ที่มา Thai E-News
ที่มา เวบไซต์ voicetv
23 ธันวาคม 2552
บทสัมภาษณ์ ศ.ดร.ธงชัย วินิจจะกุล ทัศนะเกี่ยวกับอนาคตของประเทศไทยในช่วงการเปลี่ยนผ่าน ท่ามกลางความแตกแยก ขัดแย้งทางความคิด ในรายการ intelligence กับจอม เพ็ชรประดับ รับฟังเต็มๆ ได้ที่ http://www.voicetv.co.th/programs/intelligence/
‘การเปลี่ยนแปลงของสังคม 20-30 ปีที่ผ่านมา เกี่ยวพันกับวิถีชีวิตคนในชนบท คนชนบทไม่เหมือนเดิม แต่ก่อนจะรอรัฐบาล รองบประมาณมาโปรด ปัจจุบัน เขามีชีวิตอยู่กับเมือง เข้าใจการเมืองมากกว่าที่เราคิด การเลือกตั้งมีบ่อยครั้งพอ ที่คนชนบทรู้จักใช้เป็นช่องทางที่สามารถเข้ามาขอมีส่วนแบ่งการมีส่วนร่วมอำนาจทางการเมือง ชาวบ้านและคนจนเมือง รู้จักการเมืองมากขึ้น เขาไม่ถูกใช้หรือถูกหลอก การปฏิเสธเสียงของเขา คือรากฐานของความขัดแย้งขณะนี้’
‘คำว่า ประชาชนถูกซื้อด้วยฝ่ายการเมืองด้วยเงิน ตอบได้เลยว่า ไม่จริง’
‘การซื้อเสียง กลางปี 2520 กับปัจจุบัน ต่างกัน การซื้อเสียง ไม่เป็นปัจจัยกำหนดการเลือกตั้งอีกแล้ว ชาวบ้านเขารู้แล้วว่า การรับเงิน เป็นการส่งผลระยะสั้น … การจ่ายเงินซื้อเสียงระยะหลัง เป็นการจ่ายเพื่อไม่ให้ตนเสียเปรียบ แต่ก็ไม่ได้ทำให้ตนได้เปรียบ’
'ประเด็นการอ้างว่า ทำงานไม่ได้เพราะคุณทักษิณ ...คุณก็หยุดไล่ล่าซะ ทำงานเถอะ การอ้างว่า เพราะทักษิณ ทำให้ทำงานไม่ได้ แสดงคุณภาพ และฝีมือในการทำงานของตัวพวกคุณ... คนมหาศาลเชื่อว่า คุณน่าจะทำงานได้ โดยไม่ต้องไล่ล่าทักษิณ'
‘คุณห้ามความขัดแย้งทางความคิดไม่ได้ เป็นเรื่องปกติ แต่ควรขัดแย้งบนฐานความรู้ ปัญญา มากกว่า’
‘สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ ใช้กฎหมายที่เป็นธรรม กระบวนการต้องเที่ยงธรรม แค่นั้นแหละ คนในกระบวนการยุติธรรม อาทิ ตำรวจ อัยการ ศาล ต้องเที่ยงธรรม แค่นั้นแหละ’
‘คนที่บอกว่า ประเทศจะล่มจม วิกฤตที่สุดในโลก ก่อนรัฐประหาร จึงต้องไล่ทักษิณออกไป ถามว่า หลังรัฐประหาร เสียหายหนักกว่าไหม ผมว่าหนักกว่าเยอะนะ หนักกว่านั้นเยอะเลย มันไม่ช่วยอะไรขึ้นมา ถ้าปล่อยให้เกิดการเลือกตั้ง ยอมรับผลการเลือกตั้ง ถ้าคนเหล่านั้นทุจริต ก็สู้กันไปตามกรอบ ให้คนได้เรียนรู้ พิสูจน์ว่าสิ่งที่เขาทำ มันผิด มันไม่ดีเอง แต่มันก็ไม่ทำให้เสียหายเท่ากับที่เกิดในปัจจุบัน’
‘การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ จะราบรื่นโดยไม่มีความขัดแย้งเป็นไปไม่ได้’
‘การจับเข่าสมานฉันท์ เป็นเรื่องตลก จะแตกหักไหม บอกไม่ได้’
'อะไรแก้ความขัดแย้ง ....กระบวนการประชาธิปไตย ต้องยอมรับความพ่ายแพ้ ให้คนที่ประชาชนเลือก ได้บริหาร ต้องเคารพกติกา อย่าออกกติกาที่ทำร้ายคนอื่น ต้องตัดสินตามกติกาของกฎหมาย อย่างยุติธรรม’
‘ประชาธิปไตยไม่ต้องสอน ให้คิดถึงส่วนรวมให้ถูกต้อง อย่าคิดแต่มุมมองส่วนตัว’
‘ชาตินิยมเหมือนไฟ คุณเล่นไม่ดี นอกจากลวกมือคุณแล้ว จะเผาบ้านด้วย คุณจะควบคุมไม่ได้ ผมดูถูกคนที่ชาตินิยมฝังหัว ว่าล้าหลัง ใจแคบ คิดอะไรตื้นๆ … ชาตินิยมไม่ช่วยอะไรเท่าไร คุณแคร์กับเพื่อนร่วมชาติ ไม่จำเป็นต้องชาตินิยม อันนี้สำคัญกว่า แชร์ความห่วงใย พอใจ ไม่พอใจ กับคนอื่น ใครก็ได้ ชาตินิยม คือความใจแคบ ไม่เมตตากรุณา ไม่มองคนอื่นในแง่ดี น่าเสียใจที่คนเป็นแบบนี้’
‘ต้องปล่อยให้คนแสวงหาความคิด ความเห็น กล้าคิด กล้าแสดง ไม่ใช่ปิดกั้น’
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Wednesday, December 23, 2009
สัมภาษณ์ ธงชัย วินิจจะกุล : สงครามประชาชน บทเรียน ปชต.ที่ประเมินค่าไม่ได้
มัวแต่ฉอเลาะรอบสนามเด็กเล่น ประเทศขาดทุนย่อยยับตลอดปี
ที่มา Thai E-News
โดย คุณกระสา มันเสมอ
ที่มา เวบไซต์ ข่าวสด
23 ธันวาคม 2552
รัฐบาลฉายา ผสมเทียม, เทพประทาน, เทพเทือกเกือบถูกรับประทาน ฯลฯ โดยมีพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำ อายุครบ 1 ขวบในวันนี้
เด็กเพิ่งสอนเดิน, เด็กปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม, เด็กกำลังหัดพูด ฯลฯ คือคำค่อนแคะที่เคยหวังว่า รัฐบาลจะมีผลงานต้องตาติดใจคนส่วนใหญ่มากกว่าซีกรัฐบาลเอง
ขนมผสมน้ำยาทุกถ้วย กลั้วน้ำลาย ย่อมยินดีกับผลงานผ่านวิกฤตการเมือง รอดพ้นปัญหาเศรษฐกิจ หลบหลีกชุมนุมฝูงคนอย่างฉิวเฉียด
หากสกัดขนมผสมน้ำยาทิ้ง สภาพเนื้อในใน 1 ปี มีอยู่เป็นจำนวนมาก แต่พอบอกอะไรบางส่วนให้ประชาชนเห็น
เป็นต้นว่า พรรคแกนนำเป็นพรรคการเมืองที่มีอาวุโสสูงสุด อย่างน้อยปัญหาภาคใต้ ปัญหาประเทศเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียง น่าจะดีกว่าที่เป็นอยู่ หรือเป็นความผิดภายใน ในพรรคแกนนำเอง ที่ไม่เคยร่นคนออก ใช้คนไม่เป็น ปราโมทย์ในความสูงสุด ถึงขนาดใช้คนอาวุโสเกือบต่ำสุดออกมา เหมือนเด็กสนุกในสนามเด็กเล่นจนลืมกลับบ้าน ยังไงยังงั้น
บริเวณสนามรบซึ่งต้องรบ อาทิ การฉ้อราษฎร์บังหลวง การรุกในงานสะอาดสุจริต เช่นต้นไม้ สายน้ำที่เข้าตาคน การวางคน 2 มาตรฐาน
ในเรื่องสำคัญเหล่านี้ ต้องรบเด็ดขาด อีอ้ายทั้งหลายเอ๋ย ก็ออกมาฟ้อนรำกันเป็นแถว
หนักไปกว่านี้ ประมุขฝ่ายบริหารจะทราบหรือไม่ทราบก็ตาม ขบวนการติดตามประเภทปากติดเดือย ยังสนทนากันเป็นภาษาประกิต อวดคนไทยรอบข้างอย่างมันในอารมณ์
สมกับความรู้ระดับนักเรียนนอก ที่มาจากประเทศที่ล้มเหลวทั้ง การเมือง เศรษฐกิจ สังคม
ความไม่ถูกต้องในกาลเทศะเหล่านี้ เป็นความผิดสั่งสมของพรรคอาวุโสมานานเท่าไรแล้ว
ไม่มีใครบอกใครเลยหรือว่า ต้นทุนกำลังขาดทุนย่อยยับ
ศัตรูมิใช่ปีศาจตัวอื่น หากเป็นร่างเงาอันโฉดเฉาของเราเอง
ที่สื่อบอกว่า รัฐบาลสอบตกเกือบทุกวิชานั้น เพื่อนสื่อพยายามถนอมน้ำใจ
วันไหนไม่ถนอม เพื่อนคงบอกตรงๆ ว่า
1 ปีที่ผ่านมา มัวแต่ฉอเลาะตามขอบสนามเด็กเล่น ยังไม่เห็นใครเข้าห้องสอบเพื่อประชาชนจริงๆ สักคน?
