แลหน้าการเมือง 2553 ปีเปลี่ยนวิกฤต
ผ่าดวงการเมืองปีเสือผยอง
ไม่หลักลอย
"เพื่อไทย"เตรียมยื่นซักฟอกนายกฯ ปมไทยเข้มแข็ง สธ. แทน"วิทยา"
ปีใหม่ใหม่ไหม?
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Friday, January 1, 2010
1 มกราคม 2553
แก็งค์ 18 มงกุฏโผล่ที่อเมริกา!!
ที่มา thaifreenews
โดย ป้าพลอย
เราเข้ามายืนในพุทธศักราชใหม่อย่างโก้หรู2010 แถมเป็นปีเสือที่ดุร้าย แต่อาจจะดุร้ายแค่ในประเทศไทยประเทศเดียว ประเทศอื่นๆก็คงอยู่กันอย่างสงบสุข ความผาสุขที่จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ ยื่นความยุติธรรมให้ซี่งกันและกัน หากประเทศใดไม่มีความยุติธรรม ประเทศนั้นๆ จะหาความ
สมานฉันท์ จะหาความสุขสงบไม่ได้อย่างแน่นอน เพราะในเมื่อใช้ความอยุติธรรมเห็นแก่ตัวต่อประชาชน ประชาชนไม่สามารถทนการถูกข่มเหงรังแกแบบนี้ตลอดไป ไม่วันใดวันหนึ่งประชาชนต้องร่วมใจกันลุกขึ้นต่อสู้ สู้เพื่อเอาความยุติธรรมกลับคืนมาให้พี่น้องชาวไทย ต่อสู้เพื่อให้ได้มา
ซึ่งความถูกต้อง และเพื่อกอบกู้ประเทศชาติที่สลักหักพังเพราะถูกโจรปล้นทำลายทรัพย์สินเสียหาย แม้แต่ชื่อเสียงประเทศก็ไม่มีเหลือใว้อีกเลย เราถูกกลุ่มโจรสลัดปล้น..จนป่านนี้โจรสลัดมันยังลอยนวลเย้ยกฏหมายไทยอยู่เลย แถมเดินเข้าออกประเทศไทย ต่างประเทศอย่าง
คนธรรมดา ไม่มีใครกล้าจับกุม ไม่มีใครกล้าขัดขวาง แถมตั้งพรรคการเมืองได้ ขณะนี้กำลังสถาปนาตัวเองสมมุติอยู่ที่อเมริกาว่า ตัวเองเป็นนายกในเวลาอันใกล้นี้ อ่านข่าวนี้แล้วให้สลดใจ และสมเพชพวกที่สนับสนุน ที่อยู่กระทั่งถึงต่างประเทศกินขนมปังชั้นสูง แต่ไหงยังเสพหญ้า
อยู่เหมือนเดิม แถมยังมีหูมีตาที่มืดบอดสนิทอยู่อีก ทั้งที่ระบบต่างประเทศนั้นแอนตี้พวก 18 มงกุฏที่หากินผิดกฏหมาย แต่ไม่ทราบว่าทำไมที่อเมริกาจึงอนุญาติ ให้พวก 18 มงกุฏไปเย้วๆได้ แถมมีพวกตาสี ตาสา ที่อยู่ที่เจริญแล้วคอยสนับสนุนพวก 18 มงกุฏ บ้านเราประเทศไทย
พวก ตาสี ตาสา ปัจจุบันนี้ฉลาดกันทุกคน ตาสว่างกันทุกคน ไม่หลงคารมพวก 18 มงกุฏอีกต่อไป ฉะนั้นพวก 18 มงกุฏจึงยกโขยงไปหากินถึงต่างประเทศ ให้งงกับพฤติการณ์นี้ แถมหัวหน้ายังพูดจากร้าวร้าวพลาดพิงถึงใครๆเป็นการบอกนัยๆถึงคนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ที่ปกป้องตน
ให้ออกนอกประเทศไปก่อน แล้วเดือนมกราคมจึงค่อยกลับมาใหม่ ความหมายคำพูดนี้ หากเป็นของฝ่ายคนเสื้อแดงพูดละก็รับรอง พวกฝ่ายตรงกันข้ามกับเสื้อแดง สื่อจะนำเอามาตีฆ้องร้องเป่าประโครมให้เป็นเรื่องเป็นราว เอาความผิดหาว่าหมิ่นทันที แต่พวก 18 มงกุฏกระทำทุกๆคนต่าง
นิ่งเงียบปล่อยให้คนเหล่านี้กระทำตามอำเภอใจ เหมือนที่เคยทำเมื่อครั้งปี 2551 ตลอดทั้งปี มันช่างอนาถแท้ประเทศไทยเราที่สนับสนุนคนชั่วให้กระทำความผิด แทนที่จะให้พวกเขายุติรับกรรมที่ก่อเอาใว้มากมาย ที่ปลุกระดมให้คนในชาติต้องแตกแยกกัน ก็เพราะพวก 18 มงกุฏกลุ่มนี้
ที่ต้องเกิดมีสี 2 สีขึ้นในประเทศไทย ความเลวร้ายที่เกิดขึ้นก็เพราะ ผู้คนไปหลงสนับสนุนคนผิดนั่นเอง กว่าจะรู้ตัวว่าถูกหลอกให้เสพหญ้า บ้านเมืองก็แตกเป็นเสี่ยงๆไปแล้วเวลานี้ รอยร้าวมีทุกหัวระแหงในแผ่นดิน ความยากจนคืบคลานครอบครองไปทั่วแผ่นดิน ประเทศไทยกำลัง
ไม่มีอะไรเหลือ แม้แต่น้ำใจหยดหนึ่งก็ยังไม่มีให้ต่อกัน มันแห้งแล้งไปทุกอย่าง แล้วเราจะทนอยู่กับความใจดำอำมหิตแล้งน้ำใจของคนพวกนี้อีกนานเท่าใดหนอ?
ผู้อ่านไทยอีนิวส์ปรารถนาพรปีใหม่..ขอให้ประเทศชาติมีประชาธิปไตย สังคมไทยมีความยุติธรรม

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
1 มกราคม 2553
ในวาระส่งท้ายปีเก่า ย่างเข้าสู่ปีใหม่ 2553 มาทำความรู้จักกันหน่อยว่า ท่านผู้อ่านของเราคือใคร? จากการจัดสำรวจพบว่า ท่านผู้อ่านส่วนใหญ่เป็นเพศชาย วัยผู้ใหญ่อายุระหว่าง40-60ปีมากที่สุด จบการศึกษาระดับปริญญาตรีมากที่สุดคือ 49%จบสูงกว่าปริญญาตรี 33 % เป็นผู้อาศัยในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลมากที่สุดคือ44% อาศัยในต่างประเทศ11% มีอาชีพเป็นนักธุรกิจ,เจ้าของกิจการมากที่สุด ทัศนะทางการเมืองเป็น"นักปฏิรูป"มีความปรารถนาอยากให้ไทยมีระบอบการปกครองประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญแบบอังกฤษ-ญี่ปุ่นมากที่สุด ส่วนใหญ่ต้องการแก้วิกฤตประเทศ โดยเสนอให้นำรัฐธรรมนูญปี40กลับมาใช้ แล้วจัดเลือกตั้งใหม่ และต้องเคารพผลตัดสินของประชาชนอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตามท่านผู้อ่านของเราได้ก้าวข้ามพ้นประเด็น"ทักษิณ"ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ท่านผู้อ่านของเราอยากให้ไทยอีนิวส์เป็นสื่อที่มีจุดยืนฝ่ายประชาธิปไตย ต่อต้านเผด็จการ แต่นำเสนอข่าวอย่างรอบด้าน ส่วนความหวังในปีใหม่2553นั้น ท่านผู้อ่านปรารถนาขอให้ประเทศมีประชาธิปไตยขอให้ประเทศมีประชาธิปไตย สังคมไทยมีความยุติธรรมมากที่สุด
ไทยอีนิวส์ เป็นสื่อกระแสทวนของภาคพลเมือง โดยทีมข่าวอาสาที่มีจุดยืนประชาธิปไตย ไม่แสวงหารายได้ และไม่รับการอุดหนุนจากใคร เริ่มเปิดตัวครั้งแรกเมื่อ 5 พฤศจิกายน 2549 เราเริ่มนับยอดจำนวนท่านผู้อ่านอย่างเป็นทางการครั้งแรกเมื่อเดือนเมษายน 2550ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2552 มียอดผู้เข้าอ่านทั้งสิ้น 13.75 ล้านคลิ้ก
ผู้อ่านไทยอีนิวส์ปรารถนาให้ประเทศเป็นประชาธิปไตยสังคมไทยมีความยุติธรรมในปีใหม่2553
ในการสำรวจความคิดเห็นท่านผู้อ่านไทยอีนิวส์ล่าสุดในหัวข้อ ท่านปรารถนาพรใดที่สุดในปีใหม่ 2553 มีผู้ตอบแบบสอบถามทั้งสิ้น 3,841 ท่าน ผลเป็นดังนี้
-ขอให้ประเทศมีประชาธิปไตย สังคมไทยมีความยุติธรรม 3,132 ท่าน (81%)
-ขอให้ครอบครัวและตัวเองสุขภาพดีมั่งคั่ง คนไทยมีความสุข 264 ท่าน (6%)
-ขอให้ในหลวงพระพลานามัยดี ประเทศมีความสงบสุข 244 ท่าน (6%)
-ขอให้คนไทยหยุดความแตกแยก ในหลวงจะได้มีความสุข คนไทยรู้รักสามัคคี 160 ท่าน (4%)
-อื่นๆ 41 ท่าน (1%)
ท่านผู้อ่านอยากให้ไทยอีนิวส์เป็นสื่อที่มีจุดยืนประชาธิปไตย ต้านเผด็จการ แต่รอบด้าน
ผลการสำรวจในครั้งก่อนนี้ ในหัวข้อเรื่อง ท่านอยากเห็นไทยอีนิวส์ก้าวไปทางใดที่สุดมีท่านผู้อ่านตอบสอบถามทั้งสิ้น 2,096 ท่าน ผลสำรวจเป็นดังนี้
-ให้เป็นสื่อที่มีจุดยืนข้างประชาธิปไตย ต่อต้านเผด็จการ แต่นำเสนออย่างรอบด้าน จำนวน1,311ท่าน คิดเป็น62%
-ต้องมีความน่าเชื่อถือตรวจสอบอย่างรอบด้านก่อนนำเสนอข่าว 298 ท่าน คิดเป็น14%
-ไม่ต้องปรับปรุงอะไร แบบปัจจุบันนี้ก็โอเคดีอยู่แล้ว 217 ท่าน คิดเป็น 10%
-อยากให้วางตัวเป็นกลาง ไม่เลือกข้าง เสนอข่าวรอบด้าน 138 ท่าน คิดเป็น6%
-อยากให้นำเสนอข่าวเรียลไทม์ฉับไวทันสถานการณ์เช่นส่งข่าวทางSMSจำนวน65ท่าน คิดเป็น 3%
-อยากให้เลิกซะเถอะ เพราะเป็นแค่สื่อเทียม ขี้ข้าเหลี่ยมรับเงินแม้ว จำนวน 53 ท่าน คิดเป็น 2%
-อื่นๆ 2 ท่าน ไม่ถึง 1%
ไทยอีนิวส์ขอกราบขอบพระคุณท่านผู้อ่านที่กรุณาสละเวลาตอบแบบสอบถาม ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อทีมงานจะได้น้อมรับมติของท่านผู้อ่านของเราเพื่อนำไปปรับปรุงพัฒนาการนำเสนอของเราต่อไป หากท่านผู้อ่านมีข้อเสนอแนะใดๆเพิ่มเติมกรุณาแจ้งมาที่ thaienews99@googlegroups.com
ใครคือผู้อ่านไทยอีนิวส์?
