WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, December 25, 2009

คุณอภิชาติ ประธาน กกต.ครับ อย่าเขินเลย ประกาศเลยว่าไม่ยุบ ปชป.

ที่มา thaifreenews

โดย...ลูกชาวนาไทย



เสียเวลาหาคำอธิบาย หรือเล่นลีลาน่ารำคาญครับ ผมก็รู้อยู่แล้วว่า ถึงอย่างไร ในทางการเมือง พวกคุณ ก็ยุบ ปชป. ไม่ได้ เพราะมันจะทำให้ การถืออำนาจรัฐของพวกคุณวุ่นวายไม่ลงตัว พวกอำมาตย์เขาไม่ยอมให้มันเกิดสภาพการณ์คุมไม่ได้อีกหรอกครับ

จะทำอะไรก็ทำไปเถอะ มันไม่มีคำอธิบายอะไรที่คนเขายอมรับได้หรอก ก็แค่บอกว่า "ผมดูสำนวนแล้ว" ไม่พอยุบ

แล้วก็ตัดสินใจยุติเรื่องไป

ผมรู้อยู่แล้วว่าประเทศนี้มีสองมาตรฐาน พวกคุณกำลังอยู่ในยุคสุดท้าย เหมือนยุคพระเจ้าหลุยส์ที่ 16
เ้รื่องน่าละอายมันก็เกิดประจำแหละครับ ไม่อย่างนั้นก็ไม่นำไปสู่การปฎิวัติใหญ่หรอกครับ

พวกคุณไม่มีทางเอาชนะใจประชาชนได้แล้ว

ดังนั้นเสียเวลาหาคำอธิบายว่าไม่ยุบ ปชป. เพราะอะไร

ในเมื่อหน้าด้านกันอยู่แล้ว ก็ทำไปเลย อย่าพิรี้พิไล

ผมพนันกันก็ได้ว่า ไม่มีทางยุบ ปชป.

ระเบิดเมืองยะลา!!

ที่มา thaifreenews

โดย tongtata

เสียดายไม่ได้บอกวันเวลาไว้ด้วย

















++วันก่อน กัมพูชา แสดงแสนยานุภาพกองทัพ วันนี้ พม่า ก็โชว์ฟอร์มเช่นกัน++

ที่มา thaifreenews

โดย Porsche

จากคุณ : ขอสักครั้งจะไม่ลืมพระคุณ


ด้วยการสั่งซื้อ MIG-29 1 ฝูงจากพันธมิตรรัสเซีย




และกำลังจะตามด้วย J 10 Dragon จากจีน




F-16 กับ กริฟเพ่นใหม่ ของไทย คงต้องเตรียมการให้ดี และใช้ให้ถูกทาง

เพราะไม่รู้อะไรจะเกิดขึ้นบ้างในอนาคตอันใกล้นี้




จากคุณ : MISS CACA


พี่สาวค่ะ....มิสฝากด้วยค่ะ

http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P8690665/P8690665.html

งามไส้กองทัพอีกแล้วค่ะ.พม่าฉีกหน้าไทย/ทอ.ไทยใช้เงินเท่าทอ.พม่าซื้อเครื่องบินรบ แต่ไทยได้กริเพ่นแค่6ลำส่วนพม่าได้มิก20ลำ


ผบ.ทอ.ยอมรับเสนอของบฯ ปี 53วงเงิน1.54หมื่นล้านบาท ยันซื้อกริพเพน 6 ลำ เป็นโครงการต่อเนื่อง หลังรัฐบาลก่อนอนุมัติแค่เฟสแรก
พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงษ์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ เปิดเผย ขณะนี้เทคโนโลยีด้านการบินมีความก้าวหน้า และพัฒนาไปมาก เพราะฉะนั้นจำนวนเครื่องบินที่ปกป้องผลประโยชน์ของชาติทางทะเลอย่างน้อยต้องมี 12 ลำ วงเงิน 3.54 หมื่นล้านบาท เราจึงเสนอรัฐบาลก่อนหน้านี้ในการอนุมัติซื้อ 1 ฝูงบิน แต่ด้วยกรอบงบประมาณที่กองทัพอากาศได้รับแต่ละปีน้อยกว่างบประมาณในการจัดหาทั้งฝูงบิน เราจึงเสนอไปว่าด้วยความเป็นไปได้ที่กองทัพอากาศได้รับแต่ละปี ที่สามารถผูกพันงบประมาณได้ เราจะขอจัดหาอย่างต่อเนื่อง 10 ปีอย่างน้อย 12 เครื่อง ในการนำเสนอครั้งนั้น ครม.เห็นว่าเป็นการอนุมัติที่ผูกพันต่อเนื่อง 10 ปีและก็เป็นรัฐบาลในห้วงเวลาสั้นๆ
ครม.จึงอนุมัติให้ ทอ.จัดหาในเฟสที่ 1 จำนวน 6 ลำ เท่านั้น"

http://www.bangkokbiznews.com/home/news/politics/politics/2009/02/05/news_13734.php

รับประทานกันเบาๆหน่อยก็ได้น่ะพม่าซื้อมิกได้20ลำ ราคาหมื่นกว่าล้าน ประเทศไทยจะซื้อหกลำหมื่นกว่าล้าน แหม แค่ค่าคอมอืมนะแล้วไปซื้อกริพเพนถามหน่อยสิถ้ารบกะพม่าจะสู้เค้าได้เหรอจ๊ะ หมื่นกว่าล้านได้ฝูงบินแค่เนี้ย กับพม่าเป็นยี่สิบ แค่พม่าบินโฉบเฉี่ยวยี่สิบลำต่อหกลำ น่าจะมึนหัวแล้วน่า

by jomsuwan


จากคุณ : mcu51


http://en.rian.ru/business/20091223/157331457.html
http://in.reuters.com/article/worldNews/idINIndia-44947620091223

http://en.wikipedia.org/wiki/Mikoyan_MiG-29
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=skyman&month=03-05-2009&group=3&gblog=136
รวมถึง VDO นี้ที่มีภาพของอาวุธหลายชนิดของกองทัพพม่าที่เราไม่ค่อยได้เห็นกันครับ
แม้ว่าจะเป็นเพียงรูปถ่ายก็ตาม แต่ก็ถือว่าน่าสนใจมากทีเดียว
http://www.youtube.com/watch?v=LFhFQ8XTrQ4



http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P8693073/P8693073.html

ห่าม

ที่มา บางกอกทูเดย์

ห่าม...ใช้กับผลไม้แปลว่า จวนสุกห่าม...ใช้กับคนแปลว่า มีนิสัยมุทะลุ ห้าวหาญบ้าบิ่น...และ ผิดปรกติวิสัยคำว่า...ห่ามเอามาใช้ได้ดีกับกระทรวงการต่างประเทศในยุคของ...เด็กมัธยมจากรุงเทพคริสเตียนที่ชื่อ กษิตภิรมย์...เป็นรัฐมนตรีว่าการยิ่งเมื่อสำนักนายกรัฐมนตรีได้รับเอกสาร...ลับด่วนมากลงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2552 แต่ไม่ถึง 30 วัน...เอกสารนั้นก็กลับมาปรากฏอยู่ในมือของพรรคฝ่ายค้าน...นั่นก็แ็สดงว่า...คำว่า...ลับมากนั้นปราศจากความศักดิ์สิทธิ์และคำว่าด่วนมากก็คือการรั่วไหลที่รวดเร็วเข้าไปดูในเนื้อหา ยิ่งห่ามกันเข้าไปใหญ่...เอกสารฉบับนี้...โกหกอย่างซึ่งๆ หน้ากับนายกรัฐมนตรีของเขาในสาระสำคัญ

และสวนทางกับคำพูดของสมเด็จฯฮุน เซน...ที่ว่า...เป็นความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับรัฐบาล...เพราะสมเด็จฯ ฮุน เซน...กล่าวต่อโลกว่า...กรณีพิพาทของไทย กัมพูชาคราวนี้เป็นเรื่องระหว่างเขากับ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ กษิต ภิรมย์ประโยคที่ว่า... “บริหารจัดการเวลาให้เป็นประโยชน์ต่อรัฐบาลไทยที่สุด โดยการเร่งพิจารณาคดีต่างๆ ของพ.ต.ท.ทักษิณ ที่ยังค้างอยู่”นั่นอาจจะแปลได้ว่า...อำนาจบริหารได้เข้าไปก้าวก่ายต่ออำนาจตุลาการหรือไม่...ในกระบวนการ

พิจารณาคดี...ซี่งในความเป็นปรกติวิสัยแล้ว ไม่ว่าจะเป็นทักษิณหรือประชาชนคนใดจะต้องได้รับโดยเท่าเทียมกันสาหัสที่สุดก็คือการ...คุกคามรัฐบาลกัมพูชา...ด้วยประโยคที่ว่า.. “จุดประสงค์ของไทยคือ การปรับความสัมพันธ์สู่ปรกติไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในกัมพูชา”จะไม่มีประเทศเอกราชประเทศใด...จะไม่รู้สึกถึงการข่มขู่เช่นนี้...เพราะอาจจะแปลได้ว่า...หากความสัมพันธ์ยังไม่เป็นปรกติจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองใน

กัมพูชาเอกสารฉบับนี้กำหนดเงื่อนไขสงครามไว้เสร็จสรรพว่า...“หาก พ.ต.ท.ทักษิณ และนายกรัฐมนตรีกัมพูชาร่วมกันกระทำการใดๆ จนเกิดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในวงกว้างเป็นการละเมิดบูรณภาพของดินแดน คุกคามอำนาจอธิปไตยและสถาบันสำคัญของไทย ซึ่งรวมถึงการดำเนินกิจกรรมเสมือนการจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นในกัมพูชา อันเป็นการแทรกแซงกิจกรรมภายในและบ่อนทำลายประเทศไทยอย่างชัดเจน ก็จำเป็นที่รัฐบาลไทยต้อง

พิจารณาตัดความสัมพันธ์ทางการทูตและยกเลิกการติดต่อทุกด้าน รวมถึงใช้มาตรการทางทหารเพื่อปกป้องอธิปไตย”เอกสารฉบับนี้...หากนายกรัฐมนตรีแห่งประเทศไทย...นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ...เห็นดีเห็นงามและอนุมัติให้ดำเนินการตามข้อ 4 ก็คือ...สั่งให้ทุกหน่วยราชการดำเนินการภายใต้การปรึกษาหารือกับกระทรวงการต่างประเทศสงครามไทย-กัมพูชา คงหลีกเลี่ยงไม่ได้...และจะกลายเป็นสงคราม...ไทยกับอินโดจีนในที่สุด 

2009-12-23 Youtube & Mediafire เสื้อแดงบุกกกต และ ก.ทรัพย์ฯ

ที่มา thaifreenews

โดย Tuxedo

2009 12 23 CH3ส ๒๕๘ล้านเข้าปชป เสื้อแดงบุกกกตเผาโรงศพ,เฉลิมลั่นเป็นไงเป็นกัน



2009 12 23 NBT ๒๕๘ล้านเข้าปชป พทจี้กกตใช้กม พิฯณา,เสื้อแดงบุกกกตเผาโลง,เฉลิมลั่นไม่ยอม




Youtube ให้คลิกที่ชื่อไฟล์ , Download เก็บไว้ที่คอมพ์ คลิก Mediafire

2009-12-23 CH3ส ๒๕๘ล้านเข้าปชป เสื้อแดงบุกกกตเผาโลง,เฉลิมลั่นเป็นไงเป็นกัน 6.63นาที

2009-12-23 NBT ๒๕๘ล้านเข้าปชป พทจี้กกตใช้กฎหมายพิฯณา,เสื้อแดงบุกกกตเผาโลง,เฉลิมลั่นไม่ยอม 1.42 นาที

รวม ๒คลิปครับ >> Mediafire 78.15Mb

= = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = =

2009-12-23 PCH เขายายเที่ยง เสื้อแดงบุกก.ทรัพฯจี้สุวิทย์เอาผิดพล.อ.สุรยุทธ,ไปกองปราบแจ้งจับ 5.21 นาที

Mediafire 50.49 Mb

การเคลื่อนไหวของเสื้อแดงเป็นการกระทำเพื่อคนๆ เดียวเท่านั้น แล้วเหลืองล๊ะ?

