WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, January 22, 2010

เป็นอันว่าสุรยุทธ์ จุลลานนท์ โดนยึดสมบัติก่อนทักษิณ กรรมมักตามทันในชาตินี้

ที่มา thaifreenews

โดย...ลูกชาวนาไทย

เฮ้อ คิดจะปล้นสมบัติเขากลางแดด ตัวเองเลยโดนประชาชนยึดสมบัติพร้อม "เกียรติยศและศักดิ์ศรี" ไปก่อนจนได้ ตอนนี้เป็นห้วงเวลาแห่วกรรมทุกผู้เลยทีเดียว

ตั้งแต่เปรมหรือ อื่นๆ (ไม่กล้าพูด) ต่างก็โดนกรรมตามสนองอย่างสาสมทั้งสิ้น บารมีเสื่อมสิ้นไปหมด เปรมแต่ก่อนไม่มีใครกล้าด่า วันนี้ด่ากันได้สนุกปาก ใครไม่ด่าก็เชย

สุรยุทธ์ นอกจากสิ้นศักดิ์ศรี ต้องคืนบ้านแล้ว เชื่อว่าในอนาคตคงโดนคุก

อำนาจที่ว่ามั่นคง ก็ "คลอนแคลนกันทุกๆ สถาบัน" จะโปรประกันดาให้มั่นคงเหมือนเดิมคงยาก อย่าคิดว่าจะอยู่เป็นศตวรรษเลย แค่ 5 ปีนี้ก็ผ่านได้แบบหืดขึ้นคอ

กรรมมันเร็วกว่าจรวดมาก

555 นรกทั้งเป็น วันทำรัฐประหารไล่ทักษิณ ต่างสมบูรณ์พร้อมกันด้วยเกียรติยศ ชื่อเสียง บารมี

วันนี้สามปีผ่านไป ทักษิณก็เสียแค่ "หุ้น" กับต้องไป "ทำปริญญาเอกด้านการเมืองการปกครอง" ต่างประเทศอีกครั้ง หลังไปเรียนสมัยหนุ่ม แต่ครั้งนี้สบายกว่าสมัยหนุ่มตรงที่มีเครื่องบินส่วนตัวบินเที่ยวได้ทั่วโลก ผู้นำชาติต่างๆ เปิดบ้านเลี้ยงต้อนรับ

ส่วน "ศัตรูอยู่ในไทยแบบหดหัวออกไปพบประชาชนก็ไม่ได้ มีแผ่นดินก็เหมือนไม่มี"

555

บ้านพร้อมที่ดินทำเลสวย หาไม่ได้อีกแล้วในชาตินี้ คงไม่มีใครกล้าตอแย หากไม่มีรัฐประหารปี 2549

เมื่อเริ่มเดินเข้าไปในเส้นทาง "มืด" มันจะมีอะไรโผล่"ตามมาอีกเยอะ

อย่าคาดหวังว่าจะอยู่อย่างมีเกียรติในสังคมได้ สุดท้ายก็จะถูกทิ้ง ไปไหนก็จะมีแต่คนก่นดา แม้ไม่ติดคุก ก็ไม่อาจสู้หน้าคนได้อย่างมีศักดิ์ศรี

เกียรติยศ หากล่มสลายแล้วไม่มีทางกู้คืนได้

NBT นับวันยิ่งเลวร้ายลงเรื่อยๆ

ที่มา thaifreenews

โดย Porsche

by Bor-Gor


เมื่อกี้เปิดผ่านไปเห็นเอ็นบีทีกำลังเสนอสกู๊ปตำรวจฆ่าปชช เหตุการณ์ตำรวจสลายการชุมนุมที่หน้ารัฐสภาจนเป็นเหตุให้มีพธม บาดเจ็บล้มตาย

สกู๊ปนี้ถ้าผมจำไม่ผิดเป็น สารคดีที่ ASTV ทำขึ้นมาและเผยแพร่ในหมู่พธม เสื้อเหลือง

มีการใช้ภาษาบรรยายในลักษณะโจมตีตำรวจเช่น "ตำรวจก็ยังลงมืออย่างป่าเถื่อนและอำมหิต" หรือ

"ตำรวจมิได้ให้ความช่วยเหลือใดๆ แก่ผู้บาดเจ็บ"

จากนั้นก็เสนอมุมมองต่อพธม ราวกับวีรบุรุษวีรสตรีที่ยอมตายเพื่อแผ่นดินก็ว่าได้

จะไม่แปลกใจเลยที่สารคดีนี้จัดทำและเผยแพร่ในช่องเอเอสทีวี

แต่นี่มันสื่อทีวีของรัฐบาลและเป็นช่องฟรีทีวี

นำมาใช้เป็นเครื่องมือโจมตีตำรวจที่เป็นจนท รัฐได้อย่างไร ตำรวจไม่น้อยที่อยู่ในเหตุการณ์นั้น(ระดับปฏิบัติการ)ก็ยังทำหน้าที่อยู่ตอนนี้

ตำรวจผิดก็ว่ากันไปตามกระบวนการ ไม่ใช่ปปช สั่งปลดออกไล่ออก แต่กตร กลับให้มาทำหน้าที่ตำรวจต่อ

สื่อของรัฐเองก็ทะลึ่งใช้เทปของเอเอสทีวีเป็นเครื่องมือใส่ร้ายป้ายสี

ตำรวจไม่ได้รับความยุติธรรมเหมือนคนเสื้อแดงและทักษิณ เพราะตั้งคนที่ฝักใฝ่เสื้อเหลือง
(พวกพธม และเอเอสทีวี)ทำหน้าที่ชำระความ เช่น หมอพรทิพย์ก็ฝักใฝ่เสื้อเหลือง ฯลฯ
ไม่ได้มองจากมุมนอกที่เป็นกลางอย่างแท้จริง พยายามจะให้ระเบิดแก๊สน้ำตาเป็นระเบิดทำลายล้างให้จงได้
แต่ไม่นำสืบว่า สิ่งที่เป็นก้อนกลมๆ เต็มย่าม(ทั้งที่มีภาพฟ้องและอยู่ในมือของผู้บาดเจ็บหลายราย)
ไม่ได้ใช้หลักวิชาการอย่างแท้จริงในการพิสูจน์แต่ตั้งธงเพราะต้องการเอาผิดผู้สั่งการ นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ในรัฐบาลที่แล้ว

