WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, December 30, 2009

เก็บตกงานป๋า

ที่มา thaifreenews

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 28 ธันวาคม ที่บ้านพักสี่เสาเทเวศร์
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม พร้อมด้วย
พล.อ.อภิชาต เพ็ญกิตติ ปลัดกระทรวงกลาโหม
พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด
พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก
พล.ร.อ.กำธร พุ่มหิรัญ ผู้บัญชาการทหารเรือ
พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ
พล.ต.อ.ปทีป ตัน ประเสริฐ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
รวมทั้งคณะนายทหารและนายตำรวจระดับสูง เดินทางเข้าอวยพร
พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ
เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ 2553

ในระหว่างงาน พล.อ.เปรม ได้เดินทักทายกับบรรดาผู้นำเหล่าทัพ และได้พูดกับผู้นำเหล่าทัพเป็นการส่วนตัวว่า ขอให้ไปอ่านหนังสือพิมพ์แนวหน้า หน้า 3 ฉบับวันที่ 28 ธันวาคม

สำหรับคอลัมน์หน้า 3 ของหนังสือพิมพ์แนวหน้า ฉบับวันที่ 28 ธันวาคม นำเสนอบทความเรื่อง "เรากำลังอยู่ในยุคสงครามกลางเมือง" เขียนโดย ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง คอลัมน์นิสต์ของหนังสือพิมพ์แนวหน้า

เรากำลังอยู่ในยุค "สงครามกลางเมือง"! (เจิมศักดิ์ขอคิดด้วยฅน)

มีผู้แสดงความห่วงใยว่า ขณะนี้ คนที่คิดร้ายต่อบ้านเมืองกำลังพยายามเคลื่อนไหว ก่อเหตุ เพื่อชักนำบ้านเมืองของเราเข้าไปสู่สถานการณ์ที่เป็น "สงครามกลางเมือง" ในอนาคตอันใกล้...
ผมเรียนตอบด้วยความเคารพ และด้วยความห่วงใยไม่แพ้กันว่า... ขณะนี้... วันนี้... ปัจจุบัน... สงสัยว่า เรากำลังอยู่ในช่วงต้นของ "สงครามกลางเมือง" เสียแล้ว!

1) ในประวัติศาสตร์สงครามการเมือง ไม่ว่าจะในประเทศใดของโลก ก่อนที่แต่ละฝ่ายที่มีความแตกแยกกันภายในประเทศ จะเริ่มต้นสาดกระสุน หรือใช้อาวุธสงครามเข้าห้ำหั่นโจมตีกัน ก็จะต้องเริ่มต้นด้วยการประกาศไม่ยอมรับอำนาจปกครองรัฐของอีกฝ่ายหนึ่ง ไม่ว่าจะในสงครามกลางเมืองในสหรัฐอเมริกา หรือที่ไหนๆ ก็ตาม

2) ขณะนี้ ฝ่ายระบอบทักษิณ เหมือนพยายามแสดงออกว่า ไม่ให้การยอมรับอำนาจการปกครองของรัฐบาลที่มีที่มาตามรัฐธรรมนูญแห่งราช อาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 หากว่ารัฐบาลนั้นไม่ใช่พรรคพวกของตน จะเห็นว่าขบวนการเสื้อแดงและระบอบทักษิณเคยให้การยอมรับรัฐบาลสมัคร และรัฐบาลสมชาย แต่กลับไม่ให้การยอมรับรัฐบาลอภิสิทธิ์ ทั้งๆ ที่ มีที่มาจากการเลือกตั้งครั้งเดียวกัน และมีการเลือกนายกรัฐมนตรีในที่ประชุมของสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือก ตั้งชุดเดียวกัน พยายาม ปลุกระดม เคลื่อนไหว คุกคามมิให้คนของรัฐบาลไปปฏิบัติหน้าที่ในงานอำนาจหน้าที่ของรัฐบาลตาม พื้นที่ต่างๆ โดยเฉพาะในเขตพื้นที่จังหวัดที่เป็นฐานคะแนนเสียงของพรรคเพื่อไทย พยายาม สร้างเหตุการณ์ต่อต้านรุนแรง เพื่อใช้เป็นเงื่อนไขข้ออ้างในการกีดกันมิให้คนของรัฐบาลได้ปฏิบัติหน้าที่ ตามพื้นที่ต่างๆ เช่น อ้างว่า จะเกิดเหตุการณ์ความรุนแรง ถ้านายกฯ หรือรัฐบาลไปพื้นที่ เป็นต้น

เป็นลักษณะที่แทบจะไม่ต่างจากการพยายามสถาปนา
เขตอำนาจหรือเขตอิทธิพลของพรรคพวกตนเอง
แบ่งแยกหรือทับซ้อนเขตอำนาจอธิปไตยของรัฐไทย

3) มีการใช้สื่อเพื่อแบ่งแยกประชาชนออกจากอำนาจรัฐ โดยเฉพาะสื่อโทรทัศน์ ปลุกระดมด้วยความเท็จ ป้อนข้อมูลปั้นแต่ง และสร้างอารมณ์ความรู้สึกให้เป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองประเทศของรัฐบาล
สถานี โทรทัศน์ดาวเทียม "ดีทีวี" ถูกจัดตั้งขึ้นมาด้วยเจตนาในทางการเมืองมากกว่าจะทำหน้าที่ตามจรรยาบรรณ วิชาชีพของสื่อสารมวลชนที่ดีทั่วไป

"ดีทีวี" ถูกจัดตั้งและดำเนินการโดยขบวนการของกลุ่มคนซึ่งล้วนแต่เป็น "บริวารผู้จงรักภักดีต่อทักษิณ" ไม่ว่าจะเป็น อดีตทนายของทักษิณ อดีตลูกจ้างของทักษิณ หรืออดีตคนที่ทักษิณเคยโยนเศษเนื้อเศษกระดูกให้ เป็นต้น โดยมีเป้าหมายที่กระทบกระเทือนต่อ "รัฐ-ราชอาณาจักรไทย"
ถ้อย แถลงของนายวีระ มุสิกพงศ์ แกนนำผู้จัดตั้ง แจ้งชัดว่า "พวกผมมาคิดการใหญ่ ไม่ใช่แค่เปิดรายการโทรทัศน์ แต่สร้างรัฐไทยขึ้นมาใหม่ด้วยมือคนเสื้อแดง"

การจัดตั้ง "ดีทีวี" จึงเป็นการสร้างเครื่องมือทางการเมืองของกลุ่มคนเสื้อแดง ที่ต้องการเคลื่อนไหวทางการเมืองภายในประเทศไทย เป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองประเทศของรัฐบาล แบ่งแยกประชาชนในประเทศ เอื้อประโยชน์ทางการเมืองแก่นักโทษหลบหนีคำพิพากษาของศาล ก่อให้เกิดสถานการณ์ทางการเมืองที่เอื้อต่อสงครามกลางเมือง

4) การแสดงท่าทีของพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ และอดีตนายทหาร เตรียมทหาร 10 ที่พยายามส่งสัญญาณ "ตบเท้า" เข้าสวามิภักดิ์ต่อพรรคการเมืองระบอบทักษิณ ส่งสัญญาณว่าทหารบางส่วน แม้จะเป็นส่วนน้อยของกองทัพไทย ยังโอนเอน และอาจแกว่งไปเข้าทางระบอบทักษิณ
ใน ขณะที่ตำรวจจำนวนมาก ยังคงเป็นคนของระบอบทักษิณ ดังจะเห็นว่า คดีที่คนร้ายใช้ระเบิด M79 ยิงเข้าใส่ผู้ชุมนุมอย่างสันติของพันธมิตรฯ เสียชีวิตหลายครั้งหลายหน ยังไม่มีความคืบหน้าเลย ทั้งๆ ที่ เสธ.แดง เคยหลุดปากออกมาว่า คนร้ายที่ลงมือนั้น เป็นส่วนหนึ่งของกองกำลังที่ตนเองเคยฝึกหัดอาวุธให้ เป็นต้น

5) มีการพยายามดึงรัฐต่างประเทศ หรือกองกำลังต่างชาติ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลผู้ปกครองประเทศไทย

จะเห็นว่า ภายหลังจากที่พลเอกชวลิต เดินทางไปกัมพูชา หลังจากนั้น ท่าทีของกัมพูชาต่อรัฐบาลอภิสิทธิ์ก็เปลี่ยนไปในทางที่เลวร้ายอย่างทันที นายกรัฐมนตรีของประเทศกัมพูชา ถึงกับแสดงท่าทีเป็นปฏิปักษ์อย่างชัดเจนต่อผู้กุมอำนาจรัฐบาลไทย ถึงขนาดแสดงท่าทีชี้นำหรือกำหนดผลการเลือกตั้งภายในของประเทศไทย ว่าจะต้องได้คนของทักษิณหรือพรรคพวกของทักษิณเข้ามาเป็นรัฐบาลเท่านั้น จึงจะเป็นที่พอใจของตนเอง เสมือนหนึ่งว่า ไทยเป็นประเทศที่ต้องให้กัมพูชาเป็นฝ่ายกำหนดว่าคนไทยต้องให้ใครขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี

6) การเคลื่อนไหวของแกนนำคนเสื้อแดงในประเทศไทย มีการนำเอกสารที่อ้างว่าเอกสารลับของทางการออกมาเปิดเผยต่อสาธารณชน และหลุดไปถึงรัฐต่างชาติ ทั้งๆ ที่ เนื้อหาในเอกสารดังกล่าวเป็นการวิเคราะห์สถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับความมั่น คงของประเทศชาติ มีการใส่สีตีไข่ ปรุงแต่งเนื้อหาของเอกสาร สื่อความหมายอันเป็นเท็จ เพื่อเปิดช่องทางให้รัฐต่างชาติใช้เป็นข้ออ้างในการก่อเหตุ หรือดำเนินการในทางที่เป็นผลร้ายต่อประเทศไทย และ สร้างเรื่อง สร้างเงื่อนไข ปูทางให้เกิดการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลภายในประเทศ เช่นเดียวกับที่เคยพยายามกระทำมาก่อน แม้ที่ผ่านมาจะถูกจับได้ไล่ทันว่าใช้ความเท็จเป็นเครื่องมือปลุกระดมทางการ เมืองมาแล้วหลายครั้งหลายหน เช่น โกหกว่า มีคนเสื้อแดงถูกฆ่าตายระหว่างการก่อจลาจลในช่วงเดือนเมษายน 2552 และการบุกทำลายการประชุมอาเซียนที่พัทยา, โกหกว่า นายกฯ อภิสิทธิ์ไม่ได้อยู่ในรถที่คนเสื้อแดงรุมล้อมพยายามจะฆ่า, โกหกว่า มีคลิปเสียงที่นายกฯ อภิสิทธิ์สั่งฆ่าประชาชน, โกหกว่า มีเทปเสียงรัฐมนตรีกษิตสั่งการให้จารกรรมข้อมูลลับของกัมพูชา ฯลฯ ทั้งหมด ล้วนแต่เป็นการพยายามโกหก เพื่อสร้างสถานการณ์รองรับการเคลื่อนไหวของพวกตนทั้งสิ้น

