ที่มา มติชน สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน เมื่อวันที่ 26 ธันวาคมว่า เครื่องบินโดยสารของสายการบินนอร์ธเวสต์ของบริษัทเดลต้า แอร์ ไลน์ ของสหรัฐ เที่ยวบินที่ 253 บรรทุกผู้โดยสาร 278 ชีวิตและลูกเรืออีก 11 คน หวิดถูกระเบิดกลางหาวรับวันคริสต์มาส หลังคนร้ายชาวไนจีเรียที่เชื่อว่าเกี่ยวพันกับเครือข่ายก่อการร้ายอัลเคด้า แฝงตัวมาในคราบผู้โดยสารพยายามจุดชนวนระเบิดที่ซุกซ่อนเอาไว้ที่ขา เพื่อระเบิดเครื่องบินลำดังกล่าว แต่โชคดีที่ผู้โดยสารที่นั่งอยู่ใกล้เคียงได้กลิ่นควันและเห็นประกายไฟ จึงกระโดดเข้าตะครุบตัวคนร้ายรายนี้ไว้และช่วยกันดับไฟได้ทัน ก่อนที่จะเกิดโศกนาฏกรรมเลวร้ายขึ้น โดยนักบินสามารถนำผู้โดยสารและลูกเรือทั้งหมดลงจอดยังพื้นดินโดยปลอดภัย
เครื่องบินมะกันพร้อมผู้โดยสารเกือบ 300 ชีวิต หวิดตกเป็นเหยื่อวินาศกรรมช็อคโลกรับคริสต์มาส หลังคนร้ายชาวไนจีเรียที่อ้างตัวเป็นสาวกอัลเคด้าพยายามจุดระเบิดเครื่องบินกลางอากาศ แต่ถูกผู้โดยสารบนเครื่องรวบตัวไว้ได้ก่อน โอบามาสั่งเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยเข้มข้นขึ้นทันที
ความพยายามก่อวินาศกรรมช็อคโลกนี้ เกิดขึ้นในเวลาราวเที่ยงวัน ตามเวลาท้องถิ่นของวันที่ 25 ธันวาคม ก่อนหน้าที่เที่ยวบินดังกล่าว ซึ่งเดินทางมาจากสนามบินสคิปโฮล ในกรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ กำลังลงจอดที่สนามบินเมืองดีทรอยต์ รัฐมิชิแกนของสหรัฐ เพียง 20 นาที ชายคนร้ายที่ถูกระบุในภายหลังว่า ชื่อ นายอับดุล ฟารูค อับดุลมูทาลลาบ สัญชาติไนจีเรีย อายุ 23 ปี ได้พยายามจุดระเบิดที่ตนเองติดซ่อนเอาไว้ที่ขา แต่ผู้โดยสารชายคนหนึ่งที่นั่งอยู่ตรงข้ามได้ลุกพรวดข้ามผู้โดยสารคนอื่นเข้าไปสกัดและรวบตัวคนร้าย หลังได้กลิ่นควันไฟและมีเสียงดังคล้ายจุดประทัดเกิดขึ้น ท่ามกลางเสียงกรีดร้องตะโกนด้วยความตกใจของผู้โดยสาร ก่อนมีการช่วยกันนำอุปกรณ์ดับเพลิงและน้ำเข้าดับไฟ โดยคนร้ายซึ่งมีแผลถูกไฟลวกที่ขารุนแรงถูกลูกเรือควบคุมตัวไว้ด้านหน้าของเครื่องบิน ก่อนที่นักบินจะนำเครื่องบินลงจอด ทั้งนี้ มีผู้โดยสารได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยจากเหตุการณ์นี้ 2 ราย และหลังจากเครื่องบินลงจอด มีการกันเครื่องบินลำเกิดเหตุออกไปตรวจค้นอีกครั้ง รวมถึงกระเป๋าสัมภาะของผู้โดยสารบนเครื่องทั้งหมด
นายปีเตอร์ คิง สมาชิกคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งดินแดนมาตุภูมิ สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ เปิดเผยว่า วัตถุระเบิดที่คนร้ายใช้ครั้งนี้มีความรุนแรงพอสมควร ส่วนคนร้ายเป็นชาวไนจีเรีย อายุ 23 ปี ได้รับบาดเจ็บจากแผลไฟลวกรุนแรง จากฐานข้อมูลที่มีอยู่ ชี้ว่าคนร้ายมีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มก่อการร้ายอัลเคด้า แม้ว่าจะไม่มีชื่ออยู่ในบัญชีบุคคลห้ามบินก็ตาม นอกจากนี้ ทีมสอบสวนกำลังตรวจสอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า เป็นส่วนหนึ่งของแผนการก่อวินาศกรรมครั้งใหญ่หรือไม่ และได้มีการสั่งการให้ระแวดระวังภัยไปทั่วโลกแล้ว
ด้านสถานีโทรทัศน์เอบีซีรายงานว่า ขณะนี้คนร้ายรายนี้ถูกควบคุมตัวอยู่ที่โรงพยาบาลในรัฐมิชิแกนและได้ให้ปากคำแก่เจ้าหน้าที่ว่า แอบนำดินปืนติดซ่อนไว้ที่ขาเพื่อจะนำไปผสมกับสารเคมีที่บรรจุอยู่ในหลอดฉีดยา ซึ่งจะทำให้เป็นวัตถุระเบิดได้ ขณะที่เจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองสหรัฐรายหนึ่งเปิดเผยกับสำนักข่าวเอพีว่า วัตถุระเบิดที่คนร้ายรายนี้ใช้ประกอบด้วยดินปืนและของเหลว ส่วนเจ้าหน้าที่สหรัฐอีกรายกล่าวว่า คนร้ายให้การว่าได้วัตถุระเบิดนี้มาจากกลุ่มอัลเคด้าที่เคลื่อนไหวอยู่ในประเทศเยเมน ซึ่งได้สอนวิธีการจุดชนวนระเบิดให้ด้วย
ภานหลังได้รับรายงานข่าว ประธานาธิบดีบารัค โอบามา ซึ่งอยู่ในระหว่างพักผ่อนที่ฮาวาย ได้สั่งการให้หน่วยงานด้านความมั่นคงเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยทางอากาศให้เข้มงวดมากขึ้นทันที ขณะที่โฆษกตำรวจประจำสนามบินสคิปโฮลในกรุงอัมสเตอร์ดัมปฏิเสธให้ความเห็นเรื่องนี้หรือเกี่ยวกับมาตรการรักษาความปลอดภัยของสนามบินสำหรับเที่ยวบิน 253
รายงานข่าวระบุว่า ความพยายามก่อเหตุวินาศกรรมครั้งนี้คล้ายคลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อ 8 ปีก่อนหรือในปี 2544 กรณีที่นายริชาร์ด รีด ชายชาวอังกฤษเจ้าของฉายา "ชู บอมบ์เมอร์" ที่แอบซุกซ่อนของเหลวที่เป็นส่วนประกอบของระเบิดไว้ที่รองเท้า เพื่อหมายก่อเหตุระเบิดเที่ยวบินข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก แต่ถูกรวบตัวไว้ได้ก่อน โดยขณะนี้กำลังรับโทษจำคุกตลอดชีวิตอยู่ในเรือนจำสหรัฐ
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Sunday, December 27, 2009
เครื่องบินมะกันหวิดเป็นเหยื่อวินาศกรรม ถูกคนร้ายลอบวาง"ระเบิด"กลางอากาศ รวบทันรอดเฉียดฉิว
ทักษิณอวยพรคริสต์มาสผ่าน Twitter บอกแม้ถูกรังแก ก็จะพยายามมีความสุข
ที่มา ประชาไท
ข้อความบางส่วนที่ตอบ @Thaksinlive
วันนี้ (25 ธ.ค.) มีการโพสท์ข้อความอวยพรวันคริสต์มาส ผ่านล็อกอินของโปรแกรม Twitter ชื่่อ @Thaksinlive ซึ่งเ็ป็นตัวแทนของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ด้วยข้อความว่า
"สุขสันต์วัน คริสต์มาสแด่ทุกๆท่านครับถึงแม้ชีวิตจะถูกรังแกแบบสุดๆจากพื้นฐานเพียงความ ระแวงที่ไม่จริง ผมพยายามทำตัวให้มีสุขเพื่อจะได้ส่งสุขมาได้"
โดยเมื่อวานนี้ (24 ธ.ค.) ได้แสดงความเป็นห่วงผู้ที่ฉลองในคืนวันคริสต์มาสอีฟไม่ให้ขับรถขณะมึนเมาด้วย
"วันนี้คริสตอีฟแล้วนะครับ คืนนี้ฉลองแต่พองามนะครับ อย่าเมาแล้วขับรถ อันตราย ผมเป็นห่วงครับ เที่ยวให้สนุกครับ"
ทั้งนี้ยังมีการแสดงความเห็นต่อสมาชิกที่เข้ามาแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับการเปิดใช้เทคโนโลยี 3G ของประเทศไทยซึ่งมีความล่าช้า โดย @Thaksinlive บอกใน Twitter ว่า
"คนที่ขวาง 3G คือคนที่เป็น operator (ผู้ให้บริการเบอร์) อยู่แต่ไม่เงินลงทุนหาผู้ร่วมทุนไม่ได้เพราะประวัติเบี้ยวหุ้นส่วนจนเป็นที่รู้กัน แต่มีอิทธิพลต่อ ปชป.(พรรคประชาธิปัตย์)"
มีบางล็อกอินที่โพสท์ข้อความอย่าง "Merry Christmas" หรือ "Merry X'Mas" ตอบ ขณะที่บางส่วนก็ออกไปในทางว่าล่าว เช่น @samachaikrub ที่บอกว่า
"คนไทยนับถือศาสนาพุทธครับ ไม่นับถือมั่วเหมือนท่าน เรื่องของชาวคริสต์เค้า คนไทยจะมีความสุขมากถ้าท่านเลิกมั่ว เข้าใจไหมครับ"
ขณะที่ Twitter ของผู้ที่ต่อต้าน พ.ต.ท. ทักษิณ ที่ชื่อ @AntiThaksinlive ไม่มีข้อความใด ๆ ใหม่ และยังคงพูดคุยเรื่องความสัมพันธ์ของอดีตนายกฯ กับผู้นำกัมพูชา
ต้นฉบับของ Tweet
มาดู..ชาวบ้านกำลัง..พะงาบ..พะงาบ..เพราะผลงานมาร์คทำพิษ!!
ที่มา thaifreenews
โดย ป้าพลอย
วันหยุดหลายวันในช่วงคริต์มาส นั่งอยู่หน้าคอมฯเกือบทั้งวัน..ก็คนมันว่างงาน.. อิ อิ อิ..หาอ่านข่าวทั่วๆไป อ่านข่าวต่างๆในเว็บไซด์ไทย ก็มีแต่ข่าวการเมือง.. ข่าวเกี่ยวกับพ่อยอดขมองอิ่ม..ของชาวไทยและพรรคแหลแหม...อ้ายเราหรึ..ก็เป็นคน..ที่ชอบว่าคนถากๆถางๆกระแทกกระทั้น
เก่งซะด้วย..เพราะเห็นอะไรๆ..ที่ไม่เข้าลูกกะตา..มันก็อดที่จะเอามาเขียนไม่ได้..เนื่องจากเป็นคนมือคันอีกด้วย..เห็นอะไรที่ไม่ชอบมาพากลแล้ว
เก็บเงียบอยู่คนเดียวอกมันจะแตก.. อิ อิ..ฮ่า ฮ่า ..ก็เลยนั่งจิ้มคีบอร์ดต่อ ..แล้วก็เป็นคนนิสัยไม่ดีชอบขี้สงสัย..อีกด้วย...ขอเริ่มสิ่งที่ได้อ่านมา..
อยากรู้จังว่า..ความผิดที่พรรคการเมืองแต่ละพรรคกระทำ..ที่มีหลักฐานหนาแน่นมัดจนดิ้นไม่หลุด..แล้วทำไมไม่ถูกยุบพรรค ตัวอย่างเช่นเมื่อสมัยที่พรรคพลังประชาชนถูกกกต.กล่าวหาว่าซื้อเสียงมีหลักฐานว่าเป็นเงินจำนวน..สองหมื่นบาท.. กกต.สั่งตัดสินยุบพรรคพลังประชาชน
ทันที แต่มาคราวนี้พรรค..ปชป..มีหลักฐานมัดเต็มร้อยว่ากระทำความผิดที่มีเงินจำนวนสูง..สองร้อยห้าสิบแปดล้านบาท..กกต..กลับไม่ยุบพรรคของ..ปชป..ฮ่า ฮ่า..อิ.อิ..ประจานตัวเองให้โลกเขาส่ายหน้าถึงการใช้ 2 มาตรฐานในประเทศไทย..ซึ่งไม่ยุติธรรม..แถม...ฮ่าฮ่า..ลำเอียงโคตร
จะลำเอียง...ให้ชาวโลกเขาส่ายหน้า..แถมเขาด่าว่าว่า..อยุติธรรม..ทั้งที่ทำความผิดเช่นกัน..แต่กลับไม่ยุบพรรคของเทวดาอุปถัม..ทำอะไรก็ไม่มีความผิด ..เรื่องนี้คงจะไม่ยุติแค่นี้..กับการใช้สองมาตรฐาน..ระบบลำเอียง..แล้วเป็นอย่างไรการบริหารของพรรคเทวดา?? ทำงานกันอย่างหามรุ่ง
หามค่ำ..ไม่มีแม้แต่เวลาจะพักผ่อน..ประชาชนมีความสุขทุกครอบครัว...อยู่ดี..กินดี..ข้าวไม่มีกรอกหม้อกันทุกคน..แถมมีทั้งรีด..แถมมีทั้งดาวไถ..เกิดให้ระยิบระยับไปทั่วแผ่นดิน..โอย...ผาสุขแท้..กับการมีชีวิตที่ขาดๆ..เกินๆแบบนี้ ชาวประชาทั้งหลายต่างกระเบียดกระเศียน..เพราะราย
ได้ไม่พอกับรายจ่าย..แต่พวกนักการเมืองของ..ปชป..ช่างสุขโขกันจังเลยวันๆมือไม้ไม่ต้องทำงาน ใช้ปากอย่างเดียวเงินก็ไหลเข้ากระเป๋ากันเต็มกระเป๋า..แต่คนจนแห้งแล้วแห้งอีก..กระเป๋าขาดหวิ่นเพราะล้วงกันจนขาด..รัฐบาลนี้กู้เงินมาก็เอามาให้มาร์คใช้คนเดียว..ผลงานออกมาชงกันเอง
..แต่ประชาชน..นอนพะงาบ..พะงาบ..กำลังจะสิ้นลม..เพราะหิวข้าว .. เฮ้อ..รัฐบาลเทพประทาน...ทำไมเทพถึงได้ตาบอดมองคนไม่ออก..ว่าคนขยันหรือคนขี้เกียจหลังยาว?? สนับสนุนให้มาทำงาน..แต่ละคนหลังยาวลากดินกันทั้งนั้น..ประเทศมันถึงได้ตกหลุม ตกบ่ออยู่ในโคลนขึ้นไม่ได้
อย่างนี้...นับวันจะยิ่งแย่เข้าทุกที ..แถมยังมี 2 มาตรฐานอีกด้วย ..ปีหน้าก็ใช้ระบบ 30/70 มันไปเลยหมดเรื่อง ..คนไทยก็จะได้ไม่มีเหลือให้ขูดรีด..และเทพก็ไม่เหลือให้ประชาชนได้เห็น เป็นอันว่าจบสิ้นกันทั้งสองฝ่ายเสมอภาคกันนะ...วันนี้เขียนไปตามอารมย์...หากไม่สพอารมย์ในบางกรณีขอประทานอภัยด้วยคะ...