ลองถ้าตำรวจชุดอื่นทำแบบนี้กับเสื้อแดง แขนขาขาดหรือตาย ผมเชื่อว่า หมอพรทิพย์ ฯลฯ จะลงความเห็นเป็นอื่นเพื่อช่วยเหลือตำรวจไม่ให้ผิด

ความจริงตามหลักวิชาการมันบิดไม่ได้ แต่ปกปิดไม่แจงรายละเอียดให้ครบถ้วน เลือกเสนอบางประเด็นและปกปิดซ่อนเร้นบางประเด็น

ที่เลวร้ายคือทำไมต้องนำสกู๊ปเช่นนี้มาออกฟรีทีวีของรัฐเหมือนกรณีตากใบไม่มีผิด สื่อสารมวลชนอื่นๆ ก็อมสากกะเบือปิดปากเงียบ

มันระแวงตำรวจครับ มันเชื่อว่าตำรวจมีใจให้กับเสื้อแดงไม่มากก็น้อย จึงต้องการลดความน่าเชื่อถือแบบว่าทำลายตำรวจที่ไม่ยอมสยบใต้อุ้งตีนมัน เหมือนเขียนเสือให้วัวกลัว

การที่ NBT เอาสกู๊ปที่คลับคล้ายคลับคลาเหมือนฉายวนที่ astv มาออก
แสดงนัยยะนึงว่า ปชป กับ พธม หันกลับมาจับมือเป็นพันธมิตรกันเช่นเดิม
ทั้งที่ก่อนนี้สายสัมพันธ์ระหว่างพธม กับปชป ดูห่างเหินกันตั้งแต่ปชป เป็นรัฐบาลและพธม
หันไปตั้งพรรคมาแข่ง(หรือมาแย่งคะแนน)
แต่ตอนนี้ลืมเรื่องนั้นกลับมาแตะมือกันอีก น่าจะมีความเกี่ยวข้องกับที่ลิ้มกล้ากลับเมืองไทย และคนในรัฐบาลไปร่วมงานเปิดตัวพรรคของลิ้ม
เอ็นบีทียอมเป็นกระบอกเสียงให้ลิ้มในการดิสเครดิตตำรวจ
เพราะรับไม่ได้ที่นายพลตำรวจในคดีนั้นจะกลับมารับตำแหน่ง(ทั้งที่คิดว่ากำจัดทิ้งได้)
มีรึที่ตำรวจกลุ่มนั้นจะไม่แค้นเคือง

เห็นดีด้วยครับ
เสื้อแดงไม่เคยไปเยี่ยมเยียนกิจการของสองสถานี NBT astv + เนชั่นอีกแห่งด้วยก็ดี

ว่าไปนะ ระหว่าง สนามบิน กับสถานีทีวีเฮงซวยพวกนี้ ผมว่าน่าเลือกไปอย่างหลังมากกว่า ตรงเป้า เป็นคู่กรณีมากกว่าสนามบิน ซึ่งก็ไม่ใช่คู่กรณีกับเรา


http://www.prachataiwebboard.com/webboard/id/16254

เอ็ม 79 ลูกนี้หรือ...สร้างรอยร้าวลึกในกองทัพไทย

ที่มา thaifreenews

โดย Porsche

จากคุณ : สาละวิน

หากเป็นอาชญนิยาย ประพันธกรก็คงเริ่มเปิดฉากไว้ดังนี้....

คล้อยหลังเวลาตีสามซึ่งเป็นช่วงเวลารอรับอรุโณทัยของวันใหม่ 15 มกราคม 2553

พลันที่กระแสลมหนาวยังโชยพัดโอบกอดกรุงเทพฯให้เคลิ้มอยู่ในนิทรารมย์อยู่นั้น แสงไฟหน้าของปิกอัพสีเขียวเข้มสภาพกลางเก่ากลางใหม่คันหนึ่งสาดส่องเป็นลำวูบ
ขณะหักเลี้ยวมุมโค้งวงเวียนอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย
แล้ววิ่งตรงมามาทางด้านลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์ ด้วยอัตราเร็วค่อนข้างสูง เพื่อไปสู่จุดหมายที่ใดที่หนึ่งโดยมีถนนราชดำเนินเป็นทางผ่าน

ภายในรถ นอกจากคนขับแล้ว จะมีใครนอกเหนือนั้นไม่อาจระบุชัด แต่บนกระบะด้านหลังกลับมีชายฉกรรจ์สองคนต่างนอนเอนพิงกองสัมภาระ
ดูคล้ายกำลังหลับด้วยความเหนื่อยล้าหลังกิจกรรมหนักมาค่อนคืน

เมื่อแล่นผ่านสะพานผ่านฟ้าลีลาศเข้าสู่ถนนราชดำเนินนอก รถคันนั้นชะลอความเร็วลงชั่วขณะ ซึ่งเป็นเวลาเดียวกันกับชายบนกระบะท้ายคนหนึ่งสะกิดเพื่อนให้ผงกชันตัวขึ้น

"ใกล้ถึงแล้ว" เสียงกระซิบกำชับพลางชี้ไปยังเป้าอันเป็นอาคารสูงทะมึนเบื้องหน้า ซึ่งบัดนี้ ไฟเตือนระดับความสูงส่งประกายสีแดงกระพริบวาบวับอย่างทรนง

ทรนงด้วยด้วยตบะ ศักดิ์ อำนาจ และบารมีของสถานที่อันได้ชื่อว่า กองบัญชาการกองทัพบกไทย !

