WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, December 27, 2009

"เสด็จพี่"ไล่บี้ป.ป.ช.เอาผิด"กษิต"ออกเอกสารลับกต.สัปดาห์หน้า

ที่มา มติชน

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวเมื่อวันที่ 27 ธ.ค. ว่า ในสัปดาห์หน้า ตนจะไปยื่นหนังสือถึงคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) เพื่อดำเนินการเอาผิด นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ข้อหาปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 กรณีการทำเอกสารลับกระทรวงต่างประเทศ ที่ลงนามโดย นายกษิต ซึ่งมีลักษณะเป็นการใช้อำนาจเกินหน้าที่ และมีลักษณะกระทบต่อความมั่นคงภายในและนอกราชอาณาจักร เพราะเนื้อหาในเอกสารลับดังกล่าว ของนายกษิต มีเจตนาพิเศษให้เกิดความเสียหายแก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นอกจากนี้อยากขอความร่วมมือไปยัง ส.ส.เพื่อไทยร่วมกันเข้าชื่อ เพื่อยื่นคำร้องขอถอดถอนนายกษิตออกจากตำแหน่งด้วย

"เฉลิม"ลูบหลัง"อภิชาต"คนดี ขู่ยกคำร้องฟ้องทันที อดีตบิ๊กมัชฌิมาฯข้องใจกกต.ทำคดีนานผิดปกติ

ที่มา มติชน

"เฉลิม"ตบหัวแล้วลูกหลังประธานกกต.บอกเป็นคนดีหลังก่อนหน้าซัดเปลี่ยนไป ลั่นยกคำร้องเมื่อไหร่ฟ้องทันที อดีตรองหน.มัชฌิมาธิปไตย ตั้งข้อสังเกตุกกต.พิจารณาคดีนานผิดปกติ


อดีตบิ๊กมฌ.ตั้งแง่กกต.ดอง"258 ล."


พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตย (มฌ.) ซึ่งถูกยุบพร้อมพรรคชาติไทยและพลังประชาชนในอดีตกล่าวถึงเสียงวิจารณ์เรื่องคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) มี 2 มาตรฐานในการวินิจฉัยคดีเงินบริจาคนอกระบบของพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) 258 ล้านบาท ต่างการพิจารณายุบ 3 พรรคในอดีตว่า กกต. ควรยึดมาตรฐานเดียวกันแม้คดีนี้จะแตกต่างจากคดีของ มฌ. ซึ่งเป็นการพิจารณาต่อเนื่องจากการสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง(ใบแดง)ผู้สมัครส.ส.ของพรรค เนื่องจากคดีปชป. เป็นการดำเนินการตามข้อมูลที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สืบสวนสอบสวนแล้วสรุปผลส่งให้ แต่ที่แปลกใจคือกกต.ใช้เวลาพิจารณาคดีนี้นานผิดปกติ ทั้งที่ได้รับข้อมูลจากดีเอสไอไปแล้วถึง 7 เดือน


“เท่าที่ผมอ่านกฎหมายได้ระบุไว้ชัดเจนว่า เมื่อปรากฏพยานหลักฐานชัดแจ้ง ให้นายทะเบียนพรรคการเมืองพิจารณาส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคการเมือง โดยกรณีนี้คนทำหน้าที่หาหลักฐานคือดีเอสไอ ซึ่งเขาต้องมั่นใจในพยานหลักฐานต่างๆ แล้ว ถึงส่งเรื่องให้กกต. แต่กกต. กลับทำเหมือนจะมาสอบใหม่หมด โดยล่าสุดประธานกกต.ก็จะแต่งตั้งคณะทำงานขึ้นมาดูรายละเอียดอีก ทำให้คดีนี้นานผิดปกติต่างจากคดีของ 3 พรรคการเมืองที่ถูกยุบอย่างรวดเร็ว” พ.ต.ท.บรรยินกล่าว


แปลกใจโยนคดีปธ.กกต.เคาะ


ผู้สื่อข่าวถามว่า มองอย่างไรที่กรรมการกกต. ไม่ยอมร่วมลงมติในคดีนี้ แต่กลับโยนเรื่องให้ประธานกกต. เป็นผู้ชี้ขาด พ.ต.ท. บรรยินกล่าวว่า ตนว่าแปลก เพราะโดยหลักการไม่ว่าจะพิจารณาคดีใบเหลือง ใบแดง กรรมการกกต.ก็ลงมติได้หมด ไม่ใช่ให้ประธานกกต. ตัดสินคนเดียว


เมื่อถามย้ำว่า เป็นเพราะกกต.ชุดนี้ห่วงว่าจะซ้ำรอยกกต. ชุดพล.ต.อ. วาสนา เพิ่มลาภ อดีตประธานกกต. หรือไม่ พ.ต.ท.บรรยินกล่าวว่า “ก็อาจเป็นได้ว่าคนที่ต้องตัดสินใจ เขาไม่กล้าตัดสินใจ ก็เลยให้นายทะเบียนพรรคการเมืองตัดสินใจคนเดียว แต่เรื่องนี้จะโยนกันไปกันมาไม่ได้ เพราะอำนาจการตัดสินใจกำหนดไว้ชัดเจนในกฎหมาย”


ผู้สื่อข่าวถามว่า ทำนายว่าตอนจบจะเป็นอย่างไร อดีตรองหัวหน้ามฌ. กล่าวว่า คงไม่มีใครอยากเก็บภาระไว้กับตัว จึงมีโอกาสที่นายทะเบียนพรรคการเมืองจะส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ เพราะถ้าตัดสินใจไม่ส่งเรื่องต่อก็ต้องรับผิดชอบเต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ คงไม่ใช่กลัวใครจะมาเผาบ้าน แต่น่าจะกลัวกระแสกดดันจากสังคมมากกว่า


เมื่อถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่แกนนำบ้านเลขที่ 111 และ 109 จะเคลื่อนไหวร่วมกัน หลังพรรคชาติไทย (ชท.) ออกมาทวงถามมาตรฐานกกต. พ.ต.ท.บรรยินกล่าวว่าก็คงมีคนเคลื่อนไหว ส่วนจะอยู่ในรูปแบบใดยังไม่ทราบ


"เฉลิม"ลูบหลังปธ.กกต."กระตุก"คนดี


ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานส.ส.พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมืองตั้งคณะทำงาน 1 ชุดเพื่อศึกษาข้อกฎหมาย พ.ร.บ.พรรคการเมืองอีกครั้งก่อนชี้มูลคดีเงินบริจาคพรรคประชาธิปัตย์ 258 ล้านบาทว่า เป็นเรื่องที่ดี ที่กกต.ยังรับฟังเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากพรรคเพื่อไทย การที่ตนออกมาวิจารณ์อย่างเข้มข้นเพราะต้องการเตือนนายอภิชาตซึ่งเห็นว่าเป็นคนดี ไม่อยากให้ทำในสิ่งเสียหาย เพราะเงิน 258 ล้านบาทที่พรรคประชาธิปัตย์อ้างว่าเป็นเงินบริจาคจากนายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ อดีตผู้บริหารบริษัท ทีพีไอโพลีน จำกัด (มหาชน) นั้น ในความเป็นจริงไม่ใช่เงินของนายประชัยแต่เป็นเงินของผู้ถือหุ้นบริษัททีพีไอแล้วถูกนำออกมาไซฟ่อนผ่านบริษัทเมสไซอะฯ


ขู่ยกคำร้องยื่นฟ้องศาลทันที


“แต่อย่ามาอ้างเรื่องข้อกฎหมายว่าพ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง 2541 และ 2550 แตกต่างกัน เพราะกฎหมายทั้งสองฉบับโทษก็ยุบพรรคเหมือนกัน จึงขอให้ประธาน กกต.ทบทวนให้ดี ผมไม่ได้ข่มขู่ แต่ถ้านายอภิชาตยกคำร้องเรื่องนี้เมื่อไหร่ ผมจะยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทันที ผมร่างหนังสือไว้เรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้หลังการเลือกตั้งซ่อมส.ส.ปราจีนบุรี ผมจะยื่นร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.) เพื่อขอให้เอาผิดต่อนายประชัย ตามพ.ร.บ. ปปง. อีกส่วนหนึ่งเพื่อตามเงินคืนจากทุกคนที่ได้รับไป” ร.ต.อ.เฉลิมกล่าว


ผู้สื่อข่าวถามว่าการตั้งคณะทำงานขึ้นมาศึกษาเหมือนซื้อเวลาหรือเปล่า ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า คงเป็นไปไม่ได้ เมื่อตั้งคณะทำงานมาแล้วต้องเร่งดำเนินการ เพราะกระแสสังคมตอนนี้กำลังไม่ไว้วางใจนายทะเบียนพรรคการเมือง หากนายภิชาตเห็นว่าไม่มีมูลและยกคำร้องตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้รับสำนวนดีเอสไอก็เป็นเรื่องปกติ แต่เมื่อนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของกกต.ชุดใหญ่ย่อมแสดงว่านายอภิชาตต้องเห็นว่ามีมูล ดังนั้นพรรคเพื่อไทยจะจับตามองการทำงานของนายอภิชาตอย่างใกล้ชิด

"อ๋อย"เตือนขุนพลพท.ระวังตกหลุมพรางปชป.บีบแก้รธน.50

ที่มา มติชน

ที่จังหวัดพะเยา เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทย(ทรท.) กล่าวภายหลังจากเดินทางมาบรรยายพิเศษเรื่อง ทิศทางของเศรษฐกิจไทยในอนาคต ให้แก่นักศึกษาระดับปริญญาโท ของมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย วิทยาเขตเชียงคำ ณ วิทยาลัยการอาชีพเชียงคำ อ.เชียงคำ จ.พะเยา ว่า กรณีที่พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) มีการเชิญชวนให้ ส.ส.พรรคเพื่อไทย(พท.) ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้าน ร่วมกันแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ(รธน.) ฉบับ พ.ศ. 2550 บางมาตรา นั้น ตนคิดว่าเป็นเกมการเมืองมากกว่า ปชป.ไม่ได้มีความจริงใจที่จะแก้ไข รธน.กับพรรคฝ่ายค้านแต่อย่างใด ซึ่งข้อเสนอชวนพรรคเพื่อไทยแก้ รธน. เป็นเพียงการหวังของ ปชป.ที่จะอยู่ครองอำนาจที่มีอยู่ในขณะนี้ให้ยาวนานต่อไปเท่านั้น เพราะขั้นตอนการแก้ไข รธน.จะต้องใช้เวลา ซึ่งหากมีถ่วงเวลาของรัฐบาลด้วยการสร้างเงื่อนไขใด ๆ ขึ้นมาอีกก็ตาม ย่อมทำให้รัฐบาลได้โอกาสที่จะรักษาอำนาจของตนเองให้นานยิ่งขึ้น

