WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, December 25, 2009

โล้นแหลเหลี่ยมคุกคาม กนกลวงโลกหุ้นเนชั่นเละ

ที่มา Thai E-News


แหลลงตับไม่เลิก-สุทธิชัย หยุ่น นำสื่อค่ายเนชั่นรับผลประโยชน์มหาศาลหลังการโค่นล้มรัฐบาลที่ประชาชนเลือกตั้งแล้วหนุนอภิสิทธิ์เป็นรัฐบาลระบอบหุ่นเชิด ทั้งได้เข้าไปทำฟรีทีวีทุกช่อง ได้โฆษณาและงานอีเว้นต์จากรัฐบาล แลกกับการทำหน้าที่เป็นสื่อกระบอกเสียงให้ระบอบหุ่นเชิด และโจมตีดิสเครดิตความเคลื่อนไหวของฝ่ายประชาธิปไตยอย่างต่อเนื่องไม่เคยรามือ


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
24 ธันวาคม 2552


โล้นแหลลงตับไม่เลิกหลอนหนักอ้างเหลี่ยมคุกคามสื่อ ทั้งที่ทักษิณไม่มีอำนาจในมือ เพ้อเสื้อแดงจะปิดล้อมแบบที่เนชั่นเคยโดน แต่พูดไม่หมดว่าคนพาไปล้อมคือ"ห้อยเนวิน"ที่แปรพักตร์มาหนุนมาร์ค แฉ"เตี้ยกนก"ลวงโลกเคยโฆษณาขายหุ้นเนชั่นใครจองจะรวยเละรวยไม่รู้เรื่อง ผ่านไปไม่ทันไรราคาหลุดจองยับเยินทำคนจองเจ๊งยับ แต่หยุ่นแอบสูบผลประโยชน์ไปหมดเก็บเงินปันผลเข้ากระเป๋าก่อนปล่อยหุ้นร่วงนรก


โล้นแหลลงตับสื่อโดนเหลี่ยมคุกคาม

นายสุทธิชัย หยุ่น นายใหญ่ค่ายเนชั่นได้ออกบทวิเคราะห์ล่าสุดผ่านสื่อค่ายเนชั่นในลักษณะอาการของคน"หลอน"สุดขีดว่า ทักษิณกำลังคุกคามสื่ออีกรอบ แม้ว่าในเวลานี้ทักษิณไม่ได้มีอำนาจใดๆ และอยู่ระหว่างลี้ภัยในต่างประเทศ ทั้งนี้สุทธิชัยปลุกกระแสเกลียดชังต่อทักษิณต่อแวดวงสื่อนับตั้งแต่ยุคที่ทักษิณมีอำนาจว่าทักษิณนั้นอันตรายเพราะคุกคามสื่อ และชี้นำว่า"คุกคามสื่อคือการคุกคามประชาชน"

ทั้งนี้สุทธิชัยอ้างถึงการที่ทักษิณ กล่าวในเว็บไซต์ Thaksinlive ถึงการทำงานของสื่อมวลชนว่า
"หมดความเป็นกลางไปเยอะ พี่น้องครับสื่อมวลชนวันนี้ ผมอยากเรียกร้องจิตวิญญาณของนักข่าวนักสื่อมวลชน ที่เป็นสื่อมวลชนจริงๆ ว่าวันนี้ท่านต้องเอาบ้านเอาเมือง วันนี้สังคมที่มันไม่มีความเป็นกลาง ไม่มีความตรงไปตรงมาเราจะอยู่กันอย่างไร ผมอยากวิงวอนขอร้องว่าขอความเป็นธรรม พวกเสื้อแดงเขามาเยี่ยมผมที่พนมเปญ เขาบอกว่าทนไม่ไหวกับสื่อที่ไม่เป็นธรรม เขาบอกว่าวันที่ชุมนุมใหญ่เขาจะขอแวะไปเยี่ยมสื่อที่ไม่เป็นธรรม ไปดูว่าทำงานกันอย่างไร ผมก็บอกว่าไปก็ไปอย่างสันติอย่าไปแบบสันติ อย่าไปแบบไม่เป็นมิตร ไปขอความเป็นธรรมบ้าง เพราะเราก็คนไทยด้วยกัน ถ้าความเป็นธรรมไม่เกิดขึ้น ก็จะมีแต่ความเจ็บช้ำน้ำใจ มันมีแต่จะตอกลิ่มลงไปเรื่อยๆ"


สุทธิชัยไม่ได้พูดเรื่องสื่อไม่เป็นกลางตามที่ทักษิณโจมตี แต่ระบุว่าการที่ทักษิณพูดแบบนี้คือการส่งสัญญาณให้พวกเสื้อแดงเข้าคุกคามหรือปิดล้อมสื่อแบบที่เคยเกิดกับค่ายเนชั่น อย่างไรก็ตามสุทธิชัยไม่ได้พูดต่อให้จบตามความเป็นจริงว่า คนที่มีบทบาทไปปิดล้อมเนชั่นคือเนวิน ชิดชอบ ซึ่งตอนนี้มาหนุนรัฐบาลอภิสิทธิ์ที่สุทธิชัยมีผลประโยชน์กันอยู่แต่อย่างใด



เย้ยกฎหมายซ้ำซาก-ภาพสุทธิชัย หยุ่นกดปุ่มวันเปิดซื้อขายหุ้นเนชั่นบรอดแคสติ้ง(NBC)เป็นวันแรกเมื่อ11พ.ย.ที่ผ่านมาในเวบไซต์เครือเนชั่น โดยทำผิดกฎหมายซ้ำซากออกข่าวให้บริษัทโบรกเกอร์ที่เป็นเจ้ามือขายหุ้นจองตัวนี้เชียร์แมงเม่าลุยซื้อ ให้เป้าหมายสูงลิ่ว ล่าสุดกลต.รับเรื่องร้องเรียนจะเข้าตรวจสอบการกระทำผิดแล้ว(ดูหลักฐาน คลิ้กลิ้งค์)


หุ้นโล้นหลุดจองทำนักลงทุนเจ๊ง กนกลวงโลกว่าซื้อแล้วรวยเละรวยไม่รู้เรื่อง

ขณะเดียวกันสุทธิชัยนำค่ายเนชั่นเข้ารับผลประโยชน์มหาศาลจากรัฐบาลอภิสิทธิ์ หลังเป็นตัวตั้งตัวตีใช้สื่อในเครือโค่นล้มรัฐบาลที่ประชาชนเลือกตั้งมา ทั้งได้เข้าไปทำฟรีทีวีทุกช่อง ได้งานอีเว้นต์ในการถ่ายทอดสดต่างๆที่มาร์คกับรัฐมนตรีร่วมรัฐบาลขยันเกาะโพเดี้ยม ได้รายได้จากการโฆษณาที่รัฐบาลชุดนี้ทุ่มเทจ่ายมากกว่าบริษัทเอกชนยักษ์ใหญ่ จนสามารถนำหุ้นโทรทัศน์เนชั่น(NBC)เข้ามาขายและจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้

โดยก่อนช่วงขายหุ้นให้ประชาชนนั้นค่ายเนชั่นทำน่าเกลียดด้วยการให้นายกนก รัตน์วงศ์สกุล นักเล่าข่าวคนดังค่ายนี้พูดออกทีวีว่า"ใครจองซื้อหุ้นตัวนี้จะรวยเละ รวยไม่รู้เรื่อง"ซึ่งเป็นการทำผิดกฎหมายกลต. และต่อมาก็ทำผิดกฎหมายกลต.อีกหลายกรณี

ล่าสุดหุ้นน้องใหม่ของบริษัท เนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)-NBCได้ราคาหลุดจองลงมาเละเทะแล้ว หลังจากขายหุ้นจองในราคาจอง2.90บาท/หุ้น ล่าสุดวันนี้ราคาปิดทำการร่วงลงมาที่ 2.76 บาทต่อหุ้น ทำเอาคนจองหุ้นเจ๊งเละเทะ แทนที่จะรวยเละแบบนายกนกพูดโฆษณาไว้

หุ้นNBCเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ครั้งแรกเมื่อวันที่ 11 พ.ย.ที่ผ่านมา โดยเปิดเหนือจองที่ราคา3.18บาท ขึ้นไปสูงสุด3.22บาท หรือขึ้นไปราว10%จากราคาจอง แต่ก็แค่เพียงครึ่งวัน จากนั้นมีแรงขายอย่างต่อเนื่องจนหลุดจองที่ 2.90บาทลงมา และวันนี้ร่วงลงถึง2.74บาท

หยุ่นสูบผลประโยชน์หมดเกลี้ยงก่อนจะปล่อยหลุดจอง

NBCได้อนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลสาหรับผลการดาเนินงานงวด 9 เดือนปีนี้ ในอัตราหุ้นละ 0.15 บาท เป็นเงิน 25.50 ล้านบาท ทั้งนี้กลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ของสุทธิชัยได้ผลประโยชน์ไปเป็นหลัก เพราะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อยู่ 105 ล้านหุ้น ขณะที่มีนักลงทุนรายย่อยถือหุ้นอยู่แค่เพียง20ล้านหุ้น

เผยเย้ยกฎหมายซ้ำซาก กลต.รับเรื่องล่าสุดใช้โบรกเจ้ามือปั่นหุ้นผ่านสื่อโล้น

สำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับตรวจสอบการกระทำผิดกฎหมายเกี่ยวกับการซื้อขายหุ้น ได้เปิดเผยว่า มีประชาชนจำนวนมากร้องเรียนพฤติการณ์เครือเนชั่น ของนายสุทธิชัย หยุ่นว่าอาจกระทำผิดกฎหมายการซื้อขายหลักทรัพย์ โดยมีข้อร้องเรียนเรื่องการใช้สื่อของเครือเนชั่นทั้งโทรทัศน์ วิทยุ สิ่งพิมพ์ และเวบไซต์เพื่อจูงใจให้นักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์เข้าซื้อหุ้นเนชั่นบรอดแคสติ้ง(NBC)ซึ่งเป็นหุ้นใหม่เข้าซื้อขายเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 11 พ.ย.ที่ผ่านมา

โดยหลักฐานจำนวนมากที่มีผู้ร้องเรียนก.ล.ต.เข้ามาเป็นเรื่องที่เวบไซต์กรุงเทพธุรกิจ ในเครือเนชั่น นำเสนอข่าวเรื่อง โบรกปรับกำไรNBCใหม่เป้าราคาปีหน้า4.30บ. ซึ่งผู้ที่ร้องเรียนเข้ามายังสำนักงานร้องเรียนว่า การที่เวบไซต์เครือเนชั่นนำเสนอข่าวบทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) จำกัด ปรับเป้าหมายราคาของNBCเป็น4.30บาท เนื่องจากบล.ซีไอเอ็มบี เป็นแกนนำการจัดจำหน่ายหุ้นจองNBC แม้ซีไอเอ็มบีจะได้แจ้งความมีส่วนได้เสียในบทวิเคราะห์ฉบับนี้แล้วก็ตาม แต่เวบไซต์กรุงเทพธุรกิจนำเสนอข่าว โดยไม่ระบุการมีส่วนได้เสียดังกล่าว อาจเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายของกลต.

กลต.ได้รับเรื่องร้องเรียนจำนวนมากในช่วงวันที่ 11 พ.ย.ที่ผ่านมา อันเป็นวันทำการเข้าซื้อขายในตลาดหุ้นเป็นครั้งแรกของหุ้นNBC และหลังจากได้ตรวจสอบแล้ว ก็มีหนังสือแจ้งไปยังประชาชนที่ร้องเรียนเรื่องดังกล่าวเข้ามา ต่อไปนี้เป็นหนังสือฉบับหนึ่งที่ท่านผู้อ่านของไทยอีนิวส์ได้ส่งมาให้เราเป็นหลักฐานว่ากลต.ได้รับเรื่องร้องเรียนพร้อมเข้าดำเนินการแล้ว


16 พฤศจิกายน 2552

เรียน คุณอรวรรณ ...
ที่ ล. 105/2552
เรื่อง การตอบรับเรื่อง

ตามที่ท่านได้มี e-mail เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2552 ชี้เบาะแสกรณีการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับ บมจ. เนชั่น บรอดคาสติ้ง คอร์ปอเรชั่น ผ่านสื่อเว็บไซต์ ความละเอียดแจ้งแล้ว นั้น

สำนักงานขอขอบคุณเป็นอย่างมากที่ท่านได้แจ้งข้อมูลดังกล่าวไปยังสำนักงาน โดยสำนักงานจะพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่ของสำนักงานต่อไป

จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ


ขอแสดงความนับถือ

(นางจารุพรรณ อินทรรุ่ง)
ผู้อำนวยการฝ่ายงานเลขาธิการ


ศูนย์รับเรื่องร้องเรียน
ฝ่ายงานเลขาธิการ
โทรศัพท์ 0-2263-6000
โทรสาร 0-2256-7755
E-mail : info@sec.or.th


ทั้งทำผิดกฎหมายทั้งน่าเกลียด ดีแต่ตรวจสอบคนอื่น สื่อโล้นแหกกฎเสียเอง

ก่อนหน้านั้นกลต.เคยเข้าไปตรวจสอบเครือเนชั่นมาแล้วอย่างน้อย 2 เรื่อง เรื่องแรกมีผู้ร้องเรียนว่านายกนก รัตน์วงศ์สกุล พิธีกรเล่าข่าวชื่อดังเครือเนชั่นพูดออกสื่อในเครือแนะนำให้คนจองซื้อหุ้นNBCพร้อมย้ำว่า"เฉพาะเงินปันผลก็รวยไม่รู้เท่าไหร่แล้ว ซื้อไว้แล้วรวยเละ รวยไม่รู้เรื่อง"ซึ่งนายกนกยังมีตำแหน่งเป็นผู้บริหารNBC ผิดทั้งเรื่องธรรมาภิบาล ผิดกฎหมายเรื่องการซื้อขายหุ้นไม่เป็นธรรม ซึ่งมีบทระวางโทษถึงจำคุก 2 ปี

อีกเรื่องคือการขึ้นป้ายโฆษณาขายหุ้นจองNBCในเนชั่นทีวี โดยไม่ขึ้นป้ายคำเตือน"การลงทุนย่อมมีความเสี่ยง นักลงทุนพึงศึกษาจากหนังสือชี้ชวน"ตามกฎหมาย

ต่อมาเมื่อNBCเข้าซื้อขายในตลาดหุ้นวันแรกเมื่อ11พ.ย.เนชั่นก็ได้ผนึกโบรกเกอร์เจ้ามือหุ้น ทำน่าเกลียดทุกทาง เพื่อเข็นหุ้นพ้นจองแบบหืดจับ ทั้งถ่ายทอดสดผ่านทีวีก่อนเข้าเทรดตลอด1ชั่วโมงหวังล่อแมงเม่าซื้อเต็มพิกัด ทั้งโกหกหน้าตายขายหุ้นเกลี้ยงนักเลงหุ้นจองล้น แต่ข้อมูลจริงที่แจ้งต่อตลาดหุ้นโกหกไม่ได้ พบขายไม่ออกกลุ่มสุทธิชัยหยุ่นต้องรับหลังแอ่น105ล้านหุ้น เพราะกลุ่มจึงรุ่งเรืองกิจที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ไม่ยอมจองซื้อซักหุ้น ทั้งให้โบรกเกอร์CIMBซึ่งเป็นเจ้ามือในการขายหุ้นและรับประกันการขายหุ้นออกบทวิเคราะห์สดๆเชียร์ให้เป้าสูงลิ่วกลางภาคบ่ายผ่านเวบไซต์กรุงเทพธุรกิจในช่วงราคาใกล้ร่วงลงไปหาราคาจอง โดยเป็นการทำผิดกฎหมายกลต.ที่กำหนดให้ต้องระบุว่าเป็นโบรกเกอร์ที่มีส่วนได้เสียเป็นผู้ออกบทวิเคราะห์

เจ้ามืออกบทวิเคราะห์เชียร์สดกลัวหุ้นหลุดจอง ฝืนประกาศกลต.

