WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, December 28, 2009

เกิดมาต้องแทนคุณแผ่นดิน แผ่นดินคงหมายถึงชาติ ชาติคือประชาชน ไม่มีใช่อย่างอื่น

ที่มา thaifreenews

โดย...ลูกชาวนาไทย


เกิดมาต้องแทนคุณแผ่นดิน แผ่นดินคงหมายถึงชาติ ชาติคือประชาชน ไม่มีใช่อย่างอื่น

คือผมเห็นทหารหรือพวกอำมาตย์หลายคนพูดว่า “เกิดเป็นคนไทยต้องแทนคุณแผ่นดิน”
ซึ่งผมตีความหมายอย่างปัญญาชน คำว่าแผ่นดินนี้คงหมายถึงแผ่นดินเกิด ซึ่งหากเป็นพื้นดินคงไม่มีความหมายอะไร คงหมายถึง “ชาติ” เป็นสำคัญ คำพูดนี่จึงหมายถึง เกิดมาต้องแทนคุณชาตินั่นเอง

ชาติคือ ประชาชน ในพื้นที่บริเวณใดบริเวณหนึ่งของโลกที่มีอำนาจอธิปไตยเป็นของตนเอง

ดังนั้น การแทนคุณแผ่นดินคือการ ทำสิ่งดีๆ ให้กับประชาชน ไม่ใช่ผู้ปกครองหรือผู้นำ เพราะไม่มีผู้ปกครองหรือผู้นำของประเทศใดมีบุญคุณกับประชาชน เพราะเขาอยู่และใช้ภาษีของประชาชน ประชาชนจึงมีบุญคุณต่อ เจ้าหน้าที่ของรัฐทุกระดับ รวมทั้งผู้นำของประเทศทุกต่ำแหน่ง

การแทนคุณแผ่นดินคือ การทำผลประโยชน์ให้ประชาชน สร้างประชาธิปไตย และความเป็นธรรมให้กับสังคม ซึ่ง “ความเป็นธรรม” จะนำมาซึ่งสังคมที่ Humanize หรือสังคมที่มีความสมานฉันทน์กัน หากไม่มี “ความยุติธรรมในสังคม” ความปรองดองสามัคคีของคนในชาติย่อมไม่เกิดขึ้น

มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความไวต่อความรู้สึก “ที่ไม่เป็นธรรม” เมื่อเขารู้สึกถึง “สังคมที่ไม่เป็นธรรม” พันธะของเขาต่อสังคมนั้นก็ลดน้อยลง ทำไมเขาต้องรับใช้ “สังคมที่ไร้ความเป็นธรรม” มนุษย์มีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกันโดยกำเนิด ไม่มีใครต่ำกว่าใคร ยกเว้นจะ “ย่อตัวหรือคุกเข่า” ให้กลับมนุษย์คนอื่นเอง

การแทนคุณต่อแผ่นดินของ “เจ้าหน้าที่ของรัฐทุกตำแหน่ง” ที่กินเงินภาษีของประชาชน คือ “นำความยุติธรรม” มาให้สังคม ผู้ปกครองหรือผู้นำทางการเมืองของประเทศทุกตำแหน่งที่ “สร้างความอยุติธรรมให้สังคม”คือ ผู้เนรคุณต่อแผ่นดิน

ไม่มีผู้ปกครองคนใดของทุกประเทศในโลกนี้มีบุญคุณกับประชาชน ประชาชนต่างหากที่มีบุญคุณกับพวกเขา
ผมอ่านบทความอันหนึ่งของฝรั่งที่เขาเขียนนานแล้วเกี่ยวกับ right to use the earth หรือสิทธิในการใช้พื้นที่บนโลก เนื่องจากสิ่งมีชีวิตที่เกิดขึ้นมาบนโลกนี้ ย่อมมีสิทธิที่จะอยู่บนโลกนี้ทุกคน โลกนี้เป็นของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด ไม่มีใครที่จะสามารถอ้างสิทธิเป็นเจ้าของพื้นดินบนโลกนี้อย่างสมบูรณ์ เพราะหากพื้นดินบนโลกนี้ถูกอ้างสิทธิครอบครองไปหมด มนุษย์คนอื่นๆ ที่ไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดินนั้นต้องกลายเป็น “มนุษย์ต่างดาว” ที่ต้องโดยขับออกไปจากโลกใบนี้อย่างนั้นนะหรือ หรือต้องมีชีวิตอยู่ภายใต้ความเมตตาของเจ้าของที่ดิน ที่จริงในแง่ของความชอบธรรม ที่ดินบนโลกนี้เป็นของมนุษย์ทุกคน (หรือทุกชีวิต) คนที่จับจองมีสิทธิใช้ประโยชน์แบบคนเช่าเท่านั้น แต่หากสังคมต้องการเรียกคืน ก็เป็นสิทธิโดยชอบธรรมของสังคมที่จะเรียกคืนสิทธินั้นได้ (โดยจ่ายค่าหักร้างถางพง เป็นต้น)

ผมเพียงแต่บอกว่า “แผ่นดินเป็นของมนุษย์ทุกคน” และ สังคมใดๆ เป็นเจ้าของแผ่นดินนั้น ปัจจเจกบุคคลเป็นเพียงผู้เข้าทำประโยชน์เท่านั้นไม่ใช่เจ้าของ

ลิ้น (หลายแฉก) นักการเมือง!

ที่มา โลกวันนี้

คอลัมน์
โต๊ะกลมระดมความคิด
จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้
ปีที่ 11 ฉบับที่ 2703 ประจำวัน จันทร์ ที่ 28 ธันวาคม 2009
โดย สุรชัย ปากช่อง
รหัสดาวน์โหลด 54281209

อีกไม่กี่วันก็จะขึ้นปีใหม่ 2553 แต่การเมืองยังร้อนระอุและปิดป้ายประชาสัมพันธ์ (ปลุกระดม) กันล่วงหน้าแล้วว่าอุณหภูมิการเมืองเดือดเกิน 100 องศาแน่นอน

เพราะปัญหาที่ลากยาวและหมกเม็ดของปีนี้จะไปเป็นกองขยะกองมหึมาที่มีการชำแหละจนถึงฌาปนกิจกันเสร็จสรรพไปเลย

ปัญหาคือใครจะขึ้น “เมรุ” หรือโดน “เผาทั้งเป็น”

เพราะต่างฝ่ายต่างกล่าวหาอีกฝ่ายหนึ่งว่าเป็นฝ่ายสร้างปัญหา ไม่มีฝ่ายใดยอมถอยคนละก้าวเพื่อเปิดช่องเจรจากัน แม้บรรยากาศจะไม่เหมือนครั้งม็อบบรรดาศักดิ์ แต่การหันหน้าเพื่อเจรจาหาทางออกก็ปิดตายไม่แตกต่างกัน

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พูดในการแถลงผลงานรัฐบาลว่า “ผมไม่ขัดข้องกับการยุบสภา ขอแค่เศรษฐกิจเดินหน้า และทุกพรรคยอมรับกติกา พฤติกรรมที่ไม่สอดคล้องกับประชาธิปไตยทุกข้อต้องหยุด”

แค่ประโยคนี้ประโยคเดียวก็เห็นแล้วว่านายอภิสิทธิ์มีมุมมองและความจริงใจที่จะแก้ปัญหาการเมืองและสร้างความสมานฉันท์หรือไม่

อย่างที่นายดิเรก ถึงฝั่ง ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ติงว่า หากรัฐบาลและนายอภิสิทธิ์ไม่เป็นแกนนำทั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และลดการตอบโต้ ลดการสร้างเงื่อนไขใหม่ ก็จะทำให้มีโอกาสในการเจรจา เป็นต้น แต่นายอภิสิทธิ์นอกจากไม่ทำ ไม่ถือธงนำแล้ว ยังปล่อยให้คนข้างๆออกมาตอบโต้อีกด้วย

ยิ่งนายอภิสิทธิ์ถูกมองว่าเป็นผู้นำหุ่น และต้องคอยรับคำสั่งจากผู้มีอำนาจที่อยู่เบื้องหลัง นายอภิสิทธิ์ยิ่งต้องแสดงความกล้าของความเป็นผู้นำ กล้าตัดสินใจและกล้าทำ ไม่ใช่เดินสายตั้งแต่เงื่อนไขที่เป็นไปไม่ได้ หรือพูดอย่างหนึ่งแต่ให้คนข้างกายพูดอีกอย่าง

คนไม่นิ่งก็คือนายอภิสิทธิ์ที่กระโจนลงมาเล่นเกมเอง ทั้งที่เป็นโอกาสที่ดีของนายอภิสิทธิ์ที่จะสร้างผลงานให้กับบ้านเมืองและประชาชน อย่างที่นายอภิสิทธิ์บอกว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำงานในสถานการณ์ที่บ้านเมืองวิกฤต

แต่ “สถานการณ์ก็สร้างวีรบุรุษ” และทำให้หลายคนเป็น “ผู้พ่ายแพ้”