ที่มา thaifreenews

โดย...ลูกชาวนาไทย

ก็มีการกล่าวหากันโดยตลอดจากฝ่ายอำมาตย์ว่า การเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงเป็นการกระทำเพื่อคนๆ เดียว เป็นการกระทำเพื่อนายใหญ่

หากเราคิดตาม “ตรรกะ” นี้อย่างเคร่งครัดโดยไม่โต้แย้งให้เสียเวลา เพราะคนเสื้อแดงที่เป็นรากหญ้าส่วนใหญ่ก็เคลื่อนไหวเพราะรักทักษิณ ตามที่เขาว่จริงๆ จะเรียกว่าเป็นการเคลื่อนไหวเพื่อคนๆ เดียวก็ได้

แต่ฝ่ายเสื้อเหลืองละ เคลื่อนไหวเพื่ออุดมการณ์ล้วนๆ อย่างบริสุทธ์หรือเคลื่อนไหวเพื่อตัวบุคคลเช่นกัน ผมคิดว่าประเด็นนี้หาก เอาคนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องมาตัดสินเช่น “คนป่าในแอฟริกาหรือ คุณนิเชา ซึ่งเป็น bushman ในทะเลทรายฮาราคีรีมาตัดสิน

เขาจะตัดสินได้อย่างยุติธรรมในทันทีว่า พวกเสื้อเหลืองและพวกอำมาตย์ “เคลื่อนไหวเพื่อตัวบุคคล” ยิ่งกว่าคนเสื้อแดงมาก เป็นลัทธิบูชาตัวบุคคลแบบสุดกู่ด้วยซ้ำไป และอยู่ภายใต้ข้อสมมุติฐานว่า “มนุษย์ไม่เท่าเทียมกันด้วย”
เสื้อแดงเคลื่อนไหวเพี่อทักษิณ เป็นความเลว

เสื้อเหลืองและอำมาตย์เคลื่อนไหวเพื่อ .. เป็นความดี เป็นคุณธรรมที่น่านับถือ

นี่มันเป็น “คุณธรรม หรืออวิชชากันแน่”

ผมว่าหากเป็น “ชาวพุทธ” ที่ถ่องแท้ ก็จะสามารถตัดสินได้ด้วยใจของต้วเอง ยกเว้นว่าจะ “โดนสะกดจิตมานาน” อย่างน่าสงสารจนไม่อาจเป็น “ผู้ตื่น ผู้เบิกบานได้”

หลอกตนเองยิ่งกว่าเสื้อแดงอีก

ข้อเสนอสมานฉันท์จากพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตรและ นปช. ไม่ใช่เรื่อง “ส่วนตัว” โดยแท้

ที่มา thaifreenews

ข้อเสนอสมานฉันท์จากพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตรและ นปช. ไม่ใช่เรื่อง ส่วนตัว โดยแท้

รองศาสตราจารย์ ดร. วรพล พรหมิกบุตร

(นักวิชาการเพื่อประชาธิปไตยและสันติวิธี)

คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ในช่วงปลายสัปดาห์ที่ ๓ ของเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๒ ตัวแทนและที่ปรึกษาทางกฎหมายของ พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร (ดร. นพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พรรคพลังประชาชน พ.ศ. ๒๕๕๑) ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนเกี่ยวกับข้อเสนอวิธียุติความขัดแย้งทางการเมืองของไทยตามความเห็นของ พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร ว่าสามารถทำได้โดยการเจรจาประนีประนอมให้มีผลทางปฏิบัติ ๓ เรื่อง คือ (๑) ยกเลิกรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ และนำรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ กลับมาบังคับใช้ (๒) ยุบสภา และ (๓) จัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไป ; ในช่วงเวลาเดียวกัน ตัวแทน นปช. (คุณ จตุพร พรหมพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย) แถลงต่อสื่อมวลชนถึงแนวทางการสมานฉันท์ทางการเมืองคล้ายคลึงกันข้างต้น โดยกล่าวย้ำว่าควรจะต้องมีการทำสัตยาบันจากทุกฝ่ายที่ขัดแย้งกันว่าจะเคารพผลการเลือกตั้งทั่วไปภายหลังการนำรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ กลับมาใช้ และภายหลังการยุบสภาข้างต้น

หลังจากสื่อมวลชนไทยเผยแพร่ข้อเสนอแนวทางการเจรจาสมานฉันท์ข้างต้น แกนนำบริหารรัฐบาลผสมพรรคประชาธิปัตย์ (นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และ นายสุเทพ เทือสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง) รวมทั้งคณะทำงานใกล้ชิด เช่น นายเทพไท เสนพงศ์ ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนแสดงการคัดค้าน[1] ตอบโต้ และกระแนะกระแหนข้อเสนอจากพ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร เช่น นายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์ว่าแปลกใจที่พ.ต.ท. ทักษิณ เคยนั่งหัวโต๊ะที่ประชุมพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ขณะที่ยังดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่บัดนี้เสนอให้นำรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ กลับมาใช้

อย่างไรก็ตาม ประเด็นการคัดค้านและการแถลงตอบโต้ข้อเสนอแนวทางสมานฉันท์จาก พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ที่แกนนำพรรคประชาธิปัตย์ยังคงพยายามตอกย้ำให้สื่อมวลชนไทยนำไปเผยแพร่ต่อสาธารณชนไทยอย่างต่อเนื่องเสมอมา ได้แก่ ข้อกล่าวหาว่าการเคลื่อนไหวทางการเมืองของพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร (รวมทั้งการดำเนินกิจกรรมมวลชนของ นปช. ตลอดเวลาที่ผ่านมา) เป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ของ คน ๆ เดียว คือ เพื่อประโยชน์ส่วนตัวของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร (การตอกย้ำครั้งล่าสุดในกรณีนี้ ได้แก่ คำให้สัมภาษณ์ของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่อ้างว่าพ.ต.ท. ทักษิณ ต้องการสถานะเดิมคืนมา ต้องการเงินที่ถูกยึดไปคืนมา และไม่ต้องการรับโทษจำคุก ซึ่งเป็นความต้องการอยู่เหนือกฎหมาย)

สาธารณชนไทยจำนวนหนึ่งที่เคย เชื่อ หรือคล้อยตาม หรือแม้แต่เพียงแค่ระแวงสงสัยว่าการเคลื่อนไหวทางการเมืองของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร รวมทั้งการดำเนินกิจกรรมมวลชนของ นปช. ตลอดเวลาที่ผ่านมาเป็นการกระทำ เพื่อพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร หรือเป็นการกระทำ เพื่อคน ๆ เดียว (ตามที่มีการตอกย้ำ กระทบกระเทียบเปรียบเปรย และวิพากษ์วิจารณ์จากแกนนำพรรคประชาธิปัตย์และเครือข่ายกลุ่มอำนาจรวมทั้งสื่อมวลชนพวกพ้อง) สามารถตรวจสอบความจริงความเท็จเรื่องนี้ได้อีกครั้งโดยพิจารณาที่ สาระเนื้อหา ของข้อเสนอสมานฉันท์จากพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร (และพวกพ้อง) กล่าวคือ (๑) นำรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ มาใช้แทนรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ (๒) ยุบสภา (๓) จัดการเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่ตามรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐

ไม่มีสาระเนื้อหาข้อใดในข้อเสนอสมานฉันท์ ๓ ประการข้างต้นเลยที่เป็นข้อเสนอให้กระทำการเพื่อประโยชน์ส่วนตัวของพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ; ในทางตรงข้าม, ข้อเสนอทั้ง ๓ ข้อ ล้วนเกี่ยวข้องกับการมีส่วนได้เสียของสาธารณชนไทยโดยส่วนรวมทั้งสิ้น เช่น การใช้รัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งย่อมมีผลบังคับครอบคลุมคนไทยทั้งประเทศ ไม่ใช่ผูกพันกับเรื่องส่วนตัวหรือเรื่องเฉพาะรายของ คน ๆ เดียว ตามที่พรรคประชาธิปัตย์พยายามคัดค้านการนำรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ กลับมาใช้ ด้วยการให้สัมภาษณ์ตอกย้ำว่าการใช้รัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ เป็นเพียงเพื่อประโยชน์ของ พ.ต.ท. ทักษิณคนเดียว ; การยุบสภาเพื่อจัดการเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่ก็เป็นการดำเนินการทางการเมืองสาธารณะ กล่าวคือ เป็นการดำเนินกิจกรรมสาธารณะ (public affairs) ที่เกี่ยวข้องไม่เฉพาะกับประโยชน์ได้เสียของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ได้เสียของประชาชนส่วนรวมทั้งประเทศ

วันนี้ หากคนไทยรายใดยัง เชื่อ หรือแม้แต่ยังคลางแคลงใจว่าข้อเสนอสมานฉันท์จาก พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร และ นปช. ๓ ประการข้างต้น เป็น ข้อเสนอการเจรจาเพื่อประโยชน์ของ คน ๆ เดียว ตามที่พรรคประชาธิปัตย์และสื่อมวลชนพวกพ้องพยายามประโคมในหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ และเว็ปไซต์ต่าง ๆ ในเครือข่าย , คนไทยคนนั้นอย่างน้อยควรจะต้องตรวจสอบตนเองด้วยว่าได้ ทำหน้าที่ ตามความรับผิดชอบทั้งต่อตนเองและต่อประโยชน์ของคนไทยโดยส่วนรวม เพียงพอ แล้วหรือยังในฐานะที่เกิดมาเป็นคนไทยในแผ่นดินนี้คนหนึ่ง

*****************************




[1] บทความวิเคราะห์สาเหตุและแรงจูงใจที่พรรคประชาธิปัตย์และ ผู้บัญชาการพรรคประชาธิปัตย์ ยังคงต่อต้านการสมานฉันท์ทางการเมืองตามแนวทางดังกล่าว อยู่ระหว่างการร่างและเขียนสรุปเพื่อเผยแพร่ในโอกาสที่เหมาะสมต่อไป

คนทำสารคดีว่าคนเสื้อแดงเป็นคอมมิวนิสต์นั้นโกหกทั้งตัวเองและคนที่สั่งทำ

ที่มา thaifreenews

บทความโดย...Bugbunny


ถ้า เคยอ่านปรัชญามาร์กซิสต์แบบผู้ศึกษาหาความรู้กันจริง ๆ แล้วจะพบว่า มันก็คือแนวความคิดทางการเมืองซึ่งมองการเปลี่ยนแปลงขัดแย้งสังคมในประวัติ ศาสตร์โลกด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ เริ่มจากการเป็นสังคมบุพกาล มาสู่สังคมทาส แล้วเปลี่ยนไปเป็นสังคมศักดินา จนกลายเป็นสังคมทุนนิยม ผู้วางหลักการมาร์กซิสต์เองมองว่าคนในสังคมนั้นย่อมขัดแย้งกันเป็นเรื่อง ปกติ จากช่วงของความเป็นทุนนิยมในตอนที่เขาตั้งทฤษฎี ก็จะกลายเป็นสังคมนิยมที่คนส่วนใหญ่จะเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับพวกตนเอง มากขึ้น และจากสังคมนิยมก็เปลี่ยนเป็นสังคมคอมมิวนิสต์ สังคมในอุดมคติที่ทุกคนเท่าเทียมกันทั้งทางเศรษฐกิจการเมืองและสังคม แต่ยังไม่เคยปรากฏว่ามีสังคมคอมมิวนิสต์ในโลกเลย มันยังเป็นเพียงสังคมในฝันที่แม้แต่ผู้ประกาศตนว่าเป็นคอมมิวนิสต์เองก็ยอม รับ แต่คนไทยกลับถูกปั่นหัวให้เกลียดคนที่ไม่เห็นด้วยกับผุ้นำประเทศว่าเป็น คอมมิวนิสต์ ถือเป็นคนบาปคนเลวไปหมด ทั้งที่คนเหล่านั้นก็เพียงแค่อยากเห็นสังคมที่คนส่วนใหญ่มีความสุขเท่าเทียม กันเพิ่มขึ้นบ้างเท่านั้น


