WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, January 20, 2010

สิ่งที่เข้าใจกับสิ่งที่เป็นจริง

ที่มา thaifreenews

บทความโดย...ปูนนก
ความเข้าใจเมื่อผมเกิด

ผมเป็นคนกรุงเทพฯ โดยกำเนิด พ่อและแม่บอกผมว่าผมโชคดีที่ได้เกิดเป็นคนเมืองกรุงเพราะจะมีโอกาสมากกว่าคนที่อยู่ต่างจังหวัด...จะได้มีสังคมที่ดี..มีโอกาสเรียนในที่ดี ๆ.. และมีโอกาสได้ทำงานทีดี ๆ

ในความเป็นจริง

แม้ผมจะเกิดที่กรุงเทพฯ แต่ผมก็ยังเป็นคนชั้นล่างของสังคมอยู่ดี โอกาสเรียนดี ๆ ที่หมายถึงก็คือผมได้เข้าเรียนในโรงเรียนประชาบาล...สังคมที่ดีที่พ่อแม่หมายถึงก็คือสังคมของชุมชนชาวบ้านที่อยู่ใกล้ ๆ โรงงานที่พ่อทำงาน...ไม่ใช่ปราสาทราชวังใด ๆ

ความเข้าใจเมื่อปี พ.ศ. 2516

ผมยังเด็กและที่บ้านไม่มีทีวี แต่ได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารจากหนังสือพิมพ์บ้าง...ทีวีของคนข้างบ้านบ้าง...พ่อของผมกลับมาถึงบ้านด้วยเนื้อตัวมอมแมมในกลางดึกของคืนวันที่ 14 ตุลาคม แล้วก็บอกว่า พ่อวิ่งหนีทหารที่ยิงมาจากเครื่องบิน...วิ่งจากท้องสนามหลวงมาจนถึงโรงหนังเอ็มไพร์ แล้วจึงค่อย ๆ เดินหาทางกลับมาบ้านได้...สิ่งที่ผมเข้าใจก็คือเกลียดทหารที่เป็นเผด็จการทรราชเช่น ถนอม, ประภาส, ณรงค์ ที่ทำร้ายประชาชน และรู้สึกรักชื่นชมที่ประเทศไทยนี้สามารถมีผู้ที่เพียงแต่ออกมาพูดเพียงสั้น ๆ ไม่กี่ประโยคก็ทำสถานการณ์รุนแรงสงบลง

ในความเป็นจริง

เหล่านักศึกษาและประชาชนที่ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยอย่างมืดฟ้ามัวดินเวลานั้น แม้จะทำด้วยจิตใจที่บริสุทธิ์แต่ก็ถูกความกลับกลอกทางการเมืองหลอกล่อให้ตกเป็นเหยื่อ เพื่อจะได้ดำเนินการสร้างฐานอำนาจให้กับอำนาจโบราณได้มีบารมีกลับคืนมา ภายหลังที่สูญเสียไปหลายสิบปี..โดยไม่สนใจว่าประชาชนที่บริสุทธิ์นั้นจะสูญเสียเช่นไร

ความเข้าใจเมื่อปี พ.ศ. 2519

ผมเริ่มเติบโตขึ้นมาเป็นวัยรุ่นได้รับรู้เรื่องราวของสงครามอินโดจีน..และการขยายตัวอันน่ากลัวของลัทธิคอมมิวนิสต์ ผมทั้งกลัวและเกลียดคอมมิวนิสต์ความเข้าใจของผมเกี่ยวกับคอมมิวนิสต์ก็คือความเลวร้ายทั้งมวล...พวกนั้นจะมาทำลายชาติให้ล่มสลาย, จะทำให้พระสงฆ์ไปไถนาแทนควาย, คอมมิวนิสต์จะทำลายสถาบันพระมหา...อันเป็นที่เคารพสักการะ.. การล้อมสังหารนักศึกษาพวกที่ฝักใฝ่คอมมิวนิสต์ที่ธรรมศาสตร์ จึงเป็นสิ่งที่สมควรทำอย่างยิ่ง และควรทำลายให้สิ้นทรากไม่เก็บเอาไว้ให้เป็นเยี่ยงอย่าง...

ในความเป็นจริง

ผมถูกหลอก...ประชาชนถูกหลอกโดยการโฆษณาชวนเชื่อ...และการเข่นฆ่าอย่างโหดร้ายจากผู้ครองอำนาจเผด็จการในประเทศนี้...เพราะความไม่ยอมรับรู้ความจริง..และไม่ยอมรับรู้ข่าวสารอย่างรอบด้านเพียงพอของประชาชนเอง..การเข้ามาเป็นแนวร่วมกลุ่มนวพล, กระทิงแดง, ลูกเสือชาวบ้าน ที่จริงก็คือการเข้ามาถูกล้างสมองเพื่อเป็นฐานกำลังค้ำจุนให้อำนาจเผด็จการโบราณยังคงครอบงำและกดขี่คนไทยในประเทศไทยต่อไปอีกต่างหาก...ซึ่งเลวร้ายกว่าคอมมิวนิสต์ด้วยซ้ำ

ความเข้าใจเมื่อปี พ.ศ. 2535

ผมผ่านชีวิตมาพอสมควรและเริ่มมองเห็นความไม่เป็นธรรมในสังคม..การยึดอำนาจแล้วเอาอำนาจนั้นมาสืบต่อกันโดยไม่ผ่านกระบวนการเลือกตั้ง..การตระบัตสัตย์ของ พล.อ. สุจินดา คราประยูร สร้างความโกรธแค้นให้กับผมและประชาชนจำนวนมาก..ร.อ. ฉลาด วรฉัตร เป็นจุดกระแสการต่อสู้ด้วยการ อดอาหาร.. แต่ในที่สุด พล.ต. จำลอง ก็กลายเป็น โมเดล ในการนำการต่อสู้.. เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ผมเกลียดทหารเผด็จการที่ทำร้ายประชาชนผู้บริสุทธิ์..และก็เป็นอีกครั้งที่ย้ำความชื่นชมให้กับผมและประชาชนไทยว่า...โชคดีเหลือเกินที่เกิดในประเทศที่มีผู้มีบารมีสามารถยุติความขัดแย้งทั้งปวงในชาติได้ด้วยคำพูดไม่กี่คำ...

ในความเป็นจริง

การประท้วงที่ถูกเรียกว่า “ม๊อบมือถือ” ได้กลายเป็นเหยื่ออันโหดร้ายของความขัดแย้ง และความไม่ลงตัวกันของขั้วอำนาจทางการเมืองของฝ่ายเผด็จการกันเอง...เป็นการปะทะกันของ “เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด” ที่หักหลังกัน, ช่วงชิงอำนาจกัน, เล่นละครหลอกลวงให้ประชาชนดู..โดยโฆษณาล้างสมองให้ประชาชนเข้าใจว่าเกิดเป็นฝ่ายเทพ และฝ่ายมาร.. ทั้ง ๆ ที่จริงแล้ว ไม่มีฝ่ายเทพ มีแต่มารล้วน ๆ และเป็นมารที่กำลังทะเลาะกัน โดยลากเอาประชาชนผู้บริสุทธิ์ทางความคิดและอุดมการณ์ให้เป็นเหยื่อผู้รับเคราะห์แทน...ซึ่งผู้เสียชีวิตเหล่านี้ถูกเรียกเสียสวยหรูว่า “วีรชน”

ความเข้าใจเมื่อปี พ.ศ. 2540

กระแสความต้องการรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยแรงมาก..กระตุ้นให้ผมโดดออกมาถือ “ธงเขียว” กับเขาด้วยเพื่อให้นำรัฐธรรมนูญฉบับที่ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุดเข้ามาใช้..ภายหลังการลงประชามติ รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ได้ถูกประกาศใช้พร้อมกับการเกิดขึ้นตามมา..ของนักการเมืองรุ่นใหม่ ชื่อทักษิณ ชินวัตร และพรรคไทยรักไทย ในสโลแกน “คิดใหม่ทำใหม่” ประชาชนดีใจและเชื่อว่าต่อไปนี้ประเทศไทยจะเจริญรุ่งเรืองและไม่มีอำนาจเผด็จการมาแฝงเร้นอีกต่อไป

ในความเป็นจริง

กระแสความต้องการรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยที่เกิดขึ้นแม้จะถึงขั้นทำประชามติได้รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนปี 2540 มาใช้...แต่ก็ไม่ได้ทำลายอำนาจโบราณที่ครอบงำประเทศนี้ให้หมดสิ้นไป..อำนาจอันเลวร้ายนี้เพียงแต่เงียบสงบไปชั่วคราวเหมือนเชื้อโรคร้าย...ที่รอคอยจังหวะเวลา, โอกาสที่จะมายึดครองประเทศ...และสูบเลือดเนื้อประชาชนไทยต่อไป...โดยที่ประชาชนเองก็ไม่เคยรับรู้ หรือสำเนียกว่า...พวกเขาเองนั่นแหละที่ได้อุ้มชูอำนาจอันเลวร้ายนี้เอาไว้โดยไม่รู้ตัว....

ความเข้าใจเมื่อปี พ.ศ. 2549 (ก่อนวันที่ 19 กันยายน)

10 ปีผ่านไปภายหลังการใช้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 พร้อมกับนักการเมืองรุ่นใหม่ที่มีวิสัยทัศน์ในการพัฒนาประเทศ.. ประเทศชาติเจริญรุ่งเรืองโสภาสถาพร..เป็นที่เชิดหน้าชูตากับบรรดานานาชาติ..ประชาชนในชาติต่างก็เริ่มที่จะลืมตาอ้าปากได้ จากที่เคยเป็นหนี้ IMF ก็สามารถใช้หนี้ได้ก่อนกำหนดถึง 2 ปี ราคายางพาราจากที่เคยเพียงแค่ กิโลกรัมละ 19 บาท และต้องมีไฟไหม้โกดังเก็บยางแทบทุกปี ราคากลับทะลุไปถึงเกือบ 100 บาทต่อ กิโลกรัม...ข้าวหอมมะลิเกวียนละกว่า 15,000 บาท ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อน...เศรษฐกิจชาติเจริญรุ่งเรืองจากประเทศผู้กู้ กลายเป็นประเทศผู้ให้กู้...ประเทศไทยมีสนามบินที่สวยที่สุดในโลกในเวลานั้นคือสุวรรณภูมิ..จะเรียกว่าประชาหน้าใส ก็คงได้

ในความเป็นจริง

ประเทศมีนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเป็นนักธุรกิจ..ด้วยเหตุนี้โครงการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจึงมีวาระซ่อนเร้นบางประการ..ถึงแม้ผลการบริหารทำให้ธุรกิจของชาติเจริญขึ้น..ประชาชนในชาติรวยขึ้น..แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้ธุรกิจของตระกูลนายกทักษิณ และผู้ใกล้ชิดก็ได้รับผลประโยชน์ไปด้วยในคราวเดียวกัน..แม้จะไม่ใช่การคดโกงโดยตรง...แต่การมีผลประโยชน์ร่วมกันในความเจริญที่เกิดขึ้นกับประเทศชาติในลักษณะนี้ ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประเทศไทย...จึงทำให้อำนาจโบราณที่ไม่ได้สูญหายแต่หลบซ่อนอยู่ไม่พอใจ..และหาจังหวะทำลายความเจริญแบบนี้..ด้วยการวางแผนยึดอำนาจ..

