WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, January 19, 2010

ที่ดินเขายายเที่ยงกับเงิน ๗๖,๐๐๐ ล้าน

ที่มา Thai E-News


โดย จักรภพ เพ็ญแข
ที่มา คอลัมน์ “ผมเป็นข้าราษฎร” หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์วิวาทะ Thai Red News ปีที่ 1 ฉบับที่ 33

น่าดีใจที่สมรภูมิการเมืองในเมืองไทยชัดเจนขึ้นทุกวัน

มวลชนเข้าใจแล้วว่าสามปีที่ผ่านมาและต่อไปคือการสู้รบในเชิงระบอบ (regime) ไม่ใช่เพียงแข่งขันเป็นรัฐบาล หรือแค่มุ่งหวังให้ฝ่ายอำนาจเก่านิรโทษกรรมให้กับฝ่ายอำนาจใหม่และอยู่กันต่อไปอย่างผาสุกเหมือนในนวนิยาย

แบ่งข้างชัดเจนระหว่างระบอบประชาชน (ประชาธิปไตย) กับระบอบเหนือประชาชน (เผด็จการอำมาตยาธิปไตย)

คนที่ยืนเก้ๆ กังๆ อยู่ตรงกลางคือ ๑) คนที่ยังไม่รู้ ๒) คนที่รู้แล้วแต่ไม่เลือกข้าง ๓) คนที่รอตามแห่ (ชนะไหนเอาด้วย)

ผมไม่จัดคนประเภทที่พูดเสมอว่า ไม่สนใจ หรือ ไม่ชอบการเมือง ไว้เป็นอีกกลุ่มหนึ่ง เพราะหากท่านเหล่านี้รู้ถึงเดิมพันชีวิตของตัวเอง ครอบครัว และลูกหลานของเขาที่แขวนอยู่กับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการเมืองไทยในขณะนี้แล้ว เขาจะต้องบังคับตัวเองให้สนใจและใส่ใจ ผู้ที่มักกล่าวอ้างเช่นนี้จึงถือว่าอยู่รวมกับกลุ่มที่ ๑ คือคนที่ยังไม่รู้

สิ่งหนึ่งที่ชี้ว่าทั้งสองระบอบได้เข้าสู่ระยะเผชิญหน้ากันแล้วคือ ประเด็นของฝ่ายประชาธิปไตยว่าด้วยที่ดินบนเขายายเที่ยงของ พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรีและอดีตนายกรัฐมนตรีของคณะรัฐประหาร และประเด็นเงินอายัด ๗๖,๐๐๐ ล้านบาทของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีผู้ถูกรัฐประหาร

ซึ่งเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้นเอง

มองประเด็นที่ดินบนเขายายเที่ยงให้ลึก เราจะพบอะไรในเชิงระบอบและโครงสร้างสังคมไทยได้มาก

คนเป็นจำนวนมากเชื่อว่า พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี เกี่ยวข้องกับการวางแผนโค่นล้มรัฐบาลจากการเลือกตั้งของประชาชนมาตลอด การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนแรกและคนเดียวของ คมช. ช่วยตอกย้ำความเชื่อนี้

ความแค้นเฉพาะตัวคือกรณีเมียนมาร์ที่สั่งให้ทหารไทยปลอมเป็นไทยใหญ่ แล้วเข้าไปฆ่าทหารเมียนมาร์เสียหลายร้อยคน ขณะเป็นผู้บัญชาการทหารบก จนในที่สุดกลายเป็นเหตุผลหลักที่ถูกแขวนในตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุด

แต่ความแค้นในระดับระบอบเกิดขึ้นในใจของคนที่สูงกว่าพลเอกสุรยุทธ์ฯ โดยเฉพาะเมื่อนายกรัฐมนตรีทักษิณฯ ในเวลาต่อมาปฏิเสธไม่อนุมัติงบประมาณค่าน้ำมันเชื้อเพลิงรถถังที่นำไปปฏิบัติการ จนต้องจอดเรียงรายข้างถนน

พลเอกสุรยุทธ์ฯ และพลเอกเปรมฯ จึงใช้เรื่องนี้เป็นเหตุจูงใจให้คนที่อยู่สูงขึ้นไปร่วมเกลียดชังคุณทักษิณฯ ขึ้นอีก

แต่โดยส่วนตัวแล้วผมเชื่อว่าพลเอกสุรยุทธ์ฯ ชิงชังคุณทักษิณฯ ลึกซึ้งกว่านั้น คนๆ นี้ภูมิใจว่าตัวเองเป็นนายพลปัญญาชนและเคยเรืองแสงอยู่ในหมู่นักวิชาการในพระบรมราชูปถัมภ์ แต่เมื่อบ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยขึ้น “ปลาใหญ่ในบ่อน้อย” อย่างคุณสุรยุทธ์ฯ ก็ลดสภาพเป็นเพียงสัตว์น้ำตัวเล็กๆ ในบ่อ

เมื่อผนวกเรื่องนี้เข้ากับการสั่งลดอำนาจอย่างฉับพลันในตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก (ซึ่งถือเป็นความปรานีแล้ว เพราะโทษฐานที่เคลื่อนกำลังโดยไม่ขออนุมัติจากผู้บังคับบัญชาที่เป็นหน่วยเหนือหนักหน่วงกว่านั้นมาก) เรื่องจึงกลายเป็นแค้นที่ต้องชำระขึ้นมา

ส่วนลัทธิคอมมิวนิสต์ที่พลเอกสุรยุทธ์ฯ ดูจะลุ่มหลงเลื่อมใส ขนาดรับเป็นโยมอุปฐากคนสำคัญของเครือข่ายพัฒนาชาติไทยหรืออดีตสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ฯ มาจนถึงปัจจุบัน จนเกิดแนวคิดว่าคุณทักษิณฯ เป็นนายทุนที่ต้องกำจัดให้สิ้นซากหรือไม่นั้น ผมบอกไม่ได้ ได้แต่สังเกตการณ์ประเด็นนี้อย่างเงียบๆ

การชี้เป้าไปที่กรณีที่ดินเขายายเที่ยงมีความหมายมากกว่าตัวคุณสุรยุทธ์ฯ และภรรยา เอาสองคนนี้ไปเข้าคุกได้ ก็ไม่เท่ากับการกระชากหน้ากากของระบอบอำมาตย์เมืองไทย จากภาพลักษณ์อย่าง “พระเอก” และ “คนดีศรีสังคม” เพื่อให้คนทั้งชาติรู้ว่าสันดานอำมาตย์ไทยแท้ที่จริงเป็นฉันใด

คำถามต่อสังคมไทยในกรณีคุณสุรยุทธ์ฯ ได้แก่

๑. คุณสุรยุทธ์ฯ และภรรยากระทำความผิดอย่างโจ่งแจ้งขนาดนี้ได้อย่างไรโดยไม่มีความผิด

๒. เมื่อประชาชนจะเอาเรื่องกับคุณสุรยุทธ์ฯ และภรรยา ระบอบอำมาตย์จะกรีธาทัพเข้ามาช่วย ”พวก” ของตัวอย่างไร ไม่กี่วันมานี้เราเห็นบทบาทของหน่วยหน้าอย่างกองทัพภาคที่ ๒ กรมป่าไม้ และสำนักงานอัยการสูงสุดมาแล้ว เราจะได้รับรู้ร่วมกันต่อไปว่า “พวกเขา” ประกอบด้วยใครอีกบ้าง

๓. จะมีความยุติธรรมไหลลงมาจาก “ยอดดอย” บ้างหรือไม่


ส่วนฝ่ายอำมาตย์ เมื่อตระหนักความจริงที่ว่าขบวนการประชาธิปไตยของสังคมไทยแข็งแกร่งขึ้นทุกวัน ไม่ใช่มาจากกระแสเงินของคุณทักษิณฯ เพราะไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยกันเสียที และมีหน้าใหม่ๆ เพิ่มขึ้นตลอดเวลา ก็ต้องโหมทำสงครามสื่อรอบสุดท้ายด้วยการหยิบยกประเด็นเงินอายัด ๗๖,๐๐๐ ล้าน

ขบวนการโฆษณาชวนเชื่อของอำมาตย์พยายามชี้นำสังคมไทยอย่างสุดฤทธิ์ว่า คุณทักษิณฯ และครอบครัวเคลื่อนไหวมาทั้งหมดก็เพื่อให้ได้เงินที่ถูกอายัดนี้คืน ไม่ใช่เพื่อประชาธิปไตยเลย

เจตนาของอำมาตย์คือทำให้พลังประชาธิปไตยบริสุทธิ์เกิดลังเลใจว่า ควรสนับสนุนคุณทักษิณฯ ต่อไปหรือควรถอนตัวไปอยู่บ้านเฉยๆ

หวังเอาไว้มากทีเดียวว่า ความลังเลใจเช่นนั้นจะทำให้พลังต่อต้านระบอบเผด็จการอำมาตยาธิปไตยลดลงอย่างฮวบฮาบ

กรณีเงิน ๗๖,๐๐๐ ล้านจึงชี้ว่ากระบวนคิดของอำมาตย์ไทยผิดพลาดอย่างฉกรรจ์ใน ๒ ข้อคือ

๑. เชื่อว่าพลังประชาธิปไตยบริสุทธิ์ออกมาเพื่อคุณทักษิณฯ คนเดียว คิดว่าคนค่อนประเทศยอมต่อสู้มาจนบัดนี้ และเสียสละทุกสิ่งทุกอย่างเพียงเพราะเป็นแฟนคลับคุณทักษิณฯ เพียงโจมตีเจตนาของคุณทักษิณฯ ให้เปรี้ยงปร้างครึกโครม ขบวนการประชาธิปไตยก็จะถอยร่นจนตกรางไปได้

๒. เชื่อว่าคุณทักษิณฯ และครอบครัวจะยอมตามอำมาตย์ในทุกเรื่อง หากอำมาตย์เอา ๗๖,๐๐๐ ล้านมาเป็นเหยื่อล่อ โดยไม่คิดว่าคุณทักษิณฯ และครอบครัวโดนกระหน่ำซ้ำเติมมาอย่างสาหัส จนรู้ซึ้งแล้วว่าหากไม่ต่อสู้ให้ถึงที่สุด โดยยึดบ้านเมืองและประชาชนเป็นหลักแล้ว อย่าว่าแต่เงิน ๗๖,๐๐๐ ล้านนี้เลย แม้แต่ชีวิตเขาก็ไม่ปล่อยให้เหลือ

ขณะนี้ขบวนการต่อต้านระบอบเผด็จการอำมาตยาธิปไตยมาไกลมากแล้ว ตัวนายกรัฐมนตรี ดร. ทักษิณ ชินวัตร อาจเป็นแม่ทัพสำคัญอันดับหนึ่ง แต่ตัวขบวนการก็เริ่มมีชีวิตของตัวเองขึ้นมาเรื่อยๆ ทุกวัน จนถึงขั้นสร้างตัวตายตัวแทนเอาไว้ได้ ทั้งนี้ต้องขอบคุณฝ่ายอำมาตย์ที่เลวร้ายอย่างเข้มข้นต่อเนื่อง ส่งผลให้ขบวนการประชาธิปไตยกลายเป็นทางเลือกโดยธรรมชาติของมนุษย์ที่เขาไม่ได้เกิดมาเป็นทาสใคร

ระบอบประชาชนหยิบประเด็นสุรยุทธ์และเขายายเที่ยงมาเป็นขุนหมู่ทะลวงฟัน เป้าหมายใหญ่คือขุดรากถอนโคนระบอบเผด็จการอำมาตยาธิปไตยไทย

ระบอบเผด็จการอำมาตยาธิปไตยพยายามทำลายเกียรติยศของฝ่ายประชาธิปไตยโดยเอาไปผูกกับเงิน ๗๖,๐๐๐ ล้านบาทและลดขนาดของคุณทักษิณฯ

สงครามคราวนี้จึงออกจะมีสีสันและสำคัญอย่างมากต่ออนาคตของคนไทยทุกคน

วันนี้เราชาวประชาธิปไตยร่วมต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครอง ไม่ใช่อะไรเล็กน้อยเลย

และวันนี้ก็ไม่ใช่วันที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๔๙ ที่ต่อจากการรัฐประหารเพียงวันเดียว แต่เป็นวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๔๗๕ รุ่งขึ้นจากวันอภิวัฒน์เปลี่ยนแปลงการปกครองครับ

งานของเรายังมีอีกมากนัก.

