WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, December 21, 2009

รองปธ.จีนไปเขมร จบภารกิจ เยือนเอเชีย

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_54178

นายซี จินปิง

จะพบกับสมเด็จฮุนเซ็นวันที่ 21 ธ.ค. และจะร่วมพิธีลงนามข้อตกลงร่วมกัน 14 รายการ โดยการเยือนครั้งนี้ค่อนข้างสำคัญในฐานะตัวเก็ง ปธน.ของจีน...

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันที่ 20 ธ.ค. นายซี จินปิง รองประธานาธิบดีของจีนและคณะ เดินทางถึงเมืองเสียมราฐของกัมพูชา อันเป็นที่ตั้งของนครวัด โบราณสถานสำคัญที่มีชื่อเสียงระดับโลกในวันเดียวกันนี้ ในภารกิจเดินทางเยือนชาติเอเชียชาติสุดท้ายหลังเยือนผ่านมาแล้ว 3 ชาติ คือญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสหภาพพม่า

การมาถึงของนายจินปิง มีขึ้นหลังเมื่อวันอาทิตย์ที่ 20 ธ.ค. กัมพูชาส่งกลับผู้ลี้ภัยชาวเหว๋ยอูร์ 20 คนที่ลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย กลับให้ฝ่ายจีน โดยถือว่าคนกลุ่มนี้เป็น อาชญากร พัวพันเหตุประท้วงต่อต้านรัฐบาลจีนในมณฑลซินเกียงเมื่อไม่นานมานี้ แม้กลุ่มนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนจะเกรงว่าคนเหล่านี้จะถูกประหารชีวิต หากถูกส่งตัวกลับก็ตาม

นายจินปิงและคณะ จะเดินทางเข้ากรุงพนมเปญ ในวันจันทร์ที่ 21 ธ.ค. เพื่อเข้าหารือกับสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา และร่วมเป็นประธานพิธีลงนามข้อตกลงร่วมกัน 14 รายการ ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องการช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจต่อกัมพูชา จากนั้นจะเดินทางกลับสาธารณรัฐประชาชนจีนในวันอังคารที่ 22 ธ.ค.2552 การเดินทางมาเยือนของนายจินปิงครั้งนี้ ถือว่าค่อนข้างสำคัญทีเดียว เนื่องจากเขาถูกมองว่าเป็นตัวเต็งก้าวขึ้นมารับตำแหน่งประธานาธิบดีของจีน แทนนายหู จินเทา อีกทั้งพม่าและกัมพูชา เป็นสองชาติยากจนที่สุดของอาเซียน ที่จีนใช้เป็นฐานแผ่อิทธิพล ในภูมิภาคแถบนี้

“จตุพร”แฉเอกสารใหม่23ธ.ค.ชี้ชัดกษิตแนะเล่นงานทักษิณ

ที่มา โลกวันนี้

นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง ระบุว่า วันที่ 23 ธ.ค.นี้ ตนจะนำเอกสารลับชุดใหม่ของกระทรวงต่างประเทศ ออกมาเปิดเผยเพิ่มเติม จากเดิมที่กำหนดจะเปิดเผยวานนี้ โดยการเลื่อน ไม่ใช่เป็นเพราะหลักฐานไม่ชัดเจน แต่เพื่อจะได้สอดรับการแถลงผลงานรัฐบาล ที่จะมีขึ้นในวันดังกล่าว ซึ่งจะทำให้เห็นว่า ใครพูดจริง พูดเท็จ ซึ่งเอกสารชุดใหม่ครั้งนี้ มีจำนวน 9 แผ่น เป็นชุดที่มีเนื้อหาและถ้อยคำระบุชัดเจนว่า กระทรวงต่างประเทศ โดยเฉพาะ นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ สั่งการเพื่อให้ดำเนินการอย่างไรกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

ส่วนการที่ นายกษิตออกมารับเป็นเอกสารจริง แต่เป็นเพียงการประเมินสถานการณ์ นายจตุพรบอกว่า คำที่ใช้ "ประเมิน" ไม่ใช่แน่นอน แต่เป็น "แผนการ" เอกสารชุดหลัง ที่จะเปิดเผย จะทำให้เห็นว่าเรื่องนี้คือแผนการ ที่ถูกวางไว้แล้ว

การยึดเครื่องบินบรรทุกอาวุธรัฐบาลอภิสิทธิ์โง่หรือฉลาด

ที่มา thaifreenews

โดย Porsche

จากคุณ : hollowpig

ก า ร ยึ ด เ ค รื่ อ ง บิ น บ ร ร ทุ ก อ า วุ ธ รั ฐ บ า ล อ ภิ สิ ท ธิ์ โ ง่ ห รื อ ฉ ล า ด

คัดจากคอลัมภ์ บทความ
โดย นพ.เหวง โตจิราการ
จาก นสพ. ความจริงวันนี้ ฉบับวันที่ ๑๘ - ๒๑ ธันวาคม ๒๕๕๒

ข่าวที่ดังระเบิดทั่วประเทศไทยในสองสามวันนี้ นอกจากเรื่องที่ศาลกัมพูชาพิพากษาว่านาย ศิวรักษ์ ชุติพงษ์ มีความผิดต้องจำคุก ๗ ปี ปรับ ๘๕,๐๐๐ บาทแล้วได้รับพระราชทานอภัยโทษโดยการดำเนินการของอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร และ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ แล้ว

อีกข่าวหนึ่งก็คือการที่รัฐบาลไทยได้ควบคุมให้เครื่องบินสันชาติจอร์เจีย รหัส IL76
เที่ยวบินที่ AWA732 ให้ร่อนลงจอดที่สนามบินดอนเมืองเพื่อเติมน้ำมัน แต่เมื่อเข้าทำการตรวจค้นกลับพบอาวุธสงครามร้ายแรงหลายรายการรวมประมาณเกือบ ๔๐ ตัน โดยได้ควบคุมตัวผู้ที่อยู่บนเครื่องบิน ๕ คน เป็นชาวคาซักสถาน ๔ คน และเป็นชาวเบลาลุส ๑ คน โดยทางตำรวจแจ้งข้อกล่าวหาในเรื่องมีอาวุธไว้ในครอบครอง และสำแดงรายการเท็จ ในขณะนี้กำลังมีการดำเนินการไปตามกฎหมายของไทย ประเด็นที่ต้องพิจารณาเกิดขึ้นทันทีหลายประเด็น


ประเด็นแรกก็คือหน่วยงานความมั่นคงของไทยอยู่ที่ไหนครับ ทำอะไรอยู่ เพราะเครื่องบินลำดังกล่าวได้แวะจอดเติมน้ำมันในไทยก่อนหน้าที่จะไปยังเกาหลีเหนือ
เพื่อไปลำเลียงอาวุธสงครามดังกล่าว หน่วยงานความมั่นคงไม่มีเบาะแสอะไร ดมกลิ่นอะไรไม่ได้เลยหรือ

เห็นหน่วยงานความมั่นคงนี่เก่งมากในการทำร้ายคนไทยด้วยกันเอง นั่นคือทุกครั้งที่เสื้อแดงจะชุมนุมกัน ดูเหมือนว่าจะมีรายงานจากหน่วยงานความมั่นคงไปหารัฐบาลว่า น่าจะเกิดความรุนแรงขึ้น จนเป็นเหตุให้รัฐบาลหยิบยกมาเป็นข้อกล่าวอ้างในการประกาศ พรบ. ความมั่นคงภายในทุกครั้ง
(อย่าอ้างการชุมนุมที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๕๕๒ นะครับว่าไม่มีการประกาศ เพราะมันกะทันหันเกินไปและรัฐบาลเพิ่งยกเลิกการประกาศ พรบ. ความมั่นคงคล่อมวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ระหว่างวันที่ ๒๘ พ.ย. – ๑๔ ธ.ค. ๕๒ มาหยก ๆ การประกาศซ้ำอีกทีคงเป็นเรื่องจิตวิปลาสอีกเป็นแน่ อภิสิทธิ์จะนำมากล่าวอ้างว่า ๑๐ ธ.ค.๕๒ ไม่มีการประกาศเพื่อยกมาเป็นบุญคุณหรือคุณงามความดีของคุณไม่ได้ครับ)

ทำไมทีกับการชุมนุมของคนเสื้อแดง หน่วยงานความมั่นคงมีหลักฐานมากมายอย่างรวดเร็วด้วยว่าการชุมนุมจะมีความรุนแรงเกิดขึ้น ทั้ง ๆ ที่เป็นเรื่องโกหกหลอกลวงโดยสิ้นเชิง หากไม่จริงหน่วยงานความมั่นคงเอาหลักฐานมายืนยันหน่อย หรือพวกคุณไม่ได้เสนอรายงานรัฐบาลอภิสิทธิ์
ก็กรุณาออกมายืนยันหน่อยว่าหน่วยงานความมั่นคงไม่ได้เสนอไปอย่างนั้น แต่รัฐบาลอภิสิทธิ์โกหกเอาเอง

ทำไมทีเรื่องคอขาดบาดตายในเรื่องเครื่องบินขนอาวุธสงครามนี้
หน่วยงานความมั่นคงไม่มีเบาะแสไม่ได้กลิ่นเลยแม้แต่นิดเดียว เพราะมารู้เอาก็ตอนที่เครื่องบินดังกล่าวกำลังจะลงจอดที่สนามบินสุวรรณภูมิแล้ว
รัฐบาลถึงต้องรีบจนเหงื่อแตกให้ไปจอดที่สนามบินดอนเมืองแทน เพราะหากรู้ล่วงหน้าก่อนนี้แม้เล็กน้อยก็ไม่ต้องรีบร้อนกำหนดที่จอดอย่างนี้เลย

หรือไม่ก็ควรจะใช้ เอฟ๑๖ ที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ใช้ไล่ล่าสังหารอดีนนายกฯ ทักษิณ
อย่างอำมหิตนี่แหละไปบังคับให้เขาออกไปจากน่านฟ้าไทย นี่ไม่รู้เรื่องอะไรเลยจนเครื่องบินใกล้ร่อนลงแล้ว รัฐบาลจึงบอกให้เขาไปจอดที่ดอนเมือง แล้วข้อมูลที่รัฐบาลได้มาก็มาจากหน่วยงานของอเมริกาแม้ว่าจะเป็นเรื่องที่เป็นไปตามหลักสากล เป็นไปตามหลักสหประชาชาติ