ชายคนที่ถูกสะกิดบิดตัวอย่างเกียจคล้าน ก่อนควานมือไปคว้าสิ่งหนึ่งมาวางบนตัก
มันคือเครื่องยิงลูกระเบิด เอ็ม 79 (M79 40mm Grenade Launcher) ชนิดติดศูนย์เล็งแบบพับ อาวุธสัญชาติอเมริกันชนิดนี้ทหารเวียตกงยุคสงครามเวียตนาม
และหรือเกจิที่เกี่ยวข้องกับสงครามย่อมรู้ดีว่ามันทรงอานุภาพน่าสยองขนาดไหน

"กรูโคตรเซ็งงานกระจอกแบบนี้หวะ....mรึงไม่ลองบ้างหรือ..แท่น"

คนชื่อแท่นสั่นหน้า พึมพำตอบ....

"ถ้าเป็นกลางวันและยืนฟัดกับพวกนั้นแบบจะจะละก้อ กรูไม่ง้อmรึงหรอก i เล็ก"

ไม่ทันที่ชายคนชื่อเล็กแต่ตัวใหญ่จะโต้ตอบด้วยถ้อยคำใด
ยานพาหะที่นำชายทั้งสองมาก็ถึงตรงตำแหน่งเป้าหมายพอดี

เขาประทับพานท้ายของเครื่องยิงลูกระเบิดกับบ่าด้วยท่วงท่าสุดชำนาญ เล็งปากกระบอกไปยังเป้าหมายโดยมิพักต้องพึ่งการเล็งผ่านศูนย์

แล้วเหนี่ยวไก

เสียงฟลุ้บปรากฏขึ้น
นั่นแสดงถึงวาระหัวกระสุนระเบิดพุ่งพ้นลำกล้องไปแล้วด้วยความเร็วต้น 76 เมตรต่อวินาที วิถีโค้งแบบโพรเจกไทล์ของมันมุ่งสู่ห้องชั้น 6
ซึ่งเป็นที่ทำการของผู้บัญชาการทหารบก พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา

ด้วยความมั่นใจขั้นเอกอุ ฝีมือยิงระดับพระกาฬเรียกพี่เช่นเขา คงไม่ต้องรอดูผลใดๆอีก

ปิกอัพคันนั้นจึงควบตะบึงเลี้ยวตัดมาทางด้านหน้าวัดเบ็ญจมบพิตร
ก่อนที่จะกลืนลับไปกับราตรีของนครหลวง

แน่นอนว่า แม้พลเอกอนุพงษ์ไม่บาดเจ็บล้มตายด้วยสะเก็ดระเบิดลูกนี้
แต่เสียงบึมสะนั่น และรอยระเบิดทีฝากไว้
ย่อมบาดลึกเข้าสู่กระแสรู้สึกของเขาลามไปถึงทุกองคาพยพของกองทัพบก

เหนืออื่นใด มันฉีกเกียรติยศ
และละลายความน่าเชื่อถือของผู้บัญชาการทหารบกนามอนุพงษ์ เผ่าจินดา ไปจนหมดสิ้น
ซึ่งการสูญเสียสองสิ่งนี้ ในทางทหารถือว่า.....ไม่ตายก็เหมือนตาย !


พลเอกอนุพงษ์ต้องคิดแล้วว่า ท่านและคนของท่านนำกองทัพบกไทยทำกรรมใดไว้กับบ้านเมืองนี้บ้างในอดีตที่ผ่านพ้นไปหมาดๆ

กองทัพไทย ควรเป็นของชาติ ของประชาชนคนไทยทั้งผอง

หาใช่กองทัพของพระราชาตามนิยามที่พลเอกเปรมเอ่ยอ้างไว้นั้นไม่ !

หากกองทัพไทยยังยอมสยบอยู่ใต้เงื้อมมือของระบอบอำมาตย์ แล้วใช้อำนาจกระบอกปืนกดหัวประชาชนเพื่อให้อำมาตย์เถลิงอำนาจอย่างที่กระทำอยู่

คนในกองทัพนั่นแหละจะปลีกตัวมาอยู่เคียงข้างประชาชนผู้รักประชาธิปไตย
แล้วหันปากกระบอกปืนไปยังเหล่าท่าน

เอ็ม 79 ลูกเล็กๆ...
จึงแสดงถึงรอยปริร้าวลึกในกองทัพไทยชนิดยากเกินเยียวยา...ด้วยประการฉะนี้

แดงพึงระวัง ปฏิบัติการจากฝ่ายอำมาตย์ ที่ท่านเปรมให้สโลแกนไว้ว่า

รวดเร็ว รุนแรง เฉียบขาด

ได้ก่อตัวเป็นรูปธรรมแล้ว

กลศึกประเภทยัดอาวุธ ตรวจค้นเจอ แล้วจับกุมกวาดล้างครั้งใหญ่จะถูกนำมาใช้ เพื่อนำไปสู่....

