WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, January 6, 2010

เศรษฐกิจปีแรกของมาร์คหลักลอย ประเทศย่อยยับสุดๆ GDPติดลบ ท่องเที่ยวทรุด ส่งออกหดหาย

ที่มา Thai E-News


โดย คุณเสรีชน
ที่มา เวบบอร์ด ประชาไท
6 มกราคม 2553

กร๊วกเอ๊ย ใครหว่าที่ทำนายว่า ประเทศไทยโชคดีที่มีเด็กเวรคนนี้มาเป็นนายกฟอร์มดี หน้าตาสะอาด แต่ทำงานโหลยโท่ย จบออกฟอร์ด แต่ฝีมือจ้างเด็กราชภัฎมาทำ ยังจะไปได้สวยกว่า

ปิดฉากเศรษฐกิจไทยปีวัว (ปี 2552) ด้วยตัวเลขจีดีพีเบื้องต้น ติดลบ 3% ถือเป็นระดับที่มาร์กไม่เคยคาดการณ์ไว้ตั้งแต่ต้นปี เพราะฟุ้งว่า ศก ไทยจะบวก 1 % เป็นอย่างน้อย จน ดร โอฬาร ไชยประวัติ กุนซือ ศก เพื่อไทย อดีตรอง นรม ออกมาพูดว่า ศก ไทย จะติดลบ 3.5 % ดักคอไว้ และทำนายว่า จะแย่ที่สุดในเอเซียแปซิฟิค ซึ่งผลก็เป็นไปตามคำทำนายคือ ศก ไทยยุค ปชป มาที่โหล่จริงๆ ขณะเดียวกับที่เสียงส่วนใหญ่มองแนวโน้มอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปี 2553 จะกลับมาเป็นบวกได้ ซึ่งก็แหงอยู่แล้ว เพราะถ้าแย่กว่าที่เป็นอยู่นี้ อาณาจักรไทยก็คงล่มสลาย แต่รัฐบาล‘อภิสิทธิ์’ เคาะตัวเลขจีดีพีปีหน้า ตั้งใจผลักดันให้ขยายตัวได้ 3.5% ซึ่งหลายฝ่ายคาดการณ์ว่า เป็นการคุยเกินตัว เหมือนที่คุยฟุ้งแล้วหน้าแหกมาแล้วในปี 52 แต่ที่แน่ๆ เมื่อกล่าวถึงศก เติบโต ก็ต้องเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอาเซียนด้วย ผลการเปรียบเทียบตัวเลขระดับ 3-4 % ของไทย ยังน้อยกว่ามาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เวียดนาม กัมพูชา อินเดีย เกาหลีใต้ โดยไม่ต้องนับยักษ์ใหญ่ทาง ศก อย่างจีนมาเทียบเลย

กลับมาดูตัวเลขการส่งออก ที่นางพรทิวา นาครศัย เจ้ากระทรวงแก่แต่ยังสวย แม้เสียงจะออกอย่างกะผู้ชายก็ตาม พรทิวา เคยโม้เมื่อ 24 ธันวาคม 2551 ตอนรับตำแหน่งใหม่ๆ ว่า จะผลักดันการส่งออกให้ขยายตัว 0-5% และลดมาเหลือ 0-3%ในเดือนถัดมา แต่ผลสุดท้าย เธอกลับทำได้ดีที่สุดแค่ ติดลบ13-15% ซึ่งจากข้อมูลในช่วง 11 เดือนแรกส่งออกแล้วที่มูลค่า 137,954 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หากในเดือนธันวาคมสามารถส่งออกได้ที่ระดับ 13,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตัวเลขการส่งออกของไทยในปี 2552 จะติดลบที่ 15% แต่หากจะให้ได้ตัวเลขส่งออกติดลบที่ 13% ในเดือนธันวาคม ต้องส่งออกกว่า 16,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นเรื่องยาก

แต่บทสรุปการส่งออกของไทยในปี 2552 ไม่มีปาฏิหาริย์ ขยายตัวติดลบสองหลักตามคาด และถือเป็นการติดลบครั้งแรกในรอบ 7 ปีนับจากปี 2544

งามหน้าไหมสำหรับรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

ถ้าไม่จับการท่องเที่ยวซึ่งเป็นแหล่งรายได้สำคัญของประเทศสักหน่อยคงไม่ได้ แม้จะมีนักวิเคราะห์บอกว่า สี่เดือนหลังฟื้นตัวมาก มีนักท่องเที่ยวเข้าไทยมาก แต่อย่าลืมว่า เมื่อเดือนพฤศจิกายน และธันวาคม ปีกลาย มีการปิดสนามบินสุวรรณภูมิ และดอนเมืองนะ ซึ่งตัวเลขปีก่อนแทบจะน้อยมากๆ หากไม่เพิ่มเมื่อเทียบกับสองเดือนสุดท้ายของปีกลาย ประเทศไทยก็คงเป็นเมืองฝรั่งร้าง เจ๊กไม่มากันแล้ว ต้องฉลาดในการวิเคราะห์ตัวเลขด้วย อย่าเอาแต่พูดมันๆ แบบ ปชป ที่พยายามจะแถมั่ว

มีการประเมินกันว่า จำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าไทยในปี 2552 อยู่ราว 13.6-13.7 ล้านคน ใกล้เคียงกับปี 2552 ที่มีจำนวน 14 ล้านคน ติดลบจากปี 2551 ถึงร้อยละ 4 ซึ่งสมาคมท่องเที่ยวยอมรับว่า การท่องเที่ยวไทยทรุดหนักที่สุดในรอบสามสิบปี แย่กว่าสมัยวิกฤติต้มยำกุ้งปี 40 อีก ห้องพักมี room rate เพียง 60 % ราคาลดลง 32 % นี่นับเฉพาะโรงแรมใหญ่ๆ ที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าพักมาก แต่ถ้าโรงแรมเล็กๆ ก็เละตุ้มเปะกว่านี้ จึงส่งผลกระทบต่อแรงงานในภาคการท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นการเลย์ออฟ การเพิ่มจำนวนวันหยุด การให้หยุดงานโดยไม่รับเงินเดือน การหยุดรับพนักงานใหม่เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ขาด ทั้งยังส่งผลต่อรายได้จากการท่องเที่ยวในภาพรวมของไทยในปี 2552 ที่คาดว่า จะลดลงอย่างมากเช่นกัน

รวมความแล้ว ยุคของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายก สู้นายสมัคร นายสมชายไม่ได้ ไม่ต้องเอาท่านทักษิณ ชินวัตร ลงมาคลุกแข่งกับนายอภิสิทธิ์เลย เพราะไอ้เด็กโง่คนนี้ แข่งไม่ได้ จีดีพีรวมหดตัว การท่องเที่ยวฟุบ ส่งออก ลด หดหาย

จะหวัง ศก นอกระบบ อย่างการค้าชายแดนไทยพม่า ไทยเขมรช่วย ก็ทำไม่ได้ เพราะมีเรื่องกระทบกระทั่งกับเพื่อนบ้าน จนเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา หันไปหาสินค้าเวียดนามแทนไทย พม่าหันไปหาจีนแทนสินค้าไทย

ถือเป็นนายกรัฐมนตรีที่มีผลงานขี้เหร่ที่สุด ตั้งแต่ผมเคยเห็นมา โง่แล้วรับฟังคนอื่น ยังพอแก้ได้ โง่แล้วยังอวดรู้ บ้านเมืองถึงพินาศรายวันอย่างที่เห็นกันอยู่นี้

สื่อเชียร์ยังไง ก็ลุ้นไม่ขึ้นหรอก เพราะตัวเลข สถิติทุกอย่าง มันฟ้องถึงความไม่เอาไหนของนายกและรัฐบาลชุดนี้ !!!!!

สังคมข่าวชาวเสื้อแดง(5ม.ค.):ปีแห่งความหวัง

ที่มา Thai E-News


***newsletterของกลุ่มพลังไทยในออสเตรเลีย หรือแดงออสเตรเลีย ซึ่งส่งผู้แทนมาร่วมขึ้นเวทีเสื้อแดงที่เมืองไทย และสมาชิกบางท่านเลยไป"กอด"นายกฯทักษิณที่กัมพูชาเมื่อไวๆนี้(คลิ้กที่ภาพเพื่อขยาย)***


***กราบสวัสดีปีใหม่ 2553ครับพี่น้องเสื้อแดงทั่วไทยและทั่วโลก ปีนี้ถือเป็นปีแห่งความหวังของประชาชนคนรักประชาธิปไตย ชิงชังเผด็จการทุกรูปแบบ นักข่าวชาวรากหญ้านำเสนอกิจกรรมข่าวคราวแวดวงเสื้อแดงเช่นเคย ช่วงนี้ยังเป็นควันหลงบรรยากาศชื่นมื่นปีใหม่กันเป็นหลัก หากท่านที่อยากประชาสัมพันธ์กิจกรรมข่าวทั้งส่วนตัว ส่วนรวม กิจกรรมการเมือง สังคม หรืออยากค้าอยากขายอะไร มีบทความ-รายงานข่าวดีๆหรือใดๆไม่ต้องเกรงใจส่งมาเลยที่ thaienews99@googlegroups.com***