อดีต หน.ทรท. กล่าวต่อว่า จากประสบการณ์ครั้งก่อนที่รัฐบาลเคยเสนอให้ พท.ร่วมแก้ไข รธน.มาแล้วครั้งหนึ่ง และในครั้งนั้นตนมองว่า พท.พลาด ด้วยเหตุที่รู้ไม่เท่าทันพรรคฝ่ายรัฐบาล สุดท้ายเมื่อแก้ รธน.ไม่ได้ ความเสียหายรัฐบาลจึงโยนมาให้แก่พรรคฝ่ายค้าน ทำให้ประชาชนเข้าใจผิดว่าฝ่ายค้านทำให้เสียเวลาและเป็นอุปสรรคของการแก้ รธน. มาครั้งนี้ ปชป.เสนอเงื่อนไขมาถึง พท.อีกครั้งหนึ่ง ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้ พท.ต้องได้รับความผิดพลาดซ้ำรอยเดิม จะต้องวิเคราะห์และศึกษาข้อมูลอย่างรอบคอบก่อนที่จะตัดสินใจใด ๆ ลงไป

“อย่างไรก็ตามจากสถานการณ์ทางการเมืองที่รุมเร้ารัฐบาลอยู่ในขณะนี้ คาดว่าภายใน 2-3 เดือนจากนี้ไป อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงของรัฐบาลเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้ง ซึ่งหากรัฐบาลไม่ยอมยุบสภาหรือลาออก ประชาชนที่เรียกร้องประชาธิปไตยจากการเลือกตั้งมาโดยตลอดคงไม่สามารถยินยอมให้รัฐบาลอยู่ต่อไปหากครบวาระ” นายจาตุรนต์ กล่าว

"นพดล"ลั่นฟ้องโฆษกปชป.ใส่ร้าย"แม้ว"ร่วมปฏิวัติเขมร วอนหยุดปั้นน้ำเป็นตัว"ตู่"ฟ้อง "กษิต"27ธ.ค.

ที่มา มติชน

"เฉลิม"อ้าง 3 ปมโต้ไม่ใช่เอกสารลับ เหตุไม่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ "นพดล"ประกาศฟ้องโฆษกประชาธิปัตย์ใส่ร้าย"แม้ว"ร่วมรัฐประหารในเขมร "จตุพร"แจ้งเอาผิด"กษิติ"เอกสารลับ 27 ธ.ค.


"เฉลิม"อ้าง 3 ปมโต้ไม่ใช่เอกสารลับ


ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วนและประธานส.ส.พรรคเพื่อไทย กล่าวเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม ถึงกรณีที่สมเด็จฯ ฮุนเซ็น โจมตีรัฐบาลไทยกรณีเอกสารลับของกระทรวงการต่างประเทศว่า เป็นการก้าวก่ายแทรกแซงกัมพูชาด้วยการก่อรัฐประหารว่า คำว่าเอกสารลับตามคำนิยามของกฎหมายนั้น ต้องเป็นเอกสารที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ แต่เอกสารฉบับดังกล่าว ตนมองว่าไม่ใช่เอกสารลับ เพราะเป็นเอกสารของกระทรวงการต่างประเทศที่มีแนวทางดำเนินการกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยนำเสนอให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เห็นแผนงานใน 3 ประเด็นด้วยกัน คือ 1.รัฐบาลต้องขจัดพ.ต.ท.ทักษิณ 2.รัฐบาลต้องเร่งรัดคดีของพ.ต.ท.ทักษิณภายในปี 2552 ถือว่ารัฐบาลแทรกแซงการดำเนินงานของกระทรวงยุติธรรม และ 3.รัฐบาลต้องดำเนินการทางต่างประเทศด้วยวิธีที่แปลกประหลาดกับประเทศกัมพูชา เพื่อให้ตัดความสัมพันธ์กับพ.ต.ท.ทักษิณ อย่างไรก็ตาม ตนมองว่าการเปิดเผยเอกสารลับที่น่าจะมีความผิดนั้น บุคคลคนนั้นต้องเป็นคนที่ดูแลเอกสารลับ แต่กลับนำมาเปิดเผย


ซัดปชป.รู้ไปหมดยกเว้นตัวเอง


ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ระบุ พ.ต.ท.ทักษิณเคยร่วมมือกับสมเด็จฯฮุนเซ็น ในการรัฐประการสมเด็จเจ้านโรดมรณฤทธิ์ เช่นกัน ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์ฝันไปอีกแล้ว ในสมัยนั้นพ.ต.ท.ทักษิณเป็นพ่อค้า ซึ่งหากพ.ต.ท.ทักษิณเป็นไปตามที่ถูกกล่าวหาจริง คงเป็นการปฎิวัติโดยการใช้โทรศัพท์มือถือ เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่ไร้สาระ พรรคประชาธิปัตย์รู้ทุกเรื่อง ยกเว้นเรื่องตัวเองที่ไม่เคยรู้


"นพดล"ฟ้อง"ปชป."ใส่ร้าย"แม้ว"


ด้านนายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมายพ.ต.ท.ทักษิณ ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ว่า ขอปฎิเสธข้อกล่าวหาของโฆษกพรรคประชาธิปัตย์โดยสิ้นเชิง เพราะพ.ต.ท.ทักษิณไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับการปฎิวัติในกัมพูชา เพราะพ.ต.ท.ทักษิณไม่มีกองกำลังทหาร แต่ในทางตรงกันข้าม พ.ต.ท.ทักษิณถูกปฎิวัติยึดอำนาจในเมืองไทย ซึ่งหากพ.ต.ท.ทักษิณไม่ถูกปฎิวัติ พรรคประชาธิปัตย์คงไม่มีโอกาสเป็นรัฐบาลอย่างแน่นอน จึงขอเรียกร้องให้โฆษกพรรคประชาธิปัตย์หยุดเอาความดีใส่ตัวความชั่วใส่คนอื่นได้แล้ว ทั้งนี้ สำหรับพ.ต.ท.ทักษิณคงอยู่ฉลองเทศกาลปีใหม่ ที่เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์


นายนพดล กล่าวต่อว่า คำพูดของนพ.บุรณัชย์ เป็นการใส่ร้ายพ.ต.ท.ทักษิณด้วยความเท็จ ดังนั้นจะฟ้องร้องข้อหาหมิ่นประมาทอย่างเฉียบขาดภายในสัปดาห์หน้า ขอให้นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ไปพบกันที่ศาล ยืนยันว่าพ.ต.ท.ทักษิณไม่มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงตามที่กล่าวหา ขอเรียกร้องให้บรรดาโฆษกของพรรคประชาธิปัตย์หยุดการให้ข้อมูลเท็จ ใส่ร้ายผู้อื่น ปั้นน้ำเป็นตัวเสียที ไม่รู้ว่าทำไปเพื่อเอาใจใคร อยากเป็นรัฐมนตรีหรือเปล่า

27ธ.ค.แจ้งความจับ"กษิต"


ด้านนายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำคนเสื้อแดง กล่าวว่า วันที่ 27 ธันวาคมนี้เวลา 13.00 น.ตนจะเข้าแจ้งความต่อกองปราบปรามให้ดำเนินคดีนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กรณีเอกสารลับกระทรวงการต่างประเทศ เนื่องจากเนื้อหาในเอกสารเข้าข่ายการแทรกแซงกระบวรการยุติธรรม และการมุ่งอาฆาตพ.ต.ท.ทักษิณด้วย

New Mandala ร่วมเชิญชวนส่ง สคส ถึงดา ตอปิโด

ที่มา thaifreenews

โดย kaered

เว็บไซต์ New Mandala ซึ่งเป็นเว็ปไซต์ที่รวบรวมข่างสารความเคลื่อนไหวในทวีป เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้ลงคอลัมน์เชิญชวน ผู้รักความเป็นธรรม ทั่วทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่ง สคส ให้กำลังใจและอวยพรคุณดา ตอปิโด
http://asiapacific.anu.edu.au/newmandala/2009/12/22/send-a-card-to-da/

ขณะนี้ สคส และอีการ์ดจากผู้คนทั่วทุกมุมโลกทั้ง ลาว ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา นอร์เวย์ สวีเดน ญี่ปุ่น รวมทั้งคนไทยต่างหลั่งใหล ส่ง สคส และอีการ์ดจำนวนมากมายังกลุ่มพลังรวมใจ ในฐานะเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ขออัพเดทจำนวนล่าสุดตอนนี้ มีประมาณเกือบ 1000 ฉบับและคาดว่าจะทยอยส่งกันมาอีกมาก หากคุณเป็นผู้หนึ่งที่รักความเป็นธรรมและเกลียดชัง 2 มาตรฐาน กลุ่มพลังรวมใจจึงขอเชิญชวนส่ง สคส ถึงดา ตอปิโด มาที่ตู้ ปณ 58 ปณศ (พ) พระโขนง กรุงเทพ ฯ 10110 หรือส่งเป็นอีการ์ดมาที่ wemissyouda@gmail.com และมาร่วมกันให้ดา ตอปิโดเป็นผู้ต้องขังที่มีคนส่ง สคส ถึงมากที่สุดในโลกกันนะคะ

และเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 52 ที่ผ่านมาทางกลุ่มได้มีโอกาสนำ สคส ไปจำหน่ายและเชิญชวนพี่น้องกลุ่มแดงพระราม 2 บางบอน ให้ร่วมกันเขียน สคส ส่งถึงดา ตอปิโด ซึ่งเราได้รับการตอบรับเป็นอย่างมากจากพี่น้อง รวมทั้งในวันนั้นเรายังได้รับน้ำใจจากคุณเก๋ พระราม2 และคุณเล็ก ที่มอบเงินจากค่าจำหน่ายเจลล้างมือ เพื่อให้คุณดา ตอปิโด ซึ่งรวมกับค่า สคส ในวันนั้นแล้วได้เงินจำนวนทั้งสิ้น 2100 บาท แม้มันจะไม่ได้มากมายแต่เปี่ยมไปด้วยน้ำใจของพี่น้องทุกท่านค่ะ ซึ่งทางกลุ่มได้โอนเงินเข้าบัญชีคุณกิตติชัย ชาญเชิงศิลปกุล เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