-------------------------------------
TPNews (Thai People News): ข่าวสารสำหรับผู้รักประชาธิปไตย เที่ยงตรง แม่นยำ ส่งตรงถึงมือถือทุกวัน สมัครวันนี้ ใช้ฟรี 14 วัน พิมพ์ PN ส่งมาที่เบอร์ 4552146 ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน (เฉพาะ DTAC 30 บาท/เดือน) Call center: 084-4566794-6 (จ.- ศ. 9.30-17.30 น.)

สังคมข่าวชาวเสื้อแดง(18ม.ค.):พระมาโปรด

ที่มา Thai E-News


ตัวแทนคณะสงฆ์ และประชาชนผู้มีมนุษยธรรมจะร่วมกันแสดงความอาทรช่วยเหลือดา ตอร์ปิโด โดยรวมกันยื่นหนังสือต่ออธิบดีกรมราชทัณฑ์ ในวันศุกร์ที่ 22 ม.ค.ที่เรือนจำคลองเปรม ขอให้ปล่อยออกไปรักษาอาการเจ็บป่วยเป็นการชั่วคราว


***สังคมข่าวชาวเสื้อแดงประจำวันจันทร์ที่ 18 มกราคม 2553 วันนี้ไปยันสิ้นเดือนมีกิจกรรมเต็มเหยียดให้ตรวจกำหนดการสถานที่ ท่านที่อยากแจ้งข่าวคราวกิจกรรมใดๆไม่ต้องเกรงใจแจ้งมาที่thaienews99@googlegroups.com***

***แดงสมิหลา สงขลา52 ขอเชิญผู้รักประชาธิปไตยในพื้นที่สงขลาและพื้นที่ใกล้เคียงตลอดจนผู้สนใจทุกท่าน พบปะสังสรรค์ ทานน้ำชากาแฟ พร้อมร่วมฟังข้อคิดต่างๆจาก เสธ.แดง พลตรีขัตติยะ สวัสดิผล ณ ห้องสกายรูม โรงแรมวีว่า อ.เมือง จ.สงขลา วันพฤหัสบดีที่ 21 มกราคมนี้ โดยงานจะเริ่มตั้งแต่เวลา 13.00 เป็นต้นไป รายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อ phoenix2106@hotmail.co.uk***

***ขอเรียนเชิญเพื่อนๆเสื้อแดงผู้รักปชต. ทุกกลุ่มร่วมกันกับตัวแทนคณะสงฆ์แสดงความอาทรช่วยเหลือคุณดา ตอร์ปิโด โดยรวมกันยื่นหนังสือต่ออธิบดีกรมราชทัณฑ์ ในวันศุกร์ที่ 22 มค.2553 เวลา 10.30 น. ณ กรมราชทัณฑ์ คุกคลองเปรม 67/ 28 ถ.นนทบุรี 1 ต.สวนใหญ่ อ.เมือง จ.นนทบุรี เพื่อขอให้อนุญาตปล่อยตัวคุณดา ตอร์ปิโด ออกมารักษาตัวภายนอกชั่วคราวจากอาการฟันกรามอักเสบ ซึ่งต้องทำการผ่าตัดโดยด่วน งานนี้ขอพลังเสื้อแดงออกมากันมากๆเพื่อสวัสดิภาพสตรีผู้กล้าต่อความจริง ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล หากต้องการร่วมสนับสนุนค่ารักษาพยาบาล ค่าใช้จ่ายคุณดา ตอร์ปิโด สามารถโอนเข้าบัญชี
คุณดารณี ชาญเชิงศิลปกุล ธนาคารกสิกรไทย สาขาประดิพัทธ์ สะสมทรัพย์ 016-267560-5 หรือ บัญชี คุณกิตติชัย ชาญเชิงศิลปกุล ธนาคารกรุงศรีอยุธยา สะสมทรัพย์ 297-125805-5
สามารถโทรสอบถามรายละเอียดได้ที่ คุณกิตติชัย ชาญเชิงศิลปกุล (พี่ชายที่ดูแลทุกข์สุขคุณดา)Mobile 080-045-2818***

***พบกับ 2 เวทีประชาธิปไตยเพื่อประชาชน ที่เชียงใหม่
- เวทีแรก ศูนย์ประสานงานกลาง นปช.แดงเชียงใหม่ ร่วมกับ กลุ่ม นปช.แดงดอยหล่อ ขอเรียนเชิญชาวเชียงใหม่ผู้รักประชาธิปไตย และผู้สนใจทุกท่าน ร่วมงานเวทีประชาธิปไตยเพื่อประชาชน ในวันศุกร์ ที่ 22 มกราคม 2553 เวลา 17.00 - 23.00 น. ณ บ้านศรีแดนเมือง ต.ยางคาม อ.ดอยหล่อ จ.เชียงใหม่ พบกับ ส.ส.ดร.สุนัย จุลพงศธร ( ที่จะวิ่งรอก ดอยหล่อ – กำแพงเพชร ) และวิทยากรจากเชียงใหม่อีกหลายท่าน งานนี้ส่งเสริมประชาธิปไตย ขับไล่อำมาตย์ ทวงคืนอำนาจของประชาชน สร้างขวัญกำลังใจให้มวลชน ที่อำเภอดอยหล่อ ร่วมกับ ศูนย์ฯ นปช.แดงเชียงใหม่***

*** เวทีที่ 2 ศูนย์ประสานงานกลาง นปช.แดงเชียงใหม่ ขอเรียนเชิญชาวเชียงใหม่ผู้รักประชาธิปไตยทุกท่าน ร่วมงานเวทีประชาธิปไตยเพื่อประชาชน ทุกเย็นวันเสาร์ 17.00 - 23.00 น. ณ ข่วงท่าแพ พบกับวิทยากรจากส่วนกลาง หมุนเวียนเปลี่ยนกันมา และวิทยากรจากเชียงใหม่อีกหลายท่าน ส่งเสริมประชาธิปไตย ขับไล่อำมาตย์ ทวงคืนอำนาจของประชาชน รวมใจชาวเชียงใหม่ทุกผู้คน ณ ข่วงท่าแพ ทุกเย็นวันเสาร์ ***

***คิวกิจกรรมของทีมนปช.แดงทั้งแผ่นดิน วันนี้-สิ้นเดือนมกราคม 2553

จันทร์ที่ 18 มกราคม แกนนำ นปช.เดินทางไปยังทำเนียบองคมนตรี เพื่อยื่นจดหมายเปิดผนึกเกี่ยวกับการครอบครองที่ดินป่าสงวนโดยมิชอบของ พล.อ.สุรยุทธ์ ซึ่งหวังว่าองคมนตรีจะมีคำตอบเรื่องนี้ เพื่อเป็นหลักยึดให้ประชาชนเข้าใจตรงกันถึงคุณสมบัติขององคมนตรี

จากนั้นแกนนำนปช.จะเดินทางไปยังกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ข้อหาปฎิบัติหรือละเว้นการปฎิบัติหรน้าที่โดยมิชอบ จากกรณีการดึงเรื่อง หรือหน่วงเหนี่ยวฎีกาของคนเสื้อแดง


จันทร์ที่ 18 มกราคม 18.00-24.00 อำเภอเมือง เลย ปราศรัยโดย ณัฐวุฒิ,นิสิต สินธุไพร,แรมโบ้อีสาน,เจ๋ง,อริสมันต์,วันชนะ เกิดดี

พฤหัสบดีที่ 21 มกราคม แกนนำนปช.จะเดินทางไปยังสำนักราชเลขาธิการสำนักพระราชวัง เพื่อสอบถามถึงวิธีปฎิบัติ เกี่ยวกับการยื่นถวายฎีกาของคนเสื้อแดง***

พฤหัสบดีที่ 21 มกราคม 18.00-24.00 อำเภอเลิงนกทา ยโสธร ปราศรัยโดยณัฐวุฒิ,นิสิต,แรมโบ้อีสาน,เจ๋ง,อริสมันต์,วันชนะ

ศุกร์ที่ 22 มกราคม 18.00-24.00 งานเลี้ยงโต๊ะจีน อำเภอประทาย นครราชสีมา ปราศรัยนำทีมโดย ณัฐวุฒิ,นิสิต,แรมโบ้,อริสมันต์,วันชนะ

เสาร์-อาทิตย์ที่ 23-24 มกราคม จะมีการชุมนุมใหญ่ที่สนามกอล์ฟเขาสอยดาว จ.จันทบุรี เนื่องจากคนเสื้อแดงเชื่อว่าที่ดินสนามกอล์ฟ 400 ไร่ ถูกครอบครองโดยกลุ่มนักธุรกิจที่มีพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีหนุนหลัง ทั้งนี้ยืนยันว่าจะชุมนุมโดยสงบ เพื่อทวงคืนสมบัติชาติ

อาทิตย์ที่24 มกราคม 18.00-24.00 น. ปราศรัยที่ปทุมธานี นำทีมโดยวีระ,จตุพร,ณัฐวุฒิ,แรมโบ้,อริสมันต์,วิภูแถลง,ชินวัฒน์

ศุกร์ 29 มกราคม 18.00-24.00 น. ปราศรัยที่อำเภออินทร์บุรี สิงห์บุรี นำทีมโดย ณัฐวุฒิ,อริสมันต์,แรมโบ้,เจ๋ง,วันชนะ,ไวพจน์,อุดมรัตน์,พายัพ

เสาร์30มกราคม 18.00-24.00 น. อำเภอเมือง กาญจนบุรี นำทีมปราศรัยโดยวีระ,จตุพร,ณัฐวุฒิ,อริสมันต์,พายัพ,วิสา,ไพจิตร

อาทิตย์ 31 มากราคม 18.00-24.00 อำเภอเมือง ขอนแก่น ปราศรัยใหญ่ถ่ายทอดสดพีเพิลแชนัล นำทีมโดยวีระ,จตุพร,ณัฐวุฒิ,อริสมันต์,พายัพ,วิสา,ไพจิตร,นิสิต,แรมโบ้,เจ๋ง ดอกจิก


***สถาบันปรีดี พนมยงค์ ร่วมกับ กองทุนเสรีไทย ชมรมโดมรวมใจ และ ชมรมเพื่อนจุฬาฯ จัดกิจกรรมในวาระเข้าสู่การครบรอบ ๖๕ ปี สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ ๒ วันอาทิตย์ที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๕๓

ขอเชิญผู้สนใจทั่วไปฟังการเสวนาและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ประวัติศาสตร์ หัวข้อ
“เมื่อ เสรีไทย ธรรมศาสตร์ – จุฬาอาสาศึก ๒๔๘๘”วิทยากร

ร.ต.ปราโมทย์ สูตะบุตร เสรีไทยสายจุฬาฯ
นายอุทัย สุจริตกุล เสรีไทยภายในประเทศ
นายบุญชู โรหิตะสุข เสรีไทยสายธรรมศาสตร์-จุฬาฯ
นายสุวรรณ ดาราวงษ์ เสรีไทยสายธรรมศาสตร์-จุฬาฯ
นายศุขปรีดา พนมยงค์ ทายาทเสรีไทย
ดำเนินรายการโดย สินธุ์สวัสดิ์ ยอดบางเตย


ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ โดย นักกิจกรรมเดือนตุลา ธรรมศาสตร์-จุฬา

เวลา ๑๒.๐๐ น. เชิญรับประทานอาหารกลางวันร่วมกัน (ห้องโถงชั้น ๒)
เวลา ๑๓.๐๐ น. ลงทะเบียน
เวลา ๑๓.๓๐-๑๖.๓๐ น. เสวนา-แลกเปลี่ยนประสบการณ์

