WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, January 6, 2010

วันพุธที่ 6 มกราคม พ.ศ.2553

วัลลภพ่ายกระแส ขอลาออก พ้นบอร์ดบินไทย

สื่อมวลชนกับจิตสำนึก

ช่างพูดนัก

เผือกร้อนชื่อหวย

เมื่ออะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด

คิดช้าไป

หวยออนไลน์แท้ง สะใจใคร?

ไม้ กับ นั่งร้าน

ศาลรธน.

ที่มา thaifreenews

ที่มา กรุงเทพธุรกิจ

ศาลรธน.เล็งรวบส.ส.-ส.ว.ถือหุ้นขัดรธน.เป็นคดีเดียว

ศาลรธน.สรุปปี48-51จำนวน128คดี ปี52 มี31คดี จำหน่ายไป47คำร้อง 14ม.ค.นัดไต่สวน"สุรเดช"ลาออกปชป. เผยเล็งรวมคำร้องส.ส.-ส.ว.ถือหุ้นเป็นคดีเดียว

วันนี้(3 ม.ค.) นายเชาวนะ ไตรมาศ เลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงการสรุปผลการดำเนินการของศาลรัฐธรรมนูญในรอบ พ.ศ.2552 ได้พิจารณาไปแล้ว 128 เรื่อง ซึ่งเป็นคดีค้างเก่าตั้งแต่ พ.ศ.2548 -2551 จำแนกเป็นคำร้องที่รับไว้พิจารณาและมีคำวินิจฉัยแล้ว 20 เรื่อง คำร้องที่คณะตุลาการได้พิจารณามีคำสั่งรับไว้พิจารณาและอยู่ในกระบวนการพิจารณาจำนวน 58 เรื่อง โดยเป็นคำร้องจากปี 2551 จำนวน 27 เรื่อง และในปี 2552 จำนวน 31 เรื่อง และคดีที่ไม่รับไว้พิจารณาและให้จำหน่ายคำร้องจำนวน 47 คำร้อง

สำหรับคดีสำคัญและได้รับความสนใจจากประชาชนที่ศาลรับไว้พิจารณา และอยู่ในกระบวนการพิจารณามี 3 คดี คือ 1.คดีที่ประธานวุฒิสภาได้ส่งความเห็นของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตาม มาตรา 91 แห่งรัฐธรรมนูญ กรณี ส.ว. จำนวน 16 คนสิ้นสุดสมาชิกภาพลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 119 (5) เพราะถือหุ้นลักษณะต้องห้ามตาม มาตรา 48 ประกอบมาตรา 265 แห่งรัฐธรรมนูญ

2.คดีที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรมีหนังสือส่งความเห็นของ กกต.ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยกรณีสมาชิกภาพของ ส.ส.จำนวน 13 คนของพรรคประชาธิปัตย์ สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 106 (6) เนื่องจากมีการกระทำที่เข้าข่ายถือครองหุ้นในกิจการสื่อและบริษัทที่รับสัมปทานจากภาครัฐ ซึ่งเป็นการกระทำต้องห้ามตาม มาตรา 48 ประกอบ 265 แห่งรัฐธรรมนูญ และ 3.คดีที่ประธานสภาผู้เทนราษฎรส่งความเห็น กกต.ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย สมาชิกภาพของส.ส.จำนวน 16 คน สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 106 (6)

รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับการพิจารณาทั้ง 3 คำร้องเกี่ยวกับคุณสมบัติของส.ส.และส.ว. ในเรื่องการถือหุ้นต้องห้ามนั้น คณะตุลาการกำลังพิจารณาประชุมเพื่อลงความเห็นให้รวมคำร้องทั้ง 3 เข้าด้วยกัน เพราะคำร้องทั้ง 3 มีลักษณะเหมือนกัน บริษัทเอกชนที่ถือหุ้นอยู่ส่วนใหญ่ก็เป็นบริษัทซ้ำกัน จึงสามารถสืบพยานรวบไปในครั้งเดียวได้ โดยประเด็นที่ต้องพิจารณา คือ บริษัทที่ส.ส.หรือส.ว.ถือหุ้นนั้น เป็นบริษัทเกี่ยวกับโทรคมนาคม ผูกขาดสัมปทานของรัฐ ซึ่งเป็นสิ่งต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญหรือไม่เท่านั้น หากพิจารณาได้ว่าเป็นหุ้นในบริษัทต้องห้ามจริง เท่ากับว่าส.ส.และส.ว.ย่อมขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่ง

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 14 ม.ค.นี้ คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ โดยนายชัช ชลวร ประธานตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้นัดไต่สวนพยานทั้ง 10 ปากของฝ่ายผู้ถูกร้อง ในคดีที่ประธานวุฒิขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 91 กรณีสมาชิกภาพของนาย สุรเดช จิรัฐิติเจริญ ส.ว.ปราจีนบุรี ว่าสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 119 (4)และมาตรา 115 (6) จากกรณีนายสุรเดช ได้ลาออกจากสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ไม่ถึง 5 ปีตามกฎหมายกำหนด ซึ่งการพิจารณาคุณสมบัติของนายสุรเดชนั้น หลังจากที่คณะตุลาการออกนั่งบัลลังก์สืบพยานในวันที่ 14 ม.ค. คาดว่าจะสามารถนัดวันพิจารณาได้เลย

มาแล้ว! พธม. ค้านแก้ไข รธน. หากดื้อแก้เจอชุมนุมใหญ่แน่

ที่มา ประชาไท


กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) วิเคราะห์สถานการณ์ ชี้รัฐบาลล้มเหลว 1 ปีกว่ายังทำตามข้อเรียกร้องของ พธม. ไม่ได้ หากดื้อแก้ รธน. เจอชุมนุมใหญ่แน่ พร้อมออกแถลงการณ์ “เตรียมพร้อมรับสถานการณ์วิกฤติของประเทศชาติ” ด้าน พธม.โคราชจี้ทางการปลดป้ายทักษิณ


5 ม.ค. 53 - เมื่อเวลา 13.30 น. ที่บ้านพระอาทิตย์ แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นำโดย พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ นายพิภพ ธงไชย นายสมศักดิ์ โกศัยสุข นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรฯ และนายสำราญ รอดเพชร และได้ร่วมกันแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลเตรียมพร้อมรับวิกฤตของประเทศชาติ

นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ หนึ่งในแกนนำพันธมิตรฯ ระบุว่า ระบอบทักษิณได้เดินเกมรุกและขยายความขัดแย้งจากตัวบุคคล จากระดับชาติไปสู่ราชอาณาจักรเรียบร้อยแล้ว ดังจะเห็นได้จากความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชา โดยในปี 53 นี้จะเป็นการดิ้นเฮือกครั้งสุดท้ายของระบบกลุ่มทุนสามานย์ โดยมีองค์ประกอบครบทั้ง 4 ประการ คือ การจัดตั้งกองกำลังในภาคชนบท ดังจะเห็นได้จากการเลือกตั้งซ่อมในพื้นที่จังหวัดภาคอีสาน ซึ่งสามารถคว้าชัยชนะได้ตลอด การประสานสัมพันธ์ฮุนเซนจัดตั้งกองกำลังไร้สัญชาติ จัดตั้งโรงเรียนสอนทั้งการทหารและวิธีคิด และการเข้ามานั่งบัญชาการใกล้แนวชายแดน-ไทย นี่ถือเป็นเปิดประตูโจมตีประเทศไทยในปี 53 นี้

ทั้งนี้หน่วยงานด้านความมั่นคงทั้ง 5 หน่วยงาน ประกอบด้วย สภาความมั่นคงแห่งชาติ กอ.รมน. กรมข่าวทหาร หน่วยข่าวกรองแห่งชาติ และรองนายกฯ ด้านความมั่นคง ถือว่ายังหย่อนยานดังนั้นจะจะต้องเข้มแข็งมากกว่านี้เพื่อรับมือแผนสร้าง ความปั่นหัวของระบอบทักษิณ

นายพิภพ ธงไชย แกนนำพันธมิตรฯ กล่าววิเคราะห์ว่า ระบอบทักษิณจะทุ่มกำลังสุดตัวเพื่อต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เพื่อตนเองจะได้กลับมาทวงคืนอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นการก่อรัฐประหาร ไม่ว่าจะมาจากฝ่ายใดเพื่อล้มเลิกรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ดังนั้น นายกฯ จะแสดงความกล้าหาญอย่าวเดียวไม่ได้ เพราะจะต้องมีการบริหารจัดการรูปแบบใหม่เพื่อต่อกรกับสถาการณ์ที่พัฒนาไปทุก รูปแบบ

นายสำราญ รอดเพชร แกนนำพันธมิตรฯ รุ่น 2 กล่าวเรียกร้องให้ทุกฝ่ายจับตาสถานการณ์ในเดืน ม.ค.-ก.พ. ระบอบทักษิณพร้อมแล้วและจ้องใช้ความรุนแรง หรือก่อให้สงครามกลางเมือง ซึ่งจะนำบ้านเมืองเข้าสู่วิกฤตการเมืองครั้งใหญ่ เป็นไปได้ว่าจะเกิดความแตกแยกไม่ต่างจากประเทศพม่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นผู้นำต้องกล้าหาญ หากจำเป็นก็ให้ยอมเป็นรัฐบาลเสียงน้อย ไม่ต้องหวั่นไหวกับเกมต่อรอง หากพรรคร่วมจะถอนตัวก็จำเป็น
“สุริยะใส” จี้รัฐบาลบริหารประเทศ 1 ปีเศษแล้ว ยังทำตามข้อเรียกร้อง พธม.ไม่ได้
โดยนายสุริยะใส กล่าวว่า ขณะนี้พันธมิตรฯ ได้ให้โอกาสรัฐบาลบริหารประเทศมาเป็นเวลา 1 ปีเศษแล้ว เห็นว่ารัฐบาลชุดดังกล่าวยังไม่สามารถปฎิบัติตามข้อเรียกร้องของพันธมิตรฯ ได้ คือ

1.รัฐบาลไม่สามารถขจัดปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นให้บรรเทาเบาบางได้ ด้วยปัญหาการทุจริตที่เกิดขึ้น ทำให้องค์กรระหว่างได้ระบุว่า ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นในปีที่ผ่านมาแย่ลงกว่าก่อนหน้านี้

2.รัฐบาลล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในการรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน รวมทั้ง ล้มเหลวในปัญหาด้านความมั่นคง

3.รัฐบาลล้มเหลวในการบริหารจัดการด้านการใช้สื่อของรัฐ ไม่สามารถนำความจริงและทำความเข้าใจในการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ และพวก ให้ประชาชนได้รับทราบได้

4.รัฐบาลล้มเหลวในด้านการปฎิรูปการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม

นายสุริยะใส กล่าวต่อว่า พันธมิตรฯ เห็นว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันยังอยู่ในวนเวียนของการเมืองเก่า ซึ่งมองผลประโยชน์ของพรรคร่วมรัฐบาลมากกว่าผลประโยชน์ของประเทศชาติ จึงขอเรียกให้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ มีความกล้าหาญแก้ไขวิกฤตของบ้านเมืองทุกๆ ด้าน เพื่อยุติวิกฤตของชาติบ้านเมืองให้ได้โดยเร็วที่สุด รวมทั้ง ไม่ต้องกลัวคำข่มขู่ทางการเมืองใดๆทั้งสิ้น ถ้ามีการต่อรองจากพรรคร่วมรัฐบาล ขู่ว่าจะถอนตัว ก็ควรให้ถอนไปได้เลย และพันธมิตรฯ ยังคงยืนยันที่จะคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี 50 ใน 3 ประเด็น คือ คัดค้านไม่ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อเปลี่ยนแปลงพระราชอำนาจและโครงสร้างที่เกี่ยวเนื่องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ คัดค้านไม่ให้ฟอกความผิดให้กับนักการเมืองและพวก และคัดค้านไม่ให้แก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ของนักการเมือง