ในวันเข้าซื้อขายครั้งแรกเมื่อ11พ.ย.นั้น เวบไซต์กรุงเทพธุรกิจ ในเครือเนชั่น ได้เสนอข่าวออนไลน์หัวข้อ โบรกปรับกำไรNBCใหม่เป้าราคาปีหน้า4.30บ.โดยเสนอข่าวในช่วงเวลา15.30น. ในตอนที่กำลังมีแรงเทขายหุ้นใหม่NBCหลุด3บาท โดยระบุว่า ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) จำกัด ได้ออกบทวิจัยปรับประมาณการกำไรสุทธิหุ้นNBC ใหม่ และได้ประเมินราคาที่เหมาะสมของ NBC ณ สิ้นปี 2553 ที่ 4.30 บาท โดยอิงระดับพีอีที่ 10 เท่า

อย่างไรก็ตามกรุงเทพธุรกิจไม่ได้ทำตามกฎหมายที่กลต.กำหนดไว้ว่า ในกรณีบริษัทที่ออกบทวิเคราะห์เป็นแกนนำและผู้รับประกันการจัดจำหน่ายนั้น จะต้องแจ้งข้อมูลต่อผู้ลงทุน ในฐานะผู้มีส่วนได้เสียด้วย ในกรณีนี้ซีไอเอ็มบีเป็นแกนนำและผู้รับประกันการจัดจำหน่าย ซึ่งวงการหุ้นเรียกว่าเป็น"เจ้ามือผู้ดูแลราคาหุ้น"

งามไส้ต้องให้บริษัทที่ขายหุ้นจองออกบทวิเคราะห์เชียร์

ก่อนหน้านั้นบริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด(มหาชน) ซึ่งเป็นผู้ร่วมจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นNBCได้ออกบทวิจัยฉบับหนึ่ง( คลิ้ก ลิ้งค์ )แม้ได้ให้คำแนะนำการลงทุนใดๆ แต่ก็ให้เป้าหมายในปี2553ไว้ที่3.46บาทต่อหุ้น สูงกว่าราคาจองที่2.90บาทต่อหุ้น โดยระบุว่ามีจุดเด่นหลายด้าน ค่าพี/อีประเมินไว้11.5เท่า โดยมีส่วนลดจากกลุ่มเดียวกันที่มีค่าพี/อี14.4เท่า เนื่องจากบริษัทที่ทำธุรกิจคล้ายกันอย่างMCOT(อสมท.) BEC(ช่อง3)มีความมั่นคงกว่า

อย่างไรก็ตามในกรณีของฟินันเซียไซรัสได้ระบุไว้ในบทวิเคราะห์ว่า เป็นผู้ร่วมจัดจำหน่ายและรับประกันการจัดจำหน่ายหุ้นNBC แต่ส่วนCIMBนั้นเวบไซต์กรุงเทพธุรกิจ ไม่ยอมระบุแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามCIMBได้ระบุไว้ในบทวิเคคาะห์ของตน โดยยอมรับว่าเป็นผู้จัดการจัดจำหน่ายหุ้นNBC(คลิ้กดูที่ลิ้งค์)

ทั้งนี้คนในวงการค้าหุ้นกล่าวว่า บทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ไซรัส และCIMBอาจเชื่อถือมากนักไม่ได้ เนื่องจากมีส่วนได้เสียกับการเป็นผู้ร่วมขายหุ้นและรับประกันการขายหุ้นจองNBC ส่วนการที่เครือเนชั่นนำบทวิเคราะห์CIMBมาลงในช่วงเวลา15.30น.ตอนที่จวนจะหลุดราคา3บาทลงไป นอกจากจะน่าเกลียดยังเป็นการทำผิดกฎหมายด้วย

ทั้งนี้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.)ได้กำหนดเป็นประกาศกลต.ที่กลต.ก.(ว.)46/2551ไว้ว่า การจัดทำบทวิเคราะห์หุ้นเพื่อให้คำแนะนำแก่ผู้ลงทุนนั้นต้องเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับส่วนได้เสีย เช่น การรับจัดจำหน่ายหุ้น เป็นต้น ซึ่งกรณีของไซรัสนั้นเข้าเกณฑ์ตามประกาศนี้ จึงต้องแจ้งต่อนักลงทุนว่า แม้จะให้ราคาเป้าหมายหุ้นNBCสูงกว่าราคาจอง แต่ก็มีส่วนได้เสียจากการเป็นผู้ขายและรับประกันการขายหุ้นจองNBCอยู่ด้วย ส่วนCIMBก็ได้แจ้งไว้ในบทวิเคราะห์เช่นกัน

เนชั่นสิ้นท่าต้องแบกรับหุ้นจองNBCไว้เอง "จึงรุ่งเรืองกิจ"เข็ดเขี้ยวไม่จองซักหุ้น

ก่อนหน้านั้นเนชั่นยังมีเจตนาอำพรางให้ผู้ลงทุนเข้าใจผิดด้วย ทั้งนี้แม้ผู้บริหารNBCจะอ้างว่ามีคนจองซื้อจนล้น จนหุ้นไม่พอจะขาย แต่ความจริงที่โกหกไม่ได้ก็คือตัวเลขจำนวนและสัดส่วนการถือครองหุ้นภายหลังการกระจายหุ้นสู่มหาชนแล้ว(ดูลิ้งค์ข่าวตลาดหลักทรัพย์) ปรากฎว่าบริษัทเนชั่นมัลติมีเดียกรุ๊ป-NMGซึ่งเป็นบริษัทแม่ต้องแบกรับไว้เองถึง105ล้านหุ้น(ก่อนกระจายNMGถืออยู่120ล้านหุ้น) ประการสำคัญที่สุดคือผู้ถือหุ้นใหญ่เดิมของNMGคือตระกูลจึงรุ่งเรืองกิจไม่จองซื้อหุ้นNBCแม้แต่หุ้นเดียว เพราะเข็ดเขี้ยวกับความไม่ตรงไปตรงมาของผู้บริหารเนชั่นที่นำโดยสุทธิชัย หยุ่น

รายชื่อผู้ถือหุ้นNBC หลังกระจายหุ้นต่อมหาชน ณ วันที่ 9 พฤศจิกายน 2552


ชื่อ จำนวนหุ้น ร้อยละของทุนชำระแล้ว

1.บมจ.เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป 104,999,940 61.76
2.นายทวีฉัตร จุฬางกูร 2,888,888 1.70
3.นางมยุรี สุขศรีวงศ์ 1,885,882 1.11
4.นายธนาชัย ธีรพัฒนวงศ์ 1,808,034 1.06
5.นายณัฐพล จุฬางกูร 1,800,000 1.06
6.นายสุทธิชัย แซ่หยุ่น 1,622,228 0.95
7.นายนที พานิชชีวะ 1,500,000 0.88
8.นายดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล 1,100,000 0.65
9.น.ส.วันทนีย์ รุจิราวรรณกร 1,100,000 0.65
10.นายวิวรรธน์ ไกรพิสิทธิ์กุล 1,000,000 0.59
รวม 119,704,972 70.41

เป็นที่น่าสังเกตว่าการกระจายหุ้นNBCครั้งนี้ ทางเนชั่นหวังผลให้ผู้ถือหุ้นเดิมของเนชั่นมัลติมีเดียกรุ๊ป หรือNMGมาจองซื้อเต็มที่ ถึงกับให้สิทธิ์ได้จองซื้อก่อนนักลงทุนทั่วไป แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าตระกูลจึงรุ่งเรืองกิจที่ถือหุ้นใหญ่อันดับ1ของNMGไม่ใช้สิทธิ์จองหุ้นNBCแม้แต่หุ้นเดียว

รายชื่อผู้ถือหุ้นรายใหญ่NMG : บริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)

ณ วันที่ 10 มีนาคม 2552

ลำดับ ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ จำนวน %



1. นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ 27,093,300 16.44

2. นางมยุรี สุขศรีวงศ์ 16,972,938 10.30

3. นายธนาชัย ธีรพัฒนวงศ์ 16,272,309 9.88

4. นายสุทธิชัย แซ่หยุ่น 14,600,054 8.86

5. DOW JONES & COMPANY 12,000,000 7.28

6. นายทวีฉัตร จุฬางกูร 8,000,000 4.86

7. นายนิวัตน์ แจ้งอริยวงศ์ 4,485,878 2.72

8. นางสุภาภรณ์ ชื่นวิจิตร 3,641,911 2.21

9. บริษัท กรีนสยาม จำกัด 3,184,779 1.93

10. บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด 3,053,883 1.85

11. นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ 2,500,000 1.52

12. น.ส.สุมาลี ธารพิพิธชัย 2,400,000 1.46

13. นายเอกวุฒิ เนื่องจำนงค์ 2,400,000 1.46

14. นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ 2,349,600 1.43

15. นางสุภา สุพรรณธะริดา 2,097,200 1.27

16. น.ส.ชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ 2,000,000 1.21

17. นายณรงค์ศักดิ์ โอปิลันธน์ 1,900,000 1.15

18. นายสมศักดิ์ วรรณสินธพ 1,660,000 1.01

19. MELLON NOMINEES (UK) 1,630,188 0.99

20. นายปราบดา หยุ่น 1,319,739 0.80

21. นายยรรยง ภัทรเลาหะ 1,251,800 0.76

22. นางชุลีวรรณ วิวัฒนาเกษม 1,200,000 0.73

23. นายศิริชัย จรุงสถิตพงศ์ 1,164,600 0.71

24. นายพิชัย จิราธิวัฒน์ 1,063,946 0.65


สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ถือหุ้นใหญ่NMG:บริษัทไม่เหลืออะไรแล้ว เพราะมีการขายทรัพย์สินเพื่อใช้ชำระหนี้ ซึ่งเป็นหนี้ที่ก่อมานานแล้ว ในฐานะผู้บริหารบริษัทมหาชน ควรจะบริหารธุรกิจให้มีกำไร ซึ่งทำไม่ถูกที่ขายสินทรัพย์ส่วนใหญ่ไปใช้หนี้ ซึ่งไม่ว่าองค์กรไหน ถ้าทำธุรกิจดี หากขายสินทรัพย์ไปแล้วก็ซื้อใหม่ได้ แต่ไม่ใช่เนชั่น



นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ลูกชายของสมพร: เราเข้ามาซื้อหุ้นNMGเพราะพี่สาวผมแต่งงาน คนที่พี่สาวผมแต่งงานด้วยคือหลานชายของคุณธนาชัย ธีรพัฒนวงศ์ [ประธานNMG] คุณธนาชัยเข้ามาคุยกับคุณแม่ว่า อยากให้ครอบครัวปรองดองกัน นั่นคือจุดแรกที่เราเข้าไปซื้อหุ้น ไม่ใช่เพื่อเข้าไปยึดครอง หรือเพื่อทำกำไร ไม่เคยมีอยู่ในหัวของคนในครอบครัวเราเลย ผมคิดว่าสื่อไม่ใช่ธุรกิจที่อยู่ๆ คุณจะเข้าไปเทกโอเวอร์ เข้าไปบริหารง่ายๆ


พัฒนาการที่สำคัญไทยอีนิวส์ลุยข่าวสืบสวน"เนชั่นปั่นหุ้นจองNBC"

-ปี2536ก่อตั้งบริษัท ผลิตโทรทัศน์ เข้าไปบริหารITV ต่อมาคือเนชั่นแชนัล
-ปี2549มียอดขาดทุนสะสม 163 ล้านบาท ล้ำทุนจดทะเบียนที่มีอยู่ 140 ล้านบาท
-19 กันยายน 2549 หลังเหตุการณ์รัฐประหาร เนชั่นได้เข้าไปผลิตรายการฟรีทีวีแทบทุกช่องดังนี้
-ช่อง 3 เรื่องเด่นเย็นนี้
-ช่อง 5 สยามเช้านี้
-ช่อง 9 จับชีพจรโลก,ข่าวข้นคนข่าว และ เช้าข่าวข้นคนข่าวเช้า
-ช่อง 11 จับกระแสโลก และ ตรงเป้าเข้าประเด็น
*TPBS อำมาตย์ยุบITVเปลี่ยนเป็นTPBS และเทพชัย หย่อง น้องสุทธิชัย หยุ่นเข้าไปบริหาร(ไม่เกี่ยวข้องกับNBCทางธุรกิจ)


