WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, December 30, 2009

"อ๋อย"ทวิตเย้ยรบ.ล้มละลายทางการเมืองจี้ ป.ป.ช. สร้างบรรทัดฐาน

ที่มา มติชน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 30 ธ.ค. ว่า นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ทวิตข้อความผ่านเว็บบล็อก Twitter.com แสดงความเห็นกรณีผลการสอบของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีที่มีข้อกล่าวหาว่า มีการทุจริตโครงการไทยเข้มแข็งของกระทรวงสาธารณสุข ที่มีนพ.บรรลุ ศิริพานิช เป็นประธาน ระบุว่าปฏิบัติหน้าที่บกพร่องและมีการเตรียมการทุจริต ว่า

"ผลการตรวจสอบการทุจริตในกระทรวงสาธารณสุข.กำลังทำให้พรรคประชาธิปัตย์และรัฐบาลตกที่นั่งลำบาก รัฐบาลที่มีเรื่องทุจริตมากอย่างนี้จะอยู่ต่อไปได้อีกเท่าไร เพราะมีการยึดอำนาจด้วยข้ออ้างเพื่อขจัดคอรัปชั่น จนกระทั่งได้รัฐบาลที่ผู้อยู่เบื้องหลังการยึดอำนาจต้องการแล้วกลับมีคอรัปชั่นมากกว่าเดิม ตราบใดที่กลไกการตรวจสอบคอรัปชั่นยังพิกลพิการอย่างที่เป็นอยู่ การคอรัปชั่นยังจะมากกว่านี้อีกมากแน่นอน ตั้งแต่ปลากระป๋อง ชุมชนพอเพียง จนถึงสาธารณสุขเข้มแข็ง ไม่ทราบว่าปปช.ทำอะไรไปบ้าง หรืออาจจะต้องถามว่าคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ถึงจุดไหนที่นายกรัฐมนตรีจึงต้องรับผิดชอบ จะอ้างว่าไม่มีเอี่ยวด้วยไปเรื่อยๆอย่างนั้นหรือ เงื่อนไขที่จะยุบสภาของนายกน่าจะเพิ่มอีกข้อคือ เมื่อไม่พบเรื่องทุจริตคอรัปชั่นติดต่อกันเป็นเวลานานกว่า 2 เดือน"

นายจาตุรนต์ ยังกล่าวว่า เมื่อรัฐบาลล้มละลายทางการเมืองแล้ว แต่ก็ยืนยันไม่ยุบสภา รัฐธรรมนูญก็คงไม่ได้แก้แล้ว ฝ่ายประชาธิปไตยควรทำอย่างไร ระบบเราควรเป็นอย่างไรแน่ ซึ่งเห็นด้วยว่านับถอยหลังและจบไม่สวยแน่ แต่จะจบอย่างไรยังคาดไม่ถูก เป็นตนจะทำยังไงก็บอกไม่ถูก เพราะไม่เคยถูกกล่าวหามาก่อน จึงไม่มีโอกาสแสดงสปิริต แต่ ครม.นี้คงได้แสดงสปิริตกันอีกหลายคน ที่ตนถามหา ป.ป.ช.เพราะหลายเรื่องที่จบไปด้วยการลาออกบ้าง เปลี่ยนคนทำหน้าที่บ้างนั้น ไม่เห็นบทบาทของป.ป.ช. ซึ่งไม่น่าจะเป็นบรรทัดฐานที่ถูกต้อง หลักที่ว่าทำไม่ได้ก็ควรออกไป ก็ใช้ได้ แต่ถ้าเขาไม่ออกก็ควรมีวิธีตามกติกามาจัดการ แต่กรณีทุจริตใช้หลักเดียวกันไม่ได้

"ทักษิณ" ส่งทนายฟ้อง "เทพไท" ตั้งฉายาชูชกขายชาติ

ที่มา มติชน

เมื่อเวลา 9.00 น. วันที่ 30 ธันวาคม ที่สน.บางซื่อ ทีมทนายความของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นำโดยนายอุดม โปร่งฟ้า ได้เดินทางมาแจ้งความร้องทุกข์นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส. นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ต่อพนักงานสอบสวนในข้อหากระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยใส่ความพ.ต.ท.ทักษิณ กรณีให้ฉายาพ.ต.ท.ทักษิณว่า “ชูชกขายชาติ เพราะถูกกล่าวหาว่ากินทุกอย่างที่ขวางหน้า จนเกิดรัฐประหาร ต่อมายังสมคบสมเด็จฮุนเซน นายกฯกัมพูชา ขายชาติ ทรยศชาติ จึงขอให้ระวังท้องแตกตาย” ซึ่งเป็นความเท็จและทำให้พ.ต.ท.ทักษิณ ได้รับความเสียหาย


นายอุดม กล่าวว่า นายเทพไท เป็นส.ส.นครศรีธรรมราช และได้รับมอบหมายจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้ทำหน้าที่โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรค และมีพฤติกรรมชอบพูดจาใส่ความผู้อื่นด้วยความเท็จ บิดเบือนใส่ร้ายป้ายสีพ.ต.ท.ทักษิณ ว่าเป็นคนทุจริตคอรัปชันไม่เลือก ขายชาติ ทรยศชาติ เป็นการใส่ร้ายให้ได้รับความเสียหาย ซึ่งพ.ต.ท.ทักษิณ เป็นคนไทยคนหนึ่งที่รักประเทศ ไม่เคยแม้แต่จะคิดทำอะไรที่เป็นการขายชาติ หรือทรยศดังที่นายเทพไท ใส่ร้าย การที่พ.ต.ท.ทักษิณได้รับตำแหน่งที่รปรึกษาทางด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลกัมพูชา ก็เพื่อประโยชน์ทั้งแก่ประเทศไทยกัมพูชาและประเทศไทย พ.ต.ท.ทักษิณไม่เคยกระทำใดๆให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศ


นายอุดม กล่าวว่า ทีมทนายความของพ.ต.ท.ทักษิณ ขอเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ ในฐานะหัวหน้าพรรคร่วมแสดงความรับผิดชอบกับการกระทำของนายเทพไท เพราะการกระทำของนายเทพไท ถือเป็นการกระทำของนายอภิสิทธิ์ด้วย เพราะได้รับมอบหมายจากนายอภิสิทธิ์ ตามหลักกฎหมายว่าด้วยตัวการตัวแทน ซึ่งไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบได้ และหายไม่รับผิดชอบทีมทนายความก็จะพิจารณาดำเนินคดีทางกฎหมายกับนายอภิสิทธิ์ต่อไป


“พ.ต.ท.ทักษิณให้ประกาศเตือนบุคคล หรือนิติบุคคลที่ยังกระทำการใดๆ ที่เป็นการใส่ร้ายป้ายสีพ.ต.ท.ทักษิณ ให้ได้รับความเสียหายแก่ชื่อเสียง เกียรติยศ ให้หยุดการกระทำเสีย หากไม่หยุดทีมทนายจำเป็นต้องดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดทั้งทางอาญาและทางแพ่ง” นายอุดม กล่าว

เปิดสารพัดวิธีทุจริตงบไทยเข้มแข็ง สธ.นัดพ่อค้ากินข้าว เรียกสินบน80ล้าน

ที่มา มติชน





ทันทีที่ทีมมือปราบโกง นำทีมโดย นพ.บรรลุ ศิริพานิช ประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโครงการไทยเข้มแข็งของกระทรวงสาธารณสุข เปิดแถลงข่าวผลการสอบสวนความไม่ชอบมาพากลของโครงการไทยเข้มแข็ง สาวไส้ความผิดทั้งนักการเมือง และข้าราชการประจำ ร่วมยกกระบิ มีคนผิดทั้งที่มีหลักฐานอ้างอิงชัดเจน และไม่มีเอี่ยวทุจริต แต่บกพร่องต่อหน้าที่ เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2552 ที่ทำเนียบรัฐบาล
ภาพรวมของความผิดแบ่งได้ ดังนี้


