WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, January 15, 2010

กรณีเขายายเที่ยง โดย จาตุรนต์ ฉายแสง

ที่มา thaifreenews

กรณีเขายายเที่ยง : สะท้อนระบบยุติธรรมที่พิกลพิการ

ที่มา www.ids-th.org/index.php

"ถ้าใครศึกษาข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องบ้างแล้วก็จะเข้าใจได้ไม่ยากว่าที่อัยการวินิจฉัยว่าการครอบครองที่ดินในเขตป่าสงวนของพล.อ.สุรยุทธ์เป็นการกระทำผิดโดยไม่เจตนานั้นฟังไม่ขึ้น เนื่องจากพล.อ.สุรยุทธ์ย่อมรู้อยู่แก่ใจว่าตนเองเข้าครอบครองที่ดินแปลงนี้โดยประสงค์ต่อผลอย่างชัดเจน ส่วนถ้าจะอ้างว่าไม่รู้ว่าผิดกฎหมายก็ไม่อาจอ้างได้ เพราะแม้แต่ตาสีตาสาก็ยังอ้างว่าไม่รู้กฎหมายไม่ได้ นับประสาอะไรกับอดีตแม่ทัพภาคที่๒ซึ่งมีหน้าที่แก้ปัญหาการบุกรุกป่าสงวนโดยตรงจะอ้างเช่นนั้นได้..." จาตุรนต์ ฉายแสง

กรณีเขายายเที่ยง : สะท้อนระบบยุติธรรมที่พิกลพิการ

จาตุรนต์ ฉายแสง

การที่พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ตัดสินใจยังไม่คืนที่ดินที่เขายายเที่ยงจนกว่ากรมป่าไม้จะพิจารณาเสร็จ เป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดอย่างมาก ทั้งยังเข้าข่ายเป็นการกระทำผิดกฎหมายโดยเจตนาอย่างชัดแจ้งยิ่งกว่าเดิมอีกด้วย

“ขอเรียนว่าจากการที่โฆษกสำนักอัยการสูงสุดได้ชี้แจงและได้รับทราบว่า คณะกรรมการกรมป่าไม้จะดำเนินการพิจารณาตามระยะเวลาที่กำหนด ตอบได้เพียงว่า ผมพร้อมจะปฏิบัติตามกฎหมาย เมื่อกรมป่าไม้พิจารณาว่ามีคำชี้ขาดเป็นอย่างไร พร้อมปฏิบัติตามนั้น” พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี (1)

ถ้าใครศึกษาข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องบ้างแล้วก็จะเข้าใจได้ไม่ยากว่าที่อัยการวินิจฉัยว่าการครอบครองที่ดินในเขตป่าสงวนของพล.อ.สุรยุทธ์เป็นการกระทำผิดโดยไม่เจตนานั้นฟังไม่ขึ้นเนื่องจากพล.อ.สุรยุทธ์ย่อมรู้อยู่แก่ใจว่าตนเองเข้าครอบครองที่ดินแปลงนี้โดยประสงค์ต่อผลอย่างชัดเจน ส่วนถ้าจะอ้างว่าไม่รู้ว่าผิดกฎหมายก็ไม่อาจอ้างได้ เพราะแม้แต่ตาสีตาสาก็ยังอ้างว่าไม่รู้กฎหมายไม่ได้ นับประสาอะไรกับอดีตแม่ทัพภาคที่๒ซึ่งมีหน้าที่แก้ปัญหาการบุกรุกป่าสงวนโดยตรงจะอ้างเช่นนั้นได้

เมื่ออัยการวินิจฉัยว่า“ไม่เจตนา” (2) ซึ่งฟังไม่ขึ้นนั้น หากพิจาณาตามคำวินิจฉัยของอัยการก็อาจตั้งคำถามว่าไม่เจตนาทำอะไร ที่อัยการไม่ได้พูดให้ชัดเจนคงเป็นเพราะจะได้ฟังดูดีหน่อย แต่คำตอบก็คือไม่เจตนาทำผิดกฎหมายหรือทำผิดกฎหมายโดยไม่เจตนานั่นเอง (3) ถ้าถามว่าเหตุใดจึงเห็นว่าไม่เจตนา อัยการก็คงตอบว่า เพราะขณะที่ซื้อนั้นพล.อ.สุรุยทธ์คงไม่รู้ว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายซึ่งก็ฟังไม่ขึ้นดังกล่าวแล้ว

คำถามง่ายๆจึงมีต่อไปว่า แล้ววันนี้พล.อ.สุรยุทธ์ รู้แล้วหรือยังว่าการกระทำของตนเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย คำตอบก็คือย่อมต้องรู้แน่แล้ว หรือควรจะต้องเรียกว่ายิ่งรู้มากขึ้นกว่าเดิมแล้วว่าผิดกฎหมาย ถามต่อไปอีกว่าเมื่อรู้แล้วว่าครอบครองที่ดินอยู่โดยผิดกฎหมายแต่กลับไม่ยอมคืนที่ดินนั้นให้แก่ทางราชการ ยังจะถือว่าเป็นการกระทำผิดโดยไม่เจตนาอยู่อีกหรือไม่ คำตอบย่อมเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้นอกจากต้องถือว่าเป็นการกระทำผิดโดยเจตนาอย่างสมบูรณ์ จะอ้างว่าไม่รู้อีกไม่ได้แล้ว

“ที่ผ่านมา พล.อ.สุรยุทธ์ ​ทราบตั้งแต่ตอนซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวมาแล้วว่า อย่างไรก็ไม่มีสิทธิเป็นเจ้าของ แต่ที่ซื้อมานั้น ก็เพื่อต้องการใช้สิทธิในการทำประโยชน์​ในพื้นที่ … หากทางราชการมีความต้องการที่ดินแปลงนี้คืน พล.อ.สุรยุทธ์ ก็พร้อมที่จะคืนให้ทันที เพราะ พล.อ.สุรยุทธ์ มีความเคารพในกติกาของบ้านเมืองอยู่แล้ว” พล.อ.นินนาท เบี้ยวไข่มุข นายทหารคนสนิท พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี ให้สัมภาษณ์ไทยรัฐออนไลน์ (4)

การที่กรมป่าไม้จะต้องใช้เวลาอีก ๖๐ วัน (5) (6) (7) จึงกลายเป็นเรื่องไร้เหตุผล กลายเป็นไม่มีใครรักษากฎหมายทั้งๆที่มีการกระทำผิดกฎหมายให้เห็นอยู่ทนโท่ การปล่อยให้เรื่องคาราคาซังอยู่อย่างพิลึกพิลั่นนี้ รังแต่จะทำให้เกิดความเสียหายทั้งต่อการรักษากฎหมายบ้านเมือง ตอกย้ำความไม่ยุติธรรมหรือความเป็นสองมาตรฐานอย่างชัดเจนและยังทำให้เสื่อมเสียต่อชื่อเสียงเกียรติภูมิของพล.อ.สุรยุทธ์เองที่นอกจากไม่ยอมรับผิดแล้วยังเย้ยกฎหมายอีกด้วย

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจนถึงขณะนี้เปรียบเหมือนมีคนขโมยของๆทางราชการไป สมมุติว่าเป็นรถของกรมป่าไม้ก็แล้วกันปรากฏว่ามีคนรับซื้อรถคันนั้นไว้ทั้งที่ก็รู้อยู่ว่าเป็นรถของกรมป่าไม้ ต่อมามีคนไปแจ้งความตำรวจๆสืบสวนแล้วก็ส่งเรื่องให้อัยการๆพิจารณาแล้วเห็นว่าผิดฐานรับซื้อของโจร แต่เห็นว่าไม่เจตนาจึงสั่งไม่ฟ้อง แต่เมื่ออัยการสั่งไม่ฟ้องแล้ว ผู้รับซื้อของโจรรายนี้ก็ยังใช้รถคันนั้นต่อไปได้ ถ้าปล่อยให้ทำกันอย่างนี้ได้ ต่อไปก็คงยุ่งกันใหญ่

นอกจากเรื่องนี้ไม่ยุติลงอย่างถูกต้องตามครรลองครองธรรมแล้ว ยังมีแนวโน้มที่จะบานปลายเสียหายมากยิ่งขึ้นไปอีก สืบเนื่องจากการอธิบายแก้ต่างโดยเพื่อนสนิทของพล.อ.สุรยุทธ์เองที่บอกว่าถ้าต้องเอาที่ดินคืนจากพล.อ.สุรยุทธ์ก็ต้องเอาที่ดินคืนจากประชาชนอีกหลายหมื่นครอบครัวด้วย (8) ผู้ที่ช่วยอธิบายนี้คงคิดอย่างนั้นจริงๆ แต่คงลืมไปว่ากำลังอธิบายแทนอดีตนายกรัฐมนตรีและองคมนตรีซึ่งสังคมไทยมักได้รับการบอกเล่าว่าเป็นคนดี มีคุณธรรมที่ไม่พึงอ้างการกระทำผิดกฎหมายของคนธรรมดาสามัญทั้งหลายมาเป็นความชอบธรรมที่ตนจะทำผิดกฎหมายเช่นเดียวกัน ซ้ำยังไม่ต้องรับโทษใดๆและหากตนต้องรับโทษก็ต้องลงโทษคนที่ทำผิดกฎหมายทั้งหลายให้เท่าเทียมกันด้วย

ความคิดแบบอภิสิทธิ์ชนเช่นนี้ มีผลลุกลามต่อเนื่องไปยังผู้เกี่ยวข้องอย่างน้อยอีก ๒ กลุ่มด้วยกัน กลุ่มแรก ได้แก่ ผู้ใหญ่บางคนในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่สั่งการให้หาทางเอาที่ดินคืนจากชาวบ้านหลายหมื่นครอบครัวที่บุกรุกที่ป่าสงวน กับอีกกลุ่ม คือ สื่อมวลชนบางรายที่ประกาศรณรงค์ให้เอาที่ดินที่ถูกบุกรุกคืนมา การเคลื่อนไหวของคน ๒ กลุ่มนี้ถ้าเป็นภาวะปกติก็พอเข้าใจได้ แต่เมื่อมาเกิดขึ้นเป็นเรื่องสืบเนื่องโดยตรงกับกรณีเขายายเที่ยงก็ทำให้คนรู้สึกได้ว่าเป็นการแก้แค้นแทนบุคลที่คนเหล่านี้ศรัทธายกย่องอยู่ ทำนองว่าบังอาจมาเอาที่ดินของท่านคืนกันได้อย่างไร ต้องสั่งสอนเสียบ้าง หากการกระทำดังกล่าวเกิดขึ้นจริงก็คงโกลาหลกันพอสมควร ที่สำคัญก็จะไม่แก้ปัญหาอะไร แต่กลับจะมีปัญหาตามมาอีกมาก ที่กล่าวอย่างนี้ไม่ใช่จะขัดขวางการแก้ปัญหาการบุกรุกป่าสงวน แต่เห็นว่าหากจะแก้จริงก็ต้องดูปัญหาในภาพรวมและแก้อย่างเป็นธรรมเพื่อรักษาป่าให้ได้จริงพร้อมทั้งคำนึงถึงความสงบสุขด้วย

กรณีที่ดินเขายายเที่ยงนี้เป็นตัวอย่างของความเป็น “สองมาตรฐาน” ของระบบยุติธรรมของประเทศไทยอีกเรื่องหนึ่ง แม้ว่าผู้ที่ทำผิดกฎหมายอาจยังไม่ถูกลงโทษโดยกระบวนการยุติธรรม แต่สังคมก็ได้พิพากษาลงโทษไปเรียบร้อยแล้ว หากมีการร้องเรียนให้พิจารณาความผิดและลงโทษผู้ที่รับผิดชอบคดีนี้ต่อไป แม้ว่าอาจจะไม่ได้ผลเนื่องจากคงหวังอะไรได้ไม่มากนักจากระบบปัจจุบัน แต่การเรียกร้องต่างๆที่จะมีขึ้นก็น่าจะเป็นประโยชน์อย่างน้อยก็ทำให้เห็นว่าระบบปัจจุบันพิกลพิการอย่างไรและสังคมไทยควรทำอย่างไรกับระบบที่ไม่ยุติธรรมนี้กันต่อไป

สังคมข่าวชาวเสื้อแดง(14ม.ค.):สถาบันสูงสุด

ที่มา Thai E-News


***สังคมข่าวชาวเสื้อแดงประจำวันพฤหัสบดีที่ 14 มกราคม 2553 ชักจะเป็นคอลัมน์ตามสะดวก แฟนๆถามมาว่ามีวันไหนบ้าง คำตอบคือตามแต่สถานการณ์ครับ หากพี่น้องเรามีกิจกรรมชุก งานเยอะแจ้งข่าวเข้ามามาก ก็มีถี่แทบจะทุกวันสำหรับคอลัมน์นี้ หากไม่มีข่าวคราวกิจกรรมเงียบๆ ก็ไม่ค่อยมี ท่านที่อยากแจ้งข่าวคราวกิจกรรมใดๆไม่ต้องเกรงใจแจ้งมาที่thaienews99@googlegroups.com***

***รูปภาพกิจกรรมปะหน้าเวบวันนี้ เป็นกิจกรรมฝ่าหิมะตกหนักในยุโรปไปนัดพบกันของชาวเยอรมันตะวันแดง เอ๊ย!แดงเยอรมัน เก็บตกภาพกิจกรรมนัดกันแดงเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2010 ณ นครเบอร์ลิน เข้าไปดูภาพกิจกรรมเต็มอิ่มได้ที่http://www.redpower-sm-germany.com/thairedphoto/index.htm
โดยกิจกรรมนัดกันแดงเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2010 ณ นครเบอร์ลิน ท่ามกลางพายุหิมะทั่วประเทศเยอรมันและยุโรป ที่ข่าวทีวี วิทยุ และสื่อมวลชนช่วยกันประโคมให้นักเดินทางพึงระวัง กลุ่มคนรักษิณในเยอรมนีจำต้องยุติการเดินทางด้วยเครื่องบิน เพราะมีีผู้โดยสารตกค้างจากสนามบินเดอโกลด์ ฮีทโร่ ฯลฯ และที่อื่น ๆคงค้างทุกสนามบินจำต้องเลื่อนการเดินทาง

การเดินทางไปชุมนุมด้วยรถยนต์ต้องเปลี่ยนแผนเป็นเดินทางด้วยรถไฟความเร็วสูง(รถไฟหัวจรวด) เป็นการเดินทางวิธีเดียวที่เป็นไปได้ท่ามกลางพายุหิมะด้วยคือ รถไฟ ICE ความเร็วสูง 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งก็เหลือคุณภาพความเร็วเพียงเท่ารถหวานเย็น ถึงกระนั้นพายุหิมะก็ไม่สามารถหยุดยั้งหัวใจคนเสื้อแดง

เนื้อหาการประชุมปราศรัยในวันนั้นคือการเตรียมพร้อมรับมือเหตุการณ์แดงทางเมืองไทยชุมนุมบุกเขายายเที่ยง 11 มกราคม 2010 ร่วมกับประชาชนเสื้อแดงในปะเทศไทย หากมีความจำเป็นเสื้อแดงไทยกลุ่มคนรักทักษิณพร้อมปิดล้อมสถานกงสุล และ สถานทูตฯทันทีหากมีการทำร้ายประชาชนของรัฐบาลเผด็จการ และในโอกาสนี้พวกเราขอประสานร่วมมือกับเสื้อแดงไทยนอกประเทศทุกกลุ่ม

