WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, December 22, 2009

สื่อนอกเจาะ'เส้นทางบิน' วกวน-ปลายทาง'อิหร่าน' 'พิศวง'ที่มาแวะกรุงเทพฯ 'มีตรวจ'

ที่มา thaifreenews

โดย Porsche

“สื่อนอก” วิเคราะห์เส้นทางบินเครื่องขนอาวุธ “สุดวกวน” เผยผู้เชี่ยวชาญด้านค้าอาวุธผิดกม.ต่าง “พิศวง” ที่มาแวะกรุงเทพฯ เหตุมีการตรวจค้นสูงมาก ไม่สมเหตุสมผลที่สำหรับการวางแผนการบินของพวกค้าอาวุธ

หนังสือพิมพ์ “เดอะ วอลล์สตรีท เจอร์นัล” เผยแพร่รายงานบางส่วนของผลการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับเส้นทางการบินและอาวุธของเครื่องบินขนส่ง อิลยูชิน-76 ซึ่งถูกตรวจจับได้ว่าพยายามลักลอบขนส่งอาวุธร้ายแรงจำนวนไม่น้อยกว่า 35 ตัน และถูกทางการไทยยึดทั้งเครื่องบินและอาวุธทั้งหมดเอาไว้พร้อมควบคุมตัวนักบินและลูกเรือรวม 5 คนเอาไว้ในขณะนี้ว่า เครื่องบินลำนี้เริ่มต้นที่ “อาเซอร์ไบจาน” ไม่ใช่ใน “ยูเครน” อย่างที่มีการเปิดเผยกันในตอนแรก และตามแผนการบิน ซึ่งวกวนและผิดปกติอย่างยิ่ง เครื่องบินกำหนดจะส่ง "สินค้า" ที่กรุงเตหะราน ประเทศอิหร่าน โดยมีจุดหมายปลายทางสุดท้ายที่เมืองพ็อดกอร์จก้า ประเทศมอนเตเนโกร

รายงานข่าวระบุว่า องค์กรวิจัยการค้าอาวุธระหว่างประเทศ 2 แห่งคือ “ทรานสอาร์ม” ซึ่งตั้งอยู่ในนครชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ สหรัฐอเมริกา ร่วมกับสำนักข้อมูลข่าวสารเพื่อสันติภาพระหว่างประเทศ (ไอพีไอเอส) ซึ่งตั้งอยู่ในนครอันต์เวิร์บ ประเทศเบลเยียม แลกเปลี่ยนข้อมูลและศึกษาวิจัยกรณีนี้ และเตรียมจัดทำรายงานออกเผยแพร่ร่วมกัน โดยองค์กรทั้งสองได้ข้อมูลแผนการบินที่ละเอียดยิบตลอดเส้นทางของเครื่องบินลำนี้ พร้อมกับรายการสินค้าและกำหนดจัดส่งทั้งหมดนำมาใช้ในการวิเคราะห์ครั้งนี้ และพบว่า เครื่องบินออกเดินทางครั้งแรกเมื่อวันที่ 9 ธ.ค. จากสนามบินในเมืองนาสออสนายา ประเทศอาเซอร์ไบจาน ในวันเดียวกันนั้นเครื่องบินลำดังกล่าวแวะลงจอดเติมน้ำมันที่อัล ฟูไจราห์ ในนครรัฐชาจาห์ 1 ใน 7 รัฐของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยทางเจ้าหน้าที่ของยูเออียืนยันการลงจอดดังกล่าว โดยระบุว่าเป็นเครื่องบินเปล่ากำลังจะเดินทางมารับสินค้า

หลังจากนั้น เครื่องบินลำนี้เดินทางมาถึงกรุงเทพมหานครเป็นครั้งแรกในวันที่ 10 ธ.ค. เพื่อแวะเติมน้ำมัน จากนั้นจึงเดินทางไปยังกรุงเปียงยาง ประเทศเกาหลีเหนือ ซึ่งมีสายของสำนักข่าวกรองกลาง (ซีไอเอ) เห็นการนำอาวุธขึ้นบรรทุกบนเครื่องบินลำนี้ ซึ่งออกเดินทางจากท่าอากาศยานเปียงยางกลับมายังกรุงเทพฯ อีกครั้งหนึ่ง เพื่อร่อนลงจอดเพื่อเติมน้ำมันที่ท่าอากาศยานดอนเมือง ก่อนถูกตรวจและจับกุมในวันที่ 11 ธ.ค.

ตามการวิเคราะห์ของ “ทรานสอาร์ม” และ “ไอพีไอเอส” นั้น จุดแวะลำดับต่อไปก็คือ กรุงโคลัมโบ ประเทศศรีลังกา ในวันที่ 11 ธ.ค.เช่นเดียวกัน และกำหนดจะไปถึงเมืองอัล ฟูไจราห์ ในชาจาห์อีกครั้งในวันที่ 12 ธ.ค. จากนั้นจะบินไปแวะที่กรุงเคียฟ เมืองหลวงของยูเครน ก่อนออกเดินทางต่อมายังกรุงเตหะราน ประเทศอิหร่าน เพื่อถ่ายเทสินค้าทั้งหมดในวันที่ 13 ธ.ค. ก่อนเดินทางไปยังมอนเตเนโกร ในวันเดียวกัน

นายปีเตอร์ แดนเสิร์ต นักวิจัยด้านการค้าอาวุธระหว่างประเทศของไอพีไอเอส ซึ่งมีส่วนในการวิจัยกรณีนี้อยู่ด้วย ระบุว่า ผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าอาวุธผิดกฎหมายระหว่างประเทศ ต่างพากันพิศวงกับการหยุดแวะที่กรุงเทพฯ เพราะเป็นสถานที่ที่มีการตรวจค้นสูงมาก เนื่องจากเป็นเส้นทางการค้ายาเสพติด ขณะเดียวกันแผนการบินและเส้นทางการบินทั้งหมดถือว่าผิดปกติอย่างยิ่ง แม้จะเป็นเส้นทางการบินสำหรับเครื่องบินขนส่งสินค้าปกติ และยิ่งไม่สมเหตุผลมากขึ้นไปอีกในกรณีที่เป็นแผนการบินของเครื่องบินค้าอาวุธ

“ทรานสอาร์ม” และ “ไอพีไอเอส” ยังได้รายละเอียดของรายการสินค้า ซึ่งปรากฏอยู่ในเอกสารปูมการบินตามปกติ โดยระบุว่าเป็น "อะไหล่สำหรับอุตสาหกรรมน้ำมัน" ในรายการสินค้ารายการหนึ่งแบ่งสินค้าออกเป็น 8 หมวด อาทิ "อะไหล่สำหรับชุดป้องกันความร้อนของแท่นขุดเจาะ รุ่นเอ็มทีอีซี 6" เป็นต้น

รายงานชิ้นนี้ระบุว่า ใครก็ตามที่เป็นผู้จัดส่งและวางแผนการบินครั้งนี้ พยายามอย่างถึงที่สุดที่จะปกปิดตัวเอง เครื่องบินลำนี้เดิมทีจดทะเบียนในจอร์เจีย เป็นของบริษัทแอร์เวสต์ ต่อมาเมื่อวันที่ 5 พ.ย. ปล่อยให้ “บริษัท เอสพี เทรดดิ้ง” จดทะเบียนในนิวซีแลนด์ เช่าเหมาลำไป ต่อมา “เอสพี เทรดดิ้ง” ปล่อยเครื่องให้บริษัทในฮ่องกงบริษัทหนึ่งเช่าเหมาลำไปอีกต่อหนึ่ง

