WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, January 4, 2010

กลับมารายงานตัวแล้วครับ สวัสดี่ปีใหม่ 2553 ปีแห่งเสรีภาพ อิสระภาพทางจืตวิญญาณ

ที่มา thaifreenews

โดย...ลูกชาวนาไทย


ความจริงกลับจากต่างจังหวัดตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม 2553 แต่บังเอิญโน๊ตบุ๊คที่บ้านมีปัญหา ก็เลยใช้งานไม่ได้ เพิ่งเข้าอินเตอร์เน็ตได้นี่แหละครับ

ไปเที่ยวป่าเสียหลายวัน ไปนอนในป่า ผูกเปลนอนบนโขดหินที่ห้วยขาแข้ง เดียวดายข้างบึงน้ำ ท่ามกลางแสงจันทร์เดือนเพ็ญที่พระจันทร์โตเต็มดวง สว่างไสวนวลใยไปหมด

ไปวันแรกไปถึง 1 ทุ่มครึ่งแล้ว เขาเลยไม่ให้เข้า (เขาให้เหตุผลว่าอันตรายจากช้างป่า แต่ก็ยังเห็นรถบรรดาหัวหน้าอุทยานเข้าได้) ต้องนอนอยู่ที่ด่านหน้าคืนหนึ่ง บรรยากาศดีมากครั้บ เพราะผมเอาเปลไปผูกกับต้นไม้บนโขดหินที่อยู่ริมบึงน้ำครับ (หากนอนเต้นท์ก้ไม่มีโอกาสอย่างนี้แน่นอน) นอนฟังบรรยากาศป่าดงดิบรอบๆ ตัว (เดี่ยวเอกา)

ตอนนี้ไม่ได้ติดตามสถานการณ์ทางการเมืองว่าเป็นอย่างไรบ้าง ก็คงไม่มีอะไรคืบหน้ามากกว่า "การพูดจาโวหาร" กัน

ก็ขอสวัสดีปีใหม่กับเพื่อนๆ ทุกคนครับ ขอให้เสรีภาพจงมีแก่ทุกท่าน จงมีอิสระภาพทางจิตวิญญาณอย่างสมบูรณ์ ไม่เป็นทาส หรือข้าทางใจแก่ใคร ซึ่งก็เป็นมนุษย์ด้วยกัน ไม่มีใครเป็นเทพเจ้านอกจากหลอกลวงตัวเอง และหลอกลวงคนอื่น โลกได้เลิกทาสหมดอย่างสมบูรณ์แล้ว นอกจากเรายอมไปเป็นทาสเองแล้ว ไม่มีใครบังคับให้เราเป็นทาสได้

หากจะกราบไหว้บุคคล จงกราบไว้บูชาพระอริยบุคคล ที่ทำให้เราเป็นอิสระหลุดพ้นจากอวิชชาทั้งปวง ไม่สอนให้เรายึดติดจนแม้จิตวิญญาณก็ไม่เป็นอิสระ พระอริยะบุคคลย่อมสอนให้เราหลุดพ้น ไม่ยึดมั่นถือมั่น หากใครสอนให้เรายึดมั่น ยึดติดคนๆ นั้นย่อมเป็นมารที่เสพย์จิตวิญญาณของมนุษย์ ต้องการให้คนกราบไหว้บูชา เป็นลัทธิอวิชชานอกรีต ขัดต่อคำสอนของพุทธองค์ ย่อมไม่ใช่พุทธมามะกะ ที่ปฎิบัติตามคำสอนของพระพุทธองค์ เสียทีที่เกิดมาพบปะพระพุทธศาสนาที่สอนให้หลุดพ้น

เกิดในเมืองพุทธ แต่ไปกราบไหว้บูชาผัสางเทวดา เทพสมมุติต่างๆ ทั้งหลาย ย่อมเสียชาติเกิดเป็นแน่แท้

หากจะซาบซึ้ง ก็จงซาบซึ้งในรสพระธรรม ที่สอนให้เรา "หลุดพ้น" ไม่ยึดติด ไม่ใช่ซาบซึ้งอวิชชาทั้งหลาย

ขอให้เพื่อนๆ จงเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้ตาสว่างตลอดไปครับ

ขอให้ปี 2553 จงเป็นปีแห่งประชาธิปไตยที่เบ่งบาน ปีแห่งอิสระภาพทางจิตวิญญาณ

เชิญร่วมสังสรรค์สวัสดีปีใหม่ 2553‏

ที่มา thaifreenews

โดย Porsche

จาก: somboonsaelao


เนื่องด้วย คุณลุงสอาด จันทร์ดี และผมแต้มแทมป้า

อยากเรียนทุกๆท่านมาร่วมกันฉลองปีใหม่2553 และแลกเปลี่ยนสนทนาเรื่องการบ้านการเมือง

จึงได้นัดหมายกันที่ ร้านพระจันทร์ยิ้ม อยู่ถนนเสรีไทย(สุขาภิบาล2) ร้านตั้งอยู่ระหว่างซอย 69-71

วันจันทร์ที่ 4 มกราคม 2553 เวลาตั้งแต่ 18.00น.เป็นต้นไป จองไว้แล้วชั้นบน(ชั้นที่2)

ในนามพี่พีระ ปากเกล็ด โทรถามแผนที่ได้ที่เบอร์ 081-8319418

งานนี้ฟรี..ยกเว้นไม่พอก็ช่วยๆกัน 555++

กรุณาบอกต่อกันด้วยนะครับคือผมไม่มีเบอร์โทร-อีเมลท่านอื่น

จากแต้ม

เข้าดูที่นี่กันบ้างนะ‏

ที่มา thaifreenews

โดย Porsche

จาก: somboonsaelao


คนที่มีจาน C-Band Thaicom ที่เป็นตะแกรงใหญ่ๆสีดำๆ

ตอนนี้สามารถรับทีวีสีแดงเพิ่มได้อีกช่องนึงแล้วน่ะ

นอกจากที่รับ People Channel แล้วยังสามารถรับ Voice TV ได้อีกหนึงช่อง

โดยสามารถเพิ่มความถี่ 3545 V s/r 30000 ได้ที่เครื่องรับดาวเทียมของท่าน ดูฟรีจ๊ะ .....

ขอได้รับความขอบคุณท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน

http://www.voicetv.co.th/

อำมาตย์หน้าโง่.... คนเสื้อแดงจะไม่อดทนอีกต่อไปแล้ว !