ความเข้าใจเมื่อปี พ.ศ. 2549 (ภายหลังวันที่ 19 กันยายน จนถึงเวลานี้)

ตกใจและรู้สึกสับสนกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนตั้งตัวไม่ทัน.. ไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะเกิดรัฐประหารขึ้นในยุคสมัยนี้อีก..นึกว่าหมดไปตั้งแต่ยุค พฤษภาทมิฬ แล้ว...ท่ามกลางความสับสนวุ่นวายที่เกิดจากการชุมนุมประท้วงของกลุ่ม พันธมิตร เกือบ 2 ปีที่ผ่านมา...แม้ว่าการรัฐประหารจะดูเหมือนวุ่นวายน่าตกใจแต่สถานการณ์ก็ค่อนข้างสงบเรียบร้อย..ความเชื่อความศรัทธายังคงมีอยู่เสมอว่า..ประเทศไทยโชคดีที่ยังมีใครบางคนที่เป็นที่พึ่งให้กับประเทศนี้ได้..และน่าจะเป็นความหวังให้กับคนไทยทั้งชาติที่จะนำพาประเทศชาตินี้ไปสู่ความสุขอีกครั้ง...

ในความเป็นจริง

เฮ้ออ...ผมเข้าใจผิด..ผมก็เหมือนกับประชาชนไทยจำนวนมากมายเหลือเกินที่เชื่อว่า...พระสยามเทวาธิราชในประเทศไทยมีจริง และทรงคุณอันประเสริฐ..ซึ่งจะนำพาให้ประเทศนี้ผ่านความทุกข์ยากลำบากไปได้ด้วยดี..แต่ในความเป็นจริงแล้วผมถูกหลอกล้างสมองมาหลายสิบปีที่ถูกทำให้เข้าใจเช่นนั้น..หลังการรัฐประหารยึดอำนาจผ่านไป..ภาพได้ถูกฉายส่องเข้าไปในส่วนที่มืดที่สุดของอาณาจักรโบราญที่ยึดครองประเทศนี้..ทุกองคพยพ..ทุกหน่วยงานสถาบันที่เป็นเครือข่ายที่เรียกกันว่า “อมาตย์” องคมนตรี, องค์กรอิสระ, NGO, สื่อมวลชน, อัยการ, ศาล, หน่วยงานของรัฐ และเครือข่ายอื่น ๆ เหล่านี้ที่พูดกรอกหูผมและคนไทยทั้งชาติให้เข้าใจว่า “คนดี” ก็คือ คนที่พวกเขาเหล่านั้นบอกว่า “ดี” แต่ในความเป็นจริงแล้ว “คนดี” เหล่านั้นก็ไม่แตกต่างจาก “โลงใส่ศพ” ที่ภายนอกดูสวยงาม แต่ภายในกลับมีแต่สิ่งเน่าเหม็น และโครงกระดูกอันน่าสะอิดสะเอียนเท่านั้นเอง

สิ่งที่จะทำต่อไปเมื่อได้รับรู้ความจริง

ผมถูกหลอกมาเกือบทั้งชีวิตว่า “ประเทศปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย” แต่ในวันนี้ผมได้รู้แล้วว่า ไม่ใช่เช่นนั้น ประเทศนี้ถูกปกครองโดยกลุ่มอมาตย์ที่มีอำนาจเหนือคนไทยทั้งชาติโดยไม่สนว่าคนไทยคนอื่น ๆ จะเป็นอย่างไร... ถึงเวลาแล้วที่ผม “ตาสว่าง” จากความจริงที่ได้รับทราบ...และต้องทำทุกวิถีทางที่ทำได้ เพื่อจะนำประชาธิปไตยอันแท้จริงกลับมาคืนสู่ประเทศไทยนี้ให้จงได้.... และเชื่อว่า “ผมจะไม่ได้เดินไปบนเส้นทางนี้คนเดียว แต่จะมีพี่น้องคนไทยที่ ตาสว่าง เหมือนผมเดินไปด้วยกัน...เพื่อลูกหลานของเราที่จะเติบโตต่อไปในประเทศนี้ จะได้มีชีวิตอย่างมีความสุขต่อไป....เราจะเดินไปด้วยกันและพร้อม ๆ กัน”


ปูนนก

จดหมายเปิดผนึกถึงสังคมไทย:5ข้อเสนอผ่าทางตันกรณีเขายายเที่ยงกับการสังหารคนไร้ที่ดิน

ที่มา Thai E-News



นักวิชาการ นักศึกษา ประชาชน และองค์กรภาคประชาชนออกแถลงการณ์กรณีเขายายเที่ยงขององคมนตรี กับกรณีการสังหารนายสมพร พัฒนภูมิ เกษตรกรไร้ที่ทำกิน กรณีสปก.สุราษฎร์ธานี พร้อมยื่นข้อเรียกร้อง 5 ข้อ

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
20 มกราคม 2553

จดหมายเปิดผนึกถึงสังคมไทย:กรณีปัญหาที่ดินเขายายเที่ยงของอดีตนายกรัฐมนตรี กับ กรณีการสังหารคนจนไร้ที่ดิน จ.สุราษฎร์ธานี

การต่อสู้ของ”คนเสื้อแดง” ต่อการยึดครองพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติของอดีตนายกรัฐมนตรีสุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี ได้เปิดโปงให้สังคมไทยได้รับรู้ถึงความพิกลพิการและเลือกปฏิบัติของกฎหมายไทยอันน่าอดสู

ในขณะที่เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ต่อการกระทำของผู้มีอำนาจ แต่สำหรับคนจนผู้ยากไร้ ทั้งๆที่ถูกรุกรานจากการถูกประกาศเขตป่าทับที่ทำกิน หรือได้รับผลกระทบจากกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม กลับถูกเล่นงานจากรัฐอย่างไร้ความปราณี รวมทั้งปล่อยให้มีชาวบ้านถูกคุกคามทำร้ายจากมือมืดอย่างไม่สนใจใยดี

ในขณะที่มีการเคลื่อนไหวเปิดโปงกรณีอัปยศเขายายเที่ยง ตอนหัวค่ำของวันที่11 มกราคม 2553 มือปืนไม่ต่ำกว่า 2 คน ได้ระดมสาดกระสุนอาวุธสงครามเข้าใส่นาย สมพร พัฒนภูมิ อายุ 53 ปี สิ้นใจคาที่พักพิงอย่างอุกอาจ

นายสมพร เป็นหนึ่งในหลายพันคนของผู้ไร้ที่ดินในภาคใต้ ที่อยากจะมีที่ดินหาเลี้ยงชีวิต จึงได้เข้าร่วมเคลื่อนไหวกรณีการให้สิทธิที่ดิน สปก. 4-01 กว่า 1,000 ไร่ แก่บริษัทจิวกังจุ้ย จำกัด ต.ไทรทอง อ.ชัยบุรี จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นไปโดยมิชอบด้วยกฎหมาย

เมื่อพิสูจน์ได้แน่ชัดว่าผู้ได้รับสิทธิไม่ใช่ราษฎรยากจน แต่เป็นการแอบแฝงของนายทุน ซึ่งขัดกับเจตนารมณ์ของกฎหมายปฏิรูปที่ดิน สำนักงานปฏิรูปที่ดินจึงต้องจำยอมดำเนินการฟ้องร้องบริษัทจิวกังจุ้ย จำกัด ทั้งแพ่งและอาญา ในที่สุดศาลตัดสินให้บริษัทแพ้คดี ปัจจุบันอยู่ระหว่างบริษัทยื่นอุทธรณ์

ที่ดินผืนนี้ที่นายสมพรและคนจนยากไร้ที่ดินภาคใต้ ได้เคยเสนอให้รัฐดำเนินการนำที่ดินมาให้คนจนผู้ไร้ที่ดินทำกิน แต่รัฐบาลกลับไม่มีท่าทีที่ชัดเจน และปล่อยให้ความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านกับนายทุนเป็นไปโดยไม่สนใจที่จะช่วยถอดชนวนปัญหา

ความตายของนายสมพร ได้ตอกย้ำให้เห็นถึงการเลือกปฏิบัติของรัฐ การละเลย แม้กระทั่งเพิกเฉยที่จะสร้างความเป็นธรรมและความเสมอภาคในสังคม

เราในฐานะประชาชนและองค์กรที่มีรายชื่อ มีข้อเสนอดังนี้ คือ

1 กรณีปัญหาเขายายเที่ยง รัฐบาลต้องผลักดันให้มีการดำเนินการตามกฎหมายกับพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรีและองค์มนตรี เหมือนเช่นที่บังคับใช้กับประชาชนทั่วไปอย่างไม่ยกเว้น

2 กรณีการสังหารนายสมพร พัฒนภูมิ ผู้ไร้ที่ดิน จ. สุราษฎรธานี รัฐบาลต้องดำเนินการจับกุมคนร้าย และกลุ่มอิทธิพลผู้อยู่เบื้องโดยเร็วที่สุด ไม่ว่าบุคคลเหล่านั้นจะใกล้ชิดกับนักการเมืองหรือผู้ทรงอำนาจฝ่ายใดก็ตาม

3 รัฐต้องดำเนินการยกที่ดินสปก.4-01 ในพื้นที่ต.ไทรทอง อ.ชัยบุรี จ.สุราษฎร์ธานี ให้กับเกษตรกรผู้ไร้ที่ดิน มิใช่นายทุนหรือบริษัทที่มิใช่เกษตรกร และไม่ควรซื้อเวลาโดยไม่ดำเนินการให้ลุล่วง ดังเช่นที่เป็นมา จนนำมาสู่การสังหารนายสมพร ทั้งๆที่ศาลก็พิพากษาแล้วว่าที่ดินผืนนี้ได้มาโดยมิชอบตามกฎหมาย

4 รัฐต้องดำเนินการปฏิรูปกฎหมายป่าไม้ทุกฉบับ โดยยึดหลักการแนวทางการแก้ไขปัญหาให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง เพื่อความเป็นธรรมในสังคม และมิใช่เพื่อกลุ่มอภิสิทธิ์ชน กลุ่มนายทุนอิทธิพล ตลอดทั้งให้ประชาชนผู้ยากไร้เข้ามีส่วนร่วมในกระบวนการต่างๆด้วย

5 รัฐต้องดำเนินการปฏิรูปที่ดิน โดยการกระจายการถือครอง เปิดเผยข้อมูลการถือครองที่ดิน เพื่อความโปร่งใส และมีมาตรการเก็บภาษีก้าวหน้า มิใช่เพียงสร้างภาพอย่างที่เป็นอยู่

ด้วยความเชื่อมั่น

องค์กรและบุคคลที่ลงนามในจดหมายเปิดผนึก

บุคคล

พฤกษ์ เถาถวิล คณะศิลปะศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

ไชยันต์ รัชชกูล สถาบันศาสนา วัฒนธรรม และสันติภาพ มหาวิทยาลัยพายัพ เชียงใหม่

วรวิทย์ เจริญเลิศ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

จิตรา คชเดช เจ้าหน้าที่และที่ปรึกษาสหภาพแรงงานไทรอัมพ์อินเตอร์เนชั่นแนลแห่งประเทศไทย

