ที่มา Thai E-News
โดย คุณเสรีชน
ที่มา เวบบอร์ด ประชาไท
6 มกราคม 2553
กร๊วกเอ๊ย ใครหว่าที่ทำนายว่า ประเทศไทยโชคดีที่มีเด็กเวรคนนี้มาเป็นนายกฟอร์มดี หน้าตาสะอาด แต่ทำงานโหลยโท่ย จบออกฟอร์ด แต่ฝีมือจ้างเด็กราชภัฎมาทำ ยังจะไปได้สวยกว่า
ปิดฉากเศรษฐกิจไทยปีวัว (ปี 2552) ด้วยตัวเลขจีดีพีเบื้องต้น ติดลบ 3% ถือเป็นระดับที่มาร์กไม่เคยคาดการณ์ไว้ตั้งแต่ต้นปี เพราะฟุ้งว่า ศก ไทยจะบวก 1 % เป็นอย่างน้อย จน ดร โอฬาร ไชยประวัติ กุนซือ ศก เพื่อไทย อดีตรอง นรม ออกมาพูดว่า ศก ไทย จะติดลบ 3.5 % ดักคอไว้ และทำนายว่า จะแย่ที่สุดในเอเซียแปซิฟิค ซึ่งผลก็เป็นไปตามคำทำนายคือ ศก ไทยยุค ปชป มาที่โหล่จริงๆ ขณะเดียวกับที่เสียงส่วนใหญ่มองแนวโน้มอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปี 2553 จะกลับมาเป็นบวกได้ ซึ่งก็แหงอยู่แล้ว เพราะถ้าแย่กว่าที่เป็นอยู่นี้ อาณาจักรไทยก็คงล่มสลาย แต่รัฐบาล‘อภิสิทธิ์’ เคาะตัวเลขจีดีพีปีหน้า ตั้งใจผลักดันให้ขยายตัวได้ 3.5% ซึ่งหลายฝ่ายคาดการณ์ว่า เป็นการคุยเกินตัว เหมือนที่คุยฟุ้งแล้วหน้าแหกมาแล้วในปี 52 แต่ที่แน่ๆ เมื่อกล่าวถึงศก เติบโต ก็ต้องเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอาเซียนด้วย ผลการเปรียบเทียบตัวเลขระดับ 3-4 % ของไทย ยังน้อยกว่ามาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เวียดนาม กัมพูชา อินเดีย เกาหลีใต้ โดยไม่ต้องนับยักษ์ใหญ่ทาง ศก อย่างจีนมาเทียบเลย
กลับมาดูตัวเลขการส่งออก ที่นางพรทิวา นาครศัย เจ้ากระทรวงแก่แต่ยังสวย แม้เสียงจะออกอย่างกะผู้ชายก็ตาม พรทิวา เคยโม้เมื่อ 24 ธันวาคม 2551 ตอนรับตำแหน่งใหม่ๆ ว่า จะผลักดันการส่งออกให้ขยายตัว 0-5% และลดมาเหลือ 0-3%ในเดือนถัดมา แต่ผลสุดท้าย เธอกลับทำได้ดีที่สุดแค่ ติดลบ13-15% ซึ่งจากข้อมูลในช่วง 11 เดือนแรกส่งออกแล้วที่มูลค่า 137,954 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หากในเดือนธันวาคมสามารถส่งออกได้ที่ระดับ 13,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตัวเลขการส่งออกของไทยในปี 2552 จะติดลบที่ 15% แต่หากจะให้ได้ตัวเลขส่งออกติดลบที่ 13% ในเดือนธันวาคม ต้องส่งออกกว่า 16,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นเรื่องยาก
แต่บทสรุปการส่งออกของไทยในปี 2552 ไม่มีปาฏิหาริย์ ขยายตัวติดลบสองหลักตามคาด และถือเป็นการติดลบครั้งแรกในรอบ 7 ปีนับจากปี 2544