***ข่าวกิจกรรมคนเสื้อแดง นปช. แดงอยุธยา ขอเรียนเชิญพี่น้องเสื้อแดงร่วมงาน "สวัสดีปีใหม่ อยุธยารวมใจ พิทักษ์ไทยให้มีธรรม" พฤหัสบดีที่ 7 มกราคม 2553 ตั้งแต่เวลา 17.00 น. เป็นต้นไป ที่ สนามหลังไพศาลอะไหล่ยนต์ ถนนสายเอเซีย อยุธยา ฝั่งตรงข้ามเยื้องกับนิคมอุตสาหกรรมไฮเทค อยุธยา มีโต๊ะจีนราคา ท่านละ 100 บาท หรือจะมาร่วมรับฟังแกนนำเสื้อแดง ร่วมกัน มีสถานที่กว้างขวาง ไม่จำกัดก็ได้ครับ สนใจสอบถามได้ที่ นปช.แดงอยุธยา 0843379624, 0858334583, 08168448222, 0897947959, 0877733001, 0860872427, 0812938064, 0840197333, 0847556755 โต๊ะจีน มีแค่ 500 โต๊ะ ถ้าพลาดจองไม่ทัน ก็มาร่วมกันได้นะครับ ส่งข่าวจากคุณศรีราม เจ้าเก่า..เตรียมพร้อม เตรียมรบ เตรียมรุก บุกเมืองหลวง ทวงประชาธิปไตย ***

***ขอเชิญพี่น้องเสื้อแดง ตลอดจน ผู้รักประชาธิปไตยโซนภาคใต้ทุกท่าน รวมพลังร่วมงาน "เสวนาประชาธิปไตย" จัดโดย อดีต ส.ว.บุญญา หลีเหล็ด ที่ร้านน้ำชาข้างปั๊มน้ำมัน ปตท.ถนนสายเอเซีย-จะนะ และมัสยิดบ้านคู งานกิจกรรมมีในวันศุกร์ที่ 8 มกราคม 2553 ตั้งแต่เวลา 14.00 เป็นต้นไป นำทีมปราศัยโดย พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ แกนนำจาก กทม.และจากพรรคเพื่อไทย สนใจติดต่อสอบถาม และแจ้งการเข้าร่วมกิจกรรมได้ที่ คุณรุ่ง กลุ่มหาดใหญ่ 52 เบอร์โทรศัพท์ 081-9906079 ครูแดง กลุ่มชมรมคนรัก ปชต.สงขลา 52 เบอร์โทรศัพท์ 089-8788636 คุณแน่งน้อย กลุ่มสมิหลาสงขลา 52 เบอร์โทรศัพท์ 087-3906349 หรือทางอีเมล์ phoenix2106@hotmail.co.uk น้องหมูขอรับ***

***ต่อจากนั้นในวันเสาร์ที่ 9 มกราคม เป็นเวทีเสื้อแดงใหญ่ครบชุดครั้งแรกในภาคใต้ครับ วันที่ 9 มกรา นี้ ฟูลอ๊อฟชั่น ครับ(ท่านวิภูแถลงแจ้งมา) เปิด รร.นปช.ที่พัทลุงพร้อมมีการปราศัยใหญ่ ยกเวทีมาจากกรุงเทพกันเลย พบกับ 3 เกลอและทีมงานทำบัตร นปช. ถ่ายทอดสด พีเพิล ตลอดงานด้วยครับ รายละเอียดเมล์เข้ามาสอบถามได้ครับที่ phoenix2106@hotmail.co.uk หรือตามเบอร์โทรแกนนำปักษ์ใต้ข้างต้น***

***วันศุกร์ที่ 8 มกราคม 2553 เสื้อแดง จ.เพชรบุรี เชิญร่วมงานคนเพชรบุรีรักประชาธิปไตย เลี้ยงสังสรรค์ปีใหม่ 2553 ณ สนามกีฬาหน้าเขาวัง อ.เมือง จ.เพชรบุรี โต๊ะจีน 250 โต๊ะๆละ 8 ที่นั่ง ราคา 1,600 บาท พบกับ อดีตนายกรัฐมนตรี นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ..ดร.วิชิต ปลั่งศรีสกุล ...นายจารุพงษ์ เรืองสุวรรณ ....นายนพดล ปัทมะ.. และ แกนนำ จตุรพร...ณัฐวุฒิ...โด่ง (อรรถชัย)..เมธี...

เวลาดี20.30 น. วีดีโอลิงค์ นายกทักษิณ ชินวัตร และ พร้อมกับ จับรางวัลรับของขวัญจาก ท่านนายกทักษิณ........พิเศษ สำหรับผู้ที่มางานเลี้ยงที่มีความประสงค์จะค้างคืน ที่ หาดปึกเตียนวิลล่า...ทางทีมงานยินดีลดราคาที่พักให้ จากราคาห้องละ 1,500 บาท /คืน.. ลดเหลือ 500 บาท/คืน***

***สนใจร่วมงานเลี้ยง ติดต่อ เจ๊สวย แห่งร้านกาแฟสด บ้านแอ๊ค หน้าจวนผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี โทร..080-1112354 หรือ คุณพรทิพย์ ปักษานนท์ โทร. 081-8575762....แกนนำเสื้อแดงเพชรบุรี...***

***น.พ.พงษ์ศักดิ์ ภูสิทธิ์สกุล แจ้งข่าวมา วันอาทิตย์ 10 มกรานี้ กลุ่มคนเสื้อแดงราชบุรี ขอเชิญพี่น้องทุกท่าน ร่วมงาน " ร่วมบุญปีใหม่ ร่วมใจต่อสู้" นัดพบปะสังสรร ทำบุญเลี้ยงพระเพล และร่วมทอดผ้าป่าบริจาคเข้ากองทุนกลุ่ม ที่วัด ช่องลม ในตลาดอ.เมือง จ.ราชบุรี ตั้งแต่เวลา 09.00น. และในเวลา 1200น. เชิญร่วมรับฟังปาฐกถาธรรม "พุทธศาสนากับสถาณการณ์การเมืองปัจจุบัน" โดย พระมหาโชว์ทัสนีโย รายละเอียด ติดต่อ 0814949984 และ 0843423386


*** ควันหลงงานปีใหม่ 3 มกราคม 53ที่ผ่านมา ชาว RED JAPAN ได้จัดงานพบปะเสวนาการเมือง ขึ้นอีกครั้งที่ร้าน ครัวริมทาง อยู่ที่เมืองซากุระ เขตจ.ชิบะ โดยความร่วมมือและประสานงาน จากหลายๆท่าน รวมไปถึงการถ่ายทอด การออกอากาศสด โดยเว็บไซต์นปช.ยูเอสเอ ที่ช่วยเหลือในการถ่ายทอดสัญญาณตั้งแต่ต้น จนจบงาน ขอบคุณ คุณธนา,คุณอมร และMR.BEN รวมถึงหลายๆ ท่านที่เดินทางมาจากที่ไกลๆ เพื่อร่วมงานในครั้งนี้***

***งานนี้ มีโฟนอินจากแกนนําหลายๆ ท่าน อาทิ คุณชูพงษ์ ถี่ถ้วน ,คุณสุรชัย แซ่ด่าน และท่านนายกฯทักษิณ โฟนอินช่วง 15:30 น. คุณจักรภพ เพ็ญแข ร่วมแจมสัญญาณภาพ และเสียง( VDO LINK)ให้เห็นหน้าตาที่หล่อเหลา ดูดีไม่เปลี่ยนแปลง ใกล้จบงานก็เป็นเสียงจากคุณณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ บอกถึงกําหนดการคร่าวๆ ในการชุมนุมครั้งสําคัญ ที่จะมีขึ้นในอีกไม่นานนี้ บรรยากาศอบอุ่นเป็นกันเองแบบพี่ๆน้องๆ มานัดพบเจอกัน เพื่อสังสรรค์ในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ ตามภาพค่ะ***

***เชิญนักเรียน นักศึกษา เข้าร่วมกลุ่มศึกษาการเมือง เข้าร่วมกิจกรรม “กลุ่มศึกษาการเมือง” ณ พรรคทำเพื่อนักศึกษาจริงๆ มร. ตึกรัตนธาร ชั้น 2 ทุกวันจันทร์ เวลา 15.30 – 18.00 น. โดยมีกำหนดการดังนี้

จันทร์ 11 มกราคม 53-บอลเชวิค และเงื่อนไขพื้นฐานสู่ความสำเร็จ ในการปฏิวัติรัสเซีย 1917

จันทร์ 18 มกราคม 53-GMO คืออะไร ให้ผลดี หรือ ผลร้ายมากกว่ากัน

จันทร์ 25 มกราคม 53-เรา คือต้นเหตุของวิกฤตการณ์ โลกร้อนหรือ ?