แดงฝรั่งเศสรวมพลังหนุนสู้เพื่อมาตุภูมิ

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
22 ธันวาคม 2552
คุณขวัญใจ เนตรแสงศรี ผู้ประสานงานกลุ่ม ROUGE FRANCE หรือแดงไทยในฝรั่งเศส เปิดเผยว่า ผู้รักประชาธิปไตยชาวไทยในฝรั่งเศสจะจัดการรวมพลังครั้งแรกของผู้รักประชาธิปไตยชาวไทยในฝรั่งเศสในวันที่ 24 ธันวาคมนี้ เพื่อสนับสนุนการเคลื่อนไหวต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยในประเทศไทย
โดยกลุ่มROUGE FRANCE หรือเสื้อแดงไทยในประเทศฝรั่งเศส ขอเรียนเชิญคนไทยผู้รักประชาธิปไตยที่อยู่ในฝรั่งเศส โดยเฉพาะที่ ROUBAIX ร่วมงานส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีไหม่ โดยการใส่ สีแดง เพื่อแสดงสัญญาลักษณ์ของการเรี่ิยกร้องประชาธิปไตยของ นปช . แดงทั้งแผนดิน ในวันที่ 24 ธันวาคม 2009 ณ เลขที่ 32 RUE DE COGGHE 59100 ROUBAIX หรือ ( ร้านพี่ยาว ) เวลา 15.00 - 20.00 "พวกเรา ROUGE FRANCE ขอขอบคุณ คุณ สนิท โพธิษา หรือ พี่ยาว ได้ให้สถานที่ในการนัดรวมตัวกันของ แดงฝรั่งเศส โดยเป็นครั้งแรกที่รวมตัวกันโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น สอบถามรายละเอียดได้ที่ คุณ ขวัญใจ เบอร์: 06 67 32 06 55 อีเมล์
biw-d2b@hotmail.fr"
ทั้งนี้กิจกรรมของเสื้อแดงไทยในโพ้นทะเลถือได้ว่าเป็นไปอย่างคึกคักเข้มแข็งในตลอดปีที่ผ่านมานี้ เป็นที่น่าสังเกตด้วยว่าพี่น้องชาวไทยในโพ้นทะเลได้รวมพลังกันเคลื่อนไหวเพื่อมาตุภูมิอย่างคึกคัก ภายหลังเหตุการณ์รัฐบาลเผด็จการโจรปล้นประชาธิปไตยได้ปราบปรามประชาชนเสื้อแดงที่เคลื่อนไหวในช่วงสงกรานต์เลือดที่ผ่านมา และเกิด2มาตรฐานอย่างอัปลักษณ์ สื่อแทนที่จะเสนอข่าวตามความเป็นจริงกลับบิดเบือน ทำให้คนไทยในโพ้นทะเลที่รักสัจจะพากันเคลื่อนไหวเพื่อมาตุภูมิ นี่แหละที่เขาว่าที่ใดมีการกดขี่ ที่นั่นมีการต่อต้าน
ไทยอีนิวส์เลยถือโอกาสรายงานความเคลื่อนไหวแบบround upทั่วมุมโลกในโอกาสนี้
แดงไทยในอเมริกา-นอกจากมีบทบาทจัดกิจกรรมรวมพลังผู้รักประชาธิปไตยไทยในUSA และออกหนังสือพิมพ์RED NEWS USAแล้ว แดงไทยในอเมริกายังมีบทบาทในการส่งเงินมาช่วยความเคลื่อนไหวของฝ่ายประชาธิปไตยในมาตุภูมิ เพื่อบรรลุเป้าหมายประชาธิปไตยที่แท้จริง
แดงไทยในญี่ปุ่น-ได้จัดกิจกรรมรวมพลังผู้รักประชาธิปไตยชาวไทยในญี่ปุ่น และจัดกิจกรรมใหญ่ไป 3 ครั้งแล้ว มีอดีตนายกฯทักษิณและแกนนำฝ่ายเรียกร้องต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยโฟนอินไปร่วมกิจกรรมคึกคักตลอด
แดงไทยในเยอรมัน-นอกจากกิจกรรมรวมพลังของผู้รักประชาธิปไตยไทยในเยอรมันแล้วก็มีการขยายเครือข่ายไปทั่วเยอมัน และมีแผนจัดตั้งสถานีวิทยุในเยอรมันด้วย

เสื้อแดงไทยในสหราชอาณาจักร(อังกฤษ)-มีการรวมพลังคนไทยในสหราชอาณาจักรอย่างเข้มแข็ง และยกระดับมาสู่การยกป้ายประท้วงขับไล่อภิสทธิ์ เวชชาชีวะที่ไปเยือนอังกฤษ และมีกิจกรรมเพื่อมาตุภูมิสืบเนื่อง รวมถึงกิจกรรมที่เข้มแข็งของwww.konthaiuk.com
แดงไทยในออสเตรเลีย-การรวมตัวในนามพลังไทยในออสเตรเลียเป็นไปอย่างเข้มแข็งเครือข่ายทั่วประเทศ จัดกิจกรรมรวมพลมาหลายครั้ง มีอดีตนายกฯทักษิณโฟนอินมาร่วม และกิจกรรมไปประท้วงที่สถานทูตให้พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เลิกพฤติกรรมแทรกแซงการเมือง อันเป็นเหตุแห่งความเสื่อมของไทยในเวลานี้
1ปีหุ่นเชิดสอบตก สุขุมพันธ์ซ้ำเฉดหัวญาติมาร์ค
ที่มา Thai E-News
ระบอบหุ่นเชิดสอบตก-กรุงเทพโพลล์สำรวจประชาชนทั่วประเทศให้1ปีรัฐบาลระบอบหุ่นเชิดสอบตก ได้3.87คะแนนเต็ม10 ส่วนม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร สับเละล้มเหลวทุกด้าน ขาดจิตนาการในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ คิดแต่สร้างหนี้ เสียใจที่เป็นพรรคของคนใต้แต่ไม่รู้จะแก้ปัญหาความไม่สงบภาคใต้ให้ยุติอย่างไร ดำเนินนโยบายการทูตกับเพื่อนบ้านก็ผิดพลาด ระบุหากไม่เป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์จะวิจารณ์ได้ถึงกึ๋นกว่านี้ ล่าสุดปลดญาติมาร์คพ้นเลขาฯผู้ว่ากทม. เหตุทำเป็นมาเคืองที่ไปวิจารณ์รัฐบาล
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
22 ธันวาคม 2552

*สุขุมพันธ์ปลดญาติอภิสิทธิ์พ้นเลขาผู้ว่ากทม.
ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผยว่า ได้ลงนามคำสั่งปลด นายชีวเวช เวชชาชีวะ ออกจากตำแหน่งเลขานุการผู้ว่าฯ กทม. ให้มีผลทันทีตั้งแต่วันที่ 18 ธันวาคม และได้ลงนามคำสั่งแต่งตั้งนางปิยาภรณ์ แสนโกศิก นักธุรกิจเอกชนภาคอสังหาริมทรัพย์ ดำรงตำแหน่งดังกล่าวแทน โดยให้มีผลในวันที่ 4 มกราคมนี้เป็นต้นไป
ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ กล่าวว่า ขอยืนยันว่าการปลดนายชีวเวช ไม่มีปัญหาส่วนตัวกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่มีสถานภาพเป็นญาติกับนายชีวเวช แต่ต้องการปรับเปลี่ยนเพื่อความเหมาะสมในการบริหาร กทม.