ในที่ชุมนุม มีโฟนอิน ดร.ทักษิณ ชินวัตร เนื้อความโฟนอินเรื่องวันเด็ก(สับสน)เพราะคนให้คำขวัญพูดอย่างทำอย่าง เป็นตัวอย่างที่ใช้ไม่ได้ฯลฯกลุ่มผู้ชุมนุมเฮโลบอกว่าไม่อยากฟังเสียงโฟนอิน ขอพบตัวเป็น ๆ ของนายกในดวงใจดีกว่า ดร.ทักษิณ ชินวัตร สัญญากับผู้ชุมุมว่า "ผมจะมาพบกลุ่มคนรักทักทักษิณ ที่นี่เร็ว ๆ นี้"แเยาวชนแกนนำในกลุ่มขอฝากสื่อมวลชนว่า "ไล่อำมาตย์ออกไป เอาลุงทักษิณกลับมา"***

***ณัฐวุฒิ ใสเกื้อ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แถลงข่าวถึงมติแกนนำ นปช.แดงทั้งแผ่นดิน ว่า ได้กำหนดปฎิทินการเคลื่อนไหวเพื่อประกาศสงครามระหว่างคนเสื้อแดงกับรัฐบาลอำมาตยาธิปไตย โดยในวันที่ 15 มกราคม นายสุพร อัตถาวงศ์ และนายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง จะเดินทางไปยังกรมป่าไม้ เรียกร้องให้รังวัดที่ดินเขายายเที่ยงซึ่งครอบครองโดย พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี เนื่องจากคนเสื้อแดงมีข้อมูลที่น่าเชื่อว่า พล.อ.สุรยุทธ์ครอบครองที่เดินเกิน 21 ไร่ ***

***จากนั้นวันที่ 17 มกราคม นายสุพรจะเดินทางไปยังกองบังคับการกองปราบปราม เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับ พล.อ.สุรยุทธ์ ในข้อหาบุกที่เดินป่าสงวนแห่งชาติ และในวันที่ 18 มกราคม แกนนำ นปช.จะเดินทางไปยังทำเนียบองคมนตรี เพื่อยื่นจดหมายเปิดผนึกเกี่ยวกับการครอบครองที่ดินป่าสงวนโดยมิชอบของ พล.อ.สุรยุทธ์ ซึ่งหวังว่าองคมนตรีจะมีคำตอบเรื่องนี้ เพื่อเป็นหลักยึดให้ประชาชนเข้าใจตรงกันถึงคุณสมบัติขององคมนตรี ***

***จากนั้นแกนนำนปช.จะเดินทางไปยังกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ข้อหาปฎิบัติหรือละเว้นการปฎิบัติหรน้าที่โดยมิชอบ จากกรณีการดึงเรื่อง หรือหน่วงเหนี่ยวฎีกาของคนเสื้อแดง***

***ต่อไปวันที่ 21 มกราคม จะเดินทางไปยังสำนักราชเลขาธิการสำนักพระราชวัง เพื่อสอบถามถึงวิธีปฎิบัติ เกี่ยวกับการยื่นถวายฎีกาของคนเสื้อแดง***

***จากนั้นวันที่ 23-24 มกราคม จะมีการชุมนุมใหญ่ที่สนามกอล์ฟเขาสอยดาว จ.จันทบุรี เนื่องจากคนเสื้อแดงเชื่อว่าที่ดินสนามกอล์ฟ 400 ไร่ ถูกครอบครองโดยพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี ทั้งนี้ยืนยันว่าจะชุมนุมโดยสงบ เพื่อทวงคืนสมบัติชาติ***

***อัญชะลี ไพรีรัก สมุนบริวารลิ้มของขึ้นเป็นนิจ ล่าสุดเขียนบทความในเวบกระบอกเสียงลิ้มอ้างว่า

ล่าสุดมีเว็บไซต์ล้มเจ้าเกิดขึ้นมากมาย แต่ที่โดดเด่นและกำลังดีดดิ้นมากที่สุดมีชื่อที่แปลได้ว่า “ความจริงในสายลมร้อน”

เว็บนี้ได้รวบรวมบทความที่นำเสนอข้อมูลใส่ร้ายสถาบันสูงสุด และเชียร์ทักษิณอึงมี่ภายใต้ปลายปากกาของ “หน้าเดิม” คือ ใจ อึ๊งภากรณ์, สมศักดิ์ เจียมฯ, ชีพ ชูชัย, นปช.แคลิฟอร์เนีย, นปช.นิวยอร์ก, อาคม ซิดนีย์, นายสิน แซ่จิ้ว และพอล แฮนด์ลีย์ ผู้เขียน The King never smile, Thai E-news , ฟ้าเดียวกัน, Liberal Thai เป็นต้น
ทางเราก็ไม่สามารถพูดแทนคนอื่นที่ถูกพาดพิงได้ แต่พูดในนามไทยอีนิวส์ได้ว่าไทยอีนิวส์ไม่ใช่เวบล้มเจ้า แต่เป็นเวบสื่อกระแสทวน ที่ทวนกระแสสื่อกระแสหลักที่คอยบิดเบือนให้ร้ายโจมตีฝ่ายประชาธิปไตยชนิดบิดขาวให้เป็นดำอย่างที่เวบกระบอกเสียงผู้ก่อการร้ายพันธมิตรทำอยู่ และเราไม่เคยให้ร้ายสถาบันสูงสุด หากอัญชะลีจะหมายความว่าสถาบันสูงสุดคือ"ชาติ"(เรียงตามลำดับคือ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ แสดงว่าชาตินั้นอยู่"สูงสุด"ใช่ไม่ใช่พ่อแม่พี่น้อง...?)มีแต่สักการะเทิดทูนสถาบัน"สูงสุด"เอาไว้ตลอดเวลา เขียนมายังงี้มันหาเรื่องนี่หว่า เดี๊ยะปั๊ดเหนี่ยว...***

***ไปสังคมข่าวดีๆกันมั่ง ยังเดินหน้าต่อไปด้วยความคึกคักสำหรับโครงการ"สองขาเพื่อประชาธิปไตย"ของหนุ่มนักปั่น"แป๊ะ บางสนาน"กับทีมงานน่องเหล็กและหัวใจเสริมใยเหล็ก

***
โครงการนี้คือการรณรงค์ปั่นจักรยานไปทั่วประเทศเพื่อระดมทุนจัดซื้อจานดาวเทียมให้พี่น้องไทยในชนบทได้รับชมรายการโทรทัศน์เพื่อประชาธิปไตย แหวกม่านมายาสื่อกระแสหลักจอมบิดเบือนไร้ความเป็นกลางขาดจรรยาบรรณทั้งหลายแหล่ เพราะยังมีพี่น้องอีกมากที่ต้องการยาหยอดตาชนิดพิเศษ ที่หยอดแล้วเห็นความจริง ที่หยอดแล้วตาสว่าง

วันอาทิตย์ที่ ๑๗ ม.ค.๕๓ เวลา ๐๘.๐๐ น.ทีม "สองขาเพื่อประชาธิปไตย" จะร่วมสร้างสีสันประชาธิปไตย ที่ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี ช่วงเวลา ๐๘.๐๐ น. จะเริ่มปั่นในตัวเมือง จ.เพชรบุรี แล้วมุ่งหน้าเข้า อ.ชะอำ ในเวลา ๑๒.๐๐ น. ทานข้าวเที่ยงร่วมกัน

เวลา ๑๘.๐๐ น. ร่วมงานปราศรัยกับทีม นปช.ชุดใหญ่ ที่นำโดยคุณวีระ ฯ, คุณจตุพร ฯ, คุณก่อแก้ว ฯ, คุณณัฐวุฒิ ฯ

พี่น้องเสื้อแดงหรือพี่น้องที่สนใจร่วมรณรงค์กิจกรรม "สองขาเพื่อประชาธิปไตย" สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ร.ต.ธนะสิทธิ์ ฯ (พี่เล็ก) ๐๘๙-๒๒๘-๐๗๐๘ สำหรับพี่น้องที่มีจิตกรุณาบริจาคยาหยอดตา (จานรับสัญญาณดาวเทียม)ร่วมกับโครงการเชิญได้ที่

บัญชี ธ.กรุงไทย ๑๘๖ ๐๑๐ ๖๒๗๗ ออมทรัพย์ สาขาเซนต์หลุยส์ ซ.๓ (ชื่อบัญชี พิธาน ทรงกัมพล)
หรืออยากสอบถามรายละเอียดก็ตามเบอร์โทรที่แจ้งไว้***

***ในภาพ เป็นภาพเก็บตกเมื่อวันที่ ๓๑ ธ.ค.๕๒ เวลา ๐๘.๐๐ น.

การปั่นจักรยานเพื่อรณรงค์ประชาธิปไตย ร่วมกันระหว่างทีมพี่น้องเสื้อแดงเชียงใหม่ กับ ทีม "สองขาเพื่อประชาธิปไตย" กรุงเทพ ฯ ซึ่งสวยงามมาก คุณแป๊ะฝากขอขอบคุณ คุณทับทิม ปิงคำ, คุณต่อง และทีมสองขา ฯ ที่เชียงใหม่ทุกท่านที่มาร่วมรณรงค์ ในครั้งนี้ น่ารักมาก***

***กลับมาพบกันอีกครั้งกับการแข่งขันกอล์ฟเชื่อมความสามัคคีของเราชาวเสื้อแดงในครั้งที่ 3 จะจัดขึ้นในวันพุธที่ 20 มกราคม 2553 ที่สนามกอล์ฟ เลควูด บางนา หนึ่งในสนามชั้นนำของเมืองไทย และถูกใช้จัดการแข่งขันระดับอาชีพมาแล้วหลายครั้ง

การแข่งขันวันที่ 20 นี้ จัดให้มีการชิงถ้วย ฯพณฯ พตท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร และฯพณฯ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกฯ ของเรา โดยจัดแข่งขันในแบบ 36 system หักลบแต้มต่อ แบ่งออกเป็น Flight A B C Lady และ Senior

กติกาการแข่งขัน

1.จัดการแข่งขันแบบ Stroke Play 18 หลุม หักลบแต้มต่อ โดยใช้กฏ Lacal Rules
2. Flight A แต้มต่อ 0-9, Flight B 10-18, Flight C 19-36 และ Senior
อายุ 55 ปีขึ้นไป
3. กรณีผลคะแนนและแฮนดิแคปออกมาเท่ากัน จะใช้วิธี Count Back หาผู้ชนะ
4. ผู้เข้าแข่งขันจะต้องเขียนชื่อ-นามสกุลให้ชัดเจน และมีมาร์คเกอร์
5. ห้าม เขียนเครื่องหมายใดๆลงในสกอร์การ์ด ต้องเขียนคะแนนเป็นตัวเลขเท่านั้น
6. ต้องส่งสกอร์การ์ดก่อนเวลา 18.00 น.

** สกอร์การ์ดที่ไม่มีชื่อผู้แข่งขัน หรือ มีเครื่องหมายใดๆนอกจากตัวเลขคะแนน จะไม่ถูกนำมาคิดคะแนน **

รางวัลการแข่งขัน

1. ถ้วยรางวัลชนะเลิศของแต่ละ Flight จาก ฯพณฯ พตท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร และ ฯพณฯ สมชาย วงศ์สวัสดิ์
2. รางวัล Hole in One หลุมพาร์ 3 หลุมใดหลุมหนึ่งจะมีการแจ้งให้ทราบวันแข่งขัน
3. รางวัลตีใกล้ธงหลุมพาร์ 3 ทุกหลุม และ รางวัลตีไกล-ใกล้เส้นหลุม พาร์ 5
4. ของรางวัลจากการจับฉลากในงาน
การสมัครเข้าแข่งขัน
1. ดาวน์โหลดใบสมัครจาก ใบสมัครแข่งขันกอล์ฟ
2. สมัครผ่านทางอีเมล์ redshirtsgolfclub@gmail.com
3. ขอทราบรายละเอียดและสมัครแข่งขันได้ที่ โทร 089 669 3546 หรือ http://www.redshirtsgolf.com ***

Thursday, January 14, 2010

วันพฤหัสบดีที่ 14 มกราคม พ.ศ.2553

ยุทธการประจาน 2 มาตรฐาน / ตีโฉบฉวย

สกัดทายาทป๋า / ตะเกียงเจ้าพายุ

กฏ เหล็กที่ ‘ยิ่งกว่า 2 มาตรฐาน’ ความจริงที่มิใช่ความรู้สึก!

ม้าแข่ง!

เปิดตัว "5เสือกองสลาก"ผูกขาดขายล็อตเตอรี่ ทำราคาพุ่ง??

เสื้อแดงบุกกองทัพบกจี้รมว.กห.-ผบ.ทบ.ลาออก

"อภิสิทธิ์" แจงพบ "เปรม" แค่เข้าคารวะปีใหม่

ที่มา ประชาไท

นายกรัฐมนตรีแจงเข้าพบ พล.อ.เปรม เมื่อวานนี้จริง แต่เป็นการเข้าเยี่ยมคารวะเนื่องในโอกาสปีใหม่ ไม่มีการพูดเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือทุกประเด็นตามที่มีกระแสข่าว เผย พล.อ.เปรม ให้กำลังใจ-ให้ยึดซื่อสัตย์สุจริตและบ้านเมือง

ตามที่เมื่อวันที่ 13 ม.ค. ที่ผ่านมา มีรายงานว่า ภายหลังที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ออกจากอาคารรัฐสภา เวลา 17.00 น. ได้เปลี่ยนรถประจำตำแหน่งและเดินทางเข้าไปพบ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ที่บ้านสี่เสาเทเวศร์ โดยไม่ทราบเหตุผลในการเข้าพบ จากนั้นในเวลา 18.30 น. นายอภิสิทธิ์ได้เดินทางกลับเข้ามายังทำเนียบรัฐบาล และเดินทางออกจากทำเนียบรัฐบาลไปในเวลา 19.00 น.

โดยก่อนหน้าที่นายอภิสิทธิ์ จะเดินทางมารัฐสภา ASTVผู้จัดการออนไลน์ อ้าง “แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล” ที่ระบุว่า นายอภิสิทธิ์ “ได้ออกจากทำเนียบรัฐบาล เพื่อเดินทางไปยังโรงแรมอินเตอร์คอนทิเนนตัล ย่านราชประสงค์ และเข้าไปยังห้องอาหาร Fireplace Grill โดยให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยแจ้งสื่อมวลชนของ ว.5 (ส่วนตัว) เพื่อไม่ให้ติดตามทำข่าว ทำให้สื่อมวลชนเดินทางมารอนายกรัฐมนตรีที่รัฐสภา เนื่องจากนายอภิสิทธิ์มีกำหนดการชี้แจงกรณียกเลิกหวยออนไลน์ต่อคณะ กรรมาธิการพัฒนาเศรษฐกิจสภาผู้แทนราษฎรในวันนี้ โดยนายกรัฐมนตรีได้เดินทางมาถึงล่าช้ากว่ากำหนด”

“แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล” ยังอ้างว่า “ในช่วงที่นายกรัฐมนตรีเดินทางไปยังโรงแรมอินเตอร์ฯ นั้น เป็นการพบและร่วมรับประทานอาหารร่วมกับทีมที่ปรึกษา ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผู้ถือครองที่ดินในพื้นที่เขาสอยดาว ที่คนเสื้อแดงจะเดินทางไปชุมนุม ทั้งนี้ มองกันว่าคนเสื้อแดงพยายามเชื่อมโยงการถือครองที่ดินเขาสอยดาวให้ถึงตัว พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ทั้งนี้ ระหว่างที่นายกรัฐมนตรีพบปะกับทีมที่ปรึกษาดังกล่าว เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ พล.อ.เปรม ได้นัดพบนายแบงก์ใหญ่ที่โรงแรมแห่งหนึ่งใน กทม.”