หมัดนี้ของคุณวิเชียร.ซัดโป้งเข้าแสกหน้าอำมาตย์เฒ่า.. เซถลา..ไม่เป็นท่า555
ที่มา thaifreenews
โดย ป้าพลอย
ว่าไงว่ะอ้ายเหล่าอำมาตย์จังไรของแผ่นดินไทยมรึงมองเห็นอะไรรู้สึกอะไรบ้างหรือเปล่าวว่ะในวันนี้นะ
พวก มรึงมันหมาขี้เรื้อนจังไรของแผ่นดินไทยในสายตาของคนไทยทั้งประเทศขนาดไหน มรึงมองเห็นของจริงหรือยังว่ะ นี่มันแค่น้ำจิ้มนะโว้ย คนไทยใส่เสื้อสีแดงคลุมร่างกายของเขาออกมาแสดงตัวตนอย่างรวมกันเป็นหนึ่ง อย่างเต็มใจและอย่างอาจหาญและด้วยใจจริงของเขาต่อชาติบ้านเมืองของเขา
พวกมรึงเห็นใจของคนไทยทั้งประเทศที่มีต่อความอับปรีย์จังไรชาติชั่วสารเลว ของพวกมรึงที่บังอาจทำต่อแผ่นดินของพวกเขาไหม พวกกูไม่ยอมพวกมรึงแน่ๆ พวกมรึงต้องแหกตาแหกหูดูที่อุดรซิว่ะ นี่ล่ะโว้ยพวกกูคนไทยใส่เสื้อสีแดง พวกมรึงไม่รอดสันดอนแน่ๆ ส้นตีนพวกกูเตรียมเอาไว้พร้อมกันหมดแล้ว ถ้าพวกมรึงยังคงฝืนแสดงอำนาจบารมีจอมปลอมที่พวกมรึงมีอยู่ติดตัวพวกมรึงอยู่ใน ขณะนี้
ต่อไป
พวกมรึงไม่ได้รู้เลยหรือว่ะพวกกูคนไทยเพียงแค่แกล้งหลอกล่อพวกมรึงให้มี บารมีและอำนาจหน่อยเดียว แม่งเสือกโง่แสดงสันดานหมาขี้เรื้อนหน้าตัวเมียแถมขี้เรื้อนขั้นสุดท้ายซะ ด้วยซิโว้ย ออกมาแบบหมดแม็กเลยพวกมรึง แถมพวกกูแกล้งทะลุทะลวงหน่อยเดียวแม่งเสือกพ่นออกมาแบบหมดเปลือกเลยมรึง ก็คงพอแล้วมั้งสำหรับที่จะเอาผิดและที่จะเก็บหลักฐานเพื่อให้พวกมรึงได้รับ กรรมอย่างยุติธรรมที่สุดจากประชาชนคนไทยทั้งประเทศที่จะมีให้แก่อ้ายพวกสาร เลวชาติชั่วเป็นสันดานชาติชั่วอย่างพวกมรึงที่บังอาจกระทำต่อแผ่นดินของพวกกู
น่าเสียดายที่พวกมรึงเสือกเร่งและเสือกประเมินคนไทยต่ำไปอย่างชนิดที่ไม่ น่าเชื่อ แต่พวกมรึงมันหมาขี้เรื้อนในวาระสุดท้าย สมองพวกมรึงคงอยู่ช่วงหว่างขาล่างทั้งนั้นแน่ๆ 555 อ้ายมาร์ค อ้ายเมือก และอ้ายจังไรอีกหลายตัวที่พวกมรึงเสือกเอามาใช้ พวกมันทั้งหมดนะที่มันช่วยพวกกูเป็นอย่างดีในการขุดขุ้ยความระยำๆทั้งหมดของ พวกมรึงออกมาอย่างละเอียด
พวกมรึงเสือกเลือกใช้อ้ายพวกหมาขี้เรื้อนสมองไม่มีออกมาเล่นละครสัตว์นรก ให้พวกกูคนไทยทั้งประเทศดู โธ่อ้ายพวกจังไรมันถึงเวลาพวกมรึงแล้ว ฝืนอย่างไรก็คงฝืนไม่ได้แล้ว พวกกูคนไทยทั้งประเทศรวมเป็นหนึ่งแล้วโว้ย แถมยังพร้อมที่จะเดินหน้าพร้อมกันเพื่อปลดแอกชีวิตของพวกกู ลูกหลานพวกกู และ เพื่อเพื่อนร่วมชาติของพวกกู ให้ได้พบกับสิ่งที่พวกกูต้องการ
เพราะสิ่งที่พวกกูต้องการมันคือ ความสุขถ้วนหน้าแบบยั่งยืน ความเท่าเทียมกันทั้งประเทศ ความพอใจและโอกาสที่จะสร้างชีวิตด้วยตัวของพวกกูเอง ความสุขสงบสันติและรักกันและกันอย่างที่พวกกูเป็นอยู่ ไม่ใช่ที่พวกมรึงพยายามยัดเยียดให้พวกกูเป็นมาโดยตลอดไงว่ะ แถมผืนแผ่นดินนี้คือผืนแผ่นดินแห่งคนที่มีศาสนากันทุกๆคน ไม่ว่าศาสนาอะไรแต่พวกกูคือคนไทยทุกๆคน พวกกูมีสิทธิเท่าเทียมกันทุกๆคน
พวกกูไม่ต้องการเห็นใครถูกกลั่งแกล้งหรือทำตามอำเภอใจโดยไม่รู้จักความ ถูกต้องและไม่รู้จักความยุติธรรม พวกกูต้องการเอาความยุติธรรม และ สิทธิของพวกกูทุกๆคนกลับคืน เพราะพวกกูรู้แล้วว่า ถ้าอำนาจอยู่ในมือของพวกกูคนไทยประเทศไทยจะมีแต่ความเจริญและมีแต่ความสุข และ จะไม่มีคนไทยคนไหนต้องทนทุกข์ทรมานในการดำรงชีวิตของพวกเขาอีกต่อไป
พวกมรึงได้ยินหรือเปล่าวว่ะ พวกมรึงมันตายซกแน่ๆ ถ้าคิดสู้อีกล่ะก็พวกมรึงไม่รอดแน่ๆ พวกกูเก็บความแค้นในการที่ต้องทนปล่อยบ้านเมืองให้พวกมรึงเล่นละครสัตว์นรก กันมันมือสนุกสนานมาพอ
เต็มที่แล้ว ดังนั้นตลอดเวลาที่ปผ่านมาพวกกูทั้งเก็บ ทั้งบันทึก ทั้งจำเอาไว้ในหัวใจของพวกกูทุกๆคน พร้อมที่จะจบทุกเมื่อเมื่อกลองออกศึกครั้งสุดท้ายลั่น
อีกอย่างสำหรับท่านนายกทักษิณ และคนดีทั้งหมดของแผ่นดินไทยทุกๆคน พวกกูจะต้องเอาพวกเขากลับคืนสู่บ้านเมืองอย่างสมเกียรติยศและศักดิ์ศรีของ เขาทุกๆท่าน ไม่ว่าเป็นตำรวจ ทหาร ผู้หลักผู้ใหญ่ที่มีหัวใจแน่วแน่ต่อชาติบ้านเมืองของเขา และไม่ยอมก้มหัวตัวเองทรยศต่อชาติบ้านเมืองและต่อคนที่ถือชนชาติเกิดเดียว กับเขา พวกกูคนไทยต้องเอาพวกท่านกลับคืนให้หมด
เพราะการต่อสู้ครั้งนี้ มันคือการปลดแอกความอยุติธรรมทุกรูปแบบ และต้องเอาอำนาจเป็นของประชาชน เพื่อประชานเท่านั้น คนไทยทุกๆคนมีสิทธิในการบริหารประเทศของตัวเอง และมีสิทธิที่จะอยู่บนแผ่นดินนี้เท่าเทียมกันทุกๆคน ขอเพียงให้ร่วมกันสร้างชาติให้เจริญ สร้างชีวิตของตัวเองให้ถูกหลักเท่านั้นเอง
ส่วนพวกมรึงมันพวกหมาขี้เรื้อนจังไรแต่เสือกปลอมตัวเป็นคน และซ่อนรูปแท้จริงของพวกมรึง แต่พวกมรึงมันไม่รอดพ้นสายตาอันเฉียบแหลมของพวกกูคนไทยไปได้เลยแม้แต่เงาของ พวกมรึง แผ่นดินนี้ไม่ได้มีพื้นที่ไว้สำหรับสัตว์นรกหมาขี้เรื้อนอย่างพวกมรึงอีกต่อ ไป เตรียมเก็บกระเป๋า เก็บโคตรเง่า ลูกหลานของพวกมรึง ให้ครบแล้วเตรียมหาที่ซุกหัวกระบาลได้แล้ว เพราะสายพันธ์หมาขี้เรื้อนสัตว์นรกจังไรอย่างพวกมันไม่สมควรเก็บไว้ให้คิด ทำลายล้างแผ่นดินของพวกกูอีกต่อไป
ไม่ต้องกระแดะดัดจริต ไม่ว่าอีคุณหญิง คุณนาย เจ้านาย ไฮโซไฮซ้อ รวมถึงอ้ายอำมาตย์จังไรทั้งแผง พวกมรึงคงจะคิดมาเดินถนน เดินฉุยฉาย ทำอวดเพ็ชรอวดนม อวดเลิศหรู พวกมรึงคงถูกกระทืบต่อหน้าสาธารณชนแน่ๆ หรือไม่ก็โดนโฮ่ไล่ ก้อนหิน ขี้ เยี่ยวปาแน่ๆ จำเอาไว้ มันถึงขั้นนี้นะโว้ยเวลานี้ จำเอาไว้ว่าคนไทยทั้งแผ่นดินเขาพร้อมแล้วทุกๆอย่าง เหลือแต่พวกมรึงว่าพวกมรึงพร้อมแล้วหรือยัง เห็นยังปล่อยอ้ายหมาขี้เรื้อนชาติชั่วสัตว์นรกอย่างอ้ายพวกมาร์ค อ้ายพรรค ปชป หรืออ้ายพวกพรรคร่วมรัฐบาลและอ้ายทหาร อ้ายตำรวจชาติชั่ว ยังลอยหน้าลอยตาเพื่อเพิ่ม
การกระทืบของพวกกูให้เต็มเหนี่ยวยิ่งขึ้นจำเอาไว้ใส่กระบาลเบื้องล่างของพวกมรึงเอาไว้ให้ดีๆ
การกระทืบครั้งนี้คือการกระทืบมิดดินเลยโว้ย
อ่านบทความของคุณวิเชียรแล้ว หูป้าพลอยสั่นดิกเนื่องจากหูอื้อตาลายกับการด่าของแก..แกเล่นยิงใส่ปรั๊บๆๆๆหูดับตับไหม้
เห้อ..ไม่รู้แกหายใจทันป่าว? เป็นห่วงอยู่เหมือนกัน อายุอานามก็คงไม่ย่อนยานกว่าป้าพลอยนักคิดว่า แต่แกมีพลังมหาศาล
อ่านของแกทีไรก็เป็นห่วงสุขภาพแทน ขอให้คุณวิเชียรมีสุขภาพแข็งแรงด้วยนะคะ ป้าพลอยยืนอยู่เคียงข้างให้กำลังใจสู้คะ
สารจากใจจริงของคุณวิเชียรเจ้าพ่อหมัดเหล็กแห่งประชาไท ถึง...ท่านทักษิณ
ที่มา thaifreenews
โดย ป้าพลอย
กราบเรียนท่านนายกทักษิณอันเป็นที่รักและคิดถึงในหัวใจของคนไทยทั้งประเทศ
โอ้โฮ วันนี้ท่านเข้มแข็งมากจริงๆครับ แถมยังดูฟิตปั้งเลยครับสุดยอดครับท่านนายก ท่านดูแลตัวท่านเองอย่างดีเลิศจริงๆครับ คนไทยเห็นแล้วสบายใจจริงๆครับท่าน และเราคนไทยก็รู้ว่าท่านกำลังทำงานเพื่อประโยชน์และเพื่อความรวดเร็วในการ สร้างชาติไทยใหม่ในเร็วๆนี้ครับ
มันทำให้คนไทยทั้งประเทศสบายใจและมั่นใจและจะทนรอจนท่านได้กลับบ้านอีก ครั้ง ไม่ว่าจะต้องลำบากกันอย่างไรคนไทยเราอดทนอดกลั้นได้ครับไม่ต้องห่วง เราดูแลกันและกันอย่างดีกันทุกๆคนครับ แต่อ้ายพวกหมาขี้เรื้อนในคอกอ้ายจังไรมันไม่มีวันได้รู้หรอกครับ มันคงนึกว่ามันจะทำลายล้างชีวิตของคนไทยได้ มันโง่และสมองอยู่หว่างขาของพวกมันครับ มันหลงตัวของพวกมันครับ