การปราบอย่างชอบธรรม !


http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P8794377/P8794377.html

ไทยเรดนิวส์ชี้แจงการถูกรัฐบาลอำมาตย์แจ้งจับ

ที่มา thaifreenews

ที่มา
http://thairednews.com/main/index.php?option=com_content&view=article&id=63:2010-01-21-19-31-24&catid=1:latest-news&Itemid=50

ที่มา
http://thairednews.com/thairednews.pdf

Thai Red News Commercial Ads
http://www.youtube.com/watch?v=8iDJ_L1KkH0



ไทยเรดนิวส์ชี้แจงการถูกรัฐบาลอำมาตย์แจ้งจับ

เรียน ท่านสมาชิกและท่านผู้อ่านไทยเรดนิวส์ที่เคารพ

สมาชิก และท่านผู้อ่านหลายท่าน ได้อ่านข่าวในสื่อต่างๆ ทั้งสื่อเอกชนและสื่อของรัฐแล้ว ได้โทรมาถามด้วยความกังวล ว่า “วิวาทะ ฉบับ ไทยเรดนิวส์” เปิดมาได้ยังไม่ถึงปี จะถูกปิดเสียแล้วหรือ คงยังหรอกครับ ขอทุกท่านกรุณาทำความเข้าใจ กรองเนื้อข่าวตามสีสื่อด้วย ถ้าเป็นหนังสือพิมพ์ของอำมาตย์ เขาจะพยายามให้ร้ายด้วยถ้อยคำ ที่ว่าเราเป็นหนังสือพิมพ์ “หางแดง” บ้าง “ไข่แม้ว” บ้าง ซึ่งเรานิ่งและเห็นเป็นคำของ “ทาสที่ปล่อยไม่ไป” ที่พยายามใส่ไคล้ใส่ความเราเท่านั้น จึงขอให้ท่านได้วิเคราะห์ด้วย

ที่ สำคัญวันนี้ ไม่ว่าอะไรจะเกิดกับเรา ขอทุกท่านไม่ต้องกลัว ที่จะร่วมกันสู้เพื่อประชาธิปไตยต่อไป โดยไม่ต้องกลัวอะไร และขอท่านร่วมทำใจกับพวกเรา ในกองบก. และในคณะที่ปรึกษาด้วย หากเราถูกทำร้าย ด้วยกฎหมายที่อาจจะไม่ใช่กฎแห่งประชาธิปไตย ไม่ใช่กฎเพื่อสิทธิเสรีภาพของคนไทย เพราะพวกเขาเองก็ไม่เคยเข้าใจว่ามันคืออะไร เขาไม่เคยรับรู้ว่า สิทธิในการแสดงความคิดความเห็นของมนุษย์ มีความ สำคัญมากเพียงใดด้วย


อนุสนธิ ที่ทำให้มีการแจ้งความต่อ กองปราบฯให้จับไทยเรดนิวส์นั้น ก็น่าจะเกิดจากการที่หนังสือพิมพ์ฉบับนี้ได้กระทำการเขียน และเสนอด้วยจิตวิญญาณของประชาชนผู้รักประชาธิปไตย และต่อต้าน อำนาจเผด็จการ ต่อต้านพวกกบฏ มาตั้งแต่ต้น หนังสือพิมพ์เราออกครั้งแรกเมื่อวันที่ ๗ เมษายน ๒๕๕๒ ก่อนชุมนุมใหญ่ที่ทำเนียบรัฐบาล
ปฏิเสธไม่ได้ว่า ด้วยสาระในสื่อสิ่งพิมพ์ของเรา ต้านกบฎ ต้านเผด็จการ ดังนั้นพวกเผด็จการที่กุมอำนาจอยู่ จึงพยายามทุกวิถีทางที่จะต้องกำจัดเราให้ได้ แต่เราก็ไม่เคยตีพิมพ์ข้อความอะไรที่จะเป็นการทำ ผิดกฎหมาย หรือให้ถูกฟ้องด้วยข้อหาหมิ่นประมาทได้ แต่สุดท้ายเขาก็อาจจะใช้วิธีกล่าวหานี้ (ว่าไม่จดแจ้ง) ที่ถือว่าน่าจะไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญด้วย โดยที่การกล่าวหาอาจจะเป็นเพียงการดำเนินการ ตามคำสั่งของอำนาจเผด็จการที่พยายามจะกำจัดเรา เพื่อไม่ให้ไปรบกวนเขาในการ ครองประเทศโดยไม่ชอบธรรม แต่เราพร้อมสู้เพื่อความถูกต้องเป็นธรรม
กล่าว ถึงข้อกล่าวหา เนื้อเรื่องตามข่าวคือ เมื่อวันที่ ๑๙ ม.ค. ๕๒ ที่ นายธีระ สลักเพชร รมว. วัฒนธรรมฯ พรรค ปชป. ที่ดูแลกรมศิลปากร ที่มีนายเกรียงไกร สัมปัชชลิต เป็นอธิบดี มีหน้าที่กำกับดูแลสำนักหอสมุดแห่งชาติ ที่มีนางวิลาวัณย์ ทรัพย์พันแสน เป็นผู้อำนวยการ ได้ร่วมกันเป็นโจทย์ยื่นฟ้อง หนังสือพิมพ์ไทยเรดนิวส์ ต่อกองบังคับการปราบปราม เมื่อวันที่ ๑๔ ม.ค. ๕๒ เพื่อดำเนินคดี นายสมยศ พฤษาเกษมสุข บรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณา ด้วย ๒ ข้อหา คือ


๑) กระทำผิดต่อ พ.ร.บ. จดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๕๐ ว่าไม่จดแจ้งการพิมพ์ ตามมาตรา ๒๕ ที่ตราว่า “ผู้ใดออกหนังสือพิมพ์โดยพนักงานเจ้าหน้าที่ยังไม่ได้รับจดแจ้งตามมาตรา ๑๑ ต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกิน ๖ เดือน ปรับไม่เกิน ๑๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” และ


๒) กระทำผิดต่อมาตรา ๙ ที่กำหนดว่า “ให้ผู้พิมพ์ ส่งสิ่งพิมพ์ ตามมาตรา ๘ จำนวน ๒ ฉบับให้กับหอสมุดแห่งชาติ ภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันเผยแพร่ แต่หอสมุดฯไม่เคยได้รับนสพ.ฉบับนี้เลย” ตามข่าวรายงาน

