WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, December 20, 2009

หึ่ง!เทือกคุมโปรเจ็กต์กู้หมื่นล้านสร้างโรงพัก-แฟลตตร. ตะลึงเปิดช่องงาบผลประโยชน์ก้อนโต

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
19 ธันวาคม 2552

*โปรเจ็กต์หมื่นล้านในมือเทพเทือก กำหนดดึงอำนาจมาคุมไว้ที่ส่วนกลาง



กระตุ้นเศรษฐกิจใคร?-โครงการก่อสร้างโรงพักและแฟลตตำรวจหมื่นล้านที่สตช.เสนอนายกฯอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯเป็นผู้อนุมัติให้ประมูลหนเดียว ผูกขาดรับเหมาก่อสร้างทั่วประเทศ ทำให้มีข้อกังขาว่าเปิดช่องให้นักการเมืองคอรัปชั่น


*เทพเทือกผุดแฟลตตร.-โรงพักหมื่นล้าน พิลึกกู้มาสร้าง แต่ขอเก่ายังใช้งานได้ไม่ให้รื้อ

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้อนุมัติโครงการก่อสร้างสถานีตำรวจ และแฟลตตำรวจทั่วประเทศในวงเงิน10,007.88ล้านบาท โดยใช้เงินงบประมาณจากเงินกู้ อ้างว่าเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยนายสุเทพได้ระบุในการอนุมัติว่า
"
ให้กำชับห้ามรื้อทุบทิ้งอาคารเดิม ให้เก็บไว้เพื่อใช้ประโยชน์ต่อไป เพราะในอนาคตของบฯสร้างใหม่ยาก"

*โปรเจ็คต์หมื่นล้านภายใต้เงื้อมมือของเทพเทือกส่อไม่โปร่งใส
โครงการก่อสร้าง1หมื่นล้านบาทในเงื้อมมือนายสุเทพนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า นำไปสู่การตั้งคำถามเรื่องความโปร่งใส เนื่องจากการจัดซื้อจัดจ้างกันด้วยวงเงินสูงเกินปกติจากส่วนกลาง ทำเป็นสัญญาเดียวทั่วประเทศ โดยความร่วมมือของสำนักงบประมาณ ชงลูกเป็นงบประมาณผูกพันหลายปีงบประมาณ เพื่อให้หน่วยงานอ้างว่าจะต้องจ้างรวมรายเดียว สัญญาเดียวทั่วประเทศ

โครงการที่นายสุเทพอนุมัตินี้ อ้างว่าเป็นการโครงการก่อสร้างกระตุ้นเศรษฐกิจ ประกอบด้วยการก่อสร้างสถานีตำรวจทดแทนทั่วประเทศ 396 แห่ง วงเงิน6,298 ล้านบาท และการสร้างแฟลตตำรวจขนาด 30 ครอบครัว 163 แห่ง วงเงิน 3,709.88 ล้านบาท

ทั้งที่นายสุเทพ ได้อนุมัติให้ สตช.ทำการประกวดราคาจัดซื้อจัดจ้าง งานสองโครงการข้างต้นโดยวิธีประมูลทางอิเล็คทรอนิกส์ แบบโครงการเดียว ทุกสถานที่ก่อสร้างทั่วประเทศให้หน่วยงานหนึ่งของสตช.จัดจ้างทุกอาคารรวมกันในครั้งเดียว ทำให้มีการตั้งข้อสังเกตว่า นายสุเทพอาจจะมีเจตนารวบอำนาจไว้ที่ส่วนกลาง และมีการกล่าวหาว่าโครงการเช่นนี้อาจจะเปิดช่องให้มีการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนลดจากผู้รับเหมารายใหญ่ได้ง่ายขึ้น

วงการรับเหมาก่อสร้างได้กล่าวหาว่า ราคากลางโครงการก่อสร้างแฟลตตำรวจทั่วประเทศ ได้ตั้งไว้สูงกว่าราคากลางที่ผู้รับเหมาทำอยู่ปัจจุบัน 20 % จึงน่าสงสัยว่าอาจจะเป็นเจตนาแอบแฝงที่สำนักงบประมาณรวมกับ สตช. และนายสุเทพ วางแผนไว้ หรือ ไม่ ? เนื่องจากการก่อสร้างสร้างสถานีตำรวจ 396 แห่งทั่วประเทศ และสร้างอาคารแฟลต 30 ครอบครัว ที่อยู่กระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศ นั้นไม่มีผู้รับเหมารายหนึ่งรายใดทำได้แน่นอน เพราะต้องใช้กำลังมหาศาล ในทางปฏิบัติ จึงต้องจ้างเหมาช่วงแก่ผู้รับเหมาช่วงในพื้นที่ เป็นทอดๆ กันไป โดยผู้รับเหมาที่ถือสัญญาชนะประมูลได้ก็คงจะเอาเปรียบสารพัด ผู้รับเหมารายย่อยมีโอกาสล้มละลายสูง เพราะถูกโกงกันเป็นทอดๆ

ดังนั้นจึงน่าตั้งข้อสงสัยว่า ประการแรก หากนายสุเทพแทงหนังสืออนุมัติว่า อาคารเก่ายังใช้งานได้ให้เก็บไว้ใช้งาน แล้วทำไมต้องกู้เงินมาทำโครงการถึง 10,000 ล้านบาทอีกให้ประเทศไทยแบกภาระหนี้

ประการที่สอง การอ้างว่า กู้เงินมาทำโครงการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น เจตนาการรวบอำนาจอนุมัติไว้ที่ส่วนกลาง และเจตนาจะป้อนงานให้ผู้รับเหมารายเดียว จะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างไร นอกจากกระตุ้นเศรษฐกิจบริษัทรับเหมายักษ์ใหญ่ นายทุนของพรรคประชาธิปัตย์ และกระตุ้นเศรษฐกิจของนักการเมืองที่คุมโครงการ

ดังนั้น สังคมจึงควรต้องตรวจสอบโครงการนี้ให้รอบคอบ และเฝ้าระวัง เพราะตัวโครงการเองก็ส่อไปในทางเปิดช่องให้มีการฉ้อราษฎร์บังหลวงได้ง่ายแล้ว

Saturday, December 19, 2009

คำว่า “ละครจัดฉาก” ทำ ไทย – เขมร สัมพันธ์ขาดวิ่น!