งามหน้าไหมสำหรับรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
ถ้าไม่จับการท่องเที่ยวซึ่งเป็นแหล่งรายได้สำคัญของประเทศสักหน่อยคงไม่ได้ แม้จะมีนักวิเคราะห์บอกว่า สี่เดือนหลังฟื้นตัวมาก มีนักท่องเที่ยวเข้าไทยมาก แต่อย่าลืมว่า เมื่อเดือนพฤศจิกายน และธันวาคม ปีกลาย มีการปิดสนามบินสุวรรณภูมิ และดอนเมืองนะ ซึ่งตัวเลขปีก่อนแทบจะน้อยมากๆ หากไม่เพิ่มเมื่อเทียบกับสองเดือนสุดท้ายของปีกลาย ประเทศไทยก็คงเป็นเมืองฝรั่งร้าง เจ๊กไม่มากันแล้ว ต้องฉลาดในการวิเคราะห์ตัวเลขด้วย อย่าเอาแต่พูดมันๆ แบบ ปชป ที่พยายามจะแถมั่ว
มีการประเมินกันว่า จำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าไทยในปี 2552 อยู่ราว 13.6-13.7 ล้านคน ใกล้เคียงกับปี 2552 ที่มีจำนวน 14 ล้านคน ติดลบจากปี 2551 ถึงร้อยละ 4 ซึ่งสมาคมท่องเที่ยวยอมรับว่า การท่องเที่ยวไทยทรุดหนักที่สุดในรอบสามสิบปี แย่กว่าสมัยวิกฤติต้มยำกุ้งปี 40 อีก ห้องพักมี room rate เพียง 60 % ราคาลดลง 32 % นี่นับเฉพาะโรงแรมใหญ่ๆ ที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าพักมาก แต่ถ้าโรงแรมเล็กๆ ก็เละตุ้มเปะกว่านี้ จึงส่งผลกระทบต่อแรงงานในภาคการท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นการเลย์ออฟ การเพิ่มจำนวนวันหยุด การให้หยุดงานโดยไม่รับเงินเดือน การหยุดรับพนักงานใหม่เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ขาด ทั้งยังส่งผลต่อรายได้จากการท่องเที่ยวในภาพรวมของไทยในปี 2552 ที่คาดว่า จะลดลงอย่างมากเช่นกัน
รวมความแล้ว ยุคของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายก สู้นายสมัคร นายสมชายไม่ได้ ไม่ต้องเอาท่านทักษิณ ชินวัตร ลงมาคลุกแข่งกับนายอภิสิทธิ์เลย เพราะไอ้เด็กโง่คนนี้ แข่งไม่ได้ จีดีพีรวมหดตัว การท่องเที่ยวฟุบ ส่งออก ลด หดหาย
จะหวัง ศก นอกระบบ อย่างการค้าชายแดนไทยพม่า ไทยเขมรช่วย ก็ทำไม่ได้ เพราะมีเรื่องกระทบกระทั่งกับเพื่อนบ้าน จนเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา หันไปหาสินค้าเวียดนามแทนไทย พม่าหันไปหาจีนแทนสินค้าไทย
ถือเป็นนายกรัฐมนตรีที่มีผลงานขี้เหร่ที่สุด ตั้งแต่ผมเคยเห็นมา โง่แล้วรับฟังคนอื่น ยังพอแก้ได้ โง่แล้วยังอวดรู้ บ้านเมืองถึงพินาศรายวันอย่างที่เห็นกันอยู่นี้
สื่อเชียร์ยังไง ก็ลุ้นไม่ขึ้นหรอก เพราะตัวเลข สถิติทุกอย่าง มันฟ้องถึงความไม่เอาไหนของนายกและรัฐบาลชุดนี้ !!!!!