ที่มา ประชาไท

by LB1

ทุกสิ่งในโลกนี้ มีขีดความสามารถรองรับแรงกระทำได้ระดับหนึ่ง
โดยถ้าเกินระดับนี้ไปแล้ว จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมายเกิดขึ้นกับสิ่งนั้น
เราอาจเรียกระดับดังกล่าวนี้ว่า "ระดับของการยอมรับได้"

ดังเช่น การบรรจุน้ำลงในลูกโป่ง
เมื่อลูกโป่งแตก
ปริมาณน้ำจำนวนก่อนหน้าที่จะทำให้ลูกโป่งแตก คือระดับการยอมรับ (น้ำ) ได้ของลูกโป่งใบนั้น

คนก็เช่นกัน
เมื่อคนสัมผัสกับอารมณ์ต่าง ๆ โดยเฉพาะอารมณ์ไม่พอใจ
ตราบใดที่ยังไม่เกินระดับของการยอมรับได้ คนก็จะเก็บความรู้สึกไว้ไม่ระเบิดความโกรธออกมา

ความสามารถในการรองรับการกระทำจึงเป็นเรื่องธรรมดา และเป็นสมบัติเบื้องต้นของทุกสรรพสิ่งในโลกนี้
แต่ความไม่ธรรมดาก็คือ แม้แต่ในสิ่งเดียวกัน ธรรมชาติก็สร้าง "ระดับของการยอมรับได้" มาให้แตกต่างกัน
บางคนโกรธง่าย บางคนโกรธยาก
ซ้ำร้ายเมื่อสะสมความโกรธไปจนถึง "ขีดจำกัด" แล้ว
ไม่มีใครตอบได้ว่า คนโกรธยาก จะระเบิดอารมณ์ออกมาได้รุนแรง มากหรือน้อยกว่า คนโกรธง่าย

ดังนั้นถ้าเราเข้าใจธรรมชาติของปรากฏการณ์นี้ ก็อย่าไปทำให้ใครโกรธจะดีกว่า
-

มีเหตุผลมากมายที่ตอบได้ว่า ทำไมจึงมีคนเสื้อแดงเกิดและเพิ่มจำนวนมากขึ้น
ก็เพราะมีเหตุ จึงมีผล...
ถ้าไม่มีการใช้อำนาจบาตรใหญ่ พวกมึงทำอะไรผิดเสมอ
ก็คงไม่มีเสียงคัดค้าน ไม่มีปฏิกิริยาต่อต้าน และไม่มีคนเสื้อแดงเกิดขึ้น

ซ้าร้าย....
เขื่อนกักเก็บน้ำมีช่องทางระบายน้ำทิ้ง เพื่อป้องกันไม่ให้ปริมาณน้ำเกิน "ระดับการยอมรับได้"
การชุมนุมของคนเสื้อแดงเพื่อสื่อความรู้สึกของตนเองให้อำมาตย์รับรู้ จึงเป็น "ช่องทางระบายน้ำทิ้ง"
แต่รัฐบาลหุ่นของอำมาตย์ไร้สมองกลับพยายามทุกวิถีทางที่จะอุด "ช่องระบายน้ำทิ้ง" นี้ไม่ให้ทำงาน

ความอดทนของคนมีขีดจำกัด
คนเสื้อแดงต้องเจ็บปวดกับเล่ห์เหลี่ยมความเลวร้ายของอำมาตย์และสมุน
และคนเสื้อแดงได้อดทนกับการถูกกระทำมามากพอแล้ว

อำมาตย์หน้าโง่เอย
ปีนี้คือปี พ.ศ.2553
คนเสื้อแดงรอเพียงวัน ว. เวลา น. ที่จะต่อสู้แตกหัก
แต่ก็ยังมีใจกว้างพอจะเปิดทางเลือกให้คู่ต่อสู้
จะยอมเจรจา
จะยอมรับการเปลี่ยนแปลง
จะยอมสูญเสียบางส่วน เพื่อรักษาบางส่วน
เพื่ออยู่ร่วมแผ่นดินกันต่อไป

หรือจะหลับหูหลับตาสู้ ....เพื่อพินาศย่อยยับ

อารมณ์โกรธแค้นเมื่อระเบิดขึ้น
จากคนโกรธง่ายที่สุดไปสู่คนโกรธยากที่สุด
จะก่อให้เกิดการระเบิดของอารมณ์โกรธอย่างต่อเนื่อง จากคนหนึ่งคนสู่คนทั้งประเทศ
ไม่มีอะไรพินาศยิ่งไปกว่าความพินาศจากความต้องการ "ระบายความแค้น"

อำมาตย์หน้าโง่เอย
บุคคลในหน้าประวัติศาสตร์มีอยู่เพียง 2 แบบ คือ ดีเลิศ กับ เลวระยำ
ถ้ายังดื้อด้านจนถึงวันพินาศ
คงรู้ใช่ไหมว่า
รายชื่ออำมาตย์หน้าโง่ทั้งหมดจะปรากฏอยู่ "หน้าใด" ของประวัติศาสตร์ไทยช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 26.

ลกซุน..ผู้พิชิตเล่าปี่

ที่มา thaifreenews

ด้วยความโกรธแค้นที่ซุนกวนสังหารน้องร่วมสาบานคือ กวนอู เล่าปี่ภายหลังได้รับการสถานปนาเป็นฮ่องเต้พระนาม “สมเด็จพระจักรพรรดิเจียงบู๊เต้” เล่าปี่ก็กรีฑาทัพไปตี ง่อก๊ก ของซุนกวนทันที และมาประจวบกับ น้องสาม เตียวหุย ถูกแม่ทัพของตนเองสังหารและหนีไปเข้ากับซุนกวนอีก เล่าปี่ เคียดแค้นดังไฟเผา กองทัพ 750,000 คนของเสฉวน ก็ยกไปโจมตี ง่อก๊ก ทันที

ทัพ เล่าปี่..รบชนะและไหลบ่ามาด้วยความฮึกเหิม.. ทัพง่อก๊กของซุนกวน..ไม่สามารถต้านทานความฮึกเหิมนี้ได้...ลกซุนจึงใช้กล ยุทธ ตั้งมั่นไม่ออกรบ..โดยยึดคำกล่าวที่ว่า “ลูกธนูพุ่งมาไกลก็ย่อมหมดแรง” ด้วยกลยุทธนี้สร้างความหงุดหงิดให้กับเล่าปี่ จนในที่สุดก็ขาดความรอบคอบ..และประกอบกับสภาพอากาศร้อนจัดทำให้เล่าปี่ ไม่ได้ก่อตั้งค่ายตามหลักพิชัยสงคราม..สุดท้ายก็ถูกลกซุน ลอบเข้ามาเผาค่าย จนวอดวายหมดทั้งทัพ และเล่าปี่เองก็ต้องตรอมใจจนสิ้นชีวิต...ทัพจ๊กก๊กของเล่าปี่ 750,000 คนก็วอดวายไปพร้อมกับความฮึกเหิมนั้นเอง...

การเลือกตั้งซ่อมที่ จ. มหาสารคาม ผ่านพ้นไปแล้วอย่างอย่างตื่นเต้นใจหายใจคว่ำ แม้ว่าพรรคเพื่อไทย จะชนะพรรคภูมิใจไทย ก็ชนิดฉิวเฉียด ถ้าเป็นม้าแข่งก็ต้องเรียกว่าต้องถึงขั้น “ถ่ายรูป” การชนะกันเพียง พันกว่าคะแนน จากคะแนนเสียงแสนกว่าคะแนนถือว่าชนะกันอย่างใกล้ชิดมาก..ซึ่งสามารถมองได้ 2 มุมด้วยกันก็คือ...

มุม แรก...ถึงอย่างไรประชาชนที่ชาวภาคอิสานในจังหวัดมหาสารคาม ก็ยังคงรักและศัทธานโยบายของพรรคเพื่อไทย ที่สืบทอดเจตนารมย์มาจากพรรคไทยรักไทย และรวมไปถึงศรัทธาท่านนายกทักษิณไม่เสื่อมคลาย ความฮึกเหิมที่พลพรรคเสื้อแดงที่ปลุกเร้ากันมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ยังคงกระหึ่มก้องและเป็นเหมือนพลังเร่งเร้าให้นักรบประชาธิปไตย พร้อมจะเรียกร้องขั้นแตกหักกับเผด็จการอมาตย์..