ตอนเกิด 6 ตุลา 2519 นั้น รัฐบาลไทยยังทำสงครามกลางเมืองกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย การเคลื่อนไหวของนักศึกษาประชาชนในเมืองจึงง่ายต่อการสร้างกระแสโจมตีว่า เป็นคอมมิวนิสต์ เพราะพวกเขาไม่เห็นด้วยกับชนชั้นนำในสังคมไทยที่เอาเปรียบประชาชนส่วนใหญ่ ชาวคอมมิวนิสต์ไทยที่เข้ามาเคลื่อนไหวในเมืองก็ยังเน้นแนวทางที่ว่า ชัยชนะที่แท้จริงในสงครามปฏิวััตินั้นต้องมาจากแนวทางสงครามชนบทล้อมเมือง เท่านั้น แนวทางอื่นเป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้ อีกทั้งหลายประเทศในขณะนั้น การปฏิวัติด้วยกำลังอาวุธของขบวนการภาคประชาชนก็ได้รับชัยชนะอย่างต่อเนื่อง เห็นชัดทั้งในคิวบา เวียดนาม ลาว กัมพูชา ฯลฯ

แต่ในความรู้ของคนไทย ทั่วไปผู้ตกอยู่ภายใต้การโฆษณาชวนเชื่อต่อเนื่องกัน มานานหลายสิบปีช่วงนั้นคือ คอมมิวนิสต์เป็นพวกเอาประชาชนไปไถนาแทนควาย เอาผู้หญิงเป็นของกลาง เอาคนชราแก่เฒ่าไม่มีประโยชน์แล้วไปทำปุ๋ย ฯลฯ ในหนังไทยส่วนใหญ่จะเน้นว่าพระเอกเป็นคนรักชาติสู้กับโจรคอมมิวนิสต์ ที่มักถูกทำให้เห็นเป็นวายร้ายจอมโหดท่าทางเหมือนหลุดมาจากนรก ฯลฯ ภาพเหล่านี้ค้างคาอยู่ในจิตสำนึกของคนไทยจำนวนมากที่ถูกปิดบังไม่ให้เรียน รู้เรื่องปรัชญาการเมือง การต่อต้านคอมมิวนิสต์จึงเป็นเรื่องของฝ่ายธรรมะ ยุคนั้นโยนทุกบาปให้คอมมิวนิสต์ ทำให้นักศึกษาประชาชนจำนวนมากที่แท้จริงแล้วเป็นนักเพียงเสรีนิยม ต้องการให้บ้านเมืองเปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมที่ดีกว่าจำเป็นต้องไปเข้าร่วมกับ คอมมิวนิสต์ รบราฆ่าฟันกันต่อมาหลายปี ก่อนที่จะตาสว่างกันว่า ถ้ายอมรับว่าไม่ใช่คนไทยทุกคนจะต้องเห็นด้วยกับรัฐบาลแล้ว ควรพูดจากันดีกว่า แต่กระนั้นคนไทยก็บาดเจ็บล้มตายกันไปหลายหมื่นคน

พอ มาถึงวันนี้ก็ยังมีคนพยายามเอาเรื่องคอมมิวนิสต์มาเล่นงานคนเสื้อแดง อีก จากการที่ เตี้ย หนองใน บัญชาให้ทำสารคดีกล่าวหาว่าคนเสื้อแดงเป็นคอมมิวนิสต์ ออกอากาศทางโทรทัศน์ช่องหอยม่วง มันพิสูจน์ว่าพวกอำมาตย์ไทยนั้นหมดมุข สิ้นหนทาง ไม่เคยเปิดหูเปิดตาดูเลยว่าสังคมไทยนั้นเปลี่ยนแปลงไปขนาดไหนแล้ว คำถามง่าย ๆ ที่อยากถามก็คือ เมื่อผู้นำคนหนึ่งของคนเสื้อแดงเ็ป็นมหาเศรษฐีมีเงินหลายหมื่นหลายแสนล้าน เมื่อนายทหารใหญ่หลายคนที่ฝึกฝนมาเพื่อรับใช้ราชบัลลังก์ก็ยังมาร่วมงานกับ พรรคเพื่อไทยที่ไม่ต้องพูดก็รู้ว่าคนเสื้อแดงสนับสนุน เมื่อนายทุนจำนวนมากที่มีธุรกิจใหญ่โต หรือแม้ราชนิกูลนามสกุล ณ โน่น ณ นี่ หลายคนที่เห็นก็ยังสวมเสื้อแดงไปร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดงเป็นประจำทุกนัด แล้วคนเสื้อแดงมันจะเป็นขบวนการคอมมิวนิสต์ไปได้อย่างไร? นี่มันไม่ใช่ขั้นตอนของการเปลี่ยนสังคมนี้ไปเป็นสังคมคอมมิวนิสต์เลย เพราะคนที่มาร่วมกับขบวนการเสื้อแดงวันนี้หลายคนมีเงินมากกว่า NGO ที่เป็นสมองให้อำมาตย์วันนี้ทั้งหลายเสียอีก คนที่วางแผนการโจมตีคนเสื้อแดงด้วยยุทธวิธีนี้ จึงเป็นคนโง่ที่ไม่รู้เรื่องเอาเลยจริง ๆ


เป้าหมายการต่อสู้ของคนเสื้อแดงในวันนี้ชัดเจนว่า ต้องการล้มระบอบอมาตยาธิปไตยที่กดขี่ครอบงำเมืองไทยมานานโดยพวกอำมาตย์ไม่ กี่คนเป็นหลัก ไม่ได้เกี่ยวข้องกับสังคมคอมมิวนิสต์เลย และถ้าเอามาร์กซิสต์มาจับ มันก็ยังไปไม่ถึงขั้นตอนนั้นได้แม้แต่น้อย เมืองไทยนี่แค่ขั้นตอนทุนนิยมแบบไม่มีทุนสามานย์ใหญ่ผูกขาดครอบประเทศอยู่คนเดียวก็ยังไปไม่ถึง แล้วจะไปเป็นคอมมิวนิสต์ได้อย่างไร คนทำสารคดีชุดนี้แว่ว ๆ ว่าเคยเข้าป่า รู้จักมาร์กซิสต์ดี แต่กลับมาเล่นเขาโง่ ๆ แบบนี้ มีแต่ถูกหัวเราะเยาะใส่เท่านั้น ไม่รู้จักมองภววิสัยกันบ้างเลยหรือ บ้าชัด ๆ


รูป สหายคำตัน (พ.ท.โพยม จุลลานนท์) ผู้พ่อ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลลานนท์ ผู้ลูก

อดีต ผบ.กองทัพ พคท. องคมนตร อดีต ผบ.ทบ

อีก 20 ปีข้างหน้าเราจะขจัดอิทธิพลทักษิณ และรักษาอุดมการณ์ซาบซึ้ง ได้อย่างไร

ที่มา thaifreenews

บทความโดย...ลูกชาวนาไทย

หากผมเป็นนักคิด นักยุทธศาสตร์หรือนักวิชาการฝ่ายศักดินาอำมาตยาธิปไตย ผมต้องคิดถึงคำถามระยะยาวนี้ คำถามถึงอนาคตว่า

พวกเราจะอยู่รอดได้อย่างไร จากอิทธิพลของทักษิณ ชินวัตร

พวกเราจะรักษาอุดมการณ์ซาบซึ้ง ให้คงอยู่ต่อไปได้อย่าง ภายใต้บรรายากาศตาสว่างที่ระบาดไปทั่วเช่นนี้

การต่อสู้ทางการเมืองในระยะสั้นต้นปีหน้านี้ แม้ว่าจะโหมโรง ปูพรมฟื้นคืนอุดมการณ์ซาบซึ้งกันอย่างเต็มที่ จริง ๆ แล้วมันจะได้ผลหรือไม่

จะคงสภาพเดิมหรือ Status Quo ไปได้นานสักแค่ไหน

คนที่ไม่หลอกตัวเอง ก็ตอบได้ว่า คงไม่เกินชั่วชีวิตของคนๆ หนึ่ง (เหลืออีกไม่นานนัก แทบจะหาความมั่นใจไมได้)

อิทธิพลของทักษิณ ชินวัตร หากมองกันแบบวิชาการแล้ว มันไม่ใช่ "ตัวทักษิณ ชินวัตร" แต่มันคือ สิ่งรวมๆ ที่เรียกว่า "ทักษิโณมิกส์" หรือ ประชานิยม หรืออะไรก็แล้วแต่ หากพูดแบบนักเศรษฐศาสตร์ก็คือ มันคือแนวคิด"ทุนนิยมเสรี" หรือทุนนิยมโลกาภิวัตร" ที่เน้นการค้าเสรี การลงทุนเสรี เน้นการเพิ่มรายได้ประชาชาติ หรือปรับปรุงความเป็นอยู่ประชาชน มุ่งขยายรายได้ในภาคชนบท ส่งเสริมความเข็มแข็งของคนรากหญ้าผ่านระบบ micro-credit เป็นต้น และที่เพิ่มเติมเข้ามาในการปฎิบัติของทักษิณก็คือ การนำระบบสวัสดิการสังคมบางส่วนเข้ามาใช้ เช่น โครงการสามสิบบาท เป็นต้น แม้ในแง่ของรัฐสวัสดิการหรือแนวคิดแบบ Welfare State จะยังไมเต็มที่ก็ตาม แต่มันคือ "การก้าวก้าวแรก" เนื่องจากรายได้ของประเทศยังไม่เพียงพอที่จะมีสวัสดิการเพิ่มเติมอื่นๆ ได้ เช่น การประกันการว่างงานเป็นต้น แต่เมื่อมีการเดินก้าวแรกไปแล้ว ก้าวอื่นๆ คงตามมาในระยะต่อไป

สำหรับอุดมการณ์ซาบซึ้ง หรือ แนวคิดอนุรักษ์นิยม มุ่งรักษาสถานะภาพเดิมของสังคมไว้ รักษาอำนาจและอิทธิพลของคนชั้นสูง สร้างอิทธิพลของคนชั้นสูงโดยเน้นเครือข่ายคนชั้นนำที่เชื่อมโยงกัน โดยมีต้นเครือข่ายอยู่ที่กลุ่ม inner ring หรือกลุ่มองคมนตรี ที่มี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์เป็นลำดับต้นๆ

โลกในอีก 20 ปี ข้างหน้า เป็นโลกที่มีสภาพแวดล้อมที่แตกต่างจากยุคสงครามเย็นที่แบ่งออกเป็นสองค่ายคือ ค่ายสหรัฐอเมริกา กับค่ายของโซเวียต หากอยู่ค่ายใดค่ายหนึ่งแล้ว ก็จะได้รับความคุ้มครองจากพี่เบิ้ม อำมาตยาธิปไตยไทย แนบแน่นกับสหรัฐอเมริกามานาน แต่โลกในอีก 20 ปีข้างหน้าเป็นโลกที่มีหลายขั้วอำนาจ เช่น กลุ่มอเมริกาเหนือ กลุ่มโลกมุสลิม กลุ่มสหภาพยุโรป+ยุโรปตะวันออกและรัสเซีย กลุ่มเศรษฐกิจจีนญี่ปุ่น เกาหลี และประเทศอื่นๆ เช่นอินเดีย อาเซียนเป็นต้น สภาพแวดล้อมเช่นนี้ ผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจจะสำคัญกว่าผลประโยชน์ทางด้านอุดมการณ์แบบยุคสงครามเย็น และอิทธิพลของอเมริกาจะลดลง

สภาพแวดล้อมทางด้านเทคโนโลยี ระบบอินเตอร์เน็ตและเครือข่ายแบบอินเตอร์เน็ตจะครอบคลุมทุกอนูของชีวิต อิทธิพลของสื่อ กระแสหลักแบบ Mass Media จะลดลง สื่อกระแสรองเช่น เว็บไซต์ โทรทัศน์ออนไลน์ วิทยุออนไลน์จะเข้ามาแทนที่

ที่สำคัญ พรมแดนประเทศจะมีบทบาทน้อยลง ข้อมูลข่าวสารจะไหลข้ามพรมแดนอย่างเสรี และอยู่พ้นขอบข่ายอำนาจกฎหมายของรัฐ พรบ.คอมพิวเตอร์ฯ จะไม่อาจบังคับใช้กับเว็บต่าง ๆ ที่อยู่นอกพรมแดนได้ การปิดกั้นข่าวสารจากนอกพรมแดนของรัฐ ไม่อาจทำได้