1.นัดฮั้วเรียกเงินรถพยาบาลคันละ 1 แสนบาท


ผลตรวจสอบพบว่าจากพยานหลักฐานน่าเชื่อว่าได้มีการพยายามเจรจาเพื่อเตรียมการให้มีการฮั้วกันจริง โดยมีนายมานิต นพอมรบดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข และนางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้นัดบริษัทรถยนต์ 2 บริษัท มารับประทานอาหารค่ำที่ภัตตาคารไดนาสตี้งโรงแรมเซนทารา ลาดพร้าว ช่วงค่ำของวันที่ 17 สิงหาคม 2552


นพ.บรรลุกล่าวยืนยันว่า มีผู้ประกอบการรถยนต์ยี่ห้อหนึ่งที่ได้ร่วมในการทานอาหารมื้อนั้น ได้ทำหนังสือยืนยันมายังคณะกรรมการ รวมทั้งมาให้ถ้อยคำต่อกรรมการตรวจสอบด้วยว่ามีนักการเมืองคนใดร่วมทานอาหารบ้าง โดยระบุชัดเจนว่า นายมานิต และนางศิริวรรณ ได้มีการเจรจาเรียกรับผลประโยชน์ คันละ 1 แสนบาท รวม 800 คัน เป็นเงิน 80 ล้านบาท ซึ่งเรื่องนี้น่าจะมีมูลความผิดทางอาญาด้วย ผู้มีหน้าที่ต้องดำเนินการให้ถึงที่สุด

2.ยูวี แฟน ทำเป็นขบวนการ สอบ 5 คนผิด ตั้งแต่อดีตปลัด สธ. ที่ปรึกษา รมว.สธ. ผอ.สบภ.มีเอี่ยว


สำหรับยูวี แฟน พบเงื่อนงำความผิดปกติมากมาย ทำอย่างเป็นขบวนการทั้งในและนอก สธ. มีพยานหลักฐานน่าเชื่อว่าผู้สั่งการเรื่องนี้โดยตรง คือ


1.นพ.ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ อดีตปลัด มีมูลเหตุจูงใจ คือ มีการสั่งนโยบายโครงการเร่งรัดหยุดวัณโรค ที่ขัดต่อหลักวิชาการให้รับผู้ป่วยในโรงพยาบาล 14 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสแพร่เชื้อวัณโรคในโรงพยาบาล และสั่งให้ทำห้องแยกโรคพร้อมมีเครื่องฟอกอากาศที่ใช้รังสียูวี ราคาสูงถึงห้องละ 250,750 บาท จึงเป็นเหตุให้โรงพยาบาลต่างๆ ใช้เป็นข้ออ้างในการจัดซื้อยูวี แฟน


2.พญ.ศิริพร กัญชนะ อดีตรองปลัด สธ. ในฐานะดูแลโครงการไทยเข้มแข็งภาพรวม


3.น่าเชื่อว่า นายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข อาจมีส่วนโดยตรงหรืออ้อมในการสั่งบรรจุยูวี แฟน ในโครงการไทยเข้มแข็ง โดยมีนพ.กฤษฎา มนูญวงศ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในขณะนั้นนำไปส่งให้กับ นพ.สุชาติ เลาบริพัตร ผู้อำนวยการ สบภ. สอดคล้องกับที่ นพ.สุชาติ มีบันทึกชัดเจนว่าเป็นนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

4.นอกจากนี้ยังพบว่ามีการจัดซื้อยูวี แฟน ที่ใช้งบฯอื่น โดย นพ.จักรกฤษณ์ ภูมิสวัสดิ์ สาธารณสุขนิเทศ ขณะนั้น ขอให้โรงพยาบาลใน จ.นครศรีธรรมราช จัดซื้อยูวี แฟน ราคาเครื่องละ 99,000 บาท และน่าจะเป็นสินค้ายอมแมว ไม่ใช่ของนอก


5.พบว่ามี 3 จังหวัด คือ กาฬสินธุ์ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ซื้อยูวี แฟน ที่มีการล็อกสเปคในราคาเครื่องละ 40,000 บาท ขณะที่สถาบันทรวงอกผลิตได้ในราคาต้นทุน 2,000-5,000 บาท และมีผู้บริหารพาครอบครัวไปทัศนศึกษาที่นิวซีแลนด์ ขณะที่โรงพยาบาลจังหวัดขอนแก่นกลับปฏิเสธไม่ขอรับยูวี แฟน ที่ อบจ. ขอนแก่น ได้จัดซื้อให้ฟรี เมื่อปี 2550 เพราะพิจารณาแล้วไม่คุ้มค่าบำรุงรักษา

3.มั่วงบฯก่อสร้าง รมช.สธ.ล้วงลูกชัดเจน


เอกสารผลการสอบสวนระบุว่า 60% ของงบประมาณไทยเข้มแข็งทั้งหมด เป็นงบฯก่อสร้าง พบว่ามีการจัดสรรมั่วแบบมือใครยาวสาวได้สาวเอา สาเหตุเพราะไม่มีการกำหนดยุทธศาสตร์ เป้าหมาย หลักเกณฑ์ และไม่มีการตั้งคณะกรรมการดูแลพิเศษ ส่งผลให้การจัดสรรงบฯกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ เห็นได้ชัดเจน โดยมีโรงพยาบาลศูนย์ ทั่วไป และศูนย์ความเป็นเลิศ รวม 115 แห่ง ที่ได้งบฯก่อสร้างมากกว่าโรงพยาบาลชุมชนที่ได้เพียง 235 แห่ง จากทั้งหมด 735 แห่ง และสถานีอนามัย 9,762 แห่งทั่วประเทศรวมกัน


ที่สำคัญ ยังพบว่านายมานิตลงไปล้วงลูกด้วยตนเอง จัดสรงบฯสร้างอาคารถึง 5 หลัง ที่โรงพยาบาลราชบุรี ทั้งๆ ที่โรงพยาบาลต้องการเพียง 2 หลังเท่านั้น และยังต้องทุบอาคารเก่าอีกหลายหลังด้วย มีการกดดันผู้อำนวยการโรงพยาบาลจนต้องถูกย้ายในที่สุด


นอกจากนี้ ราคากลางที่ตั้งไว้สูงเกินเหตุ ทั้งที่มีผลการประมูลก่อสร้างต่ำกว่าราคาที่ตั้งไว้มาก ก็ไม่ยอมปรับลดราคาลง ส่อเจตนาว่าไม่สุจริต เปิดช่องให้มีการทุจริตและแสวงหาผลประโยชน์ ยังมีอาคารแบบเดียวกันแต่ราคาต่างกัน อาทิ


1.อาคารผู้ป่วยนอก-อุบัติเหตุ สูง 5 ชั้น ตั้งราคา 168-185 ล้านบาท แต่มีประวัติที่โรงพยาบาลท่าศาลา เคยสร้างจริงในปี 2552 ใช้งบฯเพียง 128 ล้านบาท


2.อาคารพักพยาบา สูง 3 ชั้น ขนาด 24 ห้อง ตั้งงบประมาณ 9.57 ล้านบาท แต่มีประวัติสร้างจริงเพียง 7 ล้านบาท 3.เสาธงสูง 20 เมตร ตั้งงบฯ 495,000 บาท แต่มีราคากลางเพียง 367,700 บาท และควรเลือกเสาธงแบบสูง 12 เมตร มีราคาเพียง 119,700 บาทเท่านั้น


4.กรมการแพทย์ตั้งราคาครุภัณฑ์แพงผิดปกติ


กรมการแพทย์ได้รับการจัดสรรงบประมาณกว่า 7,500 ล้านบาท แต่พบว่ามีการตั้งราคาครุภัณฑ์และงบฯก่อสร้างแพงเกินจริงหลายหลายการเมื่อเปรียบเทียบกับครุภัณฑ์การแพทย์ของโรงพยาบาลอื่นๆ ในโครงการไทยเข้มแข็งด้วยกันเอง ส่อไปในทางทุจริต เปิดทางให้มีการแสงหาผลประโยชน์ โดยเฉพาะของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ โรงพยาบาลนพรัตน์ โรงพยาบาลเลิดสิน