ดังนั้น ขอยืนยันว่าความผิดที่เกิดขึ้น เพราะการกระทำของนักการเมืองไม่ใช่เป็นผลมาจากรัฐธรรมนูญ รวมทั้ง กระแสข่าวการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ผ่านมานั้นล้วนแล้วแต่เป็นการกระทำเพื่อผลประโยชน์ของนักการเมืองทั้งสิ้น
“จำลอง” เตือน ดื้อแก้ รธน. เจอชุมนุมใหญ่แน่
ด้าน พล.ต.จำลอง กล่าวว่า หากมีการยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญเมื่อใด พันธมิตรฯ ทั่วประเทศจะออกมาชุมนุมใหญ่เพื่อคัดค้านทันที เพราะว่าการชุมนุมที่ผ่านมาเป็นการคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 50 ไม่ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะทำโดยพรรคร่วมรัฐบาลหรือพรรคฝ่ายค้าน ก็ไม่เกิดประโยชน์อะไรต่อบ้านเมืองเลย ยิ่งจะทำให้บ้านเมืองเกิดความเสียหายมากขึ้น ต้นเหตุของปัญหาอยู่ที่นักการเมือง ไม่ได้อยู่ที่รัฐธรรมนูญ 50 แต่อย่างใด หรือการอ้างเพื่อนำรัฐธรรมนูญ 40 กลับมาใช้ ก็ไม่ได้แก้ไขให้นักการเมืองไทยมีพฤติกรรมที่ดีขึ้น เพราะการแก้ไขที่เสนอออกมา เพื่อประโยชน์ของนักการเมืองทั้งสิ้น แต่ไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ของประชาชนเลย ดังนั้น การที่จะออกมาชุมนุมใหญ่ของพันธมิตรฯ ก็ขึ้นอยู่สถานการณ์ว่าจะเป็นอย่างไร แต่เราก็พร้อมที่จะออกมาคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างตลอดเวลา

นอกจากนี้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ออกแถลงการณ์ ฉบับที่ 1/2553 เรื่อง เตรียมพร้อมรับสถานการณ์วิกฤติของประเทศชาติ

แถลงการณ์ ฉบับที่ 1/2553 กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
เรื่อง เตรียมพร้อมรับสถานการณ์วิกฤติของประเทศชาติ
ตามที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้เคยยื่นข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลให้ทำงานเพื่อรักษาผลประโยชน์ต่อประเทศชาติตามแถลงการณ์ของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ฉบับที่ 29/2551 ลงวันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2551 นั้น
บัดนี้พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้ให้โอกาสรัฐบาลบริหาราชการแผ่นดินมาเป็นเวลา 1 ปีเศษแล้ว เห็นว่ารัฐบาลชุดดังกล่าวยังไม่สามารถปฏิบัติตามข้อเรียกร้องของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้ดังประเด็นต่อไปนี้
1.รัฐบาลชุดปัจจุบันไม่สามารถขจัดปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นให้บรรเทาเบา บางได้ ไม่ดำเนินการกับกรณีการทุจริตคอร์รัปชั่นในอดีต เช่น การไม่ดำเนินคดีบุกรุกและครอบครองที่ดินกรณีเขากระโดงของการรถไฟแห่งประเทศไทย และที่ดินสาธารณประโยชน์ ในอำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ แล้วยังบริหารราชการแผ่นดินด้วยการทุจริตคอร์รัปชั่นหลายกรณี เช่น การกรณีแจกปลากระป๋องที่เน่าเสียให้กับผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนจากอุทกภัยที่ภาคใต้ การทุจริตงบประมาณและการจัดซื้อจัดจ้างในโครงการชุมชนพอเพียงและโครงการตามมาตรการไทยเข้มแข็ง การอนุมัติมติคณะรัฐมนตรีเรื่องการเช่ารถเมล์เอ็นจีวี 4,000 คันที่ไม่มีความโปร่งใส การขนสินค้าเข้ามาในประเทศเกินน้ำหนักและหลบหนีภาษีของกรรมการการบินไทย การปล่อยให้มีการขึ้นราคาค่าทางด่วยโทลล์เวย์โดยไม่ตรวจสอบความถูกต้องของกฎหมายเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประชาชน แผนการแปรรูปและการจัดซื้อจัดจ้างในการรถไฟแห่งประเทศไทยที่เต็มไปด้วยผลประโยชน์ทับซ้อนและความไม่โปร่งใส การซื้อตำแหน่งการโยกย้ายข้าราชการ ฯลฯด้วยปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นที่เกิดขึ้น ทำให้องค์กรระหว่างประเทศได้ระบุว่าปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นในประเทศในปีที่ผ่านมานั้นแย่ลงกว่าปีก่อนหน้า
2.รัฐบาลล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในการแก้ไขปัญหาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ไม่มีความคืบหน้าใดๆกรณีการสะสางคดีการยิงระเบิด M-79 ใส่ผู้ชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในปี 2551 สำหรับเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในปี 2552 ก็ไม่มีความคืบหน้าแต่ประการใด ทั้งคดีการใช้อาวุธสงครามรุมฆ่านายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ใจกลางพระนคร คดีการยิงระเบิด M-79 จากข้างกระทรวงกลาโหมใส่ผู้ชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ท้องสนามหลวง รวมยังไม่สามารถคลี่คลายปัญหาความรุนแรงในภาคใต้ได้
นอกจากนี้รัฐบาลล้มเหลวในปัญหาด้านความมั่นคง ทั้งการป้องกันเหตุ การบังคับใช้กฎหมายกับผู้ที่ข่มขู่คุกคามประชาชนและองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ โดยที่รัฐบาลไม่สามารถดำเนินการจัดการใดๆได้ เสมือนหนึ่งว่าประเทศไทยไม่ได้มีหลักนิติรัฐแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้ามรัฐบาลกลับเจตนาปล่อยให้ข้าราชการประจำและคนในระบอบทักษิณดำเนินการกลั่นแกล้งใส่ความพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยให้ได้รับความเสียหายมาโดยตลอด
3.รัฐบาลล้มเหลวในการบริหารจัดการด้านการใช้สื่อของรัฐ ไม่สามารถนำความจริงและทำความเข้าใจในการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารของ นักโทษชายทักษิณ ชินวัตร และพวกให้ประชาชนทั่วไปได้รับทราบได้ ทำให้ปัญหาความแตกแยกในสังคมขยายตัวเพิ่มขึ้นจนทำให้สังคมเข้าสู่ภาวะความไม่ปรกติสุขในที่สุด
4.รัฐบาลล้มเหลวในด้านการปฏิรูปการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ไม่สามารถเสียสละผลประโยชน์ทางการเมือง ไม่สามารถปฏิรูประบบราชการ ไม่สามารถปฏิรูปและพัฒนารัฐวิสาหกิจ เพื่อนำไปสู่การเมืองใหม่ตามข้อเรียกร้องของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้
ดังนั้น ข้อเรียกร้องของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยตามแถลงการณ์ฉบับที่ 29/2551 ลงวันที่ 12 ธันวาคม 2551 จึงยังไม่ได้รับการตอบสนองเป็นที่น่าพอใจ สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันยังอยู่ในวนเวียนของการเมืองเก่าซึ่งมองผลประโยชน์ของพรรคร่วมรัฐบาลมากกว่าผลประโยชน์ของประเทศชาติต่อไป
จากสถานการณ์บ้านเมืองที่เกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบัน พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยขอแสดงจุดยืนดังต่อไปนี้
ประการแรก เราขอเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี มีความกล้าหาญในการแก้ไขวิกฤติของบ้านเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น ปัญหาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ปัญหาความมั่นคง ปัญหาการบังคับใช้กฎหมาย ปัญหาความล้มเหลวในการใช้สื่อของรัฐ ตลอดจนไม่มีทิศทางที่จะปฏิรูปการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม เพื่อยุติวิกฤติของชาติบ้านเมืองให้ได้โดยเร็วที่สุด
ประการที่สอง เรายังคงยืนยันอีกครั้งที่จะคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ใน 3 ประเด็น คือคัดค้านมิให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเปลี่ยนแปลงพระราชอำนาจและโครงสร้างที่เกี่ยวเนื่องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ คัดค้านมิให้ฟอกความผิดให้กับนักการเมืองและพวก และคัดค้านมิให้แก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ของนักการเมืองกันเอง
ดังนั้นเราขอยืนยันว่าความผิดที่เกิดขึ้นเพราะการกระทำของนักการเมืองไม่ใช่เป็นผลมาจากรัฐธรรมนูญ ดังนั้นกระแสข่าวการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ผ่านมานั้นล้วนแล้วแต่เป็นการกระทำเพื่อผลประโยชน์ของนักการเมืองทั้งสิ้น ซึ่งถือเป็นความเสียหายของชาติบ้านเมืองโดยที่ประชาชนไม่ได้ประโยชน์อันใด
เราขอยืนยันที่จะดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อเรียกร้องซึ่งยังไม่ได้รับการตอบสนองต่อไป จนกว่าจะประสบความสำเร็จตามความมุ่งหมายของเหล่าวีรชน และประชาชนผู้เข้าร่วมการชุมนุมกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยอย่างถึงที่สุด
ด้วยจิตคารวะ
พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
วันที่ 5 มกราคม 2553
พันธมิตรโคราชจี้ทางการปลดป้ายทักษิณ
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 5 มค. เครือข่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จ.นครราชสีมา หรือ กลุ่มคนเสื้อเหลืองโคราช จำนวนประมาณ 30 คน ได้นัดรวมตัวเพื่อสำแดงพลัง และยื่นหนังสือให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการพิจารณาเร่งด่วน กรณีมีการนำแผ่นป้ายขนาดใหญ่ ที่มีรูปภาพ อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร และข้อความอวยพรปีใหม่ ไปติดตั้งที่บริเวณหน้าอาคารเชิดชัย ซึ่งตั้งอยู่บริเวณสี่แยกวัดหนองบัวรอง ถ.จอมสุรางค์ยาตร์ ตัด กับ ถ.บัวรอง เขตเทศบาลนคร ฯ โดยเครือข่ายพันธมิตร ฯ ต้องการให้ปลดป้ายลงอย่างไม่มีเงื่อนไข

