ้น หรือโจทย์ของลูกค้าแต่ละกลุ่มในสังคม และบุคลากรในองค์กรสื่อต้องเป็นมืออาชีพมากขึ้น โดยการเข้าถึงความจริงน้อยลงแต่สามารถทำตัวให้เป็นมาตรฐานเพื่อเข้ากับสูตรมากขึ้น แต่เนื้อหาและสาระกลับลดลง แม้กระทั่งภาพยนตร์อาจต้องลดระยะเวลาของเนื้อหาลงมาเพื่อแทรกโฆษณาเข้าไปมากขึ้นและสามารถเพิ่มรอบได้มากขึ้น
ประเด็นที่สองเทคโนโลยีที่มีอยู่นั้นเริ่มล้าสมัย เนื่องจากเทคโนโลยีต่างๆเริ่มจะเปลี่ยนแปลงและพัฒนาไปเป็นแบบดิจิทัลมากขึ้น เช่น การถ่ายทำ การพิมพ์แยกสี ก็เริ่มใช้เครื่องมือที่เป็นดิจิทัลเกือบหมดแล้ว ดังนั้นจึงจะเกิดการเปลี่ยนแปลงให้เป็นแบบดิจิทัลทั้งระบบ แม้แต่ในมหาวิยาลัยก็จำเป็นต้องเปลี่ยนการเรียนการสอนเป็นระบบดิจิทัลเนื่องจากการผลิตบุคลากรจำเป็นต้องสอดคล้องกับความต้องการของตลาด เมื่อจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงสิ่งสำคัญก็คือทุน ซึ่งแหล่งทุนอาจจะเป็นทุนใหม่ ทุนเก่า หรือตลาดของผู้บริโภคจะสามารถสนับสนุนให้เกิดทุนได้หรือไม่
ประเด็นที่สามเมื่อกลายเป็นอุตสาหกรรมที่สามารถผลิตสินค้ามาตรฐานได้แล้ว การส่งออกไปยังตลาดในภูมิภาคเพื่อนบ้านในอาเซียน หรือประเทศในกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ ก็ต้องเกิดขึ้นและต่อไปก็ต้องส่งไปไกลกว่านั้นอีก และนี่คือเป้าหมาย ความหวังและจินตนาการ 2020 ของคนจำนวนมากที่อยู่ในอุตสาหกรรมนี้ ซึ่งที่ผ่านมารัฐไทยก็พูดถึงเรื่องนี้แต่การสนับสนุนจากรัฐนั้นก็เป็นเรื่องแฟนตาซีอยู่เช่นกัน
ประเด็นสุดท้ายในกระบวนการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนั้นจะมีการรวมศูนย์อำนาจของการเป็นเจ้าของและควบคุมเพิ่มขึ้น เนื่องจากรัฐกับกลุ่มผู้ผลิตจะร่วมมือกันและจะร่วมกันควบคุมอำนาจใหม่ เพราะทุนจะเข้าไปเป็นผู้ควบคุมอำนาจรัฐและทุนต้องการอำนาจเพื่อจัดการวางและระเบียบต่างๆ ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะทิศทางการเปลี่ยนแปลงของสื่อและรัฐในประเทศไทยเท่านั้น แต่สำหรับวิกฤตเศรษฐกิจในระบบเสรีนิยมใหม่นั้น จะเห็นว่ารัฐทั้งในสหรัฐอเมริกา ยุโรป หรือแม้แต่เอเชียจะเข้าไปอุดหนุนเมื่อเกิดการล่มสลายของทุนอย่างเข้มแข็ง ซึ่งจะเป็นตัวขี้ว่าเสรีนิยมที่รัฐควรจะเปิดอิสระให้ทุนได้ดำเนินการเองนั้นหมดไปแล้ว แต่กลายเป็นการร่วมมือของสองฝ่ายเพื่อผลักดันทุนให้ก้าวไปข้างหน้าได้อย่างราบรื่น จากนั้นนักวิชาชีพจะประสบปัญหาการถูกควบคุมที่สูงขึ้นแต่จะแนบเนียนกว่าผ่านมา เพื่อสินค้าจะได้มีมาตรฐานมากขึ้น
เมื่อทุนนิยมโลกาภิวัฒน์เกิดขึ้น คนก็อยู่กับจิตนาการมากขึ้น
สาเหตุที่ความร่วมมือระหว่างรัฐกับอุตสาหกรรมสื่อมีความสำคัญมาก เพราะทั้งหมดนี้คือเส้นเลือดของระบบทุนโลกาภิวัฒน์ หรือเศรษฐกิจการเมืองในระบบทุนนิยมในตอนปลาย นั่นคือสื่อสารมวลชน การเปลี่ยนตัวเองเป็นแบบดิจิทัลของอุตสากรรมจำเป็นต้องพึ่งความร่วมมือนี้เป็นอย่างยิ่ง ผู้ที่จะเข้ามาควบคุมมันคือทุนขนาดใหญ่ ในขณะเดียวกันทุนนิยมก็หวังว่าอุตสาหกรรมนี้จะเข้ามาต่อลมหายใจให้แก่ระบบ อาจจะเป็นลมหายใจสุดท้ายหรืออาจจะเติบโตมากขึ้น