ที่มา บางกอกทูเดย์

พลพรรคของรัฐบาล “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” จำนวนไม่น้อยรุมโจมตี กรณีการได้รับพระราชทานอภัยโทษของ“นายศิวรักษ์ ชุติพงษ์” ว่าเป็น “การเล่นละคร”มีการเขียนบทตั้งแต่ต้นจนจบ มีพล็อตเรื่องมีบทละคร มีตัวละครที่กำหนดการเล่นว่าจะออกมาเล่นเมื่อไร บทอย่างไร...หรือการกล่าวหาว่าเป็น ปาหี่“เป็นการจัดฉาก”โดยกลุ่มคนที่ดำเนินการโจมตีดังกล่าว แม้ว่าต้องการโจมตี “พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ” หรือ โจมตี “อดีตนายกฯ ทักษิณ” ก็ตามแต่พวกเขาก็รู้ทั้งรู้ว่า...การระดมโจมตีดังกล่าว แท้ที่จริงแล้วพวกเขากำลังโจมตีประเทศกัมพูชาทั้งประเทศ โจมตีระบบศาลสถิตยุติธรรมของประเทศกัมพูชาใส่ร้ายป้ายสีกล่าวหาว่า...

ประเทศกัมพูชา ร่วมเล่นละคร ร่วมเล่นปาหี่ดังกล่าวด้วยเพราะหากไม่มีการจับกุมตัว นายศิวรักษ์ ชุติพงษ์ไปควบคุมในเรือนจำเป็นเวลาประมาณ 30 วัน และหากไม่มีการพิจารณาพิพากษาคดีในศาลสถิตยุติธรรมของกัมพูชาโดยมีคำพิพากษาว่า...มีความผิดฐานจารกรรมตามกฎหมายของกัมพูชา ทำให้ต้องโทษจำคุก 7 ปี ปรับ10 ล้านเรียล แล้วจะมีกระบวนการในการขอพระราชทานอภัยโทษหรือไม่ครับ แล้วจะมีการพระราชทานอภัยโทษให้กับนายศิวรักษ์ ชุติพงษ์ ได้

หรือไม่ครับท่านผู้อ่านทุกท่านก็คงจะตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าก็ต้องไม่มีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นนี่แสดงว่าที่กลุ่มคนของรัฐบาลชุดนี้ รวมทั้งสื่อสีเหลืองสื่ออมาตยาธิปไตยบางส่วนที่ได้ รวมหัวกัน ปั้นเรื่องเท็จใส่ร้ายป้ายสี ว่า เรื่องทั้งหมดเป็นการ เล่นละครเป็นปาหี่ เป็นการจัดฉากย่อมต้องรู้อยู่แก่ใจว่า...เป็นการกล่าวหาประเทศกัมพูชาอย่างร้ายแรงทั้งหมดด้วยเช่นกัน ว่า ร่วมอยู่ในการเล่นละคร ร่วมอยู่ในการสร้างปาหี่ ร่วมอยู่ในการจัดฉากคราวนี้ด้วยนี่มิใช่เป็นการสร้างความ

เป็นศัตรูกับประเทศเพื่อนบ้านดอกหรือ?ผมเชื่อมั่นนะครับว่า...ประชาชนไทยทั้งประเทศไม่มีใครต้องการตั้งตนเป็นศัตรูกับเพื่อนบ้าน โดยไม่มีเหตุจำเป็นร้ายแรงใดๆ อย่างแน่นอนแต่นี่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์และสื่อเหลืองอมาตยาธิปไตยทั้งหลายกำลังทำในสิ่งตรงกันข้ามกล่าวคือผลักไสประเทศไทยประชาชนไทยให้ไปเป็นศัตรูกับประเทศและประชาชนเพื่อนบ้านพวกคุณต้องการเช่นนั้นหรือ หากเกิดสงครามระหว่างประเทศขึ้น พวกคุณหรือเปล่าที่ต้องไปทำการสู้รบ

ผมอยากจะกราบเรียนประชาชนไทยทุกคนว่าถ้าหากเกิดสงครามระหว่างไทยกับกัมพูชาในช่วงรัฐบาลนี้...ต้องบังคับให้คณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง พรรคประชาธิปัตย์ สื่อสีเหลืองอมาตยาธิปไตยไปรบนะครับประชาชนไทยคนอื่นอย่าออกไปรบเลย...เพราะพวกเขาจงใจในการทำให้เกิดสงครามกับประเทศเพื่อนบ้านโดยไม่มีประชาชนไทยคนไหนต้องการ โดยไม่มีเหตุไม่มีผลใดๆทั้งสิ้นเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น...เพราะ “นายคำรบปาลวัฒน์วิไชย” โทรศัพท์ไปหา “นายศิวรักษ์ ชุติ