ASTVผู้จัดการออนไลน์ ยังอ้างการรายงานของ “แหล่งข่าวใกล้ชิด พล.อ.เปรม” ซึ่งอ้างว่า “พล.อ.เปรม ได้แสดงความเป็นห่วงกรณีเขาสอยดาว และกำลังให้ฝ่ายกฎหมายไปดูกรณีที่มีบุคคลกล่าวพาดพิงหรือกล่าวหา ขณะที่กรณีเขายายเที่ยงของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี ซึ่ง พล.อ.เปรม บอกให้ดำเนินการไปตามกฎหมาย”

“ทั้งนี้ พล.เปรม เป็นห่วงสถานการณ์บ้านเมือง โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดง เนื่องจาก พ.ต.ท.ทักษิณ พยายามรุกหนักในช่วงนี้เพราะต้องการที่เงินจำนวน 7.6 หมื่นล้านบางส่วนคืน จึงพยายามต้องการเดินเกมเพื่อล้มรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งเบื้องต้นมีการประเมินสถานการณ์ว่า ขณะนี้พรรคร่วมรัฐบาล ทั้งพรรคชาติไทยพัฒนาของนายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย และกลุ่มพรรคภูมิใจไทยของนายเนวิน ชิดชอบ ที่พยายามกดดันรัฐบาลในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งหากมีการกดดันมาก รัฐบาลอาจจะมีการประกาศยุบสภา ซึ่งจากการเข้าพบครั้งนี้ พล.อ.เปรม ได้ให้กำลังใจนายกฯ ไม่อยากให้นายอภิสิทธิ์ยุบสภา และอยากให้นายอภิสิทธิ์บริหารชาติต่อไป ทั้งนี้ พล.อ.เปรม พร้อมจะพูดคุยถึงปัญหาดังกล่าวกับนายบรรหารเพื่อแก้ปัญหา” “แหล่งข่าวใกล้ชิด พล.อ.เปรม” ตามการรายงานของ ASTV ผู้จัดการออนไลน์ ระบุ

เช่นเดียวกับ มติชนออนไลน์ ที่อ้างว่า “รายงานข่าวแจ้งว่านายอภิสิทธิ์ใช้เวลาหารือ พล.อ.เปรม ประมาณ 30 นาที ถึงปัญหาสถานการณ์บ้านเมือง โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดง เนื่องจาก พ.ต.ท.ทักษิณ พยายามรุกหนักในช่วงนี้ เพราะต้องการที่เงิน จำนวน 7.6 หมื่นล้านบานคืนจึงพยายามต้องการเดินเกมเพื่อล้มรัฐบาลชุดนี้ เบื้องต้นมีการประเมินสถานการณ์ว่า ขณะนี้พรรคร่วมรัฐบาล ทั้งพรรคชาติไทยพัฒนาของนายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย และ กลุ่มพรรคภูมิใจไทยของนายเนวิน ชิดชอบ ที่พยายามกดดันรัฐบาลในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งหากมีการกดดันมาก รัฐบาลอาจจะมีการประกาศยุบสภา ซึ่งจากการเข้าพบครั้งนี้ พล.อ.เปรม ได้ให้กำลังใจนายกฯ ไม่อยากให้นายอภิสิทธิ์ ยุบสภา และอยากให้นายอภิสิทธิ์บริหารชาติต่อไป ทั้งนี้พล.อ.เปรม พร้อมจะพูดคุยถึงปัญหาดังกล่าวกับนายบรรหาร เพื่อแก้ปัญหา”

มติชนออนไลน์ ยังรายงานเพิ่มเติมวันนี้ (14 ม.ค.) ว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เข้าพบ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เมื่อช่วงค่ำวันที่ 13 ม.ค. ว่า เป็นการเข้าเยี่ยมคารวะและรายงานสถานการณ์ตามปกติ ไม่ได้เข้าหารือถึงปัญหาการครอบครองพื้นที่บนเขาสอยดาว จ.จันทบุรี

อย่างไรก็ตาม ในวันนี้ (14 ม.ค.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ยืนยันถึงการเข้าพบ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เมื่อวันที่ 13 ม.ค. ว่า เป็นเพียงการเข้าเยี่ยมคารวะเนื่องในโอกาสปีใหม่และไม่มีการพูดถึงประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือทุกประเด็นตามที่มีกระแสข่าว ดังนั้นไม่จำเป็นต้องชี้แจงเรื่องนี้กับนายบรรหาร ศิลปอาชา เพราะข่าวที่ออกมานั้นไม่ใช่เรื่องจริง ดังนั้น ผู้ที่ต้องไปชี้แจงกับนายบรรหารก็คือ สื่อมวลชนที่นำเสนอข่าว พร้อมกับกล่าวด้วยว่า พล.อ.เปรมได้ให้กำลังใจ โดยให้ยึดมั่นในความซื่อสัตย์สุจริตและบ้านเมือง

ใบตองแห้งออนไลน์ : PS สุรยุทธ์

ที่มา ประชาไท

และแล้ว พล.อ.สุรยุทธ์ก็ออกมาพูด พูดเหมือนไม่ได้พูด พูดอย่างที่ผมต้องอุทานว่า “ฉิบหอยแล้ว”

ต้องเข้าใจก่อนว่าท่านมาเป็นประธานแถลงข่าวมหกรรมดนตรีเพื่อธรรมชาติและชีวิต ไม่ได้บอกว่ามาแถลงข่าวเรื่องเขายายเที่ยง แต่อะไรมันจะบังเอิญขนาดนั้น วันไหนไม่แถลงมาแถลงวันนี้ ทอสงทอสอก็โทรบอกนักข่าวมากันพรึ่บ... ด้วยความหวังว่าท่านจะยืดอกประกาศอย่างชายชาติตะหาน ว่าที่ดินเท่าแมวดิ้นตายนี้ท่านไม่ต้องการครอบครอง ขอแสดงเจตนาคืนให้ตั้งแต่วันนี้ กรมป่าไม้พร้อมเมื่อไหร่ก็มารับคืนไปได้
แต่...ที่ไหนได้ ท่านกลับบอกเหมือนเดิมว่าพร้อมจะปฏิบัติตามกฎหมาย กรมป่าไม้พิจารณาชี้ขาดอย่างไร ก็พร้อมปฏิบัติตามนั้น
ฉิบหอยแล้ว” ท่านพูดอย่างนี้เรื่องมันก็โกโซบิ๊ก เพราะตีความได้ว่าถ้ากรมป่าไม้เขาจะเอาคืน ท่านก็คืน ถ้าเขาไม่เอาคืน ท่านก็...ฮุบ (ภาษาที่สื่อชอบใช้กับนักการเมือง)
โอ๊ยๆๆๆๆๆๆ พล.อ.สุรยุทธ์ที่ผมชื่นชม
แต่ไม่เป็นไร ผมมันคนดื้อ ถึงยังไงผมก็ยังมองท่านในแง่ดี ผมเชื่อว่าใจจริงน่ะท่านไม่ห่วงหวงหรอก ที่ดินแค่นี้ สมบัตินอกกาย ชีวิตท่านต่อสู้สูญเสียและเสียสละอะไรต่ออะไรมามากมายแล้ว
เพียงแต่ตอนนี้ ท่านน่าจะมองว่า ท่านกำลังถูกเล่นงานด้วย “เกมการเมือง” ที่กะเอาท่านเป็นลูกขาวตีกระทบชิ่งให้แตกกราวไปทั้งโต๊ะ ท่านอาจจะมีที่ปรึกษา คนสนิท ใครต่อใคร กินข้าวด้วยกันเต็มโต๊ะบ้านปีย์ มาลากุล (ฮา) แล้วแนะนำว่าท่านถอยไม่ได้ ถอยก็จะถูกรุก คืนเขาก็จะหาว่าผิด ยอมรับผิดก็จะถูกไล่ ถูกทวงถามสปิริต ฯลฯ ฉะนั้นท่านต้องปากแข็งเข้าไว้
ถามว่าเรื่องเขายายเที่ยงเป็นเกมการเมืองไหม เป็นสิครับ เสื้อแดงพรืดซะขนาดนั้น เขาคงไปเพื่ออนุรักษ์ธรรมชาติและชีวิตหรอกนะ แต่ประเด็นคือเป็นแล้วท่านจะรับมืออย่างไร ไม่ใช่อ้างแต่ว่าท่านถูกเล่นเพราะการเมือง
ซึ่งเท่าที่เห็นตอนนี้ ท่านก็เพลี่ยงพล้ำไป 2 ยกแล้ว ยกแรกตั้งแต่ตอนที่อัยการออกมาแถลงสั่งไม่ฟ้อง คือไม่ว่าประเด็นกฎหมายจะถูกผิดอย่างไร ในทางการเมือง ในความรู้สึกของประชาชน-ภาษาจิ๊กโก๋แถวบ้านเขาเรียกว่า “อุ้ม” ครับ บางคนที่คิดลึกคิดร้ายหน่อยยังสงสัยว่านี่อัยการ “วางยา” ท่านอ๊ะป่าว เพราะพูดไปสองไพเบี้ย มีแต่เสียกับเสีย อยู่เฉยๆ ยังเสียน้อยกว่า
สถานการณ์ที่โดนเล่นงานด้วย “เกมการเมือง” แล้วไม่ยอมถอย ไม่ยอมแสดง “สปิริต” นี่ ประวัติศาสตร์ก็เห็นมานักต่อนักแล้วนะครับ ตั้งแต่ สปก.4-01 ที่กว่าเทพเทือกจะลาออก ชวนก็ไหม้ มาจนถึงทักษิณ ขายหุ้นไม่เสียภาษี อ้าว มันก็จริง กฎหมายเขาบอกว่าไม่ต้องเสียภาษีแล้วจะให้ไปเสียกับใครที่ไหน แต่คุณเป็นนักการเมือง เป็นผู้ดำรงตำแหน่งสูงสุดทางบริหาร เมื่อสังคมเห็นว่าคุณกระทำในสิ่งที่ไม่เหมาะสมแม้ไม่ผิดกฎหมาย คุณต้องแสดงสปิริตไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง
กี่รายกี่ราย พอไม่ “ถอย” แล้วเป็นอย่างไร ก็เห็นๆ อยู่ ท่านยังจะอ้างอยู่อีกหรือว่า “พร้อมจะปฏิบัติตามกฎหมาย”
ก็พอจะเข้าใจหรอกนะครับ เวลาที่ท่านมองจากมุมของท่านหรือผู้ใกล้ชิด ท่านก็จะมองว่าท่านไม่ได้ทำอะไรผิด ที่ดินมันถูกบุกรุกอยู่แล้ว ป่ารกร้างแล้ว อย่างที่ผมได้ยินมาคือมีคนเอามาใช้หนี้ ถ้าไม่เอาก็สูญ (ช่วยอธิบายนะเนี่ย) พล.อ.นินนาท เบี้ยวไข่มุข นายทหารคนสนิทของท่าน ก็อ้างว่าท่านทราบดีว่าไม่มีสิทธิเป็นเจ้าของ (ทราบมาเป็นสิบปี และจะทราบต่อไปอีกนานไหม) ท่านได้มาก็ไม่ได้เอาไปใช้ประโยชน์ทางธุรกิจ แต่ไปปลูกต้นไม้ไว้จำนวนมาก จนมีสภาพสวยงามเช่นปัจจุบัน เพื่อเอาไว้ใช้พักผ่อนเป็นครั้งคราวเท่านั้น (ไม่บอกด้วยล่ะว่าท่านปรับที่แผ้วถางพัฒนาไปเป็นล้าน) แถมชาวบ้านที่นั่นยังได้อานิสงส์ที่ท่านไปอยู่ใกล้ๆ ได้รับความช่วยเหลือเมื่อเกิดภัยแล้งภัยธรรมชาติอีกต่างหาก (ฟังแล้วน่าจะจัดสรรให้ท่านนายพลเศรษฐีผู้ดีชาวกรุงไปครอบครองที่ ภบท.ทุกหมู่บ้านตำบล ชาวบ้านจะได้มีที่พึ่ง มีเทวดามาโปรด)
แต่ท่านลองมองย้อนดูหัวอกไอ้เทือกบ้างไหม เฮ้ย แจกอยู่ดีๆ พ่อผัวยัยอัญชลีได้ สปก. 4-01 ผมว่าไอ้เทือกก็ต๊กกะใจเหมิอนทุกคนนั่นแหละ เพราะเจ้าหน้าที่ สปก.ทำอย่างนี้ทุกแห่งในประเทศไทย ไปดูได้ ใครครอบครองอยู่ก็แจก สปก.คนนั้น ไม่สำคัญว่าเป็นเกษตรกรหรือนายหัว นั่นคือความผิดพลาดของนโยบาย แต่มาเจอรูปธรรมที่มัน drama ตอนไอ้เทือกแจกอยู่พอดี ไอ้เทือกคิดว่าตัวเองไม่ผิด ไม่ออก ก็ฉิบหอยสิครับ ไม่ได้พังคนเดียวแต่พังทั้งรัฐบาล
ถ้าเทียบทักษิณยิ่งหนักกว่า ทักษิณขายหุ้นผิดตรงไหน ทักษิณก็บอกว่า “พร้อมจะปฏิบัติตามกฎหมาย” ถ้ากรมสรรพากรเรียกเก็บภาษีก็จะจ่าย แต่กางประมวลรัษฎากรตรงไหนก็ไม่มี (คตส.มาตะแบงเอาหลังรัฐประหาร แต่ก็ยังอ้างได้แค่หุ้นที่โอนมาจากเมืองนอก)
ทักษิณไม่ผิดกฎหมาย แต่ผิดที่ความไม่เหมาะสมไงครับ เพราะผู้ดำรงตำแหน่งบริหารประเทศ ต้องมีจริยธรรมสูงกว่าพ่อค้า ต้องเสียสละเพื่อการทำงานให้ส่วนรวม แต่อีกมือหนึ่งคุณยังแสวงกำไร หวังผลกำไรสูงสุด มองอย่างเดียวว่าต้องขายหุ้นตอนที่มันพีค แทนที่จะขายหุ้นไปตั้งแต่ปีแรก คุณกลับขายให้ลูก บอกว่าของลูก ลูกบรรลุนิติภาวะแล้ว ทางกฎหมายใช่เลย แต่ทางความเป็นจริงใครก็รู้ว่าของคุณ คุณยังดูแลอยู่
ทักษิณก็ยังคิดแบบพ่อค้าอยู่นะครับ คือคิดว่าตัวเองไม่ผิด ถ้า พล.อ.สุรยุทธ์คิดแบบคนธรรมดา แบบนายหมูนายแมวเสี่ยแม้ว ท่านก็คิดได้ว่าตัวเองไม่ผิด โหย ใครๆก็ครอบครองที่ ภบท.เยอะแยะไป เหมือนประเทศนี้ใครๆ ก็ฝ่าไฟแดงโดยบอกว่าเหลืองชัดๆ ท่านครอบครองแล้วยังทำความดีอีกต่างหาก ปลูกป่าให้สวยงามร่มรื่น
ที่ว่าเทียบกับทักษิณแล้วหนักกว่า เพราะผมมองว่าทักษิณไม่ได้ “ฝ่าฝืนกฎหมาย” (แต่ชอบไต่เส้นกฎหมาย) อย่างที่คุณสมลักษณ์ จัดกระบวนพล กรรมการ ปปช. อ้างในบทความเรื่องคดี 5-4 มาตรา 100
เพราะมาตรา 100 ห้ามเจ้าหน้าที่รัฐเป็นคู่สัญญาหรือมีส่วนได้เสียในสัญญาที่ทำกับ หน่วยงานของรัฐ ที่ตัวเองมีอำนาจกำกับดูแล การตีความสัญญานี้จะตีความกว้างตะพึดตะพือไม่ได้ เพราะสัญญาที่บุคคลทำกับรัฐมีมากมาย ตั้งแต่ใช้น้ำใช้ไฟใช้โทรศัพท์ เวนคืนอสังหาริมทรัพย์ อะไรต่อมิอะไร ที่เป็นเรื่องปกติ สัญญาที่เข้าความผิดมาตรา 100 อย่างน้อยต้องเป็นสัญญาที่เจ้าหน้าที่รัฐมีอำนาจเข้าไปใช้ดุลพินิจ ซึ่งการประมูลขายทอดตลาดมันไม่ใช่เรื่องของการใช้ดุลพินิจ มันมีหลักเกณฑ์ชัดเจนรวบรัดว่าใครเสนอราคาสูงกว่าก็ได้ไป ไม่เหมือนการประมูลก่อสร้างที่ต้องมีเปิดซองเทคนิคมีการกำหนดสเปก ตรงนี้ต่างหากที่ทำให้ตุลาการเห็นแย้งกัน 5-4
แต่ทักษิณกับพจมานทำผิดจริยธรรมเพราะมันไม่เหมาะสม ตัวเป็นนายกฯ ไม่สมควรไปประมูลซื้อที่ดินของรัฐแข่งกับคนอื่น ถึงจะเห็นเป็นโอกาสได้ที่ดินสวย ราคาไม่แพง ก็ต้องอดทนอดกลั้น เพราะผัวเป็นนายกฯ นี่คือจริยธรรม คุณต้องเสียสละ ต้องยอมสละไม่ทำอะไรที่เคยทำได้เหมือนตอนยังไม่เข้าสู่ตำแหน่งทางการเมือง
ความผิดทางจริยธรรมแบบนี้เป็นเรื่องโลกะวัชชะ คือทำให้เสื่อม เปรียบเหมือนเมียอธิบดีหรือรองอธิบดีกรมบังคับคดี ไปประมูลซื้อที่ดินขายทอดตลาด ยกมือแข่งกับคนอื่นแฟร์ๆ ผัวไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้องใช้ดุลพินิจ ฉะนั้นไม่ควรติดคุก แต่ก็จะถูกซุบซิบนินทา ปากหอยปากปู ทำนองว่าคนอื่นเขาเกรงใจหรอกน่า เขายอมให้ พูดกันไปปากต่อปากผัวก็เสื่อม
เมื่อเทียบท่านกับทักษิณ ทักษิณไม่ได้เจตนา “ฝ่าฝืนกฎหมาย” เพราะทักษิณเชื่อว่าทำได้ เชื่อว่าตัวเองไม่ได้มีอำนาจกำกับดูแลกองทุนฟื้นฟู (ก็คนตัดสินยังเสียงแตก 5-4 ว่าทำได้ทำไม่ได้) แต่ในกรณีของท่าน ท่านรู้ตั้งแต่แรกไม่ใช่หรือ ว่าเป็นที่ดินซึ่งครอบครองไม่ได้ กฎหมายไม่ให้ครอบครอง ถึงจะไม่ใช่ความผิดร้ายแรง แต่ก็ “ฝ่าฝืน” ไปแล้ว
ถ้าพูดถึงจริยธรรมยิ่งแล้วใหญ่ เพราะตัวท่านเองก็พูดอยู่บ่อยๆ ว่าห่วงใยปัญหาที่ทำกินของราษฎรผู้ยากไร้ ท่านอยู่ในฐานะสูงส่งที่ต้องเป็นแบบอย่าง จะกล่าวเพียงว่า “พร้อมจะปฏิบัติตามกฎหมาย” ได้อย่างไร
ท่านจึงจำเป็นจะต้องแสดงสปิริต ซึ่งหมายถึงการชิง “เสียสละ” มากกว่าจะรอคอยให้กรมป่าไม้พิจารณาชี้ขาดอย่างไรแล้วค่อยทำตาม
วกกลับมาที่เรื่อง “การเมือง” ล้วนๆ สถานการณ์แบบนี้ ถ้าผงไม่เข้าตาตัวเองก็ไม่รู้ แต่ตอนนี้ท่านน่าจะรู้แล้วว่า คนที่เป็น “จำเลยสังคม” น่ะ ในมุมมองของเขาและคนใกล้ชิด ล้วนเชื่อว่าตัวเองไม่ได้ทำผิด หรือผิดก็ผิดนิดเดียว น้อยกว่าที่โดนกล่าวหาโจมตี แล้วพวกเขาก็จะพยายามแก้ต่าง ตอบโต้ ไม่ยอมถอย เรียกร้องให้เข้าใจมุมมองของเขาบ้าง ให้ความเป็นธรรมเขาบ้าง ฯลฯ
แต่-บทเรียนของสังคมเส็งเคร็งนี้นะครับ อะไรที่มันจุดติดแล้ว เป็นกระแสแล้ว ยิ่งโต้แย้งยิ่งย่ำแย่ กลายเป็นผิดแล้วไม่ยอมรับผิด ประชาธิปัตย์ยังรู้จักเอาบทเรียนนี้มาใช้ กอร์ปศักดิ์ วิทยา ชิงลาออก แล้วกระแสก็ซาไป ไม่มีใครสนใจทุจริตพอเพียงอีก ทั้งที่หลักฐานเหวอะหวะ
ผมก็ยังไม่แน่ใจว่านี่มันจุดติดหรือยัง แต่อย่างที่บอก 2 ยกแล้ว มีแต่เข้าเนื้อ ท่านคงจะต้องตั้งสติให้มั่น เข้าวิปัสนากรรมฐาน รวบรวมสมาธิรับมือ เก๊กหน้าให้เหมือนพระธุดงค์เข้าไว้ (ฮา) อย่าใช้อารมณ์และความหวาดระแวงเหมือนที่ใช้กับน้องวาสนา เพราะท่านจะน่วมเอง ท่านต้องรู้จักจังหวะถอย แสดงสปิริตเมื่อถึงสเตป เพราะเรื่องนี้มีหลายสเตป ทั้งการครอบครองที่ดิน ทั้งความเหมาะสมต่อตำแหน่งหน้าที่ ถ้าผิดสเตปก็ขัดขาตัวเอง หงายท้องสิครับ
อย่างที่บอกว่าถ้าท่านประกาศคืนที่ดินเสียตั้งแต่ตอนพ้นตำแหน่งนายกฯ ก่อนได้รับโปรดเกล้าฯ กลับมาเป็นองคมนตรี เรื่องที่แล้วมาก็จบ หรือถ้าท่านประกาศคืนเสียตั้งแต่วันนี้ สเตปที่สองเรื่องจริยธรรม ก็จะเบาบางลดน้อยลง นี่อาจมองสวนทางกัน เพราะบางคนกลับกลัวว่ายิ่งถอยยิ่งถูกรุก แต่ผมมองว่าถ้าไม่แสดงสปิริตให้ชัดเจนระดับหนึ่ง ก็เอาไม่อยู่
ว่างๆ ท่านน่าจะลองเรียกเทพเทือกไปคุย ถ่ายทอดประสบการณ์สมัย สปก.4-01 ว่าโดนซะอ่วมอย่างไร ทำไมจึงคิดว่าตัวเองไม่ผิด หรือถ้าจะเอาสดๆ ร้อนๆ หน่อย ก็น่าจะโทรไปคุยกับทักษิณ (ฮา) ว่าตอนนั้นที่เถียงไม่ตกฟากน่ะ ได้บทเรียนอย่างไร