จัดโดย เยาวชนเลี้ยวซ้าย ร่วมกับ พรรคทำเพื่อนักศึกษาจริงๆ มร. ติดต่อสอบถาม โทร : ชญานนท์ 085 350 0364
อีเมล : turnleft_youth@hotmail.com เวปไซต์ : www.pcpthai.org***

***ส่งท้ายวันนี้ด้วยกลอนอวยพรปีใหม่จากจักรภพ เพ็ญแข

มากับ “ท่านทักษิณ” ที่ดูไบ
ขอส่งใจบินกลับไปรับขวัญ
เครื่องบินสวนทวนแสงแห่งตะวัน
ถึงลมดันลมดึงก็ถึงธง

ลำน้อยน้อยลอยเป็นสัญลักษณ์
ใครคิดหักหาญข่มมีลมส่ง
ถึงฝนบ้าฟ้าสั่งยังดำรง
ด้วยลมตรงจากมหาประชาชน

ใจอยากบินข้ามฟ้าไปหารัก
แต่หากเร็วเกินนักจะเสียผล
ฝากพี่น้องพร้อมพรั่งกำลังพล
เราจะเดินดั้นด้นเป็นพลเมือง

ท้ายที่สุดแดงหายกลายเป็นชาติ
และหายขาดกันเสียทีเรื่องสีเหลือง
เราคือไทยเต็มคนเป็นพลเมือง
หยุดหาเรื่องเปลืองสีมาตีกัน

เลิกเป็นหุ่นให้ศักดินาใหญ่
คอยชักใยหลายปีเพิ่มสีสัน
ใช่สงครามเหลือง-แดงมาแย่งกัน
แต่ประชาชนทั้งนั้นต้องรวมตัว

ขออวยพรปีใหม่ด้วยใจมั่น
ให้ตะวันเจิดจ้าหมดฟ้าสลัว
ขอดวงใจงดงามหมดความกลัว
ประกาศทั่วให้ถึงฟ้า “ข้า-เสรี”



จักรภพ เพ็ญแข***

Tuesday, January 5, 2010

ซีเอ็นเอ็น: นปช. ติดอันดับคำค้นหายอดนิยม ในปี ๒๕๕๒

ที่มา thaifreenews

โดย Porsche

จากคุณ : จอมยุทธเสเพล

ซีเอ็นเอ็น: นปช. ติดอันดับคำค้นหายอดนิยม ในปี ๒๕๕๒
2009 ธันวาคม 25
tags: กูเกิ้ล, คำค้นหายอดนิยมปี ๒๕๕๒, นปช, แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ, ไซทไกสต์
by chapter 11

What did Thailand search for online in 2009?
ที่มา – CNNgo.com
December 23, 2009
แปลและเรียบเรียง – แชพเตอร์ ๑๑

เนื่อง มาจากกูเกิ้ล ละครหลังข่าว และแพนด้าน้อยเป็นเรื่องที่ได้รับความนิยมที่สุดในปีนี้ แต่มีตัวเลือกอื่นที่น่าประหลาดใจด้วยเช่นกัน

นับตั้งแต่ปี ๒๕๔๔ กูเกิ้ลทำการจัดลำดับคำค้นหายอดนิยม “ไซทไกสต์ (Zeitgeist จิต วิญญาณของกาลเวลา)” ประจำปี เพื่อมองย้อนอดีตการค้นหาทางออนไลน์ของโลก แสดงให้เห็นว่าเรื่องใดที่ได้รับความสนใจ คลั่งไคล้ และประเด็นยอดนิยมแห่งปี กูเกิ้ลยังจัดทำไซท์ไกสท์ของทั่วโลกเช่นกัน และแยกประเทศ แยกภาษาจากทั่วทั้งโลกให้เลือก รวมถึงประเทศไทย

คำที่นิยมค้นหาไซท์ไกสต์ภาษาไทยนั้น มีแนวโน้มเช่นไร ทั่วทั้งประเทศคลั่งไคล้กับการค้นหาเรื่องดาราดัง เพลงหวาน และละครหลังข่าว ซึ่งทั้งหมดนี้ไซท์ไกสต์ยังจัดรายการค้นหายอดนิยมในแต่ละหัวข้อ แต่ที่เราประหลาดใจคือ ข่าวเด่น เว็บไซต์ และการท่องเที่ยว เป็นการค้นหาที่มาแรงที่สุดในปีนี้

ในหัวข้อข่าวเด่น ๑๐ อันดับที่นิยมค้นหามากที่สุดคือ:

๑. อาการไข้หวัดใหญ่ 2009

๒. หลินปิงแพนด้าน้อย

๓. ตรังเกมส์

๔. สุริยุปราคา ๒๕๕๒

๕. มอเตอร์โชว์ ๒๕๕๒

๖. งานแต่งงานกบ สุวนันท์ คงยิ่ง

๗. ข่าวหุ้นกู้

๘. ดาราเกาหลีศัลยกรรม

อ้างถึง

๙. แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช)

๑๐. นโยบายเรียนฟรีของรัฐบาล



http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P8729899/P8729899.html

หวยออนไลน์ – หวยใต้ดิน : ศีลธรรม หรือผลประโยชน์ ?

ที่มา Thai E-News


โดย คุณ LB1
ที่มา เวบบอร์ด ประชาไท
5 มกราคม 2553

เมื่อไหร่ที่มีใครคิดจะจัดระเบียบโสเภณี โดยการเปิดสถานบริการให้ถูกกฎหมายก็จะมีคนออกมาดีดดิ้น ไม่ยอมรับด้วยอ้างเหตุศีลธรรมอันดี และอ้างว่าจะเป็นการส่งเสริมให้คนเข้าสู่อาชีพโสเภณีมากยิ่งขึ้น

เมื่อไหร่ที่มีใครเสนอจัดระเบียบการพนัน โดยการเปิดสถานกาสิโนให้ถูกกฎหมาย ก็จะมีคนออกมาดีดดิ้น ไม่ยอมรับด้วยอ้างเหตุศีลธรรมอันดี และอ้างว่าจะเป็นการมอมเมาประชาชนให้หมกมุ่นอยู่กับการพนัน


คุณทักษิณดึงเอาหวยใต้ดินขึ้นมาอยู่บนดิน ประโยชน์ที่เกิดขึ้น ก็เป็นที่ประจักษ์แก่คนทั่วไป แต่แล้วหวยบนดินได้ถูกทำลายไป จะด้วยเหตุไม่ชอบหน้าคุณทักษิณ หรือติดขัดข้อกฎหมายหรือทั้งสองกรณีก็ตาม แต่สำนักงานสลากฯ ก็ได้แก้ไขเงื่อนปัญหาด้านกฎหมายจนเกิดเป็นหวยออนไลน์ ที่กำลังจะคลอดในอีก 2 เดือนข้างหน้า

เรือกำลังจะจอดท่าแล้ว แต่ ....วันนี้ มันมาอีกแล้ว ศิลธรรมอันดีมาอีกแล้ว ความเป็นห่วงว่าจะเป็นการมอมเมาเยาวชนมาอีกแล้ว

แม้พยายามจะมองโลกในแง่ดีอย่างไร แต่ ....การไม่ยอมรับการมีอยู่ของซ่องโสเภณี บ่อนการพนัน และหวย ก็เป็นการเลือกมองปัญหาเพียงบางด้าน เป็นเพียงเล่ห์เหลี่ยมในการมองปัญหา เพื่อจะไม่ต้องแก้ปัญหา (หรือถ้ามองกันในแง่ร้าย ก็อาจกล่าวได้ว่า มันเป็นเพียงข้ออ้างในการอธิบายปัญหา เพื่อเก็บปัญหาไว้เป็นแหล่งผลประโยชน์ !)

และทั้งหมดข้างต้น ก็ไม่ต่างอะไรกับการปัดขยะจากบ้านลงท่อระบายน้ำทิ้ง

เพราะซ่อง บ่อน และหวย ก็ยังคงมีอยู่อย่างมั่นคงในสังคมไทย กลายเป็น “ธุรกิจบาป” ที่สร้างรายได้จำนวนมหาศาลให้กับผู้เกี่ยวข้องไม่กี่คน โดยรัฐบาลกลับทำพยายามทำแค่ ท่องบ่นเรื่องศีลธรรมอันดี และการมอมเมาประชาชน เป็นฉากบังหน้า เพื่อจะถีบกลับ “ธุรกิจบาป” พวกนี้กลับลงใต้ดินตามเดิม

ระหว่างประชาชนที่ปากท่านอ้างว่า ต้องปกป้อง กับคนไม่กี่คนในธุรกิจบาปเหล่านี้

ท่านทำเพื่อใครกันแน่ ?

5 มกราคม 2553

ล็อกซเล่ย์เอาแน่ ฟ้อง3พันล. เลิกหวยออนไลน์

เพื่อไทยย้ำไม่ร่วมสังฆกรรมแก้ รธน.ยันจะขอปี40คืน

‘ได้เป็น’ กับ ‘เป็น’

ทักษิณ 2553 ชื่อนี้ลบไม่ได้!

6 ปีปล้นปืนรัฐบาลมาถูกทางจริงหรือ..?

ฉะนายกสร้างภาพ เลิกหวย ใต้ดินได้ประโยชน์

เศรษฐกิจปีขาล

'อภิสิทธิ์' ต้อง 'เล่นหวย'

สร้างเกษตรกรรุ่นใหม่

ปชป.ขู่พรรคร่วมบีบแก้รธน.เจอ"ยุบสภา" "มาร์ค"รับปากทบทวน2ปมคาดสรุปได้ก่อนเปิดประชุมสภาฯ

"แม้ว"แอร์วอร์-สุมไฟการเมืองข้ามปี

เกมบีบ-เกมยื้อ

‘มาร์ค’ เปรียบเล่นหวยใต้ดินเทียบใช้ยาเสพติด

ที่มา ประชาไท

มาร์คเชื่อมีทางออกชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการยกเลิกหวยออนไลน์ ระบุเวลา 1 เดือนเพียงพอต่อการศึกษาทางเลือกหวยออนไลน์ ย้ำไม่นิยมวิธีการแก้ไขปัญหาในลักษณะที่ทำของผิดกฎหมายให้เป็นของถูกกฎหมาย เปรียบทำหวยบนดินเหมือนให้ัรัฐบาลขายยาเสพติดถูกกฎหมาย


