WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, January 14, 2010

จับ **คนดีศรีแผ่นดิน**แก้ผ้า....โชว์

ที่มา thaifreenews

เริ่มจากกรมป่าไม้ ได้รับการร้องเรียนจากคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา (ชุดที่มีนายอนันต์ ดาโลดม อดีตส.ว.สุราษฎร์ธานี เป็นประธาน) เมื่อปลายปี 2544 ให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการครอบครองพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาว และเขตป่าสงวนแห่งชาติ ใน จ.จันทบุรี ของนักธุรกิจและนายทุนกลุ่มหนึ่ง โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยนายสุนทร วัชรกุลดิลก อดีตผู้อำนวยการส่วนป้องกันและปราบปราม กรมป่าไม้ อดีตเจ้าหน้าที่ป่าไม้ 7 กรมอุทยานแห่งชาติและสัตว์ป่า (ตำแหน่งในขณะนั้น - ปัจจุบันเป็นผอ.สำนักทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จ.สุราษฎร์ธานี )ได้รับมอบหมายจากกรมป่าไม้ให้เข้าไปสอบสวนข้อเท็จจริง พบว่า มีกลุ่มนักธุรกิจและนายทุนเข้าไปครอบครองที่ดินโดยผิดกฎหมายจริง โดยเป็นลักษณะการครอบครองที่ดินทับซ้อนอยู่ในพื้นที่ที่จัดสร้างสนามกอล์ฟเขาสอยดาว นักธุรกิจและนายทุนกลุ่มนี้

ปรากฏรายชื่อผู้ครอบครองที่ดิน ดังนี้

1.บริษัทสวนจันทบุรี จำกัด นายประยุธ ปุณศรี และนายธีรพงษ์ นานวิลัย ครอบครองพื้นที่ 150-3-01 ไร่ ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาว

2.บริษัทสวนจันทบุรีฯ นายประยุธ ปุณศรี และนายธีรพงษ์ นานวิลัย ครอบครองพื้นที่เขตป่าไม้ 33-2-40 ไร่ 3.นางพิไลจิตร เริงพิทยา และบริษัทสวนจันทบุรีฯครอบครองพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฯ 48-3-25 ไร่ แปลงที่ดินเลขที่ 13 4.นายสมบัติ ลีสวัสดิ์ตระกูล และบริษัทสวนจันทบุรีฯ ครอบครองพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฯ 49-3-93 ไร่ แปลงที่ดินเลขที่ 14

5.นายนภดล รมยะรูป และบริษัทสวนจันทบุรีฯ ครอบครองที่ดินเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฯ 6-1-71 ไร่ เขตป่าไม้ 43-2-24 ไร่ แปลงที่ดินเลขที่ 15 6.นายชาลี โสภณพนิช ประธานบริษัท ซีตี้ เรียลตี้ จำกัด และบริษัทสวนจันทบุรีฯ ครอบครองพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฯ 49-3-88 ไร่ แปลงที่ดินเลขที่ 16 7.นายจินดา ศรอำพน และบริษัทสวนจันทบุรีฯ ครอบครองที่ดินเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฯ 33-3-77 ไร่ เขตป่าไม้ 16-0-12 ไร่ แปลงที่ดินเลขที่ 17

8.นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงเทพ และบริษัทสวนจันทบุรีฯ ครอบครองที่ดินเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฯ 49-3-47 ไร่ แปลงที่ดินเลขที่ 18 รวมพื้นที่ทั้งหมด 482-3-78 ไร่

จากการตรวจสอบพบว่า มีบางส่วนของสนามกอล์ฟ ขณะนั้นเป็นของ สวนจันทบุรีของครอบครัวโสภณพนิช ขณะนั้นมีการถือครองพื้นที่ส่วนหนึ่งในเขตป่าสงวนแห่งชาติเขาสอยดาว และไม่มีเอกสารสิทธิ จำนวน 400 ไร่ และไม่มีใบเหยียบย่ำด้วย โดยผู้ครอบครองที่ดิน อ้างว่าซื้อต่อมาจากชาวบ้าน

ทั้งนี้สนามกอล์ฟมีพื้นที่ทั้งหมด 4,012 ไร่ 2 งาน 27 ตารางวา ตั้งอยู่ หมู่ 2 ต.ทับไทร อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี ติดถนนสายจันทบุรี-สระแก้ว ส่วนที่ไม่มีเอกสารสิทธินี้คือ เป็นพื้นที่ทับซ้อนกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาว จำนวน 389 ไร่ 3 งาน 02 ตารางวา และทับซ้อนเขตพื้นที่ป่าไม้ถาวร 93 ไร่ 76 ตารางวา รวมพื้นที่ ที่การครอบครองโดยผิดกฎหมายทั้งสิ้น 482 ไร่ 3 งาน 78 ตารางวา จึงดำเนินคดีในส่วนนี้ และแจ้งความต่อกองบัญชาการสอบสวนกลาง

นายสุนทร วัชรกุลดิลก ได้นำเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาของกรมอุทยานแห่งชาติ และได้แจ้งความเมื่อประมาณเดือนสิงหาคม 2546 การแจ้งความครั้งนั้น คณะกรรมการของกรมอุทยานฯมีมติให้นายสุนทร ไปแจ้งความ

เบื้องต้นกรมป่าไม้ได้ส่งเรื่องไปยังกองบัญชาการสอบสวนกลาง ให้พิจารณาดำเนินคดีกับกลุ่มนักธุรกิจและนายทุนกลุ่มนี้ แต่เนื่องจากคดีนี้มีกลุ่มข้าราชการเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงส่งเรื่องให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พิจารณาเพื่อชี้มูลความผิดตามขั้นตอนก่อน ซึ่งในช่วงปลายปี 2548 ป.ป.ช.ได้ส่งสำนวนการและผลการวินิจฉัยคดีความการครอบครองที่ดินป่าเขาสอยดาว ของกลุ่มนักธุรกิจและนายทุน ตามข้อกล่าวหาของกรมป่าไม้ ทั้งนี้ ป.ป.ช.วินิจฉัยว่าการครอบครองที่ดินของนักธุรกิจและนายทุนกล่มนี้มีมูลความผิดจริง

นายสุนทร วัชรกุลดิลก ผู้ทำคดีบุกรุกที่ดินเขาสอยดาว ได้นำเอกสาร 14 แฟ้ม รวมกว่า 2,000 หน้ากระดาษ มอบให้เจ้าพนักงานสอบสวนนำไปใช้ขยายผลการสอบสวนคดีนี้ ทั้งยังเชื่อมั่นว่ากลุ่มนักธุรกิจและนายทุนกลุ่มนี้จะต้องถูกดำเนินคดีแน่นอน เนื่องจากมีหลักฐานสำคัญที่จะอธิบายข้อเท็จจริงการได้มาซึ่งการครอบครองที่ดินที่ไม่ถูกกฎหมายอย่างชัดเจน

จนปัจจุบันคดีก็อยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวนของอัยการจังหวัดจันทบุรี เรื่องนี้ ยังไม่ได้รับคำตอบจากอัยการ บอกยังสอบสวนไม่เสร็จ เรื่องก็ยังไม่ได้คืบหน้าเลย โดยยังค้างอยู่ในชั้นของอัยการจังหวัด ทั้งที่ส่งฟ้องไปตั้งแต่ปี 2546 ผ่านมาประมาณ 6 ปีแล้ว สำนวนยังดองคาอยู่ที่อัยการจังหวัด

จากการสอบสวนเชิงลึก พบว่าการเข้าไปครอบครองที่ดินของกลุ่มนักธุรกิจและนายทุนกลุ่มนี้ ไม่ใช่ได้มาจากการกว้านซื้อที่ดินจากชาวบ้าน ตามที่ผู้ถูกกล่าวหาออกมาแก้ต่างแต่อย่างใด แต่เป็นลักษณะการเข้าไปครอบครองเฉยๆ และเตรียมที่จะทำการเดินเรื่องเพื่อขอให้หน่วยงานที่ดินในระดับพื้นที่ ออกเอกสารรับรองให้ดูเหมือนว่าการได้มาซึ่งที่ดินครั้งนี้ถูกกฎหมาย แต่ไม่สำเร็จเนื่องจากทางกรมป่าไม้มีหนังสือเข้าไประงับการออกเอกสารสิทธิเสียก่อน

>เรื่องนี้มีหลักฐานชัดเจนเพราะจากการนำแผนที่แนบท้ายทั้งในประกาศคณะปฎิวัติ ฉบับที่ 200 ประกาศเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาว ลงวันที่ 26 สิงหาคม 2515 และกฎกระทรวงฉบับที่ 97 (พ.ศ.2508) ประกาศเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าเขาสอยดาว มาเปรียบเทียบก็พบว่า ที่ดินกว่า 300 ไร่ที่นักธุรกิจและนายทุนกลุ่มนี้เข้าไปครอบครองอยู่ เป็นพื้นที่อยู่ภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาว และเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าเขาสอยดาว ซึ่งเป็นพื้นที่ว่างเปล่าไม่เคยมีการออกเอกสารสิทธิหรือโฉนดรับรองแต่อย่างใด และ ที่ดินอีกเกือบ 100 ไร่ ก็เป็นเขตพื้นที่ป่าไม้ถาวร ที่ไม่สามารถออกแอกสารสิทธิใดๆหรือโฉนดให้ได้ ถ้าจะบอกว่าได้มาถูกกฎหมายก็คงต้องตั้งคำถามกลับไปว่า ได้มาได้อย่างไร ใช้วิธีการอะไร และใครเป็นผู้ดำเนินการอยู่เบื้องหลัง