นักวิเคราะห์ของไอพีไอเอส ระบุว่า บริษัทฮ่องกงที่เช่าเครื่องเป็นทอดสุดท้ายนั้น มีบริษัทฮ่องกงอีกบริษัทเป็นเจ้าของและบริษัทที่เป็นเจ้าของนี้ก็มี อีกบริษัทซึ่งใช้ที่ตั้งในเกาะบริติชเวอร์จิ้น เป็นเจ้าของ ไอพีไอเอสเชื่อว่าบริษัทเหล่านี้นี่เองที่เป็นคนจัดการเรื่องสินค้าล็อตนี้ทั้งหมด

http://thaiinsider.info/2009news/the-news/general/5272-2009-12-21-15-24-46

รัฐบาล นอมินี / หัวโขน หัวคน

ที่มา สยามรัฐ

วิทยา ตัณฑสุทธิ์21/12/2552

รัฐบาล นอมินี

ใกล้สิ้นปีพ.ศ.2552 มีการจัดอันดับบุคคลดีเด่นแห่งปี และรายการ คริสต์มาสที่ทำเนียบขาว ของโอปราห์ วินฟรีย์ นักจัดรายการทีวี.ชื่อดังสัมภาษณ์นายบารัก โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐ โดยตั้งคำถามว่าให้คะแนนตนเองอยู่ในระดับไหน

นายโอบามาตอบว่า ได้คะแนน บีบวก เพราะ 11 เดือนที่บริหารประเทศ แม้จะทำงานสำคัญสำเร็จตามเป้าหลายเรื่องเช่นการฟื้นฟูเศรษฐกิจให้มีเสถียรภาพ,การถอนทหารออกจากอิรัก ,การอยู่ในแนวทางที่ถูกต้องในการทำศึกที่อัฟกานิสถาน และการฟื้นฟูภาพลักษณ์ของสหรัฐบนเวทีโลก

แต่ยังมีงานอีกมากที่ทำไม่สำเร็จ โดยเฉพาะที่ตั้งใจทำก็คือการแก้ปัญหาคนว่างงาน และการจัดสวัสดิการสังคมด้วยการผลักดันให้มีกฎหมายปฏิรูประบบดูแลรักษาสุขภาพ

ก่อนหน้านี้นายโอบามาได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ แต่ถัดมาเพียงไม่กี่วันเขาก็ทำเหมือนตบหน้าผู้ให้รางวัลนี้ด้วยการเพิ่มทหารสหรัฐอีกกว่า 3 หมื่นคนเข้าไปทำสงครามในอัฟกานิสถาน

นิตยสาร เดอะ ไทม์ส ของสหรัฐก้จัดอันดับเช่นกัน โดยปีนี้ยกย่องนาย เบน เบอร์นันเก ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟค) ให้เห็น บุคคลดีเด่นแห่งปี เพราะวิสัยทัศน์ของนายเบนที่มองปัญหาอย่างรอบด้านและลึกซึ้ง ได้ส่งผลให้เศรษฐกิจของสหรัฐตั้งลำได้ การจัดอันดับครั้งนี้มีคนสำคัญได้รับการเสนอชื่อเข้าแข่งขันหลายคน รวมทั้งนายบารัก โอบามาด้วย

การจัดอันดับบุคคลดีเด่นในแต่ละปี เป็นการตรวจสอบว่าคนเหล่านั้นทำผลงานอะไรไว้บ้าง และองค์กรที่ทำในเรื่องนี้ได้ดีที่สุดก็คือพวกสื่อสารมวลชน ซึ่งไม่ได้ฝ่ายใดพวกไหน

ในเมืองไทยก็จัดอับดับกันทุกปี ที่เด่นดังก็คือการตั้งฉายานายกฯและรมต.ของผู้สื่อข่าวสายทำเนียบรัฐบาล ซึ่งเมื่อตรวจสอบข้อมูลข่าวสารรอบปีพ.ศ.2552 แล้ว พบว่ารัฐบาลชุดนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สอบไม่ผ่าน เพราะไม่มีผลงานอะไรที่ทำสำเร็จอย่างที่คุยอวดอ้างไว้

ก่อนเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 พรรคประชาธิปัตย์ติดป้ายโฆษณาว่า เลือกพรรคประชาธิปัตย์ กาเบอร์ 4 ให้เป็นรัฐบาล เพื่อทำงานให้เกิดผลจริงใน 99 วันในเรื่องการเรียนฟรี,การตั้งกองทุนเศรษฐกิจพอเพียงแจกเงินให้ตำบลละ 1-2 ล้านบาท,การแก้ไขปัญหาชายแดนภายใต้ และการเลิกส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมัน

เรื่องเรียนฟรีแม้จะไม่เก็บค่าเล่าเรียนและแจกตำราอุปกรณ์การเรียน แจกเครื่องแบบฟรี แต่ผู้ปกครองโดนเก็บเงินค่าใช้จ่ายพิเศษที่แฝงมาในลักษณะกดดันบังคับให้จ่าย เช่น ค่าเรียนคอมพิวเตอร์นอกเหนือจากที่มีอยู่ในหลักสูตร ค่าเรียนเสริมในบางวิชา ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปทัศนศึกษา ค่าทำกิจกรรมพิเศษ ฯลฯ เงินเหล่านี้รวมแล้วมากกว่าค่าเล่าเรียน

เรื่องการตั้งกองทุนเศรษฐกิจพอเพียง ปรากฏว่าพอเริ่มโครงการก็มีนายหน้าวิ่งเต้นทุจริต ซึ่งจนบัดนี้ก็ยังจับมือใครดมไม่ได้ และเงินที่จะจ่ายให้แต่ละตำบลยังไม่ได้จ่ายออกไปให้ครบถ้วน ส่วนเรื่องยกเลิกการเก็บเงินเข้าทุนน้ำมันปรากฏว่ารัฐบาลทำสวนทางกับคำพูดคือยังเก็บเหมือนเดิม แถมบวกภาษีสรรพสามิตเพิ่มทำให้ราคาน้ำมันแพงมากขึ้น

รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่รู้จักวิธีหารายได้ ทำเป็นแต่การกู้เงินซึ่งจนถึงขณะนี้คนไทยมีหนี้หัวละกว่า 8 หมื่นบาท ยอดหนี้สาธารณะพุ่งสูงถึง 70 % ของจีดีพี เศรษฐกิจทรุด คนตกงานยังหางานทำได้ลำบาก ประชาชนมีสภาพสิ้นหวังมองเห็นอนาคตมืดมน

ที่น่าวิตกก็คือ รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สร้างศัตรูไว้รอบด้าน โดนสมเด็จฮุน เซน ตอกกลับรุนแรงถึงขั้นประกาศไม่ต้องการมีสัมพันธ์กับรัฐบาลไทยชุดนี้ จะรอให้มีรัฐบาลใหม่เข้ามาจึงจะรื้อฟื้นความสัมพันธ์กัน

รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทำตัวเหมือนทองไม่รู้ร้อน ใครด่าก็หาว่าเป็นพวกทักษิณที่จ้องล้มรัฐบาล ใครขับไล่ออกไปก็ยืนกรานไม่ออกเพราะมีผลงานสำเร็จมากมาย ไม่ได้ทำอะไรผิด ไม่ได้ทำให้ประเทศชาติเสียหาย

คนไทยในรอบปีพ.ศ.2552 ตกอยู่ใต้การบริหารงานของรัฐบาลที่มีความอดทนเหนียวแน่นผิดมนุษย์ รัฐบาลชุดนี้ถือกำเนิดจากการอุ้มชูของหลายฝ่าย ซึ่งช่วยกันโค่นล้มรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ด้วยการทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 จึงถูกนักข่าวสายทำเนียบตั้งฉายาว่า รัฐบาลเทพประทาน

ปีนี้รัฐบาลทำท่าจะหมดบุญ เพราะที่ทำมาหนึ่งปีเป็นได้แค่ รัฐบาลหุ่น ต้องหันซ้าย หันขวา ทำตามคำบงการของผู้ที่อยู่เบื้องหลัง ซึ่งถ้าหากไม่มีใครอุ้มชูเหมือนแต่ก่อน ก็จะเหี่ยวแห้งอับเฉาลง

ปัญหาคุกคามหลัก

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน




"เนื่องจากต้นเหตุของปัญหา มาจากการที่ พ.ต.ท.ทักษิณมุ่งทำลายความอยู่รอดของรัฐบาล การจัดการกับปัญหานี้ จึงจำเป็นต้องมุ่งไปที่ต้นตอของปัญหาด้วยการ (1) ขจัดปัญหาคุกคามหลัก (2) แยกหรือทอนความร่วมมือระหว่าง พ.ต.ท.ทักษิณกับนายกรัฐมนตรีกัมพูชา..."