สภาพแวดล้อมเช่นนี้ ลัทธิอำมาตยาธิปไตย แนวคิดเศรษฐกิจแบบ Self-sufficient จะอยู่รอดได้อย่างไร อุดดมการณ์ซาบซึ้ง จะอยู่รอดได้อย่างไร จะเอาชนะแนวคิด เรื่อง ประชาธิปไตย เสรีภาพ ความเท่าเทียมกัน ความยุติธรรม ความเสมอภาคกันทางกฎหมายไม่มีสองมาตรฐานได้อย่างไร

และที่สำคัญที่สุด จะหา "ศูนย์กลางแห่งความซาบซึ้งอันใหม่" มาแทนอันเก่าที่อย่างไรก็ต้องหมดไปได้อย่าไร

ผมมองแล้ว พวกเขาไม่มีอนาคตเอาเสียเลย ไม่มีอุดมการณ์ทางการเมืองที่" เข็มแข็งพอ" ที่จะรักษาสถานภาพเดิมเอาไว้ได้ ไม่มีชุดคำอธิบายที่ทรงพลังเพื่อทดแทน "ชุดอธิบายเรื่องความซาบซึ้ง" ที่ใช้งานหนักจนเสื่อมพลังในการอรรถาธิบาย หรือเสื่อมอิทธิพลลงไปแล้ว

ชัยชนะของทักษิณ ชินวัตร ในฐานะที่เป็นตัวแทนแนวคิด "ทุนนิยมโลกาภิวัฒน์" ที่ชาวบ้านรากหญ้าเข้าใจมากกว่าจะอธิบายด้วยภาษาวิชาการนั้น ชัยชนะจึงเป็นเรื่องที่มองออกได้อย่างไม่ยากเย็นอะไรนัก

ยิ่ง "เอเย่นต์" แห่งอำนาจเดิม เช่น พล.อ.เปรม หรือ อื่นๆ หมดอายุขัยไป (ไม่นานอีกเหมือนกัน" ตัวแทนใหม่ ๆ ที่มีพลังดึงดูดทัดเทียมทักษิณ นั้นไม่มี อย่าพูดถึง พล.อ.สุรยุทธ์ จุลลานนท์ คนๆ นี้ไม่ได้รับการยอมรับในวงกว้าง นอกจากใช้ "อำนาจแอบแฝงเท่านั้น แต่บารมีไม่มี

แค่เรื่องโรคภัยไข้เจ็บเมื่อเดือนก่อนๆ ยังทำให้มีทหารแปรพักตร์มากมายไหลไปอยู่กับ “พวกทักษิณ” แม้จะเป็นทหารเกษียณก็ตาม แต่ใครจะรับประกันได้ว่า ทหารที่ยังไม่เกษียณก็มีแนวคิดเช่นเดียวกัน แต่ยังไม่ถึงเวลาแสดงออกเท่านั้น

การที่จะรักษาอาณาจักรไว้ได้นั้น อาณาจักรหรือจักรวรรดิ์โบราณต่างๆ ก็ได้พิสูจน์ชัดแล้วว่า อำนาจอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอที่จะรักษาอาณาจักรไว้ได้ จะต้องมี” อุดมการณ์ที่หล่อหลอม” ให้คนในอาณาจักรนั้นๆ ผูกพันยึดเหนี่ยวเข้าด้วยกัน ความมั่นคงของอาณาจักรและอำนาจการปกครองจึงจะรักษาเอาไว้ได้

อุดมการซาบซึ้งนิยม นั้น ในเวลานี้ขาดพลังในการยึดเหนี่ยวแล้ว “โรคตาสว่าง” เป็นตัวการทำลายอุดมการณ์ซาบซึ้งนิยม อย่างรวดเร็ว เหมือนโรคระบาดของไข้หวัด 2009

พลังของอินเตอร์เน็ตทำให้โรคตาสว่างระบาดได้เร็วยิ่งขึ้น

การเอา ที่ปรึกษาแก่ๆ พร้อมกับคำพูดซ้ำซาก มาดึงกระแสกลับนั้นมันทำไม่ได้อีกต่อไป การพูดปฎิเสธว่า ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับวิกฤติ มีแต่จะสร้างความโกรธแค้นมากยิ่งขึ้น เพราะการกระทำมันอธิบายได้ดีกว่าการปฎิเสธแบบหน้าตาย และเท่ากับเป็นการดูถูกสติปัญญาของประชาชนที่รับฟังมาก ว่าเขาเป็นหัวหลักหัวตอ จะหลอกอย่างไรก็ได้ ผลในทางจิตวิทยามันจึงสะท้อนกลับให้ผลตรงกันข้ามที่เร็วกว่าเดิม ตาสว่างบวกกับความคับข้องใจขยายเร็วกว่าเดิม

แล้วเราจะรักษาอาณาจักรแห่งความซาบซึ้งในดนตรีการแบบเก่าๆ เอาไว้ได้อย่างไร

ไม่อยากตกเป็นเหยื่ออย่าหลงเชื่อเนชั่นไม่งั้นเละ

ที่มา Thai E-News


สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ถือหุ้นใหญ่เนชั่น(NMG):บริษัทไม่เหลืออะไรแล้ว เพราะมีการขายทรัพย์สินเพื่อใช้ชำระหนี้ ซึ่งเป็นหนี้ที่ก่อมานานแล้ว ในฐานะผู้บริหารบริษัทมหาชน ควรจะบริหารธุรกิจให้มีกำไร ซึ่งทำไม่ถูกที่ขายสินทรัพย์ส่วนใหญ่ไปใช้หนี้ ซึ่งไม่ว่าองค์กรไหน ถ้าทำธุรกิจดี หากขายสินทรัพย์ไปแล้วก็ซื้อใหม่ได้ แต่ไม่ใช่เนชั่น



นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ลูกชายของสมพร: เราเข้ามาซื้อหุ้นNMGเพราะพี่สาวผมแต่งงาน คนที่พี่สาวผมแต่งงานด้วยคือหลานชายของคุณธนาชัย ธีรพัฒนวงศ์ [ประธานNMG] คุณธนาชัยเข้ามาคุยกับคุณแม่ว่า อยากให้ครอบครัวปรองดองกัน นั่นคือจุดแรกที่เราเข้าไปซื้อหุ้น ไม่ใช่เพื่อเข้าไปยึดครอง หรือเพื่อทำกำไร ไม่เคยมีอยู่ในหัวของคนในครอบครัวเราเลย ผมคิดว่าสื่อไม่ใช่ธุรกิจที่อยู่ๆ คุณจะเข้าไปเทกโอเวอร์ เข้าไปบริหารง่ายๆ


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
25 ธันวาคม 2552


ไม่อยากตกเป็นเหยื่ออย่าหลงเชื่อเนชั่น แฉ"เตี้ยกนก"ลวงโลกเคยโฆษณาขายหุ้นเนชั่นใครจองจะรวยเละรวยไม่รู้เรื่อง แถมทำน่าเกลียดให้โบรกเกอร์เจ้ามือกระจายหุ้นจองเขียนเชียร์ให้เป้าหมายราคาสูงลิบ แต่ผ่านไปไม่ทันไรราคาหลุดจองยับเยินทำคนจองเจ๊งยับ แต่หยุ่นแอบสูบผลประโยชน์ไปหมดเก็บเงินปันผลเข้ากระเป๋าก่อนปล่อยหุ้นร่วงนรก ซ้ำรอยกับตอนกล่อม"จึงรุ่งเรืองกิจ"เข้ามาซื้อหุ้นโดยอ้างเพื่อให้เป็นทองแผ่นเดียวกัน จากนั้นปล่อยติดหุ้นสูงติดดอย โล้นยังแหลไม่เลิกทักษิณคุกคามสื่อ ทั้งที่ไม่มีอำนาจในมือแล้ว




เย้ยกฎหมายซ้ำซาก-ภาพสุทธิชัย หยุ่นกดปุ่มวันเปิดซื้อขายหุ้นเนชั่นบรอดแคสติ้ง(NBC)เป็นวันแรกเมื่อ11พ.ย.ที่ผ่านมาในเวบไซต์เครือเนชั่น โดยทำผิดกฎหมายซ้ำซากออกข่าวให้บริษัทโบรกเกอร์ที่เป็นเจ้ามือขายหุ้นจองตัวนี้เชียร์แมงเม่าลุยซื้อ ให้เป้าหมายสูงลิ่ว ล่าสุดกลต.รับเรื่องร้องเรียนจะเข้าตรวจสอบการกระทำผิดแล้ว(ดูหลักฐาน คลิ้กลิ้งค์)


หุ้นโล้นหลุดจองทำนักลงทุนเจ๊ง กนกลวงโลกว่าซื้อแล้วรวยเละรวยไม่รู้เรื่อง

สุทธิชัย หยุ่น ได้นำค่ายเนชั่นเข้ารับผลประโยชน์มหาศาลจากรัฐบาลอภิสิทธิ์ หลังเป็นตัวตั้งตัวตีใช้สื่อในเครือโค่นล้มรัฐบาลที่ประชาชนเลือกตั้งมา ทั้งได้เข้าไปทำฟรีทีวีทุกช่อง ได้งานอีเว้นต์ในการถ่ายทอดสดต่างๆที่มาร์คกับรัฐมนตรีร่วมรัฐบาลขยันเกาะโพเดี้ยม ได้รายได้จากการโฆษณาที่รัฐบาลชุดนี้ทุ่มเทจ่ายมากกว่าบริษัทเอกชนยักษ์ใหญ่ จนสามารถนำหุ้นโทรทัศน์เนชั่น(NBC)เข้ามาขายและจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้

โดยก่อนช่วงขายหุ้นให้ประชาชนนั้นค่ายเนชั่นทำน่าเกลียดด้วยการให้นายกนก รัตน์วงศ์สกุล นักเล่าข่าวคนดังค่ายนี้พูดออกทีวีว่า"ใครจองซื้อหุ้นตัวนี้จะรวยเละ รวยไม่รู้เรื่อง"ซึ่งเป็นการทำผิดกฎหมายกลต. และต่อมาก็ทำผิดกฎหมายกลต.อีกหลายกรณี

ล่าสุดหุ้นน้องใหม่ของบริษัท เนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)-NBCได้ราคาหลุดจองลงมาเละเทะแล้ว หลังจากขายหุ้นจองในราคาจอง2.90บาท/หุ้น ล่าสุดวานนี้ราคาปิดทำการร่วงลงมาที่ 2.76 บาทต่อหุ้น ทำเอาคนจองหุ้นเจ๊งเละเทะ แทนที่จะรวยเละแบบนายกนกพูดโฆษณาไว้

หุ้นNBCเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ครั้งแรกเมื่อวันที่ 11 พ.ย.ที่ผ่านมา โดยเปิดเหนือจองที่ราคา3.18บาท ขึ้นไปสูงสุด3.22บาท หรือขึ้นไปราว10%จากราคาจอง แต่ก็แค่เพียงครึ่งวัน จากนั้นมีแรงขายอย่างต่อเนื่องจนหลุดจองที่ 2.90บาทลงมา และวันนี้ร่วงลงถึง2.74บาท

หยุ่นสูบผลประโยชน์หมดเกลี้ยงก่อนจะปล่อยหลุดจอง

NBCได้อนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลสาหรับผลการดาเนินงานงวด 9 เดือนปีนี้ ในอัตราหุ้นละ 0.15 บาท เป็นเงิน 25.50 ล้านบาท ทั้งนี้กลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ของสุทธิชัยได้ผลประโยชน์ไปเป็นหลัก เพราะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อยู่ 105 ล้านหุ้น ขณะที่มีนักลงทุนรายย่อยถือหุ้นอยู่แค่เพียง20ล้านหุ้น

เผยเย้ยกฎหมายซ้ำซาก กลต.รับเรื่องล่าสุดใช้โบรกเจ้ามือปั่นหุ้นผ่านสื่อโล้น

สำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับตรวจสอบการกระทำผิดกฎหมายเกี่ยวกับการซื้อขายหุ้น ได้เปิดเผยว่า มีประชาชนจำนวนมากร้องเรียนพฤติการณ์เครือเนชั่น ของนายสุทธิชัย หยุ่นว่าอาจกระทำผิดกฎหมายการซื้อขายหลักทรัพย์ โดยมีข้อร้องเรียนเรื่องการใช้สื่อของเครือเนชั่นทั้งโทรทัศน์ วิทยุ สิ่งพิมพ์ และเวบไซต์เพื่อจูงใจให้นักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์เข้าซื้อหุ้นเนชั่นบรอดแคสติ้ง(NBC)ซึ่งเป็นหุ้นใหม่เข้าซื้อขายเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 11 พ.ย.ที่ผ่านมา

โดยหลักฐานจำนวนมากที่มีผู้ร้องเรียนก.ล.ต.เข้ามาเป็นเรื่องที่เวบไซต์กรุงเทพธุรกิจ ในเครือเนชั่น นำเสนอข่าวเรื่อง โบรกปรับกำไรNBCใหม่เป้าราคาปีหน้า4.30บ. ซึ่งผู้ที่ร้องเรียนเข้ามายังสำนักงานร้องเรียนว่า การที่เวบไซต์เครือเนชั่นนำเสนอข่าวบทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) จำกัด ปรับเป้าหมายราคาของNBCเป็น4.30บาท เนื่องจากบล.ซีไอเอ็มบี เป็นแกนนำการจัดจำหน่ายหุ้นจองNBC แม้ซีไอเอ็มบีจะได้แจ้งความมีส่วนได้เสียในบทวิเคราะห์ฉบับนี้แล้วก็ตาม แต่เวบไซต์กรุงเทพธุรกิจนำเสนอข่าว โดยไม่ระบุการมีส่วนได้เสียดังกล่าว อาจเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายของกลต.