"การทำงานร่วมกันระหว่างผู้ว่าฯ กทม.กับเลขานุการผู้ว่าฯ กทม. ต้องมีความเข้าใจที่ตรงกันจึงจะสามารถร่วมงานกันได้ดี แต่ที่ผ่านมากลับมีปัญหาผมให้เวลานายชีวเวชปรับตัวและรายงานให้นายอภิสิทธิ์ทราบมาตั้งแต่ต้น และนายอภิสิทธิ์เข้าใจ อีกทั้งยังได้ฝากขอให้โอกาสนายชีวเวชทำงานให้ครบปีก่อน แล้วค่อยพิจารณาใหม่ ดังนั้นเมื่อผมปลดจึงไม่จำเป็นต้องรายงานให้ทราบ เพราะเป็นอำนาจหน้าที่ของผมโดยตรง" ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์กล่าว
ญาติมาร์คเปิดปมไม่พอใจคุณชายด่ารัฐบาลทุกครั้งที่ออกงาน

ด้านนายชีวเวช กล่าวว่า ทราบข่าวแล้ว อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่รับตำแหน่ง ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ไม่มอบงานให้ทำ แต่ไม่รู้สึกน้อยใจ ตรงข้ามกลับหายอึดอัดใจ เพราะที่ผ่านมาไม่ชอบที่ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ตำหนิรัฐบาลทุกครั้งที่ไปออกงาน
นายชีวเวช เคยเป็นที่ปรึกษาผู้ว่ากทม.ยุคนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน และได้เป็นเลขานุการยุค ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ประวัติลูกพี่ลูกน้องของนายอภิสิทธิ์ผู้นี้ เกิดเมื่อ 11 กันยายน 2506 จบปริญญาตรี นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ปริญญาโทอาชญาวิทยา มหาวิทยาลัย โอกลาโฮมา ซิตี้ ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้รับการสนับสนุนจากนายอภิสิทธิ์ให้เป็นผู้เชี่ยวชาญประจำตัว ส.ส. เป็นกรรมการศูนย์อำนวยการเลือกตั้งพรรคประชาธิปัตย์ กรรมการคณะทำงาน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เคยลงสมัคร ส.ส.ระบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ในกลุ่มที่ 6 ลำดับที่ 10 หลังจากไม่ได้รับเลือกตั้ง นายอภิสิทธิ์ได้ขอให้เขาไปช่วยงานให้กับนายอภิรักษ์ที่ศาลาว่าการ กทม. เพื่อสะสมประสบการณ์การเมืองในระดับท้องถิ่นก่อนก้าวไปสู่เวทีการเมืองระดับชาติ
*“สุขุมพันธุ์”อัดรัฐบาลปชป.บริหารงานล้มเหลวทุกด้าน
สำหรับปมขัดแย้งที่นายชีวเวชเปิดเผยว่าไม่พอใจที่ม.ร.ว.สุขุมพันธ์วิจารณ์รัฐบาลนายอภิสิทธิ์"ทุกครั้งที่ออกงาน"นั้น พบว่าเมื่อไวๆนี้ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์เกิดอาการของขึ้นอัดยับรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคประชาธิปัตย์บริหารงานล้มเหลวในทุกด้าน ขาดจิตนาการในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ คิดแต่สร้างหนี้ การใช้จ่ายในโครงการที่ไม่มีที่สิ้นสุด เสียใจที่มีภาพเป็นพรรคของคนใต้ คุยว่ารู้จักภาคใต้ดีแต่ไม่รู้จะแก้ปัญหาความไม่สงบให้ยุติได้อย่างไร ขณะที่การดำเนินนโยบายการทูตกับเพื่อนบ้านก็ผิดพลาด แนะให้ศึกษาจาก “ฮุน เซน” ที่มีลูกล่อลูกชนมากกว่า ลั่นหากไม่เป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์จะวิจารณ์ได้ถึงกึ๋นกว่านี้
ทั้งนี้เมื่อวันที่ 8 ธ.ค. ที่ผ่านมา มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชนร่วมกับศูนย์ศึกษาการพัฒนาสังคม และโครงการหลักสูตรปริญญาโท สาขาการพัฒนาระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดงานเสวนาหัวข้อ Thailand in transition : a historic challenge and what next? ที่โรงแรมเชอราตัน ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ได้พูดอภิปรายว่า วิจารณ์ถึงการทำงานของพรรคประชาธิปัตย์ด้วยว่า
1.พรรคประชาธิปัตย์ขาดจินตนาการในเรื่องเศรษฐกิจ ซึ่งรวมถึงเรื่องความเสมอภาคในเรื่องรายได้ โดยมุ่งเน้นแต่การก่อหนี้มหาศาลและใช้จ่ายสารพัดโครงการโดยไม่มีที่สิ้นสุด ซึ่งหากไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์จะพูดได้มากกว่านี้
2.กังวลเรื่องปัญหาชายแดนภาคใต้ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2547 มีผู้บาดเจ็บและล้มตายเป็นจำนวนมาก ซึ่งยังไม่นับรวมความข่มขื่น ความทรงจำที่ย่ำแย่ บางครอบครัวพ่อเสียชีวิตก็จะส่งผลกระทบทั้งครอบครัว ซึ่งไม่ใช่แค่ผลกระทบเพียงคนๆเดียว นโยบายต่อสถานการณ์ภาคใต้ของประชาธิปัตย์น่าผิดหวัง เราบอกว่าเรารู้จักภาคใต้แต่เราไม่รู้จะทำอย่างไร
3.ปัญหาไทย-กัมพูชา โดยเปรียบเหมือน “a storm in a teacup” ซึ่ง สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา มีลูกเล่นทั้ง “กระตุ้น” และ “กระทุ้ง” (poke and prod) ซึ่งรัฐบาลควรเรียนรู้เรื่องนี้จากสมเด็จฮุน เซน เพราะจะเห็นได้ว่าวันหนึ่งเขากล่าววิพากษ์วิจารณ์ประเทศไทยอย่างรุนแรง แต่วันรุ่งขึ้นก็มาเมืองไทยเพื่อร่วมประชุมอาเซียน และทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“การตอบโต้ด้วยการเรียกทูตไทยประจำกัมพูชากลับประเทศเป็นการกระทำที่รุนแรงเกินกว่าเหตุ Overreaction” ม.ร.ว.สุมขุมพันธุ์กล่าวพร้อมระบุถึงความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับพม่าด้วยว่า พม่ามีกองกำลังทหารที่มากกว่าไทย โดยมีรายจ่าย 1 ใน 3 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศที่เกี่ยวข้องกับเรื่องความมั่นคง ขณะที่เมื่อเทียบกับไทยแล้วจะน้อยกว่ามาก จึงไม่ต้องพูดถึงความแข็งแกร่งเรื่องกำลังรบหากมีปัญหาต่อกัน
*กนกNATIONเป็นโฆษกแก้ต่างให้มาร์คอ้างหน่อมแน้มที่สุขุมพันธ์ด่าคงไม่พอใจไม่ปราบเสื้อแดงเด็ดขาด
นายกนก รัตน์วงศ์สกุล นักเล่าข่าวเครือเนชั่น เล่าข่าวผ่านโทรทัศน์เช้าวันนี้ โดยพูดว่าเหตุที่ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ปลดนายชีวเวช คงทะเลาะกันเรื่องผลงานรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ทั้งนี้นายกนกพูดทีเล่นทีจริงว่า ผลงานรัฐบาลนายอภิสิทธิ์นั้นดีมากสอบผ่านอยู่แล้ว แต่ม.ร.ว.สุขุมพันธ์คงไม่พอใจบางเรื่อง เช่น หาว่ารัฐบาลทำงานล่าช้า แทนที่จะปราบปรามพวกเสื้อแดงให้เด็ดขาดก็ปล่อยยืดเยื้อเรื้อรัง แทนที่จะเร่งยึดทรัพย์ทักษิณตั้งนานแล้วก็ปล่อยข้ามปี
*กรุงเทพโพลล์ประชาชนตบหน้ามาร์คผลงาน1ปีสอบตกได้3.87คะแนนเต็ม10
กรุงเทพ(กรุงเทพโพลล์)เปิดเผยผลสำรวจโพลล์เรื่อง “ ประเมินผลงาน 1 ปี รัฐบาลนายกฯ อภิสิทธิ์ ” ขึ้น โดยเก็บข้อมูล
จากประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปใน 11 จังหวัดจากทุกภาคของประเทศ จำนวน 1,660 คน ระหว่างวันที่ 11 — 14 ธันวาคม ที่ผ่านมา สรุปผลได้ดังนี้
1. คะแนนความพึงพอใจผลงานของรัฐบาล นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อทำงานครบ 1 ปี ได้คะแนนเฉลี่ย 3.87 คะแนน
จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน
ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยจากการสำรวจเมื่อตอนที่รัฐบาลทำงานครบ 6 เดือน และ 9 เดือน พบว่ามีคะแนนลดลง
2.คะแนนความพึงพอใจการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะนายกรัฐมนตรีของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้คะแนนเฉลี่ย 4.70 จากคะแนนเต็ม 10
Tuesday, December 22, 2009
'ใบตองแห้ง' ออนไลน์: "มาบตาพิษ"ชัยชนะ(?)ของ"การเมืองใหม่"
ที่มา ประชาไท
ใบตองแห้ง
ผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับองค์กรสิทธิมนุษยชน ที่จัดอันดับ 10 ก้าวหน้า 10 ถดถอย แล้วยกให้กรณีที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ระงับ 65 โครงการมาบตาพุด เป็นอันดับหนึ่งของความก้าวหน้าทางสิทธิมนุษยชนในปี 2552
กรณีนี้จะมองเป็น “ชัยชนะของประชาชน” ชาวมาบตาพุดเพียงด้านเดียวไม่ได้ เพราะมันส่งผลกระทบอย่างกว้างขวาง ทั้งต่อผู้ประกอบการ ต่อแรงงาน และต่อเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งก็มี “ประชาชน” ได้รับผลอีกด้านหนึ่งเช่นกัน และอาจจะกว้างขวางใหญ่โตกว่าด้วยซ้ำ
ผลกระทบนี้ยังอาจจะเป็นผลลบด้านกลับต่อการต่อสู้ของภาคประชาชน ถ้ามีสายตายาวไกลพอ
นอกจากนี้ คำสั่งศาลดังกล่าวยังมีข้อโต้แย้งทางกฎหมาย ซึ่ง-แม้ใจหนึ่งจะชื่นชมยกย่องว่าตุลาการท่านกล้าหาญอย่างยิ่งในการออกคำสั่งดังกล่าว โดยไม่กริ่งเกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อเครือธุรกิจยักษ์ใหญ่อย่าง ปตท. (และปูนซีเมนต์ไทย) แต่ผมก็มีความรู้สึกตะหงิดๆ กังขาคาใจ จนต้องอุตสาหะไปสัมภาษณ์อาจารย์วรเจตน์ (ทั้งที่อยู่ในสภาพไร้ทรัพยากรและทีมงาน ต้องแกะเทปเองเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี)
ซึ่งก็ได้คำตอบที่ชัดเจนในประเด็นกฎหมาย ได้ความเห็นอย่างที่อยากได้ นี่ไม่ได้แปลว่าวรเจตน์พูดอะไรผมต้องเห็นเป็นนกเป็นไม้ แต่บอกแล้วว่าสามัญสำนึกทำให้เกิดความรู้สึกตะหงิดๆ ตั้งแต่แรก เพียงอธิบายเองไม่ถูก ต้องหาผู้รู้มาอธิบาย
วรเจตน์พูดถึงดุลยภาพของสิทธิทั้งสองด้าน สิทธิชุมชน สิทธิของผู้ประกอบการ และแย้งว่าไม่ควรจะ extreme ไปด้านใดด้านหนึ่ง นั่นเป็นสิ่งที่นักสิทธิมนุษยชนและภาคประชาชนควรคำนึงถึง กฎหมายมีไว้เพื่อคุ้มครองความเป็นธรรม คุ้มครองสิทธิมนุษยชน เพียงแต่กฎหมายไม่ได้บอกว่าคุ้มครองเพียงความเป็นธรรมของชาวบ้าน สิทธิของคนจน สิทธิของม็อบ กฎหมายต้องคุ้มครองสิทธิของ “นายทุน” ด้วยเช่นกัน
เมื่อเคลียร์ประเด็นทางกฎหมายแล้ว สิ่งที่ผมอยากพูดต่อไปก็คือ ทัศนะต่อการต่อสู้ของภาคประชาชน รวมทั้งคำถามว่านี่คือ “ชัยชนะของประชาชน” จริงหรือไม่
ทั้งนี้ไม่ใช่ผมไม่เข้าใจมุมมองของภาคประชาชน ไม่ใช่ไม่เข้าใจความทุกข์ทรมานของชาวมาบตาพุด ที่ต้องทนรับพิษร้ายตกทอดไปชั่วลูกชั่วหลาน เพราะผมเคยไปมาบตาพุด ไปสัมภาษณ์สุทธิ อัชฌาศัย ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก และตัวแทนชาวบ้าน แค่ลงจากรถก็รู้สึกได้เลยว่าอากาศที่หายใจเข้าไปแย่มาก เราอยู่แป๊บเดียวยังอึดอัด แล้วชาวบ้านที่เขาต้องทนอยู่ทั้งชีวิตล่ะ ปัญหาคุณภาพน้ำ อาหารการกิน ปลา เคย ที่มาจากทะเล ผลกระทบต่อการประกอบอาชีพ และสภาพแวดล้อมอื่นๆ อีกล่ะ มันเป็นความทุกข์ทรมานร้ายแรงเร่งด่วนที่ทำอะไรได้ก็ต้องรีบทำ เพื่อชีวิตและสุขภาพของประชาชนบริสุทธิ์ผู้ได้รับเคราะห์กรรมจากการลงทุนที่ไม่รับผิดชอบ
ที่พูดนี่ไม่ใช่ออกตัวตามสูตร เพราะหลายปีที่ผ่านมา ผมก็เป็นปากเสียงให้การต่อสู้ของภาคประชาชนมาตลอด สัมภาษณ์ NGO มานับไม่ถ้วน ขอให้บอกเหอะ รสนา สารี วิทูรย์ นิมิตร์ หาญณรงค์ หมอวิชัย หมอชนบท ฯลฯ ไอ้มด วนิดา หมอหงวน สุวิทย์ วัดหนู สัมภาษณ์ตั้งแต่มีชีวิตยันงานศพ จะเรื่องยา เรื่องคุ้มครองผู้บริโภค เรื่องต่อต้าน FTA เรื่องต่อต้านอะไรที่ไหน ขอให้บอก บ่อนอก บ้านกรูด บางสะพาน ผมไปเองไม่ได้มีใครสั่ง (ไม่เคยได้สปอนเซอร์จาก สสส.-ฮา)
เพียงแต่ยังไม่เคยจัดฉากให้นักอนุรักษ์กอดต้นไม้ถ่ายภาพ เท่านั้นเอง
ฉะนั้นแม้ไม่อาจบอกว่าผมเข้าใจภาคประชาชนดี (เพราะไม่เคยเป็น NGO และชาตินี้ไม่คิดจะเป็น) แต่ผมก็เป็น “ผู้สังเกตการณ์” ที่ใกล้ชิดภาคประชาชนตลอดมา
หลังศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่ง ผมไปนั่งคุยกับเพื่อน (อดีตสหาย) ที่สนับสนุนพันธมิตรสายภาคประชาชน เขาเชียร์พันธมิตร แม้ไม่เอาทั้ง “ทุนสามานย์” และ “ศักดินาล้าหลัง”
คุยกันเรื่องมาบตาพุดแล้วผมก็แสดงความเห็นแย้งทางกฎหมาย และบอกว่าเราควรคิดถึงผลกระทบต่อภาคธุรกิจ แน่นอนผมไม่แยแสไอ้พวกที่โวยวายว่านักลงทุนจะหนีไปประเทศที่เข้มงวดน้อยกว่า อย่างจีน (ที่ใช้เผด็จการชนชั้นกรรมาชีพ! พัฒนาทุนนิยมโดยไร้ความรับผิดชอบ มลพิษท่วมเมือง) แต่ต้องยอมรับว่าเรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น เพราะผู้ลงทุนต้องการกฎเกณฑ์ที่มั่นคง แน่นอน มั่นใจได้ จะเข้มงวดอย่างไรก็ขอให้มีกฎเกณฑ์ชัดเจน ไม่ใช่เขาเข้าใจว่าทำได้ ทำถูกต้องตามกฎหมาย แต่กลับมาหงายหลังตึง
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มันไม่ใช่ว่าทั้ง 65 โครงการจะตั้งหน้าตั้งตาเจตนามาปล่อยสารพิษฆ่าคนมาบตาพุดให้สูญพันธุ์ โครงการส่วนใหญ่อาจจะทำถูกต้องด้วยซ้ำ เพียงแต่ยังไม่ได้ทำตามมาตรา 67 ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นแค่ “กระบวนการ” เท่านั้น แต่เนื้อหาจริงๆ เขาอาจจะสอบผ่านหมด ฉะนั้นผมอยากเห็นการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ แยกแยะไปทีละโครงการ จัดการกับพวกที่ทำให้เกิดมลพิษ แล้วให้คนที่เขาทำถูกต้องดำเนินต่อไปโดยสะดวกไม่มีปัญหา