7) การทำสงครามกลางเมืองในขณะนี้ อยูในขั้นหาแนวร่วมเคลื่อนไหว ร่วมรบ โดยเอาผลประโยชน์เฉพาะหน้าของแต่ละฝ่ายเป็นเครื่องล่อให้ทำงานรับใช้ระบอบ ทักษิณในสงครามกลางเมืองครั้งนี้ เช่น

กับกลุ่มนักเคลื่อนไหวการเมืองที่พร้อมขายตัว ขายจิตวิญญาณ ขายแรงงาน ก็เอาเงินค่าจ้างเป็นเครื่องล่อกับกลุ่มคนที่เป็น "คอมมิวนิสต์เก่า" ก็พยายามปลุกเรื่องชนชั้น นำมาเป็นของล่อใจ

กับกลุ่มคนที่ไม่เอาเจ้า ก็เอาขบวนการล้มเจ้ามาเป็นเครื่องล่อกับนักวิชาการเสื้อแดงบางกลุ่ม ที่มีแนวคิดว่าระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขไม่เหมาะสม กับประเทศไทยในปัจจุบัน ก็นำเรื่องการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองมาเป็นเครื่องล่อ เพื่อที่จะลดบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ ให้เหลือเพียงแค่สัญลักษณ์ในการปกครอง ก่อนจะค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปสู่ระบอบอื่น เช่น ประธานาธิบดี ฯลฯ หรือไม่ก็พยายามทำให้เหมือนในประเทศกัมพูชา ที่มีการเปลี่ยนแปลงตัวกษัตริย์ โดยเอากษัตริย์ที่ตนครอบงำไม่ได้ออกไป แล้วสนับสนุนให้กษัตริย์ที่ตนเองครอบงำได้ขึ้นมาแทน ทำให้ตนเองสามารถมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเหนือกว่าทุกสถาบันในประเทศ

กับกลุ่มคนที่รักและชื่นชอบรัฐธรรมนูญ 2540 ก็เอาเงื่อนไขเรื่องการนำรัฐธรรมนูญ 2540 กลับมาแก้ไขดัดแปลงใช้แทนรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันทั้งฉบับ มาเป็นเครื่องล่อ

กับกลุ่มคนยากจน หรือคนที่เข้าไม่ถึงข้อมูลข่าวสารเพียงพอ ก็ใช้ผลประโยชน์เฉพาะหน้าและความคาดหวังลมๆ แล้งๆ ในตัวทักษิณมาเป็นเครื่องล่อ

กับทหารรับจ้างบางกลุ่ม ก็เอาเงิน เอาผลประโยชน์เป็นเครื่องล่อ หรือเครื่องว่าจ้าง
หรือ แม้แต่กับรัฐต่างประเทศ ผู้นำต่างประเทศ ก็เอาสิทธิและผลประโยชน์ของชาติ อำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนไทย เป็นเครื่องล่อ โดยหวังว่า หากพวกระบอบทักษิณได้ขึ้นมาเป็นรัฐบาลก็จะเอื้อประโยชน์ตอบแทนแก่ต่างชาติ ดังกล่าว มากกว่าที่ได้รับในปัจจุบัน เป็นต้น

จะเห็นว่า ระบอบทักษิณพร้อมเอาทุกอย่างเป็นเครื่องล่อ โดยพ่วงสิ่งที่สำคัญที่สุดที่เป็นผลประโยชน์ส่วนตัวของตนเองไว้ในทุกๆ เงื่อนไข คือ การพ้นผิดจากคดีทุจริตโกงกินทั้งหลาย และไม่ถูกยึดทรัพย์ 76,000 ล้านบาท ในคดีร่ำรวยผิดปกติ

8) หากมองว่า ระบอบทักษิณกำลังทำสงครามกับรัฐราชอาณาจักรไทย อาจมองได้ว่า มีการจัดวางยุทธวิธีการรบอย่างเป็นขบวนการ เช่น นายใหญ่ทำหน้าที่กดปุ่ม หรือยิงขีปนาวุธพิสัยไกลข้ามทวีป หรือรับหน้าที่ "โจมตีน่านฟ้าของราชอาณาจักรไทย", บริวารเสื้อแดงส่วนหนึ่งทำหน้าที่ทหารราบ เคลื่อนไหวรุนแรงสร้างสถานการณ์ในประเทศ บริวารเสื้อแดงอีกส่วนหนึ่งก็ทำหน้าที่ทหารปืนใหญ่ ใช้โทรทัศน์เป็นเครื่องมือโจมตี อีกส่วนที่อยู่ในสภา ก็มีหน้าที่ปั่นป่วน ขัดขาขัดขวาง เหมือนเป็นทหารม้าในรถถังบุกตะลุย โดยมีตำแหน่ง ส.ส.เป็นเกราะป้องกันตัว แม้แต่ข้าราชการบางส่วนที่ยู่ในตำแหน่งสำคัญ ก็ทำหน้าที่เสมือน "สายลับ" คอยส่งข่าวหรือขัดแข้งขัดขาอย่างลับๆ เป็นต้น

ประเทศไทยในวันนี้ ไม่ได้กำลังจะก้าวไปสู่สงครามกลางเมือง
แต่ "สงครามกลางเมือง" ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
โดยกองกำลังภายใต้อาณัติของระบอบทักษิณ

รัฐบาลจะบริหารราชการแผ่นดินเยี่ยงสถานการณ์ปกติต่อไป ไม่ได้เด็ดขาด

แต่จะต้องดำเนินการตอบโต้ และเดินเกมรุก เพื่อสลายความร่วมมือของฝ่ายตรงข้าม รักษาอำนาจรัฐไทย รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย อำนาจตุลาการ การบังคับใช้กฎหมายบ้านเมือง และดูแลความสงบเรียบร้อย รักษาประโยชน์สุขของคนส่วนใหญ่เอาไว้ให้ได้

มีภาษิตจีนกล่าวว่า "ถ้าจะจับขุนพล ก็ต้องยิงม้าขุนพลก่อน"
เพราะถ้านายใหญ่ไม่มีม้าขี่ ก็จะถูกจัดการได้อย่างง่ายดาย

จะต้องดำเนินการบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะบริวารทักษิณที่มีคดีติดตัว บ้างอยู่ระหว่างการประกันตัว แต่กลับก่อเหตุซ้ำแล้วซ้ำอีก รวมถึงเครื่องไม้เครื่องมือในการก่อการทั้งหลาย จะต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด โดยเร็วที่สุด พร้อมๆ กับขยายข้อมูลความรู้เท่าทันออกไปสู่สังคมวงกว้างให้มากที่สุด

ทำอย่างไร จะยุติ "สงครามกลางเมือง" ได้ก่อนกาลที่เลือดจะนองแผ่นดิน?

ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง
ศาสตราภิชาน มหาวิทยาลัยรังสิต

** คำสัมภาษณ์ วีระ มุสิกพงศ์ : 1 ปีเสื้อแดง \"ผมว่าเราไม่ได้แพ้\"

ที่มา thaifreenews

โดย โจวเอินไหล

ที่มา illinoisredshirts.blogspot.com/2009/12/1.html

ถ้ารัฐบาลมีการแถลงผลงาน 1 ปี แล้วทำไมคนเสื้อแดงจะมีผลสรุป 1 ปีบ้างไม่ได้

ทีมการเมืองเดลินิวส์ได้สัมภาษณ์ นายวีระ มุสิกพงศ์ แกนนำคนเสื้อแดง ถึงความเคลื่อนไหวที่ผ่านมาและความเคลื่อนไหวที่กำลังมา
ซึ่งว่ากันจะถึงขั้นแตกหักนั้นจริงหรือ

**อยากให้สรุปบทเรียนคนเสื้อแดงในรอบปี พ.ศ. 2552 ที่ผ่านมา

ผมมองภาพรวมว่า สิ่งที่เราทำต้องการต่อสู้เผด็จการ ถ้าให้พูดตรง ๆ คือพวกที่ยึดอำนาจ 19 ก.ย. 49 เราจึงต้องก่อตัวต่อสู้มาตั้งแต่
ช่วงนั้น วันนี้ก็ผ่านมา 3 ปีแล้ว ถ้าหากว่าเราผิดพลาดหรือล้มเหลว มันคงจบลงแล้ว เพราะเราเป็นกระบวนการของประชาธิปไตย

ทุกคนมาด้วยความสมัครใจ มาด้วยความเสียสละ ไม่มีเหตุใดเลยที่ทำให้คนรวมตัวเป็นก้อนเดียวกันและยืนยาวได้ นอกจากความคิดอ่าน
ที่ตรงกัน ผมคิดว่ากระบวนการเสื้อแดงในวันนี้ยิ่งโตขึ้น พี่น้องเสื้อแดงวันนี้มีมากทุกจังหวัด

เวลานี้ไปไม่ทันความต้องการของเขา เวลาที่เขาจัดงานเขาเชิญไป พวกผมไม่สามารถสนองความต้องการพวกเขาได้ครบถ้วน แสดงว่า
ขบวนการมันยังไม่หยุดโตและยังขยายตัวไปเรื่อย ๆ จะว่าไปเรื่องนี้เกี่ยวกับการเมืองในระบบรัฐสภา มันก็เกี่ยว แต่ที่เป็นการเมืองภาค
ประชาชนเป็นส่วนหนึ่งคือหมายความว่า จะมีเลือกตั้ง ประชาชนเลือกพรรคไหนก็เลือกไป แต่ว่าคนเสื้อแดงจะอยู่เป็นกระบวนการต่อเมื่อ
เลือก ตั้งแล้วใครจะเป็นรัฐบาล คนเสื้อแดงก็ยังอยู่ดูแลประชาชน ถ้ายังไม่ได้ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ คนพวกนี้ก็จะสู้เพื่อประชาธิปไตยต่อไป

**มองว่าเหตุการณ์ เม.ย. เลือดคนเสื้อแดงไม่ได้แพ้

ถ้าจะมองว่าเราแพ้ ทำไมถึงมีคนมากขึ้น มันน่าจะมีคนหายไปมากกว่าและไม่กลับมาอีก แต่นี่กลับตรงกันข้าม มันเติบโตแสดงว่าเราไม่ได้แพ้
และเวลานี้คนพวกนี้ต้องการคุณภาพ ต้องการการอบรม วันนี้เรามีโรงเรียนคนเสื้อแดงครบทุกภาคแล้ว ผมคิดว่ากระบวนการประชาธิปไตย
ไม่เคยมีครั้งไหนที่เติบใหญ่เท่านี้ เหตุการณ์ 24 มิ.ย. 2475 ไม่มีภาคประชาชน ขณะที่ 14 ต.ค. 16 เป็นเรื่องของนิสิตนักศึกษา
ส่วน พ.ค. 35 เป็นเรื่องของชนชั้นกลาง แต่คราวนี้จะเป็นเรื่องของประชาชน มันประหลาดที่ยังโตไม่หยุด ผมยังไม่รู้ว่ามันจะหยุดตรงไหน