แต่คำถามก็คือ รัฐบาลไม่มีการข่าวล่วงหน้าหรืออย่างไร แล้วก็ไปทำตามข้อมูล (คำสั่ง ?) ของอเมริกา แล้วรัฐบาลรู้ไหมครับว่า ในโลกทุกวันนี้ ธุรกิจเรื่องการค้าอาวุธสร้างรายได้มหาศาลให้กับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกไม่เว้นแม้แต่อเมริกา อเมริกานี่แหละเป็นผู้ที่ค้าอาวุธรายใหญ่ที่สุดของโลก

ในขณะที่คู่แข่งที่น่ากลัวของอเมริกาคือ รัสเซียและเกาหลีเหนือ แล้วเรื่องที่เกิดขึ้นจะเรื่องขัดผลประโยชน์ทางการค้าหรือเปล่า นี่เป็นการค้าขายปกติที่ประเทศผู้ค้าอาวุธเขาทำกันหรือเปล่า อันนี้ทำให้น่าคิดว่า
ข่าวลือเรื่องสินบนนำจับคราวนี้สูงถึง ๗ ล้านเหรียญอเมริกาน่ารับฟังมากขึ้น ผมเองไม่เห็นด้วยคัดค้านการค้าอาวุธนะครับ
แต่นี่รัฐบาลกำลังนำเอาประทศไทยไปเป็นเครื่องมือของประเทศอเมริกา
ในการแข่งขันค้าอาวุธกับรัสเซียและเกาหลีเหนือหรือเปล่า รัฐบาลกำลังนำเอาประเทศไทยไปเป็นศัตรูกับประเทศรัสเซียและเกาหลีเหนือหรือเปล่า
กฎข้อที่ ๑๘๗๔/๒๐๐๙ ของสหประชาชาติเขาขีดวงใช้จำกัดกับอาวุธที่ผลิตโดยเกาหลีเหนือเท่านั้นหรือเปล่า เพราะหากอาวุธนั้นนายหน้าซื้อจากรัสเซียแต่ให้ไปรับของที่เกาหลีเหนือจะด้วยเหตุอะไรก็แล้วแต่ นี่กฎสหประชาชาติบังคับไว้ด้วยหรือเปล่ายังมีปัญหาอีกมากนะครับ ว่านี่เป็นการซื้อขายที่มีประเทศที่สั่งซื้อแล้วมีประเทศที่เป็นผู้ขายแน่นอน การทำเช่นนี้ประเทศผู้ซื้อเขาอาจจะคิดของเขาได้ว่าเขาไม่ได้ทำอะไรผิด แล้วเขาโกรธประเทศไทยรัฐบาลจะรับผิดชอบอย่างไร ข่าวที่ปรากฎซึ่งยังไม่ยืนยันกล่าวถึงประเทศอิหร่านและกลุ่มเฮสบอลเลาะห์ กลุ่มฮามาส (ไม่ทราบจริงหรือไม่) แล้วเช่นนี้จะเป็นการขยายสงครามก่อการร้ายเข้ามาในประเทศไทยหรือเปล่า ที่กล่าวมาทั้งหมดไม่ได้แสดงว่าผมสนับสนุนการค้าอาวุธ หรือว่าผมไม่ต้องการให้จับกุมเขาเหล่านั้น

แต่ที่กล่าวมาทั้งหมดก็เพื่อต้องการให้ท่านผู้อ่านเห็นความไร้ประสิทธิภาพของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เห็นความไร้ความสามารถของหน่วยงานความมั่นคง ทีกับคนเสื้อแดงรายงานเท็จรายงานโกหกทุกครั้งว่าคนเสื้อแดงจะสร้างความรุนแรง (ความเป็นจริงพิสูจน์แล้วว่าการชุมนุมของคนเสื้อแดงไม่มีความรุนแรงแม้แต่น้อย) แล้วทีพันธมิตรปล้นเอาเมนเฟรมความมั่นคงไป ไม่เห็นหน่วยงานความมั่นคงหรือรัฐบาลเอาใจใส่ในการเรียกคืนและนำเอาผู้ปล้นขโมยไปมาลงโทษแม้แต่น้อย


ประชาชนคนไทยคงปล่อยให้รัฐบาลอภิสิทธิ์สร้างความเสียหายให้ประเทศต่อไปไม่ได้แล้วครับ

แม้วยื่น3เงื่อนไข คุยสุรยุทธ์ ยุติศึกในชาติ

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_54152
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

อดีตนายกฯทักษิณ รับข้อเสนอ องคมนตรีสุรยุทธ์ พร้อมเจรจายุติปัญหาความขัดแย้งภายในชาติ "นพดล" เผย ต้องมี3หัวข้อในการเจรจา คืน รธน.40 หรือ เนื้อหาใกล้เคียงมาประกาศใช้ -ยุบสภา และ เลือกตั้งใหม่

ที่พรรคเพื่อไทย เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 20 ธ.ค. นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวน้าพรรคเพื่อไทย นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และนายจารุพงษ์ เรืองสุวรรณ อดีตปลัดกระทรวงแรงงาน ร่วมแถลงกรณี เอกสารลับของกระทรวงต่างประเทศ เสนอข้อหารือนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับมาตรการจัดการ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นภัยคุกคามหลักของชาติ

นายยงยุทธ กล่าวว่า พวกตนมีประสบการณ์การดำรงตำแหน่งข้าราชการประจำ ตนเคยเป็นอดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย นายปลอดประสพ เคยดำรงตำแหน่งอดีตปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และนายจารุพงษ์ เคยดำรงอดีตปลัดกระทรวงแรงงาน วิเคราะห์เอกสารลับกระทรวงการต่างประเทศ เป็นการทำข้อหารือถึง นายกรัฐมนตรี ทำขึ้นโดยถูกต้อง มีอำนาจตามกฎหมายหรือไม่ เพราะเนื้อหาหนังสือระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นภัยหลักคุกคามชาติ และประชาชนนั้น ข้อเท็จจริงไม่ใช่ แต่ภัยหลักที่กำลังคุกคามประชาชน คือ ความยากจน รวมทั้งปัญหาความไม่สงบจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่มีรายงานผู้เสียชีวิต และทรัพย์สิน ต่อเนื่อง ถือเป็นภัยหลักและเรื่องเร่งด่วนที่รัฐบาลควรลงพื้นที่แก้ปัญหา

"การออกเอกสารลับดังกล่าวขณะนี้ยังไม่พบว่า นายกรัฐมนตรี ได้ลงนาม จึงยังไม่มีการยื่นฟ้องดำเนินคดีใดๆ ฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ หากภายหลังพบว่ามีการปฏิบัติตามหนังสือที่ออกโดยไม่ถูกต้อง พรรคเพื่อไทยจะดำเนินต่อไป"นายยงยุทธ กล่าว

นายปลอดประสพ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย พรรคเพื่อไทย วิเคราะห์รายละเอียดในหนังสือ ว่า ขอตั้งข้อสังเกต 5 ข้อ 1. เอกสารดังกล่าว เป็นการออกคำสั่งที่ผิดกฎหมาย และขัดรัฐธรรมนูญ ผิดระเบียบบริหาราชการแผ่นดิน รวมทั้งระเบียบข้าราชการพลเรือน ( ก.พ.) เพราะเป็นคำสั่งที่ให้ข้าราชการประจำ ปฏิบัติหน้าที่โดยไม่มีความเป็นกลาง 2.การอกคำสั่งในหนังสือสะท้อนให้เห็นว่า ขาดด้อยเรื่องคุณธรรม และจริยธรรม 3.สิ่งที่เสนอให้ปฏิบัติตามหนังสือ เป็นการสร้างความแตกแยกในสังคม ปฏิเสธความปรองดองสมานฉันท์ ความสัมพันธ์กับต่างประเทศ ไม่ได้พูดถึงฟื้นฟูสัมพันธ์ที่ดีกับกัมพูชา ไม่พูดว่าจะส่งทูต เลขานุการทูต กลับไปสร้างความสัมพันธ์ มีแต่พูดถึงการตอบโต้ 4.นายกรัฐมนตรีไม่รู้ว่าจะสั่งการอย่างไร แต่ขอเตือนข้าราชการประจำว่าหากมีการสั่งการให้ปฏิบัติตามหนังสือ ขออย่าปฏิบัติตามเพราะหนังสือดังกล่าวออกมาโดยขัดต่อรัฐธรรมนูญและผิดกฎหมาย หากข้าราชการปฏิบัติก็จะมีความผิด ส่วนข้าราชการฝ่ายการเมือง ขอให้หยุดการดำเนินการที่ผิดกฎหมาย

รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวต่อว่า พรรคเพื่อไทย มีข้อเสนอแนะ 8 ข้อต่อรัฐบาล 1.การออกหนังสือดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญ และผิดกฎหมาย เป็นการให้ข้าราชการ ช่วยเหลือรัฐบาลอยู่รอดทั้งที่ไม่ใช่หน้าที่ของข้าราชการ กระบวนการดังกล่าวเป็นการบั่นทอน ทำลายล้างการเมืองฝ่ายตรงข้าม คือ พรรคเพื่อไทย ทั้งที่พรรคเพื่อไทย ตั้งขึ้นมาโดยถูกต้องตามกฎหมาย รัฐธรรมนูญ ภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตย 2.การกระทำดังกล่าวจะเข้าข่ายปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และขัดรัฐธรรมนูญ รวมทั้งระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ที่ทำให้ข้าราชการไม่มีความเป็นกลาง 3.ชัดเจนว่าต้องการจัดการ พ.ต.ท.ทักษิณ อดีตนายกรับมนตรี โดยใช้อำนาจบริหาร เข้าไปเร่งรัดการดำเนินคดี พ.ต.ท.ทักษิณ 4.สิ่งที่ในหนังสือระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นภัยหลักคุกคามชาติ พรรคเพื่อไทยขอประณามวิธีคิดดังกล่าว การกล่าวเช่นนี้ มุ่งที่จะใส่ร้าย ทำลายล้าง พ.ต.ท.ทักษิณ 5.ถือเป็นครั้งแรกที่รัฐบาลยอมรับ แนวคิดการสร้างให้ผู้ที่สนับสนุนรัฐบาลเกิดความสะใจ หลังจากนี้จะมีกระบวนการสร้างความเข้าใจ โดยใช้งบประชาสัมพันธ์ของรัฐบาล เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง

6.หนังสือดังกล่าวเป็นการสร้างภาพทำให้เห็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องการกลับมาเป็นผู้นำทางการเมือง ทั้งที่การที่บุคคลใดจะเป็นผู้นำ ประชาชนเป็นผู้เลือกตั้งเข้ามา แต่การกระทำของกระทรวงการต่างประเทศ และรัฐบาล เป็นการชี้นำ 7.เป็นเรื่องน่าตกใจอย่างยิ่งที่รัฐบาลกล่าวถึงกระบวนการเปลี่ยนแปลงการปกครองในประเทศกัมพูชา แสดงให้เห็นว่าเป็นการก้าวล่วงกัมพูชา และ 8.การที่ นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เสนอมาตรการใช้กำลังทหารเกี่ยวกับข้อพิพาทกัมพูชา เป็นข้อเสนอที่ย้อนยุค และอันตรายอย่างยิ่ง หากรู้ถึงประเทศกัมพูชาก็ยิ่งทำให้ความเสื่อมทรามที่มีอยู่ระหว่าง ประเทศแย่ลงไปอีก จึงขอให้กระทรวงกลาโหม และฝ่ายความมั่นคง ตรวจสอบเรื่องนี้อีกครั้ง เพราะก่อนหน้านี้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ปฏิเสธว่าไม่เคยเห็นหนังสือดังกล่าว นายกษิต กำลังทำให้กระทรวงการต่างประเทศ เป็นเหมือนกระทรวงสงครามในยุคสงครามโลก ดังนั้นพรรคเพื่อไทย เห็นว่า รัฐบาลควรพิจารณาเรื่องนี้ให้ดีและทำให้ถูกต้อง

"เนื่องในวันปีใหม่ที่จะถึงนี้ ผมขอให้เรียกร้องรัฐบาล ทำทุกอย่างให้ถูกต้องตามกฎหมาย และรัฐธรรมนูญ เพื่อไม่ให้บ้านเมืองลุกเป็นไฟ และให้หยุดการทำลายล้างกันในสังคม หากจะสู้กันก็ให้สู่กันในทางการเมืองตามระบอบประชาธิปไตย ส่วนที่มาของเอกสารที่เราได้นั้น มาจาก 2 ฝ่าย คือจากนักการเมืองและจากข้าราชการประจำ ที่ไม่เห็นด้วยกับแนวทางนี้ และไม่อยากทำในสิ่งที่ผิดกฎหมาย จึงต้องนำมาเปิดเผย ขอเรียกร้องให้รัฐบาลอย่าใช้มุกเดิมในการไปไล่บี้คนให้ข้อมูล แต่ขอให้ออกมาชี้แจงว่าเรื่องดังกล่าวจริงหรือไม่ มันไม่ใช่ว่าจะถามว่าใครเอามาเปิดเผย แต่ต้องถามว่าพวกมึงคิดอย่างนี้ได้ยังไงมากกว่า"นายปลอดประสพกล่าว

ด้าน นายจารุพงษ์ อดีตปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า การเอกสารดังกล่าว ต้องย้อนถามว่ากระทรวงการต่างประเทศ มีอำนาจจะออกหรือไม่ เพราะอำนาจกระทรวงการต่างประเทศ คือ การสร้างสัมพันธไมตรีกับนานาชาติ ขณะที่เนื้อหาในเอกสารดังกล่าวไม่น่าจะสอดคล้องกับนโยบายที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เคยแถลงไว้ ขณะที่กรณีดังกล่าวหากเป็นตน ถ้ามีผู้ใต้บังคับบัญชาทำเรื่องเสนอชงขึ้นมา ก็จะไม่ยอมลงนามและไม่สั่งให้ปฏิบัติ เพราะเป็นเรื่องที่ฝ่าฝืนกฎหมาย รัฐธรรมนูญ เรื่องนี้หากมีการออกหนังสือ โดยไม่มีอำนาจ ไม่ถูกต้องและมีการปฏิบัติที่ขัดกฎหมาย ผู้ที่ออกหนังสือต้องรับผิดชอบ

ต่อมาเวลา 11.00 น. วันเดียวกัน นายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และที่ปรึกษาด้านกฎหมายของพ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ได้ติดตามการทำงานของนายกษิต หลังจากได้ทำเอกสารลับส่งไปถึงนายกรัฐมนตรี ทั้งที่มันไม่ใช่งานของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศที่จะใช้กระทรวงการต่างประเทศไปขจัด คู่แข่งทางการเมืองในประเทศ เพราะกระทรวงการต่างประเทศมีหน้าที่ไปสร้างความสัมพันธ์กับต่างประเทศและ รักษาผลประโยชน์ของชาติ แต่นายกษิตทำตัวคล้ายเป็นรัฐมนตรีไล่ล่าศัตรูทางการเมืองในต่างประเทศ ไม่ใช่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นเรื่องที่น่าเศร้าที่ไม่ว่าจะเป็นลูกชาวบ้าน คนผู้ดีชั้นสูงเข้ามาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ไม่ว่าบ้านเมืองจะเป็นประชาธิปไตยหรือเป็นเผด็จการ ไม่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศทำลายเกียรติยศของกระทรวงการต่างประเทศ และศักดิ์ศรีของข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศเท่ากับนายกษิต อีกทั้งยังได้รับสายโทรศัพท์หนาหูจากเพื่อนข้าราชการในกระทรวงที่เป็นนักการทูตมืออาชีพทราบว่า ไม่สบายใจเป็นอย่างยิ่ง มีการโยกย้ายพรรพวกตัวเองมาอยู่ในตำแหน่งที่สำคัญ การโยกย้ายข้ามหัวคนอื่น ข้าราชการระส่ำระสายกันมาก หลายคนไม่อยากทำงานในกระทรวง เพราะทนพฤติกรรมของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไม่ได้

"ขอให้นายกษิตยุติพฤติกรรมที่เป็นการทำลายเกียรติยศของกระทรวง และเลิกหมกมุ่นไล่ล่าพ.ต.ท.ทักษิณ ไม่เช่นนั้นจะสร้างความเสียหายให้แก่กระทรวง ผมรู้ว่ามีข้าราชการที่เป็นลิ่วล้อของนายกษิตไม่กี่คน ที่ร่วมมืออยู่และมีรายชื่ออยู่ ขอให้ราชการส่วนนี้ยุติพฤติกรรมที่สมคบกับนักการเมืองทำลายคนไทยด้วยกัน เอาเวลาไปฟื้นฟูความสัมพันธ์กับต่างประเทศดีกว่า เลิกยุ่งกับพ.ต.ท.ทักษิณ เพราะไม่ใช่บทบาทของกระทรวงที่จะไปไล่ล่าคนไทย"นายนพดลกล่าว

นายนพดลกล่าวต่อว่า สิ่งที่ไม่สบายใจที่สุดในเอกสารดังกล่าวคือที่จะให้เร่งรัดคดีความต่างๆของพ .ต.ท.ทักษิณ ส่งสัญญาญเป็นการเสื่อมเสียต่อกระบวนการยุติธรรมของไทยเป็นอย่างยิ่ง ทำให้สังคมโลกเข้าใจว่าฝ่ายบริหารของประเทศไทยสามารถเร่งรัดคดีความต่างๆ หรืออาจเข้าไปแทรกแซงคดีต่างๆที่มีต่อพ.ต.ท.ทักษิณ ทำให้เขาคิดเลยว่าในอดีตที่พ.ต.ท.ทักษิณถูกพิพากษาว่ามีความผิด มีการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมหรือไม่ ทำให้หลายคนเคลือบแคลง กระทรวงนี้มีหน้าที่สร้างภาพลักษณ์ของชาติจะต้องไม่ทำลายภาพลักษณ์ ตนรักเพื่อนข้าราชการ รักกระทรวงนี้ จะไม่ยอมให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศที่คงอยู่มีเหตุผลเดียวคือ การไล่ล่าพ.ต.ท.ทักษิณ ไม่แปลกใจเลย ที่นายอภิสิทธิ์ แต่งตั้งนายกษิตเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ทั้งที่มีข้อครหาและสังคมเคลือบแคลงเป็นอย่างมาก แต่ฝ่าฝืนกระแสมหาชน

เมื่อถามว่าหลังนายกรัฐมนตรีรับหนังสือที่นายกษิตส่งไป มีอำนาจที่จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยใช้หรือไม่ นายนพดลกล่าวว่า ตามหลักกฎหมายนายกรัฐมนตรีมีสิทธิลงนามไม่เห็นด้วยทุกข้อ เพราะไม่ใช่บทบาทของกระทรวงการต่างประเทศ ที่ไปไล่ล่าคนไทยด้วยกันเอง เมื่อถามว่านายกษิตมีอำนาจที่จะเอาผิดกับข้าราชการที่นำเอกสารลับมาเปิดเผยได้ นายนพดลกล่าวว่า เพื่อนข้าราชการในกระทรวงมีหลายสี ประเด็นต้องดูว่าการกระทำของนายกษิตมันเป็นการทำความเลวหรือทำความดี ถ้าเป็นสิ่งที่ไม่ดี ไม่ชอบมาพากล คิดว่าข้าราชการที่มีความซื่อสัตย์ สุจริตมีหน้าที่หยุดยั้งสิ่งที่ไม่ชอบมาพากลของฝ่ายการเมืองได้