-18ก.พ.2552 ลดทุนจดทะเบียนเพื่อล้างขาดทุนสะสมทั้งหมด
-21เม.ย.2552 แปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นMAI
-30มิ.ย.2552 งบการเงินที่ยังไม่ตรวจสอบ กลายเป็นมีกำไร
-20ต.ค. NBCแถลงข่าวจะขายหุ้นจอง 65 ล้านหุ้น หุ้นละ2.90บาท เริ่มขายแก่ผู้ถือหุ้นเดิมของเนชั่น28ต.ค.
-21ต.ค. กนก รัตน์วงศ์สกุล พูดออกเนชั่นทีวีว่าใครจองซื้อหุ้นตัวนี้จะรวยเละรวยไม่รู้เรื่อง เพราะพื้นฐานดี ปันผลงาม
-22ต.ค. เนชั่นทีวีขึ้นป้ายโฆษณา"จองซื้อหุ้นNBC"พร้อมให้เบอร์โทรติดต่อ แต่ไม่ขึ้นคำเตือนเรื่องความเสี่ยงตามกฎหมาย
-26ต.ค. สำนักงานกลต.เผยได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนจำนวนมาก และจะตรวจสอบความผิดของเนชั่น
-27ต.ค. เนชั่นทีวีขึ้นป้าย"จองซื้อหุ้นNBC"เด่นชัดขึ้นในล้อมกรอบ แต่ยังทำผิดกฎหมายเพราะไม่ขึ้นคำเตือน
-28ต.ค.เริ่มให้ประชาชนทั่วไปจองซื้อหุ้นNBC เนชั่นทีวีทำสกู๊ปโฆษณาขายหุ้นจองในเวลาข่าวภาคเที่ยง โดยไม่แจ้งเตือนความเสี่ยงตามประกาศกลต. ซึ่งเป็นกาีรกระทำผิดซ้ำซาก
-9 พ.ย.NBCอ้างว่าคนจองซื้อหุ้นหมดแต่วันแรก และจองล้น แต่ตัวเลขที่แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์จริงๆคือNMGที่เป็นบริษัทแม่ต้องนับไว้ในพอร์ตเองถึง105ล้านหุ้น ขณะที่กลุ่มจึงรุ่งเรืองกิจ ที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ไม่ใช้สิทธิ์จองแม้แต่หุ้นเดียว
-11พ.ย.หุ้นNBCจะเปิดการซื้อขายในตลาดMAIเป็นครั้งแรก และมีบริษัทแกนนำจัดจำหน่าย และบริษัทโบรกเกอร์ที่ร่วมจัดจำหน่ายหุ้นNBCออกบทวิจัยเชียร์ซื้ออย่างน่าสเกลียด ส่วนสื่อเครือเนชั่นก็นำไปปล่อยข่าวต่อ โดยไม่ยอมบอกว่าโบรกเกอร์ที่ออกบทวิเคราะห์เชียร์ซื้อหุ้นNBCมีส่วนได้เสียในการขายหุ้น และรับประกันการขายหุ้น
16พ.ย.สำนักงานก.ล.ต.แจ้งประชาชนที่ร้องเรียนจำนวนมากว่าได้รับเรื่องร้องเรียนล่าสุดไว้แล้ว และจะดำเนินการกับเครือเนชั่นต่อไป

24ธ.ค. ไทยอีนิวส์รายงานข่าวNBCหลุดจอง ไม่ได้ทำให้นักลงทุนรวยเละแบบกนกโฆษณาไว้



นักวิเคราะห์เตือนแมงเม่าปัจจัยเสี่ยงเพียบ เพราะเลือกขั้วการเมืองชัด

นักวิเคราะห์หลักทรัพย์จากโบรกเกอร์แห่งหนึ่งให้ความเห็นว่า NBCมีปัจจัยบวกสำคัญคือมีความใกล้ชิดกับรัฐบาลชุดปัจจุบัน ทำให้ได้เข้าไปจัดรายการในสถานีโทรทัศน์แทบทุกช่อง และได้เงินโฆษณาจากรัฐบาลและภาครัฐ รวมทั้งการจัดกิจกรรมพิเศษ(event)ให้กับรัฐบาล ทำให้พลิกสถานการณ์จากบริษัทที่มียอดขาดทุนสะสมมาโดยตลอดกลับมาเป็นกำไร แต่ช่วงนี้ก็เป็นกำไรทางบัญชีจากการลดทุนจดทะเบียน

อย่างไรก็ตามปัจจัยบวกดังกล่าว มองกลับกันก็เป็นปัจจัยลบ เพราะการเมืองไทยไร้เสถียรภาพ มีการเปลี่ยนแปลงขั้วรัฐบาลบ่อย และขั้วการเมืองเวลานี้แตกเป็นสองขั่วชัดเจน และค่ายเนชั่นก็เลือกข้างชัดเจน ทำให้ได้ผลประโยชน์จากขั้วอำนาจที่เป็นรัฐบาลในขณะนี้ แต่หากขั้วอำนาจเปลี่ยนแปลงไปอีกฝั่ง จะทำให้เจอสถานการณ์ที่ลำบาก

อย่างไรก็ดีโบรกเกอร์รายนี้คาดการณ์ว่า มีความเป็นไปได้ที่หุ้นNBCจะพ้นจอง2.90บาท เนื่องจากหุ้นส่วนใหญ่ถือโดยผู้บริหารเครือเนชั่น มีนักลงทุนรายย่อยจองซื้อน้อยมาก คาดว่าเจ้ามือหรืออันเดอไรต์น่าจะรับมือกับแรงขายไหว หรือการพยุงราคาก็มีโอกาสทำได้ง่าย ยกเว้นผู้ถือหุ้นใหญ่เครือเนชั่นจะเทขายออกมาเสียเอง

เตือนแมงเม่าอย่าเสี่ยงบินเข้ากองไฟ หากสนใจไปเล่นช่อง3กับMCOTเวิร์คกว่า

"เนชั่นไม่มีสถานีโทรทัศน์ ไม่มีสัมปทานเป็นของตนเอง อย่างช่องเนชั่นแชนัลทางไททีวีช่อง1ก็เป็นของคุณไกรวัฒน์ ศรีวุฒิวงศ์ ทางเนชั่นเข้าไปเช่าเวลาผลิตเท่านั้น ส่วนการเข้าไปมีรายการทีวีทางช่อง3 5 7 9 NBT ก็น่าสังเกตว่ามามีรายการเหล่านี้หลังเหตุการณ์ยึดอำนาจ19กันยา2549 หากการเมืองพลิกขั้วก็อาจเสี่ยงหลุดหมดทุกช่อง เช่นเดียวกับโฆษณาก็ได้จากรัฐบาลเป็นหลัก หากพลิกขั้วจะทำให้ลำบาก"นักวิเคราะห์กล่าว

นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ชี้ว่า หากสนใจลงทุนหุ้นที่ทำทีวีหรือสื่อ หุ้นMCOTของอสมท. หรือBECช่อง3น่าจะเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจกว่า เพราะเป็นเจ้าของสัปมทาน กิจการมั่นคง มีกระแสเงินสดในมือมาก มีอัตราการจ่ายปันผลที่สม่ำเสมอ ความเสี่ยงจากการเมืองเพราะเปลี่ยนขั้วแทบจะไม่มี


ผ่าปูมหลังบริษัทแม่เนชั่นกำลังทรุด แต่เนชั่นทีวีคืออนาคตของสุทธิชัย หยุ่น?


ผู้ที่ติดตามความเคลื่อนไหวของธุรกิจสื่อสารมวลชนเคยตกตลึงเมื่อเครือเนชั่น ของสุทธิชัย หยุ่น ประกาศขายตึกเนชั่นที่บางนาเพื่อชำระหนี้ ถึงกับทำให้นายสมัคร สุนทรเวช ที่เป็นขมิ้นกับปูนกับสื่อถึงกับ"โพล่ง"ออกมาในช่วงเขาเป็นนายกรัฐมนตรีว่า"เนชั่นขายตึกใช้หนี้ กำลังล้มละลายแล้วหรือ?" ต่อมามีสื่อบางฉบับลงข่าวทำนองว่าเนชั่นมีฐานะกิจการสั่นคลอน ซึ่งในที่สุดก็ต้องลงแก้ไขข่าวในที่สุด เพราะเนชั่นมีการดำเนินการตามกฎหมาย และต้องลงข่าวแก้ไขว่าฐานะกิจการยังมั่นคงแข็งแรงดี

จากการตรวจสอบของไทยอีนิวส์พบว่า ก็น่าให้นายสมัคร หรือสื่อบางฉบับตั้งข้อสงสัยทำนองนั้นได้ เพราะเวลาไล่เลี่ยกันนั้นหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจได้ขายตึกออกมาชำระหนี้ และดูเหมือนฐานะกิจการจะไม่มั่นคงดังแต่ก่อน เพราะเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมานี้ฐานเศราฐกิจถึงกับต้องปลดพนักงานออกชุดใหญ่ 60 คน สะท้อนถึงฐานะกิจการได้ดี

เนชั่นก็มีการเปิดโอกาสให้พนักงานเกษียณโดยสมัครใจเช่นกัน แต่ก็ไม่ถึงขั้นปลดชุดใหญ่แบบฐานเศรษฐกิจ เนชั่นพยายามหาเงินเข้ามาหล่อเลี้ยงกิจการทุกทาง แม้แต่พาทัวร์ไปไหว้แดนพุทธภูมิที่อินเดีย จัดกิจกรรมสอนคนที่อยากเป็นนักข่าวแล้วเก็บเงินค่าอบรม หรือประเภทที่ว่าหาได้ทางไหนก็ต้องเอา แม้เป็นเงินเล็กเงินน้อย อย่างขายวีซีดีสุทธิชัยไปเที่ยวต้นแม่น้ำโขง เป็นอาทิ

สิ่งที่ทำให้เนชั่นต่างจากฐานเศรษฐกิจก็คือ"เส้นสาย"และการแทงข้างทางการเมืองที่ชัดเจนและเนชั่นอยู่ข้างชนะในที่สุด ผลจึงปรากฎว่าหลังรัฐประหาร19กันยา เนชั่นได้เข้าไปทำรายการฟรีทีวีแทบทุกช่อง คือ 3 5 9 11 (ไม่นับTPBSที่เทพชัย หย่อง น้องสุทธิชัย หยุ่น เข้าไปบริหารเต็มตัว) เพราะการเอื้อเฟื้อต่างตอบแทนจากผู้มีอำนาจทางการเมือง รวมไปถึงงบการโฆษณาจากรัฐบาลที่ทุ่มเทมาให้ รวมไปถึงกิจกรรมต่างๆ(event)ที่ค่ายเนชั่นแทบจะผูกขาดเหมาจัด และถ่ายทอดสดผ่านทีวีเนชั่น แล้วเก็บเงินจากรัฐบาลเป็นกอบเป็นกำ

แต่จุดสำคัญของเรื่องนี้คือ ผลประโยชน์นั้นตกกับบริษัท เนชั่นบรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)-NBCที่เนชั่นกำลังขายหุ้นจองในช่วงนี้ และจะนำหุ้นเข้าซื้อขายในตลาดMAIในวันที่11พ.ย.นี้ ไม่ได้่ตกเป็นผลประโยชน์ของบริษัท เนชั่นมัลติมีเดีย จำกัด (มหาชน) หรือNMG บริษัทแม่ที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทร้พย์มาก่อนแต่อย่างใด

หากคุณรักสุทธิชัย หยุ่น และเด็กๆของเขาอย่างกนก ธีระ จอมขวัญ และรักค่ายเนชั่น นี่เป็นโอกาสอันดีที่ควรซื้อหุ้นNBCเพื่อส่งเสริมการหา"ฟูกนิ่มๆ"สำหรับคนเหล่านี้ ส่วนNMGนั้นไม่ต้องห่วง เพราะมีพวกตระกูล"จึงรุ่งเรืองกิจ"มหาเศรษฐีแบกรับภาระไว้ด้วยความอ่วมอรทัย ชนิดที่กลืนก็ไม่เข้า คายก็ไม่ออก ได้แต่กลอกตา

สมาคมนักข่าวยืนยันเนชั่นอาการแย่ พนักงานเผยขวัญระส่ำ


ศูนย์เฝ้าระวังการคุกคามสื่อ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย รายงานว่า ภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ในปีนี้มีผลกระทบต่อธุรกิจสื่อสารมวลชนหลายค่าย รวมทั้งเครือเนชั่นที่ได้เปิดโอกาสให้พนักงานสมัครใจลาออก(เออลี่รีไทร์)มาหลายรอบแล้ว

พนักงานเนชั่นรายหนึ่งที่ขอสงวนนามได้ยินดีเปิดเผยกับ"ไทยอีนิวส์"ว่า ยอดขายสิ่งพิมพ์ในเครือตกหนักมากในช่วง4ปีมานี้ ทั้งหนังสือพิมพ์ภาคภาษาอังกฤษTHE NATION หนังสือพิมพ์คมชัดลึก กรุงเทพธุรกิจ และเนชั่นรายสัปดาห์ โดยเฉพาะทางภาคเหนือและอีสาน เนื่องจากคนใน2ภาคดังกล่าวมองว่าเครือเนชั่นเลือกที่จะเอียงข้างฝ่ายอำมาตย์ และรัฐบาลประชาธิปัตย์ มีอคติต่อพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และผู้สนับสนุนทักษิณ รวมทั้งพวกเสื้อแดงอย่างต่อเนื่อง

"ยอดขายแย่มาก ขนกลับมากองพะเนินตลอด พนักงานเนชั่นขวัญกำลังใจตกต่ำมาก ไม่รู้เมื่อไหร่จะถึงคิวตัวเองต้องโดนบีบออก ขนาดบริษัทขายตึกที่บางนาแล้วก็ไม่ได้ช่วยให้สภาพการณ์ดีขึ้นเลย"พนักงานเนชั่นกล่าว

ขณะนี้เนชั่นต้องหารายได้ทุกทาง เช่น การจัดทัวร์ไปเที่ยวไหว้พระตามรอยพระพุทธเจ้าที่ประเทศอินเดีย การจัดโครงการสอนอบรมนักข่าวเพื่อหารายได้เข้ามาหล่อเลี้ยงกิจการ แต่ที่ได้เป็นกอบเป็นกำจริงๆคือการจัดอีเว้นต์ให้กับรัฐบาลชุดนี้ และโฆษณาผ่านรายการที่รัฐบาลให้เวลาไปทำทางฟรีทีวีช่องต่างๆหลังรัฐประหาร19กันยา แต่เนชั่นไปบันทึกลงบัญชีเป็นกำไรของNBCที่เป็นบริษัทลูก ส่วนNMGที่เป็นบริษัทแม่แสดงผลขาดทุน