ไทยอีนิวส์ได้สำรวจพื้นฐานท่านผู้อ่านของเราในเรื่องเพศ วัย การศึกษา อาชีพ ที่อยู่อาศัยปัจจุบัน โดยมีผลสำรวจเป็นดังนี้
1.ผู้อ่านไทยอีนิวส์เป็นเพศชายมากที่สุด ส่วนมากเป็นผู้ใหญ่อายุระหว่าง40-60ปี
ไทยอีนิวส์สำรวจฐานท่านผู้อ่านล่าสุดระหว่างวันที่ 7-11 ก.ย.2552 ในเรื่องเพศและอายุ มีผู้ตอบแบบสำรวจทั้งสิ้น 3,292 ท่านผลการสำรวจเป็นดังนี้
-เป็นเพศชายมากที่สุด 1,553 ท่าน
-รองลงมาเป็นเพศหญิง 661 ท่าน
-เพศที่สาม 27 ท่าน
อายุระหว่าง41-50ปีมากที่สุด จำนวน 1,175 ท่าน
อายุระหว่าง 51-60ปีรองลงมา จำนวน 915 ท่าน
อายุระหว่าง 31-40ปีรองลงมา จำนวน 627 ท่าน
อายุระหว่าง20-30ปีรองลงมา จำนวน 245 ท่าน
อายะระหว่าง61-70ปี จำนวน 222 ท่าน
อายุต่ำกว่า 20 ปีลงมา จำนวน 45 ท่าน
อายุเกิน 70 ปีขึ้นไป จำนวน 35 ท่าน
2.ผู้อ่านไทยอีนิวส์เป็นนักธุรกิจมากที่สุด ตามมาด้วยข้าราชการ นักวิชาชีพ ปัญญาชน
ผลการสำรวจเรื่องอาชีพของผู้อ่านไทยอีนิวส์ระหว่างวันที่ 28 สิงหาคม -1 กันยาน 2552 มีผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน 2,580 ตัวอย่าง มีผู้ประกอบอาชีพมากที่สุดเรียงตามลำดับ ดังต่อไปนี้
-มากที่สุดอันดับ 1 คือนักธุรกิจ เจ้าของกิจการ 589 ตัวอย่าง คิดเป็น 22% ของผู้อ่านทั้งหมด
-รองลงมาเป็นอาชีพข้าราชการในระดับปฏิบัติงาน 330 ตัวอย่าง คิดเป็น 12 %
-ตามมาด้วยนักวิชาชีพด้านแพทย์ วิศวกร สถาปนิก นักบัญชี นักวิทยาศาสตร์ 232 ตัวอย่าง หรือ 8%
-พนักงานบริษัทเอกชนในระดับปฏิบัติงาน 189 ตัวอย่าง คิดเป็น 7%
-นักวิชาการ อาจารย์สถาบันการศึกษา 179 ตัวอย่าง คิดเป็น 6%
-เกษียณแล้ว 180 ตัวอย่าง คิดเป็น 6%
-นักบริหารระดับกลางในธุรกิจภาคอกชน 139ตัวอย่าง คิดเป็น 5%
-นักบริหารระดับกลางในภาคราชการ 134 ตัวอย่าง คิดเป็น5%
-นักเรียน นักศึกษา 103 ตัวอย่าง คิดเป็น 3%
-นักบริหารระดับสูงในภาคธุรกิจเอกชน 61 ตัวอย่าง คิดเป็น 2%
-ผู้ใช้แรงงาน 76 ตัวอย่าง คิดเป็น 2%
-ผู้ว่างงาน 73 ตัวอย่าง คิดเป็น 2%
-เกษตรกร 43 ตัวอย่าง คิดเป็น 1%
-นักบริหารระดับสูงในภาครัฐบาล 32 ตัวอย่าง คิดเป็น 1%
-ศิลปิน นักแสดง นักเขียน นักวิจารณ์ 33 ตัวอย่าง คิดเป็น 1%
-สื่อมวลชน 26 ตัวอย่าง คิดเป็น 1%
-ที่ไม่แจงนับถึง1%ได้ มีNGO นักสิทธิมนุษยชน องค์การมหาชน 12 ตัวอย่าง,ตุลากร อัยการ องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ 13 ตัวอย่าง และอาชีพอื่นๆนอกจากขางต้นนี้ 136 ตัวอย่าง คิดเป็น 5%
3.ผู้อ่านของเรามีการศึกษาระดับปริญญาตรีสูงที่สุด ตามมาด้วยจบสูงกว่าปริญญาตรี
ไทยอีนิวส์มีการนำเสนอผลการสำรวจระดับการศึกษาของผู้อ่านไทยอีนิวส์ที่ที่จัดสำรวจระหว่างวันที่ 12-15 สิงหาคม 2552 มีผู้ตอบแบบสอบถามทั้งสิ้น 1,534 คน ผลเป็นดังนี้
-มีการศึกษาต่ำกว่าระดับปริญญาตรี จำนวน 257 ตัวอย่าง คิดเป็น 16 %
-มีการศึกษาในระดับปริญญาตรี จำนวน 766 ตัวอย่าง คิดเป็น 49 %
-มีระดับการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี จำนวน 511 ตัวอย่าง คิดเป็น 33 %
4.มีที่อยู่ในกรุงเทพฯเป็นส่วนใหญ่ และอยู่เมืองนอกอีกไม่น้อยกว่า10%
ไทยอีนิวส์ยังได้เปิดเผยผลสำรวจที่อยู่ปัจจุบันของผู้อ่านไทยอีนิวส์ระหว่างวันที่ 20-24 สิงหาคม 2552 มีผู้ตอบแบบสอบถามทั้งสิ้น 3,182 ท่าน ผลการสำรวจเป็นดังนี้
-อาศัยอยู่ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล 1,420 ตัวอย่าง คิดเป็น 44 %ของผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด
-รองลงมาอาศัยในเขตภาคเหนือ 529 ตัวอย่าง คิดเป็น 16 %
-ตามมาด้วยอาศัยอยู่ในภาคอีสาน 352 ท่าน คิดเป็น 11 %
-อาศัยอยู่ในเขตภาคกลางและตะวันออก 299 ท่าน คิดเป็น 9%
-อาศัยอยู่ในต่างประเทศโซนทวีปอเมริกา 210 ท่าน คิดเป็น 6 %
-อาศัยอยู่ในเขตภาคใต้ 153 ท่าน หรือคิดเป็น 4 %
-อาศัยอยู่ต่างประเทศ โซนทวีปยุโรป 118 ท่าน คิดเป็น 3 %
-อาศัยอยู่ในต่างประเทศโซนเอเชีย 55 ท่าน คิดเป็น 1 %
-อาศัยอยู่ในต่างประเทศ โซนออสเตรเลีย 36 ท่าน คิดเป็น 1%
-อาศัยอยู่ในต่างประเทศโซนอาฟริกา 3 ท่าน ไม่แจงนับเป็นร้อยละได้
-อาศัยอยู่ในที่อื่นๆนอกจากข้างต้น 7 ท่าน ไม่แจงนับเป็นร้อยละได้
เมื่อพิจารณาโดยสรุปแล้ว มีผู้อ่านไทยอีนิวส์เป็นผู้มีที่อยู่ปัจจุบันในประเทศไทยเป็นส่วนใหญ่ และมากที่สุดในกรุงเทพฯและปริมณฑล รองลงมาคือภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลางและตะวันออก และภาคใต้ ตามลำดับ
ขณะที่มีผู้อ่านซึ่งมีที่อยู่อาศัยปัจจุบันอยู่ในต่างประเทศ 11 % มากที่สุดคือโซนอเมริกา รองลงมาคือยุโรป ทวีปออสเตรเลีย เอเชีย และอาฟริกา ตามลำดับ
5.ผู้อ่านไทยอีนิวส์ก้าวพ้นประเด็นทักษิณไปแล้ว แต่อำมาตย์ยังงมโข่ง
ผลการสำรวจของไทยอีนิวส์โพลล์ ชี้แนวโน้มคนเสื้อแดงก้าวข้ามประเด็น"ทักษิณ"ไปแล้ว โดยกว่า50%ชูข้อเรียกร้องหลักเรื่องผลประโยชน์แห่งชาติ เร่งนำรธน.40กลับมาใช้เร่งจัดเลือกตั้งใหมให้เสียงประชาชนชี้ขาด ขณะที่ฝ่ายอำมาตย์และสมุนบริวารยังงมโข่งท่องคาถาเดิมว่าสู้"เพื่อทักษิณคนเดียว"
ไทยอีนิวส์ได้สำรวจความคิดเห็นท่านผู้อ่านของเราในหัวข้อ"ภารกิจใดที่แกนนำเสื้อแดงควรเร่งทำก่อน?"ในช่วงกลางเดือนตุลาคม 2552 มีผู้ตอบแบบสำรวจทั้งสิ้นจำนวน 2,085 ท่าน ผลการสำรวจเป็นดังนี้
-เร่งนำรัฐธรรมนูญปี2540กลับมาใช้ และเร่งจัดการเลือกตั้งใหม่ให้ประชาชนชี้ขาด จำนวน1,006 ท่าน คิดเป็น 48%
-รองลงมาเร่งเอาผิดพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ และสมุนบริวารที่ทำลายประชาธิปไตย 330 ท่าน คิดเป็น 15%
-เร่งเอาผิดผู้ก่อการร้ายพันธมิตรยึดสนามบินและยึดทำเนียบรัฐบาลเพราะจวนครบ1ปีแล้ว 244 ท่าน คิดเป็น 11%
-เร่งสร้างสื่อครบวงจรเพื่อให้สามารถสู้ในสงครามข่าวสารกับสื่อเหลืองและสื่อหลักได้ 172 ท่าน คิดเป็น 8%
-เร่งสร้างเอกภาพในหมู่แกนนำเสื้อแดงให้เคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน 167 ท่าน คิดเป็น 8%
-เร่งติดตามฎีกาพระราชทานอภัยโทษให้พ.ต.ท.ทักษิณกลับมาบริหารประเทศ 60 ท่าน คิดเป็น 2%
-เร่งยกเลิกพรบ.ความมั่นคงและยกเลิกการบังคับใช้กฎหมายหมิ่นฯและปลดปล่อยเหยื่อคดีหมิ่นฯ 57 ท่าน คิดเป็น2%
-เร่งประนีประนอมสมานฉันท์กับทุกฝ่ายยุติความขัดแย้งภายในชาติ 49 ท่าน คิดเป็น 2%
ผลการสำรวจครั้งนี้มีข้อที่น่าสังเกตว่า ท่านผู้อ่านไทยอีนิวส์ได้"ก้าวข้าม"ประเด็นทักษิณไปแล้ว คือการที่อดีตนายกฯทักษิณจะได้รับพระราชทานอภัยโทษแล้วกลับมาบริหารประเทศหรือไม่ ไม่ใช่เรื่องใหญ่ และน่าจะเป็นการตอบข้อครหาที่ฝ่ายเหลืองและอำมาตย์โจมตีว่าเสื้อแดงสู้เพื่อ"ทักษิณคนเดียว"นั้นประเมินผิดพลาด
ผลสำรวจนี้มีแนวโน้มที่จะชี้ให้เห็นว่า ฝ่ายเสื้อแดงนั้นก้าวข้ามพ้น"ทักษิณ"ไปเป็นการต่อสู้ในเชิงหลักการ เพื่อผลประโยชน์แห่งชาติ นั่นก็คือการเรียกร้องให้นำรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยปี40กลับมาใช้ และเร่งจัดการเลือกตั้งใหม่ให้ประชาชนชี้ขาดอนาคตของประเทศ
อนึ่งอดีตนายกฯทักษิณได้โฟนอินเข้ามายังที่ชุมนุมเสื้อแดงเมื่อวันที่17ต.ค.2552ว่า เขาไม่อยากให้แกนนำเสื้อแดงหวังเกินไปว่าฎีกาพระราชทานอภัยโทษครั้งนี้จะสำเร็จ แต่ขอให้คนไทยทุ่มเทการต่อสู้ไปที่การนำรัฐธรรมนูญปี40กลับมา และสร้างประชาธิปไตยขึ้นในประเทศเป็นหลัก อันสอดคล้องกับผลการสำรวจล่าสุดของไทยอีนิวส์
ศ.นพ.ประเวศ วะสี นักคิดปัญญาชนสำคัญของฝ่ายอำมาตย์ได้ออกจดหมายเปิดผนึกถึงทักษิณครั้งล่าสุด โดยคงเนื้อหาสาระสำคัญว่าอดีตนายกฯทักษิณมีอิทธิพลชี้เป็นชี้ตายทำให้เกิดความสงบหรือปั่นป่วนในประเทศได้ หากทักษิณหวังดีต่อบ้านเมืองจริง ก็ต้องยุติความเคลื่อนไหวทางการเมืองเสีย(อ่านจดหมายเปิดผนึกประเวศ วะสีถึงทักษิณ คลิ้ก )
6.ท่านผู้อ่านไทยอีนิวส์เป็นนักปฏิรูปอยากให้นำรธน.40มาแก้ไขวิกฤตประเทศ
เรายังได้จัดทำโพลล์สำรวจความคิดเห็นของท่านผู้อ่านในหัวข้อเรื่อง"ประเทศไทยควรมีหนทางออกจากวิกฤตการเมืองอย่างไร?" โดยมีผู้ตอบแบบสอบถามทั้งสิ้น 2,261 ท่าน ผลการสำรวจเป็นดังนี้
-กลับไปใช้รัฐธรรมนูญปี40แล้วจัดเลือกตั้งใหม่ และต้องเคารพเสียงตัดสินของประชาชน971ท่าน คิดเป็น42%
-แก้รัฐธรรมนูญเพื่อขจัดอำนาจผู้มีบารมีนอกรธน.แล้วจัดเลือกตั้งใหม่ และเคารพเสียงตัดสินประชาชน633ท่าน หรือ27%
-แก้รธน.ให้ไทยเป็นสหพันธรัฐ มีรัฐบาลท้องถิ่น กับมีรัฐบาลกลางตามเสียงประชาชนเลือกตั้ง 297ท่าน หรือ13%
-แบ่งแยกประเทศเป็นไทยเหนือ+อีสาน,ไทยใต้+ไทยกรุงเทพฯ เป็นต้น 123 ท่าน คิดเป็น5%
-ทำสงครามกลางเมืองแบบแตกหักให้รู้แพ้ชนะกันไปข้าง 82 ท่าน คิดเป็น 3%
-ยุบสภาแล้วจัดเลือกตั้งใหม่ตามรธน.ปี50และต้องเคารพเสียงตัดสินของประชาชน63ท่าน คิดเป็น2%
-อภิสิทธิ์ลาออก จัดตั้งรัฐบาลปรองดองแห่งชาติ ยกเลิก2มาตรฐาน 60 ท่าน คิดเป็น2%
-เห็นว่าที่เห็นอยู่แบบนี้ก็ดีอยู่แล้ว ไม่ต้องทำอะไร 12 ท่าน ไม่แจงนับเป็นเปอร์เซ็นต์ได้
-อื่นๆอีก20ท่าน ไม่แจงนับเป็นเปอร์เซ็นต์ได้
ผลสำรวจนี้น่าจะชี้ว่า ท่านผู้อ่านของไทยอีนิวส์เป็นนักปฏิรูปการเมืองปฏิรูปสังคม มากกว่าที่จะต้องการเปลี่ยนแปลงปฏิวัติอย่างถอนรากถอนโคน รวมทั้งผลสำรวจในหัวข้อถัดไปก็ชี้แนวโน้มไปในทิศทางเดียวกันนี้ด้วย
7.ปรารถนาระบอบประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์ใต้รธน.แบบอังกฤษ-ญี่ปุ่น
ก่อนหน้านี้ เราได้สุ่มสำรวจความเห็นของท่านผู้อ่านของเราในหัวข้อ"ท่านมีความปรารถนาอยากให้ประเทศไทยปกครองแบบใดที่สุด?" โดยมีผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด 1,956 ท่าน ผลการสำรวจ เป็นดังนี้
-ประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ แบบเดียวกับอังกฤษ และญี่ปุ่น จำนวน 843 ท่าน คิดเป็น 43%
-รองลงมาคือประชาธิปไตยแบบสหพันธรัฐ แบบเดียวกับสหรัฐอเมริกา หรือสวิตเซอร์แลนด์ จำนวน 370 ท่าน คิดเป็น18%
-รัฐสวัสดิการที่มีกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญแบบสแกนดิเนเวีย(สวีเดน เดนมาร์ค นอรเวย์)จำนวน 340 ท่าน คิดเป็น 17%
-ประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐฝรั่งเศส หรือเยอรมนี จำนวน 340 ท่าน คิดเป็น 15%
-สังคมนิยมที่มีเศรษฐกิจเสรีนิยมแบบจีน จำนวน 34 ท่าน คิดเป็น 1%
-ประชาธิปไตยแบบไทยๆเหมือนในปัจจุบัน จำนวน 26 ท่าน คิดเป็น1%
-กลับไปเป็นราชาปไตยเหมือนก่อนปีพ.ศ.2475 จำนวน 22 ท่าน คิดเป็น1%
-เผด็จการแบบเกาหลีเหนือ หรือพม่า คิวบา จำนวน 6 ท่าน ไม่สามารถแจงนับเป็น%
-อื่นๆ จำนวน 11 ท่าน ไม่สามารถแจงนับเป็น%ได้
8.ท่านผู้อ่านของเราเทใจให้พรรคเพื่อไทยท่วมท้น
และเมื่อสำรวจภายใต้หัวข้อว่า "ถ้ามีการจัดเลือกตั้งในวันพรุ่งนี้ ท่านจะเลือกพรรคใด?" มีผู้ตอบแบบสำรวจทั้งสิ้น 4,122 ท่าน ผลสำรวจออกมาเป็นดังนี้
-พรรคเพื่อไทย 3,856 ท่าน คิดเป็น 93%ของผู้ตอบแบบสำรวจทั้งหมด
-พรรคประชาธิปัตย์ 107 ท่าน คิดเป็น 2% ของผู้ตอบแบบสำรวจทั้งหมด
-พรรคการเมืองใหม่ 50 ท่าน คิดเป็น 1% ของผู้ตอบแบบสำรวจทั้งหมด
-ใช้สิทธิ์ไม่ลงคะแนนให้พรรคใด 57 ท่าน คิดเป็น 1%
-ไม่ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง 22 ท่าน ไม่ถึง1%
-พรรคภูมิใจไทย 9 ท่าน พรรคเพื่อแผ่นดิน 3 ท่าน พรรคชาติไทยพัฒนา 2 ท่าน พรรคอื่นๆ 16 ท่าน ไม่ถึง 1%
ผลการสำรวจนี้ ชี้แนวโน้มไปในทิศทางที่ว่าท่านผู้อ่านไทยอีนิวส์ เป็นกลุ่มที่นิยมพรรคเพื่อไทยอย่างท่วมท้น ขณะที่นิยมพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคการเมืองใหม่รองลงมา แต่ในสัดส่วนที่ห่างกันลิบลับ
วันพฤหัสบดี, ธันวาคม 31, 2009
"เหลิม"ประกาศเปิดศึก กกต.ทุกรูปแบบ ขู่ฟ้องกลับ"ประชัย"
ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน และประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย(พ.ท.) กล่าวตั้งข้อสังเกตถึงการพิจารณาคดียุบ ปชป.ของ กกต.ว่า เรื่องดังกล่าวสังคมรู้ความจริงกันทั้งหมด แต่เหตุใด กกต.ถึงไม่เคยเอ่ยถึงเงินจำนวน 23 ล้านบาท ที่เป็นเงินสำหรับพัฒนาการเมือง นอกจากนี้สำนวนที่ดีเอสไอ (กรมสอบสวนคดีพิเศษ) ส่งมานายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต.ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมืองเคยอ่านหรือไม่ หรืออนุกรรมการตัดตอน เพราะในสำนวนระบุชัดว่า เงินที่อ้างว่าบริจาค 258 ล้าน ไม่ใช่เงินของนายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ อดีตผู้บริหารบริษัท ทีพีไอโพลีน จำกัด (มหาชน) แต่มาจากตลาดหลักทรัพย์ โดยนำเงินบางส่วนไปทำป้ายหาเสียงให้กับสภากรุงเทพฯ สภาเขต และผู้ว่าฯกทม.ของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งสามารถประเมินเป็นทรัพย์สินได้ จึงไม่ทราบว่าเหตุใด กกต.ถึงระบุว่า ปชป.ไม่ได้ประโยชน์ในเรื่องนี้โดยตรง
"ผมไม่ยอมหรอก จากนี้ต่อไปจะเปิดศึกทุกรูปแบบกับ กกต. ส่วนที่นายประชัยฟ้องผมและศาลยกฟ้องนั้น ผมจะฟ้องกลับนายประชัยข้อหาฟ้องเท็จ และเรียกค่าเสียหายจำนวน 500 ล้านบาท โดยไม่มีการรอมชอมโดยเด็ดขาด รบกันให้เต็มพิกัดไปเลย" ร.ต.อ.เฉลิมกล่าว
NGOsที่รักภาคพิสดาร(5):ราชสีห์อีสานกับขบวนการภาคประชาชน
ที่มา Thai E-News

*บำรุง บุญปัญญา ผู้ได้ฉายา"ราชสีห์อีสาน"นักพัฒนาอาวุโสผู้ทรงอิทธิพลต่อแวดวงขบวนการเอ็นจีโอ และภาคประชาชนในอีสาน
โดย คุณรักเอ็นโตดี ห่วงประชาชน
31 ธันวาคม 2552
หมายเหตุ:อันเนื่องมาจากผู้ใช้นามสุรีย์ มิ่งวรรณลักษณ์ ได้เขียนบทความเรื่อง"ขุนนาง NGO กป.อพช.และวิธีคิดอำมาตยาธิปไตย"ลงในหนังสือพิมพ์ออนไลน์ประชาไท เป็นการวิพากษ์วิจารณ์บทบาทของขบวนองค์การพัฒนาภาคเอกชน หรือ(NGOs)ว่าอยู่ตรงกันข้ามกับฝ่ายประชาธิปไตย
ต่อมาผู้ใช้นาม"รักเอ็นโตดี ห่วงประชาชน"ได้เขียนวิพากษ์ขบวนการNGOsอย่างเผ็ดร้อนเพิ่มเติม ไทยอีนิวส์เห็นว่าเป็นการวิพากษ์ในลักษณะของ"คนวงใน"ตอมกันอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน จึงน่าจะเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชนให้ได้เข้าใจว่าเพราะเหตุใด NGOs จึงมีบทบาทความเคลื่อนไหวในลักษณะต่อต้านประชาธิปไตย อิงแอบแนบชิดกับอำมาตย์เผด็จการ ทั้งนี้ผู้อ่านพึงใช้วิจารณญาณ และไทยอีนิวส์ยินดีเผยแพร่ในอีกมุมหนึ่งให้ หากผู้ที่ถูกพาดพิงจะมีปฏิกริยาโต้ตอบกลับมา

รางวัลจากลิ้มให้หัวหน้าสายยอดขายเข้าเป้า-ลิ้มมอบรางวัลทัวร์อียิปต์10วันให้พันธมิตรสายNGOไปทัวร์อียิปต์ หลังปิดสนามบินโค่นรัฐบาลจากการเลือกตั้งของประชาชนสำเร็จ ในภาพนี้ก็มีสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ สมศักดิ์ โกศัยสุข พิภพ ธงชัย สุริยะใส กตะศิลา นิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ สุริยันต์ ทองหนูเอียด เป็นอาทิ
กรูยังไม่ได้หายปายหนายดอก.....พอดีกรูก็ต้องไปทำมาหารับประทานดั่งเช่นชาวบ้านชาวช่องเค้าเหมียลล์กัลล์อะนะ...อย่างว่าอะนะ กรูมันประเภทปากหมาอะนะ จะให้ไปปากหวานเลียกะโปกแหล่งทุนหน้าโง่ทั้งหลาย กรูทำไม่ได้....และทำไม่เป็น ไม่เหมือนพวก "นักล่าโครงการ" ตัวพ่อ!!! อย่างพวก ไอ้เหี้ยมเปี๊ยก แมวเหมียว กับ ลูกกะโปก กป.อพช.อีสานของมัน!!!.....