ต่อมานายสุพจน์ พิริยะเกียรติสกุล รองประธานเครือข่ายพันธมิตร ฯ ได้อ่านแถลงการณ์ว่า สืบเนื่องจากกรณีที่มีผู้นำแผ่นป้าย มีภาพของนักโทษชายทักษิณ ชินวัตร และข้อความ อวยพรวันปีใหม่ และขอให้ชาวโคราช เป็นผู้นำนักโทษชายทักษิณ ชินวัตร กลับประเทศไทย พวกขอแสดงจุดยืนดังนี้
1. การกระทำเช่นนี้ เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม เนื่องจากจุดที่มีการติดตั้งแผ่นป้ายของนักโทษชายทักษิณ ฯ เคยเป็นที่ประดิษฐาน พระบรมสาทิสลักษณ์ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แต่ผู้กระทำได้ปลดพระบรมสาทิสลักษณ์ ออก แล้วนำแผ่นป้ายของนักโทษชายทักษิณ ชินวัตร มาติดตั้งแทน ส่อว่า ผู้ดำเนินน่าจะมีเจตนาลบหลู่สถาบันเบื้องสูง เป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และเป็นความผิดตามกฎหมาย จึงขอเรียกร้องให้หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการสืบสวน สอบสวน ว่า เป็นการกระทำของผู้ใด และหากพบว่า เป็นการกระทำผิดก็ขอให้ดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด และผู้เกี่ยวข้องในฐานะผู้ร่วมกระทำผิด เพื่อธำรงไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายต่อไป
2. เป็นการกระทำส่อแสดงว่า ผู้ดำเนินการมีเจตนา เพื่อแสดงต่อสาธารณชน ให้เห็นว่า สถาบันตุลาการ ซึ่งเป็นเสาหลัก สถาบันหนึ่งของชาติ และเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาดว่า นักโทษชายทักษิณ ชินวัตร เป็นผู้กระทำความผิดตามกฎหมาย เท่ากับเป็นการเจตนาทำลายล้างระบอบการปกครองของชาติ และเป็นการต่อต้านขัดขวางบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร ที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน
3. การจะเดินทางกลับประเทศไทย หรือไม่นั้น เป็นสิทธิส่วนตัวของนักโทษชายทักษิณ ชินวัตร ไม่มีใครต่อต้าน ขัดขวางการกลับประเทศได้แต่อย่างใด แต่เหตุที่ไม่กลับ เพราะกล วความผิดที่ได้กระทำเอาไว้ และจะต้องมารับโทษตามกฎหมาย นักโทษชายทักษิณ ชินวัตร และผู้เกี่ยวข้อง มีเจตนาที่จะให้นักโทษชายทักษิณ ชินวัตร กลับประเทศไทย ด้วยอำนาจพิเศษ นอกเหนือจากวิธีการตามบทบัญญัติของกฎหมาย เป็นการส่อเจตนาว่า จะมีการทำลายล้างระบอบการปกครองของประเทศชาติ เหยียบย่ำสถาบันหลักของชาติ และเป็นการเหยียบย่ำความศักดิ์สิทธิ์ของศาลสถิตยุติธรรม อันเป็นการกระทำที่ไม่สมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่ยังคิดอยากจะมามีอำนาจในประเทศอีก นักโทษชายทักษิณ ชินวัตร จะต้องให้การยอมรับในสถาบันหลักของชาติ และยอมรับในความศักดิ์สิทธิ์ของการวินิจฉัย ชี้ขาดคดีของสถาบันตุลาการโดยเคร่งครัด จึงจะสามารถทำหน้าที่เป็นผู้นำของชาติได้ และเป็นผู้ไม่มีคุณสมบัติที่จะเข้ามามีอำนาจได้อีก ไม่สมควรที่จะยอมรับนับถืออีกต่อไป
จากนั้นกลุ่มผู้ชุมนุม ได้เดินเท้าไปที่ทางเข้าอาคารศาลากลางจังหวัด เพื่อยื่นหนังสือกับนายวิทยา กามนต์ ปลัด จ.นครราชสีมา ที่เป็นตัวแทน นายประจักษ์ สุวรรณภักดี ผวจ.นครราชสีมา และที่ สนง.เทศบาลนคร นครราชสีมา เพื่อยื่นหนังสือกับนายรังสรรค์ อินทรชาธร รองนายกเทศบาลนคร นครราชสีมา ที่เป็นตัวแทนนายสุรวุฒิ เชิดชัย นายก ฯ ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับสถานที่ติดตั้งป้าย ฯ ได้รับมอบหมายให้มารับแทน ต่อด้วย ผบก.ภ.จ.นครราชสีมา และ แม่ทัพภาคที่ 2 ค่ายสุรนารี ซึ่งตัวแทนมารับหนังสือเช่นกัน
ต่อมานายรังสรรค์ ฯ รองนายกเทศบาลนคร ฯ กล่าวกับกลุ่มผู้ชุมนุมว่า สถานที่ติดตั้งป้ายนั้นเป็นอาคารเอกชน ทางเทศบาลนคร ฯ ไม่มีอำนาจที่จะไปดำเนินการได้ แต่จะเร่งดำเนินการ นำหนังสือแถลงการณ์ แจ้งต่อนายก ฯ ที่มีอำนาจสูงสุด ให้รับทราบถึงปัญหา และความต้องการของกลุ่มผู้ชุมนุม
ด้าน นายสมชาย ลิขิตวรสิริ หรือชัย กองเมือง อายุ 53 ปี แนวร่วมกลุ่มพันธมิตรโคราชกล่าวว่า เนื่องจากแรกเริ่มเดิมที อาคารแห่งนี้เคยนำป้ายพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ มาติดตั้ง ชาวโคราชที่สัญจร ผ่านไปมา ก็มีความพอใจ แต่เมื่อ 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา ทางเจ้าของอาคาร ที่คนโคราชทราบดีว่า เป็นของตระกูลเชิดชัย ที่มีเจ้เกียว นางสุจินดา เชิดชัย เจ้าแม่รถทัวร์ประเทศไทย ผู้เป็นแม่นายอัสนี เชิดชัย สส.สัดส่วน พรรคเพื่อเพื่อไทย และนายสุรวุฒิ เชิดชัย นายกเทศบาลนคร ฯ ได้สั่งการให้ปลดป้ายพระบรมฉายาลักษณ์ ออกแล้วนำป้ายอวยพรปีใหม่ของ ทักษิณ ชินวัตร ขึ้นแสดงแทน แต่สิ่งที่ทำให้ไม่พอใจอย่างยิ่ง คือ เมื่อก่อนหน้าที่ที่แสดงป้ายพระบรมฉายาลักษณ์ ฯ นั้น ในช่วงกลางคืนไม่มีการฉายแสงไฟส่องสว่างเลย ซึ่งต่างกับป้ายของ ทักษิณ ชินวัตร ที่มีการประดับแสงไฟส่องสว่าง ราวกับเป็นการเทิดทูนอดีตนายก ทักษิณ ฯ มากกว่าในหลวง อยากต้องการให้ประชาชนตระหนักว่าเจ้าของอาคารนั้นเทิดทูนใครมากกว่ากัน มีความสมควรหรือไม่ที่นำรูปนักโทษหนีคดี ทั้งๆ ที่ศาลตัดสินว่าผิดแต่ไม่ยอมมาต่อสู้คดี มาขึ้นป้ายแสดง สิ่งเหล่านี้ชาวโคราชไม่สามารถรับกับพฤติกรรมนี้ได้

ที่มาข่าวเรียบเรียงจาก: เว็บไซต์ไทยรัฐ, เว็บไซต์คมชัดลึก, เว็บไซต์โพสต์ทูเดย์, ASTVผู้จัดการออนไลน์, เว็บไซต์สยามรัฐ

‘ใบตองแห้ง’ ออนไลน์: ถ่านไฟเก่า ‘ฝ่ายก้าวหน้า’