ณ หอประชุมพูนศุข พนมยงค์สถาบันปรีดี พนมยงค์ ๖๕/๑ ถนนสุขุมวิท ๕๕ (ทองหล่อ) แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ ๑๐๑๑๐ โทรศัพท์ ๐๒-๓๘๑๓๘๖๐-๑ Email : banomyong_inst@yahoo.com, Website : www.pridiinstitute.com***

***กลับมาพบกันอีกครั้งกับการแข่งขันกอล์ฟเชื่อมความสามัคคีของเราชาวเสื้อแดงในครั้งที่ 3 จะจัดขึ้นในวันพุธที่ 20 มกราคม 2553 ที่สนามกอล์ฟ เลควูด บางนา หนึ่งในสนามชั้นนำของเมืองไทย และถูกใช้จัดการแข่งขันระดับอาชีพมาแล้วหลายครั้ง

การแข่งขันวันที่ 20 นี้ จัดให้มีการชิงถ้วย ฯพณฯ พตท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร และฯพณฯ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกฯ ของเรา โดยจัดแข่งขันในแบบ 36 system หักลบแต้มต่อ แบ่งออกเป็น Flight A B C Lady และ Senior

กติกาการแข่งขัน

1.จัดการแข่งขันแบบ Stroke Play 18 หลุม หักลบแต้มต่อ โดยใช้กฏ Lacal Rules
2. Flight A แต้มต่อ 0-9, Flight B 10-18, Flight C 19-36 และ Senior
อายุ 55 ปีขึ้นไป
3. กรณีผลคะแนนและแฮนดิแคปออกมาเท่ากัน จะใช้วิธี Count Back หาผู้ชนะ
4. ผู้เข้าแข่งขันจะต้องเขียนชื่อ-นามสกุลให้ชัดเจน และมีมาร์คเกอร์
5. ห้าม เขียนเครื่องหมายใดๆลงในสกอร์การ์ด ต้องเขียนคะแนนเป็นตัวเลขเท่านั้น
6. ต้องส่งสกอร์การ์ดก่อนเวลา 18.00 น.

** สกอร์การ์ดที่ไม่มีชื่อผู้แข่งขัน หรือ มีเครื่องหมายใดๆนอกจากตัวเลขคะแนน จะไม่ถูกนำมาคิดคะแนน **

รางวัลการแข่งขัน

1. ถ้วยรางวัลชนะเลิศของแต่ละ Flight จาก ฯพณฯ พตท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร และ ฯพณฯ สมชาย วงศ์สวัสดิ์
2. รางวัล Hole in One หลุมพาร์ 3 หลุมใดหลุมหนึ่งจะมีการแจ้งให้ทราบวันแข่งขัน
3. รางวัลตีใกล้ธงหลุมพาร์ 3 ทุกหลุม และ รางวัลตีไกล-ใกล้เส้นหลุม พาร์ 5
4. ของรางวัลจากการจับฉลากในงาน
การสมัครเข้าแข่งขัน
1. ดาวน์โหลดใบสมัครจาก ใบสมัครแข่งขันกอล์ฟ
2. สมัครผ่านทางอีเมล์ redshirtsgolfclub@gmail.com
3. ขอทราบรายละเอียดและสมัครแข่งขันได้ที่ โทร 089 669 3546 หรือ http://www.redshirtsgolf.com ***

***ข่าวสังคมค้าขาย ประกาศขายบ้านทาวน์เฮ้าส์ 3ชั้น 3ห้องนอน 2ห้องน้ำ สภาพดี บ้านสวย หมู่บ้านเอกชัยซอย18 อยู่ติดถนนเอกชัย ใกล้ดาวคนอง เดินทางไปมาสะดวก ฝนตกหนักแค่ไหนน้ำก็ไม่ท่วม ขาย1.59 ล้านบาท ถ้าหากสนใจติดต่อคุณแดง ที่เบอร์โทร 02 8931392 และ 087 8152178***

Monday, January 18, 2010

วันจันทร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ.2553

อำนาจรัฐ

เปลี่ยนวิธีตั้ง ครม.

ไม่ยอมหมดตูดคนเดียว

เขายายเที่ยง

คัดค้าน-ทีมข่าวการเมืองไทยรัฐ

"เขายายเที่ยง" การต่อสู้ของคนเสื้อแดง กับ "เทือกเขาบูโด" การต่อสู้ของชาวบ้าน

ที่มา ประชาไท

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงเมตตากรุณาเสมอ ขอความสันติสุขจงมีแด่ศาสดามูฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่านและสุขสวัสดีแด่ผู้อ่านทุกท่าน

ปัญหา ‘เขายายเที่ยง’ ซึ่งฝ่ายเสื้อแดงนำมาเป็นประเด็นการเมืองปัจจุบันนี้ นำไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์ ต่างๆนานา แต่ในแง่มุมหนึ่งในวงวิชาการคือความไม่เหมาะสมของพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์อดีตนายกรัฐมนตรี ถึงความไม่ในการครอบครองพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ (แม้อัยการสั่งไม่ฟ้อง) ขณะที่ประชาชนผู้ยากไร้บริเวณเดียวกันหรืออีกหลายพื้นที่ในประเทศไทยกลับถูกจับกุมคุมขังในการเข้าใช้พื้นที่

เปลว สีเงิน กล่าวว่า “กรณีพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ กับที่ดินป่าสงวนแห่งชาติ ไม่ใช่ 1 ใน 100 แต่เป็น 1,000,000 ใน 100,000,000 ที่มีอยู่ทั่วประเทศขณะนี้ นี่...ผมไม่ได้ยกมาพูดในความหมายว่า "ใครๆ ก็บุกรุกป่าสงวน ฉะนั้น ไม่เห็นเป็นไรเลย" แต่ผมยกมาชี้ให้เห็นในประเด็นว่า สมมุติเจ้าของบ้านเขายายเที่ยงไม่ได้ชื่อ "พลเอกสุรยุทธ์" หรือถึงชื่อพลเอกสุรยุทธ์ แต่ไม่ได้มาเป็นนายกฯ คมช. อันเป็นปฏิปักษ์กับทักษิณ แล้วพวกเสื้อแดงจะยกกำลังมาเย้วๆ อย่างวันนี้มั้ย? นั่นคือ พวกเสื้อแดงเขาใช้กรณีบ้านเขายายเที่ยงเป็นเหตุแสดงบทผู้พิทักษ์ป่าสงวน เพียงเพื่อโจมตี-ล้างแค้นเอากับพลเอกสุรยุทธ์เท่านั้น ใช่ว่าทำเพื่อป่าสงวนอันเป็นส่วนรวมก็หาไม่ และด้วยความแค้นหวังเข่นฆ่าพลเอกสุรยุทธ์เป็นหลัก ทำให้พวกเขาลืมไปว่า การยกเรื่องถือครองป่าสงวนในลักษณะนี้มาเป็นเหตุ” [เปลว สีเงิน, "เขายายเที่ยง" เงาสะท้อนป่าสงวน, ไทยโพสต์, 12 ม.ค. 53]

“รสนา โตสิตระกูล” สมาชิกวุฒิสภากรุงเทพมหานคร ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการศึกษาตรวจสอบเรื่องการทุจริตและเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา กล่าวถึงเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมาว่า “กรณีเขายายเที่ยง การที่ทางอัยการสูงสุดมีการตีความว่าการถือครองโดยไม่ทราบหรือไม่ได้ถือครองตั้งแต่ต้นถือว่าไม่ผิดนั้น เห็นได้ชัดว่ามีการตีความจริยธรรมทางกฎหมายในระดับไหน” [“รสนา” จี้สอบพวกครองที่สาธารณะ ซัดอัยการไม่ฟ้องเขายายเที่ยง, ASTVผู้จัดการออนไลน์, 12 ม.ค. 53]

ในขณะที่สื่ออย่างผู้จัดการของคนเสื้อเหลือง ก็ไม่พลาดที่จะวิจารณ์ความไม่เหมาะของท่านสุรยุทธ และรู้สึกผิดหวังในตัวท่าน เช่น

“พล.อ.สุรยุทธ์ไม่รู้เลยหรือว่า เจตนาที่คนเสื้อแดงขนม็อบไปสำแดงพลังที่หน้าบ้านเขายายเที่ยงของตนเองนั้น มีวัตถุประสงค์เพื่ออะไรแน่นอน ย่อมไม่ได้หมายถึงตัวพล.อ.สุรยุทธ์โดยตรง หากแต่หมายเลยให้สูงขึ้นไปกว่านั้น ถ้า พล.อ.สุรยุทธ์ตัดสินใจคืนที่ดินเขายายเที่ยงไปในทันที ข้อเรียกร้องของกลุ่มคนเสื้อแดงที่คุณทักษิณ ชินวัตรบงการอยู่เบื้องหลังก็จะตกไปในทันที ขณะที่สังคมก็จะยอมรับในความมีสปิริตของท่านด้วยความชื่นชม เช่นเดียวกับที่ “น้องตั๋น-จิตภัสร์ ภิรมย์ภักดี” แสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกจากข้าราชการการเมืองเมื่อเกิดความผิดพลาดในการนำปฏิทินลีโอไปแจกในทำเนียบรัฐบาลแต่ พล.อ.สุรยุทธ์กลับไม่เลือกหนทางนั้นและความจริงถ้าจะว่าไปแล้ว การแค่คืนที่ดินเขายายเที่ยงอาจไม่เพียงพอเสียด้วยซ้ำไปกับการรับผิดชอบและแสดงสปิริตในฐานะชาติชายทหาร เพราะต้องไม่ลืมว่า ปัจจุบัน พล.อ.สุรยุทธ์เป็นองคมนตรี” [สุรยุทธ์ ณ เขายายเที่ยง ไม่คืน ไม่ออก ไม่จบ, ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์, 16 มกราคม 2553]

ไม่ว่าเปลว สีเงินหรือใครก็แล้วแต่จะวิพากษ์อย่างไรแต่การเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงครั้งนี้ได้ฉายภาพ ถึงปัญหาการถือครองที่ดินของสังคมไทยและเป็น รากเหง้าความขัดแย้งในการจัดการป่า ที่มีสาเหตุเชิงโครงสร้าง นับตั้งแต่ก่อตั้งกรมป่าไม้ในปี 2439 คือ ระบบการรวมศูนย์อำนาจของรัฐต่อการจัดการป่า โดยผ่านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับป่าไม้ 5 ฉบับ ได้แก่ พระราชบัญญัติป่าไม้ 2484, พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ 2504, พระราชบัญญัติ ป่าสงวนแห่งชาติ 2507, พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า 2535, พระราชบัญญัติสวนป่า 2535 ซึ่งมีสาระสำคัญคือ ประการแรก การนิยามว่า ‘ป่า’ คือ พื้นที่ดินว่างเปล่าที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ ทำให้พื้นที่ส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็นป่าตามความหมายเชิงนิเวศ หรือเป็นพื้นที่ที่มีชุมชนอยู่อาศัยโดยไม่มีเอกสารสิทธิ์ก็ตาม ก็ถูกเหมารวมว่า เป็นป่าของรัฐ ที่รัฐสามารถใช้อำนาจเข้ามาจัดการได้เต็มที่ ซึ่งมีประชาชนนับล้านครอบครัวที่อาศัยทำกินมาก่อนการประกาศพื้นที่ของรัฐ และรัฐใช้อำนาจตามกฎหมายจับกุมคุมขังชาวบ้านโดยอ้างว่าผิดกฎหมาย ผ่านกระบวนการหลักเกณฑ์พิสูจน์สิทธิ์ที่ประชาชนไม่มีส่วนร่วมแต่อย่างใดประการที่สอง การกำหนดเขตป่าสงวนแห่งชาติ เขตป่าอนุรักษ์ โดยใช้อำนาจของรัฐตามลำพัง ตามพื้นที่ที่ถูกนิยามว่าเป็นป่าตามกฎหมาย ซึ่งรัฐกำหนดเขตต่างๆ เหล่านี้ เพื่อควบคุม จัดระเบียบในพื้นที่อย่างเบ็ดเสร็จตามวัตถุประสงค์ของรัฐ