นอกจาก การครอบครองที่ดินโดยผิดกฎหมายกว่า 400 ไร่ดังกล่าวแล้ว ยังมีอีกส่วนหนึ่งที่ออกเอกสารสิทธิโดยมิชอบ ซึ่งมีประมาณ 2 แปลง อยู่ระหว่างสอบสวนของคณะกรรมการที่ดินจังหวัดจันทบุรี ตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน โดย 2 แปลงนี้ออกเป็นโฉนด เพราะมีการรวบรวม นส.3 ที่ซื้อมา มารวมกันเป็นแปลงเดียว ทั้งหมดมี 5 แปลง แต่ 2 แปลงนี้ผิดปกติ โดย 2 แปลงนี้มีประมาณพันไร่ คิดเป็น 1 ใน 4 ของสนามกอล์ฟ โดย 2 แปลงอยู่ระหว่างการสอบสวนอยู่ เป็นเรื่องของทางจังหวัดกำลังสอบสวนว่า ที่ดินทั้ง 2 แปลงนี้ได้มาชอบหรือไม่ เรื่องยังไม่จบ มีที่ดินจังหวัดเป็นผู้ดำเนินการ เป็นซีกของกระทรวงมหาดไทยรับผิดชอบ

แต่ที่แน่ๆๆ การบุกรุกที่ดินเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาว และป่าสงวนแห่งชาติป่าเขาสอยดาว เพื่อนำพื้นที่ไปดำเนินการเป็นพื้นที่ที่จัดสร้างสนามกอล์ฟเขาสอยดาว และไม่สามารถนำผู้กระทำความผิดบุกรุก และออกเอกสารสิทธิ์โดยมิชอบนั้น มี มหาอำมาตย์ใหญ่แห่งบ้านหลายเสา ที่ปรึกษาธนาคารกรุงเทพฯ มาเป็นประธานเปิดสนามกอล์ฟแห่งนี้ด้วยตนเอง

ถึงว่า คดีนี้จึงถูกดองยาวอยู่ที่ อัยการนานกว่า 6 ปี โดยไม่คืบหน้าไปไหนอีกเลย เหมือนการกระทำครั้งนี้ไม่มีความผิดเกิดขึ้น ทั้งที่การบุกรุก และออกเอกสารสิทธิ์โดยมิชอบ ทับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเและเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าของกลุ่มนายทุนมีเส้นกลุ่มนี้ มีผลสอบออกมาว่ามีความผิดชัดเจน.ในชั้นสอบสวนของกรมป่าไม้ และเจ้าหน้าที่ตำรวจ

-------------------------------------------------------------------------

มาร่วมด้วยช่วยกันจับ **คนดีศรีแผ่นดิน**แก้ผ้า....โชว์ให้ปชช.คนไทย

ทั้งประเทศดูกันดีกว่าค่ะ และไม่ต้องกังวลว่า**คนดีศรีแผ่นดิน*พวกนี้จะ

อับอายนะคะ เพราะหนังหน้าของ คนดีพวกนี้ ไม่มียาง ค่ะ ไม่มีเลย

จากห้องราชดำเนินพันทิป โพสดโดย sagulajo

www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P8765531/P8765531.html

จากเขายายเที่ยง ถึงการสังหารคนจนในที่สปก.สุราษฎร์ฯ

ที่มา Thai E-News


โดย ประชา ธรรมดา
14 มกราคม 2553

ไม่มีประวัติศาสตร์การต่อสู้เพื่อการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและความยุติธรรมครั้งไหนจะยิ่งใหญ่ มีมวลชนไพศาลเข้าร่วม และเป็นประเด็นทางสังคมไทยที่สำคัญ เท่ากับการนำการต่อสู้ของคนเสื้อแดง

การต่อสู้ของ”คนเสื้อแดง”ได้เปิดโปงให้สังคมไทยได้รับรู้ถึงความไม่ชอบมาพากลต่อการยึดครองพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติของอดีตนายกรัฐมนตรีสุรยุทธ์ องคมนตรี และชี้ให้เห็นถึงความอยุติธรรม ในการใช้กฎหมายแบบสองมาตรฐาน

แต่ในทางกลับกัน เมื่อคนจนผู้ยากไร้ใช้ทั้งๆที่อยู่มาก่อนการประกาศพื้นที่ป่าของกรมป่าไม้ หรือแม้แต่ใช้แรงงานเข้าบุกเบิกทำกินเพื่อมีชีวิตอยู่รอดภายหลังก็ตาม กลับถูกกฎหมายที่หมายกด และไม่สอดคล้องกับสภาพความจริง จับกุมคุมขังผู้ยากไร้ในแผ่นดิน

ขณะที่เหล่าอำมาตย์ กลุ่มอภิสิทธิชนอิทธิพลนายทุนกลับลอยนวลไม่มีการจัดการตามกฎหมายแต่อย่างใด กลไกรัฐกระบวนการยุติธรรมทั้งอัยการ ตำรวจ ศาล เจ้าหน้าที่ป่าไม้ (รวมทั้งองค์กรสิทธิ์มนุษยชนที่ทำหน้าที่รับใช้เนื้อเดียวกับรัฐอำมาตย์) กลับทำหน้าที่รับใช้ระบอบอำมาตยาธิปไตย

และคงต้องติดตามกรณี เขาสอยดาว จ.จันทบุรี ตอนต่อไป เมื่อคนเสื้อแดงจะมีการเคลื่อนไหวใหญ่อีกครั้งหนึ่งเพื่อเปิดโปงอำมาตย์ใหญ่

อย่างใดก็ตามท่ามกลางการเคลื่อนไหวกรณีเขายายเที่ยงของคนเสื้อแดง ณ ดินแดนด้ามขวานทอง ตอนหัวค่ำของวันที่11 มกราคม 2553 มือปืนไม่ต่ำกว่า 2 คน ได้กราดกระสุนจากปากกระบอกปืน M 16 ใส่นายสมพร พัฒนภูมิ อายุ 53 ปี สิ้นใจคาที่พักพิง



นายสมพร พัฒนภูมิ เดิมคนบ้านตำบลชะเมา อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่เดินทางดิ้นรนมาเป็นช่างทาสีในอู่รถ เป็นแรงงานรับจ้างหากินเป็นวันๆเพื่อยังชีพ อยู่แถวบ้านซ้อง อำเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎรธานี

เมื่อปี พ.ศ. 2546 ได้มีการเคลื่อนไหวเรียกร้องให้มีการจัดสรรที่ดินทำกินให้กับผู้ต้องการทำการผลิตเพื่อเกษตรกรรม นายสมพร ก็เป็นหนึ่งในหลายพันคนของผู้ไร้ที่ดิน มีความปรารถนา ต้องการมีที่ดินในการทำการผลิตทำมาหากิน จึงได้เข้าร่วมเคลื่อนไหวในครั้งนั้นด้วย

การเคลื่อนไหวได้มีการเปิดโปงถึงการนำสปก4-01 นับ 1,000 กว่าไร่ให้กับบริษัทจิวกังจุ้ย จำกัด ต.ไทรทอง อ.ชัยบุรี จ.สุราษฎร์ธานี อย่างผิดกฎหมาย

เพราะเป็นนายทุน มิใช่เกษตรกร จนกระทั่งทำให้สำนักงานปฏิรูปที่ดินต้องจำยอมดำเนินการฟ้องร้องบริษัทจิวกังจุ้ย จำกัด ทั้งแพ่งและอาญา ในที่สุดศาลตัดสินให้บริษัทแพ้คดี ปัจจุบันอยู่ระหว่างบริษัทยื่นอุทธรณ์ ท่ามกลางกระแสข่าวว่าทางตำรวจวางแผนจะดำเนินการสลายการยึดครองที่ดินของชุมชนเกษตรกรปักษ์ใต้

ที่ดินผืนนี้ที่นายสมพรและคนจนยากไร้ที่ดินภาคใต้ ได้เคยเสนอให้รัฐดำเนินการนำที่ดินมาให้คนจนผู้ไร้ที่ดินทำกิน แต่รัฐบาลไม่จริงจังในการดำเนินการแก้ไขปัญหา พวกเขาจึงต้องยึดครองที่ดินด้วยสองมืออันว่างเปล่า เพราะ “ที่ดินต้องเป็นของผู้ถือคันไถ”

นายสมพร ได้เข้าทำกินในพื้นที่เพียง 1 ไร่ ใช้แรงงานปลูกผัก ทำบ่อปลา ณ ชุมชนครองไทรพัฒนา และชุมชนยกย่องให้เป็นเกษตรกรตัวอย่างที่มีความมุ่งมั่นลงแรงพลิกผืนดินให้เป็นแหล่งอาหารเลี้ยงชีวิต

ที่ดินผืนนี้ เป็นของบริษัทไม่ธรรมดา ใกล้ชิดกับนักการเมืองใหญ่ ที่มีบทบาทหลักในรัฐบาลอำมาตอภิสิทธิ์ หรือไม่ ? ต้องตรวจสอบกัน

บริษัทไม่ธรรมดานี้ เป็นกระเป๋าหนักในการสนับสนุนพรรคเก่าแก่อนุรักษ์นิยมภาคใต้หรือไม่? ต้องตรวจสอบกัน

แต่ที่แน่นอน ที่ดินผืนนี้ ได้เปิดโปงให้เห็นการทุจริต ที่ดินสปก กลับเป็นของนายทุนเข้าครอบครอง เหมือนเช่นกรณีสปก4-01 จังหวัดภูเก็ต แต่รัฐไม่จัดการตามกฎหมาย

ใช่หรือไม่ ? สำนักงานปฏิรูปที่ดิน กรมที่ดิน วิธีคิดวิธีการทำงานไม่ต่างกับกรมป่าไม้ ล้วนรวมศูนย์อำนาจ ผูกขาดอำนาจ ใช้ระบบระเบียบแบบสั่งการจากเบื้องบน ไม่ฟังเสียงประชาชน