รศ.ดร.กล่าวว่า ในขณะเดียวกันก็มีข้อขัดแย้งในระบบใหม่ ซึ่งตอนนี้คนกำลังก้าวอยู่ระหว่างสังคมสมัยใหม่และสังคมหลังสมัยใหม่ ซึ่งสิบปีก่อนหน้านี้ การพูดถึงสังคมหลังสมัยไหม่ยังไม่เกิดขึ้นในประเทศไทยมากนัก เนื่องจากโลก cyber space ยังเข้ามาน้อยมาก แต่สำหรับตอนนี้คนไทยเริ่มจะจินตนาการได้แล้วว่าสังคมหลังสมัยใหม่จะเป็นอย่างไร เพราะว่าโลกสัญลักษณ์ และความเป็น cyber space เริ่มเข้ามามากขึ้น ซึ่งนั่นเป็นโลกเสมือนจริงที่กลายเป็นความจริง นั่นคือการเกิดขึ้นของสองโลกซึ่งจะเกิดการเสียสมดุลขึ้นหากคนไม่สามารถแยกระหว่างสองโลกนี้ออกจากกันได้
นอกจากนั้น การเกิดขึ้นของนวัตกรรมใหม่จะส่งผลให้สิทธิเสรีภาพเกิดการกระจายตัว ซึ่งการสื่อสารในระบบนี้จะเกิดขึ้นในทุกๆ ที่และทุกๆ เวลา ซึ่งจะมีมุมๆหนึ่งบนโลกที่มีคนตื่นอยู่ตลอดเวลาและคนจะสามารถกำหนดหรือจัดการเวลาในโลกเสมือนจริงได้เอง เช่น การดูหนังในอินเตอร์เน็ต สามารถกำหนดเวลาของหนังให้เร็วหรือช้าได้ตามความต้องการของตนเอง แต่ในโลกจริงเวลาก็ยังคงดำเนินต่อไปตามปกติเหมือนที่เคยเป็นมา นอกจากนั้นก็จะมีอิสรเสรีที่เสมือนจริง แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ออกมายืนอยู่บนโลกแห่งความเป็นจริง อาจรับไม่ได้ และเลือกที่จะเพลิดเพลินอยู่ในโลกเสมือนจริงเท่านั้น เพื่อเป็นการปลอบใจตนเองที่อย่างน้อยก็ยังมีอิสรภาพเล็กๆของตนเอง ซึ่งจะมีแค่นั้น แต่จะไปต่อได้แค่ไหนก็เป็นเรื่องที่ต้องรอต่อไป
จินตนาการถึงอิสรภาพในโลกไซเบอร์ทำให้ประชาธิปไตยหายไป
รศ.ดร.อุบลรัตน์กล่าวต่อว่า มีการวิเคราะห์เรื่องการปฏิวัติอุตสาหกรรมสื่อในอนาคตไว้สามประเด็น จากการมองโลกของคนสามกลุ่ม คือ กลุ่มที่มองโลกในแง่ร้าย กลุ่มที่มองโลกแบบกลางๆ ตามความเป็นจริง และกลุ่มที่มองโลกในแง่ดี สำหรับกลุ่มที่มองโลกในแง่ร้าย คือ กลุ่มนักวิชาการ นักเคลื่อนไหว เช่น มาร์ค เชฟนี่ และ เจฟ เชตเตอร์ สำหรับมาร์ค เชฟนี่นั้นมองว่า การปฏิรูปสื่อแล้วก็เปลี่ยนแปลงประชาธิปไตย และสำหรับมาร์ค เชฟเตอร์นั้นมองว่า สื่อใหม่จะต้องเปิดโอกาสให้มีการสร้างสรรค์ประชาธิปไตยมากขึ้น
อุตสาหกรรมสื่อจะเข้าไปอยู่ในตลาดทุนมากขึ้น จะกลายเป็นหัวใจที่ทำให้ทุนดำรงอยู่ต่อไป และสามารถทำให้ทุนเปิดตลาดได้กว้างขึ้น จากที่เคยเป็นแค่ทุนชาติ ก็จะกลายเป็นทุนภูมิภาค และกลายเป็นทุนโลกาภิวัฒน์ นอกจากนั้นระบบธุรกิจต่างๆที่อยู่ในสื่อเหล่านี้จะเป็นเชิงพาณิชย์มากขึ้น ทำให้ข้อมูลข่าวสาร วัฒนธรรมกลายเป็นการซื้อขายเชิงพาณิชย์ คุณค่าทางจิตใจและการดำรงชีวิตจะลดลงและกลายเป็นเรื่องรองในที่สุด
ความร่วมมือระหว่างพันธมิตรที่ดีอย่างทุนกับรัฐที่อยุ่ในกลุ่มทุนนิยมใหม่จะสร้างเครื่องมือที่อยู่ในระบบนี้ เพื่อควบคุมสารสนเทศและความคิดของคนในสังคมมากขึ้น ซึ่งจะทำให้โฆษณาชวนเชื่อกลับเข้ามาอยู่ในกระแสสังคมอีกครั้ง ในขณะเดียวกันผู้บริโภคก็จะกลายเป็นผู้บริโภคในระบบบริโภคนิยมที่สูงขึ้นไปอีก และผู้บริโภคไม่สามารถเข้าไปต่อสู้ในระบบการผลิตได้อีกแล้ว ที่ทำได้ดีที่สุดก็คือการต่อสู้เพื่อสร้างอัตลักษณ์ในโลกอิสระที่สร้างขึ้นในโลกเสมือนจริง สำหรับประชาธิปไตยจะล่มสลายหายไป เนื่องจากทุกคนคิดว่าตนเองมีเสรีภาพในโลกเชิงสัญลักษณ์แล้ว ดังนั้นในโลกจริง คนจน ความไม่เท่าเทียมกันของมนุษย์ ก็จะถูกมองข้ามและนิ่งเฉย