เกิดมาแมร่งพวกมันไม่เคยทำมาหาแดกอะไรกับเค้าเป็น....แมร่งพวกมันวัน ๆ เอาแต่ปั่นโครงการและเข้า "เน็ต" หาข้อมูลแหล่งทุนทั้งในและต่างประเทศ.....
ใน "ย่าม" ผ้าฝ้ายเนื้อดิบของมันอุดมไปด้วย "โปรเจค" มันพกติดย่ามไปร่วมประชุมกับทั้งภาครัฐและเอกชน ปะเหมาะเคราะห์ดีของพวกมัน แต่เป็นประเหมาะเคราะห์ร้ายของ "แหล่งทุนหน้าโง่" พอปิดประชุมสัมมนา พวกแมร่งก็ควัก "โปรเจค" สด ๆ ร้อน ๆ ยัดใส่มือแหล่งทุนทันที....
นัยว่า แมร่งพร้อมที่จะจำ MOU บัดเดี๋ยวนั้น....ไม่ต้องห่วงเพือกมันนะฮะ เพราะในยามใบเก๋าของมัน ไม่ว่าจะเป็นสำเนาทะเบียนบ้านเอย สำเนาบัตรประชาชนเอย ส่วนบัญชีธนาคารอะนะ....แมร่งเปิดมาเรียบร้อยแล้ว เปิด 2 ใน 3 ด้วยนะเฟ้ย.....
แหมพวกเมริงเนี่ยะแมร่งมืออาชีพเข้าขั้น "ชั้นเทพ" จริง ๆ นะสาดดด!!! (แต่ก็มีพลาดบ้างบางครั้งอะนะ....เนื่องจากแมร่งงานเยอะเลยรีบปริ้นต์ "โปรเจค" กลัวเดี๋ยวไม่ทันเที่ยวบินไฟล้ต์บ่าย.....แมร่งควักโปรเจคที่เตรียมไว้เสนอแหล่งทุนอื่น แต่เสือกลืมเปลี่ยนหัวโครงการและชื่อแหล่งทุนเก่า.....อายเค้ามั้ยละเมริง.....แสดงว่าพวกมันชั้นเทพจริง ๆ ครือว่า โปรเจคอันเดีนวเนี่ยะแมร่งเสนอไปหลายแหล่งทุน กะฟลุ้คอะนะ....จะได้เคลียร์บิลแบบเหนาะๆ อุไรวรรณ ๆ ๆ งัยสาดดด..ฮา ๆๆๆ)
นี่เห็นว่าไม่กี่วันมาเนี่ยะนะ...แมร่งพวกมันได้กระทำการ "อัตนิบาตรกรรมรวมหมู่" จัดทำโครงการล็อตโต เงินแมร่งรวมกันสัก 5- 6 ล้านอะนะ...แล้วไป "กรรโชกทรัพย์" งบประมาณ "ภาคประชาสังคม" ของ "พอช.ภาคอีสาน" จนโดน NGOs อื่น ๆ ต่างรวมกันสหบาทาซะงอมพระราม....และ "สำนักข่าวผ้าปูเตียง" ยังรายงานมาด้วยว่า กฐินสามัคคีกองนี้มีคนเข้าชื่อจองเยอะ.....ดี ๆๆๆ สมน้ำหน้าแมร่งพวกมัน

*เดชา เปรมฤดีเลิศ
กป.อพช.อีสาน เนี่ยะแมร่งมันชอบชี้หน้าด่าคนอื่น ๆ ทั่วทั้งอีสานว่า เป็น "นักล่าโครงการ" บ้างหละ "มิสเตอร์โปรเจค" บ้างหละ....แท้จริงแล้วเพราะพวกมันต้องการ "สร้างราคา" ให้กับตัวเอง...และข่มทับคนอื่นให้กลายเป็น คนชั่ว คนไม่ดี หากินกับโครงการ......
คนอื่นเมื่อถูกกราดหน้าอย่างนั้น จะไม่กล้าเขียนโครงการขอเงินแหล่งทุนแข่งกับพวกมัน....ครานี้ก็เข้าทางตีนพวกมันซิครับพี่น้อง พวกแมร่งได้โครงการคนเดียวสบายใจเฉิบ.....สาดดด
และไอ้ "พื้นที่ตำบลหมู่บ้าน"ที่มันขอเงินเค้ามาทำเนี่ยะนะ แมร่งก็ไม่เคยเปลี่ยนไปที่อื่นเลยอะนะ.....พัฒนาพ่อพัฒนาแม่มรึงเหรอ? ตั้ง 20 - 30 ปี ชาวบ้านยังยากจนอยู่อย่างเก่า ส่วนพวกเมริงแข่งกันออกรถใหม่ เปลี่ยนมือถือ มีโน้ตบุ๊คใช้กันทุกคน...อ้ายฉิบหาย!!!
ตอนก่อน ๆ กรูได้ร่ายยาวเกี่ยวกับการปฏิสนธิของ กป.อพช.ไปแว้ววว.....ทีนี้จะของเช็คหน้าตักพวก กป.อพช.อีสาน ดูซักหน่อย....ก็กรูสงสัยมานานว่าพวกแมร่งไม่เห็นมันทำอะไร วัน ๆ เห็นแต่แมร่งโผล่หน้าไปประชุมกับหน่วยงานนั่นหน่วยงานนี่ แล้วแมร่งเอาเงินที่ไหนใช้จ่าย แล้วแมร่งเอาเงินที่ไหนไปแดกข้าวต้มรอบดึกที่ร้าน "ไอ้ก๊ก 24 น." ได้ทุกวัน ๆอะนะเชี่ย.......
หากจะว่าไปแว้ววว ..... "ขาใหญ่" ของ กป.อพช.อีสาน ก็ต้องยกให้เค้าหละ เปี๊ยก แมวเหมียว เอ้ยหามิได้เค้าครือ...... "ราชสีห์อีสาน" เปี๊ยก บำรุง บุญปัญญา ..ก็เป็นคนสุรินทร์ หมอนี่มันเป็นคนเรียนเก่งอะนะ ในราว ๆ ปี 2511 มันจบด้วยคะแนนเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง จากคณะกสิกรรมและสัตวบาล สาขาปฐพีวิทยา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.....
หลังจากนั้นก็ไปรับราชการที่กรมพัฒนาที่ดินอยู่ 2 ปี พอปี 2513 เปี๊ยก แมวเหมียว ก็ไปเริ่มชีวิตนักพัฒนาอาชีพที่ชัยนาทกับ "มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย" ที่ก่อตั้งโดย NGOs โลกตัวพ่อครือ "ป๋วยปีแปกอ" อันถือเป็นบิดาของมันทางความคิด มันบอกว่า..... คนอื่น ๆ โดยเฉพาะพวกฝ่ายซ้ายเค้าจะใช้ทฤษฎีชี้นำครือ "มาร์กซิสต์"ก็เรื่องของเค้า .....แต่ของกรูขอใช้ "ทฤษฎ๊ป๋วย" เป็นเบ้าหลอมสำคัญทางความคิดและการปฏิบัติจนตัวตายอะนะ....
เปี๊ยก แมวเหมียว เนี่ยถือเป็นหนึ่งในขาใหญ่ไม่กี่คนของ "สำนักวัฒนธรรมชุมชน" อันเป็นแนวคิดกระแสหลัก ที่ถือเป็น "คัมภีร์มรณะ" ของพวก NGOs โลก มากว่า 3 ทศวรรษ
เปี๊ยก-บำรุงเคยเขียนหนังสือชื่อ "ศรัทธาพลังชุมชน" ในนามปากกา "บุญเพรง บ้านบางพูน" ....ส่วนคนอื่น ๆ หนะหรือมีใครบ้างหนอ.?...อ้าว ก็นี่งัย "เสี่ยญัค" อภิชาต ทองอยู่ เจ้าของหนังสือ "จารึกไว้ในยุคสมัยที่ผุกร่อน" และ "สายธารสำนึกและความทรงจำ" ที่เมื่อก่อนเสี่ยญัคเนี่ยะเปล่งคำขวัญ "คำตอบอยู่ที่หมู่บ้าน"
แต่ปัจจุบันเค้าหันมาเปล่งคำขวัญ "คำตอบอยู่ที่รัฐสภา" ตะแกได้สวิง ผันตัวเองมาเป็น "นักการเมือง" เคยเป็นเลขาธิการและโฆษกพรรคมหาชน...แล้วก็สอบตกกราวรูดยกพรรคไปแล้วนั่นไง.....
นี่อีกคนเจ้าของหนังสือ "แนวคิดวัฒนธรรมชุมชนในการพัฒนา" ก็ บาทหลวงนิพจน์ ทียนวิหาร ยังงัยละ....เอ้อ ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว แถมให้อีกคนครือ จารย์เสรี พงษ์พิศ อะนะนี่ แกก็เขียนหนังสือไว้เยอะแยะคัมภีร์ยุคแรก ๆ ก็นี่เลย "คืนสู่รากเหง้า" อะนะ.....ในสายนักวิชาการก็ "สำนักฉัตรทิพย์" จารย์ฉัตรทิพย์ นาถสุภา เข้าร่วมผสมปนแจม "ผลิตซ้ำทางความคิด" กันอยู่ตลอดเวลา......
การผลิตซ้ำทางความคิดของไอ้พวกสำนักแนวคิดวัฒนธรรมชุมชน....ก็ใช้ทุกวิถีทางแหละ ทั้งอบ ทั้งรมสานุศิษย์อย่าได้คิดนอกคอก....ไม่งั้นกรูไม่ให้เงินทุนเมริงนะเฟ้ย....ฮา ๆๆๆ พวกสำนักคิดนี้มันยังฝันหวานถึงอดีตอันหอมหวนลำดวนดง ยังคิดว่า ในหมู่บ้านยังมีความรักความเอื้ออาทรต่อกัน มีวัฒนธรรมประเพณี "ฮีต 12" "ครอง 14" กันอยู่....
ไม่เคยยอมรับความจริงหรอก.....ไปดูเถอะในหมู่บ้านทุกวันนี้ กรูว่า "ฮีต 12" อาจจะเหลือแค่ "ฮีต 1 ฮีต 2" เท่านั้น ส่วน "ครอง 14" กรูรูรูรรร์คิดว่า คงจะเหลือซัก คลอง 16 นครนายก เฮ้ยไม่ใช่ "ครอง 1 ครอง 2" อะนะ.....ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้วโว้ยเปี๊ยกโว้ย....แหกตาดูข้อเท็จจริงกันบ้างว่ะ.....
นอกจากจะเพ้อฝันโรแมนติกอยู่กับวัฒนธรรมชุมชน ซึ่งไม่สอดคล้องกับโลกยุคโลกาภิวัฒน์แล้ว แนวคิดของสำนักนี้ก็ยังปฏิเสธ "รัฐ" ไม่เอา "รัฐ" ด้วย โดยเสนอให้คนในชนบทต้องพึ่งตนเอง มี"สิทธิชุมชน"อะไรเทือกนี้แหละ...ท่องกันเข้าไป...ความจริงก็ออกแนว "อนาธิปัตย์"หน่าแหละ
สำนักนี้ชอบถวิลหาระบบอุปถัมภ์ ระบบอาวุโสในชนบท เวลาชาวบ้านมีข้อพิพาทกัน หรือผู้ชายไปหล๋อย "ตอกดาก" ชาวบ้านผู้หญิงหรือลูกเค้าเมียใคร มันก็ชอบให้ "สภาผู้เฒ่าผู้แก่" พวกเขียดตะปาด เอ๊ย!ปราชย์ชาวบ้านทั้งหลายมาแก้ไขปัญหา เป็นผู้ไกล่เกลี่ย ไม่ต้องไปถึงกลไกรัฐ แความจริงก็คือแมร่งก็มุบมิบ ๆ อะนะหยวน ๆ กันไป......
กรูว่าก็คงจะเหมือนเวลาที่ พวกเอ็นโตดีขาใหญ่ไปหลอก"ล่อ"เด็กอาสาฝึกงานหรือน้อง ๆ เอ็นโตดีรุ่นใหม่ที่ศรัทธาในตัวเอ็นโตดีขาใหญ่อะนะ.... สภาขุนนางน้อย "กป.อพช.อีสาน" ของพวกมันก็มุบมิบ ๆๆๆ หยวน ๆ กันไปงัยสัดด.....ตัวจริงของเอ็นโตดีขาใหญ่ทางอีสานบางรายเนี่ย แมร่งคงจะชอบพอกับ "เสี่ยชูวิทย์"อะนะ.....เอ้า.... ก็ครือชอบ "ลงอ่าง" งัย.. คนที่ดูแลจัดการเรื่องนี้อย่างดีและมิดชิด "ปิดลับ" ก็ครือ "ไอ้เชี่ยเอ๋"ลูกชายหัวแก้วหัวขวดของ ครูเสียว เอ๊ย! ครูสน รูปสูง ยังงัยหละสาดดดด....จริงไม่จริงไอ้เอ๋ชี้แจงมาเลยมรึง.....
เอ้อ.....เรื่องไอ้เอี้ยมเอ๋ ลูบต่ำ เนี่ยะ กร้อมีเรื่องเล่าสักเล็กน้อย ฟามจริงไอ้เอี้ยมเอ๋เป็นเด็กดีอะนะ...เรียนหนังสือเก่งจบวิด'วะ มอ.ขอ. อะนะ การงานก็ดีอยู่ แลนด์แอนด์เฮาส์ ขอนแก่นอะนะ เงินทองก็ไม่อดไม่อยากอะนะ.....แต่เวลาเมาทีไรก็ใกล้เคียงสุนัขอะนะ แมร่งพอตื่นมาวันใหม่แมร่งจะจำอะไรไม่ได้ ดีน๊า...แมร่งยังจำชื่อพ่อแมร่งด้ายยยสาดดด.....