หนังสือพิมพ์นี้ที่ชื่อเต็มว่า “วิวาทะ ฉบับ ไทยเรดนิวส์” ขอชี้แจงตามข้อกล่าวหาดังนี้คือ


๑)เจตนา การออกหนังสือพิมพ์นี้ ถือว่าออกเป็นสื่อ ที่การประกันด้วยหลักแห่งสิทธิเสรีภาพในการคิด การเขียนและการสื่อสาร ตามกฎบัตรสหประชาชาติและรัฐธรรมนูญของประชาชน หนังสือพิมพ์ฉบับเริ่มแรก ที่เราตีพิมพ์ ชื่อ “Red News” หรือ “คนเสื้อแดง” ฉบับแรกพิมพ์ขาวดำ ออกครั้งแรก เมื่อวันที่ ๗ เมษายน ๒๕๕๒ ขนาดแท็บลอยด์ ๑๒ หน้า เป็นหนังสือพิมพ์เฉพาะกิจ ของกลุ่มคนเสื้อแดงเรียกร้องประชาธิปไตย เพื่อให้ข้อมูลข่าวสารด้านสังคมการเมือง เพื่อสื่อสารในการต่อสู้ เรียกร้องประชาธิปไตย ของคนเสื้อแดงที่ร่วมชุมนุมที่ทำเนียบรัฐบาล เพราะสื่ออื่นๆไม่เสนอข่าวสาร ตามความเป็นจริง ที่เห็นโดยกลุ่มคนที่เรียกร้องประชาธิปไตย โดยสงบและปราศจากอาวุธ


ต่อ มาเมื่อรัฐบาลอำมาตย์ ได้สลายการชุมนุมเมื่อ ๑๔ เมษายน ๕๒ สื่อหนังสือพิมพ์เรา จึงต้องหยุดไปพร้อมกับทีวี D-Station ที่ถูกปิดโดยเผด็จการ หลังจัดงานระดมทุนทำ นสพ.กันอีกเมื่อ ๒๓ พ.ค. ๕๒ ที่อิมพีเรียลลาดพร้าว ก่อนออก นสพ.ฉบับใหม่ เราได้ไปขอจดแจ้งตามกฎหมาย ในชื่อนสพ. “เรดนิวส์” หรือ “ไทยเรดนิวส์” หรือ “คนเสื้อแดง” ฯลฯ แต่หอสมุดแห่งชาติไม่อนุญาตให้จดแจ้ง โดยให้เหตุผลว่ามีชื่อพ้องกับที่คนอื่นได้จองชื่อไว้แล้ว


ต่อมา มีคนบางคนติดต่อเรา เพื่อขอเงินส่วยหลายแสนบาท เพื่อให้เราซื้อหัวหนังสือ ที่เขาจดแจ้งไว้ โดยไม่ได้ทำอะไร หอสมุดฯก็ช่วยอะไรไม่ได้ เพราะไม่มีระเบียบอะไร ไม่มีคำแนะนำอะไรให้หอสมุดดำเนินการอะไรอย่างใด กับผู้ที่จดจองชื่อไว้เฉยๆอีกด้วย


โดยที่พวกเราไม่ยินดีจ่าย เงินส่วย ให้พวกหาประโยชน์มิชอบที่มาขอส่วยค่าหัวหนังสือพิมพ์ เพราะไม่ใช่วิสัยเรา เราจึงได้ใช้หัวหนังสือพิมพ์ชื่อ “วิวาทะ” ที่ นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข เพื่อนร่วมงานเราได้ จดแจ้งตามกฎหมายไว้นานแล้ว จึงเป็นชื่อหนังสือนี้ตลอดมา โดยมีชื่อหนังสือพิมพ์เป็นทางการว่า “วิวาทะ ฉบับ ไทยเรดนิวส์” ดังที่เห็น เช่นเดียวกับหลายๆฉบับในท้องตลาดในวันนี้ ที่มีทั้งชื่อรองชื่อหลัก ด้วยเราต้องการทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย เราจึงใช้ชื่อหนังสือพิมพ์ว่า “วิวาทะ ฉบับไทยเรดนิวส์” มาตั้งแต่ต้น ตามที่ได้จดแจ้งไว้ และใช้มาจนบัดนี้ ขณะเดียวกัน เรากำลังเตรียมการเพื่อให้จดแจ้งชื่อใหม่นี้ให้ได้อีกด้วย จึงขอเรียนชี้แจงทุกท่านว่าเราจดแจ้งการพิมพ์แล้ว และพวกเราไม่ได้ทำผิดกฎหมาย มาตรา ๒๕ ตามที่ถูกกล่าวหาแต่อย่างใด
การ ที่รัฐบาลให้เจ้าหน้าที่ของรัฐไปแจ้งความที่กองปราบปราม โดยไม่มีการเตือนเป็นลายลักษณ์อักษรล่วงหน้านั้น จึงน่าจะเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยหน้าที่ ของเจ้าพนักงานของรัฐ ตามกฎหมายอีกด้วย อาจจะเป็นการเข้าใจผิด หรือเป็นเพราะความไม่รู้ หรือเพราะนโยบายปราบสื่อประชาธิปไตย ของรัฐบาลเผด็จการ ด้วยสาระหนังสือเราต่อต้านอำนาจกบฎและเผด็จการนั่นเอง
เราจึงขอให้คำ ชี้แจงนี้ เป็นการชี้แจงต่อ จนท.กองปราบปราม ให้ได้รับทราบความจริงด้วย และให้รู้ด้วยว่าพวกเราไม่ใช่อาชญากร ที่ทำการก่อการร้ายต่อใคร ต่อสังคมใด ยกเว้นเจตนาเพื่อล้มล้างอำนาจเผด็จการอำมาตยาธิปไตย เท่านั้น จึงไม่ประสงค์ให้สื่อมวลชนเทียมฉบับใด ที่เป็นทาสเผด็จการ แสดงความสะใจหรือดีใจออกนอกหน้า ที่เราถูกแจ้งจับ โดยไม่ได้กระทำผิด ขอพวกเราสื่อมวลชนทั้งหลาย ได้ช่วยกันพัฒนาจิตใจและยกระดับจรรยาบรรณวิชาชีพของพวกเราด้วยเถิด


