WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, December 22, 2009

สังคมข่าวชาวเสื้อแดง(22ธ.ค.):ROUGE FRANCE

ที่มา Thai E-News



***สังคมข่าวชาวเสื้อแดงวันอังคารที่ 22 ธันวาคม 2552 ยังคงแดงไปทั่วไทย แดงไกลไปทั่วโลกเช่นเคย กลุ่มไหน องค์กรใด หรือท่านใดประสงค์จะแจ้งข่าวสาร ขอเชิญเลยครับ ส่งข่าวกิจกรรมต่างๆมาได้ที่thaienews99@googlegroups.com แล้วทางเราจะลงให้ฟรีๆไม่ต้องเสียค่าลงข่าวแต่อย่างใด...วันนี้นอกจากจะว่าถึงกิจกรรมของชาวเสื้อแดงทั่วประเทศแล้ว ขอเชิญพวกเราแสดงความยินดีต้อนรับน้องใหม่ ROUGE FRANCE(แดงไทยในฝรั่งเศส )ที่เป็นการรวมพลังครั้งแรกของผู้รักประชาธิปไตยชาวไทยในฝรั่งเศส***

***ประกาศจากกลุ่มROUGE FRANCE หรือเสื้อแดงไทยในประเทศฝรั่งเศส ขอเรียนเชิญคนไทยผู้รักประชาธิปไตยที่อยู่ในฝรั่งเศส โดยเฉพาะที่ ROUBAIX ร่วมงานส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีไหม่ โดยการใส่ สีแดง เพื่อแสดงสัญญาลักษณ์ของการเรี่ิยกร้องประชาธิปไตยของ นปช . แดงทั้งแผนดิน ในวันที่ 24 ธันวาคม 2009 ณ เลขที่ 32 RUE DE COGGHE 59100 ROUBAIX หรือ ( ร้านพี่ยาว ) เวลา 15.00 - 20.00 พวกเรา ROUGE FRANCE ขอขอบคุณ คุณ สนิท โพธิษา หรือ พี่ยาว ได้ให้สถานที่ในการนัดรวมตัวกันของ แดงฝรั่งเศส โดยเป็นครั้งแรกที่รวมตัวกันโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น สอบถามรายละเอียดได้ที่ คุณ ขวัญใจ เบอร์: 06 67 32 06 55 อีเมล์
biw-d2b@hotmail.fr***

***กิจกรรมของเสื้อแดงไทยในโพ้นทะเลถือได้ว่าเป็นไปอย่างคึกคักเข้มแข็งในตลอดปีที่ผ่านมานี้ เป็นที่น่าสังเกตด้วยว่าพี่น้องชาวไทยในโพ้นทะเลได้รวมพลังกันเคลื่อนไหวเพื่อมาตุภูมิอย่างคึกคัก ภายหลังเหตุการณ์รัฐบาลเผด็จการโจรปล้นประชาธิปไตยได้ปราบปรามประชาชนเสื้อแดงที่เคลื่อนไหวในช่วงสงกรานต์เลือดที่ผ่านมา และเกิด2มาตรฐานอย่างอัปลักษณ์ สื่อแทนที่จะเสนอข่าวตามความเป็นจริงกลับบิดเบือน ทำให้คนไทยในโพ้นทะเลที่รักสัจจะพากันเคลื่อนไหวเพื่อมาตุภูมิ นี่แหละที่เขาว่าที่ใดมีการกดขี่ ที่นั่นมีการต่อต้าน เลยถือโอกาสรายงานความเคลื่อนไหวแบบround upทั่วมุมโลกในโอกาสนี้***

แดงไทยในอเมริกา-นอกจากมีบทบาทจัดกิจกรรมรวมพลังผู้รักประชาธิปไตยไทยในUSA และออกหนังสือพิมพ์RED NEWS USAแล้ว แดงไทยในอเมริกายังมีบทบาทในการส่งเงินมาช่วยความเคลื่อนไหวของฝ่ายประชาธิปไตยในมาตุภูมิ เพื่อบรรลุเป้าหมายประชาธิปไตยที่แท้จริง

แดงไทยในญี่ปุ่น-ได้จัดกิจกรรมรวมพลังผู้รักประชาธิปไตยชาวไทยในญี่ปุ่น และจัดกิจกรรมใหญ่ไป 3 ครั้งแล้ว มีอดีตนายกฯทักษิณและแกนนำฝ่ายเรียกร้องต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยโฟนอินไปร่วมกิจกรรมคึกคักตลอด


แดงไทยในเยอรมัน-นอกจากกิจกรรมรวมพลังของผู้รักประชาธิปไตยไทยในเยอรมันแล้วก็มีการขยายเครือข่ายไปทั่วเยอมัน และมีแผนจัดตั้งสถานีวิทยุในเยอรมันด้วย



เสื้อแดงไทยในสหราชอาณาจักร(อังกฤษ)-มีการรวมพลังคนไทยในสหราชอาณาจักรอย่างเข้มแข็ง และยกระดับมาสู่การยกป้ายประท้วงขับไล่อภิสทธิ์ เวชชาชีวะที่ไปเยือนอังกฤษ และมีกิจกรรมเพื่อมาตุภูมิสืบเนื่อง รวมถึงกิจกรรมที่เข้มแข็งของwww.konthaiuk.com


แดงไทยในออสเตรเลีย-การรวมตัวในนามพลังไทยในออสเตรเลียเป็นไปอย่างเข้มแข็งเครือข่ายทั่วประเทศ จัดกิจกรรมรวมพลมาหลายครั้ง มีอดีตนายกฯทักษิณโฟนอินมาร่วม และกิจกรรมไปประท้วงที่สถานทูตให้พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เลิกพฤติกรรมแทรกแซงการเมือง อันเป็นเหตุแห่งความเสื่อมของไทยในเวลานี้



***วกกลับมาเมืองไทยมั่ง ขอเชิญพี่น้องชาวเสื้อแดงกรุงเทพฯที่อยู่เขตบางพลัด บางกอกน้อย ตลิ่งชัน ทำบัตรสมาชิก นปช.แดงทั้งแผ่นดิน (แนวร่วมต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ) ในวันที่24 ธันวาคม ศกนี้ที่ศาลาการเปรียญวัดรวก บางบำรุ ถนนจรัลสนิทวงค์ 57 มีรถเมล์ผ่านมากมายหลายสาย เริ่มทำบัตรสมาชิกตั้งแต่เวลา 8 โมงเช้ายัน 6โมงเย็น เพียงผู้สมัครนำบัตรประชาชนมาเท่านั้น ใช้เวลา ไม่เกิน10 นาที รับบัตรไปได้เลย ค่าบัตรสมัคร30 บาท***

***นอกจากนี้แล้ว เวลาบ่ายต้นๆเป็นต้นไป ทางกลุ่มยังได้เชิญแกนนำ นปช. คือนายแพทย์เหวง โตจิราการ และ อ.ธิดา มาเสวนาประชาธิปไตย และยุทธวิธีการต่อสู้ หากใครเป็นแกนนำและเสื้อแดงในย่านฝั่งธนฯ อย่าพลาดเด็ดขาด พร้อมกันนั้นคุณณรงค์ แดงบางพลัด ยังขอความร่วมมือคนเสื้อแดงในย่านนี้และบริเวณใกล้เคียง ช่วยประชาสัมพันธ์กันให้หน่อย อยากทราบรายละเอียดต่างๆมากกว่านี้ ติดต่อได้ที่เบอร์ 0863926918***


***โฮ่ๆๆๆ อยากจะแปลงร่างเป็นเสื้อแดงตัวพ่อ-เสื้อแดงตัวแม่กันไหม? ก็ซานต้าไง ไปแจกของขวัญกัน? ..24 ธันวาฯ วันคริสตมาสอีฟปีนี้ ในหมู่คนกันเอง อาจารย์วิภา ดาวมณีอยากเชิญชวนเพื่อนๆไปมอบของขวัญ+กำลังใจให้กรรมกรไทรอัมพ์ ที่ใต้ตึกกระทรวงแรงงาน ติดสนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่นดินแดง

***การต่อสู้ที่ยืดเยื้อย่อมทำให้อ่อนล้า.. กรรมกรไทรอัมพ์กำลังแสวงหาความยุติธรรมในสังคมไทยที่ไร้ความยุติธรรม กำลังรักษาสิทธิแรงงาน ขณะที่ขบวนการแรงงานแตกแยกและอ่อนแอ กำลังต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน ขณะที่นับวันสิทธิมนุษยชนในสังคมไทยยิ่งสูญหายไป...ไปช่วยเสริมพลังใจ...ไปมอบสิ่งดีๆ ตั้งแต่เวลา 17.00 น.เป็นต้นไป อยากไปด้วยกันหรือเป็นของขวัญก็ตาม ติดต่อสอบถามอาจารย์วิภา ดาวมณี 081-6134792 กิจกรรมมีตั้งแต่ 17.30-19.00 น. ป.ล.หากอยากจะอุดหนุนสินค้าชุดชั้นในของกรรมกรหญิงไทรอัมพ์ คลิ้กชมผลิตภัณฑ์ของมืออาชีพ+การต่อสู้ของพวกเขาอย่างสร้างสรรค์ ที่นี่***


***วันนี้มีงานใหญ่งานช้าง ขอเรียนเชิญพ่อแม่พี่น้องทุกๆท่าน ที่รักประชาธิปไตย รักความยุติธรรม ไม่ชอบสองมาตรฐาน ต่อต้านรัฐบาลอำมาตย์อุ้มพบกับรายการความจริงวันนี้ที่ดอยสะเก็ด นำทีมโดยคุณวีระ มุกสิกพงษ์, คุณณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ ,คุณจตุพร พรหมพันธ์ ,แรมโบ้อิสาน สุพร อัตถาวงศ์ ,คุณวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย ,คุณอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง,พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ ,ดร.ประแสง มงคลศิริ,คุณดารุณี กฤตบุญญาลัย ,คุณเจ๋ง ดอกจิก ,คุณวันชนะ เกิดดี ในวันอังคารที่ 22 ธันวาคม 2552 เริ่มงานเวลา 16.00 น. ณ สนามกีฬาเทศบาล อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ จัดโดยกลุ่มนปช.แดงดอยสะเก็ด52 , กลุ่มสันกำแพงรักประชาธิปไตย ,กลุ่มแดงแม่ออน ,กลุ่มแดงสันทราย ,และนปช.แดงเชียงใหม่ สอบถุมเพิ่มเติมที่คุณปารัชนันท์ 081-8644199 ผู้ฝากข่าวประชาสัมพันธ์***

***อีกงานจ้าชื่อ Christmas Red Fair พันเอกพิเศษ สุรินทร์ จันทร์เพียร ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดกาญจนบุรี นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวกาญจนบุรี ร่วมกับ ดร.วิบูลย์ แช่มชื่น สมาชิกวุฒิสภา (ปี 2543-49) และผู้อำนวยการ “ไทยเรดนิวส์” และแดงภาคตะวันตก เชิญร่วมงานฉลองคริสต์มาสเรดแฟร์ “Christmas Red Fair” ณ แพ โฟล้ทติ่ง (Floating) สะพานข้ามแม่น้ำแคว กาญจนบุรี วันศุกร์ที่ 25 ธันวาคม 2552 เวลา 18.00 – 23.00 น.

***ขอเชิญเพื่อนชาวไทยหัวใจสีแดง และมิตรชาวต่างประเทศ ร่วมฉลองคริสต์มาส งานแดงสะพานข้ามแม่น้ำแคว แต่งชุด แดงคาวบอย สังสรรค์บนแพกลางน้ำ ในบรรยากาศสุดพิเศษ “ไทยนานาชาติ” ฟังการบรรยายของผู้นำเสื้อแดง และโฟนอินจาก “คุณจักรภพ เพ็ญแข”ร่วมลุ้นจับฉลากแลกเปลี่ยนของขวัญ (ราคาไม่ต่ำกว่า 200 บาท)ชมการแสดงตระการตา แสง สี เสียง น้ำพุเต้นระบำ รับประทานอาหาร พบเพื่อนเก่าเพื่อนใหม่ บนโต๊ะจีน บัตรราคา 300 บาท โชคดีรับของขวัญพิเศษ “จากดูไบ” และผู้นำคนเสื้อแดง จองและรับบัตรร่วมงานที่ :
1. แพ โฟล้ทติ้ง ริมสะพานข้ามแม่น้ำแคว กาญจนบุรี โทร. 034-625 053
2. สถานีวิทยุ CINN สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวและวัฒนธรรมกาญขนบุรี FM 96.25 โทร. 034-520 757-8, 081-763 5828
3. นสพ.ไทยเรดนิวส์ ชั้น 5 อิมพีเรียลเวิลด์ ลาดพร้าว โทร. 02-934 9388, 083-705 1234, 083-706 1234, 081-148 6399***


***จัดงานคริสมาสต์&แฮปปี้นิวเยียร์ทั้งที จะได้สนุกครื้นเครงกันหน่อย หนอย!โดนวิชามารเข้าให้ว่าจะมีการขนแรงงานต่างด้าวล่องแพซะงั้น เอากับมันสิพวกอำมาตย์...***

***ส่งความสุขให้ “ดา” เนื่องในวาระใกล้ถึงวันปีใหม่นี้ กลุ่ม “พลังรวมใจ” ขอเชิญชวนผู้รักประชาธิปไตยทุกท่านร่วมโครงการ “ส่งความสุขให้-ดา” ทั้งนี้เพื่อเป็นกำลังใจให้แก่คุณดารณี ชาญเชิงศิลปะกุล (ดา ตอร์ปิโด) นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยคนหนึ่งที่ถูกจำคุกข้อหาหมิ่นฯ***

***คุณกาญจนา ศรีพรประชา ผู้แทนกลุ่ม “พลังรวมใจ” กล่าวเชิญชวนผู้รักประชาธิปไตยและความยุติธรรมทุกท่านร่วมแรงร่วมใจส่งคำอวยพร และความสุขให้แก่ผู้กล้าของเรา โดยการส่งจดหมาย สคส หรือ โปสการ์ดอวยพรปีใหม่ให้แก่คุณดารณี โดยที่เนี้อหาจะต้องไม่มีการพาดพิงถึงการเมือง เขียนจ่าหน้าว่า “สคส ถึง ดา” ตู้ ปณ. 58 ปณศ (พ) พระโขนง กรุงเทพฯ 10110 หรือจะสะดวกส่งเป็นe-cardมาทางอีเมล์ wemissyouda@gmail.com ทางกลุ่มจะดำเนินการจัดส่งให้คุณดารณีทุกอาทิตย์ และจะนำภาพที่ถ่ายจดหมายนี้มาดำเนินการเผยแพร่ทางเวปไซด์ หรือ งานนิทรรศการที่จะจัดอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้เพื่อปลุกจิตสำนึกให้คนไทยส่วนใหญ่ร่วมกันให้กำลังใจแก่คุณดา ในการยืนหยัดต่อสู้เพื่อความถูกต้องต่อไป ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่กาญจนา ศรีพรประชา ผู้แทนกลุ่ม “พลังรวมใจ”มือถือ 086-3190609 ***

***หนังสือพิมพ์คุณภาพใหม่ของชมรมนักข่าวเพื่อเสรีภาพไทย ชื่อThai Freedom ถือฤกษ์ดี วันตากสินมหาราช 28 ธันวาคม 2552 วางตลาดเปิดตัวในงานเคาต์ดาวน์เสื้อแดงนปช.ที่จังหวัดเชียงใหม่

Thai Freedom อิสระสื่อเสรี ซึ่งเป็นสื่อที่เกิดจากการรวมตัวกันของบรรดาผู้ทำสื่อซึ่งรักในความถูกต้อง รักประชาธิปไตย ยืนหยัดข้างความเคลื่อนไหวของประชาชนส่วนใหญ่ ต้องการให้ข่าวสาร ข้อมูลต่างๆ ที่จะปรากฏตามสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น วิทยุ โทรทัศน์ สิ่งพิมพ์ อินเตอร์เน็ต ควรอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง ไม่บิดเบือน ได้ฤกษ์ดีวันตากสินมหาราช 28 ธันวานี้เป็นปฐมฤกษ์วางตลาดเพื่อเปิดตัวให้กับชาวประชาธิปไตยได้รู้อ่านก่อนใครๆในงานเคาต์ดาวน์ของแนวร่วม นปช.ที่จังหวัดเชียงใหม่ และมีกำหนดการวางแผนหนังสือทั่วประเทศในวันที่ 17 มกราคม 2553 นี้***

***หนังสือพิมพ์Thai freedomมีไพโรจน์ จันทรนิมิ ผู้อำนวยการหนังสือแนวร่วมREDและประธานชมรมสื่อเพื่อเสรีภาพไทย และเพื่อนพ้องวงการสื่อทั้งกระแสหลักและนักข่าวนักเขียนฝ่ายประชาธิปไตยในโลกอินเตอร์เน็ตร่วมกันจัดทำอย่างมืออาชีพ เป็นหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ไซส์ใหญ่(ขนาดแบบหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ)20หน้า พิมพ์4สี กระดาษปอนด์อย่างดี พี่น้องเสื้อแดงสามารถทดลองอ่านฟรี เพียงช่วยค่าส่งไปรษณีย์ 10 บาท ท่านที่ประสงค์จะลงโฆษณาก็ฟรีเฉพาะช่วงแนะนำตัว ติดต่อสอบถามโทร083-7876111 หรือดูรายละเอียดที่เวบไซต์ชมรม http://thaifreedompressclub.com/***