ข้อความที่ปรากฏในเอกสารลับของกระทรวงบัวแก้วดังกล่าว กลายเป็นประเด็นร้อนขึ้นมา

เมื่อ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.พรรคเพื่อไทย และแกนนำนปช. โฟกัสตรงคำว่า "ขจัดปัญหาคุกคามหลัก"

หมายถึง การลอบสังหาร พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

แน่นอนว่า เมื่อพิจารณาประโยคดังกล่าว ผู้รับสารย่อมมี สิทธิตีความไปในทางร้ายนั้นได้!

เพราะดูเหมือนจะไม่มีคำอธิบายต่อท้ายประโยค "ขจัดปัญหาคุกคามหลัก" ด้วยการ...อะไรก็ว่าไป

ที่จะช่วยให้มีความชัดเจน ว่าคำว่า "ขจัด" นั้น ไม่ได้แปลว่า "กำจัด"

มีก็แต่คำอธิบาย เมื่อจบสิ้นประโยคในวงเล็บ 2 ไปแล้ว

อย่างไรก็ดี ในเมื่อเอกสารนี้ ทางกระทรวงการต่างประเทศเองก็ยอมรับ "สำเนาถูกต้อง"

มันก็น่าสงสัยว่า จะมีหนังสือราชการที่ไหน ที่จะเสนอกันเป็นลายลักษณ์อักษรให้ฆ่าคน!

หากจะมีการลอบสังหารจริงๆ มันจะต้องลับระดับไม่มีตัวหนังสือให้เห็น

เพราะฉะนั้น การตีความประโยคปัญหา "ขจัดปัญหาคุกคามหลัก" จึงต้องมีความรอบคอบ

มีโอกาสมากทีเดียว คนเสื้อแดงที่เทิดทูนพ.ต.ท.ทักษิณ

เมื่อเห็นศัตรูอันดับต้นๆ ของคนเสื้อแดง อย่าง นายกษิต ภิรมย์ ทำรายงานความเห็นชิ้นนี้

อาจปักใจเชื่อว่ารัฐบาลเตรียมการจะฆ่าพ.ต.ท.ทักษิณจริง อย่างที่นายจตุพรตีความ

อาจลุกฮือกลายเป็นม็อบใหญ่ได้ไม่ยาก

ทั้งนี้ ก็คงไม่ผิดที่ฝ่ายรัฐบาลวิเคราะห์ว่าเจตนาของนาย จตุพร ที่นำเอกสารชิ้นนี้มาแฉ

ก็เพื่อเป็นการสร้างอารมณ์ร่วม ให้ม็อบเสื้อแดง

โมโห คั่งแค้น จะได้ออกมาประท้วงครั้งใหญ่อีกหน หลังปีใหม่

ที่น่าวิตกอย่างมาก นโยบายลับมากของไทย ที่จะดำเนินการกับกัมพูชา

กลายเป็นข่าวอื้อฉาว กลางที่สาธารณะไปเรียบร้อยแล้ว

นั่นจะยิ่งส่งผลในทางเลวร้ายมากขึ้น อย่างแน่นอน

ฮุนเซนล่วงรู้ความคิดของฝ่ายไทย ล่อนจ้อนหมด!

โอกาสที่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จะฟื้นตัวสู่ความปกติ นับจากหมดกรณีของวิศวกรไทย

ดูแล้ว แทบจะกลายเป็นประตูปิดตาย อย่างน้อยก็ในช่วงเวลานับจากนี้

และเมื่อเห็นว่ารัฐบาลไทย มองฮุนเซนเองเป็นภัยคุกคามอย่างหนึ่ง

ฮุนเซนก็ย่อมต้องอาละวาดเอากับไทย หนักข้อขึ้น

โดยเฉพาะการเล่นเกม ด้วยการยืมมือพ.ต.ท.ทักษิณ

เขมรจะกลายเป็นศูนย์บัญชาการรบของพ.ต.ท. ทักษิณ ภายใต้การสนับสนุนสุดตัวของฮุนเซนอย่าง ไม่ต้องสงสัย

อย่างไรก็ดี สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนกว่ากรณีวิศวกรไทย

รัฐบาลไทย โดนจารกรรมเข้าให้แล้ว!

คดี 258 ล้าน

ที่มา เดลินิวส์

ดร.ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ ผอ. สถาบันศึกษาความมั่นคงนานาชาติ จุฬาฯ วิจารณ์ผลงาน 1 ปี รัฐบาลผ่านเอเอฟพีหลายกรณี รวมทั้งเรื่องความสมานฉันท์ที่รัฐบาลสอบตกแบบไร้อคติ ถูกต้อง กล้าหาญ และตรงไปตรงมา

สมเป็นนักวิชาการมืออาชีพซึ่งหาได้ยากในยุคนี้

ดร.ฐิตินันท์ ชี้ว่า ความแตกแยกในสังคมไทยตอนนี้เริ่มกระจายตัวและ เป็นวงกว้าง ทั้งหมดล้วนมีสาเหตุมาจาก บ้านเมืองมี 2 มาตรฐาน และไม่มีความเป็นธรรม อาทิ การดำเนินคดีกับกลุ่มคนเสื้อแดงรวดเร็วมาก แต่คดีความของกลุ่มคนเสื้อเหลืองกลับไม่มีความคืบหน้า

พรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล ถูกยุบไปถึง 2 ครั้ง แต่ ปชป. ที่ถูกร้องเรียนเรื่องการซื้อสิทธิขายเสียง เรื่องกลับเงียบหายไป ตรงนี้ล่ะ...

ประเด็นร้อน

ไทยรักไทย ถูกยุบเพราะ กกต. องค์กรที่ คมช. คลอดชี้มูลว่า กก.บริหารทำผิด จ้างพรรคเล็กลงเลือกตั้ง ใช้ รธน. ม.237 กก.บริหารพรรคทำผิด ต้องยุบทั้งพรรคพร้อมตัดสิทธิการเมือง 5 ปี จัดการ ทั้งที่เป็นการใช้กฎหมายย้อนหลังเพื่อเอาผิด (ให้ได้) กลายเป็นตราบาป

แม้จะผ่านไปอีกร้อยปี

พลังประชาชน ที่กลายพันธุ์จาก ไทยรักไทย ถูกยุบพรรคซ้ำ อีกรอบ เพราะ ยงยุทธ ติยะไพรัช ถูกศาล รธน. ตัดสินตามที่ กกต. ชี้มูลว่า ซื้อเสียง ทำให้ได้ ส.ส.เพิ่ม พลังประชาชน เลยได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

แต่กรณี วิฑูรย์ นามบุตร กก. บริหาร ปชป. ถูกกล่าวหา แจกตั๋วหนังฟรี กกต. ชี้มูลให้นายวิฑูรย์ได้ใบขาว พ้นผิด ลูกชายได้ใบเหลือง ส.ส.สอบตกได้ใบแดง ซึ่งไม่ส่งผลอะไรเลย ทีมเดียวกัน ทำผิดวาระเดียวกัน ทำไมลงโทษต่างกันราวฟ้ากับเหว นายวิฑูรย์รอดคนเดียว

เพื่อไม่ให้ ปชป. ถูกยุบ ใช่หรือไม่ ???