๒) ตามกฎหมาย มาตรา ๘ ที่ให้เรานำส่งหนังสือพิมพ์ จำนวนสองฉบับให้หอสมุดแห่งชาตินั้น ก็ไม่เคยมีการแจ้ง เตือนหรือติดต่อใดๆ จากหอสมุดแห่งชาติ หรือจากใครมาก่อน ตามธรรมเนียมของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ปฏิบัติหน้าที่ เพื่อประโยชน์ของสาธารณะ อย่างตรงไปตรงมาเลย ทั้งๆที่เราไม่แน่ใจว่าท่าน ใช้มาตรฐานปฏิบัติต่อเรา เป็นมาตรฐานเดียว เช่นเดียวกับหนังสือพิมพ์ทุกฉบับหรือไม่ หอสมุดฯได้รับหนังสือพิมพ์ทุกฉบับที่ตีพิมพ์หรือไม่ อย่างไรก็ตามเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย หนังสือพิมพ์ “วิวาทะ ฉบับ ไทยเรดนิวส์” ได้นำส่งหนังสือพิมพ์เราทุกฉบับ ให้หอสมุดแห่งชาติแล้ว ตั้งแต่วันที่ ๑๑ มกราคม ๒๕๕๒ ถือว่าเราได้ทำตามกฎหมาย ที่ถูกแจ้งกล่าวหาไว้ในข้อสองแล้ว หวังว่าจะไม่มีสองมาตรฐาน


แท้ จริงแล้ว ข้อกล่าวหาของท่านนั้น เป็นไปตามกฎหมายใหม่ที่มีขึ้นทีหลังในยุคเผด็จการ ที่มีการเปลี่ยนแปลงผู้รับผิดชอบสื่อสิ่งพิมพ์ เป็นหอสมุดแห่งชาติ ด้วยกฎหมายที่เกิดจากอำนาจเผด็จการ ในปี พ.ศ. ๒๕๕๐ ซึ่งเป็นกฎหมายที่ออกโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่ผู้แต่งตั้งสมาชิกสภา คือพล อ.สนธิ บุณยรัตกลิน เป็นกฎหมายที่ตราขึ้นแทนกฎหมายเดิม ที่กรมตำรวจเป็นผู้รับผิดชอบมาก่อน ที่เราได้จดแจ้งไว้ จึงขอว่าท่านไม่ควรใช้กฎหมายนี้ย้อนหลังด้วย เพราะผิดต่อหลักนิติธรรม และหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เราขอให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ได้เคารพสิทธิเสรีภาพของคน ตามหลักแห่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยด้วย


จึงเรียนมาเพื่อชี้แจงให้ท่านสมาชิก และท่านผู้อ่านไทยเรดนิวส์ทราบ และขอให้เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลรวมทั้งกองปราบปราบ ได้กรุณาทราบด้วย

ด้วยจิตสำนึกรับผิดชอบต่อบ้านเมืองอย่างยิ่ง


(ดร.วิบูลย์ แช่มชื่น)
ผู้อำนวยการบริหาร
หนังสือพิมพ์ “วิวาทะ ฉบับ ไทยเรดนิวส์”

สังคมข่าวชาวเสื้อแดง(22ม.ค.):แค่คิดก็ผิดแล้ว

ที่มา Thai E-News


เสื้อแดงเอ๋ย...แค่คิดก็ผิดแล้ว-แค่แกนนำเสื้อแดง"คิด"ว่าจะไปชุมนุมทางเข้าสนามบินสุวรรณภูมิซัก 1 ชั่วโมงแล้วสลายตัว โดยไม่บุกเข้าไปยึดแบบที่พันธมิตรเคยยึดไว้นาน 1 สัปดาห์ ก็เจอพาดหัวข่าวขนาดนี้ แต่ไม่มีสื่อสำนักไหนเคยจี้ถามว่าผ่านไป 1 ปีกว่าแล้ว เมื่อไหร่จะจับผู้ก่อการร้ายพันธมิตรยึดสนามบินซะที



***สังคมข่าวชาวเสื้อแดง ประจำวันศุกร์ที่ 22 มกราคม 2552 พระสงฆ์องคเจ้ามีหนังสือมาถึง"นักข่าวชาวรากหญ้า"ขอเจริญพรญาติโยมผู้รักความเป็นธรรมทุกกลุ่มร่วมกันกับตัวแทนคณะสงฆ์แสดงความอาทรช่วยเหลือคุณดา ตอร์ปิโด โดยรวมกันยื่นหนังสือต่ออธิบดีกรมราชทัณฑ์ ในวันศุกร์ที่ 22 มค.2553 เวลา 10.30 น. ณ กรมราชทัณฑ์ คุกคลองเปรม 67/ 28 ถ.นนทบุรี 1 ต.สวนใหญ่ อ.เมือง จ.นนทบุรี เพื่อขอให้อนุญาตปล่อยตัวคุณดา ตอร์ปิโด ออกมารักษาตัวภายนอกชั่วคราวจากอาการฟันกรามอักเสบ ซึ่งต้องทำการผ่าตัดโดยด่วน งานนี้ขอพลังเสื้อแดงออกมากันมากๆเพื่อสวัสดิภาพสตรีผู้กล้าต่อความจริง ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล หากต้องการร่วมสนับสนุนค่ารักษาพยาบาล ค่าใช้จ่ายคุณดา ตอร์ปิโด สามารถโอนเข้าบัญชี
คุณดารณี ชาญเชิงศิลปกุล ธนาคารกสิกรไทย สาขาประดิพัทธ์ สะสมทรัพย์ 016-267560-5 หรือ บัญชี คุณกิตติชัย ชาญเชิงศิลปกุล ธนาคารกรุงศรีอยุธยา สะสมทรัพย์ 297-125805-5
สามารถโทรสอบถามรายละเอียดได้ที่ คุณกิตติชัย ชาญเชิงศิลปกุล (พี่ชายที่ดูแลทุกข์สุขคุณดา)Mobile 080-045-2818***