***พิเศษ!! .. ในงานเดียวกันนี้ ทางผู้บริหารชมรมนักข่าวเพื่อเสรีภาพไทยได้จัดรายการพิเศษแก่คนผู้เข้าร่วมงาน ที่สนใจกางเตนท์พักแรม สามารถติดต่อสถานที่กางเตนต์หลังสวนราชพฤกษ์ที่จัดงานพืชสวนโลก กางได้ประมาณ 100 เตนท์ อยู่ติดลำธาร น้ำใสไหลเย็น กลางหุบเขา ใช้ไฟจาก พลังงานแสงอาทิตย์ เป็นหมู่บ้านเล็กๆที่แทรกตัวอยู่ท่ามกลางความศิวิไลซ์ที่ไปไกล สุดกู่ของ เชียงใหม่ จนแทบไม่น่าเชื่อว่าจะมีพื้นที่อย่างนี้หลงเหลืออยู่ ก็อยู่ไม่ไกลจาก สนามกีฬา 700 ปีที่จะจัดงาน ติดต่อได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 086-4142694***

***ข่าวสังคมธุรกิจ ใครอยากซื้อ-ขายอะไรแจ้งมาเลยจ้า ให้แนบรูปมาด้วยจะดีมาก.. ประกาศขาย คอนโดมีเนียมฌ็อง เซ ลิ เซ่ ถนนศรีสมาน ปากเกร็ด นนทบุรี พื้นที่ใช้สอย 33.0 ตร.ม. ราคา 880,000 บาท เป็นห้องสตูดิโอ พื้นห้องปูกระเบื้อง ตกแต่งสวยหรู พร้อมเข้าอยู่ มีเฟอร์นิเจอร์ Built in ,ตู้เสื้อผ้า,เตียงนอน,เครื่องทำน้ำอุ่น,โทรศัพท์ อยู่ชั้น 5อาคาร F สิ่งอำนวยความสะดวกภายในโครงการ สโมสร ที่จอดรถกว้างขวาง ร้านอาหาร ร้านทำเสริมสวย ร้านซักรีด ฯลฯ เข้า-ออก ด้วยระบบคีย์การ์ด***


***สถานที่ใกล้เคียง เพียง 5 นาทีจาก ทางด่วน 3 นาทีจากสวนสมเด็จย่า อยู่ใกล้โลตัส คาร์ฟูร์ แม็คโคร บิ๊กซี เมืองทองธานี และ 3 นาทีถึงโรงเรียนหอวัง นนทบุรี ใกล้โรงเรียนพระหฤทัย บรรยากาศร่มรื่นเงียบสงบ มียามรักษาความปลอดภัย 24 ชม.เดินทางสะดวก สถานที่ใกล้เคียง
- สวนสมเด็จย่า
- สน.ปากเกร็ด
- โรงเรียนหอวังนนทบุรี
สนใจติดต่อที่คุณเชน โทร 089-6831926 หรือเมล์ ***

***ขายด่วนบ้านทาวน์เฮ้าส์สองชั้น 17.5 ตารางวา ต่อเติมแล้ว น้ำไม่ท่วม 1.3ล้านบาท หมู่บ้านรินทร์ทอง ซอยรามคำแหง190 ถนน รามคำแหง สนใจติดต่อ คุณรติมา 089-814-2014(เจ้าของขายเอง)***

***อีกหลังขายด่วนหมูบ้านพุทธมลฑลสาย2 เลขที่10/19 ทางเข้าวัดบุญยประดิษฐ์ บ้านเก่าพร้อมที่ดิน 102ตารางวา (ที่ถมแล้ว)2.6 ล้านบาท ต่อรองได้ สนใจติดต่อ คุณรติมา 089-814-2014 (เจ้าของขายเอง)***

***ใครหาสำนักงานย่านรามคำแหง-สนามบินสุวรรณภูมิอยู่ มีสำนักงานโฮมออฟฟิศสวยขนาด3ชั้นใหม่ มีดาดฟ้าชมดาว สไตล์โมเดิร์น จอดรถสะดวก ไปมาคล่องใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ ใกล้ทางด่วน ใกล้มอเตอร์เวย์ ใกล้วงแหวนรอบนอก จอดรถสะดวกไม่ต้องแย่งที่จอดกัน ห้องประชุมจุคนได้50คน ห้องทำงานพนักงานขนาด20-30คน ห้องผู้บริหารโอ่โถงภูมิฐาน ห้องการเงินบัญชีแยกต่างหากเป็นสัดเป็นส่วน เหมาะเป็นออฟฟิศขนาดกลาง ให้เช่าราคาไม่แพงติดต่อคุณวุฒิ 0816235111***

***อีกหลังประกาศขายบ้านเดี่ยวชั้นเดียว40วาราคาแค่ล้านสี่ อยู่ถนนรามคำแหง ใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ ใกล้เดอะมอลล์บางกะปิ ใกล้โรงเรียนเตรียมอุดมน้อมเกล้า อยู่ไม่ไกลเดินทางคล่องใกล้กับทางด่วน มอเตอร์เวย์ วงแหวนรอบนอก ราคาเบาๆอย่างนี้หาไม่ได้ในย่านนี้แล้ว ติดต่อคุณวุฒิ0816235111เช่นกัน***

***คนเสื้อแดงที่รวยจนปวดหมองเวลานับเงิน เชิญหาซื้อเครื่องนับธนบัตร เครื่องนับเหรียญ EUROX ราคาถูก !!


เชิญชมรายละเอียดที่http://www.nubbank.com Call Center 087-323-9810

ท่านเคยเจอกับเหตุการณ์อย่างนี้หรือเปล่าในการตรวจนับเงิน

1.เสียเวลาน่าเบื่อกับการนับเงิน
2.นับเงินหลายรอบแล้วยังไม่ถูกต้อง
3.เสี่ยงต่อธนบัตรปลอม (เครื่องรุ่นนี้ตรวจแบงค์ปลอมรุ่นใหม่ได้)


เราช่วยท่านได้โดยเครื่องนับธนบัตรที่มีคุณสมบัตรพิเศษ 8 ประการ

1. เป็นเครื่องนับเงินมีความแม่นยำในการนับสูง ( แสดงผลการนับ 2 ครั้ง,จออิสระอีก 1 จอ ) ตรวจธนบัตรซ้อน
2. ประหยัดเวลาในการนับเงินสุดๆ( สูงสุด 2,000 ฉบับ ต่อนาที )
3. เครื่องนับเงินสามารถตรวจสอบธนบัตรปลอมรุ่นใหม่ได้ ด้วยการตรวจสอบสาร Fiber ในธนบัตรสกุล USA
และสารแม่เหล็กในน้ำหมึกพิมพ์( ด้วย รังสี UV, MG แมคเนติกส์, Infrared*)เครื่องนับเงินนี้จะหยุดทันทีเมื่อ
เจอแบงค์ปลอม
4. ตรวจนับเงินได้ทุกสกุล รวมทั้งเช็ค ตั๋ว คูปอง และเอกสารอื่นๆ
5. นับเงินแบบธรรมดา แบบสะสม หรือตั้งจำนวนให้นับได้
6. เล็ก กะทัดรัด เคลื่อนย้ายได้ง่าย และสะดวกต่อการใช้งาน
7. เครื่องนับเงิน Eurox รับประกัน 5 ปี เครื่องเสียมีเครื่องสำรองให้ใช้
8. ราคาประหยัด และคุณภาพสูง ตัวเครื่องนับเงินนี้ ได้รับมาตรฐาน CE, FCC

เครื่องนับเงิน EUROX เหมาะกับธุรกิจ ธนาคาร ร้านรับแลกเงิน ปั๊มน้ำมัน ปั๊ม GAS โรงเรียน มหาวิทยาลัย วัด ร้านสะดวกซื้อ ตลาดสด ร้านทอง ร้านขายปลีกต่างๆ ธุรกิจหยอดเหรียญต่างๆ ติดต่อสอบถามหรือรับการสาธิตเครื่องนับเงินได้ ฟรี! คุณจ๊อบ 087-323-9810 / 086-324-6044 ยังรวมถึงสินค้าเครื่องทำลายเอกสาร เครื่องเคลือบเอกสาร เครื่องเจาะเอกสาร สินค้า OA ทุกชนิดให้ท่านเลือก**

***นายตี้แจ้งมาใครหาช่างถ่ายรูปรับปริญญาขอเชิญครับ ราคากันเองครับ จะถ่ายเอง หรือมีคนรู้จัก ญาติพี่น้อง ผองเพื่อน ช่วยกรุณาแนะนำต่อๆกันไป ผมนายตี้ กำลังหาเงินส่งตัวเองเรียน ผมรับงานถ่ายรูปรับปริญญาครับ ผมเอกโฆษณา ปี 3 ม. กรุงเทพครับ ราคากันเอง คุยกันก่อนได้น่ะครับ โทรมาถามได้ครับ นายตี้ 085-414-4877***

***ท่านที่อยากแจ้งข่าวสารกิจกรรมทั้งการเมือง สังคม ธุรกิจ การค้าขายทำมาหากิน ไม่เป็นพิษเป็นภัยสังคม ไม่หลอกลวงแบบแชร์ลูกโซ่แจ้งมาได้ที่ thaienews99@googlegroups.comหากให้ดีกิจกรรม หรือข่าว หรือสินค้าบริการใดๆกรุณาแจ้งเบอร์ติดต่อสะดวก หรือรูปภาพประกอบมาด้วย ลงให้ฟรีๆไม่ต้องเสียตังค์จ้า ส่วนท่านที่จะติดต่อซื้อ โปรดติดต่อกันเอง และตรวจสอบคุณภาพสินค้าให้ดีก่อนซื้อ ทางไทยอีนิวส์ไม่มีส่วนรับผิดชอบได้เสียใดๆ เป็นเพียงสื่อกลางแจ้งข่าวเท่านั้น ***

มาร์ก กษิต กับข้อหาอาชญากรสงคราม

ที่มา Thai E-News

โดย คุณเสรีชน
ที่มา เวบบอร์ด ประชาไท
22 ธันวาคม 2552

มติชนออนไลน์ลงข่าวขู่ว่า ข้อหาเปิดเผยความลับเพื่อความปลอดภัยของประเทศของตู่ มีโทษถึงขั้นประหารชีวิต

แต่ผมเกรงว่า นายกษิต ภิรมย์ จะเจอข้อหาอาชญากรสงคราม โทษถึงประหารชีวิต และทุกประเทศอาจจับตัวนายกษิตมาลงโทษได้มากกว่า ตามหลักความผิดฐานรุกรานประเทศกัมพูชา ที่ต้องขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศ ( International Criminal Court หรือ ICC)มากกว่าซีท่าน

ศาลอาญาระหว่างประเทศ จัดตั้งขึ้นตามธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศ ประเทศส่วนใหญ่ในโลกเป็นภาคีในอนุสัญญานี้ รวมทั้งประเทศไทย ลงนามแต่ยังไม่ให้สัตยาบัน แต่ก็มีผลให้ไทยต้องปฎิบัติตามเจตนารมณ์ของธรรมนูญนี้

ทั้งนี้ศาลอาญาระหว่างประเทศ มีอำนาจดำเนินการต่อการกระทำผิดสากลสี่เรื่องคือ
(1) การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (Genocide)
(2) อาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติ (Crimes Against Humanity)
(3) อาชญากรรมสงคราม(War Crimes) และ
(4) การรุกราน (Aggression)

ในกรณีของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายกษิต ภิรมย์ ที่ต้องการก่อลัทธิอดอล์ฟ ฮิตเลอร์หรือนาซีใหม่ขึ้นในประเทศไทย รวมทั้งมีแม่ทัพภาคที่สอง ออกมาข่มขู่เพื่อนบ้าน หากมีการรุกรานเข้าไปในกัมพูชาจริง และนานาชาติเข้าไปแทรกแซงในการต่อสู้ หากเกิดขึ้น บุคคลดังกล่าวจะต้องถูกจับตัวส่งศาลอาอญาระหว่างประเทศที่กรุงเฮก ในฐานะรุกรานประเทศอื่น ใครจะให้ที่พักพิงไม่ได้ เพราะถือว่าเข้าเรื่องรุกรานอธิปไตยคนอื่น และเป็นอาชญากรสงคราม ดังที่ผู้นำชาวเซิร์บ หรือผู้นำรวันดาในอัฟริกา โดนพิจารณาคดีในศาลที่กรุงเฮกหลายรายในขณะนี้

และที่สำคัญ คดีดังกล่าวไม่มีอายุความ ไม่มีใครประเทศไหนจะให้ที่พักพิงแก่โจรได้

ผมว่า ไม่แคล้วที่คุณมาร์ก คุณกษิต จะต้องโดนลากตัวขึ้นศาลอาชญากรสงครามแน่ๆ กองเชียร์เสื้อเหลืองที่ยังเห่าๆ อยู่นี้ ก็เก่งได้ในประเทศไทย เช่นเดียวกับสื่อไทย ก็ไม่ต่างจากสื่อในยูโกสลาเวีย ที่เคยเชียร์นายมิโลซาวิส เข่นฆ่าชาวอิสลามในบอสเนีย จนเมื่อมิโลซาวิสพ้นจากอำนาจ ก็โดนลากตัวเข้าคุกที่กรุงเฮก เพื่อรอคำตัดสิน แต่เจ้าตัวดันไปตายก่อนในคุก

ดังนั้นในกรณีการเปิดเผยข้อมูลการเตรียมแผนสงครามประชาชาติของนายกษิต จึงเป็นการกระทำที่ไม่ผิดกฎหมาย เพราะเป็นการป้องกันอาชญากรรมร้ายแรงระหว่างประเทศ สมกับการทำหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรติ

กอปรกับเอกสารลับ มุ่งให้ข้าราชการทุกส่วนร่วมกันกระทำผิดพร้อมกัน ตามแนวทางในเอกสารลับ จึงเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมายในตัวเอง ข้าราชการทุกหน่วยงาน ไม่มีหน้าที่ที่จะปฎิบัติตามคำสั่ง หรือแนวทางอันมิชอบด้วยกฎหมาย ยั่วยุให้เกิดสงครามไทยเขมร จึงไม่ถือเป็นความลับ เพื่อความปลอดภัยหรือความมั่นคงของประเทศแต่อย่างใด กรณีดังกล่าวจึงไม่เข้าองค์ประกอบความผิดในมาตรา 124 แต่อย่างใด ตรงกันข้าม กลับเข้าองค์ประกอบของความผิดมูลฐาน ที่จะต้องถูกดำเนินคดีในศาลอาญาระหว่างประเทศมากกว่า

เสื้อเหลือง สื่อกระแสหลัก อย่าเพ่อคลั่งชาติไป พวกคุณกำลังสร้าง อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ในประเทศไทย ภายหลังการบิดเบือนข่าวเรื่องจัดฉากในกรณีศิวรักษ์ใช้ไม่ได้ผล

ตอนนี้ ถ้าเกิดสงครามจริงตามการยั่วยุของนายกษิต ทุกประเทศมีสิทธิที่จะร่วมกับผู้รักชาติรักประชาธิปไตย กำจัดกลุ่มอาชญากรประชาธิปัตย์โดยพร้อมเพรียงกัน

และไม่ว่าพวกเขาจะอยู่มุมไหนของโลก เขาก็ไม่อาจหนีพ้นข้อหาอาชญากรสงครามได้เลย !!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

ไม่ยุบ ปชป. ผมเห็นด้วยน๊ะ เดาไม่เคยผิด แต่ประชาชนจะยุบเอง

ที่มา Thai E-News

โดย ลูกชาวนาไทย

ลูกชาวนาไทย's picture

ก็เป็นฟืนท่อนหนึ่งที่โยนเข้าไปสู่กองไฟแห่งความอยุติธรรม สร้างเงือนไขสงครามปฎิวัติประชาชนให้โชติช่วงต่อไป

ผมไม่ค่อยสนใจประเด็นยุบพรรค เพราะในที่สุดแล้ว พรรคการเมืองไทยได้พัฒนาถึงจุดหนึ่งที่ "จิตวิญญาณของพรรค" นั้่นยุบไม่ได้ หากมีการยุบ ปชป. จริง ก็แค่ได้พรรคการเมืองชื่อใหม่เท่านั้น ไม่ได้มีความหมายอะไรมากนัก ต่อคนเสื้อแดง ไม่สะใจคนก็แค่ พวก กก.พรรค ปชป. ไม่ได้ถูกห้ามเล่นการเมืองเท่านั้น แต่ไม่ได้มีความหมายอะไรมากไปกว่านั้น เพราะในที่สุด คนเสื้อแดงก็ไม่ได้เลือกคนเหล่านี้อยู่แล้ว

แต่การไม่ยุบ ปชป. นั้นผมว่ามีประโยชน์ในการแสดงให้เห็นความ "สองมาตรฐาน" มากยิ่งขึ้น สร้างเงื่อนไขแห่งความไม่พอใจมากขึ้น

พวกนี้อาจอ้าง "โวหารว่าทำตามกฎหมายแล้ว" แต่นั่นก็เป็นแค่ลมปาก จะพูดอะไรก็คงพูดได้ แต่ประชาชนที่ไม่ใช่ "คนใต้สาวก ปชป." คงไม่สนใจการแก้ตัวเหล่านี้ (คนใต้อื่นๆ ไม่เกี่ยว)

ืคือประชาชนยุบเอง หรือสั่งให้นักการเมืองคนใด "เลิกเล่นการเมือง" เองนั้น "ศักดิ์สิทธิ์และรุนแรงกว่า"

เราจะเห็นคุณจาตุรนต์ คุณอดิศร คุณวีระแม้ห้ามเล่นการเมือง แต่คนเหล่านี้ก็ยังเป็น "ผู้นำทางการเมือง" อยู่ ส่วนคนอื่นๆ ที่โนเนม ติดร่างแหไปด้วย ก็ไม่ได้มีความสำคัญทางการเมืองมากนัก

"ผู้นำทางการเมือง" ไม่มีให้ "ยุติบทบาทได้ ท่านนายกฯทักษิณ คือ "ตัวอย่างที่ดีที่สุด โดนตามล้างทุกอย่าง แต่ก็คือ "ผู้นำทางการเมืองที่มีบารมี" มีอิทธิพลทางการเมือง มากมายอยู่