เหมือนคดี เงินบริจาค 258 ล้าน จาก ทีพีไอ ของ นายประชัย เลี่ยวไพ รัตน์ ที่เจ้าตัวเผลอบอกสื่อว่า บริจาคจริง แต่ให้ในรูปงบโฆษณา ซึ่ง ปชป. ไม่ได้แจ้ง กกต. หลังยื้อเกือบปี ล่าสุด กกต. มีมติสุดพิลึกกึกกือออกมาแล้ว

กกต. เสียงข้างมาก 3 คน ประพันธ์ นัยโกวิท, สดศรี สัตยธรรม, สมชัย จึงประเสริฐ มีมติให้ นายทะเบียนพรรค เป็นผู้ชี้ขาด ส่วนอีก 2 อภิชาต สุขัค คานนท์ ให้ยกคำร้อง

วิสุทธิ์ โพธิแท่น ให้เสนอศาล รธน. ยุบพรรค ปชป.

คดีนี้ อนุ กก.กกต. มีมติ 3 ต่อ 2 ให้ยกคำร้อง อ้างหลักฐานไม่พอ ขณะ ที่ ดีเอสไอ โชว์หลักฐานชัด เช็ค 27 ใบที่ นายประจวบ สังข์ขาว เจ้าของ บริษัท เมซไซอะฯ ได้มาไม่เคยเอาเงิน 258 ล้าน โอนเข้าบัญชีตัวเองเลยแต่กระจายเข้าบัญชี กก.บริหาร ปชป. แทน !!!

เข้าข่ายทำนิติกรรมอำพราง ???

มีการจ่ายผ่านธนาคารช่วงใกล้เลือกตั้งใหญ่ถึง 78 ครั้ง ในเวลา 84 วัน (ตัวเลขอาจคลาดเคลื่อนบ้าง) นายประจวบร้องว่า ตัวเองไม่ได้เงินแต่ต้องถูกรีดภาษี (15 ล้าน) จึงโกรธ กลับใจมาเป็นพยานฝ่ายตรงข้าม

นายอภิชาตเป็นนายทะเบียนพรรค และประธาน กกต. ที่ลงมติให้ “ยกคำร้อง” ไปแล้ว เมื่อต้องมาชี้ขาดคงยาก ที่จะชี้เป็นอื่นนอกจาก ให้ยกคำร้อง ไม่เช่นนั้นก็เท่ากับพลิกลิ้นเท่านั้น

ความไม่ยุติธรรมและใช้กฎหมาย 2 มาตรฐาน นี่แหละชนวนก่อ สงครามกลางเมือง ขอบอก...


ดาวประกายพรึก

พลิก กม. จับทาง"บัวแก้ว"หาช่องฟันอาญา"จตุพร" ปูดเอกสารลับขจัด"แม้ว" ภัยคุกคามรัฐบาล โทษถึงประหาร?

ที่มา มติชน

หลังจากที่รองอธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศออกมาแถลงว่า กำลังศึกษาว่าจะดำเนินคดีอาญากับนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)กรณีนำหนังสือของกระทรวงการต่างประเทศที่ กต.1303/2355 ลงวันที่ 16 พฤศจิกายน 2552 เรื่องแนวทางการดำเนินการกับปัญหาความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ตีตรา"ลับมาก"ออกมาเผยพร่ต่อสื่อมวลชน


แต่จนถึงบัดนี้(วันที่ 21 ธันวาคม 2552) ยังไม่มีการดำเนินการใดๆในทางอาญากับนายจตุพร ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า ถ้ากระทรวงการต่างประเทศจะดำเนินคดีอาญากับนายจตุพรจริง จะใช้กฎหมายฉบับใด มาตราอะไร และโทษที่ได้รับจะทำให้นายจตุพรสะทกสะท้านหรือไม่


"มติชนออนไลน์" พยายามพลิกกฎหมายฉบับย้อนหลังหลายสิบฉบับไปจนถึงช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อดูว่า การกระทำของนายจตุพรที่นำเอาเอกสารลับของทางราชการมาเปิดเผยต่อสาธารณะเข้าข่ายกฎหมายฉบับหรือมาตราใด ปรากฏว่า พบเพียงฉบับเดียวคือ ประมวลกฎหมายอาญา ในหมวด 3 ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร มาตรา 123 และ124 ที่บัญญัติไว้ดังนี้


มาตรา 123 ผู้ใด กระทำการใดๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อความ เอกสารหรือสิ่งใดๆ อันปกปิดไว้เป็นความลับสำหรับความปลอดภัยของประเทศ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี


มาตรา 124 ผู้ใด กระทำการใดๆ เพื่อให้ผู้อื่นล่วงรู้หรือได้ไปซึ่งข้อความ เอกสารหรือสิ่งใดๆอันปกปิดไว้เป็นความลับสำหรับความปลอดภัยของประเทศ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี


ถ้าความผิดนั้นได้กระทำในระหว่างประเทศอยู่ในการรบหรือการสงคราม ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปีถึง 15 ปี


ถ้าความผิดดังกล่าวมาในสองวรรคก่อน ได้กระทำเพื่อให้รัฐต่างประเทศได้ประโยชน์ ผู้กระทำต้องระวางโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต


จากบทบัญญัติในประมวลกฎหมายอาญาดังกล่าวต้องพิจารณาว่า เอกสาร"ลับมาก"ของกระทรวงการต่างประเทศนั้น เป็นการเอกสาร"สำหรับความปลอดภัยของประเทศ"หรือไม่ และมีผลกระทบต่อความมั่นของรัฐหรือไม่


แน่นอน ถ้าถามนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ อาจมีคำตอบว่า "ใช่แน่นอน" เพราะทำให้กระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชา และอาจทำให้ความขัดแย้งระหว่าง 2 ประเทศรุนแรงยิ่งขึ้น


แต่ถ้าถามนายจตุพร ต้องบอกว่า เป็นการเปิดโปงแผนชั่วร้ายในการกำจัด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมตรี ไม่เกี่ยวกับความปลอดภัยของประเทศหรือความมั่นคงของรัฐ แต่เป็นความมั่นของเก้าอี้นายกรัฐมนตรีของนายอภิสิทธิ์ เวชชีวะ มากกว่า


อย่างไรก็ตาม เอกสาร"ลับมาก" ดังกล่าวกระทบความปลอดภัยของประเทศหรือความมั่นของรัฐหรือไม่ คงต้องพิจารณาถึงองค์ประกอบต่างๆอย่างครบถ้วนและต้องตีความอย่างเคร่งครัด

แต่ถ้ากระทรวงการต่างประเทศเห็นว่า การกระทำของนายจตุพรเข้าข่ายดังกล่าวก็สามารถร้องทุกข์กล่าวโทษนายจตุพร ตามประมวลกฎหมาย มาตรา 123 และ 124 ได้


อย่างไรก็ตาม ถ้ากระทรวงการต่างประเทศเห็นว่า การกระทำของจตุพรเป็นการกระทำเพื่อให้รัฐบาลกัมพูชาได้ประโยชน์ด้วยข้อกล่าวหาก็อาจเพิ่มขึ้นและโทษก็หนักขึ้นจากจำคุกไม่เกิน 10 ปี เป็นจำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิต


แต่เชื่อขนมกินได้ว่า การที่กระทรวงการต่างประเทศจะตัดสินใจใช้กฎหมายฉบับนี้เล่นงานนายจตุพรหรือ ต้องคิดหนัก มิเช่นนั้นอาจได้ไม่คุ้มเสีย

ขนาดแท็กซี่ยังรู้เลยว่า "ปัญหาคือใคร" ผมคิดว่ายิ่งนานยิ่งรอดยาก

ที่มา thaifreenews

โดย ลูกชาวนาไทย


เดือนนี้มีเหตุให้ต้องนั่งแท็กซี่สองครั้ง

ตอนแรกก็เงียบๆ หยั่งท่าทีกันก่อน ผมปรารภว่า ทางด่วนมันขึ้นตั้งเกือบเท่าตัว เดือนร้อนกันถ้วนหน้า แท็กซึ่พอเห็นผมเปิดทาง ก็อัดกลับมาทันทีว่า กรณีมาบตาพุดมีคนตกงานสามหมื่นคนแน่นอน แล้วเราก็บรรเลงด่ารัฐบาลกันแบบ ขี่ม้ารอบค่ายเพราะยังไม่รู้ว่า คนที่คุยด้วย "ตาสว่างขนาดไหน" แต่พอรู้แล้วว่าเป็นเสื้อแดง พูดไปสักพัก ก็บ่นเรื่อง ความอยุติธรรมต่างๆ

สุดท้าย ผมลองถามไปว่าใครคือ "ต้นเหตุของปัญหา" แท็กซี่ชรา ก็แย้มๆ ออกมาว่า "เฒ่าขาวๆ" หรือเปล่า ผมก็ลอง เปิดลูกล่อว่า แน่ใจหรือว่าจริง

ทีนี้ก็มาเลยว่า ปรากฎว่า "ตาสว่างจ้า" แบบแทบจะแสบตา เรื่องๆ รูปๆ อะไรๆ ปลดๆ นี่แหละ และรู้ด้วยว่าเป็น...คุณก็รู้

ผลการคุยกับแท็กซี่ 2 ตัวอย่าง 100% เป็นพวกตาสว่างจ้า

คุยกันสนุกปากเลยครับ

เรื่องอะไรที่แท็กซี่คิด หรือพูด นั่นคือ เรื่องที่ "คนชั้นรากหญ้าคิด"

แต่ก่อนคนรากหญ้าคือ "ผนังทองแดงกำแพงเหล็ก" ให้ กับความ "ซาบซึ้ง" วันนี้ เหตุการณ์กลับตาลปัตร พวกที่ "ปลุกระดม" ไม่ใช่พวกที่อยู่ "บนเวที " นปช. พวกนั้น พูดน้อยหรือ "ก้าวหน้าช้ากว่าประชาชน" มากด้วย

สมัยสงครามกับ พคท. นั้น เป็นสงครามทางอุดมการณ์ ที่มีคนจำนวนหนึ่ง "เพ้อฝันถึงสังคมในอุดมคติ" แล้วไปปลุกระดมให้ชาวบ้านทั่วไป ให้เข้ามาร่วมต่อสู้เพื่อสังคมในอุดมคตินั้น

สุดท้ายก็ไปไม่ได้ เพราะเรื่องแบบนั้นมันเพ้อฝัน และนักฝันสมัยเดือนตุลา จำนวนมาก ก็กลายเป็นพวกอำมาตย์หรือเข้าข้างอำมาตย์ เมื่อพวกเขาเลิกฝันแล้ว

แต่วันนี้เป็นการต่อสู้ในรูปแบบ Common Right ที่คนรากหญ้าซึ่งเป็นคนพื้นฐานของสังคม เป็นพวกที่ สร้างรายได้สูงสุดให้กับรัฐ ผ่านทาง "ผลผลิต" ของสังคมในรูปผลผลิตที่แท้จริง

เมื่อพวกเขามีสัดส่วนในสังคมมากที่สุด เพราะมีจำนวนมากที่สุด ก็ควรมีสิทธิมีเสียงมากที่สุด แต่วันนี้ สิทธิขั้นพื้นฐานของพวกเขาถูกปล้นไป พวกเขาจึงต่อสู้เพื่อสิทธิขั้นพื้นฐานของตนนั้น

การต่อสู้วันนี้จึงเป็น "การต่อสู้ของจริง" เป็นสงครามแห่งชนชั้นและผลประโยชน์ ที่รากหญ้าไม่ยอมให้ถูกแย่งชิงไป

แน่นอน มี "พวกสงครามทางอุดมการณ์เช่น เสื้อแดงที่เป็นคนชั้นกลางเข้าร่วมด้วย" จึงกลายเป็นพลังสองประสานที่ ขับเคลื่อนอย่างทรงพลัง

ไม่มีสงครามใดที่ "ไพร่ลุกขึ้นสู้แล้วจะแพ้" ครับ ไม่เคยมีในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ

สงครามครั้งนี้เป็นสงครามระหว่างไพร่กับนาย เมื่อไพร่รู้สึกว่าโดนปล้นสิทธิไป และไม่ยอมเป็นไพร่อีกต่อไป นายใด ก็อยู่ไม่ได้หรอกครับ

ผมคิดว่า ผมเป็นคนที่บอกความจริงที่สุดแล้ว แม้แสลงหู แต่มันก็ช่วยให้รอด หากรู้จักปรับตัวไม่ใช่คิดว่าจะชนะด้วยการโปรประกันดา ความซาบซึ้งมันไปไม่ได้แล้ว

ผมยังเป็นคนที่เอาระบบอยู่ แต่ผมยอมรับไม่ได้ว่า สร้างงวิกฤติขึ้นมาทำไม ทำไปเพื่ออะไร ใครได้ประโยชน์ เป็นการรักษาจริงหรือ

จริงๆ แล้วปี 2549 ทักษิณคุกคามจริงหรือมายาภาพคิดกันไปเอง

สุดท้ายปี 2552 แม้แต่แท็กซี่ชรายังไม่เอา
นี่คือชัยชนะหรือความพ่ายแพ้

เฮ้อ ผมบ่นไปยังงั้นๆ ใกล้ปีใหม่แล้ว ไม่ได้เกี่ยวข้องกับอะไร ผมพูดเรื่องดนตรีไทย ความซาบซึ้งดนตรีไทย ที่เก่าไปแล้ว โบราณแล้ว

5555

เปิดเอกสารลับบัวแก้ววางแผนขจัด "แม้ว"ระบุเป็น"ภัยหลัก" คุกคามรัฐบาล-จับแยกออกจาก"ฮุน เซน"

ที่มา มติชน






เปิดเอกสารลับบัวแก้ววางแผนขจัด "แม้ว"ระบุเป็น"ภัยหลัก" คุกคามรัฐบาล-จับแยกออกจาก"ฮุน เซน"

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) นำหนังสือที่กล่าวอ้างลงนามโดยนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ทำถึงนายกรัฐมนตรี เรื่องแนวทางการดำเนินการกับปัญหาความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา มีเนื้อหาบางส่วนระบุถึงแผนการขจัดภัยหลัก ซึ่งหมายถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีรวมอยู่ด้วยมาแถลงเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม


เรื่อง แนวทางการดำเนินการกับปัญหาความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา
กราบเรียน นายกรัฐมนตรี

อ้างถึง หนังสือกระทรวงการต่างประเทศ ลับมาก ด่วนที่สุดที่ กต 1302/2318 ลงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2552
สิ่งที่ส่งมาด้วย