***คุณแป๊ะ บางสนาน เจ้าของโครงการ"สองขาเพื่อประชาธิปไตย"แจ้งมา เมื่อสองล้อหมุนไป ประชาธิปไตยต้องโต..ทีมสองขา ฯ ของเรามีแนวคิดเช่นนั้น เราจึงมุ่งมั่นอย่างไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค ไม่ว่าจะเป็นแสงแดดอันแผดร้อน ระยะทางอันยาวไกล หรือแม้กระทั่งพี่น้องที่มีความคิดต่างทางการเมือง

เราหวังจะสร้างความเข้าใจอันดีต่อพี่น้องที่พบเห็น ว่าคนเสื้อแดงต้องการประชาธิปไตย ต้องการอำนาจของเราคืน คนเสื้อแดง ที่ยังลังเลกล้าที่จะแสดงออก ภูมิใจในความเป็นคนเสื้อแดง คนเสื้อเหลืองและอื่น ๆ ได้หันกลับมาตั้งคำถามและเริ่มศึกษาคนเสื้อแดง

รูปที่ ๑. กลุ่มพี่น้องผู้รักความยุติธรรม นำโดยคุณสุวมาลย์ ฯ บริจาคจานรับสัญญาณดาวเทียมผ่านโครงการสองขา ฯ ให้กับพี่น้องจังหวัดชัยนาท มีคุณไก่ ภัทราวดี, คุณโอห์ม ชาตรี เป็นผู้รับ ท่านวีระ มุสิกพงษ์ ประธาน นปช. กรุณาเป็นผู้มอบ

รูปที่ ๒. ทีมสองขาเพื่อประชาธิปไตย ไปร่วมกิจกรรมที่ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี โดยเริ่มที่บ้านของแม่ป้อ พ่อดิน หมู่ที่ ๕ บ้านกล้วย อ.เขาย้อย ซึ่งในรูปพี่น้องจะเห็นว่าทางขวามือของท่านคือหญิงแกร่งหนึ่งเดียวในทีม ที่เป็นอดีตพนักงานของการบินไทย ที่รักประชาธิปไตยก็มาร่วมปั่นด้วย (แจ่มมมมเจง ๆ )

รูปที่ ๓. ก่อนถึง อ.ชะอำ ทีมได้เจอจักรยานของชาวนอร์เวย์ยางแตก พวกเราเลยช่วยกัน (ทำให้ช้าป่าววะ ฝรั่งถาม ๕๕๕) ก่อนถึงเป้าหมาย อ.ชะอำ มีต่อนะครับ ทริปนี้มันส์มาก เพราะพี่สาวคนสวย พี่ดารุณี กฤตบุญญาลัย มาแจมด้วยครับ วันนี้ลาก่อนนะครับ ฝากความคิดถึง ถึงพี่น้องสองขา ฯ ที่เชียงใหม่ต้วยเน้อ ว่าหมู่เฮาคิดฮอดหลาย ***

***โครงการนี้คือการรณรงค์ปั่นจักรยานไปทั่วประเทศเพื่อระดมทุนจัดซื้อจานดาวเทียมให้พี่น้องไทยในชนบทได้รับชมรายการโทรทัศน์เพื่อประชาธิปไตย แหวกม่านมายาสื่อกระแสหลักจอมบิดเบือนไร้ความเป็นกลางขาดจรรยาบรรณทั้งหลายแหล่ เพราะยังมีพี่น้องอีกมากที่ต้องการยาหยอดตาชนิดพิเศษ ที่หยอดแล้วเห็นความจริง ที่หยอดแล้วตาสว่าง

พี่น้องเสื้อแดงหรือพี่น้องที่สนใจร่วมรณรงค์กิจกรรม "สองขาเพื่อประชาธิปไตย" สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ร.ต.ธนะสิทธิ์ ฯ (พี่เล็ก) ๐๘๙-๒๒๘-๐๗๐๘ สำหรับพี่น้องที่มีจิตกรุณาบริจาคยาหยอดตา (จานรับสัญญาณดาวเทียม)ร่วมกับโครงการเชิญได้ที่


บัญชี ธ.กรุงไทย ๑๘๖ ๐๑๐ ๖๒๗๗ ออมทรัพย์ สาขาเซนต์หลุยส์ ซ.๓ (ชื่อบัญชี พิธาน ทรงกัมพล)
หรืออยากสอบถามรายละเอียดก็ตามเบอร์โทรที่แจ้งไว้***