ความตายของนายสมพร ได้ตอกย้ำให้สังคมไทยเห็นถึงความสองมาตรฐานของระบบราชการซึ่งเป็นกลไกหลักสำคัญของอำมายตยาธิปไตย เป็นส่วนหนึ่งทั้งวิธีคิดและการปฏิบัติ

ถึงเวลายกเครื่องกลไลรัฐ กรมที่ดิน กรมป่าไม้ สปก. และอื่นๆ สร้างกลไกประชาธิปไตย ตรวจสอบถ่วงดุล โปร่งใส กระจายอำนาจ ทั้งวิธีคิด จิตสำนึก เพื่อจัดการป่าไม้-ที่ดิน ให้เกิดความยุติธรรม เสมอภาคเท่าเทียมกัน

พร้อมๆกับการต่อสู้ในการโค่นล้มระบอบอำตยาธิปไตย และอย่าได้คาดหวังรัฐบาลเผด็จการอำตยาธิปไตยกันเลยว่าพวกเขาจะดำเนินการแก้ไขปัญหานี้ นอกจากตั้งคณะกรรมการเพื่อซื้อเวลา และปล่อยให้คนจนไร้ที่ดินต้องล้มตายจากการต่อสู้เพื่อความยุติธรรม

เพราะพวกเขาเป็นอำมาตย์ ย่อมมีความคิดวิธีการแบบอำมาตย์ เพื่อทุนหากินแบบอำมาตย์เท่านั้นเอง

Wednesday, January 13, 2010

วันพุธที่ 13 มกราคม พ.ศ.2553

"เสื้อแดง"กำหนดปฏิทินทำสงครามกับอำมาตย์ บุกเขาสอยดาวบี้"ป๋า"ครองสนามกอล์ฟจี้"สุรยุทธ์"พ้นองคมนตรี

"ณัฐวุฒิ"ปัด"แม้ว"เร่ง"แดง"ปิดเกมก่อนตัดสินคดี"ยึดทรัพย์"

พท.เปิดทางแดงเคลื่อนไหวนำร่องก่อนซ้ำซักฟอกมาร์คล้มหวยเรียกคนชุมนุมเพิ่ม

อริสมันต์ล็อกคอจนท.สำนักข่าวกรองฯดอดสะกดรอย

ปัดลาออก สุรยุทธ์ไม่คืนที่ยายเที่ยง

สั่งพักราชการ เสธ.แดง ประวิตรลงนาม

กมธ.สภาฯเล็งฟัน อัยการสีคิ้ว พ่วงอธิบดีป่าไม้

เมื่อประชาชน...พิพากษา

ตรรกะแกล้งโง่ (หรือว่าโง่จริง ๆ) ของนายอภิสิทธิ์!

ที่มา ประชาไท

ชื่อบทความเดิม: ตรรกะ (แกล้งโง่) หรือว่า (โง่จริงๆ) ของนายอภิสิทธิ์ !!!
บทวิจารณ์นี้ ขอกล่าวถึงเฉพาะเรื่อง ตรรกะของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในกรณีคำกล่าวว่า การกระทำสิ่งที่ผิดกฎหมายให้เป็นสิ่งที่ถูกกฎหมาย - ส่วนเรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องหวยออนไลน์นี้ ซึ่งจริง ๆ แล้วมีความสำคัญมากกว่า ตรรกะของนายอภิสิทธิ์ เช่น การกล่าวอ้างเรื่องคุณธรรม ศีลธรรม เพื่อสร้างภาพ, บริบทของผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับหวยสลากกินแบ่ง และหวยออนไลน์ - - เอาไว้ให้ครบกำหนด 30 วัน ที่นายอภิสิทธิ์ ขอเวลาสรุปเรื่องนี้ค่อยมาว่ากันใหม่อีกครั้ง.

...

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า :

“...ผมไม่นิยมการแก้ปัญหาในลักษณะการกระทำสิ่งที่ผิดกฎหมายให้เป็นสิ่งที่ถูกกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากการกระทำในวิธีดังกล่าวแล้วนำไปสู่การเพิ่มความรุนแรงของปัญหา กรณีนี้คืออบายมุขให้มากยิ่งขึ้น"

“...ถามว่าตรรกะนี้จะใช้อีกกี่เรื่อง เราจะใช้ตรรกะเดียวกับปัญหายาเสพติดหรือไม่ ว่ามันไม่หมดเสียที ฉะนั้นต้องทำให้ถูกกฎหมาย ปัญหาจะได้แก้ได้ อย่างนั้นหรือเปล่า และแปลว่าถ้าใครไม่เห็นด้วย สมมุติมีคนเสนอให้รัฐบาลขายยาเสพติด แปลว่า คนคัดค้านเห็นแก่คนค้ายาเสพติดในปัจจุบันหรือไม่ ผมคิดว่าถ้าเราจะใช้ตรรกะแบบนี้ ผมคิดว่าต้องใช้ให้เสมอภาคกับทุกๆ เรื่อง…”

ตรรกะข้างต้น ที่นายอภิสิทธิ์พยายามอธิบาย ‘ถูก หรือผิด’ – ‘สบสน และมั่ว’ อย่างไร?
(...พูดด้วยความโง่จริง ๆ หรือว่าแกล้งโง่ – ลองมาวิเคราะห์กัน)

เพราะ ‘หวยออนไลน์’ เกิดขึ้นมา เพื่อมาแก้ปัญหาหวยใต้ดิน ซึ่งสร้างผลประโยชน์ให้กับ ‘ผู้เกี่ยวข้อง’ ทั้งกลุ่มมาเฟีย, ธุรกิจแอบแฝง, บุคคลในเครื่องแบบ กระทั่งนักการเมือง สร้างผลกำไรมูลค่าหลายหมื่นล้านบาทต่อปี.

แต่เมื่อไม่มีวิธีการอื่นใด และเมื่อ ‘หวยออนไลน์’ เป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ในการแก้ปัญหาหวยใต้ดิน – การออกหวยออนไลน์โดยรัฐ อย่างถูกต้องตามกฎหมาย จึงได้เริ่มต้นขึ้น.

- - แต่ถ้าว่าตามตรรกะ (พูดเอง – เออเอง) ของนายอภิสิทธิ์ - -

‘ยาบ้า’ เป็น ‘สิ่ง’ ผิดกฎหมาย – ทุกคนรู้ ดังนั้นต้องแก้ปัญหายาบ้า

นายอภิสิทธิ์ถามว่า “...เราจะใช้ตรรกะเดียวกับ(ตรรกะเดียวกับเรื่องหวยออนไลน์)ปัญหายาเสพติดหรือไม่?”
>> ตอบว่าไม่ได้ !!! (แต่นายอภิสิทธิ์ยังพยายามเสนอตรรกะ (มั่ว) ต่อไป)
“...ฉะนั้นต้องทำให้ (ยาบ้า) ถูกกฎหมาย ปัญหาจะได้แก้ได้ อย่างนั้นหรือเปล่า และแปลว่า ถ้าใครไม่เห็นด้วย…
สมมุติมีคนเสนอให้รัฐบาลขายยาเสพติด แปลว่าคนคัดค้านเห็นแก่คนค้ายาเสพติดในปัจจุบันหรือไม่…”
>> นายอภิสิทธิ์กำลังสับสน และกล่าวตบท้ายอีกว่า
“...ผมคิดว่าถ้าเราจะใช้ตรรกะแบบนี้ (แบบพูดเอง – เออเอง) ผมคิดว่าต้องใช้ให้เสมอภาคกับทุกๆ เรื่อง
>> สงสัยว่าวันหยุดปีใหม่ คงตากแดดมากไปหน่อย !!!

เพราะรัฐมีวิธีการแก้ปัญหายาบ้า ด้วยหลากหลายวิธี – ในหลายมิติ
จึงไม่มีความจำเป็นอะไรที่รัฐจะต้องไปออก
‘ยาบ้าออนไลน์’ (ยาบ้าถูกกฎหมาย) เพื่อมาแก้ปัญหา‘ยาบ้าใต้ดิน’ ที่เป็นยาบ้าผิดกฎหมาย ?
(ตามตรรกะที่นายอภิสิทธิ์ ยกมาอ้าง)

ดังนั้นตรรกะของนายอภิสิทธิ์ จึงสบสน - มั่วนิ่ม.!!!

แต่ถ้านายอภิสิทธิ์ ยังยืนยันว่าคำกล่าวข้างต้นนั้นถูกต้อง – ก็คงเป็นเพราะความเคยชินมากกว่า.

เพราะเมื่อคราวที่ (พ.ศ. 2551) พรรคประชาธิปัตย์ทำตัวเป็น ‘รัฐบาลเงา’ ต่อมาเมื่อมี ‘ขบวนการจัดการ’ โดยกลุ่มบุคคล (คนที่ถืออาวุธสงคราม ที่กฎหมายรับรองว่าเป็นทหาร – จากคนที่ผิดกฎหมาย จึงกลายเป็นคนที่ถูกกฎหมาย...ปรัชญานิดหน่อย) ได้ทำรัฐประหาร 19 กันยา 2549 ซึ่งเป็นกระทำผิดกฎหมาย โทษถึงประหารชีวิต - แต่กลับกลายมาเป็นการกระทำที่ถูกกฎหมาย (เพราะกระทำการยึดอำนาจได้สำเร็จ.!!!)

จากรัฐบาลเงา จึงกลายมาเป็นรัฐบาลที่ถูกต้องตามกฎหมาย - สมใจปรารถนา.!!!

เรื่องรัฐบาลผิดกฎหมาย กลายมาเป็นรัฐบาลที่ถูกกฎหมาย – โดยการจัดการของกลุ่มบุคคลที่ผิดกฎหมาย แต่กลายมาเป็นกลุ่มบุคคลที่ถูกกฎหมาย.

เรื่องแบบนี้ เอามารวมกับตรรกะ (การทำสิ่งผิดกฎหมาย ให้กลายมาเป็นสิ่งถูกกฎหมาย) แบบของนายอภิสิทธิ์ ได้หรือไม่?