ที่มาของภาพ: สำนักโฆษก สำนักนายกรัฐมนตรี

เว็บไซต์สำนักโฆษก สำนักนายกรัฐมนตรี รายงาน เมื่อวานนี้ (4 ม.ค.) ว่า เมื่อเวลา 15.40 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่หลายฝ่ายคัดค้านการยกเลิกโครงการสลากกินแบ่งอิเล็กทรอนิกส์ หรือหวยออนไลน์ ว่า เป็นประเด็นที่สังคมมีความคิดเห็นเป็น 2 ทางมาเป็นเวลานานแล้ว ซึ่งตนได้แสดงความคิดเห็นมาตลอดว่าไม่นิยมวิธีการแก้ไขปัญหาในลักษณะที่ทำของผิดกฎหมายให้เป็นของถูกกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าวิธีการทำอย่างนั้นแล้วนำไปสู่การเพิ่มความรุนแรงของปัญหากรณีนี้คือเรื่องของอบายมุขมากยิ่งขึ้น ซึ่งได้สอบถามความคืบหน้าโครงการนี้มาโดยตลอด เพียงแต่ว่าในส่วนของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลเพิ่งมีข้อยุติเมื่อไม่นานมานี้ ขณะนี้สิ่งที่ทำคือกำลังให้ไปดูแนวทางที่จะไม่ทำหวยออนไลน์ในขณะที่มีข้อผูกพันตามสัญญาจะมีวิธีการอย่างไร เพราะฉะนั้น สถานการณ์ในขณะนี้ก็อยู่ตรงนี้ แต่ยังเชื่อว่ามีทางออกในการที่จะชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นโดยภาพรวมของส่วนรวม คือรัฐบาลไม่ได้เสียหาย และขณะเดียวกันสามารถที่จะป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาอย่างที่ว่านี้ได้ เพราะฉะนั้น ก็พยายามที่จะดูช่องทางนี้อยู่ การที่มีคนเห็นด้วยไม่เห็นด้วยค่อนข้างจะปกติ เพราะเรื่องนี้มีการสำรวจความคิดเห็นกันมาหลายครั้งหลายเวที พูดง่ายๆ คือก้ำกึ่งมากระหว่างคนที่เห็นด้วยกับไม่เห็นด้วย

ผู้สื่อข่าวถามว่า การตัดสินเชิงนโยบายครั้งนี้ต้องการเห็นสัญญาณอะไร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ต้องการที่จะให้มีความชัดเจนในจุดยืนที่ตนพูดไปเมื่อสักครู่ เพราะไม่ต้องการที่จะเห็นปัญหาการขยายตัวในเรื่องของอบายมุข ที่จริงเมื่อประมาณสัปดาห์ สองสัปดาห์ก่อน ได้ทักท้วงไปกรณีที่จะมีการขยายเวลาเรื่องการชนไก่ ก็ใช้เหตุผลเดียวกัน ซึ่งถ้าหากใครที่คิดว่าได้รับผลกระทบสามารถที่จะแสดงความคิดเห็นมายังรัฐบาล รัฐบาลก็จะดูว่าจะสามารถที่จะช่วยเหลือแก้ปัญหาความเดือดร้อนได้อย่างไร

ส่วนปัญหาเรื่องหวยใต้ดินนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เป็นปัญหาในเรื่องการบังคับใช้กฎหมายและเป็นความพยายามที่จะแก้ไขกันมาโดยตลอด ซึ่งขอเรียนใน 2 ประเด็น คือ

1. ในช่วงที่มีการออกหวยบนดิน การวิจัยที่ตนเคยติดตามและจากการสอบถามข้อมูลจากหลายฝ่าย หวยใต้ดินก็ไม่เคยหมดไป ลดลงก็ไม่มาก เทียบกับจำนวนคนที่เข้ามาเล่นเพิ่มขึ้นเทียบกันไม่ได้เลย หมายความว่าคนที่เข้ามาสู่วงจรของการเล่นหวยเพิ่มมากกว่าการลดลงของหวยใต้ดิน เหตุผลที่ลดไม่ได้เพราะว่าเงื่อนไขของหวยบนดินกับหวยใต้ดินไม่เหมือนกัน ทั้งในแง่ของเงื่อนไขของการซื้อขาย ซึ่งอาจจะมีเรื่องความสัมพันธ์ส่วนตัวคือติดเงินกันได้ เป็นต้น รวมไปถึงกรณีหวยออนไลน์ที่จะทำขึ้น จะเป็นลักษณะของการกินแบ่ง ไม่ใช่กินรวบ ซึ่งเงื่อนไขจะไม่ดึงดูดเท่ากับหวยใต้ดิน เพราะฉะนั้น ข้ออ้างที่คิดว่าเรื่องนี้จะมาแก้ปัญหาหวยใต้ดินได้ ตนคิดว่าไม่ได้อยู่บนความเป็นจริงเหมือนกับที่หลายฝ่ายพยายามที่จะพูด

2. ถ้าคิดว่าการแก้ปัญหาหวยใต้ดินจะทำได้โดยการให้คนเล่นหวยอย่างถูกกฎหมาย ถามว่าตรรกะนี้จะใช้กับอีกกี่เรื่อง เราจะใช้ตรรกะเดียวกับปัญหายาเสพติดหรือไม่ว่าไม่หมดเสียที เพราะฉะนั้น เราจะต้องทำให้ถูกกฎหมาย ปัญหาก็จะแก้ได้ อย่างนั้นหรือเปล่า และแปลว่าถ้าใครไม่เห็นด้วย สมมติมีคนเสนอจริง ๆ ว่ารัฐบาลขายยาเสพติด แปลว่าคนคัดค้านเห็นแก่คนค้ายาเสพติดในปัจจุบันหรือไม่ ทั้งนี้ ตนคิดว่าถ้าเราจะใช้ตรรกะกันอย่างนี้ ต้องใช้กันให้เสมอภาคกันกับทุก ๆ เรื่อง ซึ่งตนเห็นชัดเจนว่าสังคมก็ยังไม่ได้มองว่ามันควรจะเดินไปในเส้นทางนั้น แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นที่ติดขัดอยู่ปัญหาเดียวในขณะนี้คือ สัญญาที่มีอยู่เท่านั้นเองก็จะไปดู

ผู้สื่อข่าวถามว่า คณะกรรมการที่จะตั้งขึ้นจะทำหน้าที่อย่างไรบ้าง นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คณะกรรมการต้องไปดูว่าถ้ามีการเลิกสัญญา หรือล้มโครงการ หรือการมีนโยบายที่จะไม่ให้มีการออกหวยออนไลน์ ผลในเชิงข้อกฎหมายสัญญาจะเป็นอย่างไร ช่องทางในการดำเนินการเป็นอย่างไร ทางแก้ ทางเยียวยา การชดเชยจะเป็นอย่างไร เพื่อให้รัฐบาลสามารถที่จะพิจารณาได้ว่าจะดำเนินการต่อไปอย่างไร

ผู้สื่อข่าวถามว่า ทางเอกชนขู่จะฟ้องรัฐบาล จะมีการเตรียมการอย่างไร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คิดว่าขณะนี้ทางเอกชนยังไม่ได้พูดชัดเจนอย่างนั้น แต่จะต้องไปดูในสัญญาว่าการยกเลิกเขียนไว้ว่าอย่างไร และมีวิธีการในการที่จะให้คู่สัญญาไม่เสียสิทธิ์อย่างไร เราก็จะต้องดำเนินการตามนั้น และไม่ได้จะไปดำเนินการเอารัดเอาเปรียบใคร ทั้งนี้ ทุกอย่างก็ต้องดำเนินการตามไปเงื่อนไขของสัญญา รวมทั้งการยกเลิกสัญญาด้วย ไม่ได้มีลักษณะของการที่จะให้ฝ่ายรัฐเอารัดเอาเปรียบฝ่ายเอกชนใด ๆ ทั้งสิ้น

ผู้สื่อข่าวถามว่า กระทบต่อการลงทุนต่างประเทศหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สัญญาก็เปิดโอกาสไว้อยู่แล้วผู้สื่อข่าวถามว่า หากมีการยกเลิกโครงการหวยออนไลน์ รัฐบาลพร้อมที่จะจ่ายค่าชดเชยให้ภาคเอกชน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตรงนี้คือประเด็นที่ให้คณะกรรมการไปดูว่าวิธีการในการที่จะดำเนินการเป็นอย่างไร จริง ๆ แล้วถ้าเราดูช่องทางต่าง ๆ ตนคิดว่ายังมีทางเลือกอยู่พอสมควร แต่ไม่ใช่เรื่องที่จะไปยกเลิกและต้องฟ้องร้อง และต้องจ่ายเป็นเงิน ไม่ใช่ มันน่าจะมีวิธีการที่ต้องการให้ไปดูว่ามีอีกหลายวิธีที่น่าจะสามารถดำเนินการได้ ซึ่งขณะนี้คณะกรรมการยังไม่ได้ทำงาน เพราะอยู่ระหว่างการเสนอองค์ประกอบขึ้นมา

ผู้สื่อข่าวถามว่า นายกรัฐมนตรีระบุว่าในสัญญาเปิดโอกาสในเรื่องของนโยบาย หมายถึงว่าถ้านโยบายเปลี่ยนไปก็สามารถล้มสัญญาได้ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ล้มสัญญาได้แต่ต้องมีการชดเชย

ผู้สื่อข่าวถามว่า ให้เวลาคณะกรรมการภายใน 1 เดือนจะเพียงพอหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คิดว่าน่าจะพอ เพราะว่าสัญญาไม่ได้สลับซับซ้อนมากมายนัก และการประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นก็ไม่น่าจะยากจนเกินไป และกระบวนการถ้าจะมีการเจรจากันก็น่าที่จะดำเนินการหลังจากนั้นได้ คือพูดตามจริงเงื่อนเวลาที่กำหนดในสัญญาก็ล่วงเลยมา 3-4 ปีแล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่า รัฐบาลติดตามเรื่องนี้มานานแต่ทำไมเพิ่งตัดสินใจ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องซึ่งมีการเรียกร้องกันมา และมีการถกเถียงกันอยู่ในส่วนของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ซึ่งตนได้ให้รายงานมาเป็นระยะ ๆ ล่าสุดสำนักงานสลากฯ บอกว่าจะเดินหน้า ตนก็ถามไปว่าแล้วได้ดูทางเลือกอื่นครบถ้วนแล้วหรือยัง สำนักงานสลากฯ ก็บอกว่าอันนี้เป็นการตัดสินใจของทางสำนักงานสลากฯ แม้แต่ในสัญญาก็จะแยกเอาไว้ในเรื่องของการดำเนินการของตัวสำนักงานสลากฯ กับในส่วนของนโยบายรัฐบาล