เขายายเที่ยง ยุทธการงัดอ้อยออกจากปากช้าง by วโรทาห์

ที่มา thaifreenews

โดย Porsche

Posted by วโรทาห์


เละตุ้มเป๊ะ ดูไม่จืดจริงๆ เซ่อวินสตัน เชอร์ชิลแห่งเมืองไทย หลังจากโดนเสื้อแดงเค้นคอจนตาโปน ยอมคายเขายายเที่ยงออกมาอย่างเสียไม่ได้ พร้อมเลือดกำเดาที่พุ่งกระฉูดออกมาเป็นสาย
ก็พูดกันดีๆแล้วไม่รู้ฟัง มันเลยต้องลงมือลงไม้กันบ้าง หวังว่าคงจะเข้าใจ

เคราะห์ยังดีที่ อัยการสูงปรี๊ด ท่านมาถูกที่ถูกเวลาอย่างไม่น่าเชื่อ ตัดสินใจลงชนแทนวัว
สั่งไม่ฟ้องมันดื้อๆ อ้างว่าไม่ได้เจตนา ไม่งั้นมีหวังได้เห็นองคมนตรี ตกเป็นจำเลยในคดีอาญา
ประเดิมศักราชใหม่ ให้อร้าอร่ามกันไปเลย

เรื่องของเรื่อง เป็นถึงองคมนตรี แถมยังคั่วตำแหน่งประธานโครงการอนุรักษ์ป่าเขาใหญ่ อีกต่างหาก แต่ดันไปงาบอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่เข้าให้ มันเลยดูไม่จืดอย่างที่เห็น

เคยได้ยินคลับคล้ายคลับคลาว่า นักการเมืองนั้น ต้องมีต่อมจริยธรรมโตกว่าคนปกติ
แต่องคมนตรีคงไม่จำเป็น ก็ขนาดเรื่องแดงโร่ออกอย่างนี้ ยังทำทู่ซี้
ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย ไม่ยอมคืนซะงั้น แค่บอกว่า "พร้อมปฏิบัติตามกฎหมาย ถ้ากรมป่าไม้ชี้ขาดลงมา"

แหม..ถ้าแน่จริง ก็ประกาศไปเลยว่า "ไม่พร้อมที่จะปฏิบัติตามกฎหมาย ไม่ว่าใครจะชี้ขาดลงมาก็ตาม"

สงสารแต่กรมป่าไม้ ที่อยู่ดีๆต้องไปอุ้มเผือกร้อนเอาไว้ จนหน้าเขียวหน้าเหลือง
เลยขอต่อเวลาทดเจ็บไปอีก 60 วัน แล้วค่อยตัดสินชี้ขาด ว่าจำเป็นต้องคืนหรือไม่

นับเป็นการกระทำ 2 มาตรฐานที่น่าเกลียดน่าชังเป็นที่สุด ทีตาสีตาสารีบผวาเข้าเอาใจ ไม่ทันข้ามวันก็ได้ติดคุกสมใจอยาก แต่กับผู้ยิ่งใหญ่คับฟ้า ดันปล่อยให้นั่งลุ้นเสียวอยู่ได้ตั้ง 60 วัน มันจะอะไรกันนักกันหนา

เขาถึงว่า สอนใครต่อใคร สอนได้หมด แต่สอนตัวเองมันยากอย่างนี้นี่เอง ก็แหม..บ้านหลังงาม ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติ ที่ดินทำเลทอง ของดีๆทั้งนั้น องคมนตรีก็เสียดายเป็นเหมือนกัน

อะไรไม่ว่า ขนาดจับได้คาหนังคาเขาถึงขั้นนี้ จนแล้วจนรอด ยังไม่ยอมลาออกจากองคมนตรี
ไหนเห็นจ้อกันจังว่า รักสถาบันจะเป็นจะตาย ในเมื่อรู้ตัวว่าเป็นตำบลกระสุนตก ก็น่าจะเด้งหลบไป ให้ไกลๆจากสถาบันหน่อย แต่นี่ดันมาล่อเป้า กะให้กระสุนตกใส่สถาบัน จะได้หาเรื่องจับคนยิงยัดคุกซะให้เข็ด

เสื้อแดงนี่ก็แรงไม่ตกจริงๆ ยิ่งหลังๆมานี้ ได้น้ำเลี้ยงจาก 2 มาตรฐานของอำมาตย์ ถึงกับโตวันโตคืน
จนใหญ่ยิ่งกว่าช้าง ออกหมัดแต่ละที แหม..มันได้น้ำได้เนื้อ เหลือกำลังลาก

แต่แน่นอนว่า ไปงัดอ้อยออกจากปากช้าง ช้างมันก็ต้องสู้สุดฤทธิ์เป็นธรรมดา เชื่อเลยว่า
ต่อจากนี้ไปเกมต้องแรงขึ้น ชนิดถึงลูกถึงคนอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะว่าถ้าพูดถึงลูกโหดแล้ว ลุงยุทธแกเป็นรองก็แค่ป๋าคนเดียว ไม่เชื่อไปถามทหารกะเหรี่ยงดูได้

อย่างว่า การยุทธครั้งนี้ ฝ่ายวางแผนคงไม่ได้ต้องการแค่อ้อย แต่หวังผลเลยเถิดไปถึง
การเปิดโปงเวทย์ไสยมนต์ดำ ที่พญาช้างสารพยายามเสกสรรค์ปั้นแต่ง เพื่อแหกตาชาวบ้านว่า
ช้างโขลงนี้ ดื่มกินคุณธรรมเป็นอาหารหลัก

แต่เอาเข้าจริง ก็ฟาดไม่เลี้ยงเหมือนกัน

พูดถึงเขายายเที่ยงทีไร อดไม่ได้ต้องนึกถึงลุงจิ๋วทุกที หวังว่าคงยังจำกันได้
เพราะเรื่องเพิ่งผ่านไปเพียงไม่กี่ปี ตอนนั้นลุงยุทธแกกำลังขึ้นหม้อในตำแหน่งนายกฯ
เพราะป๋าแกออกมาเชียร์แขกให้ ว่าคนนี้ไหว้ได้ ไม่ต้องกลัวเสียมือ

อยู่ๆลุงจิ๋วไม่รู้มาจากไหน มาถึงก็ปล่อยของเรื่องโบกี้รถไฟ บอกให้นักข่าวไปถามนายกฯว่า
ของนี้ท่านได้แต่ใดมา

เรื่องหมูๆอย่างนี้ มีหรือลุงยุทธจะไม่โดดงับ รีบรวบรวมเอกสารแล้วนัดนักข่าวมาฟังชี้แจง
รวดเร็วฉับไวอย่างไม่น่าเชื่อ เผลอแผล็บเดียว โดดขึ้นโพเดียมออกทีวีอธิบายจ๋อยๆ หน้าโปรเจ็คเตอร์ที่ฉายภาพบ้านหลังใหญ่โต พร้อมโบกี้รถไปตั้งเด่นเป็นสง่า

สื่ออำมาตย์ก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ไม่แน่ใจว่า ถึงขนาด"รวมกันเฉพาะเกือก"หรือเปล่า
ผลปรากฎว่า..เคลียร์ เรื่องโบกี้รถไฟ ไม่มีใครค้างคาใจแม้แต่น้อย

แต่เจ้ากรรม ดันมาอื้อฮือ..โอ้โฮ ตรงที่ตั้งของโบกี้รถไฟ ที่ท่านถ่ายรูปมาขึ้นจอให้ดูกันจะๆนั่นแหละ ว่าบ้านอะไรมันจะใหญ่โตสวยงามปานนั้น แถมวิวทิวทัศน์ก็สุดยอด อย่างกับอยู่ในอุทยานแห่งชาติยังไงยังงั้น

กว่าจะรู้ตัวว่า ถูกขงเบ้งหลอกให้ออกมาเปิดโปงเรื่องเขายายเที่ยง ก็ลอกคราบตัวเองออกจอทีวีซะล่อนจ้อน ไม่เหลือแม้แต่กกน. ส่งให้บิ๊กจิ๋วนั่งหัวร่องอหายอยู่หน้าจอทีวี จนป่านนี้ยังอำกันไม่เสร็จ

แปลกแต่จริง ที่งานนี้มีแต่พวกทรยศชาติ ดาหน้าออกมาทวงคืนสมบัติชาติ ในขณะที่พวกกู้ชาติ ที่เคยทวงคืนดาวเทียมอยู่เหย็งๆ กลับนั่งอมสากกันเงียบกริบ ก็ขนาดป๋าจอมเชียร์แขก ยังนั่งแก้มตุ่ย
ไม่รู้ว่าอมอะไรอยู่ ก็เพราะ 2 มาตรฐานอย่างนี้นี่เอง บ้านเมืองมันถึงได้ทุรยุค

ร่ำๆว่าจะนองเลือดซะให้ได้

วโรทาห์: 14 ม.ค. 53

http://warotah.blogspot.com/

ถลกหน้าคนโกหกได้คาหนังคาเขา..ที่เข้าพบป๋าเพราะ...