**ที่บอกว่าเสื้อแดงไม่ได้แพ้ และยังโตขึ้น เกรงหรือไม่ถ้าไม่มีระบบควบคุมดูแลที่ดีจะนำไปสู่ความรุนแรง

เราคงคุมเขาไม่ได้ เพราะว่าเขามาโดยอิสระเป็นเสรีชน เราจะเอาอะไรไปบังคับเขาล่ะ นอกจากเขามาแล้ว เราก็อบรมประชาธิปไตยให้เขาฟัง
ว่าอะไรคือประชาธิปไตยที่ต้องปรับเข้าหากัน และจะรักษาอุดมการณ์นี้ได้อย่างไร รวมทั้งแนวทางสันติอหิงสาคืออะไร เราพูด เท่านี้
ถ้าหากเขาฟังเขาก็ทำถ้าเขาไม่ฟังก็ไม่ปฏิบัติก็ช่วยไม่ได้

**แต่การชุมนุมที่เกิดความรุนแรงเป็นเพราะควบคุมกันไม่อยู่

บอกตรง ๆ ผมไม่ถือว่าเป็นหน้าที่ที่ต้องคุมคนเหล่านั้น ผมถือว่าเสรีชนมารวมตัวกัน ใครก็บังคับบัญชาไม่ได้ ถ้าเขาไม่ศรัทธาไม่เดินตาม
คงไม่มีทาง ผมเลยถือว่าไม่ต้องรับผิดชอบใครจะคิดเห็นอะไรก็แล้วแต่ แต่ผมถือว่าเมื่อมีทางเดินมากมายก่ายกอง ถ้าเขาจะมากับพวกผม
ก็มา

วันนี้ พวกเขาเข้าใจแล้วว่า ประชาธิปไตยดีสำหรับเขาเป็นสิ่งที่ต้องรักษาไว้ ศัตรูพวกเขาคือ เผด็จการ ปัจจุบันเป็นเผด็จการอำมาตยาธิปไตย
ต่อมาก็ศรัทธา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ทำประโยชน์ให้เขาจริง เขาจึงหวงแหนและอยากได้กลับคืนมา เมื่อคนมาอยู่รวมตัวกันบนถนนเยอะ ๆ
แรก ๆ อาจไม่เป็นระเบียบ แต่เมื่อเขาศรัทธาเขาก็ต้องมาเดินเป็นระเบียบ ส่วนของผมไม่ได้ถือว่า เราต้องไปถือแส้เพราะเราไม่มีอำนาจ

**ที่ผ่านมาการนำมวลชนของแกนนำหลายครั้ง ไม่ค่อยจะฟังกัน มีภาพขัดแย้งไปคนละทาง

ไม่ว่าจะเละยังไงผมไม่สน เพราะผมถือว่าทุกอย่างเกิดขึ้นตามธรรมชาติตามศรัทธา ใครจะว่าอะไรก็ว่าไปมันเลยเวลาที่จะสนใจเรื่องเหล่านี้
ผมมองข้ามมานานแล้ว โดยเฉพาะสื่อมวลชนโดยทั่วไป เขามองว่าอยากให้เราเป็นกองทหารที่ต้องมีการเข้าแถวเรียงตามลำดับ ถ้าเป็นวิธีนี้
ผมไม่เอาด้วย ซึ่งรูปแบบธรรมชาติมันจะรุนแรงก็ช่วยไม่ได้ คุณต้องเข้าใจว่าประเทศเป็นของประชาชน ประชาชนอยากจะสงบสันติก็สงบ
แต่ถ้าประชาชนอยากจะรุนแรงก็ต้องปล่อยให้รุนแรง เพราะประเทศเป็นของเขา วันนี้มีแต่คนกระทำต่อประชาชน แต่ประชาชนยังไม่ได้กระทำ
ต่อคนอื่นเลยเราต้องให้โอกาสเขาบ้าง

**หลังปีใหม่แกนนำคนเสื้อแดงคุยว่ามีไม้เด็ดล้มรัฐบาล จะสู้หมดหน้าตักเลยหรือไม่

คนก็มองกันไปผมไม่เคยคิดอย่างนั้น ผมคิดว่าขบวนการประชาชนมันก็เดินกันไปและถ้ามันโตไปเรื่อย ๆ อะไรจะเกิดมันก็เกิดเองไม่ใช่หน้าที่
ของเราที่ต้องบอกว่า ปีนี้แตกหักหรือปีหน้าแตกหัก การแตกหักหรือไม่แตกหักเป็นธรรมชาติ ผมมีความเห็นว่าแม่ไก่ฟักไข่ ก็ไม่รู้ว่าวันไหน
ไข่ จะออกเป็นลูกเจี๊ยบ ถ้าเวลาพอเหมาะ ปัจจัย เหตุการณ์แวดล้อมให้ ดังนั้นสิ่งที่จะเกิดขึ้น ถ้ามันจะเกิดก็ต้องเกิด ถ้ามันจะรุนแรงก็ต้อง
รุนแรง ถึงแม้เราจะตั้งเข็มที่สันติอหิงสาเราก็เดินไป แต่ถ้าใครจะประเคนความรุนแรงมาให้ คนเสื้อแดงก็ต้องตอบแทนคืนไปก็ช่วยไม่ได้

**ธรรมชาติของคนเสื้อแดงจะนำไปสู่ความรุนแรงหรือไม่

ธรรมชาติเสื้อแดงจะไม่นำไปสู่ความรุนแรง รัฐบาลต่างหากที่จะนำไปสู่ความรุนแรง ถ้าท่าทีของรัฐบาลดีก็ไม่มีปัญหาผมจะบอกให้ ถ้าผมมี
ความคิดเลวทรามและชอบไปเป็นรัฐบาลกับเขา ผมเอาใจคนเสื้อแดงก็หมดเรื่อง คนเสื้อแดงอยากชุมนุมก็เชิญเรามีหน้าที่ให้น้ำให้ท่า
อำนวยความสะดวกก็จบเรื่อง แต่ที่มันเป็นปัญหาคือ รัฐบาลถือว่าคนเสื้อแดงเป็นปฏิปักษ์ก็เลยเกิดปัญหา เคล็ดลับมันจึงอยู่ที่การมอง
รัฐบาลเป็นฝ่ายจัดสร้าง วางแผนก็จะได้พบกันแน่แต่ถ้ารัฐบาลไม่สร้างความรุนแรงคนเสื้อแดงจะไม่ทำอะไรเลย

**หลัง ๆ คุณวีระพบ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร บ่อยไหม

จริง ๆ ไม่บ่อย ผมเป็นคนไม่ไปพบท่านเพราะผมถือว่าไม่ จำเป็นต้องพบที่บอกว่าไปพบ มันเชยสะบั้นหั่นแหลกเลย พรรคประชาธิปัตย์
บอกว่า ผมไปพบไปรับแผนมาไปรับเงินมา แผนมันต้องไปรับด้วยตัวเองเหรอ เงินต้องไปแบกมาเหรอ ถ้าจะเอาน่ะเป็นการพูดเลอะเทอะ
ไปตามประสา ผมถือว่าถ้าจะพบกันระหว่างคนที่คิดถึงก็ต้องเยี่ยมเยียนกันบ้างในโอกาสที่เหมาะสมเราก็คุยกันธรรมดา ไม่มีอะไรมากกว่านั้น

**แต่คนมองว่าคุณวีระ เป็นสายตรงของ พ.ต.ท.ทักษิณ

(หัวเราะ) ผมจะเป็นสายตรงของ พ.ต.ท.ทักษิณได้ยังไงเรามันเป็นสายอ้อมก็ต้องดูตอนที่อยู่พรรคไทยรักไทย ผมอยู่ของผมอย่างไหน
ผมก็เป็น ส.ส. ธรรมดาไม่เคยสร้างปัญหา ตอนนี้ก็พยายามรักษาสถานภาพนี้ไว้ แต่บังเอิญว่าประชาชนรักท่านทักษิณ มันเลยสอดคล้อง
กับผม

**ข้อเสนอการเจรจา 3 ข้อของ พ.ต.ท.ทักษิณ ถ้าสมมุติว่าเป็นไปในแนวทางนี้ คนเสื้อแดงพร้อมยุติการชุมนุมหรือไม่

ผมมองว่าแนวทางนี้เป็นแนวทางที่คนเสื้อแดงเรียกร้องมาก่อนหน้านี้แล้ว โดยเฉพาะการนำรัฐธรรมนูญปี 40 กลับมาใช้ การยุบสภาเลือกตั้ง
คืนอำนาจให้ประชาชน ประชาชนจะได้ตัดสินใจว่าจะเลือกพรรคไหน ที่ชูนโยบายว่าจะแก้รัฐธรรมนูญอันนี้เป็นผลโดยตรง แต่ว่าถ้าเขารับ
เหตุผลนี้แล้ว คนเสื้อแดงก็ยังไม่เลิกขบวนการของคนเสื้อแดง แต่ว่าก็ไม่จำเป็นต้องชุมนุมใหญ่

**หมายความว่า ถ้าพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล การเคลื่อนไหวคนเสื้อแดงยังมีอยู่

คนเสื้อแดงยังมีอยู่แน่นอน และจะกลายเป็นขบวนการการเมืองภาคประชาชนจะอยู่ไปตลอด ซึ่งจะพัฒนาไปสู่จุดนั้นถึงพรรคเพื่อไทยจะเป็นรัฐบาล แนวทางประชาธิปไตยก็ไปกันได้ แต่ถ้าแนวทางพรรคเพื่อไทยกลับไปเป็นอำมาตย์อีก ก็ต้องฟัดกับคนเสื้อแดงเพราะเราก็ไม่รู้ว่าจิตใจคนมันเปลี่ยนได้.