เพื่อนรุ่นใกล้ ๆ กันที่เป็นแอ๊กติวิสต์ใน มอ.ขอ. สมัยนั้นก็มี อุทาน ออมอด ทินกร อ่อนประทุม เทือก ๆ นี้แหละ....และที่สำมะคัญไอ้เอี้ยเอ๋เนี้ยะก็สนิทสนมกับไอ้เอี้ยมยะไส อะนะ....และเอี้ยมบวกเอี้ยม ก็เป็นที่มาของ "โคตรเอี้ยม" งายยยสาดดด....
ช่วงต้นปี 2549 พันธมารฯ เพิ่งรวมตัวใหม่ ๆ มีการระดมพลครั้งใหญ่เพื่อไปชุมนุมใหญ่สนามหลวงอะนะ....เผอิญว่า ส.วา หรือ ครูสน รูปสูง เนี่ยะนะ แกเป็นสหายเก่า เขตงาน 196 (หนองบัวแดง ภูเขียว ฯ ล ฯ) ที่ หมอพลเดช ปิ่นประทีป เข้าไปอยู่ในป่าด้วยกัน...สองคนเค้าก็รักกัน ผูกพันกันมาอะนะ...
หมอพลเดช เนี่ยก็คือน้องเล็กของ เสด็จพ่อเอ็นโตดีประเวศ วะสี นั่นไง...ก็พวกเหลืองทั้งน้านอะนะ....เรื่องเงินไม่ต้องห่วงมีเยอะแต่กำลังคนของหมอพลเดชไม่มีอะนะ.....จึงประสานงานมายัง ส.วา ให้ระดมพลภาคอีสานครั้งใหญ่ โดยให้เงินมา 1,000,000 บาท (อ่านว่าหนึ่งล้านบาทถ้วน) คือให้จัดระดมคนไปสัก 100 คันรถบัสอะนะ.....
ไอ้เอี้ยมเอ๋ ลูกครูสนก็ได้รับภารกิจครั้งยิ่งใหญ่ให้ไปรับเงินล้านที่โคราชอะนะ.....โดยจะมีคนของหมอพลเดชจากกรุงเทพฯนำมาส่ง....รู้สึกคุ้น ๆ หน้าอะนะ น่าจะเป็นพวก "สโหย" เอ้ย สหายเก่าอะนะ.....ผมขาว ๆ บาง ๆ หัวเถิก ๆ มีอายุแล้วอะนะ.....พวกเมริงอยากรู้รายละเอียดให้ถามไปยัง Thai YT กร้อแล้วกัน เห่อ เห่อ เห่อ.....
ไอ้เอี้ยมเอ๋ นัยว่าตื่นเต้นจนนอนไม่หลับ.....นี่นับเป็นครั้งแรกที่กรูได้รับเกียรติเข้าร่วมแบกรับ "ภารกิจอันยิ่งใหญ่ของประชาชน".....กรูต้องทำเป้าหมายให้บรรลุให้ได้.....ว่าแล้วก็ตื่นแต่เช้ามืด อาบน้ำ แต่งตัวเรียบร้อย เตรียมเดินทางจากขอนแก่นไปโคราชจุดนัดพบ.....เฮ้ย ไปคนเดียวแมร่งไม่ปลอดภัยแน่ ๆ เดี๋ยวมีเสียวว๊อยยย.....มันจึงโทรตามนักดนตรีเพื่อชีวิตเหลืองอ๋อยผู้ตกทุกข์ได้ยากอยู่ขอนแก่นมาหลายปี...ก็เค้าหละ ไอ้เอี้ยมสุทธี ปุราทะกา นั่นงัยสาดดด....
เมื่อรับเงินมาแล้วก็ประสานงานทั่วภาคอีสานทันใด....อย่างว่าน่าแหละ ส.วา แม้จะเป็น "กระบี่มือหนึ่งของอีสาน" แต่ช่วงหลังเกิดวิกฤติศรัทธาภายในองค์กรของแกมาหลายระลอกจึงไม่มีกำลังมวลชนอยู่ในมือมากนัก.....เห็นไปใหนมาใหนก็ไม่เคยเกินสองสามคนอะนะ....ส่วน ไอ้เอี้ยมเอ๋ เนื่องจากขาดประสบการณ์ทางการเคลื่อนไหว "ใต้ดิน" และ "ในรู" (แมร่งถนัดแต่เคยเอาเอ็นแหย่รู.....ฮ่า ๆ ล่าสุดเคลื่อนไหวกับ "ไอ้หมอ คณะแพทย์ มอ.ขอ." หัวหน้าแก๊งเหลืองอ๋อยจังหวัดขอนแก่น แมร่งกร้อไปหลอก"ล่อ"เลขาฯสาว ของ ไอ้เชี่ยหมอเหลืองอ๋อย จนเมียที่บ้านต้องหอบผ้าหอบผ่อนหนีไปแว๊วว...แมร่งเลวจริง ๆ...)....
ดังนั้น ไอ้เอี้ยมเอ๋จึงถูกเค้าหลอกแดกเงินไปหลายพื้นที่ เรื่องนี้ให้ไปถามจำพวกก หินชนวน อโศกตระกูล รัฐสภา นามเหลา อวยชัย วะทา คำตา แคนบุญจันทร์ จะได้คำตอบเด็ด ๆ อะนะ.....ก็แมร่งเพรียกนี้ เสือหิวทั้งนั้น และบางคนกร้อไปรับ "จ๊อบ" ทักษิณมาแว๊วว....เพรียกมันส์กร้อให้ไอ้เอี้ยมเอ๋โอนเงินไปให้...
แต่อนิจจา เมื่อถึงเวลานัดหมาย....แมร่งไม่มีหมาโผล่มาสักตัว.....สาดดดด....รถบัสที่เค้าให้ไปหามาขนาดทำแบบ "อม ๆ เงิน" กันแล้วอะนะ รถบัสก็ยังมีมา 32 คัน แต่โทษทีว่ะคุณหมอพลเดชขา....ในแต่ละคันมีคนอยู่สองสามคน...ว่ากันว่า พวกไอ้เอี้ยมสุทธี ทั้งนอนทั้งตีลังกาไปจนถึงสนามหลวงแบบสบายดากอะนะ....งานนี้กรูถูกตุ๋นซะเปื่อยหนอกรูหนอ....ไอ้เอี้ยมเอ๋...ได้แต่รำพึงรำพันกับขวดเบียร์....เชี่ย แมร่ง ถูกตุ๋นนะดีแว๊ววว ดีกว่าถูกตุ๋ย ฮา ๆๆๆ (ยังมีนิทานเกี่ยวกับพ่อลูกคู่หูดูโออีกหลายเรื่องแต่ขอเก็บไปเล่าที่หลังอะนะ....ก็กรูบอกแล้วงัยสาดดด แมร่ง เรื่องมันยาว!!!)
อ้าว...แล้วเรื่องที่รำลือกันว่า "ราชสีห์อีสาน" เปี๊ยก แมวเหมียว เป็น "บ้า" หรือว่า "เพี้ยน" ไปแล้วช่วงหนึ่งมันเป็นยังงัยกันแน่...เป็นแค่ข่าวลือ การปล่อยข่าวของคู่อริฝ่ายตรงข้ามหรือป่าววว.....เอ้า พวกเมริงอยากรู้นัก นั่งฟังเงียบ ๆ นะเฟ้ย ห้ามถามห้ามแย้งเดี๋ยวกรูจะหลงประเด็น...เพราะเรื่องมันนานมาแล้ว...

*ครูสน รูปสูง
ในโจกโหลกฟ้ายุทธจักรอีสานเนี่ยะ ที่ว่า "ขาใหญ่" ฝ่ายประชาชนนี่นะในรอบ 25 ปี หลังป่าแตกมาเนี่ยะก็ต้องยกให้ "สามมือกระบี่" ครือ หนึ่ง เปี๊ยก แมวเหมียว สอง เสียว ลูบต่ำ เอ้ย สน รูปสูง สาม "ไอ้เพิก ประชาธิปัติย์"-สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ (.....เหตุที่จารย์สมเกียรติมีชื่อ"เพิก"ก็มาจากยุคสมัยคอมมูนิสต์กำลังคึกคัก บังเอิญมีหนังไทยเรื่อง "ชุมแพ" โด่งดังในช่วงนั้นพอดี พระเอกก็เก่งฉิบหายอะนะ พระเอกเรื่องนี้ชื่อ ไอ้เพิก ชุมแพ ไง... จำหนังตอนจบไอ้อะป่าว....."ผมร้อยตำรวจเอกปลอมตัวมาาาา"...เอ้า ฮา ๆๆๆ.....
ความจริงไอ้เอี้ยมเพิกเหลืองอ๋อยเนี้ยะอะนะ ไม่ได้เข้าป่าเป็นสโหย สหายเชี่ยอะไรกะเค้าหรอก....แมร่งเคยขอเข้า "พรรค" อะนะ...ก็สาย "ประสานมิตร" ที่มีขาใหญ่ "จารย์ศิลปเสริฐ โพธิ์แก้ว" ดูแลอยู่น่าแหละเค้าไม่เอา พวกเค้าเห็นว่า แมร่งทฤษฎีก็ไม่ชัดเจน เคลื่อนไหวโฉ่งฉางมาตั้งแต่เป็นแอ๊คติวิสต์แว้ววว.....
เผอิญช่วงหลัง 14 ตุลาคม 2516 กระแสสังคมนิยมพุ่งสูงปริ๊ดส์ มีการจัดตั้ง "พรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย" (พสท.) ก็เห็นหน้าแอ๊คติวิสต์สำคัญหลายคนเข้าร่วมก่อตั้งด้วย อาทิ ธีรยุทธ บุญมี ชำนิ ศักดิเศรษฐ์ ฯ ล ฯ.....เป็นงัยละแต่ละตัว ตอนหลังแมร่งมาเป็นลูกกะโปกไอ้ลิ้มโกเต๊กซ์ทั้งน้านเลยสาดดด....
พรรค พสท. เนี่ยะ เมื่อเข้าป่าก็ไปเป็นแค่ "แนวร่วม" ของ พคท. อะนะ.....แต่พวกมันก็ต้องมี "ชื่อจัดตั้ง" ด้วยอะนะ....ความจริงหากใครสนใจประวัติศาสตร์ฝ่ายซ้ายกร้อจะรู้ดีว่า พวก พสท. เค้าจัดตั้ง "หน่วยพรรค" ของเค้า และมีชื่อจัดตั้งกัน ตั้งแต่ตอนอยู่ในเมืองแว้ว......ด้วยเหตุดังนั้น จึงเป็นที่มาของชื่อจัดตั้ง "ส.เพิก ชุมแพ" ยังงายละอ้ายยยสาดดด.....แมร่ง ดูที่มาของชื่อจัดตั้งแล้ว ช่างโคตรเป็น "วิทยาศาตร์สังคม" เหลือเกินนะอ้ายเอี้ยยยยม ....
เอาละ.....ทั้งสามพระหน่อเนี่ยะ เค้าได้แบ่งบันตำแหน่งแห่งที่ในสำนักตักศิลาเอ็นจีโออีสานอีสานกันไปตั้งนานแว้ววว....ห้ามใครมาแย่งอะนะ..ไม่งั้นมีเคือง ฮา ๆๆๆ
ไอ้ตำแหน่ง "ประธานสำนักอีสาน" มอบให้ เปี๊ยก แมวเหมียว เนื่องจากอาวุโสมีอายุมากกว่าเพื่อน "รองประธานสำนัก" ก็ต้องเป็น สน รูปสูง เอาไว้คอยเลื่อยขาเก้าอี้เปี๊ยกงัยสาดดด....ส่วน "นายกรัฐมนตรีอีสาน" นี่มันต้องเป็นของ เพิก ชุมแพ แหง๋มอยู่แว๊ววว....
ขอรวบรัดตัดตอนหละกัลล์....(เพราะแมร่งเรื่องมันยาวขอเก็บเอาไว้เล่าอย่างละเอียดในตอนที่พูดถึงขบวนการประชาชนอะนะ).....เมื่อตกลงตำแหน่งกันเสร็จสรรพก็เคลื่อนไหวทันที.....เผอิญช่วง 2533-34 มีการต่อสู้เรื่อง "คจก." หรือโครงการจัดสรรที่ทำกินที่ทหารเข้าไปทำ ไปไล่ชาวบ้านที่บุกรุกเขตป่าสงวนออกจากพื้นที่ แล้วเอาไปทิ้งๆขว้างๆไว้ตามที่ดินที่ทหารจัดสรรให้ ส่วนใหญ่ก็เป็นที่ไม่เหมาะแก่การปลูกพืชทำไร่ไถนาหรอก เช่น มีแต่กรวดมีแต่หิน ส่วนที่เดิมก็ดันเอาไปให้นายทุนปลูกไม้ยูคาฯ แล้วอ้างหน้าตาเฉยว่าปลูกป่า
พวกเอ็นโตดีก็เลยเข้าไปเคลื่อนไหวต่อต้านโครงการ คจก. ซึ่งข้อเท็จจริงเรื่องนี้ มันก่อรูปการเคลื่อนไหวโดย "กลุ่มกิจกรรมนักศึกษาจาก 5 ค่าย ม.รามคำแหง" ร่วมกับ "กลุ่มครู" (ที่ต่อมาก่อรูปเป็น "สภาองค์การครูเพื่อสังคม"-สคส.) ที่มี ส.วา กับ ส.เพิก ดูแลอยู่ ภายใต้การหนุนช่วยอย่างใกล้ชิดจากทีมงานสลัมคลองเตย "มูลนิธิดวงประทีป" อะนะ...
สู้กันยังไม่ทันรู้แพ้รู้ชนะกร้อต้องหยุดพักรบ...เดินทางเข้าเมืองหลวงเพื่อช่วยกันขับไล่ "รสช." อะนะ...หลังชัยชนะของฝ่ายประชาชนในเหตุการณ์ "พฤษภาทมิฬ 2535" การเมืองเปลี่ยนทิศทาง ฝ่ายประชาชนเป็นใหญ่ใครจะต่อสู้เรื่องอะไรก็ง่ายละทีนี้.....
เปี๊ยก แมวเหมียว ประเมินสถานการณ์แย๊วว....ชนะแน่ ๆๆๆๆ!!!! จึงเรียกระดมไพร่พลขนานใหญ่....อย่างว่าอะนะ พรรคพวกของเปี๊ยกเนี่ยะร้อยวันพันปี แมร่งไม่เคยออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องประท้วงเหี้ยอะไรกับเค้ามาก่อน...ก็แมร่งมันทำตัวเป็น "แหล่งทุนชั้น 2" ครือ หาเงินจากแหล่งทุนแล้ว มาจัดสรรผลประโยชน์ลงไปให้ชาวบ้านอีกที แล้วจึงส่ง "นักพัฒนา" ลงไปฝังตัวทำงานในพื้นที่ที่ได้เงินตาม "โครงการขนาดเล็ก" ที่ช่วงหลังรู้จักกันดีในนาม PRC. อันโด่งดัวยังงัยละสาดดด....
PRC. ก็เป็นคนพิจารณาว่าจะให้เงินกับใคร อันนี้กรูให้คำนิยามว่า แนวทาง "เอาเงินล่อ แล้วตามด้วยกะดอเสียบ" อะนะ ฮา ๆๆๆ..... ครือ ใครไม่เชื่อฟังกรู ต่อไปกรูไม่ให้อะนะ....และแนวทางการทำงานก็คือ งานพัฒนาชุมชนจ๋าอะนะ เค้าเรียกว่าแนวพวก "งานเย็น" กรูเห็นแล้วไม่ใช่เย็นธรรมดาอะนะ...แต่แมร่งเย็นเป็น "น้ำแข็ง" เลยละ.....
ทีนี้เมื่อ ราชสีห์อีสาน ส่งเสียงคำรามแล้ว.....องค์กรไหน หรือเอ็นจีโอคนไหนถ้าไม่มาร่วมม็อบ คจก.ช่วยกรู ครั้งต่อไปกรูจะไม่ให้เงินพวกเมริงไปทำโครงการพัฒนา.....