ประการที่สาม การใช้ระบบสิทธิต่อการจัดการป่าเชิงเดี่ยวและเบ็ดเสร็จอยู่ที่ภาครัฐ และเปิดช่องให้รัฐใช้ดุลพินิจให้นายทุนเอกชนในการแสวงประโยชน์จากป่า เช่น การให้สัมปทานป่า หรือรับรองสิทธิการใช้พื้นที่ป่าและทรัพยากรอื่นๆ ในป่าของนายทุนภาคเอกชน แต่ปฏิเสธสิทธิชุมชนท้องถิ่นในการจัดการป่าตามวัฒนธรรม ประเพณี จึงมีการใช้พื้นที่ป่าของนายทุนเอกชน ทำรีสอร์ท สนามกอฟล์ บ้านพักตากอากาศ และอื่นๆ ในพื้นที่ป่าจำนวนมากมายที่สำคัญ ประการที่สี่ การให้อำนาจเบ็ดเสร็จแก่กรมป่าไม้ในการควบคุมจัดการในพื้นที่ที่เป็นป่าตามกฎหมาย โดยไม่เปิดช่องให้เกิดการมีส่วนร่วมจากท้องถิ่น ส่วนราชการอื่นๆ และภาคประชาสังคมในวงกว้าง และมักเปิดช่องทางให้กลุ่มอภิสิทธิ์ชน กลุ่มนายทุนนักการเมืองอิทธิพลต่างๆ เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตน เช่น การเช่าพื้นที่ทำสวนป่าระยะยาว สัมปทานโรงโม่หิน ฯลฯ [โปรดดู ประชา ธรรมดา, เขายายเที่ยง’ กับปัญหารากเหง้า, ประชาไท, 12 ม.ค. 53]

เมื่อคืนวันที่ 11 มกราคม 2553 ผู้เขียนดีใจมากเมื่อได้เห็นปราชญ์ชาวบ้านท่านหนึ่งมีนามว่าเปาะจิ นายดือราแม ดาราแม ปราชญ์ชาวบ้านแห่งตำบลปาลุกาสาเมาะ อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส (ซึ่งหลายครั้งได้เข้าร่วมประชุมสัมมนากับท่านในเวทีที่จัดโยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)) ออกรายการโทรทัศน์ทีวีเนชั่น ถึงวิธีการแก้ปัญหาที่ดินบริเวณเทือกเขาบูโด อันเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับการแก้ปัญหาที่ดินให้กับชุมชน

เทือกเขาบูโดนั้นครอบคลุมเนื้อที่ สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีพื้นที่ครอบคลุมอยู่ในพื้นที่อำเภอบาเจาะ อำเภอยี่งอ อำเภอระแงะ อำเภอรือเสาะ อำเภอจะแนะ อำเภอแว้ง จังหวัดนราธิวาส อำเภอรามัน จังหวัดยะลา และอำเภอกะพ้อ จังหวัดปัตตานี มีสภาพภูมิประเทศเป็นเทือกเขาสูงสลับซับซ้อน เป็นแหล่งต้นน้ำลำธารมีพันธุ์ไม้ที่มีค่านานาชนิด โดยเฉพาะปาล์มบังสูรย์และใบไม้สีทอง มีจุดเด่นทางธรรมชาติหลายแห่ง เช่น น้ำตกต่างๆ ตลอดจนตีนเขาบูโดเป็นแหล่งชุมชนเก่าแก่ มีชาวบ้านหลายชั่วอายุคนทำมาหากินพึ่งพิงอยู่ในพื้นที่ป่าเขา ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ และวิถีชีวิตชุมชน

ในปี 2508 บริเวณพื้นที่เทือกเขาบูโดได้ถูกประกาศให้เป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ ต่อมาในปี 2542 เทือกเขาแห่งนี้ ตลอดไปจนถึงเทือกเขาสุไหงปาดีซึ่งทอดตัวอยู่ทางทิศใต้ ได้รับการจัดตั้งให้เป็นเขตอุทยานแห่งชาติบูโด-สุไหงปาดี ครอบคลุมพื้น 293.7 ตารางกิโลเมตรหรือ 183,562.5 ไร่ ใน 3 จังหวัด 9 อำเภอ 24 ตำบล

การประกาศเขตอุทยานได้ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชาวบ้านที่อยู่รายล้อมป่าเขา เนื่องจากไม่มีกระบวนการจัดการและวางแผนที่ดี ทำให้ที่ดินทำกินจำนวนมากไม่ได้รับการกันแนวเขตออกก่อน และเมื่อนำกฎระเบียบของทางการเข้ามาบังคับใช้โดยมีเจ้าหน้าที่อุทยานเป็นศูนย์กลาง จึงเกิดเรื่องกระทบกระทั่งกับชาวบ้านมาโดยตลอดเพราะในอดีตจนถึงปัจจุบันในพื้นที่เหล่านี้ชาวบ้านได้ไปใช้ทำกินเรียกว่า สวนดุซ’งหรือดุซน (แปลว่าสวน)

สวนดุซง ของชาวบ้านที่เป็นแหล่งทำมาหากินมาช้านาน ถูกตั้งเงื่อนไขให้อยู่ในกรอบที่ทางการกำหนด เช่น ห้ามตัดต้นยางพาราในสวนของตัวเอง จนชาวบ้านรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม

การแย่งชิงทรัพยากรท้องถิ่นในลักษณะนี้เป็นอีกเงื่อนไขหนึ่งที่บ่มเพาะความไม่พอใจของชุมชนมุสลิมที่กระจายตัวอยู่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้

เปาะจิที่เกิด เติบโต และใช้ชีวิตบั้นปลายอยู่ตีนเขาบูโด แกมีสวนดุซงที่ผสมผสานพันธุ์ไม้ไว้หลากหลายสำหรับหล่อเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้เล่าให้ฟังถึงวิธีการแก้ปัญหาซึ่งจะสรุปได้ว่า

"ทัศนคติของผู้บริหารและทางการ สวนทางกับวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ ชุมชนอยู่กันอย่างสันโดษมาช้านาน ทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ ทำให้ชุมชนไม่ต้องกระตือรือร้นอะไรมาก หารายได้แค่พออยู่พอกิน ใขณะที่รัฐต้องเชื่อมโยงกับประเทศอื่นๆ รัฐต้องการการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ จึงพยายามทำให้เกิดการแข่งขัน แต่ในชุมชนไม่รู้ว่าจะทำเช่นนั้นไปทำไม และทำไมเขาต้องทำงานหนัก ชุมชนได้รับความสุขสงบ อยู่ดี กินดี เพราะอยู่ใต้ร่มเงาของบูโด ผู้เฒ่าผู้แก่สอนไว้ว่า หากขึ้นไปทำสวนบนเขา ให้ช่วยกันรักษาต้นไม้ไว้ แม้แต่ไม้เนื้ออ่อนก็เถอะ เพราะมันช่วยอุ้มน้ำ ยิ่งไม้ใหญ่ยิ่งห้ามตัด คนที่นี่เลยติดเป็นนิสัย คำว่า ‘อนุรักษ์' ที่ทางการนำมาใช้ในบูโด ด้วยการประกาศกฎเกณฑ์ต่างๆ มากมาย เป็นคนละความหมายของการอนุรักษ์ในวิถีชาวบ้านที่นี่ ซึ่งเปาะจิเห็นว่าไม่จำเป็นต้องเอากฏหมายที่บังคับใช้ที่อื่นเข้ามา เพราะรอบบูโดมีวิธีการดูแลและจัดการกันเองโดยวิถีประชา หากใครทำผิดจะมีเสียงร่ำลือและเสียงแซวในร้านน้ำชา แค่นี้ก็ทำให้เกิดความละอาย จนคนที่ละเมิดข้อห้ามชุมชน ไม่กล้าทำผิดอีก ถ้ารัฐจริงใจที่จะช่วยประชาชนก็ต้องกู้ศรัทธาคืนมาให้ได้ ต้องเอาความเป็นธรรมให้กับชาวบ้าน 10 ปีกว่าปี ที่เปาะจิพยายามกระตุ้นเตือนสติให้คนภาครัฐเข้าใจวิถีของชุมชนมุสลิมรอบเขาบูโด แต่สิ่งที่ผู้อาวุโสเรียกร้องกลับไม่เคยเป็นผล จนกระทั่งปรมาณปี 2548 อำเภอบาเจาะได้รับเลือกให้เป็นพื้นที่นำร่องในการแก้ไขปัญหาชาวบ้านที่เดือดร้อนจากการประกาศเขตอุทยานบูโด-สุไหงปาดี

ภายหลังเกิดเหตุรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และมีการจัดตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันทน์ (กอส.) ขึ้น ได้มีการนำประเด็นความเดือดร้อนของชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการประกาศเขตอุทยานบูโด-สุไหงปาดีเข้าไปหารือ

กอส.มีข้อสรุปคือ 1.อนุญาตให้ชาวบ้านสามารถโค่นต้นยางพาราที่หมดอายุในที่ดินทำกินของตัวเองในเขตอุทยานได้ และ 2.ให้สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) ช่วยเหลือเกษตรกรในการปลูกยางทดแทน

คณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดิน ในศูนย์อำนวยการขจัดความยากจนและพัฒนาชนบทตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง หรือ ศจพ.ได้ดำเนินการแก้ไขในเรื่องนี้ โดยเลือกเอาอำเภอบาเจาะ ซึ่งมี 5 ตำบล 15 หมู่บ้าน ได้รับผลกระทบ เป็นพื้นที่นำร่อง

ชาวบ้านและส่วนราชการที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันเก็บข้อมูลและทำประชาคมอยู่หลายครั้ง พร้อมกับทำการสำรวจ จนกระทั่งแยกกลุ่มปัญหาออกเป็น 3 กลุ่ม คือ (1.) ที่ดินอยู่นอกเขตอุทยานฯ และป่าสงวน แต่ไม่มีแนวเขตที่ชัดเจน ทำให้ไม่มีการออกเอกสารสิทธิ์ให้ชาวบ้าน โดยมีชาวบ้านได้รับผลกระทบ 745 ราย จำนวนที่ดิน 4,116 ไร่ (2.) ที่ดินอยู่ในเขตอุทยานฯ แต่อยู่นอกเขตป่าสงวน มี 795 ราย จำนวน 4,942 ไร่ และ (3.) ที่ดินอยู่ในเขตป่าสงวนมี 264 รายจำนวน 2,439 ไร่

ฝ่ายข้าราชการนำโดยนายอำเภอบาเจาะ ซึ่งเป็นแกนกลางที่เข้าไปร่วมแก้ปัญหาได้ให้ ชาวบ้านอยู่นอกเขตป่าสงวนและนอกเขตอุทยานฯ ได้มีการสำรวจร่วมกันแล้ว เพื่อพิสูจน์การถือครองที่ดินและการเข้าไปทำประโยชน์ ซึ่งหลังจากนั้นกรมที่ดินจะมารังวัดเพื่อออกเอกสารสิทธิ์ต่อไป ในขณะที่อุทยานฯ ประกาศทับที่ดินนั้น ได้สำรวจจุดชัดเจนเพื่อเสนอออกเป็นพระราชกฤษฎีกาเพิกถอนพื้นที่ออกมาได้ ซึ่งถือว่าเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่มีการแก้ไขปัญหาโดยเอาที่ดินของชาวบ้านคืนจากอุทยานฯ

ในขณะที่การแก้ปัญหาระยะสั้น เดิมทีชาวบ้านไม่สามารถตัดต้นยางที่หมดอายุได้ ก็จะอนุญาตให้มีการตัด เพียงแต่อย่าตัดพร้อมๆ กัน ทีละมากๆ ซึ่งทางอุทยานฯ กลัวว่าจะมีผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม ชุมชนจึงหาทางออกร่วมกันว่า ทยอยตัดได้ปีละ 5% ของพื้นที่ปลูกยางในเขตนั้นๆ ซึ่งแต่ละพื้นที่ให้ชาวบ้านไปตกลงกันเอง