ศรัทธาและความเชื่อมั่น "ยุบไม่ได้"

ดังนั้น ไม่ยุบ ปชป. นะดีแล้ว ผมไม่ได้รู้่สึกอะไรมากกว่า รู้สึกว่า "คิดแล้วว่ามันต้องออกแบบนี้" ไม่ได้คาดหวังกับพวกอำมาตย์พวกนี้ว่าจะนำความยุติธรรมมาได้อยู่แล้ว

หน้าที่ สั่งให้ "ศักดินาอำมาตย์" ยุติบทบาททางการเมืองแบบถาวร คือ หน้าที่ของประชาชน

ประชาชนมีอำนาจอธิปไตยเต็มที่ที่จะยุบพรรคใด ๆ ในทางปฎิบัติ หรือให้นักการเมืองคนใด จบชีวิตทางการเมืองตลอดชีวิต

ความว่างเปล่า

ที่มา บางกอกทูเดย์

ถ้าอิหร่าน...เป็นปลายทางของอาวุธสงครามดังกล่าวถ้าต้นทางของอาวุธดังกล่าวคือ เกาหลีเหนือก็แทบจะไม่มีเหตุผลใดๆ...ที่ประเทศไทยจะทำตัวเป็นตำรวจโลก...ส่งกำลังเข้าจู่โจมเครื่องบินของประเทศอื่นที่จอดอยู่ในสนามบินนานาชาติและแจ้งเหตุที่ลงจอดว่าเพื่อเติมนํ้ามันคงไม่มีบริษัทขนส่งบริษัทใด...ต้องแจ้งรายละเอียดให้กับกัปตันและพนักงาน...รับทราบว่า...มีสินค้าอะไรราคาแพงแค่ไหน อยู่ในพาหนะที่เขาเป็นผู้ลำเลียงขับเคลื่อนเพียงเขาเหล่านั้นยืนยัน

ความสุจริตในวิชาชีพนักบินและต้นเครื่อง...เขาเหล่านั้นก็ปลอดภัยจากการเป็นผู้ต้องหา...เพราะว่า...ผู้ควบคุมยานพาหนะและช่างเครื่อง...ย่อมไม่มีหน้าที่ใดๆ ในการเจาะดูตรวจสอบว่าสินค้าในยานพาหนะคืออะไร และมีราคาแค่ไหนแต่พฤติกรรมของประเทศไทยต่างหากที่เป็นปัญหาเพราะการที่..ผู้นำประเทศไทย ไปออกข่าวแบบลิงโลดใจ...ว่าจะนำอาวุธเหล่านั้นมาใช้เอง...แบบนั้นมันจะเป็นการ ลัก วิ่ง ชิง ปล้น...ในสินค้าที่ขนผ่านเส้นทางสาธารณะ...หากเป็นเส้น

ทางเรือเขาก็เรียกว่าโจรสลัด2551...มีคนจู่โจมเข้ายึดสนามบิน...เป็นผู้ก่อการร้าย2552...มีการดักเอาสินค้าที่ขนผ่านแล้วหากนำออกมาใช้...มันก็กลายเป็นสลัดอากาศ...ภาษากฎหมายท่านว่า...มีเถยจิตเป็นโจรดีแต่ว่า กษิต ภิรมย์...รัฐมนตรีต่างประเทศ ออกมาแก้เป็นว่า...อาวุธที่ไปยึดมาได้นั้น จะต้องเอามาทำลายทิ้งถามว่า...ท่านมีสิทธิ์โดยชอบธรรมเช่นนั้นหรือ...ถามว่า...ประเทศเจ้าของอาวุธกับประเทศผู้ซื้ออาวุธ...หากเขาทั้ง 2 ยืนยันมาว่าเป็นการซื้อระหว่าง

ประเทศกับประเทศ...เช่นที่ประเทศไทยก็ไปซื้ออาวุธรัสเซีย ปืนอิสราเอลและอเมริกามาใช้...เราจะเอาอะไรไปเถียงเขาแต่ที่สำคัญที่สุด มันอธิบายว่า...ความหล่อเหลาและการเล่าเรียนมาสูงนั้น...หากรู้น้อยแล้ว...ทำอะไรก็มีปัญหา...มันสร้างคำถามขึ้นมาว่า...บัณฑิตกฎหมายจากรามคำแหงนั้น...ได้กันมาได้อย่างไร...สำคัญที่สุดนั้น...เอาประเทศไปเสี่ยงเอามือไปซุกหีบทำไม...นอกจาก... “โง่ ” และอธิบายได้หรือไม่ 

กษิต-มาร์ค? หรือ‘แม้ว’

ที่มา บางกอกทูเดย์

เนื้อหาข้อนี้แหละที่ทำให้เกิดการตีความไปทั่วว่า จะเล่นกันแรงถึงขั้นหมายชีวิตกันเลยหรือ เพราะในข้อ 1 วิเคราะห์เอาไว้ก่อนแล้วว่า พ.ต.ท.ทักษิณ คือ “ภัยหลัก” และในข้อ 3 จุดหมายปลายทาง เสนอว่า “ขจัดภัยคุกคามหลัก”คนก็เลยนำมาแทนค่าสมการ แล้วถอดออกมาเป็นว่า “ขจัด พ.ต.ท.ทักษิณ” ก็ด้วยเหตุนี้แหละลอจิกง่ายๆ ตรงๆ แต่นายอภิสิทธิ์ นายกษิต เปลืองตัวทันที เพราะคนส่วนใหญ่เชื่อว่าสมการไม่ว่าถอดอย่างไรก็หนีไม่พ้นให้เข้าใจได้เช่นนี้สถานเดียว!!!

อึ้งไปทั้งรัฐบาล ในทันทีที่เอกสารตราครุฑ ประทับคำสั่ง ลับมากและด่วนที่สุด ถูกเผยแพร่ออกมา ว่าเป็นหนังสือ ที่กต 1303/2555 กระทรวงการต่างประเทศ ถนนศรีอยุธยา กทม.10400 ลงวันที่ 16 พฤศจิกายน 2552 ลงลายมือชื่อนายกษิต ภิมรมย์ รมว.ต่างประเทศ และส่งถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี

ไม่อึ้งได้อย่างไรในเมื่อเนื้อหาของหนังสือราชการฉบับดังกล่าวนั้น ชัดเจนในเนื้อหา ว่านายกษิตมีมุมมองอย่างไรในเรื่องประเทศกัมพูชา สมเด็จฯ ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีของกัมพูชาและที่สำคัญ คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี การที่สามารถชี้ชัดว่าเนื้อหาของเอกสารสะท้อนได้ว่าเป็นความคิดของนายกษิต ก็เพราะทันทีที่เอกสารถูกเผยแพร่ อาการพล่านของบรรดาบิ๊กๆ กระทรวงต่างประเทศ ก็คือ “เอกสารหลุดออกมาได้อย่างไร?”พร้อมกับจ้องจะเอาผิด

กับนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วนพรรคเพื่อไทย ว่าเอาเอกสารลับของทางราชการมาเผยแพร่นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมาพูดชัดเจนว่า“เรื่องเอกสารลับมีขั้นตอนดำเนินการอยู่แล้ว หากใครนำเอกสารลับไปเผยแพร่ก็ต้องมีความผิด” นายปณิธาน กล่าวด้วยว่า การหาหลักฐานที่เกิดขึ้นในกรณีลักษณะเช่นนี้ ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องพยายามเต็มที่ เพื่อตรวจสอบว่า

เอกสารเหล่านี้หลุดออกไปได้อย่างไร และเอกสารดังกล่าวส่งตรงถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูงเพียงไม่กี่คนเท่านั้น หากสามารถระบุตัวบุคคลได้ น่าจะเป็นผลดีต่อการทำงานของรัฐบาลฉะนั้นนี่คือการยอมรับว่าเป็นเอกสารจริง แต่ก็เป็นการขู่ไปในตัวด้วยแต่บังเอิญนายจตุพร ไม่ใช่หมูกลัวน้ำร้อน ก็เลยสวนกลับว่าให้ฟ้องเลย จะได้แฉเพิ่มขึ้นอีก... กลายเป็นบิ๊กกระทรวงต่างประเทศเองที่เบรกกึกหัวทิ่มหัวตำ เพราะไม่รู้ว่าในมือของนายจตุพรมีเอกสารอะไรอีกหากมีคนในกระทรวงต่าง

ประเทศป้อนข้อมูล ป้อนเอกสารลับให้แบบนี้ แสดงว่ามีคนในกระทรวงการต่างประเทศที่ไม่เห็นด้วยกับแนวทางของนายกษิต!หรืออาจจะเป็นคนที่ไม่พอใจจากการโยกย้ายในกระทรวงการต่างประเทศ ที่กระฉ่อนว่าเป็นยุคที่มีการเล่นพรรคเล่นพวกหนักหนาสาหัสที่สุดยุคหนึ่งในกระทรวงบัวแก้วแต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ขืนรบก็อาจจะยิ่งเจ็บหนักขึ้นไปอีกเกิดหากมีเอกสารหลุดออกมาอีกจะยิ่งยุ่ง เพราะขณะนี้ประชาชนทั้งประเทศเชื่อ 100% แล้วว่าเป็นเอกสารจริงที่พยายาม

ตะแบงกัน ก็เลยตะแบงไม่ออกสุดท้ายนายกษิต ก็ต้องยอมรับเองว่าเอกสารลับที่นายจตุพร นำออกมาเปิดเผยนั้น เป็นเอกสารของกระทรวงการต่างประเทศจริงแต่รัฐบาลไม่ได้มีเป้าหมายพยายามทำร้าย พ.ต.ท.ทักษิณ ตามที่นายจตุพรนำมาขยายผลฉะนั้นในเมื่อยอมรับแล้วว่า เป็นเอกสารของจริงแท้แน่นอน ประเด็นที่สังคมต้องการคำอธิบาย และเป็นโจทย์ใหญ่หนักหนาสาหัสที่นายกษิตจะต้องตอบให้ชัดก็คือเนื้อหาของเอกสารดังกล่าวนั่นเองเพราะประโยคเริ่มต้น ก็คือ...

กระทรวงการต่างประเทศขอกราบเรียน เสนอแนวทางการดำเนินการกับปัญหาความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ดังความละเอียดปรากฏตามสิ่งที่ส่งมาด้วย 1 ซึ่งมีสาระสำคัญ ดังนี้1.วิเคราะห์ท่าทีของฝ่ายกัมพูชา1.1 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็น “ภัยหลัก” มุ่งคุกคามความอยู่รอดของรัฐบาล...1.2 เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับรัฐบาล ฝ่ายไทยไม่ควรหลงประเด็นตามที่ฝ่ายกัมพูชาต้องการให้เกิดความเข้าใจผิดว่า เป็นความขัดแย้งระหว่างบุคคล คือ

ระหว่างนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กับนายกรัฐมนตรีกัมพูชา1.3 สถานการณ์ปัญหาระหว่างไทยกับกัมพูชาจะยืดเยื้อหรือไม่ มิได้ขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรีกัมพูชา แต่ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขภายในประเทศไทยเอง ...จะเห็นชัดว่า เนื้อหาในเอกสารตามข้อ 1 นั้นมองว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นภัยหลักอย่างชัดเจน และรู้ดีอยู่แก่ใจว่า ปัญหาจะยืดเยื้อหรือไม่ก็อยู่ที่ภายในประเทศไทยเองสำหรับเนื้อหาต่อมาคือ2.แนวทางการดำเนินการ ที่ระบุว่า...เพื่อป้องกันไม่

ให้สถานการณ์เป็นไปตามที่ พ.ต.ท.ทักษิณและนายกรัฐมนตรีกัมพูชาคาดหวัง กระทรวงการต่างประเทศขอกราบเรียนเสนอมาตรการ ดังนี้จะเห็นว่า นี่คือการเสนอมาตรการ หรือการชงเรื่องเสนอขึ้นมาให้นายอภิสิทธิ์ดีๆ นี่เองซ้ำในแนวทางการดำเนินงาน หัวข้อย่อยที่ 2.4 ระบุว่า ... ที่สำคัญควรเร่งแปรความรู้สึก “สะใจ” หรือสนับสนุนรัฐบาลเป็น “ความเข้าใจ” โดยอาศัยการประชาสัมพันธ์ และบริหารจัดการเวลาให้เป็นประโยชน์ต่อรัฐบาลไทยที่สุด โดยการเร่งการ

พิจารณาคดีต่างๆ ของ พ.ต.ท.ทักษิณที่ยังคั่งค้างอยู่คำถามที่สังคมสงสัยและมึนงงก็คือ กระทรวงการต่างประเทศ หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ มีหน้าที่อะไรมาเสนอแนวทางการทำงานในเรื่องการเร่งรัดการพิจารณาคดีและในข้อ 3.จุดหมายปลายทาง หรือที่ใช้ภาษาอังกฤษว่า End Game นั้น ตรงนี้แหละ ที่ก่อให้เกิดข้อสงสัยอย่างรุนแรงเกิดขึ้นในสังคม รวมทั้งทำให้นายกษิต นายอภิสิทธิ์ และรัฐบาล ถูกสงสัยว่า มุ่งทำกันถึงขนาดนี้เชียวหรือ ก็เพราะ

เนื้อหาข้อนี้แหละ ที่ระบุว่า...อย่างไรก็ดี เนื่องจากต้นเหตุของปัญหามาจากการที่ พ.ต.ท.ทักษิณมุ่งทำลายความอยู่รอดของรัฐบาล การจัดการกับปัญหานี้จึงจำเป็นต้องมุ่งไปที่ต้นตอของปัญหาด้วยการ (1) ขจัดภัยคุกคามหลัก และ (2) แยกหรือทอนความร่วมมือระหว่าง พ.ต.ท.ทักษิณกับนายกรัฐมนตรีกัมพูชา เนื้อหาข้อนี้แหละที่ทำให้เกิดการตีความไปทั่วว่า จะเล่นกันแรงถึงขั้นหมายชีวิตกันเลยหรือ??? เพราะในข้อ 1 วิเคราะห์เอาไว้ก่อนแล้วว่า พ.ต.ท.ทักษิณ คือ “ภัย

หลัก” และในข้อ 3 จุดหมายปลายทาง เสนอว่า “ขจัดภัยคุกคามหลัก”คนก็เลยนำมาแทนค่าสมการ แล้วถอดออกมาเป็นว่า “ขจัด พ.ต.ท.ทักษิณ” ก็ด้วยเหตุนี้แหละลอจิกง่ายๆ ตรงๆ แต่นายอภิสิทธิ์ นายกษิต เปลืองตัวทันที เพราะคนส่วนใหญ่เชื่อว่าสมการไม่ว่าถอดอย่างไรก็หนีไม่พ้นให้เข้าใจได้เช่นนี้สถานเดียว!!!เจอแบบนี้นายอภิสิทธิ์ ไม่เหนื่อยก็ไม่รู้จะพูดว่าอย่างไรแล้วแม้จะมีการออกตัวว่า เป็นการทำบทความวิเคราะห์สถานการณ์ หรือสรุปสถานการณ์เท่านั้นแต่บอก

ได้เลยว่า ต่อให้แถกันจนหลังถลอกปอกเปิก ก็ยากจะทำให้คนเชื่อว่าเป็นบทความหรือบทวิเคราะห์ได้ เพราะในข้อ 4 ที่ใช้คำว่า ข้อเสนอแนะ นั้น ระบุโต้งๆว่า...หากเห็นชอบตามแนวทางดังกล่าวข้างต้น กระทรวงการต่างประเทศขอกราบเรียนเสนอให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาสั่งการให้ส่วนราชการดำเนินการ ดังนี้…จึงขอกราบเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาข้อ 4ลงท้ายขอแสดงความนับถืออย่างยิ่ง นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศชัดเจนว่า นี่คือ เสนอ

มาให้พิจารณาดำเนินการ ไม่ใช่การสรุปสถานการณ์มาแจ้งให้ทราบ อย่างที่บางฝ่ายพยายามอ้างกันอยู่ฉะนั้นเห็นเนื้อหาเอกสารแบบนี้แล้ว ได้แต่เห็นใจรัฐบาล และเหนื่อยแทนนายอภิสิทธิ์ที่ “งานเข้า” แบบเต็มๆ โดยไม่ทันตั้งตัวขณะเดียวกันก็งุนงงกับวุฒิภาวะของนายกษิตเป็นอย่างยิ่ง เขียนเองหรือเปล่าไม่รู้ เพราะอาจจะอ้างได้ว่าคณะทำงานเขียนชงขึ้นมา แต่ที่รู้แน่ๆ ก็คือ เซ็นชื่อลงไปได้อย่างไร???งานนี้เลยไม่รู้ว่า สุดท้ายเอกสารฉบับนี้จะฆ่าใครกันแน่!!!

Monday, December 21, 2009

ผีแอลพีจี

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน




ตามหลอก ตามหลอนปีละหลายรอบเหลือเกิน การขู่ปรับราคาก๊าซหุงต้มหรือ "แอลพีจี"

ล่าสุดอาศัยวิกฤตปัญหามาบตาพุด ที่รัฐบาลเย็นใจปล่อยให้เกิดเรื่องจนกระทบเศรษฐกิจเป็นวงกว้าง

นายดุสิต นนทะนาคร ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย มองว่าหากปัญหามาบตาพุดยืดเยื้อเกิน 1 ปี จะมีผลกระทบต่อเม็ดเงินลงทุนช่วง 5-10 ปีข้างหน้า และจะส่งผลให้จีดีพีทรุดตัวลง เนื่องจากต่างชาติจะไม่มั่นใจในการเข้ามาลงทุนในไทย!??