1.เครื่องเอ็กซเรย์ส่องตรวจระบบดิจิตอล (Digital Fluoroscopy) ของโรงพยาบาลนพรัตน์ และศูนย์มะเร็ง ชลบุรี ตั้งงบฯไว้ที่ 15 ล้านบาท ขณะที่เครื่องชนิดเดียวกันของโรงพยาบาลศูนย์/ทั่วไป ตั้งราคาเพียง 8 ล้านบาท


2.ควบคุมการทำงานของหัวใจ ของโรงพยาบาลเลิดสิน ตั้งงบฯไว้ 9.2 ล้านบาท ขณะที่โรงพยาบาลแห่งนี้เคยจัดซื้อเพียง 3.5 ล้านบาทเท่านั้น
3.เครื่องใส่แร่อัตโนมัติปริมาณรังสีสูง ของสถาบันมะเร็งฯ ตั้งงบฯไว้ 27 ล้านบาท ขณะที่ศูนย์มะเร็ง ลพบุรี เคยจัดซื้อเมื่อปี 2550 ราคาเพียง 19.2 ล้านบาท


3.เครื่องจัดเก็บระบบข้อมูลเฉพาะทางการแพทย์ด้วยคอมพิวเตอร์ สถาบันมะเร็งฯ ตั้งงบฯ 60 ล้านบาท ขณะที่ศูนย์มะเร็งอุบลราชบุรี และโรงพยาบาลศูนย์หลายแห่งเคยจัดซื้อในราคาเพียง 15-30 ล้านบาท เท่านั้น


ทั้งหมดนี้ จึงเป็นที่มาของบทสรุปความผิดโครงการไทยเข้มแข็งที่ว่า "ส่อไปในทางที่จะทำให้เกิดการทุจริตจริง" ของทีมสอบสวนของ นพ.บรรลุ ส่วนใครจะแสดงความรับผิดชอบต่อกรณีนี้อย่างไร..คงต้องยกคำของ นพ.บรรลุ ที่ทิ้งท้ายไว้ว่า


*********************************************************************


สรุปผลชี้มูลผู้เกี่ยวข้อง


นักการเมือง 4 ราย

1.นายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข บกพร่องต่อหน้าที่

2.นายมานิต นพอมรบดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขมีพฤติกรรมส่อทุจริต ล้วงลูก ดึงงบฯเข้า จ.ราชบุรี และนัดกินข้าวกับบริษัทเจ้าของรถยนต์ผู้ผลิตรถพยาบาล รวมถึงเครื่องพ่นฆ่ายุงลาย

3.นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู อดีตเลขานุการ มีพฤติกรรมส่อทุจริต โดยนัดกินข้าวร่วมกับนายมานิต และผู้ประกอบการผลิตรถพยาบาล

4.นพ.กฤษดา มนูญวงศ์ อดีตที่ปรึกษา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ล็อบบี้ให้มีการจัดซื้อเครื่องทำลายเชื้อด้วยแสงอัลตร้าไวโอเลตแบบระบบปิด (ยูวี-แฟน)


ข้าราชการประจำ 8 ราย


1.นพ.ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ อดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข บกพร่องต่อหน้าที่ เปิดช่องให้เกิดการทุจริต

2.พญ.ศิริพร กัญชนะ อดีตรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ไม่เอาใจใส่ต่อโครงการที่มีงบประมาณสูง

3.นายกสินทร์ วิเศษสินธุ์ อดีตผู้อำนวยการกองแบบแผน กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ปรับปรุงแบบแผนทำให้เปิดช่องให้เกิดการทุจริต

4.นพ.เรวัต วิศรุตเวช อธิบดีกรมการแพทย์ อนุมัติจัดซื้อเครื่องมือแพทย์ที่ราคาแพงผิดสังเกต

5.นพ.สุชาติ เลาบริพัตร อดีตผู้อำนวยการ สบภ. มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดซื้อเครื่องยูวี-แฟน

6.นพ.ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข บกพร่องต่อหน้าที่ในสมัยเป็นรองปลัด สธ.รับผิดชอบ สบภ.

7.นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ รับผิดชอบโครงการไทยเข้มแข็ง แต่ปัดความรับผิดชอบ

8.นพ.จักรกฤษณ์ ภูมิสวัสดิ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เขต 6 ให้โรงพยาบาลจัดซื้อเครื่องยูวี-แฟน ราคาแพง ขณะดำรงตำแหน่งสาธารณสุขนิเทศก์

"เปรม" ใน "เครื่องแบบ" ภารกิจ จาก รัฐประหาร 2549 ยัง "ดำรง" อยู่เป็นปีที่ 4

ที่มา ข่าวสด

ทั้งๆ ที่รัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 ผ่านมาแล้วเป็นเวลา 3 ปี และกำลังเหยียบบาทก้าวเข้าสู่ปีที่ 4

กระนั้น พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ก็ยังต้องแต่ง "เครื่องแบบ"

เพียงแต่ครั้งนี้มิได้แต่งเครื่องแบบเพื่อเดินสายปาฐกถาอันเริ่มจากโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า และปิดท้ายที่โรงเรียนนายเรืออากาศ

หากแต่แต่ง "เครื่องแบบ" รอการตบเท้าเข้าอวยพรปีใหม่

ไม่เพียงแต่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ จะนำผบ.เหล่าทัพ พร้อมรักษาการ ผบ.ตร. หาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็นำหน่วยของกองทัพภาคที่ 1

พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ก็นำทีมงานมูลนิธิรัฐบุรุษ มูลนิธิรักเมืองไทย

ที่แปลกออกไปยังเป็นคณะของ นายวิรัช ลิ้มวิชัย อดีตประธานศาลฎีกา ซึ่งได้สนทนากับ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ นานร่วม 30 นาที

นี่ย่อมเท่ากับเป็นการสำแดง "พลัง" อีกครั้งหนึ่งของ พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์

การสำแดง "พลัง" ของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ และคณะ คือ รูปธรรมอันยืนยันว่ารัฐประหาร เมื่อเดือนกันยายน 2549 ภารกิจยังไม่สิ้น

รัฐประหารสามารถ "กำจัด" พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ลงได้โดยพื้นฐาน

เพราะไม่เพียงแต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ต้องกลายเป็นบักน่อยตุหรัดตุเหร่อยู่ต่างประเทศ หากแต่ยังต้องคดีถูกศาลพิพากษาจำคุก 2 ปี

กระนั้น รัฐประหารก็ยังมิอาจ "ขจัด" พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้

แม้พรรคไทยรักไทยจะถูกยุบเมื่อเดือนพฤษภาคม 2550 แม้พรรคพลังประชาชนจะถูกยุบเมื่อเดือนธันวาคม 2551

แต่ ณ วันนี้ ก็ยังมีพรรคเพื่อไทย

ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น แม้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ต้องพำนักอยู่ต่างประเทศอย่างยาวนาน แต่ภายในประเทศก็มีการสำแดงพลังอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2549 กระทั่งกลายเป็นแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แดงทั้งแผ่นดิน

และประดาจปร.กว่า 100 ชีวิตก็ตบเท้าเข้าเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย

หากสรุปจากความจัดเจนของ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ขณะนี้การต่อสู้ของนปช.แดงทั้งแผ่นดินเริ่มมีองค์ประกอบ 3 ประ การ อันเรียกว่า แก้ว 3 ดวง

แก้วดวงที่ 1 คือ พรรค อันได้แก่พรรคเพื่อไทย

แก้วดวงที่ 2 คือ แนวร่วม อันได้แก่กลุ่มคนเสื้อแดงที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ รวมถึงในภาคกลางและกทม.