ท่านนายกทักษิณครับดูแลตัวท่านให้ดีๆอย่างนี้คนไทยสบายใจจริงๆครับ แถมมาถึงวันนี้ท่านได้พูดจาอย่างชัดเจนอย่างนี้ คนไทยพอใจมากๆ เพราะท่านกำลังพูดอย่างคนไทยเสื้อสีแดงแล้วครับ พูดไปเลยครับไม่ต้องเกรงใจอะไรอีกแล้วครับ
เราคนไทยชอยเห็นท่านเข้มแข็งอย่างนี้ครับ ใกล้ปีใหม่แล้วขอให้ท่านสมบูรณ์พูลสุขในทุกๆด้านนะครับ คิดสิ่งใดก็ขอให้ท่านสมปราถนาทุกประการครับ และขอให้สุขภาพของท่านแข็งแรงและแข็งแกร่ง และขอให้ท่านได้กลับบ้านอย่างเร็วที่สุดครับ ผมและคนไทยทั้งประเทศจะรอจนท่านกลับบ้านวันนั้นคือวันที่คนไทยทั้งประเทศจะ พบความสุขกายสบายใจเสียทีครับ และเราจะเดินหน้าช่วยท่านในทุกๆด้านเพื่อสร้างชาติไทยของเรากันใหม่อย่าง ยั่งยืนและถาวรครับ
ท่านต้องดูแลตัวเองให้ดีๆอย่างนี้ตลอดไปนะครับ มีความสุขกายสบายใจเยอะๆนะครับท่านนายก ทักษิณ ผมเสียดายที่ ท่านนายก สมัครท่านไม่ได้อยู่เพื่อได้เห็นประเทศไทยและประชาชนคนไทย
อันเป็นที่รักของท่านที่สุดได้รับการปลดแอกและสามารถกำจัดอ้ายพวกหมาขี้ เรื้อนหมดไปจากแผ่นดินไทยครับ อย่างไรผมขอฝากให้ท่านช่วยประกาศเกียรติศักดิ์ของท่านนายกสมัคร เพื่อให้คนไทยทั้งประเทศได้รับรู้ไปตลอดรุ่นลูกรุ่นหลานนะครับ ผมเสียดายท่านจริงๆครับ
ล้มสมานฉันท์ ใส่เกียร์แตกหัก
ที่มา ข่าวสด
กะชึ่กกะชั่กมาจนมีโอกาสได้แถลงผลงานครบรอบ 1 ปี
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี โชว์เดี่ยวไมโครโฟนบนเวทีหน้าจอโปรเจ็กเตอร์ระบบทัชสกรีน นำเสนอข้อมูลภาพกราฟิกอย่างทันสมัย มีการถ่ายทอดสดทางสถานีวิทยุและโทรทัศน์ของรัฐไปทั่วประเทศ
สร้างความประทับใจด้วยลีลา "รูปแบบ" สุดไฮเทค
แต่ถ้าลึกลงไปใน "เนื้อหา" หลายคนบอกว่ายังไม่น่าประทับใจเท่าใดนัก
ที่สำคัญยังเป็นการแถลงแบบสื่อสารทางเดียว ไม่เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนซักถามประเด็นข้อสงสัย
โดยเฉพาะผลงานด้านเศรษฐกิจ ที่นายกฯอภิสิทธิ์ กล่าวอย่างมั่นอกมั่นใจว่า ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลชุดนี้สามารถนำพาประเทศไทยหลุดพ้นจากวิกฤตเศรษฐกิจมาได้
ด้านการส่งออกที่ติดลบมาตลอดเกือบทั้งปี ช่วงปลายปีได้เริ่มกลับมาเป็นบวก ปัญหาการว่างงานก็ลดลง ไม่รุนแรงเหมือนอย่างที่คาดไว้เมื่อตอนต้นปี
ที่สำคัญคือรัฐบาลสามารถนำพาประเทศก้าวข้ามพ้นยุคประชานิยมเข้าสู่ยุครัฐสวัสดิการ ด้วยนโยบายเรียนฟรี เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุและคนพิการ โครงการโฉนดชุมชน บ้านมั่นคง
เหล่านี้เป็นต้นทำให้บรรดานักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ พ่อค้านักธุรกิจระดับบน พร้อมใจกัน "ปล่อยเกรด" ให้คะแนนผลงานรัฐบาลสูงระดับ "B" ถึง "B+"
กลบกระแสโพลสำรวจความเห็นประชาชนคนเดินดินกินข้าวแกง
ที่ให้คะแนนผลงานรัฐบาลสอบตกกราวรูดทุกด้าน เฉลี่ยแค่ 3.8 จากคะแนนเต็ม 10 เท่านั้น
คะแนนที่สวนทางกันนี้เองคือจุดสะท้อนให้เห็นว่าผลงานรัฐบาลด้านการแก้ไขเศรษฐกิจ
ประชาชนส่วนใหญ่ยังสัมผัสไม่ได้
////
ลั กษณะคะแนนที่สวนทางกันนี้ ยังปรากฏให้เห็นในส่วนของผลงานการป้องกันและปราบปรามทุจริตคอร์รัปชั่น
นายอภิสิทธิ์ ยืนยันว่ารัฐบาลชุดนี้เอาจริงจังกับการแก้ปัญหาดังกล่าว โดยยกตัวอย่างการแสดงสปิริตของอดีตรมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
ส่วนโครงการชุมชนพอเพียง และโครงการงบไทยเข้มแข็งของกระทรวงสาธารณสุขที่เกิดข้อครหา รัฐบาลตัดสินใจชะลอไว้ก่อนเพื่อรอตรวจสอบความโปร่งใส
นายกฯ ยังอ้างถึงองค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทยที่ให้เกรด "A-" กับผลงานรัฐบาลในด้านนี้
แตกต่างกันลิบลับกับการที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือป.ป.ท. ร่วมกับเอแบคโพลสำรวจพบประชาชนร้อยละ 89 เห็นว่าปัญหาการทุจริต
อยู่ในระดับค่อนข้างรุนแรงถึงรุนแรงมากที่สุด
เช่นเดียวกับในวงสัมมนา "หยุดวิกฤตปัญหาคอร์รัปชั่น" ของวุฒิสภา ที่ตัวแทนป.ป.ช.และสตง. ระบุสถานการณ์ทุจริตนับวันยิ่งรุนแรงและหลากหลายมากขึ้น
สำหรับการแก้ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ดูเหมือน สิ่งที่นายอภิสิทธิ์ แถลงออกมา ถึงจะไม่ตรงเสียทีเดียวแต่ก็ใกล้เคียงกับความรู้สึกของประชาชนมากที่สุด
นั่นก็คือยังไม่น่าพอใจมากนัก
แม้ตัวเลขสถิติเหตุการณ์ความรุนแรงรายวันจะลดลง แต่ก็ลดลงเพียงเล็กน้อยจนแทบไม่รู้สึก
อีกทั้งการใช้มาตรการด้านความมั่นคงเปิดเกมรุกจับกุมกดดันแกนนำกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบจนเคลื่อนไหวไม่สะดวก
ทางหนึ่งแม้จะทำให้ตัวเลขการก่อความรุนแรงลดน้อยลง แต่ทางหนึ่งก็อาจเป็นตัวกระตุ้นให้กลุ่มโจรใต้ก่อความรุนแรงหนัก กว่าเดิม เพื่อประกาศศักยภาพว่าตนเองยังมีฤทธิ์มีเดชอยู่
จึงเป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องระมัด ระวัง
อย่างไรก็ตามประเด็นที่น่าเป็นห่วง มากที่สุดของรัฐบาล
คือปัญหาด้านการเมืองและความมั่นคง รวมถึงการสร้างความสมานฉันท์ของคนในชาติ
ที่ไม่ว่านายกฯอภิสิทธิ์ แถลงอย่างไร ถึงจะบอกว่ารัฐบาลชุดนี้สามารถทำให้การเมืองเดินหน้า ทำให้ระบบรัฐสภากลับมาทำงานได้ตามเดิม
แต่จากสภาพความเป็นจริงที่เห็นๆ กันอยู่ ก็เป็นตัวฟ้องอยู่ทนโท่ว่า 1 ปีที่ผ่านมาวิกฤตการเมืองที่ขยายเป็นความแตกแยกขัดแย้งของคนในชาติ ไม่ได้บรรเทาเบาบางลง
ยิ่งไปกว่านั้นยังมีแนวโน้มว่าจะติดลบหนักมากขึ้นในปีหน้าที่กำลังจะมาถึง เนื่องจากคู่ขัดแย้งทาง การเมืองต่างไม่ยินยอมที่จะลดรา วาศอกให้แก่กัน
เงื่อนไขการเจรจาสงบศึกของอีกฝ่ายถูกอีกฝ่ายปฏิเสธอย่างไม่มี เยื่อใย
กลายเป็นแรงกดดันให้กลุ่มคนเสื้อแดงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากการเปิดฉากทำสงครามแตกหักครั้งสุดท้ายเพื่อโค่นล้มรัฐบาลให้ได้
ด้วยการระดมพลจัดชุมนุมใหญ่ตีขนาบไปกับการยื่นญัตติเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลของพรรคเพื่อไทย ในสภา ที่เริ่มโหมโรงให้เห็นเค้าลางความดุเดือดกันบ้างแล้วเมื่อช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา
ขณะที่ฝ่ายถืออำนาจรัฐเตรียมงัดข้อกฎหมายเข้าเล่น งาน
นอกเหนือจากนั้นยังมีคดีความใหญ่ๆ ที่ต้องจับตาลุ้นผลกันข้ามปี
คือคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านจากการขายหุ้นชินคอร์ป ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และครอบครัวคนใกล้ชิด กับกรณี เงินบริจาค 258 ล้านของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ได้รับจากบริษัท ทีพีไอ
ซึ่งทั้ง 2 คดีล้วนแต่มีผลกระทบสำคัญต่อการเมืองไทย
เนื่องจากไม่ว่าผลตัดสินจะออกมาทางใด ย่อมมีทั้งฝ่ายที่พอใจและไม่พอใจด้วยกันทั้งสิ้น
นำมาซึ่งการเคลื่อนไหวชุมนุมประท้วงครั้งใหญ่จากฝ่ายที่ไม่พอใจจนประเทศชาติไม่มีเวลาได้สุขสงบ
สิ่งที่ประชาชนคนไทยต้องทำไจไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ คือการ เมืองไทยกำลังก้าวข้ามปี "วัวดุ"
เพื่อเข้าสู่ปี"เสือไฟ"โดยสมบูรณ์แบบ
ปปช.เชียร์มาร์ค ตั้งใจดีเต็ม10 แต่ทำอะไรไม่ได้
มา ไทยรัฐ
นายวิชา มหาคุณ
วงเสวนาผิดหวัง นายกฯอภิสิทธิ์ ขาดจิตสำนึกสาธารณะ "วิชา"ให้แค่คะแนนความตั้งใจ เต็ม 10 ด้าน "วิทยากร เชียงกูล" อัดยับไร้ภาวะผู้นำทำได้แค่ประคองตำแหน่ง-ทำประชานิยม หาเสียงไปวันๆ เพื่อคุมพรรคร่วมรบ.
ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 26 ธ.ค. มีการจัดสัมมนาเรื่อง "ผู้นำการเมืองยุคใหม่เพื่อพัฒนาประเทศไทย"โดยมี นายวิชา มหาคุณ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายวิทยากร เชียงกูล คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต ร่วมเสวนา
นายวิชา กล่าวว่าปัจจุบันสังคมไทยมีปัญหาเกิดจากการที่ผู้นำระดับประเทศ และ ระดับท้องถิ่นรวมถึงระดับสูงในระบบราชการเอกชน ขาดความเข้าใจในระบอบประชาธิปไตยมีแนวคิดที่ยึดวัฒนธรรมการเมืองเก่าอย่างเหนียวแน่นมีรากฐานความคิดในการแสวงหาอำนาจ มีความอิจฉาริษยาทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้มาซึ่งตำแหน่งที่ต้องการ โดยเฉพาะตำแหน่งผู้นำระดับประเทศ เป็นบุคคลที่ต้องมีหน้าที่ทำเพื่อประโยชน์ของสาธารณะทำให้ประชาชนมีสุขและต้องมีความเสียสละ แต่ในปัจจุบันผู้นำมีแต่ความอิจฉาริษยามีความทะยานอยากได้จนในที่สุดก็นำไปสู่ความล่มจมในระบอบประชาธิปไตย
กรรมการ ป.ป.ช.กล่าวต่อว่า ยังยืนยันว่าการเลือกตั้งไม่ใช่สูตรสำเร็จในระบอบประชาธิปไตยเพราะขณะนี้คน ไทยยังขาดการศึกษาที่ถูกต้องในคำว่าประชาธิปไตยประเทศจะพัฒนาได้ต้องมีผู้นำที่มีความฉลาดทุกด้าน ความฉลาดนี้ ไม่ใช่แค่เก่งมีความรู้ ปกครองคนได้ แต่ต้องมีคุณธรรม จริยธรรม มีจิตสำนึกในการทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ส่วนรวมอย่างแท้จริง ที่ผ่านมาสังคมไทยให้แค่การศึกษาแต่ไม่ให้มีการคิดวิเคราะห์แยกแยะ มุ่งเน้นสั่งสอนให้รู้จักกตัญญูรู้คุณคนจึงจะเป็นคนดี
"มันจึงเกิดระบบอุปถัมภ์ขึ้นเพราะต้องตอบแทนผู้มีบุญคุณ ผมถือว่าการศึกษาของสังคมไทยล้มเหลวเพราะไม่มีการสอนให้รู้จักการแยกแยะ ระหว่างประโยชน์ส่วนตัวกับประโยชน์ส่วนรวมให้ออกจากกันได้"นายวิชากล่าว
นายวิชา กล่าวต่ออีกว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้คะแนนเต็มในส่วนที่ตั้งใจจะเป็นผู้นำมีความคิดอยากพัฒนาประเทศ แต่กลับไม่เกิดผลสำเร็จเพราะในรัฐบาลชุดนี้มีหลายพรรค นายอภิสิทธิ์จะต้องตอบแทนบุญคุณ ทั้งๆที่บางอย่างตนเชื่อว่านายอภิสิทธิ์ทราบดีว่าสิ่งใดถูกต้องควรทำหรือไม่ ควรอนุมัติแต่ก็ไม่สามารถตัดสินใจด็ดขาดได้เพราะต้องรักษาน้ำใจของคนร่วมรัฐบาลนายอภิสิทธิ์จึงยังขาดความเด็ดขาด ถือว่ายังไม่เข้าถึงหน้าที่ในด้านจิตสำนึกเพื่อสาธารณะหากนายกรัฐมนตรี ทำได้อย่างเด็ดขาดกับสิ่งที่ไม่ถูกต้องต่อสังคมส่วนรวมได้สมบูรณ์จะถือว่า ประสบความสำเร็จในการเป็นผู้นำอาจได้คะแนนสูงถึง 8 ก็เป็นได้
ด้านวิทยากร กล่าวว่าความคิดคนไทยตอนนี้ยังล้าหลังมากเพราะไม่คำนึงถึงบทบาทหน้าที่ของ ผู้นำที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศเพราะผู้นำยุคใหม่ต้องเป็นบุคคลที่สามารถระดมคน ให้มาร่วมมือในการพัฒนาประเทศได้มากที่สุดไม่ใช่แค่ใช้คำสั่ง อีกทั้งต้องมีการติดตามผลการปฏิบัติว่ามีการเดินหน้า สิ่งที่ทำให้ไทยพัฒนาได้ช้าเกินไปคือระบบอุปถัมภ์ที่ไม่สามารถตัดออกจากความเป็นคนไทยได้ ตนเห็นว่านายอภิสิทธิ์จะสามารถพัฒนาประเทศไปได้มากกว่านี้แต่นายอภิสิทธิ์ก็ทำได้แค่ประคองตำแหน่งและทำประชานิยมเพื่อหาเสียงไปวันๆ เพื่อคุมพรรคร่วมรัฐบาลขณะนี้ปัญหาของสังคมไทยเป็นปัญหาที่มีความซับซ้อนมากขึ้นเพราะเกิดจากการมีผู้นำที่ไม่มีความเป็นผู้นำที่ดีจึงเห็นได้ชัดเจนว่าในสังคมไทยผู้นำยังขาดความเข้าใจประชาชนอย่างแท้จริงแต่ มักคิดว่าตัวเองเก่งและไม่ยอมฟังใครมองแค่ด้านเดียวคิดว่าตัวเองดีหมดทำถูกหมด ยืนยันว่าไม่มีใครวิเศษได้ขนาดนั้น ดังนั้นผู้นำที่ดีต้องฉลาดทางอารมณ์ฉลาดทางจิตสำนึก อย่าบ้าเห่อแค่ความเป็นประชานิยมหรือการแข่งขันเพียงอย่างเดียว
จดหมาย เปิดผนึก ถึงธีรยุทธ
ที่มา thaifreenews
บทความโดย... dreamcatcher
คำปาฐกถาของธีรยุทธ บุญมี
มุมมองใหม่ประวัติศาสตร์วรรณกรรมไทย วรรณกรรมไทยกับกึ่งศตวรรษที่หายไป
อัล แบร์ กามูส์ เคยกล่าวไว้ว่าหากโลกไม่มีศตวรรษที่ 19 ของนักเขียนรัสเซีย เช่น ตอลสตอย ดอสโตเยฟสกีก็จะไม่มีตัวเขาและนักเขียนคนอื่น ๆ อีกมาก เช่นเดียวกันเราก็อาจสรุปว่าถ้าไม่มีครึ่งศตวรรษของปัญญาชนแบบศรีบูรพาและ คณะสุภาพบุรุษก็จะไม่มีครึ่งศตวรรษของปัญญาชนรุ่น 14 ตุลาคม สิ่งที่เราได้รับสืบทอดจากปัญญาชนรุ่นพ่อคณะนี้ก็คือการนับถือในความจริงการ ต่อสู้กับความยุติธรรม และจิตวิญญาณเพื่อเสรีภาพ
แต่สำหรับสังคมโดย ทั่วไปและแม้แต่ในหมู่นักศึกษา นักวิชาการ ค่อนศตวรรษของศรีบูรพาและคณะเป็นภาพที่ลางเลือน ผมคิดว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ความทรงจำของสังคม ปัญหาอยู่ที่การสร้างกรอบครอบวรรณกรรมไทยด้วยสูตรอันว่างเปล่า ส่งผลให้นักเขียนไทย วรรณกรรมกลายเป็นไร้ตัวตน ไร้ความคิดสร้างสรรค์ ไร้อิทธิพลต่อสังคมไทย อันจำเป็นที่สังคมไทยต้องเร่งพยายามหามุมมองใหม่เพื่อแก้ไขสภาพดังกล่าว
(ตรงกลางมีแต่ผมตัดไปเพราะยาวมาก)
กล่าว ได้ว่า สังคมไทยปัจจุบันก้าวมาสู่สังคมสมัยใหม่ยุคที่สองและสังคมสมัยใหม่ตอนปลาย หรือสังคมหลังสมัยใหม่ ซึ่งล้วนแต่เป็นการอธิบายถึงสิ่งเดียวกันคือความล้มเหลวของ 3 กระบวนทัศน์ใหญ่ดังกล่าว คนรุ่นสมัยใหม่ยุคสองนี้ไม่สนใจสังคมใหญ่ พวกเขาอาจจะมีอุดมคติแต่เป็นจุดแยกย่อย เช่น อนุรักษ์ช้าง นก ป่าบางผืน พวกเขาไม่สนใจสัญลักษณ์แบบนักเขียนรุ่นยุควิกฤตสมัยใหม่ พวกเขาสนใจแต่สัญญะหรือเครื่องหมายที่บ่งถึงตัวตนของพวกเขาการต่อสู้ของพวก เขาทำเพื่อสิทธิและวิถีชีวิตของแต่ละคน ซึ่งก็แตกแยกย่อยเป็นส่วนเล็กส่วนน้อยเช่นกัน คนรุ่นนี้ทั่วโลกเริ่มมีประสบการณ์ร่วมกัน เกิดวรรณกรรมแปลที่หลากหลายวัฒนธรรมแต่มีจุดร่วมเป็นประสบการณ์ชีวิตที่ขาด วิ่น ไม่มีสิ่งที่ศรัทธาได้ ไม่มีจุดหมาย ไร้ความมั่นคง การหมกมุ่นในคุณค่า ความหมาย กับภาวะแยกย่อยขาดวิ่นเหล่านี้ วรรณกรรมและวัฒนธรรมก็สะท้อนประสบการณ์เหล่านี้ออกมาเช่น การหมกมุ่นกับการนอน ครัว น้ำหนักตัว เพศ การกิน วิดีโอเกมของแต่ละบุคคล แต่นักประพันธ์รุ่นหลังก็ทำให้สิ่งเหล่านี้มีความงามทางศิลปะ น่าสนใจติดตามวรรณกรรมไทยก็เริ่มสะท้อนภาวะนี้ให้เห็นตั้งแต่แนวกระแสสำนึก ของบุคคลของกนกพงศ์ สงสมพันธ์ แดนอรัญ แสงทอง วิถีชีวิตย่อย เช่น ครอบครัวกลางถนน ของศิลา โคมฉาย มุมมองย่อย ชีวิตที่เป็นเศษเสี้ยวไม่สอดคล้องของวินทร์ เลียววาริน อัญชัน และปราบดา หยุ่น เป็นต้น
ปาฐกถาประมาณ ปี2005
อ่านข้างบนดู เหมือนขลังดีนะครับ
แต่จริงๆแค่คำพูดที่ ผ่านการประดิษฐ์ เพื่อตีกรอบปกปิดสาระสำคัญบางอย่าง
ปิดความคิดสร้างสรรค์ ใหม่ๆ ปิดกั้นแนวโน้มค่านิยม หรือ TREND
ที่จะเกิดขึ้นใน วงการวรรณกรรม
ทำไม เพราะ การปาฐกถา นี้มี ไม่ได้พูดถึง อินเตอร์เน็ทเลย
หลายปีมานี้ วงการวรรณกรรมทั่วโลก มีนักเขียนหน้าใหม่เกิดขึ้นมาจาก
อินเตอร์เน็ท โดยเฉพาะเกาหลีใต้ วรรณกรรมหลายเรื่อง ที่ประสบความสำเร็จ
จนทำเป็น หนังทีวีมาฉายบ้านเรา ทางช่อง 7 สี เรื่อง เจ้าหญิงวุ่นวายกับเจ้าชายเย็น
ชา เรื่องนี้เดิมก็เผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ท ก่อนจนโด่งดังไปทั่วเกาหลีใต้ แล้วจึงมาเป็นหนังสือ และ หนังชุดทางทีวี
แนว โน้มสำนักพิมพ์หลายประเทศ ในโลกจะหา วรรณกรรมที่ประสบความสำเร็จจาก อินเตอร์เน็ทมาตีพิมพ์ เพราะมีกลุ่มลูกค้าที่แน่นอนกลุ่มหนึ่งคือบรรดาผู้ที่อ่าน
ทางอินเตอร์เน็ท ถึงแม้จะรู้เนื้อหาหมดแล้ว แต่ก็อยากได้ฉบับรวมเล่ม
ถ้าเรื่องนั้นได้รับความนิยมทางอินเตอร์เน็ทสูง ก็เป็นการสอบเรตติ้งผ่านในระดับหนึ่ง โอกาสขาดทุนน้อยมาก
ในต่างประเทศ เค้าเรียนรู้ที่จะใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเต็มประสิทธิภาพ
บ้านเราเก่งแต่การ บล็อก ไว้ให้บางกลุ่ม บางชนชั้น พรรคพวก เท่านั้น
ข้างบน ธีรยุทธ เริ่มที่ ศรีบูรพา แล้วก็นำท่าน ที่น่านับถือบางท่านมา
ต่อ หลังจากนั้น ก็แทรก เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ แล้วปิดท้ายด้วย ปราบดา หยุ่น
สอง คนหลังพรรคพวกของธีรยุทธทั้งนั้น ถามหน่อย คุณ คำพูน บุญทวี นักเขียน รางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียนประจำปี พ.ศ. 2522 หายไปไหน
เรื่อง ลูกอีสาน ที่ได้รางวัลหายไปไหน
การที่จะแบ่ง ประวัติศาสตร์ วรรณกรรมไทย เป็นยุค ต่างๆ
การแบ่ง ยุค ต่างๆ เราควรแบ่ง เพื่อให้จดจำง่าย ไม่ใช่ให้เพื่อ
ท่องจำ วิธีที่จะจำง่ายๆ ในการแบ่งยุค ก็คือแบ่ง เมื่อมีความแตกต่างอย่างชัดเจน
เช่น ที่เราเรียนเรื่อง ประวัติศาสตร์การปกครอง ว่าแบ่งเป็น ยุคสมัยที่เป็นสมบูรณ์บูรณาญาสิทธิราช อย่างสุโขทัย เป็นการปกครอง แบบ พ่อปกครอง ลูก แต่เราก็ให้อยู่ในกลุ่มนี้ กับยุค ประชาธิปไตย ถึงแม้ แม้มีการปฎิวัติ รัฐประหาร ผู้นำเป็นเผด็จการ แต่เรา จัดอยู่ใน กลุ่มนี้ เพราะหลังการปฎิวัติ ผู้นำการปฎิวัติก็ต้องออกมายืนยันทุกทีว่าจะคืนสิทธิการเลือกตั้งแก่ประชาชน ทุกครั้ง