นายนพดลกล่าวต่อว่า เมื่อวันที่ 19 ธ.ค. ได้โทรศัพท์คุยกับพ.ต.ท.ทักษิณ กรณี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรีและองคมนตรี ระบุทำนองว่าพร้อมเป็นตัวกลางในการเจรจากับอดีตนายกรัฐมนตรี แต่พ.ต.ท.ทักษิณต้องโทรศัพท์มาก่อน ว่า ขอเรียนว่าเมื่อครั้งที่ พล.อ.สุรยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรีหลังการยึดอำนาจรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณไป พ.ต.ท.ทักษิณได้โทรศัพท์หาพล.อ.สุรยุทธ์ 2 ครั้ง ว่า พร้อมร่วมมือพูดคุยกับฝ่ายต่างๆในสังคมที่ร่วมมือกันยึดอำนาจ แต่ต้องไม่มีการกลั่นแกล้งกันทางการเมือง พ.ต.ท.ทักษิณย้ำกับพล.อ.สุรยุทธ์ในขณะนั้นว่า การปรบมือต้องปรบมือ 2 ข้างถึงจะดัง การพูดคุยต้องคุยทั้ง 2 ฝ่ายด้วยความจริงใจ อยากย้ำเตือนความทรงจำของพล.อ.สุรยุทธ์ ดังนั้นที่เสนอพร้อมเป็นตัวกลางในการเจรจานั้น พ.ต.ท.ทักษิณยินดีที่จะพูดคุย แม้ครอบครัวจะถูกกระทำ ประสบความทุกข์อย่างแสนสาหัส ทรัพย์สินจะถูกอายัดไปหมดทั้งที่ได้ก่อนการเป็นนายกรัฐมนตรี แม้จะโดนคดีความต่างๆ ก็พร้อม และยินดี หากการพูดคุยจะทำให้การเดินหน้าของบ้านเมืองเดินต่อไปได้ แต่มีข้อแม้ว่าการพูดคุยต้องจริงจัง และจริงใจ เพราะคนที่รักประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเป็นคนเสื้อแดง หรือประชาชนสีอะไรก็แล้วแต่ที่รักประชาธิปไตย ที่ไม่ชอบการยึดอำนาจ ไม่ชอบ สองมาตรฐาน ไม่ชอบการเล่นพรรคเล่นพวก โดย พ.ต.ท.ทักษิณฝากขอบคุณพล.อ.สุรยุทธ์ ที่ได้ระบุว่าพร้อมจะเจรจา ดีใจที่รู้ว่าบ้านเมืองมีปัญหา พ.ต.ท.ทักษิณพร้อมจะพูดคุยเพื่อให้บ้านเมืองเดินหน้าต่อไปได้

เมื่อถามว่า หากการเจรจามีผลยืนยันได้หรือไม่ว่าพ.ต.ท.ทักษิณจะสั่งให้เสื้อแดงหยุดเคลื่อนไหวได้ นายนพดลตอบว่า ถ้าเจรจาพูดคุยกันได้ มีทางออกทุกฝ่ายยอมรับ มันมี 3 ข้อ จำเป็นต้องอยู่ในการจรจา คือ 1. มีรัฐธรรมนูญ 2540 หรือมีเนื้อหาใกล้เคียงมาประกาศใช้ 2.ยุบสภา และ 3.มีการเลือกตั้งใหม่ อีกทั้งทุกฝ่ายทุกสีต้องให้สัตยาบรรณร่วมกันว่า ต้องยอมรับผลการเลือกตั้ง และไม่ไปดำเนินการใดๆนอกสภาที่จะทำให้การบริหารราชการแผ่นดิน หรือการบริหารประเทศเดินไปไม่ได้ ไม่เช่นนั้นมันก็วนกลับมาเหมือนเดิมใช้หรือไม่ ตนไม่สามารถพูดแทนคนเสื้อแดงได้ แต่คิดว่าถ้ามีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย มีความเป็นธรรมให้ฝ่ายเสื้อแดง และพ.ต.ท.ทักษิณ เมื่อมีการยุบสภา เลือกตั้งใหม่วิธีเดียวที่จะให้บ้านเมืองเดินหน้าต่อไปได้ คือทุกคนต้องยอมรับผลการเลือกตั้งนั้น เพราะถ้าไม่มีความมั่นคงทางประชาธิปไตย จะไม่มีความมั่นทางการเมือง เมื่อไม่มีความมั่นคงทางการเมืองจะไม่มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ตอนนี้ไม่ใช่สุญญากาศทางการเมือง แต่เป็นคุกรุ่นทางการเมือง มันเหมือนภูเขาไฟที่รอวันระเบิด เหมือนระเบิดเวลาที่รอระเบิด ขอเตือนรัฐบาลอีกนิดว่า อย่าประเมินศักยภาพของฝ่ายที่รักประชาธิปไตยต่ำเกินไป เพราะการกดขี่ขมเหงที่รัฐบาลทำทุกวี่ทุกวัน มันเป็นการเพิ่มกระแสพลังของฝ่ายที่เรียกร้องประชาธิปไตย ให้มีมากขึ้น

เมื่อถามว่า3 ข้อที่เป็นเงื่อนไขการเจรจามันมากเกินไปหรือไม่ นายนพดลกล่าวว่า การเจรจาต้องกลับคืนสู่สถานะเดิม เพราะฝ่ายยึดอำนาจเป็นคนกระทำ บ้านเมืองจึงไม่สงบมาถึงทุกวันนี้ การไล่ล่า การล้างแค้นกันไม่ควรมี เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร ถ้าบรรลุความปรองดอง สมานฉันท์ ทุกฝ่ายยอมรับได้ก็ควรยุติเพียงแค่นั้น แล้วทุกอย่างให้ว่ากันตามกฎหมาย โดยมีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย มีองค์กรที่ตัดสินชี้ขาดตัดสินคดีตามข้อเท็จจริงและกฎหมาย เมื่อถามอีกว่า หากผลการเจรจาสำเร็จ พ.ต.ท.ทักษิณก็ยุติบทบาททางการเมือง นายนพดลกล่าวว่า อย่าลืมว่า พ.ต.ท.ทักษิณไม่ประสงค์จะกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณไม่ใช่เด็กดื้อ เป็นผู้ใหญ่ที่รับฟัง พร้อมที่จะคุยกับทุกฝ่ายหาทางออกให้บ้านเมือง เมื่อถามว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะยุติบทบาททางการเมืองโดยสิ้นเชิงหลังเจรจา นายนพดลกล่าวว่า ไปพูดคุยในช่วงเจรจาก็แล้วกัน เชื่อว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ใช่คนดื้อที่จะดันทุรัง คิดว่าถ้าได้ข้อยุติความปรองดองในชาติทุกเรื่องแล้ว จะคุยกันได้ พ.ต.ท.ทักษิณ พร้อมรับฟัง

3อดีตปลัดจวก"กษิต"ออกเอกสารลับ กระทบสัมพันธ์เขมร

ที่มา มติชน

ที่พรรคเพื่อไทย เมื่อ เวลา 10.00 น. วันที่ 20 ธ.ค. นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองหัวหน้าพรรค และนายจารุพงษ์ เรืองสุวรรณ อดีตปลัดแรงงาน ร่วมแถลงข่าวกรณีที่มีการระบุถึงเอกสารลับของกระทรวงต่างประเทศ เสนอข้อหารือนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่มีการเปิดเผยเกี่ยวกับมาตรการจัดการ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นภัยคุกคามหลักของชาติ

โดยนายยงยุทธ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า จากประสบการณ์การดำรงตำแหน่งข้าราชการระจำของพวกตน ที่ตนเคยเป็นอดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย นายปลอดประสพ เคยดำรงตำแหน่งอดีตปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม และนายจารุพงษ์ เคยดำรงอดีตปลัดแรงงาน มาวิเคราะห์เอกสารลับกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเป็นการทำข้อหารือถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ว่าทำขึ้นโดยถูกต้อง มีอำนาจตามกฎหมายหรือไม่ เพราะเนื้อหาหนังสือระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นภัยหลักคุกคามชาติ และประชาชน แต่ข้อเท็จจริงไม่ใช่ ภัยหลักที่กำลังคุกคามประชาชน คือ ความยากจน รวมทั้งปัญหาความไม่สงบจังหวัดชายแดนภาคใต้ นอกจากนี้ การออกเอกสารลับดังกล่าวขณะนี้ยังไม่พบว่า นายอภิสิทธิ์ ได้เซ็นต์ลงนาม ดังนั้นยังจะไม่มีการยื่นฟ้องดำเนินคดีใด ๆ ฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ แต่หากภายหลังพบว่ามีการปฏิบัติตามหนังสือที่ออกโดยไม่ถูกต้อง พรรคเพื่อไทยจะดำเนินต่อไป

ขณะที่นายปลอดประสพ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย พรรคเพื่อไทย ได้วิเคราะห์รายละเอียดในหนังสือแล้ว ตั้งข้อสังเกต 5 ข้อ 1.เห็นว่าเอกสารดังกล่าว เป็นการออกคำสั่งที่ผิดกฎหมาย และขัดรัฐธรรมนูญ ผิดระเบียบบริหาราชการแผ่นดิน รวมทั้งระเบียบข้าราชการพลเรือน ( ก.พ.) เพราะเป็นคำสั่งที่ให้ข้าราชการประจำ ปฏิบัติหน้าที่โดยไม่มีความเป็นกลาง 2.การออกคำสั่งในหนังสือสะท้อนให้เห็นว่า ขาดด้อยเรื่องคุณธรรม และจริยธรรม 3.สิ่งที่เสนอให้ปฏิบัติตามหนังสือ เป็นการสร้างความแตกแยกในสังคม ปฏิเสธความปรองดองสมานฉันท์ โดยความสัมพันธ์กับต่างประเทศ ไม่ได้พูดถึงฟื้นฟูสัมพันธ์ที่ดีกับกัมพูชา ไม่พูดว่าจะส่งทูต เลขานุการทูต กลับไปสร้างความสัมพันธ์อย่างไร มีแต่พูดถึงการตอบโต้ 4.นายกรัฐมนตรีไม่รู้ว่าจะสั่งการอย่างไร แต่ขอเตือนข้าราชการประจำว่าหากมีการสั่งการให้ปฏิบัติตามหนังสือ ก็ขออย่าปฏิบัติตามเพราะหนังสือดังกล่าวออกมาโดยขัดต่อรัฐธรรมนูญและผิดกฎหมาย หากข้าราชการปฏิบัติก็จะมีความผิด ส่วนข้าราชการฝ่ายการเมือง ขอให้หยุดการดำเนินการที่ผิดกฎหมาย