บุญยืน สุขใหม่ ผู้ประสานงานกลุ่มพัฒนาแรงงานสัมพันธ์ตะวันออก

ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์

วิทยา อาภรณ์ คณะศิลปะศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

อรรถจักร สัตยานุรักษ์ ภาคประวิศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ประภาส ปิ่นตบแต่ง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เก่งกิจ กิติเรียงลาภ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ผศ.อัจฉริยา เนตรเชย คณะสังคมศาสตร์ ม.นเรศวร

ภควดี วีระภาสพงษ์ นักวิชาการอิสระ

สมชาย ปรีชาศิลปกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

วัฒนา สุขะวัฒน์ นักคิดนักเขียนอิสระ

เนตรดาว เถาถวิล นักศึกษาปริญญาเอก มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ศิริชัย สิงห์ทิศ ผู้ประสานงานสหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอฯ

ศิริภาส ยมจินดา จีราภรณ์ ถนอมจิตร

สิริลักษณ์​ ศรีประสิทธิ์ นศ.ปริญญาโท โครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา บันทิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ขวัญระวี วงศ์อุดม นักวิชาการด้านสิทธิมนุษยชน

อุษากร เหมือนระยูร ณิชนันทน์ รังสิกุล นวรัตน์ วรกิตติ์วสุมา จิตร โพธิ์แก้ว

อรรคพล สาตุ้ม นักวิชาการอิสระ ใจ อึ้งภากรณ์

ไพบูลย์ เฮงสุวรรณ นักศึกษาปริญญาเอก มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

เทวฤทธิ์ มณีฉาย กลุ่มประกายไฟ วิภา ดาวมณี กรรมการเครือข่ายเดือนตุลา

พิภพ อุดมอิทธิพงศ์ ผู้แปลอิสระ

สืบสกุล กิจนุกร นักศึกษาปริญญาโท มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

วัฒนะ วรรณ องค์กรเลี้ยวซ้าย

จุมพล สังขะเกตุ

ว่าที่ร้อยตรีจิรศักดิ์ กรรเจียกพงษ์

เบญจมาศ ธำรงโชติ

ปารัชนันท์ ภาวัตโภควินท์

ธนากร สัมมาสาโก

สุธี พลชัย

แก้วตา เกิดดีลาภ

ชัยธวัช ตุลาธน สนพ. ฟ้าเดียวกัน

รณณรงค์ แก้วเพ็ชร์

อานันตยา เชือกรัมย์

มินตา ภณปฤณ

วิลาวรรณ เพเดอร์เซ่น

มัยรา สง่าวงศ์

นิธิวัต วรรณศิริ

ธนาวิ โชติประดิษฐ

นที สรวารี นายกสมาคมสร้างสรรค์กิจกรรมอิสรชน

วิชยุตม์ ปูชิตากร

ปฐมพร ศรีมันตะ

อาทิตย์ ศิวะหรรษาพันธ์

ปริวัฎ สุขนันทฬส

วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา

สิทธิพร จรดล

กล้า สมุทวณิช

Rayasuree Donavanik

Sutuch Pingsakulchai

สมชาย อุทัยสา

Kawnapa Shelley

นิธินันท์ ยอแสงรัตน์

Wattana Sudsakorn

ดีเจ นิก กฤษณะ

Pisan Ontama

พัชรี แซ่เอี้ยว

ปฤณ เทพนรินทร์

มธุรส ภิรมย์รักษ์

นายวรวิทย์ ไชยทอง

ปฐมพร ศรีมันตะ นิสิตชั้นปีที่2 ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Tanaporn Tornros วุฒิกร แสงรุ่งเรือง

ปกรณ์ อารีกุล

สุลักษณ์ หลำอุบล ประชาชน

นุชา วายุรกุล ปชช.

ศุภเกียรติ ศุภศักดิ์ศึกษากร

พรรัตน์ วชิราชัย

กอใจ อุ่ยวัฒนพงศ์ นักศึกษา แขนงวิชาสื่อสารการแสดง คณะการสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่/ประชาชน

ชุติมาภรณ์ จิตจำ นักศึกษาปริญญาโทนิติศาสตร์/ประชาชน

บุญส่ง ชัยสิงห์กานานนท์ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

ภิภัทร์ภรณ์ ทองศรี ประชาชนไทย

สมศักดิ์ ภักดิเดช ที่ปรึกษาชมรมนักข่าวเพื่อเสรีภาพไทย

องค์กร

1.สหพันธ์นักศึกษาภาคอีสาน (สนนอ.)

2.กลุ่มนักศึกษาเพื่อประชาธิปไตย ภาคเหนือ

3.แนวร่วมกลุ่มเกษตรกรภาคเหนือ(นกน)

4.กลุ่มประชาธิปไตยเพื่อรัฐสวัสดิการ

5.กลุ่มสร้างสรรค์ชีวิตและสังคมอีสาน (กสส.)

6.เครือข่ายสืบทอดเจตนารมณ์วีรชนเดือนพฤษภาคม

7.ชมรมส่งเสริมการเรียนรู้ภาคเหนือตอนล่าง

8.มูลนิธิครูทิม บุญอิ้ง

9.สถาบันการปกครองตนเองและกระจายอำนาจสู้ท้องถิ่น

10.สถาบันสร้างสรรค์ชีวิตและสังคม (LSI.)

11.เครือข่ายองค์กรชุมชนแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยภาคอีสาน (คอ.ปอ.)

12.เครือข่ายคนรุ่นใหม่ภาคอีสาน (คอส.)

13.สหพันธ์เยาวชนอีสาน (สยอ.)

14.ศูนย์ประสานงานเยาวชนสังคมนิยมประชาธิปไตย

15.กลุ่มประกายไฟ

16.องค์กรเลี้ยวซ้าย

17.มูลนิธิศักยภาพชุมชน

18.กลุ่มตะวันฉาย

19.นิตยสารปาจารยสาร

ดูไบ

ที่มา Thai E-News


โดย จักรภพ เพ็ญแข
ที่มา คอลัมน์ “ผมเป็นข้าราษฎร” หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์วิวาทะ Thai Red News ปีที่ 1 ฉบับที่ 32

หลังจากนั่งเครื่องบินออกจากนครหลวงพนมเปญแห่งกัมพูชาพร้อมกับ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรไทย ผมก็ไปพักอยู่กับท่านหลายวันที่ดูไบ และรีบกลับมาก่อนเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ เพราะอยากให้ท่านพักผ่อนอย่างสงบกับครอบครัวโดยไม่มีใครรบกวน

สองท่านที่ไปพร้อมกันคืออดีตประธานรัฐสภา คุณยงยุทธ ติยะไพรัช และอีกคนที่มีบทบาทสำคัญในภารกิจของเราแต่ไม่จำเป็นจะต้องขานชื่อกันในขณะนี้

เรื่องที่ไปฟังและไปบอกท่านมีไม่มาก วิธีการก็ไม่ได้ประชุมกันอย่างเอาเป็นเอาตาย ดูตาและดูใจกันเสียมากกว่า แล้วก็ได้ความสงบทางใจ

ไม่มีอะไรทำลายยุทธศาสตร์ได้เท่ากับความคลางแคลงใจอย่างที่พุทธธรรมเรียกว่าวิจิกิจฉา เมื่อทำให้ข้อนั้นหมดหรือลดลงไปได้ ก็เท่ากับได้ยุทธศาสตร์ทั้งหมดคืนมา

ผมไปหาแม่ทัพขบวนการประชาธิปไตยถึงกลางทะเลทราย แต่พบว่าบรรยากาศทางใจเหมือนอยู่ในโอเอซิส เพราะในที่สุดแล้วชิ้นต่างๆ ของฝ่ายประชาธิปไตยที่เหลื่อมกันไปบ้าง เกยกันอยู่บ้างแต่เดิม บัดนี้กลับเข้าที่หมด กงล้อแห่งประวัติศาสตร์ที่เคยเคลื่อนอย่างฝืดๆ น่าจะคล่องตัวขึ้นบ้าง อย่างน้อยก็ในส่วนที่พวกเราเกี่ยวข้องอยู่

มิจฉาทิฐิที่เคยมี เช่นว่าประเทศชาติอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีพระประธาน หรือพระประธานไม่พูดสั่งสอนเสียงดังๆ ได้เหมือนในนวนิยายเรื่อง “ไผ่แดง” (ซึ่งดัดแปลงมาจากนวนิยายอิตาลี โดยฝีมือของหัวหน้าฝ่ายประชาสัมพันธ์ของอำมาตย์ไทยยุคนั้นคือ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช) ก็จะพากันฉิบหายหมด

หรือเชื่อว่าเขาเป็นคนดีมีศีลธรรม เพราะเกิดมาเป็นตัวก็มีแต่คนพร่ำใส่หูว่าดีอย่างประเสริฐ เขาก็ย่อมจะเห็นอกเห็นใจและเข้าใจเพื่อนร่วมชาติ และอยากเห็นบ้านเมืองสงบระงับจากวิกฤติในที่สุด

ไปคราวนี้ได้เห็นว่ามิจฉาทิฐิหรือความยึดที่ผิดๆ อย่างนี้สลายลงไปมาก

ผมรู้สึกขอบคุณนักฆ่าผู้สูงศักดิ์ที่สั่งฆ่าและทำลายล้างนายกรัฐมนตรีและขบวนการประชาธิปไตยอย่างเลือดเย็นและต่อเนื่อง จนปลุกคนส่วนใหญ่ให้ตื่นจากความหลับใหลยาวนานหลายสิบปีได้

เคยอ่านจากที่ไหนก็จำไม่ได้เสียแล้วว่า ผืนทะเลทรายมีอานุภาพอันน่าทึ่ง เม็ดทรายน้อยๆ ที่รวมตัวเป็นลมปนทรายและปลิวกระจายไปทั่วตะวันออกกลาง หรือในทะเลทรายโกบี หรือซาฮาร่า สามารถเปลี่ยนสภาพทุกสิ่งทุกอย่างได้หากปลิวปะทะนานพอ

ในเมืองไทยเองลมทะเลทรายก็คงพัดมาถึง เพราะรูปทองบางอย่างค่อยๆ กร่อนลงเรื่อยทุกวันในอัตราเร่ง จนเห็นรูปลักษณ์ที่ไม่ใช่ผู้มีธรรมแต่เป็นฆาตกรต่อเนื่อง (serial killer) อยู่ภายใน

หัวใจบริสุทธิ์ที่ถูกความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกาะกุมอยู่ ในที่สุดก็ได้รับอิสรภาพด้วยวิถีนี้

ดูไบเป็นหนึ่งในเจ็ดนครรัฐที่รวมเข้าด้วยกันเป็นประเทศเดียว ในรูปแบบสหพันธรัฐ และเรียกตัวเองว่าสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือยูเออี แต่ละรัฐมีเจ้าครองแคว้นของตนเอง รัฐใหญ่ที่สุดคือ อาบูดาบี กลายเป็นเมืองหลวง เจ้าผู้ครองแคว้นอาบูดาบีรั้งตำแหน่งกษัตริย์หรือสมเด็จพระราชาธิบดีตลอดกาล