นายอภิสิทธิ์เป็นทั้งผู้นำรัฐบาลและผู้นำพรรคประชาธิปัตย์ จึงไม่อาจปฏิเสธที่จะต้องถือธงนำแก้ปัญหา ไม่ใช่จมปลักกับการเมืองเดิมๆที่ใช้ “ปาก” เป็นเครื่องมือทางการเมือง

แม้แต่คดีเงิน 258 ล้านบาท ที่กำลังทำให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ร้อนระอุ ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไรนายอภิสิทธิ์ก็ต้องได้รับผลกระทบทั้งขึ้นทั้งล่อง

กระบวนการยุติธรรมและองค์กรอิสระยุคนี้จึงเหมือนหนังหน้าไฟ เพราะมีแต่คนใหญ่คับบ้านคับเมือง

ทำดีก็ถูก “เชือด” ทำไม่ดีก็เป็น “แพะ”

อย่างที่นางสดศรี สัตยธรรม กกต. ด้านกิจการพรรคการเมือง ระบายความรู้สึกกรณีที่พรรคเพื่อไทยและกลุ่มคนเสื้อแดงจะยื่นถอดถอน กกต. ว่าให้ยื่นถอดถอนได้เลย จะได้ให้ กกต. ชุดใหม่เข้ามาทำงานแทน เพราะยอมรับว่าขณะนี้เหนื่อยแล้ว อยากพักผ่อน แต่ก็ขอให้พรรคเพื่อไทยรอดูก่อนว่าการพิจารณาของ กกต. จะออกมาอย่างไร ยืนยันว่าการพิจารณาของ กกต. ไม่มีใบสั่งแต่อย่างใด

“ตอนนี้ กกต. เสมือนเป็นจำเลย และรู้สึกสงสารประธาน กกต. เพราะถูกกดดันมากจากรอบด้าน ดังนั้น คิดว่าถ้าไปกดดันมากสักวันท่านอาจต้องสู้เหมือนกัน หากยิ่งผลักดันมากความเห็นที่ออกมาอาจจะเหมือนเดิม”

ความขัดแย้งทางการเมืองจะยุติหรือไม่จึงอยู่ที่ความจริงใจและความเป็นธรรม ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการอยู่ร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นประชาธิปไตยครึ่งใบหรือเต็มใบก็ตาม

แต่วันนี้ตั้งแต่ผู้นำลงมาจนถึงลิ่วล้อต่างบิดเบือนและโกหกกันแบบหน้าด้านๆ

เอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่ผู้อื่น

"พัลลภ"ลั่น"แดง"เคลื่อนแน่ม.ค.53 ขอบคุณผบ.ทบ.ไม่ยอมให้นองเลือด

ที่มา มติชน

พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี สมาชิกพรรคเพื่อไทย กล่าวเมื่อวันที่ 28 ธ.ค. โดยแสดงความพอใจที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ให้ความเชื่อมั่นว่า จะไม่ยอมให้เกิดเหตุการณ์นองเลือด เพื่อสกัดกั้นการชุมนุมโค่นล้มรัฐบาลของกลุ่มคนเสื้อแดงช่วงต้นปี 2553 พร้อมระบุว่า ว่า หากรัฐบาลใช้แผนสกัดกั้นการชุมนุมของคนเสื้อแดง พวกตนก็มีแผนการเป็นขั้นตอนไว้แล้วว่าจะตอบโต้กลับไปอย่างไร แต่จะไม่ให้เกิดการนองเลือด


นอกจากนี้ พล.อ.พัลลภ ยังอ้างด้วยว่า สาเหตุที่เลือกการชุมนุมช่วงปลายเดือนมกราคมปี 2553 ก็เพราะเป็นช่วงเวลาที่สุกงอม และคนไทยได้ผ่านพ้นการฉลองปีใหม่ไปแล้ว พร้อมแสดงความมั่นใจด้วยว่า ปัญหาการเมืองที่เป็นอยู่ขณะนี้ จะไม่นำไปสู่การก่อปฏิวัติ หรือรัฐประหาร ตามที่ผู้บัญชาการทหารบก เคยประกาศไว้ เพราะการปฏิวัติจะถูกต่อต้านจากประชาชน และยิ่งทำให้การชุมนุมบานปลายออกไป

ว่าด้วยเอกสารลับ! ลับมาก! และลับที่สุด!!

ที่มา มติชน


โดย ประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์


เรื่องเอกสาร"ลับมาก"ของกระทรวงการต่างประเทศที่แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.)นำมาเผยแพร่โดยอ้างว่า เป็นการวางแผนฆ่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีนั้น ยังคงเป็นประเด็นข่าวอย่างต่อเนื่อง


แต่ผู้คนสับสนกันมากคือ เอกสารลับของราชการ ตามคำนิยามของกฎหมายคือ อะไร มีวิธีการอย่างไรในการกำหนดชั้นความลับ และผู้ที่นำเอกสารลับไปเปิดเผยมีโทษทางอาญาหรือไม่


เมื่อพลิกดูระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับของทางราชการพ.ศ.2544 (ใช้บังคับแทนระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการรักษาความปลอดภัย พ.ศ.2517 ในส่วนเฉพาะข้อมูลข่าวสาร- ต่อมามีการตราระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการรักษาความปลอดภัย พ.ศ.2552 ใช้บังคับแทนทั้งหมด) พบนิยามศัพท์ที่น่าสนใจดังนี้


"ข้อมูลข่าวสารลับ" หมายความว่า ข้อมูลข่าวสารตามมาตรา 14 (เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์) หรือมาตรา 15 (มีผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เศรษฐกิจ การบังคับใช้กฎหมายฯลฯ)ที่มีคำสั่งไม่ให้เปิดเผยและอยู่ในความครอบครองหรือควบคุมดูแลของหน่วยงานของรัฐ ฯซึ่งมีการกำหนดให้มีชั้นความลับเป็น ชั้นลับ ชั้นลับมาก หรือชั้นลับที่สุด


"ประโยชน์แห่งรัฐ" หมายความว่า การดำเนินงานของรัฐที่เกี่ยวกับประโยชน์สาธารณะหรือประโยชน์ของเอกชนประกอบกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความมั่นคงของรัฐที่เกี่ยวกับการเมืองภายในประเทศหรือระหว่างประเทศ การป้องกันประเทศ เศรษฐกิจ สังคม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การพลังงาน และสิ่งแวดล้อม
ส่วนประเภทชั้นความลับของข้อมูลข่าวสารลับ แบ่งออกเป็น 3 ชั้น คือ


1.ลับที่สุด (TOP SECRET) หมายความถึง ข้อมูลข่าวสารลับซึ่งหากเปิดเผยทั้งหมดหรือเพียงบางส่วนจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์แห่งรัฐอย่างร้ายแรงที่สุด


2.ลับมาก (SECRET)หมายความถึง ข้อมูลข่าวสารลับซึ่งหากเปิดเผยทั้งหมดหรือเพียงบางส่วนจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์แห่งรัฐอย่างร้ายแรง


3.ลับ (CONFIDENTIAL)หมายความถึง ข้อมูลข่าวสารลับซึ่งหากเปิดเผยทั้งหมดหรือเพียงบางส่วนจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์แห่งรัฐ


สำหรับวิธีการกำหนดชั้นความลับว่า ข้อมูลข่าวสารใดอยู่ในชั้นใดนั้น


1.ให้หัวหน้าหน่วยงานของรัฐมีหน้าที่รับผิดชอบในการกำหนดชั้นความลับ พร้อมทั้งให้เหตุผลประกอบการกำหนดชั้นความลับของข้อมูลข่าวสารลับนั้นด้วยว่า เป็นข้อมูลข่าวสารประเภทใดและเพราะเหตุใด


2.การกำหนดชั้นความลับของข้อมูลข่าวสารลับที่มีชั้นความลับหลายชั้นในเรื่องเดียวกันให้กำหนดชั้นความลับเท่ากับชั้นความลับสูงสุดที่มีอยู่ในข้อมูลข่าวสารลับนั้น


3.ในกรณีที่กำหนดให้ข้อมูลข่าวสารลับที่มีชั้นความลับต่ำ แต่จำเป็นต้องอ้างอิงข้อความจากข้อมูลข่าวสารที่มีชั้นความลับสูงกว่า ต้องพิจารณาถึงเนื้อหาที่อ้างถึงนั้นว่าจะไม่ทำให้ข้อมูลข่าวสารที่ชั้นความลับสูงกว่ารั่วไหล


4.ให้นายทะเบียนจดแจ้งเหตุผลประกอบการกำหนดชั้นความลับของข้อมูลข่าวสารลับไว้ในทะเบียนควบคุมข้อมูลข่าวสารลับ แต่ถ้าเหตุผลนั้นมีรายละเอียดมากหรือเหตุผลนั้นบางส่วนมีชั้นความลับสูงกว่าชั้นความลับของทะเบียนข้อมูลข่าวสารลับให้บันทึกเหตุผลย่อไว้ในทะเบียนควบคุมข้อมูลข่าวสารลับฯ