พงษ์”เพื่อขอข้อมูลตารางการบินของอดีต นายกฯ ทักษิณแม้ว่าในความเข้าใจของ “นายศิวรักษ์ ชุติพงษ์”อาจจะเป็นเรื่องที่ไม่เป็นความลับหรือไม่ผิดกฎหมายก็ตามแต่ในเมื่อมีการนำส่งข้อมูลดังกล่าวให้กับเจ้าหน้าที่ทางการทูตของไทยในกัมพูชาเรื่องก็จะกลับกลายเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายของประเทศกัมพูชาในทันที แล้วก็ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรงด้วยสิ่งนี้เจ้าหน้าที่ทูตไทยต้องรู้ดี กระทรวงต่างประเทศไทยต้องรู้ดี รัฐมนตรีต่างประเทศและนายกรัฐมนตรีไทยต้องรู้ดี หาก

ตอบว่า...ไม่รู้ก็ไม่สมควรที่ทำงานในตำแหน่งดังกล่าวต่อไปแต่หากว่ารู้แล้วก็ยังยืนยันให้ดำเนินการต่อไป นี่ก็เท่ากับเป็นการประจานให้คนไทยทั้งประเทศและชาวโลกรู้ว่า...รัฐบาลชุดนี้ต้องการที่ละเมิดกฎหมายกัมพูชาต้องการที่จะกล่าวร้ายประเทศกัมพูชา ต้องการที่สร้างเงื่อนไขให้ไทยทำสงครามกับกัมพูชาเรื่องเช่นนี้ ใช้สามัญสำนึกของคนทั่วไปก็ตัดสินได้แล้วว่า “ไม่ควรทำ” และน่าจะนำไปสู่ความผิดใหญ่โตได้เมื่อเป็นเช่นนี้ก็เป็นธรรมดาของผู้เป็นแม่ต้องพยายาม

ทำทุกวิถีทางในการที่จะช่วยลูกของตนให้หลุดพ้นจากความทุกข์ยากทั้งปวงและผ่อนหนักให้เป็นเบาในขณะนี้แม้แต่เด็กๆ ไทยก็ยังรู้ว่า สมเด็จฯ ฮุน เซนของกัมพูชา เกลียด อภิสิทธิ์-กษิต อย่างเข้ากระดูกดำดังนั้น การติดต่อขอความช่วยเหลือจากกัมพูชาหากผ่านสองคนนี้แล้วแทนที่จะผ่อนหนักให้เป็นเบาอาจจะกลายเป็นซํ้าเติมให้หนักขึ้นก็ได้ดังนั้น การที่พลพรรคประชาธิปัตย์ตั้งข้อสงสัยว่า...ทำไมสมเด็จฯ ฮุน เซน จึงให้การต้อนรับขับสู้อย่างดีทำไมจึงเร็วนักจึง

สะท้อนให้เห็นจิตวิญญาณที่ตํ่าช้าของพลพรรคประชาธิปัตย์ที่ถือเอา พวกอื่นๆ ที่การเมืองไม่ตรงกันพวกตนเป็นศัตรูที่ไม่อาจร่วมโลกกันได้ต้องทำลายทุกวิถีทางทั้งใส่ร้ายป้ายสีทั้งโกหกปั้นเรื่องเท็จกระทั่งก้าวลํ้าไปผลักให้ประเทศไทยประชาชนไทยไปเป็นศัตรูกับเพื่อนบ้านก็ยังทำเช่นนี้แล้ว ท่านผู้อ่านเห็นสมควรให้รัฐบาลประเภทนี้บริหารประเทศต่อไปอีกไหมครับ? 

จปร.จ่าเป็นนายร้อย

ที่มา บางกอกทูเดย์

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ....แค่ 1 ปี...มีตำรวจชั้นประทวนมากกว่า 6 หมื่นนาย..พากันไปสอบเพื่อจะได้เป็นชั้นสัญญาบัตรว่ากันว่า...วิชาที่นำไปออกเป็นข้อสอบนั้น..คนสอบผ่านจะต้องทำคะแนนมากกว่าร้อยละ 75 ขึ้นไปถึงจะอยู่ในบัญชีผู้สอบผ่าน..ปีนี้อาจจะถึงร้อยละ 80 เพราะอัตราส่วนระหว่างผู้สอบได้กับผู้สอบตกนั้น ...ประมาณกันว่าใน 100 คนเอาแค่ 1 คน...อีกร้อยละ 99 ต้องรอสอบใหม่ปีหน้าหรือ...ล้มความตั้งใจจะดีกว่าหรือไม่...หากในแต่ละจังหวัดแต่ละองค์การ

บริหารส่วนจังหวัด...จะมีตำรวจของตนเองในกิจการที่เป็นการให้ความสะดวกและบริการ....เหมือนกรุงเทพมหานครมีเทศกิจตำรวจในความหมายที่แท้จริงนั้น...ไม่ได้มีงานมากมายอย่างตำรวจไทย..ตำรวจคือผู้รักษากฎหมาย..ตำรวจคือผู้คลี่คลายคดีตำรวจมีหน้าที่จับผู้ร้ายไม่มีใครเอาตำรวจมานั่งเฝ้าร้านทองหรือธนาคาร..เหมือนตำรวจไทย..ในเงินเดือนระดับสัญญาบัตร..ตำรวจชั้นประทวนที่มีอายุมาก..จะได้มีช่องทางระบายและได้ตำรวจใหม่ๆเข้ามาแทนที่จะดีกว่าหรือ