รัฐที่ลดหลั่นลงมาเป็นอันดับสองคือ ดูไบ เจ้าผู้ครองแคว้นก็ได้รั้งตำแหน่งนายกรัฐมนตรีตลอดกาลเช่นกัน ส่วนอีก ๕ นครรัฐที่เหลือคืออัจมัน, ฟูจาร์ราห์, อุมอัล-กูเวน, รัสอัล-ไคมาห์ และซาร์จาห์ ก็พอใจในสมการทางการเมืองแบบนี้

เจ้ายูเออีเขาคงไม่มีความอิจฉาริษยาเป็นเจ้าเรือน ถึงถือแคว้นถือตระกูลกันมาอย่างไรก็ยังอยู่ในโลกแห่งความจริง ถึงขั้นวางโครงสร้างการเมืองที่ทำให้คงสภาพร่วมกันได้

ไม่ยึดมั่นถือมั่นในตัวเองจนน้ำหนักของมงกุฎทับจนบี้แบน

น่าสังเกตว่านายกทักษิณมีเพื่อนฝูงเป็นกษัตริย์หรือผู้ครองแคว้นทั่วโลก นอกจากบรรดาเจ้าในตะวันออกกลางหลายประเทศ ก็ยังมีบรูไนดารุสซาลามในอาเซียน สวาซิแลนด์ในแอฟริกา ตองก้าในแปซิฟิคใต้ และพระราชวงศ์อื่นๆ อีกมากมายหลายภูมิภาค

กษัตริย์เหล่านี้ล้วนเป็นประมุขแห่งรัฐที่ทันสมัยและก้าวหน้า ยอมรับวิถีประชาธิปไตยโดยดุษฎี โดยไม่โดดเข้าขวางโอกาสที่ประชาชนของตนจะกลายเป็นมนุษย์อันสมบูรณ์ ส่งผลให้สถาบันพระมหากษัตริย์ในประเทศเหล่านี้ยืนยงสถาพรและไม่แสลงต่อโลกที่ประชาชนรากหญ้าเป็นใหญ่

เขาละโมหะจริตในความเป็นเทพลงเสียบ้าง และสร้างเป้าหมายใหม่ให้กับบ้านเมืองอย่างในกรณีของนครรัฐดูไบ นั่นคือความเป็นหนึ่งในศูนย์กลางของเศรษฐกิจโลก (economic hub) จนกลายเป็นจุดสนใจของโลก ทั้งเจ้าทั้งไพร่ต่างได้รับประโยชน์

ความเป็นเจ้าของเจ็ดผู้ครองแคว้นในยูเออีจึงคงเจิดจรัสท่ามกลางเศรษฐกิจที่พัฒนาไป ทุนนิยมก้าวหน้าไม่ได้ขัดแย้งใดๆ เลยกับสถาบันพระมหากษัตริย์ หากมองด้วยทัศนะใหม่และไม่คับแคบ

ผมคิดว่าใครที่ไปอยู่ดูไบอย่างนายกทักษิณคงจะได้สังเกตเรื่องนี้กันทุกคน

ช่วงเวลาอันยาวนานที่จำต้องพำนักอยู่ที่นั่น ในที่สุดก็กลายเป็นช่วงเวลาอันมีประโยชน์ต่อนายกทักษิณอย่างที่อำมาตย์ไทยนึกไม่ถึง นอกจากได้ทบทวนถึงความใจดำและความเห็นแก่ตัวซ้ำซากแล้ว ยังเป็นเวลาของบทเรียนใหม่ในระดับโลกว่า สถาบันโบราณ กับ โลกยุคใหม่ อยู่ร่วมกันอย่างผาสุกได้อย่างไร

บางคนกระซิบผมว่า ความสมานฉันท์แบบนี้น่าจะเกิดในเมืองไทยได้ง่ายกว่า เพราะผู้ปกครองมีธรรมะ

ธรรมะ?

เมื่อ พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร แห่งวัดป่าอุดมสมพร สกลนคร ยังไม่มรณภาพ บุคคลสำคัญขนาดหนักของเมืองไทยได้ไปกราบเยี่ยมและสนทนาธรรมกับท่านครั้งหนึ่ง บุคคลผู้นี้ถามพระอาจารย์ว่า ทำอย่างไรจะให้คนส่วนมากเข้าวัด

อาจารย์ฝั้นตอบสวนทันทีว่า “ตัวท่านก็เข้าวัดเสียก่อนสิ!”

เป็นที่ลือลั่นกันว่าความลึกซึ้งในธรรมตามภาพที่สร้างกันมาเนิ่นนานนั้น อาจไม่ใช่ความจริงเสมอไป

เจ้ายูเออีและสุลต่านบรูไนฯ เป็นมุสลิม คงจะไม่ได้ยึดพุทธธรรมเป็นหลักแน่ เช่นเดียวกับสมเด็จพระราชินีอังกฤษผู้เป็นคริสต์แองกลิกันและสมเด็จพระจักรพรรดิญี่ปุ่นที่ถือชินโต

น่าแปลกใจที่หลายพระองค์เหล่านี้กลับถือวิถีพุทธโดยไม่ต้องแสดงองค์เป็นพุทธมามกะ จนบ้านเมืองของเขาร่มเย็นเป็นสุข

ผมเริ่มสงสัยว่า พุทธมามกะบางคนที่ออกนอกลู่ทางจนเกือบกู่ไม่กลับแล้วนั้น เป็นเพราะลุ่มหลงในเรื่องคุณไสยและเดรัจฉานวิชา หรือไม่ก็หลงใหลในตนเองอย่างที่เรียกว่า ติดดี

จนลืมพุทธธรรมไปแล้วหรือไม่?

-------------------------------

TPNews (Thai People News): ข่าวสารสำหรับผู้รักประชาธิปไตย เที่ยงตรง แม่นยำ ส่งตรงถึงมือถือทุกวัน สมัครวันนี้ ใช้ฟรี 14 วัน พิมพ์ PN ส่งมาที่เบอร์ 4552146 ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน (เฉพาะ DTAC 30 บาท/เดือน) Call center: 084-4566794-6 (จ.- ศ. 9.30-17.30 น.)

Tuesday, January 19, 2010

วันอังคารที่ 19 มกราคม พ.ศ.2553

"อ๋อย" ดักคอนายกฯ รู้ผลคดียึดทรัพย์หรือ ถึงได้กล่าวหาแดงเคลื่อนไหวกดดัน

"เสื้อแดง"โชว์คลิปเสียงเจ้าของที่เขายายเที่ยง-เตรียมบุกสุวรรณภูมิ

เฉลิมลั่นอภิปราย-ถอดถอน"มาร์ค-กษิต"ขอดูฤกษ์วันดาวดับนายกฯก่อนยื่นญัตติ

โป่งน้ำร้อนวางแผนรับมือแดงบุกเขาสอยดาวจัดตร.400นายคุมเข้ม

เขาสอยดาว

จาตุรนต์ ฉายแสง : ตั้งคำถามถึงนายกฯและผู้มีอำนาจ กรณีคดียึดทรัพย์

ที่มา ประชาไท

ที่ผ่านมาผมไม่ได้แสดงความเห็นเรื่องคดียึดทรัพย์ของ พ.ต.ท.ทักษิณและครอบครัว มาถึงวันนี้ก็ไม่อยู่ในฐานะที่จะอธิบายเรื่องนี้ได้เนื่องจากไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับความถูกต้องหรือไม่ของทรัพย์สินนี้ แต่ที่จะแสดงความเห็นต่อไปนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับกรณีนี้ที่ผมเห็นว่ากำลังเกิดความไม่ยุติธรรมขึ้นอย่างชัดเจน สิ่งที่เกิดขึ้นกำลังจะมีผลเสีย เป็นปัญหามากขึ้นต่อกระบวนการยุติธรรมและหลักนิติธรรมของประเทศ นอกจากนี้ยังเป็นห่วงว่ารัฐบาลและผู้สนับสนุนรัฐบาลกำลังวางแผนกันอย่างเป็นระบบเพื่อใช้กรณีนี้ ใส่ร้ายประชาชนที่เคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยหรือแม้กระทั่งอาจลามปามไปถึงขั้นปราบปรามประชาชนด้วย

กรณีทรัพย์สินของพ.ต.ท.ทักษิณและครอบครัวควรถูกยึดหรือไม่ คงต้องให้ผู้ที่รู้ข้อมูลจริงๆเป็นผู้อธิบาย และเมื่อมีคำวินิจฉัยออกมาแล้วก็คงเป็นหน้าที่ของนักวิชาการ นักกฎหมายและผู้สนใจจะศึกษาได้วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างเหมาะสมให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมต่อไป แต่ที่เห็นความไม่เป็นธรรมอย่างชัดเจนที่เกิดขึ้นแล้วมี ๓ ประเด็นด้วยกัน

๑) การใช้ คตส. ซึ่งคณะรัฐประหารแต่งตั้งขึ้นมาจากบุคคลที่ประกาศตนเป็นศัตรูคู่อาฆาตกับพ.ต.ท.ทักษิณอย่างโจ่งแจ้งมาทำหน้าที่ในการสอบสวน โดยไม่จำเป็นต้องทำตามกฎหมาย เนื่องจากได้รับการคุ้มครองโดยรัฐธรรมนูญมาตรา๓๐๙

๒) ผู้มีอำนาจหน้าที่ทั้งจงใจ สั่งการ และปล่อยปละละเลยให้มีการแสดงความเห็นต่อคดีนี้ในลักษณะพูดฝ่ายเดียว คือ พูดแต่ในทางที่เป็นผลร้ายต่อผู้ถูกกล่าวหาหรือปัจจุบันคือจำเลย สร้างกระแสให้ยึดทรัพย์ เข้าข่ายกดดันศาลกันตามอำเภอใจ ผู้ที่กระทำการดังกล่าวนี้มีทั้งคนสำคัญในรัฐบาล พันธมิตรฯ สื่อมวลชนบางรายโดยเฉพาะสื่อมวลชนของรัฐบาล และล่าสุดคืออดีตกรรมการคตส.เอง โดยที่สังคมเกือบไม่มีโอกาสได้ยินคำอธิบายชี้แจงของอีกฝ่ายหนึ่งเลย

๓) มีการสร้างกระแสโดยรัฐบาลและผู้สนับสนุนรัฐบาลผ่านสื่อมวลชนของรัฐอย่างต่อเนื่องเพื่อใส่ร้ายการเคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยว่า ต้องการใช้ความรุนแรงเพื่อกดดันศาลและจะเกิดความรุนแรงอย่างมากหลังการตัดสินคดี ทั้งๆที่ยังไม่มีใครรู้ผลของการตัดสินคดีนี้ การใส่ร้ายที่ผ่านสื่อของรัฐบาลยังได้เลยเถิดไป การสร้างความเกลียดชังให้เกิดขึ้นต่อประชาชนด้วยการกล่าวหาว่าการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยต้องการล้มล้างสถาบัน จนอาจมองได้ว่ารัฐบาลและฝ่ายความมั่นคงกำลังสร้างเงื่อนไขเตรียมการในการปราบประชาชน