วันนี้ - ในยุคสมัยที่ผู้ปกครองประเทศนี้ ยังใช้ ‘พลังอำนาจในการพูด’ เพียงเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง - การทำเรื่อง ‘ผิดกฎหมาย’ ให้กลายเป็นเรื่อง ‘ถูกกฎหมาย’ มันจึงไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไร ทำนองเดียวกับสำนึกแห่งตรรกะ (แกล้งโง่) หรือว่า (โง่จริง ๆ) ของนายอภิสิทธิ์.!!!

'ฮุนเซน'สวน'รบ.ไทย'ไม่ยืด! ประณามบุกยึดสนามบิน

ที่มา thaifreenews

โดย Porsche

สำนักข่าวเอเอฟพีว่า สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา
เติมเชื้อไฟความขัดแย้งทางการทูตกับไทยอีกระลอก
ระหว่างเดินทางไปร่วมพิธีมอบปริญญาบัตรแก่นักศึกษาระดับมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งที่
ข่าวไม่ระบุสถานที่แน่ชัด ด้วยการกล่าวว่ารัฐบาลไทยชุดปัจจุบันจะอยู่ได้ไม่นาน ซึ่งกัมพูชาจะรอคอยรัฐบาลชุดใหม่ของไทยเข้ามาเพื่อรื้อฟื้นสัมพันธ์ด้านการทูตต่อกันอีกครั้ง

อ้างถึง

นอกจากนี้ ยังกล่าวประฌาม นายกษิตอย่างรุนแรง กรณียกพวกเข้ายึดสนามบิน ซึ่งระหว่างนั้นมีชาวกัมพูชาติดค้างอยู่ที่สนามบิน พร้อมกันนี้ นายกฯ กัมพูชา ยังเน้นย้ำว่ากัมพูชาเป็นเจ้าของพื้นที่พิพาทโดยรอบปราสาทพระวิหารด้วย

ทั้งนี้ข่าวระบุว่านายกษิต ตกเป็นเป้าโจมตีของนายกฯกัมพูชา
หลังถูกกล่าวหาระหว่างการอภิปรายในรัฐสภาเมื่อปีที่แล้วว่า
นายกษิตได้เรียกนายกฯฮุน เซนว่า “กุ๊ย”
ซึ่งนายกษิต อธิบายว่าเป็นการตีความคำพูดผิดพลาด

ข่าวยังอ้างการรายงานของสื่อไทย ที่ไม่ระบุชื่อด้วยว่า
อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร จะเดินทางมาเยือนกัมพูชา ช่วงปลายเดือน ม.ค.ศกนี้ เพื่อประสานงานการประท้วงต่อต้านรัฐบาลในไทยของกลุ่มผู้สนับสนุนตนหรือกลุ่มคนเสื้อแดง



http://thaiinsider.info/2009news/the-news/politics/5524-2010-01-12-09-49-14

***เหตุผลที่

ที่มา thaifreenews

****เหตุผลที่ พล.อ.สุรยุทธ์ ควรลาออกจากองคมนตรี****

กระทู้นี้ จะเป็นกระทู้ที่พูดถึงเรื่อง พล.อ.สุรยุทธ์ กับปัญหาที่ดินเขายายเที่ยง น่าจะเป็นกระทู้สุดท้าย เพราะขี้เกียจจะพูดอะไรต่อไป ก็ขอจะพูดให้มันจบในกระทู้นีก็แล้วกัน

เมื่อ วานได้ตั้งกระทู้ไปถึงว่า พล.อ.สุรยุทธ์ควรจะลาออกจากตำแหน่ง และได้มีโอกาสนั่งฟังคำแถลงการณ์ของ พล.อ.สุรยุทธ์ รวมทั้งมีคำถาม ถามผมมา ว่า เป็นการเหมาะสมหรือไม่ ที่มีคนบางกลุ่ม (ซึ่งก็หมายถึงเสื้อแดง) ไปกดดันให้ลาออกจากตำแหน่งองคมนตรี

ฉะนั้นประเด็นของกระทู้นี้ จะโฟกัสไปยังเหตุผลว่าทำไมท่านถึงควรจะลาออก

ตามรัฐธรรมนูญ องคมนตรี จะพ้นจากตำแหน่งได้ ก็เมื่อตาย, ลาออก, และทรงโปรดเกล้า ฯ ให้ออก

ใน กระทู้ก่อน ผมเขียนถึงว่า พันท้ายนรสิงห์ ทำหัวเรือพระที่นั่งหัก, พระเจ้าเสือทราบว่า นายสิงห์ไม่ตั้งใจ เพราะกระแสน้ำมันแรง, แต่เขาก็ยังยืนยันขอรับโทษ แม้จะได้รับการอภัยโทษให้ก็ตาม พระเจ้าเสือท่านก็ร้องไห้สงสาร ในที่สุดก็ต้องประหารชีวิต (คือรับโทษตามกฎหมายนั่นเอง)

เรื่องพวกนี้ คนไทยรู้ เพราะมีเพลง "น้ำตาแสงไต้" ก็มีแรงจูงใจมาจากเรื่องพันท้ายนรสิงห์นี่แหละ (เมียของนายสิงห์ ชื่อ นวล)

พล.อ.สุ รยุทธ์ ท่านพูดไว้ ผมเห็นในเว็บประชาไท มีคนโพสคำพูดของท่าน สมัยเป็นนายก ฯ ปี 49 ว่า จะเอาวาระความซื่อสัตย์สุจริต เป็นวาระแห่งชาติ ท่านก็พูดในทำนองว่า

"...ได้ฟัง พล.อ.พิจิตร (กุลละวณิชย์) พูดถึงเรื่องความซื่อสัตย์ ก็นึกถึง พันท้ายนรสิงห์..."

ท่านเป็นคนพูดเอง ผมเองก็จำไม่ได้ จนมาเห็นข้อความนี้

ผม จะบอกให้ เวลาผมเห็นข่าว ชาวบ้านรวมตัวขับไล่ "พระ" บางรูป เป็นเจ้าคณะอำเภอ, เจ้าคณะจังหวัด, พระคุณนั่น, หลวงพ่อนี่..เพราะประพฤติตัวไม่เหมาะสมกับตำแหน่ง ไม่ว่าจะเป็นพาสีกาเข้ากุฎิ, ขับรถหนีเที่ยว ฯลฯ

ถามว่า ทำไมชาวบ้านทำอย่างนั้น...

ตอบเพราะชาวบ้านไม่อยากให้พระศาสนาแปดเปื้อนมีมลทิน และเพราะเขาต้องการปกป้องพระศาสนา. ไม่ใช่ประเภท "ชั่วช่างชี, ดีช่างสงฆ์"

กรณีของ พล.อ.สุรยุทธ์ก็เหมือนกัน ท่านไปสร้างบ้านบนเขายายเที่ยง, ซึ่งผิดกฎหมายของประเทศชาติ

คนเสื้อแดงเขาไปรวมตัว เพื่อให้ท่านคืนที่ดินให้ประเทศ และลาออกจากความเป็นองคมนตรี

เพราะเขาเห็นว่า ถ้าท่านอยู่ในตำแหน่งต่อไป ก็จะทำความเสื่อมเสียพระเกียรติของพระองค์ท่านได้

ในบางกรณี พระบางรูป ไม่ยอมสึก, เขาให้เป่าตรวจแอลกอฮอล์ หลวงพ่อก็ไม่ยอมเป่า, อ้างพระศาสนา, อ้างธรรมะ อ้างเป็นศิษย์ตถาคต ฯลฯ

ต่างกันตรงไหนกับกรณีเขายายเที่ยงครับ?

สรุป

ผม เชื่อว่า พล.อ.สุรยุทธ์ไม่ใช่คนโง่ และคงไม่ดื้อดึงเกินไป เหมือนนายกรัฐมนตรีประเทศสารขัณฑ์บางคน ที่ไม่ยอมตั้ง ผบ.ตร. ซักที ว่าท่านจะคิดได้ ว่าจะต้องทำอย่างไรบ้าง

เอาคำพูดของผม (ถ้ามีคนมาอ่าน แล้วนำไปบอกท่าน) ไปคิดให้ดี คนไทยรักพระเจ้าอยู่หัว ก็เหมือนกับท่านนั่นแหละ และัถ้าลาออกแล้ว ก็ไม่ใช่ว่าจะจบนะครับ พระลาสึกแล้ว, ยังต้องถูกดำเนินคดีฉันใด ท่านเองก็ต้องถูกดำเนินคดีเหมือนชาวบ้านคนอื่น ๆ ฉันนั้น

ผิดถูกก็ว่ากันไปตามเรื่อง (แต่เห็นท่านอัยการไม่ฟ้องแล้ว ก็คงไม่ต้องพูดอะไรอีก)

เอา ไปคิดดี ๆ นะครับ ว่าที่พูดมาทั้งหมดนี้ มันมีเหตุมีผลแค่ไหน ผมเชื่อว่าคนระดับ พล.อ.สุรยุทธ์คิดได้ครับ และอย่าโกรธกัน (เหมือนไปโกรธ คุณวาสนา นาน่วม)

จากคุณ: ขนมต้ม ห้องราชดำเนินพันทิป

เบื้องลึกเวรกรรม'ตัดตอน'สมคิดน้องคมช.