ไม่....ที่ระบบโยกย้ายกันไปทั่วประเทศของตำรวจชั้นสัญญาบัตร..จะล้มเลิกกันเสียที..ตำรวจในแต่ละพื้นที่จะรู้จักพื้นที่ดีกว่าการโยกย้ายไปมาปีละหลายๆ พันคน...ในแต่ละชั้นยศ...อย่างที่เป็นอยู่ตำรวจจะได้เลิกถูกกล่าวหาเกี่ยวกับการซื้อขายตำแหน่ง..หรือแย่งกันลงในพื้นที่ที่เป็นแผ่นดินแห่งทองคำสอบจ่าเป็นนายร้อยเมื่อ วันอาทิตย์ที่ผ่าน...ข่าวหล่นออกมาว่า...สำหรับช่องทางพิเศษ..ที่จะทำให้จ่าได้เป็นนายร้อยแบบสอบอย่างไรก็ได้นั้น...ฝันจะเป็นจริงได้ต้องใช้ปัจจัย

40 หมื่น...ยืนตัว...ว่ากันว่าขั้นตอนก็ง่ายๆ...เอาปัจจัยไปใส่แล้วเปิดบัญชีคู่กันถ้าสอบผ่านก็...ทำนิติกรรมกันใหม่เปิดทางให้กู้ได้โดยลำพังผู้หมวดใหม่ก็ตั้งอกตั้งใจใช้ดาวล้างหนี้...ประชาชีก็ต้องมีส่วนจับจ่ายอานิสงส์ว่ากันว่าที่ทยอยการสอบให้เป็นหลายครั้งย่อยๆ นั้น...เพื่อการปรับปรุงค่าเมตตาจิตไม่ให้หายหกตกหล่น...ฯลฯจะเพิ่มทั้งราคาและคุณค่าของคน มันก็ต้องกล้าแก้ไขเปลี่ยนแปลง... 

จับอาวุธ30ตัน สหรัฐสั่ง เบื้องหลังที่ไทย

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_53901

ผอ.ข่าวกรองแห่งชาติ สหรัฐฯ ยอมรับเป็นครั้งแรกว่าสหรัฐฯมีบทบาทในกรณีนี้ เผย อาวุธผิดกม. น้ำหนัก 30 ตัน จาก โสมแดงที่ถูกยึดได้ในไทย มีจุดหมายปลายทางนำไปส่งที่ตะวันออกกลาง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 19 ธ.ค. อ้าง นายเดนนิส แบลร์ ผู้อำนวยการข่าวกรองแห่งชาติ สหรัฐอเมริกา เปิดเผยว่า อาวุธผิดกฎหมายน้ำหนักประมาณ 30 ตัน จากเกาหลีเหนือที่ถูกยึดได้ที่ประเทศไทย มีจุดหมายปลายทางนำไปส่งที่ตะวันออกกลาง

รายงานระบุว่า นายเดนนิส แสดงความเห็นลงในหนังสือพิมพ์วอชิงตัน โพสต์ ระบุว่า หน่วยงานหลายแห่งของสหรัฐอเมริกา ได้ประสานความร่วมมือระหว่างกันและกับหุ้นส่วนในต่างประเทศเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว สามารถนำไปสู่การสกัดกั้นการลักลอบขนอาวุธของเกาหลีเหนือไปยัง ตะวันออกกลางได้สำเร็จ

นับเป็นครั้งแรกที่เจ้าหน้าที่ในรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ออกมาแสดงความเห็นเกี่ยวกับจุดหมายปลายทางของอาวุธที่ถูกยึดได้ในประเทศไทย และเป็นการยืนยันอย่างเป็นทางการครั้งแรกว่าสหรัฐอเมริกามีบทบาทในกรณีนี้

นายเดนนิส ระบุด้วยว่า การยึดอาวุธดังกล่าวแสดงถึงการปรับปรุงความร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานด้าน ข่าวกรอง 16 แห่ง หลังจากที่หน่วยงานเหล่านี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าขาดความร่วมมือกัน ซึ่งนำไปสู่การโจมตีของผู้ก่อการร้ายเมื่อวันที่ 11 ก.ย. 2544

ถึงบางอ้อแล้ว....เกี่ยวกับคดียุบพรรคปชป....!!!!

ที่มา thaifreenews

โดย Porsche

จากคุณ : จอมยุทธเสเพล


....เพราะบักอภิชาตเป็นเพื่อนนักเรียนกับบักบัญญัติ บรรทัดฐาน นี่เอง...ขนาด3เสียงให้ยุบแต่บักอภิชาตขอตายเดี่ยวก็ยอมเพราะอะไร...ฮืม






http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P8673275/P8673275.html

ปัญหาไม่ใช่แค่ "บอร์ดการบินไทย"

ที่มา มติชน

โดย ประสงค์ วิสุทธิ์


บริษัท การบินไทย จำกัด(มหาชน) ก็ไม่ต่างจากรัฐวิสาหกิจแห่งอื่นๆที่เป็นขุมทรัพย์ของผู้มีอำนาจทางการเมืองเข้ามาแสวงหาประโยชน์อย่างเป็นล่ำเป็นสันมาเป็นเวลานาน


วิธีการหลักๆ ในการเข้ามหาประโยชน์คือ การจัดซื้อจัดจ้างมูลค่าสูงๆ ผลักดันให้ดำเนินโครงการขนาดใหญ่ และกำหนดนโยบายที่เอื้อประโยชน์ให้แก่ตนเองและพวกพ้อง จากนั้นส่งคนของตนเอาเข้ามาเป็นผู้บริหารหรือะกรรมการรัฐวิสาหกิจ เพื่อควบคุมให้เป็นไปตามความต้องการของตนเอง