ผมมีข้อข้องใจและคำถามที่ขอถามไปยังนายกรัฐมนตรีว่า การที่นายกรัฐมนตรีและพวก พูดในทางคาดการณ์ว่าหลังการตัดสินจะมีความรุนแรงมากขึ้นนั้น นายกรัฐมนตรีกับพวกรู้ผลการตัดสินคดีนี้กันล่วงหน้าแล้วหรืออย่างไร เหตุใดนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลนี้ จึงปล่อยให้สื่อมวลชนของรัฐบาลกดดันศาลและยั่วยุให้เกิดความเกลียดชังในลักษณะปูทางไปสู่การปราบปรามประชาชน

นอกจากนี้ขอถามไปยังผู้มีอำนาจหน้าที่ว่า เหตุใดจึงปล่อยให้มีการพูดสร้างกระแสที่หวังผลต่อคดีและต้องการให้สังคมตัดสินไปเสียก่อนศาลกันอย่างนี้ และจะเป็นไปได้หรือไม่ที่จะเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายหนึ่งเขามีโอกาสชี้แจงเพื่อให้ได้รับความเป็นธรรมจากสังคมบ้าง

ถึงแม้ว่าคดีนี้เป็นเรื่องการยึดทรัพย์ของคนครอบครัวเดียว ที่อาจไม่ใช่เรื่องที่คนทั้งประเทศจะต้องเป็นทุกข์เป็นร้อนแทน แต่เรื่องนี้ก็เป็นที่สนใจของคนจำนวนมากทั้งในประเทศและต่างประเทศ และที่สำคัญกว่านั้นก็คือผลที่จะเกิดขึ้นต่อความน่าเชื่อถือของระบบยุติธรรมและการยึดหลักนิติธรรมของประเทศ

ไม่แน่ว่า เมื่อผลตัดสินออกมาจะเป็นปัญหาต่อระบบยุติธรรมและหลักนิติธรรมของประเทศเหมือนกับอีกหลายๆกรณีหรือไม่ เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่ผู้ใฝ่หาความยุติธรรมทั้งหลายต้องช่วยกันติดตาม

ข้าราชการไม่ว่าปลัดกระทรวงหรือตัวเล็กๆ ไม่ใช่อำมาตย์ อย่าเผยอคิดว่าตัวเองเป็น

ที่มา thaifreenews

โดย...ลูกชาวนาไทย



ศุกร์ที่แ้ล้วได้มีโอกาสคุยแลกเปลี่ยนกับกลุ่มเล็ก ๆ อย่างที่เคยบอก ผมได้ข้อสรุปร่วมกันว่า "ข้าราชการ" ไม่ใช่อำมาตย์ครับ แม้ว่าจะคิดว่าตัวเองเป็นอำมาตย์ แต่โดยนิยามแล้วไม่ใช่ เป็นแค่พวกเผลอคิดว่าตัวเองเป็นอำมาตย์เท่านั้น

คำนิยามของอำมาตยาธิปไตย คือ "กลุ่มคนชั้นนำที่เข้ามาใช้อำนาจอธิปไตยของรัฐโดยไม่ได้ผ่านการเลือกตั้ง" ครับ

ที่จริงสภาขุนนางของอังกฤษหรือยุโรปในสมัยก่อนตรงตามคำนิยามของอำมาตยา ธิปไตยอย่างสมบูรณ์ครับ ภาษาอังกฤษใช้คำ่ว่า Aristocrat ซึ่งก็คือ พวกที่มีบรรดาศักดิ์ตั้งแต่บารอน ขึ้นไปจนถึง Duke ตามกฎหมาย common Law ของตตะวันตก สังคมแบ่งออกเป็นสามชนชั้นคือ ... ขุนนาง และสามัญชน โดยกฎหมายแล้ว Prince ที่เป็นลูก... ถือว่าเป็น "สามัญชน" ด้วยซ้ำ ยกเว้นได้บรรดาศักดิ์เป็นขุนนาง เช่น Duke of York (เจ้าชายแอนดรูว์) สมัยก่อนอังกฤษมีแต่สภาขุนนางเท่านั้น ที่มีอำนาจ พวกนี้ได้ตำแหน่งโดยการสืบตระกูล แต่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง

ส่วนข้าราชการ พนักงานของรัฐ หรือ Civil service เป็นลูกจ้างตามกระทรวงทบวงกรมในระบบการบริหารงานสมัยใหม่ของยุโรป ไม่ได้อยู่ในสภาขุนนาง ไม่มีสิทธิ์ออกกฎหมาย หรืออะไรก็ตาม พวกนี้ไม่ได้ถือเป็น "อำมาตย์" แต่อย่างใด

ส่วนประเทศไทยที่จริงแล้วมันก้ำกึ่งกัน แต่ก็ไม่เคยมีสภาขุนนางมาก่อน ดังนั้นอำนาจอธิปไตยจึงอยู่ที่...หมด หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้วจึงมีสภาต่างๆ

ของไทยเราตอนนี้หากวิเคราะห์แบบหยาบๆ พวกอำมาตย์คือ องคมนตรีและพวกที่เข้าใกล้ชิดกับการใช้อำนาจของ...ต่างๆ แต่ไม่ใช้ "ข้าราชการทั่วไป" ตามกระทรวงทบวงกรม" ต่างๆ ซึ่งข้าราชการพวกนี้ก็ไม่ได้ต่างจาก "พนักงานบริษัทมากมายนัก" เพียงแต่สวัสดิการอาจดีกว่า เพราะงานมั่นคงนั่นเอง

เราอาจรวมทหารใหญ่ๆ ที่มีอำนาจแฝงทางการเมืองว่าเป็น "อำมาตย์" ด้วย หรือกลุ่มพวกองค์กรอิสระต่างๆ พวกนี้ไม่ได้ผ่านการเลือกตั้งและใช้อำนาจอธิปไตยของรัฐ แต่ทหารเล็กๆ ธรรมดาก็แค่เป็นลูกจ้างหน้าที่ป้องกันประเทศเท่านั้น

ส่วนข้าราชพวกที่เบ่ง ก็แค่ได้รัศมีของอำมาตย์มาเท่านั้น แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่แต่อย่างใด

ใครจะมีข้อคิดเห็นเพิ่มเติมก็ยินดีครับ

ที่จริงพวกข้าราชการมีรายได้จากภาษีประชาชน จึงเรียกว่าลูกจ้างของประชาชน และต้องรับใช้ประชาชนนั่นแหละถึงจะถูกต้องตามทำนองครองธรรม และความชอบธรรมทั้งหลาย

อำนาจอธิปไตยของรัฐในสมัยใหม่แบ่งออกเ้ป็นสามอำนาจที่เรารู้กันดีคือ อำนาจบริหาร อำนาจนิติบัญญัติ และอำนาจตุลาการ ซึ่งตามหลักสากลแล้ว และ "หลักธรรมนองคลองธรรม" แล้ว ต้องมาจากประชาชน หรือ เชื่อมโยงกับประชาชน ที่เป็น "เจ้าของประเทศ สมัยก่อนปฎิวัติใหญ่ฝรั่งเศส ...อาจยึดเอาอำนาจทั้งสามส่วนนี้ไปทั้งหมด อาจแบ่งบางส่วนให้ขุนนาง เมื่อขุนนางมีอำนาจมากขึ้น

แต่หลังศตวรรษที่ 18 หรือการปฎิวัติใหญ่ฝรั่งเศสแล้ว "ประชาชนได้ดึงเอาอำนาจอธิปไตย" มาเป็นของประชาชนทั้งหมด โดยใช้อำนาจผ่านผู้แทน เชื่อมโยงหรือรับรองโดยผู้แทนต่างๆ

แต่ก็ยอมรับกันว่า "อำนาจตุลาการ" นั่นแยกพิเศษออกไป และมอบให้กลับกลุ่มคนอาชีพหนึ่ง แต่ต้องเป็น "อำนาจตุลาการ" ในการตัดสินคดีความตามกฎหมายเท่านั้น ไม่ใช่ "ข้ามเส้นมาใช้อำนาจทางการเมือง" แบบไทยในขณะนี้ การข้ามเส้นมา ก็กลายเป็น "อำมาตยาิธิปไตย" ไปทันที เพราะใช้อำนาจทางการเมือง โดยไม่ได้ผ่านเจ้าของคือ ประชาชนยินยอม

ตุลาการไทยจึงเป็น ตุลาการวิบัติโดยแท้

ผมไม่แคร์ว่าจะกระทบอะไร อำนาจใคร ผมต้องการประชาธิปไตย และความเป็นธรรม

ที่มา thaifreenews

โดย...ลูกชาวนาไทย



ตอนนี้พยายายามเอาพวกอำมาตย์ พวกบริวารทั้งหลายที่คิดว่ามีหน้ามีตาในสังคมมาโปรประกันดาว่าคนเสื้อแดงทำโน้นทำนี้จะกระทบคนโน้น กระทบคนนี้ (พูดไม่ได้คุณก็รู้)
แต่ผมไม่แคร์แล้วว่าจะกระทบกับใคร อำนาจใคร ผมต้องการประชาธิปไตยและความเป็นธรรม มันจะกระทบอะไรก็ช่างมัน

ไม่เห็นมีใครแคร์ว่าจะกระทบ “อำนาจของประชาชน” แล้วจะต้องแคร์ว่าจะกระทบคนอื่นทำไม

แคร์ไป ก็ไม่ได้ “ขึ้นสวรรค์ หรือได้บุญอะไร” ผมสามารถขึ้นสวรรค์หรือได้บุญโดยการกระทบของตัวเอง ไม่เห็นต้องไป บูชาพระเจ้าหรือเทวดาให้ได้ขึ้นสวรรค์

กรุงศรีอยุธยาไม่ได้ล่มเพราะไพร่แตกสามัคคี แต่เพราะอำมาตย์แย่งชิงอำนาจกันต่างหาก

ที่มา thaifreenews

โดย Bugbunny

จากหนังสือชื่อ “กบฏกรุงศรีอยุธยา” โดย จิตรสิงห์ ปิยะชาติ ให้ข้อมูลจากประวัติศาสตร์และพงศาวดารว่า การแย่งชิงอำนาจด้วยการกบฏและรัฐประหารในกรุงศรีอยุธยานั้นมีอยู่ถึง 24 ครั้งในรอบ 417 ปี โดยอำมาตย์ข้าราชการ และกลุ่มเจ้าผู้ครองนครหรืออำมาตย์อีกกลุ่มหนึ่งแทบทั้งสิ้น ใครมีกำลังก็ส้องสุมกันโค่นล้มผู้อ่อนแอ สถาปนาตนเองและราชวงศ์ใหม่ขึ้นครองบัลลังก์ ตั้งตนเองขึ้นเป็นสมมติเทพ ทั้งที่แท้จริงพื้นเดิมนั้นก็ล้วนเป็นอำมาตย์ คนสามัญมาแต่เดิมทั้งสิ้น