อย่างไรก็ตาม การกำหนดให้อยู่ในชั้นความลับใด ให้พิจารณาถึงองค์ประกอบต่อไปนี้ เช่น


1. ความสำคัญของเนื้อหา 2.แหล่งที่มาของข้อมูลข่าวสาร 3.วิธีการนำไปใช้ประโยชน์ 4.จำนวนบุคคลที่ควรรับทราบ 5.ผลกระทบหากมีการเปิดเผย 6.หน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบในฐานะเจ้าของเรื่องหรือผู้อนุมัติ


เมื่อดูจากระเบียบดังกล่าวแล้ว การกำหนดชั้นความลับของข้อมูลข่าวสาร แม้เป็นดุลพินิจของหัวหน้าส่วนราชการ แต่ก็ต้องคำนึงถึงองค์ประกอบต่างๆด้วย เช่น การเปิดเผยจะเกิดความเสียหายแก่ประโยชน์ของรัฐในระดับใด เช่น ความมั่นคง การป้องกันประเทศ เศณษฐกิจ หรืออื่นๆ ไม่ใช่ตีตราลับกันตามอำเภอใจหรือตามความเคยชินเพียงอย่างเดียว


สำหรับบทลงโทษในการนำเอาเอกสารลับไปเปิดเผยนั้น ถ้าเป็นข้าราชการต้องถูกลงโทษทางวินัยอยู่แล้ว แต่ในทางอาญาไม่มีกฎหมายกำหนดไว้เป็นการเฉพาะ แต่อยู่ในประมวลกฎหมายอาญา หมวด 3 ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร ดังนี้


มาตรา 123 ผู้ใด กระทำการใดๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อความ เอกสารหรือสิ่งใดๆ อันปกปิดไว้เป็นความลับสำหรับความปลอดภัยของประเทศ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี


มาตรา 124 ผู้ใด กระทำการใดๆ เพื่อให้ผู้อื่นล่วงรู้หรือได้ไปซึ่งข้อความ เอกสารหรือสิ่งใดๆอันปกปิดไว้เป็นความลับสำหรับความปลอดภัยของประเทศ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี


ถ้าความผิดนั้นได้กระทำในระหว่างประเทศอยู่ในการรบหรือการสงคราม ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปีถึง 15 ปี

ถ้าความผิดดังกล่าวมาในสองวรรคก่อน ได้กระทำเพื่อให้รัฐต่างประเทศได้ประโยชน์ ผู้กระทำต้องระวางโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต


จากบทบัญญัติดังกล่าวต้องพิจารณาว่า เอกสาร"ลับมาก"นั้น เป็นการเอกสารที่มีเนื้อหาที่เปิดเผยไปแล้วมีผลกระทบต่อ"ความปลอดภัยของประเทศ"หรือไม่ด้วย จึงจะเข้าองค์ประกอบของความผิด


ลำพังเฉพาะการเป็นเอกสาร"ลับมาก" แต่เพียงอย่างเดียว อาจไม่เข้าองค์ประกอบความผิด ดังกล่าว


นอกจากนั้น ตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 ข้อมูลข่าวสารแม้ตีตรา"ลับมาก"หรือ"ลับที่สุด" แม้ยังมิได้ยกเลิกชั้นความลับ แต่ถ้าถูกนำมาเผยแพร่แล้ว เท่ากับชั้นความลับถูกยกเลิกโดยปริยาย

พรรคการเมืองใหม่ประเมิน1ปีให้รัฐบาลสอบตก

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_55450

พรรคการเมืองใหม่ ประเมิน 1 ปี ให้คะแนนรัฐบาล สอบตก 4 ด้าน เว้น เศรษฐกิจผ่านเฉียดฉิว แนะนายกฯเลิกจ้อ จี้แก้ปัญหาเกิดรูปธรรม ...

เมื่อเวลา 13.00 น. ที่ทำการพรรคการเมืองใหม่ (ก.ม.ม.) มีการแถลงข่าวประเมินผลงานใน 1 ปี ที่ผ่านมาของรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โดยมีการแบ่งประเมินผลงานรัฐบาลเป็น 5 ประเด็น ได้แก่ เศรษฐกิจ สังคม การเมือง ความมั่นคง และการปราบปรามการคอรัปชั่น โดย นายสำราญ รอดเพชร โฆษกพรรค ก.ก.ม. กล่าวว่า พรรคการเมืองใหม่ได้ร่วมกันประเมินความเห็น ผลงานในรอบ 1 ปีของรัฐบาล โดยมีเพียงด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลเท่านั้นที่มีผลสอบผ่าน โดยได้คะแนนประเมิน 2.35 จากคะแนนเต็ม 4 เนื่องจากเห็นว่า ที่ผ่านมา รัฐบาลได้ใช้ความพยายามมุ่งดำเนินการตามโครงการต่างๆ ที่ประชาชนได้รับประโยชน์ อาทิ โรงการเช็คช่วยชาติ เป็นการต่อยอดโครงการลดค่าครองชีพ โครงการต้นกล้าอาชีพ ตลอดโครงการทางสังคม ขณะที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะที่ 2 ตามโครงการ “ไทยเข้มแข็ง” ที่ได้ออกกฎหมายกู้เงินทั้ง 2 ฉบับ รวมเป็นเงิน 8 แสนล้านบาทนั้น ได้สร้างความเชื่อมั่นระดับหนึ่งให้กับนักลงทุน

อย่างไรก็ดี แม้รัฐบาลจะสอบผ่านด้านเศรษฐกิจ แต่นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลค่อนข้างจะล้มเหลวไม่ชัดเจนในการกำหนดทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจระยะยาว อย่างด้านพลังงาน การขนส่ง ภาษี หรือการพัฒนาตลาดลงทุน แก้หนี้เกษตรกร ที่เป็นเรื่องที่ควรจะทำ ขณะเดียวกันโครงการชุมชนพอเพียงที่รัฐบาลจะให้มาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ได้นำมาประยุกต์ใช้ตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ยังได้ปล่อยให้มีการทุจริตคอรัปชั่นอีกด้วย

สำหรับผลงานของรัฐบาลด้านสังคมในรอบ1ปี ที่ผ่านมา ถือว่าสอบไม่ผ่านเช่นกัน โดยคิดเป็นคะแนนได้ 1.85 จากคะแนนเต็ม 4 เนื่องจากการทำงานของรัฐบาลเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวยัง เป็นไปอย่างไร้ทิศทาง ทั้งปัญหายาเสพติด โดยเฉพาะยาบ้าที่มีแนวโน้มจะกลับมาระบาดมากขึ้น ปัญหาความรุนแรงทางเพศ การค้าขายบริการทางเพศของวัยรุ่นที่มีแนวโน้มมากขึ้น ปัญหาการปฏิรูปการศึกษา ที่โครงการเรียนฟรี 15 ปี ไม่ได้ฟรีจริง

ในส่วนของการประเมินผลงานของรัฐบาลด้านการเมืองว่า รัฐบาลยังไม่มีทิศทางที่ชัดเจนในการดำเนินตามนโยบายที่เคยประกาศไว้ โดยติดกับดักกับคำว่า สมานฉันท์ ที่ไม่มีนิยามชัดเจน ทำให้ไม่กล้าตัดสินใจจัดการกับปฏิบัติการที่ไม่ถูกต้องของเครือข่ายระบอบทักษิณ ปล่อยให้ความไม่ถูกต้องเป็นเชื้อร้ายที่ไม่สามารถจัดการได้ ส่งผลให้กลุ่มคนเสื้อแดงไม่เกรงกลัวรัฐบาลและกฎหมายบ้านเมือง ซ้ำยังถูกฝ่ายตรงข้ามใช้ต่างประเทศเป็นฐานที่มั่นโจมตีรัฐบาลจึงถือว่า สอบตก ได้คะแนน 1.50 จากคะแนนเต็ม 4

ด้านผลงานรัฐบาลด้านความมั่นคง ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมาถือว่า สอบไม่ผ่าน โดยได้คะแนนเพียง 1.6 จากคะแนนเต็ม 4 เนื่องจากเห็นว่า รัฐบาลยังไม่ได้ดำเนินการอะไรที่ชัดเจน ซึ่งถ้าแบ่งงานด้านความมั่นคงออกเป็น 4 ส่วน โดยส่วนที่ 1. ด้านการปกป้องสถาบัน รัฐบาลยังไม่มีมาตรการและการดำเนินการที่จริงจังกับกลุ่ม-ขบวนการที่ทำลายล้างสถาบันในรูปแบบต่างๆ ส่วนที่ 2. การปฏิรูปสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ที่รัฐบาลยังไม่มีนโยบายการบริหารจัดการที่ดี ปล่อยให้การทำงานและโยกย้ายนายตำรวจอยู่ภายใต้อิทธิพลของการเมือง กลุ่มผลประโยชน์ 3.ปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ รัฐบาลไม่มีความมุ่งมั่นในการแก้ปัญหา มีเพียงการทุ่มงบประมาณเพิ่ม ทำให้ไม่มีอะไรเป็นรูปธรรมชัดเจน 4. กรณีสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา แม้ว่า รัฐบาลจะใช้ความอดทนได้ดีในระดับหนึ่ง รวมถึงการประกาศยกเลิก MOU2544 นั่น แม้จะเป็นท่าทีที่ถูกต้อง แต่ในภาพรวมยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้