แก้วดวงที่ 3 คือ กองกำลัง

รูปธรรมอันเด่นชัดยิ่งของกองกำลังภายหลังการดำรงตำแหน่งประธานพรรคเพื่อไทยของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ การเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยของ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี คือมีจปร.กว่า 100 ชีวิต ยื่นใบสมัครเป็นสมาชิก

และยังมีกำลังของอดีตทหารพรานในความรับผิดชอบของ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล อีกจำนวนหนึ่ง

ประการหลังนี้เองทำให้ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ต้องแต่ง "เครื่องแบบ" อีกครั้ง



ทั้งหมดนี้คือจุดแหลมคมยิ่งทางการเมืองในปี 2553 ที่จะเหยียบบาทก้าวเข้ามา

การระดมพลังของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ทั้งทางการเมือง การทหารและรวมถึงกระบวนการตุลาการภิวัตน์ จึงมีความจำเป็น

แสดงว่าภารกิจจากรัฐประหารเดือนกันยายน 2549 ยังคงดำรงอยู่

"แม้ว" เย้ยฆ่าตัดตอนรายที่ 3 รมว.สธ.หลังคดีปลากระป๋องเน่า-ชุมชนพอเพียง เหน็บคุณชายสะอาดก็เอาไม่อยู่

ที่มา มติชน

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จัดรายการผ่านทาง Thaksinlive.com ว่า ทราบว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขประกาศลาออกแล้ว ถือว่า เป็นการฆ่าตัดตอนรายที่ 3 หลังจากคดีปลากระป๋องเน่า ชุมชนพอเพียง มาถึงโครงการไทยเข้มแข็ง ที่จริงเรื่องนี้ไม่ควร เพราะถือเป็นการคอร์รัปชั่นเชิงนโยบายที่เห็นได้ชัด สิ่งนี้เป็นคำพูดที่เคยกล่าวหาตนมา เรื่องนี้ ป.ป.ช. (คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ) ไม่สามารถทำอะไรได้ เนื่องจากกลายเป็น ปชป. (พรรคประชาธิปัตย์) ไปแล้ว


"แม้จะฆ่าตัดตอนไป 3 ราย แต่การทุจริตก็ยังมีมากกว่านั้น แต่ไม่กล้าแตะ เพราะเป็นกระทรวงของพรรคร่วมรัฐบาล ต่อไปใครมาเป็นรัฐบาลเนี่ยนะ คิดจะแย่เท่านี้ ยังทำไม่ได้เลย ไม่มีรัฐบาลไหนที่กรรมการจะเข้าข้างเท่าชุดนี้อีกแล้ว ที่มองเห็นว่าตอนนี้เป็นนาทีทอง เลยเละตุ้มเป๊ะไปหมด อย่างนี้คุณชายสะอาดก็เอาไม่อยู่หรอก" พ.ต.ท.ทักษิณกล่าว

"แดง"สะพานควายโห่ไล่"มาร์ค"ขณะกดปุ่มโอนเงินกองทุนหมู่บ้าน

ที่ธนาคารออมสิน สำนักงานใหญ่ ย่านสะพานควาย เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 30 ธันวาคม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีกดปุ่มโอนเงินเพิ่มกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ระยะที่ 1 จำนวน 35,881 กองทุน ภายใต้งบประมาณ 8,695 ล้านบาท


ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในระหว่างการประกอบพิธีดังกล่าวได้มีกลุ่มคนเสื้อแดงประมาณ 10 คนมาชูป้ายประท้วง และกระพือตีนตบตะโกนขับไล่นายอภิสิทธิ์ บริเวณด้านหน้าทางเข้า-ออกธนาคารออมสิน โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจจากสน. บางซื่อ เจ้าหน้าที่ตำรวจปราบจลาจลกระจายกำลังกันอารักขาความปลอดภัย

อย่างไรก็ตามในขณะที่ขบวนรถนายอภิสิทธิ์วิ่งออกจากธนาคารออมสินเข้าสู่ถนนพหลโยธิน กลุ่มเสื้อแดงได้วิ่งกรูมาดักที่ประตูทางออกในระยะประชิดรถของนายกฯ เพื่อตะโกนโห่ไล่นายอภิสิทธิ์ แต่ไม่มีเหตุการณ์รุนแรงใดๆ หรือขว้างปาสิ่งของแต่อย่างใด

สงครามของคนไทย

ที่มา บางกอกทูเดย์

ดูเหมือนใช่...แต่มันไม่ใช่ดูว่ามันไม่ใช่...แต่มันก็ใช่ระหว่าง...ทักษิณ กับ คนเสื้อแดง กลายเป็นความลังเลสับสนของคนที่ไม่ใช่คนเสื้อแดง ไม่ใช่คนที่รักทักษิณจำเป็นหรือไม่...ที่คนเสื้อแดงคือคนที่รักทักษิณ อยากจะให้ทักษิณกลับประเทศไทย กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี...แล้วใช่หรือไม่ที่คนเสื้อแดงทั้งสิ้นทั้ง

ปวงนั้น...แขวนปฏิกิริยาแห่งการต่อสู้ไว้กับทักษิณ...จน กษิต ภิรมย์..ไปเชื่อว่า..ไม่มีทักษิณไม่มีเสื้อแดงจนต้องวางแผนหาทาง...ขจัด และกำหนดวิธีการจบเกม...ขึ้นสัมผัสมาด้วยตา..ด้วยหู และเรียนรู้ด้วยปาก..แน่นอนว่ามีคนจำนวนหนึ่ง..สู้เพื่อทักษิณ..เพราะเขายังแยกแยะไม่ได้กับความแตกต่างระหว่างคำว่า ประชาธิปไตย กับ ทักษิณชินวัตรทักษิณ ชินวัตร...คือนายกรัฐมนตรีที่ถูกปฏิบัติ..เป็นประชาธิปไตยที่โดนข่มเหงรักแกโดยกองทัพที่ยังไม่ใช่กองทัพของ

ประเทศ ไม่ใช่กองกำลังของประชาชน...กองทัพที่ยังไม่มีคำสาบานที่ว่า จะพิทักษ์รักษารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแม้ว่ากองทัพนั้นจะประกอบขึ้นมาด้วยประชาชน...แต่คำว่าประชาชนเพิ่งมาเติมต่อหลัง..เมื่อหลังการต่อสู้ระหว่างกองทัพกับประชาชนเมื่อพฤษภาทมิฬ..เป็นการต่อเติมด้วยอักษรภาษาไม่ใช่จิตวิญญาณทว่า...ในบรรทัดแห่งประวัติศาสตร์บนปูมแห่งชาติที่ไม่มีวันปรับเปลี่ยนได้นั้น...ก่อนจะมี ทักษิณ ชินวัตร...ประชาชนได้รวมพลังกันเพื่อการต่อสู้กับ

อำนาจของปืนมาแล้ว...บางครั้งก็แพ้ บางครั้งก็ชนะด้วยบุญญาธิการเป็นปาฏิหาริย์แห่งความจงรักภักดี...เผด็จการ กับ ประชาธิปไตย...จึงแพ้ชนะกันไม่ขาดบนแผ่นดินนี้... คราวแรก...เผด็จการอ้างประชาชนล้มอำนาจแห่งกษัตรา..ขจัดสมบูรณาญาสิทธิราชจากนั้น เผด็จการ...อ้างความจงรักภักดีออกมายํ่ายีประชาธิปไตยของประชาชน...77 ปีผ่านไป...เผด็จการจึงฝังรากยิ่งใหญ่.. ไม่มี สมบูรณาญาสิทธิราชและปราศจากประชาธิปไตย..เผด็จการสืบสานเผ่าพงศ์

วงศ์วาร...รุ่นแล้วรุ่นเล่า...ครั้งนี้เป็นอีกคราวหนึ่ง...ที่ ประชาธิปไตย จะเผชิญหน้ากับเผด็จการ..ต่างฝ่ายต่างมั่นใจว่า..จะเป็นผู้ชนะสงครามเผ่าพันธุ์เดียวกันในปีหน้า...น่าจะเป็นสงครามครั้งสุดท้าย...ถึงไม่มีทักษิณ...มันก็ยังมีสงครามประชาธิปไตยปราชัย..ก็จะกลับไปก่อตัวใหม่... หากเผด็จการปราชัย..มันจะจากไปตลอดกาล 