และผลก็ส่งออกมาแล้ว โดยการเลือกตั้งทั้งที่สกลนคร, และมหาสารคาม...แม้กระทั่งการเลือกตั้ง นายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ หรืออีกหลาย ๆ ที่ ย่อมแสดงให้เห็นชัดว่า ชั่วโมงนี้คนเสื้อแดงกำลังฮึกเหิมอย่างที่สุด พร้อมที่สุดที่จะทำการต่อสู้ขั้นแตกหักกับรัฐบาลหุ่นเชิดของเผด็จการอมาตย์ นี้...ซี่งในมุมนี้ก็คือมุมแห่งความน่าพอใจและน่าชื่นชม

มุมที่สอง ...รัฐบาลและพรรคร่วม...โดยเฉพาะพรรคงูเห่าอย่างภูมิใจไทยของเนวิน พยายามอย่างยิ่งที่จะออกข่าวทางสื่อต่าง ๆ ที่จะแสดงบทบาทในการเป็นผู้สร้างความสมานฉันท์ให้กับประเทศนี้ ซึ่งในทางการเมืองนั้นพยายามแสดงให้เห็นว่าเป็นผู้ถอยออกจากความขัดแย้ง... ยื่นข้อเสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แม้ว่าจะเห็นได้ชัดว่าเพื่อเป็นการยื้อเวลา แต่สื่อที่อยู่ในมือก็พยายามออกข่าวให้เห็นว่ารัฐบาลเป็นฝ่ายถอย...

และอีกด้านก็พยายามรณรงค์ล้างสมองคนไทยให้มีความคิดออกมาในทาง “รักสามัคคี” เพื่อความสงบสุขของประเทศและเห็นแก่ความสุขของ “พ่อของแผ่นดิน” โดยใช้สื่อที่อยู่ในมืออีกเช่นกันในการรณรงค์เรื่องนี้

ซึ่ง ทั้งสองวิธีนี้เผด็จการอมาตย์ก็กระทำอย่างสอดคล้องและสอดรับกันอย่างเป็น ระบบ.. โดยอาศัยอำนาจอิทธิพลที่ตนเองมีอยู่นำมาเป็นอาวุธ “ทำลายความชอบธรรม” ในการเรียกร้องประชาธิปไตยของคนไทยทั้งแผ่นดิน...

การ ชนะของนายประยุทธ์ ศิริพานิชย์ ผู้สมัครพรรคเพื่อไทย ที่มีคะแนนถึง 111,340 คะแนน ขณะที่นางคมคาย อุดรพิมพ์ ผู้สมัครพรรคภูมิใจไทย ที่ได้คะแนน 110,152 คะแนน นั้นอาจจะดูว่าเป็นชัยชนะท่ามกลางแรงกดดันจากอำนาจรัฐในทุกวิถีทางก็ตาม.. แต่ถ้ามองย้อนอดีตไปจะเห็นว่า นางคมคาย ที่เคยอยู่พรรคเพื่อแผ่นดิน ได้คะแนนเพิ่มขึ้นถึงกว่า 50,000 คะแนน... และนายประยุทธ์ เองก็อดีตเคยสังกัดอยู่พรรคชาติไทยมาก่อน แต่ก็ได้รับเลือกให้ลงสมัครเพราะ พรรคเพื่อไทย ไม่มีใครที่เป็นตัวหลักของพรรคที่จะนำมาลงได้ในนามของพรรคเพื่อไทยเอง (เพราะถูกแบนไปหมดทั้งสองรอบ)...

เวลานี้กลยุทธที่เผด็จการอมาตย์กำลังพยายามอย่างยิ่งที่จะกระทำ...จะมิใช่ “รุกและชน” แต่จะเป็นการ “ต้านทานและสงบนิ่งรอจังหวะ” และสร้างภาพ เพื่อแย่งความชอบธรรม ในการจัดการกับอำนาจต่อไป โดยอาศัยสื่อและเครื่องมือต่าง ๆ ที่อยู่ในมือเพื่อรอจังหวะและโอกาส ที่คนเสื้อแดง และประชาชนผู้รักประชาธิปไตย ผู้วิ่งมาแล้วอย่างแสนไกลจะหมดแรง และจะพลาดเปิดโอกาสให้กับเหล่าอมาตย์ในการพลิกกลับมาโจมตีได้อีกครั้ง

อย่า ลืมว่าเผด็จการอมาตย์ยังคงมีเครื่องมือ และอุปกรณ์ทุกอย่างทั้งในประเทศ รวมทั้งแรงสนับสนุนจากนอกประเทศ ที่จะทำลายประชาชนผู้เรียกร้องประชาธิปไตยให้สิ้นทรากไป...เพื่อกดหัวคนใน ประเทศให้สยบยอมไม่กล้าเงยหัวขึ้นมาต่อสู้...เหมือนกับที่ประเทศเพื่อนบ้าน ของไทยบางประเทศกระทำกับประชาชนของประเทศตนเองกระนั้น...

ด้วย เหตุนี้ สำหรับประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทุก ๆ ท่านจะต้องยึดมั่นในแนวทางการต่อสู้ที่ได้ดำเนินการมาไม่น้อยกว่า 3 ปี อย่างมั่นคงและไม่คลอนแคลนว่ากำลังทำในสิ่งที่ถูกต้องแล้ว ขณะที่แกนนำต้องก้าวเดินอย่างระมัดระวังที่จะก้าวต่อไปบนปลายมีดอันแหลมคม นี้... อย่าได้ประมาทโดยคิดว่าขณะนี้กองทัพประชาธิปไตยมีพร้อมทั้ง...ประชาชน, พรรคการเมือง, และกองกำลังติดอาวุธ แล้วจะเป็นฝ่ายชนะอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด...ดูตัวอย่างที่เคยเกิดขึ้นที่ “จตุรัสเทียนอันเหมิน” และที่ “ธิเบต” กำลังประชาชนก็ถูกล้อมปราบอย่างสิ้นทรากถอนรากถอนโคน และไม่สามารถเงยหน้าขึ้นมาต่อสู้กับรัฐบาลเผด็จการได้จนทุกวันนี้..สิ่ง เหล่านี้มิใช่จะเกิดขึ้นไม่ได้ สำหรับเผด็จการอมาตย์แล้วอะไรก็เป็นไปได้....

แต่ทว่าประชาชนผู้ รักประชาธิปไตยทั้งหลาย จะต้องเกรงกลัวจนไม่กล้าทำอะไร เพียงแต่ต้องมีความรอบคอบ และก้าวเดินอย่างระมัดระวัง ไม่ยินดีในความสำเร็จจนเกิดความฮึกเหิมจนเกินไป จนทำให้สุดท้ายต้องประสบกับความเสียหายอย่างยิ่งใหญ่ภายหลัง... “จะรุกเร็ว หรือรุกช้าแต่ขอให้ชนะ” ดีกว่า “รุกเร็วแล้วพลาด” ...และที่สำคัญ “มันเอาเราแน่ครับ”..