เอาเถิดไม่ว่าปัญหาจะเกิดจากอะไร แต่เมื่อเกิดแล้วก็ต้องแก้กันไป ซึ่งหมายรวมถึงการแก้ปัญหาให้ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบด้วย

ย้อนกลับมาที่เรื่องแอลพีจี แต่เดิมรัฐบาลกำหนดว่าจะตรึงราคาไปถึงเดือนสิงหาคม ปีหน้า จากนั้นค่อยตัดสินใจอีกทีว่าจะทำอย่างไรต่อไป!??

แต่ไปๆ มาๆ น.พ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รมว.พลังงาน แบะท่าว่าอาจจะพิจารณาก่อนถึงกำหนด

อันที่จริงปัญหาราคาแอลพีจี ที่รัฐบาลหลายยุคหลายสมัยตรึงเอาไว้เพื่อช่วยเหลือภาคครัวเรือน ถูกพูดถึงหลังราคาน้ำมันแพงขึ้นเรื่อยๆ จนคนใช้รถหันมาติดตั้งระบบแอลพีจีกันจำนวนมาก

ทำให้ประเทศไทยที่เคยส่งออกแอลพีจี เริ่มนำเข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ

และทุกครั้งที่อ้างเหตุผลเพื่อปรับราคา คนใช้รถจะเป็นแพะทุกคราไป

ทั้งๆ ที่ก๊าซซึ่งนำมาใช้ในรถมีสัดส่วนน้อยมากหากเทียบกับภาคครัวเรือนและอุตสาหกรรม

โดยภาคอุตสาหกรรมที่ใช้ก๊าซแอลพีจีมากที่สุดส่วนใหญ่เป็นรัฐวิสาหกิจ หรือบริษัทเอกชนมีรัฐบาลถือหุ้นใหญ่ เช่น บริษัทในเครือ ปตท.

ในการขอปรับราคาก๊าซแอลพีจี มักจะอ้างแต่เรื่องราคาตลาดโลก แต่ไม่ยอมบอกถึงที่มาของก๊าซว่า 80-90% ที่ใช้ในประเทศสามารถขุดได้ในบ้านเราเอง

แต่กลับอ้างโน่น อ้างนี่ ให้คนไทยต้องใช้ก๊าซแอลพีจีในราคาตลาดโลก ทั้งๆ ที่ไม่ต้องเสียค่าขนส่งข้ามประเทศ หรือค่าประกันใดๆ หรือถ้าจะเสียก็น้อยมาก

คงห้ามไม่ได้ถ้ารัฐบาลต้องการปรับราคาขายก๊าซแอลพีจี แต่ต้องตอบคำถามให้ได้ด้วยว่าทำไมเราต้องใช้ราคาเท่าตลาดโลก ทั้งๆ ที่เราขุดขึ้นมาจากหลังบ้านของตัวเอง

ถ้าอยากให้คนไทยใช้ก๊าซราคาแพงขนาดนั้น ก็นำเข้ามาเลย 100% แล้วเก็บก๊าซในเมืองไทยไว้ให้ลูกหลานเราใช้ไม่ดีกว่าหรือ

กกต.กับคดีเงินบริจาคปชป.

ที่มา ข่าวสด

รายงานพิเศษ




โคทม อารียา /ธีระ สุธีวรางกูร

การประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) เมื่อวันที่ 17 ธ.ค. มีมติเสียงข้างมาก

เห็นควรส่งข้อกล่าวหาพรรคประชาธิปัตย์รับเงินบริจาค จำนวน 258 ล้านบาท จากบริษัททีพี ไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) และกรณีไม่ได้ใช้จ่ายเงิน กองทุนพัฒนาการเมืองที่ได้รับจาก กกต. ตามวัตถุประสงค์ อาจเข้าข่ายความผิดพ.ร.บ.พรรคการ เมือง

ให้ประธาน กกต. ในฐานะนายทะเบียนพรรคการ เมืองพิจารณาทำความเห็นว่าจะส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรม นูญวินิจฉัยยุบพรรคหรือไม่

มติดังกล่าวส่งผลให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการซื้อเวลาเพื่อช่วยเหลือพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่หลังจากคดีนี้ยื้อมานานพักใหญ่

นอกจากนี้การที่นายอภิชาต สุขขัคคานนท์ ประธาน กกต. เป็น กกต.เสียงข้างน้อยที่เห็นควรให้ยกคำร้องกรณีดังกล่าว

ทำให้การพิจารณาทำความเห็นในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง ถูกจับตาว่าผลจะออกมาอย่างไร

แต่ก่อนจะถึงเวลานั้น นักวิชาการและอดีตกกต. สะท้อนกรณีดังกล่าวไว้เป็นแง่คิด ดังนี้



โคทม อารียา

อดีตกกต.



สำหรับข้อกฎ หมายในกรณีดังกล่าวมีบางส่วนที่เปลี่ยนแปลงไปจากในอดีต เนื่องจากมีการเปลี่ยนกฎหมายจากรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 มาเป็นรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550

ตอนผมเป็นกกต. ขณะนั้น การจะมีคำวินิจฉัยและพิจารณา เรื่องที่เกี่ยวกับพ.ร.บ.พรรคการ เมือง

ซึ่งนายทะเบียนพรรคการเมืองต้องขอมติและความเห็นจาก กกต.ทั้ง 5 คนก่อน

ส่วนที่กกต.ชุดนี้มีมติเสียงข้างมากส่งเรื่องให้นายทะเบียนพรรคการเมืองเพื่อทำความเห็นนั้น

ไม่ได้เป็นการโยนเผือกร้อน แต่เป็นการมอบภาระให้กับนายทะเบียนพรรคการเมือง

เราต้องมองย้อนกลับไปดูว่ากฎหมายที่บังคับใช้อยู่ในตอนนี้ ต้องการให้บุคคลเพียงคนเดียววินิจฉัยหรือต้องการให้กกต.ทั้ง 5 คนพิจารณา

แต่ยอมรับว่าการดำเนินการของกกต.ในเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องแปลก

เสรี สุวรรณภานนท์ / กิตติศักดิ์ ปรกติ



เนื่องจากเรื่องนี้กกต.พิจารณาและตรวจสอบมานานหลายเดือนแล้ว เมื่อมาถึงตอนนี้กกต.กลับมีการเปลี่ยนแปลงวิธีการพิจารณาและวินิจฉัยกลางคัน

เราต้องมองย้อนกลับไปว่าเพราะเหตุใด หรือมีความจำเป็นอะไร

ที่ทำให้กกต.ต้องเปลี่ยนแปลงวิธีการพิจารณาและวินิจฉัย



ธีระ สุธีวรางกูร

อาจารย์นิติศาสตร์

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์



ต้องดูข้อกฎหมายว่าให้อำนาจประธานกกต.ในฐานะนายทะเบียนพรรคการ เมืองเป็นผู้ชี้ขาด เรื่องนี้ หรือให้กกต. ชุดใหญ่ชี้ขาด

ถ้ากฎหมายให้อำนาจหน้าที่นายทะเบียนพรรคชี้ขาดถือว่าเป็นไปตามขั้นตอน ไม่ได้เป็นการโยนเผือกร้อน

แต่หากกฎหมายไม่ให้อำนาจนายทะเบียนพรรคการเมืองถือว่าผิดขั้นตอน เพราะคนมีหน้าที่พิจารณา กลับไม่ทำหน้าที่

แต่ถ้ากฎหมายให้นายทะเบียนพรรคการเมืองหรือประธานกกต.ชี้ขาด แต่ประธานกกต.เป็นเสียงข้างน้อยที่ไม่ให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ ก็ว่ากันไม่ได้อีก

ส่วนประธานกกต.จะพิจารณาอย่างไร ลำเอียงหรือไม่ ต้องดูเหตุผลว่าใช้หลักกฎหมายข้อใดมารองรับว่าไม่ต้องยุบพรรค หรือเทียบกับการยุบพรรคอื่นๆ แล้ว แตกต่างกันอย่างไร

สำหรับการทำงานของกกต.ชุดนี้บอกตรงๆ ว่าที่มาของกกต.ถูกตั้งข้อสงสัยมากเพราะมาจากประกาศคปค.

ผมไม่ได้บอกว่าไม่ยุติธรรม แต่เมื่อถูกตั้งข้อสงสัยในเรื่องที่มาแล้ว หากกระบวนการทำงานของกกต.น่าเชื่อถือก็อาจทำให้ข้อสงสัยลดลงได้

แต่ดูกระบวนการทำงานยิ่งทำให้ถูกตั้งข้อสงสัย เช่น บางเรื่องพิจารณาล่าช้า บางเรื่องพิจารณาเร็วอย่างไม่มีเหตุผล เทียบเชิงเนื้อหา การทำงานไม่สามารถหาดุลยภาพได้

ทำให้กระบวนการถูกตั้งคำถามซ้ำถึงดุลยภาพที่ช้าหรือเร็ว

ผมไม่ได้สรุปว่าการทำงานของกกต.ไม่ดีหรือบก พร่อง เพียงแต่ตั้งข้อสงสัยถึงที่มาและวิธีทำงาน

ว่าอาจทำให้คนตั้งข้อสงสัยว่าทำงานเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้



เสรี สุวรรณภานนท์

อดีตรองประธานสภา

ร่างรัฐธรรมนูญปี"50



คงตอบไม่ได้ว่ามติของกกต. ที่ใช้ช่องทาง ตามมาตรา 95 ของ พ.ร.บ.พรรคการเมือง ให้นายทะเบียนพรรค การเมืองคือประธานกกต. ตรวจสอบและทำความเห็นก่อนดำเนินการขั้นต่อไปนั้น เป็นการอุ้มพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่

ตอนแรกเมื่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ส่งเรื่องเงินบริจาคพรรคประชาธิปัตย์ 258 ล้านบาทให้ กกต.พิจารณา กกต.สามารถส่งเรื่องให้นายทะเบียนพรรคการเมืองพิจารณาได้เลย แต่กกต.ได้เลือกช่องทางตั้งอนุกรรมการขึ้นมาตรวจสอบแทน

ขั้นตอนจากนี้ไป อยู่ที่นายทะเบียนพรรคการเมืองต้องตรวจสอบและเป็นผู้รับผิดชอบ

ถ้าหากพิจารณาแล้วนายทะเบียนพรรคการเมืองบอกว่าไม่ผิดก็ไม่มีเหตุการณ์นำไปสู่การยุบพรรค ไม่ต้องนำเรื่องให้กกต.พิจารณาอีก

แต่ถ้าพบมีการกระทำผิดจริง นายทะเบียนพรรคการ เมืองต้องส่งเรื่องกลับมาให้กกต. ก่อนจะส่งให้ศาลรัฐ ธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคต่อไป

คดีนี้มีการพูดกันมาก ว่ามีเหตุหรือไม่มีเหตุแห่งการยุบพรรค หากนายทะเบียนพรรคการเมืองมีคำตอบกลับมาว่าไม่ผิด ก็ต้องมีเหตุผลที่อธิบายได้

เพราะหากใช้ดุลพินิจที่แตกต่างหรือฝืนกับข้อเท็จจริง นายทะเบียนพรรคการเมืองต้องเป็นผู้รับผิดชอบเอง

ถ้าพรรคประชาธิปัตย์มีความผิดจริงแล้วบอกไม่ผิด การเมืองคงร้อนระอุขึ้นแน่ เรื่องนี้สาธารณชนสามารถวิเคราะห์ได้จากลำดับความเป็นมาของคดีที่เกิดขึ้น

ส่วนข้อครหาเรื่องสองมาตรฐานที่ว่าทำอย่างไรพรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่มีวันถูกยุบนั้น

ผมมองว่าก่อนหน้านี้ผู้เกี่ยวข้องมีวิธีการทำงานหรือปฏิบัติกันมาอย่างไรทั้งเรื่องหลักการและเกณฑ์การพิจารณา น่าจะยึดปฏิบัติตามนั้น



กิตติศักดิ์ ปรกติ

อาจารย์คณะนิติศาสตร์

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์



การพิจารณาคดีเงิน บริจาคพรรคประชา ธิปัตย์ของกกต. ต้อง ดูว่าพยานหลักฐาน ข้อเท็จจริงคดีนี้ชัด เจนหรือไม่ น่าเชื่อถือหรือไม่ พยานหลักฐานขัดกันเองหรือไม่

หากพยานหลักฐานไม่ชัดเจน การพิจารณาเสียงก้ำกึ่งก็อาจมีปัญหา แต่ถ้าพยานหลักฐานชัดเจน แม้เสียงก้ำกึ่ง ก็ไม่มีปัญหา

กรณีที่เกิดขึ้นต้องดูพฤติการณ์ของกกต. เพราะคนเป็นกกต.มีเกียรติยศชื่อเสียง เป็นผู้พิพากษา ทำไมถึงจะเอาเกียรติยศที่ทำมาตลอดชีวิตมาทิ้งง่ายๆ

ตอนนี้ยังไม่อยากให้ไปตัดสินใคร หากไม่มีหลักฐานพยานว่า กกต.ไปทำสิ่งที่ได้ประโยชน์โดยมิชอบก็ต้องให้เกียรติ เราต้องเชื่อว่ากกต.ตัดสินโดยสุจริตไว้ก่อน

แต่หากมีพยานหลักฐานว่าเข้าไปเกี่ยวข้องกับการรับประโยชน์ ทำให้ข้อตัดสินไม่น่าเชื่อถือก็เป็นปัญหาได้

ส่วนที่โยนเรื่องให้ประธานกกต. ในฐานะนายทะเบียน พรรคการเมืองชี้ขาดคดีนี้ ความจริงกกต.มีหน้าที่ตัดสินคดีโดยเร็ว แต่กกต.ก็ต้องดูหลักฐานข้อเท็จจริง อาจไม่ใช่การโยนเผือกร้อนให้ประธานกกต.

แต่การทำหน้าที่ตัดสินคดีครั้งนี้ยิ่งต้องแสดงให้ชัดเจนว่าตัดสินเพื่อผลประโยชน์ของบ้านเมือง

อาจไม่ใช่เผือกร้อน แต่ในทางกลับกันจะเป็นเกียรติกับตัวเอง เพราะสิ่งที่ประธานตัดสินจะสะท้อนการรักษาประโยชน์สาธารณะ และต้องตัดสินบนฐานความถูกต้อง ตามหลักกฎหมาย

การทำงานของกกต.หากตัดสินไม่ถูกใจใครอาจมองว่าลำเอียงได้ แต่ต้องดูเหตุผลการพิจารณาว่าสอดคล้องกฎหมายหรือไม่ กกต.ตัดสินอะไร ก็ต้องทำเร็ว

หากเห็นว่าเกี่ยวข้องมีประโยชน์ได้เสีย ต้องปล่อย ให้คนอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าไปทำ ต้องละวางบ้าง

ใบตองแห้ง สัมภาษณ์ วรเจตน์ ภาคีรัตน์: “Extreme” ทัศนะต่อคำสั่งศาลปกครองสูงสุดกรณีมาบตาพุด