หลังเสร็จศึก คจก. เปี๊ยก แมวเหมียว ก็ถูกรุมวิจารณ์จากหลายส่วนว่า สั่งการบีบบังคับชาวบ้านด้วยเงินอะนะ...แมร่งกร้อเลยเริ่ม เพี้ยน ๆ กลับไปอยู่บ้างบางวันเกิดเฮี้ยนขึ้นมาก็นึกว่าตัวกรูเป็น "ลี้คิมฮวง" ซ้อม "ซัดมีดสั้น" ใส่ต้นกล้วยหลังบ้านอะนะ.....จนต่อมาเมียทนไม่ไหวหอบลูกหนีไปเลยสาดดด....คราวนี้แมร่งจึงเป็น "บ้า"จริง ๆ เพิ่งมาฟื้นคืนชีพก็ตอนได้เอ๊าะ ๆ มาไม่กี่ปีนี่หรอก).....

*สุนทรี เซ่งกิ่ง
ดอกผลจากการเคลื่อน คจก. ของกวกมันครือได้องค์กรภาคประชาชนมา 1 องค์กรอะนะ คือ สดท. โดยมี เปี๊ยก สะด๊วบตำแหน่ง ประธาน องค์กรเองแมร่งซะเลย....ส่วนเลขาธิการนะหรือก็คือไอ้เอี้ยมนก-ภาคภูมิ นั่นไง.....(เรื่องนี้จะนำไปเล่าพร้อมกับองค์กรประชาชนภาคอีสานอื่น ๆ ภายภาคหน้าหากมีโอกาส....และยังมีเรื่องเด็ด ๆ ระหว่างม็อบ คจก. และหลังจากนั้นที่เกี่ยวข้องกับ เปี๊ยก แมวเหมียว และขบวนการ กป.อพช.อีสาน อีกเพียบ มันส์พะยาค่ะ....)
....เอ้อ.....เนื่องเพราะประชาชนเรียกร้องเรื่องเกี่ยวกับ เปี๊ยก แมวเหมียว กันมามากเหลือคณานับ....กรูขอแถมท้ายเป็นของขวัญปีใหม่พวกเมริงแล้วกัลลล์......ก็เพราะเปี๊ยก แมวเหมียว กับ ลูกกะโปก กป.อพช.อีสาน เนี่ยะนะชอบเพลงสายัณห์ สัญญามัก ๆๆ....ก็ "ไอ้หนุ่มรถไถ" ยังงายสาดด....ช่วงที่กระแสการเคลื่อนไหวฝ่ายประชาชนอีสานกระแสสูงเหมือนผีพุ่งไต้ เป็นช่วงหลัง "ม็อบ 9 ปัญหา ยกที่ 1" ของ "สกย.อ."(สมัชชาเกษตรกรรายย่อยภาคอีสาน ซึ่งมีโย-บำรุง คะโยธา เป็นแกนนำ) แล้วเสร็จหมาด ๆ อะนะ.....
อยู่มาวันหนึ่งมี "แหล่งทุนฝรั่งหน้าโง่" เข้ามาตามหา "หัวหน้า สกย.อ" อะนะ เพื่อจะให้การสนับสนุนเป็นเงินจำนวนโขอยู่.....แมร่งพอไอ้ฝรั่งตัวแทนเค้ามา เปี๊ยก-บำรุง แล้วก็ไอ้เอี้ยมเดชา ไอ้เอี้ยมป๋า-สมภพ และลูกสมุน กป.อพช.อีสาน ก็พาไอ้ฝรั่งตัวแทนแหล่งทุนขับรถตระเวณไปทั่วอีสานเกือบทุกจังหวัดอะนะ....แมร่งพาไปดูโน่นดูนี่กะสร้างภาพหลอกแดกอะนะ....
จนในที่สุดไอ้ฝรั่งดังกล่าวก็หมดความอดทน พูดขึ้นว่า....."ยู ยู ยู.. ไอ อยากเจอกับหัวหน้าม็อบ สกย.อ. ที่ชื่อ บำรุงๆ เมื่อไหร่จะได้เจอซะทีหา?" ฝรั่งก็ถามบ่อยอะนะ พวกนี้พานั่งรถไปไหนแมร่งก็ถามแต่คำเดิม....อยากเจอ บำรุง อยากเจอบำรุง ไอ จะให้มันนี่ ไออยากกลับบ้านแว้ววว.....ไอ้เอี้ยมเดชา ไอ้เอี้ยมป๋าสมภพ กับไอ้เอี้ยมต๋อม เลยพูดและชี้ไปที่ เปี๊ยก-บำรุง บุญปัญญา เกือบจะพร้อมกันว่า.....ยู ยู ก็นี่ไง"บำรุง" ก็นั่งรถมาด้วยกันตั้งหลายวันแล้ว เอ้าสัญญามาเซ็นโอนเงินได้เลย.....
ไอ้ฝรั่งมันเลยหันไปถลึงตาใส่พร้อมตะคอก แปลเป็นไทยว่า....."ไอ้เอี้ยยยย ไอ้สาดดด ที่ ไอ ยากเจอและจะให้เงิน คือ บำรุง คะโยธา โว้ย ไม่ช่ายบำรุง บุญปัญญา!"

*บำรุง คะโยธา
....เอ้า พวกเมริงช่วยกรู "ฮา" ดัง ๆ หน่อยเถอะว่ะ เชี่ยสัดดดๆ......
กระนั้นก็ดี ในใต้หล้ายุทธจักรบู้ลิ้มเอ็นจีโออีสาน.....จึงกล่าวได้ว่า พวก กป.อพช.อีสาน ครอบครองความเป็นเจ้ามาเกือบ ๆ 30 ปีอะนะ.....โดยมี "ราชสีห์อีสาน" เปี๊ยก แมวเหมียว เป็นกุนซือตัวพ่อ รุ่นไล่ ๆ กันที่ทำตัวป็นเสนาธิการก็ที่เค้าเรียกมันว่า "ป๋า" สมภพ บุนนาค มีอดีตเป็นแอ๊คติวิสต์ มศว.บางแสน รุ่น ๆ สุวิทย์ วัดหนู น่าแหละ เข้าดงเข้าป่าไปเป็นสหายกะเค้าเหมือนกันทางภาคใต้อะนะ....พอออกจากป่ามา ก็มาเป็น "สโหย"อยู่แถวอีสาน ทำงานกับแหล่งทุนคือ"แพลน"แถว ๆ ขอนแก่น......

*"ป๋า"-สมภพ บุนนาค
ป๋าสมภพคือตัวเดินเกมในอีสานให้กับพันธมารฯ... พวกเหี้ยมเนี่ยะนะก็ลูกกะโปกไอ้ลิ้มโกเต๊กซ์ทั้ง กป.อพช.อีสาน น่าแหละ......ไอ้เหี้ยมป๋าเนี่ยะ หลังจากที่พาตัวเองไปรับใช้ไอ้ลิ้มโกเต๊กซ์ยังไม่พอ ยังช่วยกันเชียร์ทหารให้ออกมาทำรัฐประหาร พอ คมช. ยึดอำนาจ 19 กันยายน 2549....ข่าวว่าพวกนี้ฉลองกันยันสว่างเลย......
แหะ ๆๆๆ เอาละมรึง ถึงทีกรูแล้ว เจ้านายคงตบรางวัลกรูชิ้นใหญ่เป็นแน่แท้.....นายลิ้มฯ นายบัง คงไม่ทอดทิ้งกรูแน่ ๆ ก็กรูอุตสาห์เอาเกียรติภูมิของกรูที่สั่งสมมาตลอดชีวิตทั้งในแวดวงฝ่ายซ้ายคนเดือนตุลา กับแวดวงเอ็นโตดี กรูต้องได้ตำแหน่งสำคัญ ๆ ในรัฐบาล คมช.แหง๋ม ๆๆ เลย.....โหย!แมร่งไปเสนอตัวเป็น สว.ลากตั้ง เหมือนพวกเอ็นโตดีหลายคนในตอนนั้นแห่กันไปเสนอชื่อกับอำมาตย์ขอเป็นสว.มั่ง เป็นสนช.มั่ง แมร่งคิดว่าเค้าจะลากตั้งให้เป็น....
ผลปรากฏว่าไอ้เหี้ยมป๋าเนี่ยะวื้ดอะนะ....ส่วนพวกเอ็นโตดีอีกหลายคนที่เสนอหน้าด้านๆขอเป็นสว.ลากตั้งก็มีศยามล ไกรยูรวงศ์ เมียไอ้นก-ภาคภูมิ ,วิฑูรย์ เพิ่มพงศาเจริญ,เรวดี ประเสริฐเจริญสุข ตอนนั้นเป็นประธานกป.อพช.ชาติ แล้วก็เอ็นโตดีขี้เหลือง บรรจง นะแส
สรุปแดกแห้วเรียบ อุตส่าห์เป็นนั่งร้านให้คณะรัฐประหาร เป็นบันไดให้โกเต๊กซ์ลิ้ม เขาไม่เอาพวกแม่งซักตัว...เห็นแล้วสังเวช พวกเมิงยังจะมาแหกปากเรียกหาประชาธิปไตยหาพ่องทำไมอี๊ก...กรูอายแทน!!
กล่าวสำหรับไอ้ป๋าป่านนี้มันยังงงไม่หาย อุตส่าห์รับใช้เจ้าจนตัวจะตาย รับใช้นายจนจะหมดแรง....แมร่งทำกรูด้ายยยย ฮา ๆๆๆ อิอิอิ เฮี่ย ๆๆๆ.....อย่ากระนั้นเลย กรูเก็บกระเป๋าเข้ากรุงเทพฯจะได้ไปอยู่ใกล้ ๆ ศูนย์กลางอำนาจ คราวหน้ากรูจะได้ไม่หน้าแตกหมอไม่รับเย็บอีก......แมร่งจึงไปกินตำแหน่ง "ผู้จัดการ" ของ "สมาคม/สหพันธ์เกษตรกรเพื่อการพัฒนา" (สกพ.) องค์กรในคาถาของ ส.ชิต กรมการเมืองขี้เหลืองอ๋อยคู่ปรับของ ส.ดิน เลขาธิการใหญ่ พคท. คนนั้น.....
นอกเหนือจากคนระดับ "สโหยป๋าสมภพ" แล้ว....มือกระบี่รอง ๆ ในทางอีสาน ก็ อาทิ เดชา เปรมฤดีเลิศ ตอนนี้กำลังศึกษากำลังภายใน เอ๊ย! หามิได้กำลังอินกับการค้นหาตัวตน "ด้านใน" ตาม เสี่ยประชา หุตานุวัตร ณ อาศรมวงศ์สนิท
นอกนั้นก็มี จรินทร์ บุญมัธยะ คนมีเมียเป็นด๊อกเตอร์ทางมานุษยวิทยานี่ก็แหร่มเลย....เอียด ดีพูน นี่ก็ผสมผสานยั่งยืนพอเพียงมาจนหงำเหงือกแล้ว......

*สมพันธ์ เตชะอธิก เอ็นจีโอนักวิชาการเหลืองอ๋อย
....โกวิทย์ กุลสุวรรณ ยังมั่นยืนอยู่ที่ เนท สุรินทร์..... "เสธหนั่น" สนั่น ชูสกุล นี่เอ็นโตดีคนใต้แต่มาอยู่สุรินทร์ตั้งแต่จบธรรมศาสตร์ ตอนนี้กำลังงง ๆ กับเงิน 700 ล้านบาทที่เดอะมาร์ค ปชป.โยนมาให้ชาวเขื่อนราศีไศลแย่งกันอีก ยังไม่รู้จะออกหัวออกก้อย คอยดูฝีมือพวกเมริงอยู่นะว้อย.....เสน่ห์ วิชัยวงษ์ ผันตัวเองไปอยู่กองทุนฟื้นฟูฯ วันดีคืนดีก็ลงสมัคร ส.ส. กะเค้าบ้างเผื่อฟลุค เพราะสมัยทำเอ็นโตดีเนี่ยะหว่านเงินไว้เยอะในพื้นที่คะแนนน่าจะมาบ้างว่ะ ผิดคาดสอบตกครือเก่า.....เจ๊สุนทรี เซ่งกิ่ง เอ็นโตดีตัวแม่ นางนี่อะนะ รับใช้ไอ้แป๊ะลิ้มออกหน้าออกตา... "โตหัวล้าน" พูลสมบัติ นามหล้า นี่อีกคนก็หารับประทานในการวิจัยประเมินผล .....
.....โอ้ พระเจ้า"ยอร์ช" อกนิษฐ์-ปรียานุช ป้องภัย สองคนผัวเมีย โดยเฉพาะเจ๊เตยเอ็นโตดีตัวแม่อีกอนงค์หนึ่งเนี่ยะ ชอบเจ้ากี้เจ้าการทำตัวเป็นเจ้าของแหล่งเงินอะนะ ทำตัวเป็นคนจัดสรรผลประโยชน์ให้ลงตัวภายในอะนะ...แน่ละ คุณผัวของกรูก็ต้องได้มากกว่าคนอื่น...สาดดดด.....ขรรค์ชัย หงส์คำมี นี่ก็คนป่าเก่าแถว ๆ ภูซางอะนะ ก็เหลืองอ๋อยอีกตัว....."จารย์เป๋ง" - สมพันธ์ เตชะอธิก ก่อนนี้เป็นนักวิจัย RDI. หรือสถาบันวิจัยพัฒนา มข. ก็เป็น เอ็นโตดี เวียนว่ายอยู่ในยุทธจักรบู้ลิ้มสังกัดเจ้าสำนักแมวเหมียวเหมียนกัลล์ ทุกวันก็แทงหวยเสื้อเหลืองอีกคน......

*ภาคภูมิ วิธานติรวัฒน์
.....ส่วนรุ่นถัดมาหน่อยก็มี จอมยุทธหลอก"ล่อ" ไอ้เอี้ยมนก-ภาคภูมิ วิธานติรวัฒน์ คนภาคใต้ทำกิจกรรมนักศึกษาค่ายอาสาพัฒนา ม.รามคำแหงมาทำงานอีสานในนาม มอส.รุ่นที่ 8 ก็อยู่ยาว ตอนนี้กลับไปอยู่ปักษ์ใต้บ้านเราแว้ว.....เห็น เสี่ยเสน่ห์ วิชัยวงษ์ บอกเป็นนัย ๆ ว่า....ไอ้นกเสน่ห์มันแรง เพราะออกแนวสูงยาวขาวตี๋เกาหลีญี่ปุ่น เลยได้หลอก"ล่อ"ไปทั่วจนไก่จะหมดวัดแล้ว ไม่เหลือมาถึงพวกกรูบ้างเลย พวกกรูเลยไล่แมร่งกลับปักษ์ใต้บ้านเราไปซะอ้ายยยสาดดด......
ตามมาติด ๆ กร้อ ไอ้เอี้ยมต๋อม จักรพงษ์ ธนวรพงศ์ นี่ก็มีปูมหลังเป็นนักกิจกรรมจากค่ายชาวเขา ม.รามคำแหง เหมือนไอ้เอี้ยมนกหน่าแหละ มาเดินหิ้วกระเป๋าตามก้นไอ้เอี้ยมเดชา ตั้งแต่สมัยต่อสู้เรื่อง คจก. โน่นจนบัดเดี๋ยวนี้ยังไม่ไปไหนมาไหน ปักหลักทำเรื่องป่า เรื่องสิ่งแวดล้อมแถว ๆ สุรินทร์อะนะ.....
.....เอ้อ.....เกือบลืมไป ประธาน กป.อพช.อีสาน คนปัจจุบัน เสี่ยวิพัฒนาชัย พิมพ์หิน นี่ก็ทำงานต่อเนื่องแถว ๆ ป่าดงลาน.....หมอนี่เหลืองกระทั่งกางเกงในจริง ๆ เค้าเป็นเจ้าของยุทธศาสตร์ "คู่ขนาน" คือหากภาครัฐมีนโยบายออกมาเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาประชาชนอะไรก็แล้วแต่....กป.อพช.อีสานยุคของวิพัฒนาชัย ไม่เคยเลยสักครั้งที่จะเห็นด้วยกับนโยบายของรัฐบาล ไม่ว่าจะรัฐบาลหน้าใหน ยกเว้น รัฐบาลเด็กดื้อมร์ค ปชป. (ก็จะให้คัดค้านได้ไง ในเมื่อพวกมันผลักดันไอ้มาร์คเข้ามาเอง ก็ต้องทนหวานอมขมกลืน ช่วยแมร่งไม่ได้จริง ฮา ๆๆๆๆ)
....ดังนั้นจึงเห็นประเด็นการเคลื่อนไหวภาคประชาชนในแนวทาง "คู่ขนาน" บ่อย ๆ ปะเดี๋ยวก็มี.... "ร่าง รธน.คู่ขนาน" "เศรษฐกิจคู่ขนาน" "ร่าง พรบ.นั่น พรบ.นี่คู่ขนาน".....อีกหน่อยหาอะไรเล่นไม่ได้ก็คงจะมีประเด็นการเคลื่อนไหวระดับ..."การหลอก"ล่อ"คู่ขนาน"แหง๋มเลย.....