พวกอำมาตย์มันหมดมุขจนถึงขั้นต้องยกเอาสิ่งศักดิ์สิทธิออกมาข่มขู่ประชาชนกันแล้ว

ที่มา thaifreenews

โดย Buggbunny


อ่าน ข่าวคนชราวัยเหยียบเก้าสิบปีที่มั่วแต่งทหารและพลพรรคออกมาบอกให้ลูกหลานตอบ แทนคุณแผ่นดิน แถมขู่เข็ญในทำนองว่าสิ่งศักดิ์สิทธิที่พิทักษ์รักษาประเทศนี้มีจริง ฯลฯ แล้ว ทำให้อดนึกข้อเขียนของ จิตร ภูมิศักดิ์ ปราชญ์แท้แห่งสยามประเทศ ในหนังสือ โฉมหน้าศักดินาไทย ไม่ได้ (หนังสือเล่มนี้เป็นหนึ่งในร้อยของหนังสือดีที่คนไทยต้องอ่าน เคยมีการประกาศโดยสมาคมภาษาและหนังสือเอาไว้อย่างเปิดเผยมาแล้ว) จิตร ภูมิศักดิ์ ท่านกล่าวเอาไว้ทำนองนี้นะครับ

“เป็นธรรมดาที่หากไม่สามารถทำให้คนทั่วไปเชื่อฟังได้ด้วยตรรกวิทยา
และเหตุผลที่เห็นกันได้อย่างแจ่มชัดในหลักการทั่วไปแห่งความเป็นมนุษย์แล้ว
พวกศักดินาอำมาตย์ก็จะยกเอาสิ่งที่อยู่เหนือธรรมชาติมาข่มขู่ให้คนเกรงกลัว
สิ่งศักดิ์สิทธิสารพัดสารพันถูกเรียกตัวมาใช้ในการสาปแช่งผู้ไม่เชื่อฟัง
เช่นการเอาหอกดาบมาแช่น้ำให้ดื่มกินสาบานว่าจะเชื่อฟังเคารพพวกเขา
มิฉะนั้นจะพบกับเรื่องเลวร้ายทารุณกรรมต่าง ๆ ลงโทษเอาอย่างมากมาย
บางเรื่องที่แช่งไว้ก็พิสูจน์ไม่ได้ เพราะมันไม่เคยมีใครเห็น”


นั่นเป็นข้อมูลจากหนังสือโฉมหน้าศักดินาไทย ของ จิตร ภูมิศักดิ์ นะครับ
แต่ความจริงถ้าท่านทั้งหลายลองไปศึกษาปรัชญาจิตนิยมกันให้ลึกซึ้งหน่อย
ค่อย ๆ บรรจงเลือกเอาหลักการของพวกเขามาตอบกลับคำแช่งด่าเหล่านั้นแล้ว
จะพบว่าในคัมภีร์ต่าง ๆ ทางไสยศาสตร์ทั้งหลายแม้แต่ตัวไตรภูมิพระร่วงเองก็ตามนั้น
ถือว่าพวกอมนุษย์ภูติผีปีศาจรากษสโอปะปาฎิกะและสัตว์เดรัจฉานทั้งหลาย
ที่จริงแล้วล้วนอยู่ในภพและขวัญที่ต่ำกว่ามนุษย์ทั่วไปทั้งสิ้น

ผู้ใดเกิดสื่อสารกับพวกอมนุษย์ภูติผีปีศาจรากษสโอปะปาฎิกะได้ในช่วงใดนั้น
ก็เพราะระยะนั้นขวัญแห่งมนุษยภาพของเขาตกต่ำลงไปอยู่ในภพเดียวกับกลุ่มพวกนั้น
ไม่ใช่ว่าเวลาคนดวงเฮงแล้วจะได้เจอภููติผีปีศาจอมนุษย์รากษสสัตว์ประหลาดหรอก
ต้องเป็นเพราะช่วงนั้นเขากำลังดวงซวยขวัญตกต่ำมาก ๆ อยู่จึงจะได้เจอครับ
ไม่เชื่อลองไปถามคนที่เคยศึกษาไสยศาสตร์จิตนิยมดูก็ได้


คนทั่วไปนั้นถ้าหากดวงและขวัญไม่ตกต่ำจริงแล้ว
ก็จะไม่มีใครเป็นอะไรตามคำสาปแช่งของผู้ที่ขวัญตกต่ำ
จนจมลงไปอยู่ในภพเดียวกับพวกอมนุษย์ได้หรอกครับ
เพราะเขาขวัญและสภาพจิตตกต่ำกว่าเราจึงไปเจอของพวกนั้นเข้า

แล้วทำไมเราต้องไปกังวลกับคำสาปแช่งของคนระดับนี้ให้รำคาญใจกันด้วย
ที่จริงเป็นเรื่องตลกของพวกอมาตยาธิปไตยทั้งหลายที่เสียเวลาเปล่า ๆ
จะแช่งใครเขาสักทีก็ไม่ลงทุนลงแรงศึกษาให้ชัดเสียก่อนค่อยแช่ง
คนซวย ๆ แช่งคนดวงดี ๆ นั้น เข้าตัวเองทุกทีแหละลองไปดูเอาสิ

เห็นเล่นงานสาปแช่งคุณทักษิณกับคนเสื้อแดงมาตั้งหลายปีแล้ว
เรื่องซวยเรื่องพังพินาศกลับไหลเข้าตัวพวกอมาตยาธิปไตยเองตลอดเวลา
ในทุกช่วงประวัติศาสตร์สยามไม่เคยมีครั้งไหนคนตาสว่างกันมากเท่าวันนี้เลย
ยอมรับกันดีกว่านะท่านมหาอำมาตย์ทั้งหลาย

Make Love not War --Happy New Year 2010

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
30 ธันวาคม 2552

หมายเหตุ:ศ.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ส่ง สคส. ปีใหม่ด้วย เขมรินทร์-อินทิรา ของ ก. สุรางคนางค์ เธอเขียนนวนิยายน้ำดีล้ำยุคไปเพื่อ Make Love not War ก่อนใครต่อใคร (ที่เป็นนักเขียนชาย) ด้วยซ้ำไป



Happy New Year 2010

(1) For the spirit of Siam and ASEAN: Make Love not War with thy Neighbor

(2) For pleasure and friendship with Cambodia, if you can read Thai, read the novel: Khemarin-Inthira, along with Ban Sai Thong..

Regards: Charnvit K.

เขมรินทร์ ~ อินทิรา
ประพันธ์โดย ก.สุรางคนางค์
นิยายรักสองแผ่นดิน
ที่มา : เขมรินทร์ ~ อินทิรา
ประพันธ์โดย ก.สุรางคนางค์

เรื่องย่อ :

อินทิรา วัลลภานุรักษ์ ตัดสินใจเดินทางไปทำงานเป็นครูสอนภาษาไทยให้กับเจ้านายเล็ก ๆ ของเขมรที่พนมเปญ
เพื่อหลบเลี่ยงการถูก'จับคู่' โดยมารดาและพี่ชายของเธอ

ทั้งนี้ก็เพราะเธอมี 'ชายในฝัน' อยู่แล้วในใจของเธอ นับตั้งแต่ที่เธอได้พบกับเขาโดยบังเอิญ ณ ปราสาทเขาพระวิหาร โดยที่เธอไม่มีโอกาสได้รู้จักว่าเขาเป็นใคร...

เธอเฝ้าวิงวอนต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ขอให้ได้พบกับเขาอีกครั้ง...
แต่เมื่อเธอได้พบกับเขาจริง ๆ เธอกลับรู้สึกเศร้าใจในชะตาชีวิตของตนเองเพราะชายในฝันที่เธอเฝ้าใฝ่ฝันถึงนั้นกลับกลายเป็นเจ้าชายเขมรินทร์ พระนัดดาในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแห่งกรุงกัมพูชา...

เจ้าชายเขมรินทร์ทรงแสดงออกอย่างเปิดเผยว่า "โปรด" ครูสาวชาวไทยเป็นพิเศษ และมุ่งมั่นที่จะทำทุกอย่างเพื่อได้เธอมาเป็นคู่ชีวิต

แต่ในช่วงนั้นเป็นช่วงที่ไทยและกัมพูชากำลังมีปัญหาขัดแย้งกันในเรื่องของสิทธิครอบครองปราสาทเขาพระวิหารอยู่และเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในประเทศไทยอีกด้วย

อินทิราจึงตัดสินใจ...ตัดใจอำลาจากเขมรินทร์กลับเมืองไทยก่อนกำหนด
เขมรินทร์ติดตามอินทิรามาเมืองไทย ท่ามกลางความไม่พอใจของพระญาติพระวงศ์บางส่วน
และทนยอมรับความไม่เข้าใจและความคลางแคลงใจของญาติ ๆ ทางฝั่งอินทิรา...

ทั้งสองพบรักกันที่ปราสาทเขาพระวิหาร.........ฤาจะต้องพรากจากกันด้วย "เขาพระวิหาร" เป็นเหตุ...?


ด้วยความหนาและหนักของหนังสือสองเล่มนี้ ประกอบกับเคยผ่าน ๆ ตาจากละครโทรทัศน์มาบ้าง
ทำให้ก่อนหน้านี้ไม่ได้หยิบหนังสือเล่มนี้มาอ่านอย่างจริงจังนัก...
เพียงแต่เคยพลิก ๆ อ่านบางบทบางตอน
และแน่นอนที่สุด...ตอนจบของเรื่อง
แล้วสรุปในใจตัวเองว่าเป็นนิยายรักแสนเศร้า
จึงทำให้ไม่กล้าอ่านละเอียด

จนเมื่อเกิดกรณี "เขาพระวิหาร" ขึ้นอีกครั้ง
จึงได้อัญเชิญหนังสือเล่มนี้ลงมาจากหิ้ง...และอ่านอย่างจริงจัง
เป็นนิยายรักที่อิงเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ของทั้งสองประเทศคือไทยและกัมพูชาในช่วงนั้น ๆ อย่างสอดคล้อง

ฉากของนิยายเป็นช่วงปีพ.ศ.๒๔๙๕ - ๒๕๐๑ ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาในระยะนั้นเป็นไปแบบกระชับแล้วคลาย กระชับแล้วคลายอยู่หลายหน

นิยายรัก โรแมนติกตามแบบฉบับนักประพันธ์ชั้นครู จึงไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงสาระและความบันเทิงตลอดถึงรสทางวรรณศิลป์ที่ผู้อ่านจะต้องได้รับแน่นอนจากนวนิยายเรื่องนี้

แต่ที่ได้นอกเหนือไปจากนั้นก็คือเกร็ดทางวรรณคดี ประวัติศาสตร์ รวมทั้งเกร็ดอันเกี่ยวกับขนบธรรมเนียมประเพณีต่าง ๆ ของราชสำนักฝ่ายในของเขมรที่ผู้ประพันธ์ได้สอดแทรกไว้ประปรายตลอดทั้งเรื่อง จึงทำให้นวนิยายเรื่องนี้ทรงคุณค่า น่าอ่านเป็นอย่างยิ่ง

ส่วนตัวประทับใจในบุคลิกลักษณะและการวางตัวของตัวละครอย่างเขมรินทร์และอินทิรามาก ๆ เต็มไปด้วยความจริงใจและมีความมั่นคงในอารมณ์สูงพอที่จะไม่กระทำการใด ๆ ให้เกิดความเสียหายให้แก่ทั้งตนเองและผู้อื่น
รวมถึงแง่คิดและมุมมองต่อปัญหาความขัดแย้งระหว่างเชื้อชาติ ชนชั้นและภาษา....

“ไฉนหนอ เมื่อฟ้าดินบันดาลให้หม่อมฉันเกิดมาเป็นคนไทย แล้วไยจึงให้ฝ่าพระบาทประสูติในราชสกุลของกัมพูชา
เพื่อให้เราแตกต่างกันทั้งเชื้อชาติ ภาษา ทำให้แลดูเหมือนมีทะเลประเพณี วัฒนธรรมกั้นขวางอยู่เบื้องหน้า..."