ที่มา ประชาไท

“มาตรา 67 สิทธิที่เกิดขึ้นมันเป็นสิทธิเรียกร้องในเรื่องของกระบวนการ
มันไม่ได้เป็นสิทธิที่เป็นเรื่องในทางสารบัญญัติ
พอมันเป็นเรื่องของกระบวนการ คำถามมีอยู่อย่างเดียว
ถ้าคุณตีความ 67 วรรคสองเคร่งครัดเป๊ะมาก
คุณจะมีปัญหาทันทีว่ามันอาจจะดำเนินโครงการหรือกิจกรรมอะไรไม่ได้เลย
ถ้าโครงการหรือกิจกรรมนั้นมีใครคนนึงยกขึ้นมา
ผู้คนที่เคลื่อนไหวพิทักษ์สิ่งแวดล้อมบอกว่า
โครงการหรือกิจกรรมนี้ส่งผลกระทบรุนแรงต่อชุมชน
แล้วยังไม่มีกฎหมายกำหนดรายละเอียดว่าด้วยการรับฟังก่อนดำเนินโครงการ
เพราะฉะนั้นทำไม่ได้ อนุมัติไม่ได้ ทุกอย่างก็ชะงักหมด
นั่นคือวิธีการตีความที่ extreme มากๆ ซึ่งไม่ถูกต้อง ในความเห็นผม”
ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ให้หน่วยงานของรัฐสั่งระงับโครงการหรือกิจกรรม 65 โครงการ จาก 76 โครงการในพื้นที่มาบตาพุด ที่ถูกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน กับพวก ฟ้องว่าหน่วยงานของรัฐอนุมัติโดยไม่ดำเนินการให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในมาตรา 67 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งก่อนหน้านี้ ศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งให้สั่งระงับทั้ง 76 โครงการ
กรณีดังกล่าวเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ทั้งในแง่ผลกระทบทางการเมืองและเศรษฐกิจ เช่นสำนักข่าวรอยเตอร์ระบุว่าเป็น 1 ใน 5 ปัจจัยเสี่ยงของการเมืองไทย แต่ยังไม่มีผู้วิพากษ์วิจารณ์ในแง่กฎหมาย ซึ่งแน่นอนว่ามีหลายต่อหลายคนอยากฟังความเห็นของวรเจตน์ ภาคีรัตน์ นักกฎหมายมหาชนที่เป็นตัวของตัวเองมาตลอด
ดุลยภาพแห่งสิทธิ
วรเจตน์บอกว่า เขามีความเห็นแย้งกับคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลปกครองสูงสุดในบางประเด็น ซึ่งก็เป็นความเห็นคล้ายกับอาจารย์อัครวิทย์ อุมาวงศ์ รองประธานศาลปกครองสูงสุด ที่เป็นเสียงข้างน้อย
ขอย้อนถามก่อนว่าคำสั่งศาลปกครองกลางกับศาลสูงต่างกันตรงไหน
“ไม่ต่างกัน โดยเนื้อหาตรงกัน เพียงแต่ศาลสูงเขากำหนดข้อยกเว้นไว้ชัดเจนกว่าศาลชั้นต้น แต่โดยเนื้อหาตรงกัน ต้องอ่านตรงที่เขาเขียนว่าศาลสูงเห็นพ้องด้วยกับศาลชั้นต้นบางส่วน”
“คือเรื่องของเรื่อง คนฟ้องฟ้องให้เพิกถอนใบอนุญาตโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง รวมทั้งให้เพิกถอนรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม โดยอ้างว่าการอนุมัติโครงการก่อสร้างเหล่านั้นไม่เป็นไปมาตรา 67 วรรคสองของรัฐธรรมนูญ และในระหว่างนี้ก็ขอให้ศาลสั่งระงับโครงการหรือกิจกรรมที่กำลังดำเนินการก่อสร้างในพื้นที่มาบตาพุดจำนวน 76 โครงการไว้ก่อนเป็นการชั่วคราวก่อนที่ศาลจะมีคำพิพากษา ศาลปกครองชั้นต้นก็สั่งระงับโครงการเหล่านั้นไว้ตามคำขอ ยกเว้นบางโครงการที่ได้รับในอนุญาตก่อนรัฐธรรมนูญ 50 ใช้บังคับ รวมทั้งโครงการที่ไม่ได้กำหนดให้เป็นโครงการที่ต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ไม่รวมถึงการดำเนินการตามมาตรา 67 วรรคสอง ส่วนของศาลปกครองสูงสุดหลักคือระงับหมดเหมือนกัน แต่ศาลสูงเขียนข้อยกเว้นชัดเจนกว่า คือ ระบุเป็นรายโครงการไปเลย รวมแล้วก็เหลือระงับโครงการทั้งสิ้น 65 โครงการ
“ถ้าดูรายละเอียด ศาลชั้นต้นกำหนดวิธีการคุ้มครองชั่วคราวให้ผู้ถูกฟ้องทั้ง 8 คือหน่วยงานของรัฐ ระงับโครงการหรือกิจกรรมตามเอกสารหมายเลข 7 ท้ายคำฟ้องไว้ชั่วคราวจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาหรือเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น ยกเว้นโครงการหรือกิจกรรมที่ได้รับอนุญาตก่อนประกาศใช้รัฐธรรมนูญปี 50 โครงการหรือกิจกรรมที่ไม่ได้กำหนดประเภทให้เป็นโครงการที่ต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์สิ่งแวดล้อมตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แต่สั่งซ้อนอีกทีหนึ่งว่า ไม่นับการดำเนินงานให้เป็นไปตามมาตรา 67 วรรคสอง”
“ศาลชั้นต้นเขียนซับซ้อนมากเลยคือ 76 โครงการบอกให้ระงับหมด ยกเว้นโครงการที่ไม่ระงับคือ ได้ใบอนุญาตก่อนวันบังคับใช้รัฐธรรมนูญ 50 และโครงการที่ไม่ได้กำหนดประเภทให้ทำรายงานวิเคราะห์สิ่งแวดล้อม แต่ว่าถ้าโครงการที่ยกเว้นให้ทำไปก่อนได้เป็นโครงการที่ต้องดำเนินตามบทบัญญัติมาตรา 67 วรรคสองก็ต้องไปดำเนินการตามมาตรา 67 วรรคสองอีก คือ ผมอ่านแล้วก็งงว่าตกลงจะระงับโครงการอันไหนบ้าง ศาลสูงแก้คำสั่งศาลชั้นต้นบางส่วนคือให้ระงับโครงการทั้งหมดเป็นการชั่วคราว และยกเว้นโครงการที่ทำได้ กำหนดลงไปเป็นหมายเลข 11 โครงการ
เหตุผลชัดกว่าไหม
“เหตผลผมไม่คิดว่าชัดกว่า เขียนเนื้อหาสาระมากกว่า แต่ไม่คิดว่าเหตุผลชัดกว่า คือเรื่องนี้เป็นปัญหาข้อเท็จจริง ต้องดูความเป็นมาว่ามาบตาพุดมีมานานแล้วตั้งแต่รัฐบาลชาติชาย มาถึงปี 50 มีบทบัญญัติมาตรา 67 ขึ้นมา ที่เอามาสู้กันและพูดกันมาก”
“มาตรา 67 วรรคสอง เขียนไว้ว่า การดำเนินโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ จะกระทำมิได้ เว้นแต่จะได้ศึกษาและประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในชุมชน และจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียก่อน รวมทั้งได้ให้องค์การอิสระซึ่งประกอบด้วยผู้แทนองค์การเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ และผู้แทนสถาบันอุดมศึกษาที่จัดการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมหรือทรัพยากรธรรมชาติหรือด้านสุขภาพ ให้ความเห็นประกอบก่อนมีการดำเนินการดังกล่าว”
“พูดง่ายๆ รัฐธรรมนูญไปเขียนลึกลงไป มากกว่ารัฐธรรมนูญทั่วไปที่ใช้กันเป็นสากล คือเรื่องอย่างนี้ความจริงไม่ควรอยู่ในชั้นรัฐธรรมนูญ ควรอยู่ในกฎหมายระดับพระราชบัญญัติแต่บ้านเรา เวลาเขียนก็เขียนยาวทั้งนั้น ก็เอาไปใส่รัฐธรรมนูญ บอกว่าโครงการที่อาจส่งผลกระทบต่อชุมชนรุนแรงด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อมทำไม่ได้ เว้นแต่เข้าข้อยกเว้น 3 ประการ คือมีการศึกษาผลกระทบ มีการรับฟังความเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสีย แล้วก็ฟังความเห็นขององค์การอิสระ”
“ปัญหาก็คือตัวบทมันไม่ชัดเจนว่าอย่างไร องค์การอิสระที่ประกอบด้วยผู้แทนองค์การเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ มันคือใครบ้าง เพราะฉะนั้นตัวข้อยกเว้นนี้จำเป็นต้องมีตัวกฎหมายกำหนดรายละเอียด มันถึงจะทำถูก ว่าโอเคก่อนจะอนุมัติต้องฟังหน่วยงานหรือองค์การอิสระองค์การนี้ ต้องมีกระบวนการรับฟังความเห็นของประชาชน ฟังอย่างไร ขั้นตอนเป็นอย่างไร ประชาพิจารณ์อย่างไร ต้องมีการทำรายงานศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม รูปแบบแบบไหน มันต้องการกฎหมายกำหนดรายละเอียดในการปฏิบัติ ซึ่งยังไม่มี กฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน พระราชบัญญัติเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมบางฉบับก็กำหนดกระบวนการขั้นตอนไว้บ้างเหมือนกัน แต่ไม่ใช่สิ่งที่รัฐธรรมนูญมาตรา 67 วรรคสอง ต้องการ ก็ต้องมีการปรับปรุงกฎหมาย รัฐธรรมนูญ มาตรา 303 (1) ก็กำหนดให้คณะรัฐมนตรีไปดำเนินการ แต่ปัจจุบันยังไม่สามารถตรากฎหมายเรื่องดังกล่าวออกมาได้”
“ทีนี้คนฟ้องเขาฟ้องว่า 76 โครงการมันทำให้เกิดความเดือดร้อนกับชุมชน มีคนได้รับมลพิษ สารพิษ มีการเจ็บป่วย แล้วก็ไม่ได้ทำตามรัฐธรรมนูญ 67 วรรคสอง แล้วเขาบอกว่ารัฐธรรมนูญมาตรานี้มีผลใช้บังคับทันที ไม่จำเป็นต้องมีกฎหมาย หมายความว่าหน่วยงานของรัฐมีหน้าที่ต้องดำเนินการตาม 67 วรรคสองทันที นี่คือประเด็น ซึ่งศาลก็เห็นพ้องด้วย ศาลเลยบอกว่าการออกใบอนุญาตให้ดำเนินโครงการหรือกิจกรรม จึงน่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย แล้วศาลก็เห็นว่าก่อเกิดมลพิษความเสียหายตามคำฟ้อง ศาลจึงสั่งให้ระงับเอาไว้”
“เรื่องนี้ความจริงมีปัญหาทางเทคนิคด้วย ในเรื่องวิธีการคุ้มครองชั่วคราว ว่ามันเป็นเรื่องการทุเลาการบังคับคำสั่งทางปกครอง วิธีการที่ศาลปกครองสูงสุดใช้ในการทุเลาการบังคับ ไม่ถูกตามวิธีพิจารณา ซึ่ง อ.อัครวิทย์ได้เขียนความเห็นแย้งไว้ชัดเจน ไปอ่านดูได้ แต่ประเด็นนี้เป็นประเด็นเทคนิค เป็นประเด็นทางวิธีพิจารณา คนทั่วไปจะเข้าใจยาก ผมอาจไม่ต้องพูดก็ได้”
“ผมมีความเห็นเหมือน อ.อัครวิทย์ว่าเรื่องนี้ศาลชั้นต้นกำหนดวิธีการคุ้มครองชั่วคราวไม่ตรงตามเงื่อนไขกฎหมายกำหนด ถ้าอธิบายความคือ การสั่งคุ้มครองชั่วคราวมีอยู่ 2 แบบ อันหนึ่งคือการทุเลาการบังคับตามกฎหรือคำสั่งทางปกครอง อีกอันก็คือการบรรเทาทุกข์ชั่วคราว ซึ่งเงื่อนไขไม่เหมือนกัน”
“คดีนี้คนฟ้องฟ้องขอให้เพิกถอนตัวการอนุญาต ส่วนที่มีการอนุญาตไปแล้ว มันก็เป็นคำสั่งทางปกครอง การฟ้องเพิกถอนและขอคุ้มครองชั่วคราว คือการขอให้ระงับการดำเนินการตามคำสั่งทางปกครอง ซึ่งเวลาศาลจะพิจารณา ศาลพิจารณาเงื่อนไขเรื่องการทุเลาการบังคับตามกฎหรือคำสั่งทางปกครอง แต่ศาลไม่ได้ใช้อันนี้ ศาลไปเอาอีกอันหนึ่ง เรียกว่าการบรรเทาทุกข์ชั่วคราว ซึ่งมันไม่ตรง ศาลเอาอีกอันหนึ่งมาใช้ซึ่งมันไม่ตรงในทางหลักกฎหมาย ศาลมองว่าโอเคมันเกิดมลพิษขึ้นมาแล้ว ก็ไม่ strict ก็มองว่าเอาการบรรเทาทุกข์ชั่วคราวคือสั่งให้ระงับไปก่อน ซึ่งในทางวิธีพิจารณา ไม่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ทางกฎหมายที่บัญญัติไว้”
อธิบายง่ายๆ ได้ไหมว่า สมมติมันพ่นควันพิษอยู่ทุกวันนี้แล้วมันคือการบรรเทาทุกข์ แต่นี่มันยังไม่ได้สร้าง
“อันนี้คือประเด็นที่ผมจะพูดต่อ แต่เวลาพูดเรื่องนี้เราต้องพูดให้ชัด เดี๋ยวนักอนุรักษ๋จะด่าเละเทะว่าไม่เห็นด้วยกับคำสั่งศาลปกครองสูงสุดได้ยังไง เขาอุตส่าห์มาพิทักษ์เรื่องสิทธิชุมชน เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่เราต้องคิดอย่างนี้ก่อนว่า concept ของกฎหมายสิ่งแวดล้อม มันไม่ได้อยู่ที่การห้ามแตะต้องทรัพยากรธรรมชาตินะ เพราะเป็นไปไม่ได้ เราต้องมีชีวิตอยู่ มนุษย์เพิ่มมากขึ้นทุกวัน มันอยู่ตรงที่ว่าทำอย่างไรทำให้การพัฒนาอุตสาหกรรมกับตัวสิ่งแวดล้อมมันไปด้วยกัน ให้มันได้ดุลกัน ดุลยภาพเป็นของสำคัญ คุณค่าที่มันไปด้วยกันทั้งสองส่วน แล้วในทางรัฐธรรมนูญมีสิทธิสองตัวในเรื่องนี้ คือเรื่องนี้เป็นความสัมพันธ์สามเส้า ด้านหนึ่งคือฝ่ายรัฐซึ่งเป็นคนกุมอำนาจรัฐ ด้านหนึ่งคือฝ่ายเอกชนผู้ประกอบการซึ่งเป็นคนได้รับใบอนุญาต อีกด้านหนึ่งคือชาวบ้านซึ่งอยู่ในบริเวณนั้นซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากการดำเนินกิจกรรม ก็เป็นความสัมพันธ์ 3 เส้า”
“สิทธิที่เกี่ยวพันมันไม่ได้มีแต่ตัวสิทธิชุมชน หรือสิทธิของบุคคลในเรื่องการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมอย่างเดียว สิทธิอันนี้อยู่ในมาตรา 66-67 แต่ผู้ประกอบการก็มีสิทธิเหมือนกัน เป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญอีกสิทธิหนึ่ง คือ สิทธิในเสรีภาพในการประกอบกิจการหรือประกอบอาชีพตามมาตรา 43 ซึ่งเมื่อได้รับอนุญาตแล้วก็เป็นสิทธิซึ่งได้รับประกันอีกเหมือนกัน เพราะฉะนั้นน้ำหนักทั้งสองอันนี้ต้องชั่งกันเวลาจะทำอะไร ให้มันไปด้วยกัน จะเอาสุดโต่งไปด้านใดด้านหนึ่งไม่ได้ เพราะรัฐธรรมนูญมีคุณค่าตรงนี้ กฎหมายมหาชนมีคุณค่าสองด้านนี้อยู่ด้วยกัน”
“ประเด็นสำคัญอีกประเด็นหนึ่งที่ไม่ได้มีการพูดอย่างละเอียด คือ ประเด็นเรื่องผู้มีอำนาจฟ้องคดี ศาลไม่ได้ชี้ให้ชัดว่าผู้ฟ้องคดีอย่างสมาคมต่อต้านภาวะโรคร้อน หรือสมาคมสมัชชาองค์กรเอกชนด้านการตุ้มครองสิ่งแวดล้อมฯ เอาอำนาจฟ้องมาจากไหน แล้วผู้ฟ้องคดีที่เป็นปัจเจกบุคคลนั้นถือว่าเป็นบุคคลซึ่งรวมกันเป็นชุมชนแล้วหรือไม่ จะถือว่าผู้ฟ้องคดีเหล่านี้เป็นชุมชนอันจะนับว่าเป็นผู้ทรงสิทธิตามรัฐธรรมนูญอย่างไร”