ที่มา Thai E-News


ภาพมันฟ้อง-พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม (ขวา)ถูกอัยการสั่งฟ้องคดีสังหารนักธุรกิจซาอุฯ โดยมีนิติธร ล้ำเหลือ (หัวโล้น)ทนายความพันธมิตรคนใกล้ชิดสนธิ ลิ้มฯ เป็นทนายความให้

โดย คนเมือง
13 มกราคม 2553

หลายคนที่ติดตามข่าวการสั่งฟ้องคดีของอัยการฯ ต่อศาลอาญาคดีอุ้มฆ่าอัลลูไวรี นักธุรกิจซาอุฯ หากได้ฟังคำสัมภาษณ์ของ พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม ผบช.ภ.5 จากที่ออกสื่อโทรทัศน์เท่านั้น คงรู้สึกเห็นอกเห็นใจแกเป็นอย่างยิ่ง

จากคำพูดต่างๆ ทำนองนี้ “ยินดีที่จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง” (แต่ก็เคยขอเลื่อนเข้ามอบตัวต่อดีเอสไอ และร้องเรียนอัยการไปยัง ปปช. ฯลฯ)

“คำให้การของพยานปากนั้น ไม่น่าเชื่อถือ” (ประเด็นนี้ทำไมไม่ปล่อยให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัย ก็ไหนว่ายินดีที่จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมไงล่ะ)

แต่นั่นก็ถือเป็นข่าวดีสำหรับคนเมือง (ในดินแดนล้านนา 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบนที่เขามีอำนาจอยู่) เช่นกัน และนี่ก็คือความจริงอีกด้าน (เพิ่มเติม) เกี่ยวกับคนๆ นี้ที่ไม่สามารถจะรู้ได้จากสื่อแขนงใดๆ ทั้งสิ้น)

คนเสื้อแดงทั่วประเทศคงจะไม่ทราบแน่นอนว่า เมื่อวันที่ 10 เดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา “สนธิ ลิ้มทองกุล” แต่คนเสื้อแดงเชียงใหม่ที่ติดตามวิทยุชุมชนของกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 อยู่ ประจำจะทราบเรื่องนี้แน่ๆ (แต่ก็ทราบกันเมื่อพ้นไปหลายวันแล้ว) เป็นการกระทำที่ย่ำยีหัวใจคนฮักประชาธิปไตยแต๊ๆ เมื่อหัวหน้าผู้ก่อการร้ายยึดสนามบินได้รับการต้อนรับอย่างดียิ่งจาก พล.ต.ท.สมคิด โดยนำรถตู้ของทางราชการไปรับจากสนามบิน และพามารับประทานกลางวัน ณ ห้องรับรองแขก (ชั้น 1) สุดหรู ซึ่งก็เพิ่งจะปรับปรุงเสร็จหมาดๆ ใช้เวลาอยู่ที่ภาค 5 กว่า 2 ชั่วโมง

รับประทานอาหารชั้นเลิศจากโรงแรมไป คุยกันไป (เผื่อว่าจะให้ช่วยเหลือวิ่งเต้นล้มคดีได้หล่ะมั้ง) ก่อนที่จะมุ่งหน้าไปจังหวัดเชียงรายพร้อมกับคณะอีกแค่ไม่กี่คน โดยไม่มีกลุ่มเสื้อแดงกลุ่มใดในจังหวัดเชียงใหม่ไหวตัวทัน แม้แต่ตำรวจที่ต้องมาเตรียมสถานที่ และคอยให้การต้อนรับก็ยังทราบเรื่องในเช้าวันนั้นเอง จึงมีตำรวจผู้โชคดีเพียงไม่ถึง 10 คนเท่านั้นที่ได้มีโอกาสเจอผู้ยิ่งใหญ่ตัวเป็นๆ ณ ตำรวจภูธรภาค 5 เป็นบุญตา โดยหลายคนต้องกล้ำกลืนฝืนทนความรู้สึกอันแท้จริงไว้ข้างในใจ

แน่นอนที่สุด การโค่นล้มรัฐบาลทักษิณในปี 2549 (หรือรัฐบาลฝ่ายทักษิณ เมื่อปี 2551) ที่พยายามคืนความสัมพันธ์อันดีกับทางซาอุดิอาระเบียได้ ย่อมเท่ากับเป็นการปิดหนทางเดินก้มหน้าเข้าสู่คุกในบั้นปลาย ไม่ต่างไปจากที่เรียกว่าเป็นการตัดตอนนั่นเอง

อนึ่ง คดีนี้ได้รับการรื้อฟื้นขึ้นใหม่ และเข้าสู่กระบวนการสอบสวน (ดีเอสไอ) อีกครั้งในช่วงปี 2547 (ซึ่งก่อนหน้านี้แกก็เคยถูกคำสั่งสำรองราชการมาแล้ว ครั้งเป็น รอง ผกก.สส.น.ใต้) ก่อนที่กลุ่มพันธมิตรเริ่มเคลื่อนไหวหนักหน่วงในปีต่อๆ มา

โดยผลงานยอดเยี่ยมที่ส่งผลให้ได้ขึ้นมาผงาดคุมถิ่นคนเสื้อแดง อย่างพื้นที่ภาค 5 ทั้งๆ ที่ก็ไม่ใช่พื้นเพ หรือทำงานเติบโตขึ้นมาในแถบนี้แต่อย่างใด นั่นก็คือ กรณีการซื้อเสียงของนายยงยุทธ ติยะไพรัช ซึ่งร่วมทำงานกับพี่ชาย (พล.อ.สมเจตน์) อย่างใกล้ชิดถึงที่เชียงราย จนกลายเป็นเหตุผลให้นำมาใช้ยุบพรรคพลังประชาชนในเวลาต่อมา

และเมื่อได้เป็นแล้วแกก็ยังตามล้างตามเช็ดตำรวจหลายนายที่เคยติดตาม (และช่วยหาเสียงให้) นายยงยุทธ สั่งให้เอาเรื่องขึ้นมาดูใหม่ เพื่อเล่นงานทางวินัย (ฐานวางตัวไม่เป็นกลาง – แล้วตัวเองเป็นกลางนักเหรอ) ทั้งๆ ที่ตำรวจบางนายก็ได้ลาออกจากราชการไปตั้งนานแล้วก็ยังไม่เว้น

โดยเร่งรัดให้มีการตรวจสอบว่าการลาออกนั้นถูกต้องเป็นไปตามกฎตามเกณฑ์ไหม นี่ขนาดยังไม่เอ่ยถึงวีรกรรมสารพัดที่ลักลอบทำกับคนเสื้อแดงภาคเหนือ (ตอนบน) โดยเฉพาะที่มีต่อแกนนำกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 เลยนะเนี่ย

อีกทั้งกระทั่งทนายความในคดีอุ้มฆ่าของเขาและพวกที่เชิดหน้าออกสื่อ (อีกแล้วครับท่าน) เมื่อวานนี้ ก็ยังใช้บริการจากทนายคนสำคัญของพันธมิตร (นายนิติธร ล้ำเหลือ) คนเดียวกับที่ทำลายฝ่ายประชาธิปไตยมาคนแล้วคนเล่า โดยใช้อำนาจ ตลก. ภิวัฒน์ ทั้งนายนพดล ปัทมะ (กรณีแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา) นายยงยุทธ ติยะไพรัช (คดีซื้อเสียงเลือกตั้ง)

ยังมิพักเอ่ยถึงบทบาทในการสร้างเงื่อนไขให้มีการรัฐประหารแล้วล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอย่างแข็งขัน เช่น คดีที่ร้องคัดค้านให้การเลือกตั้งวันที่ 2 เม.ย.2549 เป็นโมฆะ รวมถึงการยุบพรรคพลังประชาชน ฯลฯ

แกจึงถือเป็นหนึ่งในขบวนการต่อต้านประชาธิปไตยอย่างมิต้องสงสัย

อย่างไรก็ตาม ถ้าหากดูอย่างผิวเผินแกคงเป็นนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ใจดีคนหนึ่ง ธรรมะธรรมโม ดูได้จากโครงการสร้างพระพุทธประทานยศบารมี เพื่อหาเงินเข้ากองทุนเรื่องสวัสดิการของตำรวจภาค 5 เมื่อพระได้รับการตอบรับอย่างดี มีผู้คนเช่าบูชามหาศาลจากทั่วทุกสารทิศ ก็เริ่มมีข้อกังขากับโครงการนี้ขึ้นเรื่อยๆ

เป็นต้นว่าเมื่อพระไม่พอ แกก็ได้สั่งการให้เรียกพระคืนจากโรงพักขนาดเล็ก (ซึ่งไม่ได้มีตำแหน่ง ผกก. เป็นหัวหน้าสถานี) เพื่อนำมาให้เช่าบูชาเพิ่มเติม ทั้งๆ ที่ก็ได้มีพิธีการส่งมอบไปแล้ว นอกจากนี้แกก็ยังได้ขอพระจากเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดตำรวจภูธรภาค 5 ที่ได้รับแจกพระชนิดนวโลหะไป ซึ่งนับถือศาสนาอื่น (คริสต์, อิสลาม) ร่วมกว่าครึ่งร้อยกระมัง

หนำซ้ำยังได้เรียกเจ้าหน้าที่ตำรวจรายหนึ่งซึ่งทราบมาว่าได้เอาพระที่รับแจกไปปล่อยให้คนอื่นเช่าต่อมาต่อว่าเป็นการส่วนตัวอีกด้วย แน่นอน การที่พระพุทธประทานยศบารมีเป็นที่นิยมนั้นย่อมทำให้ราคาในตลาดพระพุ่งสูงขึ้นหลายเท่าตัว งานนี้ใครบ้างที่สามารถตุนพระไว้ตั้งแต่ต้นก็คงยิ้มแก้มปริกันถ้วนหน้า (ไม่อยากคิดเลยว่าจะเป็น...???)