ขายตึกเนชั่นหวังฟัน1,380ล้าน แต่จบที่ราคา955ล้าน


เมื่อวันที่ 2 5มกราคม 2551 วงการสื่อก็ตกตลึง เมื่อนายธนะชัย สันติชัยกูล กรรมการ บริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)-NMG เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ เมื่อวันที่ 23 มกราคม มีมติอนุมัติขายสินทรัพย์ของบริษัทรวมมูลค่า 1,379.75 ล้านบาท ซึ่งประกอบด้วย ที่ดิน 4 ไร่ 3 งาน 72 ตร.ว. พร้อมอาคารสำนักงานใหญ่ พื้นที่รวม 14,212 ตารางเมตร และพื้นที่สำนักงานอาคารเนชั่นทาวเวอร์ ซึ่งเป็นห้องชุดจำนวน 191 ห้องชุด พื้นที่รวม 44,950.32 ตารางเมตร ในอาคารชุดชื่อ อาคารชุดเนชั่นทาวเวอร์

นายธนะชัยกล่าวว่า วัตถุประสงค์ของการขายสินทรัพย์ดังกล่าว เพื่อการปรับปรุง process ในการดำเนินงาน และเพื่อนำเงินที่ได้รับไปชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ ซึ่งจะช่วยลดภาระหนี้สินและลดค่าใช้จ่ายดอกเบี้ย และทำให้บริษัทมีสภาพคล่องทางการเงินที่ดีขึ้น

ต่อมา NMG แจ้งว่า ได้ลงนามในสัญญาจำหน่ายทรัพย์สินของบริษัท ในส่วนที่เป็นอาคารสำนักงานใหญ่ (พร้อมด้วยที่ดินที่อาคารตั้งอยู่) และพื้นที่สำนักงานซึ่งเป็นห้องชุดในอาคารเนชั่น ทาวเวอร์แล้ว โดยขายให้กับบริษัท ช.ชนะอนันตพาณิชย์ จำกัดเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2551 คาดว่าจะโอนกรรมสิทธิ์ในวันที่ 30 เมษายน 2551 มูลค่ารวมของสิ่งตอบแทน 955 ล้านบาท ชำระเงินงวดเดียวในวันโอนกรรมสิทธิ์

การขายตึกครั้งนี้เนชั่นขายถูกกว่่าที่ตั้งไว้ถึง 425 ล้านบาททีเดียว สำหรับบริษัทช.ชนะอนันต์ เป็นกิจการในเครือเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี ปรากฎการณ์ครั้งนี้ทำให้วงการสื่อมองว่าเนชั่นน่าจะถูกกดราคาลงมากเพราะ"ร้อนเงิน"

ขายตึกแล้วแต่NMGอาการหนักกว่าเก่าขาดทุนเพิ่ม แต่บริษัทลูกทำทีวีรวยขึ้่น

ผู้บริหารNMGบอกว่าหลังขายตึกแล้ว ในงวดปี2552น่าจะพลิกมาเป็นกำไร แต่เรื่องจริงคือครึ่งแรกปี2552นี้ขาดทุนหนักกว่าเก่า ในงวด6เดือนแรกปีนี้ บริษัทแจ้งผลขาดทุนสุทธิ 111 ล้านบาทจากปีก่อนกำไรสุทธิื1.11ล้านบาท

NMGแจ้งว่า สำหรับงวด 6 เดือนสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2552 มีขาดทุนจากการดำเนินงานก่อนภาษีเงินได้ ส่วนแบ่งขาดทุนจากบริษัทร่วมสุทธิและอื่นๆจำนวน 68.22 ล้านบาท หากรวมภาษีเงินได้ 16.17 ล้านบาท ส่วนแบ่งขาดทุนจากบริษัทร่วมสุทธิ 25.03 ล้านบาท
และรายการตั้งค่าเผื่อสินค้าล้าสมัยของสินค้าคงเหลือ 1.51 ล้านบาท ผลประกอบการสำหรับ 6 เดือนแรกของปี2552 จะแสดงเป็นขาดทุน 110.93 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมีผลกำไร 1.11 ล้านบาท

โดยผลการดำเนินงานของบริษัทมีสาระสำคัญสรุปได้ดังนี้

รายได้จากการขายและบริการในช่วง 6 เดือนแรก 2552 ลดลงร้อยละ 21 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี2551 เนื่องจาก รายได้จากการขายโฆษณาลดลงร้อยละ 27 โดยมาจากรายได้โฆษณาจากสื่อสิ่งพิมพ์ลดลงร้อยละ 36 เพราะมีการชะลอตัวทางเศรษฐกิจและความไม่แน่นอนทางการเมือง ในขณะที่รายได้โฆษณาจากสื่อทีวีและวิทยุเพิ่มขึ้นร้อยละ 16 และรายได้จากการให้บริการข่าวสารและโฆษณาผ่านสื่อระบบอิเลคทรอนิคส์ลดลงร้อยละ 8 นอกจากนี้ รายได้จากการจำหน่ายสิ่งพิมพ์ลดลงร้อยละ 19 โดยรายได้จากการจำหน่ายหนังสือพิมพ์ลดลงร้อยละ 8 และรายได้จากการจำหน่ายหนังสือพ๊อคเก็ตบุ๊คส์และการ์ตูนลดลงร้อยละ 33 นอกจากนี้รายได้จากบริการด้านการพิมพ์ การเป็นตัวแทนจำหน่ายหนังสือต่างประเทศ และบริการรับขนส่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 35

สุทธิชัยเจอฟูกนิ่มNBCรองรับ แต่"จึงรุ่งเรืองกิจ"ติดดอยบ่นอุบ

คนทั่วไปมักเข้าใจว่าสุทธิชัยถือหุ้นใหญ่NMG แต่ความจริงเป็นสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ แห่งไทยซัมมิต ออโตพาร์ต บริษัทชิ้นส่วนรถยนต์ ซึ่งเป็นพี่สะไภ้ของสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ

คนมักเข้าใจผิดอีกว่า ทักษิณ ชินวิตร เป็นแบ็คให้สุริยะกับพวกจึงรุ่งเรืองกิจ เข้ามาซื้อNMGเพื่อเทกโอเวอร์กิจการเนชั่น เพราะหมั่นไส้ที่ถูกเนชั่นตามล้างตามราวี

สรุปคือผิดทั้ง 2 เรื่อง


นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับหนึ่ง NMG กล่าวเปิดเผยว่า กลุ่มจึงรุ่งเรืองกิจเข้าไปซื้อหุ้นเนชั่นตั้งแต่ปี 2546 ด้วยเงินลงทุนหลายร้อยล้านบาท และปัจจุบันถือหุ้นประมาณ 20% นั้น หากราคาหุ้นเนชั่นขึ้นมาถึงต้นทุนที่ราคา 10 บาทต้นๆ ก็พร้อมจะขายทิ้ง แต่ยืนยันว่าจะไม่ยอมขายขาดทุนแต่อย่างใด

ราคาปิดของNMGเมื่อวันที่29ตุลาคม2550คือ5.50บาท ซึ่งหากนางสมพรต้องการขายที่ราคาทุน10บาทต้นๆก็แปลว่าเวลานี้น่าจะขาดทุนทางบัญชีอยู่กว่า50%

สาเหตุที่ตัดสินใจอยากขายหุ้นเนชั่นทิ้ง นางสมพร กล่าวว่า แม้บริษัทจะมีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้น แต่บริษัทไม่เหลืออะไรแล้ว เพราะมีการขายทรัพย์สินเพื่อใช้ชำระหนี้ ซึ่งเป็นหนี้ที่ก่อมานานแล้ว ทั้งนี้กลุ่มจึงรุ่งเรืองกิจเป็นเพียงผู้ถือหุ้น ไม่มีส่วนร่วมบริหารแต่อย่างใด

“ในฐานะผู้บริหารบริษัทมหาชน ควรจะบริหารธุรกิจให้มีกำไร ซึ่งทำไม่ถูกที่ขายสินทรัพย์ส่วนใหญ่ไปใช้หนี้ ซึ่งไม่ว่าองค์กรไหน ถ้าทำธุรกิจดี หากขายสินทรัพย์ไปแล้วก็ซื้อใหม่ได้ แต่ไม่ใช่เนชั่น” นางสมพร กล่าว

นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ลูกชายของนางสมพร และหลานของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตรัฐมนตรีที่ใกล้ชิดทักษิณคนหนึ่ง และเขาเป็นผู้ถือหุ้นเนชั่นมัลติมีเดียอยู่ด้วย เคยให้สัมภาษณ์กับนิตยสารสารคดี ถึงเบื้องหลังการเข้าไปซื้อหุ้นNMGว่า เรื่องนี้ไม่มีอะไรซับซ้อนเลยครับ คือพี่สาวผมแต่งงาน คนที่พี่สาวผมแต่งงานด้วยคือหลานชายของคุณธนาชัย ธีรพัฒนวงศ์ [ประธานNMG] คุณธนาชัยเข้ามาคุยกับคุณแม่ว่า อยากให้ครอบครัวปรองดองกัน นั่นคือจุดแรกที่เราเข้าไปซื้อหุ้น ผมคิดว่าไม่มีอะไรซับซ้อน คือไม่มีเหตุผลเชิงธุรกิจ คุณแม่ไม่ได้ต้องการซื้อหุ้นเนชั่นเพื่อเข้าไปยึดครอง หรือเพื่อทำกำไร และตั้งแต่วันที่ซื้อจนถึงวันนี้ มันไม่เคยมีอยู่ในหัวของคนในครอบครัวเราเลยว่าจะซื้อเพื่อทำกำไร หรือเพื่อเข้าไปยึดครอง

"คืออย่างนี้ครับ ผมคิดว่าสื่อไม่ใช่ธุรกิจที่อยู่ๆ คุณจะเข้าไปเทกโอเวอร์ เข้าไปบริหารง่ายๆ ผมคิดว่าด้วยความเป็นสื่อ อย่างแรกที่สุดคุณจะต้องมีภาพลักษณ์อะไรบางอย่างในการที่จะเข้าไปบริหารสื่อได้ และเรารู้อยู่แล้วว่าด้วยภาพลักษณ์ด้วยนามสกุลของเรา เราไม่สามารถเข้าไปได้ เราไม่ได้คิดว่าจะซื้อเพื่อเข้าไปยึดครอง ทั้งหมดนั้นเป็นความเข้าใจผิดของคนอื่น"

ฐานเศรษฐกิจไม่มีเส้นต้องปลดพนักงานรวดเดียว60คน

กิจการสื่อมวลชนอีกรายที่มีปัญหาจนต้องขายตึกคือฐานเศรษฐกิจ โดยตอนแรกได้ขายอาคารฐานเศรษฐกิจ 2 ซึ่งเป็นอาคารสำนักงานพื้นที่ 2 หมื่นตารางเมตร ที่ในบริเวณใกล้กันกับตึก1ให้กับบริษัท คอม-ลิ้งค์ พร้อมกับเปลี่ยนชื่อใหม่อาคาร ไอ ทาวเวอร์ เป็นอาคารสูง 32 ชั้น ถนนวิภาวดีรังสิต ใกล้ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ลาดพร้าว

ต่อมา บมจ. เจ-มาร์ท ได้ใช้เงินลงทุนประมาณ 700 ล้านบาท เข้าซื้ออาคารฐานเศราฐกิจตึก1 เนื่องจากฐานเศรษฐกิจ มีเจ้าหนี้คือ ธนาคารกรุงเทพ มีมูลหนี้ประมาณ 800 ล้านบาท และการเจรจาซื้อ อาคารฐานเศรษฐกิจครั้งนี้ เป็นหนึ่งในแผนการแก้ไขปัญหาหนี้ของบริษัท


ศูนย์เฝ้าระวังการคุกคามสื่อฯรายงานว่า ภาวะทางเศรษฐกิจที่สั่นคลอนในขณะนี้ ทำให้ภาคธุรกิจหลายส่วนต้องปรับตัวให้อยู่รอด ไม่เว้นแม้แต่วงการธุรกิจสื่อมวลชน ล่าสุดบริษัทหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ มีคำสั่งเลิกจ้างพนักงานเมื่อวันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน 2552 ที่ผ่านมาจำนวน 60 คน

ศูนย์เฝ้าระวังการคุกคามสื่อฯกล่าวว่า อย่างไรก็ตามภายในรอบปีนี้ ไม่เพียงบริษัทฐานเศรษฐกิจเท่านั้นที่ถูกพิษเศรษฐกิจเล่นงานจนต้องเลิกจ้างพนักงานเป็นจำนวนมาก ก่อนหน้านี้ บริษัทจีจีนิวส์เน็ตเวริ์ค หรือคลื่น บิสิเนสเรดิโอของนายดนัย เอกมหาสวัสดิ์ ก็ต้องปิดตัวลงเพราะภาวะเศรษฐกิจเช่นกัน รวมถึงเครือเนชั่นก็มีการเปิดให้พนักงานเออลี่รีไทร์มาหลายรอบ
........
อ่านข่าวชุดInvestigative News:ช็อตต่อช็อตเปิดโปงสื่อโล้น

Thursday, December 24, 2009

สร้างภาพปรองดอง

ที่มา ไทยรัฐ

บอกตามตรงว่าเบื่อ พฤติกรรมการสร้างภาพ ของการเมืองยุคนี้จริงๆ คำว่า สมานฉันท์หรือปรองดอง พูดออกมาดูดี แต่ความเป็นจริงแล้ว เป็นฉากหนึ่งของการสร้างภาพเท่านั้น ดูอย่างกรณี การแก้ไขรัฐธรรมนูญ นั่นปะไร คว้าน้ำเหลวตั้งแต่ อยู่ในชั้นกรรมาธิการด้วยซ้ำ

วันนี้มาต่อปากต่อคำกันถึงเรื่องจะเอารัฐธรรมนูญปี 40 หรือไม่เอาอีกแล้ว พฤติกรรมคำพูดของคนในรัฐบาลชุดนี้ ปลาไหลยังเรียกพี่ ไม่มีความจริงใจในการบริหารชาติบ้านเมืองเลยแม้แต่น้อย