สำหรับการมองโลกในแง่กลางๆตามความเป็นจริง เช่น เนคเทค ผู้เสนอแผนงานแบะทำวิจัยเรื่อง E-commerce E-society และ E-education เมื่อสิบปีที่แล้ว มองว่า นวัตกรรมใหม่ควรจะถูกนำมาใช้ และจะเกิดโอกาสใหม่ๆขึ้นกับการศึกษา การทำงาน หรือแม้แต่เศรษฐกิจ แต่ต้องพัฒนาการรับรู้ การใช้รหัส และสัญลักษณ์ต่างในโลกเสมือนจริงให้มากขึ้น เพื่อที่ให้คนรุ่นใหม่ที่จะอยู่ในโลกเสมือนจริง สามารถอยู่ในระบบนี้ได้อย่างมีความสุขและรู้เท่าทัน แต่ช่องว่างต่างๆจะตามมามากมายและจำเป็นต้องแก้ปัญหาตรงนี้ให้ได้ เพราะมันคือโลกแห่งความเป็นจริงที่ถูกโลกเสมือนจริงสร้างภาพหลอกและทำให้เกิดการสับสนระหว่างสองโลกขึ้น
สำหรับกลุ่มสุดท้ายที่มองโลกในแง่ดี มองว่าภายในของโครงสร้างใหม่ที่มีการครอบงำและมีการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จสูง จะทำให้เกิดกลุ่มเล็กๆที่มีอิสรภาพมากขึ้น จะเกิดการไหลเวียนของข้อมูลข่าวสารในกลุ่มเหล่านี้ จะเกิดการแสวงหาความจริงกันเอง และจะเกิดการสร้างรหัสใหม่ๆในกลุ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เหล่านี้คือช่องทางที่จะหลบหนีอำนาจการควบคุมของทุนและรัฐได้ และจะนำไปสู่การผลิตเครื่องมือสื่อสารเพื่อใช้เองแต่อยู่นอกอุตสาหกรรมและสูตรสำเร็จต่างๆ สภาพเช่นนี้ทำให้เห็นว่าโลกหลังสมัยจะปรากฎ ซึ่งการเล่าเรื่องที่เป็นความจริงเพียงสิ่งเดียวจะเลือนหายไปเช่นกัน การสื่อสารจะไม่ใช่แบบบนลงล่างและสารสนเทศจะกระจายไปหลายทิศทาง การโฆษณาชวนเชื่อและการบังคับให้มองโลกในแบบเดียวกันไม่สามารถเกิดขึ้นได้อีกต่อไป
รศ.ดร.อุบลรัตน์เสนอว่า อย่างไรก็ดีควรมองเรื่องสิทธิในการสื่อสาร ความเท่าเทียม ความทั่วถึง และการเข้าถึง สำหรับรัฐไทยเองจะมองว่าการควบคุมคือกฎหมาย แต่หากจะปฏิรูปส่วนนี้จำเป็นต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของทั้งรัฐและผู้บริโภคเอง ซึ่งการควบคุมนั้นไม่ใช่อำนาจการควบคุมของรัฐหรือทุนแต่อำนาจทางสังคมเกิดขึ้นได้จากคนทุกกลุ่ม ได้แก่กลุ่มทางสังคม กลุ่มผู้บริโภค กลุ่มนักวิชาการ กลุ่มวิชาชีพ ในขณะนี้แต่ละกลุ่มยังไม่เข้มแข็งพอแต่จำเป็นต้องขึ้นมาต่อรองกับอำนาจที่ยิ่งใหญ่ และทุนก็จำเป็นต้องปรับตัวใหม่เพื่อการเข้ามามีส่วนร่วมหรือกลายเป็นทุนก้าวหน้าใหม่เช่นกัน
การนำเสนอข่าวที่เจาะลึกจะช่วยพยุงสื่อสิ่งพิมพ์ให้หายใจต่อได้
จากนั้น คุณนิดา หมอยาดี ผู้ช่วยวิจัยและผู้แทนอาจารย์พรรษาศิริ กุหลาบ อาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำเสนองานศึกษาเกี่ยวกับสื่อสิ่งพิมพ์ เรื่อง “อนาคต วารสารศาสตร์ และ หนังสือพิมพ์ในทศวรรษหน้า” โดยใช้วิธีวิจัยเอกสารลำดำเนินการสนทนากลุ่ม 2 ครั้งโดยมีผู้เข้าร่วมเป็นนักวิชาชีพด้านสื่อสิ่งพิมพ์เชิงวารสารศาสตร์และนักรณรงค์ทางสังคมรวม 12 ท่าน รวมทั้สัมภาษณ์นักวิชาชีพ นักวิชาการและนักรณรงค์จำนวน 12 ท่าน