แล้วอ้ายเพือกมีชื่อข้างบนแมร่งสลับกันเป็น "ประธาน" กป.อพช.อีสาน บ้าง สลับกันเป็น "เลขานุการ" บ้าง เลขาธิการบ้าง แล้วแต่แมร่งจะแต่งตั้งตำแหน่งกันเอง บางคนเคยเป็นประธาน เดี๋ยวกลับมาเป็นเลขาฯแมร่งมั่ว...ก็มันมีคนอยู่แค่เนี้ยะจริง ๆ .....ดูอย่างวิพัฒนาชัยเนี่ยะ เป็นมาซะ 2 สมัยแล้ว...สมัยหน้าเป็นไม่ได้แล้ว.....อ้าว มองไปทางไหนก็มีแต่คนเคยเป็นหมดแล้ว คราวหน้าตำแหน่ง "ประธาน" กป.อพช.อีสาน คงจะวนรอบถึงคิว "ราชสีห์อีสาน" เปี๊ยก แมวเหมียว อีกซักรอบกระมัง!!!.....อย่ากระนั้นเลย ให้ เปี๊ยก แมวเหมียว เป็นไม่ได้ ๆ ๆ เดี๋ยวถูกถล่มเละเทะ....ถ้าอย่างนั้น ก็เอาไอ้เอี้ยมต๋อม หละกัน มันไม่มีใครอีกแว้ว ( เอ้าช่วยกัน ฮา ).....
หรือเอาให้สุด ๆ ไปเลยวะ ใหน ๆ พวกเมริงก็สวามิภักดิ์มหาอำมาตย์ใหญ่อยู่แว้วว....ก็แก้ "กฎกติกามณเทียนบาน" ของพวกเมริงให้ "ตำแหน่งประธาน กป.อพช.อีสาน" สามารถสืบสายโลหิตได้ซะเลยก็ดี.....ลูกไอ้เอี้ยมยร์อช-เจ๊เตย จะได้เป็น "ทายาท" ตั้งแต่วัยเยาว์ไปเลย....
พูดแบบไม่เกรงใจกันนะ....กป.อพช.อีสาน ในวันนี้ก็แค่ "เสือกระดาษ" หรือว่าแค่แมวเชื่อง ๆ ที่เป็นหางเครื่องให้พวกพันธมารฯตามว่ามา ก็มันมีแต่หัวไม่มีหาง.....หรือ จริง ๆ แม้แต่หัวที่เห็น ๆ รายชื่อก็มีแค่นั้นแหละ ก็แมร่งเล่นใช้ "เงินล่อ" แล้ว "กะดอเสียบ" เมื่อหมดเงินชาวบ้านที่ใหนเค้าจะอยู่กะเมริง เพราะเมริงไม่เคยยกระดับความคิดให้ชาวบ้านเค้าเข้าใจในปัญหาโครงสร้าง ความเหลื่อมล้ำทางสังคม การกดขี่ขูดรีดของชนชั้นปกครองให้กับชาวบ้านเลย แต่ในทางกลับกันเสือกพร่ำบ่น พร่ำสอน แต่เรื่องเพ้อเจ้อ ไสยศาสตร์ที่ไม่สอดคล้องสถานการณ์ มุ่งสร้างลัทธิขุนนางใหม่ในหมู่พวกเมริงกันเอง.....ถุ๊ย!
...ไอ้พวก กป.อพช.อีสาน ทั้งหลายทั้งปวงที่กรูบรรยายมาเสียยืดยาวเนี่ยะ มันก็หาแดกกับแหล่งทุนหน้าโง่ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น พอช. สสส. สกว. ปปส. สปสช. สวรส. ฯ ล ฯ ... ถ้าหาแดกเพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้องตัวเอง หรือลูกเมียอย่างเดียว กรูไม่ว่าอะไรหรอก !!!....แต่เป็น "นักล่าโครงการ" ยังไม่พอ ยังเอาเงินภาษีประชาชนไปปู้ยี่ปู้ยำรับใช้ "เผด็จการ คมช." กับไปเลียกะโปกเหล่า "เสนามหาอำมาตย์ใหญ่" นี่ซิ.....แมนรับบ่ได้ๆๆ...มันบ่ใช่ ๆ ๆ ....
คอยดูนะ ไอ้พวกเหี้ยมเนี่ย เมื่อฟ้าสีทองเมื่อไหร่ พวกเมริงจดจำและตราไว้ หรือ จารไว้ในบัญชีหนังหมาด้วยว่า ประชาชนคนไทยจะไม่ละเว้นโทษตายพวกมันโดยเด็ดขาด !!!!!
มหาอำมาตย์และสมุนของมันจงฉิบหาย ประชาชนจงเจริญ......
*******
บทความชุดนี้ตอนที่ผ่านมา:NGOsที่รักภาคพิสดาร(4):จตุรเทพเหลืองอื๋อ
Thursday, December 31, 2009
"เหลิม"ประกาศเปิดศึก กกต.ทุกรูปแบบ ขู่ฟ้องกลับ"ประชัย"
ที่มา มติชน
ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน และประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย(พ.ท.) กล่าวตั้งข้อสังเกตถึงการพิจารณาคดียุบ ปชป.ของ กกต.ว่า เรื่องดังกล่าวสังคมรู้ความจริงกันทั้งหมด แต่เหตุใด กกต.ถึงไม่เคยเอ่ยถึงเงินจำนวน 23 ล้านบาท ที่เป็นเงินสำหรับพัฒนาการเมือง นอกจากนี้สำนวนที่ดีเอสไอ (กรมสอบสวนคดีพิเศษ) ส่งมานายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต.ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมืองเคยอ่านหรือไม่ หรืออนุกรรมการตัดตอน เพราะในสำนวนระบุชัดว่า เงินที่อ้างว่าบริจาค 258 ล้าน ไม่ใช่เงินของนายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ อดีตผู้บริหารบริษัท ทีพีไอโพลีน จำกัด (มหาชน) แต่มาจากตลาดหลักทรัพย์ โดยนำเงินบางส่วนไปทำป้ายหาเสียงให้กับสภากรุงเทพฯ สภาเขต และผู้ว่าฯกทม.ของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งสามารถประเมินเป็นทรัพย์สินได้ จึงไม่ทราบว่าเหตุใด กกต.ถึงระบุว่า ปชป.ไม่ได้ประโยชน์ในเรื่องนี้โดยตรง
"ผมไม่ยอมหรอก จากนี้ต่อไปจะเปิดศึกทุกรูปแบบกับ กกต. ส่วนที่นายประชัยฟ้องผมและศาลยกฟ้องนั้น ผมจะฟ้องกลับนายประชัยข้อหาฟ้องเท็จ และเรียกค่าเสียหายจำนวน 500 ล้านบาท โดยไม่มีการรอมชอมโดยเด็ดขาด รบกันให้เต็มพิกัดไปเลย" ร.ต.อ.เฉลิมกล่าว
ใครเข้มแข็ง
ที่มา ข่าวสด
คอลัมน์ เหล็กใน
และพูดก็พูดเหอะ ตรงเผง ตีแสกหน้ากันจริงๆ!!
อย่างฉายารัฐบาลว่า"ใครเข้มแข็ง" นี่ก็ชัด เพราะปัญหาทุจริตต่างๆ โผล่ออกมาไม่เว้นแต่ละวัน
เจ็บแสบสุดก็คือเงินที่นำมาถลุงเป็นเงินกู้ ที่คนไทยทั้งประเทศต้องมาชดใช้ในภายหลัง
"หล่อหลักลอย" ของนายอภิสิทธิ์ ก็บ่งบอกตัวตนได้อย่างดี
เพราะในอดีตที่ผ่านมานายอภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์ มักจะมีสโลแกนเรื่องยึดมั่นประชาธิปไตย หรือยึดถือความซื่อสัตย์สุจริต
แต่การมาเป็นรัฐบาลหนนี้ ก็รู้กันอยู่ว่ามาด้วยวิธีพิเศษแบบไหน เพราะเป็นการร่วมมือร่วมใจกันขององค์กรต่างๆ สหบาทาพรรคการเมืองที่ได้ส.ส.เข้ามาเป็นอันดับ 1
ส่วนพรรคเล็ก พรรคน้อย ก็เจอยุทธการ"ตบเด็ก" ทั้งขู่ ทั้งปลอบ ต้องยอมเปลี่ยนขั้วในที่สุด
เช่นเดียวกับการเลือกผบ.ตร.คนใหม่ ที่นายอภิสิทธิ์ ออกแนวไม่ยอมรับเสียงข้างมากที่ลงคะแนนให้คนหนึ่ง แต่กลับพยายามดันคนที่ตัวเองต้องการขึ้นมาแทน
ทั้งบีบ ทั้งกดดันเพื่อให้ฝ่ายตรงข้ามมาลงคะแนนให้
แต่เมื่อทำไม่สำเร็จก็ซิกแซ็กใช้วิธีตั้งเป็น"รักษาการ"ไปเรื่อยๆ
หลักลอยอีกประการคือการประกาศกฎเหล็ก 9 ข้อ ช่วงก่อนรับตำแหน่งนายกฯ ถึงวันนี้เห็นๆ อยู่ว่ามีรัฐมน ตรี มากขนาดไหนที่ละเมิด แต่นายอภิสิทธิ์ นอกจากจะไม่ทำอะไรแล้ว หลายครั้งยังออกมาปกป้องอีกด้วย
ส่วนเรื่องทุจริตไม่ต้องพูดถึง
รัฐมนตรีอีกคนที่โดนเพ่งเล็งมาตั้งแต่แรกในฐานะ"เด็กเส้น" คือนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ได้รับฉายา"ไส้ติ่งรัฐบาล" เพราะนอกจากจะไม่มีประโยชน์อะไรแล้ว ยังทำให้อักเสบบ่อยๆ อีกต่างหาก
ผลงานที่ผ่านมานอกจากการไล่ล่า"พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" จนสร้างศัตรูไปทั่ว เพราะอาละวาดฟาดงวงฟาดงากับประเทศที่ให้อดีตนายกฯไทยผ่านไปพำนัก
ยังขยันด่ากราดผู้นำประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะสมเด็จฮุนเซน แห่งกัมพูชา ที่ไล่จวกมาตั้งแต่บนเวทีพันธมิตรฯ
พอตัวเองมาเป็นรัฐมนตรี เลยเข้าหน้ากันไม่ติด
แถมล่าสุดยังเจอพิษเอกสารลับ จนแทบไปไม่เป็นอีก
ไม่รู้ว่าครม.ชุดนี้จะรู้สึกรู้สาอะไรหรือไม่
กับฉายาที่ได้ในครั้งนี้!?
ลาทีปีวัว
ที่มา เดลินิวส์
อีกไม่ถึง 24 ชั่วโมงดี ปีวัว ก็จะผ่านไป และ ปีเสือ จะเข้ามาแทนที่ แต่ยังไม่ทันข้ามปีเลย 4 นักการเมือง วิทยา แก้วภราดัย มานิต นพอมรบดี รมว. และ รมช.สาธารณสุข กับอีก 2 นักการเมือง และ 8 ข้าราชการ
ก็โดนเสือขย้ำเรียบร้อย จากผลสอบทุจริตโครงการไทยเข้มแข็ง ทำท่าจะเป็นปีเสือดุจริง ๆ ตั้งแต่เริ่มต้นปี
หันไปดูช่วงปีที่แล้ว ปฏิเสธยากว่าชะตากรรมบ้านเมืองยังคงส่งผลต่อชะตากรรมคนไทยโดยตรง อย่างที่ชอบพูดกันนักว่า ถ้าการเมืองไม่นิ่ง บ้านเมืองก็ไม่มีวันก้าวไปข้างหน้าได้เลย เป็นความจริงเลย
และหากไทยยังจมปลักกับวงจรอุบาทว์ ปฏิวัติร่าง รธน.ปิศาจ มาปก ครองบ้านเมือง อีกไม่กี่ปี เวียดนาม จะทะยานเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวมากของไทย
เห็นชัด ประมูลข้าวครั้งหลัง ๆ ไทยแพ้เวียดนามกระจุย กีฬาซีเกมส์ ที่ไทยเคยเป็นเจ้าเหรียญทองมาตลอด แม้ปีนี้จะรักษาแชมป์ไว้ได้ แต่เวียดนามก็มาหาย ใจรดต้นคอแล้ว แพ้อยู่ไม่กี่เหรียญ
นั่นแสดงว่า ขณะที่เราย่ำเท้าอยู่กับที่ คนอื่นไปไกลลิบ และอีกไม่นาน ลาว กัมพูชา พม่า ก็คงแซงหน้าไทย อย่าทำเป็นเล่นไป การเมืองที่อ่อนแอ ประชาชนแตกแยกรุนแรง มีแต่ความเสี่ยง
ใครอยากเข้ามาลงทุน
ปีหนึ่งเคยมีนายกฯ ถึง 4 คน นายสมัคร สุนทรเวช (ถึงแก่อนิจกรรมไปแล้ว) ตกเก้าอี้ เพราะไปทำรายการอาหารโชว์ทางทีวี นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ตกเก้าอี้ เพราะพรรคถูกยุบซ้ำแล้วซ้ำอีก
นาย ชวรัตน์ ชาญวีรกูล รักษาการนายกฯ ทั้งถูกบีบ ถูกกล่อม มีผลประโยชน์แลกเปลี่ยน จนยอมแปรพักตร์ไปอยู่กับทหาร นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯปัจจุบัน รู้กันไปทั้งโลก เป็นรัฐบาลที่ตั้งในค่ายทหาร
เมื่อที่มาไม่สง่างาม มีหักหลัง มี งูเห่า ปฏิวัติซ่อนรูป ตามแผนบันได 4 ขั้น ของ คมช. ที่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าคณะปฏิวัติ เผลอประกาศไว้เป็นหลักฐานมัดคอ การไม่ยอมรับจึงเป็นเรื่อง ปกติ
เหนืออื่นใด เมื่อ อภิสิทธิ์ มาเป็นรัฐบาล ก็ น่าผิดหวัง เพราะใช้กฎหมาย 2 มาตรฐาน เช่น คนเสื้อแดงชุมนุม จะงัด พ.ร.บ.ความมั่นคงมาใช้แทบทุกครั้ง คดีสงกรานต์เลือดของเสื้อแดง ก็สั่งฟ้อง และตัดสินเร็วมาก
ขณะที่คดีคนเสื้อเหลืองยึดทำเนียบฯ 2-3 เดือน ระบบคอมพ์ อย่างเดียวพังไป 40 กว่าล้าน สนามหญ้า แอร์ ค่าน้ำ ค่าไฟ อีกเป็นร้อยล้าน แต่จู่ ๆ มีการไปถอนแจ้งความดื้อ ๆ
นี่หรือ ความเป็นธรรม
คดี ยึดสนามบิน ที่เสียหายเป็นแสน ๆ ล้าน ทั้งโลกถือว่า เข้าข่ายก่อการร้ายสากล ผ่านมาเป็นปี ๆ ทุกคนยังลอยนวลสบายใจเฉิบ รวมทั้งคดีระเบิดเวลา ยุบพรรค ปชป. ก็ตั้งท่าจะรอด ตั้งแต่ไก่ไม่ทันโห่ ???
ทั้งหมดนี่ล่ะ ที่ทำให้การกำจัด มันคนเดียว ล้มเหลวมาตลอด และยังจะล้มเหลวต่อไป หาก ความเป็นธรรมไม่มี สันติสุข ก็ไม่เกิด จะมีแต่ความคัดแค้นไม่สิ้นสุด
บอกตรง ๆ ยังมองไม่เห็นทางออกเลย นอกจากชวนท่านผู้อ่านร่วมภาวนา ขอให้คุณพระศรีรัตนตรัย ดลบันดาลให้คนไทยมีความเมตตาต่อกันบ้าง จะได้ไม่ต้องเกิดสงครามกลางเมืองแบบที่วิตกกัน
ขอให้ปีหน้าฟ้าใหม่ ท่านผู้อ่านทุกท่านจงสุขกาย สุขใจ คิดอ่านอะไร ขอให้ได้ตามที่หวัง มีสุขภาพแข็งแรง มีปัญญาเฉียบคมฝ่าฟันอุปสรรคไปได้ทุกประการ... เทอญ.