จึงไม่ใช่เรื่องแปลก (แต่ไม่ถูกต้อง) ที่จะเห็นบุคคลที่เป็นคนใกล้ชิดของผู้มีอำนาจฯ มาเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจแบบที่ขำไม่ออก เช่น สมัยรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ส่งพ่อค้าพริกไทยมาเป็นกรรมการการบินไทย หรือปัจจุบันมีพี่ชายคนสนิทของ "พี่เน" เป็นกรรมการต่อเนื่องมาตั้งแต่รัฐบาลนายสมัคร


แม้จะมีระเบียบว่า หนึ่งในสามของกรรมการรัฐวิสหกิจต้องแต่งตั้งจากบุคคลผู้ทรงคุณวุฒิที่ขึ้นบัญชีไว้ที่สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจและมี พ.ร.บ.คุณสมบัติและมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ กำหนดคุณสมบัติกรรมการโดยเน้นมิให้ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองและการห้ามมีผลประโยชน์ทับซ้อน แต่ผู้มีอำนาจก็อาศัยความ "หน้าด้าน" เลี่ยงกฎหมายส่งคนของตนเองเข้ามาเป็นกรรมการอยู่ดี


จึงเป็นไปได้ยากที่บุคคลเหล่านี้จะรักษาผลประโยชน์ของรัฐวิสาหกิจที่ตนเป็นกรรมการ นอกจากผลประโยชน์ของ "นาย" และของตนเอง


พฤติกรรมของกรรมการการบินไทยรายหนึ่งที่ตกเป็นข่าวอื้อฉาวว่า ขนสัมภาระ 40 ชิ้น น้ำหนักกว่า 500 กิโลกรัมในเที่ยวบินโตเกียว-กรุงเทพ เมื่อกลางพฤศจิกายนที่ผ่านมา และยังใช้ช่องทางพิเศษที่สนามบินสุวรรณภูมิโดยไม่เสียภาษีศุลากรอีกด้วย บ่งบอกได้อย่างดีว่า กรรมการการบินไทยรายดังกล่าวซึ่งได้รับการหนุนหลังจาก "พี่เน" (เหมือนกับคนในตระกูลเดียวกันทำให้มีอำนาจอยู่ในแวดวงตลาดทุน) รักษาผลประโยชน์ของใคร


ปัญหาที่เกิดขึ้นนอกจากชี้ให้เห็นว่า การบริหารจัดการในการบนินไทยหละหลวม ไร้กฎเกณฑ์ กรรมการและฝ่ายบริหารสามารถใช้อำนาจได้ตามอำเภอใจแล้ว ยังทำให้เห็นปัญหาอื่นทั้งในการบินไทยและหน่วยงานอื่นของรัฐ อาทิ


หนึ่ง โครงสร้างการบริหารรัฐวิสาหกิจไม่ชัดเจน ทั้งๆ ที่รัฐวิสาหกิจหลายแห่งมีฐานะเป็นบริษัทมหาชนในตลาดหลักทรัพย์ แต่กรรมการบริษัทไม่รู้จักอำนาจหน้าที่ของตนเองว่า มีหน้าที่เพียงกำหนดนโยบาย กำหนดยุทธศาสตร์ ติดตามประเมินผลฝ่ายบริหารให้เป็นไปตามนโยบายและกฎหมาย


แต่นี่กลับล้วงลูกทั้งในเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายพนักงานระดับกลางถึงผู้อำนวยการฝ่าย เข้าไปทำหน้าที่แทนฝ่ายบริหาร ทำให้ผู้บริหารที่ได้รับการสรรหาไม่มีอำนาจที่แท้จริง ไร้น้ำยา เพราะพนักงานมักจะวิ่งเข้าหากรรมการซึ่งเป็นผู้มีอำนาจแท้จริง


การบินไทยนั้น มีงบประมาณมหาศาลทั้งในการจัดซื้อจัดจ้างและด้านการตลาด ทำให้กรรมการบริษัทต้องเารเข้ามามีอำนาจโดยเฉพาะงบฯด้านการตลาดปีละกว่า 2,000 ล้านบาท อำนาจการอนุมัติใช้เงินก้อนนี้อยู่ที่ประธานคณะกรรมการบริหารคือ นายวัลลภ พุกกะณะสุตซึ่งเป็นกรรมการบริษัท แทนที่จะเป็นอำนาจของฝ่ายบริหาร


สอง ไม่ใช่กรรมการรัฐวิสาหกิจที่ผู้มีอำนาจฯส่งเข้ามาเท่านั้นที่ก่อปัญหา กรรมการรัฐวิสาหกิจที่เป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ก็อาจก่อปัญหาได้เช่นเดียวกัน


ลองไปพลิกดูชื่อกรรมการรัฐวิสาหกิจใหญ่ๆ มีผลตอบแทนในรูปเบี้ยประชุมและโบนัสสูง จะพบชื่อข้าราชการชั้นใหญ่เป็นกรรมการอยู่เพียบ


แต่ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เหล่านี้ไม่เคยสนใจดูว่า อำนาจหน้าที่หรือตำแหน่งที่ตนเองดำรงอยู่นั้นขัดแย้งกับการเข้าไปทำหน้าที่กรรมการในรัฐวิสาหกิจหรือไม่ อาทิ นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งกฎหมายกำหนดให้เป็นกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติด้วย


แต่นายอำพนกลับยอมรับเป็นกรรมการบริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน)ซึ่งโครงการลงทุนของ ปตท.และบริษัทในเครือ จำนวนมากต้องผ่านความเห็นชองของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ


จึงน่าจะมีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนว่า การที่ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่รายใดจะรับเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจใด ต้องไม่ขัดแย้งกับอำนาจหน้าที่ตามกำหมายของตนเอง