สำหรับงานศึกษาชิ้นนี้มี 2 คำถามที่ผู้วิจัยใช้สำหรับสอบถามผู้เข้าร่วมงานวิจัยได้แก่ คำถามที่ 1.ถามว่าบทบาทของสื่อสิ่งพิมพ์เชิงวารสารศาสตร์ในสังคมไทยในทศวรรษหน้าจะเป็นอย่างไร และคำถามที่ 2.ถามว่า ความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง สังคม เศรษฐกิจ และเทคโนโลยีสารสนเทศ จะมีผลต่อองค์กรและนักวิชาชีพสื่อสิ่งพิมพ์เชิงวารสารอย่างไร
จากผลการวิจัยผู้วิจัยพบว่า นักวิชาชีพและผู้เกี่ยวข้องเห็นว่า สื่อสิ่งพิมพ์เชิงวารสารศาสตร์จะยังคงดำรงอยุ่ในสังคมไทยในสิบปีข้างหน้า เนื่องจากผู้อ่านจำนวนหนึ่งยังนิยมเสพข่าวสารจากนังสือพิมพ์ และการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตยังไม่กระจายไปยังภาคส่วนต่างๆอย่างทั่วถึง อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมสื่อสิ่งพิมพ์จะมีเล่นจำนวนจำกัดและส่วนใหญ่เป็นองค์กรสื่อขนาดใหญ่ ทุกองค์กรจะมีช่องทางการนำเสนออื่นเพื่อสนับสนุนการคงอยู่ของสื่อสิ่งพิมพ์ เช่น เว็บไซต์ sms เครือข่ายสังคมออนไลน์ เป็นต้น ส่วนองค์กรสื่อขนาดกลางและเล็กที่อาจจะต้องปิดตัวลง คือองค์กรที่ไม่สามารถหารูปแบบทางธุรกิจที่เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจ ต้องพึ่งพิงรายได้จากโฆษณาหรือรายได้จากผู้อ่านเป็นหลักและไม่มีช่องทางอื่นในการสื่อสาร นอกจากนั้นบทบาทที่จะทำให้สื่อสิ่งพิมพ์อยู่ได้ถึงทศวรรษหน้านั้นการนำเสนอข้อมูลที่วิเคราะห์ เจาะลึก ซึ่งจะเป็นการรักษาความน่าเชื่อถือของสถาบันสื่อและสร้างความแตกต่างจากช่องทางการสื่อสารอื่นที่จะเกิดขึ้นจำนวนมาก
ในอนาคตสื่อสิ่งพิมพ์จะต้องเผชิญหน้ากับนโยบายในการกำกับดูแลและส่งเสริมสิทธิเสรีภาพของสื่อ แม้ปัจจุบันสื่อสิ่งพิมพ์จะถูกกำกับดูแลด้วยกลไกของรัฐน้อยกว่าสื่อประเภทอื่น แต่ในอนาคตหากสื่อสิ่งพิมพ์เข้าไปอยู่ในโลก cyber ก็ต้องพบกับพระราชบัญญัติเกี่ยวกับการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 อย่างแน่นอน
นอกจากนั้นนักวิชาชีพสื่อสิ่งพิมพ์ยังเชื่อว่ามั่นว่า ความน่าเชื่อถือของสถาบันสื่อที่สั่งสมมานานจะยังคงสถานะการเป็นผู้คัดสรรข่าวสารและผู้กำหนดวาระของสังคมอยู่ แม้สถานะดังกล่าวจะมีแนวโน้มว่าจะถูกลดทอนอำนาจลงเรื่อยๆในอนาคตก็ตาม
หลังจากนั้นเป็นการวิจารณ์ผลการศึกษาโดย ผศ.ดร.อัศวิน เนตรโพธิ์แก้ว คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต กล่าวว่า ในงานศึกษาชิ้นนี้ควรจะมีจินตนาการต่อไปถึงทศวรรษหน้าอีกเล็กน้อย ควรมีแผนภูมิประกอบในข้อมูลบางส่วน ซึ่งจากแผนภูมิที่มีอยู่นั้นยังไม่ชัดเจนและการบัญญัติคำที่ใช้ในแผนภูมิค่อนข้างขาดมูล นอกจากนั้นคือการอภิปรายผล ซึ่งในรายงานการอภิปรายนั้นผู้วิจัยยังคงวนกลับไปที่ตัวข้อมูลอยู่ ซึ่งการอภิปรายตรงนี้ควรจะจับประเด็นมาอภิปรายได้เลยโดยที่ไม่ต้องไปวนส่วนของข้อมูล
ภาพยนตร์ไทยจะเป็นเชิงอนุรักษ์นิยมมากขึ้น