ส่วนผลงานรัฐบาลทางด้านการปราบปรามทุจริตคอรัปชั่น ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา นับเป็นเรื่องที่แย่ที่สุดของรัฐบาล เพราะได้คะแนนเพียง 1.2 จากคะแนนเต็ม 4 คะแนน ถือว่า สอบตก เนื่องจากการทุจริตได้เกิดขึ้นแทบทุกกระทรวง ทบวง กรม อาทิเรื่อง ปลากระป๋องเน่า ข้าวสารเน่า ข้าวโพดเน่า นมโรงเรียน เป็นต้น

นายสุริยะใส กตะศิลา เลขาธิการพรรคการเมิองใหม่ กล่าวว่า ในช่วงเทศกาลปีใหม่จะมีการตั้งฉายาให้กับรัฐบาล บุคคลในหลายๆกลุ่มหรือแม้แต่พรรคเพื่อไทยที่เป็นฝ่ายค้านก็ได้ตั้งฉายาให้กับบุคคลอื่น ไม่ทำหน้าที่ของฝ่ายค้านอย่างเต็มที่ ดังนั้นตนอยากเมื่อฝ่ายค้านตั้งฉายาให้กับรัฐบาลได้ ดังนั้นจึงขอตั้งฉายาให้กับฝ่ายค้านบ้างว่า เป็นเพียง “โคโยตี้งานวัด” เนื่องจากที่ผ่านมาฝ่ายค้าน ค้านทุกเรื่องอย่างไม่มีกาละเทศะ เพียงขอให้ป่วนรัฐบาลได้เป็นพอ เปรียบเสมือนนักเต้นที่เต้นไม่รู้ที่รู้ทางไม่รู้กาละเทศะ แทนที่จะเต้นในผับในบาร์ กลับไปเต้นในงานวัดแทน

ตากสินมหาราช:กฤษฎาภินิหารอันบดบังมิได้

ที่มา Thai E-News


กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย และองค์กรแนวร่วมคือ กลุ่มแดงสยาม กลุ่มพลังประชาธิปไตย กลุ่มแดงตากสิน ร่วมกันจัดการชุมนุมที่ท้องสนามหลวงระหว่างวันที่ 27 -28 ธันวาคม 2552 ระหว่าง17.00-23.00 น.ในโอกาส ครบรอบวันพระเจ้าตากสินมหาราช 227 ปี ภายใต้ธีม“สดุดีตากสินมหาราช กู้ชาติไทย “ขอเชิญชวนเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อน้อมสำนึกพระมหากรุณาธิคุณ



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
28 ธันวาคม 2552


แม้ทหารที่จงรักภักดีกับพระเจ้าตากสิน จะพร้อมพลีชีพเพื่อพระองค์ แต่ก็มีพระราชดำรัสว่า “สิ้นบุญพ่อแล้ว อย่าให้ยากแก่ไพร่เลย” พระองค์ถูกประหารชีวิต เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2325 พร้อมกับเชื้อพระวงศ์และขุนนางกว่า 150 คน รวมถึง พระยาพิชัยดาบหักด้วย

อย่างไรก็ตามทางราชการได้ถือว่าวันพระเจ้าตากสินมหาราช ตรงกับวันที่ 28 ธันวาคม อันเป็นวันคล้ายวันปราบดาภิเษกของพระองค์ท่าน จากปกติมักถือธรรมเนียมเอาวันสวรรคตเป็นวันรำลึกถึงมหาวีรกษัตริย์ แต่เนื่องจากวันสวรรคตของพระองค์ท่านตรงกับวันที่ 6เมษายน ได้ถือเป็นวันจักรีแล้ว ประวัติศาสตร์จึงต้องมากำหนดวันให้พระองค์ท่านในวันที่ 28 ธันวาคมของทุกปีแทน

ทรงเป็นวีรกษัตริย์ไทยอีกพระองค์หนึ่งที่ได้รับการเทิดทูน และเคารพบูชาจากประชาชนชาวไทยมาโดยตลอด ไม่เพียงเพราะพระปรีชาสามารถในการรบที่กอบกู้ชาติไทยให้เป็นเอกราช และสร้างความเป็นปึกแผ่นแก่บ้านเมืองของเราเท่านั้น แต่พระองค์ยังเป็นผู้นำที่เปี่ยมไปด้วยความกล้าหาญ เด็ดเดี่ยว มีความกตัญญูและเสียสละต่อผืนแผ่นดินไทยอย่างยากที่จะหาผู้ใดเสมอเหมือนอีก

ระหว่างการโฆษณาชวนเชื่อกับการเมืองที่เป็นจริงกรณีพระเจ้าตากvsรัชกาลที่1

เรื่องหนึ่งที่กลายเป็นblack propagandaที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์ไทยก็คือ การโฆษณาชวนเชื่อว่า พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 แห่งพระราชจักรีวงศ์นั้นไม่ได้ทำรัฐประหารยึดอำนาจและประหารชีวิตพระเจ้าตากสินมหาราชแต่ประการใด แต่เป็นข้อตกลงลับของพระเจ้าตากสินกับพระพุทธยอดฟ้าที่จะให้พระเจ้าตากสินลงจากบัลลังก์เพื่อแก้ไขปัญหาที่ไทยไม่มีเงินไปชำระหนี้จีนในช่วงยืมเงินมากู้ชาติ หลังเสียกรุงครั้งที่ 2 จากนั้นพระเจ้าตากได้แอบหนีไปบวช และมีชีวิตต่อมาในเพศภิกษุที่นครศรีธรรมราช

การโหมโฆษณาชวนเชื่อนี้ทำให้คนไทยชั้นหลังๆจำนวนมากเชื่อตามไปเช่นนั้นจริงๆ แต่หากจะตั้งข้อสงสัยซักเล็กน้อยว่า ในหน้าประวัติศาสตร์ราชอาณาจักรไทยนั้นไม่เคยมีครั้งใดที่เคยเกิดเหตุการณ์เช่นนี้เลย และประการสำคัญก็คือพระเจ้าตากสินนั้นมีรัชทายาทที่จะสืบทอดราชบัลลังก์อยู่แล้ว...ด้วยเหตุใดเล่า จึงจะไปยกราชสมบัติให้กับ"ท่านอื่น"

ความจริงนั้นปรากฎเป็นหลักฐานเอกสารชั้นต้นว่า พระเจ้าตากสินถูกยึดอำนาจ ถูกประหารชีวิต รัชทายาทและขุนนางใกล้ชิด รวมทั้งพระกุมารเล็กๆก็ถูกสังหารเกือบเรียบ ยกเว้นพระราชโอรสที่บังเอิญเกิดกับสนมที่เป็นลูกของรัชกาลที่1 หรือมีศักดิ์เป็นหลานรัชกาลที่1ของราชวงศ์จักรีที่รอดมาได้ อย่างไรก็ตามเมื่อรัชกาลที่1สวรรคตเพียง7วัน รัชทายาทคนสุดท้ายเชื้อสายของพระเจ้าตากก็ถูกสังหาร เพื่อขจัดเสี้ยนหนามไม่ให้เหลือซาก

หากมองด้วยสายตาของคนในยุคนั้น การปราบดาภิเษกดังกล่าว นักวิชาการเห็นว่าเป็นธรรมเนียมโบราณราชประเพณีโดยปกติ หาใช่การทรยศหักหลังแต่ประการใด ดังที่เคยเกิดเหตุการณ์ทำนองนี้เรื่อยมาในหน้าประวัติศาสตร์ราชอาณาจักรไทย

วาระสุดท้ายของมหาราชชาตินักรบ?