“เชื้อชาติ ภาษา ทำให้เราแตกต่างกันเพียงภายนอก
แต่หัวใจมิได้เป็นเช่นนั้นไม่ ถ้าคุณมีหัวใจตรงกับผม คุณจะกลัวไปไย
ขอให้เชื่อมั่นในตัวผม ผมจะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้คุณมาเคียงข้าง
และจะทำโดยให้สมเกียรติของคุณที่สุด...

อินทิรา ความรักเกิดได้กับทุกคน ไม่ว่าจะแตกต่างกันเพียงใด
ผิดกันเพียงว่า เราสองคนต้องฝ่าฟันอุปสรรคนั้นให้ได้
และผมเชื่อ…ความรักที่ผมมีต่อคุณ
มากพอที่จะต่อสู้ให้ถึงจุดหมายของเรา”

"...เขมรกับไทยแท้จริงก็มิได้แตกต่างกันมากนัก...เรามีภาษาซึ่งเกือบจะคล้ายคลึงกัน
เรามีศาสนาที่เหมือนกันคือพุทธศาสนา
ของผมจะด้อยกว่าคุณอยู่บ้างมีอยู่อย่างหนึ่งก็คือ เราเพิ่งจะเป็นอิสระ
เพิ่งตื่นตัวเมื่อไม่นานนักนี่เอง
ผิดกับประเทศของคุณ ซึ่งดำรงความเป็นเอกราชมาตลอดอย่างน่านับถือ...

...เรารักกันด้วยเหตุผล จะเห็นว่าเรื่องคนละชาติคนละภาษาไม่ใช่สิ่งสำคัญ
ผมรักอินทิรา จะว่าผมทรยศต่อชาติบ้านเมืองผมก็หาใช่ไม่
บ้านเมืองของผม ผมก็รักก็เคารพูชา

อินทิราก็เช่นเดียวกัน...เธอเป็นสุภาพสตรีที่รักศักดิ์ศรีของเธอไม่น้อยกว่าคนอื่น เธอภูมิใจและหยิ่งในความเป็นไทย
แต่ทว่าบังเอิญเราทั้งสองมาชอบพอรักใคร่กัน
เราจำเป็นต้องช่วยกันประคับประคองให้ผ่านอุปสรรคต่าง ๆ ไปจนได้..."

บางส่วนจากคำนำหนังสือโดย นเรศ นโรปกรณ์

"...ผมขอกราบเรียนตรง ๆ ในฐานะแฟนอ่านนวนิยายของ ก.สุรางคนางค์คนหนึ่ง ในช่วงนั้นผมไม่กล้าอ่านนวนิยายของท่านที่มีตัวเอกเป็นเจ้าชายเขมรคือ"เขมรินทร์" นี้

และวิตกแทนก.สุรางคนางค์เงียบ ๆ ด้วยซ้ำว่าประชาชนจะไม่ต้อนรับเรื่องดังกล่าวของท่าน แต่ปรากฏว่า ก.สุรางคนางค์ ได้ใช้ศิลปะการประพันธ์ และความรักอันยิ่งใหญ่ประจำโลกพร้อมด้วยเหตุผล ผ่านเรื่องนี้ด้วยดีเหมือนเรื่องอื่น ๆ ของท่าน
สมกับเป็นนักประพันธ์ใหญ่จริง ๆ ..."

**นิยายเรื่องนี้จบลงก่อนที่ศาลโลกจะได้ตัดสินให้ตัวปราสาทเขาพระวิหารตกเป็นของกัมพูชา เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2505 ด้วยคะแนนเสียง 9 ต่อ 3 นับเป็นการเสียดินแดนครั้งสุดท้ายของประเทศไทย โดยบริเวณดังกล่าวมีเนื้อที่ประมาณ 150 ไร่

Tuesday, December 29, 2009

สื่อตั้งฉายารัฐบาลปี 52 "ใครเข้มแข็ง?"

ที่มา Voice TV
 รัฐบาล

สื่อตั้งฉายา "ใครเข้มแข็ง?" ให้รัฐบาล ขณะที่นายกฯคว้าตำแหน่ง "หล่อหลักลอย" ด้านสุเทพ กลายเป็น "แม่นมอมทุกข์"
เมื่อรัฐบาลภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เข้าบริหารราชการแผ่นดินได้ครบ 1 ปี ผู้สื่อข่าวทำเนียบรัฐบาลจึงได้มีการประชุมตั้งฉายารัฐบาลและรัฐมนตรีประจำ ปี ซึ่งถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติสืบเนื่องกันมา เพื่อสะท้อนความคิดเห็นของสื่อมวลชนต่อการทำงานของรัฐบาล ซึ่งดูจากประสบการณ์การทำงานที่ปรากฏต่อสื่อสาธารณะ โดยมิได้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้ใดผู้หนึ่ง แต่มาจากมติส่วนรวมของสื่อมวลชนและมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ตั้งฉายารัฐบาลและ รัฐมนตรีประจำปี 2552 ดังนี้ฉายารัฐบาล : ใครเข้มแข็ง? รัฐบาล ประกาศแผนพลิกฟื้นประเทศไทยให้พ้นจากภาวะวิกฤตเศรษฐกิจและการเมือง ผ่านแผนปฏิบัติการ “ไทยเข้มแข็ง” เพื่อลงทุนยกเครื่องประเทศครั้งใหญ่ ภายใต้พ.ร.บ. และพ.ร.ก. เงินกู้รวม 8 แสนล้านบาท เมื่อโครงการนี้ไปสู่การปฏิบัติมีเสียงวิจารณ์อย่างกว้างขวาง ทั้งเรื่องผลประโยชน์ของพรรคร่วมรัฐบาล ความไม่โปร่งใส จนเกิดคำถามว่าการสร้างหนี้เพื่อฟื้นประเทศไทยทำให้ใครเข้มแข็งระหว่าง ประชาชน หรือนักการเมืองฉายานายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี : หล่อหลักลอย เป็นนายกรัฐมนตรีที่มีภาพลักษณ์ดี หน้าตาดี การศึกษาดี จึงมีแม่ยกเป็นจำนวนมาก มักประกาศจุดยืนและหลักการด้านประชาธิปไตย โดยเฉพาะเมื่อรับตำแหน่งได้ประกาศกฎเหล็ก 9 ข้อให้ ครม. มีความรับผิดชอบทางการเมืองมากกว่าความรับผิดชอบทางกฎหมาย แต่เมื่อรัฐมนตรีบางคนมีปัญหาเรื่องข้อกฎหมาย หรือมีปัญหาเรื่องความไม่โปร่งใส กลับไม่ได้แสดงความรับผิดชอบทางการเมือง นั่นเท่ากับไม่สามารถกำกับให้กฎเหล็กมีผลใช้บังคับได้ หลักที่เคยประกาศไว้จึงเหมือนคำพูดที่เลื่อนลอย ไม่เป็นไปตามหลักการที่วางไว้ฉายานายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี : แม่นมอมทุกข์ แม้ไม่ใช่เป็นผู้ให้กำเนิดทางการเมืองแก่นายอภิสิทธิ์โดยตรง แต่ก็คอยดูแล อุ้มชู และสนับสนุนในทางการเมืองทุกอย่าง ถึงขั้นประกาศว่าความใฝ่ฝันทางการเมืองสูงสุดคือการผลักดันให้นายอภิสิทธิ์ ได้เป็นนายกฯ แต่เมื่อสานฝันได้สำเร็จ นายอภิสิทธิ์กลับสร้างปัญหาหนักอกให้นายสุเทพตามล้างตามเช็ด อาทิ การแก้รัฐธรรมนูญ การแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ทำให้ผู้จัดการรัฐบาลถูกพรรคประชาธิปัตย์วิจารณ์อย่างหนักว่าตีตัวออกห่าง มัวแต่เอาใจพรรคร่วมรัฐบาล จนเจ้าต้องอยู่ในอาการอมทุกข์ฉายานายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี : ช่างจัดฉาก เป็นคนสนิทของนายกฯ กำกับดูแลสื่อของรัฐ มักเปรียบเปรยว่าตัวเองเป็น “อิมเมจ เมเกอร์” พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อสร้างภาพลักษณ์ด้านบวกให้รัฐบาล เป็นจอมจัดการ เช่น การจัดคิวให้นายกฯ และครม. ลงพื้นที่ จัดฉากให้ครม. ออกทีวีวิทยุ จัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ผลงานของรัฐบาล ทว่าเสียงสะท้อนกลับติดลบเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะโครงการ “ไทยสามัคคี ไทยเข้มแข็ง” ที่ให้ทุกจังหวัดเกณฑ์คนมาร้องเพลงชาติ แต่ถูกตั้งข้อสงสัยเรื่องงบประมาณ เสมือนช่างที่พยายามจัดฉากให้ดูดี แต่ไม่มีเนื้องานเป็นรูปธรรมฉายานายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี : กั๊ก-กอบ-โกย ขึ้นชื่อว่าเป็นรองนายกฯ จอมตรวจสอบ กั๊ก และคอยดักจับโครงการของพรรคร่วมรัฐบาล จนเกิดเหตุกระทบกระทั่งกันอยู่เนืองๆ และถูกแกนนำพรรคร่วมตั้งสมญาว่า “พ่อชุนละเอียด” แต่ไปๆ มาๆ กลับสะดุดขาตัวเอง เมื่อพบปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนจากการแต่งตั้งน้องชายเป็นรองผู้อำนวยการ สำนักงานเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน (สพช.) ที่มีตัวเองเป็นประธาน สุดท้ายทั้งพี่และน้องก็ฝ่าแรงกดดันจากสังคมไม่ไหว จำต้องโกยออกจากตำแหน่ง แม้กระทั่งตำแหน่งตัวเองก็ต้องโกยออกไปเป็นเลขาธิการนายกฯฉายานายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ : ไส้ติ่งรัฐบาล เป็นอดีตนักการทูตที่ได้เข้ามารับตำแหน่งในรัฐบาล จากการเป็นดาวไฮปาร์คบนเวทีกลุ่มพันธมิตรฯ แต่กลับไม่ยอมใช้วาทศิลป์ทางการทูตเชื่อมสัมพันธ์กับเพื่อนบ้าน ตรงกันข้ามถูกวิจารณ์ว่าปากเป็นพิษ โดยเฉพาะการเปรียบเปรยนายกฯ กัมพูชาว่าเป็น “แก๊งสเตอร์” จึงเปรียบเสมือนเป็น “ไส้ติ่ง” ที่แม้จะอยู่ในร่างกายได้ แต่ก็ไม่มีประโยชน์อะไร ดีไม่ดีพอเกิดการอักเสบขึ้นมาจะเป็นโทษต่อร่างกายถึงขั้นเสียชีวิตด้วยฉายานางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ : เจ้าแม่แพ้หน้าเนต เป็นรัฐมนตรีหญิงที่มีบทบาทสำคัญในครม. เพราะพยายามผลักดันโครงการของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เข้าสู่ครม. ตลอดเวลา อาทิ การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูง การปรับเปลี่ยนระบบการจัดงบเพื่อบริหารสินค้าเกษตร ฯลฯ แต่ถูกแกนนำรัฐบาลรุมเตะสกัด ทำให้บางโครงการไม่ผ่านการอนุมัติ บางครั้งถึงกับร่ำไห้กลางวงประชุมครม. เปรียบเสมือนนักตบลูกหนังที่แค่ตั้งท่ายังไม่ทันตบ ก็ติดบล็อกจากฝ่ายตรงข้ามเสียแล้วฉายานายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย : สตั๊นท์เฒ่าเฝ้าเก้าอี้ สิงห์เฒ่าวัย 73 ปีผู้นี้ได้เข้ามารั้งเก้าอี้มท.1 พร้อมตำแหน่งหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) แทนบุตรชายที่อยู่ในบ้านเลขที่ 111 การเป็นรัฐมนตรีถูกมองว่าเป็นการแสดงบทตามที่ลูก และเพื่อนลูกอย่างนายเนวิน ชิดชอบ คอยกำกับเท่านั้น เหมือนเป็นตัวแทนมานั่งเฝ้าเก้าอี้รอตัวจริง แต่แม้จะเป็น “สตั๊นท์เฒ่า” ก็มากด้วยเล่ห์เหลี่ยม และมีชั้นเชิงทางการเมืองสูง ทำให้สามารถเฝ้าเก้าอี้มท.1 เฝ้าเก้าอี้หัวหน้าพรรคอยู่ในรัฐบาลได้อย่างเหนียวแน่นฉายานายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม : ภูมิใจ “นาย” ไม่เคยทำงานบริหาร และผ่านงานคมนาคมมาก่อน แต่เป็นลูกน้องคนสนิทของนายเนวิน ชิดชอบ จึงได้รับความไว้วางใจให้คุมกระทรวงเกรดเออย่างกระทรวงคมนาคม จากนักการเมืองโนเนมจึงมีชื่อติดกระแสขึ้นมา การเสนอโครงการเป็นไปตามใบสั่ง “นาย” แทบทุกโครงการ โดยเฉพาะโครงการเช่ารถเมล์เอ็นจีวี 4,000 คัน หลังต่อสู้กับพรรคร่วมหลายรอบ เป็นโต้โผใหญ่ในการเปิดบ้านพักที่จ. บุรีรัมย์ต้อนรับนายกฯ แทนลูกพี่ โดยไม่มีกลุ่มคนเสื้อแดงมาปั่นป่วน จึงถือเป็นลูกน้องที่สร้างความภาคภูมิใจให้ผู้เป็น “นาย” อย่าง “เนวิน”ฉายานายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง : “ทวิต-กู้” เป็นขุนคลังที่ประชาชนจดจำผลงานในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ นอกจากภาพการกู้เงินที่เป็นไม้ตายการแก้ปัญหา แต่ภาพของนายกรณ์ในโลกไซเบอร์คือนักโพสต์มือ 1 ผ่านเฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์ และไฮไฟว์ มักเข้าไปอัพเดทภาพ-ข่าวของตัวเองอยู่ตลอดเวลา แม้กระทั่งขณะนั่งประชุมครม. ก็ยังทวิตข้อความและรูปภาพให้สมาชิกได้เข้ามาแสดงความคิดเห็น ในช่วงที่ถูกโจมตีเรื่องการทำงาน บางครั้งศรีภริยาก็ออกมาทวิตแก้ต่างให้ สมเป็นขุนคลังออนไลน์ที่มีผลงานกู้เร็วทันใจราวกับไฮ-สปีด อินเตอร์เน็ตฉายาพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม : ป้อมพลัง “ป” ชื่อเล่นเขาคือ “ป้อม” ได้เป็นรัฐมนตรีที่ไม่มีความชัดเจนว่าเป็นโควตาของกลุ่มการเมืองใด ไม่ใช่สายตรงประชาธิปัตย์ ไม่มีสายสัมพันธ์แนบแน่นกับภูมิใจไทย ไม่ใช่ตัวแทนของกองทัพอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่ได้รับความเกรงกลัว-เกรงใจจากคนในรัฐบาลอย่างมาก ถึงขั้นปล่อยผ่านเมกะโปรเจคต์ของกองทัพอย่างง่ายดาย เนื่องจากมีพลัง อิทธิพล และบารมีของคนชื่อ “ป. ปลา” แห่งกองทัพเป็นป้อมปราการค้ำบัลลังก์และป้องกันภัยทางการเมือง วาทะแห่งปี 2552 : “ใครก็ตามที่ประกาศชัยชนะ ผมถือว่าคนๆ นั้นและกลุ่มคนนั้นคือศัตรูของประเทศอย่างแท้จริง” เป็นถ้อยแถลงของนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 11 เมษายน ที่โรงแรมรอยัล คลิฟบีช พัทยา จ. ชลบุรี ที่กล่าวไว้หลังจากกลุ่มคนเสื้อแดงนำมวลชนบุกล้มการประชุมสุดยอดอาเซียนและ คู่เจรจาที่เมืองพัทยา และประกาศว่าเป็นชัยชนะของชาวเสื้อแดง