ต่อมาเป็นการนำเสนอผลการศึกษาเกี่ยวกับสื่อภาพยนตร์ โดยสัณห์ชัย โชติรสเศรณี มูลนิธิหนังไทย มีผู้ช่วยทำวิจัยคือ นางสาวชลิดา เอื้อบำรุงจิต เรื่อง “ภาพยนตร์ในทศวรรษหน้า”ซึ่งมีรูปแบบการวิจัยโดย การเชิญผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับวงการภาพยนตร์ไทยจำนวน 18 ท่านมาร่วมสนทนา โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม จากการวิจัยผู้วิจัยมีคำถามกว้างๆเพื่อให้เกิดการถกเถียงกันในกลุ่มผู้เข้าร่วมงานวิจัย ดังนี้ “ความคิดเห็นในภาพยนตร์ไทยในปัจจุบัน”, “เนื้อหา ประเภท และรูปแบบของภาพยนตร์จะเปลี่ยนไปจากเดิมหรือไม่ อย่างไร”, “ความท้าทายของสื่อภาพยนตร์ในกระแสการเติบโตอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี ภาพยนตร์จะต้องประบเปลี่ยนตัวเองไปอย่างไร”, “ในอนาคตการรับชมภาพยนตร์จะปรับเปลี่ยนไปหรือไม่อย่างไร”, “ความคิดที่มีต่อระบบเรตติ้งในปัจจุบัน” และ “ระบบเรตติ้งในอุดมคติ เป็นอย่างไร และจะพัฒนาไปถึงจุดนั้นได้อย่างไร”
ซึ่งผู้วิจัยพบว่าแนวโน้มของสื่อภาพยนตร์ที่จะเกิดในอนาคตคือธุรกิจภาพยนตร์จะผูกขาดมากขึ้น พระราชบัญญัติภาพยนตร์จะจำกัดเนื้อหาของภาพยนตร์มากขึ้น ส่งผลให้เนื้อหาของภาพยนตร์จะมีความเป็นอนุรักษ์นิยมมากขึ้นแต่ในขณะเดียวกันภาพยนตร์ต่างประเทศก็มีอิทธิพลต่อเนื้อหาของภาพยนตร์ไทยมากขึ้นเช่นกัน นอกจากนั้นแล้วในอนาคตภาพยนตร์จะมีการฉายในหลายๆสื่อพร้อมกัน
วิจารณ์ผลการศึกษาโดย ผศ.ดร.กฤษณา เกิดดี คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่าการศึกษาเรื่องภาพยนตร์ไทยนั้นมีอยู่น้อยมากในเชิงปริมาณ สำหรับงานศึกษาชิ้นนี้ผู้วิจัยไม่แยกหัวเรื่องใหญ่ๆที่ดูเหมือนจะเป้นอีกประเด็นหนึ่งออกจากกัน นอกจากนั้นแล้วสำหรับผู้ที่เข้ากลุ่มศึกษานั้น ดูจากรายชื่อแล้วล้วนแต่เป็นบุคคลที่มีภูมิหลังค่อนข้างคล้ายคลึงกัน ดังนั้นในแนวการคิดย่อมไม่แตกต่างกันนัก และจากข้อความที่บอกว่า “อนาคตเนื้อเรื่องของหนังไทยจะสั้นลง เพราะคนดูสมาธิสั้น” งานวิจัยตรงจุดนี้ยังไม่ชัดเจนนัก เนื่องขาดข้อมูลเปรียบเทียบ ซึ่งควรจะมีข้อมูลเชิงปริมาณมาเปรียบเทียบ เช่น เนื่อหาภาพยนตร์ยาวขนาดนี้ มีรายได้จากการเข้าชมเท่านี้ เป็นต้น
การผูกขาดสื่อวิทยุโทรทัศน์ไม่สามารถทำได้แล้ว
หลังจากนั้นเป็นการนำเสนอผลการศึกษาเกี่ยวกับสื่อวิทยุโทรทัศน์ เรื่อง “สื่อวิทยุโทรทัศน์ในทศวรรษหน้า” วิจัยโดยสุภิญญา กลางณรงค์ คณะกรรมการ คปส. สำหรับงานศึกษาครั้งนี้เน้นการสำรวจงานศึกษาที่เกี่ยวข้องและการระดมความคิดเห็นจากผู้เชียวชาญระดับสูงในด้านนโยบายสื่อกระจายเสียงด้านวิทยุโทรทัศน์รวมทั้งด้านเทคโนโลยีสารสนเทศประมาณ 18 ท่าน นอกจากนั้นยังใช้วิธีการสังเกตอย่างมีส่วนร่วม การวิเคราะห์เชิงบรรยายบนหลักการเรื่อง SWOT และการมองฉากทัศน์ที่จะเกิดขึ้น รวมถึงวรรณกรรมปริทัศน์ด้วย
สำหรับงานศึกษาชิ้นนี้ใช้คำถามเชิงวิจัย ได้แก่ 1.สภาพการณ์ของสื่อวิทยุโทรทัศน์ของประเทศไทยในปัจจุบันเชื่อมโยงไปสู่ความน่าจะเป็นใน ค.ศ.2020, ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่างมีมุมมองอย่างไรต่อสถานการณ์ของสื่อวิทยุและโทรทัศน์ในปัจจุบัน, และ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่างๆมีข้อเสนออย่างไรต่อพัฒนาการของสื่อวิทยุโทรทัศน์ในอนาคต