โครงการนำร่องแก้ไขปัญหาผู้ได้รับผลกระทบจากการประกาศเขตอุทยานฯ ของชาวบ้านอำเภอบาเจาะ จำนวน กว่า 1,800 ครอบครัวกำลังไปได้สวย โดยมีภาคประชาสังคมร่วมกันดำเนินการผ่านปราชญ์ชุมชนอย่างเปาะจิเป็นแนวทางแก้ปัญหาอย่างสันติวิธีสมควรนำเป็นแบบอย่างและขอฝากให้รัฐบาลนี้ดำเนินต่อ

การร่วมการแก้ปัญหาอย่างสันติวิธีของชาวบ้านที่ไม่ได้สร้างปัญหาเหมือนนายทุน นักการเมือง ผู้มีอำนาจ และผู้มีอันจะกินไม่ว่าฝ่ายใดสมควรที่สื่อส่วนกลางนำมาเผยแผ่ถึงความดีงามในจังหวัดชายแดนภาคใต้และอย่าปล่อยให้การต่อสู้ของชาวบ้านต้องสูญเปล่า

ขอเป็นกำลังใจเปาะจิและทีมงานไม่ว่าภาครัฐและเอกชน สำหรับการจัดการที่ดินบนเทือกเขาบูโด น่าจะเป็นแบบอย่างให้กับ คนที่กำลังดำเนินการแก้ ปัญหา’เขายายเที่ยง’

หรือ ตราบใดที่ปล่อยให้รัฐผูกขาดอำนาจในการจัดการป่าเพียงฝ่ายเดียว ย่อมนำมาสู่การเบียดขับคนจน และปล่อยให้มีการฉ้อฉลของกลุ่มนายทุนอิทธิพล กลุ่มอภิสิทธิ์ชนต่างๆ ได้ประโยชน์ เหมือนเช่น กรณีเขายายเที่ยงนี้

หมายเหตุ: เรียบเรียงจาก

1. การประชุมสัมมนาร่วมกับเปาะจิ

2. ภาสกร จำลองราช. ลดเงื่อนไข ‘บูโด’ คืนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้ชุมชน.ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้, 19 เม.ย. 51 http://www.deepsouthwatch.org/node/232

3. รู้จักชีวิตเปาะจิ นายดือราแม ดาราแม (เปาะจิ) :

โลกใหม่!!ที่ไม่ต้องซาบๆซึ้งๆ..นายกไทยควรลืมตามอง???

ที่มา thaifreenews

โดย ป้าพลอย

เวลานี้ทั่วโลกต่างจ้องแข่งขันทำสถิติ ชิงแชมป์รายได้เข้าประเทศของแต่ละประเทศว่าปีนี้จะได้กำไรเข้าประเทศเท่าไหร่? เมื่อปีที่ผ่านมาประเทศจีนได้กำไรการส่งออกนำหน้าประเทศเยอรมนี และเป็นแชมป์ด้านเศรษฐกิจอันดับหนึ่งของโลก แล้วปีนี้

ใครจะนำหน้า? นายอภิสิทธิ์มีหัวคิดบ้างมั๊ย ที่จะคิดค้นทำอะไร แข่งขันกับประเทศอื่นๆ ที่ไม่ให้ชาวโลกเขามองประเทศไทยของเรา เป็นขอทานกู้เขากินอย่างเดียวเช่นนี้ หัดคิดในสิ่งที่จะช่วยประเทศให้มีกินมีใช้เหมือนประเทศอื่นๆ ที่เขาต่างห่วงใย

เสถียรภาพเศรษฐกิจของชาติ ลองแหกตามองในต่างประเทศบ้างซีว่า ประเทศแต่ละประเทศเขามีโครงการณ์ทำอะไรกันบ้าง นายอภิสิทธิ์ไม่ได้สนใจที่จะปรับปรุงแก้ไขความเลวร้ายที่เกิดขึ้นในประเทศ แต่นายอภิสิทธิ์กับช่วยซ้ำเติม ช่วยกระทืบให้มัน

จมดินเร็วยิ่งขึ้น1 ปีเต็มๆที่ประเทศไทยต้องเสียโอกาส ประเทศกำลังป่วยเป็นโรคอำมพาต ทั้งผู้คนและเศรษฐกิจ แต่ผู้นำประเทศยังเจือยแจ้วยื่นหน้าโกหกตอแหลออกทางสื่อ เกาะโพเดี่ยมต้มตุ๋นชาวบ้านว่าประเทศอยู่ดี มีกินมีใช้อย่างสมบรูณ์แบบ

อย่างพวกของตน แต่ภาพลักษณ์ของชาวบ้าน พร้อมทั้งสิ่งที่เป็นภัยต่อสังคมเพิ่มเป็นทวีคูณ นั่นคือยาเสพติด ขโมยงัดแงะ วิ่งราวจี้ผู้คนเอาทรัพย์สิน หวยเถื่อน การพนันทุกรูปแบบ ในเวลานี้มีแต่สังคมที่มอมเมากันด้วยอบายมุขผุดออกมาในยุคของ

นายอภิสิทธิ์ทั้งสิ้น เพราะผู้นำประเทศไม่ได้หาวิธีแก้ไขไม่สนใจบ้านเมือง สิ่งที่นายอภิสิทธิ์มัวแต่ยุ่งและไม่มีเวลามา 1 ปีนั้น คืองานไล่ล่าท่านนายกทักษิณคืองานสำคัญของผู้นำไทย ประเทศและผู้คนจะเละตุ้มเปะอย่างไรก็ไม่ใช่เรื่องของข้า

ประเทศจะเจริญขึ้นหรือเจริญลง มันไม่ใช่เรื่องของข้า ข้าขอเพียงดำรงค์ตำแน่งแค่นั่งเก้าอี้นายกเป็นพอใจ ส่วนเรื่องอื่นๆชาวบ้านรับผิดชอบเองไม่ใช่เรื่องของนายกที่ชื่ออภิสิทธิ์ จะเห็นได้ว่าหากมีเรื่อง ที่จะทำให้ตัวได้หน้าจะรีบฉกฉวยเอามาออก

ทางสื่ออย่างทันถ่วงที อย่างเช่นที่ตำรวจจับคนที่ชิงทรัพย์ แย่งปืนกับตำรวจ ตำรวจถูกปืนเสียชีวิตในระหว่างแย่งปืนกับผู้ร้าย นายอภิสิทธิ์ได้หน้าทันที ว่าปราบคนกระทำผิด แต่นายอภิสิทธิ์ไม่ปราบพวกมาเฟีย ไม่ได้ปราบพวกแก็งค์ค้ายาเสพติด

แก็งค์เจ้าพ่อเจ้าแม่บ่อนการพนัน หรือ กระบวนการณ์ทำผิดกฏหมาย ทำไมไม่ปราบต้นตอที่มาของสิ่งผิดกฏหมายเหล่านี้ เหมือนที่ท่านนายกทักษิณปราบ? นายอภิสิทธิ์ปล่อยให้ผู้ร้ายลอยนวล อย่างเช่นเรื่องการปิดสนามบินสุวรรณภูมิก็ยังนิ่งเฉย

รอให้หมดอายุความ และอีกหลายๆเรื่องที่นายอภิสิทธิ์ไม่หยิบไม่แตะต้อง ทั้งที่ควรที่จะเร่งดำเนินการตามกฏหมาย งานของนายอภิสิทธิ์ตลอด 1 ปี คือวิ่งเข้าออกออเซาะบ้านสี่เสาเท่านั้น นี่คืองานสำคัญของนายกไทยที่ต้องเข้าออกไปเลียแข้ง เลียขา

องคอำมาตย์คนสำคัญของชาติ หากไม่ทำตำแหน่งนายกก็สั้น นี่คือระบบต้องห่วงตัวเองมากกว่าห่วงประเทศชาติบ้านเมือง ประเทศไทยเราปฏิบัติกันมาโดยตลอด เพราะมันมีตัวบ่งชี้อนาคตของแต่ละคน หากใครไม่มากราบเท้าประจบสอพลอ

บ้านสี่เสา อนาคตและยศฐาบรรดาศักดิ์ก็สั้นจู๋ เพราะเขาคนนี้เป็นเจ้าชีวิตของข้าราชการไทยทุกคนนั่นเอง แปลกและจริง ดังที่เราได้เห็นมานานนับหลายปีมาแล้ว แม้ปัจจุบันนี้ก็ยังใช้ได้ผลอยู่ ถึงว่าเมื่อไม่กี่วันมานี้ นายอภิสิทธิ์ก็ยังวิ่งแจ้น ไปมอบคลาน

แทบเท้าบ้านสี่เสา ขอปรึกษาคนแก่อายุ90 เพื่อชี้ทางให้ประเทศ ตัวเองไม่มีน้ำยาคิดทั้งที่เป็นคนรุ่นใหม่ แต่กลับไปเอาความคิดของคนรุ่นไดโนเสาร์มาช่วย แล้วมันจะก้าวไปได้อย่างไรในเมื่อโลกเวลานี้ได้เปลี่ยนไปนานแล้ว โลกพระจันทร์ยังคร่ำครึ

ล้าสมัย ตอนนี้นักวิทยาศาสตร์ของโลก กำลังจะขึ้นไปสำรวจบนดาวพระอังคาร์แล้ว นายอภิสิทธิ์กรุณาลืมตามองโลกภายนอกเสียบ้าง ก็จะเห็นโลกภายนอกอันกว้างไกลและสวยหรู กว่าโลกคร่ำครึล้านปีที่มีแต่การกราบๆไหว้ๆซาบๆซึ้งๆน่าเบื่อหน่ายซ้ำๆซากๆอยู่แบบนี้เอง....

คุณว่าไหม ยุคนี้การทำความดีเล็ก ๆ น้อยๆ เพื่อผลทางโปรประกันดา นั้นไม่มีความหมาย

ที่มา thaifreenews

โดย...ลูกชาวนาไทย



ในยุคที่บ้านเมืองสงบไม่มีความขัดแย้งกันทางความคิดและไม่มี "การตั้งคำถาม" กับการทำความดีเพื่อเอาหน้า หรือเพื่อโปรประกันดา การทำความดี เช่น แจกโน้น แจกนี่ ก็ดูเหมือนจะได้ผล สร้างความนิยมได้ระดับหนึ่ง เนื่องจากผู้คนไม่ได้ตั้งคำถามมากมายนัก

แต่เมื่อ "บ้านเมืองมีความขัดแย้งสูง" คนก็จะเริ่มตั้งคำถามว่า "ความดีเล็ๆ น้อยๆ " ที่ทำ นั้นมันส่งผลกระทบต่อพวกเขาจริงหรือเปล่า หรือ โฆษณาเกินจริง และเมื่อยิ่งตั้งคำถาม คำตอบก็จะตามมาว่า อันที่จริง "ไม่ได้มีประโยชน์อะไร"

มันหมดยุคที่จะมาทำความดีเล็กๆ น้อยๆ เพื่อสร้างความนิยมอีกแล้ว วันเวลาที่ดีที่สุดมันเลื่อนลอยไปแล้ว

อย่าคิดว่า "คนไม่รู้ว่า ที่พวกเขาลำบากอยู่ขณะนี้" ใครเป็นคนทำ
เราไม่อาจปิดฟ้าด้วยฝ่ามือเราได้