ขณะที่เงินที่ว่าจะให้เป็นกองทุนสวัสดิการก็ไม่ได้เหลือมากมายนัก เพราะหมดไปกับการปรับปรุงอาคารสถานที่ กำแพง เสาธง รวมถึงซุ้มพระอย่างอลังการงานสร้างมากกว่า ฤาเพื่อให้พร้อมเอาไว้อวดสายตาคนสำคัญระดับประเทศอย่างนายสนธิ (ฮา)

ข่าววงในรายงานว่าหลายครั้งที่แกอารมณ์เสีย (จะใช่เพราะเรื่องคดีความรึเปล่าหนอ) ก็อาจถึงขั้นดุด่าใส่ลูกน้องที่เข้าพบ(เรื่องงานล้วนๆ) ด้วยประโยคที่ได้ยินกันปล่อย เช่น “XXX !!! รู้บ้างไหมว่างานผมเยอะขนาดไหน” (ก็ไม่เคยเห็นท่านอยู่เชียงใหม่บ้างเลยนิ กลับมาทีงานมันก็สุมหัวซิขอรับเจ้านาย) เป็นต้น

หากตำรวจรายอื่นๆ (ที่ไม่ได้สวมเสื้อเหลืองข้างใน) ตกเป็นจำเลยในคดีอาญาความผิดข้อหาเล็กน้อยกว่านี้อีก จักต้องถูกสั่งให้พักราชการ ไม่ได้รับการผ่อนปรนใดๆ และในวันเดียวกันนี่เองที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม ได้ลงนามในคำสั่งกระทรวงกลาโหม ให้ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก (ที่เลือกสวมเสื้อแดงข้างใน) พักราชการตามการเสนอของกองทัพบกที่ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนความผิดทางวินัยแล้วละก็ กรณีของ นายพลเสื้อเหลือง คนนี้ก็สมควรมีชะตากรรมเฉกเช่นเดียวกัน

ทั้งๆ ที่รู้ว่าเหนื่อยเขียนระบายไปก็ป่วยการ ไอ้ความหวังที่จะเห็น พล.ต.ท.สมคิด ถูกพักราชการนั้น (เข้าใจว่าขั้นตอนคือ ผบ.ตร.ต้องตั้งคณะกรรมการวินัยร้ายแรงขึ้นมาเพื่อชี้ขาดว่าจะให้พักราชการนายตำรวจระดับสูงน้องชายของอดีต คมช. คนหนึ่งคนนี้จะดีไหมเอ่ย?) เป็นสิ่งที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย แต่ก็ตั้งใจขีดๆ เขียนๆ ให้คนเสื้อแดงเหมือนกันได้อ่านกัน

อย่างน้อยให้ได้รู้กันว่า เวรกรรมมีจริงๆ

000000000000

บทความเกี่ยวเนื่อง: เปิดปูมฉาวนายพลตร.ห้าร้อยน้องคมช. จากสนองคุณแผ่นดินคดีเพชรซาอุฯถึงย่ำยีแดงเชียงใหม่

แฉ สมคิด บุญถนอม ผบช.ภ.5 ผู้นำในการดำเนินการต่างๆ กับกลุ่มคนเสื้อแดงในเชียงใหม่ และ จว.อื่นๆ อย่างแข็งขันตลอดหลายเดือนมานี้ เช่น กรณีที่เกิดขึ้นที่ สภ.ภูพิงค์ ฯลฯ ซึ่งผมประมวลมาจากคำบอกเล่าของคนในผู้อึดอัดหลายๆ นายจนออกมาเป็นข้อๆ ดังนี้

1. ประวัติของแกคร่าวๆ เกิด 25 มี.ค. 2495 เป็นลูกคนสุดท้องในจำนวนพี่น้อง 7 คน (พี่ชายคนหนึ่งคือสมเจตน์ คมช.) นตท.12 นรต.28 ป.โท รป.ม. จุฬาฯ วปอ. รุ่นที่ 4616 เคยเป็นผู้การเชียงราย (ขึ้นสมัยชวนอยู่ถึงสมัยทักษิณตอนต้น) และเคยเป็นผู้การทางหลวง

และเมื่อรัฐบาลทักษิณต้องการฟื้นความสัมพันธ์ทางการทูตกับซาอุฯ แกจึงโดนเด้งไปเป็นผู้บังคับการกองบังคับการอำนวยการ สำนักงานวิทยาการตำรวจ เพราะแกเป็นเหมือนชนวนเหตุ ในเรื่องความไม่พอใจของทางการซาอุฯ ซึ่งทางโน้นเชื่อว่าแกอาจจะมีส่วนพัวพันกับการที่นักธุรกิจซาอุฯ ที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย (ศพรายที่ 4)

เพราะอดีตแกได้รับมอบหมายให้เข้าไปสืบสวนติดตามคนร้ายที่ฆ่า 3 เจ้าหน้าที่ทูตซาอุฯ ซึ่งเข้ามาติดตามเรื่องเพชรซาอุฯ ในยุคนั้น ก่อนที่จะขยับเป็น รอง ผบช. การศึกษา (ช่วงปลายรัฐบาลทักษิณ) และขื้นติดยศ พล.ต.ท. ยุค คมช. ในตำแหน่ง ผบช. ประจำ สนง. ผบ.ตร. และผงาดออกจากกรุในช่วงอภิสิทธิ์ขึ้นเป็นนายกฯ ควบคุมดินแดนผืนใหญ่ของชาวเสื้อแดง คือ 8 จว.ภ.เหนือ

*ชีวิตสมรสนั้น ในทางเปิดเผย แกสมรสกับ ทันตแพทย์นิศา มีลูก 2 คน คนแรกผู้ชายเป็นตำรวจ คนหลังกำลังเรียนหมอ

แต่ในทางลับ เป็นที่ทราบกันดีว่าแกยังมีเมียและลูกอยู่ที่เชียงใหม่อีก เมียแกคนนี้ทำงาน กกต.ลำพูน แต่ที่แน่ๆ ลูกสาวคนเล็กของแกตอนนี้โตพอสมควรแล้วเรียนชั้นประถมอยู่ที่โรงเรียนเรยีนาเชลีฯ โดยใช้นามสกุลบุญถนอมอีกด้วย

2. ซึ่งการที่แกได้ขึ้นมาคุมพื้นที่ภาค 5 นั้น เป็นการทดแทนคุณของ ปชป. คงจะไม่ผิดนัก ด้วยเหตุผลหลักๆ คือ ก่อนการเลือกตั้งปี 50 ช่วงปลายสุรยุทธ์ แกกับพี่ชายของแกได้ทำงานรับใช้ คมช. อย่างแข็งขัน

ผลงานที่เป็นตัวการันตี คือ การให้ทีมงานทหารติดตามบันทึกภาพ ยงยุทธ ติยะไพรัตน์ ในแทบทุกฝีก้าว แล้วยืมมือผู้สมัครที่แพ้เลือกตั้งของชาติไทยเอาหลักฐานยัดใส่มือให้เข้าร้องเรียนต่อ กกต.จว.ชร. ให้แทน ซึ่งในภายหลังเขาได้ถอนการร้องเรียน แต่ กกต.กลาง ไม่สนใจ ต่อมายงยุทธ์ก็โดนใบแดง และเป็นเหตุให้พรรคพลังประชาชนถูกยุบในท้ายที่สุด

นอกจากนี้ แกยังขนกำลังเข้าไปตั้งด่านสกัดกั้นมิให้ประชาชนเข้าร่วมฟังการปราศรัยหาเสียงที่ จ.เชียงราย อีกหลายครั้งจนถูกร้องเรียน แต่ต่อมา กกต.กลาง ก็ได้ยกคำร้องเรื่องนี้

3. และตลอดระยะเวลาราวๆ 6 เดือนที่แกทำงานอยู่ที่นี่ แกทำอยู่จริงๆ แค่ 2 เรื่อง โดยเรื่องสำคัญที่สุดที่แกสนใจไม่ใช่เรื่องปราบเสื้อแดงอย่างที่หลายคนเข้าใจ หากแต่เป็นเรื่องขายพระ (ดูรายละเอียด http://www.police5.go.th/site/bhuda/detail.php )

แกขอความร่วมมือให้ผู้กำกับโรงพักช่วยรับองค์ราคา 39,999.- ไปคนละองค์ แน่นอนว่าแกสั่งประชุมเรื่องนี้แทบจะวันเว้นวันเลยทีเดียว ท่ามกลางเสียงท้วงติง (อยู่ในใจ) ของผู้ใต้บังคับบัญชา เนื่องจากตอนแรกแกอ้างว่าทำเพื่อหาเงินเข้ากองทุนเรื่องสวัสดิการของตำรวจภาค 5 โดยเฉพาะชั้นผู้น้อยๆ แต่ไปๆ มาๆ กลับเป็นว่าจะเอาเงินไปปรับปรุงภูมิทัศน์ของสถานที่แทน ทั้งๆ ที่ ผบช. คนก่อนเพิ่งปรับปรุงไปแท้ๆ

แน่นอนว่าในความนึกฝันของแกยิ่งใหญ่กว่านั้นมาก คือ 1. สร้างซุ้มพระขนาดใหญ่อลังการ ออกแบบโดย อ.เฉลิมชัย 2. ทำเสาธงชาติไทยสูงที่สุดในโลก 33 เมตร 3. ก่อกำแพงอิฐ (ประมาณประตูท่าแพ) เป็นรั้ว (ซึ่งตอนนี้ทำเกือบเสร็จแล้ว และมีน้อยคนมากที่เห็นว่าเข้ากันสวยดี) ฯลฯ รวมแล้วประมาณว่าน่าจะหมดเงินไปไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท ทั้งนี้ส่วนใหญ่นำเงินกำไรจากการขายพระมาใช้ แต่มีบางส่วนที่ใช้งบแผ่นดินสบทบเข้าไป

ปัจจุบันเข้าใจว่ามีคนสั่งจองพระเข้ามาจนเกือบเต็มจำนวนทุกแบบทุกขนาดแล้ว ตอนนี้ถ้าหากไปถามตำรวจภาค 5 ว่าอะไรคือผลงานของแก ตำรวจนายนั้นตอบคงตอบได้เลยทันทีโดยไม่ต้องคิดมากว่า แกขายพระเก่ง