ที่มา thaifreenews

โดย ป้าพลอย

วันนี้อ่านข่าวเกี่ยวกับมาร์ครุดเข้าพบป๋า แต่พอนักข่าวถามว่าเข้าพบป๋าทำไม มาร์คบอกไปอวยพรปีใหม่โอ้..แม่เจ้าโว๊ย..มันโกหกอย่างด้านๆเลยแฮะ..ก็เพิ่งเห็นเอากระเช้าผลไม้ไปให้ป๋าเมื่อต้นเดือนอยู่หลัดๆที่ไปอวยพรปีใหม่ในกระเช้าที่เห็นๆนั้น

มีมะม่วง 6 ลูกจำได้คาตา แล้วเมื่อวานบอกนักข่าวว่าเข้าพบป๋าเพื่ออวยพรปีใหม่ ทำไมไปอวยพรหลายครั้งจังวะมาร์ค? จับโกหกได้คาหนังคาเขาเลย แต่อ้ายเทือกบอกว่ารุดพบป๋าเพื่อปรึกษาเกี่ยวกับสถานการณ์บ้านเมือง แล้วมันอย่างไงกัน

ตัวนายกบอกเข้าพบป๋าเพื่ออวยพรปีใหม่ แต่อ้ายเทือกบอกไปพบเพื่อสถานการณ์บ้านเมืองฟังดูแล้ว ทำไมมันไปคนละทางไม่ได้นัดกันก่อนให้สัมภาษณ์แบบนี้นายกหน้าแหกอีกรอบ การเข้าพบครั้งนี้ได้ข่าวว่าเกี่ยวกับเขาสอยดาวนี่แหละ ที่ป๋ามีข้อ

เกี่ยวข้อง เพราะมาร์คคงกลัวป๋าของตนมีปัญหาเหมือนยุทธยายเที่ยง ถึงต้องรุดเข้าพบเพื่อหาทางป้องกันพ่อไม่ให้ใครล่วงล้ำได้ ปกป้องคนกระทำความผิดกันจังเลยหนอประเทศไทย สรุปแล้วมีหลักฐานคาตา ผู้กระทำความผิดล้วนแล้วคือคนดีของ

แผ่นดินทั้งนั้น คนที่สถาปนาตัวเองว่ามีจริยธรรมสูงสุด ทำตัวแบบอย่างมือถือสากปากถือศีล มันเข้าตำราชัดๆ ต่อไปนี้คงไม่มีใครนับหน้าถือตาอีกต่อไปแล้วเพราะในเมื่อกระทำความผิดแล้วไม่ยอมรับผิด ป๋าเองก็ผิดมาหลายกระทงเมื่อครั้งนำทหาร

สามเหล่าทัพเข้าเฝ้ายามวิกาลตอนทำรัฐประหารวันที่ 19 กันยายน 2549 ยุ่งเกี่ยวไปทั่วทุกเรื่อง อีกทั้งสนับสนุนให้มาร์คขึ้นมาเป็นนายกทั้งอุ้มทั้งชูลูกมาร์คนั่งเก้าอี้ คราวนี้เรื่องแดงหนักเข้าไปอีกมีส่วนทำลายป่าเขาสอยดาว คนดีของเหล่าสางเขียว

เผยหน้ากากออกให้ชาวโลกได้ชมอย่างชัดขึ้น อยู่บ้านหลวงน้ำไฟฟรีมีทหารรับใช้ แถมยังเก็บเล็กเก็บน้อยเพื่อกิ๊กของตนให้มีกินมีใช้เพิ่มขึ้น แล้วเมื่อเป็นเช่นนี้เรายังต้องเคารพบูชาคนที่ไม่ได้ทำอะไรให้บ้านเมืองเลย แต่กลับทำลายบ้านเมืองยุยง

ส่งเสริมให้คนกระทำความผิด บุกรุกที่ป่าสงวนทั้งที่ตัวเองรู้อยู่แก่ใจว่าผิดกฏหมาย หากเค้นกันให้ถึงพริกถึงขิงออกมาให้หมด ก็จะได้เห็นกลุ่มคนเหล่านี้เหมือนแหที่ติดกันเป็นพรวน ที่มีผู้คนมีส่วนร่วมเกี่ยวข้องกระทำความผิดกันทั้งกระบวนการณ์

ความบริสุทธิ์แทบจะไม่มีให้เห็นเลย เขายายเที่ยงคือหลักฐานสำคัญที่บ่งบอกถึงความอยุติธรรมจากคนที่บอกว่าตนเป็นคนดีของชาติ แล้วกล้ากระทำความผิดเสียเอง แล้วเมื่อเป็นเช่นนี้ประชาชนก็มีสิทธิ์ทำได้เช่นท่านมิใช่หรือ? ในเมื่อท่านเองยัง

ไม่เคารพกฏหมายทำตัวเป็นตัวอย่างใว้ พวกเรารากหญ้าก็ทำตามที่ท่านได้ทำตัวอย่างใว้ไงละ อย่างนี้ถือว่ายุติธรรมนะ.

แก้ผ้าองคมนตรี..

ที่มา thaifreenews

โดย ป้าพลอย

<<<โหลดมาจากประชาไท>>>


แก้ผ้า องคมนตรี อะไรที่ห้ามไว้ไม่สามารถหยุดท่านได้ เพราะท่านทำหมด ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุครับ


1. องค์ที่ 1. เขาห้ามบุกรุกป่า ท่านองค์ ก็บุกรุกซื้อที่ หากบอกไม่รู้ว่ารุกป่า

นั่นคงต้องไปหลอกเด็ก เพราะท่านองค์ สุรยุทธ เคยใหญ่อยู่ในกองทัพภาค2

จะต้องมีหน้าที่รับผิดชอบความมั่นคงและทรัพยากรของชาติ แถมท่านยังเคยเป็นนายกฯมาแล้วนะ

นี่น่าจะเอาไปลงรายการ BELIEVE IT OR NOT ?

อ้อเห็นใครๆก็บอกเมียท่านซื้อ ไม่รู้ท่านองค์เซ็นต์ชื่ออนุญาตให้เมียซื้อหรือเปล่า ถ้าใช่น่าจะถูกติดคุกซัก สิบปีนะๆๆ
เพราะทักษิณเซ็นต์ให้เมียซื้อที่ที่กระทรวงคลังประกาศขายยังโดนคุกสองปี

นี่ถ้าเซ็นต์ให้เมียซื้อที่ป่าสงวน มันผิดๆๆๆซ้ำซาก ไม่น่าจะน้อยกว่า สิบปีนะท่าน

........................................................................

2. องค์ที่ 2 นี่เป็นหัวหน้าองค์ที่ 1 คือองค์ท่านเปรม อันโด่งดัง รู้จักกันทั่วว่าท่านชอบ.........

ชอบคนเอาอกเอาใจ เคารพกราบไหว้ ( มีรูปเด็กนั่งเรียงก้มกราบเหมือนก้มกราบเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินเลย )

และที่ท่าน องค์เปรม ชอบแต่ปากบอกไม่ชอบ ( เพราะเขาห้ามชอบ ) รู้มั้ยอะไร....ติ๊กตอกติ๊กตอก....

55555 รู้นะคิดอะไรอยู่ ....ถูกแต่ไม่ทั้งหมด

.

.
ก็ชอบเล่นข้างหลังหรือเบื้องหลังไง อ๋อ เรื่องการเมืองบอกไม่ยุ่งแต่ นสพ.เขารู้เขาเอามาบอกตลอดแหละว่า

เปรมน่ะจอมชักใยอยู่เบื้องหลัง ชักขึ้นชักลง ชักเข้าชักออก

ชอบใครพรรคไหนก็ชักพรรคนั้นขึ้นนั่งเป็น รัดทะบาน

ชักเข้าชักออก ก็ไม่ชอบทักษิณก็ชักเอาออกด้วยวิธีการหนึ่ง

ชักเข้า ....อุเหม่ กล้าๆพูดบอก คนไทยโชคดี ได้ อผีสิทธิ เป็นนาโย๊ก...นี่แหละคนนี้ที่ใครๆว่าเปรมทั้งดันทั้งชักเข้าจนเป็นนาโย๊ก

เป็นไงครับไม่เชื่อหรือ ไปดูไทยรัฐสิ....มาร์ครุดพบป๋า ป๋าให้ทำงานต่อไป อย่ายุบสภา พร้อมคุย "บรรหาร" เพื่อหาทางออกให้รัฐบาล

http://www.thairath.co.th/content/pol/58646

หรือไปถามสุริยะใส สิ เพราะไอ้นี่มันเป็นคนเอามาเปิดเผยใน นิตยสาร image ที่มีเป็นหลักฐานไว้ว่า ใสมันบอกเปรม บัญชาการทำรัฐประหาร รัฐบาลทักษิณ

อย่างนี้ทุกทีแล้วทำปากแข็งว่าไม่ยุ่งการเมือง มันเป็นไปได้ไง ท่านเปรม ใครๆแม้แต่ สื่อต่างชาติก็รู้ คนไทยทั้งประเทศก็รู้...

มีแต่ตัวเปรมที่ทำหน้าซื่อบอก กูไม่รู้เรื่อง

เมื่อด่านคุณธรรมโดนตีแตก ทัพเสื้อแดงเหมือนสายน้ำที่ไหลบ่าเข้าประตูด่าน

ที่มา thaifreenews

โดย...ลูกชาวนาไทย




หากนี่เป็นสงครามในสามก๊ก ผมคิดว่ายุทธการเขายายเที่ยง คือการหักด่านครั้งสำคัญที่สุดของกลุ่มอำมาตย์ครับ เป็นจุดอ่อนหรือหัวใจเลยทีเดียว และอำมาตย์ไม่อาจป้องกันได้ด้วยไม่ว่าจะทำอย่างไร

สงครามทางการเมืองยุคใหม่นั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ “ต้องเอาชนะใจ” ประชาชนก่อนครับ โลกยุคใหม่ เราไม่อาจใช้วิธี “ประหารเจ็ดชั่วโคตร มาล้างเผ่าพันธุ์ศัตรูทางการเมืองให้สิ้นซากได้ และการใช้กำลังอาวุธ ก็ไม่อาจได้ชัยชนะอย่างแท้จริง โลกไม่เหมือนกับเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ที่ใครทำรัฐประหารใช้กองทัพ โดยไม่ได้รับการยอมรับจากประชาชนแล้วจะสามารถครองอำนาจได้ตลอดไป ฝ่ายต่อต้านที่แม้ปราศจากอาวุธพวกเขาก็สามารถต่อต้านได้เสมอ

อีกอย่างหนึ่งโลกยุคนี้ “รัฐไม่อาจกุมอำนาจการสื่อสารได้อย่างสมบูรณ์” หมดยุคการผูกขาดข่าวสารอีกต่อไป รัฐจึงไม่อาจปิดหูปิดตาหรือสร้างกระแสข้างเดียวได้

ดังนั้น “สื่อ” หรือ Medium หรือตัวหลางในการส่งสาร ช่องทางในการส่งสาร จึงไม่ได้ “สำคัญเป็นจุดเป็นตายอีกต่อไป การกลุ่ม “สื่อ” ได้ ก็ไม่ได้กุมความได้เปรียบอีกต่อไป

ไม่ใช่ว่า “สื่อไม่สำคัญนะครับ แต่ความสำคัญมัน ไหลเลื่อนไปที่ “ตัวสาร” ที่ส่งไปมากกว่า ยุคก่อนรัฐหรือ “ลัทธิซาบซึ้ง” กุมสื่อได้ ก็ผูกขาดการส่งสารแต่ฝ่ายเดียว วฝ่ายตรงข้ามไม่อาจส่งสารได้ ดังนั้น “สาร” จะมีเนื้อหา มอมเมา ไม่สมเหตุสมผลหรือไร้สาระเพียงใด ก็ยังมีอิทธิพลต่อผู้รับ เพราะผู้รับไม่มี “สาร” อื่นๆ คอยเปรียบเทียบ

ยุคนี้เมื่อไม่อาจกุมสื่อได้หมดสิ้น เนื้อหาของ “สาร” จึงสำคัญกว่าสื่อ เนื้อหาคือ อุดมการณ์ หลักการที่สมเหตุสมผล มีพลังในการ “โน้นน้าว” ไม่ใช่โฆษณาคุณธรรมจริยธรรม แต่พวกตนทำอะไรก็ได้ สารแบบนี้ส่งไปยังประชาชนด้วย

ตอนนี้ ต่อให้หาทางลงช่วยเหลือสุรยุทธ์ อย่างไรก็ไม่มีประโยชน์ เพราะ “ป้อมปราการจริยธรรม” นั้นแตกไปแล้ว เนื้อหาทางอุดมการณ์ที่เอามาโปรประกันดาตลอดเวลานั้น “ล่มสลายเสียแล้ว”

เมื่อ “อุดมการณ์ของลัทธิซาบซึ้งสั่นคลอน” การดำรงอยู่ก็มีปัญหาแน่นอน

เมื่อ เปิดจุดอ่อนเช่นนี้ คนเสื้อแดงก็ลุยต่อได้อย่างสนุกสนานแหละครับ

ต่อให้สรุยุทธ์ ลาออก คนเสื้อแดงก็จะลุย เปรม ติณสูลานนท์ ที่มีจุดอ่อนเช่นนี้เหมือนกัน
การเสียสุรยุทธ์ เท่ากับเป็นการเสีย “ทายาทอสูรโดยแท้” เมื่อ อสูรไม่มีทายาท หรือสร้างใหม่ก็ไม่ทัน อาณาจักรอสูรก็ถึงวันที่เสื่อมสลายครับ

การเมืองไทย ๒๕๕๓ : ทางตันของคณะรัฐประหารและรัฐบาลประชาธิปัตย์

ที่มา thaifreenews

การเมืองไทย ๒๕๕๓ : ทางตันของคณะรัฐประหารและรัฐบาลประชาธิปัตย์

รองศาสตราจารย์ ดร. วรพล พรหมิกบุตร

(นักวิชาการเพื่อประชาธิปไตยและสันติวิธี)

คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

มกราคม ๒๕๕๓

๑. ภูมิหลังปัญหาและความต่อเนื่องของความขัดแย้ง

การรัฐประหารวันที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๙ มีวัตถุประสงค์ในการกำจัดการเมืองระบอบประชาธิปไตย เพื่อหวนคืนสู่การเมืองระบอบคณาธิปไตยโดยใช้รัฐสภาที่มีเครือข่ายคณะรัฐประหารในกองทัพและผู้ร่วมผลประโยชน์ภายนอกกองทัพ (ดังปรากฏบทบาทและตัวตนของบุคคลรวมทั้งองค์กรต่าง ๆ หลากหลายวิชาชีพในช่วง ๓ ปีที่ผ่านมา) ร่วมกันสืบทอดอำนาจปกครองโดยอาศัยรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ และกฎหมายอื่นทั้งที่มีอยู่แล้วและที่บัญญัติขึ้นใหม่เป็นการเฉพาะสำหรับการสืบทอดอำนาจภายในเครือข่ายคณะรัฐประหาร (รวมทั้งการกำจัดปรปักษ์ทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย)

วิธีการหวนคืนสู่ระบอบคณาธิปไตยและสืบทอดอำนาจการเมืองการปกครองของเครือข่ายคณะรัฐประหาร ๒๕๔๙ กระทำเป็นกระบวนวิธีมีลำดับขั้นตอนโดย (๑) การยึดอำนาจการเมืองด้วยกำลังในวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ซึ่งเป็นการกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๓ แต่ออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้ตนเอง (๒) การจัดตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติและสภาร่างรัฐธรรมนูญของคณะรัฐประหาร (๓) การมอบหมายให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติและสภาร่างรัฐธรรมนูญของคณะรัฐประหารเขียนบทบัญญัติทางกฎหมายกำหนดขั้นตอน ซ่อนวิธีการสืบทอดอำนาจและการควบคุมการเมืองการปกครองในรัฐสภาโดยใช้กฏหมายหรือนิติวิธี สืบเนื่องต่อจากช่วงเวลาที่ต้องควบคุมด้วยกำลังอาวุธ (ได้แก่ บทบัญญัติว่าด้วยวุฒิสภา, บทบัญญัติว่าด้วยการสรรหาองค์กรอิสระและองค์กรตามรัฐธรรมนูญ, และบทเฉพาะกาลเป็นสำคัญ) เครือข่ายคณะรัฐประหาร ๒๕๔๙ กระทำการตามขั้นตอนกระบวนวิธีเหล่านี้สำเร็จระหว่างวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ถึงวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐

ท่ามกลางความสำเร็จดังกล่าว เครือข่ายคณะรัฐประหาร ๒๕๔๙ ประสบความล้มเหลวในเบื้องต้น (ทั้ง ๆ ที่ใช้ทุนสาธารณะของประชาชนไปเป็นจำนวนมากรวมทั้งออกคำสั่งบังคับใช้บุคคลากรของกองทัพเป็นเครื่องมือสนับสนุนความพยายามของตนเอง) คือ ความล้มเหลวของเครือข่ายรัฐประหาร ๒๕๔๙ ในการขัดขวางไม่ให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งไปลงคะแนนเสียงเลือกสมาชิกพรรคพลังประชาชน (พรรคการเมืองที่เอกสารทางทหารจากสำนักงานของคณะรัฐประหารในปี ๒๕๕๐ ระบุว่าเป็น กลุ่มอำนาจเก่า สืบแทนพรรคไทยรักไทย) เป็นผู้แทนราษฎรในเดือนธันวาคม ๒๕๕๐ และความล้มเหลวต่อเนื่องที่ไม่สามารถขัดขวางพรรคพลังประชาชนเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลบริหารประเทศได้สำเร็จเมื่อต้นปี ๒๕๕๑

หลังจากนั้นตลอดปี ๒๕๕๑ เครือข่ายคณะรัฐประหาร ๒๕๔๙ จึงต้องตกอยู่ในสภาพ แบ่งงานกันทำ (และประสานงานกันบางส่วน) ในการขัดขวางสร้างอุปสรรคไม่ให้รัฐบาลพรรคพลังประชาชนบริหารประเทศได้โดยสะดวก เช่น พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (ชื่อจัดตั้งตนเองที่ไม่สอดคล้องกับอุดมการจริง) ใช้กำลังบุกทำลายทรัพย์สินของสถานีโทรทัศน์ของรัฐในสังกัดกรมประชาสัมพันธ์, ใช้กำลังบุกยึดทำเนียบรัฐบาล, ใช้กำลังบุกยึดสนามบิน ; ผู้นำกองทัพและข้าราชการประจำที่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการแก้ไขปัญหาอันเกิดจากกลุ่มผู้ใช้กำลังและอาวุธกระทำการอันมีผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจการเมืองภายในประเทศดังกล่าวตอบสนองคำสั่งของนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลพรรคพลังประชาชนด้วยการอิดเอื้อน รีรอ รวมทั้งบางส่วนแสดงท่าทีสนับสนุนแกนนำพันธมิตรฯ และแถลงคล้อยตามการอ้างสิทธิชุมนุมตามรัฐธรรมนูญ ; องค์กรอิสระและองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ รวมทั้งศาลรัฐธรรมนูญดำเนินงานประสานกันนำไปสู่การทำคำวินิจฉัยให้นายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชนพ้นจากตำแหน่ง และดำเนินการต่อมาให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคพลังประชาชนในต้นเดือนธันวาคม ๒๕๕๑ เป็นค้น

พรรคประชาธิปัตย์ประสบความสำเร็จเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลในเดือนธันวาคม ๒๕๕๑ โดยมีนายทหารจากเครือข่ายแกนนำกองทัพประสานงานสนับสนุนร่วมกับนักการเมืองย้ายพรรคจำนวนหนึ่ง พรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำรัฐบาลท่ามกลางสภาพปัญหาความขัดแย้งต่อเนื่องเป็นเวลามากกว่า ๑ ปี ดำรงตำแหน่งท่ามกลางความขัดแย้งยาวนานกว่ารัฐบาลพรรคพลังประชาชนที่เป็นปฏิปักษ์กับเครือข่ายคณะรัฐประหาร ๒๕๔๙

แกนนำรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ได้รับ การรับรอง ความเหมาะสมจากพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ที่ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนตั้งแต่ช่วงสัปดาห์แรกที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ขณะเดียวกันพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ก็มักปรากฏกายแถลง ความเห็นทางการเมืองและเรื่องหลักการทั่วไป (คล้ายวิธีแสดงความเห็นเชิงหลักการของนายชวน หลีกภัย ประธานที่ปรึกษาและอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์) ต่อสื่อมวลชนโดยมีนายทหารระดับแกนนำกองทัพรวมทั้งแกนนำคณะรัฐประหาร ๒๕๔๙ เช่นพลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา แวดล้อมพลเอกเปรมในขณะแถลงความเห็นผ่านสื่อมวลชน ดังนั้น สาธารณชนไทยในช่วง ๒-๓ ปีที่ผ่านมาจึงเกิด ความกระจ่างชัด ขึ้นตามลำดับว่าความร่วมมือทางการเมืองระหว่างอดีตผู้นำกองทัพ, ผู้นำกองทัพในปัจจุบัน, และพรรคประชาธิปัตย์ (รวมทั้งคนอื่น ๆ ที่ปรากฏตัวตนเข้าร่วมสนับสนุนเครือข่ายรัฐประหาร ๒๕๔๙ ในช่วง ๓ ปีที่ผ่านมา) เป็นความร่วมมือกันของเครือข่ายบุคคลในกลุ่ม หรือ ฝ่าย ที่เป็นปฏิปักษ์กับนักการเมืองตามระบอบประชาธิปไตยก่อนการรัฐประหารเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ (นักการเมืองที่มีพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทย เป็นแกนนำ)

ความกระจ่างชัดดังกล่าวได้พัฒนาเกินเลยจุดที่บรรดาผู้นำเครือข่ายรัฐประหารทั้งในและนอกกองทัพ รวมทั้งพรรคประชาธิปัตย์สามารถจะปกปิดหรือกลบเกลื่อนความร่วมมือทางการเมืองระหว่างกันต่อไปได้ด้วยการโฆษณาชวนเชื่อต่อสาธารณชนวงกว้าง (ตัวอย่างเช่น คำประกาศของพรรคประชาธิปัตย์ที่เคยใช้โน้มน้าวประชาชนผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งว่าพรรคของตนเป็นพรรคการเมืองที่ ต่อสู้เผด็จการ จะมีคนเชื่อถือน้อยลงตามลำดับ ; คำแถลงส่วนบุคคลของผู้ดำรงตำแหน่งองคมนตรีบางท่านที่พยายามฟื้นฟูความน่าเชื่อถือทางการเมืองให้พลเอกเปรมผู้ก้าวล่วงเข้าไปเป็น ฝ่าย ทางการเมืองในความขัดแย้งดังกล่าว เช่น คำแถลงว่า องคมนตรีเป็นกลาง จะมีสาธารณชนจำนวนมากรับรู้เพียงว่าหลักการต้องเป็นกลางแต่ทางปฏิบัติไม่เป็นจริงเช่นนั้น) ความกระจ่างชัดดังกล่าวเป็นผลกระทบลูกโซ่ที่เกิดขึ้นจากการกระทำต่าง ๆ ของแกนนำเครือข่ายรัฐประหารโดยเครือข่ายรัฐประหารดังกล่าวไม่ปรารถนาให้เกิดขึ้นแต่ขัดขวางมิให้ไม่เกิดขึ้นไม่ได้

นอกเหนือจากความสำเร็จในการจัดตั้งรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ และการดำรงตำแหน่งท่ามกลางความขัดแย้งและการปฏิเสธของประชาชนวงกว้าง รวมทั้งประชาชนผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งที่เป็นเสียงส่วนใหญ่จากการเลือกตั้งวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๐ มาเป็นเวลายาวนานถึง ๑ ปี รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์และเครือข่ายผลประโยชน์ทางการเมืองประสบความสำเร็จในการเสนอญัตติให้รัฐสภาอนุมัติกฎหมายเงินกู้สาธารณะ ๒ ฉบับ วงเงินรวมทั้งสิ้น ๘ แสนล้านบาท สาระสำคัญเป็นการออกกฎหมายให้อำนาจรัฐบาลในการกู้เงินดังกล่าวมาใช้จ่ายตามโครงการและวัตถุประสงค์ของรัฐบาลและเครือข่าย แต่ผลักภาระหนี้สินเป็นของประชาชน

ในต้นปี ๒๕๕๓ มีความเป็นไปได้ว่า รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์จะโฆษณาชวนเชื่อด้วย ข่าวสารด้านเดียว ว่าผลการบริหารของตนทำให้เศรษฐกิจเริ่ม กระเตื้องขึ้น ในช่วงไตรมาสท้ายของปี ๒๕๕๒ โดยใช้ตัวเลขเปรียบเทียบกับระดับจีดีพีไตรมาสท้ายของปี ๒๕๕๑ (ช่วงปลายรัฐบาลพรรคพลังประชาชนซึ่งเศรษฐกิจชะงักงันอย่างรุนแรง จากผลของการถูกก่อกวนทางการเมืองตลอดปี รวมทั้งการใช้กำลังบุกยึดสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิโดยกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย) แต่ก็มีความเป็นไปได้เพิ่มขึ้นตามลำดับเช่นกันว่า รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์อาจพ้นจากตำแหน่งไปภายในปี ๒๕๕๓ เนื่องจากการดำรงตำแหน่งต่อไปนอกจากจะไม่สามารถใช้อำนาจบริหารที่มีอยู่ตอบสนองผลประโยชน์ของเครือข่ายรัฐประหาร ๒๕๔๙ เพิ่มขึ้นมากนัก แล้วยังจะปรากฏ ผลย้อนกลับทางการเมือง ที่เป็นโทษมากขึ้นตามลำดับ ทั้งต่อสถานะทางการเมืองระยะยาวของพรรคประชาธิปัตย์เอง และต่อสถานะของบุคคลและองค์กรในเครือข่ายรัฐประหาร ผลย้อนกลับที่เป็นโทษต่อบุคคลหรือกลุ่มบุคคลในเครือข่ายผลประโยชน์คณะรัฐประหาร ๒๕๔๙ รวมทั้งต่อนักการเมืองพรรคประชาธิปัตย์บางคนเป็นโทษทางอาญา ซึ่งในอนาคตอาจไม่สามารถอ้างมาตรา ๓๐๙ ในรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ เป็นเหตุให้พ้นผิดได้


๒. ทางตันของคณะรัฐประหาร ๒๕๔๙ และการต่อต้านการรัฐประหารครั้งใหม่

ในปี ๒๕๕๓ เครือข่ายรัฐประหาร ๒๕๔๙ และพรรคประชาธิปัตย์ ยังคงเผชิญกับสภาพปัญหาความขัดแย้ง และการต่อสู้อย่างไม่ลดราวาศอกจากขบวนการภาคประชาชนเครือข่าย นปช. ที่มีแนวร่วมมวลชนทั่วประเทศสนับสนุน เครือข่ายรัฐประหาร ๒๕๔๙ ที่หนุนหลังการจัดตั้งรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์จะยิ่งถูกแนวร่วมประชาชนผลักดันให้ตกอยู่ในสภาพ ทางตัน ที่แม้ว่าจะสามารถใช้กลไกรัฐสภาและอำนาจนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการตามรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ รวมทั้งพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลเป็นประโยชน์ในการดิ้นรนสืบทอดอำนาจให้พรรคประชาธิปัตย์ แต่ก็จะไม่สามารถควบคุมเสถียรภาพทางการเมืองภายในประเทศตามต้องการ ทั้งยังไม่สามารถดำเนินกระบวนวิธีจัดสรรปันส่วนผลประโยชน์ (จากมาตรการเพิ่มภาษีและเงินกู้ภาครัฐ) เพิ่มเติมมากนัก นอกเหนือไปจากการคิดหาเทคนิคและความพยายามแนวทางใหม่ ๆ เพื่อใช้เงินกองทุนสาธารณะอื่น ๆ รวมทั้งทุนสำรองเงินตราต่างประเทศในธนาคารแห่งประเทศไทย

การเผชิญหน้าท้าทายกับมวลชน นปช. ที่มีกลยุทธ์ยืดหยุ่นพลิกแพลงตอบโต้มาตรการของรัฐในการควบคุมหรือขัดขวางการชุมนุมประชาชนได้ตลอดเวลา (ทั้งในปี ๒๕๕๒ และ ๒๕๕๓) จะยิ่งทำให้มาตรการต่าง ๆ ของเครือข่ายรัฐประหาร และรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์อ่อนล้าประสิทธิภาพลงยิ่งกว่าสภาพในปี ๒๕๕๒