ดังที่ทราบกันดีว่าหลังเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 แล้ว พระเจ้าตากสินที่เป็นคนไทยเชื้อสายจีน(ซึ่งเป็นที่ดูถูกของคนไทยสมัยนั้น แม้กระทั่งเวลาต่อมาอีกนับร้อยๆปี) ก็นำทัพกอบกู้เอกราชให้แก่ไทย แล้วสถาปนากรุงธนบุรี เป็นราชธานีใหม่

ทรงรวบรวมไทยให้เป็นปึกแผ่นแล้วปราบดาภิเษกขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2311 พระองค์สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 6 เมษยา 2325 แม้จะมีคำบอกเล่าเชิงตำนานไว้บางสำนวนว่า พระองค์ได้หลีกทางให้พระยาจักรี สถาปนาราชวงศ์ใหม่ด้วยเหตุผลบางประการ และพระองค์ได้ดำรงพระชนม์ชีพอย่างสงบในสมณเพศสืบมา

แต่นั่นก็เป็นเพียงประวัติศาสตร์กระซิบ การนั่งทางใน หรือการนิมิต ทว่าหลักฐานทางประวัติศาสตร์ก็ชี้ว่าพระองค์ถูกพระยาจักรี สั่งให้สำเร็จโทษเพื่อปราบดาภิเษกราชวงศ์ใหม่ และมีการกำจัดเสี้ยนหนามตามมาอีกหลายระลอก

กรณีของพระเจ้าตากสินมหาราชนั้นนับว่าประหลาดไปจากกรณีอื่นที่กล่าวมาแล้ว คือการช่วงชิงอำนาจทางการเมืองนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นในขณะที่พระเจ้าแผ่นดินองค์ก่อนสวรรคตลง แล้วเกิดปัญหาการสืบราชสมบัติ และการถูกประหารชีวิตนั้นกรณีอื่นๆมีการจับสึกจากสมณเพศก่อน แต่ในกรณีพระเจ้าตากสินนั้นบางหลักฐานชี้ว่า อาจเป็นไปได้ว่าถูกสั่งสำเร็จโทษประหารชีวิตด้วยการตัดพระเศียร ขณะที่ดำรงสมณเพศอยู่ก็เป็นได้

ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ กล่าวถึงวาระสุดท้ายของพระเจ้าตากสินมหาราชไว้ในหนังสือ”การเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี" หน้า 575 ว่า* " ( พระพุทธยอดฟ้าฯ) จึงมีรับสั่งให้เอาไปประหารชีวิตสำเร็จโทษเสีย เพชฌฆาตกับผู้คุม ก็ลากเอาตัวขึ้นแคร่หามไปกับทั้งสังขลิกพันธนาการ เจ้าตากสินจึงว่าแก่ผู้คุมเพชฌฆาตว่า ตัวเราก็สิ้นบุญจะถึงที่ตายแล้ว ช่วยพาเราแวะเข้าไปหาท่านผู้สำเร็จราชการ จะขอเจรจาด้วยสักสองสามคำ ผู้คุมก็ให้หามเข้ามา ครั้น ( พระพุทธยอดฟ้าฯ)ได้ทอดพระเนตร จึ่งโบกพระหัตถ์มิให้นำมาเฝ้า ผู้คุมแลเพชฌฆาตก็ให้หามออกไปนอกพระราชวัง ถึงหน้าป้อมวิชัยประสิทธิ์ ก็ประหารชีวิตตัดศีรษะเสีย ถึงแก่พิราลัย จึ่งรับสั่งให้เอาศพไปฝัง ณ วัดบางยี่เรือใต้"

ขณะที่ปรีดา ศรีชลาลัย กล่าวถึงวาระสุดท้ายของพระเจ้าตากสินฯไว้ในบทความเรื่อง”ปีสุดท้ายของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช”ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ปีที่ 3 ฉบับที่ 2 ประจำเดือนธันวาคม 2524 ว่า”สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชถูกปลงพระชนม์ ณ พระวิหารที่ประทับในวัดแจ้ง (คือวัดอรุณราชวราราม ปัจจุบันนี้) รวมวันตั้งแต่เสด็จออกทรงผนวชจนถึงวันถูกปลงพระชนม์ เป็น 28 วัน โหรจดไว้ว่าดับขันธ์ ไม่ใช้คำว่าสิ้นพระชนม์ หรือสวรรคต ก็เพื่อยืนยันว่า พระองค์ท่านถูกปลงพระชนม์ทั้งที่ทรงเพศเป็นพระภิกษุ จึงใช้คำว่าดับขันธ์ เพื่อให้เข้าใจว่ามิได้สวรรคตเมื่อลาผนวชออกมา ความจริงพระองค์ดำรงสมณเพศจนตลอดพระชนม์ชีพ เมื่อการปลงพระชนม์เสร็จเรียบร้อยแล้ว เชิญพระศพไปฝังไว้ที่วัดอินทาราม บางยี่เรือ ใกล้ตลาดพลู คลองบางหลวง (เวลานั้นยังเรียกวัดบางยี่เรือ)”

ปรีดานำเสนอว่า ปฐมเหตุนั้นมาจากการที่เกิดความวุ่นวายทางการเมืองของเวียดนาม เมื่อพวกกบฏไตเซินได้ก่อการรัฐประหารต่อพระเจ้าเวียดนามยาลอง พ่ายแพ้ถอยร่นลงมาทางใต้ แล้วหวังจะได้กำลังฝ่ายเขมรเข้ามาช่วยสู้รบ จึงเข้าไปแทรกแซงการเมืองเขมร ซึ่งเป็นประเทศราชของไทย

พระเจ้าตากสินจึงโปรดเกล้าให้สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนอินทรพิทักษ์ พระมหาอุปราช องค์รัชทายาทเป็นแม่ทัพใหญ่ เจ้าพระยาจักรี(ด้วง) เจ้าพระยานครสวรรค์ เจ้าพระยาสุรสีห์(บุญมา น้องชายเจ้าพระยาจักรี ด้วง)และพระเจ้าหลานเธอ กรมขุนรามภูเบศ เหล่านี้เป็นแม่ทัพรองๆลงมา ไปจัดการปราบ และเพื่อมิให้ญวนลุกลามเข้ามายึดเมืองเขมรเป็นที่มั่น โดยโปรดให้กองทัพไทยออกไปในเดือนยี่ ปีฉลู ตรงกับพ.ศ.2324

แทนที่จะจัดการปัญหาได้ตามแผน ปรีดาได้อ้างถึงพงศาวดารญวน ฉบับนายหยงทหารปืนใหญ่ แปล(เล่ม 2 หน้า 378)ว่า เรื่องผิดคาดหมด เพราะกองทัพไทยที่ยกออกไปครั้งนั้นทำงานต่างกัน แม่ทัพใหญ่พยายามจะรุดหน้าไป ฝ่ายแม่ทัพรองบางนายหาทางยับยั้งเสีย เพื่อหน่วงคอยฟังเหตุการณ์ทางกรุงธนบุรี เวลานั้นญวนได้ส่งกองทหารเข้าไปช่วยอยู่ในเมืองเขมรบ้าง แต่ไม่มากนัก ว่ากันตามส่วนกำลังที่ทั้งสองฝ่ายมีและจะต้องสู้กันอย่างแตกหัก อย่างไรเสียก็ควรจะหวังได้ว่ากองทัพไทยต้องทำงานได้ผลดีเป็นแน่ หากงานที่ทำนั้นไม่มีเรื่องอื่นเข้าแทรกแซง เพราะฝ่ายญวนอ่อนเต็มทีแล้ว ย่อมจะต้องการหย่าศึกกับไทยมากกว่า เพราะญวนมีภาระจะต้องสู้รบกับพวกราชวงศ์เล้(กบฏไตเซิน) ซึ่งกำลังตีรุกลงมาจากทางเหนืออย่างรุนแรง ถ้าขืนรบกับไทยเข้าอีก จะถูกตีกระหนาบสองหน้า อาจถึงเหลวแหลกหมดทางตั้งตัว

เพราะฉะนั้นเพื่อหาทางดีกับไทย แม่ทัพญวนชื่อเหงวียงหึวถว่าย จึงลอบแต่งทูตมาทาบทามทางแม่ทัพรองฝ่ายไทย พงศาวดารญวน เล่ม 2 หน้า 382 บันทึกไว้ว่านับเป็นโชคดีของญวน เป็นอันสมประสงค์ของแม่ทัพญวนโดยง่ายดาย เพราะว่าแม่ทัพรองฝ่ายไทยก็ต้องการจะให้กองทัพญวนและเขมรร่วมมือในทางลับอยู่เหมือนกัน และท่านแม่ทัพรองฝ่ายไทยก็ยินดีจะช่วยกำลังแก่ญวนตามสมควรในโอกาสต่อไป เมื่อทำงานลับเสร็จสมหมายแล้ว แม่ทัพญวนกับแม่ทัพรองฝ่ายไทยได้ลอบทำสัญญาลับทางทหารต่อกัน ฝ่ายแม่ทัพญวนหักกระบี่และคันธงออกเป็น ๒ ท่อน แล้วแบ่งให้ไว้ฝ่ายละครึ่งตามธรรมเนียม เพื่อเป็นเครื่องหมายในการทำสัญญา ต่อจากนั้น แม่ทัพรองฝ่ายไทยก็ให้ญวนล้อมกองทัพสมเด็จพระมหาอุปราช เจ้าฟ้ากรมขุนอินทรพิทักษ์ และทัพพระเจ้าหลานเธอ กรมขุนรามภูเบศ ไว้อย่างแน่นหนา ตรึงทัพทั้งสองมิให้เคลื่อนที่ได้ ส่วนตนรีบเดินทัพย้อนกลับมากรุงธนบุรีโดยด่วน