*ผมว่าแกเป็นคนหนึ่งที่มีวิธีคิดแบบอำมาตย์จ๋ามาก คือต้องสร้างวัด สร้างพระคู่บุญให้คนได้โจษจันถึง (ฤาเสริมบารมีตัวเอง) ทั้งๆ ที่ผมว่ามันไม่เห็นเกี่ยวกับงานของตำรวจเลย ยาเสพติดก็เพิ่ม คดีฆ่ากันตาย และลักเล็กขโมยน้อยอีกมากมายกลับจับไม่ได้ สงสารคนเมืองครับที่ดันได้คนอย่างนี้มาดูแลนโยบายความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินให้แก่เขา*

ขณะอีกเรื่องที่สำคัญรองลงมาก็คือเรื่องการคอยแซะกลุ่มเสื้อแดงเชียงใหม่ให้เคลื่อนไหวได้ลำบากๆ เข้าไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 ซึ่งออกแนว hardcore เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แต่ได้มารู้ตอนหลังว่าเรื่องนี้อันที่จริงแล้วแกเป็นคนขี้ขลาด ถึงขนาดแสร้งทำเป็นดีด้วยต่อหน้าเมื่อตอนเชิญแกนนำเชียงใหม่ 51 มาประชุมพูดคุยกัน และสั่งให้เลี้ยงอาหารอย่างดี

แต่ลับหลังก็อย่างที่เห็นๆ กันเหมือนเมื่อตอนให้ตำรวจบุกไปปิดสถานีวิทยุเชียงใหม่51เมื่อ 20สิงหาคมปีกลาย อีกทั้งพอมีหนังสือสั่งการเกี่ยวกับเสื้อแดงมา แกจะโบ้ยให้รองคนอื่นๆ ที่รักษาการลงนามแทน แต่ในบางเรื่องแกกลับกัดไม่ปล่อย เช่น ให้รื้อฟื้นการดำเนินการทางวินัยกับ ตร. ชั้นประทวนที่เคยติดตามยงยุทธ์ ซึ่งปัจจุบันได้ลาออกจากราชการไปแล้วชนิดเอาจริงเอาจัง เป็นต้น

4. การประชุมเกี่ยวกับพิธีการพุทธาภิเษกพระครั้งหนึ่ง ในวาระเรื่องการจราจร ซึ่งจะต้องนำเสนอเรื่องบัตรจอดรถของเหล่า VIP ทางนายตำรวจผู้รับผิดชอบได้เลือกใช้สีแดงเป็นสีของ VIP แม้นแกจะไม่ได้ต่อว่าตำรวจนายนั้นออกมาซึ่งๆ หน้า และสีหน้าแกที่แสดงออกมาก็ไม่บ่งบอกชัดว่าแกคิดยังไง แต่คนในที่ประชุมก็พอจะคาดเดาได้ว่าแกคงไม่ชอบใจเท่าไหร่

กระทั่งล่าสุดได้ทราบมาอีกทีว่า สีบัตรจอดรถของ VIP ได้กลายเป็นสีเหลืองไปเป็นที่เรียบร้อยโรงเรียนสมคิดแล้ว และก็ไม่มีสีแดงอยู่ในบัตรจอดรถของแขกกลุ่มใดๆ อีกด้วย

หนึ่งปี รัฐฐานาธาน, เด็กน้อยข้างโพเดี้ยม และ เสื้อกั๊กที่หายไป

ที่มา Thai E-News

จาก เวบไซต์ siamturakij
13 มกราคม 2553

สุ้มเสียงนุ่มไพเราะชวนฟังของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นายกรัฐมนตรี กับการแถลงงานในรอบ 1 ปีรัฐบาล โดยเฉพาะในด้านของการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ที่ยัง คงเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ “สาวก” เชื่อถึง “ภาพของเศรษฐกิจ” ที่คาดว่าจะดีขึ้นในปีหน้าฟ้าใหม่อย่างแน่นอนเลยทีเดียว ...

ยิ่งเมื่อฟังจากปากนายกฯ ที่เน้นย้ำถึงสารพัดโครงการที่ประสบความสำเร็จ อย่างน่าภูมิใจ ท่ามกลางการทุจริตคอร์รัปชั่น ที่แพร่หลายไปอย่างกว้างขวาง และนโยบายที่ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง พร้อมๆ กับความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัสของชาวประชารากหญ้า ที่ผู้นำ รัฐบาลอาจไม่เคยได้สดับรับฟังจากข้างๆโพเดี้ยม!

วันเดียวกันหลังการแถลงผลงานรอบปีของรัฐบาลประชาธิปัตย์ได้ไม่นาน ข่าวการจับกุมดารานักร้องชื่อดัง “นาธาน โอมาน” ในคดีฉ้อโกง และ “สร้างเรื่อง” ก็ถูกเผยแพร่ตามมาติดๆ

เลยอดเปรียบเทียบถึงกรณีของ “นาธาน โอมาน” กับ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ไม่ได้ โดยเฉพาะยุทธศาสตร์การสร้างเรื่องราวแห่งความสำเร็จ ที่แทบจะเป็นแบบพิมพ์เดียวกัน ที่ 1 ปี รัฐบาลกับความสำเร็จในการสร้างภาพนโยบาย “สูงล้ำสำเร็จ ไปทุกสิ่ง” ในขณะที่ภาพแห่งความเป็นจริง “ไม่ต่างอะไรจากการไปแสดงหนังฮอลลีวูด” ของ “นาธาน โอมาน”

นอกจากนี้ “ลูกแถขั้นเทพ” ก็ยังคงเป็นองค์ประกอบหลัก บนโพเดี้ยม ที่ยังย้ำชัดถึงความสำเร็จจาก “นโยบายประชานิยม” ที่ประชาธิปัตย์เคยรังเกียจเวลารัฐบาลอื่นทำไว้

ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว การบริหารนโยบายประชานิยมของพรรคประชาธิปัตย์บนโพเดี้ยม ล้มเหลวติดลบอย่างสิ้นเชิง โดยจะถูกฉายภาพออกมาเร็วๆ นี้ จากการเพิ่มขึ้นอย่างผิดหูผิดตาของ “เสื้อแดง” ในช่วงหลังปีใหม่

ยกตัวอย่างง่ายๆ แค่เฉพาะเบี้ยคนชรา ที่นายกรัฐมนตรีบนโพเดี้ยมแถลง ผลงานครบรอบ 1 ปื ยังไม่รู้ด้วยซ้ำ ว่า หลายๆ อบต.หยุดจ่ายไปหลายเดือนก่อนหน้านี้!

ซ้ำร้ายการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ภูมิใจนักภูมิใจหนาว่า มาถูกทาง อ้างตัวเลข ยกแม่น้ำร้อยเอ็ดเจ็ดสาย แท้ที่จริงแล้ว ก็คงเป็นเพียงกระพี้ของระบบเศรษฐกิจ ที่กำลังขยับไปพร้อมๆ กัน ไม่นับไม่ถือว่า “ฟื้นแล้ว” โดยมีเหตุผลสำคัญ คือการแกว่งตัวของระบบเศรษฐกิจ เป็นเพียงผลจากเม็ดเงินที่ลงไปในระบบ หาได้ยืนได้ด้วยตัวเองไม่!!

ทั้งหมดนี้ชัดเจนยิ่งกว่าชัดเจน ว่าผลงาน 1 ปีของรัฐบาลประชาธิปัตย์ “เป็นการแถลงผลงานแบบ “รัฐฐานาธาน” ชัดๆ

และเศรษฐกิจที่ว่าฟื้นๆ ในแบบของ “เด็กน้อยข้างโพเดี้ยม” แท้ที่จริงแล้วก็เป็นแค่ “อภิสิทธิโนมิค” คิดไปได้เองทั้งร้อยพัน

สุดท้ายที่น่าสนใจที่สุด การแถลงผลงานครั้งนี้ของ “รัฐฐานาธาน” รัฐบาลประชาธิปัตย์ 1 ปี ชุดนี้ นอกจากจะ “มียุทธศาสตร์แบบเดียวกันกับยอดดาราดัง” อย่าง “นาธาน โอมาน” แล้ว ยังไม่เคยประเมินความผิดพลาดและพูดถึงการแก้ไข จากสารพัดการทุจริตและสารพัดความล้มเหลวที่เกิดขึ้น หลงตัวเองไปเสียฉิบ

ที่น่าสังเกตให้ลึกลงไปกว่านั้น การแถลงผลงานโดย “รัฐฐานาธาน” ครบรอบ 1 ปี หนนี้ มีบางสิ่งบางอย่างขาดหายไป โดยเฉพาะเสียงดังๆ จาก “เสื้อกั๊ก” ตัวเดิมๆ ของ “ธีรยุทธ บุญมี” ที่ไม่เห็นออกมาแสดง “อุปมาวาจา” ตั้งฉายาให้กับ “รัฐฐานาธาน” ชุดนี้ เหมือนอย่างที่เคยเป็นมา

ยิ่งอดทำให้สงสัยไม่ได้ว่า “นี่เป็นอีกหนึ่งในสองมาตรฐานที่สัมผัสได้” หรือเป็นเพราะความสำเร็จจาก “นโยบายสมานฉันท์” ของ “รัฐฐานาธาน” ชุดนี้

ใครพบ “เสื้อกั๊ก” หล่นอยู่กลางถนน ช่วยเก็บมาซัก แล้วบอกเจ้าของทีว่า “งานเข้าแล้ว”

Tuesday, January 12, 2010

วันอังคารที่ 12 มกราคม พ.ศ.2553

ไม่ตายไม่เลิก แม้วโฟนอิน ปลุกแดงสู้ต่อ

เสื้อแดงชุมนุมสงบ พร้อมยุติชุมนุมเช้านี้

ข้อแก้ตัว

มาร์คกินรวบ

สถาบันเสื้อแดง

แหวน"อัลรูไวรี่"โผล่ อัยการสั่งฟ้อง"สมคิด"พวก4คน อุ้มฆ่านักธุรกิจซาอุฯ ทนายยื่น2.5ล้านประกันทั้งหมด

ยุทธการ “ถลกหนังฤาษีกินเ..หี้ย”

ที่มา thaifreenews

บทความโดย...ปูนนก
ยุทธการขึ้นเขายายเที่ยงของคนเสื้อแดงเมื่อวันที่ 11 มกราคม ที่ผ่านมานี้ ผ่านไปอย่างตื่นเต้นและเรียบร้อยดี....ได้ทำการเปิดหมู่บ้านที่ 11 ขึ้นมาใหม่ โดยใช้ชื่อว่า “หมู่บ้านสองมาตรฐาน” ซึ่งบ้าน 3 หลังที่สร้างใหม่นี้ก็อยู่ติดกับบ้านพักของ พล.อ. สุรยุทธ จุลานนท์ บนเขายายเที่ยงนั่นเอง....