แม้ว่าจะมีบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ หนุนหลังรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์และเครือข่ายอำนาจ แต่การต่อสู้ทางการเมืองและความขัดแย้งต่อเนื่องทางการเมืองที่ผ่านมาทำให้เห็นว่ารัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์รวมทั้งบุคคลากรของกองทัพในเครือข่ายรัฐประหาร ๒๕๔๙ ไม่สามารถกำจัด ควบคุม หรือปราบปรามแนวร่วมประชาชนเครือข่าย นปช. แม้ว่าจะได้ใช้ความพยายามแสนสาหัสตลอด ๓ ปีที่ผ่านมา (แม้แต่การขัดขวางไม่ให้พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตรเดินทางกลับออกไปนอกประเทศอีกครั้งในปี ๒๕๕๑ โดยพยายามใช้อำนาจตุลาการขณะที่พรรคพลังประชาชนยังเป็นแกนนำรัฐบาล แต่กลุ่มอำนาจในเครือข่าย ตุลาการภิวัตน์ ที่เป็นปฏิปักษ์กับพ.ต.ท. ทักษิณและรัฐบาลพรรคพลังประชาชน ก็ขัดขวางการเดินทางออกนอกประเทศครั้งดังกล่าวไม่สำเร็จ) การดำรงอยู่ของความขัดแย้งและความสามารถในการยืนหยัดของแนวร่วมประชาชนทั่วประเทศ ในการท้าทายอำนาจบริหารของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ได้อย่างต่อเนื่องตลอดปี ๒๕๕๒ รวมทั้งการประกาศยกระดับการท้าทายทางการเมืองเพิ่มขึ้นในปี ๒๕๕๓ มีน้ำหนักเป็นข้อยืนยันที่ชัดเจนมากขึ้นตามลำดับว่าคณะรัฐประหาร ๒๕๔๙ และเครือข่ายผู้สืบทอดอำนาจไม่สามารถ กำราบ ประชาชนให้ นิ่ง ทางการเมืองตามต้องการเพื่อความสะดวกของเครือข่ายรัฐประหารดังกล่าวในการครอบครองอำนาจ และจัดสรรผลประโยชน์แห่งชาติร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์ ดังนั้นในปี ๒๕๕๓ จึงมีผู้คาดการณ์กันมากขึ้นว่าอาจเกิดการยึดอำนาจด้วยกำลังกองทัพอีกครั้งในฐานะที่เป็นวิธี กำราบ ขั้นเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

การที่ผู้บัญชาการทหารบก (พลเอกอนุพงษ์ เหล่าจินดา) ออกตัวทางการเมืองอีกครั้งในช่วงปลายปี ๒๕๕๒ โดยแถลงต่อสาธารณชนให้ ลืม เรื่องการก่อรัฐประหารและการนองเลือดในปี ๒๕๕๓ แทนที่จะช่วยให้สาธารณชนคลายกังวลกลับมีผลให้สาธารณชนโดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนเสื้อแดง เกิดความตื่นตัว ระมัดระวัง และเตรียมการรับมือกับความพยายามของผู้นำกองทัพในการยึดอำนาจครั้งใหม่มากขึ้น โดยมีกรณีตัวอย่างการรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ (ตามที่เรียกกันในแวดวงมวลชนหลายกลุ่มว่า รัฐประหารทีเผลอ) เป็นบทเรียน

การปรากฏตัวของผู้นำกองทัพ, ข้าราชการประจำระดับสูง, และผู้นำวงการตุลาการจำนวนหนึ่งที่เข้าร่วมอวยพรปีใหม่พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ในช่วงปลายปี ๒๕๕๒ หากพิจารณาให้ละเอียดรอบด้านจะเห็นว่า แนวร่วม ของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ มีเพียงกลุ่มคนในแวดวงจำกัดเพียงใด และยังอาจเห็นได้ชัดเจนขึ้นด้วยว่ากลุ่มคนหลากหลายอาชีพของสังคมไทยปัจจุบันรวมทั้งอดีตผู้นำในกองทัพ (แม้ว่าในอดีตจะเคยปรากฏตัว เคียงข้าง พลเอกเปรม) กำลังแสดงการปฏิเสธ รวมทั้งอยู่ระหว่างการชั่งน้ำหนักทางการเมืองเนื่องจากไม่แน่ใจในศักยภาพของการรัฐประหารอีกต่อไป

หากมีความพยายามยึดอำนาจโดยผู้นำกองทัพในปี ๒๕๕๓ (สภาพ ทางตัน ของเครือข่ายรัฐประหาร ๒๕๔๙ รวมทั้งแรงกดดันทางการเมืองทั้งภายในและภายนอกรัฐสภาให้นำรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ กลับมาบังคับใช้แทนรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ เป็นปัจจัยกดดันเพิ่มน้ำหนักการตัดสินใจยึดอำนาจ) การพยายามใช้กำลังยึดอำนาจดังกล่าวจะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๓ ขณะที่เครือข่ายมวลชน นปช. ทั่วประเทศในปัจจุบัน (และกลุ่มพลังเงียบประเมินจำนวนมิได้) มีศักยภาพการรวมตัว การชุมนุม และการต่อต้านกองกำลังทหารที่กระทำผิดทั้งทางอาญาและทางการเมืองอย่าง ตาต่อตา ฟันต่อฟัน และถูกต้องตามกฎหมายในฐานะประชาชนที่เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยร่วมกันตามรัฐธรรมนูญ

ในกรณีที่หากมีความพยายามยึดอำนาจโดยผู้นำกองทัพดังกล่าว สภาวะ การเมืองนองเลือด จะเกิดขึ้นได้ต่อไป โดยเป็นไปได้ทั้งสภาวะการเมืองนองเลือดแบบ กรณี ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖หรืออาจเป็น กรณี ตุลาคม ๒๕๑๙(ฝ่ายประชาธิปไตยต้องการกรณี ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ขณะที่ฝ่ายคณาธิปไตยต้องการกรณี ตุลาคม ๒๕๑๙) จนถึงปลายเดือนธันวาคม ๒๕๕๒ สาธารณชนยังไม่เห็นรูปธรรมของการตกลงเจรจาคลี่คลายความขัดแย้ง การตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์ที่มีวุฒิสภาเป็นแกนหลักผลักดัน โดยพยายามเบี่ยงเบนไปเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ เพียง ๒-๖ มาตราเพื่ออำนวยความสะดวกในการบริหารงานของรัฐบาลและเพื่อลดต้นทุนการหาเสียงแบบแบ่งเขตของพรรคการเมืองในอนาคต ตามที่ปรากฏเป็นข่าวเด่นในช่วงปี ๒๕๕๒ ไม่สามารถคลี่คลายความขัดแย้งที่ระดับโครงสร้างของปัญหา แต่ยิ่งจะนำไปสู่การสะสมความขัดแย้งแบบเก็บกดระหว่าง ๒ ฝ่ายมากขึ้น พัฒนาการล่าสุดเกี่ยวกับความพยายามคลี่คลายความขัดแย้งด้วย การเจรจา เท่าที่ปรากฏร่องรอยให้วิเคราะห์สรุปได้ คือ ฝ่ายประชาธิปไตยเสนอจะยุติความเคลื่อนไหวในเครือข่ายมวลชนของตนหากมีการดำเนินการให้เป็นผล ๓ เรื่อง ได้แก่ (๑) การยกเลิกรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ แล้วนำรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ กลับมาบังคับใช้ (๒) นายกรัฐมนตรีประกาศยุบสภา (๓) จัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปด้วยความยุติธรรมและเคารพกติกาประชาธิปไตย ; ขณะที่ฝ่ายคณาธิปไตยไม่เสนอว่าตนจะยินยอมถอนตัวออกจากอำนาจควบคุมทางการเมืองอย่างไร แต่ให้สัมภาษณ์ตอบโต้ข้อเสนอการเจรจาดังกล่าว (ผ่านการสนทนาระหว่างพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์กับผู้สื่อข่าว, การให้สัมภาษณ์ของนายอภิสิทธ์ เวชชาชีวะ, และการให้สัมภาษณ์ของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ) ว่าต้องการให้อีกฝ่ายยุติการขัดขวางการทำงานของรัฐมนตรีที่เดินทางไปในพื้นที่, ต้องการให้พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตรยุติการเคลื่อนไหวและกลับมารับโทษจำคุกในประเทศไทย, และไม่ต้องการยกเลิกการบังคับใช้รัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐

ดังนั้น สภาวะการเมืองไทยในปลายปี ๒๕๕๒ จึงยังไม่ปรากฏรูปธรรมของ การสมานฉันท์ เกิดขึ้นให้สังเกตเห็นได้จากข่าวสารข้อมูลที่สาธารณชนรับรู้ เนื่องจากแต่ละฝ่ายที่ขัดแย้งยังมีความต้องการสวนทางกัน คือ ฝ่ายหนึ่งต้องการให้ ระบอบอำมาตย์ ถอนตัวออกไปจากการควบคุมอำนาจการเมืองไทย ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งแสดงเจตนาสืบทอดอำนาจการปกครองโดยต้องการให้ประชาชนและกลุ่มพลังการเมืองที่ต่อต้านรัฐบาลปัจจุบัน ยอมรับ การสืบทอดอำนาจปกครองดังกล่าว

สภาวะการเมืองไทย พ.ศ. ๒๕๕๓ จะเริ่มต้นปีใหม่ด้วยสภาพพื้นฐานข้อเท็จจริงที่บ่งชี้ว่ายังมีความต่อเนื่องของความขัดแย้งจากภูมิหลังปัญหาข้างต้น

๓. สถานะของประเทศในประชาคมอาเซียนและประชาคมโลก

ตลอดเวลากว่า ๓ ปีนับตั้งแต่คณะผู้นำกองทัพตัดสินใจก่อการรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙, สถานะทางการทูต การเมือง และเศรษฐกิจของประเทศไทยได้พัฒนาถดถอยตกต่ำลงตามลำดับ รูปธรรมความถดถอยโดยองค์รวม ได้แก่ การที่รัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ไม่ได้รับเชิญเข้าร่วมการประชุมระหว่างประเทศของเครือข่ายสมาชิก ประเทศประชาธิปไตยนานาชาติ ในปี ๒๕๕๐, รัฐบาลพรรคพลังประชาชนต้องตัดสินใจเลื่อนการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนในปี ๒๕๕๑ เนื่องจากปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองท่ามกลางการเคลื่อนไหวแบบใช้กำลังโดยแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย, รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์จัดการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่พัทยาในเดือนเมษายน ๒๕๕๒ แต่ต้องยุติการประชุมตั้งแต่ช่วงวันแรกท่ามกลางการเคลื่อนไหวชุมนุมประท้วงโดยมวลชน นปช., รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและนายกรัฐมนตรี เกิดประเด็นโต้เถียงที่มิใช่การเจรจาทางการทูตแต่เป็นความขัดแย้งทางการเมืองกับนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ทั้งในระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ครั้งที่ ๑๔ ซึ่งรัฐบาลไทยเป็นเจ้าภาพในเดือนตุลาคม ๒๕๕๒ และภายหลังการประชุมโดยมีสื่อมวลชนนานาชาติรับรู้และรายงานข่าวไปทั่วโลก, ทั้งนี้นอกเหนือไปจากความถดถอยทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ย้ำว่ามาจากสาเหตุเศรษฐกิจโลกถดถอย โดยละเว้นที่จะแถลงถึงรายละเอียดผลกระทบความถดถอยที่เกิดขึ้นเพิ่มเติมหรือถูกซ้ำเติมจากการก่อความวุ่นวายทางการเมืองโดยเครือข่ายผู้ต่อต้านรัฐบาลพรรคพลังประชาชนตลอดปี ๒๕๕๑ เช่น การสูญเสียรายได้เงินตราต่างประเทศจากนักท่องเที่ยวต่างประเทศ ที่ตัดสินใจยกเลิกหรืองดเดินทางเข้าประเทศไทยตั้งแต่ช่วงความวุ่นวายในปีดังกล่าว เป็นต้น

ความแตกต่างที่สำคัญระหว่าง ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ของเครือข่ายรัฐประหารคณาธิปไตย ๒๕๔๙ กับปวงชนชาวไทยและประชาคมโลก คือ ปวงชนชาวไทยในปัจจุบันตกอยู่ภายใต้การบังคับของรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ ขณะที่ประชาคมโลก (เช่น กรณีประเทศกัมพูชา เป็นต้น) นอกเหนือไปจากการไม่ตกอยู่ภายในบังคับของรัฐธรรมนูญไทยดังกล่าวแล้ว ยังไม่ตกอยู่ภายในบังคับของข้อตกลงแบบ สิทธิสภาพนอกอาณาเขต ที่รัฐบาลไทยจะเข้าไปมีอำนาจการบริหารหรืออำนาจตุลาการซ้อนทับเหนืออำนาจอธิปไตยของประเทศอื่นในประชาคมโลกไม่ได้ ตัวอย่างความพยายามของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีไทย (เช่น ความพยายามในการแถลงเรียกร้องกดดันรัฐบาลกัมพูชาและนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ให้ดำเนินการคล้อยตามความต้องการของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์และเครือข่ายรัฐประหาร ๒๕๔๙ ด้วยการส่งมอบตัวพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตรให้รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ดำเนินการลงโทษต่อไป ทั้งนี้โดยอ้างว่ารัฐบาลกัมพูชากำลังละเมิดกระบวนการยุติธรรมของไทยและฝ่าฝืนข้อตกลงระหว่างประเทศเรื่องการส่งผู้ร้ายข้ามแดน, การเรียกร้องกดดันให้รัฐบาลกัมพูชายกเลิกการแต่งตั้งพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตรเป็นที่ปรึกษาพิเศษทางเศรษฐกิจของรัฐบาลกัมพูชา โดยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ดำเนินมาตรการกดดันต่อเนื่องด้วยการลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตกับกัมพูชา ฯลฯ) เป็นความพยายามที่ประสบความล้มเหลวและยิ่งสะท้อนถึง ความถดถอยตกต่ำ ของประเทศไทยภายใต้อำนาจบริหารของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์และเครือข่ายรัฐประหาร ๒๕๔๙

การฟื้นฟูสถานะและความน่าเชื่อถือของอำนาจรัฐไทยภายใต้การบริหารประเทศของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งในทางการทูต การเมือง และเศรษฐกิจระหว่างประเทศ จะเป็นภาระงานที่ยากจะประสบผลสำเร็จคืบหน้ามากนักในปี ๒๕๕๓ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังการเกิด กรณีปัญหามาบตาพุด ๒๕๕๒ ที่ทำให้ระดับความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างประเทศ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักลงทุนจากประเทศญี่ปุ่น) ลดลงทั้งในประเด็นเรื่องความเชื่อมั่นในการเป็นประเทศเศรษฐกิจเสรีตามกติกาสากลและความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรมในศาลไทย (ประเด็นตัวอย่างรูปธรรม ที่สามารถบ่งชี้ความไม่น่าเชื่อถือของผู้ครองอำนาจรัฐไทยปัจจุบัน ในสายตานักลงทุนจากต่างประเทศที่สำคัญประการหนึ่ง ได้แก่ กรณีที่กลุ่มนักลงทุนต่างประเทศเรียกร้องรัฐบาลไทยให้ใช้ ระบบอนุญาโตตุลาการ ในการตัดสินกรณีพิพาทเกี่ยวกับการดำเนินโครงการทางเศรษฐกิจที่ภาคธุรกิจเอกชนทำสัญญากับรัฐ รวมทั้งคัดค้านการใช้ ศาล ของไทยเป็นเครื่องมือวินิจฉัยข้อพิพาทในโครงการทางเศรษฐกิจดังกล่าว ตามแนวทางที่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์สนับสนุนให้ใช้ดำเนินการแทนระบบอนุญาโตตุลาการ)