ประเทศไทยของเราเจริญช้า จนถูกประเทศเพื่อนบ้านแซงหน้าไปมากมายแล้ว ผมไม่ได้นิยมประเทศอื่นมากกว่าไทย แต่นี่เป็นเรื่องจริงที่น่าวิตกและปฏิเสธไม่ได้ ถ้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในไทยมีจริง ทำไมบรรดา “ผู้หลักผู้ใหญ่” จึงปล่อยให้ประเทศไทยเป็นอย่างนี้ ใครที่ทำให้ประเทศชาติของเรามีชะตากรรมเช่นนี้
ผมเคยเป็นที่ปรึกษากระทรวงการคลังเวียดนาม และอินโดนีเซีย และยังเคยเดินทางและไปบรรยายด้านอสังหาริมทรัพย์ในประเทศแถบนี้ทั้งเนปาล บรูไน พม่า ลาว มาเลเซีย และอินเดีย รวมทั้งยังสำรวจตลาดอสังหาริมทรัพย์แบบปูพรมได้มากที่สุดทั่วกรุงจาการ์ตา กรุงพนมเปญ กรุงมะนิลา และนครโฮชิมินห์ ได้พบภาพเปรียบเทียบมาให้เห็น จะได้ช่วยกันฉุกคิดและสำรวจตรวจสอบกันบ้าง เผื่ออนาคตของลูกหลานไทยเราจะไม่เผชิญภาวะบ้านแตกสาแหรกขาด
เหลียวมองรอบบ้าน
ประเทศที่รวยกว่าไทยอย่างชัดเจนได้แก่ มาเลเซีย ที่ในสมัยก่อนด้อยกว่าไทย ขนาดตนกู อับดุล ราห์มัน อดีตนายกรัฐมนตรีและพี่น้องอีก 3 คนยังเคยมาเรียนที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ที่ผมเองก็เป็นนักเรียนเก่าเช่นกัน [1] แต่ ณ ปัจจุบันนี้รายได้ประชาชาติต่อหัวของมาเลเซียกลับสูงกว่าไทยถึงเกือบ 2 เท่า [2] และ สิงคโปร์ ก็รวยกว่าไทยอย่างชัดเจน โดยมีรายได้ต่อหัวถึง 6.14 เท่าของประเทศไทย [3] ทั้งที่ประเทศนี้ไม่มีทรัพยากรอะไรเลยนอกจากคน สำหรับบรูไน คงไม่ต้องกล่าวถึงเพราะเขามีน้ำมันมหาศาล
ในกรณีประเทศจีนนั้น แม้มีรายได้ต่อหัวเท่ากับ 71% ของไทยซึ่งก็เป็นเพราะเขามีประชากรนับพันล้านคน แต่จีนเจริญกว่าเรามาก ผมจำได้ว่าเมื่อปี 2529 ขณะไปเรียนที่เบลเยียม สถาปนิกจบใหม่ชาวจีนในกรุงปักกิ่งมีรายได้เดือนละ 400 บาท แต่ขณะนี้ที่เมืองลี่เจียงในมณฑลยูนานที่ห่างไกล ข้าราชการใหม่ผู้จบปริญญาตรีทั่วไป จะได้เงินเดือนประมาณ 11,000 บาท แถมสวัสดิการอีกมากมาย นี่ถือว่าแซงหน้าประเทศไทยเรียบร้อยแล้ว
ที่ประเทศจีน เขาทำให้องค์กรของรัฐกะทัดรัด มีประสิทธิภาพสูง เป็นเสมือนบริษัทที่ดีที่สุดที่คนจีนมุ่งมั่นจะเข้าไปทำงานด้วย ต่างจากไทยที่อาชีพรับราชการเป็นอาชีพที่หัวกระทิไม่พึงปรารถนานัก แต่กลับเป็นที่พึงปรารถนาของผู้ที่มาจากครอบครัวที่มีฐานะด้อยกว่า นี่อาจเป็นสาเหตุที่เราจึงมีข้าราชการบางส่วนที่เป็นภัยสังคม คือเข้าไปเป็นกาฝาก ทำงานเช้าชามเย็นชามและโกงชาติเมื่อมีโอกาส
น่าสงสัยจริง ๆ
ประเทศเหล่านี้ใช้เวลาประมาณ 25 ปี แซงหน้าประเทศไทยได้อย่างไรทั้งๆ ที่เขาไม่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไหน ถ้าพระสยามเทวาธิราชมีจริง หรือประเทศไทยเดินมาถูกทางแล้ว ทำไมเราจึงถูกประเทศที่เล็กกว่า เช่นสิงคโปร์ ประเทศที่เคยเป็นประเทศราชหรืออดีตอาณานิคม เช่นมาเลเซีย หรือประเทศที่จนดักดาน เช่นจีนที่ปู่ย่าตายายของผมที่หนีความอดอยากมาเมื่อ 80 ปีก่อน แซงหน้าเราไปได้