นายปลอดประสพ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้พรรคเพื่อไทย ยังมีข้อเสนอแนะ 8 ข้อต่อรัฐบาลจึงขอให้กระทรวงกลาโหม และฝ่ายความมั่นคง ตรวจสอบเรื่องนี้อีกครั้ง เพราะก่อนหน้านี้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ปฏิเสธว่าไม่เคยเห็นหนังสือดังกล่าว ซึ่งนายกษิต รมว.ต่างประเทศ กำลังทำให้กระทรวงการต่างประเทศ เป็นเหมือนกระทรวงสงครามในยุคสงครามโลก ดังนั้นพรรคเพื่อไทย เห็นว่า รัฐบาลควรพิจารณาเรื่องนี้ให้ดีและทำให้ถูกต้อง

“ เนื่องในวันปีใหม่ที่จะถึงนี้ ผมขอให้เรียกร้องรัฐบาล ทำทุกอย่างให้ถูกต้องตามกฎหมาย และรัฐธรรมนูญ เพื่อไม่ให้บ้านเมืองลุกเป็นไฟ และให้หยุดการทำลายล้างกันในสังคม หากจะสู้กันก็ให้สู่กันในทางการเมืองตามระบอบประชาธิปไตย ส่วนที่มาของเอกสารที่เราได้นั้น มาจาก 2 ฝ่าย คือจากนักการเมืองและจากข้าราชการประจำ ที่ไม่เห็นด้วยกับแนวทางนี้ และไม่อยากจะทำในสิ่งที่ผิดกฎหมาย จึงต้องเอามาเปิดเผย ขอเรียกร้องให้รัฐบาลอย่าใช้มุกเดิมในการไปไล่บี้คนให้ข้อมูล แต่ขอให้ออกมาชี้แจงว่าเรื่องดังกล่าวจริงหรือไม่ มันไม่ใช่ว่าจะถามว่าใครเอามาเปิดเผย แต่ต้องถามว่าพวกมึงคิดอย่างนี้ได้ยังไงมากกว่า”นายปลอดประสพกล่าว

ด้านนายจารุพงษ์ อดีตปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า การเอกสารดังกล่าว ต้องย้อนถามว่ากระทรวงการต่างประเทศ มีอำนาจจะออกหรือไม่ เพราะอำนาจกระทรวงการต่างประเทศ คือ การสร้างสัมพันธไมตรีกับนานาชาติ ขณะที่เนื้อหาในเอกสารดังกล่าวไม่น่าจะสอดคล้องกับนโยบายที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เคยแถลงไว้ ขณะที่กรณีดังกล่าวหากเป็นตน ถ้ามีผู้ใต้บังคับบัญชาทำเรื่องเสนอชงขึ้นมา ก็จะไม่ยอมเซ็นต์และไม่สั่งให้ปฏิบัติ เพราะเป็นเรื่องที่ฝ่าฝืนกฎหมาย รัฐธรรมนูญ โดยเรื่องนี้หากมีการออกหนังสือนั้นโดยไม่มีอำนาจ ไม่ถูกต้องและมีการปฏิบัติที่ขัดกฎหมาย ผู้ที่ออกหนังสือต้องรับผิดชอบ

'หัวเชื้อ' รอวางเพลิง

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_54139

ทักษิณ - สุรยุทธ์

ใกล้เทศกาลปีใหม่ ก็ได้จังหวะ "หยอดลูก" หยั่งเชิงกันที

กับมุกที่ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี พูดผ่านรายการลับ ลวง พราง ทางสถานีวิทยุเอฟเอ็ม 100.5 แบะท่ารับคำถามของผู้ดำเนินรายการ

พร้อมที่จะพูดคุยเจรจากับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

เพื่อแก้ปัญหาความแตกแยกทางการเมือง

แต่เรื่องของเรื่อง มันมาแปร่งก็ตรงเสียงจากฝ่ายลูกข่าย "นายใหญ่" โดยน้ำเสียงตอบรับจาก พล.อ.อ.สุเมธ โพธิ์มณี สมาชิกพรรคเพื่อไทย เพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร 10 ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชี้มีความเป็นไปได้ หากปรองดองกันได้น่าจะเป็นเรื่องดี

แต่เป็นห่วงกลัวว่า ฝ่ายอื่นจะไม่ยินยอม

และแค่ข้ามวัน อดีตนายกฯทักษิณก็โพสต์ข้อความลงทวิตเตอร์บลัฟกันเป็นเชิง ฟังคำสัมภาษณ์ของ พล.อ.สุรยุทธ์แล้ว ไม่แน่ใจว่า ออกมาพูดเองหรือได้รับอนุญาต วันนี้คนไทยขัดแย้งกันมากเกินไปแล้ว มาไกลมากกว่าการประนีประนอม และไกลเกินกว่าจะเป็นเรื่องของตนเองเพียงคนเดียว

โดยอาการของฝ่าย "นายใหญ่" ยังกั๊กเชิง ไม่รีบรับลูกซะทีเดียว

โชว์ลูกเขี้ยว ไม่หลงเข้าทางของเหล่าอำมาตย์ เล่นตามหมากที่ฝ่ายคุมเกมอำนาจประเทศไทยวางโปรแกรมให้หลงเกมลับ ลวง พราง

ไม่ "งับเหยื่อ" ง่ายๆ

เรื่องของเรื่อง ในสถานการณ์ที่ปะติดปะต่อจากฉากที่ฝ่ายนายใหญ่ฉายหนังบู๊ระทึกขวัญ ต่อจิ๊กซอว์จากคิวจารกรรมข้อมูลการบินที่วิศวกรคนไทยถูกล็อก รับกับข่าวที่อดีตนายกฯทักษิณแฉเอง มีการสั่งเครื่องบินรบ เอฟ 16 ไปซุ่มอยู่ที่สนามบินอู่ตะเภา เพื่อรอบินประกบเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวตอนบินออกจากกัมพูชา จนต้องเปลี่ยนเครื่องบินกลับดูไบ

หนีฉากไล่ล่าได้แบบหวุดหวิด

ล่าสุดก็เป็นนายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำม็อบเสื้อแดง ออกมาแฉเอกสารลับที่กระทรวงการต่างประเทศทำถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี หนังสือด่วนที่สุด ที่ กต.1303/2355 เรื่องแนวทางการดำเนินการกับปัญหาความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา

ข้อหนึ่งระบุชัด พ.ต.ท.ทักษิณเป็นคนสร้างปัญหา ต้องขจัดออกไป

ตามประโยคถ้อยคำที่อ้างกันว่า รัฐบาลไทยมีแผนการก่อสงครามระหว่างประเทศ และลอบสังหารอดีตนายกฯทักษิณ

ต่อจิ๊กซอว์โยงข้อมูลรับกันเป็นฉากๆ

เชื่อกันตามนี้ "ทักษิณ" โดนจ้องทุบ เล่นกัน "ถึงตาย"

ในอารมณ์หวาดระแวง ก็เป็นอะไรที่เข้าใจได้ แม้ฝ่ายตรงข้ามยื่นมือ "สมานฉันท์" ผ่านคนพูดชื่อ "สุรยุทธ์ จุลานนท์" ที่ถูกปูดก่อนหน้านี้ว่า เป็นตัวละครสำคัญที่วางแผนโค่นอำนาจ "นายใหญ่" ที่บ้านของมิสเตอร์ "พี"

"ทักษิณ" ก็ยิ่งผวา ไม่หลงเชื่อง่ายๆ

ที่แน่ๆในจังหวะชิงเป็นฝ่ายรุกกดดัน ตามความเคลื่อนไหวที่อดีตนายกฯทักษิณบินมาปักหลักอยู่ที่กรุงพนมเปญ เมืองหลวงของกัมพูชา โดยมีขุนพลตัวหลักอย่างนายยงยุทธ ติยะไพรัช และนายจักรภพ เพ็ญแข ประกบซ้ายขวา

ตั้งแท่น พร้อมบัญชาการสงครามใหญ่ในห้วงต้นปีหน้า

โดยมีผู้แทนฯจากพรรคเพื่อไทย และลูกข่ายม็อบคนเสื้อแดงแห่ข้ามชายแดนเข้าไปพบ "นายใหญ่" ไม่ขาดสาย

รอรับสัญญาณกดปุ่ม

ตามเกมรบขนาบ ฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทยเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ เชือดรัฐบาลในสภาฯ กองกำลังม็อบเสื้อแดงระดมพลชุมนุมประท้วงกดดันบนท้องถนน

เดินธงล้มกระดานรัฐบาล "อภิสิทธิ์ชน" ให้ได้

โดยมี "หัวเชื้อ" ที่พร้อมใช้งาน "วางเพลิง" โหมไฟ

ทั้งคิวของหนังสือด่วนที่สุดที่ กต.1303/2355 เรื่องแนวทางการดำเนินการกับปัญหาความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ที่กระทรวงการต่างประเทศทำถึงนายกฯอภิสิทธิ์ โยงต่อเนื่องกับกระแสข่าวแผนลอบสังหารอดีตนายกฯทักษิณ

ไหนจะคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ จากกรณีเงิน 258 ล้านบาทของบริษัท ทีพีไอฯ ที่อยู่ในมือของนายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง

คนที่พรรคเพื่อไทยดักคอเป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับ "น้าหยัด" นายบัญญัติ บรรทัดฐาน อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในห้วงเกิดเหตุเงินบริจาค 258 ล้านบาท

"เขี่ยถ่าน" รอตีปี๊บประจาน "สองมาตรฐาน".