ที่มา ประชาไท

ใบตองแห้ง
4 ม.ค.53
สถานการณ์ปี 2553 จะเป็นอย่างไร? ใครจะไปรู้ ไม่ใช่หมอดูฟันธง (ฮา)
แต่เท่าที่แว่บไปสนทนากับเพื่อนพ้องน้องพี่สายพันธมิตร กับเพื่อนพ้องน้องพี่สายเสื้อแดง เก็บความคิดความเห็นทั้งสองซีก มาประมวลกับสถานการณ์ที่รับรู้ในฐานะคนข่าว
ก็พอจะมองคร่าวๆ ได้ว่า ทักษิณน่ะไปไม่รอดหรอก แต่อำมาตยาก็ไปไม่รอดเช่นกัน เพียงเกี่ยงกันว่าใครจะ “ไป” ก่อน
ข้อสำคัญคือหลังจากนั้นมันจะเละแค่ไหน ประเทศไทย
ขั้วทักษิณเป็นรอง แต่ต้องดิ้นรนเสี่ยงครั้งสุดท้ายภายในรอบปีนี้ ไม่เพียงเพราะคดียึดทรัพย์อย่างเดียว แต่เพราะทอดเวลาไป พลังม็อบเสื้อแดงจะยิ่งถูกปิดล้อม โดดเดี่ยว ให้อ่อนล้าลงเรื่อยๆ แม้ใครบอกว่าอุดมการณ์ประชาธิปไตยของคนเสื้อแดงไม่ตาย แต่ทักษิณ “ตาย” ได้ครับ ความนิยมต่อทักษิณตายได้ ขณะที่ความร้อนแรง อารมณ์ดุเดือดของ “ม็อบ” ก็จะถูกกัดกร่อนไปตามกาลเวลา ถ้าไม่มีอะไรใหม่ๆ มากระตุ้น
พูดอย่างนี้บางคนอาจเถียงว่ามวลชนเสื้อแดงตื่นตัวกว้างขวาง แต่ “มวลชน” กับ “ม็อบ” ต่างกัน ในสถานการณ์ที่ทอดเวลานานไป คุณอาจมีมวลชนมากขึ้น แต่ไม่สามารถสร้างม็อบที่มีพลังคั่งคุโกรธเกรี้ยว กระทั่งพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน ยึดสนามบินหรืออนุสาวรีย์ได้
ทักษิณจึงต้องเสี่ยง โดยผลอาจเป็นตรงข้าม
ขณะที่มองไปอีกขั้ว ฝ่ายอำมาตย์ก็กำลังอยู่ในหัวเลี้ยวหัวต่อของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ที่ไม่ว่าเปลี่ยนอย่างไร ก็น่าวิตกสำหรับพวกเขาทั้งนั้น จึงได้แต่ประวิงเวลา หวังเอาชนะทักษิณให้ได้ในเวลาน้อยนิดที่เหลืออยู่ (หลังจากนั้นอะไรจะเกิดก็ต้องเกิด)
ฉะนั้นฝ่ายอำมาตย์จึงอยากใช้ความรุนแรงเผด็จศึกเช่นกัน ดังที่เห็นแต่งชุดทหารออกมาเดินแผ่รังสีอำมหิต ใช่ว่าทักษิณจะอยากแรงข้างเดียวเสียเมื่อไหร่
แต่ไม่ว่าจะจบอย่างไร ไม่ว่าใครจะไปก่อน มันก็เละอยู่ดี เพราะนี่ใม่ใช่การต่อสู้ระหว่างผู้มีอำนาจ 2 กลุ่ม แต่เป็นความขัดแย้งทางสังคมที่บ่มปัญหามาเนิ่นนาน มวลชนมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง ทั้งสองขั้วอำนาจไม่ว่าใครชนะ ก็ไม่มีคำตอบให้สังคมไทย
เพื่อนพ้องน้องพี่สาย พธม. ที่ผมมีโอกาสได้สนทนา จึงมองข้ามช็อตแล้วบอกว่า ไม่ว่าไพ่จะออกหน้าไหน “ฝ่ายก้าวหน้า” ทั้งในเสื้อเหลืองเสื้อแดง จำเป็นต้องหันกลับมาจับมือกัน นี่ทั้งมองในเชิงอุดมคติและในความเป็นจริง เพราะจะฝากความหวังกับนักการเมืองหรือขุนนางอำมาตย์ไม่ได้ ต้องสร้างการเมืองภาคประชาชนให้เข้มแข็ง โดยต้องมองโลกในแง่ดีว่า เสื้อเหลืองก็มาจากความเกลียดชังคอรัปชั่น เสื้อแดงมาจากเรียกร้องต้องการความเสมอภาค และแก้ไขปัญหาความยากจน
แหม พูดอะไรสวยๆ แบบนี้ ผมเห็นด้วยอยู่แร้ว (ฮา) ใครมั่งไม่อยากเห็น “ฝ่ายก้าวหน้า” ทั้งคนตุลา พฤษภา NGO นักวิชาการ นักเคลื่อนไหว ฯลฯ ที่ทะเลาะกันให้วุ่นแบ่งเป็นฝ่ายเหลืองแดงหรือสองไม่เอา กลับมาจูบปากกัน คุถ่านไฟเก่าสมัยเคยเป็นมิตรร่วมรบ สหายร่วมอุดมการณ์
แต่ก็อดไม่ได้ที่จะแย้งว่า แม้ทุกคนจะมองเห็นและอยากเห็น แต่ในความเป็นจริงแล้วมันยากส์นะ ไม่รู้จะเละตุ้มเป๊ะแค่ไหนกว่าจะกลับมาจับมือกันได้ เพราะปลุกความเกลียดชังกันไปไกลเสียแล้ว แล้วก็ยังเติมเชื้ออยู่ไม่หยุด
เพื่อนพ้องก็บอกว่า โอเค มันอาจจะไม่เป็นจริงวันสองวันนี้หรอก แต่ถ้าเชื่อว่าวันหนึ่งวันหน้า (วันไหนไม่รู้) ที่เรา (อาจ) กลับมา-อย่างน้อยก็เป็น “แนวร่วม” กันได้ อย่างน้อยวันนี้ก็ขอให้หลีกเลี่ยงการเล่นเรื่องส่วนตัว การชี้หน้าด่ากันเป็นส่วนตัว หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย อย่างน้อยก็สำหรับ “ฝ่ายก้าวหน้า” ในเสื้อเหลืองเสื้อแดง ที่ต่อสู้กันด้วยความเห็นต่าง โดยยังคงไว้ซึ่งอุดมการณ์ ไม่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้อง
ส่วนพวกที่มีผลประโยชน์หรือพวกที่ถลำลึกเกินจะถอย ก็ปล่อยเขาไปเฮอะ ประเมินๆ ว่าอาจจะมีซัก 20-30% ของเพื่อนพ้องน้องพี่ ที่อาจจะกลับมาไม่ได้ มองหน้ากันไม่ติด ไม่สามารถเป็นมิตรเป็นแนวร่วมกันได้ จนชาติหน้าตอนบ่ายๆ
ที่พูดกันเรื่องนี้ เพราะเขาได้ข่าวไม่ค่อยดีว่า เพื่อนพ้องน้องพี่ในเสื้อแดง เจ็บแค้นถึงขั้นอาฆาตมาดร้ายพวกเสื้อเหลือง ซึ่งเป็นสิ่งไม่น่าจะเกิดขึ้น ถ้า “พวกเราจะฆ่ากันเอง”
ผมฟังแล้วก็ตกใจว่า เฮ้ย อะไรจะขนาดนั้น มันบ้าไปแล้ว คงเป็นพวกเพี้ยนๆ มั้ง
แต่ก็บอกว่าผมเข้าใจนะ ที่เพื่อนพ้องเสื้อแดงจะโกรธแค้นเสื้อเหลือง เพราะเสื้อเหลืองเป็นฝ่ายทำเขาก่อน นอกจากบิดเบือนหลักการประชาธิปไตยแล้ว ยังให้ร้ายป้ายสีตั้งแต่ “ปฏิญญาฟินแลนด์” ถึง “ขบวนการล้มเจ้า” แม้คนพูดคนเอามาเล่นอาจไม่ใช่ “พวกเรา” แต่คุณไม่ห้ามปราม ไม่ช่วยแก้ต่าง ขยิบหูขยิบตา หรือให้ท้ายด้วยซ้ำ
ฉะนั้นถ้าอยากมองข้ามช็อต แลไปข้างหน้า เป็นจันทา โนนดินแดง ก็อย่าลืมก้มลงดูหัวแม่ทีนด้วยว่า พวกคุณเหยียบหัวแม่ทีนเพื่อนอยู่ แล้วจะกลับมาจูบปากกันได้อย่างไร
กระนั้นในภาพรวม เมื่อเพื่อนพ้องน้องพี่กระสัน อยากเห็นภาคประชาชนหาหนทางหันหน้าเข้าหากัน ร่วมมือกัน สลัดให้พ้นขั้วอำนาจที่ไม่เป็นประชาธิปไตยทั้งสองข้าง ผมก็ดีใจ สนับสนุน สนอง need เต็มที่ ช่วยอะไรได้ก็ยินดี
นั่นคือบทสนทนาที่ชื่นมื่น ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่
แต่...คุยกันหลัดๆ ไม่กี่วัน ก็อ่านเจอข่าวสุริยะใสให้สัมภาษณ์ว่ามีการขนอาวุธเข้ามา “ทักษิณจะจับมือกับนักเคลื่อนไหวฝ่ายซ้ายทำการโค่นล้มระบอบการปกครองแบบปัจจุบัน เพื่อสถาปนาอำนาจการปกครองแบบใหม่ โดยเป็นไปได้ที่จะใช้ทหารทำการปฏิวัติหรือใช้วิธีการที่รุนแรง”
โห พูดไม่ออกเลย ช้อยเก็บฉาก พูดไปทำไมมี นี่ถ้าเพื่อนพ้อง “ฝ่ายซ้าย” ในเสื้อแดงเขาจะอาฆาตมาดร้ายบักใส ผมคงห้ามไหวหรอกนะ
ไม่ใช่ถือเอาคำพูดของเลขาธิการพรรคการเมืองใหม่เป็นเรื่องใหญ่เรื่องสำคัญ คำพูดแบบนี้มีเยอะแล้ว ท่วมทุ่ง ท่วมจอ ถ้าถือสาหาความกับคำพูดของยะใส มัวไปตอบโต้คงไม่ต้องทำมาหากิน
แต่ยกมาเพราะแสดงให้เห็นอีกนั่นแหละว่า เวลาจะเอาชนะกันแล้วเป็นอย่างนี้ทุกที ปากหนึ่งใจหนึ่งก็บอกว่าฝ่ายก้าวหน้าภาคประชาชนต้องไม่ฆ่ากันเอง แต่อีกใจหนึ่งอีกปากหนึ่งก็ “ฆ่า” กันทางอ้อม
ก็เหมือนที่โหนอำมาตย์มา 4 ปี เวลาคุยกันในวงเพื่อน บอกว่าใจจริงไม่เอาอำมาตย์ อุดมการณ์ยังเหมือนเดิม นี่เป็นแค่ยุทธวิธี แต่อ้าว พอเพื่อนออกมาต่อสู้อำมาตย์ คุณก็ทำลายเขา โจมตีเขา
ที่พูดไม่ใช่ไม่เชื่อว่าเพื่อนจริงใจ เพื่อนพ้องคบกันมา 30 กว่าปี ทำไมจะไม่รู้ว่าใจจริง “ไม่เอาอำมาตย์” เพื่อนพันธมิตรพูดกับผมทีไรก็บอกว่าการแอบอิงอำมาตย์เป็นแค่ยุทธวิธีโค่นทักษิณ (แถมยังคุยซะอีกว่าเราลากเขาลงมาให้ถูกวิจารณ์ ไม่ดีหรือ) แต่ปัญหาคือคุณไม่ขีดวงตีกรอบกำหนดท่าที ปล่อยให้ตีขลุมให้ร้ายไปทั่ว แล้วมาบอกว่าอย่าโกรธกันนะ เข้าใจกันนะ ไอ้เพื่อนยาก มันเป็นแค่ยุทธวิธี!
อย่างเช่นคำพูดของยะใส ชัดเจนว่าเป็นการทำร้ายและทำลาย “ฝ่ายซ้าย” ในเสื้อแดง ไม่ใช่แค่ทำลายทักษิณ (ชั่งหัวมันเถอะ) เพราะถ้าคุณบอกว่าทักษิณจะปฏิวัติหรือใช้วิธีการรุนแรง ความเป็นไปได้มากกว่าก็คือทักษิณใช้ทหารที่ตบเท้าเข้าพรรค ใช้บิ๊กจิ๋ว ใช้เสธแดง ฯลฯ ทักษิณนะหรือจะมาใช้ “ฝ่ายซ้าย” ที่ตอนนี้อายุเกินครึ่งร้อยแล้วทั้งนั้น ไม่เคยเดินป่าจับปืนมายี่สิบกว่าปี (ขี้เกียจพูดว่าเสื้อเหลืองน่ะก็ซ้ายเก่าตั้งแต่แกนนำไปจนถึงพวกอยู่หลังฉากอย่าง “ป้าผึ้ง” “ลุงปรีดา”)
เออ แล้วทำไมจะต้องทำลาย “ฝ่ายซ้าย” ในเสื้อแดง ก็เพราะมันเข้าล็อก “ยุทธวิธี” อีกนั่นไง ป้ายสีแดงให้ทักษิณ จ้องล้มสถาบัน มันง่ายดี (มักง่ายดี) เป็นตลกร้ายที่น่าสังเวชว่า “ฝ่ายก้าวหน้า” กลับปลุกผีคอมมิวนิสต์เสียเอง ปลุกอุดมการณ์ราชาชาตินิยมขึ้นมา “ฆ่าพวกทักษิณไม่บาป” แล้ว “ฝ่ายซ้าย” ในเสื้อเหลืองก็ยังหลับหูหลับตาตามกันไปได้
การพูดเรื่อง “เหลืองแดงจับมือกัน” ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะพูดกันมาตั้งแต่หลังสงกรานต์ที่เสื้อแดงพ่ายแพ้ และหลังสนธิถูกยิง แต่หลังจากนั้นก็เป็นเหมือนคำพูดที่ล่องลอยอยู่ในอากาศ ลอยผ่านหน้าผ่านตาโดยไม่มีใครคิดจะเอื้อมมือคว้า ทั้งที่ฝ่ายก้าวหน้าทั้งสองสีรู้ดีว่า เป็นเรื่องที่ต้องเกิดขึ้นทั้งในเชิงอุดมคติและในความเป็นจริง ...แต่ก็บอกว่า ยังไม่ถึงเวลา
ในเชิงท่าที ฝ่ายก้าวหน้าเสื้อเหลืองดูเหมือนจะเป็นฝ่ายยื่นมือก่อน แต่พอถึงจังหวะชุลมุนก็ยื่นดาบ ร่วมรุมกระหน่ำหรือช่วยฝ่ายอำมาตย์ซ้ำเติม เพิ่มความโกรธเกลียดที่มีต่อกันเป็นทุนอยู่แล้ว ตั้งแต่หลังรัฐประหาร การยื่นมือจึงเปล่าประโยชน์
เพราะถ้าจะยื่นมือจริง ฝ่ายก้าวหน้าเสื้อเหลืองในฐานะผู้กระทำ ในฐานะที่บิดเบือนหลักการเพื่อเป้าหมาย จะต้องเป็นฝ่ายจำกัดท่าทีก่อน เป็นฝ่ายที่ต้องถูกเรียกร้องสูงกว่า ต้อง “วิจารณ์วิจารณ์ตนเอง” ละ “เข้มงวดตนเอง ผ่อนปรนผู้อื่น” (ฝันไปเหอะ)
“เหลืองแดงจับมือกัน” กลับมาเป็นมิตร สมานันท์ (ฮา) จึงเป็นอะไรที่พูดไปก็เฝือ เหมือนท่องตำราลัทธิมาร์กซ์ สรรพสิ่งต้องเคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลง ขัดแย้ง พัฒนา ฉะนั้นต่อให้กูเอาตีนราน้ำ ยังไงมันก็ต้องเปลี่ยน (ถูกทุกข้อ-ฮิฮิ)
ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลา ยังไม่ถึงสถานการณ์จำเป็นบังคับ คงต้องเข้าจุดอับก่อนกระมัง เละตุ้มเป๊ะกันก่อนกระมัง เพราะตอนนี้ต่างก็อยากเอาชนะขั้วอำนาจฝ่ายตรงข้ามก่อน โดยไม่คำนึงว่า ระหว่างทำศึกจะต้อง “ฆ่าฟัน” ไพร่พลที่ (เคย) เป็นพวกเดียวกันสักเพียงไร จะเหลือช่องทางเยื่อใยให้วันข้างหน้าหรือไม่
ในทัศนะของผม ก็ยังสนับสนุนและมีความหวังเช่นเดียวกับเพื่อนพ้องที่อยู่ใน พธม. ว่าวันหนึ่งฝ่ายก้าวหน้าเหลืองแดงจะกลับมาร่วมกันสร้างการเมืองภาคประชาชนให้เข้มแข็ง เป็นฟ้าสีทองผ่องอำไพ (รอบที่เท่าไหร่ไม่รู้)
เพียงแต่มองความเป็นจริงแล้วยังห่างไกล เหมือนที่ชอบพูดกันว่าเส้นทางปฏิวัติยังคดเคี้ยวยาวไกล (เลยไปไม่ถึง-ฮา) ไม่ได้ปรากฏเป็นจริงง่ายๆ แบบกลไกอภิปรัชญาเหมือนนิยายน้ำเน่า ซ้ำร้ายระหว่างเส้นทาง โอกาสที่ “พวกเราฆ่ากันเอง” ยังเกิดได้ง่ายกว่า
เมื่อมองไปข้างหน้า เห็นสถานการณ์ที่จะ “แรง” และ “เละ” ก็ไม่ได้หวังว่าฝ่ายก้าวหน้าเสื้อเหลืองเสื้อแดงจะหันมามีเยื่อใยคุถ่านไฟเก่า เอาแค่มองกันด้านบวกยังยากเล้ย อย่าไปคิดถึงจูบปากกัน (อ้วก)
ยิ่งถ้ายืมคำศัพท์คุณซ้ายเสเพล ขาเก่าว่ายทวนน้ำ ที่บอกว่าฝ่ายซ้ายเสื้อเหลืองเสื้อแดงต่างก็หันก้นให้ศักดินาล้าหลังและทุนสามานย์ ถ้าจะเรียกร้องให้จูบปากกันตอนนี้ ...บรื๋อออ
ฉะนั้นก็พูดได้แต่ว่า แก่ๆ กันทั้งนั้นแล้ว รู้อยู่แก่ใจ อะไรก็มองออก ผ่านประสบการณ์ชีวิตประสบการณ์ต่อสู้ทางการเมืองมา 20 ปี 30 ปี 40 ปี ยังไงก็ต้องมองเห็นว่า ขั้วอำนาจเขาแพ้ชนะกันไป ฝ่ายประชาชนยังไงก็ต้องอยู่ร่วมกัน ต้องหาทางออกด้วยกัน ถึงเวลาที่จะด่ากันหรือยุให้ฆ่ากัน ก็น่าจะยั้งคิดสักนิด (แล้วค่อยฆ่ากันต่อ-ฮา)
Que Sera, Sera, Whatever will be will be….
ป.ล.ที่จริงไม่อยากใข้คำว่าฝ่ายก้าวหน้า แต่ใครๆ ใช้กันจนชิน ว่าหมายถึงคนที่เคยเคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อเสรีภาพ ประชาธิปไตย ความเป็นธรรมในสังคม ไม่ว่ารุ่นตุลา รุ่นพฤษภา หรือรุ่นอื่นๆ
ที่ไม่ชอบคำว่าฝ่ายก้าวหน้า เพราะสมัยจะออกจากป่ามีเรื่องตลกล้อ พคท. ว่า เขตงานใหม่แห่งหนึ่งมีผู้ปฏิบัติงาน 3 คน หัวหน้าหน่วยเป็นสมาชิกพรรค อีกคนเป็น ย. อีกคนเป็นสหายทำมะดา มีปัญหาอะไร คนเป็น ส.ก็คิดคนเดียวก่อน แล้วเรียก ย.มาคุย จากนั้นค่อยคุย 3 คน
สหายทำมะดาอดรนทนไม่ไหว ถามว่าทำไมต้องทำยังงี้ เพราะป่าทั้งป่าเห็นหน้ากันแค่ 3 คน หัวหน้าหน่วยก็บอกว่า “สหายเอ๋ย ท่านประธานเหมาสอนเราว่า ที่ไหนๆ ก็มีคน 3 ประเภท คือก้าวหน้า เป็นกลาง และล้าหลัง” (ฮา) วันรุ่งขึ้นลงไปมอบตัวทันที ว่าตูล้าหลังนี่หว่า
คำว่าฝ่ายก้าวหน้าจึงมีความหมายไม่ใคร่จะดี เพราะคู่กับฝ่ายล้าหลัง บางครั้งก็เหมือนดูถูกคนอื่น ประธานเหมาเลยแก้เกมว่า “อ่อนน้อมถ่อมตนทำให้คนก้าวหน้า เย่อหยิ่งทำให้คนล้าหลัง” ซึ่งก็ทำให้หลายๆ คน ทำท่าอ่อนน้อมถ่อมตนจนเกินเหตุ เราเรียกพวกนี้ว่า “ไอ้พวกอยากก้าวหน้า”
ป.ล.2 อนุสนธิจากเรื่องมาบตาพิษ มีคนทักท้วงว่าสุทธิ อัชฌาศัย ไม่ได้เป็นอนุกรรมการสิทธิฯ ผมผิดพลาดจริงๆ เพราะตอนนั้นมีข่าวป้วนเปี้ยนอยู่ นึกว่าเป็น ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ ตรวจสอบใหม่แล้วพบว่าสุทธิไม่ได้เป็น แต่นิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ กับวีระ สมความคิด เป็น ฉะนั้นผมผิดพลาดในรายละเอียดแต่ไม่ผิดในสาระสำคัญ ว่าด้วยการขยายบทบาทของพันธมิตรสายภาคประชาชน
ข้อทักท้วงที่สองมาจากหมอนิรันดร์ ซึ่งชี้แจงผ่านคนกลางมาว่าท่านไม่ได้เป็นพันธมิตร และไม่เห็นด้วยกับพันธมิตรบางอย่าง ด้วยความเคารพ ผมชื่นชมที่คุณหมอคัดค้านรัฐบาลประกาศ พรบ.ความมั่นคงฯ แต่มองยังไงก็ต้องขอบอกว่าคุณหมอเป็น “แนวร่วมพันธมิตร” เพราะมีคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่เห็นด้วยกับพันธมิตรบางอย่าง ไม่ชอบสนธิ ไม่เอาจำลอง ฯลฯ แต่ไม่คัดค้านรัฐประหารไม่คัดค้านการยึดทำเนียบสนามบิน แถมยังปกป้อง วางเฉย หรือทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น คนเหล่านี้ถือเป็น “แนวร่วมพันธมิตร” ซึ่งก็มีตั้งแต่ร่วมใกล้ชิดร่วมห่างๆ ว่ากันเป็นรายๆ
ขอย้ำว่าในเรื่อง “มาบตาพิษ” ผมไม่ได้บอกว่าพันธมิตรสายภาคประชาชน ทำในสิ่งที่ผิดเสียหมด พวกเขาใช้โอกาส ใช้อำนาจต่อรอง เพื่อประโยชน์ประชาชน (เหมือนกรณีบังคับใช้สิทธิยา) เพียงแต่มีคำถาม 2 ข้อคือหนึ่ง ต้นทุนของการได้มา ที่ต้องสนับสนุนรัฐประหารและการสืบทอดอำนาจอำมาตยาธิปไตย สอง ความเหมาะสมของการใช้ “ยาแรง” ที่จะมีแรงต้านต่อการต่อสู้ของภาคประชาชน เกิดภาพลบต่อ NGO ในภาพรวม