ปูนนก

สื่อหลักปี'52:ความไร้ยางอายของสมาคมนักข่าว

ที่มา Thai E-News



สมาคมนักข่าวไร้ยางอาย!-สมาคมนักข่าวฯกล่าวสรุปรายงานว่ามีการใช้สื่อการเมืองเพื่อผลทางการเมือง ในขณะที่ตัวสมาคมนักข่าวเองฯไม่ได้ย้อนดูตัวเองว่าทำสารพัดในสิ่งที่ตนประนาม นับตั้งแต่เรียกร้องนายกฯมาตรา7,เข้าไปรับใช้เผด็จการด้วยการเป็นสมาชิกสนช.หลังรัฐประหาร,ปฏิบัติ2มาตรฐานกับ2ม็อบ โดยเข้าไปกราบกรานพันธมิตรให้เลิกคุกคามนักข่าวภาคสนาม แต่ออกแถลงการณ์หนุนให้รัฐบาลใช้ประกาศฉุกเฉินปราบเสื้อแดงช่วงสงกรานต์ แล้วให้รางวัลภาพข่าวดีเด่นแก่ไทยรัฐในภาพข่าวสงกรานต์เลือด โดยเสนอว่าชาวบ้านแฟลตดินแดงทนเสื้อแดงประท้วงไม่ไหว จึงจิกหัวผู้ประท้วงหญิงรายหนึ่งลากไปกับพื้น ต่อมามีการพิสูจน์ว่าเหตุการณ์ไม่ได้เกิดที่แฟลตดินแดง และชายที่จิกหัวผู้หญิงก็เป็นการ์ดพันธมิตรรายหนึ่ง เมื่อหญิงคนดังกล่าวไปแถลงเรียกร้องความเป็นธรรมที่สภา ผู้สื่อข่าวก็พิพากษาว่ามาผิดที่ ต้องไปแจ้งความที่โรงพัก...ทั้งหมดนี้ใครคือสื่อการเมืองกันแน่?!


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
4 มกราคม 2552

สมาคมนักข่าวฯพฤติการณ์ที่ไร้ยางส่งท้ายปี

สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้จัดทำรายงานสถานการณ์สื่อ ปี 2552 ปีแห่งการใช้สื่อเพื่อสร้างสงครามการเมือง (คลิ้กดูรายละเอียด)มีรายละเอียดตอนหนึ่งดังนี้

สื่อการเมืองได้ถูกสร้างขึ้นมาอย่างมากมาย และถูกนำมาใช้เพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเมือง ทั้งโดยนักการเมือง พรรคการเมือง กลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ ในสังคม ทำให้สื่อเหล่านี้มีฐานะเป็นเพียงเครื่องมือในการต่อสู้ทางการเมืองของแต่ละฝ่าย ซึ่งมีทั้งวิทยุชุมชน ทีวีดาวเทียม หนังสือพิมพ์ เว็บไซด์ฯลฯ ซึ่งสื่อการเมืองเหล่านี้ ได้นำเสนอความคิดเห็นและความเชื่อมากกว่า “ความจริง” ไม่ได้นำเสนอข้อเท็จจริงที่มีข้อมูลอย่างรอบด้าน ในทางตรงกันข้ามมีการนำเสนอในลักษณะโฆษณาชวนเชื่อ มีความลำเอียง มีอคติ ยั่วยุให้เกิดความขัดแย้ง แตกแยก เกลียดชัง จนถึงขั้นทำลายล้างต่อฝ่ายที่มีจุดยืนและความคิดเห็นที่แตกต่างกับฝ่ายของตัวเอง

ในประเด็นนี้สมาคมนักข่าวฯเห็นว่า เป็นปีที่แต่ละฝ่ายได้ใช้ “สื่อเพื่อสร้างสงครามการเมือง” ส่งผลให้สังคมมองบทบาทสื่อมวลชนโดยรวมว่า เป็นสื่อที่นำไปสู่วิกฤตการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองและนำมาซึ่งปัญหายุ่งยากในการหาทางออกของวิกฤตประเทศในครั้งนี้


ย้อนรอยดูสมาคมสื่อทรราชแถลงการณ์ออกใบอนุญาตปราบเสื้อแดงโยนบาปทักษิณ

ปัญหามีอยู่ว่าสื่อการเมือง หรือสื่อรับใช้การเมืองนั้น แท้ที่จริงดูเหมือนสมาคมนักข่าวจะมีบทบาทด้านนี้ที่สุด..โดยมีพฤติการณ์ดังนี้

-สมาคมนักข่าวฯมีบทบาทนับแต่การเคลื่อนไหวโค่นล้มรัฐบาลทักษิณ โดยการออกแถลงการณ์ร่วมกับสภาทนายความขอให้มีการเปลี่ยนนายกฯโดยใช้มาตรา 7

-ต่อมาเมื่อเกิดรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 นายกสมาคมนักข่าวก็ได้เข้าไปเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)เสียเอง

-เมื่อพันธมิตรฯจัดการชุมนุมก่อความรุนแรงทั้งยึดทำเนียบฯ ยึดสนามบิน พันธมิตรคุกคามนักข่าวสารพัด แต่สมาคมนักข่าวฯไม่เคยมีแถลงการณ์ใดๆปกป้องนักข่าวสนาม แต่นายกสมาคมกับเลขาสมาคมพากันดั้นด้นไปทำเนียบรัฐบาลเพื่อขอความกรุณาจากแกนนำพันํมิตรวิงวอนไม่ให้ใช้ความรุนแรงต่อนักข่าวในลักษณะสมยอมกัน

-แต่เมื่อกลุ่มเสื้อแดงจัดการชุมนุมขึ้น สื่อกระแสหลักได้นำเสนอข่าวบิดเบือนให้ร้ายผู้ชุมนุมเสื้อแดง และยั่วยุประชาชนให้เกลียดชังผู้ชุมนุม ยุแหย่ให้รัฐบาลใช้กำลังปราบปรามผู้ชุมนุมแล้ว สมาคมสื่อต่างๆยังได้ออกแถลงการณ์ฉบับหนึ่งในวันที่ 13 เมษายน 2552 โดยมีเนื้อหาที่โยนบาปไปให้ทักษิณว่าเป็นผู้จุดชนวนความรุนแรง โดยไม่มีการประณามรัฐบาลที่ใช้กองกำลังทหารปราบปรามด้วยความรุนแรงแต่อย่างใด พร้อมทั้งเปิดทางให้ปราบปรามผู้ชุมนุม

โดยสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และ สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ร่วมกับองค์กรต่าง ๆ 7 องค์กร ออกแถลงการณ์ร่วมกัน 5 ข้อ ( คลิ้กดูรายละเอียดที่นี่ )

แถลงการณ์ร่วมขอให้ใช้แนวทางสันติวิธีในการแก้ไขวิกฤตประเทศ

จากการที่กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ได้ปิดถนนบริเวณรอบอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิเมื่อวันที่ ๙ และ ๑๐ เมษายน และบุกเข้าโรงแรมรอยัล คลิฟ บีช รีสอร์ท พัทยา ซึ่งเป็นสถานที่จัดการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนกับประเทศคู่เจรจาเมื่อวันที่ ๑๑ เมษายน จนทำให้รัฐบาลต้องเลื่อนการประชุมดังกล่าวออกไปอย่างไม่มีกำหนด และได้มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลเมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน และเกิดเหตุการณ์รุนแรงในตอนเช้าตรู่วันที่ ๑๓ เมษายน ที่สามเหลี่ยมดินแดงนั้น องค์กรทั้งหลายตามรายชื่อข้างท้าย มีความห่วงใยในสถานการณ์บ้านเมืองว่าจะลุกลามไปสู่วิกฤตการณ์ที่รุนแรงจนควบคุมไม่ได้ จึงขอเสนอความคิดเห็นดังต่อไปนี้

๑. การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงอาจจะทำให้สถานการณ์ยิ่งร้ายแรงมากยิ่งขึ้น ขอให้รัฐบาลและกองอำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (กอฉ.) ใช้กำลังของเจ้าหน้าที่เพียงเท่าที่จำเป็นเพื่อควบคุมสถานการณ์เท่านั้น อย่าใช้ในการปราบปรามหรือสลายการชุมนุม เพราะจะยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปจนอาจกลายเป็นจลาจล และเมื่อสถานการณ์กลับคืนสู่ภาวะปกติแล้ว รัฐบาลควรยกเลิกการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงโดยเร็วที่สุด

๒. สิทธิเสรีภาพในการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญนั้นจะต้องเป็นไปโดยสงบและปราศจากอาวุธ และต้องไม่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่น แต่การชุมนุมของ นปช. ในขณะนี้มีการใช้ความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งวิธีการเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นการบุกโรงแรม บุกกระทรวงมหาดไทย ทุบทำลายรถในขบวนของนายกรัฐมนตรี การปิดถนนสายต่างๆ การยึดรถเมล์ การยึดรถก๊าซ ล้วนแต่เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพนอกขอบเขตของรัฐธรรมนูญและผิดกฎหมายทั้งสิ้น แกนนำ นปช. ต้องยุติการใช้ความรุนแรง การละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น และต้องควบคุมผู้ชุมนุมไม่ให้ใช้ความรุนแรง รวมถึงยุติการสร้างความเกลียดชังผ่านทางสื่อในเครือข่ายดังที่กำลังทำอยู่ในขณะนี้ สำหรับ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ต้องยุติการยั่วยุและปลุกระดมที่นำไปสู่การใช้ความรุนแรง และถ้าหากเกิดเหตุร้ายแรงมากไปกว่านี้ พ.ต.ท. ทักษิณ ไม่อาจที่จะปฏิเสธความรับผิดชอบได้

๓. ขอให้รัฐบาลแก้ปัญหาการชุมนุมที่ละเมิดกฎหมายโดยใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างเหมาะสม และใช้กระบวนทางกฎหมายที่ให้ความเป็นธรรมต่อทุกฝ่ายอย่างแท้จริง การดำเนินคดีกับ นปช. ก็ต้องดำเนินคดีกับประชาชนกลุ่มอื่นที่ใช้เสรีภาพเกินขอบเขตของรัฐธรรมนูญด้วยอย่างเสมอกัน

๔. ขอให้รัฐบาลใช้แนวทางสันติวิธีและการเจรจาในการแก้ปัญหา ซึ่งจะเป็นหนทางในการนำความสงบกลับคืนมาสู่ประเทศไทยได้อย่างแท้จริง รัฐบาลควรต้องเปิดการเจรจากับแกนนำ นปช. และพรรคเพื่อไทย รวมถึงพรรคการเมืองอื่นๆ ในสภาผู้แทนราษฎร เพื่อหาทางออกให้กับบ้านเมือง และขอให้ ส.ส. ของพรรคเพื่อไทยที่ไปร่วมชุมนุมกับกลุ่ม นปช. กลับมาใช้เวทีรัฐสภาในการแก้ไขปัญหาของประเทศ

๕. สื่อมวลชนทุกแขนง ต้องรายงานสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างครบถ้วนรอบด้าน รวมทั้งต้องตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลข่าวสารที่จะรายงานออกไป เพื่อไม่ให้ประชาชนเกิดความสับสนและเกิดความเข้าใจผิดในสถานการณ์

สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย

สำนักสันติวิธี สถาบันพระปกเกล้า

กลุ่มประชาชนผู้ไม่เอาสงครามกลางเมือง

เครือข่ายประชาธิปไตยเห็นต่างกันได้แต่อย่าใช้ความรุนแรง

คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา ๓๕
เครือข่ายนักวิชาการไม่เอาความรุนแรง


๑๓ เมษายน ๒๕๕๒

นักวิชาการยี้แถลงการณ์2มาตรฐาน ยุครัฐบาลสมัคร-สมชายรุมด่ารัฐให้ลาออก

ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นักวิชาการภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เขียนกระทู้หัวข้อเรื่อง "2 บรรทัดฐาน" ของ ทหาร, สื่อมวลชน, นักวิชาการ เอ็นจีโอ กรณีรัฐบาลประกาศใช้ พรก.ฉุกเฉิน โดยตั้งข้อสังเกตว่าการออกแถลงการณ์ข้างต้นเป็น2มาตรฐานหากเทียบกับที่เคยออกแถลงการณ์ในยุครัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช และรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์

โดยดร.สมศักดิ์กล่าวถึงในยุครัฐบาลนายสมัครนั้น หลังเกิดการปะทะในคืนวันที่ 1-2 กันยายน 2551 ซึ่ง นายณรงค์ศักดิ์ กรอบไธสง ของ นปช. ถูกคนของพันธมิตรฯ ทำร้าย จนเสียชีวิต รัฐบาลสมัครได้ประกาศใช้ พรก.ฉุกเฉิน ปรากฏว่า นอกจากทหาร ที่รับมอบหน้าที่ ไม่ยอมปฏิบัติอะไรทั้งสิ้นแล้ว วงการสื่อมวลชน นักวิชาการ เอ็นจีโอ ยังพร้อมใจกันออกมาประณามรัฐบาลสมัคร และเรียกร้องให้ สมัคร ลาออก และยกเลิกประกาศ พรก.ฉุกเฉิน นี่เป็นรายงานข่าว ของบางตัวอย่างของปฏิกิริยาของบรรดาสื่อมวลชน เอ็นจีโอ ในขณะนั้น (ความจริง ยังมีตัวอย่างอีกมาก)

อันที่จริง อาจกล่าวได้ว่า การไม่ยอมปฏิบัติตามหน้าที่ของทหาร และการพร้อมใจกันออกมาคัดค้าน ความพยายามดำเนินการยุติการชุมนุมของพันธมิตรฯของรัฐบาลสมัครในขณะนั้น ของสื่อมวลชน นักวิชาการ เอ็นจีโอ มีส่วนรับผิดชอบ ต่อความรุนแรงที่เพิ่มมากขึ้นที่ตามมา

เคลื่อนไหวต้านเสื้อแดง อ้างหยุดทำร้ายประเทศไทย

เมื่อเทียบกับตอนที่เพิกเฉยต่อพันธมิตรที่ทำการประท้วงอย่างรุนแรง สมาคมนักข่าวกลับทำหน้าที่เป็นสื่อการเมืองอย่างเอาการเอางานด้วยการร่วมกับเอ็นจีโอเสื้อเหลือง ในการเคลื่อนไหวรณรงค์"หยุดทำร้ายประเทศไทย"ในช่วงที่กลุ่มเสื้อแดงออกมารณรงค์เรียกร้องประชาธิปไตย

"หลังจากออกแถลงการณ์เหมือนให้ใบอนุญาตปราบปรามพวกเสื้อแดงอย่างนองเลือดแล้ว พวกเอ็นจีโอก็ดัดจริตออกมาร่วมกับสมาคมนักข่าวตั้งเครือข่ายรณรงค์หยุดทำร้ายประเทศไทย"ผู้เขียนวิจารณ์สื่อระบุในตอนหนึ่งของซีรีส์เรื่อง ในนามของการหยุดทำร้ายประเทศไทย พวกเขาออกใบอนุญาตฆ่าผู้เรียกร้องประชาธิปไตย

เปิดโปงพฤติการณ์เสนอข่าวผิดๆแล้วไม่ต้องรับผิดชอบใดๆของสื่อไทย

นี่ไม่ใช่หนแรกที่สื่อกระแสหลักมีพฤติการณ์ทำนองเป็นสื่อการเมือง เมื่อไวๆนี้สื่อกระแสหลักนำเสนอข่าวว่าตำรวจเชียงใหม่จับการ์ดเสื้อแดงพร้อมระเบิดปิงปอง6,000ลูกไว้ก่อเหตุช่วงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะเดินทางไปเชียงใหม่ แต่พอพิสูจน์แล้วพบว่าเป็นเพียงประทัด สื่อก็เงียบเฉย