แม้เราอาจไม่รับรู้ แต่คนที่เขาได้รับผลกระทบเขารู้

และยิ่งเขาตั้งคำถาม เขายิ่งตาสว่าง

อนุพงษ์ กับ เสธ.แดง ล้างแค้นสิบปีก็ไม่สาย ยิ่ง เสธ.แดงไม่มีห่วงอะไรอีก

ที่มา thaifreenews

โดย...ลูกชาวนาไทย

ศึกแห่งศักดิ์ศรีครั้งนี้ ผมว่าแค้นนี้สิบปีก็ไม่สายครับ คนมีอำนาจ ยามเมื่อไร้อำนาจ เขาจะไร้บารมียิ่งกว่า เพราะเขาคือศัตรูของประชาชนหมู่มาก แม้อำนาจที่เขาสร้างไว้ในกองทัพ ก็จะเหมือนกันปราสาททราย เมื่อเกษียณ มันก็จะไร้อำนาจทุกอย่าง เพราะอำนาจเขาได้มาจากตำแหน่ง เป็นอำนาจที่ผูกกับตำแหน่งไม่ใช่บารมี และเมื่อย้ายคนอื่นจำนวนมาก เพื่อเอาเด็กตัวเองขึ้น อำนาจที่ใช้อำนาจเหยียบคนอื่นเช่นนี้ เมื่อไร้อำนาจ ก็เตรียมรับการตอบโต้ให้ดี เมื่อไร้อำนาจ ไร้ตำแหน่ง ยิ่งเป็นคนทรยศเพื่อนด้วยแล้ว อนุพงษ์ ยามลงจะลงอย่างรวดเร็วยิ่ง
สำหรับ เสธ.แดงนั้น ผมคิดว่า เขาก้าวเดินเข้ามาสู่เส้นทางทางการเมืองแล้ว ในกองทัพเขาไม่มีอำนาจอะไร กับตำแหน่งลอยๆ มีแต่ยศ แต่เขาสามารถใช้ ตำแหน่ง “เสธ.แดง” สร้าง “ทรัพยากรทางการเมือง” ให้กับตัวเองจนได้ อำนาจของ เสธ.แดง จึงไม่ขึ้นกับตำแหน่ง แต่ขึ้นกับ “บารมีของตัวเขาเอง” ยิ่งตอนนี้มีพวก ฮาดคอร์เยอะที่เก็บกดคนเหล่านี้จะไหลเทไปทาง เสธ.แดงมากมาย อำนาจของ เสธ.แดงจึงไม่มีวันเกษียณ

ผมทราบว่ารายได้หลักของ เสธ.แดงมาจากการเขียนหนังสือ “คม เสธ.แดง” ไม่ใช่รายได้จากเงินเดือนในกองทัพ (ตอนนี้ได้ข่าวแหล่งอื่นๆ) การสั่งพักราชการ เสธ.แดงจริงๆ แล้วไม่ได้รับผลกระทบอะไรมากนัก กับสถานภาพและบทบาทของเขา เพียงแต่มัน “เสียศักดิ์ศรี” ของลูกผู้ชายนักรับเท่านั้น งานนี้คนอย่าง เสธ.แดงคงเอาคืน เสธ.แดงชอบรบกับคนใหญ่โต เช่น สันต์ ศรุตานนท์ เสรีพิสุทธิ์ เตมียเวส ตอนนี้เพิ่มอนุพงษ์ เข้าไปอีก

เสธ.แดงเคยบอกว่าเขาเคยโดนล้อมจนเกือบตายมาแล้วในสงคราม ดังนั้นความตายจึงไม่ได้มีความหมายอะไรมากนัก

ตำแหน่งใหญ่ในกองทัพก็ไม่มี เป็นแค่ ผู้ทรงคุณวุฒิกับเงินเดือน 50,000 บาท การพักราชการ จึงกระทบแค่นี้

แต่ศักดิ์ศรี ก็อยู่ที่ว่า คนอย่าง เสธ.แดง กลัวอนุพงษ์หรือไม่ หากสั่งสอน “อดีต ผบ.ทบ.” ให้รู้สำนึกเสียบ้าง ผมคิดว่า คนที่ใช้อำนาจเป็น

ธรรม มาด้วยอำนาจและการสอพลอ ก็ต้องไปด้วยอำนาจที่ไม่ยอมก้มหัวให้ใคร
นี่เป็นสงครามแห่งศักดิ์ศรี


ก่อนวิกฤติการณ์ทางการเมืองไทย เสธ.แดงไม่มีอะไร นอกจากสร้างความดังไปวันๆ หนึ่งเท่านั้น แต่เมื่อ สถานการณ์เกิด เสธ.แดงเขาก็สอดแทรกเข้ามา สร้างโอกาสให้ตัวเองจนได้ แม้ว่าเขาจะไม่ได้เป็น “แกนนำ นปช. “ และ นปช. ก็ไม่ได้มีข้อผูกพันหรือทำงานกับ เสธ.แดง หรือแม้แต่ไม่ได้ไว้ใจ เสธ.แดงด้วยซ้ำไป
แต่เขาก็สามารถสอดแทรกจนคนเสื้อแดงบางส่วนให้การยอมรับจนได้ จนพวก ฮาร์ดคอร์จำนวนมากไปเข้ากับ เสธ.แดง ยิ่งสามารถเชื่อมโยงไปยังทหารพรานได้ ทำให้ เสธ.แดง ที่ไม่เคยมี กองกำลังในมือ มีกองกำลังจนได้

เมื่อ นายพล มีกำลังในมือ ใครจะแน่ใจได้ว่า เขาจะไม่สวนกลับ

การรบกับอนุพงษ์ สร้างความสะใจและสร้างชื่อให้ เสธ.แดง ในการมีบทบาททางการเมือง เพราะคนเสื้อแดงจำนวนมากไม่พอใจอนุพงษ์อยู่แล้ว ดังนั้น สงครามกับอนุพงษ์ จึงเป็นบท “สร้างบารมีและสร้างชื่อให้เสธ.แดง

หากไม่รบ เสธ.แดงก็จะไม่มีอะไร หากรบ ก็ได้บารมีทางการเมืองมาชดเชย

เฉลิมชัย ยอดมาลัย จากหนังสือพิมพ์แนวหน้า

ที่มา thaifreenews

สื่อกับแหล่งข่าว ต้องร่วมรับผิดชอบสังคม

ข่าวสารบ้านเมืองที่ถูกนำเสนอตามหน้ากระดาษหนังสือพิมพ์ ผ่านจอโทรทัศน์และผ่านคลื่นวิทยุกระจายเสียง คือสิ่งที่ผู้คนในสังคมต้องบริโภคอยู่เป็นประจำ เพราะเป็นสื่อหลักและเป็นช่องทางหลักในการรับรู้ข่าวสารความเคลื่อนไหวความ เป็นไปของบ้านเมือง

ถึงแม้ปัจจุบันจะมีการนำเสนอข่าวและความเห็นทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ผ่านระบบอินเตอร์เนต ผ่านสถานีโทรทัศน์ดาวเทียม และโทรทัศน์ระบบบอกรับสมาชิกแบบเคเบิลทีวี รวมถึงสถานีวิทยุชุมชนอย่างแพร่หลายก็ตาม แต่สื่อที่ได้รับความน่าเชื่อถือมากที่สุดก็ยังคงเป็นสื่อหลัก

สื่อมวลชนได้รับการยกย่องและยอมรับมายาวนานว่าเป็นเครื่องสะท้อนเรื่องราว ภายในของสังคมแต่ละแห่ง สำหรับสังคมที่เจริญก้าวหน้าก็จะมีสื่อที่เจริญ ทรงภูมิและทรงคุณค่า แต่สังคมที่ต่ำทราม สื่อก็จะทรามและต่ำตามไปด้วย

ผู้สื่อข่าวของบ้านเราในอดีตกับยุคปัจจุบัน ถูกนำมาเปรียบเทียบในแง่มุมต่างๆ โดยผ่านมุมมองของสาธารณชน แล้วได้ข้อสรุปว่า คนในสังคมไทยส่วนหนึ่งความเห็นว่า ผู้ประกอบอาชีพสื่อยุคก่อนกับยุคนี้ มีความแตกต่างกันอย่างลิบลับ โดยเฉพาะประเด็นความรับผิดชอบต่อสังคมนั้น สื่อยุคนี้ถูกวิจารณ์อย่างหนักว่า ไร้ความรับผิดชอบ

คำวิจารณ์นี้ อาจทำให้ผู้อยู่ในแวดวงสื่อมวลชนบางกลุ่มในบ้านเราไม่พอใจและทนรับไม่ได้ เพราะมันดูเสมือนเป็นการมองสื่อในเชิงลบมากเกินไป แต่สำหรับสื่อที่มีใจเป็นธรรมและมีความเป็นกลางอย่างแท้จริง น่าจะยอมรับคำวิจารณ์และพร้อมจะปรับปรุงภาพลักษณ์ให้ดีขึ้น เพื่อประโยชน์สูงสุดของสังคมโดยรวม

สื่อที่ดีต้องพิจารณาและทบทวนการทำงานของตนเองเป็นประจำ และต้องคำนึงถึงผลประโยชน์สาธารณะเป็นสำคัญ และต้องบอกตัวเองตลอดเวลาว่า สื่อที่มีคุณธรรม มีจรรยาบรรณต้องไม่แสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนและไม่นำเสนอข่าวโดยไร้ความรับผิด ชอบ

ขณะเดียวกันแหล่งข่าวก็ต้องรับผิดชอบสังคมด้วย เพราะข่าวจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องมีแหล่งข่าว แต่น่าสังเกตว่า ปัจจุบันนี้แหล่งข่าวบางกลุ่มก็จงใจให้ข่าวที่ทำให้สังคมแตกแยก ให้ข่าวเท็จ ทำให้นักข่าวที่ตามเกมไม่ทันหลงเชื่อ เพราะเห็นว่าแหล่งข่าวเป็นบุคคลสาธารณะที่มีความน่าเชื่อถือ

หลายต่อหลายกรณี จะพบว่า นักข่าวรายงานข่าวโดยความบริสุทธิ์ใจ แต่อาจจะขาดความรู้เท่าทันแหล่งข่าว จึงตกเป็นเหยื่อไปโดยปริยาย แต่ในมุมกลับกันก็มีหลายครั้งที่นักข่าวจงใจสร้างข่าวขึ้นมาเอง เพราะความเข้าใจผิด หรืออาจเพราะได้รับอามิสสินจ้างจากแหล่งข่าวที่ไม่หวังดีกับสังคม

ดังนั้นหลายครั้งจึงเกิดคำถามจากสังคมว่า เหตุใดสื่อฯจึงนำเสนอข่าวไม่สร้างสรรค์หรือเสนอข่าวโดยบิดเบือน แต่หลายต่อหลายครั้งสังคมกลับไม่ค่อยตั้งคำถามไปถึงแหล่งข่าวว่าเหตุใดจึง ให้ข่าวเช่นนั้น ทั้งที่ไม่มีมูลความจริง

สื่อฯมีหน้าที่ตรวจสอบและรายงานความเป็นจริงให้สังคมรับทราบ ส่วนแหล่งข่าวก็ต้องระลึกไว้เสมอว่า ต้องให้ข่าวที่เป็นความจริงกับสาธารณะ หากสื่อฯและแหล่งข่าวตระหนักในบทบาทและหน้าที่อย่างเคร่งครัดแล้วด้วยสำนัก แห่งความรับผิดชอบต่อสังคมแล้ว สังคมไทยจะมีความผาสุกและสงบสุขมากกว่านี้

เฉลิมชัย ยอดมาลัย แนวหน้า

ที่จริงการต่อสู้ระหว่างทุนนิยมกับสังคมนิยมคือ สู้กันเรื่องส่วนแบ่งเท่านั้น แต่ประเทศไทยตอนนี้คือปฏิวัติประชาธิปไตย

ที่มา thaifreenews

บทความโดย...ลูกชาวนาไทย



วันหยุดนี้ ได้มีโอกาสนัดทานอาหารเย็นเพื่อคุยสถานการณ์ทางการเมือง กับพี่ๆ หลายคน เป็นการแลกเปลี่ยนกันทางปัญญากลุ่มเล็กๆ ซึ่งสามารถวิเคราะห์เจาะลึก และมีการแลกเปลี่ยนกันได้อย่างดี เพราะสามารถตอบโต้แสดงความคิดของตนได้ทั้งสองทาง ซึ่งช่วงหลังๆ ผมชอบพูดคุยแลกเปลี่ยนทัศนะกับกลุ่มย่อยๆ นี้มาก เพราะทำให้ได้มีโอกาสเจาะลึกลงในแนวคิดได้มากขึ้น