กบฏและรัฐประหาร 24 ครั้งนั้นประกอบไปด้วย

พ.ศ. ๑๙๑๓ ขุนหลวงพะงั่ว ยึดอำนาจจาก พระราเมศวร
พ.ศ. ๑๙๑๓ พระราเมศวรยกทัพมายึดอำนาจพระเจ้าทองลัน โอรสขุนหลวงพะงั่ว
พ.ศ. ๑๙๕๒ สมเด็จพระมหาเสนา ยึดอำนาจจากพระรามราชา โอรสของพระราเมศวร ถวายให้พระนครินทรราชา เชื้อสายขุนหลวงพะงั่ว
พ.ศ. ๑๙๖๗ เจ้าอ้ายพระยาและเจ้ายี่พระยาทำสงครามแย่งชิงราชสมบัติ สิ้นพระชนม์ทั้งคู่ และเจ้าสามพระยาขึ้นครองราชย์
พ.ศ. ๒๐๗๗ พระไชยราชาสำเร็จโทษพระรัษฐาธิราช ผู้มีพระชนม์เพียง ๕ ขวบ แล้วขึ้นครองราชย์
พ.ศ. ๒๐๙๑ แม่หยัวศรีสุดาจันทร์ แย่งราชสมบัติ สำเร็จโทษพระยอดฟ้าพระโอรสของพระนางเองกับพระไชยราชา แล้วให้ขุนวรวงศาธิราชขึ้นครองบัลลังก์
พ.ศ. ๒๐๙๑ กลุ่มอำมาตย์แย่งราชสมบัติมาถวายพระเทียรราชา ที่ต่อมาเป็นพระมหาจักรพรรดิ สังหารแม่หยัวศรีสุดาจันทร์และขุนวรวงศาธิราช
พ.ศ. ๒๑๐๖ พระศรีศิลป์ โอรสพระไชยราชาธิราช ก่อกบฏจะแย่งราชบัลลังก์จากพระมหาจักรพรรดิ แต่ไม่สำเร็จ ถูกสำเร็จโทษ
พ.ศ. ๒๑๐๖ สุลต่านปัตตานีปล้นพระราชวัง พระมหาจักรพรรดิเสด็จหนี ปราบได้สำเร็จ
พ.ศ. ๒๑๒๔ กบฏไพร่ญานพิเชียร
พ.ศ. ๒๑๕๓ พระเจ้าทรงธรรมยึดอำนาจจากพระศรีเสาวภาคย์
พ.ศ. ๒๑๕๕ ญี่ปุ่นในกรุงศรีอยุธยายึดวังหลวง ปราบได้สำเร็จ
พ.ศ. ๒๑๗๓ พระเจ้าปราสาททองยึดอำนาจจากพระเชษฐาธิราชกุมาร
พ.ศ. ๒๑๗๔ กบฏเมืองนครศรีธรรมราช ปัตตานี สงขลา
พ.ศ. ๒๑๙๙ พระศรีสุธรรมราชา พระอนุชาพระเจ้าปราสาททอง ยึดอำนาจจากเจ้าฟ้าไชย พระโอรสพระเจ้าปราสาททอง
พ.ศ. ๒๑๙๙ พระนารายณ์ โอรสพระเจ้าปราสาททอง ยึดอำนาจจากพระศรีสุธรรมราชา
พ.ศ. ๒๑๙๙ พระไตรภูวนาทิตย์ โอรสพระเจ้าปราสาททองต่างมารดา เตรียมก่อกบฏ ถูกพระนารายณ์ปราบปรามลงได้
พ.ศ. ๒๒๙๙ กบฎแขกมักกะสัน ต้องใช้ขุนนางฝรั่งและแขกปราบปราม
พ.ศ. ๒๒๓๑ พระเพทราชายึดอำนาจจากพระนารายณ์ สังหารพระปีย์ โอรสบุญธรรม
พ.ศ. ๒๒๓๒ – ๒๒๔๑ กบฏเมืองนครราชสีมา และนครศรีธรรมราช
พ.ศ. ๒๒๓๗ กบฎธรรมเถียร
พ.ศ. ๒๒๔๑ กบฏบุญกว้าง
พ.ศ. ๒๒๗๖ พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ยึดอำนาจจากสมเด็จเจ้าฟ้าอภัย
พ.ศ. ๒๓๐๑ กบฏเจ้าสามกรม แต่เจ้าฟ้าอุทุมพรทรงปราบปรามลงได้


ความจริงก็คือ ราชบัลลังก์กรุงศรีอยุธยานั้น ...เปลี่ยนแปลงไปหลายราชวงศ์ เช่น ราชวงศ์อู่ทอง ราชวงศ์สุพรรณบุรี ราชวงศ์ปราสาททอง ราชวงศ์บ้านพลูหลวง ฯลฯ ผู้ก่อรัฐประหารและกบฏส่วนใหญ่เป็นมหาอำมาตย์ของกรุงศรีอยุธยา เจ้าเมืองต่างเมือง คนสามัญและไพร่มีน้อย เมื่อรัฐประหารยึดอำนาจได้ก็สำเร็จโทษราชวงศ์เดิม สังหารหมู่พระญาติวงศ์และขุนนางที่ภักดีต่อราชวงศ์เดิม กันมากมายหลายร้อยหลายพันคน เป็นบัลลังก์เลือดบัลลังก์หนึ่ง อำมาตย์ผู้ครองเมืองในภูมิภาค และชาวต่างชาติอีกจำนวนมากก็เคยก่อกบฏหลายครั้ง อย่างเช่น เจ้าเมืองนครราชสีมา เจ้าเมืองนครศรีธรรมราช เจ้าเมืองสงขลา สุลต่านปัตตานี คนญี่ปุ่น คนอินโดเนเซีย (กบฏมักกะสัน จากเมืองมาคัสซาร์ เกาะเซเลเบส)เป็นต้น นี่ยังไม่นับการแข็งเมืองก่อกบฏไปเข้ากับคนต่างด้าวท้าวต่างแดน อย่างเช่นเมืองพิษณุโลก เชียงใหม่ ไปเข้ากับ...พม่ามาร่วมตีกรุงศรีอยุธยา

สิ่งที่ได้เห็นก็คือ ตลอดเวลาที่ผ่านมานั้น การแก่งแย่งชิงอำนาจกันเองของพวกอำมาตย์นั่นแหละ ที่ทำให้กรุงศรีอยุธยาอ่อนแอลง ไม่ใช่เพราะไพร่แตกสามัคคีกัน อย่างที่พยายามยัดข้อมูลใส่ให้หลงเชื่อ ไพร่ไม่เกี่ยว อำมาตย์เพียว ๆ ที่แย่งอำนาจกัน กรุณาอย่าขอร้องให้ไพร่สมานฉันท์ลูกเดียว เพราะวันนี้คนป่ามีปืนกันเป็นส่วนใหญ่แล้ว

ยุทธการสอยองคมนตรี การรุกที่ไม่อาจต้านทาน กลยุทธ์ยืมหอกสนองผู้ใช้ สุดท้ายเกิดวิกฤติศรัทธารุนแรง

ที่มา thaifreenews

บทความโดย..ลูกชาวนาไทย


ผมถือว่า การุกของคนเสื้อแดงในยุทธการเขายายเที่ยง เทียบได้กลับ "การยกพลขึ้นบกที่นอร์มังดี" ของฝ่ายพันธมิตรในสงครามโลกครั้งที่สองครับ

หลังจากที่ต้องถอยกรูดมาอย่างยาวนานกว่า 3 ปี ในที่สุดคนเสื้อแดงและทักษิณ ก็สามารถยันการรุกได้ และเปิดยุทธการสวนกลับที่แรงและสั่นสะเทือนอาณาจักรอำมาตย์อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน การรุกที่เขายายเที่ยง ตามติดด้วยยุทธการ "เขาสอยดาว" เป็นการรุกเข้าไปยัง "หัวใจของข้าศึก" เลยทีเดียว แนวรบป้องกันไม่ได้ ต่อสู้ก็ไม่ได้ ยิ่งต่อสู้ปกป้อง ยิ่งบาดเจ็บรุนแรง ขยายแผลหนักยิ่งกว่าเดิม

ก็เหมือนกับขุนศึกที่ "ประมาท" รุกรบเอากับศัตรูด้วย “อาวุธคุณธรรม” บดขยี้เขามากว่าสามปี แต่ฝ่ายตรงข้ามกลับไม่ตาย แต่เมื่อโดนรุกกลับด้วยกลยุทธ์ "ยืมหอกสนองผู้ใช้" ขบวนรบของอำมาตย์ถึงขั้นระส่ำระสายไม่เป็นขบวน ผู้ทรงคุณธรรมจริยธรรมทั้งหลาย ที่ร่ำร้องท่องบ่น ท่องคาถาทำลายฝ่ายตรงข้ามมายาวนานกว่าสามปี ต่างเงียบหายไปหมด เหมือนเอาสากไปอมไว้ ทั้งประเวศ สุเมธ ราษฎรแก่เฒ่าชรา ต่างมุดหัวหนีหายไปหมดสิ้น

เมื่อฝ่ายคุณธรรม ต้องกลับมาไร้จริยธรรมเสียเอง กลยุทธ์ทำลายฝ่ายตรงข้าม จึงย้อนกลับมาทำลายฝ่ายตนอย่างหนักหน่วงเจ็บแสบที่สุด

สังเกตได้จากการอออกตอบโต้ของ บริวารในเว็บบอร์ดต่างๆ แทนที่จะตอบโต้ว่า "ตัวเองไม่ได้รุกป่า" กลับมาด่าทักษิณเรื่อง "สนามก็อล์ฟอันไพน์ หรืออื่นๆ ซึ่งเท่ากับ "จำนนด้วยหลักฐาน" ว่า ฝ่ายตัวเองไร้คุณธรรมพอกัน" ที่ผ่านมาฝ่ายตนอวดอุตริมนุษธรรม อ้างธรรมที่ไม่มีตัวตน หากเป็นพระก็คือปาราชิก สิ้นความเป็นพระในทันที เป็นแต่หัวโล้นห่มผ้าเหลือง

กล่าวหาคนอื่นว่าขาดจริยธรรม ตัวเองต้องมีจริยธรรมสูงส่ง ไม่ใช่ตอบโต้เขาว่า ข้าเลว เอ็งก็เลว "ก็ไหนโฆษณามาตลอดว่าพวกตัวเอง เป็นพวกจริยธรรมเลอเลิศ"

การออกมาตอบโต้แบบนี้มีแต่พังกับพัง เพราะจะเอา "เสื้อคลุมจริยธรรม" ที่ไหนคลุมพวกตัวเองได้อีกต่อไป ภายใต้เสื้อคลุมคุณธรรม กับซ้อนสิ่งที่น่าขยะแขยงกว่า

สำหรับทักษิณเขามีเสื้อคลุมแห่ง "ผลงาน" วิสัยทัศน์คลุมอยู่แล้ว

ผมว่าแนวรบในยุทธการ "สอยองคมนตรี" ครั้งนี้จะลามปามไปเรื่อยๆ ทำลายอาณาจักรคุณธรรมของอำมาตย์ที่เพียรสร้างมาค่อนศตวรรษนี้จนได้ และยิ่งคนพวกนี้ "กุมอำนาจมาอย่างยาวนาน" เอื้อผลประโยชน์กันอย่างอย่างนาน แต่ก่อนไม่มีใครกล้ายุ่ง เพราะทำตัวอยู่เหนือการเมือง