เพื่อนผมเห็นด้วย แต่เขามองอีกมุม
“คุณจะเอาอะไรกับไอ้ประเทศเฮงซวยนี่ ที่มีแต่การคอรัปชั่น อำนาจทุกขั้ว นักการเมือง ข้าราชการ ทหาร อำมาตย์ ไม่มีดีทั้งนั้น เราจะเอาระบบอะไรกับมัน ไม่มีทางเป็นไปได้”
ในทัศนะของเขา ถ้ารอแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ ทำทุกอย่างถูกต้อง ชาวมาบตาพุดตายก่อน เพราะที่ผ่านมาหลายแห่งก็ทำถูกต้องตามกฎหมาย ผ่านการพิจารณาเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่ไม่ผ่านปัญหาคอรัปชั่นที่เน่าเฟะ คนมาบตาพุดจึงมีสิทธิที่จะทำอย่างไรก็ได้เพื่อปกป้องตนเองและลูกหลาน
เพื่อนผมจึงเห็นว่าปัญหาที่เกิดขึ้นต้องใช้ “ยาแรง” คำสั่งศาลเป็นการ “ช็อต” ระบบ ทำให้สังคมไทยตื่น แน่นอนว่าอาจจะมีผู้ลงทุนหลายรายใน 65 โครงการ ที่ไม่ได้คิดจะก่อมลพิษ แต่ก็จำเป็นต้องถูกบูชายัญ เพื่อทำให้เกิดความตื่นตัวขนานใหญ่ในเรื่องมลภาวะ ปลุกประชาชนให้ตื่นขึ้นมาปกป้องคุ้มครองสิทธิของตัวเอง เพราะเขาไม่หวังอีกแล้วว่าการแก้ปัญหาตามระบบจะเป็นไปได้ ตั้งแต่เรื่องเล็กไปจนเรื่องใหญ่ การคอรัปชั่นฝังรากลึก ลงมาถึงสถานีตำรวจ เขต เทศกิจ จราจร แก้ไขไม่ได้แล้ว มีแต่ต้องทำให้ประชาชน ชุมชน ลุกขึ้นมาจัดการปัญหา
ผมฟังแล้วก็อึ้งไปเหมือนกัน และยอมรับข้อหนึ่งว่า เออ ถ้าเราเป็นคนมาบตาพุด เราก็จะไม่คำนึงถึงหลักการ ไม่คำนึงถึงความถูกต้องทางวิธีการ ไม่คำนึงถึงข้อโต้แย้งทางกฎหมาย ไม่คำนึงถึง “สิทธิของนายทุน” เพราะเราจะตายอยู่แล้ว (นี่หว่า)
คนมาบตาพุดมีสิทธิต่อสู้ ทุกวิถีทาง สุทธิมีสิทธิต่อสู้ ทุกวิถีทาง เพื่อมวลชนของเขา เพื่อไล่อุตสาหกรรมปล่อยมลพิษ ใช่เลย เพียงแต่ถ้าบอกว่าพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยมีสิทธิต่อสู้ทุกวิถีทาง กระทั่งไม่ยึดหลักการประชาธิปไตย เพื่อไล่ระบอบทักษิณ มันไม่ใช่ (ฮา)
อย่าว่าผมมั่ว เอาเรื่องไม่เกี่ยวกันมาพัวพัน เพราะความจริงมันเกี่ยว
ทัศนะของเพื่อนผมสะท้อนทัศนะของพันธมิตรสายภาคประชาชน ที่ความจริงไม่ได้นิยมชมชื่นศักดินาอำมาตย์ที่ไหน แต่พวกเขามองว่าอำมาตยาธิปไตยน่ะเป็นเหมือนอาทิตย์อัสดง ขณะที่ทุนสามานย์รวมศูนย์อำนาจเข้มแข็ง พวกเขาหมดความเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยที่มีพื้นฐานจากการเลือกตั้ง หมดความเชื่อมั่นระบอบการปกครองที่เน่าเฟะ คอรัปชั่นตั้งแต่บนสุดถึงล่างสุด พวกเขาจึงเชื่อว่า “การเมืองใหม่” เท่านั้นที่จะเป็นทางออก “การเมืองใหม่” ที่ไม่ใช่ 70-30 ดังปากพูด แต่ “การเมืองใหม่” จริงๆ ที่พวกเขาต้องการคือให้ภาคประชาชนสามารถแทรกตัวเข้าไปมีอำนาจ ท่ามกลางความย่อยยับของระบอบทักษิณ และความอ่อนล้าของอำมาตยาธิปไตย (Chaos = อนาธิปไตย)
นี่...คือการมองพันธมิตรภาคประชาชนในแง่ดีมากนะครับ คือเข้าใจในเจตนาดี แต่ไม่เห็นด้วยทั้งหลักการและวิธีการ
ถ้าเราย้อนมองการต่อสู้ของชาวมาบตาพุด เราจะเห็นมิติใหม่ของการต่อสู้ของภาคประชาชน เพราะชาวมาบตาพุดน่ะต่อสู้มานับสิบปีแล้ว เป็นข่าวครึกโครมมาหลายปีดีดัก แต่เพิ่งจะมามีพลังการต่อสู้และประสบความสำเร็จเอาใน 2-3 ปีนี้เอง เมื่อมีผู้นำอย่าง สุทธิ อัชฌาศัย ผู้สวมหมวก 2 ใบ คือผู้ประสานงานเครือข่ายภาคประชาชนภาคตะวันออก และแกนนำพันธมิตรภาคตะวันออก กรรมการบริหารพรรคการเมืองใหม่
หมวก 2 ใบนี้แยกกันไม่ออก เป็นเหมือนเงื่อนไข “ต่างตอบแทน” ในขณะที่มวลชนภาคตะวันออกเป็นหนึ่งในกำลังหลักของพันธมิตร (สุวรรณภูมิใกล้แค่นี้เอง) เรื่องราวของชาวมาบตาพุดก็ได้รับการถ่ายทอดทาง ASTV ได้แรงหนุนจากสื่อกระแสหลัก นักวิชาการ นักกฎหมาย ที่เป็นพันธมิตรของพันธมิตร สุทธิและชาวมาบตาพุดเข้าถึงช่องทางการต่อสู้หลากหลายรูปแบบ เข้าถึงชนชั้นนำ ได้เสียงชนชั้นกลาง มีอำนาจต่อรองมากขึ้น สร้างกระแสสังคมสนับสนุนมากขึ้น ตัวสุทธิเองก็เข้าไปเป็นอนุกรรมการในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ที่หมอนิรันดร์ พิทักษ์วัชระ (ณ พันธมิตร) ผลักดันให้อานันท์ ปันยารชุน (แบ็กพันธมิตร) มาเป็นประธานกรรมการแก้ไขปัญหา
ถามว่าถ้าสุทธิไม่โดดมาเป็นพันธมิตร พวกเขาจะประสบผลสำเร็จเช่นนี้หรือไม่
มาบตาพุดจึงเป็นภาพสะท้อนมิติใหม่ของการต่อสู้ภาคประชาชน ที่มีอำนาจต่อรองสูงขึ้น และเริ่มเข้าไปมีส่วนแบ่งอำนาจ ไม่ใช่ภาพการต่อสู้ของภาคประชาชนในอดีต ที่สู้แล้วแพ้ ได้แค่ความเห็นใจ ลงท้ายผู้นำถูกยิงตาย ถามว่าผมอยากเห็นแบบนั้นซ้ำซากหรือ ก็ไม่ใช่ แต่การมีอำนาจและใช้อำนาจ ก็ต้องคำนึงถึงความเหมาะสม
ที่บอกว่าภาคประชาชนเริ่มมีอำนาจ ไม่ได้พูดเว่อร์นะครับ มีจริงๆ กองทัพภาคประชาชน (ณ พันธมิตร) มีท่อน้ำเลี้ยงจากเครือข่ายลัทธิประเวศ ทั้ง พอช. สสส. มีสื่อให้ใช้ ทั้ง ASTV และสื่อกระแสหลักทั้งหลาย มีมือกฎหมายเจ๋งๆ (อย่างเดชอุดม ไกรฤทธิ์ ม.7) มีนักวิชาการทุกมหาลัยพร้อมลงชื่อเป็นหางว่าวออกแถลงการณ์สนับสนุน มีคนเข้าไปอยู่ในองค์กรอิสระ ในสภา ในวุฒิสภา มีแนวร่วมในหมู่ขุนนางอำมาตย์ (และมีพรรคการเมืองเป็นของตัวเองแร้วด้วยยย...)
ทั้งหมดนี้เป็นเพราะภาคประชาชน (ณ พันธมิตร) มีบทบาทสำคัญในการไล่ระบอบทักษิณ แล้วเกิดสภาวะที่รัฐอำมาตยาธิปไตยอุปถัมภ์อ่อนแอ จึงทำให้ภาคประชาชนมีอำนาจต่อรองสูง (จะสูงยิ่งขึ้นถ้าช่วยกันเลือกพรรคการเมืองใหม่ ฮิฮิ)
ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องดี ถ้าเชียร์สิทธิชุมชน ชาวมาบตาพุด บ้านกรูด บ่อนอก บางสะพาน ฯลฯ ก็เหมือนไม่มีอะไรต้องค้าน และต้องยอมรับคุณูปการด้วยว่าคุณสามารถแปร Chaos มาเป็นประโยชน์ต่อประชาชนได้ไม่น้อย
จะเปรียบไปก็คล้ายกับหลังรัฐประหาร ที่หมอมงคลเป็น รมว.สาธารณสุข นำแพทย์ฝ่ายก้าวหน้าประกาศมาตรการบังคับใช้สิทธิ ดัดหลังบรรษัทยาข้ามชาติที่ขายยาราคาแพงมหาโหด เป็นคุณูปการที่ผมยกย่อง สดุดี แม้จะต้องทนผะอืดผะอมที่เห็นแพทย์ฝ่ายก้าวหน้าสนับสนุนและปกป้องรัฐประหารเป็นวรรคเป็นเวร
แต่ครั้งนั้นยังรับได้กว่าครั้งนี้ เพราะอย่างน้อยก็ยังไม่ได้บังคับใช้สิทธิยารวดเดียว 65 ตัว มันเป็นเรื่องระหว่าง extreme กับความเหมาะสม