ทีมข่าวการเมือง

สงครามในภูมิภาคนี้

ที่มา ไทยรัฐ

ข้อพิพาทระหว่าง นายกฯไทยกับนายกฯกัมพูชา ร้อนระอุขึ้นทุกวัน ความเคลื่อนไหวของ ฮุน เซน นายกฯกัมพูชา แต่ละย่างก้าว ตอกหน้ารัฐบาลไทย นายกฯไทยทุกดอก การตอบโต้ ของฝ่ายไทยกลับยิ่งเป็นการเปิดช่องให้กัมพูชาทิ่มแทงให้ บาดแผลลึกมากขึ้น

งานนี้ กษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ และ นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เดินเกมผิดมาตั้งแต่ต้น แสดงถึงความเป็นมือใหม่หัดขับ กับดักที่นายกฯฮุน เซนวางไว้ เข้าทางทุกลูก

วันนี้รัฐบาลไม่ใช่ต้องรับมือกับ เสื้อแดง หรือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เท่านั้น แต่ต้องรับมือกับรัฐบาลกัมพูชาด้วย ทั้งศึกใน ศึกนอก รอบบ้านมีแต่ศัตรูก็อยู่กันด้วยความหวาดระแวง การโกอินเตอร์ของนายกฯอภิสิทธิ์ ความสำเร็จไม่ใช่อยู่ที่การเป็นข่าวว่า เดินทางไปพบผู้นำคนนั้นคนนี้ หรือเข้าประชุมในระดับสากลแค่ไหนอย่างไร

แต่อยู่ที่มิตรภาพมากกว่า เราไม่ได้รับมิตรภาพจากประเทศเพื่อนบ้านเลยแม้แต่ประเทศเดียว ลาว เวียดนาม กัมพูชา พม่า มาเลเซีย สิงคโปร์ มีประเทศไหนที่เป็นมิตรแท้กับบ้านเราบ้าง รัฐบาลคงรู้แก่ใจดีที่สุด การออกมาเปิดใจให้สัมภาษณ์ของ คำรบ ปาลวัฒน์วิไชย นอกจากจะมัดตัวเองและประจานกระทรวงต่างประเทศแล้ว ยังเป็นใบเสร็จมัดข้อกล่าวหาของกัมพูชาด้วย

วันนี้ระหว่างคำพูดของ ศิวรักษ์ ชุติพงษ์ กับคำรบ ใครมีน้ำหนักกว่ากันคงไม่ต้องเฉลยให้เมื่อยตุ้ม ด้วยการชิงถือไพ่ที่เหนือกว่า ดูเหมือนว่า รัฐบาลอภิสิทธิ์ จะถึงทางตันสำหรับการที่จะเอาตัว พ.ต.ท.ทักษิณกลับมาลงโทษในประเทศไทย

อยู่แค่ปลายจมูกยังไม่มีปัญญาทำอะไร

กับการที่ฮุน เซน แฉเองว่า รัฐบาลไทยมีแผนที่จะกำจัด พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ต้องมีใบเสร็จ คนระดับผู้นำที่กล้าล้วงลึกขนาดนี้ต้องมั่นใจ

ข้อต่อรองให้รัฐบาลกัมพูชายอมรับในกระบวนการยุติธรรมของศาลไทย ให้ยกเลิกการตั้ง พ.ต.ท.ทักษิณเป็นที่ปรึกษาเศรษฐกิจ ถูกสวนกลับด้วยข้อเสนอว่าความสัมพันธ์กับประเทศไทยจะมีขึ้นก็ต่อเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลใหม่

ปิดประตูความสัมพันธ์ชัดเจน

ยังต้องรอลุ้น กรณีเครื่องบินขนอาวุธสงคราม จะชักน้ำเข้าลึกชักศึกเข้าบ้านอีกหรือไม่ ยิ่งผู้นำให้สัมภาษณ์แสดงวิสัยทัศน์ว่าอาจจะเอาอาวุธที่ยึดได้บางชนิดไว้ใช้งาน

หมดหล่อ

ลดระดับความเป็นอินเตอร์ในพริบตาเดียว บวกกับความไม่ยุติธรรมบางอย่างในประเทศที่กำลังจะเกิดขึ้น คดีเงินบริจาคก็เริ่มแฉถึงความฉาว เข้าทำนอง ความยุติธรรมไม่มี สามัคคีไม่เกิด รอวันเสียงปืนแตก.

หมัดเหล็ก

จวกกษิตอู้งาน ไล่ล่าแม้ว หวังขจัดคู่แข่ง

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_54092

นายนพดล ปัทมะ

'นพดล'เผยข้าราชการบัวแก้วสุดทน รัฐมนตรีเจ้ากระทรวงไม่ทำงานตามหน้าที่ เอาแต่ไล่ล่าแต่'ทักษิณ'ใช้หน้าที่ขจัดคู่แข่งทางการเมือง โยกย้ายไม่เป็นธรรม เอาแต่พรรคพวกตัวเอง.......

วันนี้(20 ธ.ค.) นายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงการทำงานของ นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ว่า ได้ติดตามการทำงานของนายกษิต หลังจากได้ทำเอกสารลับส่งไปถึงนายกรัฐมนตรี เห็นว่าเรื่องดังกล่าวไม่ใช่งานของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่จะใช้กระทรวงการต่างประเทศไปขจัดคู่แข่งทางการเมืองในประเทศ เพราะกระทรวงการต่างประเทศมีหน้าที่สร้างความสัมพันธ์กับต่างประเทศและรักษา ผลประโยชน์ของชาติ แต่นายกษิตทำตัวคล้ายเป็นรัฐมนตรีไล่ล่าศัตรูทางการเมืองในต่างประเทศ ไม่ใช่รัฐมนตรีต่างประเทศ

นายนพดล กล่าวว่า ได้รับสายโทรศัพท์หนาหูจากเพื่อนข้าราชการในกระทรวงที่เป็นนักการทูตมือ อาชีพ ทราบว่า ไม่สบายใจเป็นอย่างยิ่ง มีการโยกย้ายพรรคพวกตัวเองมาอยู่ในตำแหน่งที่สำคัญ ทำให้ข้าราชการระส่ำระสายกันมาก หลายคนไม่อยากทำงานในกระทรวง เพราะทนพฤติกรรมของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไม่ได้.

เรื่องของจอมโหดคนหนึ่ง

ที่มา thaifreenews

โดย Bugbunny

เพื่อนเก่าสมัยเรียนมัธยมคนหนึ่งเคยสะกิดให้เราดูชายวัยกลางคน รูปร่างเล็ก ๆ หน้าตาท่าทางไม่มีอะไรสะดุดตา สงบเสงี่ยม เดินช้า ๆ แต่มองซ้ายมองขวา ก่อนเข้าไปนั่งในมุมลึกและมืดสุด ๆ ของคอฟฟี่ช้อพโรงแรม สั่งเครื่องดื่มด้วยเสียงเบา ๆ นิ่ม ๆ เพื่อนคนนั้นมันกระซิบบอกผมว่า "นี่แหละมือยิงของจริง พวกนี้เขานิ่ง ไม่โฉ่งฉ่างหรอก" ก็ไม่แน่ใจว่าเพื่อนเอาข้อมูลมาจากไหน แต่มองไปที่ตัวมันแล้วก็คิดว่าไม่น่าโกหก เพราะนายตำรวจฝ่ายข่าวยศสูง ๆ แบบมันนั้น ถ้ามองภายนอกก็อาจเข้าใจว่าเป็นอาแปะเหล่านั้งแถวเยาวราช ที่เช้า ๆ ก็ไปรำมวยจีนที่สวนลุม กินรังนก ซดเก๊กฮวยร้อนดังโฮกธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น ใส่กางเกงขาสั้น เสื้อโทรม ๆ รองเท้าแตะเป็นประจำ ด้วยเหตุผลที่ว่าไม่ต้องการให้ใครสะดุดตา เพราะทำงานที่ไม่ควรเปิดตัวเลยถ้าไม่จำเป็น

ทำให้นึกถึงคนผู้หนึ่งที่บุคลิกนิ่มนวล พูดน้อย ไม่ออกมาโวยวาย ไม่โชว์โง่ หรือพยายามบอกว่าผมยังมีเสียงนะแบบพวกเด็กในกลุ่ม แต่เรื่องโหดในอดีตมีให้เห็นหลายครั้ง เช่น สั่งจ่อหัวยิงเด็กสิบกว่าศพ ทั้งที่พวกนั้นมันแค่พาเพื่อนมาหาหมอ แต่ไม่มีใครรักษาให้ ก็เลยสติแตกยึดโรงหมอ หรือสั่งให้ทหารสหบาทากระทืบชาวบ้าน ช่วงที่ชนชั้นกลางเรียกร้องขับไล่เผด็จการเมื่อสิบกว่าปีก่อน รวมทั้งอีกหลาย ๆ เรื่องที่รอเวลาเปิดกัน โดยเฉพาะที่ขันอาสาเมื่อเร็ว ๆ นี้ว่าจัดให้ตามคำปรารภของผู้หงุดหงิด จะเห็นได้ว่าพยายามใช้ความสงบสยบความเคลื่อนไหวมาตลอด ไม่พูดไม่จาบ่อยนัก มีพวกถืออาวุธในอดีตจำนวนหนึ่งทั้งฝ่ายซ้ายฝ่ายขวาประเภท Special Warfare เป็นกองกำลังส่วนตัว แต่ก็ฟาวล์ เพราะไม่ทันคิดว่าอีกฝ่ายหนึ่งเขาก็มีพวกสายข่าว พวกเดียวกันที่ไม่เห็นด้วยก็มากมาย เพราะจะแก้ภาพทางสากลไม่ได้ถ้าเกิดขึ้น โหดและโง่แบบเปิดเผยเกินไปจนกันไม่ให้มีเสียงก่นด่าของโลกไม่ได้ นอกจากจะยอมปิดประเทศ แต่เขาก็จะทำ จึงบอกได้ว่าระวังคน ๆ นี้ให้มากเพราะเขาคือตัวจริงเรื่องพรรค์นี้