ช่วงก่อนนั้นสื่อไทยรายงานว่าพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ให้สัมภาษณ์TIMES ONLINEหมิ่นสถาบันฯ พอTIMESเปิดเผยคำสัมภาษณ์อย่างละเอียดว่าทักษิณไม่ได้หมิ่นฯเลย แต่กลับแสดงจงรักภักดี สื่อไทยก็ไม่ได้แก้ไขข่าวใดๆ

ช่วงเสื้อแดงประท้วงตอนสงกรานต์ สื่อไทยเสนอว่าชาวบ้านแฟลตดินแดงทนเสื้อแดงประท้วงไม่ไหว จึงจิกหัวผู้ประท้วงหญิงรายหนึ่งลากไปกับพื้น ต่อมามีการพิสูจน์ว่าเหตุการณ์ไม่ได้เกิดที่แฟลตดินแดง แต่เกิดแถวถนนเพชรบุรี และชายที่จิกหัวผู้หญิงก็เป็นการ์ดพันธมิตรรายหนึ่ง เมื่อหญิงคนดังกล่าวไปแถลงเรียกร้องความเป็นธรรมที่สภา ผู้สื่อข่าวก็พิพากษาว่ามาผิดที่ ต้องไปแจ้งความที่โรงพัก

ต่อมาสมาคมผู้สื่อข่าวยังมอบรางวัลภาพข่าวยอดเยี่ยมประจำปีให้กับไทยรัฐกรณีจิกหัวผู้ประท้วงหญิงเสื้อแดง โดยไร้สำนึกว่าสื่อนำเสนอข่าวผิด

มาถึงเวลานี้คงต้องย้อนถามไปยังสมาคมนักข่าวฯแล้วว่า การชี้หน้าใครต่อใครว่าเป็นสื่อการเมือง แล้วพฤติการณ์ของสมาคมนักข่าวฯที่ผ่านมานี่ ไม่ใช่สื่อการเมืองที่ทั้งน่าเกลียดน่าชังดอกหรือ?

กะโปกห้อยลุ้นพลิกชนะ แหลอีสานสิ้นมนต์แม้ว

ที่มา Thai E-News



2อารมณ์-แกนนำพรรคเพื่อไทยชูมือให้ผู้สมัครเลือกตั้งซ่อมส.ส.เพื่อไทยชนะหลังคะแนนนำคู่แข่งพรรคภูมิใจไทย พร้อมประกาศพร้อมตั้งรัฐบาลพรรคเดียว ขณะที่ประชาทรรศน์สื่อของเนวินอ้างว่ายังมีสิทธิ์พลิกชนะ เพราะยังไม่นำคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้ามานับ และว่าผลการเลือกตั้งออกมาสูสี แสดงว่าทักษิณสิ้นมต์ขลังในภาคอีสานแล้ว


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
4 มกราคม 2552

เสื้อแดงประเดิมชัยชนะรับปีใหม่ ผู้สมัครส.ส.เพื่อไทยชนะเลือกซ่อมมหาสารคาม ฝ่ากระแสวิชามารทั้งซื้อเสียง,ใช้อำนาจรัฐและใช้ใบปลิวชั่วใส่ร้ายหากเพื่อไทยชนะทักษิณจะกลับมาล้มสถาบัน เผยแม้วเกาะติดสถานการณ์ระทึกตลอดวัน สุดท้ายเบียดเข้าป้ายสั่งสอนยี้ห้อยอีกคำรบ สื่อเครือเนชั่นยังแอบลุ้นยี้ห้อยพลิกเอาคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้ามาพลิกชนะ ขณะที่สื่อลูกกะโปกห้อยไม่ยอมแพ้อ้างคะแนนสูสีเท่ากับทักษิณเสื่อมมนต์ขลัง


ผลการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 1 มหาสารคาม อย่างไม่เป็นทางการ แทน นายขจิต ชัยนิคม อดีตส.ส.พรรคเพื่อไทย (พท.) ที่ได้รับใบเหลือง วานนี้ (3 ม.ค.) ซึ่งเป็นการต่อสู้ระหว่าง พรรคเพื่อไทย กับ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ปรากฎว่า นายประยุทธ์ ศิริพานิชย์ เบอร์ 2 จากพรรคเพื่อไทย ได้รับชัยชนะเหนือ นางคมคาย อุดรพิมพ์ เบอร์ 1 จากพรรคภูมิใจไทย

กรุงเทพธุรกิจ สื่อเครือเนชั่นรายงานว่า ทั้งนี้ ผลการนับคะแนน 100% อย่างไม่เป็นทางการ รวมคะแนนเบอร์ 1 ได้ 109,562 คะแนน เบอร์ 2 ได้ 110,658 คะแนน ซี่งผู้สมัครของพรรคเพื่อไทย เบอร์ 2 ได้คะแนนมากกว่าผู้สมัครพรรคภูมิใจไทย เบอร์ 1 จำนวน 1,086 คะแนน ทั้งนี้ยังไม่รวมผลคะแนนการเลือกตั้งล่วงหน้า ทำให้กรุงเทพธุรกิจคาดการณ์ว่าอาจมีพลิกผันได้

ส่วนประชาทรรศน์ สื่อของเนวิน ชิดชอบ รายงานข่าวว่า
ผลคะแนนที่ห่างกันไม่มากและยังไม่รวมเลือกตั้งล่วงหน้ายังมีโอกาสที่จะพลิกโผได้ รวมไปถึงผลการเลือกตั้งที่มีคะแนนสูสีทั้งที่นายประยุทธ์ จากพรรคเพื่อไทยเป็นถึงส.สเก่า 8 สมัย เป็นอดีตรัฐมนตรี และนางคมคายเอง เป็นน้องใหม่และเป็นนักการเมืองท้องถิ่นที่มีฐานคะแนนเพียง 3 อำเภอเท่านั้น ได้แสดงให้เห็นถึงคะแนนนิยมของพรรคเพื่อไย และพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่เสื่อมมนต์ขลังลงอย่างถนัดตา และชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มที่จะมาถึงในครั้งต่อไป

รวมทั้งยังเป็นการดับฝัน พ.ต.ท.ทักษิณ และร.ต.ท.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย ที่เคยให้สัมภาษณ์คุยโตว่า จะนำพรรคเพื่อไทยจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวให้ได้อีกครั้งเหมือนกับยุคพ.ต.ท.ทักษิณ ในอดีต


ขณะที่ไทยรัฐออนไลน์รายงานว่า ผลการนับคะแนนเลือกตั้ง ส.ส.แทนตำแหน่งที่ว่าง เขต 1 จ.มหาสารคาม แทนนายขจิต ชัยนิคม อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย ที่โดนใบเหลือง โดยผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการปรากฏว่า นายประยุทธ์ ศิริพานิชย์ ผู้สมัคร หมายเลข 2 จากพรรคเพื่อไทย ได้ 111,394 คะแนน เอาชนะนางคมคาย อุดรพิมพ์ ผู้สมัครหมายเลข 1 จากพรรคภูมิใจไทย ที่ได้ 110,158 คะแนน โดยคะแนนห่างกันเพียง 1,236 คะแนนเท่านั้น