“เรื่องนี้ ผู้ฟ้องคดีฟ้องขอให้ระงับโครงการทั้งหมดเลย ทั้งๆที่บางโครงการยังไม่เริ่มเดินเครื่องจักร คือบางโครงการกำลังก่อสร้างอยู่ บางโครงการเป็นส่วนขยายมาจากของเดิม แต่ยังไม่เริ่มดำเนินการหรือเดินเครื่องจักร แต่เวลาฟ้องเขาฟ้องว่ามันมีมลพิษอะไรต่างๆ อยู่ก่อนแล้ว แล้วก็ไม่สามารถแก้ปัญหามลพิษได้ เพราะฉะนั้นเมื่อมีอันใหม่เพิ่มเข้ามาอีก ก็เกรงว่าจะเป็นปัญหาหมักหมมสะสมต่อไปอีก เพราะฉะนั้นควรจะระงับ นี่คือประเด็นที่เขาฟ้อง
“แต่ในทางกฎหมายเวลาจะระงับต้องดูแบบนี้ครับว่า เรื่องมันต้องสัมพันธ์กัน หมายความว่าการจะฟ้องขอให้ระงับกิจกรรมนี้ คุณต้องเห็นว่ามันต้องเป็นกิจกรรมที่มีผลโดยตรงทำให้เกิดมลพิษขึ้นมา ซึ่งเมื่อยังไม่เริ่มเดินเครื่องจักร มันก็เป็นไปไม่ได้ แปลว่ามลพิษที่มีการฟ้องเป็นของเดิม ถ้าจะให้ถูกก็คือคุณต้องระงับอันเดิม หมายถึงคุณต้องพิสูจน์ว่าของเดิมไม่ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์มาตรฐานทางกฎหมายอะไร แล้วขอให้สั่งคุ้มครองชั่วคราวอันนั้น“
“ประเด็นตรงนี้เคลียร์ใช่ไหมครับว่า โครงการพวกนี้เป็นโครงการซึ่งกำลังเริ่มก่อสร้างเริ่มปรับปรุงเริ่มมีส่วนขยาย มันยังไม่ได้มีการเดินเครื่องจักร ถ้าอันไหนมีการเดินเครื่องจักรไปแล้ว โอเคอันนั้นอาจจะมีประเด็นก็ต้องพิสูจน์ต่อไปว่ามีความสัมพันธ์กันไหมระหว่างการประกอบอุตสาหกรรมอันนี้กับตัวมลพิษที่เกิดขึ้นและทำให้เกิดการเจ็บป่วยตามที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้าง อันนี้คือประเด็น ซึ่งข้อเท็จจริงอันนี้ไม่ปรากฏ ทั้งในคำสั่งศาลปกครองชั้นต้นและศาลปกครองสูงสุด ไม่ได้เห็นข้อเท็จจริงอันนี้ คือความเกี่ยวพันระหว่างโครงการแต่ละโครงการกับผลกระทบที่เกิดขึ้น เพราะมันเป็นไปได้ที่โรงงานบางโรงงานก่อให้เกิดมลพิษ แต่อีกโรงไม่ได้ก่อ เพราะฉะนั้นเวลาคุณจะระงับ คุณไประงับแบบเหมารวมไม่ได้ คุณต้องแยกว่าอันไหนเป็นเหตุเป็นผลของกันและกัน นี่คือประเด็น ข้อเท็จจริงอันนี้ไม่พอ เพียงแต่โอเค เห็นว่ามีการเจ็บป่วยอยู่ การเจ็บป่วยเป็นมะเร็งมีอยู่จริง มีการฟ้องด้วยว่ามันลักลอบเอาขยะไปทิ้ง ซึ่งถ้ามีอยู่จริงคำถามก็คือแล้วมันเกี่ยวอะไรกับ 76 โครงการนี้ มันก็เป็นเรื่องที่ต้องใช้มาตรการทางกฎหมายที่มีอยู่ไปจัดการไปจับกุมคนลักลอบ แต่ส่วนนี้มันเป็นคนละส่วนกัน ไม่เกี่ยวกัน”
“เพราะฉะนั้นพูดง่ายๆ ในแง่นี้คือไม่ได้มีการแยกระหว่างการก่อสร้างกับการดำเนินกิจการ แล้วก็ไประงับ คือให้หยุด ความจริงถ้าศาลจะสั่งอาจทำได้ในแง่ที่ว่า โอเค คุณก็ก่อสร้างไป แต่เมื่อคุณจะดำเนินกิจการก็ต้องไปทำตามหลักเกณฑ์นะ อย่างต้องรับฟังความเห็นต้องฟังองค์การอิสระ ในชั้นที่จะเริ่มเดินเครื่องจักร อย่างนั้นโอเค มันจะได้สัดส่วนกัน แต่นี่ไปตัดตั้งแต่ตอนต้น”
“คิดง่ายๆ เหมือนกับเราใช้คอมพิวเตอร์ มันก็อาจมีโปรแกรมหลายโปรแกรม โปรแกรมบางตัวเป็นปัญหา เราก็ไม่ปิดคอมพิวเตอร์ทั้งหมดใช่ไหม เราก็ไม่ใช้โปรแกรมอันนั้น ซึ่งต้องดูความสัมพันธ์ระหว่างสองส่วนนี้”
เขาอาจจะมองว่าถ้าปล่อยให้สร้างไปถึงที่สุดก็ต้องปล่อยให้ดำเนินการ เพราะลงทุนไปแล้ว ให้หยุดตั้งแต่ตอนนี้ รอทั้งหมดเลยดีกว่า แต่ในแง่กฎหมายคือการไปจำกัดสิทธิทั้งที่เขายังไม่ทำความผิด ใช่หรือเปล่า
“อาจจะมองแบบนั้นก็พอมองได้ แต่ประเด็นเป็นแบบนี้ ปัญหาอันหนึ่งที่มีการเถียงกันแล้วไม่เคลียร์คือมาตรา 67 วรรคสอง มันพูดถึงโครงการหรือกิจกรรมที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ คำถามก็คือ 76 โครงการอยู่ในความหมายนี้หรือเปล่า”
“ซึ่งเขาสู้ไงว่ามันไม่เข้า บางอันเป็นโครงการบรรเทามลพิษ บางอันเป็นโครงการที่ไม่ได้ก่อมลพิษ หรือบางอันเป็นโครงการที่เขาเห็นว่ามลพิษอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ เขาเห็นว่าไม่เข้าในความหมายอันนี้ไง ซึ่งมันเถียงกัน”
“อันแรกสุดเลยคือต้องมาดูด้วยว่ามันเข้าความหมายนี้หรือไม่ก่อน ถึงเข้าแล้วก็ไม่ใช่ว่าทำไม่ได้นะ ไม่ต้องพูดถึงไม่เข้าเลย ซึ่งก็มีบางอันที่ศาลยอมรับว่าไม่เข้าเลย ศาลถึงตัดออกไป อันที่ศาลสั่งให้ระงับก็ไม่ชัดนะ แต่ที่ศาลตัดออก 11 โครงการไม่เข้าแน่นอน มันเป็นเรื่องที่มุ่งควบคุมหรือบำบัดมลพิษหรือติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติม ไม่มีทางเข้า แต่ที่เหลือ 65 เขาก็เถียงว่าไม่เข้า มันไม่ใช่ ซึ่งอันนี้ต้องดูข้อเท็จจริง”
ถ้าเข้า เราบอกว่าหยุดก่อนได้ไหม หยุดก่อสร้างไว้ก่อนได้ไหม
“ถ้าเข้าเป็นไปได้ แต่จะถึงขนาดหยุดก่อสร้างเลยเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาเรื่องดุลพินิจแล้วละครับ เพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนห้ามเด็ดขาด เขาเขียนว่าทำไม่ได้เว้นแต่..... แปลว่าโครงการที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชุมชนนี่ ทำได้นะ ถ้าศึกษาผลกระทบ มีการรับฟังความเห็น แล้วก็มีองค์การอิสระให้ความเห็น มันยังทำได้เลย ไม่ได้หมายถึงห้ามเด็ดขาด นึกออกไหม เพราะฉะนั้นมันมีที่ไม่เข้าเลยตั้งแต่แรก กับเข้า และเข้าก็ไม่ได้หมายถึงทำไม่ได้ เข้าแล้วมาทำตามกระบวนการนี้ก็อาจจะทำได้ นี่คือประเด็น”
“เพราะฉะนั้นจะบอกว่าสั่งให้เขาระงับโครงการเลยหรือเปล่ามันก็อาจเป็นปัญหา เพราะสมมติโครงการนี้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรง แต่เขามีกระบวนการที่จะบำบัดกำจัดมลพิษ มันก็ทำได้”
ย้อนมามองมาตรา 67 อันดับแรกคือต้องตีความว่าเข้าตามความหมายนี้ไหม ซึ่งตัวนี้ศาลทั้งสองศาลไม่ได้ชี้?
“ศาลไม่ได้ชี้ เพราะศาลอาจมองว่ายังเป็นชั้นของการคุ้มครองชั่วคราวอยู่ ไม่ใช่ชั้นของการตัดสินคดีแต่ประเด็นคือในอีกด้านหนึ่งมันไปกระทบสิทธิของผู้ที่ได้รับใบอนุญาตไปแล้วว่าให้เขาประกอบการ มันจะต้องชี้ในระดับหนึ่ง หมายความว่าศาลสั่งระงับสิทธิของบุคคลที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การสั่งระงับแบบนี้ก้าวล่วงสิทธิที่ได้รับการก่อตั้งขึ้นแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการที่ได้รับใบอนุญาตไปแล้ว เมื่อการสั่งระงับส่งผลต่อผู้ได้รับสิทธิ ศาลจึงต้องดูข้อเท็จจริงให้ชัด จะใช้คำฟ้องที่คลุมๆรวมๆของผู้ฟ้องคดีมาเป็นฐานในการสั่งระงับไม่ได้”
“ในส่วนของมาตรา 67 วรรคสอง เราต้องเข้าใจว่ามาตรานี้ต้องมีตัวกฎหมายออกมากำหนด ถ้าไม่มีกฎหมายกำหนด ศาลก็อาจต้องให้ความหมายในเบื้องต้นว่ามันคืออะไร แต่เรื่องนี้ ผมบอกคุณอย่างหนึ่งว่ามันเป็นเรื่องในทางบริหาร เพราะมันเป็นปัญหาเทคนิค คือการบอกว่ากิจกรรมนี้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงเนี่ย แค่ไหน? เราสองคนซึ่งไม่ได้เป็นนักสิ่งแวดล้อมหรือนักวิทยาศาสตร์ เราตอบยาก เราไม่รู้ว่าปริมาณมลพิษแค่ไหนกระทบถึงขนาดรุนแรง มันต้องมีกฎเกณฑ์กำหนดขึ้นมา แล้วมันเป็นเรื่องความเชี่ยวชาญเฉพาะ แต่แน่นอนที่ผมพูดนี้ไม่ได้หมายความเลยเถิดถึงขนาดว่าเห็นมลพิษอยู่ต่อหน้าชัดๆ ไม่มีการควบคุมอะไรเลย ยังจะต้องถามผู้เชี่ยวชาญ ไม่ได้หมายถึงอย่างนั้น
ตุลาการก็ไม่รู้ 3 คน 7 คน ก็ไม่รู้?
“ไม่รู้หรอก เว้นแต่ว่ามันผิดพลาดชัดแจ้ง คนทั่วๆ ไปได้เห็น ถ้าอย่างนั้นโอเค แต่ถ้าเป็นเรื่องทางเทคนิค เช่นปริมาณสารที่ก่อให้เกิดมลพิษในอากาศมีแค่ไหนอย่างไร ตัวนี้ต้องใช้คนที่เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมมาประเมิน มันเป็นเรื่องเทคนิคอยู่มาก”
ไม่สมควรแก่เหตุ
“มาตรา 67 จะต้องมีการไปทำกฎหมายออกมา ทีนี้บังเอิญเขาก็บอกว่ารัฐธรรมนูญมีผลบังคับทันที อันนี้เป็นข้อถกเถียงกันมากเลย เป็นเหมือนกับอริยสัจตอนนี้สำหรับหมู่นักเคลื่อนไหว ท่องกันเป็นสรณะว่าบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญใช้ได้ทันทีไม่ต้องรอกฎหมายมากำหนดรายละเอียด พูดอย่างนี้พวกนักเคลื่อนไหวเหม็นหน้าผมมากเลย คือกลายเป็นอริยสัจไป รัฐธรรมนูญนั้นเมื่อประกันสิทธิปุ๊บมีผลบังคับใช้ได้โดยตรงทันที”
“ผมอยากจะสะกิดให้เราคิดให้มากนิดนึงว่า ที่บอกว่ามีผลบังคับทันทีมันคืออะไร เวลาเราพูดถึงตัวสิทธิ เวลาที่รัฐธรรมนูญบัญญัติให้สิทธิขึ้นมา สิทธิบางสิทธิมันเป็นสิทธิซึ่งจะบังคับไม่ได้จนกว่าจะมีตัวกฎหมายกำหนดรายละเอียดวิธีการ อย่างเช่นรัฐธรรมนูญบัญญัติให้คนชรามีสิทธิได้รับการเลี้ยงดูจากรัฐ แปลว่าคนมีสิทธิเรียกร้อง คนชรา คนอายุ 60 ได้รับการเลี้ยงดูจากรัฐ แต่ปัญหาว่ากระบวนการขั้นตอนคุณจะทำอย่างไร คุณต้องไปลงทะเบียนไหม คุณต้องมีองค์กรมาตรวจสอบไหม มีเหตุอันใดที่ทำให้คุณไม่อ้างอาจสิทธิดังกล่าวได้หรือไม่ ที่มันเป็นเรื่องรายละเอียดเพื่อบังคับการตามสิทธิ พวกนี้ต้องมี พรบ. บัญญัติรายละเอียดขึ้นมา ไม่งั้นบังคับการตามสิทธิไม่ได้”
วรเจตน์บอกว่าพูดอย่างนี้ไม่ใช่ว่า 3 ปี 5 ปี กฎหมายไม่ออก ก็ไม่ต้องได้สิทธิเลย
“ในต่างประเทศบางประเทศ เวลาที่รัฐธรรมนูญกำหนดตัวสิทธิขึ้นมา แล้วฝ่ายนิติบัญญัติไม่ไปออกกฎหมายสักที นานช้าไม่ออกกฎหมายสักที ไม่กำหนดรายละเอียดสักที แล้วพอมีคนมาเรียกร้องสิทธิอันนี้รัฐบาลก็บอกว่ายังไม่มีกฎหมายกำหนดรายละเอียด เพราะฉะนั้นคุณก็ยังไม่ได้สิทธิอันนี้ เขาก็บอกว่าตีความอย่างนี้ก็ไม่ถูก เพราะฉะนั้นในบางกรณี ศาลก็จะเป็นคนวางหลักชั่วคราวไว้ก่อน ว่าโอเคในช่วงระหว่างที่ยังไม่มีตัวกฎหมายนี้ หลักการทั่วไปที่จะก่อให้เกิดสิทธิตัวนี้ฝ่ายบริหารควรจะต้องทำอะไร เพื่อทำให้สิทธิที่เรียกร้องในทางมหาชนมันเกิดผลขึ้นจริง มันก็คือตัวสิทธิในทางสารบัญญัติ”
“แต่ทีนี้ มาตรา 67 วรรคสองสิทธิที่เกิดขึ้นมันเป็นสิทธิเรียกร้องในเรื่องของกระบวนการมันไม่ได้เป็นสิทธิที่เป็นเรื่องในทางสารบัญญัติ พอมันเป็นเรื่องของกระบวนการ คำถามมีอยู่อย่างเดียว ถ้าคุณตีความ 67 วรรคสองเคร่งครัดเป๊ะมาก คุณจะมีปัญหาทันทีว่ามันอาจจะดำเนินโครงการหรือกิจกรรมอะไรไม่ได้เลย ถ้าโครงการหรือกิจกรรมนั้นมีใครคน หนึ่งยกขึ้นมา ผู้คนที่เคลื่อนไหวพิทักษ์สิ่งแวดล้อมบอกว่า โครงการหรือกิจกรรมนี้ส่งผลกระทบรุนแรงต่อชุมชน แล้วยังไม่มีกฎหมายกำหนดรายละเอียดว่าด้วยการรับฟังก่อนดำเนินโครงการ เพราะฉะนั้นทำไม่ได้ อนุมัติไม่ได้ ทุกอย่างก็ชะงักหมด นั่นคือวิธีการตีความที่ extreme มากๆ ซึ่งไม่ถูกต้อง ในความเห็นผม”
“อันที่สองก็คือคุณก็ต้องมองในแง่ที่ว่า หนึ่งมันต้องมีประเด็นว่า โครงการหรือกิจกรรมที่ก่อให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชุมชน มันหมายความว่าอะไร ในเบื้องต้น พอหมายความแบบนั้นแล้วก็มาดูต่อไปว่า แล้วกรณีแบบนี้มันจะทำได้หรือไม่ได้ ถ้ามีปัญหาเรื่องข้อยกเว้น ถามว่าตราบเท่าที่ฝ่ายนิติบัญญัติยังไม่ได้ทำตัวกฎหมายออกมา ฝ่ายบริหารจะออกใบอนุญาตไม่ได้เลยหรือเปล่า หรือต้องรอ นี่คือประเด็น”
“มันก็มีสองทาง ทางหนึ่งก็บอกว่าถ้ารอกฎหมายแบบนั้นจากฝ่ายนิติบัญญัติเลยมันจะช้า มันคงไม่ได้ มันอาจจะต้องให้มีการทำชั่วคราวไปให้ครบตามเงื่อนไขตรงนี้ไปก่อน ทำไปก่อนมีผลเป็นการชั่วคราว เพื่อให้สิทธิอีกสิทธิหนึ่ง คือ สิทธิในเสรีภาพในการประกอบกิจการหรือประกอบอาชีพได้รับการคุ้มครองด้วย ส่วนทำถูกหรือทำไม่ถูก ที่สุดองคืกรตุลาการอาจจะต้องเข้าชี้ภายใต้ขอบเขตอำนาจในการวินิจฉัยคดีของตน เพราะจริงๆ ในรายละเอียดมันมีปัญหาเรื่ององค์การอิสระ เช่น ประกอบด้วยผู้แทนองค์การเอกชนด้านสิ่งแวดล้อม คือใคร มีกี่คน คำถามคือถ้าไม่มีพวกนี้อนุมัติอะไรไม่ได้เลยใช่ไหม นี่คือประเด็น ฝ่ายหนึ่งบอกอนุมัติอะไรไม่ได้เลย แต่ผมเห็นว่าไม่น่าจะเป็นแบบนั้น”
อาจารย์หมายความว่าเมื่อกฎหมายยังไม่ออกควรจะมีการวางหลักการคร่าวๆ แล้วทำไปก่อน
“ใช่ ถ้าถามผมนะ ผมเห็นอย่างนั้น ให้มันสอดรับกับตัวรัฐธรรมนูญ ซึ่งแน่นอนอันนี้มีส่วนหนึ่งที่ตัวฝ่ายบริหารยังไม่ได้ทำ คือมันอยู่ในช่วงรับฟังความคิดเห็น กำลังจะทำกฎหมาย เสร็จแล้วก็ออกกฎหมายไม่ได้เพราะว่าสถานการณ์การเมืองที่ผ่านมาเราก็เห็น มันเปลี่ยนรัฐบาลไปมา ก็เลยออกไม่ได้ มันก็เลยกลายเป็นปัญหาว่าไม่ได้ทำตามขั้นตอนตัวนี้”