ผมจะแบ่งเป็น สอง ยุค คือ วรรณกรรมและบทความ รวมทั้ง บทกวี ต่างๆ
ยุคที่1 ยุคก่อนอินเตอร์เน็ท ยุคนี้ การสื่อสารส่วนใหญ่จะเป็นไปในทางเดียว
เป็นรูปสามเหลี่ยม หน้าจั่ว หรือปิรามิด คือข่าวสาร ช่องทางต่างๆ จะกระจายจาก
บน ลงล่าง การสื่อสาร ไม่ว่าจะสื่อสิ่งพิมพ์ ทีวี วิทยุ ล้วนกระจายจากยอดลงสู่ด้านล่าง ถ้าผู้อ่านไม่เห็นด้วยกับข้อความ ส่ง จดหมายไปแสดงความเห็นก็อาจโดนโยนลงตระกร้า โทรศัพท์ ไปที่สถานีวิทยุก็ไม่ให้ออกอากาศ ตัวคนเขียนเอง
ก็ไม่สามารถหาข้อมูลต่างๆ ได้ง่าย บางทีต้องเดินทางไปไกลถึงห้องสมุดเพื่อหาข้อมูลมาเขียน
ไม่เคยมีใครเขียนจากความว่าง ครับ
ดัง นั้นคนที่จะเขียน บทความ วรรณกรรมต่างๆ จะมีจำนวนน้อย เพราะช่องทางในการสื่อสารที่ตีบแคบ นี่เอง และยังก่อให้เกิดกลุ่มแสวงหาผลประโยชน์ จากช่องทางที่ตีบแคบนี้ กีดกันไม่ให้คนที่มีความสามารถอื่นๆได้แสดงออก
ยุคที่ 2 ยุคที่อินเตอร์เน็ท มีการใช้อย่างแพร่หลาย
การสื่อสารเป็นไปในรูปแบบ สองทิศทาง
รูปแบบการสื่อสารเป็น รูปสี่เหลี่ยม คางหมู ที่ยอดอยู่ด้านบน
หรือเหมือน ปิรามิดที่ตัดยอดปลายออกทำให้มีโอกาสขึ้นไปยืนข้างบน
มากขึ้น เมื่อคนขึ้นไปยืนมากขึ้น คนที่แกร่งจริงเท่านั้นที่จะยืนหยัดอยู่ได้
และคนที่เคยอยู่บนยอดเก่า หลายคนก็จะโดนเบียดตกลงมา
คำว่ากรรมติดจรวดก็จะหมดไป เพราะแค่คลิก เดี๋ยวนี้กรรมก็ไปรอบโลกแล้ว
ธีรยุทธ เคยเห็นภาพเขียนก่อนประวัติศาสตร์ ที่ผาแต้ม หรือเห็นตัวหนังสือ
ในสุสาน... ฟาโรว์ มั้ย สิ่งแรกที่นายคิดคืออะไร ภาพนั้นดีหรือไม่
การลงสีดีหรือไม่
อย่างที่ผมว่า “ ไม่มีใครเขียนจากความ ว่าง “
ภาพหรือตัวหนังสือแสดงให้เห็นว่าคนสมัยนั้นบันทึกสิ่งที่เค้าเห็น ได้ยิน ได้กระทำ
อาจ จะรวมทั้งจินตนาการ เพื่อถ่ายทอดให้ อาจจะเป็นลูกหลานของเค้าได้ รู้ว่ามีความเป็นอยู่อย่างไร ทำมาหากินอย่างไร เดินทางด้วยอะไร มีโครงสร้างทางสังคมอย่างไร แสดงสิ่งที่คนสมัยนั้นเชื่อหรือเคารพบูชา
จะ บอกให้นะ ธีรยุทธ หนังสือทุกเล่ม หรือแม้แต่ สมุดบันทึกส่วนตัวเล่มหนึ่ง ก็บันทึกประวัติศาสตร์ของห้วงเวลานั้นๆเอาไว้ กว่าเราจะมีภาษา ใช้กันได้ไม่รู้เราต้องผ่านวิวัฒนาการกันมาเท่าไร
ไม่นานมานี้ผมดูสารคดีเรื่อง ลิงชิมแปนซี ทำหอกไปแทงสัตว์อื่น
โดยการหักกิ่งไม้ นำส่วนที่แหลมไปแทงสัตว์อื่นที่อยู่ในโพรงไม้
ลิงตัวอื่นดูแล้วก็ทำตาม แต่ไม่สามารถต่อยอดโดยทำให้หอกดีขึ้นกว่าเดิม
นักวิทยาศาสตร์สรุปว่า ลิงสอนกันเองไม่ได้ ทำให้พัฒนาไปกว่านี้ไม่ได้
ผมว่ามันคงติดขัดด้านภาษา มันยังไม่พัฒนาถึงขั้นที่สื่อสารกันได้อย่างถ่องแท้
ธีรยุทธเห็นคุณค่าของภาษาหรือยัง
ธีรยุทธ เคยอ่านเรื่อง ชุดบ้านเล็กในป่าใหญ่ ของลอล่า อิงกัลส์ ไวล์เดอร์
ไหม ผมว่าน่าจะผ่านตา ธีรยุทธบ้างแต่ คงไม่ ซาบซึ้งกับ หนังสือเล่มนี้หรอก
ไม่งั้นคงเอามาพูดถึงบ้าง เห็นนายพูดถึงแต่ ตอลสตอย
โลก รู้จักเรื่องนี้ในชื่อ Little House in the Big Woods (บ้านเล็กในป่าใหญ่) เล่าถึงชีวิตความเป็นอยู่ประจำวัน ของครอบครัวเล็กๆในกระท่อมไม้ซุง ในป่าใหญ่ทางตะวันตกของรัฐวิสคอนซินเมื่อปลายศตวรรษที่ ๑๙ เป็นวรรณกรรมเยาวชนยอดนิยมต่อเนื่องยาวนานที่สุดเรื่องหนึ่งของสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ปี ค.ศ. ๑๙๓๒ จนถึงปัจจุบัน แปลออกเป็นภาษาต่างๆทั่วโลกมากกว่า ๔๐ ภาษา รวมทั้งภาษาไทยโดย ''สุคนธรส'' เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๐ ส่งชื่อเสียงของลอรา อิงกัลส์ ไวลเดอร์ให้ขึ้นไปอยู่แถวหน้านักเขียนนิยายเยาวชนของอเมริกา เธอได้รับรางวัลนิวเบอรี่ อวอร์ด ซึ่งมอบให้วรรณกรรมเยาวชนดีเด่นประจำปี และมีการตั้งรางวัลเป็นเกียรติแก่เธอด้วย คือรางวัลลอรา อิงกัลส์ ไวลเดอร์ อวอร์ด สำหรับผู้ชนะเลิศการเขียนนิยายประวัติศาสตร์สำหรับเยาวชน
นิยาย ชุด ''บ้านเล็ก'' ทั้งหมดนี้บรรยายชีวิตของเด็กหญิงสี่พี่น้อง ในครอบครัวอิงกัลส์ มองผ่านจากสายตา ของ ลอรา ลูกสาวคนที่สอง คนอื่นๆคือแมรี่ พี่สาวคนโต แครี่น้องสาวคนรองจากลอราและเกรซน้องสาวคนเล็กสุด นอกจากนี้คือบุคคลสำคัญที่สุดในบ้าน พ่อและแม่ผู้เป็นความรักความอบอุ่น และกำลังใจให้ลูกตลอดมา ไม่ว่าเหตุการณ์นอกบ้านจะยากแค้นแสนเข็ญ จากภัยธรรมชาติและเสี่ยงอันตราย ในแดนเถื่อนเท่าใดก็ตาม ในบ้านก็ไม่เคยขาดเพลงไพเราะ จากไวโอลินของพ่อ ในยามค่ำ อาหารอร่อยๆฝีมือแม่ ที่รู้จักดัดแปลงจากผักและเนื้อสัตว์ เท่าที่หามาได้ตามประสายาก ทั้งหมดนี้ร้อยเรียง เข้าเป็นความทรงจำงดงาม ของพี่น้องผู้เติบโตจากเด็กหญิงตัวน้อยๆ ขึ้นมาเป็นสาวรุ่นในเล่มสุดท้าย
เสน่ห์ อันหาตัวเปรียบยาก ของนิยายเยาวชนชุดนี้ คือประสบการณ์ซึ่งถ่ายทอดลงอย่างแม่นยำ ได้กลิ่นอายของความจริง ทั้งในเชิงประวัติศาสตร์และสังคมประจำวัน นับเป็นประสบการณ์หายากที่จะพบ เรียกความสนใจ ได้ตั้งแต่นักวิชาการ ลงไปจนถึงเยาวชนทั่วโลก
ธีรยุทธ เคยคิดไหมว่า ทำไมหนังสือ ที่เขียนตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ ๑๙
แล้วยังได้รับความนิยมมาจนถึงปัจจุบัน เพราะมันเป็นหนังสือที่อ่านแล้วมี
ความสุข โดยไม่ขึ้นกับกาลเวลา เป็นครอบครัวที่อบอุ่น ไม่ว่าจะผ่านไปนาน
เท่าใดใครๆก็ยังใฝ่หา ชีวิตแบบนี้
ของไทยมีไหม มีแต่ธีรยุทธ ไม่ได้พูดถึง นักเขียนผู้นี้เลย คือ คุณ คำพูน บุญทวี
เรื่อง ลูกอีสาน เป็นหนังสือนวนิยายของคำพูน บุญทวี ได้รับรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียนประจำปี พ.ศ. 2522 และได้รับการนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง ลูกอีสาน ในปีพ.ศ. 2525 รวมทั้งยังได้รับการจัดให้เป็นหนังสือดี 100 เล่มที่คนไทยควรอ่านอีกด้วย
ผู้แต่ง คำพูน บุญทวี
เรื่องย่อ
ลูก อีสาน เป็นการนำเอาเรื่องราว จากประสบการณ์ ที่ผู้เขียนพบเห็น ถ่ายทอดในรูปนิยาย โดยได้เขียนเป็นตอนๆ ประมาณ 36 ตอน เพื่อพิมพ์ลง ในนิตยสารฟ้าเมืองไทย ช่วงปีพ.ศ.2518-2519 ลูกอีสาน ใช้วิธีการเล่าเรื่องราว โดยผ่านเด็กชายคูน ซึ่งใช้ชีวิตอยู่ ในถิ่นชนบท ของอีสาน แถบที่จัดได้ว่า เป็นถิ่นที่แห้งแล้ง แห่งหนึ่งของไทย ผู้เขียนได้เล่าถึง ขนบธรรมเนียม ประเพณี ตลอดจน ความเชื่อของชาวอีสาน รวมไปถึง การบรรยาย ถึงสภาพความเป็นไป ตามธรรมชาติ ของผู้คน และสภาพแวดล้อม เช่น การเกี้ยวพาราสีกัน ของทิดจุ่น และพี่คำกอง จนท้ายที่สุด ก็ได้แต่งงานกัน การออกไปจับจิ้งหรีดของคูน การเดินทางไปหาปลา ที่ลำน้ำชี เพื่อนำปลามาทำอาหาร และเก็บถนอม เอาไว้กินนานๆ ด้วยการทำปลาร้า เป็นต้น นอกจากนั้น ยังแทรกความสนุกสนาน เพลิดเพลิน จากการทำบุญ ตามประเพณี ไว้หลายตอน ด้วยเช่นกัน ได้แก่ การจ้างหมอลำหนู ซึ่งเป็นหมอลำ ประจำหมู่บ้าน ลำคู่กับหมอลำฝ่ายหญิง ที่ว่าจ้างมาจากหมู่บ้านอื่น ทั้งกลอนลำ และการแสดงออก ของหมอลำทั้งสอง สร้างความสนุกสนาน ครึกครื้น แก่ผู้ชมที่มาเที่ยวงาน อย่างมาก ลูกอีสาน เป็นการถ่ายทอดเรื่องราว จากประสบการณ์ ด้วยภาษาที่ตรงไปตรงมา และแสดงให้เห็นวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ ของชาวอีสานว่า ต้องเผชิญ กับความยากลำบากอย่างไร การเรียนรู้ ที่จะอดทน เพื่อเอาชนะ กับความยากแค้น ตามธรรมชาติ ด้วยความมานะบากบั่น ความเอื้ออารี ที่มีให้กันในหมู่คณะ ความเคารพ ในระบบอาวุโส สิ่งเหล่านี้ ปรากฏอยู่ในแต่ละตอน ของลูกอีสาน รวมทั้ง การแทรกอารมณ์ขัน ลงไปด้วย
สองเรื่องนี้มีความคล้ายคลึงกันมาก ที่บันทึก เหตุการณ์ ความเป็นอยู่ ที่มีความสุขของผู้เขียนทั้งสองท่าน
ข้อที่แตกต่าง คือจุดหมายปลายทางของชีวิต ลอล่าฝันจะมีไร่ ที่สวยงาม
มีผลผลิตมากๆ
แต่ของ เด็กชายคูณ ทุกคนกลับบอกว่าอยากให้เรียนหนังสือเก่งๆจะได้เป็นใหญ่เป็นโต เป็นเจ้าคน นายคน
มาลองวิเคระห์กันดู ทำไม คนที่มีความสุขทั้งคู่แต่กลับมีความฝันต่างกัน
ลอล่า มีความเชื่อมั่นว่าจะประสบความสำเร็จในการทำไร่ หรือนา
เพราะ ที่ผ่านมาทั้งพ่อของเธอ และเพื่อนบ้านคนอื่นๆ ก็ประสบความสำเร็จในการทำ
ไร่ หรือ นา
แต่คูณ ทั้งหมู่บ้านไม่มีใครประสบความสำเร็จ หลายๆครอบครัว อพยพ ไปที่ๆมี
ดินดำน้ำชุ่ม
มาต่อเรื่อง วรรณกรรม ยกตัวอย่างเช่น บ้านทรายทอง
เรื่องพวกนี้แสดงให้เห็นการแบ่งชนชั้น ในสังคมในสมัยนั้น
การจะข้ามชนชั้นขึ้นมา จะต้องประกอบด้วยอะไร การเป็นตระกูลเก่า มี มรดก
มีการศึกษา เนื้อเรื่องจึงเป็นอย่างที่เห็น เพราะระบบสังคมเราไม่ใช่ระบบ พุทธ
แต่เป็นพราหมณ์ มีการแบ่ง ชั้นวรรณะ แบ่งลงไปกระทั่งใน ระบบเศรษฐกิจ