สภาวะความตกต่ำถดถอยในสถานะของประเทศทั้งทางการทูต การเมือง และเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่สะสมเป็น ทุนติดลบ พอกพูนตามลำดับตั้งแต่ภายหลังการรัฐประหาร ๒๕๔๙ เป็นส่วนหนึ่งของ ปัจจัยต้านทาน การตัดสินใจก่อการยึดอำนาจครั้งใหม่ เนื่องจากคณะผู้วางแผนหรือคิดเตรียมการยึดอำนาจครั้งใหม่ประเมินได้ว่า แม้กลุ่มตนอาจประสบความสำเร็จในการยึดอำนาจครั้งใหม่ (ไม่ว่าจะเป็นการยึดอำนาจแล้วเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี หรือยึดอำนาจโดยใช้นายกรัฐมนตรีคนเดิม) แต่โอกาสในการแสวงหา ส่วนต่างผลประโยชน์แห่งชาติ รวมทั้งปริมาณส่วนต่างผลประโยชน์ที่กลุ่มตนจะแสวงหาได้ โดยใช้อำนาจรัฐภายหลังการยึดอำนาจ จะยิ่งจำกัดแคบลงกว่าสภาพการณ์ในปี ๒๕๕๐ และปี ๒๕๕๒ ความพยายามเชื้อเชิญนักลงทุนจากต่างประเทศให้กลับเข้าร่วมลงทุนเพื่อสร้างหรือเพิ่มพูน ผลประโยชน์แห่งชาติ ให้รัฐบาลไทยใช้บริโภค จัดสรร และดำเนินการต่าง ๆ ทางเศรษฐกิจการเมืองภายหลังการการยึดอำนาจครั้งใหม่ จะเป็นความพยายามที่แกนนำคณะรัฐประหารเองไม่มั่นใจในผลสัมฤทธิ์ทางปฏิบัติ แม้ว่าคณะที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจในเครือข่ายคณะรัฐประหารจะยืนยันว่าระบบเศรษฐกิจของไทยยังเข้มแข็งและ น่าลงทุน สำหรับนักลงทุนจากต่างประเทศ

ตลอดปี ๒๕๕๒ รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ถูก ต้อน หรือถูกกดดันให้ตัดสินใจดำเนินมาตรการทางการเมือง ที่ผลสัมฤทธิ์ส่วนใหญ่กลายเป็นการผลักดันทางการเมืองให้รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์และเครือข่ายรัฐประหาร ๒๕๔๙ เคลื่อนเข้าสู่ ทางตัน ของกลุ่มตนตามลำดับ ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินมาตรการทางการเมืองภายในประเทศ เช่น การประกาศใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติความมั่นคงแห่งชาติฯ ที่ไร้ผลเนื่องจาก นปช. สามารถพลิกแพลงยืดหยุ่นการนัดชุมนุมของตนได้ตลอดเวลา รวมทั้งมาตรการทางการเมืองระหว่างประเทศ เช่น การลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตภายหลังการเกิดกรณี วิวาทะไทย- กัมพูชา ๒๕๕๒ ระหว่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะกับสมเด็จฮุนเซ็นในเดือนตุลาคม ๒๕๕๒ และความล้มเหลวในการพยายาม ขจัด ภัยทางอากาศโดยอาศัยพนักงานเอกชนในบริษัทธุรกิจสื่อสารข้ามชาติของไทย ช่วยตรวจสอบยืนยันข้อมูลเส้นทางการบินของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรซึ่งเดินทางเข้า - ออกประเทศกัมพูชาเมื่อปลายปี ๒๕๕๒

รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ในปี ๒๕๕๓ จะเผชิญกับสภาพปัญหาและ ทางตัน ที่ทำให้อาจไม่สามารถดำรงตำแหน่งต่อเนื่องไปได้ถึง ปีกระต่าย (พ.ศ. ๒๕๕๔) ตามที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเมื่อต้นปี ๒๕๕๓ ทั้งนี้, แม้ว่ารัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ในปัจจุบันอาจกำหนดเป้าหมายการดำรงตำแหน่งให้ครบเวลาที่เหลืออยู่ของวาระสภาผู้แทนราษฎรชุดปัจจุบัน (อีกประมาณ ๒ ปี) ตามสถิติที่ผู้บริหารจัดการพรรคประชาธิปัตย์ก่อนหน้านี้เคยประสบความสำเร็จหลังจากการทำให้รัฐบาลพรรคความหวังใหม่และพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ พ้นจากตำแหน่งบริหารในเดือนธันวาคม ๒๕๔๐ (ด้วยยุทธวิธี งูเห่าการเมือง โดยอาศัยบริการทางการเมืองของนายวัฒนา อัศวเหม หรือ นักโทษชายวัฒนา อัศวเหม หากจะใช้คำเรียกตามมาตรฐานเดียวกับที่แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย, สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์, และสื่อมวลชนจำนวนหนึ่งเรียกพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร) แล้วใช้กลไกรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ลงมติให้นายชวน หลีกภัย หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีสืบแทนพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ก่อนที่จะดำเนินนโยบาย เงินกู้สาธารณะ ผลักดันให้เกิดการเคลื่อนย้ายถ่ายโอนภาระหนี้สินสถาบันการเงินทั้งระบบ คิดเป็นมูลค่ารวมหลายแสนล้านบาทให้ตกเป็นภาระหนี้สินสาธารณะของปวงชนชาวไทย

๔. พลัง และอำนาจต่อรองของ ฝ่าย ที่ขัดแย้ง

รายละเอียดข้อเท็จจริงจากกระแสการเคลื่อนไหวของแต่ละฝ่าย ท่ามกลางความต่อเนื่องของพลวัตความขัดแย้งตลอดเวลากว่า ๓ ปีที่ผ่านมาทำให้เห็นได้ชัดเจนขึ้นตามลำดับว่าแต่ละฝ่ายมี จุดแข็ง หรือความเข้มแข็งของ ปัจจัยการต่อสู้ แตกต่างกัน

รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์และเครือข่ายอำนาจหนุนหลัง มีปัจจัยเข้มแข็งสูงสุดอยู่ใน กำลังอาวุธของกองทัพ ที่บุคคลากรในเครือข่ายอำนาจของตนสามารถครอบครองตำแหน่งบังคับบัญชาการสูงสุดอยู่ในปัจจุบัน ขณะที่อีก ฝ่าย หนึ่งมีปัจจัยเข้มแข็งสูงสุดอยู่ใน แนวร่วมประชาชน จำนวนมากมายยิ่งกว่าที่เคยปรากฏในประวัติศาสตร์การต่อต้านอำนาจรัฐไทยทุกครั้งที่ผ่านมา (ไม่ว่าจะเป็นการต่อต้านโดยขบวนการที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองแบบใด) ทั้งยังมีเครือข่ายแนวร่วมประชาชนแบบ หลายศูนย์กลาง นอกเหนือไปจากศูนย์กลางแกนนำ นปช. ที่กรุงเทพฯ ยังมีศูนย์กลางแนวร่วมมวลชน นปช. ในต่างจังหวัด และศูนย์กลางแนวร่วมมวลชนที่ดำเนินงานเป็นเอกเทศแต่ผูกพันเป้าหมายทางการเมืองคล้ายคลึงกันกับ นปช. ทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และต่างจังหวัด (ข้อมูลพื้นฐานดังกล่าวนี้เป็นที่เปิดเผยรับรู้อย่างเป็นสาธารณะมาก่อนแล้ว แต่บางกรณีถูกตีความคลาดเคลื่อน โดยสื่อมวลชนบางสำนักว่าเป็นความแตกแยกภายในกลุ่มคนเสื้อแดง ขณะที่บางกรณีอาจมีการจัดตั้งกลุ่มมวลชน เพื่อแอบแฝงหรือปะปนแทรกซึมเข้าสู่กระบวนการคนเสื้อแดงโดยยุทธวิธีที่หน่วยงานในสังกัดรัฐเผด็จการทหารในอดีต เช่น กอรมน. และสภาความมั่นคงแห่งชาติเคยใช้ในการต่อสู้ทางการเมืองยุคสงครามเย็น) สภาวะการก่อตัวเพิ่มพูนเครือข่ายมวลชนต่อต้านการรัฐประหารแบบหลายศูนย์กลางที่ดำเนินต่อเนื่องได้ตลอดเวลากว่า ๓ ปีที่ผ่านมา (โดยเฉพาะอย่างยิ่งตั้งแต่ช่วงปี ๒๕๕๑ ที่รัฐบาลพรรคพลังประชาชนภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวชสามารถยืนหยัดดำรงตำแหน่งบริหารเอื้ออำนวยต่อการขยายตัวของเครือข่ายแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านการรัฐประหาร) เป็น จุดแข็ง ที่ทำให้อีก ฝ่าย ประสบความยากลำบากในการบั่นทอน และยากต่อการใช้กำลังอาวุธเข้ากวาดล้างปราบปรามแบบเบ็ดเสร็จ โดยอาศัยอำนาจรัฐที่ครองอยู่ แม้ว่าเครือข่ายคณะรัฐประหาร ๒๕๔๙ และรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ร่วมกันจะเคยดำเนิน ยุทธการนำร่อง ที่มุ่งหมายการฝึกปฏิบัติการด้วยวิธี สนธิกำลังทหาร- ตำรวจ เข้าตรวจค้น จับกุม และจู่โจมศูนย์กลางวิทยุชุมชนของเครือข่ายมวลชนในจังหวัดภาคเหนือมากกว่า ๑ ครั้งระหว่างปี ๒๕๕๒ แต่การประเมินผลเชิงยุทธการของการดำเนินปฏิบัติการทดสอบนำร่องดังกล่าวไม่เป็นที่เปิดเผย

ระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๕๐ ๒๕๕๒ การโฆษณาชวนเชื่อของตัวแทนเครือข่ายรัฐประหาร ๒๕๔๙ ว่าเป็น ฝ่าย ที่จงรักภักดีและทำงานรับใช้สถาบันเบื้องสูง (ชาติ ศาสน์ กษัตริย์) ยังมีผลสัมฤทธิ์เป็น พลัง เกื้อหนุนการสืบทอดอำนาจของเครือข่ายรัฐประหารและการจัดตั้งรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ แต่การอ้างสถาบันเบื้องสูงเป็น เกราะกำบัง เครือข่ายรัฐประหารและรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ในปี ๒๕๕๓ จะลดประสิทธิภาพลง โดยสาธารณชนวงกว้างมากขึ้นจะเริ่มขาดความเชื่อถือในการโฆษณาชวนเชื่อดังกล่าวตามลำดับ ปรากฏการณ์เช่นนี้สังเกตเห็นได้มากขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งตั้งแต่ช่วงกลางปี ๒๕๕๒ ; ขณะเดียวกันกลุ่มมวลชนที่ปราศัยปลุกระดมแนวทางการต่อสู้ โค่นล้มระบอบอำมาตย์ ด้วยการโน้มน้าวความคิดให้ประชาชนเชื่อใน ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของอำมาตย์กับสถาบันกษัตริย์ จะได้รับการสนับสนุนจากมวลชนน้อยลงตามลำดับเช่นกัน สภาวะดังกล่าวจะยิ่งทำให้เครือข่ายรัฐประหารและรัฐบาลผสมพรรคประชาธิปัตย์ (รวมทั้งพรรคภูมิใจไทยผู้เป็นเจ้าของนโยบายกลุ่มพลัง เสื้อสีน้ำเงิน) ประสบความยากลำบากมากขึ้นในการอ้างใช้ประโยชน์จากการเคลื่อนไหวมวลชนที่ปราศัยอย่างเป็นปฏิปักษ์กับสถาบันกษัตริย์ในการกล่าวหาแกนนำ นปช. และ มวลชนเสื้อแดง ในเครือข่าย นปช. ว่ามีจุดมุ่งหมายในการ ล้มเจ้า ; การโฆษณาชวนเชื่อแบบ เอาดีใส่ตัว ว่ารัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์และเครือข่ายอำนาจหนุนหลัง รวมทั้งกลุ่มผู้นำกองทัพที่สนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาลดังกล่าวเป็นผู้จงรักภักดี และการโฆษณาชวนเชื่อแบบ เอาชั่วใส่ผู้อื่น ว่า พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร, แกนนำ นปช., และมวลชน คนเสื้อแดง มีเจตนา ล้มเจ้าจะหย่อนประสิทธิภาพลงมากในปี ๒๕๕๓ ซึ่งจะมีผลต่อเนื่องเป็นการลดทอนความเข้มแข็งใน พลัง ของเครือข่ายรัฐประหารและผลักดันการเมืองไทย พ.ศ. ๒๕๕๓ ไปสู่ ทางตัน มากขึ้นเมื่อพิจารณาจากจุดยืนผลประโยชน์ของเครือข่ายคณะรัฐประหาร ๒๕๔๙

รัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญอาจยังคงเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินมาตรการทางรัฐสภาของพรรคฝ่ายค้าน ขณะที่ยังจะถูกใช้เป็นประโยชน์ต่อรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ในการสืบทอดอำนาจและต่อสู้กับการอภิปรายไม่ไว้วางใจในปี ๒๕๕๓ แต่รัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ ไม่เป็นปัญหาอุปสรรคต่อการจัดการชุมนุมประชาชนและการใช้สิทธิทางการเมืองของแนวร่วมมวลชน นปช. ในปี ๒๕๕๓ แต่ประการใด ดังนั้น, รัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ แม้ว่าจะสามารถถูกใช้เป็น เครื่องมือสืบทอดอำนาจทางการเมือง ให้รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์และเครือข่ายอำนาจหลังการรัฐประหารได้ในทางปฏิบัติ แต่รัฐธรรมนูญแบบคณาธิปไตยฉบับดังกล่าวก็ไม่สามารถจะเป็น เครื่องมือต่อต้านการชุมนุม ที่มวลชน นปช. จะดำเนินการต่อไปได้ ขณะที่ ฝ่าย ตรงข้ามกับมวลชน นปช. จะคาดหวังหรือแม้แต่อาจพยายามสร้างสถานการณ์ให้การชุมนุมประชาชนในเครือข่าย นปช. มีการกระทำอันเข้าข่ายเป็นความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร (ความผิดฐานเป็นกบฏตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๓ และความผิดที่เกี่ยวพันกันตามมาตรา ๑๑๔ ถึง ๑๑๘) แต่การเรียนรู้จากประสบการณ์และการศึกษาข้อกฎหมายภายในแวดวงแกนนำ นปช. รวมทั้งการเผยแพร่เรียนรู้สู่มวลชน นปช. ตามโครงการ โรงเรียน นปช. ตลอดปี ๒๕๕๒ ที่ผ่านมาจะช่วยลดโอกาสที่จะเกิดการกระทำผิดดังกล่าว หรือช่วยลดความเสียหายอันอาจเกิดขึ้นจากการแทรกแซงที่สามารถควบคุมได้ยากในการดำเนินกระบวนการมวลชนประชาธิปไตย

การเมืองไทย พ.ศ. ๒๕๕๓ ไม่ใช่ การเมืองที่ดี ในทัศนะและจุดยืนผลประโยชน์ของเครือข่ายระบอบคณาธิปไตย แต่จะเป็น การเมืองที่ปั่นป่วนวุ่นวาย ซึ่งเครือข่ายรัฐประหาร ๒๕๔๙, พรรคประชาธิปัตย์, และเครือข่ายอำนาจการเมืองหลังการรัฐประหาร ๒๕๔๙ รวมทั้ง สำนักโพล ที่มีชื่อเสียงจำนวนหนึ่งพยายาม เรียกร้อง ให้ประชาชนยุติการเคลื่อนไหวทางการเมือง

*********************************