ฉะนั้นในขณะที่ภาคประชาชนไชโยโห่ร้องว่า คดีมาบตาพุดคือ “ชัยชนะของประชาชน” ผมมองในมุมกลับก็พบว่าครั้งนี้ภาคประชาชน NGO เจอปฏิกิริยาด้านลบ ถูกเหม็นขี้หน้าอย่างกว้างขวางเช่นกัน
ไม่คิดบ้างหรือว่ามันจะส่งผลกระทบต่อการต่อสู้ครั้งต่อๆ ไป
ในฐานะ “ผู้สังเกตการณ์” ภาคประชาชน ที่หวังว่าคงไม่ถูกมองเป็น “พวกนายทุน” ขอย้ำว่าผมยอมรับว่าชาวมาบตาพุดมีสิทธิต่อสู้ทุกรูปแบบวิธีการ เพื่อชีวิตตัวเองและลูกหลาน (เหมือนแม่ศิวรักษ์มีสิทธิทำทุกอย่างไม่ให้ลูกติดคุก) แต่คุณก็ต้องยอมรับสิทธิของคนอื่นที่จะวิพากษ์วิจารณ์ แสดงความเห็นต่าง โดยไม่ใช่ว่าเป็นพวกนายทุนเสียหมด เหมือนใครไม่เห็นด้วยกับพันธมิตรคือพวกทักษิณ
ในฐานะ “ผู้สังเกตการณ์” ผมขอตั้งข้อสังเกตตรงๆ ว่า ทัศนะของนักเคลื่อนไหวภาคประชาชน “มีปัญหา” มีมานานแล้วด้วย
คือไอ้ความเป็นนักเคลื่อนไหวน่ะมันไม่ง่ายหรอก แต่ก็ไม่ยาก ขอแค่เกลียดอำนาจรัฐ เกลียดนายทุน ต่อต้านกลไกรัฐ ต่อต้านทุนโลกาภิวัตน์ ฯลฯ ไปยาลน้อยไปยาลใหญ่ ใช้อุดมการณ์แรงกล้าเดินขบวน นำม็อบชาวบ้านลุยตำรวจ เวลายื่นข้อเรียกร้องจะเอาคืบต้องยื่นศอก จะเอาศอกต้องยื่นวา เพื่อมาต่อรองกับนักการเมืองชั่วววข้าราชการเลววว... บอกแล้วว่าคุณต่อสู้แทนชาวบ้าน ทำอะไรก็ไม่ผิด
แต่เวลาที่คุณจะก้าวขึ้นมามองภาพรวมของสังคม ที่มันมีทั้งกระแสหลักกระแสรอง ต้องคำนึงถึงทั้งการพัฒนาทุนนิยม และคำนึงถึงผู้บริโภค คำนึงถึงคุณภาพชีวิต ให้มันสมดุลและไปด้วยกัน คุณต้องมองอะไรกว้างกว่านั้น ไม่ใช่ยึดแค่ทัศนะเดิมสูตรสำเร็จ
ทัศนะของ NGO ที่อยู่กับการต่อสู้เพื่อผู้ด้อยโอกาส คนชายขอบ นานๆ เข้าก็กลับจากขอบเข้ามาอยู่ตรงจุดศูนย์กลางไม่ได้เหมือนกันนะครับ NGO ส่วนใหญ่จึงถลำเข้าไปใน “ลัทธิประเวศ” ปฏิเสธทุนนิยม ปฏิเสธโลกาภิวัตน์ แต่ก็หาคำตอบให้สังคมไม่ได้
ที่ผ่านมา NGO ยังเป็นกระแสรองของสังคม บอกแล้วว่าแพ้ตลอด ได้แค่ความเห็นใจ มันก็มีความอัดอั้น เก็บกด แต่เวลาที่คุณจะก้าวขึ้นมามีส่วนแบ่งอำนาจ ไม่ได้เป็นผู้แพ้ตลอดศกอีกแล้ว คุณต้องรู้จักมองภาพกว้าง หัดทำความเข้าใจทุนนิยม หัดเรียนรู้เศรษฐศาสตร์มหภาค ดัชนีตลาดหุ้น ค่าเงินบาท ฯลฯ เสียมั่ง เพราะมันส่งผลไปถึงปากท้องของคนยากคนจนอีกมากมายเช่นกัน (หรือถ้าจะไม่เอาระบอบทุนนิยมก็โปรดดีไซน์ระบอบสังคมใหม่ให้ดู)
คุณต้องรู้จักคิดถึงอกเขาอกเรา แม้คุณจะคิดว่าไอ้พวกนายทุนเชี่ยๆ มันไม่เคยคิดถึงหัวอกเรา แต่มันก็คือตัวแทนของกระแสหลักในสังคม มันจ้างงาน มันจ่ายภาษี มันกระตุ้นให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ (รวมทั้งทำให้เกิดการกินเหล้า สูบบุหรี่ แล้ว สสส.จะได้มีเงินมาหนุน NGO-ฮิฮิ)
ผมชื่นชมนักต่อสู้อย่างสุทธิ อัชฌาศัย, บรรจง นะแส, ภินันทน์ โชติรสเศรณี ฯลฯ ประเทศไทยต้องมีคนอย่างนี้เยอะๆ เพื่อสร้างอำนาจชุมชน ต่อรองถ่วงดุลอำนาจรัฐ ต่อต้านการพัฒนาทุนนิยมที่ไม่รับผิดชอบ
ผมยกย่องพวกเขา เพราะคนธรรมดาอย่างเราๆ ไม่สามารถต่อสู้อย่างพวกเขาได้ ไม่สามารถเสียสละ ทุ่มเท อุทิศตัว ยังเห็นแก่ความสุขสบายส่วนตัว เกินกว่าจะพลีทุกอย่างได้
อย่างไรก็ดี บทเรียนของเหมาเจ๋อตงที่เสียสละทุกอย่างเพื่อการปฏิวัติ แล้วนำประเทศไปจ่อปากเหวแห่งหายนะ ก็สอนเราว่าการเป็น “นักต่อสู้” ไม่สามารถอาศัยแค่จิตใจ ไม่สามารถอาศัยแค่อุดมการณ์
คือถ้าคุณจะชูป้ายเย้วๆ นำมวลชนมาลุยตำรวจหน้าทำเนียบ คุณอยากสุดขั้วสุดโต่งแค่ไหนก็เชิญตามสบายครับ แต่ถ้าคุณอยากเข้ามามีอำนาจ มีสิทธิเสียงต่อรองในสังคม หรืออยากมีฐานะทางการเมือง มีส่วนกำหนดนโยบายของประเทศ
คุณก็ต้องเข้าใจว่าการเป็นสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ นักอนาธิปไตยผู้อุทิศชีวิตเพื่อคนยากคนจน มันยังแตกต่างห่างไกลกับการเป็นลูลา ดา ซิลวา อยู่หลายขุมเด้อ! อาจต้องใช้เวลาเดินทางอีกหลายปีแสง ถ้าจะก้าวไปบริหารประเทศ พัฒนาการเมืองภาคประชาชนให้เป็นปึกแผ่น เป็นพรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้ง
ฉะนั้น ถ้าสมมติว่าเกิดปรากฏการณ์น้ำท่วมฟ้า ปลากินดาว พรรคการเมืองใหม่เหินหาว ชนะถล่มทลาย สนธิเป็นนายกฯ สุทธิเป็นรัฐมนตรีอุตสาหกรรม บรรจงเป็นรัฐมนตรีพลังงาน ภินันทน์เป็นรัฐมนตรีกระทรวงทรัพย์
อันดับแรกผมจะชูจั๊กกะแร้แสดงความยินดีกับพวกคุณ ผู้มีจุดยืนต่อสู้เพื่อประชาชนอย่างแน่วแน่ แต่อันดับสอง ผมก็จะบอกว่านับถอยหลังได้แล้วประเทศไทย เพราะความฉิบหายทางเศรษฐกิจกำลังมาเยือน!
นี่อาจสมมติอะไรเว่อร์ไป แต่เมื่อวกกลับมาที่ “ชัยชนะของภาคประชาชน” ในกรณีมาบตาพุด ผมก็อยากบอกด้วยความหวังดีว่า ชัยชนะแบบ extreme ในขณะที่ภาคประชาชนเพิ่งจะได้อำนาจต่อรองมาแค่หยิบมือ มันก็อาจเป็นเหมือน “ชัยชนะ” ที่พันธมิตรประกาศหลังยึดสนามบิน แล้วศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้ยุบพรรคพลังประชาชน
คือเป็นชัยชนะที่จะมีผลกระทบมีปฏิกิริยาด้านลบกลับมาสู่การต่อสู้ของพวกคุณเอง และไม่เฉพาะพวกคุณ แต่รวมถึงภาคประชาชนทั้งหมดด้วย NGO ทั้งหมดด้วย ที่จะถูกตั้งแง่จากสังคม
ต า ม ห า ค น ห า ย ปี ๒ ๕ ๕ ๒ โดย สงคราม กิจเลิศไพโรจน
ที่มา thaifreenews
โดย Porsche
คัดจากคอลัมภ์ สงครามเศรษฐกิจ
โดย สงคราม กิจเลิศไพโรจน์
จาก นสพ. ความจริงวันนี้ ฉบับวันที่ ๑๘ - ๒๑ ธันวาคม ๒๕๕๒
ปกติเมื่อถึงเดือนสุดท้ายของปี นิตยสารชื่อดัง โดยเฉพาะ Times มักจะมีการคัดเลือก “บุคคลแห่งปี” กันเป็นประจำจนกลายเป็นธรรมเนียม
คอลัมน์ “สงครามเศรษฐกิจ” ไม่อยู่ในฐานะที่จะปฏิบัติเช่นนั้นเพราะเป็นคอลัมน์โนเนมเล็ก ๆ ในหนังสือพิมพ์เกิดใหม่ของ “ขบวนการคนเสื้อแดง” ผู้รักประชาธิปไตยและใฝ่หาความเป็นธรรม
แต่ก็นึกสนุกอยากทำอะไรสักอย่างเป็นสัญลักษณ์ในเทศกาลส่งท้ายปีเก่า ๒๕๕๒
ต้อนรับปีใหม่ ๒๕๕๓ และนึกขึ้นได้ว่าตลอดปี ๒๕๕๒ ที่ผ่านมาไม่ปรากฎกายของ “คนดัง” จำนวนหนึ่งที่เคยออกมาแสดงภูมิรู้วิจารณ์สถานการณ์ทางการเมือง
และวิพากษ์วบุคคลสาธารณะที่เป็นนักการเมืองในระบบรัฐสภา ตลอดจนบรรดารัฐมนตรีในรัฐบาลทุกชุดที่ผ่านมา
ก่อนที่ปี ๒๕๕๒ จะผ่านไปอย่างเงียบกริบไร้ร่องรอย จึงอยากจะประกาศหา “คนดัง” เหล่านั้นว่ายังมีความสุขดีอยู่หรือไม่ เป็นตายร้ายดีอย่างไร ...