เมื่อช่วงค่ำ วานนี้ (3 ม.ค.) ที่ศูนย์ประสานงานพรรคเพื่อไทย เขต 1 มหาสารคาม ซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านพักของ นายประยุทธ์ ศิริพาณิชย์ ในเขต อ.โกสุมพิสัย จ.มหาสารคาม ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังทราบผลคะแนนการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 1 มหาสารคาม ว่า ขอบคุณชาวมหาสารคาม โดยเฉพาะชาว อ.โกสุมพิสัย ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนของคะแนน หลังขับเคี่ยวกันมาอย่างสูสี

โดยตลอดทั้งวันที่ผ่านมา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้สอบถามผลการเลือกตั้งมาโดยตลอด ซึ่งก่อนหน้านี้ตอบไม่ได้ แต่ตอนนี้ตอบได้แล้ว อีกทั้งเชื่อว่า นายประยุทธ์ จะเป็น ส.ส.ที่ดี ในสมัยที่ 8 และมั่นใจว่าพรรคเพื่อไทยพร้อมแล้วที่จะจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว เพราะเป็นพรรคของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะคนยากคนจน

ร.ต.อ.เฉลิม ยังกล่าวอีกว่า จะมีการให้ ส.ส.ของพรรคในพื้นที่เข้าแจ้งความดำเนินคดี หลังมีใบปลิวโจมตีกล่าวหาจากผู้ไม่ประสงค์ดี โดยในใบปลิวระบุว่า "หากพรรคเพื่อไทยนำตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กลับประเทศ จะมาล้มล้างสถาบัน" ซึ่งตนจะได้ส่ง ส.ส.เข้าแจ้งความที่ สภ.เมืองมหาสารคาม ขณะที่ นายประยุทธ์ ก็ได้กล่าวขอบคุณพี่น้องประชาชน ภายหลังทราบผลการเลือกตั้งเช่นเดียวกัน

พรรคภูมิใจไทยของนายเนวินแพ้การเลือกตั้งซ่อมพรรคเพื่อไทยที่สกลนคร และศรีสะเกษมาก่อนหน้านี้ และมุ่งมั่นจะเอาชนะในการเลือกตั้งซ่อมมหาสารคาม แต่คนสารคามก็ช่วยกันขุดหลุมฝังภูมิใจไทยไม่ให้แจ้งเกิดสำเร็จ

เสื้อแดงประเดิมชัยปีเสือ สารคามฝังภูมิใจห้อย

ที่มา Thai E-News



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
3 มกราคม 2552

เสื้อแดงประเดิมชัยชนะรับปีใหม่ ผู้สมัครส.ส.เพื่อไทยชนะเลือกซ่อมมหาสารคาม ฝ่ากระแสวิชามารทั้งซื้อเสียง,ใช้อำนาจรัฐและใช้ใบปลิวชั่วใส่ร้ายหากเพื่อไทยชนะทักษิณจะกลับมาล้มสถาบัน เผยแม้วเกาะติดสถานการณ์ระทึกตลอดวัน สุดท้ายเบียดเข้าป้ายสั่งสอนยี้ห้อยอีกคำรบ


เมื่อช่วงค่ำ วันนี้ (3 ม.ค.) ที่ศูนย์ประสานงานพรรคเพื่อไทย เขต 1 มหาสารคาม ซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านพักของ นายประยุทธ์ ศิริพาณิชย์ ในเขต อ.โกสุมพิสัย จ.มหาสารคาม ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังทราบผลคะแนนการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 1 มหาสารคาม ว่า ขอบคุณชาวมหาสารคาม โดยเฉพาะชาว อ.โกสุมพิสัย ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนของคะแนน หลังขับเคี่ยวกันมาอย่างสูสี

โดยตลอดทั้งวันที่ผ่านมา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้สอบถามผลการเลือกตั้งมาโดยตลอด ซึ่งก่อนหน้านี้ตอบไม่ได้ แต่ตอนนี้ตอบได้แล้ว อีกทั้งเชื่อว่า นายประยุทธ์ จะเป็น ส.ส.ที่ดี ในสมัยที่ 8 และมั่นใจว่าพรรคเพื่อไทยพร้อมแล้วที่จะจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว เพราะเป็นพรรคของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะคนยากคนจน

ร.ต.อ.เฉลิม ยังกล่าวอีกว่า จะมีการให้ ส.ส.ของพรรคในพื้นที่เข้าแจ้งความดำเนินคดี หลังมีใบปลิวโจมตีกล่าวหาจากผู้ไม่ประสงค์ดี โดยในใบปลิวระบุว่า "หากพรรคเพื่อไทยนำตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กลับประเทศ จะมาล้มล้างสถาบัน" ซึ่งตนจะได้ส่ง ส.ส.เข้าแจ้งความที่ สภ.เมืองมหาสารคาม ขณะที่ นายประยุทธ์ ก็ได้กล่าวขอบคุณพี่น้องประชาชน ภายหลังทราบผลการเลือกตั้งเช่นเดียวกัน

ผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการในเวลาราว 19.15 น.วันนี้ เป็นดังนี้

เบอร์ 1 นางคมคาย อุดรพิมพ์ จากพรรคภูมิใจไทย รวมคะแนน ได้ 109,562 คะแนน
เบอร์ 2 นายประยุทธ์ ศิริพานิชย์ จากพรรคเพื่อไทย รวมคะแนน ได้ 110,658 คะแนน


ต่อมาในเวลาราว20.00 น.มีรายงานว่าผลคะแนนของพรรคเพื่อไทยทิ้งห่างออกไป เป็น

ผู้สมัครจากเพื่อไทย 116,077 คะแนน

ผู้สมัครจากภูมิใจไทย 109,560 คะแนน


ผลการนับคะแนนดังกล่าวปรากฎว่าผู้สมัครพรรคเพื่อไทยชนะผู้สมัครจากพรรคภูมิใจไทยเพียง1,096 คะแนนจากคะแนนที่นับถึงเวลา19.15 น. ต่อมาในเวลา20.00 น.คะแนนทิ้งห่างออกไปเป็น6,517 คะแนน

มีรายงานข่าวว่าคะแนนของเพื่อไทยที่ทิ้งห่างออกไปนั้นมาจากพื้นที่อำเภอโกสุมพิสัย ที่ชนะคู่แข่งขันกว่า3,500 คะแนนเสียง

พรรคภูมิใจไทยของนายเนวินแพ้การเลือกตั้งซ่อมพรรคเพื่อไทยที่สกลนคร และศรีสะเกษมาก่อนหน้านี้ และมุ่งมั่นจะเอาชนะในการเลือกตั้งซ่อมมหาสารคาม แต่คนสารคามก็ช่วยกันขุดหลุมฝังภูมิใจไทยไม่ให้แจ้งเกิดสำเร็จ

Sunday, January 3, 2010

3 มกราคม 2553

ฮือฮา!ภาพทักษิณโผล่กลางเมืองโคราช

หล่อบ่จอย

"จตุพร"ปูดซาอุฯเตรียมตัดสัมพันธ์การทูตไทย100% ลั่นตอบโต้"เทพเทือก"สาสม ใส่ร้าย"แม้ว"จัดทัพเสื้อแดง

"อ๋อย"ชี้ปัจจัยการเมือง53ยากเปลี่ยนแปลงรบ. ยุบสภาน้อย อยู่แบบถูลู่ถูกัง ไม่มีเสถียรภาพ ไม่ราบรื่น

รัฐบาลอภิสิทธิ์กลัวอะไร?