สื่อตั้งฉายาสภาผู้แทน ปี 52 “ถ่อย-เถื่อน-ถีบ”

ที่มา Voice TV



ฉายาสภาผู้แทน“ถ่อย-เถื่อน-ถีบ” ประธานสภา“ตลกเฒ่าร้อยเล่ห์” ส่วนประธานวุฒิป็น“ตะแกรงก้นรั่ว” ด้านจตุพร-วัชระ เป็นคู่กัดแห่งปี
สภาผู้แทนราษฏร ได้รับฉายาว่า “ถ่อย-เถื่อน-ถีบ” เนื่องจากตลอดหนึ่งปี ภาพลักษณ์ของสภาผู้แทนราษฎรตกต่ำอีกครั้ง เพราะเกิดความแตกแยกอย่างหนักระหว่างฝ่ายค้านกับรัฐบาล จนเกือบมีการใช้ความรุนแรงทั้งในและนอกสภาหลายครั้ง มีการโต้เถียง ท้าทายการนับองค์ประชุมกันดุเดือด ด้วยถ้อยคำที่ไม่เหมาะสม หลัง เกิดพลิกขั้วทางการเมือง วุฒิสภา ซึ่งเป็นสภาสูงที่คอยตรวจสอบและกลั่นกรองการทำงานของสภาผู้แทนราษฎร กลับทำหน้าที่ได้ต่ำกว่าความคาดหวังของสังคม เพราะมีพฤติกรรมนิ่งเฉยต่อการจทุริตคอร์รัปชั่นของรัฐบาล จึงได้รับฉายาว่า “ตะแกรงก้นรั่ว” ไม่สามารถแยกสิ่งที่ดีและไม่ดีออกจากกัน ทั้งยังมีภาพลักษณ์ขององค์กรที่คอยตอบแทนบุญคุณกลุ่มคนที่อยู่เบื้องหลัง จนทำให้การประชุมต้องล่มซ้ำแล้วซ้ำเล่า ด้วย ชั้นเชิงที่แพรวพราวดัง “ตลกเฒ่าร้อยเล่ห์” ของนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้รับบทหนักควบคุมการประชุมสภาฯ ที่มีแต่ความขัดแย้งระหว่างฝ่ายค้านกับรัฐบาล แต่ด้วยความที่คร่ำหวอดในสภามานาน ใช้ทั้งการประนีประนอม ไม้แข็งและไม้นวม แม้กระทั่งการปล่อยมุขขำขันเพื่อคลายบรรยากาศตึงเครียดประคองไม่ให้การ ประชุมล่มได้หลายครั้ง ทำให้สมาชิกสภาทุกคนต่างยกนิ้วให้ประธานสภาคนนี้ตรงกันข้ามกับการ ทำหน้าที่ของนายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา ที่สร้างความผิดหวัง จนได้ฉายาว่า “ประธานหลักเลื่อน” เพราะบ่อยครั้ง นายประสพสุข มักจะโอนเอนตามแรงกดดันของสังคมหรือเกมการเมือง จนเกิดภาวะเลื่อนลอยและขาดความเป็นผู้นำ เห็นได้ชัดเจนจากกรณีการเป็นตัวแทนฝ่าย ส.ว.เข้าประชุมวิป 3 ฝ่ายกับนายกรัฐมนตรี เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่นายประสพสุข ไม่กล้าตัดสินใจใช้อำนาจประมุขสภาสูง เพื่อประโยชน์ของส่วนรวมตำแหน่งดาวเด่น ของรัฐสภาในปีนี้ ตกเป็นของ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย เพราะเป็นผู้ที่เลือกใช้ข้อบังคับการประชุมสภาฯ มาเป็นเครื่องมือในการแสดงความคิดเห็นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล แทนการใช้วาทศิลป์ จนทำให้การประชุมไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ และหลายประเด็น นพ.ชลน่าน สามารถยกข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย มาหักล้างสิ่งที่ตนไม่เห็นด้วยได้ส่วน ร.ต.อ.เฉลิมอยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ทิ้งมาดขุนศึกฝ่ายค้านผู้คอยตรวจสอบการทำหน้าที่ของรัฐบาลอย่างเข้มข้นดุ เดือดกลายเป็นดาวอับแสง เพราะการทำหน้าที่ในสมัยนี้ แทบหาสาระไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการอภิปรายหรือการยื่นกระทู้ถามในสภาฯ ที่เน้นการโจมตี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นหลักแม้สภาล่มบ่อย ครั้ง 11 เดือน 11 ครั้ง เพราะ ส.ส.ไม่เข้าประชุม แต่นายเจริญ คันธวงศ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ที่แม้จะป่วยเป็นโรคมะเร็งที่ขั้วตับ ต้องผ่าตัดในช่วงก่อนปิดสมัยประชุมเพียง 1 วัน กลับเข้าประชุมสภาและร่วมลงมติผ่านกฎหมายถึง 88 ครั้ง จากการประชุมสภาการลงมติ 100 ครั้ง จึงได้รับการคัดเลือกให้เป็นคนดีศรีสภา เหตุการณ์แห่งปี ต้องยกให้กับการประชุมร่วมกันของรัฐสภาเมื่อวันที่ 22-23 เม.ย.2552 ที่รัฐบาลประชุมรัฐสภา เพื่อขอคำแนะนำในการแก้วิกฤตการเมือง หลังเหตุการณ์ “สงกรานต์จลาจล” แต่ปรากฎว่าเวทีสภากลับเพิ่มความขัดแย้งมากขึ้น เพราะการประชุมมีการบิดเบือนข้อมูลและปลุกระดมซ้ำ อีกทั้งยังมุ่งเอาชนะกันโดยไม่มีหลักฐานส่วนวาทะแห่งปี ต้องยกให้คำกล่าวของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ที่เคยพูดไว้ในสภา ระหว่างตั้งกระทู้สดถามนายกรัฐมนตรีเรื่องการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน โดยระบุว่า “ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้ทำผิดกฎหมาย แต่ทำในสิ่งที่กฎหมายห้าม” จากกรณีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตัดสินจำคุก พ.ต.ท.ทักษิณ 2 ปีในคดีทุจริตที่ดินรัชดา ศึก ระหว่าง นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และนายวัชระ เพชรทอง ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ศิษย์ร่วมสถาบันนั้น ถูกยกให้เป็นคู่กัดแห่งปี เพราะเมื่อมาอยู่ต่างพรรคต่างขั้ว จึงทำให้ต้องต่อสู้ทางการเมืองกัน และด้วยความที่รู้ทันกัน ทำให้ ส.ส.คู่นี้ มักมีประเด็นวิวาทะกันดุเดือดทั้งในและนอกสภาเสมอ จนทำให้อุณหภูมิในสภาเดือดอยู่หลายครั้ง