มีพี่คนหนึ่งที่เป็นนักธุรกิจ (ไม่ทราบกี่ร้อยล้าน) ให้ทัศนะว่า เขาเคยแลกเปลี่ยนกับนักธุรกิจต่างชาติด้วยกัน ซึ่งได้ข้อสรุปว่า อันที่จริงการต่อสู้กันทางสังคมในประเทศตะวันตกหรือในโลกทุกวันนี้ เป็นการสู้กันระหว่างชนชั้นแรงงาน กับนายทุนในเรื่องส่วนแบ่งเท่านั้น ว่า ใครควรจะได้เท่าไหร่ หากนายทุนเอาไปมากเกินไป กรรมกรก็ไม่พอกินและอดอยาก ก็จะเกิดการปฏิวัติ แต่หากนายทุนได้น้อยเกินไป ไม่พอที่จะเป็นแรงจูงใจให้มีการลงทุนใหม่ ขยายงานธุรกิจต่างๆ แรงจูงใจก็ไม่มี กรรมกรก็จะตกงานว่างงานและอดอยากอีกเช่นกัน ดังนั้น ส่วนแบ่งที่พอดี จึงเป็นสิ่งจำเป็น ปัญหาคือว่า เราจะรู้ได้อย่างไรว่า "ส่วนแบ่งมันพอดีแล้ว"




ที่จริงปัญหานี้ไม่มีใครรู้ ไม่ว่าเป็นนายทุนหรือกรรมกร เพราะทุกคนก็อยากเอามากที่สุด

ซึ่งในที่สุดแล้วกลไกของสังคมก็จะเป็นตัวจัดการ หากให้ประชาชน มี "อำนาจในการเลือก และตัดสินใจอย่างเสรี พวกเขาก็จะเลือกจุดที่เหมาะสมได้เอง ซึ่งสังคมนั้นก็คือ "สังคมประชาธิปไตย" นั่นเอง สังคมที่เป็นเผด็จการ ไม่ว่าจะเป็นเผด็จการของกรรมาชีพ แบบคอมมิวนิสต์ หรือ เผด็จการของนายทุนแบบ Fascist ต่างก็ไม่อาจแก้ไขปัญหานี้ได้ สหภาพโซเวียตเป็นตัวอย่างของความล้มเหลวของเผด็จการกรรมาชีพ ส่วนเผด็จการของนายทุนคืออิตาลี และเยอรมนีสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง

มีแนวโน้มว่า สังคมประชาธิปไตย จะสามารถจัดสรรส่วนแบ่งเหล่านี้ได้อย่างเป็นธรรม เหมือนยุโรปตะวันตกปัจจุบัน

รูปธรรมก็คือ รัฐสวัสดิการต่างๆ นั่นเอง หากรัฐให้สวัสดิการมากไป สังคมก็จะมี "Free Raider" หรือพวกที่ไม่ทำงานแต่เกาะแรงคนอื่นจำนวนมาก การผลิตก็ตกลง ความมั่งคั่งก็ลดลง สุดท้ายเศรษฐกิจก็ไม่เติบโตเพียงพอที่จะสามารถเลี้ยงดูพลเมืองใหม่ๆ ที่เติบโตขึ้นมาได้

แต่หากให้สวัสดิการน้อยไป ก็จะมีคนอดอยากหิวโหย คนอดตายข้างถนน ยุโรปตะวันตก เช่นอังกฤษ เคยให้สวัสดิการมากมาย จนอังกฤษกลายเป็น "สิงโตป่วยแห่งยุโรป" มาถึงยุคแธ็ตเชอร์ ก็ตัดสวัสดิการต่างๆ ลงมาก จนอังกฤษฟื้นตัวขึ้นมาอีกครั้ง ซึ่งสังคมก็คงวนเวียนอยู่กับการ "ปรับส่วนแบ่งที่เหมาะสมนี้" ซึ่งสังคมจะทราบเองว่าเมื่อใด มากไป เมื่อใดน้อยไป

สำหรับประเทศไทย ผมคิดว่า เรายังต่อสู้เพื่อ "ปฏิวัติประชาธิปไตย" จากพวก "ศักดินาอำมาตยาธิปไตย" หรือพวกที่ "มีอำนาจในสังคม" โดยไม่ได้เป็นผู้ผลิต ไม่ได้เป็นนายทุน ไม่ได้เป็นผู้ใช้แรงงาน แต่เป็น "พวกที่กินหัวคิว" มีอำนาจจาก ระบอบเดิม และความเชื่อของสังคมที่คิดว่า "คนกลุ่มนี้เป็นชนกลุ่มพิเศษ" สมควรได้รับการกราบไหว้บูชา และเป็นผู้ปกครอง กินหัวคิว

เรายังไม่ถึงขั้นที่กรรมกรกับนายทุนจะแบ่งกันเท่าไหร่ (ก็มีบ้างแล้วเพราะเราเข้าสู่สังคมอุตสาหกรรมเกือบครึ่งแล้ว)

วันนี้ภารกิจทางประวัติศาสตร์ของสังคมไทยคือ การปฏิวัติประชาธิปไตย ให้อำนาจมาอยู่กับประชาชน เอาพวก "กินหัวคิว" โดยไม่ได้ผลิตหรือลงทุนออกไปจากอำนาจ

นอกจากไม่ได้เป็นผู้ผลิต หรือคนลงทุน แล้วพวกนี้ก็ยังไม่ได้เป็น เทคโนแครท หรือ "ผู้มีความรู้" เสียด้วย กลายเป็นกินหัวคิว เพราะพวกเขาบอกเราว่า พวกเขาเป็นผู้วิเศษ มีคุณธรรมเลอเลิศ (แต่ก็เอาป่าสงวนมาสร้างบ้าน) เราก็เชื่อพวกเขาเอง

ผมคิดว่า หลังจากคาลมาร์ก วิเคราะห์สังคมแบบวิทยาศาสตร์แล้ว เรื่อง นายทุน กับกรรมกร นักคิดคอมมิวนิสต์ทั้งหลาย ที่เห็นสังคมที่ไม่เป็นธรรม และ "นายทุนยุคนั้น" ขูดรีดเอาส่วนแบ่งไปแทบหมด กรรมกรอดอยากไม่ได้อะไรเลย ก็เลยคิดระบบ ที่ "ตัดนายทุนออกไป "คือระบบคอมมิวนิสต์" ที่ตัดนายทุนออกไปจากกระบวนการผลิต

เมื่อตัดนายทุนออกไปแล้ว สังคมก็ยังคงต้องมีคนตัดสินใจว่า ควรผลิตสินค้าอะไร ปริมาณเท่าไหร่ ให้ใครเป็นผู้บริโภค คอมมิวนิสต์จึงต้องมี "นักวางแผน" Planner จึงเกิดแนวคิดทางเศรษฐกิจแบบ "การวางแผนจากส่วนกลาง" ขึ้น



ผมคิดว่านักคิดในช่วงเวลานั้น ก็คงคิดว่านี้คือ Solution ที่สมบูรณ์แล้ว เพราะนักวางแผน ไม่ใช่นายทุน ก็คงไม่ขูดรีด เป็นการแก้ปัญหาที่สมบูรณ์ แต่เวลานั้น ก็ยังไม่มีใครรู้ว่าผลมันจะออกมาเป็นอย่างไร สุดท้าย ก็เกิดสหภาพโซเวียตขึ้น คือการทดลองครั้งใหญ่ทางสังคม

ผลก็อย่างที่เราเห็น โซเวียตอดอยาก ขาดแรงจูงใจในการผลิต สังคมถดถอย

สิ่งที่ "นักวางแผน" ไม่มีคือ "ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์" แรงจูงใจ แบบที่นายทุนมี ทำให้สุดท้าย พวกเขาก็ทำงานได้ไม่มีประสิทธิภาพ

สังคมตะวันตก นายทุนเกิดกลัวปฏิวัติประชาชน ก็เลย "สร้างรัฐสวัสดิการ" ขึ้นมา พูดตามแนวคิดของพี่ที่ผมกล่าวข้างต้น คือ "ให้ส่วนแบ่งกรรมกรมากขึ้น" นั่นเอง เมื่อกรรมกรได้ส่วนแบ่งมากขึ้น ชีวิตไม่อดอยาก สังคมก็เข้าสู่ความสมดุลขึ้น

มีความสมดุลระหว่าง กรรมกร กับนายทุน ทำให้สังคมตะวันตกพัฒนาไปอย่างรวดเร็วแล้วก้าวหน้า ไม่มีคนอดอยาก อดตาย (คงมีอดพอประมาณสำหรับพวกขี้เกียจ)

สรุปแล้ว "ส่วนแบ่งที่เป็นธรรม" จึงน่าจะเป็นสิ่งที่แก้ไขปัญหาของสังคม

แต่ทุกวันนี้แม้โลกทุนนิยม นักเศรษฐศาสตร์เขาก้าวไปไกลกว่านั้น เขาลดการวิเคราะห์เหลือเพียง "กลไกตลาด" หรือ market mechanism เท่านั้น สิ่งที่รัฐต้องทำคือ ทำให้กลไกตลาดทำงานได้เต็มตามประสิทธิภาพ สังคมก็จะรู้ว่า จะผลิตอะไร อย่างไร นายทุนก็จะรู้ว่าเขาควรลงทุนเมื่อใด เป็นต้น

ทำไมทักษิณกลายเป็นฝ่ายตั้งรับทั้งที่ได้เปรียบ

ที่มา Thai E-News


โดย สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
ที่มา กระดานสนทนาคนเหมือนกัน
18 มกราคม 2553

ผมอยากสื่อสารถึงบรรดาคนที่เชียร์ทักษิณ (ผมหมายถึงเชียร์จริงๆ ผมไม่ได้เชียร์ แต่ผม defend) ถึงคุณทักษิณ หรือบรรดา ทแกล้วทหารของคุณทักษิณได้ยิ่งดี (3 เกลอ, จักรภพ ฯลฯ)

ผมนึกถึงประเด็นสำคัญประเด็นหนึ่งเสมอ คือ อันที่จริง ฝ่ายทักษิณนั้น ถ้าพูดในเชิงหลักการเรื่องกฎหมาย เรื่องกระบวนการยุติธรรมนั้น เป็นฝ่ายที่ยืนบนความถูกต้อง เหนือกว่า ได้เปรียบกว่าชัดๆ ไม่มีทางที่พวกเชียร์ รัฐประหาร จะสามารถ อ้างหลักการทางกฎหมาย มาเถียงได้จริงๆเลย

แต่ทำไม ที่ผ่านมา กลับกลายเป็นว่า โดยเฉพาะในหมู่ "คนชั้นกลาง" หรือ "ผู้มีการศึกษา" (ไม่ต้องพูดถึงบรรดา อาจารย์คณะนิติศสาสตร์ทั้งหลาย) ฝ่ายทักษิณ กลับตกเป็น "ฝ่ายรับ" หรือ "เสียเปรียบ" ในการเถียง เหมือนกับว่า ต้องเป็น "ผู้ต้องหา" ที่ต้องคอยมา defend ตัวเองตลอดเวลา? ("หนีกระบวนการยุติธรรม", "ทำเพื่อล้มคดีที่เป็นการกระทำเพื่อตัวบุคคล" ฯลฯ)

แน่นอน พวกคุณอาจจะอ้างเหตุผลทำนอง ความเลว ของบรรดา อ.นิติ นักวิชาการ สื่อ ของ "คนชั้นกลาง" ทั่วๆไป ซึ่งผมก็เห็นว่า มีส่วนถูกอยู่

แต่สิ่งที่ผมคิดมาตลอดมากๆคือ เป็นไปได้ไหมว่า ส่วนสำคัญส่วนหนึ่ง ของการที่ตกเป็น "ฝ่ายรับ" ตลอดเวลา ในเรื่องที่ จริงๆแล้ว ตัวเอง ควรอยู่ในฐานะเหนือกว่า มาจากจุดอ่อน ของทักษิณและบรรดา ทแกล้วทหาร เอง??