กลต.ได้รับเรื่องร้องเรียนจำนวนมากในช่วงวันที่ 11 พ.ย.ที่ผ่านมา อันเป็นวันทำการเข้าซื้อขายในตลาดหุ้นเป็นครั้งแรกของหุ้นNBC และหลังจากได้ตรวจสอบแล้ว ก็มีหนังสือแจ้งไปยังประชาชนที่ร้องเรียนเรื่องดังกล่าวเข้ามา ต่อไปนี้เป็นหนังสือฉบับหนึ่งที่ท่านผู้อ่านของไทยอีนิวส์ได้ส่งมาให้เราเป็นหลักฐานว่ากลต.ได้รับเรื่องร้องเรียนพร้อมเข้าดำเนินการแล้ว


16 พฤศจิกายน 2552

เรียน คุณอรวรรณ ...
ที่ ล. 105/2552
เรื่อง การตอบรับเรื่อง

ตามที่ท่านได้มี e-mail เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2552 ชี้เบาะแสกรณีการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับ บมจ. เนชั่น บรอดคาสติ้ง คอร์ปอเรชั่น ผ่านสื่อเว็บไซต์ ความละเอียดแจ้งแล้ว นั้น

สำนักงานขอขอบคุณเป็นอย่างมากที่ท่านได้แจ้งข้อมูลดังกล่าวไปยังสำนักงาน โดยสำนักงานจะพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่ของสำนักงานต่อไป

จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ


ขอแสดงความนับถือ

(นางจารุพรรณ อินทรรุ่ง)
ผู้อำนวยการฝ่ายงานเลขาธิการ


ศูนย์รับเรื่องร้องเรียน
ฝ่ายงานเลขาธิการ
โทรศัพท์ 0-2263-6000
โทรสาร 0-2256-7755
E-mail : info@sec.or.th


ทั้งทำผิดกฎหมายทั้งน่าเกลียด ดีแต่ตรวจสอบคนอื่น สื่อโล้นแหกกฎเสียเอง

ก่อนหน้านั้นกลต.เคยเข้าไปตรวจสอบเครือเนชั่นมาแล้วอย่างน้อย 2 เรื่อง เรื่องแรกมีผู้ร้องเรียนว่านายกนก รัตน์วงศ์สกุล พิธีกรเล่าข่าวชื่อดังเครือเนชั่นพูดออกสื่อในเครือแนะนำให้คนจองซื้อหุ้นNBCพร้อมย้ำว่า"เฉพาะเงินปันผลก็รวยไม่รู้เท่าไหร่แล้ว ซื้อไว้แล้วรวยเละ รวยไม่รู้เรื่อง"ซึ่งนายกนกยังมีตำแหน่งเป็นผู้บริหารNBC ผิดทั้งเรื่องธรรมาภิบาล ผิดกฎหมายเรื่องการซื้อขายหุ้นไม่เป็นธรรม ซึ่งมีบทระวางโทษถึงจำคุก 2 ปี

อีกเรื่องคือการขึ้นป้ายโฆษณาขายหุ้นจองNBCในเนชั่นทีวี โดยไม่ขึ้นป้ายคำเตือน"การลงทุนย่อมมีความเสี่ยง นักลงทุนพึงศึกษาจากหนังสือชี้ชวน"ตามกฎหมาย

ต่อมาเมื่อNBCเข้าซื้อขายในตลาดหุ้นวันแรกเมื่อ11พ.ย.เนชั่นก็ได้ผนึกโบรกเกอร์เจ้ามือหุ้น ทำน่าเกลียดทุกทาง เพื่อเข็นหุ้นพ้นจองแบบหืดจับ ทั้งถ่ายทอดสดผ่านทีวีก่อนเข้าเทรดตลอด1ชั่วโมงหวังล่อแมงเม่าซื้อเต็มพิกัด ทั้งโกหกหน้าตายขายหุ้นเกลี้ยงนักเลงหุ้นจองล้น แต่ข้อมูลจริงที่แจ้งต่อตลาดหุ้นโกหกไม่ได้ พบขายไม่ออกกลุ่มสุทธิชัยหยุ่นต้องรับหลังแอ่น105ล้านหุ้น เพราะกลุ่มจึงรุ่งเรืองกิจที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ไม่ยอมจองซื้อซักหุ้น ทั้งให้โบรกเกอร์CIMBซึ่งเป็นเจ้ามือในการขายหุ้นและรับประกันการขายหุ้นออกบทวิเคราะห์สดๆเชียร์ให้เป้าสูงลิ่วกลางภาคบ่ายผ่านเวบไซต์กรุงเทพธุรกิจในช่วงราคาใกล้ร่วงลงไปหาราคาจอง โดยเป็นการทำผิดกฎหมายกลต.ที่กำหนดให้ต้องระบุว่าเป็นโบรกเกอร์ที่มีส่วนได้เสียเป็นผู้ออกบทวิเคราะห์

เจ้ามืออกบทวิเคราะห์เชียร์สดกลัวหุ้นหลุดจอง ฝืนประกาศกลต.

ในวันเข้าซื้อขายครั้งแรกเมื่อ11พ.ย.นั้น เวบไซต์กรุงเทพธุรกิจ ในเครือเนชั่น ได้เสนอข่าวออนไลน์หัวข้อ โบรกปรับกำไรNBCใหม่เป้าราคาปีหน้า4.30บ.โดยเสนอข่าวในช่วงเวลา15.30น. ในตอนที่กำลังมีแรงเทขายหุ้นใหม่NBCหลุด3บาท โดยระบุว่า ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) จำกัด ได้ออกบทวิจัยปรับประมาณการกำไรสุทธิหุ้นNBC ใหม่ และได้ประเมินราคาที่เหมาะสมของ NBC ณ สิ้นปี 2553 ที่ 4.30 บาท โดยอิงระดับพีอีที่ 10 เท่า

อย่างไรก็ตามกรุงเทพธุรกิจไม่ได้ทำตามกฎหมายที่กลต.กำหนดไว้ว่า ในกรณีบริษัทที่ออกบทวิเคราะห์เป็นแกนนำและผู้รับประกันการจัดจำหน่ายนั้น จะต้องแจ้งข้อมูลต่อผู้ลงทุน ในฐานะผู้มีส่วนได้เสียด้วย ในกรณีนี้ซีไอเอ็มบีเป็นแกนนำและผู้รับประกันการจัดจำหน่าย ซึ่งวงการหุ้นเรียกว่าเป็น"เจ้ามือผู้ดูแลราคาหุ้น"

งามไส้ต้องให้บริษัทที่ขายหุ้นจองออกบทวิเคราะห์เชียร์

ก่อนหน้านั้นบริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด(มหาชน) ซึ่งเป็นผู้ร่วมจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นNBCได้ออกบทวิจัยฉบับหนึ่ง( คลิ้ก ลิ้งค์ )แม้ได้ให้คำแนะนำการลงทุนใดๆ แต่ก็ให้เป้าหมายในปี2553ไว้ที่3.46บาทต่อหุ้น สูงกว่าราคาจองที่2.90บาทต่อหุ้น โดยระบุว่ามีจุดเด่นหลายด้าน ค่าพี/อีประเมินไว้11.5เท่า โดยมีส่วนลดจากกลุ่มเดียวกันที่มีค่าพี/อี14.4เท่า เนื่องจากบริษัทที่ทำธุรกิจคล้ายกันอย่างMCOT(อสมท.) BEC(ช่อง3)มีความมั่นคงกว่า

อย่างไรก็ตามในกรณีของฟินันเซียไซรัสได้ระบุไว้ในบทวิเคราะห์ว่า เป็นผู้ร่วมจัดจำหน่ายและรับประกันการจัดจำหน่ายหุ้นNBC แต่ส่วนCIMBนั้นเวบไซต์กรุงเทพธุรกิจ ไม่ยอมระบุแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามCIMBได้ระบุไว้ในบทวิเคคาะห์ของตน โดยยอมรับว่าเป็นผู้จัดการจัดจำหน่ายหุ้นNBC(คลิ้กดูที่ลิ้งค์)

ทั้งนี้คนในวงการค้าหุ้นกล่าวว่า บทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ไซรัส และCIMBอาจเชื่อถือมากนักไม่ได้ เนื่องจากมีส่วนได้เสียกับการเป็นผู้ร่วมขายหุ้นและรับประกันการขายหุ้นจองNBC ส่วนการที่เครือเนชั่นนำบทวิเคราะห์CIMBมาลงในช่วงเวลา15.30น.ตอนที่จวนจะหลุดราคา3บาทลงไป นอกจากจะน่าเกลียดยังเป็นการทำผิดกฎหมายด้วย

ทั้งนี้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.)ได้กำหนดเป็นประกาศกลต.ที่กลต.ก.(ว.)46/2551ไว้ว่า การจัดทำบทวิเคราะห์หุ้นเพื่อให้คำแนะนำแก่ผู้ลงทุนนั้นต้องเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับส่วนได้เสีย เช่น การรับจัดจำหน่ายหุ้น เป็นต้น ซึ่งกรณีของไซรัสนั้นเข้าเกณฑ์ตามประกาศนี้ จึงต้องแจ้งต่อนักลงทุนว่า แม้จะให้ราคาเป้าหมายหุ้นNBCสูงกว่าราคาจอง แต่ก็มีส่วนได้เสียจากการเป็นผู้ขายและรับประกันการขายหุ้นจองNBCอยู่ด้วย ส่วนCIMBก็ได้แจ้งไว้ในบทวิเคราะห์เช่นกัน

เนชั่นสิ้นท่าต้องแบกรับหุ้นจองNBCไว้เอง "จึงรุ่งเรืองกิจ"เข็ดเขี้ยวไม่จองซักหุ้น

ก่อนหน้านั้นเนชั่นยังมีเจตนาอำพรางให้ผู้ลงทุนเข้าใจผิดด้วย ทั้งนี้แม้ผู้บริหารNBCจะอ้างว่ามีคนจองซื้อจนล้น จนหุ้นไม่พอจะขาย แต่ความจริงที่โกหกไม่ได้ก็คือตัวเลขจำนวนและสัดส่วนการถือครองหุ้นภายหลังการกระจายหุ้นสู่มหาชนแล้ว(ดูลิ้งค์ข่าวตลาดหลักทรัพย์) ปรากฎว่าบริษัทเนชั่นมัลติมีเดียกรุ๊ป-NMGซึ่งเป็นบริษัทแม่ต้องแบกรับไว้เองถึง105ล้านหุ้น(ก่อนกระจายNMGถืออยู่120ล้านหุ้น) ประการสำคัญที่สุดคือผู้ถือหุ้นใหญ่เดิมของNMGคือตระกูลจึงรุ่งเรืองกิจไม่จองซื้อหุ้นNBCแม้แต่หุ้นเดียว เพราะเข็ดเขี้ยวกับความไม่ตรงไปตรงมาของผู้บริหารเนชั่นที่นำโดยสุทธิชัย หยุ่น