หากท่านผู้ใดประสงค์จะช่วยเหลือคุณดา ตอปิโดสามารถโอนเงินไปได้ที่บัญชี คุณกิตติชัย ชาญเชิงศิลปกุล ธนาคารกรุงศรีอยุธยา สาขาถนนพูนผล จ.ภูเก็ต เลขที่บัญชี 297-1-25805-5 ออมทรัพย์

กลุ่มพลังรวมใจ


เมืองไทยใต้อุ้งตีน NGO กับอำมาตย์ “พยาธิปากขอ” เกาะกินประเทศ

ที่มา thaifreenews

โดย Bugbunny

สามสี่ปีที่ผ่านมาน่าจะเป็นระยะเปลี่ยนผ่านที่สำคัญยิ่งของสังคมไทย
การเติบโตของคนเสื้อแดงในสองสามปีนี้คือผลลัพธ์ของความอัดอั้นตันใจ
และกำลังขยายตัวไปเป็นการเลือกเส้นทางใหม่ที่จะนำพาประเทศไทยต่อไป

สิ่งที่เราเห็นกันในวันนี้คือสองแนวทางที่เป็นเส้นขนานกันอย่างแท้จริง
เป็นความขัดแย้งของคนส่วนใหญ่ที่ทำการผลิตทั้งในฐานะผู้ลงแรงและผู้ลงทุน
กับพวกอำมาตย์ที่ครองบ้านเมืองมานานหลายร้อยปีโดยไม่ต้องทำงาน
ที่จับมือกับพวก NGO ผู้ประสานและวางแนวทางเคลื่อนไหวของคนพวกนี้ให้ในวันนี้

พวกอำมาตย์นิยมนั้นจับมือกับพวก NGO ได้ง่ายก็เพราะพื้นฐานเป็นแนวเีดียวกัน
นั่นคือเป็นพวกไม่ลงมือทำงานแต่ใช้การร้องขอและรีดไถเงินอ้างว่าจะไปช่วยคนยากจน
อำมาตย์ใช้การรีดภาษีจากประชาชนเอาเงินจำนวนมากมาทำโครงการโน้นโครงการนี้
เป็นงบประมาณที่ห้ามแปรญัตติห้ามตัดและที่สำคัญห้ามตรวจสอบด้วย

ส่วน NGO นั้นก็ใช้การรีดไถจากผู้บริจาคทั้งในและนอกประเทศมาตลอด
จนวันนี้เดี๋ยวนี้ในงบประมาณแผ่นดินก็มีต้องตัวเงินให้กับ NGO ระบุอยู่
ยัดไว้ในชื่อแนวมูลนิธิอย่าง สสส. ที่หมอสังเวช สัมภเวสีกับพวกรวมหัวกันคุมไว้
ห้ามถามว่าจะไช้ทำอะไร หมอกับพรรคพวก NGO เสื้อเหลืองดูแลดีอยู่แล้ว
แถมมีคนทรงเกียรติอย่างประเวศ อานันท์ โสภณ ไพบูลย์ ฯลฯ ร่วมด้วย
ท่านอื่นปิดปากห้ามถามและห้ามเสือก ไม่งั้นเราจะโวย

ทั้งสองกลุ่มอ้างการนำเงินเหล่านั้นมาเพื่อประชาชนคนยากจนเหมือนกัน
บอกว่าเงินงบประมาณจะนำไปใช้เพื่อโครงการนั่นนี่
แต่ห้ามตรวจสอบห้ามขอรายละเอียดชัดเจน และห้ามตัดเด็ดขาด
ใครถามก็จะโวยวายกล่าวหาว่าไม่ให้เกียรติบ้าง กลั่นแกล้งบ้าง
กรรมาธิการงบประมาณในรัฐสภาต่างก็เอือมระอากับคนพวกนี้
ซึ่งจะโวยวายทุกครั้งถ้า สส.จะขอแปรญัตติไปเพื่อท้องถิ่นของตน
แต่วางเฉยถ้าเป็นโพรเจคของมหาอำมาตย์และพวก NGO


ฝ่ายอำมาตย์นิยม และ NGO ที่เป็นแนวหน้าทะลวงฟันวางแนวทางให้นั้น
กำลังบอกว่าประเทศไทยไม่ควรเติบโตเร็วเกินไปทางเศรษฐกิจสังคม
ควรไปอย่างช้า ๆ และมั่นคงไม่ทำลายโครงสร้างเดิม ๆ ของประเทศ
แล้วเมืองไทยจะไปถึงเป้าหมายสังคมอุดมสุขได้แบบไทยไทย

คนพวกนี้พยายามขายอุดมการณ์แบบนี้และทำทุกวิถีทางเพื่อให้มันเกิดขึ้น
แต่ที่น่ารังเกียจก็คือเขาใช้ทุกหนทางเพื่อบรรลุเป้าหมายการยึดอำนาจรัฐของเขา
สร้างความวุ่นวายในบ้านเมืองด้วยกลุ่มคนเสื้อเหลืองที่จัดตั้งหลอกลวงกันเข้ามา
ใช้การรัฐประหารเพื่อให้พวกเขาเข้ายึดกุมอำนาจรัฐตั้งรัฐบาลหุ่นเชิดจนได้
แล้วคนพวกนี้ก็อ้างว่าเพื่อให้สังคมไทยมีความสุขแบบที่พวกเขาชื่นชอบ

แต่เขาไม่เคยถามประชาชนส่วนใหญ่เลยแม้แต่นิดเดียวว่าเห็นด้วยหรือไม่
ประชาชนนั้นตอบให้พวกเขารู้ชัดแล้วด้วยอัตราการเติบโตของคนเสื้อแดงในวันนี้


เขาเรียกหาการเมืองใหม่แบบ 70/30 ที่กลุ่มใหญ่จำนวน 70 ต้องเป็นพวกเขา
คน 70% ที่ปกครองบ้านเมืองในความหวังของพวกเขาต้องเป็นพวก NGO
คนพวกนี้เตรียมตัวจะเข้ามาเป็นอำมาตย์กลุ่มใหม่ที่เหยียบย่ำอยู่บนหัวประชาชน
จะเลือกกันเองในหมู่พวกกันเองโดยไม่ยอมให้ประชาชนส่วนใหญ่คัดเลือก

นี่คือสันดาน NGO โดยแท้ เป็นสันดานของพวกที่ไม่เคยลงมือทำการผลิตเอง
เป็นความคุ้นเคยของคนพวกนี้ที่ชอบเป็น “พยาธิปากขอ”
และถ้าใครไม่ให้ก็จะถูกพยาธิพวกนี้โจมตีเล่นงานทันที

ประชาชนต้องรวมใจกันขับไล่"พยาธิปากขอ”พวกนี้ออกไปให้หมดโดยเร็วที่สุด

ใครจะล้ม?

ที่มา Thai E-News


ปกป้องสถาบัน?-นับแต่สนธิ ลิ้มทองกุล และขบวนการเสื้อเหลืองใช้สถาบันเป็นเครื่องมือทางการเมือง เพื่อชัยชนะของตนเอง และอ้างว่าปกป้องสถาบัน ทั้งกล่าวหาว่าทักษิณและฝ่ายเรียกร้องประชาธิปไตยต้องการล้มสถาบัน ก็ทำให้กระทบกระเทือนต่อเบื้องสูงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในประวัติศาสตร์การเมืองไทย


โดย จักรภพ เพ็ญแข
ที่มา คอลัมน์ “ผมเป็นข้าราษฎร” หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์วิวาทะ Thai Red News ปีที่ 1 ฉบับที่ 30
27 ธันวาคม 2552



สมัยก่อนเขาใช้ข้อกล่าวหาคอมมิวนิสต์มาใส่ร้ายป้ายสีทางการเมือง เพื่อทำลายศัตรูคู่แข่งหรือคนที่ตัวคิดว่าเป็นภัยคุกคาม เดี๋ยวนี้เขาเปลี่ยนไปใช้ข้อกล่าวหาว่าจะ “ล้มเจ้า” มาทำลายแทน

เพื่อสื่อสารว่ามีคนคิดเปลี่ยนแปลงการปกครองไปสู่ระบอบที่ไม่มีสถาบันพระมหากษัตริย์ขึ้นในเมืองไทย

แล้วก็แจ้งความ กล่าวหา ส่งสำนวน และสั่งฟ้องกันให้ชุลมุนไป ท่ามกลางความวุ่นวายทางการเมืองตั้งแต่ก่อนการรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ เมื่อมวลชนใส่เสื้อเหลืองปรากฏตัวขึ้นอย่างดุดันก้าวร้าว มุ่งโค่นล้มรัฐบาลของฝ่ายประชาชนอย่างเป็นระบบและมีแรงสนับสนุนที่ดียิ่ง

จนต่อมามีการจับกุมคุมขังเกิดขึ้นหลายสิบรายทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศตามการจุดชนวนนั้น

โชคดีที่การรณรงค์ของระบอบคอมมิวนิสต์ในระดับโลกสิ้นสุดลงไปพร้อมกับสงครามเย็น แต่น่าสนใจว่าข้อหาคอมมิวนิสต์ใหม่คือ “ล้มเจ้า” จะไปจบลงตรงไหน เนื่องจากเงื่อนไขที่ไม่เหมือนกัน กรณีคอมมิวนิสต์มีที่มาของเรื่องที่ชัดเจนและเป็นปรากฏการณ์ในหลายประเทศทั่วโลก แต่กรณีหลังขาดทั้งความชัดเจนทางกฎหมายและมีลักษณะครอบงำทางสังคมจนไม่ต้องถามเหตุผล

ที่สำคัญคือเป็นปรากฏการณ์เฉพาะตัวของเมืองไทยที่สังคมโลกกำลังจับตามองอย่างสงสัย

สถาบันพระมหากษัตริย์มีอยู่ในหลายประเทศ แต่ไม่ปรากฏว่าประเทศใดยกเรื่องนี้ขึ้นมาไล่ล่าขับเคี่ยวกันอย่างนี้

หลายประเทศไม่รู้เสียด้วยซ้ำว่ากฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพแปลว่ากระไร ยกเว้นฝรั่งเศส ซึ่งก่อการปฏิวัติประชาชนโค่นล้มกฎหมายประเภทนี้โดยตรง เราจึงรับมรดกเก่าๆ ของเขามาเรียกกันว่า les majesty

แต่เอาเถิด เมื่ออุตส่าห์ขุดค้นมาใช้งานกันถึงขนาดนี้แล้ว ตั้งวงคุยกันสักหน่อยไม่เสียหายอะไรไปมากกว่านี้หรอกครับ