มูลนิธิ 111

ที่มา thaifreenews

โดย Porsche

จาก: somboonsaelao

เปิดรับสมัคร การอบรมผู้นำการพัฒนาประชาธิปไตย ของมูลนิธิ 111 ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 20 กุมภาพันธ์

โครงการอบรมผู้นำการพัฒนาประชาธิปไตย รุ่นที่ 4
เปิดรับสมัครแล้ววันนี้ !!

ผู้สนใจเข้าอบรม ขอรายละเอียดและใบสมัครได้ที่ มูลนิธิ ๑๑๑ ไทยรักไทย เลขที่ 444/1 ถนนนครสวรรค์ แขวงสี่แยกมหานาค เขตดุสิต กทม. 10300 โทรศัพท์ 0-2627-0909 ต่อ 5016, 08-1428-9009 ,
08-4763-6206 (วันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 09.00 น. – 15.00 น.) ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
กำหนดยื่นใบสมัคร วันที่ 5 มกราคม 2553 – 3 กุมภาพันธ์ 2553
แจ้งผลการคัดเลือก วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2553
วันเปิดการอบรม วันเสาร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ 2553
(เรียนวันเสาร์ –วันอาทิตย์ที่ 20 - 21 กุมภาพันธ์ 2553 และ วันเสาร์-วันอาทิตย์ที่ 27 - 28 กุมภาพันธ์ 2553 )
(เวลา 09.00 น. - 18.00 น.)
วันปิดการอบรม วันอาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2553
วันเริ่มหลักสูตร วันเสาร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ 2553 สิ้นสุดหลักสูตร วันอาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2553
(เรียนวันเสาร์ –วันอาทิตย์ที่ 20 - 21 กุมภาพันธ์ 2553 และ วันเสาร์-วันอาทิตย์ที่ 27 - 28 กุมภาพันธ์ 2553)
(เวลา 09.00 น. - 18.00 น.)

อาจารย์ไพรพนา ศรีเสน
ผู้อำนวยการหลักสูตร

คณาจารย์ประกอบด้วย
1. อาจารย์พงศ์เทพ เทพกาญจนา
2. อาจารย์วิชิต ปลั่งศรีสกุล
3. อาจารย์พศ อดิเรกสาร
4. อาจารย์ไพรพนา ศรีเสน
5. อาจารย์ปรีชา ธนานันท์
6. อาจารย์นายแพทย์ประสงค์ บูรณ์พงศ์
7. อาจารย์คณิน บุญสุวรรณ
8. อาจารย์นายแพทย์เหวง โตจิราการ
ฯลฯ

โปรดฟังอีกครั้ง สำหรับเสื้อแดง 14 จังหวัดภาคใต้ เรื่อง โรงเรียน นปช.ที่พัทลุง

ที่มา thaifreenews

โดย Porsche

จาก: somboonsaelao

ประกาศ โปรดฟังอีกครั้ง สำหรับเสื้อแดง 14 จังหวัดภาคใต้ เรื่อง โรงเรียน นปช.ที่พัทลุง

ขณะนี้ มีผู้แอบอ้างสวมรอย ว่าเป็นผู้เปิดและประสานงานในการเปิดโรงเรียน นปช. ที่พัทลุง
เพื่อหวังผลประโยชน์ ส่วนตัว จากผู้ที่สนใจ สมัครเข้าโรงเรียน ผู้สนใจอย่าหลงเชื่อบุคคลอื่น โดยเด็ดขาด
ข้อเท็จจริง คณะที่จัดงาน ครั้งนี้ คือ นปช.ส่วนกลาง ร่วมกับ นปช.14 จังหวัดภาคใต้
##### ผู้สนใจ ที่จะสมัคร เข้าโรงเรียน นปช. สอบถามรายละเอียด และสมัคร ได้ที่
สำงาน นปช.กลาง อิมพิเรียล ลาดพร้าว ชั้น 6 โทร. 02-9349598 แฟ็ก 02 – 9349599
และ ที่ อ.วิภูแถลง วัฒนภูมิไชย 081-6192536 อ. จรัญ ดิษฐาอภิชัย 082- 3815111