เสธ.แดงไม่ใช่แกนนำเสื้อแดง เป็นแค่แนวร่วม ดังนั้นอย่าไปฟัง เสธ.แดงครับ

ที่มา thaifreenews

โดย...ลูกชาวนาไทย





ผมอ่านข่าวที่ เสธ.แดงบอกว่า ท่านทักษิณให้คนเสื้อแดงชุมนุมหลังวันที่ 14 กุมภาพันธ์ และคุณจตุพรได้ออกมาบอกว่า นปช.ยังไม่ได้ตัดสินใจเรื่องนี้

เรื่องนี้ผมต้องการให้ความกระจ่างในเรื่องนี้ว่า ตั้งแต่ต้น เสธ.แดงก็ไม่ได้เป็นแกนนำเสื้อแดงแต่อย่างใด ไม่ใช่ นปช. ไม่เคยขึ้นเวทีของ นปช. และไม่เคยเข้าถึงกลุ่มแกนนำของ นปช. ดังนั้น การดำเนินการใดๆ ของ เสธ.แดงนั้น คนเสื้อแดงไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรมากนัก แม้ว่า เสธ.แดงจะมาร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดง แต่ก็มาในลักษณะแนวร่วม

อาจมีคนเสื้อแดง ฮาร์ดคอร์บางกลุ่มที่ไปร่วมมือกับ เสธ.แดง แต่ก็เป็นการร่วมมือแบบกลุ่มย่อย ที่คนเสื้อแดงมีกลุ่มย่อยมากมายหลายกลุ่มครับ

ทีจริงผมไม่ค่อยไว้ใจ เสธ.เท่าไหร่นัก
ตอนนี้ใช้โอกาสที่ทะเลาะกับอนุพงษ์ สร้างชื่อ และใช้ภาพที่เคยไปเยี่ยมทักษิณ พยายามสื่อว่าเป็นวงในทักษิณ เพื่อชิงการนำของ นปช. บทบาทเช่นนี้จะสร้างความสับสน

การเคลื่อนไหวของ เสธ.แดงจะทำให้ คนเสื้อแดงไขว้เขว และนำไปสู่การขัดแย้งกันได้ ผมเองยังไม่ทราบด้วยซ้ำว่า เสธ.แดงอยู่ข้างใครกันแน่ อาจอยู่ข้างตนเอง หรือเป็นการแทรกซึมระดับสูงหรือไม่

แต่การเชียร์เสธ.แดง ให้เชียร์ เอาสนุก แต่ไม่ควรวางบทบาทในฐานะคนกำหนดทิศทางของคนเสื้อแดงครับ

ทิศทางของคนเสื้อแดง ควรเป็นเอกภาพจากการนำของ นปช. ครับ

อย่าฟังคนอื่น ไม่งั้นการแทรกแซงสร้างความสับสนจะเกิดขึ้นได้ ไม่ต่างจากกรณีที่จะเกิด แดงสยามนั่นแหละครับ

ที่จริงเป้าหมายของ เสธ.แดงเรื่องต่อต้าน พล.อ.เปรม ผมก็คิดว่าไม่มีอะไรขัดแย้งกับแนวทางของคนเสื้อแดงนะครับ หากดำเนินการอยู่ในระดับเป้าหมายภายใต้ การนำของ นปช. นะครับ ส่วนจะชุมนุมกลุ่มย่อย อะไรพวกนี้ผมก็ไม่รู้สึกว่าจะมีปัญหาแต่อย่างใด

แต่การออกมาประกาศว่า" ทักษิณส่งสัญญาณให้มีการชุมนุม 14 กพ. 53

ผมว่าเป็นการ "ก้าวล่วง"ระดับการนำของคนเสื้อแดงมากเกินไป

1. การออกมาบอกว่าทักษิณสั่งให้มีการชุมนุม เท่ากับเป็นการดึงท่านทักษิณออกมาโดยตรง เอาทักษิณออกหน้าปะทะกับฝ่ายโน้นโดยตรง นปช. ไม่เคยดำเนินการอย่างนี้ ไม่เคยบอกว่าทักษิณสั่งให้ทำอะไร ตรงนี้อันตราย เสธ.แดงทะลุกลางป้องขึ้นมาเฉยๆ ทำให้ คุณค่าของคนเสื้อแดง "ลดลงเป็นเพียงกองกำลังของท่านทักษิณ" ไม่ใช่การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ที่ทักษิณเป็นเพียงผู้สนับสนุนหลักเท่านั้น

ตรงนี้ยอมรับได้ยาก หากปล่อยให้ผ่านไป คนเสื้อแดงจะกลายเป็นแค่ ทักษิณสู้กับมาร์กเท่านั้น "ด้อยค่าขบวนการประชาธิปไตยไป"

ตรงนี้ไม่ทราบว่าทำด้วยความไม่รู้ หรือว่าจงใจ หากเป็นการจงใจ ผมก็คิดว่านี่คือการ" แทรกซึมระดับสูง

2. การออกมากำหนดทิศทางนำแทน นปช. เท่ากับการเข้าทำลายโครงสร้างอำนาจการนำของคนเสื้อแดงโดยตรง เท่ากับกำลังจะสร้างความขัดแย้งกันเองในอนาคต ซึ่งเคยเกิดครั้งหนึ่ง ตอนกลุ่มแดงสยาม ดีแต่ว่า "แดงสยาม" ได้อ่อนกำลังลงไป

การแสวงจุดร่วม สงวนจุดต่างนั้น ผมเห็นด้วย แต่ต้องทำในระดับพอดีที่จะไม่กระทบการ โครงสร้างการนำของ ขบวนการเสื้อแดง ไม่ทำให้เกิด "ศูนย์การนำสองศูนย์" ขึ้นมา นั่นเท่ากับเป็นการแยกสลาย ขบวนการต่อสุ้ด้วยฝีมือระดับเซียน

ดังนั้น เมื่อ เสธ.แดง แสดงบทบาทล้ำเส้นในสิ่งที่ผมยอมรับได้ ผมก็ต้องวิพาร์กวิจารณ์ ซึ่งการวิพาร์กวิจารณ์ในกระบวนการกันเอง เป็นสิ่งที่จำเป็น แต่ผมไม่ได้ด่าในเรื่องส่วนตัว

การเมืองไทยปีพ.ศ.2553 / หัวโขน หัวคน

ที่มา สยามรัฐ

วิทยา ตัณฑสุทธิ์29/12/2552

การเมืองไทยอลเวงปั่นป่วนขัดแย้งกันไม่จบสิ้นมานานหลายปี มีคนตั้งคำถามว่า ปีพ.ศ.2553 พรรคการเมืองจะมีสภาพเป็นอย่างไร จะมีพรรคไหนอยู่ พรรคไหนพัง

คำถามนี้ทำให้ต้องทบทวนเพื่อให้มองเห็นภาพที่ชัดเจน ซึ่งจับประเด็นได้ดังนี้

1.ถ้ารัฐบาลที่มีพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำ ยังมุ่งมั่นยึดกุมอำนาจไปให้นานที่สุด การเมืองไทยจะต่อสู้กันอย่างรุนแรง พรรคเพื่อไทยจะโหมรุกหนัก เพื่อให้แตกหักกันไปข้างหนึ่ง ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยเสียหายมากกว่าที่ผ่านมา

2.ถ้ารัฐบาลพังด้วยเหตุที่ขัดแย้งกับพรรคร่วม และพรรคร่วมทั้งหมดสละเรือทิ้งพรรคประชาธิปัตย์ไปเข้าร่วมกับพรรคเพื่อไทย แล้วนำรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 มาใช้ พรรคประชาธิปัตย์ก็จะกลายเป็นฝ่ายค้าน และหมดโอกาสที่จะหวนกลับมายิ่งใหญ่อีกต่อไป

3.ถ้าหากไม่เป็นไปตามที่ข้อ 1.และข้อ 2. โดยมีเหตุการณ์จลาจลทำให้สังคมตกอยู่ในสภาพวิกฤต จนฝ่ายทหารต้องใช้กำลังเข้ามายุติปัญหา สภาพเช่นนี้จะทำให้การเมืองไทยหวนกลับไปสู่ยุคเผด็จการ หรือกึ่งเผด็จการเหมือนในอดีต

ในช่วงที่ฝ่ายทหารเป็นผู้ควบคุมสถานการณ์ การเคลื่อนไหวทางการเมืองจะหยุดนิ่ง จนกว่าจะมีการกำหนดกติกาขึ้นมาใหม่ และมีการเลือกตั้ง

จากประเด็นที่ตั้งไว้ข้างต้น ทำให้มองเห็นว่าในรอบปีพ.ศ.2553 พรรคการเมืองก็คือ

ตัวกำหนดทิศทางของประเทศไทย ว่าจะดำเนินไปในลักษณะไหน

ถ้าคนในแต่ละพรรคมองเห็นตรงกันว่า จะต้องช่วยรักษาระบอบประชาธิปไตยเอาไว้ โดยต่อสู้กันภายในกรอบกติกาของรัฐธรรมนูญ ยึดมั่นในหลัก”การเมือง แก้ด้วยการเมือง” มีสปิริตยอมรับในเรื่องการรู้แพ้รู้ชนะ ทุกพรรคการเมืองก็จะอยู่รอดครบถ้วน และมีโอกาสทำงานการเมืองกันต่อไป

แต่ถ้านักการเมืองมองเห็นผิดเป็นชอบ ไม่ยอมลดราวาศอกให้แก่กัน ไม่เคารพกฎกติกา และยอมให้อำนาจนอกระบบหรือกระบวนการของกลุ่มอำนาจอิทธิพลใดๆเข้ามาแทรกแซง เพื่อทำให้ฝ่ายตนได้ประโยชน์ โดยไม่คำนึงว่าประเทศชาติจะเสียหายมากแค่ไหน

ระบอบประชาธิปไตยก็จะไปไม่รอด และนั่นหมายถึงพรรคการเมืองก็จะไม่รอดไปด้วย

การเมืองในประเทศพัฒนาแล้วถือหลักว่า นักการเมืองมีภาระหน้าที่อันยิ่งใหญ่ในการปกป้องรักษาอำนาจอธิปไตยของประชาชน โดยการพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญ การทำตามกฎกติกาและกฎหมาย และพร้อมที่จะต่อสู้กับสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ไม่ชอบธรรม ภาระหน้าที่นี้เป็นสิ่งที่จะพิทักษ์รักษาการปกครองในระบอบประชาธิปไตยเอาไว้ได้