จากการศึกษาดังกล่าวผู้วิจัยพบว่า ทิศทางสื่อกระจายเสียงในสังคมไทยมีการพัฒนาไปตามระบบทางการเมืองเศรษฐกิจแนวเสรีนิยมเช่นเดียวกับปรากฎการณ์สากล แต่ปัจจัยความเปลั้ยนแปลงทางการเมืองตัวแปรสำคัญที่เป็นเงื่อนไขให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นช้าหรือเร็ว บวกหรือลบ ก้าวหน้าหรือถอยหลัง สำเร็จหรือล้มเหลว คลี่คลายหรือสะสมความโกลาหลนั้น แม้ว่าอำนาจรัฐยังคงมีบทบาทหรืออำนาจอยู่มาก แต่ในขระเดียวกันกลุ่มอำนาจต่างๆก้แตกกระจายออกไปมาเช่นกัน มีความเป็นประชาธิปไตยที่คานอำนาจกันอยู่สูง ดังนั้นการควบรวมอำนาจโดยกลุ่มใดอย่างเบ็ดเสร็จจึงเป็นไปได้ยาก ลักษณะการควบรวมสื่อในทางการเมืองก็เช่นกัน ท้ายที่สุดพลวัตรการเติบโตของพลเมืองและการเมืองไทย รวมทั้งการตื่นตัวในสิทธิการรับรู้ข้อมูลข่าวสารและความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีมาพร้อมกับการเปิดเสรีด้านสื่อ ส่งผลทั้งโดยตรงและโดยอ้อม เป็นได้ยากที่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งจะผูกขาดอำนาจชี้นำในสังคมไทย
รศ.ดร.พนา ทองมีอาคม คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ วิจารณ์ว่า จุดแข็งของงานศึกษาชิ้นนี้คือการเมือง แต่ยังคงมีอีกด้านหนึ่งคือ commercial สำหรับแง่ของการลงทุนแน่นอนว่าผู้ลงทุนต้องอยู่ให้ได้ ซึ่งในความเป็นทุนนั้นมันไม่ต้องการการกำกับ แต่ต้องการความปลอดภัยสำหรับตนเอง ณ ปัจจุบันนี้เครื่องมือในการสื่อสาร เครื่องมือในการประกอบกิจการวิทยุและโทรทัศน์นั้นถูกลงมาก ซึ่งต่างจากเมื่อก่อนที่การทำรายการวิทยุเป็นเรื่องที่ยากมาก คนที่สามารถทำได้ต้องเป็นชนชั้นสูงหรือหน่วยราชการใหญ่ๆเท่านั้น ตรงนี้ทำให้ภาคประชาชนมีทางเลือกในการบริโภคสื่อวิทยุและโทรทัศน์มากขึ้นด้วย
รัฐต้องผลักดันอินเตอร์เน็ตเพื่อการพัฒนาประเทศ
สำหรับผลการศึกษาเรื่องสุดท้าย นำเสนอโดย อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ ซึ่งมีผู้ร่วมวิจัยอีก 2 ท่านคือ กานต์ ยืนยงและพิสิต ศรีประสาททอง ซึ่งทั้งสามคนอยุ่ในเครือข่ายพลเมืองเน็ต และ Siam Intelligent Unit เป็นการศึกษาเกี่ยวกับสื่ออินเตอร์เน็ต เรื่อง “อนาคตของอินเตอร์เน็ตในประเทศไทย” ซึ่งศึกษาโดยการสร้างฉากปริทัศน์ของอนาคตออกเป็น 10 ประเด็นใหญ่ครอบคลุมหัวข้อในด้านต่างๆทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม ชีวิตส่วนตัว โดยการสอบถามความคิดเห็นในแบบสอบถามออนไลน์และการเสวนากลุ่ม และมีคำถามเชิงวิจัยดังนี้ อินเตอร์เน็ตในประเทศไทยมีลักษณะอย่างไรใน ค.ศ.2020 ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่างๆมีมุมมองอย่างไรต่อสถานการณ์ของอินเตอร์เน็ตในปัจจุบัน, และ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่างๆมีข้อเสนออย่างไรต่อพัฒนาการของอินเตอร์เน็ตในอนาคต