สาม ถ้ากรรมการการบินไทยรายดังกล่าวใช้ช่องทางพิเศษในสุวรรณภูมิขนสินค้าเข้ามาจำนวนมากโดยไม่ต้องเสียภาษีศุลกากรจริง


คำถามคือ มีผู้ยิ่งใหญ่และผู้มีอำนาจทางการเมือง ใช้ช่องทางพิเศษแบบเดียวกันขนสินค้าเข้ามาโดยไม่ต้องเสียภาษีใมากมายขนาดไหน เพราะเมื่อผู้ยิ่งใหญ่เหล่านี้เดินทางไป-กลับแต่ละครั้งจะมีข้าราชการ-เจ้าหน้าที่รัฐแห่แหนไปอำนวยความสะดวก


เจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจหน้าที่โดยเฉพาะกรมศุลากรได้ปล่อยปละละเลยหรือเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ไม่มีการเก็บภาษีจริงหรือไม่


รัฐบาลควรใช้โอกาสนี้รื้อแดนสนธยาที่สนามบินสุวรรณภูมิ มิให้มีการกระทำตามอำเภอใจได้ต่อไป

"คำรบ"โผล่แล้ว ยันบริสุทธิ์ใจไม่มีใครสั่งล้วงความลับเที่ยวบิน"แม้ว"ลั่นเสียใจ "ศิวรักษ์"ต้องติดคุก

ที่มา มติชน

"คำรบ"เปิดใจครั้งแรก ปัดมีคนสั่งจารกรรมข้อมูลการบิน"ทักษิณ" แจงเป็นแนวทางทูตต้องรายงานความเคลื่อนไหวคนสำคัญ เสียใจปฏิบัติงานด้วยความบริสุทธิ์ใจ แต่"ศิวรักษ์"กลับได้รับผลกระทบทั้งที่บริสุทธิ์

นายคำรบ ปาลวัฒน์วิไชย เลขานุการเอก สถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุการณ์ที่โดนขับออกนอกกัมพูชา หลังติดต่อขอทราบเที่ยวบินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จากนายศิวรักษ์ ชุติพงษ์ วิศวกรชาวบ้าน ซึ่งได้รับพระราชทานอภัยโทษพ้นการจำคุก 7 ปีข้อหาจารกรรมข้อมูล ว่า ได้ติดต่อไปหน่วยงานต่างๆ รวมถึงติดต่อหานายศิวรักษ์เพื่อขอความอนุเคราะห์ตรวจสอบว่า พ.ต.ท.ทักษิณมาถึงกรุงพนมเปญแล้วจริงหรือไม่อย่างไร ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติทั่วไปของนักการทูตทุกๆ ประเทศ ส่วนเหตุที่ต้องรายงานการเดินทางถึงกัมพูชาของ พ.ต.ท.ทักษิณนั้น เนื่องจากทางราชการติดตามความเคลื่อนไหว ไม่ใช่เฉพาะกรณีนี้เท่านั้น หากได้ทราบว่ามีบุคคลสำคัญอื่นๆ ไม่ว่าไทยและต่างประเทศไปกัมพูชา ก็ต้องรายงานด้วยเช่นกัน

"กระทรวงการต่างประเทศไม่เคยมีนโยบายหรือคำสั่งให้ล้วงความลับ ทำจารกรรมใดๆ และไม่เคยได้รับอี-เมลหรือแฟกซ์ใดๆ ทั้งสิ้น รับแจ้งข้อมูลเพียงทางโทรศัพท์ (จากนายศิวรักษ์)เท่านั้น อยากแสดงความเสียใจต่อนายศิวรักษ์ที่ต้องได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติหน้าที่ตามปกติโดยความบริสุทธิ์ใจของผมขอวิงวอนคนในสังคมให้มองนายศิวรักษ์เป็นผู้ได้รับผลกระทบในเชิงลบทั้งที่เป็นผู้บริสุทธิ์"นายคำรบกล่าว

ทำเนียบร้อน

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ ทิ้งหมัดเข้ามุม

คาดเชือก คาถาพัน




ใกล้เทศกาลปีใหม่ การเมืองภายในประเทศคงจะค่อยๆ ลดระดับความร้อนแรงลงไป อยู่ในช่วงฟิตซ้อมเตรียมข้อมูล เพื่อรอช่วงเปิดสภาในต้นปีหน้า แล้วค่อยเปิดศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจกัน

ถึงตอนนั้นน่าจะมันหยด เพราะภายในรัฐบาลเอง ในพรรคประชาธิปัตย์เอง ก็มีอะไรให้ครื้นเครงกันอยู่ไม่น้อย เรียกว่าศึกภายในก็ไม่ธรรมดา

แต่ระหว่างนี้ไปจนถึงช่วงหยุดยาวปีใหม่ น่าจะสงบสุขไปพักใหญ่

ส่วนการเมืองข้ามประเทศ ไทย-เขมร อาจจะยังมีศึกติดพันอยู่อีกนิดหน่อย

เป้าหมายการไล่จี้ คงไปลงที่ นายคำรบ ปาลวัฒน์วิไชย ให้ออกมาชี้แจงแถลงไขข้อเท็จจริง

ข้อเท็จจริงของโทรศัพท์ที่มีไปถึง นายศิวรักษ์ ชุติพงษ์ อันเป็นเหตุให้ฝ่ายเขมรอ้างในการจับกุมและสั่งจำคุก!