สองมาตรฐาน / หัวโขน หัวคน

ที่มา สยามรัฐ

วิทยา ตัณฑสุทธิ์30/12/2552

คำว่า ” สองมาตรฐาน “ ซึ่งภาษาอังกฤษใช้คำว่า “ Double Standard “ หมายถึงการใช้ระบบที่ผิดแผกแตกต่างกัน มาจัดการกับเรื่องที่มีลักษณะอย่างเดียวกัน เป็นการกระทำแบบเลือกปฏิบัติ ตรงกับภาษิตไทยที่ว่า “เลือกที่รัก มักที่ชัง “
รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โดนกล่าวหาว่าใช้ระบบสองมาตรฐานในหลายเรื่อง ซึ่งลำดับได้ดังนี้
1.ปล่อยให้คดีม็อบเสื้อเหลืองดำเนินไปอย่างอืดอาดล่าช้า คดีดังกล่าวได้แก่การยึดทำเนียบ, ปิดสนามบินสุวรรณภูมิ และการก่อจลาจลวันที่ 7 ตุลาคม 2551 แต่คดีของพวกม็อบเสื้อแดงกลับเร่งทำอย่างรวดเร็ว
2.รัฐบาลใช้กฎหมายพิเศษในด้านการรักษาความสงบ กับพวกม็อบเสื้อแดงที่จัดชุมนุมในหลายครั้ง โดยเปิดทางให้ฝ่ายทหารเข้ามาร่วม เสริมกับตำรวจใช้อำนาจควบคุมกลุ่มม็อบ มีการปะทะกันที่พัทยาและในกรุงเทพฯช่วงวันสงกรานต์ที่ผ่านมา แต่ไม่เคยนำกฎหมายพิเศษมาใช้กับพวกม็อบเสื้อแดง
เรื่องนี้ฝ่ายรัฐบาลอ้างว่า ม็อบเสื้อแดงใช้ความรุนแรงเผาบ้านเผาเมือง ปิดถนนทำให้ประชาชนเดือดร้อน จึงต้องใช้กฎหมายรักษาความมั่นคง ผิดกับฝ่ายม็อบเสื้อเหลืองที่ชุมนุมกันโดยสงบ ไม่มีเค้าว่าจะเกิดเหตุรุนแรง
ข้ออ้างนี้ถูกพวกม็อบเสื้อแดงโต้กลับไปว่าไม่จริง เพราะม็อบเสื้อเหลืองมีหน่วยกองกำลังของตนคือ “นักรบศรีวิชัย” มีอาวุธประจำตัว นอกจากนี้ยังปิดถนนปะทะกับตำรวจมีการขว้างปาระเบิดปิงปอง ใช้ไม้เสาธงเหลาแหลมทิ่มแทงประชาชนและตำรวจ ใช้น็อตยิงด้วยหนังสติ๊ก และที่เสียหายหนักจนทำให้เศรษฐกิจทรุดก็คือการปิดสนามบินสุวรรณภูมิ ทำให้นานาประเทศไม่กล้าเดินทางมาไทย
3.เมื่อมีการทจุริตเกิดขึ้นในกลุ่มคนของรัฐบาลเช่นการแจกปลากระป๋องเน่าให้ผู้ประสบภัยพิบัติภาคใต้ ก็ไม่สามารถจับกุมตัวผู้ทำผิดมาดำเนินคดีได้ มีเพียงนายวิฑูรย์ นามบุตร รมต.กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ แสดงความรับผิดชอบด้วยการบื่นใบลาออกไปคนเดียวเท่านั้น
นอกจากนี้ ยังมีเรื่องฉาวโฉ่ในโครงการชุมชนพอเพียง เพราะมีกลุ่มคนทำตัวเป็นหน้าม้า ไปเสนอขายสินค้าแก่ชาวบ้านในลักษณะหลอกลวงฉ้อฉล สินค้าส่วนใหญ่มีราคาแพง และไม่ใช่สิ่งที่ชาวบ้านต้องการ เมื่อเรื่องนี้ถูกเปิดโปงขึ้นมา ทำให้รัฐบาลต้องหยุดโครงการเอาไว้ แต่การสอบสวนหาตัวคนทำผิดก็ไม่มีอะไรคืบหน้า โดยเฉพาะนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกฯที่ดูแลเรื่องนี้ กลับไม่ถูกตั้งกรรมการสอบสวนแต่อย่างใด
เรื่องที่ยกมาให้ดูข้างต้นนั้น เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ทำให้รัฐบาลถูกมองว่าปฏิบัติแบบสองมาตรฐาน ซึ่งทำให้นานาประเทศเกิดความไม่เชื่อถือ ส่วนคนไทยก็เกิดความรู้สึกคับข้องใจว่าทำไมรัฐบาลจึงไม่ทำอย่างเท่าทียมในมาตรฐานเดียวกัน
นักข่าวสายทำเนียบรัฐบาลตั้งฉายาให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะว่า”หล่อหลักลอย” โดยอ้างเหตุผลว่า นายอภิสิทธิ์เป็นคนตั้งกฎเหล็ก 9 ข้อในเรื่องจริยธรรมและคุณธรรมของ รมต. ซึ่งมีกฎข้อหนึ่งระบุว่า เมื่อเกิดเรื่องเสียหายขึ้น ความรับผิดชอบทางการเมืองจะต้องสูงกว่าความรับผิดทางกฎหมาย แต่ในทางปฏิบัติกลับปรากฏว่า นายอภิสิทธิ์ไม่ได้ทำอย่างที่พูด
ต้องขอชมนักข่าวสายทำเนียบ ที่ตั้งฉายาได้ถูกต้องเหมาะสม เพราะหนึ่งปีที่รัฐบาลนายอภิสิทธ์ เวชชาชีวะ บริหารประเทศไทย ได้แสดงให้เห็นเป็นที่ประจักษ์แล้วว่า นายกฯคนนี้พูดเก่ง พูดคล่อง พูดแล้วฟังเพลิน แต่กลับทำอย่างที่พูดได้น้อยมาก
สังคมใดก็ตาม ถ้าได้ผู้นำเป็นคนที่ยึดมั่นในสัจจะวาจา พูดอะไรออกไปแล้วรักษาคำพูดอย่างแน่วแน่มั่นคง เมื่อทำผิดก็กล้ารับผิดโดยไม่โยนกลองไปให้คนอื่น สังคมนั้นย่อมมีแต่ความสงบสุข จะทำสิ่งใดก็เจริญก้าวหน้า
แต่ถ้าสังคมใดมีผู้นำเป็นคนประเภทพูดดีพูดเก่ง แต่ทำไม่ได้อย่างที่พูด หรือเป็นประเภทเอาดีเข้าตัว โยนชั่วใส่คนอื่น สังคมนั้นก็ยากที่จะอยู่กันอย่างสงบสุข จะมีแต่ความเสื่อมโทรมล้าหลัง ถูกประเทศเพื่อนบ้านวิ่งแซงหน้าไปหมด

ปีวัวบ้าศก.ไทยสาหัส โกง-ป่วน-ลงทุนชะงัก

ที่มา thaifreenews

โดย Porsche

ปีวัวสาหัส เจอสารพัดปัญหาทั้งเศรษฐกิจโลกทรุดหนักการเมืองในประเทศร้อนฉ่า
ทุบเศรษฐกิจไทยกู่ไม่กลับ ย้อนรอยไปดูเหตุการณ์กัน





รถไฟสไตรก์ซ้ำซาก


วันที่ 16 ต.ค. 52 สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการรถไฟแห่งประเทศไทย (สร.ร.ฟ.ท.) หยุดให้บริการผู้ในส่วนของรถไฟสายใต้ ถึงวันที่ 28 ต.ค. 52 หลังพนักงานรถไฟ อ้างความไม่ปลอดภัยของหัวจักร โดยโยงไปที่อุบัติเหตุรถไฟตกรางที่สถานีเขาเต่า เมื่อวันที่ 5 ต.ค. 52 ที่มีคนตายถึง 7 ศพ และบาดเจ็บจำนวนมาก

การหยุดรถไฟลากยาว จนวันที่ 28 ต.ค. นายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม งัดไม้แข็งแก้ปัญหา ด้วยการไล่ออกพนักงานที่เกี่ยวข้องกับการหยุดรถไฟ 6 คน จากนั้น 30 ต.ค. ไล่ออกพนักงานในส่วนของสถานีหาดใหญ่อีก 10 คน และส่วนกลางอีก 8 คน