บทเรียนที่ผ่านมาเป็นสิ่งที่มีค่า นักการเมืองจะต้องไม่ยอมให้กลุ่มอำนาจนอกระบบเข้ามามีอิทธิพลหรือมาบงการ เพื่อแลกกับความมั่นคงของพรรคการเมือง เพราะถ้าหากยอมอ่อนข้อให้กับกลุ่มเหล่านั้น สังคมก็จะมีแต่ความขัดแย้งแตกแยก บ้านเมืองไม่มีหลักเกณฑ์ให้ยึดถือ มีการใช้กฎหมู่หักล้างทำลายกฎหมาย รวมทั้งทำลายรัฐธรรมนูญอันเป็นกติกาสูงสุดด้วย

นักการเมืองที่มีอุดมการณ์อย่างแท้จริง จะต้องต่อสู้แบบหัวชนฝา ต้องยอมถึงขั้นเอาชีวิตเข้าแลก โดยไม่ปล่อยให้อำนาจนอกระบบแทรกเข้ามาบ่อนทำลายระบอบประชาธิปไตย ถ้ามีใครทำตัวอยู่เหนือรัฐธรรมนูญ หรือยึดอำนาจด้วยการปฏิวัติรัฐประหาร นักการเมืองก็มีหน้าที่ต้องต่อสู้กับคนเหล่านั้น

มิใช่ยอมโอนอ่อนผ่อนตาม หรือไปขอความปกป้องคุ้มครองจากกลุ่มที่ทำผิดกฎกติกา

ดังนั้นจึงขอย้ำว่า การปกครองในระบอบประชาธิปไตยจะดำรงคงอยู่ได้ยาวนานแค่ไหนเป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับจิตสำนึก
และพฤติกรรมของนักการเมืองเป็นสำคัญ

ถ้านักการเมืองสามารถพัฒนาตนเองให้มีมาตรฐานสูงขึ้น ไม่ยอมก้มหัวให้กับอำนาจอิทธพิลที่อยู่นอกระบบ ในอนาคตประเทศไทยก็จะมีพรรคใหญ่ต่อสู้กันแค่ 2 พรรค เหมือนในประเทศพัฒนาแล้ว

แก้อย่างไร

ที่มา ข่าวสด

โดย เหล็กใน


ไม่ฟังคงไม่ได้แล้วเมื่อกูรูเศรษฐกิจ
และนักธุรกิจระดับหัวแถวของเมืองไทยจำนวนมากประสานเสียงในทางเดียวกันว่า
เศรษฐกิจไทยในปี"53 ที่รัฐบาลมั่นใจอย่างยิ่งว่าจะฟื้นตัวตามโลก

มีความเสี่ยงที่ไม่เป็นไปตามนั้นมากโขอยู่!??

ต้องเข้าใจก่อนว่าช่วงกลางปี"51 ถึงไตรมาส 3 ปี 2552 โลกเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ทั้งจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวแบบก้าวกระโดดจนร้องจ๊ากไปตามๆ กัน

แต่หนักสุดเป็นผลพวงจากวิกฤต "แฮมเบอร์เกอร์" ของสหรัฐอเมริกา

สถาบันการเงินชั้นนำของโลก รวมไปถึงบริษัทยักษ์ใหญ่ต้องปิดตัวเอง
หรือควบรวมกิจการ ส่งผลสะเทือนไปทั่ว

แทบจะเป็นปีแรกที่รัฐบาลของทุกประเทศในโลกต้องควักเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

ในเมืองไทยเองก็ได้รับผลกระทบโดยเฉพาะด้านการส่งออกและท่องเที่ยว

ประการหลังนอกจากเรื่องเศรษฐกิจโลกแล้ว
ยังเจอ "ม็อบเหลือง" ยึดกรุงเทพฯ และปิดสนามบินเข้าไปอีก

พอจะดีขึ้นมาหน่อย "ม็อบแดง" ก็อาละวาดซ้ำในช่วงสงกรานต์

อย่างไรก็ตาม
ด้วยการผ่านประสบการณ์เลวร้ายที่สุดในระบอบเศรษฐกิจไทยคือ "ต้มยำกุ้ง" ช่วงปี 2540 มาแล้ว ทำให้หลังจากเหตุการณ์นั้นบริษัทต่างๆ รวมไปถึงประชาชนลงทุนและใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังมากขึ้น

จึงเมื่อเกิดวิกฤต "แฮมเบอร์เกอร์" เมืองไทยแม้จะได้รับผลกระทบแต่ก็ไม่มากเท่าหลายๆ ประเทศ

จนถึงไตรมาสสุดท้ายของปี 2552 ภาวการณ์ต่างๆ เริ่มกระเตื้องขึ้นมาจากการฟื้นตัวของโลก

ส่วนเมืองไทยแม้กระทบไม่มากเท่าที่กลัว
แต่เมื่อโลกเริ่มฟื้นเมืองไทยกลับโตได้น้อยกว่าประเทศอื่นๆ!??

ปัญหาหลักก็เดิมๆ คือเรื่องการเมือง การบริหารของรัฐบาล ที่จากผลโพลแทบทุกสำนักให้สอบตกหรือผ่านแบบคาดเส้นทั้งสิ้น

รวมกับเรื่อง "มาบตาพุด"
ที่ถือว่ากระทบกับภาพลักษณ์การลงทุนของนานาชาติในเมืองไทยอย่างมาก

ทำให้เกรงกันว่าปีหน้าช่วงที่เศรษฐกิจโลกน่าจะฟื้นขึ้นเป็นรูปตัว "วี"
เมืองไทยอาจจะไม่ได้รับอานิสงส์เท่าที่ควร!??

อีกทั้งราคาน้ำมันที่เชื่อว่าน่าจะพุ่งขึ้นเรื่อยๆ อาจจะเป็นสิ่งที่ทำให้เมืองไทยถูกกระตุกซ้ำอีกครั้ง

แต่น่าห่วงที่สุดก็คือปัญหาที่กูรูทั้งหลายมองเห็น
รัฐบาลชุดนี้แทบไม่ได้เตรียมรับมือหรือให้ความเชื่อมั่นเลยว่า

หากเกิดปัญหาใดปัญหาหนึ่ง หรือมาพร้อมกันทุกปัญหา

จะแก้กันอย่างไร!??

วิสัยทัศน์มุมมอง

ที่มา ไทยรัฐ

รายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับ นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สัปดาห์ที่ผ่านมา เปิดโอกาสให้พิธีกรทีวีช่องต่างๆไปช่วยกันตั้งคำถามสารพันปัญหา ซึ่งนายกฯอภิสิทธิ์เองก็ตอบได้ทุกเรื่อง แต่จะเป็นคำตอบในการแก้ไขปัญหาหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่อง

เรื่องทำนองนี้ก็เป็นที่ทราบกันอยู่ นายกฯอภิสิทธิ์คงไม่เอาพิธีกร ที่ไม่ไว้วางใจไปซักถามออกทีวีอยู่แล้ว ก็ต้องเอาที่ใกล้ชิดและไว้วางใจไปช่วยกันซักถามพอเป็นพิธีให้ภาพพจน์ออกมาดูดีว่างั้นเถอะ

แต่มีคำถามและคำตอบที่ค่อนข้างจะหนักใจพอสมควรกับ ทัศนคติของนายกฯอภิสิทธิ์ ในมุมมองและวิสัยทัศน์ของผู้นำประเทศ นั่นคือความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา

คำถามว่า ที่นายกฯฮุน เซน ของกัมพูชา ออกมาวิจารณ์รัฐบาลและนายกฯอภิสิทธิ์แรงมากๆรู้สึกอย่างไร นายกฯตอบว่า เป็นเรื่องธรรมดา ซึ่งตอนนี้ก็เหมือนเพิ่มคนวิจารณ์ออกมาอีกหนึ่งคน เสียใจที่คนไทยบางกลุ่มไปเพิ่มเงื่อนไขให้เขมร และที่ฮุน เซน ไม่พอใจอาจจะมาจากเรื่องการคัดค้านการขึ้นมรดกโลกเขาพระวิหาร โยนให้ประชาชนตัดสินใจจะปล่อยให้กัมพูชายึดพื้นที่ทับซ้อนเพื่อแลกกับการคืนดีกันหรือไม่

ฟังแล้วอึ้ง

สุมปัญหาให้ยุ่งยากมากขึ้น ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชานั้นเกินกว่าที่จะเยียวยา ไม่ใช่ไม่มีหนทางในการแก้ปัญหา แต่มุมมองต่อปัญหานี้ของนายกฯอภิสิทธิ์เป็นอคติ ไม่ใช่เรื่องของเหตุผลหรือวิธีการ

แต่เป็นเรื่องของอารมณ์และความรู้สึก

ไม่ว่าจะยกเหตุผลด้านใดมาประกบก็ตาม แต่ภาพรวมที่นายกฯอภิสิทธิ์พยายามจะสื่อให้สังคมได้รับทราบในตอนนี้ ก็คือสาเหตุความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชาเกิดจากนายกฯฮุน เซน ของกัมพูชา มีเรื่องไม่พอใจผลประโยชน์ที่ได้รับเป็นการส่วนตัว และได้รับข้อมูลที่ไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง

อีกประเด็นก็คือ มีคนไทยซึ่งน่าจะหมายถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ และคนอื่นๆ ไปปลุกปั่นยุยงให้เกิดความเข้าใจผิดต่อรัฐบาลและนายกฯอภิสิทธิ์

ความผิดไม่ได้เกิดจากรัฐบาลชุดนี้

การรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ความผิดพลาด การขาดประสบการณ์ หรือความไม่ประสาในเชิงชั้นนโยบายกลยุทธ์การบริหารงานที่เต็มไปด้วยอคติส่วนตัว จะนำไปสู่ความล่มจมของบ้านเมือง

วันนี้นอกจาก รัฐบาลกัมพูชา จะยินดีต้อนรับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แล้ว ประชาชนคนไทยส่วนหนึ่งที่ถูกรัฐบาลชุดนี้ผลักดันให้ไปเป็นฝ่ายศัตรู เป็นพลเมืองชั้นสอง เป็นผู้ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากระบบยุติธรรม ก็ยังได้รับการต้อนรับอย่างเป็นมิตรจากกัมพูชาอีกด้วย

คนเสื้อแดงเข้าออกกัมพูชาได้อย่างอิสระเสรี ผู้ถูกกล่าวหาจากคดีการเมืองอาศัยพักพิงในประเทศกัมพูชาได้อย่างปลอดภัย วันนี้นายกฯอาจจะพูดเจื้อยแจ้วได้ในจอทีวีทุกช่อง แต่เวทีการแสดงสดของนายกฯชักจะแคบลงทุกที.

หมัดเหล็ก