ดาวประกายพรึก
บูรพาพยัคฆ์
ที่มา ไทยรัฐ
คาบลูกคาบดอกฉบับนี้ส่งท้ายปี 2552 ท่ามกลางบรรยากาศเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ที่แสนจะว้าเหว่ ซึ่งอันที่จริงตั้งแต่ปลายปี 2549 หลังเกิดเหตุการณ์ยึดอำนาจเป็นต้นมา หรือจะว่าไปแล้ว ตั้งแต่มีการยึดทำเนียบ ปิดสนามบิน ของ เหล่าพันธมิตรฯ
ความสุขของคนไทยก็หดหายไปโดยปริยาย
เปลี่ยนสภาพจากความสงบสุขร่มเย็น เป็นความขัดแย้งที่ไม่มีวันสิ้นสุด เศรษฐกิจ สังคม การเมืองย่อยยับไปพร้อมกับรอยยิ้มของคนไทย
การเมืองที่ผ่านมาไม่ต้องไปบรรยายให้เมื่อยตุ้ม คนไทยเอือมระอานักการเมืองไปเยอะ วิกฤติการเมืองกลายเป็นวิกฤติ ของบ้านเมืองถาวร ถ้าจะถามว่าวิกฤติการเมืองจะมีโอกาสคลี่คลายหรือเจรจากันโดยสันติวิธีหรือไม่ ก็คงพอจะตอบได้ว่า โอกาสน้อยมาก
เพราะช่องทางการเจรจากันแบบสันติถูกปิดตายหมดแล้ว
ก็ยังเหลือวิธีเดียวคือ เอาชนะกันด้วยกำลัง ปี 2553 ไม่พ้น ที่จะเห็นคนไทยเลือดนองแผ่นดินอีกกระทอก ประเทศไทยจะย่อยยับ ไปพร้อมกับระบบเศรษฐกิจที่ล้าหลัง
สงครามแตกหักที่จะมีขึ้นใน ปลายเดือนมกราคมไปจนถึงเดือนเมษายน 2553 ถูกนำมาวิเคราะห์จากขั้วอำนาจทุกฝ่าย รวมทั้งกองทัพ
ที่จะเป็นผู้ออกมาปิดเกม
ต้องยอมรับว่าในกองทัพเองก็มีแนวคิดที่แตกต่าง ส่วนหนึ่งเป็นทหารมืออาชีพ คิดและมองการเมืองในอีกมุมมองหนึ่งเป็นมุมมองที่ไม่ต้องการให้การเมืองล้ำเส้นจนเกินไป
อีกฝ่ายหนึ่งเป็นทหารการเมือง ยึดโยงระหว่างอำนาจในกองทัพกับขั้วอำนาจทางการเมือง จึงต้องโฟกัสไปที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. รวมไปจนถึง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว. กลาโหม และกลุ่มการเมืองสีน้ำเงินบนแนวนโยบายอุดมการณ์
ที่สอดคล้องต้องกัน ปกป้องสถาบันเป็นหลัก ซึ่งก็ตรงกับอุดมการณ์ ของกองทัพพอดี
กลายเป็นกองกำลังบูรพาพยัคฆ์
ความยึดโยงระหว่างอดีตนายทหารที่มีบทบาททางการเมืองกับทหารมืออาชีพก็ มีความพร้อมไม่แพ้กัน แม้จะยังไม่ปรากฏภาพให้เห็นความชัดเจนออกมา แต่ก็มีความเคลื่อนไหวอย่างลับๆ
บวกกับปัจจัยการครองอำนาจของ พล.อ.อนุพงษ์ ที่จะเกษียณอายุในเดือนตุลาคมปี 2553 และเห็นเค้ารางของผู้ที่จะขึ้นมาสืบทอดตำแหน่งซึ่งมีแนวทางที่ชัดเจนจะส่งผลให้
ขั้วอำนาจมีการเปลี่ยนแปลง เพราะฉะนั้นจึงเป็นไปได้ว่า ก่อนที่จะไปถึงจุดนั้น จะต้องมีการปิดเกมให้เรียบร้อยในช่วงเวลาไตรมาสแรกของปีหน้า
ไม่ยุบก็ยึด.
หมัดเหล็ก
‘ใบตองแห้ง’ ออนไลน์: 10 ข่าวฮาในรอบปี
ที่มา ประชาไท
ใบตองแห้ง
2552 เป็นปีที่สถานการณ์พลิกผันจาก 2551 แบบหน้าเท้าเป็นหลังเท้า 2551 เป็นปีของรัฐบาลนอมินี “ระบอบทักษิณ” และนักการเมืองทุนท้องถิ่นที่ได้คะแนนท่วมท้นจากคนชนบท แต่กลับมาถูกโค่นล้มโดยคนกรุงคนชั้นกลางที่ผนึกกำลังกับอำมาตยาตุลาการภิวัตน์ เป็นพันธมิตร “ฝ่ายขวา” ชูอุดมการณ์ราชาชาตินิยมเหนืออุดมการณ์ประชาธิปไตย
2552 เปลี่ยนมาเป็นรัฐบาลนอมินีของ “ระบอบไม่เอาทักษิณ” ที่สับสนวุ่นวาย จำต้องแบ่งสันอำนาจระหว่างชนชั้นนำผู้อ้างคุณธรรมจริยธรรมไม่ขาดปาก กับนักการเมืองกเฬวรากปากห้อย โดยมี NGO สื่อ นักวิชาการ เป็นทั้งลูกหาบและหอกข้างแคร่
อำนาจอันง่อนแง่นดำรงอยู่ได้ด้วยการโปรโมทอุดมการณ์ราชาชาตินิยมถึงขีดสุด พร้อมกับปลุกผี “ระบอบทักษิณ” นอกจากนี้ยังอาศัยภาพลักษณ์ของ “หล่อหลักลอย” ที่แม้จะไร้ประสิทธิภาพเพียงไรก็ยังถูกจริตคนกรุงคนชั้นกลาง
ความวิปลาสที่ไร้ระบบ ความสองมาตรฐานไร้หลักการ ทำให้ผู้คนที่ไม่น่าอยู่ร่วมกันได้กลายเป็นแนวร่วมเพื่อชัยชนะ ศัตรูกลายเป็นมิตร คนดีคบคนชั่ว คนมีหลักกลายเป็นคนเลอะเทอะ แถไปวันๆ กลืนน้ำลายตัวเองเหมือนไร้ยางอาย นี่-ไม่ใช่แค่ฝ่าย “ระบอบไม่เอาทักษิณ” แต่รวมถึงฝ่ายทักษิณและเสื้อแดง ที่คนไม่น่าจะร่วมกันได้ก็กลับมาร่วมกัน เช่น ใครเลยจะคิดว่าม็อบเชียร์ “ทุนสามานย์” กลับใส่หมวกดาวแดง ฮิฮิ
เรื่องตลกเลอะเทอะผิดฝาผิดตัวจึงเกิดขึ้นได้ด้วยประการฉะนี้
1.พันธมิตรยึดเขาพระวิหาร...ที่ปากน้ำ
วีระ สมความคิด แกนนำพันธมิตรกู้ชาติ นำมวลชนกว่า 500 คน ส่ายอาดๆ อย่างวีรอาจหาญ บุกยึดเขาพระวิหารอ่านแถลงการณ์ทวงคืนแผ่นดินไทย ชักธงชาติไทยขึ้นสู่ยอดเสา แล้วร่วมกันร้องเพลงชาติดังกึกก้องสะท้านสะเทือน
ถือเป็นวีรกรรมอันน่าซาบซึ้งสะเทือนใจ ถ้าไม่อ่านข่าวต่อมาว่าเป็นเขาพระวิหารจำลอง ที่เมืองโบราณปากน้ำ
คิดได้ไงเนี่ย มุขนี้ ต้องยกให้เป็นข่าวฮาอันดับหนึ่งในรอบปี เรียกเสียงฮาทั้งประเทศ แก้เครียดไปเยอะเลย
ก่อนหน้านั้น พันธมิตรยังทำอะไรขำๆ แบบว่าลงมติตั้งพรรคการเมืองใหม่ โดยใช้การโห่สามลาเหมือนทาร์ซานแทนยกมือ
2.เนวิน ชิดชอบ เป็นประธานจัดงานเฉลิมพระเกียรติ... และจัดได้สุดยอด
เนวิน ชิดชอบ พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าการที่ตุลาการรัฐธรรมนูญตัดสินยุบพรรคไทยรักไทย และตัดสิทธิ 111 กรรมการบริหารพรรค โดยใช้ประกาศ คปค.ย้อนหลังนั้น ได้ทำให้ประเทศสูญเสียทรัพยากรบุคคลอันล้ำค่า เพราะเมื่อสังคมหลับตาข้างหนึ่งลืมตาข้างหนึ่ง ยอมให้เขากลับมามีบทบาท เนวินก็สามารถจัดงานเฉลิมพระเกียรติได้อย่างยิ่งใหญ่อลังการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแสดงแสดงสีเสียง 4D Visual Light and Sound นั้น สมพระเกียรติ เทิดพระบารมี และจะเป็นที่กล่าวขวัญกันไปอีกนานแสนนาน
สมแล้วที่ลูกพรรคตะโกนว่า “เนวินสุดยอด” เป็นการตบปากพวกตั้งฉายา “111 ศพ” ให้เซ่อแ-กไปเลย
3.นายกฯ กับ ผบ.ตร.
ประเทศนี้มีเรื่องแปลกประหลาด เมื่อนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อนุมัติให้ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร.ลาไปราชการต่างประเทศ เยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน 10 วัน แล้วตั้งรักษาการแทน แต่ ผบ.ตร.ดันขยัน ดอดกลับก่อนกำหนด
แทนที่จะดีใจว่า ผบ.ตร.รีบไปรีบกลับ ไม่อู้งานหนีเที่ยว นายกฯ กลับเครียดจนต้องออกคำสั่งให้ไปราชการภาคใต้ เพื่อจะตั้งรักษาการแทนอีกครั้ง แต่ท้ายที่สุดก็จนปัญญาจัดการน้องชาย รมว.กลาโหม ต้องรอจน ปปช.ขี่ม้าขาวมาชี้มูลความผิดกรณีสลายม็อบ 7 ตุลา พล.ต.อ.พัชรวาทจึงถูกปลดออกจากราชการ
โจ๊กครั้งนี้สร้างมาตรฐานใหม่ เพราะปกติมีแต่คนก่นด่านักการเมือง ข้าราชการใช้เงินหลวงไปดูงานเที่ยวต่างประเทศ ครั้งนี้คนรีบไปรีบกลับ กลับถูกโจมตีว่าไม่ทำตามคำสั่ง
ส่วนเรื่องที่ตั้ง ผบ.ตร.ไม่ได้ ต้องรักษาการข้ามปี เป็นอะไรที่เละยิ่งกว่าโจ๊ก เหมือนโจ๊กโดนระเบิด
4.กษิตชูฮุนเซนเป็นสุภาพบุรุษนักเลง ฮุนเซนชูทักษิณเทียบอองซานซูจี อภิสิทธิ์เรียกร้องให้พม่าปล่อยตัวซูจี
เลอะเทอะทั้งนั้น! กษิต ไส้ติ่ง กลืนน้ำลายที่เคยด่าฮุนเซนเป็น “กุ๊ย” มายกย่องกลางสภาในการอภิปรายไม่ไว้วางใจว่าเป็น “สุภาพบุรุษนักเลง” แต่ไม่วายโดนเขมรเข้าใจผิดเพราะข่าวฝรั่งแปลว่า Gangster
ล่วงมาปลายปี ฮุนเซนยกย่องทักษิณเทียบอองซานซูจี มาร์คโต้ว่าไม่ใช่ ความจริงก็ไม่ใช่ ทักษิณไม่ใช่นักประชาธิปไตย เพียงแต่ทักษิณถูกโค่นโดยเผด็จการทหาร ขณะที่มาร์คซึ่งใช้ฐานะประธานอาเซียนเรียกร้องให้เผด็จการทหารพม่าปล่อยตัว (น.ญ.) ซูจี ลืมคิดไปว่า หนึ่ง ตัวเองก็มาจากผลพวงของเผด็จการทหาร สอง แทรกแซงกระบวนการตุลาการภิวัตน์ของพม่า
ที่จริงต้องประณามพม่าว่าลอกการบ้าน ทั้งให้ลงประชามติรัฐธรรมนูญ ทั้งใช้ตุลาการภิวัตน์ตัดสิทธิอองซานซูจี
5. หมักมีชีวิตเป็นเผด็จการ ตายเป็นผีประชาธิปไตย
เวงกำใดกันหนอ ทำให้ “ออหมัก” มีชีวิตยืนยาวมา 33 ปีหลัง 6 ตุลา จนกระทั่งรัฐมนตรีมหาดไทยของรัฐบาลหอยรัฐประหาร กลายเป็นนายกรัฐมนตรีของฝ่ายต่อต้านรัฐประหาร อดีตนักปลุกระดมลูกเสือชาวบ้าน ถูกฮือไล่โดยม็อบคนชั้นกลาง นักวิชาการ และสื่อ-ซึ่งส่วนหนึ่งก็คืออดีตนักศึกษายุค 6 ตุลา แต่หันมาเป็นดาวสยามยุคจานดาวเทียม
โชคชะตาเล่นตลก (ร้าย) ชิมไปบ่นไป ตายเพราะมะเร็งตับ จมูกชมพู่กลายเป็นผีอินเตอร์เน็ต @ กระปุกดอทคอม ไปโผล่ในหน้าจอคอมที่วุฒิสภา พร้อมกับได้รับการยกย่อง (& โหสิ) จากฝ่ายผู้ต่อสู้เพื่อ “ประชาธิปไตยสมบูรณ์” ว่าเป็นผู้รักษาประชาธิปไตย
เฮ้อ! จากที่ไม่เคยคิดว่าจะเผาผีกัน ก็ยังมีคนตุลาเสื้อแดงหลายรายโผล่ไปงานศพ ประวัติศาสตร์พลิกผัน ผิดฝาผิดตัวจริงๆ
6.สองมาตรฐานครึ่ง
เลอะเทอะได้ทั้งปี แต่พูดได้แค่บางกรณี บางคดีเขาห้ามฮา ที่จริงปี 51 เป็นปีแห่งสองมาตรฐานตัวจริง ปี 52 ถือเป็นปีสองมาตรฐานครึ่ง คือมาตรฐานเสื้อแดง มาตรฐานเสื้อเหลือง และมีมาตรฐานเสื้อน้ำเงินโผล่มาใหม่ แม้ยังไม่เต็มตัว
ตุลาการภิวัตน์บังอาจโกงให้เสื้อน้ำเงินอย่างหน้าด้านๆ-เปล่า ไม่ได้พูดถึงเมืองไทย แต่พูดถึงกรรมการตาถั่วที่ปล่อยให้เธียรี อองรี ใช้มือตบบอลถึง 2 ครั้งก่อนส่งให้เพื่อนยิงประตูเข้ารอบบอลโลก (ฮา)
ความเลอะเทอะไร้หลักการทำให้แกนนำ 40 สว.ออกมาเต้นเหมือนถูกน้ำร้อนลวก เมื่อ กกต.มีมติให้พ้นจากสมาชิกภาพเพราะถือหุ้นสัมปทานรัฐจำนวนเพียงน้อยนิด ซึ่งที่จริงก็ไม่ควรพ้น แต่ถ้าการทำกับข้าวออกทีวีทำให้นายกฯ ตกเก้าอี้ได้ มันก็คือตรรกบวมๆ อันเดียวกันที่ทำให้ สว.ถือหุ้นตกเก้าอี้ได้ จะร้องโหยหวนไปทำไม
กกต.ยังส่งท้ายปีเก่าด้วยคดียุบพรรค ปชป. ที่อ้างข้อกฎหมายว่านายทะเบียนพรรคการเมืองต้องเป็นผู้วินิจฉัย ถ้าเห็นควรยุบพรรคก็ส่งให้ กกต. 5 คนลงมติ ถ้าเห็นว่าไม่ยุบพรรคก็ไม่ต้องส่ง ตัดสินใจคนเดียว แล้วบังเอิ๊ญ ซาวเสียงกันแล้ว นายทะเบียนดันเป็นทั่นประธานหัวเดียวกระเทียมโทน ผู้ไม่เห็นด้วยกับการยุบพรรค