รวมทั้งนายสาวิทย์ แก้วหวาน ประธานสหภาพรถไฟด้วย โดยในส่วนของนายสาวิทย์และพนักงานที่อยู่ในสหภาพแรงงานได้ส่งฟ้องศาลปกครองแรงงานกลาง

เสียงบ่นเซ็งอื้ออึง เพราะรถไฟหยุดวิ่งบ่อย ตั้งแต่ปี"51
ระหว่างวันที่ 28 ส.ค. - 13 ก.ย. สร้างความเสียหาย 155 ล้านบาท ปี"52 วันที่ 22-23 มิ.ย.
สร้างความเสียหาย 30 ล้านบาท และล่าสุดวันที่ 16-28 ต.ค. 52 สร้างความเสียหาย 80 ล้านบาท

ตอนนี้ก็ตั้งตารอการปฏิรูปใหญ่รถไฟ



มรสุมซัดศก.ไทย

เศรษฐกิจไทยปี"52 ย่ำแย่ตามเศรษฐกิจโลก
เพราะไทยพึ่งพาการส่งออกถึง 60% หลังจากคู่ค้าหลักอย่างสหรัฐ ยุโรปและญี่ปุ่น
โดนมรสุมวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ขณะที่การท่องเที่ยวซึ่งเป็นตัวสร้างรายได้เข้าประเทศก็ทรุดต่อเนื่อง

ผสมโรงกับมรสุมการเมืองในประเทศ ลากยาวมาตั้งแต่ม็อบเสื้อเหลืองปิดสนามบินเมื่อปลายปี"51 มาถึงม็อบเสื้อแดงบุกพังการประชุมสุดยอดอาเซียน วันที่ 10-12 เม.ย.
ที่พัทยา จ.ชลบุรี ผู้นำอาเซียนเผ่นกันกระเจิง

ในกรุงเทพฯ ม็อบเสื้อแดงยังก่อจลาจลหลายจุด ถ
ึงขั้นปะทะกับเจ้าหน้าที่บ้านเมืองกลายเป็นสงกรานต์เลือด 12 เม.ย.
รัฐบาลจึงต้องประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินในกรุงเทพฯ และปริมณฑลบางอำเภอ ตามมาด้วยการปลุกม็อบป่วนรัฐบาลตลอดปี

รัฐบาลต้องกู้เงินมหาศาลถึง 7.8 แสนล้าน ส่วนหนึ่งคือ 3.49 แสนล้าน อัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ บางส่วนกระจายลงสู่รากหญ้าหวังกระตุ้นการใช้จ่ายผ่านโครงการ
แจกเช็คคนเงินเดือนน้อย 2 พันบาท แจกเบี้ยชรา 5 มาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชน เป็นต้น

แต่ทั้งปี"52 คาดว่าจะพยุงผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ได้แค่ติดลบ 3%



ตลาดหุ้นป่วน

ตลาดหุ้นไทยปี"52 มีเรื่องช็อกและสร้างความตื่นตระหนกให้บรรดานักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศ

เหตุการณ์แรก 20 ก.พ. นายกานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ เอสซีซี แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) มีผู้ปลอมแปลงใบหุ้นสามัญของบริษัท 2 ใบ รวมจำนวนหุ้น 672,000 หุ้น มูลค่าในขณะนั้นประมาณ 67 ล้านบาท ตรวจสอบพบว่ามีพนักงาน 1 คน ของเอสซีจีเป็นผู้จัดทำใบหุ้นสามัญปลอมขึ้นมา

จากนั้น 14-15 ต.ค. กระดานหุ้นไทยร่วงกราวรูดแดงยกแผง หลังมีการปล่อยข่าวลือไม่เป็นมงคลในห้องค้า เป็นเหตุให้นักลงทุนทั้งไทยและเทศทิ้งหุ้นร่วงกราวรูด
กว่าตลาดจะหายช็อก 2 วันดัชนีหุ้นร่วงถึง 53.95 จุด มูลค่าการซื้อขาย 101,344.40 ล้านบาท

1 พ.ย. ตำรวจจับไอ้โม่ง 2 คน คือ

น.ส.ธีรนันต์ วิภูชนันธ์ อดีตกรรมการผู้จัดการ บล.ยูบีเอส และ
นายคธา ปาจริยพงษ์ พนักงาน บล.เคที ซีมิโก้ ในข้อหาปล่อยข่าวลือ

เป็นความผิดตามพ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์


(1)-โกงธอส.499ล้าน

(2)-มรสุมซัดศก.ไทย

(3)-ตลาดหุ้นป่วน

(4)-เกาเหลาชามใหญ่

(5)-อุ้มน้ำมันแพง



เกาเหลาชามใหญ่

เกาเหลาชามใหญ่โชยหึ่งสุด หนีไม่พ้นพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กับพรรคภูมิใจไทย (ภท.)

โดยเฉพาะ นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ จากภท. กับ นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี จากปชป. เริ่มจาก 9 เม.ย. โอนอำนาจขายสินค้าเกษตรจากพาณิชย์ให้ครม.ทำแทน อ้างป้องกันขายขาดทุน ต่อมาล้มประมูลข้าวโพด 4.5 แสนตัน ล้มประมูลข้าว 2.6 ล้านตัน

จากนั้น 7 พ.ย. นายธนพร ศรียางกูร ที่ปรึกษานางพรทิวา ปล่อยข่าวจะแจ้งจับนายกอร์ปศักดิ์ ปฏิบัติหน้าที่มิชอบกรณีอนุมัติขายมันเส้น อีก 10 วันถัดมา ปชป.เอาคืน เบรกพาณิชย์ขายแป้งมันให้รัฐวิสาหกิจของจีนแบบรัฐต่อรัฐ 2 แสนตัน อ้างว่าขายถูกเกินจริง

ย้ำรอยปริอีกคดีเมื่อนายกฯ ยื้อตั้ง นายยรรยง พวงราช ซึ่งนางพรทิวาดันสุดลิ่มจากอธิบดีกรมการค้าภายในเป็นปลัดกระทรวง
ต้องเสนอชื่อเข้าครม.ถึง 3 ครั้ง กว่าจะสมใจ

ภท.เอาคืนทันควัน 13 ต.ค. นางพรทิวา ดันก้น นายบรรยง ลิ้มประยูรวงศ์ ให้ครม.อนุมัติเป็นอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ทั้งที่คนดูแลกรมนี้อย่าง
นายอลงกรณ์ พลบุตร รมช.พาณิชย์ สังกัดปชป.ไปปฏิบัติงานที่พม่า

ชามเกาเหลาแตกเมื่อไหร่ รัฐบาลก็พังเมื่อนั้น



โกงธอส.499ล้าน


วันที่ 1 พ.ค. นายขรรค์ ประจวบเหมาะ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.)
แจ้งจับ นายสมเกียรติ ปัญญาวรกุลเดช อายุ 33 ปี พนักงานธุรกิจสาขาด้านการเงิน ธอส. สาขาเซนต์หลุยส์ 3 ข้อหายักยอกเงินในส่วนของดอกเบี้ยจ่าย 499 ล้านบาท ซึ่งกระทำต่อเนื่องมากว่า 1 ปีครึ่ง

ธอส. ตรวจสอบการทำงานภายในด่วน
พบว่าปัญหาเกิดจากระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ของธนาคารเอง (core banking system-CBS)
จึงสั่งตั้งกรรมการสอบ

วันที่ 23 ก.ค. นายนริศ ชัยสูตร ประธานกรรมการ ธอส.
สรุปผลการสอบสวนข้อเท็จจริง พบการทำทุจริตแบ่งเป็น 2 วิธี คือ

การปลอมสลิปเพื่อถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของลูกค้า 36.5 ล้านบาท และการสร้างรายการจากดอกเบี้ยจ่ายของธนาคาร 499.27 ล้านบาท

ส่วนสาเหตุที่กระทำทุจริตได้สำเร็จ เพราะการผ่อนปรนเงื่อนไขของขั้นตอนการทำงานในระบบ CBS ใหม่ การละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่ในการควบคุมกำกับดูแลงานปกติของผู้ที่รับผิดชอบ และความไม่พร้อมของพนักงานและระบบต่างๆ ที่ใช้ในการตรวจสอบ เมื่อเริ่มใช้ระบบ CBS