จากการศึกษาผู้วิจัยพบว่า ใน ค.ศ.2020 อินเตอร์เน็ตในฐานะเครือข่ายโทรคมนาคมจะเติบโตต่อไปเรื่อยๆ และจะถูกขยายออกไปสู่อุปกรณ์ชนิดพกพาอย่างอื่นมากขึ้น นอกจากนั้นยังได้รับความสนใจมากขึ้นและกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ นอกจากนั้นอินเตอร์จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากต่อการดำเนินชีวิตและสังคมแบบเดิมๆ เพราะอินเตอร์เน็ตจะช่วยสร้างบริการรูปแบบใหม่ๆ ในส่วนบทบาทของภาครัฐจะมีผลต่อพัฒนาการของอินเตอร์เน็ตในทศวรรษหน้าเป็นอย่างมาก นโยบายที่แตกต่างไปจากนานาชาติจะไม่ได้รับการยอมรับ และภาครัฐจำเป็นต้องพัฒนาอินเตอร์ให้เท่าทันนานาชาติ เพื่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
หลังจากนั้นมีการวิจารณ์ผลการศึกษาโดย ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ผู้อำนวยการวิจัยเศรษฐกิจยุคสารสนเทศ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย กล่าวว่า เป็นงานศึกษาที่น่าสนใจเนื่องจากมีการเอาความเห็นของผู้เชียวชาญและผู้ใช้บริการมารวบรวมกันไว้ แต่ในส่วนของคำถามยังคงมีปัญหาอยุ่มาก เช่น คำถามที่เอามาจาก Pew ที่เป็นคำถามที่ใช้ในอเมริกา ซึ่งในเรื่องของเทคโนโลยีอาจจะมีความเหมือนกัน แต่แน่นอนว่าเรื่องเศรษฐกิจ สังคม การศึกษาของประชาชนย่อมแตกต่างกันแน่นอน ดังนั้นการใช้คำถามเดียวกันแต่มีการดัดแปลงเล็กน้อยกับคนสองกลุ่มที่มีชุดความคิดที่อยู่เบื้องหลังต่างกันนั้น คำตอบที่ได้ย่อมไม่เหมือนกันแน่นอน ทำให้ไม่ชัดเจนว่าผู้ทำวิจัยมีแนวคิดยังไงในการถามในงานศึกษาชิ้นนี้ แม้แต่พื้นฐานที่แตกต่างกันระหว่างประเทศไทยและสหรัฐอเมริกานั้นย่อมมีผลต่อการทำวิจัยเพื่อวิเคราะห์อนาคตสื่ออินเตอร์เน็ตในประเทศไทยใน 10 ปีข้างหน้าแน่นอน นอกจากนั้นคำถามไม่ชัดเจนทำให้การตีความคำตอบเป็นไปได้ยากและคนตอบนั้นไม่สามรถระบุได้ว่าเป็นตัวแทนคนไทยเท่าไร เนื่องจากผู้ตอบเลือกที่จะตอบ ไม่ใช่ผู้วิจัยเลือกผู้ตอบ นอกจากนั้นงานศึกษาชิ้นนี้ยังรวบรวมได้เฉพาะส่วนที่เป็นความคิดเห็น ซึ่งแทบจะปราศจากข้อเท็จจริง
นำเสนอภาพรวมจินตนาการสื่อในทศวรรษหน้าโดยกานต์ ยืนยง เครือข่ายพลเมืองเน็ต และ Siam Intelligent Unit กานต์กล่าวว่าสื่อสิ่งพิมพ์จะไม่มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นแต่ยังคงมีบทบาททางสังคมอยู่ การนำเสนอของสื่อสิ่งพิมพฺควรเน้นที่การวิเคราะห์เชิงลึก เข้าถึงข่าวสาร ส่งข่าวสารให้ถูกที่ถูกเวลา นอกจากนั้นควรปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ สำหรับสื่อภาพยนตร์นั้น โครงสร้างอุตสาหกรรมจะมีการผูกขาดมากขึ้น จะมีปัญหาในด้านการเข้าถึงแหล่งทุน จะมีผลกระทบในด้านเทคโนโลยี ในขณะเดียวกันต้นทุนในการผลิตจะต่ำลง สุดท้ายรัฐจะควบคุมเนื้อหาให้อยู่ในกรอบของวัฒนธรรมมากขึ้น ทางด้านวิทยุและโทรทัศน์ยังคงเป็นสื่ออำนาจหลักและเป็นสื่ออภิสิทธิ์ ในด้านของสื่อใหม่อย่างอินเตอร์เน็ตนั้นรัฐยังคงเป็นผู้ผลักดันหลักแต่อาจจะไม่ใช่ทุนหลัก แต่รัฐจะเข้ามาควบคุมดูแลแต่ในขณะเดียวกันสื่อด้านนี้ก็ต้องเดินตามกระแสโลก นอกจากนั้นอุปกรณ์พกพาจะเป็นช่องทางในการเข้าถึงสื่ออินเตอร์เน็ตมากขึ้น