มิพักต้องกล่าวถึงการที่ ปปช .ชี้มูลความผิดสมัคร นพดล กรณีออกแถลงการณ์ร่วมปราสาทพระวิหาร ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่า “สุ่มเสี่ยง” (?) เสียดินแดน แต่ ปปช.ชี้ว่านพดลกระทำไปโดย “รู้ดีอยู่แล้วว่าจะเกิดความเสียหายตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ”
เอ๊ะ ก็ศาลรัฐธรรมนูญยังไม่รู้เลยว่าเสียดินแดนหรือเปล่า นพดลเสือกรู้ดีอยู่แล้ว ก็สมควรผิดอยู่หรอก
7.ทักษิณ โฟนอิน ทวิตเตอร์ SMS แก้กรรม คว่ำบาตร เป็นมะเร็ง ฯลฯ
ทักษิณเป็นผู้กำหนดหัวข่าวการเมืองในรอบปีที่ผ่านมา กระทั่งคะแนนนิยมรัฐบาลจะขึ้นหรือตก ก็เป็นเพราะทักษิณ ไม่ใช่เป็นเพราะการทำงานของรัฐบาล เช่น คะแนนนิยมมาร์คพุ่งหลังสงกรานต์ หรือหลังทักษิณรับเป็นที่ปรึกษาฮุนเซน
ต้นปีทักษิณยังแค่โฟนอินไปตามม็อบที่ต่างๆ แต่หลังความพ่ายแพ้ของม็อบเสื้อแดงสงกรานต์ ทักษิณก็เพิ่มทั้งทวิตเตอร์ SMS จัดรายการวิทยุ ทีวี ทางอินเตอร์เน็ต และโทรหาแกนนำระดับต่างๆ กระทั่งแฟนคลับระดับรากหญ้า เรียกว่าใกล้ชิดประชาชนยิ่งกว่าอยู่เมืองไทยเสียอีก (ไม่น่าให้กลับเลย-ฮา)
ไม่ใช่แค่เทคโนโลยีระดับสูง แต่ทักษิณยังใช้พิธีกรรมโปรโมชั่น เช่น “แก้กรรม” ในงานวันเกิด ส่งภาพถ่ายตัดเท่าตัวจริงแปะไม้อัด มาแทนตัว ส่งภาพนั่งใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์มาแจก (ก่อนหน้านั้นส่งภาพกับเพชรอาฟริกามาแจก) ขณะที่ฝ่ายเสื้อเหลืองก็ทำพิธีคว่ำบาตร พร้อมปล่อยข่าวว่าทักษิณเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก
ข่าวทักฺษิณไม่ทักษิณจึงมีตั้งแต่เนื้อหาสาระลงไปถึงระดับเลอะเทอะ แม้แต่วงการหมอดูยังแตกกันเละ ตั้งแต่หมอดูฟันธง หมอดูลิเดีย หมอดูพันธมิตร โหร คมช. ทักษิณทำให้เกิดความแตกแยกได้ทุกองค์กรสถาบันจริงๆ
ทักษิณกลับมาแล้วคร้าบ แยกร่างได้ด้วย
(ฉวยภาพประกอบจาก CBN Press คงไม่ว่ากัน)
8.รถเมล์ 4 พันคัน
ยื้อกันไปยื้อกันมา ช้าๆ ไม่ได้พร้าสักเล่ม รถเมล์ 4 พันคันผ่านสะด๊วบ ทั้งที่สื่อ นักวิชาการ เครือข่ายภาคประชาชนต่อต้านการทุจริตทั้งหลาย รวมทั้งพระเอกนางเอก 40 สว.คัดค้านกันเซ็งแซ่ แต่หลังซื้อเวลาส่งให้สภาพัฒน์ศึกษา ครม.ก็อนุมัติ โดย “ภาคประชาชน” ออกมาด่ากันหอมปากหอมคอ แล้วก็เงียบไป ไม่เห็นมีใครสนใจ “ปกป้องทรัพย์ของชาติ”
ฉะนั้นก็ลองก๊อปถ้อยคำของผู้คัดค้านมาทบทวนให้ดูกัน
สมชาย แสวงการ “ข้อมูลจากสันติบาลพบว่ามีผลประโยชน์ไปตกในกระเป๋าผู้เกี่ยวข้องถึงคันละ 1.5-2 ล้านบาท”
รสนา โตสิตระกูล “รัฐบาลสมัครโดนคดีเขาพระวิหาร รัฐบาลสมชายโดนคดีสลายการชุมนุม 7 ตุลา รัฐบาลนี้อาจโดนเรื่องรถเมล์เอ็นจีวีก็ได้ รับรองกัดไม่ปล่อยอย่างแน่นอน” (กลิ้งงับงับ)
สนธิ ลื้มทองกุล “ผมคิดว่าคุณเปลว สีเงิน ท่านเขียนบทความในไทยโพสต์ ท่านเขียนดีมาก ท่านบอกว่าวันไหนอนุมัติรถเมล์ชุดนี้ วันนั้นคือวันพินาศฉิบหายของรัฐบาลชุดนี้”
ก็ไม่เห็นมีใครช่วยทำให้คำทำนายของเถ้าแก่เปลวเป็นจริง
9.รถไฟผิด คนไม่ผิด
รฟท.ตกรางผู้โดยสารตาย 7 คน พขร.ยอมรับว่าวูบหลับเพราะเป็นหวัดกินยาแก้แพ้ แต่คุณพ่อสหภาพไม่ยอมรับ อ้างว่ารถไฟต้องมีระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ ถ้าเร็วเกิน 100 กม./ชม.เครื่องจะหยุดทันที และต้องมีระบบกริ่งเตือนไม่ให้พนักงานหลับใน ระบบห้ามล้ออัตโนมัติ ฯลฯ
ว่าแล้วสหภาพการรถไฟก็ชูมือตบไขว้กัน สะบัดผ้าเหลือง เกิดแสงเฮ้ากวง แปลงร่างเป็นอุลตร้าพันธมิตร หยุดเดินรถทิ้งผู้โดยสารโดยอ้างว่าอุปกรณ์ไม่พร้อม
ต่อไปถ้าคนขับรถเมล์หลับในซิ่งตายหมู่ สหภาพก็ต้องออกมาไล่ผู้บริหาร โทษฐานกระจกมองข้างแตก ที่ปัดน้ำฝนไม่ทำงาน ไฟเบรกไม่ขึ้น ฯลฯ
10.โอบามาได้รางวัลโนเบล
การเมืองฝรั่งก็สร้างภาพโหนกระแสเหมือนกัน คณะกรรมการรางวัลโนเบลมอบรางวัลสันติภาพให้โอบามา ทั้งที่ยังไม่ได้ทำหง่าอะไรเลย นอกจากปราศรัยได้จับใจ เป็น “โพเดียมธิปไตย” แม่แบบ “โฆษกธิปไตย” ของโอบามาร์ค เพียงแค่มีความชอบธรรมกว่าเพราะชนะเลือกตั้งมาท่วมท้น
หนำซ้ำ โอบามาผู้สัญญาว่าจะถอนทหาร ยังสั่งเพิ่มทหารให้อัฟกานิสถานอีก 3 หมื่นคนจนถูกคนนับหมื่นประท้วงเมื่อไปรับรางวัลที่นอร์เวย์
วาทะฮาแห่งปี “ก้าวข้ามประชานิยมสู่รัฐสวัสดิการ”
เพ้อหรือเปล่า ถึงกล้าพูดได้เต็มปาก พูดได้ไม่กี่วัน รัฐมนตรีสาธารณสุขลาออกเพราะไทยเข้มแข็งใครเข้มแข็ง ชุมชนพอเพียงกลายเป็นทุจริตพอเพียง ต้นกล้าอาชีพล้มเหลวเสียตังค์เปล่า มีแค่เรียนฟรี 12 ปี ที่เป็นรัฐสวัสดิการแม้ยังมีปัญหาอีกบานเบอะ เอ๊ะ หรือว่าแจกเงิน 2 พันไม่ใช่ประชานิยม
โอกาสนี้ ขอชื่นชมนักข่าวทำเนียบรัฐบาล นักข่าวรัฐสภา ที่ตั้งฉายาอย่างเป็นอิสระ ไม่กริ่งเกรงหน้าอินทร์หน้าพรหมหรือหน้าม้า ไม่ว่าใครจะชอบหรือไม่ชอบ ไม่ถูกต้อง ไม่ถูกใจ แต่นี่คือการแสดงออกอย่างเป็นอิสระ ลงมติกันเองในผู้สื่อข่าวการเมืองภาคสนาม โดยไม่ต้องผ่านอคติสุคติของหัวหน้าข่าว บก.ข่าว บรรณาธิการ ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าผู้สื่อข่าวภาคสนามยังให้ความสำคัญกับการตรวจสอบผู้มีอำนาจทุกฝ่าย
ส่งความสุข จากดา ตอปิโด..."พี่เชื่อมั่นว่าเราทำเพื่อประเทศและประชาชน"
ที่มา thaifreenews
โดย kaered
วันที่ 30 ธันวาคม 2552 เวลาประมาณ 12.30 น. ทางกลุ่มพลังรวมใจพร้อมด้วยดีเจอ้น ชัยนรินทร์ และคุณกิตติชัย พี่ชายคุณดา ตอปิโด ได้เข้าเยี่ยมคุณดา ซึ่งนับได้ว่าวันนี้เป็นวันสุดท้ายของปี 2552 ที่ทางเรือนจำจะเปิดโอกาสให้ญาติสนิท มิตรสหายได้เข้าเยี่ยมผู้ต้องขัง เพื่อเป็นการส่งความสุขถึงกันอย่างถ้วนทั่ว
กลุ่มพลังรวมใจก็เช่นกัน วันนี้ทางกลุ่มมีนัดกับคุณดา ตอปิโด เพื่อจะไปนำเอาคำอวยพรจากคุณดา ตอปิโดมาฝากยังพี่น้องผู้รักประชาธิปไตยทุกท่านค่ะ ระหว่างที่เรานั่งรอเรียกชื่อเพื่อเข้าเยี่ยมนั้น เราก็ได้กวาดสายตาสำรวจบรรยากาศโดยรอบ มีผู้คนมากมายต่างก็เดินทางมาซื้อข้าวของเพื่อไว้ให้สำหรับผู้ต้องขังไว้ใช้ในระหว่างช่วงวันหยุดยาวนี้ พี่ชายคุณดาก็เช่นกัน คุณกิตติชัยเดินทางจากภูเก็ตเพื่อมาเยี่ยมคุณดา ตอปิโด น้องสาวคนสุดท้องของบ้านทุกอาทิตย์ พี่กิตติชัยเล่าว่า เมื่อเช้าพี่กิตติชัยต้องรอต่อคิวนานมาก เพื่อจะซื้อของสดของแห้ง รวมถึงของใช้ส่วนตัวจากทางเรือนจำเพื่อฝากไว้ให้คุณดา ตอปิโดได้ไว้ใช้ในช่วงวันหยุดยาวนี้
เวลาประมาณ 13.30 น.ทางเรือนจำก็ประกาศชื่อให้เราเข้าเยี่ยมคุณดา ตอปิโดได้ เมื่อถึงช่องเยี่ยมที่ 63 เราก็ได้พบกับรอยยิ้มคุณดา เป็นอันดับแรก และคุณดาก็ได้ฝากคำอวยพรมาถึงยังพี่น้องผู้รักความเป็นธรรม,แกนนำ นปช,สื่อมวลชน และกล่าวคำขอบคุณมายังแฟนคลับที่ส่ง สคส มาให้เธอ ซึ่งขณะนี้มีจำนวนร่วม 1000 ฉบับ โดยเนื้อความมีดังนี้
สำหรับพี่น้องผู้รักประชาธิปไตยและความเป็นธรรม
ในวารดิถีขึ้นปีใหม่นี้ ขอให้ทุกคนมีกำลังใจต่อสู้ต่อไป ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นอย่าท้อ ไม่มีอะไรจะเกินความสามารถ ต้องเชื่อมั่นในสิ่งที่ทำว่าเป็นสิ่งที่ดี ที่ถูกต้องเพื่อให้ประชาชนอยู่ดีกินดี พี่ดาเชื่อว่าฟ้าดินจะต้องคุ้มครองฝ่ายเรา และขอให้ทุกคนมีสุขภาพกาย สุขภาพใจที่เข้มแข็ง แข็งแรง
ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย ให้ช่วยปกป้องคุ้มครองพวกเราทุกคนให้ไปสู่เป้าหมายและให้ได้รับชัยชนะในปีใหม่นี้ ....ด้วยความคิดถึงและห่วงใยทุกคน... ดารณี (ดา ตอปิโด)
สำหรับแกนนำทุกท่าน
ขอฝากภารกิจในการเรียกร้องประชาธิปไตยเต็มใบไว้กับแกนนำทุกท่าน ขอให้แกนนำทุกคนอย่าหมดกำลังใจ แม้พี่ดาจะอยู่ข้างในก็ส่งกำลังใจออกไปช่วย ขอให้ทุกคนสามัคคีและยึดมั่นในเป้าหมายร่วมกัน คือ ประเทศชาติและประชาชน สักวันคงมีโอกาสได้ออกไปร่วมงานกับแกนนำทุกท่านอีกครั้ง พี่ดาเชื่อมั่น เพราะทุกคนต่างมีปณิธานเพื่อประเทศชาติและประชาชน......สวัสดีปีใหม่..... ดารณี
สำหรับสื่อมวลชน
ในฐานะที่พี่ดาเป็นสื่อมวลชนมาก่อน ขอฝากไปถึงพี่น้องและเพื่อนร่วมวิชาชีพ ให้มีความเป็นกลาง เห็นแก่ความถูกต้อง ให้ยึดถือจรรยาบรรณ ส่วนจะเข้าข้างใครให้เก็บไว้ในใจก็ได้ แต่ขอให้เป็นกลาง เพราะสื่อมวลชนเป็นที่พึ่งของประชาชน เพราะฉะนั้นอย่าทำให้ประชาชนผิดหวังในศุภาระดิถีขึ้นปีใหม่ ขอให้สื่อมวลชนทุกท่านประสบแต่ความสุขกันถ้วนทั่ว.....สวัสดีปีใหม่...ดารณี
คำขอบคุณจากใจ ดา ตอปิโด
พี่ดาฝากขอบคุณทุกคนที่ส่ง สคส มาถึงพี่ดา พี่ดาขออนุญาตเรียกว่า แฟนคลับ พี่ดานะคะ พี่ดาขอขอบพระคุณด้วยใจจริงที่ทุกท่านได้ส่ง สคส มาให้ ซึ่งมีคุณค่าทางจิตใจของพี่ดามาก และต่อจากนี้ไปพี่ดาจะพยายามส่งจดหมายมายังส่วนกลาง โดยจะผ่านทางกลุ่มพลังรวมใจเพื่อสื่อสารกับแฟนคลับอย่างต่อเนื่องค่ะ
สำหรับอาการป่วยของคุณดา ในตอนนี้ทางคุณกิตติชัย พี่ชายคุณดาได้ติดต่อขอการ์ด OPD ออกมาจากทางโรงพยาบาลกลางของเรือนจำเพื่อนำมาติดต่อกับคุณหมอที่ท่านจะอุปการะดูแลในเรื่องการผ่าตัดของพี่ดา ซึ่งสิ่งที่น่าตกใจเป็นอย่างมาก คือ พี่ชายได้รับทราบจากทางท่านผู้อำนวยการฝ่ายปกครองเรือนจำว่า ตอนนี้พี่ดาไม่สามารถทานอาหารทั่วไปได้ พี่ดาต้องรับประทนแต่นมเท่านั้น เนื่องจากพี่ดาไม่สามารถอ้าปากและบดเคี้ยวอาหารได้อย่างคนปกติทั่วไป ซึ่งทางกลุ่มพลังรวมใจจะติดตามเรื่องนี้ต่อไปอย่างใกล้ชิด
หากท่านใดมีความประสงค์จะช่วยเหลือพี่ดา สามารถโอนเงินผ่านบัญชีพี่ชาย คุณกิตติชัย ชาญเชิงศิลปะกุล บัญชีออมทรัพย์เลขที่ 297-1-25805-5 สาขาถนนพูนผล จ.ภูเก็ต และที่สำคัญ อย่าลืม ! ส่งกำลังถึงคุณดา โดยการส่ง สคส ถึงดา ตอปิโด ได้ที่ตู้ ปณ 58 ปณศ (พ) พระโขนง กรุงเทพฯ 10110 หรือส่งเป็นอีการ์ด มาที่ wemissyouda@gmail.com ส่งกันมาเยอะๆนะคะ ให้คุณดา ตอปิโด ได้เป็นผู้ต้องขังที่มีคนส่ง สคส ถึงมากที่สุดในโลก
กลุ่มพลังรวมใจ