ทุก วันนี้ เด็กๆลูกคนรวยก็ มีโอกาสเรียนโรงเรียนดี ๆ จากนั้นก็สอบได้มหาวิทยาลัยดีๆ เข้าทำงาน เมื่อระบบการค้าผูกขาดในกลุ่ม การเข้าทำงานก็ยังต้องใช้เส้นสายช่วย
แล้วคนจน มันจะมีโอกาสไหม พอท่านทักษิณจะให้โอกาส คนเด็กบ้านนอก แบบ ดช คูณ ในลูกอีสาน ได้ไปนอก ก็มีคนมาทำลายอีก กรรมเวลามันตามทัน อย่ามาร้องละกัน
คนอ่าน สังเกตไหมว่า ธีรยุทธ ไม่เคยพูดถึงคนอ่านเลย
ทำไม ไม่พูด คงมีธีรยุทธคนเดียวที่ตอบได้
โถปรัชญา
มี จริตที่ปรุงแต่ง กันมากเหลือเกิน สังเกตดูธีรยุทธ ไม่พูดถึงศาสนาพุทธเลยทั้งๆที่ พระพุทธองค์ทรงสอนทุกอย่างไว้ตรงๆ หัดหาอ่านกันบ้าง ขนาดตรงๆแบบนี้คิดออกมั้ย จะยกมาตอนหนึ่งเรื่องเกี่ยวกับ ระบบเศรษฐกิจ
พระพุทธเจ้าทรงพูดถึง ระบบเศรษฐกิจไว้ดังนี้ (หนังสือพุทธธรรม ฉบับปรับปรุงและขยายความหน้า 795)
เมื่อบุคคลผู้หนึ่งมั่งมีขึ้น สังคมก็พลอยเจริญงอกงามอุดมสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ดังนั้นทรัพย์ที่เกิดแก่คนดีคนหนึ่งก็เท่ากับเกิดแก่สังคมด้วย บุคคลดีที่มั่งมีขึ้นนั้นเป็นเหมือนเนื้อนาดีที่ข้าวงอกงามขึ้นเพื่อ ประโยชน์สุขของคนทั้งปวง
คนมั่งมีตามหลักการนี้ พึงยินดีเอิบอิ่มใจที่ได้มีความสามารถทำหน้าทีเป็นตัวแทนเป็นเจ้าการหรือมี เกียรติเหมือนด้รับความไว้วางใจจากสังคม ในการจัดหาทรัพย์มาช่วยอุดหนุนหล่อเลี้ยงเพื่อนมนุษย์ในสังคมของตนให้อยู่ สุขสบายและมีโอกาศ ทำกิจที่ดีงาม
แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าบุคคลผู้หนึ่งยิ่งร่ำรวยขึ้น สังคมยิ่งซูบโทรมลง เพื่อนมนุษย์ยิ่งมีความทุกข์ทรมานมากขึ้นก็เป็นเครื่องแสดงว่ามีการปฎิบัต ิผิดต่อทรัพย์ ทรัพย์ไม่เป็นปัจจัยอุดหนุนตามวัตถุประสงค์ของมัน ไม่ช้าสังคมก็จะระส่ำระสายในที่สุด ถ้ามิใช่บุคคลมั่งมีดำรงอยู่ไม่ได้ ก็สังคมอยู่ไม่ได้ หรือทั้งสองอย่าง สังคมอาจปลดเค้าจากตำแหน่ง แล้ววางวิธีจัดหาทรัพย์และตั้งเจ้าหน้าที่จัดสรรทรัพย์ใหม่ ซึ่งอาจเป็นผลดีขึ้นหรือเลวลงก็ได้ แต่จะอย่างไรก็ตาม คติก็มีอยู่ว่า ถ้ามนุษย์ปฎิบัติผิดต่อทรัพย์ที่มีขึ้นเพื่อประโยชน์ ย่อมกลับเป็นโทษที่ทำลายทั้งความเป็นมนุษย์ ตัวมนุษย์ และสังคมมนุษย์
(คนหลังเป็นใครไปคิดเอาเองผมว่าทุกท่านมีคำตอบในใจแล้ว)
หนังสือเล่มนี้พิมพ์ ครั้งที่10 ปี2546
ชัดเจนไหมธีรยุทธต้องตีความไหม รู้จักคนที่มั่งมี แล้วสังคมก็พลอยเจริญงอกงามมั้ย ถ้าคิดไม่
ออกจะบอกใบ้ให้ให้คนที่นายออกมาด่าทุกปีไง
ส่วนกลุ่มบุคคลที่ยิ่งรวยขึ้นแต่สังคมยิ่งซูบโทรมลง ก็กลุ่มที่หนุน ธีรยุทธไง
ธีรยุทธ รู้จัก โยนิโสมนสิการไหม คือการคิดแบบสืบถึง
ต้นเค้า คิดไหมทำไม ตอลสตอล เซ็น หรือ เต๋า ต้องพูดให้ตีความ พูดตรงๆไม่ง่ายกว่าเหรอ
แต่ในบางสมัย บางที่ บางโอกาส การพูดตรงๆอาจนำภัยมาสู่ตนได้ จึงต้องพูดให้มันวกวน
ธีรยุทธ เรามีความเหมือน กันในบางสิ่ง แต่แตกต่างมากๆในหลายๆสิ่ง
ความเหมือนคือ ธีรยุทธ จบ วิศวะ ผมก็จบวิศวะ แต่คนละที่กัน
ธีรยุทธ ปลุกระดม เพื่อน น.ศ. ต่อต้านสินค้าญี่ปุ่น บอกว่ารักชาติ
รู้ไหมว่า ญี่ปุ่น ที่ขณะนั้นค่าแรงเริ่มแพงขึ้น ต้องหาฐานการผลิตสินค้าใหม่
กำลังจะมาลงทุนในไทยเพราะคิดว่าเราปลอดภัย จากคอมมิวนิสต์
ก็ย้ายอุตสาหกรรมหนักไปที่ เกาหลีใต้ ส่วน อุตสาหกรรมทั่วๆไปก็ไปที่ ไต้หวัน
ผม เคยอ่านเรื่องของ พ.ต.ต. ประชา พูนวิวัฒณ์ เรื่องของท่าน ในภายหลังผมไม่วิจารณ์ เพราะท่านเสียชีวิตไปแล้ว แต่ในหนังสือท่านที่เขียน ถึงตอนที่ไป ไต้หวัน
คงจะช่วงลี้ภัยการเมืองเพราะท่านเคยหนีไปอยู่กับกองพล 93 มาก่อน
ท่านเล่าถึง สถานอาบอบนวด ที่ไต้หวัน ว่าสมัยนั้น ทำเป็น ถนนคล้ายๆ เพชรบุรีตัดใหม่ สมัยสงครามเวียดนาม หรือ รัชดาภิเษก สมัยนี้
ว่าคนไต้หวัน สมัยนั้นยากจนมาก ที่ท่านบรรยายเป็นสังคมเกษตรเล็กๆไม่มีงานทำ
ผู้หญิง ต้องมาเป็นหมอนวดแต่ท่านบอกว่า บริการดี อัธยาศัยดีมาก
ถึงแม้ว่า จะพูดกันไม่รู้เรื่องก็ตาม คือจริงๆเรื่องที่ท่านเขียนก็มักจะออกแนว
อีโรติค แต่บางเรื่อง ก็ สะท้อนสังคมของ สมัยเมื่อ สี่สิบปีที่แล้วเช่น
เรื่องหัวใจมีตีน ที่โด่งดังมาก ทำเป็นภาพยนตร์ด้วย
แสดงว่า สังคมไทยอาจมีผู้ชายให้บริการทางเพศตั้งแต่สมัยนั้นแล้ว
อย่างที่ผมบอกไว้ต้นๆไง ว่าหนังสือทุกเล่ม บันทึกประวัติศาสตร์ ในห้วงเวลานั้นไว้
ประเทศไต้หวัน ปัจจุบัน มีเงินทุนสำรองเป็น ดอลล่าร์ อันดับต้นๆของโลก
คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค กับ PDA ส่วนมาก ก็ผลิตที่ไต้หวัน
ความเป็นอยู่ของคนที่นี่ มีคุณภาพดีมากๆ ผมเคยไปดูงาน สองครั้ง
ผู้คนมีอัธยาศัยดีมากจริงๆ ที่ไทเป ผมออกมาเดินเล่นๆ ตู้เกม ถึงสี่ทุ่มก็
ยังปลอดภัย ตีสอง ผมเดินมาซื้อ บะหมี่ถ้วยที่ 7-11 ก็เห็นยังมีคนเดินกัน
มี ครั้งหนึ่งไปตรงกับคริสมาส รีเซฟชั่นที่โรงแรม ยังชวนผมไป ฉลองกับกลุ่มเพื่อนเค้า แต่ผมไม่ได้ไป เพราะ ต้องรีบเขียนรายงานส่ง กลัวเมาแล้วจะเขียนไม่ออก
อาหาร ญี่ปุ่น ที่นั่นถูกมากเมื่อ เทียบกับค่าครองชีพ ผมถามเค้าว่า ทำไมถูกจัง
เค้าบอกว่า ไต้หวันในอดีต บางช่วงเวลาเคยเป็นเมืองขึ้นของญี่ปุ่น
ดังนั้นจะมี พ่อครัวทำอาหารญี่ปุ่นเก่งกันจำนานมาก
ขนาดเค้าเคยเป็น เมืองขึ้นมาก่อน เค้ายัง ยอมอดทน ให้ญี่ปุ่น
มาลงทุน แล้วการถ่ายทอดเทคโนโลยีมันก็จะเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ
ทำไมจะเกิดก็เพราะ
การผลิตสินค้า ประกอบด้วยวัตถุดิบ กับค่าแรง
เมื่อไปลงทุนในที่ค่าแรงต่ำ แล้ว แต่คู่แข่งก็มาลงทุนเช่นกัน
ดังนั้นต้องทุนที่วัตถุดิบ หรือ ชิ้นส่วนที่นำมาประกอบ
ถ้าหาจากในท้องถิ่นได้ ต้นทุนก็ลด
ดังนั้นเมื่อ บริษัทขนาดยักษ์ ไปตั้งที่ไหน ก็จะมีบริษัทของคนท้องถิ่น
ไปผลิตชิ้นส่วนให้ บางครั้งผลิตส่งมากๆ ก็เลยเปิด ทำแบรนด์ตัวเองขึ้นมาเลย
ธีรยุทธ บอกว่ารักชาติ คิดมั้ยว่า คนไต้หวัน คนเกาหลี เค้าก็รักชาติเหมือนกัน
ทุกวันนี้ ธีรยุทธ เห็นไหมว่า ทั้ง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน ก็ไปผลิตสินค้าที่จีนกัน
ขณะที่จีนก็พัฒนาแบรนด์ ตัวเองขึ้นมาเรื่อยๆ
แต่ผมไม่ได้บอกว่า ให้เราวิ่งไปเรียกประเทศต่างๆมาลงทุนในบ้านเรานะครับ
เพราะค่าแรงเราอาจแพงไปแล้ว
ถามว่าจะมีนโยบายอย่างไร ต่อไป ผมว่าทำแบบที่ท่าน ทักษิณเคยทำ
แล้วปรึกษาท่านว่า ต่อไปควรทำอะไร ยิ่งตอนนี้ท่านอยู่ต่างประเทศยิ่งรุ้ว่า
ตลาดโลกต้องการอะไร เรามีศักยภาพพอจะทำได้ไหม
อย่างครัวไทยไปทั่วโลกที่ท่านเคยทำไว้ก็ดีนะ
เพราะตอนนี้ เศรษฐกิจ ทั่วโลกไม่ดี คนอาจไม่อยากบินมาเที่ยว
อย่างที่ เค้ามีคำกล่าวว่า โมหะหมัด ไม่ไปหาภูเขา ภูเขาก็ต้องไปหาโมหะหมัดเอง
คือร้านอาหารไทยในต่างประเทศ มันแพง อาจจะเพราะวัตถุดิบ หรือค่าแรง
พ่อครัว แม่ครัว แต่ถ้าเราเจรจากับประเทศนั้น ให้เราส่งพ่อครัวจากประเทศเราได้
วัตถุดิบลดภาษี หาแหล่งเงินทุนให้เจ้าของร้าน
ทั้งหมดนี่ท่านทักษิณทำไว้นะไม่ใช่ผมคิดหรอก เราอาจขายอาหารที่ยังมีคุณภาพแต่ในราคาที่ต่ำลง
หรืออาจเปิดสอนทำอาหารไทย แล้วส่งวัตถุดิบไปขายก็ได้
อาหารไทยดีต่อ สุขภาพ หลายอย่างกันมะเร็งได้
ไม่รู้จะจบยังไงดี
ขอให้กลับตัวเป็นคนมี ศีลธรรมละกัน
NGOsที่รักภาคพิสดาร (3):ลอกคราบส.ศิวลึงค์และสาวก
ที่มา Thai E-News
ป๋าส.กับสาวกรุ่นใหม่-ป๋าส.กับเมธา มาสขาว ซึ่งเพิ่งถูกกดดันให้ลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการองค์กรสิทธิมนุษยชนแห่งหนึ่ง ซึ่งมีสมชาย หอมลออ สาวกป๋าส.เป็นประธาน เพราะเกิดเรื่องฉาวโฉ่คุกคามทางเพศพนักงานหญิงขึ้น(คลิ้กอ่านรายละเอียด)
โดย คุณรักเอ็นโตดี ห่วงประชาชน
ที่มา ประชาไท
27 ธันวาคม 2552
หมายเหตุ:อันเนื่องมาจากผู้ใช้นามสุรีย์ มิ่งวรรณลักษณ์ ได้เขียนบทความเรื่อง"ขุนนาง NGO กป.อพช.และวิธีคิดอำมาตยาธิปไตย"ลงในหนังสือพิมพ์ออนไลน์ประชาไท เป็นการวิพากษ์วิจารณ์บทบาทของขบวนองค์การพัฒนาภาคเอกชน หรือ(NGOs)ว่าอยู่ตรงกันข้ามกับฝ่ายประชาธิปไตย
ต่อมามีผู้ใช้นาม"รักเอ็นโตดี ห่วงประชาชน"ได้เขียนวิพากษ์ขบวนการNGOsอย่างเผ็ดร้อนในความเห็นท้ายบทความนี้ ไทยอีนิวส์เห็นว่าเป็นการวิพากษ์ในลักษณะของ"คนวงใน"วิพากษ์กันอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน จึงน่าจะเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชนให้ได้เข้าใจว่าเพราะเหตุใดNGOsจึงมีบทบาทความเคลื่อนไหวในลักษณะต่อต้านประชาธิปไตย อิงแอบแนบชิดกับอำมาตย์เผด็จการ ทั้งนี้ผู้อ่านพึงใช้วิจารณญาณ และไทยอีนิวส์ยินดีเผยแพร่ให้ หากผู้ที่ถูกพาดพิงจะมีปฏิกริยาโต้ตอบกลับมา
คราวนี้ก็มาถึงคิวของ ส.ศิวรักษ์ รอยัลลิสต์ตัวเปิดเกมส์รุก หรือ วงในเขาเรียกตะแกว่า “ส.ศิวยั๊วะ” บ้าง หรือไม่ก็ “ส.ศิวลึงค์”บ้าง ก็แล้วแต่ความพึงพอใจของผู้เรียกว่างั้นเหอะนะ....