สิ่งสำคัญอย่างยิ่งในสถาบันพระมหากษัตริย์ของทุกประเทศทั่วโลกคือ พระราชอำนาจ

พระราชอำนาจนั้นมีหลายทาง แต่ส่วนใหญ่จะเป็นอำนาจทางการเมือง ซึ่งรวมทั้งพิธีการและงานเฉพาะกิจอย่างสงคราม อำนาจทางสังคม และอำนาจทางวัฒนธรรม ส่วนอำนาจทางเศรษฐกิจนั้นไม่มีมากนักในสถาบันกษัตริย์ของโลก

ข้อกล่าวหาว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพจึงแปลว่า ผู้ถูกกล่าวหากระทำการที่ถือว่าหมิ่นอานุภาพอันล้นพ้นและยิ่งใหญ่ของพระองค์ท่าน

การหมิ่นพระราชอำนาจจึงเป็นหัวใจของเรื่อง

แต่คนที่มุ่งทำลายศัตรูเพื่อหวังผลทางการเมือง เขานำข้อกล่าวหาเรื่องการหมิ่นพระราชอำนาจมาขยายจนเป็นการล้มเจ้าหรือทำให้คนทั่วไปคิดไปถึงขนาดนั้น

คนละเรื่องกันแท้ๆ ก็เอามาคลุกเคล้ากันจนเกิดความเสี่ยงต่อสถาบันเอง ตามคำโบราณว่าเสี่ยงพระมหากษัตริย์

ข้อกล่าวหาว่า “ล้มเจ้า” หมายความว่ามีขบวนการอย่างเป็นรูปธรรมที่ทำงานยึดโยงกันเป็นหมู่คณะ มีแผน มีหน่วยปฏิบัติการอะไรต่างๆ มากมาย แม้กระทั่งอาวุธยุทโธปกรณ์ ฟังดูน่ากลัวยิ่งนัก

แต่ผู้ที่ถูกกล่าวหา ถูกไล่ล่า และถูกจับกุมแต่ละราย กลับเป็นบุคคลเดี่ยวๆ ที่กระทำการต่างกรรมต่างวาระกันอย่างชัดเจนไม่มีความเชื่อมโยงกัน

หากขบวนการอย่างนี้มีจริง และผู้ที่มีหน้าที่ที่อ้างความจงรักภักดีทั้งหลายไม่นำออกมาให้สังคมได้เห็นเป็นประจักษ์ ก็เท่ากับว่าผู้ที่ขยันกล่าวหาคนอื่นนั่นเองที่เป็นตัวการสำคัญในเรื่องนี้ เพราะละเว้นไม่ยอมปฏิบัติหน้าที่อันสำคัญ

ส่วนข้อเสวนาเรื่องพระราชอำนาจนั้น มีความสำคัญต่ออนาคตของบ้านเมืองอย่างที่สุด เพราะจะนำไปสู่ทางออกทางการเมืองหรือจะสร้างปัญหายิ่งไปกว่านี้ก็ได้

พระราชอำนาจมิใช่สิ่งที่ทรงใช้โดยพระมหากษัตริย์เท่านั้น ยังมีผู้ที่ใช้พระราชอำนาจอย่างที่เรียกว่าทำหน้าที่ในพระปรมาภิไธยอีกเป็นจำนวนมากในเมืองไทย เช่น ตุลาการผู้ขึ้นบัลลังก์ทำหน้าที่ “ศาล” ผู้มีอำนาจโยกย้ายข้าราชการระดับสูง องคมนตรี เป็นต้น

แม้กระทั่งพระบรมวงศานุวงศ์และคนทั่วไปที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้เป็นผู้แทนพระองค์ในบางกรณี ก็ใช้พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์อยู่ในห้วงเวลานั้นๆ

รวมความแล้วพระราชอำนาจของกษัตริย์ถือเป็นส่วนหนึ่งของอำนาจรัฐ

อำนาจรัฐคือเงื่อนไขสำคัญที่บอกเราว่า จะเขียนรัฐธรรมนูญและบังคับใช้รัฐธรรมนูญอย่างไรให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อยและป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งขึ้นในรัฐ

รัฐธรรมนูญคือสิ่งที่ระบุว่าคนทุกๆ คนในรัฐนั้นมีความสัมพันธ์กันอย่างไร เช่น กษัตริย์กับราษฎร เจ้าหน้าที่ของรัฐกับประชาชน ข้าราชการทหารกับข้าราชการพลเรือน สิทธิและหน้าที่ของปัจเจกบุคคล เป็นต้น

ข้อเสวนาในเวลาอันควรเพื่อให้ประเทศชาติอยู่รอดได้ จึงต้องเกี่ยวข้องกับพระราชอำนาจโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ โดยเฉพาะสามปีที่ผ่านมา ซึ่งเกิดการกล่าวอ้างพระราชอำนาจหรือแม้แต่สงสัยกันว่าแอบอ้างพระราชอำนาจบ่อยครั้งอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน

จริงหรือปลอมก็ถือว่ามีผลกระทบในทางลบทั้งนั้น เพราะการเมืองที่แล้วมาสามปีเป็นแบบ “ขวาพิฆาตประชาธิปไตย” ใครรับอุปถัมภ์ไว้เป็นซวยทุกคน ไม่ว่าหน้าไหนทั้งนั้น

จึงขอเตือนมายังคนที่ชอบกล่าวหาคนอื่นเรื่อง “ล้มเจ้า” ว่า หากเจตนาคือการรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ จงหยุดการกระทำเช่นนี้ในทันที แต่ถ้าเจตนาเร้นลับคือการทำให้สถาบันฯ เสียหาย ก็ขอให้คณะบุคคลที่เกี่ยวข้องกับสถาบันฯ พิจารณาโดยใช้สติปัญญาอย่างแยบคาย หรือ โยนิโสมนสิการ

ขนาดยอมให้โจรมาจัดงานที่เรียกว่ามหามงคล จะช่วยเสริมหรือทำให้ทรุด ใช้พุทธปัญญากันเอาเอง.


-----------------------

TPNews (Thai People News): ข่าวสารสำหรับผู้รักประชาธิปไตย เที่ยงตรง แม่นยำ ส่งตรงถึงมือถือทุกวัน สมัครวันนี้ ใช้ฟรี 14 วัน พิมพ์ PN ส่งมาที่เบอร์ 4552146 ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน (เฉพาะ DTAC 30 บาท/เดือน) Call center: 084-4566794-6 (จ.- ศ. 9.30-17.30 น.)

NGOsที่รักภาคพิสดาร(4):จตุรเทพเหลืองอื๋อ

ที่มา Thai E-News





จตุรเทพNGOเหลือง-ว่ากันว่าเอ็นจีโอขาใหญ่ที่มีอิทธิพลต่อวงการในเวลานี้นอกจากหมอประเวศแล้วก็ประกอบด้วย"ลูกรักหมอประเวศ"3หน่อคือ ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม,เอนก นาคะบุตร และหมอพลเดช ปิ่นประทีป


โดย คุณรักเอ็นโตดี ห่วงประชาชน
ที่มา ประชาไท
27 ธันวาคม 2552

หมายเหตุ:อันเนื่องมาจากผู้ใช้นามสุรีย์ มิ่งวรรณลักษณ์ ได้เขียนบทความเรื่อง"ขุนนาง NGO กป.อพช.และวิธีคิดอำมาตยาธิปไตย"ลงในหนังสือพิมพ์ออนไลน์ประชาไท เป็นการวิพากษ์วิจารณ์บทบาทของขบวนองค์การพัฒนาภาคเอกชน หรือ(NGOs)ว่าอยู่ตรงกันข้ามกับฝ่ายประชาธิปไตย

ต่อมามีผู้ใช้นาม"รักเอ็นโตดี ห่วงประชาชน"ได้เขียนวิพากษ์ขบวนการNGOsอย่างเผ็ดร้อนในความเห็นท้ายบทความนี้ ไทยอีนิวส์เห็นว่าเป็นการวิพากษ์ในลักษณะของ"คนวงใน"วิพากษ์กันอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน จึงน่าจะเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชนให้ได้เข้าใจว่าเพราะเหตุใดNGOsจึงมีบทบาทความเคลื่อนไหวในลักษณะต่อต้านประชาธิปไตย อิงแอบแนบชิดกับอำมาตย์เผด็จการ ทั้งนี้ผู้อ่านพึงใช้วิจารณญาณ และไทยอีนิวส์ยินดีเผยแพร่ให้ หากผู้ที่ถูกพาดพิงจะมีปฏิกริยาโต้ตอบกลับมา


ขาใหญ่ในแวดวงเอ็นโตดีรุ่นรองๆส.ศิวลึงค์,หมอประเวศก็นี่แหละ"อาจารย์ไพบูลย์"

ก็ไม่รู้เป็นงัยไปที่ใหน ๆ ชาวบ้านชาวช่องก็เรียกพี่แกว่า “อาจารย์ไพบูลย์” ทั้ง ๆ ตลอดชีวิตของคนๆนี้หารับประทานเลี้ยงชีพกับเรื่องการเงินการทอง ธนาคง ธนาคาร อะไรเทื่อกนั้นอะนะ...เท่าที่รู้แกไม่เคยเป็นอาจารย์สอนหนังสือที่ไหนมาเลย แต่นัยว่าวงการเอ็นโตดี หากขาใหญ่ได้ที่ เขาจะอวยกันให้เป็น"อาจารย์"โดยอัตโนมัติ

บุรุษผู้นี้เค้ามีเอกลักษณ์โดดเด่นตรงหน้าผากเถิก พูดง่ายๆว่า “หัวล้าน” อะนะ

ชาวบ้านที่พวกสาวกของอาจารย์ไพบูลย์ชอบเรียกกันนักกันหนาด้วยท่าทีใก้เกียรติว่า “พ่อนั่น พ่อนี่” “แม่นั่น แม่นี่” กรูก็สงสัยเหมือน “หม่อมแม่” นั่นแหละวะ.....

เออ แล้วสาวกของจารย์ไพบูลย์หัวล้านเนี่ยะนะ ก็ชอบเหลือเกินที่จะสวมหมวกให้ชาวนา ชาวไร่แก่ ๆ ยกขึ้นหิ้งให้เป็น “ปราชญ์ชาวบ้าน” โธ่ ๆๆๆ ปาดพ่อปาดแม่งมึงนะซิ...พวก “เขียดตะปาด” เอ้ย.......ไอ้ที่มึงไปเห็นชาวบ้านปลูกพริก ปลูกผักกินกันนั้น แล้วรู้สึกอินมัก ๆ ว่า แม่งพอเพียง ๆๆๆ พวกมันจึงเอามาโฆษณาเพื่อต่อทุนหลอกแดก “รัฐบาล” ต่อไปงัยพี่น้อง.....ถุด...ชาวบ้านเค้าทำมาหากินตามประสาแบบนี้มานานแล้วว๊อย !!!!