ตอนนี้เข้ามาคลุกฝุ่น โดนสวนหมัดแบบหอกทมิฬแทงทมิฬ งวดนี้ วิกฤติการณ์ศรัทธา ลามปามทำลายล้างทุกสถาบันที่เกี่ยวข้องทั้งศาล ตุลาการ อัยการและอื่นๆ ที่กล่าวไม่ได้แต่รู้ๆ กันอยู่

เชื่อว่ายังมีเรื่องอีกมาก ที่เอื้อผลประโยชน์ ใช้อำนาจไม่ชอบธรรม

ตอนนี้หากอ้าปากเอ่ยคุณธรรมเมื่อไหร่ คนก็ยิ่ง "ขบขันมากขึ้นเท่านั้น"

ยิ่งใช้ตุลาการภิวัฒน์ จัดการฝ่ายตรงข้าม ความสองมาตรฐานก็ยิ่งชัดเจน ยิ่งตอกย้ำวิกฤติศรัทธาให้แรงยิ่งขึ้น สงครามนี้เป็นสงครามแย่งมวลชน หากเสียมวลชนแม้จะมีอำนาจ ก็จะเสียอำนาจในที่สุด มันไม่ใช่สมัยโบราณที่จะฆ่าล้างโคตรฝ่ายตรงข้ามได้ อำนาจสุดท้ายก็ต้องมาจากประชาชน




หอกทมิฬอันนี้เหมือนหอกโมกศักดิ์ ปักอกแล้วไม่อาจถอนได้

นอกจากต้อง “สังเวยอวัยวะเพื่อรักษาชีวิต” แต่คงไม่กล้าทำ เพราะอวัยวะที่ต้องสังเวยคือแขนขา หากตัดมันออกตัวเองก็พิการไร้มือเท้าไป

ตอนนี้อำมาตย์ก็ขาดเครื่องมือ หรืออาวุธ "ทางอุดมการณ์ที่จะตีโต้" ได้แล้ว

ผมไม่เชื่อว่า "วิกฤติศรัทธาที่กำลังก่อตัวเหมือนคลื่นใต้น้ำนี้จะสามารถขจัดได้" ด้วยการเอาหูทวนลม ยิ่งนิ่งเฉย วิกฤติศรัทธายิ่งกัดกร่อนไปเรื่อยๆ เปิดโอกาสให้ฝ่ายเสื้อแดง ชิงความได้เปรียบ แย่งชิงมวลชนไปได้แทบหมด

หน้ากากคุณธรรมหลุดร่วงทุกตัวคน

ปล. สุดยอดวิชา ยืมหอกสนองผู้ใช้ ในเรื่อง 8 เทพอสูรมังกรฟ้า เป็นของคุณชายม้อย้ง แห่งแคว้นอี้ เอากำลังภายในฝ่ายตรงข้ามทำลายฝ่ายตรงข้ามเอง

ยืมอาวุธคุณธรรม เข้าทำลายผู้ใช้อาวุธคุณธรรม (ทั้งๆ ที่ตัวเองไร้คุณธรรม) ผลมันจึงรุนแรงกว่า เมื่อมันย้อนกลับมาทำลายผู้ใช้

ถุย!ลิ้มช่างกล้าแถ'พธม.ไม่ได้ปิดสนามบิน'

ที่มา Thai E-News



สนธิ ลิ้มทองกุล หัวโจกผู้ต้องหาหนีหมายเรียกคดีผู้ก่อการร้ายยึดสนามบิน ได้เริ่มงานในฐานะ"นักการเมือง"อย่างเป็นทางการวันนี้เป็นวันแรก ด้วยการด่ากราดว่าพรรคการเมืองอื่นเลวหมดเป็นน้ำเน่า ต้องได้คนมีศีลธรรมกล้าหาญอย่างเขามาล้าง แต่ก็เริ่มต้นได้แย่ที่สุด เมื่อปฏิเสธว่าพันธมิตรไม่ได้ยึดสนามบิน แต่การท่าอากาศยานฯสั่งปิดเอง ค้านกับหลักฐานโทนโท่ตำตาที่ผู้ก่อการร้ายพันธมิตรทิ้งรอยไว้ 2 เรื่อง คือมีแถลงการณ์ประกาศปิดสนามบิน และทำพิธีส่งมอบคืนสนามบิน


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
19 มกราคม 2553


กระบอกเสียงผู้ก่อการร้ายพันธมิตร เวบไซต์ผู้จัดการASTV รายงานว่า “สนธิ” ลั่นนำศีลธรรมพาการเมืองใหม่ล้างยุคน้ำเน่า มั่นใจเลือกตั้งใหม่กวาดที่นั่งเพียบ คุณไม่เบื่อบ้างรึอย่างไร ทุกๆ ครั้งเลือกแต่แมลงสาบเข้าสภา ให้เลือกแมวดุๆ ที่สะอาดอย่างการเมืองใหม่ ที่เสียสละ ที่ซื่อสัตย์ ไม่กินอะไรมากนอกจากปลาทูตัวเดียว ที่กล้าหาญที่จะตะปบแมงสาบ สู้กับหมาเกเร แล้วทำงานเป็น


จากนั้นสนธิลิ้ม ยังได้ชี้แจงถึงการชุมนุมภายในสนามบินสุวรรณภูมิว่า พันธมิตรฯไปที่สนามบินดอนเมืองเพื่อบล็อกประชุมครม.ซึ่งในขณะนั้นใช้แทนทำเนียบรัฐบาล และยืนยันว่าพันธมิตรฯไม่ได้เป็นคนไปปิดสนามบิน เพราะพันธมิตรยังปล่อยให้นักท่องเที่ยวใช้เครื่องบินเดินทางได้ แต่คนที่สั่งปิดสนามบินสุวรรณภูมิที่แท้จริงคือนายเสรีรัตน์ ประสุตานนท์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งถูกเปิดโปงความสัมพันธ์กับนายวีระ มุสิกพงษ์ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ในเวลาต่อมา ซึ่งในภายหลังนายเสรีรัตน์ ก็ได้ออกมายอมรับว่า สั่งปิดจริง

ทั้งนี้เหตุการณ์ปิดสนาม บินสุวรรณภูมิ เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงค่ำวันที่ 25 พฤศจิกายน 2551 ไปจนถึงช่วงสายวั นที่ 3 ธันวาคม 2551

อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ก็ผ่านสายตา คนทั้งโลกไปแล้วว ่า คนปิดสนามบินคือนายเสรีรัตน์ หรือพันธมิตรกันแน่? โชคดีที่ว่าทุกๆอ าชญากรรมนั้น อาชญากรมักต้องทิ้งร่องรอยเอาไว้เสมอ ต่อไปนี้คือร่องรอยสำคัญที่แม้แต่พันธมิตรก็เถียงไม่ออก คลิ้กดูรายละเอียดแถลงการณ์พันธมิตรปิดสนามบินทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษ ที่นี่

1.แถลงการณ์พันธมิตรปิดสนามบิน-หลักฐานโทนโท่

แถลงการณ์ ฉบับที่ 26/2551
พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
เรื่อง ยื่นคำขาดให้นายกรัฐมนตรีลาออกโดยทันทีและไม่มีเงื่อนไข




ตามที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้ชุมนุมอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ.2551 เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ 2 ประการคือ

1. คัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ยับยั้งมิให้สภาเผด็จการทาสระบอบทักษิณแก้ไข เพื่อฟอกความผิดให้ตัวเองและพวกพ้องทั้งการทุจริตคอร์รัปชัน และการทุจริตการเลือกตั้ง ยับยั้งมิให้แก้ไขเพื่อทำลายกระบวนการยุติธรรม และยับยั้งมิให้แก้ไขเพื่อล้มล้างสถาบันองคมนตรีซึ่งเป็นการลดพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์โดยตรง

สภาเผด็จการทาสระบอบทักษิณนั้นมีที่มาจากการทุจริตและกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง เป็นสภาที่อ้างว่าเป็นตัวแทนปวงชนชาวไทยแต่จริงกระทำตนเป็นทาสรับใช้นายทุนนักการเมือง และที่สำคัญเวลานี้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญกำลังอยู่ระหว่างพิจารณายุบพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาลจำนวนหลายพรรค สะท้อนให้เห็นว่าสภาเผด็จการทาสระบอบทักษิณนั้นมิได้เข้าสู่อำนาจในการปกครองประเทศโดยวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ

2. ขับไล่รัฐบาลทรราชฆาตกร ที่ทำตัวเป็นหุ่นเชิดให้กับนักโทษหนีอาญาแผ่นดิน เอื้อประโยชน์ให้กับพวกพ้องและวงศาคณาญาติ สนับสนุนและอยู่เบื้องหลังการเข่นฆ่าประชาชน ใช้สื่อมวลชนของรัฐโกหกหลอกประชาชน สนับสนุนการทำลายกระบวนการยุติธรรม ใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินอย่างไม่โปร่งใสจนประเทศชาติใกล้จะล่มจม สนับสนุนและอุ้มชูบริวารและพวกพ้องที่ดูหมิ่นและอาฆาตมาดร้ายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ กระทำความผิดต่อกฎหมายบ้านเมือง และกระทำความผิดต่อจริยธรรม จึงย่อมหมดความชอบธรรมและหมดเวลาที่จะบริหารประเทศต่อไป

พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จึงใช้สิทธิในการชุมนุมอย่างสงบ และปราศจากอาวุธ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 63 เพื่อทำหน้าที่ของชนชาวไทยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 70 เพื่อพิทักษ์รักษาไว้ ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้

อย่างไรก็ตามภายใต้ “สิทธิในการชุมนุม” และ “การทำหน้าที่ของชนชาวไทย” ตามรัฐธรรมนูญนั้น หาได้รับการคุ้มครองความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินโดยรัฐบาลทรราชฆาตกรหุ่นเชิดนี้ไม่ ยิ่งไปกว่านั้นยังพบว่ามีการจัดตั้งอันธพาลของรัฐบาลและเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อใช้ความรุนแรงต่อกลุ่มผู้ชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย อีกทั้งยังมีพฤติกรรมสมรู้ร่วมคิด รู้เห็นเป็นใจ ให้มีการใช้อาวุธสงครามประเภทระเบิดยิงเข้าใส่ผู้ชุมนุมใจกลางพระนคร จำนวนกว่า 10 ครั้ง เป็นผลให้ตลอดระยะเวลา 2 เดือนที่ผ่านมาได้มีประชาชนที่ชุมนุมอย่างสงบและปราศจากอาวุธ ได้เสียชีวิตแล้วรวมทั้งสิ้น 4 คน บาดเจ็บอีกจำนวนหลายร้อยคนและพิการอีกจำนวนมาก ตลอดจนใช้อาวุธสงครามประเภทปืนและระเบิดยิงเข้าใส่สถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมเอเอสทีวี หลายครั้งเพื่อหวังทำลายการถ่ายทอดสดการชุมนุม โดยที่รัฐบาลทรราชฆาตกรหุ่นเชิด หาได้แสดงความรับผิดชอบแต่ประการใด