ส่วนรัฐมนตรีต่างประเทศรอยกยอดไปตอนอภิปรายไม่ไว้วางใจนั่นเลย

โดนแน่นอน กษิต ภิรมย์ พร้อมกับนายกฯมาร์คที่มีประเด็นให้อภิปรายได้สารพัด

ขณะที่การเมืองเรื่องอภิปรายอยู่ในช่วงตระเตรียมการ จู่ๆ เกิดเรื่องร้อนแรงขึ้นมาในทำเนียบรัฐบาลแทนการเมือง

รับเทศกาลปีใหม่พอดี นั่นคือกรณีปฏิทินร้อนลีโอ

ขณะที่กระทรวงสาธารณสุข งัดพ.ร.บ.ควบคุมแอลกอฮอล์มาขู่ฟันผู้จ่ายแจกปฏิทินส่งเสริมการขายเบียร์ยี่ห้อดังกล่าว

ทั้งเป็นปฏิทินแนวนู้ด ชุมนุม 6 นางแบบฮอต เลยทำให้โดนองค์กรสตรีต่อต้านด้วยอีกแรง

เถียงกันไปเถียงกันมา ปรากฏว่าจุดแรกที่มีการแจกปฏิทินอื้อฉาวดังกล่าว คือในทำเนียบรัฐบาล แจกแบบเป็นลังๆ เสียด้วย!!

โดยลูกสาวเบียร์สิงห์ซึ่งมีตำแหน่งข้าราชการการเมือง ประจำสำนักเลขาธิการนายกฯ นั่นเอง เป็นผู้เอามาแจก

ทำเอาทำเนียบแทบแตก เพราะลูกจ้าง ข้าราชการ นักการเมือง แย่งกันรับ

เสียหายไปถึงนายกฯ และรัฐมนตรีสาธารณสุข

ลงเอยเจ้าตัวรับผิดชอบด้วยการยื่นลาออก

เป็นเรื่องร้อนในทำเนียบฉลองปีใหม่!

อภิชาต-ปชป.

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน




พรรคประชาธิปัตย์โชคดีที่รอดพ้นจากการถูกยุบพรรคมาแล้วครั้งหนึ่ง

ต่างจากพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย พรรคมัชฌิมาธิปไตย ที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดยุบพรรค กรรมการบริหารพรรคถูกตัดสิทธิ์ห้ามยุ่งเกี่ยวกับการเมืองคนละ 5 ปี

พรรคประชาธิปัตย์มีโชคอย่างมากที่มีบุคลากรพร้อมกว่าใครอื่น ทั้งขุนพลรุ่นใหญ่ รุ่นกลางและรุ่นใหม่

นายชวน หลีกภัย นายบัญญัติ บรรทัดฐาน นายสุทัศน์ เงินหมื่น และอีกหลายๆ คน ถอยไปอยู่เบื้องหลัง

ปล่อยให้คนรุ่นใหม่อย่าง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นพระเอก โดยมีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ คอยประคองดูแล

พรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาลเพราะมีอำนาจพิเศษเข้ามาเป็นตัวช่วย ทำให้นายอภิสิทธิ์ได้เป็นนายกรัฐมนตรี

แต่ระยะเวลา 1 ปีที่เข้ามาบริหารงาน หลายฝ่ายเริ่มส่ายหน้า เพราะหาผลงานไม่เจอ

ดีแต่โหมโฆษณาไปวันๆ ทั้งแผ่นป้ายคัตเอาต์ สื่อโทรทัศน์ และวิทยุ

ขณะเดียวกัน ก็พยายามกล่าวหา เล่นงานฝ่ายตรงข้ามอย่างเอาเป็นเอาตาย

สื่อต่างประเทศให้คะแนนนายอภิสิทธิ์แค่ใช้วาทกรรมเก่ง แต่ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในการสร้างสมานฉันท์

ช่วงนี้ พรรคประชาธิปัตย์เริ่มมีเรื่องให้ระทึกอีกครั้ง

เมื่อพยานในคดียุบพรรคไทยรักไทย 2 คน ออกมาเปิดเผยว่าถูก แกนนำบางคนว่าจ้างให้สร้างหลักฐานเท็จ เพื่อให้ยุบพรรคคู่แข่ง

กรณีรับเงินบริจาคจากทีพีไอโพลีน ผ่านบริษัท เมสไซอะ บิสสิเนส แอนด์ ครีเอชั่น จำนวน 258 ล้าน

กรณีใช้เงินสนับสนุนพรรคการเมืองจากกกต.ไม่เป็นไปตามกฎหมาย และไม่ยื่นแสดงบัญชีรายจ่ายต่อกกต.

ล่าสุด สองกรณีหลัง ที่ประชุมกกต.มีมติด้วยเสียงข้างมาก 3 ต่อ 2 ให้นายทะเบียนพรรคการเมือง ซึ่งได้แก่ ประธานกกต. ไปทำความเห็นเสนอที่ประชุมกกต.อีกครั้งว่าพรรคประชาธิปัตย์ทำผิดพ.ร.บ.พรรคการเมืองหรือไม่

ถ้าเห็นว่าทำผิดก็ต้องเสนอต่ออัยการสูงสุดเพื่อยื่นยุบพรรคต่อไป

อย่างไรก็ตาม เสียงของกกต.ทั้ง 5 คน ออกมา 3 แนวทาง

นั่นคือ นายประพันธ์ นัยโกวิท นางสดศรี สัตยธรรม และนายสมชัย จึงประเสริฐ มีความเห็นให้นายทะเบียนพรรคการเมืองดำเนินการตามพ.ร.บ.พรรคการเมือง มาตรา 95

นั่นคือชี้ขาดว่าการกระทำของพรรคประชาธิปัตย์มีความผิดหรือไม่

ส่วนนายวิสุทธิ์ โพธิแท่น มีความเห็นว่าควรเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณายุบพรรค

ขณะที่ นายอภิชาต สุขัคคานนท์ มีความเห็นสมควรให้ยกคำร้อง

เมื่อนายอภิชาตเป็นประธานกกต. และประธานกกต.ก็เป็นนายทะเบียนพรรคการเมือง

เมื่อมติกกต.เสียงข้างมากให้นายอภิชาต ซึ่งมีความเห็นว่าสมควรยกคำร้องไปทำความเห็นมาชี้ขาดว่าพรรคประชาธิปัตย์ทำผิดหรือไม่

จึงเป็นเรื่องที่น่าติดตามอย่างยิ่ง!!