รายชื่อผู้ถือหุ้นNBC หลังกระจายหุ้นต่อมหาชน ณ วันที่ 9 พฤศจิกายน 2552


ชื่อ จำนวนหุ้น ร้อยละของทุนชำระแล้ว

1.บมจ.เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป 104,999,940 61.76
2.นายทวีฉัตร จุฬางกูร 2,888,888 1.70
3.นางมยุรี สุขศรีวงศ์ 1,885,882 1.11
4.นายธนาชัย ธีรพัฒนวงศ์ 1,808,034 1.06
5.นายณัฐพล จุฬางกูร 1,800,000 1.06
6.นายสุทธิชัย แซ่หยุ่น 1,622,228 0.95
7.นายนที พานิชชีวะ 1,500,000 0.88
8.นายดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล 1,100,000 0.65
9.น.ส.วันทนีย์ รุจิราวรรณกร 1,100,000 0.65
10.นายวิวรรธน์ ไกรพิสิทธิ์กุล 1,000,000 0.59
รวม 119,704,972 70.41

เป็นที่น่าสังเกตว่าการกระจายหุ้นNBCครั้งนี้ ทางเนชั่นหวังผลให้ผู้ถือหุ้นเดิมของเนชั่นมัลติมีเดียกรุ๊ป หรือNMGมาจองซื้อเต็มที่ ถึงกับให้สิทธิ์ได้จองซื้อก่อนนักลงทุนทั่วไป แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าตระกูลจึงรุ่งเรืองกิจที่ถือหุ้นใหญ่อันดับ1ของNMGไม่ใช้สิทธิ์จองหุ้นNBCแม้แต่หุ้นเดียว

รายชื่อผู้ถือหุ้นรายใหญ่NMG : บริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)

ณ วันที่ 10 มีนาคม 2552

ลำดับ ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ จำนวน %



1. นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ 27,093,300 16.44

2. นางมยุรี สุขศรีวงศ์ 16,972,938 10.30

3. นายธนาชัย ธีรพัฒนวงศ์ 16,272,309 9.88

4. นายสุทธิชัย แซ่หยุ่น 14,600,054 8.86

5. DOW JONES & COMPANY 12,000,000 7.28

6. นายทวีฉัตร จุฬางกูร 8,000,000 4.86

7. นายนิวัตน์ แจ้งอริยวงศ์ 4,485,878 2.72

8. นางสุภาภรณ์ ชื่นวิจิตร 3,641,911 2.21

9. บริษัท กรีนสยาม จำกัด 3,184,779 1.93

10. บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด 3,053,883 1.85

11. นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ 2,500,000 1.52

12. น.ส.สุมาลี ธารพิพิธชัย 2,400,000 1.46

13. นายเอกวุฒิ เนื่องจำนงค์ 2,400,000 1.46

14. นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ 2,349,600 1.43

15. นางสุภา สุพรรณธะริดา 2,097,200 1.27

16. น.ส.ชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ 2,000,000 1.21

17. นายณรงค์ศักดิ์ โอปิลันธน์ 1,900,000 1.15

18. นายสมศักดิ์ วรรณสินธพ 1,660,000 1.01

19. MELLON NOMINEES (UK) 1,630,188 0.99

20. นายปราบดา หยุ่น 1,319,739 0.80

21. นายยรรยง ภัทรเลาหะ 1,251,800 0.76

22. นางชุลีวรรณ วิวัฒนาเกษม 1,200,000 0.73

23. นายศิริชัย จรุงสถิตพงศ์ 1,164,600 0.71

24. นายพิชัย จิราธิวัฒน์ 1,063,946 0.65


พัฒนาการที่สำคัญไทยอีนิวส์ลุยข่าวสืบสวน"เนชั่นปั่นหุ้นจองNBC"

-ปี2536ก่อตั้งบริษัท ผลิตโทรทัศน์ เข้าไปบริหารITV ต่อมาคือเนชั่นแชนัล
-ปี2549มียอดขาดทุนสะสม 163 ล้านบาท ล้ำทุนจดทะเบียนที่มีอยู่ 140 ล้านบาท
-19 กันยายน 2549 หลังเหตุการณ์รัฐประหาร เนชั่นได้เข้าไปผลิตรายการฟรีทีวีแทบทุกช่องดังนี้
-ช่อง 3 เรื่องเด่นเย็นนี้
-ช่อง 5 สยามเช้านี้
-ช่อง 9 จับชีพจรโลก,ข่าวข้นคนข่าว และ เช้าข่าวข้นคนข่าวเช้า
-ช่อง 11 จับกระแสโลก และ ตรงเป้าเข้าประเด็น
*TPBS อำมาตย์ยุบITVเปลี่ยนเป็นTPBS และเทพชัย หย่อง น้องสุทธิชัย หยุ่นเข้าไปบริหาร(ไม่เกี่ยวข้องกับNBCทางธุรกิจ)


-18ก.พ.2552 ลดทุนจดทะเบียนเพื่อล้างขาดทุนสะสมทั้งหมด
-21เม.ย.2552 แปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นMAI
-30มิ.ย.2552 งบการเงินที่ยังไม่ตรวจสอบ กลายเป็นมีกำไร
-20ต.ค. NBCแถลงข่าวจะขายหุ้นจอง 65 ล้านหุ้น หุ้นละ2.90บาท เริ่มขายแก่ผู้ถือหุ้นเดิมของเนชั่น28ต.ค.
-21ต.ค. กนก รัตน์วงศ์สกุล พูดออกเนชั่นทีวีว่าใครจองซื้อหุ้นตัวนี้จะรวยเละรวยไม่รู้เรื่อง เพราะพื้นฐานดี ปันผลงาม
-22ต.ค. เนชั่นทีวีขึ้นป้ายโฆษณา"จองซื้อหุ้นNBC"พร้อมให้เบอร์โทรติดต่อ แต่ไม่ขึ้นคำเตือนเรื่องความเสี่ยงตามกฎหมาย
-26ต.ค. สำนักงานกลต.เผยได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนจำนวนมาก และจะตรวจสอบความผิดของเนชั่น
-27ต.ค. เนชั่นทีวีขึ้นป้าย"จองซื้อหุ้นNBC"เด่นชัดขึ้นในล้อมกรอบ แต่ยังทำผิดกฎหมายเพราะไม่ขึ้นคำเตือน
-28ต.ค.เริ่มให้ประชาชนทั่วไปจองซื้อหุ้นNBC เนชั่นทีวีทำสกู๊ปโฆษณาขายหุ้นจองในเวลาข่าวภาคเที่ยง โดยไม่แจ้งเตือนความเสี่ยงตามประกาศกลต. ซึ่งเป็นกาีรกระทำผิดซ้ำซาก
-9 พ.ย.NBCอ้างว่าคนจองซื้อหุ้นหมดแต่วันแรก และจองล้น แต่ตัวเลขที่แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์จริงๆคือNMGที่เป็นบริษัทแม่ต้องนับไว้ในพอร์ตเองถึง105ล้านหุ้น ขณะที่กลุ่มจึงรุ่งเรืองกิจ ที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ไม่ใช้สิทธิ์จองแม้แต่หุ้นเดียว
-11พ.ย.หุ้นNBCจะเปิดการซื้อขายในตลาดMAIเป็นครั้งแรก และมีบริษัทแกนนำจัดจำหน่าย และบริษัทโบรกเกอร์ที่ร่วมจัดจำหน่ายหุ้นNBCออกบทวิจัยเชียร์ซื้ออย่างน่าสเกลียด ส่วนสื่อเครือเนชั่นก็นำไปปล่อยข่าวต่อ โดยไม่ยอมบอกว่าโบรกเกอร์ที่ออกบทวิเคราะห์เชียร์ซื้อหุ้นNBCมีส่วนได้เสียในการขายหุ้น และรับประกันการขายหุ้น
16พ.ย.สำนักงานก.ล.ต.แจ้งประชาชนที่ร้องเรียนจำนวนมากว่าได้รับเรื่องร้องเรียนล่าสุดไว้แล้ว และจะดำเนินการกับเครือเนชั่นต่อไป

24ธ.ค. ไทยอีนิวส์รายงานข่าวNBCหลุดจอง ไม่ได้ทำให้นักลงทุนรวยเละแบบกนกโฆษณาไว้



นักวิเคราะห์เตือนแมงเม่าปัจจัยเสี่ยงเพียบ เพราะเลือกขั้วการเมืองชัด

นักวิเคราะห์หลักทรัพย์จากโบรกเกอร์แห่งหนึ่งให้ความเห็นว่า NBCมีปัจจัยบวกสำคัญคือมีความใกล้ชิดกับรัฐบาลชุดปัจจุบัน ทำให้ได้เข้าไปจัดรายการในสถานีโทรทัศน์แทบทุกช่อง และได้เงินโฆษณาจากรัฐบาลและภาครัฐ รวมทั้งการจัดกิจกรรมพิเศษ(event)ให้กับรัฐบาล ทำให้พลิกสถานการณ์จากบริษัทที่มียอดขาดทุนสะสมมาโดยตลอดกลับมาเป็นกำไร แต่ช่วงนี้ก็เป็นกำไรทางบัญชีจากการลดทุนจดทะเบียน

อย่างไรก็ตามปัจจัยบวกดังกล่าว มองกลับกันก็เป็นปัจจัยลบ เพราะการเมืองไทยไร้เสถียรภาพ มีการเปลี่ยนแปลงขั้วรัฐบาลบ่อย และขั้วการเมืองเวลานี้แตกเป็นสองขั่วชัดเจน และค่ายเนชั่นก็เลือกข้างชัดเจน ทำให้ได้ผลประโยชน์จากขั้วอำนาจที่เป็นรัฐบาลในขณะนี้ แต่หากขั้วอำนาจเปลี่ยนแปลงไปอีกฝั่ง จะทำให้เจอสถานการณ์ที่ลำบาก

อย่างไรก็ดีโบรกเกอร์รายนี้คาดการณ์ว่า มีความเป็นไปได้ที่หุ้นNBCจะพ้นจอง2.90บาท เนื่องจากหุ้นส่วนใหญ่ถือโดยผู้บริหารเครือเนชั่น มีนักลงทุนรายย่อยจองซื้อน้อยมาก คาดว่าเจ้ามือหรืออันเดอไรต์น่าจะรับมือกับแรงขายไหว หรือการพยุงราคาก็มีโอกาสทำได้ง่าย ยกเว้นผู้ถือหุ้นใหญ่เครือเนชั่นจะเทขายออกมาเสียเอง

เตือนแมงเม่าอย่าเสี่ยงบินเข้ากองไฟ หากสนใจไปเล่นช่อง3กับMCOTเวิร์คกว่า

"เนชั่นไม่มีสถานีโทรทัศน์ ไม่มีสัมปทานเป็นของตนเอง อย่างช่องเนชั่นแชนัลทางไททีวีช่อง1ก็เป็นของคุณไกรวัฒน์ ศรีวุฒิวงศ์ ทางเนชั่นเข้าไปเช่าเวลาผลิตเท่านั้น ส่วนการเข้าไปมีรายการทีวีทางช่อง3 5 7 9 NBT ก็น่าสังเกตว่ามามีรายการเหล่านี้หลังเหตุการณ์ยึดอำนาจ19กันยา2549 หากการเมืองพลิกขั้วก็อาจเสี่ยงหลุดหมดทุกช่อง เช่นเดียวกับโฆษณาก็ได้จากรัฐบาลเป็นหลัก หากพลิกขั้วจะทำให้ลำบาก"นักวิเคราะห์กล่าว

นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ชี้ว่า หากสนใจลงทุนหุ้นที่ทำทีวีหรือสื่อ หุ้นMCOTของอสมท. หรือBECช่อง3น่าจะเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจกว่า เพราะเป็นเจ้าของสัปมทาน กิจการมั่นคง มีกระแสเงินสดในมือมาก มีอัตราการจ่ายปันผลที่สม่ำเสมอ ความเสี่ยงจากการเมืองเพราะเปลี่ยนขั้วแทบจะไม่มี


ผ่าปูมหลังบริษัทแม่เนชั่นกำลังทรุด แต่เนชั่นทีวีคืออนาคตของสุทธิชัย หยุ่น?