ส.เป็นลูกหลานเจ๊กอะนะ แต่เจ๊กในเมืองไทยก็เป็นขุนนางละกัน เพราะศักดินาไทยกดคนไทยไว้เป็นไพร่ เจ๊กมีความเป็นอิสระมากกว่า เข้าถึงเจ้าถึงนาย จนได้สัมปทานเป็นเจ้าคนนายคน..
พวกเมิงดูนามสกุลเหล่าขุนนางเถอะลูกหลานเจ๊กรัตนโกสินทร์ทั้งเพ...(เรื่องเจ๊กที่เขียนนี่ไม่ได้มีเจตนาดูหมิ่นนะว๊อย แต่ชี้ให้เห็นชัด ๆ ว่าสังคมไทยเป็นมาแบบนี้-นี่เรื่องวิชาการล้วนๆ)
สรุปก็คือมันมีสายทางขุนนางอำมาตย์ก็แล้วกัน ต้นตระกุลโคตรพ่อโคตรแม่ก็มาทางสายขุนนางจึงรับใช้ใกล้ชิดพวก “เจ้า” มาตลอด(นี่มันภาษาของ ส.ศิวลึงก์ ที่ชอบใช้เป็นสำนวนเขียนเองอะนะ จะมาว่ากรูไม่ได้นะเฟ้ย...)
ส.ศิวลึงค์จบนอก จบ ป.ตรี จากอังกฤษ แล้วไปได้เนติบัณฑิตอังกฤษด้วย....จบใหม่ ๆ มันก็ทำงานที่ วิทยุ บีบีซี.ภาคภาษาไทยที่โน่นแหละ....กลับมาเมืองไทยก็เป็นครูสอนหนังสืออะนะ รู้สึกจะสอนปรัชญาบ้าง ประวัติศาสตร์บ้าง แถวๆท่าพระจันทร์ กับสามย่านนั่นแหละ
แต่พวกที่เคยเรียนกับแกในวิชาประวัติศาสตร์นี่นะ...พวกเค้าบอกว่า ไม่เป็นสับปะรดขลุ่ยเลยวะ เพราะแกเน้นยกย่องระบอบกษัตริย์ลูกเดียว เหมือนอ่านงานกรมพระยาดำรงราชานุภาพยังงัยยังงั้น (เคยถูก นิธิ เอียวศรีวงศ์ วิพากษ์ซะเสียมาแล้วด้วยนะ...จะบอกให้...โหย สานุศิษย์นี่แค้นมักๆๆ)
กลับมานอกจากสอนหนังสือ แปลหนังสือ เขียนหนังสือแล้ว ก็ยังตั้งสำนักพิมพ์ไว้คอยเป็นกระบอกเสียงโฆษณาแนวทางเคลื่อนไหวอนุรักษ์นิยมด้วยอะนะ....ชื่อนะเหรอ สำนักพิมพ์เคล็ดไทย ยังงัยละสัดดดด....
งานที่สร้างชื่อให้นั้น....โหยมีหลายเรื่อง อาทิ กลับมาแรกๆก็ไม่ดูตาม้าตาเรือ กะสร้างชื่ออะนะ...ก็เริ่มต้นด้วยการด่า อาจารย์ปรีดีเลยละ หาว่าปรีดีมีส่วนพัวพันกรณีสวรรคตในหลวง ร.8 เลยนะเฟ้ย...
หลังๆพอได้ข้อมูลลึกลับ ตะแกก็รีบคลานไปกราบอาจารย์ปรีดี และเสนอเกมส์รุก โดยการเสนอตัวอยู่ข้างอาจารย์ปรีดี จะหาทางเชิดชูเกียรติภูมิอาจารย์ปรีดีกลับมาให้ได้....(แต่ต้องมีเงินให้ทำงานด้วยอะนะ)....
พวกเมิงจึงได้เห็นหน้า ส.ศิวลึงค์ ทุกงานที่เกี่ยวข้องกับอาจารย์ปรีดี....เรียกว่า ผูกขาดความเป็นปรีดีลิซึ่มอยู่คนเดียว ใครหน้าใหนอย่างเสะเออะมาแหยม กรูสัมปทานของกรูแล้วโว้ย...แม่งดูแกทำ...เหี้ยมจริง ๆ
แกเข้าไปแทรกแซงเกี่ยวข้องกับชีวิตอาจารย์ปรีดีทุกชนิด ตั้งแต่เข้าไปวุ่นวายกับ “สถาบันปรีดีพนมยงค์” ที่ซอยทองหล่ออะนะ กรรมการสายลูกศิษย์ปรีดีขนานแท้เค้าก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ระอาแกเต็มทนการปล่อยให้แกปู้ยี่ปู้ยำอาจารย์ปรีดีซะให้สาสม....
แกมีโรงพิมพ์ด้วย คราวงาน 100 ปีของอาจารย์ปรีดี คนก็นินทาว่าแกจัดงานได้ห่วยแตก เพราะดันลากเอาอาจารย์ปรีดีจากที่อาจารย์ปรีดีแกเป็น “โซเชียลลิสต์” กลับตาลบัตรมาให้อาจารย์ปรีดีเป็น “รอยัลลิสต์” แบบแกจนได้...
แล้วก็จัดการพิมพ์หนังสือเกี่ยวกับอาจารย์ปรีดีทุกชนิด ทั้งที่อาจารย์ปรีดีแกเขียนไว้ คนอื่นๆเขียน และก็ตัวแกที่ทำตัวเป็นพหูสูตครือกรูรู้ทุกเรื่องอะนะ...ตะบี้ตะบันพิมพ์...ป่านนี้ยังขายและทั้งแจกทั้งแถม ยังค้างสต๊อกอยู่บานเบอะ....อ้าวแล้วใครเป็นคนจัดการเรื่องพิมพ์ให้ละ..ก็สาวกของแก ครือ สันติสุข โสภณศิริ ผัวของ ส.ว.เหลือง รสนา โตสิตระกูล (นี่ก็ มอส.รุ่นแรกๆอะนะ...เห็นหรือยังว่ามันสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันไปหมด...สาดดด.....)
ส.ศิวลึงค์ ก็เก่งในการทำหนังสืออะนะ นิตยสาร “สังคมศาสตร์ปริทัศน์” แกก็เป็นคนก่อตั้งอะนะ(ว่ากันว่าเป็นหนังสือที่ก้าวหน้าสมัยนั้น(บริบทสมัยนั้น)ครือต้นๆทศวรรษที่ 2500 แต่กรูไปอ่านแม่งทุกเล่มที่แกเป็นบรรณาธิการแล้ว สู้ตอนสมัยสุชาติ สวัสดิ์ศรี เป็น บ.ก.ไม่ได้เลย
สังคมศาสตร์ปริทัศน์ มันเป็นหนังสือของสมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย ที่มีกรมพระนราธิปฯ เป็นประธาน แกก็คลานเข้าไปกราบเจ้าของส่วนบุญจนได้ทำหนังสือแถมพ๊อคเก๊ตมันนี่อุไรวรรณๆๆๆ(ครือเหนาะๆ ก็ครืออุไรวรรณเป็นเมียเสนาะ เทียนทองอะนะ เวลาอะไรที่มันได้อยู่แล้ว...ต้องร้องว่า “อุไรวรรณๆ”...ฮาๆๆๆ)
พวกผู้หลักผู้ใหญ่หงำเหงือกถูก ส.ศิวลึงค์ดึงมาใช้แม่งหมด เพราะแกชอบอ้างว่ารู้จักสนิทสนมตั้งแต่สมัยเจ้าคุณปู่คุณตาคุณยายไปโน่น ไม่ว่าจะเป็นเจ้าคุณอนุมานราชธน เสถียรโกเศศ-ตรีนาคะประทีป พอเพือกนี้แก่ตาย แกก็นำคนตายไปหาแดก โดยอ้าง “ความเป็นคนดี” “คุณธรรม” ของคนที่ตายไปแล้วไปก่อตั้ง “มูลนิธิ” ยังงัยละสัด.....
ด้วยเหตุดังนั้น พวกเมิงจึงเห็น “มูลนิธิเสถียรโกเสฐ-ตรีนาคะประทีป” บ้าง พอโกมล คีมทอง ที่ไปเป็นครูโรงเรียนราษฎร์ที่เหมืองแร่ของ อุดม เย็นฤดี ถูกฆ่าตาย แกก็ยุอุดมตั้ง “มูลนิธิโกมลคีมทอง” เอาไว้ทำมาหาแดก และพิมพ์หนังสือที่โรงพิมพ์เคล็ดไทยของแกยังงัยละสาดดด....
ส.ยังร่วมกับอีตาหมอประเวศ ก่อตั้ง “มูลนิธิเด็ก” มีศิษย์เอกก็ไอ้แกนนำพันธมิตรเหลืองอ๋อย พิภพมัจจุราช เอ้ย พิภพ ธงชัย กับเมืยเป็นผู้ดูแล...แกกับเพื่อนๆ เช่นอีตาประเวศก็เป็นกรรมการถาวรงัยสาดดด....มูลนิธิต่าง ๆ เหล่านี้ ส.ศิวลึงค์ เป็นกรรมการกับสาวกของแกเป็นกรรมการหมด...
ขนาดคนตายไปแล้ว เช่น ป๋วยปีแปก่อ อุดม เย็นฤดี หรือ เจ้าคุณอนุมานฯ ยังมีชื่อเป็น ประธานกรรมการกิติมศักดิ์อยู่เลย...ดูดู๊มันทำสาดดดดดดด......ก็ชื่อพวกนี้แม่ง ยังให้แกทำมาหารับประทานโดยทำโครงการขอแหล่งทุนหน้าโง่ได้นั่นเอง
นี่ดีนะที่ไม่เสือกเอาชื่ออาจารย์ปรีดีไปเป็นประธานกิตติมศักดิ์ด้วย ถ้าเป็นอย่างนั้นตาส.นี่เข้าขั้น “เทพ” ตัวจริงเลยละ....เรื่องชั่วๆอย่างนี้ต้องตราไว้ในหนังหมาวะ (ขอลอกเลียนสำนวนของส.ศิวยั๊วะสักครั้งเถอะวะ..)....
ยังมีองค์กรในกำมืออีกเยอะ อาทิ สวนเงินมีมา เสมสิกขาลัย-นี่ก็อ้างเอาความดี คนดีของหมอเสม-อัศวินควายดำมาเป็นชื่อวิทยาลัย(สิกขาลัย-ศึกษาลัย) กรูได้ยินแรกๆนึกว่าชื่อห้องขี้ สุขา..สิกขา
แม่งชอบโชว์อ๊อพไอ้ภาษาเทวดา ที่ชาวบ้านอย่างกรูไม่รู้เรื่องด้วยจังเลยนะสัด....
วันดีคืนดีแกก็ไปหาที่แถวนครนายก ก่อตั้งเป็น “อาศรมวงศ์สนิท” ที่นี่มี “นักพรต” สาวกตัวเอ้ของแกดูแลเป็นเจ้าสำนักอยู่ ครือ วิสิษฐ์ วังวิญญาณ เอ้ย วังวิญญู กับ หลวงพี่ประชา (เอ้ย! สึกมาเอาสีกาแล้ววะ)ตอนสึกแล้วชื่อประชา หุตานุวัตร มีนามสกุลคุ้นๆนี่เป็นแกนนำของพวกพันธมิตรด้วย...ตั้งกฎระเบียบกันเพื่อจะสร้างคนให้บรรลุนิพพานอะนะ....เอ้อ...ที่นี่เค้ามีแม่น้ำล้อมรอบ ต้องข้ามเรือข้ามโป๊ะด้วย..... โอ้ย...บรรยากาศน่าหลอกลวงพวกคนชั้นกลางสมองขี้เลื่อยไปบริจาคเงินจริงจริ้งเจ้าคะ.....
เอ้อเกือบลืมพวกแม่งห้ามกินเหล้าสูบกัญชาด้วยนะ...แต่กรูเคยเห็นแม่งไอ้ไผ่-นิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ แม่งไปเมาประจำ..และเจ้าสำนักตัวจริง ก็ ส.ศิวลึงค์ แกก็ตัวซดเบียร์โฮกๆๆๆเลยไอ้สัด...ไม่เชื่อก็ถามหลานศิษย์อย่างไอ้บารมี ชัยรัตน์ดูเอา..
หรือไม่จริงไอ้บารมีแถลงมาเลยวะ(อย่างนี้มันหลอกลวงประชาชนนี่หว่า...).....ยัง ยังไม่หมด พฤติกรรมส่วนตัวของ ส.ศิวลึงค์ ก็น่าสมเพชเวทนา บางวันคลุ้มดีคลุ้มร้ายก็แต่งชุดขุนนางเต็มยศ สวมหมวกแบบผู้ดีอังกฤษด้วย สักไม้เท้าไปต้อม ๆ มองๆ แถว “โรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง” พอแดกเบียร์ฟรีจนเมาแอ๋แล้ว...กรูจะกลับแล้วโว้ย ตอนนี้ประชาชนเดือดร้อนที่เขื่อนปากมูล พวกมด-วนิดา ไอ้ปุ๋ย มันไม่มีเงินทำงาน กูของมันนี่เมิงช่วยน้องๆมันด้วยวะ....