ที่เห็นได้ชัดๆ คือ ไม่มีคนทีสามารถ articulate (เรียบเรียงนำเสนอ) ประเด็นในลักษณะที่จะสามารถใช้ตอบโต้กับพวก อ.นิติ นักวิชาการ สื่อ ได้อย่างได้ผล

ก็อยากฝากให้ไปคิดกันดูนะ

พูดจริงๆ ผมว่า ในด้าน การ "ทำงานการเมืองสมัยใหม่" ในเชิง ประชาสัมพันธ์ นำเสนอในลักษณะที่ถกเถียงเชิงกฎหมาย การเมือง ผมว่า ค่ายทักษิณ ยังอ่อนมาก

ตอนถวายฎีกา มีหลายคนในพวกคุณโกรธผมหัวฟัดหัวเหวี่ยง ถ้าลองคิดย้อนหลังดูจริงๆ ที่ผมพยายามบอกอย่างหนึ่งคือ การให้เหตุผลของพวกคุณมันอยู่ในระดับที่ไม่ไหวจริงๆ ในเชิงเหตุผลทางกฎหมาย ฯลฯ มันโต้พวกบวรศักดิ์ ฯลฯ ไม่ได้จริงๆ

*สมศักดิ์โต้สุรวิชช์เวบผู้จัดการกรณีบทความนิรโทษกรรมนช.แม้ว

บทความของสุรวิชช์ เขียนมายืดยาว หัวใจจริงๆ อยู่ที่ย่อหน้านี้

ผมคิดว่า ประเด็น “รัฏฐาธิปัตย์” ของคณะรัฐประหารเป็นประเด็นที่ต้องถกเถียงแยกออกจากกรณีของทักษิณ เพราะมันชัดเจนอยู่แล้วว่า ทักษิณกระทำ “ความผิดต่อแผ่นดิน” ที่เกิดขึ้นก่อนการรัฐประหาร และไม่มีอะไรปรากฏเลยว่า การพิจารณาคดีความดังกล่าวอยู่นอกกรอบของการพิจารณาคดีตามขั้นตอนปกติของกระบวนยุติธรรมหรือใช้อำนาจของคณะรัฐประหารเข้าไปสั่งการแทรกแซงการพิจารณาคดี



ย่อหน้านี้ ผิดจังๆ และทำให้อื่นๆที่เขียนมายืดยาว ผิดหมด ไม่มีความหมายเลย

ทำไม ประเด็น "รัฎฐาธิปัตย์" ของคณะรัฐประหาร จะ "ต้องถกเถียงแยกออกจากกรณีทักษิณ" นะครับ? สุรวิชช์ อ้างว่า "เพราะ..ทักษิณกระทำ "ความผิดต่อแผ่นดิน" ที่เกิดขึ้นก่อนการรัฐประหาร"

ไม่ทราบเอาเหตุผลหรือตรรกะทางกฎหมายอะไรมาใช้ครับนี่? การกระทำที่เข้าข่ายว่าจะเป็นความผิด ให้ดำเนินการทางกฎหมายได้ ล้วนต้องเป็นการกระทำ หรือ "ความผิด" ทีเกิดขึ้นก่อนที่จะมีการดำเนินการทางกฎหมายทั้งนั้นอยู่แล้ว ดังนั้น ปัญหาจึงอยู่ทีว่า การดำเนินการทางกฎหมายนั้น เป็นไปอย่างเหมาะสม (due process) หรือไม่

ยกตัวอย่างเช่น การกระทำ A เกิดขึ้น ในขณะที่ อัยการ (ก) เป็นอัยการ อัยการ (ก) เห็นว่าไม่น่าจะสั่งฟ้อง ต่อมามีการเปลี่ยนตัวอัยการเป็น อัยการ (ข) อัยการ (ข) มีความเห็นว่าน่าจะสั่งฟ้องได้ มีการดำเนินการสั่งฟ้องขึ้นศาล ฯลฯ

ปัญหาจึงอยู่ที่กระบวนการของการฟ้อง (ไม่ใช่อยู่ที่ว่า เป็นการกระทำก่อนการดำเนินการ) ตั้งแต่ว่า การเปลี่ยนจาก อัยการ (ก) มาเป็น (ข) เป็นการเปลี่ยนปกติ เป็นไปตามกระบวนการที่เหมาะสมหรือไม่ (เช่น อัยการ ก เกษียณอายุ ลาออก ฯลฯ ตามปกติ หรือกระทั่ง ถ้าถูกเปลี่ยนตัว อยู่ในกระบวนการเปลี่ยนตามปกติที่มีระเบียบอยู่หรือไม่) และ อัยการ (ข) ที่มีความเห็นว่า น่าจะฟ้องได้ ได้ปฏิบัติตามกระบวนการที่เหมาะสมหรือไม่ เช่น ไมใช่ว่า อัยการ (ข) ที่เปลี่ยนความเห็น เพราะไปหาวิธีสร้างหลักฐานเท็จได้ เป็นต้น

สรุปแล้ว ปัญหาว่า การกระทำนั้น เกิดก่อนที่จะมีการดำเนินการตามกฎหมาย (สอบสวน ฟ้อง ขึ้นศาล) ไม่ใช่ประเด็นเลย ประเด็นอยู่ที่ว่า การดำเนินการตามกฎหมายนั้น เข้าข่าย due process หรือไม่ต่างหาก ดังที่ผมยืนยันนั้นเอง

ที่ผมเพิ่งยกตัวอย่าง "สมมุติ" นั้น ความจริง ไมใช่เรื่องสมมุติเลย มีกรณีจริงๆ ที่สำคัญมาก คือ กรณีสวรรคตในหลวงอานันท์นี่แหละ

สมัยรัฐบาลปรีดี-ธำรง ไม่ได้มีการตั้งข้อหาใคร ไม่ได้มีการดำเนินการถึงขั้นที่มีการจับใคร แต่พอพวก royalists ทำรัฐประหาร ก็จัดแจง ตั้งคนของตัวเองทีเป็นศัตรูกับปรีดี (พระพินิจชนคดี) มาดำเนินการ แล้วก็ยัดเยียดข้อหาให้ ชิต บุศย์ เฉลียว พร้อมกับกล่าวหา ปรีดี และวัชรชัย พร้อมกันไปด้วย (แม้ว่าในทางดำเนินคดีในศาล ไม่สามารถเอา 2 คนนี้เป็นจำเลยได้ แต่คำฟ้อง โดยตลอด อิงอยู่กับการกล่าวหา ปรีดี และวัชรชัย ทั้งสิ้น) ฝ่ายจำเลยที่สู้ ก็สู้ด้วยเหตุผลสำคัญอย่างที่ผมอธิบายไปนั่นแหละ ว่ากระบวนการทั้งหมด ผิดหลักยุติธรรม เพราะมาจากการรัฐประหาร ดังนั้น ควรยกเลิกคดี (ดังที่รู้กันดีว่า "กระบวนการยุติธรรม" ในขณะนั้น ไม่ยอมทำตามคำประท้วงของจำเลยนี้ และเล่นงานจำเลยจนถึงที่สุด)

วิธีให้เหตุผลของสุรวิชช์ข้างต้น ความจริง ก็คือวิธีให้เหตุผลแบบสีข้างเข้าถูกของพวกรัฐประหาร 2490 ทีใช้เล่นงานปรีดี ในคดีสวรรคตนั่นเอง อันที่จริง ในประโยคทีสุรวิชช์เขียนว่า
".. เพราะมันชัดเจนอยู่แล้วว่า ทักษิณกระทำ “ความผิดต่อแผ่นดิน” ที่เกิดขึ้นก่อนการรัฐประหาร ..."
ก็สามารถใช้คำแทนที่ว่า
"...เพราะมันชัดเจนอยู่แล้วว่า ปรีดี นายชิต นายบุศย์ นายเฉลียว กระทำ “ความผิดต่อแผ่นดิน” ที่เกิดขึ้นก่อนการรัฐประหาร .."


ซึ่งจนถึง พ.ศ. นี้ วิญญูชน ควรจะรู้กันหมดแล้วว่า การกระทำ ที่ ปรีดี ชิต บุศย์ เฉลียว ถูกกล่าวหาในกรณีสวรรคตนั้น "เกิดขึ้นก่อนการรัฐประหาร" หรือไม่ ไม่ใช่ประเด็นเลย ประเด็นอยูที่ การดำเนินการที่นำไปสู่การจับ ชิต เฉลียว บุศย์ และกล่าวหาปรีดี ที่มาจากการรัฐประหารต่างหาก ที่ไมชอบธรรมตั้งแต่ต้น

2. "ไม่มีอะไรปรากฏเลยว่า การพิจารณาคดีความดังกล่าวอยู่นอกกรอบของการพิจารณาคดีตามขั้นตอนปกติของกระบวนยุติธรรม"


สุรวิชช์ เอาอะไรที่ไหนมามั่ว? กระบวนการยุติธรม คือกระบวนการที่ให้อำนาจแก่ผู้ที่มีความชอบธรรมที่จะมีอำนาจนั้นในการดำเนินการบังคับกฎหมาย ไมใช่เฉพาะศาล แต่รวมถึงคนที่ริเริ่มคดีทั้งหมดตั้งแต่ต้น ตั้งแต่พนักงานสอบสวน พนักงานจับกุม พนักงานฟ้อง ฯลฯ

กรณีทักษิณ คนที่ริเริ่มคดีทั้งหมด คือ คมช. และกรรมการที่ คมช. ตั้งขึ้น จากศัตรูการเมืองของทักษิณ - อันที่จริงเฉพาะเรื่องนี้ ก็ละเมิด due process แล้ว

แต่ต่อให้ไม่มี ศัตรูการเมืองของทักษิณโดยตรงเป็นกรรมการ ก็ยังละเมิดอยู่ดี เพราะไม่มีสิทธิในการตั้งกรรมการเลย จริงๆแล้ว ไม่มีสิทธิในอำนาจรัฐที่จะมาริเริ่มดำเนินกระบวนการ" ยุติธรรม"ใดๆ ไม่ว่าต่อทักษิณหรือต่อใครด้วยซ้ำ นี่คือการ "นอกกรอบ" - ความจริงคือ ละเมิดกรอบ - ของ "กระบวนการยุติธรรม" อย่างรุนแรงแต่ต้น

เช่นเดียวกับกรณีสวรรคตที่ผมยกตัวอย่างข้างต้น "กระบวนการ" ที่ใช้เล่นงาน 3 จำเลย เป็นกระบวนที่มาจากการรัฐประหาร ที่ไม่ชอบธรรมแต่ต้น จึงไม่มีสิทธิเลยที่จะดำเนินการ ตั้งแต่ขั้นตอนแรกแล้ว


อันที่จริง ถ้าถือตามหลักการ rule of law และ due process ต้องถือว่า ไม่มีสิ่งที่เรียกว่า "กระบวนการยุติธรรม" หรือ "ศาลยุติธรรม" อยู่หลังการรัฐประหารเลยด้วยซ้ำ

ยกเว้นแต่ "กระบวนการยุติธรรม" และ "ศาลยุติธรรม" ทีมีอยู่ จะได้ดำเนินการสำคัญที่สุดของการเป็นองค์กรยุติธรรม คือ จับคนรัฐประหารมาดำเนินการ ถึงขั้นประหารชีวิต ในเมื่อไม่มีการดำเนินการเช่นนี้ แสดงว่า "กระบวนการยุติธรรม" ถูกทำให้ตายไปแล้วและไม่มีอยู่แล้ว มิเช่นนั้น ถ้ามี "กระบวนการยุติธรรม" อยู่จริงๆ จะปล่อยให้มีการละเมิดกฎหมายสุงสุด ที่มีโทษสูงสุดได้อย่างไรกัน?

ในเมื่อไม่มี "กระบวนการยุติธรรม" เช่นนี้ จะเอาอะไรมาพูดถึง "กระบวนการยุติธรรม" ที่ใช้ดำเนินการกับทักษิณ?