คำสบประมาทที่เคยพูดเอาไว้ตั้งแต่รัฐบาลชุดนี้เข้ามาบริหารประเทศ ที่ว่า รัฐบาลชุดนี้จะไม่กล้าแตะต้อง 3 เรื่องด้วยกัน คือหวยบนดิน รัฐธรรมนูญ และพันธมิตรฯ

ก็ในเมื่อ นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ให้การเคารพนับถือพันธมิตรฯขนาดนี้มีหรือที่จะคิดเจรจาโดยสันติวิธีกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีแต่จะปิดทางเจรจามากกว่า เพราะฉะนั้นเมื่อมีเสียงจากองคมนตรีบางท่าน อาทิ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อยากให้ มีการเจรจากันโดยวิธีปรองดองเท่านั้น

ออกมาขย่มกันใหญ่

ตั้งเงื่อนไขให้ตรงกันข้ามกับข้อเสนอของ พ.ต.ท.ทักษิณเข้าไว้ แล้วจะมาพูดเรื่องการเจรจาหาตวักตะบวยทำไม ก็บอกไปเลยว่ารัฐบาลไม่ต้องการสมานฉันท์กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ถือเป็นศัตรูกันไปทั้งชาติ

ไม่เห็นต้องมานั่งโกหก

คำว่าปรองดองก็ดี สมานฉันท์ก็ดี ใช้กันจนฟุ่มเฟือยในสังคมไทย ทั้งๆที่เจตนารมณ์ของคนที่พูดหรือแสดงแนวคิดเรื่องนี้มีเจตนา แอบแฝงทั้งนั้น คนที่ออกมาพูดก็มีชนักติดหลัง หน้าไหว้หลังหลอก

สมานฉันท์บนความหวาดระแวงซึ่งกันและกัน

หรือกรณีฝ่าย พ.ต.ท.ทักษิณออกมาตั้งเงื่อนไขว่า จะต้องมีการทำสัตยาบันในการเจรจาสงบศึก ก็ส่งสัญญาณถึงความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจกันอยู่แล้ว ปัญหานี้จึงไม่มีทางออกในทางสันติแน่นอน

มีแต่แนวทางที่ถลำลึกไปสู่การจลาจลในประเทศอีกครั้ง

ปีใหม่ไปแล้วมีได้มีเสีย รัฐบาลจะงัดเอามุกความจงรักภักดีต่อสถาบัน หรือประชาชนอยู่ในช่วงแห่งการเฉลิมฉลองก็คงไม่ได้ผลต่อไป

ศึกใหญ่ระหว่างคนต่างสีกำลังจะเกิดขึ้นอีกกระทอก

ชาวบ้านที่ไม่มีสีอย่างเราเต็มไปด้วยวิบากกรรม มือข้างหนึ่งของรัฐบาลสู้รบ เพื่อชิงอำนาจ มืออีกข้างหนึ่ง ถอนขนห่าน จากประชาชน ขึ้นดอกเบี้ย ขึ้นภาษีเอามาบำรุงกระเพาะ ในเร็วๆนี้ ต้องเตรียมตัวเตรียมใจเสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างอีกระลอก สินค้า ค่าทางด่วน ขึ้นราคากันฝุ่นตลบ

เกิดเป็นคนไทยยุคนี้นอกจากจะต้องทนกับพฤติกรรมการสร้างภาพให้ได้แล้ว ยังจะต้องทนรับกรรมจากกิเลสการเมือง

ของคนกลุ่มน้อยบนเส้นทางชีวิตบัดซบที่หนักอึ้งไปด้วยภาระหนี้สินรุงรัง.

หมัดเหล็ก

เกมเดินสู่จุดล้มเดิมพัน

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_54779

สุรยุทธ์ - อภิสิทธิ์

แล้วบาปก็ตกอยู่ที่ "หนูเล็ก" น.ส.วาสนา นาน่วม นักข่าวสาวสายทหาร ผู้ดำเนินการรายการ "ลับ ลวง พราง" ต้องแอ่นอกเล็กๆของลูกผู้หญิงรับผิดไปแต่เพียงผู้เดียว

กับบท "ขอยอมเป็นกระโถน"

ในเมื่อต้นเรื่องอย่าง "บิ๊กแอ้ด" พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี เปิดแถลงด่วนปฏิเสธข่าวบิดเบือนที่จะรับอาสาเป็นคนกลางในการเจรจาสงบศึกกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

เพราะไม่ใช่หน้าที่องคมนตรีและไม่มีอำนาจ

จบข่าวไปแบบเคืองๆที่สื่อเอาเรื่องคุยกันวงใน ไปเสนอข่าวคลาดเคลื่อน

เรื่องของเรื่องก็น่าจะเป็นอย่างที่ น.ส.วาสนาวิเคราะห์อาการ เดาอารมณ์ของแหล่งข่าวคนสำคัญอย่าง พล.อ.สุรยุทธ์

"เข้าใจว่าท่านคงโดนตำหนิ โดนอัดเยอะ"

ที่แน่ๆในจังหวะที่เกมไหลไปเข้าทางอีกฝ่าย อดีตนายกฯทักษิณที่ไม่ได้หลง "งับเหยื่อ" มาตั้งแต่ต้น ในทางตรงกันข้าม กลับดักจังหวะตีกินด้วยการบลัฟผ่านทวิตเตอร์ ถามกันเป็นนัย พล.อ.สุรยุทธ์พูดเองหรือได้รับอนุญาต

แหย่ไปถึงคนเดินหมากอำนาจที่อยู่เหนือกว่า

พร้อมกับได้ที แกล้งปล่อย 3 เงื่อนไขยากๆในการเจรจา เอารัฐธรรมนูญปี 2540 กลับมาใช้ ยุบสภา เลือกตั้งใหม่

"นายใหญ่" รู้อยู่แล้วว่า เกมเจรจา ยังไงก็ฟาวล์

ชั่วโมงนี้ยากจะฝ่าด่านขุมข่ายอำมาตย์ที่กำลังเกาะกุมผลประโยชน์ประเทศไทย ขณะที่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์เองก็ยังไม่อิ่มเอมกับสถานะผู้กุมอำนาจรัฐ

อย่างที่เห็นพวกที่รีบบอกปัด โดยเฉพาะคนที่พูดชัดกว่าใคร "เทพเทือก" นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ผู้จัดการใหญ่รัฐบาล บอกเลย "ทักษิณ" เป็นคนร้ายกาจ

บล็อกให้อยู่ต่างประเทศไปตลอดน่ะดีแล้ว

สรุปได้เลยว่า ตราบใดที่ยี่ห้อประชาธิปัตย์ยังเป็นรัฐบาล ไม่มีสัญญาณจากคนคุมเกมอำนาจประเทศไทย

ไม่มีคิวเจรจากับอดีตนายกฯทักษิณ เกิดขึ้นแน่นอน

และก็เร้าสัญญาณรบต่อทันควันเหมือนกัน ทันทีที่ พล.อ.สุรยุทธ์เปิดแถลงปฏิเสธข่าวรับเป็นคนกลางในการเจรจาสงบศึก อดีตนายกฯทักษิณพูดผ่านรายการ "ทอล์กอะราวด์เดอะเวิลด์" ผ่านเว็บไซต์ทักษิณไลฟ์ดอตคอม

ฟังดูก็เป็นที่เรียบร้อยว่า บ้านเมืองเราคงจะเป็นอย่างนี้ต่อไป อึมครึมต่อไปก็ไม่เป็นไร ในเมื่อผู้มีอำนาจมองว่าจะปล่อยให้เป็นอย่างนี้
เมื่อได้ผ่านที่ตัวเองพอใจให้เป็นรัฐบาลแล้ว

"ผมได้พบกับหลายคนที่อยู่เบื้องหลังทั้งหลาย เขาบอกเลยว่า ไม่เป็นไร ปล่อยบ้านเมืองให้อยู่ไปอย่างนี้ต่อไป แม้นายกฯไม่เก่ง แต่ก็ไว้ใจได้ แล้วไม่กี่วันพรรคประชาธิปัตย์ก็แกร่งขึ้น อีกไม่นานเสื้อแดงก็ฝ่อไปเอง ซึ่งเป็นการมองแบบฝ่ายอำมาตย์ ที่ไม่ได้สนใจความต้องการของประชาชน

ซึ่งก็ต้องดูกันต่อไป หากไม่อยากยุติ ไม่อยากให้การแตกแยกในบ้านเมืองยุติลง ก็ปล่อยให้เป็นอยู่อย่างนี้"

น้ำเสียงกร้าวกันในที รับกับประโยคทิ้งท้าย "ทักษิณ" พูด เป็นนัย

ทุกสิ่งทุกอย่างมันมีจุดเดือดของมันอยู่

โดยจังหวะเร้ากองกำลังคนเสื้อแดง พร้อมรบสงครามแตกหักกับอำมาตย์

และก็เป็นอะไรที่จ่อคอหอยเข้าไปทุกขณะ ล่าสุดศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้นัดไต่สวนคดีที่อัยการสูงสุดยื่นคำร้องให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินของอดีตนายกฯทักษิณ ผู้ถูกกล่าวหาว่ามีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์ธุรกิจครอบครัว อันเป็นการทับซ้อนประโยชน์ส่วนตัวและส่วนรวมมูลค่า 76,000 ล้านบาท ที่ได้จากการขายหุ้นในเครือบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ตกเป็นของแผ่นดิน

ถึงคิวพยานปากสำคัญ ทั้งนายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีตรองนายกฯและ รมว.ต่างประเทศ สมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ และนายกล้านรงค์ จันทิก กรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะอดีต คตส.ที่ชงสำนวนคดียึดทรัพย์

เหลือนัดไต่สวนข้อเท็จจริงอีก 2 นัดในวันที่ 12 และ 14 มกราคม 2553

ก่อนศาลจะกำหนดนัดวันอ่านคำพิพากษา

จุดตัดสินเดิมพันประเทศไทย.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

รำลึกวีรชนปฏิวัติตะนาวศรีในวันสหายแบ่งหลายสี

ที่มา Thai E-News



โดย ซัง ตะวันออก
24 ธันวาคม 2552

*บทความเกี่ยวเนื่อง:บันทึกอดีตสหายเดือนตุลา(ตะวันตกที่ตะนาวศรี)

ขายเฉพาะแบรนด์สีแดงอย่างเดียว ฝ่ายตรงข้ามอาจจะไม่กลัว ต้องสำทับว่าเป็นแดงคอมมิวนิสต์ด้วย มีกองทัพปฏิวัติด้วย (เออ...ไปใหญ่) มีคอมมิวนิสต์พันธุ์ผสมออกมาหลากหลายประเภท กลุ่มการเมืองทั้ง 2 ขั้ว 2 สี ต่างก็มีอดีตคอมมิวนิสต์ อดีตสหาย อดีตคนตุลาเข้าไปทำหน้าที่ในส่วนนำ จนไม่รู้ว่าจะเรียกการเมืองไทยยุคนี้ว่ายุครื้อฟื้น "ซ้ายใหม่" หรือ "ซ้ายเก่า" ดี?




สุดสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ ทีมเลี้ยวซ้ายไปขายหนังสือในงานรำลึกวีรชนปฏิวัติเขตตะนาวศรี จัดที่วัดแห่งหนึ่ง ในจังหวัดเพชรบุรี มีคนมาร่วมงานจาก กทม.+เขตงานต่างๆและชาวกระเหรี่ยงท้องถิ่นรวมสัก 120 คน

เราไปช่วยสหายเก่าในงานถนัดคือเป็นพิธีกร เชียร์รำวง บันเทิง เขียนบทกวี และคำไว้อาลัย

งานนี้ได้พบปะสหายรุ่นก่อตั้งผมขาวทั้งศีรษะแต่ยังคงมุ่งมั่น เห็นทั้งลุงขาบ ลุงสัมผัส และอีกหลายลุง จากหลายเขตงานมาร่วมงานกัน

คนที่เดินไม่คอยจะไหว มีหมอแทงเข็มคอยให้บริการรับใช้แก้เคล็ดขัดยอก ปวดเข่า ปวดหลัง ในบรรดาสหายเก่าและแก่เหล่านี้ คาดเดาไม่ถูกว่ามีกี่ขั้ว กี่สี มีเสื้อเหลืองมาก เสื้อเหลืองน้อย มี 2 ไม่เอา หรือ เอาทั้งสอง(สี) + แอบเป็นเสื้อแดง เป็นเสื้อแดงเอาทักษิณ แดงไม่เอาทักษิณ แดงมาตั้งแต่เกิด แดงมาพร้อมกับการตั้งพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย มาปะปนกันอยู่มากน้อยแค่ไหนในงาน

รู้แต่พียงว่าที่มาร่วมงานรำลึกสหายครั้งนี้ ไม่ได้มีความเป็นเอกภาพ และไม่ได้คิดไปในทางเดียวกันทั้งหมด เวลาเปลี่ยน คนเปลี่ยน.... จุดร่วมคือความคิดถึง ความรัก และความเคารพต่อวีรชนผู้เสียสละ และสหายที่ตายจากไป.....มีสหายเก่าหลายคนเข้ามาทักเราว่า "สหายไม่เปลี่ยนเลย..."

คนที่ยืนใกล้ๆก็พากันผงกหัวหงึกๆ ไม่รู้ว่าเป็นคำด่าหรือคำชม.... ?