กลุ่มแรก
คนดังคนแรกที่อยากถามหาคือ “นักวิชาการเสื้อกั๊ก” ผู้เคยเป็นไอดอลของนิสิตนักศึกษายุคตุลา ๑๖ ผู้เคยออกมาเรียกร้องรัฐธรรมนูญ ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยจนถูกปราบปรามและหนีเข้าป่าเพื่อแสวงหาแนวทางการต่อสู้นอกรูปแบบ จนวันหนึ่งได้กลับออกมาสู่สังคมและผันตัวเองเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย เป็นนักวิชาการนามกระเดื่อง
โดยปกติในทุก ๆ ปี “นักวิชาการเสื้อกั๊ก” ผู้นี้มักจะออกมาเปิดตัวในมาดผู้รู้โดยเฉลี่ย ๒ ครั้ง แสดงวาทกรรมสร้างคำศัพท์หวือหวาโฉบเฉี่ยว เป็นที่ฮือฮาจนหนังสือพิมพ์นำไปพาดหัวข่าวราวกั้บว่าเป็นปรมาจารย์ทางการเมืองก็มิปาน
หลายปีที่ผ่านมาไม่มีปีไหนที่ “นักวิชาการเสื้อกั๊ก” ผู้นี้ไม่ปรากฎกายต่อสาธารณะ
ตามวาระทางการเมือง ทว่าปี ๒๕๕๒ ทั้งปีไม่ทราบว่านักวิชาการคนดังผู้นี้หายตัวไปไหน เป็นตายร้ายดีอย่างไร ถ้าเสื้อกั๊กหายก็ขอให้แจ้งด้วยจะได้ลงขันหาซื้อให้ใหม่ ขอเพียงให้ออกมาแสดงโวหารตามวัตรปฏิบัติ จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยจะชื่อชม “รัฐบาลหุ่นเชิด” จะเชิดชูบูชา “อำมาตยาธิปไตย” ก็ว่ากันไปตามเจตนคติ หรือคิดว่า “ตุลาการภิวัฒน์” บรรลุผลสัมฤทธิ์แล้วก็ช่วยออกมาแถลงไข
นอกจากนักวิชาการเสื้อกั๊กแล้ว ยังมี “กลุ่มนักวิชาการ” ที่มีจุดยืนและทัศนคติไปในทิศทางเดียวกันก็หายตัวไปเป็นจำนวนมาก รวมทั้งนักวิชาการที่มีตำแหน่งใหญ่โตระดับอธิการบดีสถาบันอุดมศึกษาที่มีชื่อเสียง
และ “นักกฎหมายฝีปากกล้า” ก็หายไปด้วย ขอร้องเถอะครับช่วยกันออกมาส่งเสียงเชียร์กันหน่อย เวทีการเมืองสาธารณะเหลาหงอยไปมากเมื่อขาด “ปาก” พวกท่าน
กลุ่มคนที่สอง
ที่หายไปจากวงการก็คือบรรดา “มือปราบทุจริต” กลับหายหัวไปหมด ทั้ง ๆ ที่มีพฤติกรรมไม่ชอบมาพากล “โกงแผ่นดิน” ผุดขึ้นราวดอกเห็ดทั่วทุกหัวระแหง
พบเห็นได้ทั่วไปในแทบทุกวงการ เงินทองที่กู้กันมาหลายแสนล้านบาทแล้วนำมาถลุง
เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กลุ่มก้อนที่อยู่ในหรือใกล้ “ศูนย์กลางอำนาจ”
ไม่เป็นที่สนใจของ “มือปราบทุจริต” กันเลยหรือ
การเพิกเฉยละเลยต่อหน้าที่โดยแสร้งทำเป็นอุบเงียบ อาจสันนิษฐานได้ว่า
“เหล่ามือปราบทุจริต” ในอดีตได้เข้าร่วมขบวนการเขมือบกับพวกกระสือทางการเมืองไปเรียบร้อยแล้ว
กลุ่มคนที่สาม
ที่มีจำนวนไม่มากนักแต่เป็นกลุ่มคนที่ได้รับการเคารพนับถือจากสังคมค่อนข้างมาก
เพราะมีวัยวุฒิและคุณวุฒิ โดยที่พวกท่านมักเรียกตัวเองว่า “ราษฎรอาวุโส” ถ้าท่านยังคงมีสติปัญญาสูงส่ง
เช่นเดิม ยังมีสุขภาพแข็งแรงพอที่จะออกมายืนต่อหน้าเวทีสาธารณะได้โปรดหอบสังขารออกมาปฏิบัติการอีกครั้ง
เพื่อแสดงตัวตนที่แท้จริงของท่านว่ามีจุดยืนหรือจุดวางเท้าเคียงข้างประชาชนหรือเอนเอียงเข้าข้าง “อำนาจนอกระบบ” แบบกู่ไม่กลับเรียบร้อยแล้ว
กลุ่มคนที่สี่
คือบรรดาผู้นำองค์กรภาคเอกชน ซึ่งแตกต่างจากสามกลุ่มข้างต้น ไม่ว่าจะเป็นสมาคมฯ
หรือสภาทาสใด ๆ ไม่ได้หายหน้าหายตาไปไหน ยังคงเส้นคงวาในการสนับสนุน “รัฐบาลหุ่นเชิด”
และ “ระบอบเผด็จการอำมาตยาธิปไตย” แม้ในวันนี้วันที่ระบบเศรษฐกิจของประเทศกำลังจะพังพินาศไปต่อหน้าต่อตา บรรดา “เถ้าแก่เล็กเถ้าแก่ใหญ่” ก็ยังยืนยันที่จะเป็นทาสผู้ซื่อสัตย์อยู่ต่อไป
และพร้อมรับใช้ “อำนาจนอกระบบ” จนชีวิตจะหาไม่ ...
กลุ่มคนที่ห้า
คือ “ภาคประชาชน” ที่เรียกตัวเองว่า NGO ก็ใช่ย่อย
ทราบว่าบัดนี้ได้กลายพันธุ์ไปเป็นสมุนบริวารของ “เผด็จการอำมาตยาธิปไตย” ไปเรียบร้อย
โรงเรียน “โง่” และเฝ้าคอยอ้าปากรับเศษอาหารจากเจ้านาย เพื่อเสวยสุขตามอัตภาพไปวัน ๆ
กลุ่มคนที่หก
มิพักจะพูดถึงกลุ่มคนที่หกที่เป็นสื่อมวลชนกระแสหลัก (ลอย)
ที่ไม่เคยเปลี่ยนจุดยืนในการสวามิภักดิ์ต่อ “อำนาจเงินตรา” และ “อำนาจนอกระบบ”
ตลอดปี ๒๕๕๒ ที่ผ่านมา “สามกลุ่มล่าง” เขาได้ทำหน้าที่ค่อนข้างสมบูรณ์แบบ
ไม่เหนียมอาย ยังขาดหายเฉพาะ “สามกลุ่มบน” กรุณาเปิดเผยตัวเองด้วย การออกมาจากหลังม่านได้แล้ว
เพราะถึงอย่างไรสาธารณชนเขาก็รู้กันหมดแล้วว่าพวกท่านแอบอยู่ข้างหลัง
http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P8684214/P8684214.html
เพื่อไทยตั้งฉายา "รัฐบาล 4 ก." ย่อจาก "กู้-โกง-เก็บ-กิน"
นายสุชาติ ลายน้ำเงิน ส.ส.ลพบุรีและรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีนายบุญยอด สุขถิ่นไทย รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงสรุปผลงาน 1 ปีของพรรคเพื่อไทย ในหัวข้อ "สิ่งที่ควรทำ และไม่ควรทำในรอบ 1 ปี” ว่า นายบุญยอดไม่ควรออกมาแถลงเช่นนี้ เพราะที่ผ่านมารัฐบาลไม่มีผลงานแต่อย่างใด แม้แต่นโยบาย 99 วันทำได้จริงของพรรคประชาธิปัตย์ ก็ไม่สามารถทำได้จริง โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้ หนำซ้ำรัฐบาลชุดนี้ยังมีปัญหาการทุจริตในโครงการต่างๆ เป็นจำนวนมาก
นายสุชาติ กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่ององค์ประชุมที่ล่มบ่อยครั้งนั้น เรื่องนี้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องดูแลเสียงจากพรรคร่วมรัฐบาลไม่เกี่ยวกับพรรคฝ่ายค้าน ทั้งนี้ในการบริหารงานของรัฐบาล 1 ปีที่ผ่านมานั้น ตนขอตั้งฉายาให้กับรัฐบาลชุดน่า "รัฐบาล 4 ก." 1.ก.กู้ เพราะรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ถนัดกู้เงินทุกชนิด 2.ก.โกง รัฐบาลโกงทุกโครงการในทุกกระทรวง 3.ก.เก็บ รัฐบาลถนัดแต่การเก็บภาษีประชาชนทั้งการขึ้นภาษีสรรสามิต การขึ้นภาษาเหล้า และ4.ก.กิน ที่โครงการทุกอย่างในรัฐบาลถูกนำไปแบ่งเป็นผลประโยชน์กันระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล
จุดระเบิด
ที่มา โลกวันนี้
ติดตามข่าว กกต. พิจารณาคดีที่พรรคประชาธิปัตย์ถูกร้องว่ารับเงินจาก บ.ทีพีไอ โพลีน 258 ล้านบาท แล้วไม่แจ้งบัญชีรับ-จ่าย รวมทั้งได้รับเงินอุดหนุนจาก กกต. 29 ล้านแล้วนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ แล้วท่านผู้อ่านเห็นเป็นอย่างไรบ้างครับ
เห็นด้วยกับอนุกรรมการเสียงข้างมากที่ให้ยกคำร้อง
หรือเห็นด้วยกับอนุกรรมการเสียงข้างน้อยที่เห็นควรยุบพรรค
ถ้าเห็นว่าตั้งคำถามแบบนี้ยังไม่สมควรตอบเพราะความเห็นยังไม่ถึงที่สุด ผู้เขียนขอตั้งคำถามใหม่ว่า ฟังเรื่องที่ผู้ยิ่งใหญ่ทั้ง 5 ของ กกต. ออกมาให้ความเห็นภายหลังได้รับรายงานจากอนุกรรมการแล้วรู้สึกอย่างไรบ้างดีกว่า
รายละเอียดของมันมีอยู่ว่า
1.นายอภิชาต สุขัคคานนท์ เห็นควรให้ยกคำร้องตามความเห็นของอนุกรรมการเสียงข้างมาก
2.นายวิสุทธิ์ โพธิแท่น เห็นควรให้ยุบพรรค
3.กรรมการที่เหลืออีก 3 คนไม่มีความเห็นไปทางใดทางหนึ่ง แต่เห็นว่าประธานกรรมการ กกต. คือนายอภิชาต ควรตัดสินใจเองได้โดยลำพังเพราะกฎหมายให้อำนาจไว้แล้ว
ท่านผู้อ่านจะเห็นอย่างไรก็ตามที แต่ผู้เขียนขอบอกความเห็นของตัวเองว่า ประเทศไทยกำลังใกล้ถึงจุดแตกหักกันแล้วครับ
เรื่องเงิน 258 ล้านของทีพีไอฯ และเงิน 29 ล้านของ กกต. นี้ คนไทยได้ทราบข้อมูลกันมาเป็นอย่างดีจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่ง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เป็นผู้อภิปราย