“รัฐบาลเปลี่ยนแปลงมาหลายชุด นโยบายก็มีประเด็นการเปลี่ยนแปลงด้วย ข้อกฎหมายในเรื่องนี้ก็มีการดำเนินการมา คือเคยมีสัญญาเดิมก็ฟ้องร้องกันอยู่ และยังมีคำวินิจฉัยของศาล หรือแม้กระทั่งการตีความของคณะกรรมการกฤษฎีกาอีก เพราะฉะนั้น เป็นเรื่องที่มีความเห็นที่หลากหลายมาโดยตลอด”

ผู้สื่อข่าวถามว่า เรื่องนี้น่าจะได้ข้อยุติภายในรัฐบาลนี้หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “คิดว่าได้ครับ ผมจะขอให้คณะกรรมการไปศึกษาประมาณ 1 เดือน และเมื่อได้ทางเลือกมาแล้วก็น่าจะตัดสินใจได้ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องนโยบาย ที่ผ่านมาติดขัดข้อกฎหมายต่าง ๆ เป็นหลัก พอมีการวินิจฉัยว่าหวยบนดินผิดกฎหมาย ก็ต้องสอบถามกันต่อว่าจะต้องทำอย่างไรถึงจะให้หวยออนไลน์ถูกกฎหมาย จึงได้เปลี่ยนแปลงเงื่อนไขกินรวบเป็นกินแบ่ง แต่ในส่วนของนโยบายต้องมาดูว่าเราอยากจะเดินต่อในแนวทางนี้หรือไม่

ผู้สื่อข่าวถามว่า สรุปไม่อยากให้เดินหน้าโครงการหวยออนไลน์นี้ต่อใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ถ้าสามารถทำเช่นนั้นได้และภาคเอกชนได้รับความเป็นธรรมก็อยากจะเดินตามนั้น

กรุณาโหนกระแสเจ้านิยมสุดขั้วอย่างระมัดระวัง

ที่มา ประชาไท

ผู้เขียนกลับมาจากสหรัฐอเมริกาได้ไม่ถึงเดือนดีก็พบว่า เดี๋ยวนี้สื่อไทยจำนวนมิน้อยกำลังโหนกระแสเจ้านิยม (หรือที่คนอื่นอาจเรียกว่า นิยมเจ้า) กันอย่างสุดขั้ว


ตัวอย่างแรก

“เปิดโปงขบวนการล้มเจ้า” ... ชื่อบทความนี้เป็นเรื่องจากปกของนิตยสารข่าวฉบับหนึ่งซึ่งมีเนื้อหาบางส่วนในบทความดังต่อไปนี้ “ดังนั้น เพื่อเป็นการแสดงถึงความจงรักภักดี นิตยสาร ก. [ผู้อ้างขอปิดชื่อนิตยสารไว้ก่อน] จึงเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่พสกนิกรทั้งหลายจะต้องเปิดหูเปิดตาค้นหาความจริงได้แล้วว่า “ขบวนการล้มเจ้าตัวจริง” คือใครกันแน่” (จากหน้า 5 ของนิตยสารฉบับนี้)

แล้วเราไปดูตอนท้ายของบทความนี้กันต่อ ซึ่งอยู่หน้า 7 “และขอเรียกร้องให้ประชาชนไทยทั้งในประเทศและต่างประเทศจะต้องร่วมกันประณามพวกเขาในฐานะ “ขบวนการล้มเจ้าตัวจริง” และให้หยุดการกระทำดังกล่าวเสีย เพื่อให้สถาบันพระมหากษัตริย์มีความผุดผ่องดังเดิมสืบไป”

ตัวอย่างที่สอง

พาดหัวบทความจากนิตยสาร ข. “เหลือเชื่อนักการเมือง ค. [ขออุบชื่อนักการเมืองไว้ก่อน] ร้องเพลงชาติคนเดียวไม่ได้”

ส่วนหนึ่งในบทความนี้เขียนว่า “ที่สังเกตเห็นได้ชัดคือ การอ้าปาก หุบปากร้องเพลงของ [นักการเมือง ค.] ไม่สอดคล้องกับเนื้อเพลงที่คนอื่นร้องร่วมกัน จึงอดสงสัยไม่ได้ หรือว่า [นักการเมือง ค.] ร้องเพลงชาติไทย คนเดียวไม่ได้ ร้องเพลงชาติไทยคนเดียวไม่จบ ... ระวังเมื่อไปราชการแถวชายแดนไม่ว่าจะเป็นฝั่งพม่า ฝั่งลาว หรือฝั่งกัมพูชา เจอเจ้าหน้าที่ตัวน้อยๆ จำหน้า [นักการเมือง ค.] ไม่ได้ แล้วสั่งให้ร้องเพลงชาติไทย เพื่อตรวจสอบว่าเป็นคนไทยหรือไม่? แล้วจะโดนขับไล่ให้พ้นแผ่นดินเขตแดนไทยไป เพราะร้องเพลงชาติไทยคนเดียวไม่ได้

“เพลงสรรเสริญพระบารมี ก็อดสงสัยต่อไปไม่ได้ว่า จะร้องได้หรือไม่ ...”

ผู้อ่านพอเดาได้ไหมว่า นิตยสารข่าวทั้งสองฉบับชื่ออะไรบ้าง หลายคนอาจฟันธงไปแล้วว่าต้องเป็นสื่อฝ่ายเสื้อเหลืองเจ้าเก่าอย่างเอเอสทีวีผู้จัดการ หรือไทยโพสต์ ... แต่ไม่ใช่ โอ้พระเจ้าจอร์จ นี่สื่อแดงหรือนี่

นิตยสาร ก. ได้แก่ Voice of Taksin ซึ่งมีสโลแกนว่า “อ่านคุณภาพใหม่ที่สื่อใหญ่ไม่กล้าตีพิมพ์” ฉบับที่ 11 ปักษ์หลัง ธันวาคม 2552 (หน้า 5-12) ส่วนนิตยสาร ข. ก็คือ Thai Red News ซึ่งมีข้อความพาดเหนือหัวนิตยสารว่า “คืนอำนาจให้ประชาชน เพื่อทดแทนคุณพ่อหลวงและแผ่นดิน ยุบสภา!” [1] ฉบับวันที่ 11-17 ธันวาคม 2552 (หน้า 24) นักการเมืองที่นิตยสารนี้กล่าวหาก็ได้แก่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ไปเติบโตใช้เวลาอยู่อังกฤษเสียหลายปี แล้วเราลองมาดูอีกสักตัวอย่างจากหนังสือพิมพ์ราย 3 วันของกลุ่มเสื้อแดงที่ชื่อ มหาประชาชน ฉบับความจริงวันนี้ ลองดูหน้า 16 และ 17 ของฉบับวันที่ 15-17 ธันวาคม 2552 ที่พาดหัวว่า “จุดเทียนชัยถวายพระพร วันรัฐธรรมนูญ” ซึ่งเราจะเห็นรูปคนเสื้อแดงจำนวนมากยืนถือเทียนกลางถนนราชดำเนิน นี่ถ้าเปลี่ยนสีเสื้อเป็นเหลือง แล้วหัวชื่อหนังสือพิมพ์เป็นเอเอสทีวีผู้จัดการรายวัน ก็อาจคิดว่าเป็นการรวมพลของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อ “ประชาธิปไตย” เป็นแน่แท้

ปรากฎการณ์นี้น่าจะเรียกได้ว่า เป็นปรากฎการณ์การเมืองยุคปลายรัชกาล ซึ่งคงมีการวิ่งเต้นมองหาแนวร่วมใหม่ๆ re-positioning ทางการเมืองเผื่ออาจเกิดบริบทางการเมืองใหม่ที่จะมาถึงในอนาคตอันไม่ไกลเกินไป

ใครจะมองเรื่องนี้ว่าอย่างไรก็ขอให้คิดเอาเอง แต่ผู้เขียนขอเตือนว่าโปรดระวังอันตรายในการโหนกระแสเจ้านิยม เพราะการปั่นกระแสคลั่งเจ้ามันไม่น่าเป็นประโยชน์กับประชาธิปไตยและสิทธิเสรีภาพในระยะยาว การพาดหัวและเสนอความเห็นทำนองนี้ (ไม่ว่าสื่อนั้นจะจริงใจหรือไม่ก็ตาม) สุดท้ายแล้วมันย่อมนำไปสู่การลิดรอนสิทธิในการคิดเห็นต่าง และคิดอย่างเท่าทันต่อสถาบันฯ ที่น่ากลัวคือ ณ วันนี้ ทุกคนดูเหมือนจะเล่นเกมนี้กันไปหมด เหมือนปั่นหุ้น หากเกิดการแบ่งเค้กอย่างลงตัวในอนาคต ปีกซ้ายของเสื้อแดงย่อมมีสิทธิถูกจัดการสูง และไม่ว่าคุณจะมีเสื้อสีอะไรหรือไม่ใส่เสื้อก็ตาม การเล่นเกมแบบนี้ถือเป็นความตกต่ำอีกระดับหนึ่งของประชาธิปไตยแบบไทยๆ