ทุ่มตรงบนลานดินหน้าม่านสีแดง รายการบันเทิงก็เบิกโรงด้วยชุดแสดงของเยาวชนประกอบเพลงมาร์ชกองทัพปลดแอก สวมเสื้อทหาร ทปท.+หมวกดาวแดง ธงแดงบนคอปกเต็มยศ ชูธงแดง ชูค้อน และเคียว เรียกความตื่นเต้นให้ผู้ชมไม่น้อย

และมีชุดระบำรำฟ้อนจากสหายอนุชนชนชาติตามมาอีก 5-6 ชุดใส่ชุดประจำชาติของชนชาติอย่างสวยงาม ที่แปลกออกไปคือ ระบำตีไม้ที่มีเฉพาะเขตตะนาวศรี ร่ำร้องจะให้มีมาหลายปีแต่ไม่สำเร็จ มาได้เล่นกันในปีนี้ รอบแรกเป็นของสหายรุ่นเก่า ที่ยังไม่ค่อยแก่ นึกว่าตัวเองแน่ กว่าจะเริ่มกันได้ก็ล่มไปหลายนาที เพราะตีกันไปคนละจังหวะ นับ 1-2-3-4 ต้องมีเสียงนกหวีดช่วยจึงตีได้รอบวง พอตีไปได้สัก 3 รอบ หอบจนตัวโยน เราก็กระโจนลงไปด้วย

โอ๊ย...หายใจไม่ทัน เกือบเอาชีวิตมาทิ้งซะแล้ว


ดนตรียืนพื้นคือวงจู่โจม เป็นวงที่ไม่ทันจะตั้งตัว เพราะคิดว่าจะมีวงจากกรุงเทพฯไปช่วย แต่หาไม่ได้จริงๆ เพราะเล่นจัดงานซ้อนกัน วงนี้มีสหายเยาวชนชนชาติเป็นหลักทั้งนักร้อง นักดนตรี เล่นกันอย่างตั้งอกตั้งใจด้วยเครื่องดนตรีไม่กี่ชิ้น ร้องเดี่ยวสลับรำวงสามัคคี และแจกของขวัญเล็กๆน้อยๆสลับกันไป

งานภาคค่ำวันเสาร์จบเร็วกว่าที่คาด แค่ 3 ทุ่มกว่าๆก็เลิกรา อากาศเย็นสบาย น้ำค้างไม่แรง มีเปลกางอยู่ตามกอไผ่ สลับเต๊นท์ผ้าใบ บางคนก็ไปพักชาวบ้าน ผู้แก่ผู้เฒ่าพักในเรือนนอน เสียงคุย เสียงหัวเราะ ดังมาเป็นระยะๆก่อนเงียบหายไปตอนตีสาม

งานรำลึกในเช้าวันอาทิตย์ อุ่นเครื่องด้วยการบอกเล่าเรื่องอดีตของสหายในเขตป่าเขาที่ต้องประสบความยากลำบากเมื่อครั้งที่ไปบุกเบิก ไปทำงานมวลชน ถูกล้อมปราบ จนไม่มีข้าวปลาอาหารจะประทังชีวิต ต้องกินแต่ต้นไม้ใบหญ้าที่พอจะหาได้ เอาผิวไม้มาขูดเป็นเส้นแทนยามวน กินหัวกลักหัวกลอย.....จนเมากันหัวทิ่มหัวตำ กลายเป็นบทเพลงประจำเขตงานก็มี

พอ 10 นาฬิกา ช่วง เปิดงานด้วยการร่วมกันร้องเพลงสากล อินเตอร์เนชั่นแนล ต่อด้วยการวางหรีดและกล่าวไว้อาลัยจากสหายตัวแทนเขตงานต่างๆ รวมทั้งสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดเพชรบุรีที่มาร่วมงาน คั่นการกล่าวไว้อาลัยด้วยมีพิธีการส่งต่ออุดมการณ์สืบทอดภารกิจ โดยให้สหายเก่าผูกผ้าพันคอสีแดงแก่อนุชนที่มาร่วมงาน และจุดเทียนแทนดวงไฟส่องสว่างท่ามกลางสังคมที่กำลังมืดมิด และส่งท้ายด้วยการอ่านบทกวีถึงสหายที่ล่วงลับ พร้อมกับน้ำตาอาลัยผู้จากไป

เมื่อพูดถึงสหายใหม่ หมายถึงสหายนักศึกษา ปัญญาชน ที่เข้าป่าภายหลังเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 และมีชีวิตโลดแล่นอยู่ในเขตตะนาวศรี แม้หลังจากนั้นอีกหลายปีในหมู่สหายเก่าสหายใหม่ที่เคยสนิทใกล้ชิดเคยร่วมรบจะมีความคิดที่แตกต่างกันไป สหายใหม่เมื่อเสียชีวิตแล้วก็จะได้รับการจารึกชื่อบนแผ่นหินสีดำของอนุสรณสถานเช่นเดียวกับสหายอื่นๆที่เสียสละไปในการรบ สหายใหม่บางคนเป็นไข้มาเลเรีย บางคนจมน้ำ บางคนได้รับอุบัติเหตุ หลายสาเหตุที่เสียชีวิตลง



แต่ครั้งหนึ่งเมื่อเขายังมีชีวิต พวกเขามุ่งมั่น บากบั่น อดทน ตัดสินใจเข้าร่วมการปฏิวัติ ภายใต้การนำของพรรค และมีสหายเก่าห้อมล้อมมอบความอบอุ่น ดังร้อยกรองบทนี้....

"ฝ่าดงหนาม ร่วมสงครามประชาชน"

พักลงตรงโคนคดโค้ง
กระชิดกลางดงใบดกร่มชื้น...ชื่นชม
ใต้แดดอุ่นคือสายลม คอยพริ้วพรม
ให้รื่นรมย์ยามแดดกร้าน

ขอรำลึก สหายยืน ผู้ยืนหยัด
เป็นนักรบปฏิวัติร่วมสืบสาน
สหายดวง สหายกร แรมรอนนาน
สหายใหญ่ร่วมประสาน สหายจิน

สหายเดี่ยว ยังดี วจีจันทร์
สหายนิรันดร์ ร่วมต่อสู้มิรู้สิ้น
ร่วมศึกษาร่วมผลิตเป็นอาจินต์
ด้วยถวิลใฝ่หาประชาชน

ขอคารวะจิตใจเหล่าสหาย
วีรชนผู้พลีกายทุกแห่งหน
ฝากความรักอาลัย...จากใจชน
จงพักพล....กลางกระชิด สนิทนิทรา..........
พักกลางใจมวลชนตลอดกาล.....


แล้วผู้มาร่วมงานทั้งหมดก็วางดอกไม้ป่าหลากสี ด้านหน้าอนุสรณสถานเป็นอันเสร็จพิธี สัญญากันว่าปีหน้าจะกลับมาอีก

กลับมาถึงกรุงเทพฯ เห็นข่าวในทีวี ภาพบิ๊กจิ๋วยืนบนเวทีหน้ากลุ่มชุมนุมในงานเสื้อแดงทางตะวันออกหรือทางอีสานก็ไม่ทราบได้ ท่านอดีตนายพลสวมหมวกทหารกองทัพปลดแอกติดดาวแดงยิ้มแฉ่ง ไม่รู้ว่าต้องการสื่อสัญญลักษณ์เพื่อขู่กลุ่มอนุรักษ์นิยมหรืออย่างไร

ทำนองว่าขายเฉพาะแบรนด์สีแดงอย่างเดียว ฝ่ายตรงข้ามอาจจะไม่กลัว ต้องสำทับว่าเป็นแดงคอมมิวนิสต์ด้วย มีกองทัพปฏิวัติด้วย (เออ...ไปใหญ่) มีคอมมิวนิสต์พันธุ์ผสมออกมาหลากหลายประเภท กลุ่มการเมืองทั้ง 2 ขั้ว 2 สี ต่างก็มีอดีตคอมมิวนิสต์ อดีตสหาย อดีตคนตุลาเข้าไปทำหน้าที่ในส่วนนำ จนไม่รู้ว่าจะเรียกการเมืองไทยยุคนี้ว่ายุครื้อฟื้น "ซ้ายใหม่" หรือ "ซ้ายเก่า" ดี?

คงพูดตามสูตรสำเร็จของพคท.ไม่ได้ ที่ว่าสถานการณ์ฝ่ายประชาชนดีขึ้นทุกวัน ศัตรูเลวลงทุกวัน ที่แน่ๆ หากต้องการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงสังคม แต่ไม่ไปทำมัน ไม่ไปผลักดัน ไม่รวมกลุ่ม ไม่ลงมือ อะไรก็ไม่สำเร็จ เราต้องคอยเตือนตัวเองอย่างนี้ เพราะเผลอๆก็นึกห่อเหี่ยวบ้าง

วันคริสตมาสอีฟ (Christmas Eve) 24 ธันวา 5 โมงเย็น ตั้งใจจะไปจัดปาร์ตี้ร่วมกับกรรมกรไทรอัมพ์ เพื่อให้กำลังใจ แบ่งปันและเรียนรู้ ความทรหดอดทนของคนงานที่ประท้วงมาหลายเดือนต่อเนื่องกัน แม้จะมองไม่เห็นชัยชนะเบื้องหน้า กรรมกรเหล่านี้กำลังแสวงหาความยุติธรรมในสังคมไทยที่ไร้ความยุติธรรม กำลังรักษาสิทธิแรงงาน

ขณะที่ขบวนการแรงงานแตกแยกและอ่อนแอ กำลังต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน ขณะที่นับวันสิทธิมนุษยชนในสังคมไทยยิ่งสูญหายไป...ไปช่วยเสริมพลังใจ...ไปมอบสิ่งดีๆก่อนที่พวกเขาจะอ่อนล้าไปมากกว่านี้

สหายทั้งหลาย....กรรมาชีพคือกำลังหลักของการปฏิวัติ....ไม่ใช่หรือ?

**************
(ประชาสัมพันธ์กิจกรรม)

เชิญทุกคนเป็นซานตา ครอสให้ของขวัญให้กำลังใจกรรมกรหญิงไทรอัมพ์เย็นนี้



***วันนี้ขอเชิญผู้รักความเป็นธรรมมาเป็นเสื้อแดงตัวพ่อ-เสื้อแดงตัวแม่ ก็ซานต้าไง ไปแจกของขวัญกัน? ..24 ธันวาฯ วันคริสตมาสอีฟปีนี้ ในหมู่คนกันเอง อาจารย์วิภา ดาวมณีอยากเชิญชวนเพื่อนๆไปมอบของขวัญ+กำลังใจให้กรรมกรไทรอัมพ์ ที่ใต้ตึกกระทรวงแรงงาน ติดสนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่นดินแดง***

***การต่อสู้ที่ยืดเยื้อย่อมทำให้อ่อนล้า.. กรรมกรไทรอัมพ์กำลังแสวงหาความยุติธรรมในสังคมไทยที่ไร้ความยุติธรรม กำลังรักษาสิทธิแรงงาน ขณะที่ขบวนการแรงงานแตกแยกและอ่อนแอ กำลังต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน ขณะที่นับวันสิทธิมนุษยชนในสังคมไทยยิ่งสูญหายไป...ไปช่วยเสริมพลังใจ...ไปมอบสิ่งดีๆ ตั้งแต่เวลา 17.00 น.เป็นต้นไป อยากไปด้วยกันหรือเป็นของขวัญก็ตาม ติดต่อสอบถามอาจารย์วิภา ดาวมณี 081-6134792 กิจกรรมมีตั้งแต่ 17.30-19.00 น. ป.ล.หากอยากจะอุดหนุนสินค้าชุดชั้นในของกรรมกรหญิงไทรอัมพ์ คลิ้กชมผลิตภัณฑ์ของมืออาชีพ+การต่อสู้ของพวกเขาอย่างสร้างสรรค์ ที่นี่***

“เพื่อไทย” เรียกร้องกกต. วินิจฉัยกรณีเงินบริจาคอย่างเป็นธรรม

ที่มา Voice TV



ขณะที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ตำหนิการทำงานของประธาน กกต. พร้อมเดินหน้าเอาผิดทางกฏหมาย หากผลการวินิจฉัยขัดกับความเป็นจริง

1 ปีรัฐบาลในทัศนะเลขาฯสนนท.

ที่มา Voice TV



ความคิดเห็นคนรุ่นใหม่ที่มีต่อผลงานรัฐบาลในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา จาก อนุธีร์ เดชเทวพร เลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย

นักข่าวพลเมือง: “ดา ตอร์ปิโด” ชวนช็อปปิ้งก่อนปีใหม่

ที่มา ประชาไท

เมื่อวันเสาร์ที่ 19 ธันวาคม 52 ที่ผ่านมาทางกลุ่ม “พลังรวมใจ” พร้อมด้วยดีเจอ้น ประชาชื่น ดีเจจากวิทยุชุมชนคนแท็กซี่ FM 107.75 และคุณกำพล นักวิชาการอิสระ ได้เดินทางไปเที่ยวงานประจำปีของกรมราชทัณฑ์ ซึ่งเป็นงานที่นำเอาสินค้าของผู้ต้องขังมาจัดแสดงและจำหน่าย เพื่อรายได้ส่วนหนึ่งจะปันผลให้กับผู้ต้องขัง

คนที่ชวนพวกเรามาเที่ยวงานนี้ก็ไม่ใช่ใครอื่น คุณดารณี ชาญเชิงศิลปะกุล หรือพี่ดา ตอร์ปิโด ของเรานี่เอง พี่ดาบอกพวกเราว่า ในส่วนของทัณฑสถานหญิงกลาง คลองเปรมนั้น เป็นฝีมือของพวกเพื่อนพี่ดาเอง ซึ่งพวกเขาน่าสงสารมาก บางคนก็ไม่มีญาติพี่น้องมาเยี่ยมหรือดูแลเลย หากเราไปอุดหนุนสินค้าของพวกเขาได้บ้างตามกำลัง ก็จะทำให้พวกเขายังพอมีเงินปันผลไว้พอใช้จ่ายส่วนตัวบ้าง

พอพวกเราก้าวเท้าเข้าสู่บรรยากาศของงาน ก็รู้สึกว่าเรือนจำนี้ไม่ได้น่ากลัวเลย ผู้คนคึกคัก เดินซื้อของกันหน้าชื่นตาบาน จากภาพเดิมๆที่เราเคยเข้ามาครั้งมาเยี่ยมพี่ดา บรรยากาศเรือนจำมันดูน่ากลัว แต่ทั้งหมดก็เพราะเราคิดไปเองทั้งนั้น บรรดาเจ้าหน้าที่เรือนจำต่างยิ้มต้อนรับนักช็อปปิ้งทั้งหลายด้วยไมตรีจิต (แหม! ถ้ายิ้มแบบนี้กับผู้ต้องขังบ้างก็คงจะดีนะคะ พี่ดาจะได้ไม่ต้องโดนตะคอกหรือปฏิบัติตามอารมณ์จากเจ้าหน้าที่บ่อยๆ)