*** จังหวัดสงขลา แจ้งความจำนงค์ได้ที่
คุณหทัยกาญ มุสิกะพงษ์ (แหม่มระโนด) ประธาน นปช.ทักษิณ สงขลา 084-4500338
จังหวัดภาคใต้อื่นๆ ติดต่อได้ที่ ประธาน นปช. ของแต่ละจังหวัด *****

@@@@ หมายเหตุ ผู้สมัครเข้าโรงเรียน นปช.ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้ง สิ้น ที่พัก ฟรี อาหาร ฟรี ตลอด จนเรียนจบหลักสูตร นปช.แดงทั้งแผ่นดิน @@@@

***ขอเชิญพี่น้องเสื้อแดง ตลอดจน ผู้รักประชาธิปไตยโซนภาคใต้ทุกท่าน รวมพลังร่วมงาน "เสวนาประชาธิปไตย" จัดโดย อดีต ส.ว.บุญญา หลีเหล็ด ที่ร้านน้ำชาข้างปั๊มน้ำมัน ปตท.ถนนสายเอเซีย-จะนะ และมัสยิดบ้านคู งานกิจกรรมมีในวันศุกร์ที่ 8 มกราคม 2553 ตั้งแต่เวลา 14.00 เป็นต้นไป นำทีมปราศัยโดย พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ แกนนำจาก กทม.และจากพรรคเพื่อไทย สนใจติดต่อสอบถาม และแจ้งการเข้าร่วมกิจกรรมได้
ที่ คุณรุ่ง กลุ่มหาดใหญ่ 52 เบอร์โทรศัพท์ 081-9906079 ครูแดง กลุ่มชมรมคนรัก ปชต.สงขลา 52
เบอร์โทรศัพท์ 089-8788636 คุณแน่งน้อย กลุ่มสมิหลาสงขลา 52 เบอร์โทรศัพท์ 087-3906349 หรือ
ทางอีเมล์
phoenix2106@hotmail.co.uk น้องหมูขอรับ***

***ต่อจากนั้นในวันเสาร์ที่ 9 มกราคม เป็นเวทีเสื้อแดงใหญ่ครบชุดครั้งแรกในภาคใต้ครับ วันที่ 9 มกรา นี้
ฟูลอ๊อฟชั่น ครับ(ท่านวิภูแถลงแจ้งมา) เปิด รร.นปช.ที่พัทลุงพร้อมมีการปราศัยใหญ่ ยกเวทีมาจากกรุงเทพกันเลย พบกับ 3 เกลอและทีมงานทำบัตร นปช. ถ่ายทอดสด พีเพิล ตลอดงานด้วยครับ
รายละเอียดเมล์เข้ามาสอบถามได้ครับที่
phoenix2106@hotmail.co.uk
หรือตามเบอร์โทรแกนนำปักษ์ใต้ข้างต้น***




***ข่าวกิจกรรมคนเสื้อแดง นปช. แดงอยุธยา ขอเรียนเชิญพี่น้องเสื้อแดงร่วมงาน
"สวัสดีปีใหม่ อยุธยารวมใจ พิทักษ์ไทยให้มีธรรม" พฤหัสบดีที่ 7 มกราคม 2553 ตั้งแต่เวลา 17.00 น. เป็นต้นไป ที่ สนามหลังไพศาลอะไหล่ยนต์ ถนนสายเอเซีย อยุธยา ฝั่งตรงข้ามเยื้องกับนิคมอุตสาหกรรมไฮเทค อยุธยา มีโต๊ะจีนราคา ท่านละ 100 บาท หรือจะมาร่วมรับฟังแกนนำเสื้อแดง ร่วมกัน มีสถานที่กว้างขวาง ไม่จำกัดก็ได้ครับ สนใจสอบถามได้ที่ นปช.แดงอยุธยา 0843379624, 0858334583, 08168448222, 0897947959, 0877733001, 0860872427, 0812938064, 0840197333, 0847556755 โต๊ะจีน มีแค่ 500 โต๊ะ ถ้าพลาดจองไม่ทัน ก็มาร่วมกัน
ได้นะครับ ส่งข่าวจากคุณศรีราม เจ้าเก่า..เตรียมพร้อม เตรียมรบ เตรียมรุก บุกเมืองหลวง ทวงประชาธิปไตย ***


***วันศุกร์ที่ 8 มกราคม 2553 เสื้อแดง จ.เพชรบุรี เชิญร่วมงานคนเพชรบุรีรักประชาธิปไตย เลี้ยงสังสรรค์ปีใหม่ 2553 ณ สนามกีฬาหน้าเขาวัง อ.เมือง จ.เพชรบุรี โต๊ะจีน 250 โต๊ะๆละ 8 ที่นั่ง ราคา 1,600 บาท พบกับ
อดีตนายกรัฐมนตรี นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ..ดร.วิชิต ปลั่งศรีสกุล ...นายจารุพงษ์ เรืองสุวรรณ ....นายนพดล ปัทมะ.. และ แกนนำ จตุรพร...ณัฐวุฒิ...โด่ง (อรรถชัย)..เมธี...

เวลาดี20.30 น. วีดีโอลิงค์ นายกทักษิณ ชินวัตร และ พร้อมกับ จับรางวัลรับของขวัญจาก ท่านนายกทักษิณ........พิเศษ สำหรับผู้ที่มางานเลี้ยงที่มีความประสงค์จะค้างคืน ที่ หาดปึกเตียนวิลล่า...ทางทีมงานยินดีลดราคาที่พักให้ จากราคาห้องละ 1,500 บาท /คืน.. ลดเหลือ 500 บาท/คืน***

***สนใจร่วมงานเลี้ยง ติดต่อ เจ๊สวย แห่งร้านกาแฟสด บ้านแอ๊ค หน้าจวนผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี โทร..080-1112354 หรือ คุณพรทิพย์ ปักษานนท์ โทร. 081-8575762....แกนนำเสื้อแดงเพชรบุรี...***

***น.พ.พงษ์ศักดิ์ ภูสิทธิ์สกุล แจ้งข่าวมา วันอาทิตย์ 10 มกรานี้ กลุ่มคนเสื้อแดงราชบุรี ขอเชิญพี่น้องทุกท่าน ร่วมงาน " ร่วมบุญปีใหม่ ร่วมใจต่อสู้" นัดพบปะสังสรร ทำบุญเลี้ยงพระเพล และร่วมทอดผ้าป่าบริจาคเข้ากองทุนกลุ่ม ที่วัด ช่องลม ในตลาดอ.เมือง จ.ราชบุรี ตั้งแต่เวลา 09.00น. และในเวลา 1200น. เชิญร่วมรับฟังปาฐกถาธรรม "พุทธศาสนากับสถาณการณ์การเมืองปัจจุบัน" โดย พระมหาโชว์ทัสนีโย รายละเอียด ติดต่อ 0814949984 และ 0843423386

ทักษิณพูดได้เห็นภาพชัด นู๋มาร์คก็แค่ "ปากพูดดี แต่บริหารไม่เป็น

ที่มา thaifreenews

โดย Porsche

จากคุณ : Jampoon

เมื่อ 1 ปีที่แล้ว คือปลายปี 2551 เมื่อมาร์คขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี มาร์คก็แสดงทีท่าบ่งบอกว่า "ไม่เอา" หวยออนไลน์
แต่ 1 ปีที่ผ่านมา มาร์คก็ไม่ทำอะไร ไม่บริหารจัดการ ปล่อยให้กระทรวงการคลังดำเนินการไปเรื่อย ๆ
จนถึงวันนี้ วันที่บอร์ดกองสลากจะเคาะเรื่องหวยออนไลน์


3 ม.ค. 2553 (รายการเชื่อมั่น-ที่ทำลายความเชื่อมั่น) แอ่นแอ๊นนน...

พระเอกลิเกขี่ม้าแกลบชื่อมาร์คก็ออกมาบอกหน้าตาเฉยว่า "ล้มหวยออนไลน์"
(โดยอ้างเรื่องจริยธรรมคุณธรรมตามสไตล์คนดีเลิศประเสริฐศรี อ้างเรื่อง "ไม่ทำให้สิ่งผิดกลายเป็นสิ่งถูก"
ทั้ง ๆ ที่ตัวเองกำลัง "ทำสิ่งที่ถูกให้เป็นสิ่งที่ผิด" อยู่แท้ ๆ
เฮ้อ.. นางเอกมึนพระเอกม้าแกลบจริง ๆ)


อ้าว แล้ว 1 ปีที่ผ่านมาสูญเปล่าไปไหน ?


บริหารแบบไม่บริหาร บริหารด้วยปากแต่ทำงานไม่เป็น ดีแต่ปาก




"พูดได้เพราะแต่บริหารไม่ได้" ทักษิณพูดไว้ถูกต้องจริง ๆ

หรือใครจะเถียง ?



http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P8733884/P8733884.html

ถึงคิวลูกชายกรณ์\"อัพเกรดตั๋วการบินไทย

ที่มา thaifreenews

วันที่ 05 มกราคม พ.ศ. 2553

พท.ตามบี้"กรณ์-ลูก"อัพเกรดตั๋ว



วันที่ 4 ม.ค. ที่พรรคเพื่อไทย น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กทม. ประธานสำนักงานปราบโกง (สปก.4-01) พรรคเพื่อไทย แถลงกรณีการอัพเกรดตั๋วเครื่องบินของนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง และครอบครัว ว่า ตนไม่เคยสงสัยการอัพเกรดตั๋วเครื่องบินของนายกรณ์ ที่ใช้ไมล์สะสม เป็นสิ่งที่ลูกค้าการบินไทยทุกคนทำได้ แต่ในการตรวจสอบเที่ยวบิน 14 เที่ยว มีข้อแตกต่างคือ ใช้บัตรของขวัญอัพเกรดตั๋วเครื่องบิน บัตรของขวัญนี้การบินไทยไม่ได้มอบให้กับลูกค้าบัตรทองทุกคน แต่เลือกมอบให้เป็นการเฉพาะ บัตรของขวัญย่อมมีมูลค่าเกินกว่า 3 พันบาท นายกรณ์และครอบครัวที่ต้องถูกกำกับด้วยกฎหมายป.ป.ช. สามารถรับได้หรือไม่ หรือแม้แต่กระทั่งการอัพเกรดตั๋วเครื่องบินโดยผู้บริหารของการบินไทย ขณะที่นายกรณ์เป็นรมว.คลังที่กำกับดูแลการบินไทยที่เป็นรัฐ วิสาหกิจ จะถือว่าเป็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนและการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือไม่ นายกรณ์ทราบว่าผลประกอบการของการบินไทยอยู่ในภาวะขาดทุน ยังใช้วิธีซื้อตั๋วเครื่องบินราคาถูกแล้วอัพเกรดเป็นที่นั่งชั้นแพงขึ้น เช่น ตั๋วกทม.?ลอนดอน ชั้นประหยัดราคา 4 หมื่นบาท แต่อัพเกรดเป็นชั้นธุรกิจราคา 1.5 แสนบาท ทำให้การบินไทยสูญเสียรายได้ที่พึงได้ ภายในสัปดาห์นี้ตนจะไปยื่นเรื่องให้ป.ป.ช.ตรวจสอบ นอกจากนี้กรรมาธิการพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญาได้เรียกบริษัทการบินไทยมาตรวจสอบข้อมูลในวันที่ 6 ม.ค.