ทั้งนี้ คณะอนุกรรมาธิการตรวจสอบข้อเท็จจริงเหตุการณ์วันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ.2551 กรณีการสลายผู้ชุมนุมหน้ารัฐสภา ภายใต้กรรมาธิการวุฒิสภา 3 คณะ ซึ่งมีผลสรุปอย่างชัดเจนตรงกับคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติว่า นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และคณะรัฐมนตรี เป็นผู้สั่งการทำให้เกิดการสังหารและทำร้ายประชาชนที่เข้าร่วมชุมนุมกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก ดังนั้นนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์และคณะรัฐมนตรีต้องแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกอย่างไม่มีเงื่อนไข

พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ประกาศระดมพลใหญ่เพื่อหยุดอำนาจรัฐบาลทรราชฆาตกรหุ่นเชิด และหยุดสภาทาสระบอบทักษิณ ตั้งแต่เวลา 14.00 น.ของวันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ.2551 จนถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่า 50 ชั่วโมงแล้ว ที่พี่น้องประชาชนได้เข้าร่วมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเคลื่อนไหวกดดัน เพื่อหยุดอำนาจรัฐบาลทรราชฆาตกรหุ่นเชิดอย่าง สงบ สันติ อหิงสาโดยเคร่งครัด การเคลื่อนไหวโดยมวลชนสองมือเปล่าไปตามสถานที่ต่างๆ อันได้แก่ บริเวณรอบรัฐสภา กระทรวงการคลัง กองบัญชาการตำรวจนครบาล และทำเนียบรัฐบาลชั่วคราวที่สนามบินดอนเมือง แต่ทว่ารัฐบาลทรราชฆาตกรหุ่นเชิดยังไม่แสดงความสำนึกยอมรับความผิดที่เกิดขึ้น ดึงดันจะอยู่ในอำนาจบริหารต่อไป และยังดื้อรั้นที่จะหาทางแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อพรรคพวกของตัวเองต่อไป

พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จึงมีความจำเป็นที่จะต้องยกระดับการชุมนุม และเพิ่มมาตรการอารยะขัดขืนโดยการปิดสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อยื่นคำขาดผ่านพี่น้องประชาชนทั่วประเทศและทั่วโลกไปยังนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และคณะรัฐบาลให้ลาออกจากตำแหน่งโดยทันทีและไม่มีเงื่อนไข

ทั้งนี้ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กราบขออภัยมายังพี่น้องประชาชนทุกท่านที่อาจจะได้รับผลกระทบจากการดำเนินการในครั้งนี้ แต่เป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องดำเนินการเพื่อหยุดอำนาจของรัฐบาลทรราชฆาตกรหุ่นเชิดให้ได้อย่างถึงที่สุด

พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขอเรียกร้องต่อพี่น้องประชาชนทุกหมู่เหล่า ทุกอาชีพร่วมมือกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ช่วยกันเรียกร้องให้รัฐบาลคณะนี้ลาออกโดยเร็วที่สุด ขจัดเภทภัยของสังคมไทย นำประเทศไทยที่ดีงามด้วยจริยธรรมกลับคืนมาสู่สังคมโดยเร็วที่สุด

ด้วยจิตคารวะ

พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
วันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551


2.พันธมิตรฯทำพิธีส่งมอบสนามบินสุวรรณภูมิคืน


คืนพื้นที่ : พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรฯ อ่านแถลงการณ์ พร้อมส่งมอบพื้นที่สนามบินสุวรรณภูมิคืนให้กับ นายวุฒิพันธ์ วิชัยรัตน์ ประธานกรรมการบริษัทท่าอากาศไทยฯ เพื่อจะได้เปิดใช้สนามบินได้อย่างเต็มรูปแบบต่อไป (ภาพข่าว:1เดลินิวส์)

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 09.20 น.วันที่ 3 ธันวาคม พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(พธม.)ได้ดำเนินการส่งมอบพื้นที่สนามบินสุวรรณภูมิคืนอย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้ว โดยพล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพธม.เป็นตัวแทนในการส่งมอบและคาดว่าสนามบินสุวรรณภูมิจะเปิดให้บริการผู้โดยสารได้ในช่วงบ่ายโมงวันนี้ หลังจากเมื่อวันที่ 2 ธันวาคมได้เปิดให้บริการด้านขนส่งสินค้าเรียบร้อยแบ้ว แต่จะเป็นการขนส่งผู้โดยสายภายในประเทศ ด้านการข่นส่งผู้โดยสารระหว่างประเทศคาดว่าจะดำเนินการได้หลังเที่ยงคืนวันที่ 4 ธันวาคม


ปัญหามีอยู่ว่า หากพันธมิตรไม่ได้ยึดไม่ได้ปิดสนามบินสุวรรณภูมิ แต่ผอ.ท่าอาศยานสุวรรณภูมิเป็นคนสั่่งปิดเอง ทำไมพันธมิตรจะต้ องมีพิธีส่งมอบคื นด้วยเล่า..

เอาแค่2ข้อนี้ก็พอ จะเห็นแล้วว่า อาชญากรได้ทิ้งร่องรอยอาชญากรรมสำคัญไว้มากเพียงใด คือเข้ายึดและปิดสนามบินก็มีแถลงการณ์ทนโท่ พอตอนเลิกยึดก็มี พิธีส่งมอบคืน

แล้วสนธิลิ้มจะดิ้นปฏิเสธความรับผิดชอบ และโยนความผิดไปให้ใครอื่นอีกทำไมเล่า? ไหนว่าการเมืองใหม่มาไล่น้ำเน่า ไหนว่ากล้าหาญ...ถุย!

เปิดพรรคลิ้มโหรงเหรง จปร9ซบพท.ทรยศชาติชั่ว

ที่มา Thai E-News


นับแสน(สาหัส)-บรรยากาศเปิดตัวพรรคการเมืองใหม่ซึ่งใช้เครื่องหมายนาซีเป็นสัญลักษณ์ นอกจากหัวโจกผู้ต้องหาหนีหมายเรียกคดียึดสนามบินแล้ว ก็มีพวกสมคบทำรัฐประหารปล้นเสียงประชาชนอย่างบังสนธิ และแกนนำปชป.ไปร่วมยินดี ส่วนคนร่วมงานมีเท่าที่เห็นในภาพ


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
19 มกราคม 2553

วันนี้ (19 ม.ค.) เวลา09.06น.นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ต้องหาหนีหมายเรียกคดีผู้ก่อการร้ายยึดสนามบินได้ทำพิธีเปิดพรรคการเมืองใหม่ (ก.ม.ม.) บรรยากาศเป็นไปด้วยความเงียบเหงา ผู้คนเข้าร่วมงานโหรงเหรง มีเพียงกลุ่มสมคบคิดล้มรัฐบาลจากการเลือกตั้งของประชาชนมาร่วมงาน ซึ่งรวมทั้งแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ และพลเอกสนธิ บุณยะรัตกลิน หัวหน้าคณะรัฐประหาร19กันยายน

พรรคการเมืองใหม่เลือกใส่เสื้อสีเขียวอ่อน และโลโก้พรรคเป็นรูปสวัสดิกะคล้ายของลัทธินาซี ผู้เข้าร่วมเปิดพรรคใหม่มีกลุ่มผู้ต้องหาหนีหมายเรียกคดียึดสนามบินเป็นส่วนใหญ่ เช่น นายสนธิ ลิ้มทองกุล หัวหน้าพรรค นายสมศักดิ์ โกศัยสุข รองหัวหน้าพรรค นายสุริยะใส กตะศิลา เลขาธิการพรรค


ฝนตกขี้หมูไหล คนอะไรมาเจอกัน-ชำนิ ศักดิ์เศรษฐ ที่เพิ่งโดนกดดันให้ลาออกจากการทุจริตในกระทรวงสาธารณสุข เป็นตัวแทนปชป.มามอบกระเช้าดอกไม้ยินดี ส่วนพลเอกสนธิ บุณฯเห็นหัวแว้บๆอยู่หลังสนธิลิ้มกับชัยอนันต์(รูปล่าง)


ส่วนผู้สนับสนุนที่เข้าร่วมงานเช่น นายชัยอนันต์ สมุทวณิช กุนซือคนสำคัญของนายสนธิที่หนุนให้ใช้นโยบายขวาจัดและกล่าวหาฝ่ายประชาธิปไตยว่าจะเปลี่ยนประเทศเป็นสาธารณรัฐ คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ จากพรรคประชาธิปัตย์ และเคยขึ้นเวทีพันธมิตร พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายพิภพ ธงไชย นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ และแกนนำพันธมิตรฯ พล.อ.ปานเทพ ภูวนาทนุรักษ์ อดีตแม่ทัพภาคที่ 4 พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม อดีตหัวหน้าสำนักงานเลขาธิการ คมช. นายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว.ลากตั้ง

นอกจากนั้นพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ และหัวหน้าพรรคมาตุภูมิ นายวิทยา แก้วภราดัย ประธานวิปรัฐบาลคนใหม่ นำตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์ มาร่วมแสดงความยินดีอีกด้วย รวมทั้งนายบัญญัติ บรรทัดฐาน กรรมการสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์

มีคนอ่านเวบผู้จัดการASTVได้แสดงความเห็นในท้ายข่าวตั้งข้อสังเกตว่าทำไมงานเปิดตัวพรรคการเมืองใหม่โหรงเหรงนัก

-ทำไมมากันน้อยจัง ประมาณดูแล้วคิดว่าไม่เกิน 150 คน น้อยกว่าเสื้อแดงที่มาร่วมกิจกรรมที่ จะนะเสียอีก


ความคิดเห็นที่ 59 -3

-***********น่าสงสารจิงๆ มีคนดูไม่ถึงสองร้อย***********
อนาถา


"เพื่อไทย"เปิดตัว 25 จปร. 9 เข้าเป็นสมาชิก 19 ม.ค. นี้

พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี สมาชิกพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า ในเวลา 11.00 น.วันที่ 19 มกราคมนี้ พรรคเพื่อไทยจะมีการแถลงข่าวเปิดตัวอดีตนายทหาร จปร.รุ่น 9 สมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยอย่างเป็นทางการ จำนวน 25 นาย ซึ่งเหตุผลที่อดีตนายทหารเหล่านี้ตัดสินใจมาร่วมงานกับพรรคเพื่อไทยเพราะเขามองว่าเวลานี้บ้านเมืองมีสองมาตรฐาน ไม่มีความยุติธรรม ขณะที่พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคที่จะสร้างความสงบสุขให้กับประชาชนได้ อย่างไรก็ตามการที่มีอดีตนายทหารซึ่งผ่านสนามรบและมีความจงรักภักดีเข้ามาร่วมงานกับพรรคเพื่อไทยจำนวนมาก เป็นพิสูจน์ได้อย่างดีว่าพรรคเพื่อไทยไม่ได้ทรยศชาติอย่างที่มีบางคนกล่าวหา