ภายในงานจะมีสินค้ามาขายหลากหลายชนิด เอาแบบว่าสาธยายกันไม่หมดเลยค่ะ ตั้งแต่ ตู้ โต๊ะ ตั่ง เตียง เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้าสาน ขนมนมเนย ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดมาจากฝีมือผู้ต้องขังล้วนๆค่ะ นี่ถ้ารัฐบาลจะกรุณาพวกเขาสักนิด นำสินค้าของพวกเขาไปขายยังตลาดต่างประเทศบ้างก็น่าจะดีนะคะ เพื่อจะได้ปรับสภาพภายในเรือนจำที่ย่ำแย่ให้ได้มาตรฐานกันบ้าง เพราะเท่าที่ฟังจากที่พี่ดาเล่า แม้แต่น้ำดื่มก็ยังมีเศษผง มีลูกไรน้ำเล็กๆ ลอยไปลอยมา แย่จริงๆ ค่ะ

กลับเข้าเรื่องดีกว่าค่ะ สำหรับท่านใดที่ไปซื้อหาสินค้าแล้วกลัวว่าจะขนกลับบ้านไม่ได้ ก็ไม่ต้องห่วงนะคะ ทางเรือนจำมีรถส่งสินค้าให้ค่ะ ซึ่งวันนั้นดิฉันก็ซื้อไปหลายชิ้นค่ะ ไม่ว่าจะเป็นต่างหู สร้อยข้อมือ (ขอบอกว่าสวยและถูกมากค่ะ) ส่วนดีเจอ้น ก็ไม่น้อยหน้าซื้อเก้าอี้เอนนอนค่ะ สนนราคาก็ไม่แพงเลยตัวละ 1,800 เองค่ะ รีบๆ กันหน่อยนะคะ งานนี้มีถึงวันที่ 28 ธันวาคม 2552 นี้เท่านั้น ที่เรือนจำคลองเปรมค่ะ ทางจะไปเดอะมอล์ลงามวงศ์วานนะคะ

ไปเที่ยวกันแล้วก็อย่าลืมส่ง สคส ถึงดา เพื่ออวยพรปีใหม่และส่งกำลังใจให้คุณดา ตอร์ปิโดด้วยนะคะ ส่งมาที่ตู้ ปณ 58 ปณศ (พ) พระโขนง กรุงเทพ 10110 หรือส่งเป็น E-Card มาที่ wemissyouda@gmail.com แล้วมาร่วมกันลุ้นให้คุณดา เป็นผู้ต้องขังที่มีคนส่ง สคส ให้มากที่สุดในโลกนะคะ


มุสลิมไทยดอทคอม: วาดฝันมหานครปัตตานี ฟื้นชีวิตชีวาของระเบียงแห่งมักกะห์

ที่มา ประชาไท

ศ.พลโท ดร.สมชาย วิรุฬหผล

เลขาธิการคณะทำงานเพื่อเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ภาคประชาชน

ศ.พลโท ดร.สมชาย วิรุฬหผล เลขาธิการคณะทำงานเพื่อเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ภาคประชาชน หนึ่งในคณะทำงานของพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย เปิดเผยกับสำนักข่าวมุสลิมไทยดอทคอม เกี่ยวกับพิมพ์เขียวของ มหานครปัตตานี ตามกรอบและยุทธศาสตร์ภาคประชาสังคม ที่ได้ลงไปทำงานเชิงยุทธศาสตร์เพื่อความสมานฉันท์จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตามยุทธศาสตร์ ปัญหาภาคใต้แก้ได้ด้วยประชาสังคมว่า

“มหานครปัตตานี เกิดจากการระดมความคิดจากเวทีภาคประชาสังคมในพื้นที่ เราจะเริ่มต้นการสร้างศูนย์ราชการที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยในพื้นที่ 3 อำเภอที่เป็นเขตเชื่อมต่อ 3 จังหวัด คือ อ.กะพ้อ จ.ปัตตานี, อ.รามัน จ.ยะลา และ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส โดยใช้พื้นที่ขั้นต้นประมาณ 10,000 ไร่ โดยจะมีการวางผังเมืองอย่างดี ผังเมืองดังกล่าวจะไม่ให้แพ้เมืองปุตราญายา (Putra Jaya) ในรัฐเซอลางอ ประเทศมาเลเซีย”

“โดยจะมีการสร้างคลองเชื่อมเพื่อทดน้ำมาจากแหล่งน้ำที่ใกล้ที่สุด หากไม่เป็นแม่น้ำปัตตานี ก็จะเป็นเขื่อนบางลาง โดยจะทำเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่เพื่อกักเก็บน้ำ และที่นี่จะเป็นสวนสาธารณะและแหล่งบันเทิงที่ฮาลาลด้วย”

เลขาธิการคณะทำงานเพื่อเสริมสร้างสันติสุขฯ กล่าวต่อว่า “ภายในพื้นที่ศูนย์ราชการแห่งนี้เราจะสร้างมัสยิดที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียอาคเนย์ที่สามารถจุคนได้ไม่น้อยกว่า 30,000 คน จากนั้นก็จะจำลองวัดช้างไห้และศาลเจ้าแม่กวนอิมเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับฝ่ายพี่น้องที่นับถือศาสนาพุทธและชาวไทยเชื้อสายจีนที่อยู่ในบริเวณนี้ และที่สำคัญเราจะสร้างมหาวิทยาลัยที่เป็นศูนย์กลางของการศึกษาทั้งทางโลกและทางธรรม เพื่อให้มหาวิทยาลัยแห่งนี้ไปสอดรับกับความยิ่งใหญ่ในอดีตของปัตตานี ซึ่งเป็นศูนย์รวมแห่งวิชาการ ที่เคยได้รับขนานนามว่า “เป็นระเบียงแห่งมักกะห์”

“มหาวิทยาลัยแห่งนี้จะเป็นมหาวิทยาลัยระดับนานาชาติ ถือเป็นศูนย์การแห่งการเรียนรู้ที่เป็นเลิศ ไม่ใช่ปอเนาะหรือแค่โรงเรียนสอนศาสนา ที่นี่จะเป็นตักศิลาแห่งความเป็นเลิศในศาสตร์ทุกแขนงสาขา โดยเฉพาะสาขาวิทยาศาสตร์ฮาลาล ซึ่งเราจะมีคณะวิทยาศาสตร์ฮาลาล เพื่อผลิตบุคลากรป้อนให้กับโรงงานฮาลาลเพื่อจัดระบบต่างๆ ในอุตสาหกรรมฮาลาลปัตตานีและโลก ซึ่งเราต้องการจะฟื้นฟูความเป็นศูนย์กลางทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นทางด้านวิชาการศาสนา ศิลปะวิทยาการ หรือศูนย์กลางทางการค้าที่เคยยิ่งใหญ่ในอดีต”

“โดยจะมีการสร้างท่าเรือน้ำลึกที่ จ.ปัตตานี ที่นี่จะเป็นศูนย์กลางหรือเพชรเม็ดงามแห่งภูมิภาค ดั่งที่ปัตตานีเคยเป็นมาในอดีต เป็นนูซันตารา (Nusantara) สุวรรณภูมิ หรือแผ่นดินทอง อย่างเช่น มหาวิทยาลัยของเรา ก็จะเป็น University of Nusantara ส่วนมัสยิดก็จะเป็น Masjid of Nusantara นี่คือแลนด์สเคป (Landscape) ที่ตั้งไว้ แล้วก็จะมีเครือข่ายของการคมนาคม เป็นรางที่เชื่อมต่อทั้ง 3 จังหวัด แล้วก็เชื่อมโยงไปสู่สงขลาและสตูลได้ ซึ่งจะทำให้คนในพื้นที่มีความสามารถเดินทางค้าขายได้อย่างสะดวกมากยิ่งขึ้น”

ศ.พลโท ดร.สมชาย กล่าวต่อว่า “เราจะมีท่าเรือน้ำลึกขนาดใหญ่ที่ปัตตานีและสตูล แล้วก็ทำแลนด์บริจเชื่อมโยง 2 จังหวัดดังกล่าวให้เป็นเส้นทางคมนาคมเชื่อมโยง 2 ฝั่งทะเล ที่นี่จะเป็นศูนย์กลางทางทะเลของประเทศไทยทั้งชายฝั่งทะเลตะวันออกและตะวันตกที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทยต่อไปในอนาคตเราสามารถเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ทางเรือ โดยใช้เรือสำราญขนาดใหญ่ที่สามารถรองรับฮุจญาตได้ครั้งละ 3,000-4,000 คน มีเงินแค่ 60,000-80,000 บาท ก็สามารถเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ได้แล้ว ใช้เวลาเดินทางแค่เพียง 3 วัน ตลอดเวลาของการเดินทางยังสามารถจัดอบรมหรือสัมมนาเชิงปฏิบัติการถ่ายทอดองค์ความรู้เพื่อสร้างความเข้าใจในกระบวนการฮัจญ์ที่ถูกต้องอีกด้วย เพราะในเรือสำราญดังกล่าว มีห้องประชุมขนาดใหญ่ มีสถานที่พักผ่อนเครื่องอำยวนความสะดวกครบถ้วนเหมือนพักอยู่ในโรงแรมระดับห้าดาว นอกเหนือจากนี้ ยังสามารถนำสินค้าประเภทโอทอป หรืออาหารฮาลาลที่ผลิตในมหานครปัตตานีไปขายได้อีกด้วย ไม่ต้องอื่นไกลแค่ปลาเค็ม ปลากะตัก บูดูหรืออาหารทะเลตากแห้ง ก็สามารถพาไปขายให้กับฮุจญาตที่เดินทางมาประกอบพิธีฮัจญ์จากประเทศต่างๆ และยังสามารถนำเงินตราเข้าประเทศได้อีกด้วย”

“ปัตตานีในอนาคตจะเป็นศูนย์กลางของการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ฮาลาลเพื่อป้อนให้กับโลก โดยทำให้ครบวงจร ยกตัวอย่าง เช่น เราจะมีฟาร์มไก่ระบบปิดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีโรงเชือดที่ถูกต้องตามหลักศาสนบัญญัติ มีโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับไก่อย่างครบวงจร ส่วนเรื่องสินค้าที่ได้จากการทำประมงเราก็จะนำมาแปรรูปให้เป็นอาหารกระป๋องและอาหารแห้งอย่างครบวงจร จะมีแบรนด์เป็นของตัวเอง ที่จะเป็นสัญลักษณ์ของมหานครปัตตานี เพื่อให้พี่น้องมุสลิมและไม่ใช่มุสลิมจากทั่วโลกได้รู้จักและช่วยอุดหนุนสินค้าของเรา เพราะสินค้าฮาลาลไม่ใช่สินค้าที่ผลิตขึ้นมาสำหรับมุสลิมเท่านั้น หากแต่สินค้าฮาลาล เป็นสินค้าที่พระผู้เป็นเจ้าทรงออกแบบมาสำหรับมนุษยชาติ โดยมนุษยชาติ เพื่อมนุษยชาติ นอกจากนี้เราจะได้จัดตั้งศูนย์กลางทางการเงินและการลงทุนตามหลักชารีอะห์ โดยมีจุดประสงค์เพื่อสร้างการเชื่อมโยงกับแหล่งเงินทุนอันมหาศาลในตะวันออกกลางและโลกมลายู ตลอดจนความร่วมมือในการพัฒนาเศรษฐกิจกับรัฐทางตอนเหนือและตะวันออกของมาเลเซีย คือ รัฐเปอร์ลิส เคอดะห์ กลันตัน และตรังกานู”

เลขาธิการคณะทำงานเพื่อเสริมสร้างสันติสุขฯ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า “University of Nusantara จะเป็น Center of excellence หรือตักศิลาแห่งฮาลาลไซน์ส (Halal Science) ที่มหาลัยแห่งนี้เป็นสำนักคิดที่มีความร่วมมือกันระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับองค์กรภาคเอกชน ทำนิคมอุตสาหกรรมฮาลาล และก็ Logistic Halal และ Marketing มหา’ลัย อาจจะมีการดึง รศ.ดร.วินัย ดะห์ลัน มาเป็น ผอ.ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล ของ นูซันตารา ยูนิเวอร์ซิตี้ อีกหนึ่งตำแหน่งก็ได้ถ้าท่านไม่รังเกียจ เพราะเราทำเรื่องนี้เพื่ออัลลอฮฺ ไม่ได้หวังความโปรดปรานจากมนุษย์”

“อย่างไรก็ตาม สาเหตุที่เราได้เลือก อ.กะพ้อ อ.รามัน อ.รือเสาะ ก็เพราะว่า 3 อำเภอนี้มันอยู่กึ่งกลางระหว่างจังหวัดทั้งสาม ซึ่งเป็นเขตรอยต่อที่เราสามารถพัฒนาร่วมกันได้ ส่วนท่าเรือน้ำลึกฝั่งตะวันออก เราจำเป็นที่จะต้องสร้างที่ปัตตานีเดิม เพื่อเป็นการคืนชีวิตของนครปัตตานีให้กลับมามีชีวิตชีวาดั่งเดิม ส่วนท่าเรือน้ำลึกที่สตูลเราก็จะต้องสร้างขึ้นมา แม้ว่าจังหวัดสตูล จะไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของมหานครปัตตานีก็ตาม แต่สตูลก็จะเป็นเมืองหน้าด่านของชายฝั่งทะเลตะวันตกของมหานครปัตตานี ที่นี่จะเป็นประตูไปสู่มักกะห์ ซึ่งภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า “เมกกะ” หมายถึงความยิ่งใหญ่ในอนาคต

ตอนนี้เราได้ร่วมกันร่างสัญญาประชาคมกับคนในพื้นที่ 3 อำเภอนี้ ว่าต่อไปจะไม่มีการเกิดเหตุร้ายใน 3 อำเภอนี้อีก เพื่อเป็นการแสดงความจริงใจของชาวบ้าน ซึ่งเราจะร่วมระวังป้องกันไม่ให้ใครเข้ามาทำลายความสงบสุขในอำเภอของเราอีกต่อไป” ศ.พลโท ดร.สมชายกล่าว

*หมายเหตุ : ศ.พลโท ดร.สมชาย วิรุฬหผล หรือ ฮัจญีชัยนุลอาบีดีน บินมูซา เลขาธิการคณะทำงานเพื่อเสริมสร้างสันติจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้รับการแต่งตั้งเป็นเลขาธิการฯ จากการโหวตของคณะทำงาน เพื่อเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อปี พ.ศ.2547