เอ็นโตดีหัวล้านเนี๊ยะ....เป็นศิษย์ก้นกุฎิของ “ป๋วยปีแปกอ” เลยนะมึง....ป๋วยปี่แปกอที่เป็นบิดาวงการเอ็นจีโอที่เล่าไปตอนแรกนะแหละหาทุนหารอนให้ไพบูลย์ได้ไปเรียนเสด-สาดที่อังกฤษโน่น เพราะปูมหลังของไพบูลย์เป็นลูกชาวนายากจนมั้ก ๆๆ (ก็อีกแล้วเหมือนกับเจ้าคุณสอฯ ราชสีห์เปี๊ยกเด๊ะเลยที่พระบิดาวงการเอ็นจีโอส่งไปอังกฤษ...ก็แหมพระบิดาเป็นถึงนักเรียนเก่าและเป็นถึงเสรีไทยสายอังกฤษมันก็ต้องมีเส้นก๊วยเตี๋ยวก๊วยจั๊บบ้างเป็นทำมะดาอะนะ)

ไพบูลย์ร่ำเรียนไม่กี่ปีก็ได้ ป.โท กลับมาก็ใช้ทุนที่ ธนาคารแห่งประเทศไทยอะนะ...ต่อมาก็มาเป็นใหญ่ที่ตลาดหุ้นอะนะ....และต่อเมื่อพระบิดาคืออาจารย์ป๋วยปี่แปกอได้ไปเฝ้าเง็กเซียนบนสวรรค์แล้ว....ผู้ที่เป็นตัวตายตัวแทน เสาหลักทางจารีต คุณธรรม ความดีอะไรเทือกนั้น ก็ตกมาอยู่ในบ่าของอีตาหมอประเวศงัย....พ่อประเวศ ก็อย่างที่กรูบอกไปแล้วงัยว่า มันมี “ลูกรัก” อยู่ 3 พระหน่อ พี่ใหญ่ ครือ อีตาไพบูลย์หัวล้านนี่แหละ น้องรอง ครือ เอนกปากเบี้ยว น้องเล็ก ครือ หมอพลเดช.....เดี๋ยว ๆ อย่าใจร้อน จะพาเข้าไปเรียนรู้แต่ละพระหน่อครับท่าน...(แฮ่ม...ใช้ภาษาพวกมันหน่อย)

เมียของไพบูลย์เนี๊ยะเป็นถึง “คุณหญิง” เลยนะเมึง ก็กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์คนปัจจุบันงัยละสาดดดด......สรุปก็พวกศักดินาสวามิภักดิ์ทั้งผัวทั้งเมียอะนะ...กรูไม่แน่ใจว่าผ้าปูที่นอนแม่งสีเหลืองอะป่าว.....ต้องสืบก่อน !!!....

อ้าว แล้วเจ้าของ ธ.ไทยพาณิชย์เนี๊ยะใครน๊า?....ฮา ๆๆๆ หุ ๆๆๆๆ คุก ๆๆๆๆ.....ทั้งอีตาหัวล้านกะเมียตอนแสดงบัญชีทรัพย์สินสมัยไปเป็น “นักการเมือง” เอ้ย! ขออำภัยอีตาหัวล้านไม่ชอบนักการเมืองวะ มันไม่ชอบเลือกตั้ง แกชอบ “ระบอบเทวดา” จึงไปเป็นเสนาบ่อดีรับใช้ คมช. ตอนมีนายกฯบร๊ะราชทานงัยสมัยหลังปฏิวัติ19กันยาฯ....ผลการแสดงบัญชีแม่งรวยโคตร ๆ .....แต่เม่งก็ท่องคาถา “พอเพียง ๆๆๆ” ให้ชาวบ้าน ก็พวก “ประชาสวามิภักดิ์” ของเครือข่ายองค์กรมัน “พอช.” งัยพี่น้อง....พอช. เนี๊ยะนะ...อีตาหัวล้าน อยู่เบื้องหลังการถ่ายทำตลอดเลยเชื่อปะ.....

พอช. เป็นชื่อย่ออะนะ มันย่อมาจาก “สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน” (องค์การมหาชน) เป็นองค์การรัฐประเภทที่ 3 เป็นผลมาจาก รธน.40 นั่นแหละ....รวมทั้งพวก “ตระกูล ส.” ทั้งหลาย เช่น สสส. / สกว. / สปรส./ สปสช.

แต่บางองค์กรก็เป็น พรบ.อะนะ ....องค์กรพวกนี้มีคนให้คำจำกัดความว่าเป็น “NGOs ภาครัฐ” อะนะ กรูก็งง ๆ อยู่ คงจะหมายถึง ทำงานแบบพวกองค์กรพัมนาเอกชน (อพช.) หรือ NGOs โลก ทั้งหลาย แต่งบประมาณ “รัฐบาล” แม่งให้ทุกปี ๆๆๆ....ก็ครือเป็นแหล่งทุนภายในประเทศชนิดหนึ่งอะนะ....ครือ หลังจากพวกฝรั่งหน้าโง่ มันรู้ว่าถูกพวก NGOs โลก ทั้งตุ๋น ทั้งตุ๋ย...(ว๊ายมีด้วยหรือฮะ....)มันก็ไม่ให้เงินเมืองไทยแล้ว (ก็แม่งทั้งตุ๋น ทั้งตุ๋ยกรูสาดด...กรูเอาไปให้พวกลาว พวกเขมรแม่งเลยดีกว่า....)

แต่พวก NGOs โลก แม่งเก๋าว่ะ แม่งตามไปหลอกแดกไอ้ฝรั่งหน้าโง่ถึงเมืองลาว เมืองเขมรโน่น นัยว่า ไปเป็นผู้เชี่ยวชง ผู้เชี่ยวชาญ เอ๊กสะปงเอ๊กสะเปิดดากกันเพรียบเลย...ไม่เชื่อพวกเมิงถามพวก เสี่ยอเนก เสี่ยโกวิทย์ เสี่ยปัญญา เสี่ยจัมโป้ ดูเด๊ะ...พวกนี้รับเป็นเงินดอลล์...อุไรวรรณ ๆ ๆ เลยนะมึง...ฮา ๆๆๆๆ

อะ อะ อย่าเอ็ดไป อีตาหัวล้านเนี๊ยะยังเคยครองตำแหน่งเจ้ายุทธจักรบู้ลิ้มด้วยนะฮะ...อ้าว ก็ ประธาน กป.อพช.ชาติ งัยคับ...(ผมลองนึก ๆ ดู พวกเอ็นโตดีขาใหญ่ทั้งหลาย แม่งยังขาดเหลือใครมั่งว่ะที่ยังไม่ได้นั่งบัลลังก์ทอง จารย์บัณฑร ก็เป็นแล้ว....ไพบูลย์หัวล้านก็เป็นแล้ว....จารย์ศรีสว่าง ก็น่าจะเคยเป็น.....อีตาเดช พุ่มคะชวย ก็เคยเป็น....จารย์จอน ก็เป็นแต่ชิงลงบัลลังก์ก่อน ก่อนจะเป็นบัลลังก์เลือด ฮา ๆๆๆ....อ้อ เมียคุณเธียรธรรม เหี้ยเหลืองสำนักปากแดงรังสิต ชื่อ เรวดี ประเสริฐเจริญสุข ก็เคยเป็น....

และล่าสุด ก็เอ็นโตดีนักสิทธิฯ ไพโรจน์ พลเพชร ยังงัยละไอ้สาดด...แม่งเป็นนักสิทธิฯยังงายม่ายทราบได้ พอ คมช. แม่งยึดอำนาจ แทนที่จะปกป้องประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน แม่ง เสือกไปยกยอปอปั้น แถมเป็นนั่งร้านเข้าไปนั่งร่าง รธน.ฉบับหัวคูณให้พวกเผด็จการอีก....ดู๊ดูแม่งทำ....เอ้า สานุศิษย์สำนักนี้พิจารณาหน่อยครับ...ลืมอุดมการณ์สมัยเป็นแอ๊คติวิสต์ในหมาลัยแล้วเหรือพวกเมิงนะ...ตาพิทักษ์ ตานัย ตาโป๊ะ...ชี้แจงหน่อยโว้ย!!!

การครอบครองยุทธจักรบู้ลิ้มอย่างยาวนานนับแต่ทศวรรษ 2510 เป็นต้นมาของพวก NGOs ขุนนางเหล่านี้ ยิ่งมาปรากฏเด่นชัดสมัยก่อร่างสร้าง พอช.นี่แหละ.....ก่อนหน้านี้แม่งก็หลอกแดกฝรั่งอย่างที่ว่าไปแล้วอะนะ...พอซักราว ๆ ต้นทศวรรษ 2530 เนี๊ยฝรั่งมันเริ่มถอนตัวไป...อีตาหมอประเวศ ก็ระดมไพล่พลทหารเลววางแผนแย่งชิงเม็ดเงินภาษีประชาชนแบบเนียน ๆ ไม่ให้คนเค้าจับได้อะนะ.....เรื่องของเรื่องแม่งมันถึงยุ่งและมาเดือดร้อนกรูต้องอดหลับอดนอนมานั่งเล่าให้พวกเมิงฟังอยู่นี่งัยสาดดดด.....

พอช. นี่มันเป็นพันธุ์ผสมอะนะ กล่าวคือ เอ็นโตดีแม่งชอบท่องจำ ดังนี้ เมื่อจอมพลผ้าขะม้าแดงดมดากอเมริกาแล้วให้ไอ้ฝรั่งหัวแดงมาจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 เริ่มใช้ปี 2503 แต่ผ่า....ผู้ใหญ่ลีเสือกตีกลองประชุมปี 2504 จึงได้เลี้ยงหมาน้อยธรรมดา ๆ ๆ...เต็มบ้านเต็มเมืองงัยละสาดดด....เมื่อแผนพัฒนาฉบับที่ 1 ประกาศใช้ รัฐมุ่งเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรม โครงสร้างพื้นฐาน ถนนหนทางอะนะ ภาคเกษตรก็ส่งเสริมการปลูกพืชเพื่อการส่งออก ทำให้ชนบทล่มสลาย ชาวบ้านนอกทั้งหลายต่างหนีตายเข้าเมืองไปเป็นกรรมกร รับจ้างหากินหายากรายวัน ไม่มีที่หลับที่นอน แม่ง ก็ไปบุกเบิกที่ดินว่างเปล่า...ไม่รู้ของใครกรูปลูกกระท่อมอยู่กันตายก่อนว่ะ ทำให้เกิดปัญหามากมายตามมา และเกิด “สลัม” วู้ วู้ วู้ !!!!