1.เอกสารแนวทางการดำเนินการกับปัญหาความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา
2.ตารางการส่งสัญญาณและระดับความรุนแรงเพื่อเตรียมมาตรการป้องปราม และตอบโต้การกระทำของนายกรัฐมนตรีกัมพูชาอย่างเป็นขั้นเป็นตอน



อนุสนธิหนังสือที่อ้างถึง รายงานปฏิกิริยาของกัมพูชาและเสนอแนวทางจัดการสถานการณ์และผลกระทบ ความละเอียดแจ้งแล้วนั้น

กระทรวงการต่างประเทศขอกราบเรียนเสนอแนวทางการดำเนินการกับปัญหาความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ดังความละเอียดปรากฏตามสิ่งที่ส่งมาด้วย 1 ซึ่งมีสาระสำคัญ ดังนี้

1.วิเคราะห์ท่าทีของฝ่ายกัมพูชา

1.1 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็น "ภัยหลัก" มุ่งคุกคามความอยู่รอดของรัฐบาลโดยใช้ยุทธศาสตร์มุ่งให้เกิดสถานการณ์ที่เสื่อมทรามลง (deterioration) โดยอาศัยกลยุทธ์ที่สำคัญ 2 ด้าน คือ ความร่วมมือจากนายกรัฐมนตรีกัมพูชา และการเคลื่อนไหวของฝ่ายค้านต่างๆ ในประเทศไทย โดยเฉพาะกลุ่ม นปช. ที่มุ่งหวังจะบั่นทอนเสถียรภาพของรัฐบาลไทย จนประเทศไทยตกอยู่ในสภาพไร้อำนาจรัฐ และโค่นล้มรัฐบาล อย่างไรก็ดีมาตรการตอบโต้ของกัมพูชาในขณะนี้ ยังคงจำกัดอยู่เพียงมาตรการทางการทูตเท่านั้น ยังไม่ใช่มาตรการรุนแรง แต่เป็นการ"ยั่วยุ" เพื่อเร่งปฏิกิริยาให้ฝ่ายไทยตอบโต้อย่างรุนแรงขึ้น

1.2 เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับรัฐบาล ฝ่ายไทยไม่ควรหลงประเด็นตามที่ฝ่ายกัมพูชาต้องการให้เกิดความเข้าใจผิดว่า เป็นความขัดแย้งระหว่างบุคคล คือ ระหว่างนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กับนายกรัฐมนตรีกัมพูชา

1.3 สถานการณ์ปัญหาระหว่างไทยกับกัมพูชาจะยืดเยื้อหรือไม่ มิได้ขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรีกัมพูชา แต่ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขภายในประเทศไทยเอง โดยนายกรัฐมนตรีกัมพูชาจะเป็นผู้ได้รับประโยชน์จาก พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ว่าสถานการณ์จะลงเอยอย่างไร ดังนั้น ความเป็นเอกภาพของรัฐบาล ทุกส่วนราชการและทุกภาคส่วนของสังคมไทยเป็นปัจจัยสำคัญสูงสุดในการช่วยให้ปัญหาดังกล่าวคลี่คลายลง

2.แนวทางการดำเนินการ

เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์เป็นไปตามที่ พ.ต.ท.ทักษิณและนายกรัฐมนตรีกัมพูชาคาดหวัง กระทรวงการต่างประเทศขอกราบเรียนเสนอมาตรการ ดังนี้

2.1 ป้องกันหรือหลีกเลี่ยงมิให้สถานการณ์รุนแรง โดยไม่มีเหตุผลหรือความจำเป็น (de-escalation) เช่น ดำเนินการด้วยความระมัดระวัง โดยไม่เริ่มมาตรการตอบโต้ โดยไม่มีเหตุผลหรือเงื่อนไขพอควร ดำเนินมาตรการต่างๆ ด้วยความมีน้ำหนัก หนักแน่น ค่อยเป็นค่อยไป (incremental) สมน้ำสมเนื้อ (proportional) มีความหมายและยังประโยชน์คุ้มค่า และที่สำคัญ ไม่ควรดำเนินการใดๆ ที่ดูเหมือนว่า เป็นการ "เต้น" ไปตามกระแสของสื่อ

2.2 สร้างความเข้าใจที่ตรงกันระหว่างส่วนราชการเพื่อเป็นแนวทางสำหรับการดำเนินการที่เกี่ยวข้องอย่างสอดคล้องกัน โดยเฉพาะการให้ข้อมูลต่อฝ่ายต่างๆ โดยอาจพิจารณาเชิงให้ข้อมูลซึ่งเป็นข้อเท็จจริงและความจริงก่อนที่ฝ่ายกัมพูชาจะบิดเบือน หรือเมื่อปรากฏความเท็จ

2.3 สร้างความเป็นเอกภาพในประเทศไทย รวมถึงรัฐบาลไทยเอง เพื่อมุ่งเป้าให้นายกรัฐมนตรีกัมพูชาประจักษ์ว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะไม่มีโอกาสได้คืนสู่อำนาจอีกครั้ง และความสัมพันธ์และผลประโยชน์ส่วนตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ และนายกรัฐมนตรีกัมพูชาเป็นสิ่งที่ไม่ยั่งยืน และกัมพูชาจะเสียประโยชน์ในระยะยาวที่มีอยู่กับประเทศไทย ไม่ว่าด้านการค้า การลงทุนและการท่องเที่ยว ฯลฯ

2.4 ลดและแยกการเชื่อมโยงระหว่าง พ.ต.ท.ทักษิณกับนายกรัฐมนตรีกัมพูชาและฝ่ายค้านในประเทศไทย ด้วยการลดและขจัดเงื่อนไขที่เอื้อประโยชน์ต่อการดำเนินการของฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล โดยรัฐบาลควรแสดงท่าทีและความเห็นต่างๆ อย่างมีเอกภาพและเป็นระบบการตอบโต้รัฐบาลกัมพูชาอย่างสุขุม มีสติ ไม่วู่วาม และกระทบประชาชนน้อยที่สุด จะมีส่วนสำคัญในการ "ครองความนิยม" ฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลที่สำคัญควรเร่งแปรความรู้สึก "สะใจ" หรือสนับสนุนรัฐบาลเป็น "ความเข้าใจ" โดยอาศัยการประชาสัมพันธ์ และบริหารจัดการ"เวลา" ให้เป็นประโยชน์ต่อรัฐบาลไทยที่สุด โดยการเร่งการพิจารณาคดีต่างๆ ของ พ.ต.ท.ทักษิณที่ยั่งคั่งค้างอยู่

3.จุดหมายปลายทาง (end game)

ต้องคำนึงว่า จุดประสงค์ของไทย คือ การปรับความสัมพันธ์สู่ปกติ (normalization) ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง (regime change) ในกัมพูชา อย่างไรก็ดี เนื่องจากต้นเหตุของปัญหามาจากการที่ พ.ต.ท.ทักษิณมุ่งทำลายความอยู่รอดของรัฐบาล การจัดการกับปัญหานี้จึงจำเป็นต้องมุ่งไปที่ต้นตอของปัญหาด้วยการ (1) ขจัดภัยคุกคามหลัก และ (2) แยกหรือทอนความร่วมมือระหว่าง พ.ต.ท.ทักษิณกับนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ซึ่งแนวโน้มที่น่าจะเป็นไปได้มี 3 สถานการณ์

3.1 ดีที่สุด (best case scenario)

การประคองสถานการณ์ปัจจุบัน (status quo) เพื่อให้ พ.ต.ท.ทักษิณและนายกรัฐมนตรีกัมพูชาไม่สามารถดำเนินการใดๆ ที่ทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง ตามแนวทางการดำเนินการกับปัญหาข้อ 2 และรอเวลาเพื่อพิจารณาใช้ประเทศหรือบุคคลที่ 3 ที่มีอิทธิพลหรือเอื้อประโยชน์ให้กัมพูชาในการช่วยคลี่คลายปัญหาดังกล่าว