ถ้าไทยเรามีคนดี หรือผู้มีคุณธรรมสุดเลิศเลอจริง เราจะมีบ่อนเถื่อน เจ้ามือหวยเถื่อน ยาบ้าเกลื่อนเมืองและเพิ่มขึ้นทุกวันเช่นทุกวันนี้ได้อย่างไร เราจะปล่อยให้มีการโกงกินกันมโหฬารทั้งในส่วนท้องถิ่น ส่วนภูมิภาคและส่วนกลางได้อย่างไร เราจะปล่อยให้ประเทศไทยมีขอทานเขมร แรงงานพม่า และแท็กซี่เถื่อนทำมาหากินตบหน้าประเทศชาติอยู่ได้อย่างไร
ถ้าเรามีตงฉินปกครองเมือง ไม่ใช่มีกังฉินชักใยอยู่เบื้องหลัง เราคงทำอย่างจีนที่ลงโทษผู้โกงกินอย่างเด็ดขาด เช่น จับไปยิงเป้าหรือติดคุกตลอดชีวิตเพื่อเป็นการเชือดไก่ให้ลิงดู ในเวียดนามนักฟุตบอลทีมชาติที่ไปล้มบอลในกีฬาซีเกมส์ที่กรุงมะนิลาเมื่อ พ.ศ.2548 ถูกจับติดคุก 5 ปี ส่วนพี่ไทยนั้น ยิ่งล้ม ยิ่งรวย นอกจากนี้กัปตันเครื่องบินเวียดนามที่ซื้อเครื่องเสียงหนีภาษีเข้าประเทศ ก็โดนไล่ออก แต่ของไทยเรานำเข้ามาจนเจ๊เล้งรวย! [4]
ระบบคนดีที่ควรถูกตรวจสอบ
เมื่อพูดถึงการโกง บางคนอาจมองไปที่อดีตนายกฯ ทักษิณ ท่านโกงหรือไม่ก็ต้องตรวจสอบและตัดสินโดยศาลกันต่อไป แต่กระบวนการโกงชาติที่ผมนำเสนอนี้ยิ่งกว่ากรณีนักการเมืองคนเดียวเป็นร้อยเท่าพันทวี เพราะเป็นระบบการโกงที่ฝังรากลึกในวงราชการ พวกผู้ดีเปี่ยมคุณธรรมทั้งหลายที่มักพูดปาว ๆ เสียงดังฟังชัดว่ารักชาตินั้น อาจกล่าวเท็จหรือเป็นผู้ดีจอมปลอม เพราะถ้าเป็นของจริง ทำไมจึงมีเรื่องโกงกินเกิดขึ้นมากมาย และเพิ่มขึ้นทุกทีแม้ในรัฐบาล “เทพประทาน” ชุดนี้ [5] พวกผู้ดีเปี่ยมคุณธรรมเอาหูไปนาตาไปไร่อยู่เสียที่ไหนจึงไม่เคยแตะต้องคนโกงชาติเลย
การสวมเสื้อคลุมหรือมีภาพคนดีมีคุณธรรมคงช่วยให้การโกงกินดูไม่มูมมามเหมือนพม่าที่เป็นแบบบุฟเฟต์ คือแบ่งกันกินกันใช้อย่างโจ๋งครึ่มเท่านั้น บรรดาคนดีเหล่านี้อาจพึ่งโจรเพื่อค้ำจุนภาพพจน์และอำนาจเสมือนหนึ่งพระเจ้าสุทโธทนะที่ไม่กล้ากำจัดขุนนางจอมโกงกินที่ห้อมล้อมอยู่ เพราะพวกเขาคือผู้ค้ำจุนอำนาจ จนทำให้เจ้าชายสิทธัตถะรู้แจ้งเห็นจริงถึงระบบการเมืองที่ล้มเหลวและหันเข้าหาทางหลุดพ้น [6]
เราจึงควรทบทวนกันว่าระบบยศถาบรรดาศักดิ์ของไทยเป็นการให้ลาภแก่ผู้มียศมีตำแหน่งเป็นสำคัญหรือไม่ ทำให้เกิดความมัวเมาในลาภยศหรือไม่ ยิ่งกว่านั้นลูกหลานของพวกเขายังอาจเอายศถาบรรดาศักดิ์ของบุพการีไปใช้ประโยชน์หรือไม่ การเคยเป็นนายพล ปลัด อธิบดี ฯลฯ เป็นเกียรติและเป็นประโยชน์ต่อวงศ์ตระกูลโดยที่ประเทศชาติอาจไม่ได้อะไรจากคนเหล่านี้หรือไม่
ข้อคิดส่งท้าย