ไอ้สลัมในกรุงเทพฯเนี๊ยะใหญ่ ๆ ช่วงแรกก็สลัมคลองเตย สลัมดินแดง อะนะ...รัฐบาลทุกยุคทุกสมัยพยายามจะจัดการไล่พวกคนถ่อยสถุนสกุลสัตว์ (พวกข้าราชการและคนรวยในเมืองแม่งเรียกอย่างนี้จริง ๆ กรูไม่ได้พูดเองนะเมิงสัด..) พวกนี้ออกไป....แต่ก็จัดการไม่ได้ซะที....

อยู่มาวันดีคืนดี “น้าชาติมาดนักซิ่ง” ก็เหยียบตูด “กระเทยเฒ่า” ขึ้นเป็นนายกฯ อีตาน้าชาติเนี๊ยะแกก็เสือกมีลูกบังเกิดเกล้าครือ “อ.โต้ง” เมื่อก่อนเค้าเรียกแกว่า “ซ้ายชีวาส” เวลา “ไอ้เพิก” พาไปเที่ยวแถว ๆ นางรอง หนองกี่ เนี๊ยะ .....เสี่ยสัง-วีระพล โสภา นี่แหละเป็นคนคุกเข่าชงเหล้าให้อ.โต้งแม่งกระเดือก แล้วแม่งก็พล่าม ๆๆๆๆ เมาแล้วก็กลับ..สาด.....มิหน้าเล่า แม่ง ถึงได้เหลืองถึงใจทั้งไอ้โต้ง ไอ้เพิก ไอ้สัง อะนะ....

เดอะโต้ง เนี๊ยะคิดพิสดาร มันตั้งกองบัญชาการที่บ้านทรายทองอะนะ...มันก็ตั้งที่ปรึกษาฝ่ายโน้นฝ่ายนี้ พอมาถึงฝ่ายแก้ปัญหาคนจนเมือง มันก็ตั้งครูประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ ดร.สุเมธ ชุมสาย ณ อยุธยา (มี ณ ด้วยหรือไม่มี ณ อันนี้แม่งต้องไปถาม น้องป๊อบ นางสาวไทยคนงาม...เอาเองสัด) และรศ.ประภาภัส นิยม-เจ้าของโรงแรม เอ้ย โรงเรียนรุ่งอรุณ ที่โคตรแพงสุด ๆ เอ้อ ตระกูลนิยมยังมีธุรกิจทำอะไรกรูจำไม่ได้แล้ว เค้าเรียกกัน แปลน ๆ อะไรเทือกนี้แหละ....

และก็มีเจ้าสำนัก “ฝูงคนต้องสั่ง ฝูงสัตว์ต้องต้อน” สมพงษ์ พัดปุย ๆๆๆๆ นั่นงัยเป็นมือประสานงา เอ้ย ประสานงาน....ที่นี่น้าชาติแกก็ให้เงินมา 250 หรือ 280 ล้านบาทนี่แหละเพื่อแก้ปัญหาสลัม....เอาละคับ เอาละคับ พี่น้องคับ เป็นเรื่องขึ้นมาทันที....พวก NGOs โลก สายสลัมเนี๊ย แม่งก็มีหลายพวกอะนะ.....สายออมทรัพย์ก็พวก “องค์การนานาชาติเพื่อร่วมกันพัฒนา” (ฟอสเตอร์) เอ็นโตดี สายฟอสเตอร์ที่ยังทำงานกินดีมีสุข ก็ สิน สื่อสวน ผช.ผอ.พอช. นี่แหละอ๊อฟฟิศอยู่แถวกิ่งเพชร.....สายต่อสู้ไล่รื้อ ก็มี “มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย” (มพศ.) นี่อยู่แถว ๆ หน้ารามก็มีจำพวก สุวิทย์ วัดหนู(นี่ตายไปแล้ว...หลงไปอยู่กับไอ้แป๊ะลิ้มก็เลยลมปราณแตกซ่าน จอมยุทธทั่วหล้าไม่อาจใช้พลังลงปราณแก้ไขได้ทันอะนะ) จำพวก จำนงค์ จิตรนิรัตน์ นัสเซอร์ หยีมะ เห่อ ๆ ๆ ยังมีที่ใหนที่ไม่ให้พวกเมิงไปชุมนุมประท้วงอีกว่ะ...

ยังมี “กลุ่มเพื่อนร่วมงาน” (POP) อันนี้ปรมาจารย์บัณฑร เป็นกุนซือ เอ็นโตดี ก็จำพวกเสี่ยหรั่ง ผช.ผอ.พอช. นี่งัย มีไอ้เอก กระบี่มือสอง รองจากสุวิทย์ วัดหนู ของ เครือข่ายสลัม 4 เหลือก เอ้ย 4 ภาคนี่แหละเป็นตัวเอ้ ช่วงหลัง POP หมดเงิน ไอ้เอกก็ไปก่อตั้ง “โฟกัส” รับใช้พี่น้องต่อไปในฐานะกระบี่มือหนึ่งของบู้ลิ้มสลัม......เออกรูลืมไป....POP เค้ามีงานชนบทด้วยนะ พื้นที่ต้นแบบก็ตำบลสายนาวัง อำเภอนาคู จังหวัดกาฬสินธุ์ ที่มีเสี่ยโย-บำรุง คะโยธา เป็นศิษย์เต้ยภาคชนบทของปรมาจารย์เค้าหละ....

ยังมี “สมาคมร่วมกันสร้าง” สำนักนี้เล่นเรื่องกฎหมายก็มีจำพวก ทนายใหญ่ ไอ้แก่-วุฒิชัย โคราช และก็ไอ้พงษ์ สลัม 4 ภาคที่ยังทำงานแข็งขันกันอยู่...ทั้งหลายทั้งปวงพวกนี้ก็จะเคลื่อนไหวเรียกร้องให้รัฐบาลออกกฎหมาย พรบ.สลัม อะนะ....แต่ก็เลือนรางไปแว้ว....

เงิน 200 กว่าล้านก็ไม่ได้เป็นชิ้นเป็นอันอะนะ...รัฐบาลต่อมาก็ให้เงินอีก 1,250 ล้านบาท...ที่นี้แหละ....เอ็นโตดีหัวล้าน ถึงได้เข้ามาวางแผนร่วมกับสานุศิษย์จัดตั้งกองทุนพัฒนาชุมชนเมือง...ต่อมาก็เป็น “สำนักงานพัฒนาชุมชนเมือง” (พชม.) สังกัดการเคหะแห่งชาติ หน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องที่อยู่อาศัยทั่วพิภพ....เจ๊เขียวทึนทึก (กรูไม่ได้ว่าเองนะเมิงสาดดด...หม่อมแม่เค้าตั้งให้นะฮะ...) ก็เป็นข้าราชการสังกัดการเคหะแห่งชาติอะนะ...แต่ศรัทธาสมาทานความดีของเฮียหัวล้านแก..ถือว่าเป็นน้องรักของเฮียแกว่างั้นเถอะ....อย่ากระนั้นเลย เขียวเอ๋ย เองมาช่วยงานกรูก่อน แล้วกรูจะดันตูด เอ้ย ผลักดันให้เป็น อึ้งย้ง ครอบครองยุทธภพต่อจากกรู.....

เจ๊เขียวทึนทึก ตามประสาคนไม่มีผัว แกก็ไปดูงานเมืองนอกเมืองนามาเยอะอะนะ เกิดของขึ้นก็รับปากทันใด....พะเจ้าค่ะเสด็จพี่.....(ไอ้เหี้ยมันหนังจีน หรือ หนังจักร ๆ วงศ์ ๆ ตอนเช้าของ ช่อง 7 สีวะเนี้ยะ...)...แต่อย่ากระนั้นเลย จอมยุทธทั้งในด่านและนอกด่าน ยังไม่รู้จักเองมากนัก ฉะนั้น ให้กรูสวาปามตำแหน่งเจ้าสำนักไปก่อนละกัน....สาดดด....และแล้ว อีตาหัวล้าน ก็ได้เป็น “ผู้จัดการ” พชม.คนแรกงัย.. !!!!

ยุทธจักรบู้ลิ้มเกิดข้าวยากหมากแพง ประชาชนตกทุกข์ได้ยาก เศรษฐกิจโลกทำพิษ ฟองสบู่แตก บิ๊กจิ๋วหวานเจี๊ยบ ถอดใจลาออก ..ชวน หลีกไป มาเป็นนายกฯ เกิดเฮี้ยนขึ้นมาไปกู้เงินแม่งเค้าแหลก ทั้ง IMF WB ฯ ล ฯ มาแก้ขัด.....แต่ทำยังงัยวะจะไม่ให้พวก NGOs โลก มันขย่มตูดกรู อย่ากระนั้นเลยต้องหาทางโยนเศษเนื้อให้พวกแม่ง มันจะได้ไม่มาเห่ามาหอน..ชวน จึงอัญเชิญจำเพรียก อีตาประเวศ มาปรึกษา อีตาหมอประเวศก็เอาบรรดาลูกรักทั้งหลายมาออกแบบกันว่างั้นเถอะ....พวกเมิงต้องช่วยกันออกแบบให้ “เนียน ๆ” นะว๊อย ....งานนี้งานเข้า!!!!

ชวนก็อนุมัติเงินกู้จาก WB (เวิลด์แบงก์) จำนวน 4,800 ล้านบาท มาให้จัดตั้ง “สำนักงานกองทุนเพื่อสังคม” (SIF) งัย.....ที่นี้สนุกกรูละมึง.....เอ้อ กรูลืมไปว่า อีตาหัวล้านช่วงนั้นจำเพาะเหมาะเจาะแม่งเหลือเชื่อ แม่งมาได้ดีเป็น “ผู้อำนวยการ” ธนาคารออมสิน ก็ใหญ่สุดในออมสินนั่นแหละ..แต่เพรียกนี้เค้าไม่เรียกกรรมการผู้จัดการใหญ่เหมือนธนาคารอื่น ๆ (ดูดู้...ผัวก็นายธนาคารใหญ่ เมียก็นางธนาคารใหญ่ กรูนึกไม่ออกว่าแม่งใช้ชีวิตพอเพียงยังงัย...งง)......