ป.ล. ผู้เขียนได้โทรไปคุยกับเสื้อแดงที่ชื่อ สมบัติ บุญงามอนงค์ และบ่นเรื่องกระแสแดงคลั่งเจ้าให้ฟัง นายสมบัติก็ตอบว่า “หนึ่ง พวกนี้ปอดแหก มันกลัวจะโดนเอาเก้าอี้ตี [2] มันก็เลยพยายามจะโหนกระแส สอง มันเป็นการโหนกระแสเอาไว้ทิ่มแทงฝ่ายตรงข้าม โดยส่วนตัวผมเห็นว่าไม่ควรมาใช้เป็นเครื่องมือ การพูดถึงสถาบัน พูดได้ แต่ไม่ควรถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือ”

หมายเหตุ

[1] โปรดสังเกตคำว่า เพื่อแทนคุณพ่อหลวง แล้วเทียบกับสโลแกนหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ อดีตสื่อแดงที่กลายเป็นสื่อน้ำเงินอมชมพู ซึ่งเขียนว่า “สงบ สันติ สามัคคี ทำความดีถวายพ่อ” และพาดหัวหน้า 1 ฉบับวันที่ 4 มกราคม 2553 ว่า “เปิดแผนบัดซบ! ‘แดง’ ล้มสถาบัน” สรุปแล้ว ทั้งสามฝ่ายไม่ว่าจะเป็นแดง เหลือง หรือน้ำเงินอมชมพู ก็เป็นรอยัลลิสต์สุดขั้วไปเสียแล้ว?

[2] ว่าด้วยเรื่องเก้าอี้ กรุณาศึกษากรณีเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 จากงานเขียนของนักประวัติศาสตร์ เช่น สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ฯลฯ

การโกงกินชาติโดยผู้เปี่ยมคุณธรรม

ที่มา ประชาไท

ประเทศไทยของเราเจริญช้า จนถูกประเทศเพื่อนบ้านแซงหน้าไปมากมายแล้ว ผมไม่ได้นิยมประเทศอื่นมากกว่าไทย แต่นี่เป็นเรื่องจริงที่น่าวิตกและปฏิเสธไม่ได้ ถ้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในไทยมีจริง ทำไมบรรดา “ผู้หลักผู้ใหญ่” จึงปล่อยให้ประเทศไทยเป็นอย่างนี้ ใครที่ทำให้ประเทศชาติของเรามีชะตากรรมเช่นนี้

ผมเคยเป็นที่ปรึกษากระทรวงการคลังเวียดนาม และอินโดนีเซีย และยังเคยเดินทางและไปบรรยายด้านอสังหาริมทรัพย์ในประเทศแถบนี้ทั้งเนปาล บรูไน พม่า ลาว มาเลเซีย และอินเดีย รวมทั้งยังสำรวจตลาดอสังหาริมทรัพย์แบบปูพรมได้มากที่สุดทั่วกรุงจาการ์ตา กรุงพนมเปญ กรุงมะนิลา และนครโฮชิมินห์ ได้พบภาพเปรียบเทียบมาให้เห็น จะได้ช่วยกันฉุกคิดและสำรวจตรวจสอบกันบ้าง เผื่ออนาคตของลูกหลานไทยเราจะไม่เผชิญภาวะบ้านแตกสาแหรกขาด

เหลียวมองรอบบ้าน

ประเทศที่รวยกว่าไทยอย่างชัดเจนได้แก่ มาเลเซีย ที่ในสมัยก่อนด้อยกว่าไทย ขนาดตนกู อับดุล ราห์มัน อดีตนายกรัฐมนตรีและพี่น้องอีก 3 คนยังเคยมาเรียนที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ที่ผมเองก็เป็นนักเรียนเก่าเช่นกัน [1] แต่ ณ ปัจจุบันนี้รายได้ประชาชาติต่อหัวของมาเลเซียกลับสูงกว่าไทยถึงเกือบ 2 เท่า [2] และ สิงคโปร์ ก็รวยกว่าไทยอย่างชัดเจน โดยมีรายได้ต่อหัวถึง 6.14 เท่าของประเทศไทย [3] ทั้งที่ประเทศนี้ไม่มีทรัพยากรอะไรเลยนอกจากคน สำหรับบรูไน คงไม่ต้องกล่าวถึงเพราะเขามีน้ำมันมหาศาล

ในกรณีประเทศจีนนั้น แม้มีรายได้ต่อหัวเท่ากับ 71% ของไทยซึ่งก็เป็นเพราะเขามีประชากรนับพันล้านคน แต่จีนเจริญกว่าเรามาก ผมจำได้ว่าเมื่อปี 2529 ขณะไปเรียนที่เบลเยียม สถาปนิกจบใหม่ชาวจีนในกรุงปักกิ่งมีรายได้เดือนละ 400 บาท แต่ขณะนี้ที่เมืองลี่เจียงในมณฑลยูนานที่ห่างไกล ข้าราชการใหม่ผู้จบปริญญาตรีทั่วไป จะได้เงินเดือนประมาณ 11,000 บาท แถมสวัสดิการอีกมากมาย นี่ถือว่าแซงหน้าประเทศไทยเรียบร้อยแล้ว

ที่ประเทศจีน เขาทำให้องค์กรของรัฐกะทัดรัด มีประสิทธิภาพสูง เป็นเสมือนบริษัทที่ดีที่สุดที่คนจีนมุ่งมั่นจะเข้าไปทำงานด้วย ต่างจากไทยที่อาชีพรับราชการเป็นอาชีพที่หัวกระทิไม่พึงปรารถนานัก แต่กลับเป็นที่พึงปรารถนาของผู้ที่มาจากครอบครัวที่มีฐานะด้อยกว่า นี่อาจเป็นสาเหตุที่เราจึงมีข้าราชการบางส่วนที่เป็นภัยสังคม คือเข้าไปเป็นกาฝาก ทำงานเช้าชามเย็นชามและโกงชาติเมื่อมีโอกาส

น่าสงสัยจริง ๆ

ประเทศเหล่านี้ใช้เวลาประมาณ 25 ปี แซงหน้าประเทศไทยได้อย่างไรทั้งๆ ที่เขาไม่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไหน ถ้าพระสยามเทวาธิราชมีจริง หรือประเทศไทยเดินมาถูกทางแล้ว ทำไมเราจึงถูกประเทศที่เล็กกว่า เช่นสิงคโปร์ ประเทศที่เคยเป็นประเทศราชหรืออดีตอาณานิคม เช่นมาเลเซีย หรือประเทศที่จนดักดาน เช่นจีนที่ปู่ย่าตายายของผมที่หนีความอดอยากมาเมื่อ 80 ปีก่อน แซงหน้าเราไปได้

ถ้าไทยเรามีคนดี หรือผู้มีคุณธรรมสุดเลิศเลอจริง เราจะมีบ่อนเถื่อน เจ้ามือหวยเถื่อน ยาบ้าเกลื่อนเมืองและเพิ่มขึ้นทุกวันเช่นทุกวันนี้ได้อย่างไร เราจะปล่อยให้มีการโกงกินกันมโหฬารทั้งในส่วนท้องถิ่น ส่วนภูมิภาคและส่วนกลางได้อย่างไร เราจะปล่อยให้ประเทศไทยมีขอทานเขมร แรงงานพม่า และแท็กซี่เถื่อนทำมาหากินตบหน้าประเทศชาติอยู่ได้อย่างไร

ถ้าเรามีตงฉินปกครองเมือง ไม่ใช่มีกังฉินชักใยอยู่เบื้องหลัง เราคงทำอย่างจีนที่ลงโทษผู้โกงกินอย่างเด็ดขาด เช่น จับไปยิงเป้าหรือติดคุกตลอดชีวิตเพื่อเป็นการเชือดไก่ให้ลิงดู ในเวียดนามนักฟุตบอลทีมชาติที่ไปล้มบอลในกีฬาซีเกมส์ที่กรุงมะนิลาเมื่อ พ.ศ.2548 ถูกจับติดคุก 5 ปี ส่วนพี่ไทยนั้น ยิ่งล้ม ยิ่งรวย นอกจากนี้กัปตันเครื่องบินเวียดนามที่ซื้อเครื่องเสียงหนีภาษีเข้าประเทศ ก็โดนไล่ออก แต่ของไทยเรานำเข้ามาจนเจ๊เล้งรวย! [4]

ระบบคนดีที่ควรถูกตรวจสอบ

เมื่อพูดถึงการโกง บางคนอาจมองไปที่อดีตนายกฯ ทักษิณ ท่านโกงหรือไม่ก็ต้องตรวจสอบและตัดสินโดยศาลกันต่อไป แต่กระบวนการโกงชาติที่ผมนำเสนอนี้ยิ่งกว่ากรณีนักการเมืองคนเดียวเป็นร้อยเท่าพันทวี เพราะเป็นระบบการโกงที่ฝังรากลึกในวงราชการ พวกผู้ดีเปี่ยมคุณธรรมทั้งหลายที่มักพูดปาว ๆ เสียงดังฟังชัดว่ารักชาตินั้น อาจกล่าวเท็จหรือเป็นผู้ดีจอมปลอม เพราะถ้าเป็นของจริง ทำไมจึงมีเรื่องโกงกินเกิดขึ้นมากมาย และเพิ่มขึ้นทุกทีแม้ในรัฐบาล “เทพประทาน” ชุดนี้ [5] พวกผู้ดีเปี่ยมคุณธรรมเอาหูไปนาตาไปไร่อยู่เสียที่ไหนจึงไม่เคยแตะต้องคนโกงชาติเลย