ส่วนทางด้านกรุงธนบุรี มีผู้ยุยงชาวกรุงเก่าให้เกิดเข้าใจผิดในสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ และชักชวนทำการกบฏย่อยๆขึ้น ผู้ยุยงตัวสำคัญซึ่งแอบขึ้นไปตั้งทำการยุที่กรุงเก่า มี 3คน คือ นายบุนนาค, หลวงสุระ,หลวงชะนะ รวบรวมผู้คนตั้งเป็นกองรบเข้ารุมทำร้ายผู้รักษากรุงเก่า แล้วเดินทางมายังกรุงธนบุรี ในเดือน 4 แรม 11 ค่ำ ถึงกรุงธนบุรีในตอนดึก ก็เริ่มยิงพระนครทันที ยังมีพวกกบฏแอบแฝงซ่องสุมอยู่ในกรุงธนบุรีอีก มีหลวงสรวิชิต (หน) เป็นต้น ก็ก่อการจลาจลขึ้นรับกับพวกกบฏที่ยกมาจากกรุงเก่า

ในชั้นต้น พวกกบฏขอให้พระสงฆ์เข้าไปถวายพระพร ทูลขอให้พระองค์เสด็จออกทรงผนวชเพื่อสะเดาะพระเคราะห์เมืองสัก 3 เดือน สมเด็จพระเจ้าตากสินฯทรงรับคำทูล โปรดให้ข้าราชการผู้ใหญ่ปรึกษาดูตามความสมควร เวลานั้นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่มีพระยาสรรคบุรี (บรรพบุรุษแห่งสกุลแพ่งสภา) พระยารามัญวงศ์ (มะซอน บรรพบุรุษแห่งสกุลศรีเพ็ญ) เป็นต้น ล้วนแต่ซื่อสัตย์จงรักภักดีในพระองค์อย่างยิ่งยวด ข้าราชการเหล่านั้นคงจะได้คำนึงถึงกำลังส่วนใหญ่ที่ต้องส่งออกไปภาคตะวันออก จะทำผลีผลามลงไปในขณะนี้ ฉวยว่ามีการผันแปรต่างประเทศด้านอื่นเกิดขึ้นแทรกแซง จะเรียกกำลังจากภาคตะวันออกกลับมาไม่ทันท่วงที

อีกประการหนึ่งพวกราษฎรก็ถูกปลุกปั่นให้เข้าใจผิดโดยการโฆษณาชวนเชื่อว่าพระเจ้าตากสินทรงมีพระสัญญาณวิปลาส คือเป็นบ้า หลงผิดว่าบรรลุโสดาบัน ทำการสั่งสอนพระสงฆ์ หากพระสงค์องค์ใดไม่ยินยอมก็ถูกจับเฆี่ยนตี(ซึ่งเป็นกล่าวหาที่ร้ายแรงมากที่สุดในเวลานั้น เป็นโทษฐานอนันตริยกรรมทีเดียว) ความเข้าใจผิดอาจลุกลามไปมาก ในเมื่อไม่รีบหาทางแก้ไข เสียแต่ในชั้นต้น ฉะนั้นควรจะมีทางมองเห็นทางเดียวที่ควรกระทำก่อน คือขอให้ทรงยอมตามความประสงค์ ดังที่พวกกบฏขอให้พระสงฆ์ทูลแล้วนั้น

พระเจ้าตากสินฯซึ่งสิ้นไร้ทั้งกำลัง และถูกโฆษณาชวนเชื่อว่าร้ายอย่างหนักหน่วงให้ขาดการสนับสนุนจากมวลชน ก็ได้ตกลงเสด็จออกทรงผนวช วันอาทิตย์ เดือน 4 แรม 12 ค่ำที่วัดแจ้ง อันเป็นวัดในพระบรมมหาราชวัง (เช่นเดียวกับวัดพระแก้วมรกตในวังหลวงทุกวันนี้) ในการเสด็จออกทรงผนวชนี้ ความจริงหาขาดจากพระราชตำแหน่งไม่ เพราะมีกำหนดแน่นอน ว่าจะเสด็จนิวัติกลับสู่ราชบัลลังก์ ภายหลังเมื่อทรงผนวชแล้ว 3 เดือน ส่วนราชการบ้านเมืองก็มีข้าหลวงรักษาพระนครตามธรรมเนียม

พระเจ้าตากสินทรงผนวชแล้ว 12 วัน พระยาสุริยอภัย (ทองอิน) หลานเจ้าพระยาจักรี (ด้วง) ซึ่งโปรดให้ออกไปเป็นเจ้าเมืองนครราชสีมา ยกทัพมาจากนครราชสีมา โดยมิได้รับพระบรมราชานุญาต (ซึ่งถือเป็นพฤติการณ์กบฎในสมัยนั้น แม้กระทั่งสมัยนี้หากเคลื่อนย้ายกำลังโดยไม่มีคำสั่ง)

แต่ในพงศาวดารว่าเจ้าพระยาจักรี (ด้วง) ให้รีบยกเข้ามาฟังเหตุการณ์ในกรุงก่อน (ดูพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา เล่ม 3) พวกกบฏมีนายบุนนาค หลวงสุระเป็นต้น เข้าสมทบกับพระยาสุริยอภัย (ทองอิน)

กาลครั้งนั้นพระเจ้าหลานเธอ กรมขุนอนุรักษ์สงครามจึงระดมกำลังเท่าที่จะหาได้ในเวลานั้น รีบยกไปตีกองทัพพระยาสุริยอภัย (ทองอิน) ที่ตำบลบ้านปูน ณ วันอังคาร ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2325 เป็นเวลาภายหลังที่พระยาสุริยอภัย (ทองอิน) เดินทัพเข้ามาในกรุง และตั้งมั่นอยู่ 11 วัน แต่กำลังของกรมขุนอนุรักษ์สงครามไม่สามารถตีทำลายกองทัพพระยาสุริยอภัย (ทองอิน) ลงได้ตามความประสงค์ เพราะกำลังน้อยกว่า ต้องล่าถอยไปทางวัดยาง ในที่สุดถูกพวกพระยาสุริยอภัย (ทองอิน) จับได้ พระยาสุริยอภัย (ทองอิน)จึงขยายวงค่ายแผ่กว้างออกมา จนใกล้พระราชวังหลวง

เมื่อกรมขุนอนุรักษ์สงครามถูกจับแล้ว 3 วัน พอเช้าวันที่ 6 เมษายน 2325 เจ้าพระยาจักรี (ด้วง) ก็รีบเดินกองทัพใหญ่มาถึงพระนคร ได้มีการสอบถามความเห็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เป็นจำนวนมาก(ซึ่งส่วนมากก็ล้วนอยู่ในสายของพระยาจักรีนั่นเอง) ว่าเมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนี้แล้วจะควรทำอย่างไรต่อไป

บรรดาข้าราชการที่ยังจงรักภักดีในพระองค์สมเด็จพระเจ้าตากสิน และเชื่อในพระราชปรีชาสามารถ ของพระองค์ ก็ยืนคำว่าควรไปกราบทูลอัญเชิญเสด็จ ขอให้ทรงลาผนวชออกมาครองราชสมบัติบริหารการแผ่นดินโดยด่วน หาไม่ก็ควรยกราชสมบัติให้รัชทายาทของพระองค์แทน เพราะมีรัชทายาทหลายพระองค์ ในเรื่องนี้ได้ความตามคำบอกเล่าจากเจ้านายบางองค์ในราชวงศ์จักรีว่า ข้าราชการพวกที่กล้าพูดเช่นนั้น ในที่สุดก็ถูกคุมตัวไปประหารชีวิตทั้งหมด

ส่วนสมเด็จพระเจ้าตากก็ถูกปลงพระชนม์ในวันนั้นเอง ณ พระวิหารที่ประทับในวัดแจ้ง (คือวัดอรุณราชวราราม ปัจจุบันนี้) รวมวันตั้งแต่เสด็จออกทรงผนวช จนถึงวันถูกปลงพระชนม์ เป็น 28 วัน โหรจดไว้ว่าดับขันธ์ ไม่ใช้คำว่าสิ้นพระชนม์หรือสวรรคต ก็เพื่อยืนยันว่า พระองค์ท่านถูกปลงพระชนม์ทั้งที่ทรงเพศเป็นพระภิกษุ จึงใช้คำว่าดับขันธ์ เพื่อให้เข้าใจว่ามิได้สวรรคตเมื่อลาผนวชออกมา ความจริงพระองค์ดำรงสมณเพศจนตลอดพระชนม์ชีพ

เมื่อการปลงพระชนม์เสร็จเรียบร้อยแล้ว เชิญพระศพไปฝังไว้ที่วัดอินทาราม บางยี่เรือ ใกล้ตลาดพลู คลองบางหลวง (เวลานั้นยังเรียกวัดบางยี่เรือ) บรรดาศพข้าราชการที่จงรักภักดีในพระองค์ มีเจ้าพระยานครราชสีมา (บุญคง ต้นสกุลกาญจนาคม) พระยาสรรค์ (บรรพบุรุษสกุลแพ่งสภา) พระยารามัญวงศ์ (ต้นสกุลศรีเพ็ญ) พระยาพิชัยดาบหัก (ทองดี ต้นสกุลวิชัยขัทคะ และพิชัยกุล) เป็นต้น จำนวนมากกว่า 150 นาย ก็ถูกฝังเรียงรายใกล้พระศพสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชนั้น