ถ้าทักษิณโกงจริงน่ะ ยังแค่ปลาซิวปลาสร้อย ผมขอเรียนพี่น้องเสื้อเหลืองและเสื้อแดงว่าผมไม่มีเจตนาให้ร้ายหรือแก้ตัวให้อดีตนายกฯ ทักษิณ แต่เงินจำนวนไม่กี่หมื่นล้านที่อ้างกันนั้น เชื่อว่ายังเทียบไม่ได้กับเงินที่ตกหล่นในแต่ละปีจาก:
1. การมีระบบราชการที่ใหญ่โตเทอะทะและเลี้ยงคนไว้เป็นกาฝากแทนที่จะมารับใช้ประชาชนและพัฒนาชาติ
2. การที่เงินไปเข้ากระเป๋าข้าราชการประจำและนักการเมืองท้องถิ่นทั่วประเทศจากงบประมาณแผ่นดินปีละเกือบสองล้านล้านบาทเสียอีก
ระบบการโกงกินในบ้านเมืองของเราในยุคคุณธรรมนำการเมืองนี่แหละที่สร้างความวิบัติต่อชาติของเราอย่างสุดแนบเนียน ถ้าไม่มีการโกงกิน ทำงานเป็นกาฝากดูดเลือดและน้ำเลี้ยงจากภาษีอากรของประชาชน ป่านนี้เรามีทางด่วน รถไฟฟ้า ทางหลวง และสาธารณูปโภคทั้งในเมืองและชนบทกันมหาศาลผิดหูผิดตาเช่นที่เกิดขึ้นในจีน มาเลเซียและสิงคโปร์แล้ว
ผมไม่อยากให้อาม่าของผมเสียใจที่ย้ายมาผิดที่ (แต่ผมก็ภูมิใจในความเป็นไทย และขอตายที่นี่)
อ้างอิง:
[1] โปรดดู http://th.wikipedia.org/wiki/ตนกู_อับดุล_ระห์มัน
[2] โปรดดู https://www.cia.gov/library/publications/the-world-factbook/geos/my.html รายได้ต่อหัวของมาเลเซียเป็นสัดส่วน 1.79 เท่าของประเทศไทย
[3] โปรดดู https://www.cia.gov/library/publications/the-world-factbook/geos/sn.html
[4] จากบทความ “16 ข้อแห่งความยิ่งใหญ่ของเวียดนามเหนือไทย” ที่ http://www.thaiappraisal.org/thai/market/market157.htm
[5] อ่านรายละเอียดของฉายารัฐบาลได้ที่ http://news.sanook.com/politic/politic_332859.php และอ่านข่าว “ชงฟันวิทยา-มานิต วัดใจมาร์ค เอี่ยวโกงไทยเข้มแข็ง” ได้ที่ http://www.thairath.co.th/content/pol/55658
[6] โปรดอ่านบทความเรื่อง “พระพุทธเจ้า: ผู้ประกาศศักยภาพความเป็นมนุษย์” ทึ่สรุปจากหนังสือพุทธประวัติของพระติชนัทฮันห์ ที่ว่า “ในสมัยพุทธกาล ความยากจนของชาวนา ปัญหาเด็กพิการ ขอทาน การเจ็บป่วย เป็นปัญหาที่แม้แต่กษัตริย์ก็ไม่มีอำนาจที่จะแก้ไข อำนาจของกษัตริย์เปราะบางและมีอยู่อย่างจำกัด แม้กษัตริย์จะทราบถึงความละโมบและการฉ้อราษฎร์บังหลวง แต่ก็จำต้องอาศัยพวกขุนนางทุจริตเหล่านี้รักษาบัลลังก์ ขุนนางเหล่านี้ต่างก็ขับเคี่ยวกันเพื่อมุ่งปกป้องและสร้างฐานอำนาจของตนเอง ไม่ใช่มุ่งขจัดความทุกข์ยากให้ผู้ยากไร้” ได้ที่ http://www.thaiappraisal.org/thai/market/market172.htm
หมายเหตุ:
สนใจแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับ ดร.โสภณ พรโชคชัย ติดต่อได้ sopon@thaiappraisal.org หรือที่ http://www.facebook.com/sopon.pornchokchai