(6)-เช่าเมล์เอ็นจีวี

(7)-พ่อมดราเกซสิ้นฤทธิ์

(เจ๋ง-ลงทุนมาบตาพุดสะดุด

(9)-สารเคมีรั่วแหลมฉบัง


แต่ผู้บริหารธอส.ก็รอดตัวไปตามระเบียบ



อุ้มน้ำมันแพง

ราคาน้ำมันในปีนี้ไต่ระดับสูงขึ้นเรื่อยๆ น้ำมันขายปลีกในไทยช่วงต้นปีอยู่ที่ 15-16 บาท/ลิตร แต่ราคาไต่ระดับสูงขึ้นจนน้ำมันดีเซลขยับใกล้ 30 บาท/ลิตร

โดยเมื่อวันที่ 11 ส.ค. 52 ครม. ออกมาตรการบรรเทาผลกระทบน้ำมันแพง 5 มาตรการประกอบด้วย
1.ลดราคาดีเซลลง 2 บาท/ลิตร และลดราคาบี 5 ลง 40 ส.ต./ลิตร อย่างไม่มีกำหนด
2.ตรึงราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ออกไปอีก 1 ปีจนถึง 31 ก.ค. 53

3.ตรึงราคาก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (เอ็นจีวี) ออกไปอีก 1 ปี
4.เปลี่ยนแท็กซี่ที่ยังใช้แอลพีจีอีก 30,000 คัน
5.ตรึงค่าไฟฟ้าอัตโนมัติ (เอฟที) เป็นเวลา 1 ปี

ขณะที่ปี"53 แนวโน้มราคาน้ำมันตลาดโลกคาดว่าจะอยู่ที่ 80 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล
จากปี"52 เฉลี่ยที่ 70 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล คงต้องติดตามว่าในปี"53 รัฐบาลจะต่ออายุมาตรการช่วยเหลือออกไปอีกหรือไม่

โดยเฉพาะแอลพีจี เพราะขณะนี้ยอดนำเข้าสูงกว่าเดือนละ 1 แสนตัน



เช่าเมล์เอ็นจีวี

วันที่ 29 ก.ย. 52 ครม.เห็นชอบให้องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.)
เช่ารถเมล์เอ็นจีวี 4,000 คัน มูลค่า 66,000 ล้านบาท ตามข้อเสนอของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เพราะเห็นว่ามีความเสี่ยงต่ำกว่าการซื้อ

และในวันเดียวกันได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 1 ชุด เพื่อตรวจสอบแผนปฏิบัติการ
และทีโออาร์โครงการเช่ารถเมล์ ซึ่งกระบวนการตรวจสอบจะแล้วเสร็จในเดือนธ.ค.52 จากนั้นจะนำเสนอกระทรวงคมนาคม เพื่อเสนอให้ครม.รับทราบ และจะประกาศเชิญชวนให้เอกชนประกวดราคาในต้นปี"53

อย่างไรก็ตาม วันที่ 17 พ.ย.
คณะทำงานของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เสนอครม. ให้พิจารณาโครงการประกวดราคาเช่ารถโดยสารปรับอากาศเอ็นจีวี 4,000 คัน ว่าอาจไม่โปร่งใสใน 10 ประเด็น ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ออกมาการันตีหลังการประชุมครม. ว่ายังไม่พบการทุจริต

โครงการนี้จะคลอดได้หรือไม่ต้องจับตา



พ่อมด"ราเกซ"สิ้นฤทธิ์

เมื่อวันที่ 29 ต.ค. ศาลฎีกาแคนาดา มีคำสั่งไม่รับคำร้องขออุทธรณ์ของ
"พ่อมดการเงิน" นายราเกซ สักเสนา อดีตที่ปรึกษา
นายเกริกเกียรติ ชาลีจันทร์ เอ็มดีธนาคารกรุงเทพฯพาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) หรือ บีบีซี
ผู้ต้องหาคดียักยอกทรัพย์

นายราเกซ เลยถูกส่งตัวกลับมารับการพิจารณาคดีในไทย ตามความเห็นของรมว.ยุติธรรมแคนาดา
ในวันที่ 30 ต.ค. และส่งมอบตัวให้พนักงานสอบสวนกองปราบปรามดำเนินคดีทันที

นายราเกซ ใช้เวลาถึง 13 ปี ต่อสู้คดีส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับทางการไทย หลังเผ่นหนีคดียักยอกเงินบีบีซี
กว่า 75 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 3,000 ล้านบาท ซึ่งกำลังจะหมดอายุความในปี"53

ขณะที่คดีของนายราเกซ อาจส่งแรงกระเพื่อมถึงนักการเมืองหลายคน
โดยเฉพาะนักการเมืองกลุ่ม 16 ซึ่งนายราเกซ กุมความลับของคนที่ร่วมกันทึ้งบีบีซีจนล้มตึงในปี"38 เพราะมีหนี้เสียมูลค่ามหาศาล ประมาณ 1.2 แสนล้านบาท

พิษบีบีซียังลามมาถึงการปิดตัวของสถาบันการเงินอีก 56 แห่ง
ซึ่งเป็นชนวนสำคัญนำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจเอเชีย หรือวิกฤตต้มยำกุ้งเมื่อปี"40

จุดจบของนายราเกซจะลงเอยอย่างไร?



ลงทุนมาบตาพุดสะดุด

เมื่อวันที่ 3 มี.ค. 52 ศาลปกครองระยองมีคำพิพากษาให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ผู้ถูกฟ้องคดี ประกาศให้ท้องที่เขตเทศบาลเมืองมาบตาพุด และพื้นที่ใกล้เคียงเป็นเขตควบคุมมลพิษ ตามที่สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนและประชาชนชาวมาบตาพุด รวม 43 ราย ยื่นฟ้อง

ต่อมา ผู้ฟ้องในกลุ่มเดิมเดินหน้ายื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลาง
เนื่องจากเห็นว่าหน่วยงานรัฐละเลยต่อหน้าที่
รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาตรา 67 วรรค 2 โดยโครงการ 76 แห่ง
ในมาบตาพุดทำผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) เท่านั้น ไม่ได้ทำผลกระทบด้านสุขภาพ (เอชไอเอ) เป็นเหตุให้ศาลมีคำสั่งในวันที่ 23 ก.ย. 52 ระงับ 76 โครงการ มูลค่า 4 แสนล้านบาท
เพื่อคุ้มครองชุมชนมาบตาพุด

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยระบุว่า การระงับ 76 โครงการ
ทำให้นักลงทุนใหม่ชะลอแผนการลงทุนในไทย 2-3 แสนล้านบาท และยังมีคนตกงานเกือบ 4 หมื่นคน

หลังภาครัฐและเอกชนยื่นอุทธรณ์ วันที่ 2 ธ.ค. 52 ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งให้ 11 โครงการเดินหน้าต่อไปได้
แต่อีก 65 โครงการยังถูกสั่งระงับไว้ มูลค่าประมาณ 2.5 แสนล้านบาท

ภาครัฐแต่งตั้ง นายอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธานคณะกรรมการ 4 ฝ่าย แก้ปัญหามาบตาพุด

หวังปลดล็อกโครงการที่เหลือให้เดินหน้าต่อไปได้



สารเคมีรั่วแหลมฉบัง

เมื่อวันที่ 25 พ.ย. เกิดสารเคมีรั่วไหล บริเวณท่าเทียบเรือ b3 บริหารโดย
บริษัท อีสเทิร์นซี แหลมฉบัง เทอร์มินัล จำกัด หรือ ESCO ในท่าเรือแหลมฉบัง จ.ชลบุรี เป็นการลุกไหม้ตู้คอนเทนเนอร์ ที่บรรจุสารเคมีสารโซเดียมไฮโดรซัลไฟต์ ซึ่งเป็นสารฟอกขาวที่ใช้ในอุตสาหกรรมย้อมผม

คาดว่าถุงที่บรรจุสารดังกล่าวเกิดแตกทำให้สารรั่วไหลออกมา และเกิดความร้อน ทำให้ไฟไหม้ มีกลิ่นเหม็นเหมือนไข่เน่า