ไร้สติ

ที่มา ไทยรัฐ

คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของเฟด หรือ ธนาคารกลางสหรัฐฯ ให้คงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ร้อยละ 0-0.25 ทั้งนี้ ยังมองด้วยว่าแนวโน้มเศรษฐกิจในปีหน้าจะดีขึ้น ส่งผลให้ มีแผนที่จะยุติการปล่อยกู้เงินฉุกเฉินเริ่มในวันที่ 1 ก.พ. 2010 แน่นอน

สัญญาณดังกล่าวคงเป็นข่าวดีสำหรับทุกประเทศ รวมทั้ง ไทยเราด้วย เพราะอย่างน้อยก็มีความหวังว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้น ทั้งนี้ บ้านเรายังต้องมองไปที่ปัจจัยลบทางด้านการเมืองด้วย เหมือนกัน ถ้ายังกระท่อนกระแท่นอย่างนี้ก็เหมือนเครื่องจักรทำงานได้ไม่เต็มสูบ มัวแต่ทะเลาะกันเอง เวียดนามชิงตัดหน้า เป็นเจ้าตลาดสินค้าทางการเกษตรไปเรียบร้อยแล้ว

ตลาดข้าวล่มจมชัดเจน

เรื่องราวของคนดังฉาวโฉ่ส่งท้ายปลายปี หนีไม่พ้น ไทเกอร์ วูดส์ นักกอล์ฟชื่อก้องโลก งานนี้ถ้าเป็นชาวบ้านธรรมดาก็อาจจะ เป็นข่าวฮาในรอบปีที่ภรรยาตัวจริงจับได้ว่ามีภรรยาตัวปลอมอีกเป็นพวงอันเนื่องมาจากรถยนต์เกิดอุบัติเหตุแล้วมีของสำคัญหล่นลงมา

แต่อย่างว่า คนอเมริกันไม่ค่อยจะเอามาเป็นสาระ ส่วนรวมส่วนตัวแยกกัน บรรณาธิการข่าวกีฬาของสื่อสำนักต่างๆก็ยังโหวต ให้เป็น นักกีฬาแห่งทศวรรษ โดยวัดกันที่ผลงาน

บ้านเรา แค่ปฏิทินปีใหม่อันเดียว กลายเป็นประเด็นความขัดแย้งใหญ่โต ทายาทเจ้าของผู้จ้างผลิตปฏิทินเกิดหวังดี เอาปฏิทินมาแจกคนในทำเนียบรัฐบาล แบบคนกันเอง กลายเป็นข่าวว่ามีรองโฆษกรัฐบาลไปต่อคิวรับปฏิทินบ้าง สำนักนายกฯต้นสังกัด หรือนายกฯ รวมทั้งโฆษกรัฐบาลไม่พอใจบ้าง

เป็นเรื่องเป็นราว

ทีนี้ออกมากันใหญ่ ถึงขั้น คุณมานิต นพอมรบดี รมช. กระทรวงสาธารณสุข ออกมาสั่งให้ฝ่ายกฎหมายของกระทรวงเอาผิดลงโทษผู้ผลิตและผู้ที่จำหน่ายจ่ายแจกปฏิทินชุดนี้

จะว่าไปแล้วพูดกันแบบปากตรงกับใจ สังคมบ้านเราดัดจริตกันพอสมควร ภาพโป๊ภาพเปลือยก็มีวางจำหน่ายบนแผงหนังสือมาเป็นทศวรรษแล้ว ยิ่งในอินเตอร์เน็ตจะดูอะไร ไม่เห็นต้องมาเอาเรื่องเอาราวกับปฏิทินลีโอให้ใหญ่โตขนาดนี้

หรือถ้าจะเอาเรื่องคุณธรรมจริยธรรมจริงๆ รัฐมนตรีที่ทุจริตกันโจ๋งครึ่ม รัฐมนตรีที่ขาดคุณสมบัติ มานั่งหน้ายาวกันอยู่ทำไม น่าจะออกมาช่วยกันรณรงค์ไม่ให้อยู่ในสังคมด้วยซ้ำไป

นี่คือความผิดปกติของสังคมไทย

บ้านเราเลยเป็นที่หมักหมมของการสร้างภาพ การดัดจริต การทุจริต เป็นสังคมเรื่องไม่เป็นเรื่อง เอาแค่ขอเกาะกระแสดังก็พอ จะมีสาระหรือไม่เป็นอีกเรื่อง กรณีขนอาวุธสงครามก็ยังไม่เคลียร์ ไม่เห็นมีใครออกมาโวย รัฐบาลทำมึนๆคิดจะเอาอาวุธที่ถูกจับได้ไว้ใช้งานอีกแฮะ คิดได้ไง สนามเด็กเล่นแท้ๆ.

หมัดเหล็ก