อย่ากระนั้นเลย เชื่อหัวล้าน ๆ กรูเถอะ ไอ้ SIF เลือดไหลซิป ๆๆๆ เนี๊ยะเอามาอยู่ในคาถากรูละกัน กรูไม่เป็นประธานหรอกเป็นแค่รองประธานก็พอ ส่วนพระประธานก็ได้จารย์อัมมาร สยามวาล จาก TDRI มาเป็นให้...

แล้วตำเหน่งบริหารละ...ต้องดูแลเงินตั้งมากมายเอาใครดี ปรึกษาพ่อดีกว่า เอ้า พอก็บอกว่า ก็กรูมีลูกรักอยู่อีกตั้ง 2 หน่อ เมิงเลือกเอาซักคนซิ...ด้วยเหตุดังนั้นหวยจึงมาออกที่ เอนกปากเบี้ยวงัย...ได้เป็น ผอ.ซิป สบายเฉิบ.....หมอพลเดช ได้แต่เก็บรอยแค้นไว้ในใจ เอาเหอะลูกผู้ชายแก้แค้นสิบปียังไม่สาย......อ้าว เมื่อ ลูกพี่หัวล้าน ไปดูแล ธ.ออมสิน แล้ว พชม.ละ ก็แหงแซะ เจ๊เขียวทึนทึก ก็ขึ้นเสวยอำนาจเป็น ผจก. คนต่อไป เสวยสุข เสวยทุกข์อยู่กับกองเงินกู้ญี่ปุ่น “มิยาซาวา” นั่นปะไร....

รวบรัดตัดตอน ไอ้ SIF เพือก เอ็นโตดี โลก หน้าบางบางคน ก็สำรากใส่ว่าเป็นเงิน “เปื้อนเลือด” เมิงอย่ามาให้กรูนะ...หนูไม่เอา ๆ ๆ....แต่อย่างว่า ฝรั่งแม่งไม่ให้เงินแล้ว ไม่มีเงินกินเบียร์ในร้านเงียบ ๆ แล้ว....อย่ากระนั้น หาหัวองค์กรอะไรก็ได้ว่ะ สอดใส้เข้าไป อเนก ก็เพือกเรา เฮียหัวล้านก็ลูกพี่กรู...เอ็นโตดี ทั้งหลายก็สบายแฮ....แต่อย่างว่าแหละไอ้ SIF เนี๊ยะมันมีวาระกรรมเวรของมันราว ๆ สิ้นปี 2545 มันก็จบโครงการฯ เอนกปากเบี้ยว ก็ม้วนเสื่อกลับบ้านไปนอนหนุนตักเสด็จพ่อประเวศของมันเหมือนเดิม....ป๋า ๆ มีอะไรให้หนูเล่นอีกปะ หนูจะเล่นให้จ๊ำบ๊ะกว่า SIF เลย....ไม่มีว๊อย กรูกำลังยกร่างระเบียบ สสส. อยู่อย่าเพิ่งกวนส้น !!!

ท่านผู้ชมคงจำได้...หมอพลเดช เก็บความแค้นไว้ 4-5 ปี ระหว่างนั้นก็ซ่องสุมไพร่ทาสพลเลวในสำนัก LDI ไว้คอยจังหวะเหมาะ ๆ จะทำให้เหี้ยมเหนกกระอักเลือดให้ได้ฮ่า ๆ......ขอตัดฉาก ไปยัง พชม. ภายหลังที่ เจ๊เขียวทึนทึกขึ้นเป็น ผจก. ก็ร่วมกับลูกพี่ออกแบบองค์กรใหม่ ครือ พอช.นั่นแหละในช่วงใกล้ ๆ กับที่ SIF หมดเงินนั่นแหละ...ไพบูลย์หัวล้านนี่แหละ จัดตั้ง พอช. โดยรวมเอาเงิน พชม.ที่เก็บเล็กผสมน้อยกว่า 2,000 ล้านบาท ไปรวมเข้า กับ “กองทุนพัฒนาชนบท”ของสภาพัฒน์ฯ อีกหลายร้อยล้าน มาก่อตั้งเป็น สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ซึ่งเป็นหน่วยงานอิสระประเภทที่ 3 ขึ้นตรงต่อ กระทรวงพัฒนาสังคมและทรัพยากรมนุษย์...(โอยกรูเหนื่อยแว้ว ชื่อแม่งยาวฉิบหาย สาด ๆๆๆ....)

ครานี้ก้อีหรอบเดิม....เขียวเอ๋ย เอ็งทำงานมาก็ดีแล้ว แต่ยังไม่ดีพอ กรูนี่มันชั้นเทพ กรูขอสตำแหน่งสูงสุดก่อนว่ะ เมิงจะยอมไม่ยอมสาดดด....ยอมเจ้าค่ะ...และแล้ว เอ็นโตดีหัวล้าน ก็ออกจาก ธนาคารออมสิน มานั่ง บัลลังในนั่งตำแหน่ง “ผู้อำนวยการ” พอช. คนแรกงัย.....

อ้าว แล้วกรูละ อเนกปากเบี้ยวโวยวาย....อีตาไพบูลย์หัวล้านก็หาทางออกให้ เอางี้ แม่งยุ่งฉิบหาย กรูให้มึงก่อตั้ง “วิทยาลัยการจัดการทางสังคม” (วจส.) เอามาเป็นไส้ติ่งของ พอช. กรูจะแอบถ่ายเงินกงสีให้เมิงเอง.....เอนกปากเบี้ยว ได้ฟังดังนั้น มันก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่สบายแล้วพวกเรา....เพราะเป็นใหญ่อยู่ SIF เกือบ 5 ปี แม่งชัก โกอินเตอร์จะให้มากระจอกไม่ได้ เพราะแกสร้างข้าทาสบริวารไว้เยอะ...ครั้นจะไปขอตำแหน่ง ผอ.LDI กับอีตาหมอประเวศ ก็มีหมอพลเดช นั่งขวางอยู่นานแล้ว...นี่ครือที่มาของวาทะในหมู่พี่น้อง 3 หนอพุทธางกูล ที่ว่า “พ่อเรารักลูกไม่เท่ากัน” ยังงัยละสาด ๆๆๆ.....

แต่เหนือฟ้ายังมีฟ้าว่ะ.....อย่างที่กรูเคยบอกอะน่ะ มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม หรือ มอส.เนี๊ยะเค้าผลิตคนมีคุณภาพคับแก้วไว้เยอะ....เสี่ยชัชวาล ทองดีเลิศ ประธานใหญ่ และขาใหญ่ กป.อพช.ภาคเหนือ มอส.รุ่น 1 พี่แกก็จ้องมองสถานการณ์มานาน ก็เข้ากระซิปกระซาบเป่าพรวด ๆ ข้างหูเจ๊เขียวทึนทึก ว่า หากเหี้ยมเอนกมานั่ง ผอ.วจส.ละก็เป้าหมายมันคือ ผอ.พอช. มันต้องมาเลื่อยขาเก้าอี้เจ๊แน่ ๆ....อย่ากระนั้นเลย ตัดไฟแต่ต้นลมอะนะ และแล้วตำแหน่ง ผอ.วจส. จึงตกเป็นของเสี่ยชัชงัย...พวกเมิงถึงบางอ้อหรือยังละ

เสี่ยชัชก็ กป.อพช. เปี๊ยกแมวเหมียวก็ กป.อพช. เวลา พอช.แม่งเหี้ยมตัดเงินงบประมาณประขำปีของ วจส. จึงเกิดกรณี เปี๊ยกแมวเหมียว ทำหนังสือประท้วงกรรโชกทรัพย์ให้น้อง ๆ จึงเป็นที่มาของ “วงสมานฉันท์” ร้องห่มร้องไห้ขี้แตกขี้แตนใส่กันเมื่อไม่กี่ปีมานี้งัย...

นัยว่า ต้องเดือดร้อนทั้งโคตรเหง้าสักหลาด NGOs โลก เลยอะนะ...ต้องไปลากคนแก่ ๆ อย่าง จารย์ศรีสว่าง จารย์อคิน จารย์บัณฑร แหง่ละมิสเตอร์เคลียร์มันต้องเอ็นโตดีหัวล้านแหงม(ลืมไปว่า ภายหลัง อีตาหัวล้านหมดวาระของ ผอ.พอช. ก็ทำตามสัญญาดันตูด ๆ จริง ๆ เจ๊เขียวทึนทึกขึ้นนั่ง ผอ.พอช.ต่อจากตัวเอง...) ...ใต้หล้าจึงได้แต่สดับรับฟังว่า ศึกสายเลือดครั้งนี้ เป็นการสมานฉันท์ครั้งยิ่งใหญ่ เพื่อจะร่วมกันครอบครองยุทธภพต่อไป มันครือ “น้ำตาแห่งทศวรรษ” ....และแล้วพวก วจส. ก็ได้งาบเม็ดเงินเป็นสินน้ำใจไปก้อนโต...แล้วอย่างนี้จะไม่ให้กรูด่าได้จั๋งใด๋ ฮ่วย ๆๆ....

ส่วนเอนกปากเบี้ยว ก็ผันตัวเองไปเป็นเอ๊กสะเปิด อยู่เมืองลาว แว่ว ๆ มาว่า พี่เค้ากลับมาเมืองไทยแว้ว....เอ ยุทธภพจะถึงครานองเลือดอีกมั๊ยหนอ....ลี้คิมฮวง ได้แต่รำพัน....

ส่วนขาใหญ่ ลูกผู้พี่นะเหรอ สบาย ๆ ก็เขยิบจาก ผอ.พอช. ไปเป็น “ประธานบอร์ด พอช.” แม่งใหญ่กว่า ผอ.อีกว่ะ....และแล้ววันดีคืนดี บังธิ แม่งก็ยกกำลังป่าเถื่อน เข้ายึดอำนาจรัฐ.....แม่งตั้งนายกฯเทวดาแล้วยังไม่พอ ไอ้เหี้ยมเนี๊ยะเสือก ตั้งเสนาบ่อดีเทวดา คนดีไม่มีที่ติ ก็ไพบูลย์หัวล้านนี่แหละ ไปเป็น รมต.กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (โอย..กรูเหนื่อยกับชื่อกระทรวงแม่งนี่จริง ๆ) คุม พอช. อีกชั้นหนึ่งงัย....ที่นี่ละอีแม้นเอ๋ย..เงินไหลมาเทมาอะน่ะ...