น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวว่า นายกรณ์และครอบครัวอ้างว่าใช้บัตรทองอัพเกรดตั๋วเครื่องบิน ไม่เป็นความจริง เที่ยวบินทีจี 910 ที่บินจากสุวรรณภูมิไปท่าอากาศยานฮีทโธรว์ ลอนดอน ออกเดินทาง 22 พ.ค.52 และเที่ยวบินทีจี 917 จากลอนดอนมาสุวรรณภูมิ ออกเดินทาง 31 พ.ค.52 ของนายไกรสิริ จาติกวณิช ลูกชายนายกรณ์ เอกสารระบุชัดเจนว่านายไกรสิริ เป็นลูกค้าระดับบัตรเงิน ซื้อตั๋วชั้นประหยัดด้วยวิธีพิเศษที่ราคาต่ำกว่าตั๋วชั้นประหยัดทั่วไป และมีการติดต่อผู้บริหารการบินไทยอัพเกรดให้เป็นที่นั่งชั้นธุรกิจ

ถึงคิว''ลูกชายกรณ์'' อัพเกรด''บินไทย''

''พท.โชว์ตั๋วแฉซื้อถูกลง2เท่าขุนคลังงานเข้าไม่เลิก!ส.ส.เพื่อไทยควักตั๋ว"ลูกชาย"อัพเกรดที่นั่งการบินไทยเที่ยวต่างประเทศจริง แฉ!ถูกลง 2 เท่า ยันไม่ใช่ลูกค้าบัตรทองทำสูญรายได้ จี้''กรณ์''ชี้แจงในฐานะกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ

เมื่อวันที่ 4 ม.ค.น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย ในฐานะผู้อำนวยการสำนักงานปราบโกง (สปก 401) แถลงที่พรรคเพื่อไทยกรณีการอัพเกรดตั๋วการเดินทางของนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลังและครอบครัวว่า การนายกรณ์ออกมาปฎิเสธว่าตนและครอบครัวไม่เคยได้รับการอัพเกรดตั๋วจากการบินไทย โดยอ้างว่ามีบัตรทองและสามารถอัดเกรดได้ตามสิทธิ์นั้น ความจริงเราไม่ได้ระบุเลยว่าการอัพเกรดตั๋วเดินทางทั้ง 14 เที่ยว เป็นของนายกรณ์ เพียงคนเดียว แต่จากหลักฐานที่ได้รับมาเป็นบันทึกการเดินทางของนายกรณ์เพียง 2 เที่ยวเท่านั้นซึ่งไม่ได้เป็นการเดินทางไปราชการแต่อย่างใด เป็นการเดินทางกลับจากกรุงลอนดอนประเทศอังกฤษและการเดินทางไปกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

"หลักฐานบันทึกการเดินทางจากกรุงเทพไปกรุงปารีส ในเที่ยวบินที่ TG 930 เมื่อวันที่ 27 พ.ค. 2552 หมายเลขที่นั่ง16 A พบว่าเป็นการเลื่อนชั้นจากชั้นประหยัด แบบราคาพิเศษ ขึ้นเป็นชั้นธุรกิจและมีการบันทึกการความเห็นของเจ้าหน้าที่ในบันทึกการเดินทางว่า AUTH UPGC RT BKKNNTG 251015SH / MAY09 ซึ่งเป็นการยืนยันว่าการเดินทางดังกล่าว มีการอัพเกรดด้วยการอนุมัติโดยผู้มีอำนาจของการบินไทย และบันทึกการเดินทางกลับจากกรุงลอนดอนกับกรุงเทพก็พบว่ามีการอัพเกรดด้วยการอนุมัติจากผู้มีอำนาจในการบินไทยอีกเช่นกันซึ่งประเด็นนี้ขัดแย้งกับคำชี้แจงของนายกรณ์อย่างมากซึ่งไม่ได้เป็นการอัพเกรดโดยสิทธิการ ถือบัตรทองแต่อย่างใด" น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าว

ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า จากการชี้แจงของการบินไทยได้ระบุว่าการอัพเกรดเป็นกรณีพิเศษที่ปรากฏ อยู่บางเที่ยว สามารถปฎิบัติได้ ในกรณีการอัพเกรดให้ผู้นำประเทศ ผู้ที่ทำคุณประโยชน์ให้ประเทศในระดับนานาชาติ ข้าราชการประจำหรือการเมืองระดับสูงสุดที่เดินทางเป็นผู้แทนประเทศในการประชุมระดับประเทศ แต่กรณีของนายกรณ์ เป็นการรับการอัพเกรดตั๋วเป็นกรณีพิเศษหรือไม่ ในข้อเท็จจริงไม่พบว่านายกรณ์จะซื้อตั๋วชั้นไหน ก็เป็นสิทธิ์ แต่ใน 14 เที่ยวนั้นพบการเดินทางโดยส่วนตัว ที่มีพฤติกรรมการซื้อตั๋วราคาถูกแล้วอัพเกรดไปนั่งในชั้นที่ราคาแพงโดยมีผู้มีอำนาจของการบินไทยอัพเกรดตั๋วให้นั้นเหมาะสมหรือไม่ ซึ่งหากเป็นการใช้สิทธิ์ตามไมล์สะสมปกติก็ไม่ติดใจ แต่หากเป็นการอัดเกรดโดยใช้บัตรของขวัญหรือกิฟวอยเชอร์ซึ่งมีมูลค่าราคาเกินกว่า 3,000บาท ให้นายกรณ์และครอบครัวถือเป็นการสมควรหรือไม่ อีกทั้ง นายกรณ์ ยังเป็น รมว.คลัง ที่กำกับดูแลรัฐวิสาหกิจอย่างบริษัทการบินไทยด้วย เป็นการกระทำที่ขัดต่อจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ดังนั้นฝ่ายค้านก็จะเข้ายื่นหลักฐานกับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ปปช.) เพื่อให้พิจารณาว่าการรับทรัพย์สินที่มีราคาเกินกว่า 3,000บาท เข้าข่ายมีความผิดตามกฎหมาย ปปช.หรือไม่

น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวพร้อมโชว์ตัวอย่างตั๋วการเดินทางของนายไกรสิริ จาติกวณิช บุตรชายนายกรณ์ว่า พรรคเพื่อไทยยังพบว่าการที่นายกรณ์ และครอบครัวอ้างว่าใช้บัตรทองในการอัพเกรดตั๋วเครื่องบินนั้นไม่เป็นความจริง เพราะในเที่ยวบินที่ TG910 ที่บินจากสุวรรณภูมิไปยังท่าอากาศยานฮีทโธรล์ กรุงลอนดอน ในวันที่ 22 พ.ค. 2552 และเที่ยวบินที่TG 917 จากลอนดอน มาสุวรรณภูมิ ออกเดินทางวันที่ 31 พ.ค. 2552 ของนายไกรสิริ จติกวณิช บุตรชาย นายกรณ์ ซึ่งในบันทึกของตั๋วการเดินทางระบุชัดเจนว่านายไกรสิริ เป็นลูกค้าระดับบัตรเงิน ซื้อตั๋วชั้นประหยัดด้วยวิธีพิเศษที่ราคาต่ำกว่าตั๋วชั้นประหยัดทั่วไป แต่ได้มีการติดต่อกับผู้บริหารการบินไทยคนหนึ่งเพื่ออัพเกรดให้เป็นที่นั่งชั้นธุรกิจ นี่คือสิ่งที่นายกรณ์จะต้องตอบคำถามและตนจะนำเรื่องนี้ไว้อภิปรายไม่ไว้วางใจด้วย

ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย กล่าวอีกด้วยว่า ในช่วงนี้การบินไทยประสบปัญหาด้านการเงินอยู่แล้ว กระทั่งนายปิยะสวัสดิ์ อมรนันท์ ประธานกรรมการผู้อำนวยการใหญ่บริษัทการบินไทย เคยกล่าวไว้ว่า "หากรักผม รักการบินไทย ก็ขอให้เห็นใจ อย่านำประเด็นเด็กมาฝากทำงาน หรือแม้แต่ขอปรับระดับชั้นที่นั่ง หรืออัพเกรด จากชั้นอีดคโนมี เป็นบีซิเนส หรือจากบิซิเนส เป็นเฟิร์สคลาส เพราะนั่นคือการแทรกแซงอย่างหนึ่งเหมือนกัน" เรื่องนี้ น่าจะเป็นการยืนยันว่านายปิยะสวัสดิ์ เข้าใจพฤติกรรมการใช้สิทธิพิเศษหรือการใช้อำนาจของนักการเมืองในการเข้าแทรกแซงการบินไทยเป็นอย่างดี เพราะเที่ยวบินไปลอนดอน ตกประมาณ 4 หมื่นบาท แต่อัพเกรดเป็นชั้นธุรกิจ ราคา 1.5 แสนบาท ทำให้การบินไทยสูญเสียรายได้ที่พึงได้ เป็นคำถามทางจริยธรรมที่นายกรณ์จะต้องตอบคำถาม โดยตนได้ยื่นเรื่องร้องเรียนและหลักฐานให้คณะกรรมาธิการการพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญา สภาผู้แทนราษฎร จะตรวจสอบเรื่องนี้แล้วโดยตนจะเข้าชี้แจงเรื่องทั้งหมดต่อคณะกรรมาธิการชุดนี้ในวันที่ 6 ม.ค.นี้และเพื่อได้มีการเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องชี้แจงข้อเท็จจริงต่อไปและขอยืนยันว่าเรื่องดังกล่าวไปอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในสภาอย่างแน่นอน

เขายายเที่ยงและปัญหาการจัดการที่ดินในสังคมไทย

ที่มา Thai E-News


โดย ประชา ธรรมดา
6 มกราคม 2553

“คนเสื้อแดง” ประกาศจะระดมประชาชนคนจนผู้ยากไร้ ไม่มีที่ดินเข้ายึดครองที่ดินบริเวณเขายายเที่ยงเพื่อเข้าทำกินในวันที่ 11 มกราคมนี้ โดยมองกันว่าการครอบครองที่ดินบนเขายายเที่ยงของอดีตนายกรัฐมนตรีสุรยุทธ์ มีข้อเคลือบแคลงสงสัยว่าถูกต้องชอบธรรมตามกฎหมายหรือไม่ ? คนจนมีสิทธิ์ที่จักกระทำแบบเดียวกันได้หรือ? หรือว่ากฎหมายไทยมีสองมาตรฐาน?