เจ้าหน้าที่ได้อพยพประชาชนประมาณ 400 คน ไปอยู่ในที่ปลอดภัย
โดยมีผู้ได้รับความเดือดร้อนทั้งสิ้น 246 ครัวเรือน
ได้รับบาดเจ็บจากการสูดดมสารพิษ จนเกิดอาการเวียนศีรษะ อาเจียน และแน่นหน้าอก ต้องเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลต่างๆ 73 ราย และมีผู้เสียชีวิต 1 ราย แต่ผู้เสียชีวิตมีโรคประจำตัวจนเป็นที่ถกเถียงกันว่าเสียชีวิตจากสารเคมีรั่วหรือจากอาการของโรคประจำตัว

ขณะที่ภาคเอกชนเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐตรวจหาสาเหตุที่เกิดขึ้นโดยเร็ว มิฉะนั้นจะทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่นเรื่องความปลอดภัย

และเชื่อมโยงเป็นกรณีเดียวกับปัญหานิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด

http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TURObFkyOHdNVE13TVRJMU1nPT0=&sectionid=TURNd05RPT0=&day=TWpBd09TMHhNaTB6TUE9PQ==

โชค(ไม่)ดีปีใหม่

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน




วันนี้ 30 ธ.ค. วันสุดท้ายของการทำงานประจำปี

พรุ่งนี้ต่อเนื่องยาวถึงเสาร์-อาทิตย์ เข้าสู่ช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่

ใครใคร่เที่ยว เที่ยว ใครใคร่ฉลอง ฉลอง ขอให้อยู่บนความพอเหมาะ พอดี

ช่วงเวลานี้ของทุกปีมีสถิติการสูญเสียสูงมาก

รัฐบาลรณรงค์ "7 วันอันตราย" ทุกๆ ปี ทว่ายอดเจ็บ ยอดตายยังน่ากลัว

เอาเป็นว่าไม่ประมาท ไม่คึกคะนอง เมาไม่ขับ ง่วงจอดนอน

ถ้าต้องทิ้งบ้านไว้หลายวันก็ "ฝากบ้านกับตำรวจ"

รับผิดชอบตนเอง เคารพกฎ กติกา สังคม ปีใหม่จะได้สุข สดชื่น สมวาระบรรยากาศ

แต่ที่ทุกข์แน่ แย่หนักส่งท้ายปี มีแนวโน้มสะท้านสะเทือนถึงรัฐบาลทั้งคณะหลังปีใหม่

ก็คือสรุปผลสอบโครงการไทยเข้มแข็งของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.)

ขอตัดประเด็นสำคัญที่คุณหมอบรรลุ ศิริพานิช ประธานสอบ แถลงเป็นหนังตัวอย่าง

"นายวิทยา แก้วภราดัย รมว.สาธารณสุข ไม่อาจปัดความรับผิดชอบในความบกพร่อง ส่อเจตนาไม่สุจริต

"เปิดช่องทางให้แสวงหาผลประโยชน์"

"นายมานิต นพอมรบดี รมช.สาธารณสุข ไม่ได้รับมอบหมายให้ดูแลโครงการไทยเข้มแข็ง แต่ก้าวก่าย ล้วงลูก กดดัน ให้จัดสรรงบประมาณเกินจำเป็นลงพื้นที่ของตน

"รวมทั้งน่าเชื่อว่าอาจพัวพันเรื่องฮั้วรถพยาบาลด้วย"

คุณหมอบรรลุยังทิ้งท้ายด้วยว่า

"ได้ขอให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ดำเนินการตามกฎเหล็ก 9 ข้อ ที่แถลงภายหลังประชุมคณะครม.ครั้งแรก"

จากนั้น คุณหมอวิชัย โชควิวัฒน เลขานุการทีมสอบ

แถลงเปิดชื่อ ตำแหน่ง และความผิด!!

ฝ่ายการเมือง 4 คน นายวิทยา แก้วภราดัย รมว.สธ. นายมานิต นพอมรบดี รมช.สธ.

นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู อดีตเลขาฯ รมว.สธ. น.พ.กฤษดา มนูญวงศ์ อดีตที่ปรึกษารมว.สธ.

ข้าราชการประจำ 8 คน น.พ.ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ อดีตปลัดสธ. พ.ญ.ศิริพร กัญชนะ อดีตรองปลัดสธ. นาย กสินทร์ วิเศษสินธุ์ อดีตผอ.ในกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ

น.พ.เรวัต วิศรุตเวช อธิบดีกรมการแพทย์ น.พ.สุชาติ เลาบริพัตร อดีตผอ.สำนักงานบริหารสาธารณสุขภูมิภาค

น.พ.ไพจิตร์ วราชิต ปลัดสธ.ปัจจุบัน น.พ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผอ.สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ และน.พ.จักรกฤษณ์ ภูมิสวัสดิ์ ผู้ตรวจราชการ

เห็นชื่อ ตำแหน่ง ความผิดของผู้เกี่ยวข้องทั้งหลายแล้ว

สงสัยโชคไม่ดีปีใหม่!?

หวังอย่าเหวิด

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ ทิ้งหมัดเข้ามุม

กระสา มันเสมอ




ปีเก่าเหลือเวลาอีกวันเดียว คือวันพรุ่งนี้

มองย้อนหลังไปแล้วก็น่าใจหาย เสียดายเวลา เสียดายโอกาส

ประเทศชาติและประชาชนปัจจุบัน อยู่รอดหรือไม่รอดด้วยรูปนามสำคัญ 3 อย่างในนามการ เมือง เศรษฐกิจ สังคม

เป็นเนื้อเดียวกัน เป็นผลพวงต่อเนื่องกัน หากมองให้ดี

อันใดวิปลาส วิปริตรับลูกส่งต่อทันที

การเมืองตอนต้นปี นายกรัฐมนตรีเป็นตัวขายสูงสุด มีราคายิ่งกว่าใครในอาเซียน อยู่ได้ไม่กี่เพลา ราคาลดลงเป็นลำดับ คนไทยตกอยู่ในอาการเสียดายแทนกันจ้าละหวั่น

รองนายกฯ, รัฐมนตรีต่างประเทศ, ทรัพยา กร, สำนักนายกฯ นายกรัฐมนตรีตั้งผิดทั้งนั้น

ตกกระไดพลอยโจนในทีแรก เป็นหมูปากแข็งในทีหลัง ซึ่งวิชาปากเป็นเอก อาจอาศัยได้ชั่วระยะเวลาหนึ่ง ไม่ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้ทันเวลา ปากจะพาจนตรอกเอาจริงๆ

ปีใหม่กำลังมาถึง หวังกันลมๆ แล้งๆ ว่า การปรับคณะรัฐมนตรีของรัฐบาลจะเป็นประโยชน์แด่ประเทศชาติและประชาชน

ถ้าม่านบังตา ปัญญาบังใจของนายกฯ หมดความเคลือบแคลง สว่างทันตาเห็นขึ้นมาบ้าง

เกือบ 10 คน ตั้งแต่รองนายกฯ, ต่างประเทศ, สำนักนายกฯ, และคนต่างพรรค ที่หลอกหลอนโดยไม่มีหน้าตัก

กรณีพรรคร่วม ทำไมไม่เชิญวิญญาณตัวจริงเขามาหารือให้กระจ่าง กรณีภายในหากมั่นใจว่า ปัสสาวะสะเด็ดน้ำเป็น ไยไม่เขย่าให้ขาดดู

ถือประโยชน์ประเทศชาติ ประชาชนเป็นหลัก นายกฯ ไม่ใช่ร่างทรงของใคร มีความรู้ทางการเมืองเฉกมุขบุรุษ

รู้ว่าต้องทำอะไรที่กล้าหาญ เสียสละ ประพฤติในสิ่งที่ควรประพฤติ

ลองปรับ ครม.เป็นตัวอย่างดู

จะได้รู้กันชัดๆ ว่า เรียนมากรู้น้อยทางการเมืองนั้น ส่วนรวมจะหายนะเข้าไปอีกเท่าไร?