3.2 ระดับกลาง (medium case scenario)

3.2.1 ต่างฝ่ายต่างใช้มาตรการตอบโต้ โดยเพิ่มความเข้มข้นขึ้นเป็นลำดับเพื่อชิงความได้เปรียบ

3.2.2 หากกัมพูชาดำเนินมาตรการที่รุนแรงขึ้นในทางที่เป็นการแทรกแซงกิจการภายในของไทย รัฐบาลควรดำเนินมาตรการตอบโต้ที่

(1) ไม่กระทบต่อผลประโยชน์ของไทยและประชาชนของทั้งสองประเทศ

(2) สมน้ำสมเนื้อ และ

(3) ไม่สร้างรอยแผลในความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศในระยะยาว

3.2.3 ในขณะเดียวกัน รัฐบาลยังไม่ควรกล่าวถึงมาตรการตอบโต้ล่วงหน้า เนื่องจาก

(1) ฝ่ายกัมพูชาจะมีเวลาเตรียมการตอบโต้

(2) ทำให้ไทยถูกมองว่า "ธงอยู่แล้ว"ที่จะกลั่นแกล้งประเทศกัมพูชา ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศได้จัดทำตารางมาตรการตอบโต้นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โดยระบุข้อดี/ข้อเสีย ดังความละเอียดปรากฏตามสิ่งที่ส่งมาด้วย 2

3.3 เลวร้ายที่สุด (worst case scenario)

หาก พ.ต.ท.ทักษิณและนายกรัฐมนตรีกัมพูชาร่วมกันกระทำการใดๆ จนเกิดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในวงกว้าง เป็นการละเมิดบูรณภาพของดินแดน คุกคามอำนาจอธิปไตย และสถาบันสำคัญของไทย ซึ่งรวมถึงการดำเนินกิจกรรมเสมือนการจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นในกัมพูชา อันเป็นการแทรกแซงกิจการภายในและบ่อนทำลายประเทศไทยอย่างชัดเจน ก็จำเป็นที่รัฐบาลไทยต้องพิจารณาตัดความสัมพันธ์ทางการทูต และยกเลิกการติดต่อทุกด้าน รวมถึงใช้มาตรการทางทหารเพื่อปกป้องอธิปไตย

4.ข้อเสนอแนะ

หากเห็นชอบตามแนวทางดังกล่าวข้างต้น กระทรวงการต่างประเทศขอกราบเรียนเสนอให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาสั่งการให้ส่วนราชการดำเนินการ ดังนี้

4.1 เพื่อให้มีความเข้าใจที่ตรงกันระหว่างส่วนราชการ ขอให้มีการปรึกษาหารือกับกระทรวงการต่างประเทศอย่างใกล้ชิดก่อนดำเนินการด้านนโยบายใดๆ
ที่เกี่ยวข้องกับกัมพูชา

4.2 ใช้แนวทางที่เสนอเป็นหลักในการดำเนินการอย่างสอดคล้องกัน

4.3 ใช้แนวทางเดียวกันในการให้ข้อมูลแก่ฝ่ายต่างๆ และสาธารณชน


จึงขอกราบเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาข้อ 4


ขอแสดงความนับถืออย่างยิ่ง


นายกษิต ภิรมย์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

เสื้อแดงจัดปีแห่งชัย 2553 "ทักษิณ"ร่วมส่งส.ค.ส. 3 ล้านใบ

ที่มา มติชน

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขานุการกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ-แดงทั้งแผ่นดิน กล่าวเมื่อวันที่ 21 ธันวาคมว่า จะไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ ก่อนปีใหม่ แต่ช่วงวันขึ้นปีใหม่จะมีกิจกรรมอย่างคึกคัก คือ 1.พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เตรียมจัดทำ ส.ค.ส. เพื่อส่งความสุขปีใหม่ให้คนเสื้อแดงและประชาชน จำนวน 3 ล้านฉบับ โดยจะส่งผ่านแกนนำคนเสื้อแดง ไปยังเครือข่ายคนเสื้อแดงที่มีอยู่ทุกพื้นที่ 2.จะจัดงาน "สวัสดีปีแห่งชัย 2553Ž ที่สนามกีฬา 700 ปี จ.เชียงใหม่ โดยวันที่ 30 ธันวาคม มีกิจกรรมการแข่งขันฟุตบอล รวมทั้งปล่อยขบวนแรลลี่สีแดงจาก กทม.ไปถึงสนามกีฬ่า 700 ปีฯ" ในวันที่ 31 ธันวาคม มีการชุมนุมคนเสื้อแดงและมีการขายบัตรเข้างาน 100 บาท เพื่อถือเป็นเบิกฤกษ์ของคนเสื้อแดงที่ตั้งเป้าว่าจะประกาศชัยชนะเหนือรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และอำมาตยาธิปไตยในปี 2553

พท.สับ1ปีรัฐบาล ล้มเหลว ประเมินให้สอบตก

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_54277

พท.ชำแหละผลงานรัฐบาลรอบ 1 ปี สับแก้เศรษฐกิจเหลว ไร้ทิศทาง ทำลายจารีตการเมือง-แตกแยกหนักข้อ ยุคทุจริตคอรัปชั่นเฟื่องฟู เงินหายอื้อ พร้อมประเมินเกรดรัฐบาลสุดต่ำต้อย ...

คณะผู้บริหารและแกนนำพรรคจัดแถลงข่าว “1 ปีแห่งความล้มเหลวรัฐบาลอภิสิทธิ์ เศรษฐกิจย่อยยับ สังคมแตกแยก ทุจริตคอรัปชั่นเฟื่องฟู” โดยมี ส.ส.พรรคเพื่อไทย และประชาชนซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนเสื้อแดง เข้าร่วมฟังการแถลงข่าวอย่างคึกคัก นอกจากนี้ บริเวณห้องโถงยังมีการติดตั้งฉากข้อความเน้นย้ำความล้มเหลวของรัฐบาลในด้านต่างๆนับ 10 ฉาก

นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา สื่อหลักพาดหัวข่าวว่า 1 ปีรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี มีแต่ทรงกับทรุด ในขณะที่ความเห็นของสื่อมวลชนที่ตนมองว่ามีมุมมองที่ค่อนข้างคมนั้น ระบุว่า นายกรัฐมนตรีเป็นพรตในลัทธิเต๋า เป็นพรตในลัทธิเซน คือสูงสุดกลับคืนสู่สามัญ กระบวนท่าสูงสุดคือไร้กระบวนท่า หมายความว่า การบริหารราชการสูงสุดของรัฐบาลคือการไม่ต้องบริหาร นอกจากนี้สื่อมวลชนบางฉบับยังระบุว่า รัฐบาลมีความสามารถในการแจก แถม ให้ แต่ความสามารถในการสร้างรายได้ สร้างความสมานฉันท์นั้นไม่มี

นายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงความล้มเหลวด้านเศรษฐกิจว่า รัฐบาลสร้างหนี้ให้กับประเทศไปแล้ว 530,597 ล้านบาท เงินกู้จากพรก. 4 แสนล้านบาทนำไปปิดหีบงบประมาณเพียง 5 หมื่นล้านบาท จึงมีเงินเหลือไปกระตุ้นเศรษฐกิจ 3.5 แสนล้านบาท แต่ปรากฏว่ามีเงินไปใช้ในการลงทุนจริงๆแค่ 6,892.96 ล้านบาท เท่ากับว่ารัฐบาลใช้เงินกระตุ้นเศรษฐกิจไปแค่ 5% จึงไม่ได้มีส่วนช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศฟื้นตัวได้