เมื่อได้เห็นความมีสองมาตรฐานที่เกิดขึ้นในประเทศนี้ และการสร้างภาพว่าเป็นผู้มีจิตใจงดงาม, สมถะน่าเคารพยกย่องของ พล.อ. สุรยุทธ ขณะที่ตนเองซึ่งเป็นประธานมูลนิธิอนุรักษ์ป่าเขาใหญ่และกลับใช้อำนาจนั้นสร้างบ้านในพื้นที่ป่าสงวนเขาใหญ่เสียเอง...ทำให้นึกถึงชาดกเรื่อง “ฤาษีกินเ..ห้ย” ขึ้นมาทันที...ซึ่งในชาดกได้บันทึกไว้ดังนี้ว่า.......

ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้า ประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภกับภิกษุผู้หลอกลวงรูปหนึ่ง และได้ทรงตรัสอดีตนิทานมาสาธกว่า...

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีดาบสผู้มีตบะกล้าตนหนึ่ง เป็นที่เคารพศรัทธาของชาวบ้าน จึงได้สร้างศาลาไว้ให้ที่ชายป่าแห่งหนึ่งใกล้บ้าน ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ได้เกิดเป็นเ..ห้ยตัวหนึ่ง อาศัยอยู่ที่จอมปลวกแห่งหนึ่ง ใกล้ที่จงกรมของดาบสนั้น มันจะไปหาดาบสวันละสามครั้งเป็นประจำทุกวัน เพื่อฟังธรรม ไหว้ดาบสแล้ว จึงกลับไปอยู่ที่อยู่ของตน

ต่อมาไม่นาน ดาบสนั้น ได้อำลาชาวบ้านไปที่อื่น ได้มีดาบสโกงตนหนึ่ง เข้ามาอาศัยในศาลานั้นแทน เ..ห้ยพระโพธิสัตว์ก็คิดว่า แม้ท่านผู้นี้ก็ทรงศีลเหมือนกัน จึงไปหาดาบสนั้นเช่นเดิม

อยู่มาวันหนึ่ง ฝนได้ตกมาในฤดูแล้ง ฝูงแมลงเม่าได้พากันบินออกจากจอมปลวกเป็นจำนวนมาก ฝูงเ..ห้ยก็ได้ออกมากินแมลงเม่าเหล่านั้น พวกชาวบ้านพากันออกมาจับเ..ห้ยแล้วปรุงเป็นอาหาร รสอร่อยนำมาถวายดาบส ดาบสได้ฉันเนื้อนั้นแล้วติดใจในรส เมื่อทราบว่าเป็นเนื้อเ..ห้ย จึงคิดได้ว่า

" มีเ..ห้ยใหญ่ตัวหนึ่งมาหาเราเป็นประจำ เราจะฆ่ามันกินเนื้อ "

จึงให้ชาวบ้านเอาเครื่องปรุงมาไว้ให้ ได้นั่งถือค้อนห่มคลุมผ้าอยู่ที่ประตูศาลา

เย็นวันนั้น เ..ห้ยโพธิสัตว์ ได้ไปหาดาบสตามปกติ ได้เห็นท่านั่งที่แปลกของดาบส คิดว่า " วันนี้ดาบส นั่งท่าที่ไม่เหมือนวันก่อน นั่งชำเลืองเราเป็นประจำ " จึงไปยืนดูอยู่ใต้ทิศทางลม ได้กลิ่นเนื้อเ..ห้ย จึงทราบว่า " ดาบสโกงนี้ คงฉันเนื้อเ..ห้ย ติดใจในรสแล้ว คราวนี้ หวังจะตีเรา เอาเนื้อไปแกงเป็นอาหารแน่ๆ " จึงไม่ยอมเข้าไปใกล้ ถอยกลับแล้ววิ่งหนีไป

ฝ่ายดาบสโกงทราบว่าเ..ห้ยรู้ตัวไม่ยอมมาแล้ว จึงลุกขึ้นขว้างค้อนตามหลังไป ค้อนได้ถูกเพียงหางเ..ห้ยเท่านั้น เ..ห้ยได้หลบเข้าไปในจอมปลวกอย่างรวดเร็ว โผล่เพียงศีรษะออกมาเท่านั้น กล่าวติเตียนดาบสด้วยคาถานี้ว่า

" นี่เจ้าผู้โง่เขลา จะมีประโยชน์อะไรแก่เจ้า ด้วยชฎาและการนุ่งห่มหนังเสือเหลือง แต่ภายในของเจ้าแสนจะรกรุงรัง เจ้าดีแต่ขัดสีภายนอกเท่านั้น "

*** เรื่องที่๘ ในอสัมปทานวรรค หน้า ๕๔๗-๕๕๐ พระสูตรและอรรถกถาแปล ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่มที่ ๓ ภาคที่๒***

การขึ้นไปบนเขายายเที่ยงของกลุ่มคนเสื้อแดงนั้นเป็นการต่อสู้ในเชิงสัญลักษณ์..เพื่อแสดงให้คนในประเทศนี้และต่างประเทศได้เห็นถึงความ สองมาตรฐานของระบบยุติธรรมที่อยู่ภายใต้การปกครองของพลพรรคอมาตย์ที่สยายปีกแห่งอำนาจปกครองประเทศไทยอยู่ในขณะนี้...เป็นการฉีกหน้ากากคุณธรรมของบุคคลที่ใครต่อใครในประเทศพากันยกย่องว่า “เป็นผู้ใหญ่ในแผ่นดิน” นั้น...ที่จริงแล้วก็เป็นเพียงแค่ “ฤาษีที่หาโอกาสกินเ..ห้ย” เท่านั้นเอง...

เวลานี้คนเสื้อแดงที่เคยได้รับการดูหมิ่นเหยียดหยามจากผู้มีอำนาจบารมีทั้งหลายว่า เป็นเพียงผู้ที่รับเศษเงินของ ท่านนายกทักษิณ มาสร้างความวุ่นวายให้กับประเทศ....คนเสื้อแดงในปัจจุบันกลายเป็นประชาชนคนส่วนใหญ่ของประเทศนี้ไปแล้ว และพวกเขากำลังทวงคืนอำนาจที่ถูกพวกอมาตย์ยึดเอาไปภายหลังจากการปฏิวัติปี 2475 ได้ไม่นาน...

หลังจากการรวมพลกันของกลุ่มคนเสื้อแดงที่ โบนันซ่า เขาใหญ่ มาจนถึงยุทธการถลกหนังฤาษีกินเ..ห้ย ที่เขายายเที่ยง เวลานี้คนเสื้อแดงซึ่งก็คือประชาชนคนส่วนใหญ่ของประเทศได้รับทราบถึงความเป็นจริงที่ถูกปกปิดมาช้านาน...ประชาชนจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ที่พวกเขาได้รับรู้รับทราบถึงการถูกเอารัดเอาเปรียบของกลุ่มผู้มีอิทธิพลที่ถือว่าเป็นคนชั้นสูงของประเทศนี้..และไม่มีใครทำอะไรได้..

การใช้อำนาจอิทธิพลที่เรียกได้ว่าเป็น “อำนาจมืด” เข้าครอบครองและเอารัดเอาเปรียบสูบเลือดเนื้อประชาชนไทยมาโดยตลอดหลายสิบปีนั้น...ได้ถูกเปิดเผยจนหมดเปลือกล่อนจ้อนในขณะนี้...คงจะถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องได้รับการเปลี่ยนแปลงให้มาเป็นของประชาชนไทยอย่างแท้จริงเสียที...

ยุทธการ “ถลกหนังฤาษีกินเ..ห้ย” ที่เขายายเที่ยงที่เกิดขึ้นนี้ เป็นเพียงแค่ “น้ำจิ้ม” ของการต่อสู้ที่จะรุนแรงและเข้มข้นขึ้นจากนี้ต่อไป.. การต่อสู้ระหว่างชนชั้นที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้...ถ้าเป็นการสงครามจริงก็จะถึงขั้น “ติดดาบปลายปืน” กันแล้ว ไม่มีใครยอมถอยอีกต่อไป...

สำหรับอมาตย์ถ้าพ่ายแพ้ในการต่อสู้ครั้งนี้ ก็คงไม่มีที่อยู่สำหรับประเทศนี้ต่อไป...และแน่นอนสำหรับพี่น้องประชาชนไทยถ้าพ่ายแพ้ในการต่อสู้ครั้งนี้...ก็คงต้องตกเป็นไพร่ทาสของอมาตย์ต่อไปอีกจนถึงชั้นลูกชั้นหลานอีกนานเท่านาน....

ด้วยเหตุนี้สำหรับประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทั้งหลาย...ขอให้รักษาตัวให้พร้อมทั้งกายและใจ เพื่อเข้าสู่สงครามชนชั้นขั้นแตกหักในอีกไม่นานที่จะถึงนี้...

ปูนนก