ผู้ที่ติดตามความเคลื่อนไหวของธุรกิจสื่อสารมวลชนเคยตกตลึงเมื่อเครือเนชั่น ของสุทธิชัย หยุ่น ประกาศขายตึกเนชั่นที่บางนาเพื่อชำระหนี้ ถึงกับทำให้นายสมัคร สุนทรเวช ที่เป็นขมิ้นกับปูนกับสื่อถึงกับ"โพล่ง"ออกมาในช่วงเขาเป็นนายกรัฐมนตรีว่า"เนชั่นขายตึกใช้หนี้ กำลังล้มละลายแล้วหรือ?" ต่อมามีสื่อบางฉบับลงข่าวทำนองว่าเนชั่นมีฐานะกิจการสั่นคลอน ซึ่งในที่สุดก็ต้องลงแก้ไขข่าวในที่สุด เพราะเนชั่นมีการดำเนินการตามกฎหมาย และต้องลงข่าวแก้ไขว่าฐานะกิจการยังมั่นคงแข็งแรงดี

จากการตรวจสอบของไทยอีนิวส์พบว่า ก็น่าให้นายสมัคร หรือสื่อบางฉบับตั้งข้อสงสัยทำนองนั้นได้ เพราะเวลาไล่เลี่ยกันนั้นหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจได้ขายตึกออกมาชำระหนี้ และดูเหมือนฐานะกิจการจะไม่มั่นคงดังแต่ก่อน เพราะเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมานี้ฐานเศราฐกิจถึงกับต้องปลดพนักงานออกชุดใหญ่ 60 คน สะท้อนถึงฐานะกิจการได้ดี

เนชั่นก็มีการเปิดโอกาสให้พนักงานเกษียณโดยสมัครใจเช่นกัน แต่ก็ไม่ถึงขั้นปลดชุดใหญ่แบบฐานเศรษฐกิจ เนชั่นพยายามหาเงินเข้ามาหล่อเลี้ยงกิจการทุกทาง แม้แต่พาทัวร์ไปไหว้แดนพุทธภูมิที่อินเดีย จัดกิจกรรมสอนคนที่อยากเป็นนักข่าวแล้วเก็บเงินค่าอบรม หรือประเภทที่ว่าหาได้ทางไหนก็ต้องเอา แม้เป็นเงินเล็กเงินน้อย อย่างขายวีซีดีสุทธิชัยไปเที่ยวต้นแม่น้ำโขง เป็นอาทิ

สิ่งที่ทำให้เนชั่นต่างจากฐานเศรษฐกิจก็คือ"เส้นสาย"และการแทงข้างทางการเมืองที่ชัดเจนและเนชั่นอยู่ข้างชนะในที่สุด ผลจึงปรากฎว่าหลังรัฐประหาร19กันยา เนชั่นได้เข้าไปทำรายการฟรีทีวีแทบทุกช่อง คือ 3 5 9 11 (ไม่นับTPBSที่เทพชัย หย่อง น้องสุทธิชัย หยุ่น เข้าไปบริหารเต็มตัว) เพราะการเอื้อเฟื้อต่างตอบแทนจากผู้มีอำนาจทางการเมือง รวมไปถึงงบการโฆษณาจากรัฐบาลที่ทุ่มเทมาให้ รวมไปถึงกิจกรรมต่างๆ(event)ที่ค่ายเนชั่นแทบจะผูกขาดเหมาจัด และถ่ายทอดสดผ่านทีวีเนชั่น แล้วเก็บเงินจากรัฐบาลเป็นกอบเป็นกำ

แต่จุดสำคัญของเรื่องนี้คือ ผลประโยชน์นั้นตกกับบริษัท เนชั่นบรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)-NBCที่เนชั่นกำลังขายหุ้นจองในช่วงนี้ และจะนำหุ้นเข้าซื้อขายในตลาดMAIในวันที่11พ.ย.นี้ ไม่ได้่ตกเป็นผลประโยชน์ของบริษัท เนชั่นมัลติมีเดีย จำกัด (มหาชน) หรือNMG บริษัทแม่ที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทร้พย์มาก่อนแต่อย่างใด

สมาคมนักข่าวยืนยันเนชั่นอาการแย่ พนักงานเผยขวัญระส่ำ


ศูนย์เฝ้าระวังการคุกคามสื่อ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย รายงานว่า ภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ในปีนี้มีผลกระทบต่อธุรกิจสื่อสารมวลชนหลายค่าย รวมทั้งเครือเนชั่นที่ได้เปิดโอกาสให้พนักงานสมัครใจลาออก(เออลี่รีไทร์)มาหลายรอบแล้ว

พนักงานเนชั่นรายหนึ่งที่ขอสงวนนามได้ยินดีเปิดเผยกับ"ไทยอีนิวส์"ว่า ยอดขายสิ่งพิมพ์ในเครือตกหนักมากในช่วง4ปีมานี้ ทั้งหนังสือพิมพ์ภาคภาษาอังกฤษTHE NATION หนังสือพิมพ์คมชัดลึก กรุงเทพธุรกิจ และเนชั่นรายสัปดาห์ โดยเฉพาะทางภาคเหนือและอีสาน เนื่องจากคนใน2ภาคดังกล่าวมองว่าเครือเนชั่นเลือกที่จะเอียงข้างฝ่ายอำมาตย์ และรัฐบาลประชาธิปัตย์ มีอคติต่อพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และผู้สนับสนุนทักษิณ รวมทั้งพวกเสื้อแดงอย่างต่อเนื่อง

"ยอดขายแย่มาก ขนกลับมากองพะเนินตลอด พนักงานเนชั่นขวัญกำลังใจตกต่ำมาก ไม่รู้เมื่อไหร่จะถึงคิวตัวเองต้องโดนบีบออก ขนาดบริษัทขายตึกที่บางนาแล้วก็ไม่ได้ช่วยให้สภาพการณ์ดีขึ้นเลย"พนักงานเนชั่นกล่าว

ขณะนี้เนชั่นต้องหารายได้ทุกทาง เช่น การจัดทัวร์ไปเที่ยวไหว้พระตามรอยพระพุทธเจ้าที่ประเทศอินเดีย การจัดโครงการสอนอบรมนักข่าวเพื่อหารายได้เข้ามาหล่อเลี้ยงกิจการ แต่ที่ได้เป็นกอบเป็นกำจริงๆคือการจัดอีเว้นต์ให้กับรัฐบาลชุดนี้ และโฆษณาผ่านรายการที่รัฐบาลให้เวลาไปทำทางฟรีทีวีช่องต่างๆหลังรัฐประหาร19กันยา แต่เนชั่นไปบันทึกลงบัญชีเป็นกำไรของNBCที่เป็นบริษัทลูก ส่วนNMGที่เป็นบริษัทแม่แสดงผลขาดทุน

ขายตึกเนชั่นหวังฟัน1,380ล้าน แต่จบที่ราคา955ล้าน


เมื่อวันที่ 2 5มกราคม 2551 วงการสื่อก็ตกตลึง เมื่อนายธนะชัย สันติชัยกูล กรรมการ บริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)-NMG เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ เมื่อวันที่ 23 มกราคม มีมติอนุมัติขายสินทรัพย์ของบริษัทรวมมูลค่า 1,379.75 ล้านบาท ซึ่งประกอบด้วย ที่ดิน 4 ไร่ 3 งาน 72 ตร.ว. พร้อมอาคารสำนักงานใหญ่ พื้นที่รวม 14,212 ตารางเมตร และพื้นที่สำนักงานอาคารเนชั่นทาวเวอร์ ซึ่งเป็นห้องชุดจำนวน 191 ห้องชุด พื้นที่รวม 44,950.32 ตารางเมตร ในอาคารชุดชื่อ อาคารชุดเนชั่นทาวเวอร์

นายธนะชัยกล่าวว่า วัตถุประสงค์ของการขายสินทรัพย์ดังกล่าว เพื่อการปรับปรุง process ในการดำเนินงาน และเพื่อนำเงินที่ได้รับไปชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ ซึ่งจะช่วยลดภาระหนี้สินและลดค่าใช้จ่ายดอกเบี้ย และทำให้บริษัทมีสภาพคล่องทางการเงินที่ดีขึ้น

ต่อมา NMG แจ้งว่า ได้ลงนามในสัญญาจำหน่ายทรัพย์สินของบริษัท ในส่วนที่เป็นอาคารสำนักงานใหญ่ (พร้อมด้วยที่ดินที่อาคารตั้งอยู่) และพื้นที่สำนักงานซึ่งเป็นห้องชุดในอาคารเนชั่น ทาวเวอร์แล้ว โดยขายให้กับบริษัท ช.ชนะอนันตพาณิชย์ จำกัดเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2551 คาดว่าจะโอนกรรมสิทธิ์ในวันที่ 30 เมษายน 2551 มูลค่ารวมของสิ่งตอบแทน 955 ล้านบาท ชำระเงินงวดเดียวในวันโอนกรรมสิทธิ์

การขายตึกครั้งนี้เนชั่นขายถูกกว่่าที่ตั้งไว้ถึง 425 ล้านบาททีเดียว สำหรับบริษัทช.ชนะอนันต์ เป็นกิจการในเครือเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี ปรากฎการณ์ครั้งนี้ทำให้วงการสื่อมองว่าเนชั่นน่าจะถูกกดราคาลงมากเพราะ"ร้อนเงิน"

ขายตึกแล้วแต่NMGอาการหนักกว่าเก่าขาดทุนเพิ่ม แต่บริษัทลูกทำทีวีรวยขึ้่น

ผู้บริหารNMGบอกว่าหลังขายตึกแล้ว ในงวดปี2552น่าจะพลิกมาเป็นกำไร แต่เรื่องจริงคือครึ่งแรกปี2552นี้ขาดทุนหนักกว่าเก่า ในงวด6เดือนแรกปีนี้ บริษัทแจ้งผลขาดทุนสุทธิ 111 ล้านบาทจากปีก่อนกำไรสุทธิื1.11ล้านบาท

NMGแจ้งว่า สำหรับงวด 6 เดือนสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2552 มีขาดทุนจากการดำเนินงานก่อนภาษีเงินได้ ส่วนแบ่งขาดทุนจากบริษัทร่วมสุทธิและอื่นๆจำนวน 68.22 ล้านบาท หากรวมภาษีเงินได้ 16.17 ล้านบาท ส่วนแบ่งขาดทุนจากบริษัทร่วมสุทธิ 25.03 ล้านบาท
และรายการตั้งค่าเผื่อสินค้าล้าสมัยของสินค้าคงเหลือ 1.51 ล้านบาท ผลประกอบการสำหรับ 6 เดือนแรกของปี2552 จะแสดงเป็นขาดทุน 110.93 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมีผลกำไร 1.11 ล้านบาท

โดยผลการดำเนินงานของบริษัทมีสาระสำคัญสรุปได้ดังนี้

รายได้จากการขายและบริการในช่วง 6 เดือนแรก 2552 ลดลงร้อยละ 21 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี2551 เนื่องจาก รายได้จากการขายโฆษณาลดลงร้อยละ 27 โดยมาจากรายได้โฆษณาจากสื่อสิ่งพิมพ์ลดลงร้อยละ 36 เพราะมีการชะลอตัวทางเศรษฐกิจและความไม่แน่นอนทางการเมือง ในขณะที่รายได้โฆษณาจากสื่อทีวีและวิทยุเพิ่มขึ้นร้อยละ 16 และรายได้จากการให้บริการข่าวสารและโฆษณาผ่านสื่อระบบอิเลคทรอนิคส์ลดลงร้อยละ 8 นอกจากนี้ รายได้จากการจำหน่ายสิ่งพิมพ์ลดลงร้อยละ 19 โดยรายได้จากการจำหน่ายหนังสือพิมพ์ลดลงร้อยละ 8 และรายได้จากการจำหน่ายหนังสือพ๊อคเก็ตบุ๊คส์และการ์ตูนลดลงร้อยละ 33 นอกจากนี้รายได้จากบริการด้านการพิมพ์ การเป็นตัวแทนจำหน่ายหนังสือต่างประเทศ และบริการรับขนส่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 35