เรื่องการลดภาษีนั้นรัฐบาลควรจะพูดให้ชัดว่าจะมีแนวทางอย่างไร ไม่ใช่พูดอย่างเดียวแต่ไม่ดำเนินการ รวมทั้งนโยบายรัฐสวัสดิการนั้น ต้องใช้งบประมาณขนาดไหน ส่วนการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบรัฐบาลไม่ได้ศึกษารายละเอียดให้ดี หนี้จริงหนี้ปลอมมั่วกันไปหมด ขณะที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลังประเมินว่าการลงทุน 65 โครงการมาบตาพุดมีมูลค่า 2.3 แสนล้านบาทที่ถูกระงับไป ส่งผลให้จีดีพี ปี 2553 ลดลงถึงร้อยละ 0.5 สรุปว่า 1 ปีของรัฐบาลย่ำอยู่กับที่ ไม่เดินไปไหน บางกรณียังเดินถอยหลังด้วย นโยบายที่ประกาศไว้ไม่ได้ทำหรือทำบ้างแต่ไม่สำเร็จ ของเก่าไม่ทำ แต่ของใหม่ก็ยังพูดไปเรื่อย และถ้าดูข้อมูลจากไอเอ็มเอฟ และเอดีบีที่ได้รับความเชื่อถือนั้น ยังบอกว่าการฟื้นตัวของไทยในปี 2553 ต่ำสุดในภูมิภาค และจีดีพีขยายตัวเปรียบเทียบกับประเทศในกลุ่มอาเซียนแล้ว ตัวเลขของไทยติดลบมากที่สุด ทั้งๆ ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาน้อยที่สุด

นายวิทยา บุรณศิริ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน กล่าวถึงความล้มเหลวในนโยบายด้านการเมืองของรัฐบาลว่า ปัญหามาจากกระบวนการเข้าสู่อำนาจของรัฐบาลชุดนี้ไม่ชอบธรรม ไม่ใช่พรรคที่มีเสียงข้างมากที่สุดในสภา เป็นการทำลายจารีตประเพณี เกิดการทรยศหักหลังและเกิดงูเห่า จนเป็นประเพณีใหม่ เช่น ตัว ส.ส.อยู่พรรคหนึ่งแต่ใจไปอยู่อีกพรรคหนึ่ง ทำให้การลงมติมีผลกระทบ นำไปสู่ความแตกแยกในสภาอย่างไม่เคยมีมาก่อน จุดนี้ทำให้รัฐบาลบริหารประเทศไม่ได้ เพราะนายกรัฐมนตรีต้องตอบแทนบุญคุณกลุ่มทุนและผู้สนับสนุนผลประโยชน์ทางการเมืองด้วยการตั้งรัฐมนตรีที่ขาดความรู้ความสามารถ ทำให้ไม่สามารถแก้ปัญหาของประเทศได้ รัฐบาลชุดนี้ใช้อำนาจเกินขอบเขต ไม่เป็นธรรม ทำลายความปรองดอง โดยเฉพาะการใช้กำลังทหาร อาวุธ สลายการชุมนุมของประชาชนอย่างรุนแรงจนได้รับบาดเจ็บล้มตาย ละเลยการบังคับใช้กฎหมาย และเลือกปฏิบัติกับประชาชนแบบ 2 มาตรฐาน

วันนี้เมื่อนายกรัฐมนตรีและครม.เดินทางลงพื้นที่ก็มีผู้คุ้มกันเป็นพันคนจนทำให้เกิดความแตกแยกขัดแย้งในสังคมอย่างกว้างขวาง นายกฯไร้ภาวะผู้นำ ไม่มีวุฒิภาวะเพียงพอในการแก้ไขความขัดแย้ง ซ้ำยังขยายความแตกแยกรุกราน ก้าวล่วงประเทศเพื่อนบ้าน กระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ นำไปสู่ภาวะสงคราม เป็นการทำผิดพลาดซ้ำซากที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น และไม่น่าให้อภัยในการบริหารประเทศของรัฐบาล สมควรคืนอำนาจให้ประชาชน

ขณะที่ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กทม. ในฐานะหัวหน้าสำนักงานปราบโกง พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงความล้มเหลวด้านการทุจริตคอรัปชั่นว่า 1 ปี ที่ผ่านมาเป็นยุคที่การทุจริตคอรัปชั่นเฟื่องฟู องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International) ให้ประเทศไทยได้คะแนน 3.4 คะแนนจากคะแนนเต็ม 10 คะแนน อยู่อันดับที่ 84 จากทั้งหมด 180 ประเทศทั่วโลก จากที่เคยอยู่อันดับที่ 80 สมัยนายสมัคร สุนทรเวช และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ผลสำรวจชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลนายอภิสิทธิ์ มีการทุจริตเพิ่มมากขึ้น สำหรับโครงการต่างๆ ของรัฐบาลพบการทุจริตมากมาย งบประมาณ 1 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์การใช้งบประมาณ 1.6 แสนล้านบาทนั้น พบว่ามีเงินตกหล่นระหว่างทางถึง 6.3 หมื่นล้านบาท เป็นการทุจริตที่เฟื่องฟูมากที่สุด ในยุคนายอภิสิทธิ์ ซึ่งการทุจริตทั้งหมดเราจะรวบรวมเพื่ออภิปรายไม่ไว้วางใจแน่นอน

นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวสรุปว่า พรรคเพื่อไทยได้ประเมินผลงานของรัฐบาลในด้านที่กล่าวมา โดยด้านเศรษฐกิจได้คะแนนเกรด C หรือเกือบตก เพราะวันนี้เงินในกระเป๋าประชาชนลดลง มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจล้มเหลว ส่วนด้านการแก้ปัญหาความแตกแยกในสังคมรวมทั้งนโยบายด้านความมั่นคง การเมืองนั้น รัฐบาลได้เกรด D หรือคาบเส้น สำหรับปัญหาทุจริตคอรัปชั่นพบว่ามีความเฟื่องฟูอย่างมาก กฎเหล็ก 9 ข้อตอนนี้น่าจะเหลือเพียง 2-3 ข้อเท่านั้น ดังนั้นจึงถือว่าได้เกรด F หรือสอบตก

ขณะเดียวกันขอชื่นชมรัฐบาลชุดนี้ใน 4 เรื่องคือ 1.พูดเก่งจนบางครั้งพูดเกินความจริง 2.กู้เก่ง 3.เพาะศัตรูเก่ง จนตอนนี้มีศัตรูรอบบ้านไปหมดแล้ว และ 4.หาเหาใส่หัวเก่ง จนตอนนี้เหาเต็มศีรษะ เรื่องของการชักศึกเข้าบ้านรัฐบาลชุดนี้ทำได้เก่งจริงๆ

Youtube 2009-12-20 จิ๋วใส่หมวกดาวแดงปราศรัยที่มุกดาหาร รำลึกผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย

ที่มา thaifreenews

โดย Tuxedo

2009 12 20 CH3มิติ รำลึกผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย จิ๋วปราศรัยที่มุกดาหาร




2009 12 20 CH3ส เอกสารลับก ตปท จตุพร,กษิต,มาร์ค,สุเทพ,เทพไท,นพดลและปลอดประสบ



2009 12 20 CH3ส เจรจายุติ สุรยุทธเสนอ,ทักษิณ,นพดล,มาร์ค,สุเทพ



2009 12 20 CH3ย ฉายาวงการตำรวจ นักข่าวอาชญากรรมโพล



2009 12 20 CH3ย โลกร้อน มาร์คพล่ามฝรั่งฟังโหรงเหรง ขายหน้าอิ๋บอ๋าย