การสวมเสื้อคลุมหรือมีภาพคนดีมีคุณธรรมคงช่วยให้การโกงกินดูไม่มูมมามเหมือนพม่าที่เป็นแบบบุฟเฟต์ คือแบ่งกันกินกันใช้อย่างโจ๋งครึ่มเท่านั้น บรรดาคนดีเหล่านี้อาจพึ่งโจรเพื่อค้ำจุนภาพพจน์และอำนาจเสมือนหนึ่งพระเจ้าสุทโธทนะที่ไม่กล้ากำจัดขุนนางจอมโกงกินที่ห้อมล้อมอยู่ เพราะพวกเขาคือผู้ค้ำจุนอำนาจ จนทำให้เจ้าชายสิทธัตถะรู้แจ้งเห็นจริงถึงระบบการเมืองที่ล้มเหลวและหันเข้าหาทางหลุดพ้น [6]

เราจึงควรทบทวนกันว่าระบบยศถาบรรดาศักดิ์ของไทยเป็นการให้ลาภแก่ผู้มียศมีตำแหน่งเป็นสำคัญหรือไม่ ทำให้เกิดความมัวเมาในลาภยศหรือไม่ ยิ่งกว่านั้นลูกหลานของพวกเขายังอาจเอายศถาบรรดาศักดิ์ของบุพการีไปใช้ประโยชน์หรือไม่ การเคยเป็นนายพล ปลัด อธิบดี ฯลฯ เป็นเกียรติและเป็นประโยชน์ต่อวงศ์ตระกูลโดยที่ประเทศชาติอาจไม่ได้อะไรจากคนเหล่านี้หรือไม่

ข้อคิดส่งท้าย

ถ้าทักษิณโกงจริงน่ะ ยังแค่ปลาซิวปลาสร้อย ผมขอเรียนพี่น้องเสื้อเหลืองและเสื้อแดงว่าผมไม่มีเจตนาให้ร้ายหรือแก้ตัวให้อดีตนายกฯ ทักษิณ แต่เงินจำนวนไม่กี่หมื่นล้านที่อ้างกันนั้น เชื่อว่ายังเทียบไม่ได้กับเงินที่ตกหล่นในแต่ละปีจาก:

1. การมีระบบราชการที่ใหญ่โตเทอะทะและเลี้ยงคนไว้เป็นกาฝากแทนที่จะมารับใช้ประชาชนและพัฒนาชาติ

2. การที่เงินไปเข้ากระเป๋าข้าราชการประจำและนักการเมืองท้องถิ่นทั่วประเทศจากงบประมาณแผ่นดินปีละเกือบสองล้านล้านบาทเสียอีก

ระบบการโกงกินในบ้านเมืองของเราในยุคคุณธรรมนำการเมืองนี่แหละที่สร้างความวิบัติต่อชาติของเราอย่างสุดแนบเนียน ถ้าไม่มีการโกงกิน ทำงานเป็นกาฝากดูดเลือดและน้ำเลี้ยงจากภาษีอากรของประชาชน ป่านนี้เรามีทางด่วน รถไฟฟ้า ทางหลวง และสาธารณูปโภคทั้งในเมืองและชนบทกันมหาศาลผิดหูผิดตาเช่นที่เกิดขึ้นในจีน มาเลเซียและสิงคโปร์แล้ว

ผมไม่อยากให้อาม่าของผมเสียใจที่ย้ายมาผิดที่ (แต่ผมก็ภูมิใจในความเป็นไทย และขอตายที่นี่)

อ้างอิง:

[1] โปรดดู http://th.wikipedia.org/wiki/ตนกู_อับดุล_ระห์มัน

[2] โปรดดู https://www.cia.gov/library/publications/the-world-factbook/geos/my.html รายได้ต่อหัวของมาเลเซียเป็นสัดส่วน 1.79 เท่าของประเทศไทย

[3] โปรดดู https://www.cia.gov/library/publications/the-world-factbook/geos/sn.html

[4] จากบทความ “16 ข้อแห่งความยิ่งใหญ่ของเวียดนามเหนือไทย” ที่ http://www.thaiappraisal.org/thai/market/market157.htm

[5] อ่านรายละเอียดของฉายารัฐบาลได้ที่ http://news.sanook.com/politic/politic_332859.php และอ่านข่าว “ชงฟันวิทยา-มานิต วัดใจมาร์ค เอี่ยวโกงไทยเข้มแข็ง” ได้ที่ http://www.thairath.co.th/content/pol/55658

[6] โปรดอ่านบทความเรื่อง “พระพุทธเจ้า: ผู้ประกาศศักยภาพความเป็นมนุษย์” ทึ่สรุปจากหนังสือพุทธประวัติของพระติชนัทฮันห์ ที่ว่า “ในสมัยพุทธกาล ความยากจนของชาวนา ปัญหาเด็กพิการ ขอทาน การเจ็บป่วย เป็นปัญหาที่แม้แต่กษัตริย์ก็ไม่มีอำนาจที่จะแก้ไข อำนาจของกษัตริย์เปราะบางและมีอยู่อย่างจำกัด แม้กษัตริย์จะทราบถึงความละโมบและการฉ้อราษฎร์บังหลวง แต่ก็จำต้องอาศัยพวกขุนนางทุจริตเหล่านี้รักษาบัลลังก์ ขุนนางเหล่านี้ต่างก็ขับเคี่ยวกันเพื่อมุ่งปกป้องและสร้างฐานอำนาจของตนเอง ไม่ใช่มุ่งขจัดความทุกข์ยากให้ผู้ยากไร้” ได้ที่ http://www.thaiappraisal.org/thai/market/market172.htm

หมายเหตุ:

สนใจแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับ ดร.โสภณ พรโชคชัย ติดต่อได้ sopon@thaiappraisal.org หรือที่ http://www.facebook.com/sopon.pornchokchai

๒๕๕๓...ปีใหม่หัวใจแดง โดย จักรภพ เพ็ญแข

ที่มา thaifreenews

โดย Porsche

จากคุณ : kapoketo


คอลัมน์ “ร้อยรักอักษราเป็นอาวุธ”

หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์วิวาทะ Thai Red News ปีที่ 1 ฉบับที่ 31

โดย จักรภพ เพ็ญแข

เรื่อง ๒๕๕๓...ปีใหม่หัวใจแดง

สองพันห้าร้อยห้าสิบสาม คือความดี ความงาม หรือความหวัง
เป็นปีทองของชนพลพลัง หรือเป็นปีอำมาตย์คลั่งก่อนสั่งลา

เริ่มเข้าสู่เลขสี่ปีที่สู้ ไม่เคยรู้อะไรขวางอยู่ข้างหน้า
แต่คมชัดขึ้นทุกยามตามเวลา คือเงาดำอำมาตยาปรากฏตัว

“มือที่มองไม่เห็น” ก็เด่นชัด เพราะร่างสัตว์ชนิดนี้ย่อมมีหัว
เคยมองเห็นปลายเท้าเข้าลำตัว เมื่อมองทั่วหัวก็ชัดสะบัดไชย

อสุรกายเต็มตัวเห็นหัวหน้า สามปีที่สู้มาย่อมทนไหว
เสรีภาพเราพังด้วยมือใคร ประชาธิปไตยปี้ป่นเพราะคนเดียว

เป็นการเมืองเผด็จการงานก็ล้ม เศรษฐกิจล่มจมเลิกคับเคี่ยว
ประเทศไทยใช่ของใครเพียงคนเดียว แต่ต้องเสียวเพราะคนเดียวทำลายไทย

ปีนี้ควรเป็นปีแห่งอาเซียน เมืองไทยกลับผิดเพี้ยนนำไม่ไหว
ห้าร้อยล้านหวังให้เรานำเขาไป แต่เราไทยเวียนวนไม่พ้นตัว

มิใช่เพราะประชาชนคนรากหญ้า แต่เพราะมีอำมาตยาน่าเวียนหัว
ปีห้าสามตามมาน่าหวั่นกลัว อาจมั่วซั่วมากกว่าเดิมเขาเติมไฟ

หากเขาเพิ่มความกลัวเอาตัวรอด ล่าตลอดเหล่า “ศัตรู” อยู่ที่ไหน
จะเท่ากับเอาฟืนไปโหมไฟ ปีห้าสามคงจะไม่อยู่ใกล้ธรรม

สัญญาณแห่งความเงียบเปรียบระเบิด เหมือนอยากให้เหตุเกิดแล้วเหยียบย่ำ
สีของหัวใจนี้คือสีดำ หน้ากากแห่งศีลธรรมคือมายา

ปีสี่เก้าเขาจัดรัฐประหาร ปีห้าศูนย์สอบไม่ผ่านต้องเสียหน้า
ปีห้าหนึ่งปล้นอำนาจเขากลับมา พอปีห้าสองเข้าก็เท่าทุน

ปีห้าสามประชาชนรวมพลพร้อม เมื่อชัดเจนว่าไม่ยอมก็คงวุ่น
ปีตัดสินว่า “เมตตา” หรือ “ทารุณ” ไม่ยืดหยุ่นแข็งตรงก็คงตาย

สองพันห้าร้อยห้าสิบสาม หากไม่ดับไฟลามห้ามไม่ได้
หากเขาเข้าขู่เข็ญยังเป็นใจ บ้านเมืองไทยคงลำบากอยู่ยากเย็น

ขออำนาจใดที่ดีที่เคารพ เมื่อมีภัยให้ไทยหลบอย่าพบเห็น
การต่อสู้ให้ดำรงตรงประเด็น แดงให้เด่นดังทั้งตัวและหัวใจ.