ความขัดแย้งในการจัดการที่ดินโดยมีการเข้ายึดครองทำกินบนที่ดิน ของประชาชนผู้ยากไร้ได้เกิดขึ้นทั่วประเทศ เช่น ในเขตพื้นที่จ.ลำพูน จ.เชียงใหม่ จ.เชียงราย จังหวัดสุราษฎธานีย์ จังหวัดกระบี่ จังหวัดภูเก็ต ฯลฯ

ทั้งที่เป็นไปเองและกระทำการในนาม”สมัชชาคนจน” และ”เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย” ในอีกด้านหนึ่งย่อมสะท้อนถึงความไม่เป็นธรรมในการจัดการที่ดินในสังคมไทย

ปัญหาที่ดินนั้น ในปัจจุบันถึงขั้นวิกฤตแล้ว เนื่องจากยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศที่ไม่เอื้อให้กับคนส่วนใหญ่โดยเฉพาะเกษตรกร ซึ่งเป็นผลพวงที่สำคัญให้ที่ดินเกิดการกระจุกตัว และพบว่าปัญหาที่ดินซึ่งนับวันทวีความรุนแรงมากขึ้น

เนื่องจากว่าคนเพียง 10 เปอร์เซนต์กลับถือครองที่ดินตั้งแต่ 100 ไร่ขึ้นไป ขณะที่คนกว่า 90 เปอร์เซนต์มีที่ดินเพียง 1ไร่เท่านั้น

รวมทั้งพบว่า ในภาคเกษตรซึ่งมีประชากรอยู่ประมาณ 2 ล้านครอบครัว (10 ล้านคน) มีประชากรประมาณ 800,000 ครอบครัว ไม่มีที่ดินเป็นของตัวเอง และมีเกือบล้านครอบครัว ที่มีที่ดินแต่ไม่เพียงพอ ต้องเช่าที่ดินจากผู้อื่นทำกิน

นอกจากนี้แล้ว จากการใช้ที่ดินไม่เต็มที่ประเทศไทยต้องสูญเสียทางเศรษฐกิจโดยการประเมินขั้นต่ำ 127,384.03 ล้านบาทต่อปี และการเก็งกำไรที่ดินที่ผ่านมาทำให้เศรษฐกิจเสียหายไม่ต่ำกว่า 2 ล้านล้านบาท

รวมทั้งยังพบว่าที่ดินส่วนมากยังมีการใช้ประโยชน์ไม่เต็มที่ประมาณว่าที่ดินร้อยละ 70 เปอร์เซ็นต์ ของประเทศนั้นใช้ประโยชน์ไม่เต็มที่หรือไม่ได้ใช้ประโยชน์เลย

สิ่งเหล่านี้ย่อมชี้ให้เห็นการกระจุกตัวของที่ดินนั้น ได้มีผลเสียหายต่อเศรษฐกิจของประเทศชาติโดยรวม

แม้ว่าประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 6 จะระบุว่า …หากบุคคลนั้นทอดทิ้งไม่ทำประโยชน์ในที่ดิน หรือปล่อยที่ดินให้รกร้างว่างเปล่า เกินกำหนดเวลา ดังต่อไปนี้ (1)สำหรับที่ดินที่มีโฉนด เกินสิบปีติดต่อกัน (2)สำหรับที่ดินที่มีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เกินห้าปีติดต่อกัน ให้ถือว่าเจตนาสละสิทธิในที่ดินเฉพาะส่วนที่ทอดทิ้งไม่ทำประโยชน์ หรือปล่อยให้เป็นที่รกร้างว่างเปล่า เมื่ออธิบดีได้ยื่นคำร้องต่อศาลและศาลได้สั่งเพิกถอนหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน ดังกล่าว ให้ที่ดินนั้นตกเป็นของรัฐเพื่อดำเนินการตามประมวลกฎหมายนี้ต่อไป

แต่ในภาคปฏิบัติไม่เป็นจริงตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย

เมื่อปี พ.ศ.2532 ธนาคารโลกได้สนับสนุนเงินประมาณ 200 ล้านบาทให้มีการเร่งรัดออกโฉนดที่ดิน เป็นผลให้ที่ดินกลายเป็นสินค้า ให้ความสำคัญกับถือครองที่ดินโดยระบบกรรมสิทธิ์ปัจเจกชนนั้น นำมาสู่ความเปราะบางในการสูญเสียที่ดินของเกษตรกร หรือที่ดินหลุดมือได้ง่ายมากขึ้น เนื่องจากผู้ถือครองมีกรรมสิทธิ์เบ็ดเสร็จ ขาดการควบคุมโดยระบบเครือญาติและชุมชนที่ใช้ความเชื่อจารีตประเพณีเป็นการควบคุม ดังนั้นแนวคิดทำที่ดินเป็นสินค้าจึงสุ่มเสี่ยงมากที่จะทำให้ที่ดินกลายเป็นของนายทุน

อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งในการจัดการปัญหาที่ดินในประเทศไทยซึ่งเมื่อมีกระบวนการตรวจสอบการออกเอกสารสิทธิ์และการใช้ประโยชน์ที่ดิน พบว่า มีกระบวนการออกเอกสารสิทธิ์ที่ดินโดยมิชอบ เช่น การออกเอกสารสิทธิ์ในที่สาธารณะประโยชน์ การออกเอกสารสิทธิ์ในที่ป่าชุมชนที่ชาวบ้านดูแลร่วมกัน การออกเอกสารสิทธิ์ในพื้นที่ลาดชันเกิน 35 เปอร์เซ็นต์ การออกเอกสารสิทธิ์ในที่ดินของคนอื่นที่มี ส.ค.1 อยู่แล้ว การปลอมแปลงเอกสารเพื่อออกเอกสารสิทธิ์ในที่ดิน ทีดินรกร้างว่างเปล่ารอเก็งกำไรจากการขาย ที่ดินรกร้างว่างเปล่าติดหนี้ธนาคาร เป็นต้น

ซึ่งมีรูปแบบการฉ้อโกง เช่น กรณี ส.ค.บินมาจากต่างที่ กรณีการกล่าวอ้างการได้สิทธิโดยมีชื่อมาจากคนตาย หรืออ้างชื่อเจ้าของสิทธิว่าตายไปแล้วทั้ง ๆ ที่ยังมีชีวิตอยู่ปัจจุบัน รวมทั้งกรณีการออก สปก.4-01 ให้นายทุนอิทธิพลมิใช่เกษตรกร เป็นต้น

ซึ่งล้วนแล้วเป็นขบวนการโกงที่ดินโดยการร่วมมือกันของกลุ่มนายทุนอิทธิพล เจ้าที่ดิน นักการเมือง ฉ้อฉลกับข้าราชการบางหน่วยบางคนทั้งสิ้นซึ่งประชาชนคนธรรมดาคงมิอาจทำได้แน่นอน

อย่างไรก็ตาม จากที่กล่าวมาข้างต้น ได้ให้บทเรียนสำคัญในการแก้ไขปัญหาที่ดินของสังคมไทยว่า ถ้าตราบใดไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาที่ดิน

หรืออีกด้านหนึ่งการปล่อยให้กรมที่ดินหรือสำนักงานปฏิรูปที่ดิน(สปก.) ผูกขาดอำนาจจัดการที่ดินแต่ฝ่ายเดียว จะนำมาสู่การคอรัปชั่นฉ้อฉลของข้าราชการบางหน่วยส่วนบางคนร่วมกับกลุ่มนายทุนอิทธิพล ซึ่งนำพามาสู่ความล้มเหลวต่อการแก้ไขปัญหาที่ดินในที่สุด และมีข้อเสนอเบื้องต้นคือ

1.ต้องสำรวจและเปิดเผยข้อมูลเพื่อความโปร่งใสว่า ใครถือครองที่ดินเท่าไหร่

2พื้นที่ สปก.60 ล้านไร่อยู่ในความครอบครองของนายทุนเท่าใด เพื่อเป็นข้อมูลและหาแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ดินที่ถูกต้องต่อไป รวมทั้งให้ชุมชนมีส่วนร่วมสำรวจพื้นที่รกร้างว่างเปล่า 30 ล้านไร่อยู่ที่ไหนบ้าง เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐาน ในการแก้ไขปัญหาที่ดิน

3.ต้องคำนึงถึงหลักการมีส่วนร่วมของประชาชนในการปฏิรูปที่ดิน โดยเฉพาะเกษตรกรผู้ไร้ที่ดินหรือมีที่ดินไม่เพียงพอ รวมทั้งต้องนำหลักการจัดการที่ดินโดยการควบคุมของชุมชนหรือเคารพสิทธิชุมชนมากกว่าให้ความสำคัญเพียงระบบกรรมสิทธิ์เอกชนเพียงอย่างเดียว

4. ต้องมีมาตราการภาษีที่ดินที่ก้าวหน้า เพื่อให้เกิดการกระจายการถือครองที่ดิน

5.ต้องมีมาตรการกำจัดการถือครองที่ดิน เพื่อสร้างความเป็นธรรม ความเสมอภาคในสังคมไทย

และสำหรับกรณีเขายายเที่ยงจะเหมือนปัญหาที่ดินอื่นๆในสังคมไทยหรือไม่ ? ไม่นานคงได้ข้อสรุปว่า ที่ดินผืนนั้น ท่านได้แต่ใดมา ได้มาอย่างไร

ถูกต้องชอบธรรมหรือไม่ ?

แด่..นายกฯอ่อนหัด เด็กน้อยผู้บกพร่องทางวิธีคิดอย่างรุนแรง !!

ที่มา Thai E-News


โดย คุณ Nationalism Man
ที่มา เวบบอดร์ด พันทิปราชดำเนิน
6 มกราคม 2553

ผมรู้สึกเวทนาและสมเพชยังไงไม่รู้ หลังจากที่ท่านนายกฯอภิสิทธิ์ ออกมาคัดค้าน "หวยออนไลน์" ด้วยเหตุผลที่ไม่สมกับคนระดับนี้เลยจริงๆ ครับ

ถอดคำนายกฯ "ถ้าคิดว่า การแก้ปัญหาหวยใต้ดินจะทำได้ โดยการให้คนเล่นหวยอย่างถูกกฎหมาย ถามว่าตรรกะนี้ จะใช้กับอีกกี่เรื่อง เราจะใช้ตรรกะเดียวกับปัญหายาเสพติดหรือไม่ว่า ไม่หมดเสียที เพราะฉะนั้น เราจะต้องทำให้ถูกกฎหมาย ปัญหาก็จะแก้ได้ อย่างนั้นหรือเปล่า และแปลว่า ถ้าใครไม่เห็นด้วย สมมติมีคนเสนอจริง ๆ ว่ารัฐบาลขายยาเสพติด แปลว่าคนคัดค้านเห็นแก่คนค้ายาเสพติดในปัจจุบันหรือไม่ ทั้งนี้ ตนคิดว่า ถ้าเราจะใช้ตรรกะกันอย่างนี้ ต้องใช้กันให้เสมอภาคกันกับทุก ๆ เรื่อง"

ผมว่ามันคนละเรื่อง คนละวาระ ท่านนายกฯอภิสิทธิ์ยังจะเอามาคิดแบบเดียวกัน ใช้วิธีคิดแบบเดียวกัน มันไม่ได้

การจะเอายาเสพติดขึ้นมาบนดิน แค่คิดยังผิดแล้วเลย นี่เล่นพูดออกมานี่ ผมคิดว่า ท่านมีความบกพร่องทางความคิดอย่างรุนแรง แบบนี้ท่านเรียกว่าตรรกะหรือครับ

อีกอย่างที่ท่านบกพร่องอย่างมาก คือก่อนหน้านี้ไม่กี่เดือน ท่าน รัฐบาลของท่าน เพิ่งจะพิมพ์สลากกินแบ่งฯ เพิ่มถึง 4 ล้านฉบับ ...4 ล้านฉบับ

ท่านที่ต้องการลดอบายมุข เพิ่มศีลธรรม จรรยา อ้างเด็กและเยาวชน ท่านกลับพิมพ์สลากเพิ่มถึง 4 ล้านฉบับ ... แล้วตามวัตถุประสงค์ของท่านก็คือ ลดราคาสลากฯ แต่วันนี้ ...เหมือนเดิม ตรรกะ หรือ ?! ตลกหรือเปล่า ท่านนายกฯแห่งสยามประเทศ

ท่านเล่นเกมส์อะไรอยู่ครับ ท่านนายกฯเด็กน้อย ท่านอย่าได้อ้างตรรกะ อย่าได้อ้างเด็ก อย่าได้อ้างศีลธรรม คุณธรรม หรืออะไรก็ตามแต่ เพราะมันไม่ใช่ประเด็นเลยครับ แต่มันเป็น "ลิ้น" ล้วนๆ เลยครับ

ตรรกะของผมก็คือ ท่านคิดได้แค่นี้ ท่านก็ไม่สมควรมาทำหน้าที่นี้