ฝ่ายพระราชวงศ์ของพระเจ้าตากสินที่ยังเหลือ ถ้าเป็นเจ้าชายชั้นทรงพระเจริญวัยก็ถูกจับปลงพระชนม์หมด เอาไว้แต่ที่ทรงพระเยาว์ และเจ้าหญิง ถอดพระยศออกแล้วเรียกว่าหม่อม เหมือนกันทุกพระองค์ แม้จนกระทั่งสมเด็จพระราชินี และสมเด็จพระน้านาง เป็นการถอดอย่างที่ไม่เคยมีมา ฝ่ายเจ้าพระยาอินทวงศา อัครมหาเสนาธิบดีฝ่ายกลาโหม ขณะนั้นตั้งวังปราบบัญชาการทัพอยู่ที่ปากพระ ใกล้เมืองถลาง ทราบว่าสมเด็จพระเจ้าตากสินฯถูกปลงพระชนม์แล้ว ก็ฆ่าตัวตายตามเสด็จ เพราะไม่ยอมเป็นข้าคนอื่น

ยังเหลือไว้แต่กรมขุนกษัตรานุชิต(เจ้าฟ้าเหม็น)ราชโอรสที่เกิดแต่ลูกสาวของพระยาจักรีที่ไว้ชีวิต(แต่เมื่อรัชกาลที่1สวรรคตลง ก็มีการหาเหตุขจัดเสี้ยนหนามในที่สุด โดยอ้างว่าเจ้าฟ้าเหม็นจะทำการกบฎ โดยมีหลักฐานคือกาได้คาบข่าวมาบอกว่าเจ้าฟ้าเหม็นจะก่อกบฎ..)

ส่วนความเกี่ยวข้องกับญวน ตามสัญญาลับ ไทยต้องช่วยญวนต่อรบกับพวกราชวงศ์เล้ (ที่เรียกพวกกบฎไตเซิน) 2 ครั้ง และช่วยอาวุธยุทธภัณฑ์อีกนับไม่ถ้วน ผลสุดท้ายเมื่อญวนกลับตั้งราชวงศ์องเชียงสือสำเร็จ มีอำนาจใหญ่โตขึ้น ไทยต้องเสียเมืองพุทไธมาศแก่ญวน

อมรรัตน์ เทพกำปนาท กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม เขียนถึงพระราชอุตสาหะและน้ำพระทัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชไว้ในลทความเรื่อง พระเจ้าตากสินมหาราช กับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในยุคกรุงธนบุรี ว่า คงเป็นเพราะการศึกสงครามที่ยังมีอยู่แทบตลอดรัชกาลนั่นเอง ซึ่งปัญหาความอดอยากนี้ นับว่าเป็นปัญหาหนักทีเดียว จนพระองค์ถึงกับเคยเอ่ยพระโอษฐ์ด้วยความทุกข์พระทัยว่า

“...บุคคลผู้ใด เป็นอาทิ คือ เทวดา บุคคลผู้มีฤทธิ์มาประสิทธิ์ มากระทำ ให้ข้าวปลาอาหารสมบูรณ์ขึ้น ให้สัตว์โลกเป็นสุขได้ แม้ผู้นั้นจะปรารถนาพระพาหาแห่งเราข้างหนึ่ง ก็อาจตัดบริจาคให้แก่ผู้นั้นได้ ความกรุณาเป็นสัตย์ฉะนี้...”

จากพระราชปรารภข้างต้น คงจะทำให้เราได้เห็นน้ำพระทัยของพระเจ้ากรุงธนบุรีอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น ว่าทรงตั้งใจเสียสละเพื่อราษฎรเพียงใด ตลอดรัชกาล พระองค์ต้องคิดทั้งเรื่องการรบข้าศึกศัตรู คิดเรื่องการฟื้นฟูและทำนุบำรุงบ้านเมือง คิดถึงการแก้ปัญหาปากท้องราษฎร แต่ละเรื่องนับเป็นภาระที่หนักยิ่ง

หากมิใช่เพราะพระปรีชาสามารถ น้ำพระทัยที่ห้าวหาญ และความเสียสละของพระองค์ท่านแล้ว คงยากที่คนไทยเราจะมีวันนี้ได้

ตัดหวายอย่าไว้หนามหน่อ ฆ่าพ่ออย่าไว้ลูก

#กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท(วังหน้าพระยาเสือ)

ภายหลังเจ้าพระยาจักรีได้ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าขึ้นเป็นรัชกาลที่ 1 แห่งพระราชจักรีวงศ์นั้น สมเด็จพระอนุชาในรัชกาลที่ 1 คือ กรมพระราชวังบวรฯ(บุญมา) เสด็จลงมาเฝ้าฯ กราบทูลว่าบรรดาบุตรชายน้อยๆ ของเจ้าตากสิน จะรับพระราชทานเอาไปใส่เรือล่มน้ำเสียให้สิ้น คำบุราณกล่าวไว้ ตัดหวายอย่าไว้หนามหน่อ ฆ่าพ่ออย่าไว้ลูก ซึ่งจะเลี้ยงไว้นั้นหาประโยชน์ไม่ จะเป็นเสี้ยนหนามไปภายหน้า" (พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา, คลังวิทยา, ๒๕๑๖, น. ๔๖๐)

อย่างไรก็ดีลูกของพระเจ้าตากสินองค์หนึ่งเหลือรอดมาได้ คือเจ้าฟ้าเหม็น เพราะเป็นหลานของรัชกาลที่ 1 ได้ขอยกเว้นชีวิตไว้ และโปรดสร้างวังท่าพระให้อยู่(ปัจจุบันเป็นที่ตั้งมหาวิทยาลัยศิลปากร)แต่พอต่อมาเมื่อรัชกาลที่ 1 สวรรคตได้เพียง 7 วัน และผลัดแผ่นดินมาสู่รัชกาลที่ 2 พระราโชบายที่เคยมีมาแต่ต้นรัชกาลก็มาประสบผล

โดยคดีนี้พิลึกพิลั่นว่า อีกาได้คาบข่าวมาบอกว่าเจ้าฟ้าเหม็นจะก่อการกบฎแย่งชิงราชบัลลังก์ ในที่สุดก็มีการตั้งตุลาการขึ้นชำระความ ซึ่งตุลาการสมัยโน้นก็คงอาการประมาณเดียวกับสมัยนี้หละกระมัง คือหาหลักฐานไม่พบ โดยมีความตอนหนึ่งว่าไว้ดังนี้

มีรับสั่งโปรดเกล้าฯ ว่า อ้ายเมืองให้การถึงหม่อมเหม็น ทั้งนี้ยังเลื่อนลอยอยู่เห็นหาจริงไม่ แต่ทะว่าเป็นความแผ่นดิน จึงให้ข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อย ตริตรองชำระเอาความจริง



ตุลาการศาลยุติธรรมในเวลานั้นตริตรองแล้วก็ชำระความออกมา ด้วยการที่เจ้าฟ้าเหม็นทรงถูกถอดยศเป็น "หม่อมเหม็น" นำไปสำเร็จโทษที่วัดปทุมคงคา ส่วนพระโอรส 6 พระองค์ของเจ้าฟ้าเหม็นก็ต้องโทษ "ตัดหวายอย่า่ไว้หนามหน่อ ฆ่าพ่ออย่าไว้ลูก" คือ หม่อมเจ้าชายใหญ่ หม่อมเจ้าชายสุวรรณ หม่อมเจ้าชายหนูเผือก หม่อมเจ้าชายสวัสดิ์ หม่อมเจ้าชายเล็ก และ หม่อมเจ้าชายแดง
ทรงถูกนำไป "ถ่วงน้ำ" ที่ปากอ่าว

ก็เป็นอันว่าพระราโชบายที่กำหนดไว้นับแต่ปราบดาภิเษกสถาปนาพระราชจักรีวงศ์ ก็มาบรรลุผลในตอนหลังรัชกาลที่ 1 สวรรคตลงเพียง 7 วันนั่นแล

แม้จะสิ้นวงศ์ไปแล้ว และแม้เหตุการณ์ผ่านไปนานถึง 227 ปี แต่กฤษฎาภินิหารของพระเจ้าตากสินมหาราชนั้นก็บดบังมิได้..