http://www.dookdik.in.th/board/index.php?topic=239.0

http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P8728386/P8728386.html

สิ้นห้าสอง-มองห้าสาม โดย จักรภพ เพ็ญแข

ที่มา thaifreenews

โดย Porsche

จากคุณ : kapoketo

คอลัมน์ “ผมเป็นข้าราษฎร”

หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์วิวาทะ Thai Red News ปีที่ 1 ฉบับที่ 31

โดย จักรภพ เพ็ญแข

เรื่อง สิ้นห้าสอง-มองห้าสาม

ปีใหม่ปีนี้มีความแปลกประหลาด เพราะเราล้วนอยู่ในโครงสร้างการเมืองแบบเก่าๆ และความทุกข์ทรมานแบบเก่าๆ จนหลายคนรู้สึกว่าเมืองไทยยังไม่ได้เปลี่ยนศักราชเลย ตั้งแต่วันอังคารที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ.๒๕๔๙ อันเป็นวันโค่นล้มทำลายรัฐบาลของประชาชนเป็นต้นมา

สอนกันมาเนิ่นนานว่า “สิ่งใหม่ในโลกมีเพียงอย่างเดียว คือประวัติศาสตร์ที่เรายังอ่านไม่พบ” จริงเสียยิ่งกว่าจริง

เพราะบัดนี้คนส่วนใหญ่ของประเทศไทยรู้แล้วว่า “ความเก่า” บางอย่างก็ไม่ใช่ “ความดีที่สั่งสมมาเนิ่นนาน” อย่างที่เคยเข้าใจกัน แต่เป็น “ความเก่าแก่” ตามคติที่ว่าสมบัติข้าใครอย่าแตะ และหนาหนักพอที่เหนี่ยวรั้งบ้านเมืองไว้ไม่ให้ก้าวหน้า เพราะวิตกจริตที่ว่าเขาจะคิดโค่นล้มทำลายตน

เนื่องจากเราหลับตาและปล่อยให้เขากรอกหูมานานเกินไป คำโฆษณาชวนเชื่อจึงไหลผ่านหูถึงสมองและจิตโดยไม่ยาก ชีวิตของพวกเราจึงอยู่ในวังวนของข้อมูลเก่าอันเป็นข้อมูลชุดเดิมที่ย้อมสีทั้งประเทศครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างได้ผล

เราจึงไม่พบความจริงจากประวัติศาสตร์ไทย เพราะประวัติศาสตร์แท้จริงของไทยอยู่ใต้ดิน มิได้ผงาดเหนือดินเหมือนคำลวงโลกต่างๆ ที่นักวิชาการผู้อ่อนแอช่วยยกร่างขึ้นมาครอบงำสังคมไทยอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง

ความจริงโอกาสที่จะเปลี่ยนศักราชใหม่ก็มี แต่เขาก็ปล่อยผ่านไป โอกาสเปรียบไปก็เหมือนแก้วมณีอันมีค่า เมื่อไม่ฉวยจับไว้ให้มั่นมือก็พลัดตกแตกไปต่อหน้า เพราะปัญญาบารมีที่เคยมีมาก บัดนี้ดูจะพ่ายแพ้ต่อแรงมหาศาลของโมหะจริตและอวิชชาที่ผุดพลุ่งขึ้นมาจากไหนก็ไม่รู้
ใครบางคนกระซิบผมว่ามาจากภายในนั่นเอง ปิศาจสันนิวาสในตัวเขามีมานานก่อนที่ผมจะเกิด ผมจึงไม่รู้ความใดๆ ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ และก็ลุ่มหลงอย่างเดียวกับคนทั้งหลายในระยะที่การชวนเชื่อปรากฏผลสัมฤทธิ์ จนกระทั่งรู้ความขึ้นและเริ่มตั้งคำถามที่ได้รับคำตอบที่ยากลำบากและเจ็บปวด

และมาตื่นเต็มที่เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ เพราะถูกกระชากอย่างรุนแรงจนหลุดจากภวังค์ อย่างที่ฝรั่งใช้สำนวนว่า rude awakening
ชนชั้นนำในเมืองไทยในวาระจิตที่เรียกว่า “ปีใหม่หัวใจเก่า” จึงทำให้บ้านเมืองเป็นอัมพาต เดินต่อไม่ได้ ต้องร่วมฉลองปีเก่าและความเก่ากันอย่างจำใจในปีใหม่ที่มาถึง

ผมเชื่อว่าการเมืองภาคประชาชนกำลังถูกท้าทายอย่างรุนแรง อาจถึงขั้นสบประมาทว่ามีความสามารถที่จะต่อสู้ให้ได้มาซึ่งศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของตนเองหรือไม่ในปีนี้

ทบทวนดูสิครับว่าเราผ่านบททดสอบอะไรกันมาบ้างจนถึงปี พ.ศ.๒๕๕๒

- รัฐบาลที่มาจากความนิยมอย่างสูงจนได้รับเลือกตั้งซ้ำสองและด้วยพลังศรัทธาที่เพิ่มขึ้น

- การรัฐประหารที่ประสบความสำเร็จทั้งที่นายกรัฐมนตรีผู้ถูกโค่นเป็นผู้เลือกสรรและวางตัวผู้นำทุกเหล่าทัพ รวมทั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ด้วยตนเอง

- ขบวนการต่อต้านเผด็จการที่เริ่มต้นอย่างสะเปะสะปะ เพราะส่วนกลางสับสนระหว่างการยกธงขาวยอมแพ้และการรณรงค์ต่อสู้ จนพลังบางส่วนเปลี่ยนเป็นเครื่องมือของนักการเมืองสายอำมาตย์ที่เข้ามาลดระดับความเข้มลง บางส่วนกลายเป็นกระแสหลักที่ไม่ยอมทำสงครามใหญ่และถูกทำให้เป็นมวลชนเลือกตั้ง และบางส่วนหายสาบสูญไปเพราะหมดกำลังทุน หมดกำลังใจ หรือไม่ก็ต้องคดีความต่างๆ จนโงหัวไม่ขึ้น ทั้งหมดเพราะขาดศูนย์บัญชาการ/ประสานงานภาคประชาชน พรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน และพรรคเพื่อไทยต่างก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรในการทำหน้าที่นั้น

- ความศรัทธาในลัทธิรัฐธรรมนูญ หรือความเชื่อว่ารัฐธรรมนูญจะบังคับพฤติกรรมของเผด็จการมิให้เป็นเผด็จการได้เริ่มลดลง เช่นเดียวกับการเลือกตั้งที่ไม่ศักดิ์สิทธิ์ในใจของปวงชนเท่ากับเมื่อ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๐ อันเป็นที่มาของรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช สมชาย วงศ์สวัสดิ์ และอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

- การสูญเสียคนชนิด เนวิน ชิดชอบ ทำให้ระบบนายหน้าทางการเมืองลดความสำคัญลง บังคับให้ขบวนการประชาธิปไตยสร้างความสัมพันธ์และสื่อสารโดยตรงกับกลุ่มพลังประชาชนมากขึ้น ภาคประชาชนก็แข็งแรงและมีความมั่นใจขึ้น

- รัฐบาลที่ถูกชักใยของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่สามารถทำหน้าที่บริหารประเทศได้ เพราะถูกกำหนดทุกย่างก้าวจากหน่วยเหนือ และขาดความสามารถในการทำงานเพราะหย่อนทั้งประสบการณ์และวิชาการ จนกลายเป็นหลักฐานที่ครบวงจรของระบอบอำมาตยาธิปไตยที่เชื่อมโยงผลประโยชน์กับชนชั้นนำของไทย ประชาชนรากหญ้าถูกกันให้อยู่รอบนอก ไม่ได้รับประโยชน์ใดๆ แถมต้องแบกภาระเพิ่มเติม เช่น อัตราภาษีที่เพิ่มสูง เป็นต้น

- แนวร่วมของฝ่ายประชาธิปไตยในต่างประเทศแสดงตัวชัดเจนขึ้น ไม่ว่ากรณีกัมพูชา ลาว และแม้กระทั่งเมียนมาร์ เพราะผลประโยชน์ของอำมาตย์ไทยสวนทางกับโลกาภิวัตน์และภูมิภาคนิยมมากขึ้นทุกที เครือข่ายประชาชนไทยในต่างประเทศก็ขยายตัวกว้างขวางและมีอิทธิพลขึ้น เพราะมีใจและมีทุน

ฯลฯ

ณ จุดเชื่อมต่อระหว่างปลายปี ๒๕๕๒ กับต้นปี ๒๕๕๓ ฝ่ายอำมาตย์คงจะเร่งรัดให้เรื่องทั้งหมดจบลง การไล่ล่าตัวบุคคลฝ่ายประชาธิปไตยด้วยความรุนแรงและผิดกฎหมาย การบีบคั้นด้วยคดีความทุกคดีไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ การปราบปรามขบวนการภาคประชาชน แม้กระทั่งการก่อรัฐประหารอีกรอบหนึ่ง ย่อมอยู่ในวิสัยที่เป็นไปได้

ฝ่ายประชาธิปไตยเรียนรู้บทเรียนจากอดีตกว่าสามปี และมีความพร้อมขึ้น แต่ต้องไม่ประมาทไม่ว่าในกรณีใดๆ

ผมเชื่อว่าพุทธศักราช ๒๕๕๓ จะไม่ได้ต่อกับพุทธศักราช ๒๕๕๒

แต่ต่อโดยตรงกับการอภิวัฒน์ พ.ศ. ๒๔๗๕ เลยทีเดียว.

http://www.dookdik.in.th/board/index.php?topic=238.0

http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P8728382/P8728382.html