“แต่คำถามก็คือว่ามันทำไม่ได้เลยหรือเปล่า มันตอบคำถามแบบนั้นไหมว่าถ้าไม่มีกฎหมายอันนี้คุณทำไม่ได้เลย กฤษฎีกาเขาก็พยายามตีความว่า มันก็อนุโลมปรับใช้โดยเทียบเคียง วางแนวทางปฏิบัติ เพื่อให้มันเป็นไปได้ในช่วงที่ยังไม่มีกฎหมาย”
นักเคลื่อนไหวเขามองว่าไม่ควรออกเลย ที่ออกไปทั้ง 76 โครงการควรต้องหยุดหมด จนกว่ากฎหมายจะออก โดยไม่ต้องแยกแยะว่าเป็นโครงการอะไร
“ใช่ จำนวนหนึ่งมองอย่างนั้น และผมจะบอกให้ว่าการออกกฎหมายนี่เป็นเรื่องของฝ่ายนิติบัญญัตินะ มันไม่ใช่อำนาจของฝ่ายบริหารที่จะตัดสินใจ ฝ่ายบริหารเสนอกฎหมายได้ แต่บางทีมันก็ไปตกมันก็เถียงกันในทางกฎหมาย คำถามคือถ้าออกกฎหมายไม่ได้ล่ะ มันตก มันอะไรประมาณนี้ แล้วจะทำยังไง ก็คือดำเนินโครงการไม่ได้เลยหรือ”
“สมมติว่าเอาละผมออกใบอนุญาตโดยที่ผมพยายามตีความรัฐธรรมนูญ ทำตามรัฐธรรมนูญตัวนี้ แบบที่เป็นตัวระเบียบเป็นอะไรไปก่อนให้มันสอดรับกับรัฐธรรมนูญ ซึ่งแน่นอนอาจจะมีคนเถียงว่าไม่ใช่ตัวกฎหมาย แต่มันเป็นเรื่องที่เป็นชั่วคราว เพราะจริงๆ มีบทเฉพาะกาลอยู่ในมาตรา 303 (1) กำหนดให้คณะรัฐมนตรีทำกฎหมายให้เสร็จ เพียงแต่ว่าตอนเขียนรัฐธรรมนูญก็ไม่ได้เขียนตรงนี้ว่าช่วงที่กฎหมายยังไม่เสร็จจะทำอะไรได้หรือทำอะไรไม่ได้ มันก็เลยเถียงกัน”
“แต่จริงๆ ผมมองแบบนี้ว่า 76 โครงการหรืออาจจะเหลือ 65 โครงการตามคำสั่งศาลสูง ปัญหาอันแรกเลยก็คือว่า ที่ทำอยู่นี่มันยังไม่รู้ว่าเป็นเรื่องอาจก่อผลกระทบรุนแรงไหม ศาลจะต้องดูในทางข้อเท็จจริงให้ชัดก่อนสั่งคุ้มครองชั่วคราว ซึ่งอันนี้ไม่ปรากฏ ศาลดูรวมไป โดยเอาข้อเท็จจริงเรื่องมลพิษต่างๆ ซึ่งอาจเกิดขึ้นจากโครงการที่ดำเนินการอยู่แล้ว ซึ่งต้องใช้กฎหมายที่มีอยู่ไปบังคับ ส่วนหนึ่งเอามาเชื่อมโยงกับตัวนี้ โดยศาลอาจจะมองว่าให้ก่อสร้างต่อไปอาจจะยิ่งแก้ปัญหาได้ยากขึ้น ศาลมองตัวนั้น แต่ไม่ได้มองผลกระทบที่เกิดขึ้นกับคนซึ่งเป็นผู้ประกอบการ หรืออาจจะมองแล้วแต่เห็นว่ามีน้ำหนักน้อย อย่างเช่น ระงับปุ๊บสิ่งที่เกิดขึ้นตามมาก็คือจำนวนคนที่ทำงาน ที่เป็นแรงงาน ต้องว่างงานลง”
“ประเด็นของผมอยู่ตรงนี้ คือผมมีความเห็นว่า ระงับนี่อาจจะระงับได้ถ้าเห็นว่ามันทำให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพของคน แล้วมีความสัมพันธ์กัน ซึ่งต้องพิสูจน์กัน”
พูดอย่างนี้ได้ไหมว่าถ้าเข้าความหมายตามมาตรา 67 ก็ระงับไปก่อนได้ แต่ให้มีการแยกแยะอันแรกก่อนว่าเข้าไม่เข้า
“แล้วถ้าเข้าต้องมาดูต่อไปอีก สมมติมันเข้าแล้ว เขาอาจจะไปทำให้มันเข้าข้อยกเว้นก็ได้นะ”
ศาลก็ต้องลงมาดูรายละเอียด
“ถูกต้อง ในด้านหนึ่งศาลจะต้องพิจารณาจะต้องวาง ฉะนั้นประเด็นอยู่ตรงนี้ว่าในชั้นนี้ในชั้นคุ้มครองชั่วคราว การสั่งระงับการก่อสร้างเลย ในความเห็นของผมมันเป็นมาตรการที่ไม่ได้สัดส่วน คือไม่พอสมควรแก่เหตุ ถ้าถามผมนะ เพราะว่าตัวโครงการมันอยู่ระหว่างก่อสร้างและยังไม่เดินเครื่องจักร พอไม่เดินเครื่องจักรมันกระทบกับชุมชนยังไง มันก่อให้เกิดมลพิษยังไง เว้นแต่จะบอกว่าเกิดมลพิษตอนก่อสร้าง นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่งซึ่งผู้ฟ้องคดีไม่กล่าวถึงเลย”
ศาลดูจากลักษณะโครงการหรือเปล่า เช่นที่แยกออกไปเป็นโครงการกำจัดมลพิษ
“อันนั้นแยกไป ที่เขาแยกไปมันชัดว่าไม่เข้าแน่นอน แต่ 65 ยังไม่ได้แยก เท่าที่ผมอ่านดูไม่มีการแยกเลย ไม่มีข้อเท็จจริงเลย”
65 นี้อาจจะแยกอีกก็ได้ว่ามีบางโครงการเสี่ยงมาก เสี่ยงปานกลาง หรือเสี่ยงน้อย
“ถ้าถามผม ผมรับได้มากก็คือตัวที่มันค่อนข้างชัด อันนี้ระงับได้ ถ้าไม่ปรากฏ สร้างได้ แต่พอจะเดินเครื่องจักรจะทำงาน เงื่อนไขต้องครบถ้วน คือต้องมีการฟังความเห็นอะไรเรียบร้อย แล้วก็เริ่มเดินเครื่องจักร แล้วคนที่เป็นผู้ประกอบการก็ต้องชั่งน้ำหนักดูว่าตัวเองจะต้องทำให้อยู่ในมาตรฐานการคุมสิ่งแวดล้อมที่มีเหตุมีผลอธิบายได้ จะทำได้ไหม แต่ไประงับปัง ผมไม่เห็นด้วย”
“พูดง่ายๆ คือในแง่หนึ่งถ้าดูจากข้อเท็จจริง เวลาที่เราต้องตัดสินใจเราก็ต้องดูจากข้อเท็จจริง ซึ่งมันไม่พอ การกล่าวอ้างก็เป็นการกล่าวอ้างที่เป็นเรื่องโครงการอันเก่า คุณเอาไปฟ้องบรรเทาทุกข์อันเก่าได้ แล้วที่สำคัญก็ยังมีความพยายามที่จะประกาศเป็นเขตควบคุมมลพิษด้วย แปลว่ามีมาตรการที่จะกันอยู่ในระดับหนึ่งแล้วในทางกฎหมาย”
“มันอาจจะมีคนมองแบบนี้ว่า คำสั่งศาลปกครองอาจจะมีผลดีเป็นการส่งสัญญาณอย่างแรงต่อฝ่ายบริหารต่อผู้ประกอบการ ว่าจะต้องเป็นแบบนี้นะ ต้องทำให้เคร่งครัดแต่เราต้องเข้าใจว่าในเชิงของการตีความตัวบทรัฐธรรมนูญ สิทธิไม่ได้ดูตัวเดียว โดยเฉพาะกรณีนี้สิทธิเป็นความสัมพันธ์ 3 เส้าและมีคนที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก ใบอนุญาตที่ออกไป ผมจึงเรียกในทางวิชาการว่า คำสั่งทางปกครองที่มีผลสองทาง คือ อาจจะทำให้คนกลุ่มหนึ่งได้ประโยชน์ แต่กระทบกับอีกกลุ่มหนึ่ง ก็ต้องมาชั่งน้ำหนักให้ได้ดุล นี่พูดถึงเฉพาะรัฐ ผู้ประกอบการ ประชาชนที่อยู่อาศัยบริเวณนั้นเท่านั้นนะ ยังไม่พูดถึงแรงงานที่ต้องตกงานจากการระงับการก่อสร้าง”
ถ้าอ่านตามคำสั่งศาล 65 โครงการที่เหลือ จะไปขอศาลเป็นรายๆ ได้ไหม สมมติเราเป็น 1 ใน 65 โครงการเราถือเอกสารไปขออุทธรณ์คำสั่ง ว่าไม่เข้าข่ายความหมายนี้ จะไม่มีสิทธิเลยหรือ จะต้องรอไปถึงไหน รอจนกฎหมายออกหรือ
“ผมเข้าใจว่าศาลก็ไม่ได้พูดชัดเรื่องรอกฎหมายเพราะศาลเองก็อาจคิดว่ากฎหมายไม่รู้จะออกเมื่อไหร่”
“มีคนบอกว่าศาลพยายามจะแยกแล้ว ว่าเข้าลักษณะโครงการที่ก่อผลกระทบรุนแรง โดยศาลพยายามจะดูเรื่องคาร์บอน แต่มันไม่ convince ผม เขาบอกว่าศาลพยายามจะแยกแล้วบอกว่าเข้า ซึ่งในแง่นี้เหมือนกับศาลบอกว่า 65 โครงการนี้เข้าตาม 67 วรรคสอง พอเขาตีว่าอย่างนี้ เขาก็บอกว่าเมื่อไม่มีการทำตามข้อยกเว้น มันก็น่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะฉะนั้นก็เบรกหมดทั้ง 65 ที่เหลือ 11 ปล่อย”
“ปัญหาคือ 65 มันมีลักษณะเป็นการประเมินเรื่องของสิ่งแวดล้อมที่เป็นเรื่องความเชี่ยวชาญในทางเทคนิคเฉพาะเรื่อง และมันต้องมีข้อเท็จจริง ที่สำคัญคือความสัมพันธ์ระหว่างตัวโครงการกับตัวผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่จะเกิดขึ้น ว่ามีมากน้อยแค่ไหน ศาลพยายามให้เหตุผลว่าอันนี้เป็นมาตรการป้องกัน ไม่ใช่มาตรการเยียวยา เพราะฉะนั้นทำไม่ได้เลย แต่ในทางกฎหมายต้องดูว่าอันนี้มันยังไม่เกิดผลขึ้นมา ก็น่าจะสั่งคุ้มครองชั่วคราวอย่างที่บอกว่ามันยังไม่เดินเครื่องจักร ฉะนั้นคุณไปเบรกเอาตอนนั้นก็ได้ เพราะถึงตอนนั้นก็จะมีการทำกฎหมายรองรับพอดี พอมีกฎหมายรองรับก็ทำให้เข้าข้อยกเว้นไป แล้วก็อาจจะเข้าตามเกณฑ์ในทางกฎหมายเลย”
“ฉะนั้นตอนนี้ถ้าถามว่า บริษัทที่ประกอบกิจการ โรงงานพวกนี้ ไปขอศาลได้ไหม ก็คือไปยื่นคำร้องเข้าไปที่ศาลปกครองชั้นต้นได้ แต่ยื่นเข้าไปก็จะไม่ชนะ เพราะข้อเท็จจริง ยังไม่เปลี่ยน เขาจะต้องรอตัวกฎหมายกำหนดรายละเอียดของข้อยกเว้นตาม 67 วรรคสอง ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะออก”
เขาไม่ได้หมดสิทธิฟ้อง แต่ทำยังไงคำสั่งศาลก็มัดอยู่แล้ว
“คือมันไม่มีกฎหมายที่สภาออก เพราะศาลบอกว่าต้องประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็น มีองค์การอิสระให้ความเห็นประกอบ เมื่อมันยังไม่มีกฎหมายตรงนี้ ยื่นเข้าไปก็ไม่ได้ เพราะข้อเท็จจริงก็เหมือนเดิม”
ถึงแม้เขาจะไปแย้งข้อเท็จจริงว่าคาร์บอนต่ำกว่า
“ก็ศาลชี้ไปแล้วว่าของเขาอาจก่อให้เกิดผลกระทบ ซึ่งอันนี้เป็นปัญหาในแง่ของการประเมินด้วยส่วนหนึ่ง คือมันเป็นประเด็นในทางเทคนิคความเชี่ยวชาญที่ศาลอาจจะเข้ามาดูไม่ได้ทั้งหมด 100% หรอก”
เรื่องเทคนิคความเชี่ยวชาญต้องมีการไต่สวนใช่ไหม มีผู้เชี่ยวชาญมาแย้งกัน ซึ่งไม่ใช่เรื่องคุ้มครองชั่วคราวแล้ว
“ก็ต้องเป็นเรื่องในเนื้อหาของคดี ความจริงอันนี้ในชั้นตัดสินในเนื้อหาของคดี มันก็ต้องว่ากันอีกอย่างว่าเป็นอย่างไร แต่ปัญหาคือในชั้นคุ้มครองชั่วคราวนี่ มันมีประเด็นว่าถ้าปล่อยต่อไปจะเสียหายจนยากแก่การเยียวยาหรือเปล่า ซึ่งในแง่นี้ผมเห็นว่ามันยังไม่เดินเครื่องจักร”
พูดอย่างนี้ได้ไหมว่าในกรณีที่ไม่ได้เป็นคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวและเป็นคำสั่งถึงที่สุด ศาลจะต้องมานั่งพิจารณาแต่ละโครงการ
“เข้าใจว่าน่าจะต้องดู ถ้าถึงอันนั้น มันต้องมีข้อเท็จจริง คือถ้าเถียงกันว่าเป็นโครงการที่เข้า 67 วรรคสองหรือไม่ ศาลจะต้องดู ว่าโครงการกิจกรรมอันไหนบ้างเกิดผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชุมชน มันไปรวมไม่ได้ ก็ต้องดูเป็นรายโครงการไป เพราะบางโครงการอาจก่อให้เกิดผลกระทบ แต่ไม่รุนแรง บางโครงการอาจก่อให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงแต่เขาทำตามข้อยกเว้น”
“ปัญหาของเราตอนนี้มีอยู่ว่ามันไม่มีกฎหมายไง ถ้าถามความเห็นผม ผมเห็นว่าดูจากตัวบทเฉพาะกาล เพื่อให้การบังคับใช้สิทธิเป็นไปได้ทั้งในส่วนของการประกอบอาชีพและในส่วนสิทธิของบุคคลทั้งสองส่วน รัฐก็อาจต้องออกกำหนดระเบียบใช้ไปพลางก่อน หรือไม่อย่างนั้นศาลจะต้องทำ ต้องกำหนดเป็นเรื่องชั่วคราวว่าโอเค ฝ่ายบริหารจะต้องทำอะไร เช่นคุณต้องไปรับฟังความเห็นประชาชนผู้มีส่วนได้เสีย คุณต้องประเมินผลกระทบสภาพแวดล้อม แล้วกำหนดว่าขนาดไหน ที่ศาลเห็นว่าได้เกณฑ์มาตรฐาน ที่ศาลจะพอใจ ไปก่อน ในระหว่างที่ยังไม่มีกฎหมาย”
ระหว่างนี้ก็ให้ก่อสร้างไป ถ้าใครเข้ากฎเกณฑ์ชั่วคราวนี้ก็ทำไปก่อน แต่ถ้ากฎหมายออกมาละเอียดกว่าล่ะ
“ก็ต้องทำตามนั้นภายใต้เงื่อนไขอันนี้”
“คืออย่างที่ผมเล่าให้ฟังว่าในต่างประเทศเวลาที่บังคับตามสิทธิ ถ้ายังไม่มีกฎหมายกำหนดรายละเอียด เจ้าหน้าที่ปฏิบัติไม่ถูก ไม่รู้จะปฏิบัติยังไง เพราะฉะนั้นเวลาที่มีการฟ้องเขาก็อาจจะอ้างว่าไม่มีกฎหมาย ศาลก็อาจบอกว่าโอเคถึงไม่มีกฎหมายแต่สิทธิเกิดแล้ว คุณก็ต้องปฏิบัติตามแนวทางแบบนี้ชั่วคราวไปก่อน แล้วก็ไปรอกฎหมายฝ่ายนิติบัญญัติที่จะออกมา”
“ของเราในเรื่องนี้ศาลเหมือนกับบอกว่าต้องรอฝ่ายนิติบัญญัติออกกฎหมาย เพราะฉะนั้นประเด็นที่เราคิดกันเวลานี้ที่มันเกิดความเสียหาย กี่แสนล้าน? คือรัฐบาลจะออกพระราชกำหนดไหม”
ออกพระราชกำหนดก็โดนค้านอีก
“ก็จะเป็นปัญหาแต่นี่เป็นเรื่องที่รัฐบาลซึ่งมีตัวเลขทางเศรษฐกิจ มีข้อมูลต่างๆในมือ จะต้องพิจารณา และประเมินว่านี่ฉุกเฉินเร่งด่วน กระทบต่อเศรษฐกิจอย่างรุนแรงแล้ว มีเหตุเพียงพอที่จะออกพระราชกำหนดหรือไม่ แต่ถ้าออกมารัฐบาลก็จะโดนว่า…”
...ช่วยนายทุน
“ใช่ คือตอนนี้ก็มีประเด็นว่าจะเข้ามาตรา 184 หรือเปล่า ที่บอกว่าเป็นกรณีที่รักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจ แล้วก็เป็นเรื่องฉุกเฉินจำเป็นรีบด่วนแล้ว เพราะไม่อย่างนั้นมันจะเสียหายมาก คนจะตกงานมาก เศรษฐกิจประเทศจะกระทบมาก”
นักอนุรักษ์เขาไม่กลัวคนตกงาน เขาบอกว่าโรงงานพวกนี้ใช้คนน้อย ใช้คนต่างถิ่น ไม่ใช่คนพื้นที่ มาแล้วก็ป่วย แล้วก็ปล่อยกลับต่างถิ่น
“ก็อาจจะจริง ด้านหนึ่งก็ต้องทำให้การบังคับใช้กฎหมายเข้มข้น ผมเห็นด้วยนะ เรื่องสุขอนามัยของคนต้องถือเป็นเรื่องสำคัญ กลไกการบังคับใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อมจึงต้องให้มีประสิทธิภาพ แต่ก็อย่า extreme อย่าให้มันสุดขั้ว เพราะเรื่องมันมีอยู่สองด้าน”
Process ไม่ใช่เนื้อหา
ย้อนไปเรื่องหลักคุ้มครองชั่วคราว 2 อย่างอยากให้อาจารย์อธิบายอีกที
“คุ้มครองชั่วคราว 2 อย่าง ดูความเห็นแย้งของ อ.อัครวิทย์ รองประธานศาลปกครองสูงสุดก็ได้ คือการร้องขอให้คุ้มครองชั่วคราว บัญญัติเอาไว้ในมาตรา 66 แล้วก็มีระเบียบของศาล แยกลักษณะของการคุ้มครองชั่วคราวออกเป็น 2 ประเภท มีระเบียบที่ประชุมใหญ่ตุลาการศาลปกครองสูงสุดกำหนดไว้ เป็นกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการพิจารณาคำขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนการพิพากษา”
“ระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการศาลปกครองสูงสุดว่าด้วยวิธีพิจารณาความปกครอง พ.ศ.2543 กำหนดเอาไว้ 2 ส่วน ส่วนแรกเป็นเรื่องการทุเลาการบังคับตามกฎหรือคำสั่งทางปกครอง อันนี้คือข้อ 69 ถึงข้อ 74 ส่วนที่สองเป็นเรื่องการบรรเทาทุกข์ชั่วคราว ข้อ 75-77”
“ปัญหาคือเวลาที่จะขอคุ้มครองชั่วคราว มันต้องดูว่าการฟ้องคดีนี่ ประเภทคำฟ้องฟ้องแบบไหน ถ้าฟ้องขอให้เพิกถอนกฎ เพิกถอนคำสั่งทางปกครอง อย่างนี้เวลาขอคุ้มครองชั่วคราวก็ต้องขอทุเลาการบังคับตามกฎหรือคำสั่งทางปกครอง อย่างเช่นมีคำสั่งไล่ออกจากราชการ จะขอคุ้มครองชั่วคราวว่ายังไม่ให้ออก ให้ทำงานไปก่อน ก็ต้องขอตามเรื่องทุเลาการบังคับตามกฎหรือคำสั่งทางปกครอง ถ้าเป็นการฟ้องคดีประเภทอื่น ฟ้องเรื่องละเมิด เจ้าหน้าที่ของรัฐทำละเมิด ฟ้องเรื่องสัญญา ก็จะเป็นการบรรเทาทุกข์ชั่วคราว เงื่อนไขของ 2 อันนี้ต่างกัน มันไม่เหมือนกัน”
“ปัญหาคือคดีนี้ลักษณะของคดีมันฟ้องอะไร แล้วการขอมันเข้าอันไหน เรื่องนี้ลักษณะของคดีคือเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนใบอนุญาตที่หน่วยงานของรัฐได้ออกไป มันก็มีลักษณะเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนตัวคำสั่งทางปกครอง ว่าการออกใบอนุญาตนี้ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ในชั้นขอคุ้มครองชั่วคราว ก็คือขอทุเลา เหมือนกับว่าเมื่อออกใบอนุญาตไปแล้ว ไอ้ดำเนินการก่อสร้างก็อย่าให้ดำเนินการก่อสร้าง อย่างนี้เรียกว่าทุเลาการบังคับ หน่วงผลตัวคำสั่ง เพราะคำสั่งเวลาออกไปให้ก่อสร้างก็ก่อสร้างได้ คนที่ไปฟ้องก็ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่ง แต่ระหว่างที่ศาลยังไม่ได้ตัดสินว่าคำสั่งชอบไม่ชอบ ในช่วงนี้ขอให้เบรกผลของคำสั่งไปก่อนเพราะคำสั่งน่าจะไม่ชอบ”
“เวลาที่ขอมันก็คือการขอทุเลาการบังคับตามกฎหรือคำสั่งทางปกครอง ซึ่งก็จะมีเงื่อนไขอยู่ 3 ประการในการขอ เงื่อนไขอันแรกก็คือตัวคำสั่งทางปกครอง คือใบอนุญาตอันนี้ น่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย น่าจะนะครับ ยังไม่ถึงชั้นไม่ชอบ เพราะเป็นชั้นคุ้มครองชั่วคราวยังไม่ใช่ขั้นตัดสิน อันที่สองคือ การทำให้คำสั่งทางปกครองใช้บังคับต่อไปจะเกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง ยากแก่การแก้ไขเยียวยาในภายหลัง อันที่สามก็คือการทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครอง ต้องไม่เป็นอุปสรรคแก่การบริหารงานของรัฐหรือแก่การบริการสาธารณะ ถึงจะทุเลาได้ นี่คือเงื่อนไขการทุเลาการบังคับคำสั่งทางปกครอง ซึ่งตรงกับคดีนี้”
“ส่วนอีกอันเป็นเรื่องการบรรเทาทุกข์ชั่วคราว ซึ่งใช้ในคดีอื่นๆที่ไม่ใช่เรื่องของการฟ้องเพิกถอนกฎหรือคำสั่งทางปกครอง เรื่องการบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก็เอาเกณฑ์ในกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับ หลักใหญ่ๆ ก็คือคำฟ้องต้องมีมูล ตัวจำเลยคือผู้ถูกฟ้องคดีจะต้องตั้งใจกระทำซ้ำหรือกระทำต่อไปซึ่งการละเมิดการผิดสัญญา ที่ทำให้ถูกฟ้องร้อง หรือว่าโจทก์จะได้รับความเดือดร้อนเสียหายต่อไปเนื่องจากการกระทำของจำเลย นั่นหมายความว่า ก็ต้องมีเหตุเพียงพอที่จะนำเอามาตรการหรือวิธีการคุ้มครองมาใช้ แล้วก็มาตรการหรือวิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ต้องไม่เป็นปัญหาอุปสรรคแก่การบริหารงานของรัฐ”
“ทีนี้กรณีนี้ถ้าจะสั่งโดยเหตุที่เขาฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่ง มันก็ต้องไปดู 3 ข้อกรณีของการทุเลาการบังคับตามกฎหรือคำสั่งทางปกครอง น่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย, การให้คำสั่งใช้ต่อไปเกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงยากแก่การแก้ไขเยียวยาในภายหลัง แล้วก็การทุเลาต้องไม่เป็นอุปสรรค ....ซึ่งมันอาจจะไม่เข้า”
เพราะยังไม่ได้พิสูจน์เรื่องความเสียหายร้ายแรง?
“เพราะมันยังไม่ได้เดินเครื่องจักรไง”
แต่น่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือเปล่า
“ที่บอกว่าน่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมายนี่อาจจะพอฟังได้ เพราะเขาอาจจะอ้างว่ายังไม่มีกฎหมายกำหนดข้อยกเว้นเอาไว้ แล้วคุณไปออกใบอนุญาต คุณไม่ทำตามข้อยกเว้นในรัฐธรรมนูญ มาตรา 67 วรรคสอง อันนี้อาจจะพอมองได้ แต่ปัญหาว่าทำให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงยากแก่การแก้ไขเยียวยาในภายหลัง หรือว่าจะไม่เป็นอุปสรรคแก่การบริหารงานของรัฐ อันนี้ดูจะเป็นปัญหา ในส่วนของการทุเลา”
“ข้อแรกมันก้ำกึ่ง คือจะว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ไม่เชิงเพราะยังไม่มีกฎหมาย ถ้ามีแล้วน่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมายก็สั่งได้ แต่นี่มันเหมือนกฎหมายยังไม่มี เขาถึงเชื่อมโยงไปยังรัฐธรรมนูญไง”
“คือเขาก็บอกว่ามันเกิดหน้าที่แล้ว ซึ่งเป็นปัญหาว่าฝ่ายบริหารจะทำอย่างไรในเมื่อยังไม่มีกฎหมาย
เหมือนที่เราเคยถกเรื่องรัฐธรรมนูญ 40 เขียนว่า ทั้งนี้ให้เป็นตามที่กฎหมายบัญญัติ แล้วรัฐธรรมนูญ 50 ก็มาตัดออกหมด
“มันเป็นปัญหาอย่างที่ผมบอกไงว่า เวลาที่คุณมีสิทธิแล้วคุณบังคับการตามสิทธิ ในทางหลักการคือบางเรื่องต้องมีกฎหมายกำหนดรายละเอียดคุณถึงจะบังคับได้ ถ้าไม่มีกฎหมายกำหนดรายละเอียดให้บังคับ ศาลอาจจะต้องทำหน้าที่กำหนดคร่าวๆ เพื่อให้การใช้สิทธิของคนเป็นไปได้”
“แต่เรื่องนี้ 67 นี่มันเป็นเรื่องกระบวนการ มันเป็นเรื่อง process คือมันเป็นไปได้เลยว่าในที่สุดแล้วในทางเนื้อหามันไม่มีอะไรบกพร่องเลยนะ มันแค่ไม่ได้ทำตามแบบ มันเป็น formality ว่าคุณต้องฟังประชาชนต้องทำรายงาน ศึกษา แล้วฟังความเห็น สมมติโครงการพวกนี้มันทำแบบนี้ในที่สุด มันก็อาจจะเป็นไปได้ มันเป็นเรื่องในทางรูปแบบ”
“เอ้า ศึกษาประเมินผลกระทบคุณภาพสิ่งแวดล้อม โอเค ผมไปศึกษาประเมินผลกระทบ แล้วบอกว่ามันไม่กระทบหรือไม่กระทบอย่างรุนแรง จัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน มันก็ต้องมีคนคัดค้านคนเห็นด้วย เอ้า ฟังแล้ว ให้องค์การอิสระประกอบด้วยผู้แทนองค์กรเอกชนให้ความเห็นประกอบ เอ้า ฟังความเห็นประกอบ”
“มันเป็นเรื่องในทางรูปแบบ มันไม่ได้เป็นประเด็นในทางเนื้อหา”
มันไม่ได้บอกว่าให้กรรมการองค์การอิสระตัดสิน
“ใช่ บอกให้ความเห็นประกอบก่อน”
ถ้าเป็นให้กรรมการองค์การอิสระตัดสินมันเป็นเรื่องเนื้อหา
“มันก็ยังเป็นเรื่องกระบวนการ แต่เป็นกระบวนการที่ให้อำนาจตัดสินใจไปที่กรรมการหรือองค์การอิสระ อันนี้ก็เป็นเรื่องรูปแบบในส่วนที่เกี่ยวกับอำนาจของผู้อนุมัติหรือขั้นตอนการให้ความเห็นชอบ จะบอกว่าไม่สำคัญเลยก็ไม่ได้ แต่โดยเนื้อหาของมาตรา 67 วรรคสองก็ยังให้หน่วยงานของรัฐเป็นผู้อนุมัติ องค์กรอิสระเพียงให้ความเห็น
ให้ความเห็นแล้วไม่ฟังก็ได้
“ถ้าหมายถึงว่าไม่ต้องเห็นตามความเห็นดังกล่าวก็คือใช่ เพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้บอกว่าให้ความเห็นชอบ เขาบอกว่าให้องค์การอิสระให้ความเห็นประกอบก่อนมีการดำเนินการ องค์การนี้ก็ให้ความเห็นไป จะไม่เห็นด้วยก็ให้ความเห็นไป แต่ที่สุดตัวหน่วยงานรัฐที่มีอำนาจหน้าที่ในเรื่องนั้นเป็นผู้พิจารณา มันเป็นขั้นตอนที่ต้องทำก่อนออกใบอนุญาตเท่านั้น ซึ่งตัวนี้ยังไม่มีกฎหมายเขียนไง ผมถึงบอกว่าไม่มีกฎหมายเขียนจะทำอย่างไร”
“เรื่องในทางขั้นตอนหรือกระบวนการนั้น นอกจากจะต้องพิจารณาว่าเป็นสาระสำคัญหรือไม่แล้ว บางทีแม้ทำไม่ถูกต้องตามขั้นตอน ก็อาจจะแก้ไขเยียวยาความบกพร่องในภายหลังได้ พูดอย่างนี้ไม่ได้หมายความว่าการที่กฎหมายกำหนดขั้นตอนการดำเนินงานไว้อย่างใดก่อนมีคำสั่ง ไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่ผมกำลังจะบอกว่า การทำผิดขั้นตอนที่ไม่กระทบกับเนื้อหา บางครั้งระบบกฎหมายก็ยอมให้แก้ไขเยียวยาในภายหลังได้ หลักกฎหมายที่ผมพูดถึงนี้ก็ปรากฏอยู่ในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 41 ว่าด้วยการเยียวยาความบกพร่องของคำสั่งทางปกครอง ซึ่งอาจจะยาวไปถ้าจะอธิบายในบริบทของการสัมภาษณ์นี้”
ถ้ายกตัวอย่างกฎหมายที่ไม่ใช่กระบวนการ เช่น คนพิการต้องได้รับการเลี้ยงดู เป็นเรื่องเนื้อหา
“ใช่เป็นเรื่องเนื้อหา แต่ถึงที่สุดรัฐอาจจะไปกำหนดว่าได้รับการเลี้ยงดูคุณต้องไปดำเนินการติดต่อที่หน่วยงานไหน มีหลักฐานอะไรมาบ้าง มีบัตรประชาชนอะไรอย่างนี้ เป็นเรื่องที่กฎหมายต้องกำหนดรายละเอียด”
แต่สิทธิอันนั้นมันเกิดทันที
“สิทธิเกิดได้ แต่ปัญหาคือจะได้เท่าไหร่ รัฐจะให้เท่าไหร่ ต้องมีกฎหมายกำหนด ซึ่งรัฐธรรมนูญจะไม่เขียนหรอก มันต้องมีกฎหมายมากำหนดว่าเท่าไหร่ ซี่งถ้าฝ่ายนิติบัญญัติไม่กำหนดซักทีหนึ่ง เวลาไปฟ้องศาล ศาลอาจจะกำหนดให้ได้ สมมติให้หนึ่งพันบาทไปก่อน แล้วเวลามีกฎหมายกำหนดก็ว่าไปตามกฎหมาย ใน case แบบนั้นศาลก็จะเป็นผู้ทำหน้าที่ชั่วคราวไปก่อน เพื่อทำให้ตัวสิทธิบังคับไปได้”
ไม่เรียกว่ากระบวนการ
“ไม่ใช่ เป็นรายละเอียดของการบังคับตามสิทธิ แต่อันนี้เป็นเรื่องขั้นตอนการขอออกใบอนุญาต เป็นขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็น ซึ่งถ้าไม่ทำก็คือผิดขั้นตอน ซึ่งส่งผลให้การอนุญาตไม่ชอบด้วยกฎหมายได้ แต่ว่าฟังแล้วหน่วยงานของรัฐอาจจะตัดสินใจอย่างเดิมก็ได้ กฎหมายบอกให้ฟัง ผมก็ฟัง แต่ฟังแล้วความเห็นไม่มีน้ำหนัก คนอนุญาตก็อนุญาตไป ใครจะมาฟ้องว่าผมอนุญาตไม่ชอบเพราะไม่ฟังไม่ได้ ก็ต้องไปฟ้องว่าผมอนุญาตไม่ชอบเพราะโครงการนี้มันกระทบรุนแรง เจ้าหน้าที่ผู้ออกใบอนุญาตใช้ดุลพินิจโดยไม่ชอบหรือไม่สุจริต ไปประเด็นพวกนั้น ก็ต้องไปตีความเอา ซึ่งก็เป็นเรื่องการประเมินเรื่องเทคนิคสิ่งแวดล้อม แต่จะมาฟ้องว่าผมอนุญาตโดยไม่ได้ฟังคุณไม่ได้ เพราะผมฟังแล้ว แต่ฟังแล้วผมอนุมัติแบบนี้”
“อีกประการหนึ่งต้องไม่ลืมว่า การเพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ออกไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายที่เป็นพวกใบอนุญาตต่างๆ ถ้าผู้รับคำสั่งเขาสุจริต ไปเพิกถอนคำสั่ง เขาเสียหาย เขาฟ้องเรียกค่าเสียหายได้ รัฐจะจ่ายไหวไหม”
“เพราะฉะนั้นที่กำหนดเอาไว้พวกนี้มันเป็นเรื่องขั้นตอน ซึ่งอย่างที่ผมบอก ถ้าถามความเห็นผม ฝ่ายบริหารสามารถทำระเบียบใช้บังคับไปพลางก่อนในขณะที่ยังไม่มีกฎหมายได้ ซึ่งผู้ฟ้องคดีในเรื่องนี้ก็เรียกร้องให้ออกระเบียบพวกนี้ แล้วก็ให้ไปทำตามระเบียบก่อน แต่เขาขอว่าตอนนี้ให้ระงับโครงการเลย แต่ผมเห็นว่าดำเนินการก่อสร้างไปได้ แล้วก็ทำตามขั้นตอนการรับฟังไปพร้อมกันตามระเบียบชั่วคราวที่อาจจะกำหนดขึ้นตามนัยมาตรา 67 วรรคสอง ก่อนเดินเครื่องจักร
แต่ถ้ามัน extreme ถึงขั้นที่กฎหมายบอกว่าคุณต้องเอาประชาชนมาลงประชามติ อันนั้นอาจจะไม่ได้เลยใช่ไหม
“ถ้าอย่างนั้นไม่ได้อยู่แล้ว รัฐธรรมนูญมาตรา 67 วรรคสองไม่ได้เรียกร้องแบบนั้น แต่ทีนี้มันก็มีปัญหาไงว่า รัฐธรรมนูญก็เขียนไว้ว่าผู้แทนสถาบันอุดมศึกษาที่จัดการการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ และผู้แทนองค์กรเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ใครบ้าง มันต้องไปเขียนในพระราชบัญญัติ องค์กรเอกชนจะเอากี่คน ผู้แทนสถาบันอุดมศึกษาจะเอากี่คน เอาของรัฐหรือของเอกชนด้วย อันนี้ต้องเป็นกฎหมายกำหนด แต่ถ้ายังไม่มีกฎหมายกำหนดเรื่องการรับฟังแล้วเราจะบอกว่า เฮ้ย ดำเนินโครงการไม่ได้เลย คุณลองนึกดู

AttachmentSize
คำสั่งศาลปกครอง กรณีคำร้องอุทธรณ์คำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษา 2 ธันวาคม 25521.86 MB
คำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวหรือคำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนการพิพากษา 29 กันยายน 2552312.14 KB
76 โครงการที่ถูกระงับตามคำสั่งศาลปกครอง.pdf209.68 KB