จริงไม่จริง สหายคง-เสถีบร เศรษฐสิทธิ์ ช่วยแถลงหน่อย (แม่งนี่กระมังทำให้คอมมูนิดรวยๆอย่างสหายคงถึงกับยอมเป็นลูกกะโปก คมช. เป็น สนช.จนได้-ส.ศิวลึงค์ ก็แม้แต่กางเกงในยังเหลือ ก็คงจะอ้างอีกว่า สหายเอ๋ยกรูนี่แหละขอโค้วต้าให้กับเมิง เพราะเมิงกรรโชกทรัพย์ง่าย ฟามจริงกรูขอโควตาให้ไอ้ยะใสมันนะ..ฮาๆๆๆ..) ...ยังมีอีก เมื่ออยู่ที่สำนักงาน ก็ไม่รู้สำนักงานใหน เพราะแกมีหลายมูลนิธิเหลือเกิน เวลาเจ้าคุณสอ.จะยัดห่าน้ำ ก็ต้องคลานเข่าเข้าไปเสิร์พเลยอะนะ...จริงไม่จริงต้องถามเด็กเสิร์ฟที่ชื่อบารมีเอเองอะนะ....หุๆๆ
ยังมีเรื่องตลกเศร้าด้วยนะว๊อย..ซักประมาณสองสามปีมาแล้ว...กลุ่มสานุศิษย์ลูกสมุนของ ส.ศิวลึงค์ ที่เข้าไปทำงานกับ “สมัชชาคนจน” ไม่รู้ลากกันไปลากกันมายังงัยนะ ตกมาวันหนึ่งในวงประชุมของ “พ่อครัวใหญ่” ก็ได้มีการเชิญบุคคลไปแลกเปลี่ยนความเห็นเรื่องบ้านเรื่องเมือง...ทางสมัชชาคนจนก็คงเป็นไอ้บารมีน่าแหละก็ได้อัญเชิญ “เจ้าคุณสอฯ” ลูกพี่ตนเองไปเป็นวิทยากรร่วมแลกเปลี่ยน แต่วิทยากรอีกคนนี่ซิหากใช้สำนวนนักวิชาการ ก็ต้องบอกว่ามันเป็นเรื่อง irony มั้ก ๆ เพราะวิทยากรอีกฝั่งหนึ่งครือ ลุงธง เลขาธิการที่ 1 ของ พคท. ครับเจ้านาย....
โฮ ๆๆๆ...จะไม่ให้ปล่อยโฮยังงัยไหวคับพี่น้อง....ก็ระหว่างคอมมูนิด กับ พวกกษัตริย์นิยมเช่นเจ้าคุณสอ มานั่งร่วมวงกันได้ยังงัย...แล้วมันจะคุยกันรู้เรื่องมัยเนี้ยะ.....
ไอ้ “สมัชชาคนจน” นี่ก็มีเรื่องเล่าเล็กน้อย เมื่อครั้ง “ที่ปรึกษา” ปุ๋ย-นันทโชติ ชัยรัตน์ น้องของไอ้บารมี เสียชีวิตกะทันหัน....ไอ้บารมี เค้าก็อัญเชิญท่านเจ้าคุณสอไปงานเผาศพ และมอบหมายให้ท่านเจ้าคุณสอฯ ปาฐกถาก่อนประชุมเพลิงว่างั้นเถอะ....ทางกลุ่มเพื่อนปุ๋ย ที่พอรู้ว่าปุ๋ยเป็นคนอย่างไร และคิดอย่างไรกับท่านเจ้าคุณฯ (เรื่องนี้ไอ้บารมีน่าจะรู้ดีที่สุด) ก็มอบหมายให้ อาจารย์พฤกษ์ ม.อุบลฯ เป็นองค์ปาฐกอีกคน....โหย...ปาฐกถา ของท่านเจ้าคุณฯก็ยังไม่เป็นสับปะรดขลุ่ยเหมียลล์เดิมเจ้าคะ....ส่วนของอาจารย์พฤกษ์ น่าจะสอดคล้องกับอุดมคติของผู้ตายมากกว่า....เรื่องนี้พอเข้าใจกันได้
แต่เรื่องนี้ซิ...ยังงัยยังงัยกรูก็ไม่เข้าใจพวกเมิงแน่ ๆ....ภายหลังจากการตายของปุ๋ยครบ 1 ปี หรือ 100 วัน นี่แหละ มีการจัดงานรำลึกแถว ๆ สุรินทร์ ถิ่นของเสี่ยแต-สนั่น ชูสกุล ผู้อุปถัมป์ปุ๋ยคนสุดท้าย และมีการอภิปรายปัญหาบ้านเมืองกัน วิทยากรทุกคนยกเว้นอาจารย์พฤกษ์เจ้าเก่า ล้วนแล้วแต่เป็นคนใกล้ชิดพวกเจ้าคุณสอฯ และพวก “NGOs โลก” ทั้งนั้น....
ปรากฎว่าอาจารย์พฤกษ์ก็ได้ใช้ความกล้าหาญสอนมวยเพรือกนั้นไปหลายดอกจะจะ.....แต่เรื่องของเรื่องที่กรูข้องใจมานานก็ครือว่า หลังจากนั้นมีการจัดทำหนังสือรำลึก 1 ปีปุ๋ย....ปรากฎว่า ไม่มีแม้แต่ “ปาฐกถา” หน้าเมรุ หรือ “คำอภิปราย” ที่สุรินทร์ของอาจารย์พฤกษ์ที่เป็นเพื่อนของปุ๋ยคนหนึ่ง....แต่กลับมี “ปาฐกถา” ที่ไม่เป็นสับปะรดขลุ่ยของท่านเจ้าคุณสอฯเต็ม ๆ เลยอะนะ....
กระนั้นก็ดี กรูก็เข้าใจอยู่นะว่าปุ๋ยเป็นคนของประชาชน เพื่อน ๆ เยอะ แต่กรูอ่านแล้วเกิดอาการคลื่นเหียนคล้ายจะอาเจียน....ไอ้เหี้ย..แนวทางในหนังสือเล่มนั้น มันไม่ใช่สิ่งที่ปุ๋ยมันอยากจะเห็นเหมือนอย่างคณะทำหนังสืออยากจะเห็นโว้ย....ถามไอ้ต๋อม-จักรพงษ์ ธนวรพงษ์ ซึ่งมีชื่อเป็นคนพิสูจน์อักษร มันก็บอกว่าไม่รู้เรื่อง ๆ....แต่กรูก็สรุปของกรูว่า ส.ศิวลึงค์ แม่งมีอิทธิพลต่อสมัชชาคนจนในยุคนี้จริง ๆ วะ....
อำมาตย์จงเจริญ ประชาชนจงฉิบหาย...อาเมน!!!
**********
อ่านบทความชุดนี้ในตอนที่ผ่านมา:เอ็นโตดีศักดินานิยมตัวพ่อ...หมอประเวศ
มวยล้มที่การบินไทย
ที่มา มติชน
เห็นมติคณะกรรมการหรือบอร์ดบริษัท การบินไทย จำกัด(มหาชน)ที่ให้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีซึ่งมีการกล่าวหา นายวัลลภ พุกกะณะสุต ประธานคณะกรรมการบริหาร ใช้อำนาจหน้าที่งไม่ถูกต้องในการขนสัมภาระน้ำหนักกว่า 398 กิโลกรัม บินจากโตเกียวมายังกรุงเทพ เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2552 ด้วยเที่ยวบิน TG 677 แล้ว รู้สึกสังหรณ์ใจว่า อาจเป็นมวยล้มต้มคนดู
มติบอร์ดดังกล่าวให้เวลาในการสอบสวนนาน 3 สัปดาห์ใน 2 ประเด็นคือ
1.การขนสัมภาระครังนี้เป็นไปตามขั้นตอนหรือไม่ ผู้ใดเป็นผู้อนุมัติ
2.รายได้ที่บริษัทการบินไทยสูญเสียไปในเบื้องต้นกว่า 200,000 บาท ต้องมีผู้รับผิดชอบ
คำถามคือ ทำไมจึงตั้งประเด็นในการสอบสวนค่อนข้างแคบ เพราะเป็นที่โจษจันกันในการบินไทยว่า บอร์ดบางคนมีพฤติกรรมในลักษณะดังกล่าวมานานแล้ว มีผู้ร่วมขบวนการและอำนวยความสะดวกหลายคน จึงน่าที่จะขยายประเด็นการสอบสวนให้ครอบคลุมเพื่อจะได้ไม่สามารถอ้างได้ว่า เป็นความบกพร่องโดยสุจริต จึงไม่ต้องรับโทษหรือโดนแค่"ใบเหลือง"
นอกจากนั้นเริ่มมีการพูดกันหนาหูว่า อาจมีการโยนบาปให้แก่"พิมพ์ใจ"ให้เป็นผู้รับสมอ้างว่า เป็นเจ้าของสัมภาาระส่วนเกินทั้งหมดและเป็นความบพร่องของผู้จัดการสถานีการบินไทยที่สนามบินนาริตะที่เอาสัมภาระของ "พิมพ์ใจ"ใส่เข้าไปในชื่อนายวัลลภ ทั้งๆที่"พิมพ์ใจ" เส้นใหญ่ มีพฤติกรรมในลักษณะนี้มามานานจนเป็นที่รู้กันดีในการบินไทย
อย่างไรก็ตามเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและเป็นการรื้อระบบอภิสิทธิ์ในสายการบินแห่งนี้ บอร์ดควรตรวจสอบย้อนหลังดูว่า มีการใช้อำนาจอย่างไร้หลักเกณฑ์ในการ"อัพเกรด"ที่นั่งและขนสัมภาระเกินน้ำหนักให้แก่ใครบ้าง เพราะล่าสุดทาง
ส.ส.พรรคฝ่ายค้านแถลงว่า มีรัฐมนตรีเศรษฐกิจกระทรวงใหญ่รายหนึ่งสั่งให้ผู้บริหารการบินไทยอัพเกรดที่นั่งให้ลูกเมียจากชั้นประหยัดเป็นชั้นหนึ่งและชั้นธุรกิจในการบินไปลอนดอน ประเทศอังกฤษ ทั้งๆที่ไม่มีสิทธิ์และยังขนสัมภาาระน้ำหนักเกินอีกด้วย
ได้แต่หวังว่า การออกมาเปิดโปงกันไปมาระหว่าง 2 ฝ่าย จะไม่ทำให้เกิดการตกลงกัน สอบสวนกันแบบลูกหน้าปะจมูกแล้วดองเรื่องจนสาธารณชนลืมหรือจบๆกันไปเหมือนกับเรื่องอื่นๆที่ผ่านมา
ตัวอย่างล่าสุดที่มีความพยายามในการทำให้เรื่องจบแบบจับมือใครดมไม่ได้คือ กรณีการจัดซื้อเครื่องบินแอร์บัส A330-300 จำนวน 8 ลำและจ่ายเงินค่างวดล่วงหน้าให้แก่บริษัท แอร์บัส กว่า 4,000 ล้านบาทจนกระทบต่อฐานะทางการเงินของบริษัทซึ่งขัดมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2550 (สมัย พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์)ที่ให้เช่าเครื่องบินเท่านั้น
ขณะเดียวกันเป็นเหตุให้ผู้ถือหุ้นฟ้องนายชัยสวัสดิ์ กิตติพรไพบูลย์ อดีตปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานบอร์ดการบินไทยกับพวกรวม 12 คนในข้อหา พนักงานในองค์กรหรือหน่วยงานของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ(ต่อมา ครม.นายสมาชาย วงศ์สวัสดิ์ เปลี่ยนมติเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2551 อนุมัติเงื่อนไขพิเศษ สำหรับการจัดหาเงินกู้เพื่อชำระค่าจัดซื้อเครื่องบินแอร์บัส)
แม้ก่อนหน้านี้บอร์ดชุดนายชัยสวัสดิ์ได้แก้เกี้ยวด้วยการมีมติเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2551 ให้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงมีนายประวัติ วีรกุล อัยการอาวุโสเป็นประธานขึ้นมาสอบข้อเท็จจริง แต่เรื่องก็เงียบหายไป
ทำให้ พล.ต.อ.วุฑฒิชัย ศรีรัตนวุฑฒิ ช่วงที่ยังเป็นบอร์ดการบินไทยทำหนังสือลงวันที่ 16 มีนาคม 2552 ถึงประธานบร์อดการบินไทยทวงถามถึงเรื่องนี้โดยระบุว่า คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงได้เสนอสำนวนการสอบสวนให้แก่ประธานบอร์ดตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2551 ซึ่งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงมีความเห็นว่า ให้ดำเนินการทางวินัยอย่างร้ายแรง และทางอาญาแก่ผู้บริหารระดับสูงหลายคน
แต่ปรากฏว่า บอร์ดไม่ยอมพิจารณาเรื่องดังกล่าว ทั้งๆที่มีการประชุมบอร์ดไปแล้วถึง 4 ครั้งคือ ในวันที่ 7 มกราคม 2552 , 1 กุมภาพันธ์ 2552,27 กุมภาพันธ์ 2552 และ 18 มีนาคม 2552
"กรณีเรื่องนี้ ..มีการร้องเรียนไปยัง สตง.(สำนักงานคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน) การที่คณะกรรมการบริษัทฯไม่รีบดำเนินการให้แล้วเสร็จ...น่าจะไม่ถูกต้อง เป็นลักษณการประวิงเวลา ถ้าคณะกรรมการบริษัทชุดใหม่ ไม่มีใครทราบเรื่องนี้มาก่อน หรือไม่สนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ อาจเป็นปัญหาเกิดขึ้นได้ เพราะสำนวนการตรควจสอบ..จะอยู่ในการดูแลของฝ่ายบริหารบริษัทฯซึ่งหลายคนมีส่วนเกี่ยวข้อง อาจจะต้องถูกพิจารณาข้อบกพร่องหรือความผิด"
หลังจากที่ พล.ต.อ.วุฑฒิชัยได้ทำบันทึกฉบับดังกล่าวแล้ว ไม่ปรากฏข่าวว่า มีการดำเนินการลงโทษผู้ถูกกล่าวหาคนใดเลย
ขนาดเรื่องการจัดซื้อเครื่องบินซึ่งสร้างความเสียหายให้กับการบินไทยมหาศาลยังถูก"ดอง"นานนับปี
ดังนั้น เรื่องที่บอร์ดใช้อภิสิทธิ์ในการขนสัมภาระเกินน้ำหนักมีโอกาสจะถูกเป่าทิ้งจึงเป็นไปได้สูงมาก
.jpg)