การแบะท่าขอเจรจาคราวนี้ ขอให้สังเกตด้วยว่ามีการกล่าวยอมรับเรื่องสองสามปีนี้มีปัญหาของวิกฤตศรัทธา ใหญ่ ซึ่งไม่เคยมีใครกล้าพูดแบบนี้มาก่อนเลยสักคน เพราะเป็นอันตรายกับคนพูด จึงน่าคิดว่าที่ยอมออกปากถึงขนาดนี้ก็เพื่อให้เหตุผลการขอคุยดูขึงขังจริง จัง แต่เชื่อได้ว่า (ขอใช้สำนวนพวกตุลาการวิบัติหน่อยนะ) น่าจะมีลับลวงพรางเตรียมหักหลังตามปกติที่อำมาตย์มักทำมาตลอด และฝ่ายโน้นก็ไม่ควร Naive จนไม่เตรียมการตั้งรับระมัดระวังไว้บ้าง เพราะที่จริงก็โดนหลอกมาหลายครั้งแล้ว

แต่ก็ประเมินได้เช่นกันว่าที่คนคนนี้ขอคุยนั้น นอกเหนือจากความพินาศทางการเมืองทั้งในและนอกประเทศของพวกอำมาตย์ที่อื้อฉาว กันไปทั่วโลกแล้ว ยังอาจเป็นเพราะเรื่องลึก ๆ ของตัวเองอีกหลายเรื่องกำลังจะถูกเปิดเผย หลังจากโดนเปิดโปงให้คนก่นด่ากันไปทั่วว่ามาวางแผนที่บ้านไอ้หัวล้านหน้า หม้อกับพวกตุลาการวิบัติ ล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ที่จนถึงวันนี้ยังไม่มีหมาสักตัวออกมาปฏิเสธรวมทั้งตัวเองด้วย นี่มันแสดงให้เห็นชัดว่าคนพวกนี้ไม่มียางอายกันเลยแม้แต่นิดเดียว ทำชั่วแล้วไม่อาย หรือทำชั่วได้หน้าตาเฉยแบบนี้ ต้องตอบแทนอย่างสาสมเท่านั้น ไม่จำเป็นที่ภาคประชาธิปไตยจะต้องไปเจรจาอะไร คนที่อยู่ในฐานะเสียเปรียบย่อมจะขอคุย แต่ถ้าคิดว่าพวกตัวเองได้เปรียบไม่มีหรอก รวมทั้งยังพยายามจะสร้างภาพสุภาพบุรุษให้กับตัวเองว่าต้องการสมานฉันท์เท่า นั้น ตอนหักดิบ คมช. ขึ้นมาก็เคยขอกราบตีนโจรใต้ไปทีหนึ่งแล้ว เพราะรู้ว่าปราบไม่ไหวและรู้ลึกเข้าไปอีกว่าใครให้ท้ายพวกนี้ แต่ถ้าจะคุยกันจริง ก็ฝากไว้ด้วยว่าอย่าตายใจ เพราะเผลอเมื่อไหร่ถึงเลือดแน่เห็น ๆ กันอยู่ ช่วยคิดแบบนี้กันด้วยครับ วันนี้เรื่องคงไม่จบแค่ที่คุยกันหรอก มันเลยไปไกลแล้ว ฝ่ายประชาชนกำลังมุ่งหน้าเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายหลัก และไม่ยุติกันง่าย ๆ แน่นอน

ปาฐกถาเกียรติยศ:โคมไฟจากวีรชนนวมทอง

ที่มา Thai E-News



แต่ไหนแต่ไรมา เราได้ยินข้อกล่าวหาว่าร้ายอย่างต่อเนื่องว่า ประชาชนในประเทศนี้ยังไม่พร้อมต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย กรณีของลุงนวมทองย่อมจะลบล้างคำแก้ตัวเช่นนี้ได้อย่างสิ้นเชิง ผลของการรัฐประหารเมื่อ 19 กันยายน ทั้งความสำนึกและความกระตือรือร้นในการเข้าร่วมทางการเมืองนั้นกระจายทั่วไปทั่วแผ่นดินถึงระดับหมู่บ้าน นี่เป็นสัญญาณให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง นี่คือสิ่งที่น่ายินดีอย่างยิ่ง


โดย อรรคพล สาตุ้ม
21 ธันวาคม 2552

หมายเหตุไทยอีนิวส์:รศ.ดร.ไชยันต์ รัชชกูล กล่าวปาฐกถา เนื่องในงานรำลึกการครบรอบการเสียชีวิตของลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ประจำปี 2552 ณ ศูนย์พัฒนาศักยภาพผู้นำเกษตรกร (ศูนย์สารภี) อ.สารภี จ.เชียงใหม่


การสละชีวิตของลุงนวมทองเป็นปรากฏการณ์การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่สำคัญยิ่ง การย้อนระลึกถึงลุงนวมทองเป็นคุณูปการทั้งในแง่การทำความเข้าใจประวัติศาสตร์ทางการเมืองร่วมสมัย และในแง่ที่เป็นมรดกทางคุณค่าต่อชีวิตของเรา และลูกหลาน ซึ่งจะเป็นพลังการเปลี่ยนแปลงสังคมที่สำคัญยิ่งกว่าเพียงการทำความเข้าใจ

เมื่อวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2549 หลังจากรัฐประหารในวันที่ 19 กันยายน 2549 ลุงนวมทองตัดสินใจขับรถแท็กซี่ชนรถถังที่จอด"รักษาความสงบเรียบร้อย" อยู่ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า ถึงเราไม่สามารถจะล่วงรู้ความในใจของท่านได้ แต่เราคงจินตนาการได้ว่า ท่านคงคับข้องใจจนถึงขั้นคับแค้นต่อการฆาตกรรมชีวิตประชาธิปไตยของประเทศชาติ

การประท้วงในลักษณะนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์เท่าที่มีการบันทึกกันไว้ เป็นการกระทำที่ยากต่อความเข้าใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ไม่ได้ตระหนักว่าประชาธิปไตยเป็นหลักธรรมที่ค้ำจุนศักดิ์ศรีและชีวิตของราษฎร จึงมีการกล่าวหาว่าร้ายต่อการกระทำของลุงนวมทอง

การกล่าวหาของพันเอก อัคร ทิพโรจน์ว่าเป็นการรับอามิสสินจ้าง และถึงกับกล่าวว่าไม่มีคนไทยคนไหนยอมตายเพื่ออุดมการณ์นั้นเป็นวจีกรรมที่เหยียดหยามดูถูกดูแคลนคนจริง คนแท้อย่างลุงนวมทอง ซึ่งแสดงความเด็ดเดี่ยวอีกครั้งด้วยการประกอบอัตวินิบาตกรรมในวันที่ 31 ตุลาคม 2549

เราสมควรตั้งคำถามว่า ในบรรดาเหล่าทหารที่ทำรัฐประหารกันมา 17 ครั้งนั้น มีผู้ใดบ้างที่มีการกระทำซึ่งเป็นที่ประจักษ์ต่อสังคมว่านอกเหนือจากการแสดงทางวาจาแล้ว เป็นวีรบุรุษที่สละชีพเพื่อชาติ เมื่อพิจารณาจากมุมนี้ พ.อ. อัคร ทิพโรจน์เป็นหนี้ต่อวิญญาณของลุงนวมทอง

ซึ่งถ้ามีน้ำใจเป็นลูกผู้ชายจริง อย่างน้อยก็ต้องแสดงการขอขมาให้เป็นที่รับรู้แก่สังคม แต่นี่คงเป็นความคาดหวังที่สูงเกินไปสำหรับบุคคลที่รับใช้คณะรัฐประหารเยี่ยงเขา แม้กระทั่งก่อนงานฌาปนกิจ เขาก็หาได้ใส่ใจไปคารวะศพลุงนวมทองไม่ สังคมของเรามีทั้งสองด้านที่ขัดแย้งกัน

เรามีทั้งคนที่น่าคารวะเทิดทูน และคนเยี่ยงพ.อ. อัคร ทิพโรจน์

ในเมื่อเราไม่สามารถคาดหวังอะไรได้จากผู้ที่มีส่วนเป็นสาเหตุต่อการสิ้นชีวิตของลุงนวมทอง ก็ยิ่งเป็นการสมควรที่เราจะได้มาร่วมรำลึกถึงคุณูปการอันยิ่งใหญ่ของท่าน ความตายของลุงนวมทองสามารถบอกอะไรเราได้บ้าง

1. แต่ไหนแต่ไรมา เราได้ยินข้อกล่าวหาว่าร้ายอย่างต่อเนื่องว่า ประชาชนในประเทศนี้ยังไม่พร้อมต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย กรณีของลุงนวมทองย่อมจะลบล้างคำแก้ตัวเช่นนี้ได้อย่างสิ้นเชิง

การเสียชีวิตของลุงนวมทองทำให้เรายิ่งตระหนักได้ว่า จิตสำนึกทางการเมืองได้ขยายแพร่ไปสู่ระดับสามัญชน เมื่อเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ในอดีต ในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งผู้มีจิตสำนึกทางการเมืองอยู่ในกลุ่มของผู้ปกครอง ที่เกี่ยวข้องกับราชสำนัก ครั้นถึงเมื่อปี 2475 กลุ่มผู้มีจิตสำนึกทางการเมืองอยู่ในกลุ่มของข้าราชการระดับกลางและสูง ยังไม่ใช่กลุ่ม “ข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน”

เหตุการณ์ ‘14 ตุลา’ แสดงให้เห็นว่าจิตสำนึกทางการเมืองได้แพร่หลายในกลุ่มนักศึกษา

ครั้นถึงเหตุการณ์ ‘พฤษภาทมิฬ’ ปี 2535ประชาชนทั่วไปโดยเฉพาะที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองตื่นตัวทางการเมืองอย่างกว้างขวาง

และผลของการรัฐประหารเมื่อ ‘19 กันยายน 2549’ ทั้งความสำนึกและความกระตือรือร้นในการเข้าร่วมทางการเมืองนั้นกระจายทั่วไปทั่วแผ่นดินถึงระดับหมู่บ้าน นี่เป็นสัญญาณให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงภายในช่วงไม่กี่ทศวรรษ นี่คือสิ่งที่น่ายินดีอย่างยิ่ง


2. การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นพลวัตรที่ต่อเนื่องกัน เป็นการถ่ายทอดพลังจากกลุ่มหนึ่งสู่อีกกลุ่มหนึ่ง จากรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่ง

กระแสความตื่นตัวทางการเมืองในช่วงระหว่าง ’14 ตุลา’ ถึง ‘6 ตุลา’ นั้น ถึงดูว่าจะเข้มข้นในหมู่นักศึกษาเป็นหลัก แต่ก็มีอิทธิพลในด้านความคิดที่เรียกร้องการเปลี่ยนแปลงสังคมในบรรดาผู้คนที่หาเช้ากินค่ำและผู้ที่ต้องจมอยู่กับสภาพสังคมที่เสวยสุขกันอยู่ในวงจำกัด

ลุงนวมทองเป็นบุคคลเล็กๆผู้หนึ่งที่ได้รับรู้ข่าวสารและการเรียนรู้ถึงลักษณะสังคมที่สมควรจะแตกต่างไปจากสภาพปัจจุบัน ด้วยความพยายามการเผยแพร่ความคิดของกลุ่ม ‘นักศึกษา ปัญญาชน’ ผลพวงของการต่อสู้ที่เสมือนว่าเป็นความพ่ายแพ้นั้น แท้แล้วเป็นเพียงการถูกยับยั้งจากฝ่ายที่มีอำนาจเหนือกว่าในช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น ความสิ้นหวังควรจะเป็นความรู้สึกเพียงชั่วครั้งชั่วคราว ส่วนพลังทางประวัติศาสตร์นั้นจะเอื้อต่อการเดินทางของเรา

3. พลังนี้เป็นพลังความคิดการจัดการปกครองและบริหารประเทศที่ได้เผยแพร่กันต่อมากว่า 4 ทศวรรษ แม้จะไม่ต่อเนื่อง แต่ก็ได้ก่อตัวเป็นที่ยอมรับและเข้าใจว่า ประชาชนที่มีสิทธิในการออกเสียงนั้นมีความหมายต่อการกำหนดผู้บริหารประเทศ

ความหมายนี้เป็นเชิงสัมพัทธ์ ส่วนพลังความคิดที่พยายามจะลดและล้างประชาธิปไตยนั้นกลับมิได้ส่งผลที่เป็นมรรคเป็นผลต่อการดำรง ชีวิตและการทำมาหาเลี้ยงชีพเท่า คำว่า ‘ประชาธิปไตย’ รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย’ จึงมิใช่เป็นเพียงคำขวัญลอยๆที่จะถูกลบล้างด้วยโอวาทและวาทะของฝ่ายที่มุ่งบ่อนทำลายอำนาจที่มีอยู่ในมือของราษฎรไปได้ง่ายๆ

ไม่ว่าลุงนวมทองจะได้รับคุณประโยชน์โดยตรงหรือโดยอ้อมจากระบอบประชาธิปไตยหรือไม่ก็ตาม แต่จิตใจที่สมาทานหลักการปกครองระบอบนี้ก็เป็นทั้งความคิดที่ควบคู่อยู่กับความรู้สึกซึ่งสามารถแปรเป็นการกระทำเพื่อต่อต้านการฉกฉวยหลักธรรมนี้

และแม้ว่าผู้คนจำนวนมากอาจจะไม่อยู่ในฐานะหรือสามารถตัดสินใจอย่างกล้าหาญชาญชัยขนาดลุงนวมทองได้ แต่ความคิดที่ควบคู่กับความรู้สึกอย่างของลุงนวมทองนั้นมีอยู่ในหัวใจของผู้คนในประเทศนี้เป็นจำนวนมหาศาลเหนือความกังขาใดๆ อย่างที่การแสดงออกเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยให้กลับคืนมาได้เป็นข้อพิสูจน์สืบเนื่องมาตั้งแต่การเสียชีวิตของลุงนวมทอง

4. การรวมพลังของผู้คนจำนวนมหาศาลนี้ค่อยๆก่อตัวขึ้น แต่ก็หลังจากที่ลุงนวมทองได้จากไปแล้ว เป็นที่เชื่อมั่นได้ว่า ถ้าการรวมพลังนี้เกิดขึ้นอย่างทันกาล เราอาจจะไม่เสียลุงนวมทองไป และท่านก็คงจะเป็นแรงหนึ่งแรงร่วมกับบรรดาที่มีใจตรงกันในการเรียกร้องประชาธิปไตย

แต่ในเมื่อเราไม่สามารถย้อนเวลากลับไปใช้ชีวิตใหม่ได้ การต่อสู้ในสิ่งเดียวกับที่ลุงนวมทองได้สละชีวิตนำไปก่อนหน้านี้นั้นย่อมเป็นเสมือนการรับโคมไฟต่อมาจากท่าน ให้เราได้เดินทางไปสู่จุดหมายเดียวกับที่ท่านต้องสังเวยด้วยชีวิต

5. อัตวินิบาตกรรมของลุงนวมทองสืบเนื่องมาจากการฆาตกรรมหลักธรรมของสังคมไทย อัตวินิบาตกรรมกับฆาตกรรมประชาธิปไตยจึงเป็นเรื่องที่เชื่อมเกี่ยวกัน

การจบชีวิตของท่านด้วยมือของตนเองนั้นมิใช่เป็นเพียงปฏิกิริยาชั่ววูบจากคำพูดของคนคนหนึ่งเท่านั้น เพราะเมื่อลุงนวมทองขับยานพาหนะที่ใช้เลี้ยงชีพเข้าชนรถถังนั้นก็สามารถถึงขั้นจบชีวิตได้แล้ว

คำถามที่ว่า ใครคือฆาตกร? บางคนก็อาจจะตอบว่า ท่านเป็นด้วยตัวของท่านเอง แต่ใครเล่าที่ทั้งผลักทั้งกดให้ท่านทำเช่นนั้น? ถึงกระนั้นเราก็ยังคงไม่สามารถตอบคำถามนี้ว่า ก็คือบุคคลอันน่าละอายของกองทัพ และอันเป็นอัปมงคลสำหรับสังคมไทยผู้นั้น เขาเป็นเพียงข้อหนึ่งของสายโซ่เท่านั้น แท้จริงแล้วฆาตกรรมนั้นเป็นผลมาจากอาชญากรรมรวมหมู่ (Collective Crime) ด้วยหลากหลายอาวุธและจากน้ำมือของคนหลายๆคน ซึ่งรวมๆแล้วก็คือคณะบุคคลที่เป็นตัวแทนของกลุ่มคนที่พยายามจะรักษาสถานภาพเดิมอันประกอบด้วยอำนาจและผลประโยชน์อันมหาศาลไว้

จริงอยู่ที่การชี้นิ้วไปยังผู้คนกลุ่มนี้ว่าคือผู้รับผิดชอบนั้นอยู่นอกเหนือกรอบความคิดทางกฎหมาย แต่ถ้าข้อกำหนดทางกฎหมายเป็นมาตรการเพียงประการเดียวเสียแล้ว ก็ป่วยการที่ประกาศกันก้องไปว่าเรานับถือศาสนธรรมเป็นสรณะ

6. ถึงแม้ว่า มโนธรรมสำนึกจะไม่ระคายเคืองผู้ใดที่ร่วมประกอบอาชญากรรมรวมหมู่นี้ กระนั้น การสิ้นชีวิตของลุงนวมทองก็มิสูญเปล่า

ความเสียสละของท่านย่อมเป็นแรงบันดาลใจของเรา ทำให้เราหวนมาตระหนักถึงคุณค่าที่สามารถถือได้ว่า ลุงนวมทองได้ฝากไว้เป็นมรดกต่อเราและลูกหลาน

สิ่งที่ท่านได้กระทำลงไปนั้นเป็นสิ่งสูงสุดที่บุคคลสามารถจะให้ได้ ท่านได้ขีดมาตรฐานและแสดงเป็นตัวอย่างแก่เราด้วยการกระทำมิใช่ด้วยวาจา

ดังนั้นในส่วนของเราแต่ละคนที่สามารถจะให้ได้จึงดูแล้วน้อยนิด และการรำลึกถึงท่านก็จะเป็นกำลังใจแก่เราที่จะพยายามให้มากขึ้น มิใช่เพียงเพื่อตอบรับความมุ่งมั่นของท่านเท่านั้น แต่เพื่อเสริมคุณค่ามรดกที่ท่านได้ให้ไว้ร่วมกับคนอื่นๆที่สั่งสมไว้เพื่อลูกหลานของเรา

7. ชีวิตสามัญชนอย่างลุงนวมทองนั้นอาจจะไม่มีความหมายในสายตาของชนชั้นที่เสวยสุขอยู่ท่ามกลางความทุกข์เข็ญของผู้คนที่ต่ำต้อยน้อยหน้า ท่านอาจจะไม่ได้ชื่อว่าเป็นผู้ปกป้องรักษาแผ่นดิน แต่จุดหมายในการจบชีวิตของท่านนั้นเหนือพ้นไปจากการจะกล่าวหาได้ว่ามาจากแรงจูงใจที่ “มักใหญ่ใฝ่สูง” หรือการคิดคำนวณด้วยผลประโยชน์ส่วนตัวใดๆโดยสิ้นเชิง

ดังนั้นการกระทำนั้นจึงล้ำเลิศสมควรได้รับการสรรเสริญไม่น้อยกว่าผู้ใดในแผ่นดินนี้ และวันหนึ่งในอนาคต อาจเป็นไปได้ที่เราจะมีรูปเคารพของท่านไว้เป็นอนุสาวรีย์ของผู้เชิดชูประชาธิปไตยด้วยชีวิต

ขอให้เราได้ร่วมยกย่องความหาญกล้าของท่าน ได้ร่วมเชิดชูหลักการที่ท่านพร้อมที่แลกด้วยชีวิต

ขอความเจริญแก่ราษฎรที่พยายามสลัดอำนาจอธรรมให้พ้นจากสังคมไทย

ขอบูชาคารวะวิญญาณลุงนวมทอง ไพรวัลย์