ที่มา ประชาไท

นักปรัชญาชายขอบ
ปัญหาการอ้างเสียงส่วนใหญ่ของรัฐบาลสมัคร และรัฐบาลสมชายคือ การถือว่าตนเองได้รับการเลือกตั้งมาด้วยเสียงส่วนใหญ่ จึงมีความชอบธรรมที่จะใช้เสียงส่วนใหญ่ในสภาเพื่อนำไปสู่การออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้ทักษิณพ้นผิดจากคดีความต่างๆ
การอ้างเสียงส่วนใหญ่เช่นนี้ถือว่าไม่ซื่อตรงต่อเจตนารมณ์ของการเลือกตั้ง เพราะเจตนารมณ์ของการเลือกตั้งต้องการได้ตัวแทนของของประชาชนมาทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ของส่วนรวมทั้งในด้านการบริหาร นิติบัญญัติ และการตรวจสอบ ไม่ใช่ทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง
ส่วนปัญหาการอ้างเสียงส่วนใหญ่ของรัฐบาลอภิสิทธิ์ คือการแย่งชิง ส.ส.จากพรรคเพื่อไทยมาสนับสนุนฝ่ายตน เป็นรัฐบาลที่มีองคมนตรี ทหาร หรือฝ่ายศักดินา-อำมาตย์ และพันธมิตรฯหนุนหลัง ทำให้ที่มาของเสียงส่วนใหญ่ไม่ชอบธรรม โดยเฉพาะอำนาจที่ไม่ยึดโยงอยู่กับอำนาจของประชาชนที่หนุนหลังรัฐบาล เป็นอำนาจซึ่งเป็นตัวแปรหลักของความขัดแย้งทางการเมืองในยุคปัจจุบัน ทั้งหมดนี้ทำให้รัฐบาลอภิสิทธิ์ไม่ชอบธรรมในการอ้างเสียงส่วนใหญ่
ปัญหาการอ้างเสียงส่วนใหญ่ของรัฐบาลสมัครและรัฐบาลสมชาย เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้รัฐบาลทั้งสองต้องจบลงเช่นนั้น ส่วนปัญหาการอ้างเสียงส่วนใหญ่ของรัฐบาลอภิสิทธิ์ก็เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ไม่สามารถสร้างความสมานฉันท์ในชาติได้ตามนโยบายที่ประกาศไว้
ทางออกที่ควรจะเป็น คือการกลับไปใช้ “กติกาการตัดสินด้วยเสียงส่วนใหญ่” โดยการยุบสภาเลือกตั้งใหม่!
แน่นอนว่าธรรมชาติของการเมือง รัฐบาลไหนจะยุบสภาก็ต่อเมื่อไม่สามารถบริหารงานต่อไปได้ หรือประเมินว่าอยู่ในสถานการณ์ที่ฝ่ายตนได้เปรียบ
พรรคประชาธิปัตย์เคยประณามรัฐบาลทักษิณว่ายุบสภาโดยไม่มีเหตุจำเป็น แต่ชิงยุบเพราะเห็นว่าฝ่ายตนอยู่ในสถานการณ์ที่ได้เปรียบ (ทั้งที่จริงในขณะนั้นทักษิณถูกวิจารณ์อย่างหนักในเรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน การขายหุ้นไม่เสียภาษี ไร้จริยธรรมทางการเมือง)
แล้วสถานะที่ได้เปรียบของทักษิณในขณะนั้นคืออะไร? ความเป็นรัฐบาลรักษาการที่ยังอาจใช้กลไกทางราชการเพื่อความได้เปรียบในการเลือกตั้งหรือ? แม้จะใช่แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัวสำหรับพรรคประชาธิปัตย์ เพราะการจัดเลือกตั้งอยู่ในความรับผิดชอบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และมีองค์กรตรวจสอบอื่นๆอีกมาก
สิ่งที่น่ากลัวคือคะแนนนิยมในตัวทักษิณและนโยบายพรรคไทยรักไทยที่ยังมีอยู่อย่างท่วมท้นนั้นต่างหาก แต่ก็เป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตยมิใช่หรือที่พรรคการเมืองจะสร้างผลงานให้ได้รับคะแนนนิยมจากประชาชน ถ้าเรากลัวพรรคอื่นจะได้รับความนิยมเหนือกว่า เราก็ต้องสร้างผลงานให้เหนือกว่าเขามิใช่หรือ?
น่าเสียดายที่สิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ในอดีตและหรือรัฐบาลอภิสิทธิ์ในปัจจุบันทำ กลับไม่ใช่การแสดงผลงานที่เหนือกว่าคู่แข่ง แต่เป็นการสร้าง/ขยายภาพคู่แข่งให้น่ากลัวสำหรับสังคมไทย
อันที่จริง ณ เวลานี้ ทักษิณไม่ใช่คู่แข่งของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เพราะสถานะของ “นักโทษหนีคุก” ย่อมไม่อาจสร้างผลงานใดๆให้เหนือกว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์ได้ ทักษิณทำได้แค่ “พูด” หรือ “แสดงบท” ที่ไม่มี “authority” ใดๆที่จะสร้างผลงานเหนือกว่า หรือสร้างคะแนนนิยมเหนือกว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์ได้เลย แต่ทำไมการพูด การแสดงบทของทักษิณจึงทำให้อภิสิทธิ์และพลพรรคหัวปั่นไปตามๆกันตลอดปีที่ผ่านมา?
และทำไมรัฐบาลอภิสิทธิ์จึงกลัวทักษิณ พร้อมกับพยายามสร้างภาพทักษิณให้น่ากลัวสำหรับสังคมไทยด้วยวาทกรรม “อันตรายต่อสถาบัน” ตามรอยพันธมิตรฯ
ลึกๆแล้วสิ่งที่รัฐบาลอภิสิทธิ์กลัวคือกลัวคะแนนนิยมในตัวทักษิณใช่หรือไม่? นี่จึงเป็นเหตุให้รัฐบาลอภิสิทธิ์ไม่กล้าคืนอำนาจให้ประชาชนเลือกตั้งใหม่!
การกลัวคะแนนนิยมในตัวทักษิณ ยิ่งสะท้อนความไม่เชื่อมั่นว่าตนเองสามารถสร้างผลงานได้ดีกว่าทักษิณ และการที่ประชาชนจำนวนมากยังนิยมในตัวทักษิณแม้เขาไม่มี “authority” ใดๆที่จะทำประโยชน์ให้สังคม ยิ่งสะท้อนความล้มเหลวของรัฐบาลอภิสิทธิ์ว่าวิธีการต่างๆที่คุณทำงานหรือทำลายความน่าเชื่อถือฝ่ายตรงข้ามนั้นไม่อาจเอาชนะใจประชาชนได้
ในสภาวะที่พรรคเพื่อไทยอยู่ในสภาพอ่อนปวกเปียก เพราะคอยแต่อาศัยกินบุญเก่าของทักษิณ และทักษิณเองก็ยังร่อนเร่พเนจร คู่แข่งที่แท้จริงของรัฐบาลอภิสิทธิ์คือใคร? รัฐบาลอภิสิทธิ์กลัวใครจึงไม่กล้ายุบสภาเลือกตั้งใหม่?
หากมิใช่กลัวความผิดของตัว ความผิดที่ตัวเองเคยประณามคนอื่นแล้วตัวเองก็ทำความผิดทำนองเดียวกันนั้น และกลัว “ความไร้ประสิทธิภาพ” ของตัวเองจะแสดงผลคะแนนเลือกตั้งออกมาน้อยกว่าครั้งที่แล้ว!