Sunday, December 27, 2009

เสื้อแดงตามโห่ มาร์คทำบุญปีใหม่ย่านคลองตัน

ที่มา ข่าวสด

เมื่อเวลา 07.00น. วันที่ 27 ธ.ค. ที่บริเวณสี่แยกคลองตัน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ร่วมพิธีทำบุญตักบาตรอาหารแห้ง พระสงฆ์จำนวน 59 รูป และร่วมทำบุญเนื่องในเทศกาลขึ้นปีใหม่ 2553 ร่วมกับพ่อค้าประชาชนในพื้นที่ย่านคลองตัน ซึ่งนายอภิสิทธิ์ได้ทำเป็นประจำทุกปี ปีนี้มีกลุ่มคนเสื้อแดงเกือบ 100 คน ใช้ชื่อว่ากลุ่มวัฒนา 52 สวมเสื้อแดงพร้อมตีนตบปักหลักอยู่ที่ถนนฝั่งตรงข้ามพื้นที่การจัดงานตั้งแต่เวลา 05.30น. เพื่อขับไล่นายกรัฐมนตรี โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจปราบจราจล (ปจ.) 1 กองร้อย เจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สน.คลองตัน และหน่วย อพ.ปร. พร้อมแผงเหล็กยืนแถวสกัด

เมื่อนายอภิสิทธิ์เดินทางมาถึงทางกลุ่มเสื้อแดงก็ได้ตะโกนสาปแช่ง ชูป้าย และโห่ไล่ตลอดเวลา แต่นายอภิสิทธิ์ไม่ได้แสดงอาการตกใจแต่อย่างไรยังคงปฏิบัติภารกิจอย่างต่อเนื่อง ทั้งการใส่บาตรอาการแห้ง และทำบุญ รับน้ำมนต์ รวมทั้งเดินทักทายประชาชนที่มาร่วมงาน โดยมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย สันติบาลและหน่วยอรินทราช กระจายกำลังดูแลความปลอดภัย

ช่วงที่นายกรัฐมนตรี เดินทักทายประชาชนนั้น ทางกลุ่มคนเสื้อแดงก็เดินตามตะโกนขับไล่ สร้างความไม่พอใจให้กับผู้สนับสนุนและผู้ร่วมงานที่สวมใส่สีชมพู ซึ่งได้พร้อมใจกันส่งเสียงเชียร์และปรบมือให้กำลังใจ บางคนก็ตะโกนด่ากลับบ้าง แต่ไร้เหตุความรุนแรงหรือการปะทะ ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีใช้เวลาร่วมงาน 1 ชั่วโมง จากนั้นจึงเดินทางกลับบ้านพักซอยสุขุมวิท 31

2 มาตรฐาน ชัดเจน กับ กกต.

ที่มา thaifreenews

โดย Porsche

จากคุณ : เทวาลิขิต

มาตรฐานที่ 1
ด้วยหลักฐาน เงิน 20,000 บาท กับพยาน ไม่กี่คน
สรุป เชื่อได้ว่า พลังประชาชน ทำผิด ยุบ มันซะ

อ้างถึง

มาตรฐานที่ 2
แต่ หลักฐาน เงิน 258 ล้าน มีใบเสร็จเป็นว่อน กับคำพูดของ ประชัย ที่หนักแน่น
แต่กับ ปชป กกต.ก็ ยกคำร้อง มันซะ

แล้วประเทศไทย จะสงบสุขได้เยี่ยงไร


จากคุณ : leopoldamys

ประธาน กกต. ลงมติให้ยกคำร้อง ทั้ง 2 กรณี



แต่เมื่อที่ประชุม กกต. มีมติ ใก้นายทะเบียนพรรคการเมือง
(ก็คนเดียวกันกับประธาน กกต. ที่มีมติยกคำร้องนั่นแหละ) เพื่อลงความเห็น..

เฮ้ย ๆ ๆ ... อภิชาติ กลับบอกว่า ต้องขอดูข้อมูล 7,000 หน้า อย่างละเอียด และคงไม่ทันภายในปีใหม่นี้

อ้างถึง

อ้าว ๆ ๆ ... แบบนี้ ตอนที่ลงมติยกคำร้องในที่ประชุม กกต. เมื่อวันที่ 17 ธค. 52
แสดงว่า อภิชาติ ลงมติไปโดยไม่ได้ดูข้อมูลนี่หว่า ฮืม



http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P8701728/P8701728.html

คำพูดจากปากนายเปรมแบบนี้ คุณรับได้ไหม ?

ที่มา thaifreenews

โดย Porsche

จากคุณ : Jampoon


คุณเปรมพูดแบบนี้ หมายความว่าอย่างไร ?
ไม่ระมัดระวังคำพูดเอาเสียจริง ๆ

อ้างถึง

มีครั้งใด...จะมีพระราชดำรัสที่ไม่ออกมาจากน้ำพระทัยจริง ๆ ไม่บ่อยยังไง
ชักจะเกินไปแล้วนะ หากคำพูดแบบนี้ออกมาจากปากอีกฝ่ายสิ


ระมัดระวังบ้างนะคุณเปรม ฮืม



http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P8701739/P8701739.html

พวกเสือสิงห์กะทิงแรดตบเท้าเข้าหา....จ้าวป่าแห่งสาระขันธ์เพื่อ.....

ที่มา thaifreenews

โดย ป้าพลอย

ก่อนจะสิ้นปีนี้ได้ข่าวมาว่าพวก เสือสิงห์กะทิงแรด ต่างเดินขบวนตบเท้า มอบคลานเข้าไปหาจ้าวป่าเฒ่าแห่งป่าสาระขันธ์กันมากมาย แหม..ให้ตายเถอะ..ทำไมจ้าวป่าตัวนี้ถึงได้มีอิทธิพลมากมายขนาดนั้น ทั้งที่จ้าวป่าตัวนี้ก็แก่งั๊กจนแทบจะเดินเหิรไม่ไหว แต่ก็มียังมีบริวารเข้าไปสวามิภักดิ์

มอบคลานอยู่อีก สงสัยเขี้ยวเล็บยังไม่ยอมถอดนั่นเอง ถึงจะแก่แต่ก็ยังวางอำนาจการเป็นจ้าวป่าดุร้ายของตน ชอบแส่ยุยงให้บริวารไปรังควานชาวบ้าน ไปขโมยของชาวบ้านมากิน จะเห็นบริวารของจ้าวป่าแต่ละตัวสมบรูณ์อ้วนพลีกันทั้งนั้น ส่วนตัวจ้าวป่าเองก็แสนจะสุขโข เพราะบริวาร

เอาอาหารมายื่นให้ถึงปาก เนื่องจากพวกบริวารของจ้าวป่าออกไปขโมยหมู เห็ด เป็ด ไก่ ของชาวบ้านมากินเป็นประจำ ไม่ต้องออกกำลังไปไล่ล่าจับสัตว์ในป่าให้เหนื่อยแรง ขโมยตามเล้าของชาวบ้านกินนี่ละมันง่ายดี สันดานจ้าวป่าที่น่ารังเกียจคือทำตัวกร่างไปทั่ว สอดแนมไปทุกเรื่อง

ทั้งที่ตัวเองไม่มีหน้าที่ แต่เพราะความที่เคยเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในป่าสาระขันธ์ จึงหลงตัวเองว่าป่าทั้งป่าเป็นของตนตัวเดียวใครห้ามมามีอำนาจเหนือข้า พวก เสือ สิงห์ กะทิง แรด ต้องเชื่อข้าแต่ผู้เดียว ฉะนั้นพวกเสือสิงห์กะทิงแรดหน้าโง่ จึงต้องมอบคลานเข้าหาเพื่อสวามิภักดิ์ เพื่อเป็นสักขีพยาน

ว่า พวกมันยังซื่อสัตย์ต่อจ้าวป่าอยู่ เพื่อหวังอำนาจถ่ายทอด เพื่อหวังการเลื่อนฐานะของตน ที่จะได้ครอบครองป่าส่วนใดส่วนหนึ่งในวันข้างหน้า แต่ก็ยังมีพวกเสือ สิงห์ กะทิง แรด กลุ่มอื่นๆที่ไม่ไปให้ความสำคัญกับจ้าวป่าโอหังตัวนี้ เพราะไม่ชอบพฤติการณ์ของจ้าวป่าผู้เฒ่า ไม่ทราบว่า

การตบเท้าเข้าสวามิภักดิ์ต่อจ้าวป่าเฒ่าครั้งนี้ มีการให้โอวาสอะไรบ้าง และมีการเสี้ยมสอนให้เสือ สิงห์ กะทิง แรด ทำอะไรบ้าง?? เพราะเรื่องร้ายๆทั้งหลายนั้นออกมาจากตัวจ้าวป่าเฒ่าตนนี้ทั้งนั้น ที่ยุยงส่งเสริมให้เสือ สิงห์ กะทิง แรด รวมทั้งสัตว์ป่าอื่นๆออกมากร่างแสดงให้ชาวบ้าน

ได้รู้ว่า ป่านี้ทั้งป่าเป็นของพวกข้าและจ้าวป่าเฒ่าของพวกข้าเพียงผู้เดียวเท่านั้น พวกอื่นๆถอยหลีกไป นี่คือความเป็นจ้าวป่าแห่งป่าสาระขันธ์ของเฒ่าตัวนี้ ที่ไม่ยอมปล่อยวาง ยังมีกิเลสหนาเตอะอยู่ในตัวไม่ยอมแคะออก หากวันใดสิ้นลมป่าทั้งป่าคงสงบสุข พวกเราหวังเหลือเกินว่าคงอีกไม่ช้านี้แน่นอน....