สุทธิชัยเจอฟูกนิ่มNBCรองรับ แต่"จึงรุ่งเรืองกิจ"ติดดอยบ่นอุบ

คนทั่วไปมักเข้าใจว่าสุทธิชัยถือหุ้นใหญ่NMG แต่ความจริงเป็นสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ แห่งไทยซัมมิต ออโตพาร์ต บริษัทชิ้นส่วนรถยนต์ ซึ่งเป็นพี่สะไภ้ของสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ

คนมักเข้าใจผิดอีกว่า ทักษิณ ชินวิตร เป็นแบ็คให้สุริยะกับพวกจึงรุ่งเรืองกิจ เข้ามาซื้อNMGเพื่อเทกโอเวอร์กิจการเนชั่น เพราะหมั่นไส้ที่ถูกเนชั่นตามล้างตามราวี

สรุปคือผิดทั้ง 2 เรื่อง


นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับหนึ่ง NMG กล่าวเปิดเผยว่า กลุ่มจึงรุ่งเรืองกิจเข้าไปซื้อหุ้นเนชั่นตั้งแต่ปี 2546 ด้วยเงินลงทุนหลายร้อยล้านบาท และปัจจุบันถือหุ้นประมาณ 20% นั้น หากราคาหุ้นเนชั่นขึ้นมาถึงต้นทุนที่ราคา 10 บาทต้นๆ ก็พร้อมจะขายทิ้ง แต่ยืนยันว่าจะไม่ยอมขายขาดทุนแต่อย่างใด

ราคาปิดของNMGเมื่อวันที่29ตุลาคม2550คือ5.50บาท ซึ่งหากนางสมพรต้องการขายที่ราคาทุน10บาทต้นๆก็แปลว่าเวลานี้น่าจะขาดทุนทางบัญชีอยู่กว่า50%

สาเหตุที่ตัดสินใจอยากขายหุ้นเนชั่นทิ้ง นางสมพร กล่าวว่า แม้บริษัทจะมีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้น แต่บริษัทไม่เหลืออะไรแล้ว เพราะมีการขายทรัพย์สินเพื่อใช้ชำระหนี้ ซึ่งเป็นหนี้ที่ก่อมานานแล้ว ทั้งนี้กลุ่มจึงรุ่งเรืองกิจเป็นเพียงผู้ถือหุ้น ไม่มีส่วนร่วมบริหารแต่อย่างใด

“ในฐานะผู้บริหารบริษัทมหาชน ควรจะบริหารธุรกิจให้มีกำไร ซึ่งทำไม่ถูกที่ขายสินทรัพย์ส่วนใหญ่ไปใช้หนี้ ซึ่งไม่ว่าองค์กรไหน ถ้าทำธุรกิจดี หากขายสินทรัพย์ไปแล้วก็ซื้อใหม่ได้ แต่ไม่ใช่เนชั่น” นางสมพร กล่าว

นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ลูกชายของนางสมพร และหลานของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตรัฐมนตรีที่ใกล้ชิดทักษิณคนหนึ่ง และเขาเป็นผู้ถือหุ้นเนชั่นมัลติมีเดียอยู่ด้วย เคยให้สัมภาษณ์กับนิตยสารสารคดี ถึงเบื้องหลังการเข้าไปซื้อหุ้นNMGว่า เรื่องนี้ไม่มีอะไรซับซ้อนเลยครับ คือพี่สาวผมแต่งงาน คนที่พี่สาวผมแต่งงานด้วยคือหลานชายของคุณธนาชัย ธีรพัฒนวงศ์ [ประธานNMG] คุณธนาชัยเข้ามาคุยกับคุณแม่ว่า อยากให้ครอบครัวปรองดองกัน นั่นคือจุดแรกที่เราเข้าไปซื้อหุ้น ผมคิดว่าไม่มีอะไรซับซ้อน คือไม่มีเหตุผลเชิงธุรกิจ คุณแม่ไม่ได้ต้องการซื้อหุ้นเนชั่นเพื่อเข้าไปยึดครอง หรือเพื่อทำกำไร และตั้งแต่วันที่ซื้อจนถึงวันนี้ มันไม่เคยมีอยู่ในหัวของคนในครอบครัวเราเลยว่าจะซื้อเพื่อทำกำไร หรือเพื่อเข้าไปยึดครอง

"คืออย่างนี้ครับ ผมคิดว่าสื่อไม่ใช่ธุรกิจที่อยู่ๆ คุณจะเข้าไปเทกโอเวอร์ เข้าไปบริหารง่ายๆ ผมคิดว่าด้วยความเป็นสื่อ อย่างแรกที่สุดคุณจะต้องมีภาพลักษณ์อะไรบางอย่างในการที่จะเข้าไปบริหารสื่อได้ และเรารู้อยู่แล้วว่าด้วยภาพลักษณ์ด้วยนามสกุลของเรา เราไม่สามารถเข้าไปได้ เราไม่ได้คิดว่าจะซื้อเพื่อเข้าไปยึดครอง ทั้งหมดนั้นเป็นความเข้าใจผิดของคนอื่น"

ฐานเศรษฐกิจไม่มีเส้นต้องปลดพนักงานรวดเดียว60คน

กิจการสื่อมวลชนอีกรายที่มีปัญหาจนต้องขายตึกคือฐานเศรษฐกิจ โดยตอนแรกได้ขายอาคารฐานเศรษฐกิจ 2 ซึ่งเป็นอาคารสำนักงานพื้นที่ 2 หมื่นตารางเมตร ที่ในบริเวณใกล้กันกับตึก1ให้กับบริษัท คอม-ลิ้งค์ พร้อมกับเปลี่ยนชื่อใหม่อาคาร ไอ ทาวเวอร์ เป็นอาคารสูง 32 ชั้น ถนนวิภาวดีรังสิต ใกล้ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ลาดพร้าว

ต่อมา บมจ. เจ-มาร์ท ได้ใช้เงินลงทุนประมาณ 700 ล้านบาท เข้าซื้ออาคารฐานเศราฐกิจตึก1 เนื่องจากฐานเศรษฐกิจ มีเจ้าหนี้คือ ธนาคารกรุงเทพ มีมูลหนี้ประมาณ 800 ล้านบาท และการเจรจาซื้อ อาคารฐานเศรษฐกิจครั้งนี้ เป็นหนึ่งในแผนการแก้ไขปัญหาหนี้ของบริษัท


ศูนย์เฝ้าระวังการคุกคามสื่อฯรายงานว่า ภาวะทางเศรษฐกิจที่สั่นคลอนในขณะนี้ ทำให้ภาคธุรกิจหลายส่วนต้องปรับตัวให้อยู่รอด ไม่เว้นแม้แต่วงการธุรกิจสื่อมวลชน ล่าสุดบริษัทหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ มีคำสั่งเลิกจ้างพนักงานเมื่อวันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน 2552 ที่ผ่านมาจำนวน 60 คน

ศูนย์เฝ้าระวังการคุกคามสื่อฯกล่าวว่า อย่างไรก็ตามภายในรอบปีนี้ ไม่เพียงบริษัทฐานเศรษฐกิจเท่านั้นที่ถูกพิษเศรษฐกิจเล่นงานจนต้องเลิกจ้างพนักงานเป็นจำนวนมาก ก่อนหน้านี้ บริษัทจีจีนิวส์เน็ตเวริ์ค หรือคลื่น บิสิเนสเรดิโอของนายดนัย เอกมหาสวัสดิ์ ก็ต้องปิดตัวลงเพราะภาวะเศรษฐกิจเช่นกัน รวมถึงเครือเนชั่นก็มีการเปิดให้พนักงานเออลี่รีไทร์มาหลายรอบ

แหลลงตับไม่เลิก-สุทธิชัย หยุ่น นำสื่อค่ายเนชั่นรับผลประโยชน์มหาศาลหลังการโค่นล้มรัฐบาลที่ประชาชนเลือกตั้งแล้วหนุนอภิสิทธิ์เป็นรัฐบาลระบอบหุ่นเชิด ทั้งได้เข้าไปทำฟรีทีวีทุกช่อง ได้โฆษณาและงานอีเว้นต์จากรัฐบาล แลกกับการทำหน้าที่เป็นสื่อกระบอกเสียงให้ระบอบหุ่นเชิด และโจมตีดิสเครดิตความเคลื่อนไหวของฝ่ายประชาธิปไตยอย่างต่อเนื่องไม่เคยรามือ


โล้นแหลลงตับสื่อโดนเหลี่ยมคุกคาม

นายสุทธิชัย หยุ่น นายใหญ่ค่ายเนชั่นได้ออกบทวิเคราะห์ล่าสุดผ่านสื่อค่ายเนชั่นในลักษณะอาการของคน"หลอน"สุดขีดว่า ทักษิณกำลังคุกคามสื่ออีกรอบ แม้ว่าในเวลานี้ทักษิณไม่ได้มีอำนาจใดๆ และอยู่ระหว่างลี้ภัยในต่างประเทศ ทั้งนี้สุทธิชัยปลุกกระแสเกลียดชังต่อทักษิณต่อแวดวงสื่อนับตั้งแต่ยุคที่ทักษิณมีอำนาจว่าทักษิณนั้นอันตรายเพราะคุกคามสื่อ และชี้นำว่า"คุกคามสื่อคือการคุกคามประชาชน"

ทั้งนี้สุทธิชัยอ้างถึงการที่ทักษิณ กล่าวในเว็บไซต์ Thaksinlive ถึงการทำงานของสื่อมวลชนว่า
"หมดความเป็นกลางไปเยอะ พี่น้องครับสื่อมวลชนวันนี้ ผมอยากเรียกร้องจิตวิญญาณของนักข่าวนักสื่อมวลชน ที่เป็นสื่อมวลชนจริงๆ ว่าวันนี้ท่านต้องเอาบ้านเอาเมือง วันนี้สังคมที่มันไม่มีความเป็นกลาง ไม่มีความตรงไปตรงมาเราจะอยู่กันอย่างไร ผมอยากวิงวอนขอร้องว่าขอความเป็นธรรม พวกเสื้อแดงเขามาเยี่ยมผมที่พนมเปญ เขาบอกว่าทนไม่ไหวกับสื่อที่ไม่เป็นธรรม เขาบอกว่าวันที่ชุมนุมใหญ่เขาจะขอแวะไปเยี่ยมสื่อที่ไม่เป็นธรรม ไปดูว่าทำงานกันอย่างไร ผมก็บอกว่าไปก็ไปอย่างสันติอย่าไปแบบสันติ อย่าไปแบบไม่เป็นมิตร ไปขอความเป็นธรรมบ้าง เพราะเราก็คนไทยด้วยกัน ถ้าความเป็นธรรมไม่เกิดขึ้น ก็จะมีแต่ความเจ็บช้ำน้ำใจ มันมีแต่จะตอกลิ่มลงไปเรื่อยๆ"


สุทธิชัยไม่ได้พูดเรื่องสื่อไม่เป็นกลางตามที่ทักษิณโจมตี แต่ระบุว่าการที่ทักษิณพูดแบบนี้คือการส่งสัญญาณให้พวกเสื้อแดงเข้าคุกคามหรือปิดล้อมสื่อแบบที่เคยเกิดกับค่ายเนชั่น อย่างไรก็ตามสุทธิชัยไม่ได้พูดต่อให้จบตามความเป็นจริงว่า คนที่มีบทบาทไปปิดล้อมเนชั่นคือเนวิน ชิดชอบ ซึ่งตอนนี้มาหนุนรัฐบาลอภิสิทธิ์ที่สุทธิชัยมีผลประโยชน์กันอยู่แต่อย่างใด


........
อ่านข่าวชุดInvestigative News:ช็อตต่อช็อตเปิดโปงสื่อโล้น