ในสมัยที่ท่านดำรงตำแหน่งคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน หลังจากครบวาระท่านก็มาเป็นผู้อำนวยการสถาบันมาตรฐานฮาลาล คณะกรรมการอิสลามแห่งประเทศไทย ก่อนที่จะไปเป็นประธานธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยจนครบวาระตามวิถีทางการเมือง แต่ในขณะที่ท่านได้ดำรงตำแหน่งเหล่านี้ ท่านก็ได้ทำงานการเมืองภาคประชาชนในนามคณะทำงานเพื่อความสมานฉันท์จังหวัดชายแดนภาคใต้ควบคู่ไปด้วย เพียงแต่คณะทำงานดังกล่าวไม่เป็นที่รู้จัก และไม่ได้ถูกยอมรับจากรัฐบาลในสมัยนั้น (รัฐบาลทักษิณ)

แต่หลังจากพลเอกชวลิตได้จุดประเด็นเรื่อง “นครปัตตานี” และ “ดอกไม้หลากสี” ทำให้การทำงานของของคณะทำงานดังกล่าวโดดเด่นและเป็นที่ยอมรับของคนในพื้นที่ จนถึงกับได้มีการลงสัตยาบันว่า ในพื้นที่ 3 อำเภอดังกล่าว คือ กะพ้อ, รามัน, รือเสาะ ทางภาคประชาสังคมจะใช้พลังภาคประชาสังคม ทำการสอดส่องดูแล ป้องปรามและป้องกันไม่ให้เหตุร้ายเกิดขึ้นมาอีกในพื้นที่ดังกล่าว นับตั้งแต่วันที่ 3 พฤศจิกายนเป็นต้นมา

ที่มา: สำนักข่าวมุสลิมไทยดอทคอม

"จิ๋ว"ชี้"สุรยุทธ์"ทำถูกไม่เป็นคนกลางเจรจา"แม้ว" "จตุพร"ฉะ"เป็นตัวการ ไม่เหมาะ ต้องฉิบหายไปข้าง

"จิ๋ว"ชี้"สุรยุทธ์"ทำถูกแล้วไม่เป็นคนกลางประสาน"แม้ว" แนะรบ.แก้ปัญหาชาติก่อน

เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ก่อนการเดินทางไปประเทศจีน ถึงกรณี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี ปฏิเสธรับเป็นตัวกลางประสานกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า เป็นเรื่องที่ถูกแล้ว เพราะปัจจุบัน พล.อ.สุรยุทธ์ เป็นองคมนตรี อาจจะส่งผลเสียหายต่อหน้าที่


ทั้งนี้ พล.อ.ชวลิต กล่าวว่า ยังไม่ได้วิเคราะห์อะไรเกี่ยวกับสถานการณ์บ้านเมืองในปีหน้า แต่ปัญหาหลักของชาติ คือ ปัญหาความขัดแย้งของคนในชาติที่ยังมองไม่เห็นว่า แก้อย่างไร รวมถึงปัญหาด้านเศรษฐกิจ เท่าที่มองดูจากตัวเลขห่าง ๆ คิดว่าน่าจะใช้เวลา 10 ปี ถึงจะตั้งงบประมาณแบบสมดุล โดยไม่มีการกู้ ซึ่งปัญหาพื้นฐานอื่น ๆ ที่สำคัญอื่น ๆ เช่น ระบบราชการที่ยังไม่ได้รับการพัฒนาเท่าที่ควร ทุกอย่างต้องแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ

เมื่อถามว่า การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงที่จะมีขึ้นในปีหน้า จะส่งผลกระทบต่อด้านการเมืองอย่างไร พล.อ.ชวลิต กล่าวว่า ไม่ทราบ เพราะคนละส่วนกัน อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าการชุมนุมของคนเสื้อแดงจะเป็นแบบยืดเยื้อเพื่อให้มีผล


"จะทำอย่างไรไม่ให้คนเสื้อแดงชุมนุมยืดเยื้อ ก็ต้องมีการพูดคุย แต่ถามว่าใครจะเป็นคนพูดคุย ซึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหา ถ้ารัฐบาลไม่แก้ไข เดี๋ยวก็จะมีคนอื่นมาแก้ให้ แล้วจะยิ่งยุ่ง อย่างไรก็ตาม สังคมไทยปฏิเสธความรุนแรงอยู่แล้ว ชอบแนวทางสันติมากกว่า อยากให้เสนอแนวทางที่เป็นจริง จะทำให้ทุกอย่างเรียบร้อย" ปธ.พรรคเพื่อไทย กล่าว

เมื่อถามว่า รัฐบาลต้องปรับคณะรัฐมนตรีหรือไม่ หลังการทำงานมาครบ 1 ปี พล.อ.ชวลิต กล่าวว่า การปรับคณะรัฐมนตรีต้องถามว่าปรับแล้วไปทำอะไร เพราะต้องรู้ว่าปัญหาของชาติคืออะไร และแก้ไขปัญหาพื้นฐานของชาติก่อน แต่ส่วนตัวคงไม่สามารถไปสอนรัฐบาลได้

"เสื้อแดง"ฉะ"สุรยุทธ์"เป็นตัวการ ไม่เหมาะคนกลางเจรจา"แม้ว"

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และแกนนำคนเสื้อแดง กล่าวเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม ถึงกรณีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ระบุข้อมูลเงื่อนไขการเจรจาระหว่างรัฐบาลกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่าเชื่อถือไม่ได้ว่า การที่นายสุเทพบอกว่าตนเชื่อถืออะไรไม่ได้นั้น ก็ต้องบอกว่าคนที่เชื่อถือไม่ได้ ในประเทศนี้ ยังมีอยู่คนเดียวคือตัวนายสุเทพเอง เพราะไม่ว่าจะเข้าบ้านใคร ก็ไม่มีใครไว้ใจ การที่ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี ออกมาปฏิเสธการเป็นตัวกลางการเจรจากับพ.ต.ททักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นั้นถูกต้องแล้ว เพราะพล.อ.สุรยุทธ์เป็นตัวกลางไม่ได้ เนื่องจากพล.อ.สุรยุทธ์คือตัวการ

"การยึดอำนาจ 19 กันยายน 2549 ก็เริ่มการวางแผนมาจาก พล.อ.สุรยุทธิ์ จากนั้นก็มีการวางแผนคดียุบพรรคไทยรักไทยและพรรคพลังประชาชนวางแผนมาจากคนของพวกคุณทั้งนั้น ดังนั้นคุณกับผมจึงไม่ควรจะมาเจรจาอะไรกันอีก แต่ต้องฉิบหายกันไปข้างหนึ่ง"นายจตุพร กล่าว

ข่าวเกี่ยวกับเอกสารลับทะลุออกต่างประเทศ!!!!

ที่มา thaifreenews

โดย ป้าพลอย

อ่านข่าวในต่างประเทศแล้วให้สังเวชไทยแลนด์ ที่รัฐบาลทำแต่เรื่องขายหน้าไม่หยุด ข่าวเอกสารลับที่แฉออกมาตอนนี้ กระจายออกต่างประเทศทั่วโลก ว่ารัฐมนตรีต่างประเทศของไทยแลนด์ ได้เขียนเอกสารลับสั่งสังหารทักษิณ งามหน้าอีกแล้วนายกษิต หลังจากสั่งให้สถานทูตไทยใน

กรุงพนมเปญ ขโมยตารางบินของทักษิณมาให้ แผนลับต่างๆที่ทำกันได้เปิดโปงขึ้น และมีหลักฐานโชว์ต่อชาวโลกแม้เอกสารจะเป็นภาษาไทย แต่นักข่าวได้แปลเป็นภาษาต่างประเทศ ถึงความหมายในเอกสารลับนั้นว่าเขียนอะไรใว้บ้าง นายกษิตดิ้นไม่หลุดในกรณีนี้ หากรัฐบาลไทยยัง

ไม่ดำเนินการใดๆเกี่ยวกับเรื่องนี้ ทางต่างประเทศจะถือว่ารัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เป็นรัฐบาลที่ใช้สองมาตรฐาน100% ที่ได้ปฏิบัติต่อฝ่ายตรงข้ามตลอดมา เพราะการนำสองมาตรฐานมาใช้ ป้องกันฝ่ายของตนเองโดยอาศัยรัฐธรรมนูญปี50 เป็นรากฐานนั่นเอง หลักฐานเอกสารลับที่เล็ดรอด

ออกมาสู่สายตาชาวโลกนี่ก็ไม่ใช่ธรรมดา เพราะต้องมีใครที่ไม่เห็นด้วยในกลุ่มของรัฐบาล จึงได้นำมาให้ฝ่ายยุติธรรมเอาออกมาแฉ ชื่อเสียงรัฐบาลชุดนี้เน่าแล้วเน่าอีก หลังจากแต่งตั้งนายกษิตให้เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ เนื่องจากนายกษิตเองก็ใช่จะมีชื่อเสียงดีมาก่อน เพราะตัวเอง

ก็เหม็นหึ่งเกี่ยวกับนำม๊อบเสื้อเหลือง นำพรรคพวกบุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิเมื่อปีที่แล้ว ถูกนานานชาติประนามว่าเป็นหัวหน้าผู้ก่อการร้ายสากล หลักฐานและภาพ ที่ขึ้นบนเวที่ที่สนามบินสุวรรณภูมิ มีให้เห็นอยู่ทั่วโลก แล้วใครๆก็ต้องเชื่อในเรื่องเอกสารลับ ที่นายกษิตเขียนสั่งสังหารทักษิณ

งานนี้ทางรัฐบาลนายอภิสิทธิ์จะออกมาปกป้องคนของตนอะไรอีก? เพราะหลายๆเรื่องที่รัฐบาลเสียหาย มาจากรัฐมนตรีต่างประเทศทั้งสิ้น หากนายอภิสิทธฺ์ยังจะอุบเอาของเน่าใว้อีก ของที่เน่าๆนี้มันก็จะส่งกลิ่นไปทั่ว ไม่มีวันดับกลิ่นเน่านี้ได้ แล้วตัวนายอภิสิทธิ์พร้อมทั้งรัฐบาลของ

นายอภิสิทธิ์เองทั้งโก๊กก็เน่าเหม็นไปทั่วโลกด้วย การที่สนับสนุนกันให้กระทำความชั่วร้าย มันไม่ได้รู้แค่ในไทยแลนด์อย่างเดียว มันออกมาถึงโลกภายนอก แล้วทำไมจึงชอบทำอะไรโง่เขลา โชว์ให้ชาวโลกเขาสมเพชเป็นอาจิน หัดรักษาหน้าตัวเองและประเทศใว้บ้างซีนายอภิสิทธิ์

ตลอด 1 ปี เต็มชื่อไทยแลนด์เสียหายเพราะการกระทำของรัฐบาลชุดนี้ สาเหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์รีบตาลีตาลานกระโดดกอดเก้าอี้โดยที่ประชาชนไม่ได้เชิญมานั่นเอง หากมาอย่างถูกต้องจากประชาชนเลือกเข้ามา บ้านเมืองจะไม่เละขนาดนี้ และผู้นำก็จะไม่

ด้านขนาดนี้ต้องพิจารณาตัวเองลาออกไปเนื่องจากทำงานให้ประชาชนไม่เต็มที่ แต่รัฐบาลของนายอภิสิทธฺ์ ได้ขึ้นมาโดยการซื้อเสียงให้เห็นชอบดังที่มีข่าวหือฮาที่ออกมายังต่างประเท ตอนที่ขึ้นมาเป็นรัฐบาลใหม่ๆ เสมือนทำตัวเป็นมหาโจรปล้นอำนาจเขามาอย่างหน้าด้านๆในสภา กับงินที่

ซื้อเสียงทางฝ่ายนายเนวิน ชิดชอบข่าวออกมายังทั่วโลกเมื่อปลายปีที่แล้ว ดังนั้นข่าวฉาวโฉ่ของรัฐบาลชุดนี้มันมีมาแต่ต้นแล้วว่าไม่บริสุทธิ์ผุดผ่อง ฉะนั้นการทำงานแทบทุกอย่างจึงไม่โปร่งใส ในเมื่ออีตอนเข้ามาก็ยังไม่โปร่งใสอะไรๆมันก็ไม่โปร่งใสทั้งนั้น 1 ปีเต็มหาความโปร่งใส

ข้อใดบ้างให้เห็น? แม้แต่การกู้เงินมาใช้ ประชาชนไทยยังไม่เห็นเลยว่าเงินที่กู้เขามา เอามาทำอะไรให้ประชาชนให้ประเทศชาติบ้าง? ที่เห็นๆงบที่กู้มาเอาไปละลายให้ตัวเอง โดยนำกองกำลังคุ้มกันตัวเองไม่ว่าจะออกไปใหนใช้ทหารตำรวจเป็นหมื่นๆ แถมมีฮ.คอยบริการขึ้นลงในสถานที่นั้นๆ

แล้วนั่นมันเงินของใคร? นายอภิสิทธิ์ควักเงินจ่ายเองหรือเป็นเงินของรัฐ? ความไม่โปร่งใสหลายๆอย่าง ยังซ่อนอยู่ในใต้เก้าอี้นายกของนายอภิสิทธิ์ ที่นายอภิสิทธิ์นั่งทับเอาใว้อีกมากมายที่ประชาชนไม่รู้ แต่นายอภิสิทธิ์คงลืมไปแล้วว่า เมื่อถึงคราวดวงซวยเมื่อไหร่ ดาวที่อยู่บนท้องฟ้า

ที่สูงหลายล้านเมตร ก็ยังตกลงสู่พื้นดินแตกกระจายได้ แล้วนับประสาอะไรกับนายอภิสิทธิ์แค่มนุษย์เดินดินธรรมดาจะไม่ร่วงลงสู่พื้นดิน ไม่วันใดวันหนึ่ง แล้วเมื่อถึงวันนั้น นายอภิสิทธิ์คงได้รับรู้รสชาติว่า เมื่อถึงคราวที่ตัวเองหมดความหมาย หมดความศรัทธาจากทุกๆคน จะหันหน้าไปที่ใหน

มีแต่เสียงขับไล่ แม้แต่ผู้คุ้มครองก็ไม่เหลือแล้ว ครั้นจะหนีไปอยู่ประเทศใด ก็ไม่มีใครอ้าแขนรับคนชั่วช้าสารเลว ผลกรรมที่ก่อนี้มันเสียหายไปถึงตระกูลของตนเป็นตราบาปไปชั่วนิรันดร