แค่นั้นยังไม่พอ...แม่งตั้งน้องคนเล็ก หมอพลเดช ไปเป็น “เลขานุการ รมต.” สมใจนึกมัน...และแต่งตั้งพรรคเพือกตัวเองไปนั่งเต็มกระทรวงฯ ขนาดไม่มีเก้าอี้จะนั่งกันอะนะ บางคนนั่งหน้าห้องขี้ กรูนึกว่าคนเก็บเงินค่าห้องขี้แถว ๆ บขส.หมอชิต...บลา บลา บลา...หน้าตาคล้าย ๆ สิน สื่อสวน กับ จริกา พอช. อะไรเทือกนี้แหละ.......

พอหัวล้าน ได้ดีขึ้นเป็น รองนายกฯ อีกตำแหน่ง ก็ยกน้องเล็ก หมอพลเดช ขึ้นเป็น รมช.กระทรวงพัฒนาสังคมฯ อะนะ...นัยว่ากันไม่ให้มายุ่งวุ่นวายกับตำแหน่ง ผอ.พอช. เพราะเจ๊เขียวทึนทึก ขอต่อสัญญาอีกสมัยว่ะ....

ข้าน้อยขอคารวะ 1 จอก...แม่ง พวกเมิงชั้นเทพเลยว่ะ...เนียนจริง ๆ สาดดด....ขอให้รับใช้อำมาตย์จนตัวตายเลยนะอ้ายยยยยสาดดดดดดด!!!!
*********
อ่านบทความชุดนี้ตอนที่ผ่านมา:ลอกคราบส.ศิวลึงค์และสาวก

น้ำตาหยดนั้น

ที่มา เดลินิวส์

หมวดเจี๊ยบ ร.ท.สุนิสา เลิศภควัฒน์ เขียนหนังสือ ทักษิณ แวร์ อาร์ ยู และ ทักษิณ อาร์ ยู โอเค ก็เคยร่ำไห้ เพราะถูกทัพบกตั้ง กก.สอบวินัย ฐานไม่ลาราชการไปอังกฤษ

แต่รู้กันภายใน ข้อหาสาหัสคือ ฝักใฝ่ทักษิณ

ล่าสุด วาสนา นาน่วม นักข่าวสายทหาร บางกอกโพสต์ และ ผู้เขียนหนังสือ ลับ ลวง พราง และ อีกหลายเล่ม เป็นคนให้กำลังใจหมวดเจี๊ยบ และเขียนคำนำในหนังสือของหมวดเจี๊ยบด้วย

เล็กไปจัดวิทยุ อสมท และได้เอาเสียง พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี และอดีตนายกฯรัฐบาล ขิงแก่ มาออกอากาศ แล้วหนังสือพิมพ์ ก็เอามาพาดหัวว่า

พล.อ.สุรยุทธ์ พร้อมเป็นตัวกลางเจรจา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เพื่อยุติปัญหาบ้านเมือง ปรากฏว่า ได้รับการตอบรับดีมาก ขณะ ที่ ทักษิณ ยื่น 3 เงื่อนไข รธน.ปี 40, ยุบสภา, เลือกตั้งใหม่ ซึ่งถ้า ไม่อคติ

ก็ยุติธรรมดี

แต่คงเพราะเหตุนี้ ทำให้ พล.อ.สุรยุทธ์ ลำบาก ถูกบีบหนัก จาก “ผู้ใหญ่” แม้เจตนาดี แต่ไม่ถูกใจซะอย่าง จนต้องออกมาตั้งโต๊ะแถลง ผมไม่มีหน้าที่และไม่มีอำนาจ ผู้ที่จะทำหน้าที่สมานฉันท์ คือ รัฐบาล

เป็นอันจบข่าว

แต่เล็ก-วาสนา ก็ถูก พล.อ.สุรยุทธ์ ต่อว่าอย่างหนัก ว่า เคยเป็นประธานแต่งงานให้ เลยไว้ใจ แต่ต่อไปคงต้องระวัง เพราะคุณวาสนาไม่ใช่คนเดิมอีกแล้ว

คำนี้บาดถึงใจ!!!

เธอเคยเขียนใน ลับ ลวง พราง ที่ไปสัมภาษณ์ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าคณะปฏิวัติชนิดหมดเปลือก แต่บังเอิญผลออกมาเป็น “ลบ” ต่อ บิ๊กบัง และ กองทัพ

จากนั้นเล็กเหมือนถูกโดดเดี่ยว ไหว้แหล่งข่าวที่เคยสนิท ก็ไม่รับไหว้ คุยกับใคร ก็ไม่คุยด้วย

กับ พล.อ.สุรยุทธ์ เล็กยอมรับว่า รู้สึกผิดหวังเช่นกัน เพราะเคยชื่นชมในความเป็นทหารอาชีพ และตัวเองเป็นคนที่ นิยมในประชาธิปไตย ไม่เห็นด้วยกับการปฏิวัติ

“แต่ตอนหลังท่านดันไปเป็นนายกฯ หลังการปฏิวัติ ก็เลยผิดหวังนิด ๆ แต่ไม่ตำหนิท่าน เข้าใจในความจำเป็น ก็พยายามเข้าไปพูดคุยถามตามปกติ

แต่ท่านเองกลับรู้สึกหวาดระแวง ท่านอาจรู้สึกไม่ดี ทั้งที่ไม่ได้อยู่ข้างทักษิณ อย่างที่ท่านมองหรือคนอื่นมอง อย่างไรก็ดี ตอนนี้ได้ติดต่อขอพูดคุยกับ พล.อ.สุรยุทธ์ แต่ท่านก็ไม่ยอมคุยด้วย”

แล้วเล็กก็ร้องไห้ ก็คงได้แต่ปลอบและบอกในฐานะพี่ร่วมอาชีพ ว่า เก็บน้ำตาไว้เถอะ เล็ก

การเกลียดปฏิวัติ รักประชาธิปไตย เป็นจุดยืนที่ถูกต้อง แม้ แทบจะกลายเป็น “อนันตริยกรรม” ในยุคนี้

ขอให้มั่นคง อยู่เป็นน้ำทิพย์ชโลมใจ “คนแก่” บางคน (รวมทั้งผู้เขียน...ฮาไม่ค่อยออก) ต่อไปนะ.

ดาวประกายพรึก

บทบาท ความหมาย ของ กต ที่ 1302/2318 กับ ทักษิณ ชินวัตร

ที่มา ข่าวสด

ไม่ว่าจะใช้คำว่า กำจัด ไม่ว่าจะใช้คำว่า ขจัด ต่อกรณีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็ต้องยอมรับว่ามิได้เป็นเรื่องใหม่

เก่ามาก เก่าอย่างยิ่ง

หากถือจากการอุบัติขึ้นของ กลุ่ม 23 ส.ส.พรรคพลังธรรมเป็นจุดเริ่มต้น ก็เป็นเรื่องตั้งแต่เมื่อปี 2538 มาแล้ว

พลันที่มีชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

เช่นเดียวกับ หากถือจากคำวินิจฉัยของคณะกรรมการป.ป.ช.เมื่อเดือนธันวาคม 2543 ว่าจงใจปกปิดบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน

มีความผิดตามมาตรา 295 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540

ก็ถือได้ว่าเป็นความระทึกใจก่อนการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 6 มกราคม 2544 เพียงไม่ถึง 1 สัปดาห์

เห็นหรือยังว่าความพยายามกำจัดและขจัด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เกิดขึ้นนานมาแล้ว

......................

กระนั้น ความหมายที่เข้มข้นเป็นอย่างยิ่งทั้งในการกำจัดและขจัด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร น่าจะถือเอารัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 เป็นเส้นแบ่ง

เพราะว่าเหตุการณ์เมื่อปี 2538 ไม่สามารถกำจัดและขจัดได้

ถึงจะมีการจัดตั้งกลุ่ม 23 ส.ส.พรรคพลังธรรมอึกทึกครึกโครมเพียงใด แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็ยังอยู่ในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

เพราะว่าคำวินิจฉัยของคณะกรรมการป.ป.ช.เมื่อเดือนธันวาคม 2543 ไม่สามารถกำจัดและขจัดได้ เพราะว่าผลการเลือกตั้งทั่วเดือนมกราคม 2544 ไม่เพียงแต่พรรคไทยรักไทยจะกำชัยอย่างถล่มทลาย

หาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยังได้เป็นนายกรัฐมนตรี

ยิ่งกว่านั้น เมื่อตุลาการศาลรัฐธรรมนูญลงมติด้วยคะแนนเสียง 8 ต่อ 7 สวนกับคำวินิจฉัยของคณะกรรมการป.ป.ช.

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็เป็นดั่งพยัคฆ์เสียบปีก

...............

ต่อเมื่อมีการทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 นั้นหรอกที่ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอย่างฉับพลันทันใด

จากนั้น นายกรัฐมนตรี ก็เป็นของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์

จากนั้น การไล่ล่าเพื่อขจัดอิทธิพลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็ดำเนินไปอย่างเข้มข้น ไม่ว่าจะเป็นการตั้งคณะกรรมการคตส.มาตรวจสอบการทุจริต ไม่ว่าจะเป็นการตั้งคณะตุลาการรัฐธรรมนูญมายังพรรคไทยรักไทยในเดือนพฤษภาคม 2550

ไม่ว่าจะเป็นการตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ไม่ว่าจะเป็นการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อนำไปสู่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550

กระทั่ง เกิดการแยกตัวของอดีตสมาชิกพรรคไทยรักไทยออกไปเป็นหลายพรรค

กระทั่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ถูกฟ้องร้องในคดีซื้อขายที่ดินย่านรัชดาภิเษกและถูกพิพากษาให้มีความผิดต้องจำคุก 2 ปี

กระนั้น แม้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ถูกกำจัดแน่ๆ แต่ก็ยังมิอาจ "ขจัด" ลงได้

.........................

หาก "ขจัด" ลงได้ ก็ไม่จำเป็นต้องมีหนังสือลับมากด่วนที่สุด ที่ กต 1302/2318 ออกมา

เพราะการมีหนังสือลับมากด่วนที่สุด ที่ กต 1302/2318 คือ การยืนยันอย่างเป็นรูปธรรมว่าอำนาจและอิทธิพลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยังดำรงอยู่อย่างเข้มข้นและเป็นจริง

เป็นจริงในระดับที่ถือว่าเป็น "ภัยหลัก" ของประเทศ