ถอดหน้ากากเจ๊

ที่มา เดลินิวส์

ดูข่าวนายกฯ อิตาลี แบร์ลุสโคนี ถูกคนบ๊องนิด ๆ เอารูปปั้นเหล็กฟาดหน้า จนฟันหัก 2 ซี่ เลือดกบปากตอนไปหาเสียงแล้ว น่ากลัว โดยเฉพาะเสียงที่ห่วง ว่า หรือนี่จะเป็นสัญญาณความรุนแรงทางการเมือง

ถึง นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะบอกว่า ไม่กลัว แต่ที่ผ่านมาก็โดน ทั้ง ปลาร้า ทั้งอึ เขวี้ยงมาแล้ว หรืออดีตนายกฯ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ก็เคยโดน รองเท้าเขวี้ยงหัว มันสะท้อนการเมืองไทยรุนแรง นั่นก็เรื่องหนึ่ง

แต่วันนี้ ยังไม่ใช่เรื่องนี้ เป็นเรื่องความอัปยศ ของ ส.ว.ลากตั้ง ผลพวง รธน.ปิศาจคาบไปป์ มรดกบาปที่ คมช. ทิ้งไว้สืบต่ออำนาจ ไม่เคยศรัทธาคนเหล่านี้เลย แต่วันนี้เปลี่ยนใจ เพราะ ส.ว.ลากตั้งดี ๆ อีกคนหนึ่ง

คุณวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์

คุณวิชาญเขียนไว้ในหนังสือ “ความรับผิดชอบของสมาชิกรัฐสภาและสภาล่มซ้ำซาก” ที่แจกผู้สื่อข่าวประจำรัฐสภา ในประเด็นเกี่ยวกับการประชุมวุฒิสภา 16 พ.ย. ซึ่งมีการประชุมกฎหมายสำคัญมาก ๆ

พ.ร.บ.ประกอบ รธน. ว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน

พ.ร.บ.ฉบับนี้มี 100 มาตรา เป็นกฎหมาย “ฮิตเลอร์” ดี ๆ นี่เอง ให้อำนาจคน ๆ เดียวเบ็ดเสร็จ ทำหน้าที่ทั้ง ตำรวจ อัยการ ป.ป.ช. หมดเกลี้ยง ตั้งเรื่องเอง สอบสวนเอง ชี้มูลความผิดเอง ส่งฟ้อง คดีเอง

หัวใจการขอแก้ไขอยู่ใน ม.116 เปิดช่องให้ ประธาน คตง. ผู้ว่าฯ สตง. สามารถดำรงตำแหน่งได้เกิน 1 วาระ พูดง่าย ๆ ให้ชุดเดิมที่กำลังจะครบวาระ สามารถยึดเก้าอี้ต่อไปได้ นั่นล่ะ

ยังไม่พูดถึงกรณี กฎหมายฉบับนี้ ผิดหลักการตรวจสอบ และการถ่วงดุลอำนาจอย่างมาก ขัดหลักธรรมาภิบาล อย่างรุนแรง และไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่ว่ามองแง่ไหนก็ตาม

คุณวิชาญแฉว่า กลุ่ม ส.ว.นี้ เมื่อเห็นมติก้ำกึ่ง ก็เริ่ม เชิญชวน ข่มขู่ ร้องขอ และกล่าวหา ส.ว.เลือกตั้ง และ สรรหา โดย ส.ว.สรรหาถูกขู่ว่า จะไม่เลือกกลับมาอีก (เนื่องจากผู้ว่าฯ สตง. เป็น 1 ใน 7 อรหันต์ตาม รธน.ปิศาจที่จะเลือก ส.ว.ลากตั้ง 75 คน) ส่วน ส.ว.เลือกตั้งขู่ว่า จะตรวจสอบบัญชีย้อนหลัง

ชั่วร้ายแค่ไหน ดูเถอะ !!!

คุณวิชาญ ยังเปิดโปงว่า วุฒิสภา ทุกวันนี้ ถูกครอบงำ และตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของเพื่อนสมาชิกบางคน และ “เจ๊” ผู้มีภาพลักษณ์อันงดงาม และสวยหรู ซึ่งนับ เป็น “ความอัปยศ” ของวุฒิสภาชุดนี้

และได้เห็นธาตุแท้ของผู้มีอิทธิพลนอก รธน.บางคน ส.ว.ภาพลักษณ์ดี นักวิชาการภาพลักษณ์ดี ที่ยอมละทิ้งอุดมการณ์ เพื่อตอบแทนบุญคุณคนเหล่านี้ ก็คงไม่พ้น พวกที่ลากตั้งเข้ามา นั่นล่ะ

กลุ่ม ส.ว.ลากตั้ง เป็นใคร ก็รู้ ๆ กันอยู่ เพราะเสนอหน้าแทบทุกวัน ส่วน “เจ๊” ที่ต้องดิ้นยึดเก้าอี้ต่อ เดาว่านั่งทับอุจจาระไว้เยอะ ทั้งเรื่องทุจริต ร่ำรวยผิดปกติ ถูกร้องไป ป.ป.ช. แต่ ป.ป.ช. ก็เก็บเงียบเชียบนานแล้ว

ก็เดชะบุญ ที่วุฒิสภาวันนั้น กฎหมาย “ฮิตเลอร์” ตกไป เพราะได้เสียงไม่เกินกึ่งหนึ่งคือ 76 เสียง (ได้แค่ 70 เสียง) ตอนนี้รอส่งกลับให้สภาผู้แทนฯ ยืนยันอีกครั้ง หลังให้ผ่านครั้งแรกแบบส่งเดช!!!

เมื่อ พรรคภูมิใจไทย ประกาศ ไม่เอาแน่แล้ว โอกาสผ่านคงยาก แต่การออกมาเปิดโปงขบวนการชั่วร้ายของคุณ วิชาญเที่ยวนี้ เท่ากับตอกฝาโลงไม่ให้กฎหมาย “ฮิตเลอร์” นี้ได้โผล่จากหลุมอีก

และดับฝัน “เจ๊” ตลอดกาล

ขอคาวระคุณวิชาญ ที่กล้าหาญ สุดยอด ทำหน้าที่สมศักดิ์ศรี ส.ว.ของ ประชาชน.

ดาวประกายพรึก