จากคำอภิปรายนั้นทำให้เราทราบต่อไปว่า ก่อนที่เรื่องดังกล่าวจะถูกนำเข้าสภา ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษเขาได้ดำเนินการสืบสวน-สอบสวนของเขาไว้แล้วอย่างละเอียด
เขาได้พยานเอกสาร พยานบุคคลปากสำคัญไว้ทั้งสิ้น
นายประจวบ สังข์ขาว คือพยานปากสำคัญนั้น
ท่านผู้อ่านคงจะจำชื่อนายประจวบ สังข์ขาว ได้เพราะที่ปรากฏเป็นข่าวก็มาก ที่ถูกนำไปอภิปรายในสภาก็ไม่ใช่น้อย ที่ผู้เขียนนำมาเป็นตัวละครในบทความนี้ก็หลายหน
เมื่อรวบรวมพยานหลักฐานครบถ้วนแล้วเห็นว่าคดีมีมูลก็ส่งเรื่องให้ กกต. ดำเนินการต่อ
แต่เป็นที่คาดหมายกันว่า กกต. จะต้องช่วยกันอุ้มพรรคประชาธิปัตย์มาตั้งแต่ต้นแล้ว เพราะพรรคประชาธิปัตย์เป็นหวานใจของเผด็จการ เป็นพรรคที่อำมาตย์หมายมั่นปั้นมือที่จะเอาไว้ใช้งานเป็นรัฐบาลแทนพรรคของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
กกต. ก็เลยไม่กล้าผลีผลาม
การพิจารณาได้เลื่อนแล้ว เลื่อนอีก จนคนรู้สึกว่าทีพรรคการเมืองอื่นฟันฉัวะ แต่ทีพรรคประชาธิปัตย์ กกต. กลับเป็นไส้เลื่อนซะงั้น
ในที่สุดก็เลื่อนต่อไปไม่ไหว ต้องออกมาประกาศผลให้คนยี้กันทั้งเมืองจนได้
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีและเลขาธิการพรรค ถึงแก่เก็บความดีใจไม่อยู่ ต้องออกมาบอกคนทั้งโลกว่า กกต. เห็นเช่นนั้นถูกต้องแล้ว เพราะแม้เรื่องเงิน 258 ล้านจะเป็นความจริง แต่มันก็เป็นเรื่องส่วนบุคคล ไม่ใช่เรื่องพรรค
เอาเถอะครับ เวลานี้ท่านเป็นหวานใจอำมาตย์ ท่านเป็นรัฐบาลกันอยู่ จะทำอะไรก็ได้ ไม่ต้องแคร์เหตุผล ไม่ต้องแคร์ความจริง ไม่ต้องแคร์กฎหมาย และไม่ต้องแคร์ความรู้สึกผู้คน
แต่ผู้เขียนจะขอเตือนพวกท่านไว้ว่า จอมพลถนอม จอมพลประภาส ยิ่งใหญ่ขนาดไหน ยังพังครืนลงได้เพราะเรื่องการล่าสัตว์ที่ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรเท่านั้น
เวลานี้พวกท่านได้ทำให้คนไทยเครียดกันทั้งประเทศ เครียดทั้งเศรษฐกิจ เครียดทั้งการเมือง เครียดทั้งคอร์รัปชัน และเครียดทั้งเห็นความอยุติธรรมอยู่ตำตา
ขีดขั้นความอดทนใกล้ถึงจุดระเบิดแล้วครับ
เร่งวัน เร่งคืนมันเข้าเถิด
“พล.อ.สุรยุทธ์”แถลงปัดพูดเจรจาทักษิณชี้สื่อตีความเอง
ที่มา โลกวันนี้
พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี นัดเปิดใจที่มูลนิธิ รัฐบุรุษ หลังถูกนำเสนอในสื่อว่าพร้อมกับคนกลางในการเจรจากับพตท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่ารู้สึกผิดหวังในตัวผู้สื่อข่าว ที่ขอสัมภาษณ์เพื่อพูดคุยถึงปัญหา โดยเป็นคำถามว่า พร้อมจะพูดคุยกับพตท.ทักษิณ หรือไม่ ส่วนก็ตอบด้วยความจริงใจว่าไม่เคยปฏิเสธที่จะพูดคุย เพราะเคยคุยด้วยกันแม้กระทั่งในงานศพมารดา ของพลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.แต่ในความเป็นจริงไม่ใช่หน้าที่ของตนเองที่จะเป็นคนกลางในการเจรจาเพื่อความสมานฉันท์ เพราะคนกลางที่ควรจะเป็นผู้เจรจาคือ ผู้ที่มีอำนาจในขณะนี้ ก็คือ รัฐบาล ต่อไปนี้การให้สัมภาษณ์ ก็คงต้องระมัดระวัง เพราะเค้าไม่ใช่คนเดิมแล้ว และสื่อก็ควรจะพิจารณาด้วยความรอบคอบ เพราะข่าวที่ออกมาทำให้ประชาชนเข้าใจผิด
จะเอาตู่เข้าคุกข้อหาเปิดเผยเอกสารลับ ผมเกรงว่ากษิตจะถูกจับขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศข้อหาทำสงครามรุกรานคนอื่นมากกว่า !!!
ที่มา ประชาไท
by เสรีชน
มติชนออนไลน์ลงข่าวขู่ว่า ข้อหาเปิดเผยความลับเพื่อความปลอดภัยของประเทศของตู่มีโทษถึงขั้นประหารชีวิต
แต่ผมเกรงว่า นายกษิต ภิรมย์ จะเจอข้อหาอาชญากรสงคราม โทษถึงประหารชีวิต และทุกประเทศอาจจับตัวนายกษิตมาลงโทษได้มากกว่าตามหลักความผิดฐานรุกรานประเทศกัมพูชาที่ต้องขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศ ( International Criminal Court หรือ ICC)มากกว่าซีท่าน
ศาลอาญาระหว่างประเทศ จัดตั้งขึ้นตามธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศ ประเทศส่วนใหญ่ในโลกเป็นภาคีในอนุสัญญานี้รวมทั้งประเทศไทยลงนามแต่ยังไม่ให้สัตยาบัน แต่ก็มีผลให้ไทยต้องปฎิบัติตามเจตนารมณ์ของธรรมนูญนี้ ทั้งนี้ศาลอาญาระหว่างประเทศมีอำนาจดำเนินการต่อการกระทำผิดสากลสี่เรื่องคือ
(1) การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (Genocide)
(2) อาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติ (Crimes Against Humanity)
(3) อาชญากรรมสงคราม(War Crimes) และ
(4) การรุกราน (Aggression)
ในกรณีของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายกษิต ภิรมย์ ที่ต้องการก่อลัทธิอดอล์ฟ ฮิตเลอร์หรือนาซีใหม่ขึ้นในประเทศไทย รวมทั้งมีแม่ทัพภาคที่สองออกมาข่มขู่เพื่อนบ้าน หากมีการรุกรานเข้าไปในกัมพูชาจริง และนานาชาติเข้าไปแทรกแซงในการต่อสู้หากเกิดขึ้น บุคคลดังกล่าวจะต้องถูกจับตัวส่งศาลอาอญาระหว่างประเทศที่กรุงเฮกในฐานะรุกรานประเทศอื่น ใครจะให้ที่พักพิงไม่ได้ เพราะถือว่าเข้าเรื่องรุกรานอธิปไตยคนอื่น และเป็นอาชญากรสงคราม ดังที่ผู้นำชาวเซิร์บหรือผูนำรวันดาในอัฟริกา โดนพิจารณาคดีในศาลที่กรุงเฮกหลายรายในขณะนี้
และที่สำคัญคดีดังกล่าวไม่มีอายุความ ไม่มีใครประเทศไหนจะให้ที่พักพิงแก่โจรได้ ผมว่า ไม่แคล้วที่คุณมาร์ก คุณกษิตจะต้องโดนลากตัวขึ้นศาลอาชญากรสงครามแน่ๆ กองเชียร์เสื้อเหลืองที่ยังเห่าๆ อยู่นี้ ก็เก่งได้ในประเทศไทย เช่นเดียวกับสื่อไทยก็ไม่ต่างจากสื่อในยูโกสลาเวียที่เคยเชียร์นายมิโลซาวิส เข่นฆ่าชาวอิสลามในบอสเนียจนเมื่อมิโลซาวิสพ้นจากอำนาจก็โดนลากตัวเข้าคุกที่กรุงเฮก เพื่อรอคำตัดสิน แต่เจ้าตัวดันไปตายก่อนในคุก
ดังนั้นในกรณีการเปิดเผยข้อมูลการเตรียมแผนสงครามประชาชาติของนายกษิต จึงเป็นการกระทำที่ไม่ผิดกฎหมาย เพราะเป็นการป้องกันอาชญากรรมร้ายแรงระหว่างประเทศ สมกับการทำหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรติ กอปรกับเอกสารลับมุ่งให้ข้าราชการทุกส่วนร่วมกันกระทำผิดพร้อมกันตามแนวทางในเอกสารลับ จึงเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมายในตัวเอง ข้าราชการทุกหน่วยงานไม่มีหน้าที่ที่จะปฎิบัติตามคำสั่งหรือแนวทางอันมิชอบด้วยกฎหมาย ยั่วยุให้เกิดสงครามไทยเขมร จึงไม่ถือเป็นความลับเพื่อความปลอดภัยหรือความมั่นคงของประเทศแต่อย่างใด กรณีดังกล่าวจึงไม่เข้าองค์ประกอบความผิดในมาตรา 124 แต่อย่างใด ตรงกันข้ามกับเข้าองค์ประกอบของความผิดมูลฐานที่จะต้องถูกดำเนินคดีในศาลอาญาระหว่างประเทศมากกว่า
เสื้อเหลือง สื่อกระแสหลัก อย่าเพ่อคลั่งชาติไป พวกคุณกำลังสร้างอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ในประเทศไทย ภายหลังการบิดเบือนข่าวเรื่องจัดฉากในกรณีศิวรักษ์ใช้ไม่ได้ผล ตอนนี้ ถ้าเกิดสงครามจริงตามการยั่วยุของนายกษิต ทุกประเทศมีสิทธิที่จะร่วมกับผู้รักชาติรักประชาธิปไตยกำจัดกลุ่มอาชญากรประชาธิปัตย์โดยพร้อมเพรียงกัน และไม่ว่าพวกเขาจะอยู่มุมไหนของโลก เขาก็ไม่อาจหนีพ้นข้อหาอาชญากรสงครามได้เลย!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!