***พบกับ 2 เวทีประชาธิปไตยเพื่อประชาชน ที่เชียงใหม่
- เวทีแรก ศูนย์ประสานงานกลาง นปช.แดงเชียงใหม่ ร่วมกับ กลุ่ม นปช.แดงดอยหล่อ ขอเรียนเชิญชาวเชียงใหม่ผู้รักประชาธิปไตย และผู้สนใจทุกท่าน ร่วมงานเวทีประชาธิปไตยเพื่อประชาชน ในวันศุกร์ ที่ 22 มกราคม 2553 เวลา 17.00 - 23.00 น. ณ บ้านศรีแดนเมือง ต.ยางคาม อ.ดอยหล่อ จ.เชียงใหม่ พบกับ ส.ส.ดร.สุนัย จุลพงศธร ( ที่จะวิ่งรอก ดอยหล่อ – กำแพงเพชร ) และวิทยากรจากเชียงใหม่อีกหลายท่าน งานนี้ส่งเสริมประชาธิปไตย ขับไล่อำมาตย์ ทวงคืนอำนาจของประชาชน สร้างขวัญกำลังใจให้มวลชน ที่อำเภอดอยหล่อ ร่วมกับ ศูนย์ฯ นปช.แดงเชียงใหม่***

*** เวทีที่ 2 ศูนย์ประสานงานกลาง นปช.แดงเชียงใหม่ ขอเรียนเชิญชาวเชียงใหม่ผู้รักประชาธิปไตยทุกท่าน ร่วมงานเวทีประชาธิปไตยเพื่อประชาชน ทุกเย็นวันเสาร์ 17.00 - 23.00 น. ณ ข่วงท่าแพ พบกับวิทยากรจากส่วนกลาง หมุนเวียนเปลี่ยนกันมา และวิทยากรจากเชียงใหม่อีกหลายท่าน ส่งเสริมประชาธิปไตย ขับไล่อำมาตย์ ทวงคืนอำนาจของประชาชน รวมใจชาวเชียงใหม่ทุกผู้คน ณ ข่วงท่าแพ ทุกเย็นวันเสาร์ ***


***เสื้อแดงอิลลินอยส์ ขอเชิญชาวเสื้อแดงในสหรัฐอเมริกา พูดคุย, ปรึกษา, ร่วมรัปประทานอาหาร Lunch, วันอาทิตย์ที่ 24 มกราคม 2010 นี้ ที่ร้านอาหาร Dharma Garden Thai 3109 W Irving Park (between Albany Ave & Troy St) Chicago, IL 60618 (773) 588-9140 เวลาประมาณ 11.10 น. งานนี้มีการระดมทุนเพื่อช่วยเหลือเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวในเฮติด้วยครับ รายละเอียดเพิ่มเติมดูที่ http://illinoisredshirts.blogspot.com/***

***กลุ่มกรรมกรแดงเพื่อประชาธิปไตย ขอเชิญร่วมกิจกรรม “พูดคุยสบาย สบาย สไตล์กรรมกรแดง”ในประเด็น : ประชาธิปไตยในประเทศไทยมีจริงหรือไม่ ? วันเสาร์ที่ 30 มกราคม 2553 เวลา 18.00-22.00 น. พบกับแกนนำกรรมกรแดงเพื่อประชาธิปไตย และ อธิการบดีสนามหลวง สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ณ บ้านปลดแอกตำนานเพื่อชีวิต (ใต้สะพานวงแหวนอุตสาหกรรม ถ.ปู่เจ้าสมิงพราย)ติดต่อสอบถามรายละเอียดและสำรองที่นั่งได้ที่ 087-7063092, 084-3840561***


***คิวกิจกรรมของทีมนปช.แดงทั้งแผ่นดิน วันนี้-สิ้นเดือนมกราคม 2553

ศุกร์ที่ 22 มกราคม 18.00-24.00 งานเลี้ยงโต๊ะจีน อำเภอประทาย นครราชสีมา ปราศรัยนำทีมโดย ณัฐวุฒิ,นิสิต,แรมโบ้,อริสมันต์,วันชนะ

เสาร์-อาทิตย์ที่ 23-24 มกราคม จะมีการชุมนุมใหญ่ที่สนามกอล์ฟเขาสอยดาว จ.จันทบุรี เนื่องจากคนเสื้อแดงเชื่อว่าที่ดินสนามกอล์ฟ 400 ไร่ ถูกครอบครองโดยกลุ่มนักธุรกิจที่มีพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีหนุนหลัง ทั้งนี้ยืนยันว่าจะชุมนุมโดยสงบ เพื่อทวงคืนสมบัติชาติ

อาทิตย์ที่24 มกราคม 18.00-24.00 น. ปราศรัยที่ปทุมธานี นำทีมโดยวีระ,จตุพร,ณัฐวุฒิ,แรมโบ้,อริสมันต์,วิภูแถลง,ชินวัฒน์

ศุกร์ 29 มกราคม 18.00-24.00 น. ปราศรัยที่อำเภออินทร์บุรี สิงห์บุรี นำทีมโดย ณัฐวุฒิ,อริสมันต์,แรมโบ้,เจ๋ง,วันชนะ,ไวพจน์,อุดมรัตน์,พายัพ

เสาร์30มกราคม 18.00-24.00 น. อำเภอเมือง กาญจนบุรี นำทีมปราศรัยโดยวีระ,จตุพร,ณัฐวุฒิ,อริสมันต์,พายัพ,วิสา,ไพจิตร

อาทิตย์ 31 มากราคม 18.00-24.00 อำเภอเมือง ขอนแก่น ปราศรัยใหญ่ถ่ายทอดสดพีเพิลแชนัล นำทีมโดยวีระ,จตุพร,ณัฐวุฒิ,อริสมันต์,พายัพ,วิสา,ไพจิตร,นิสิต,แรมโบ้,เจ๋ง ดอกจิก


***สถาบันปรีดี พนมยงค์ ร่วมกับ กองทุนเสรีไทย ชมรมโดมรวมใจ และ ชมรมเพื่อนจุฬาฯ จัดกิจกรรมในวาระเข้าสู่การครบรอบ ๖๕ ปี สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ ๒ วันอาทิตย์ที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๕๓

ขอเชิญผู้สนใจทั่วไปฟังการเสวนาและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ประวัติศาสตร์ หัวข้อ
“เมื่อ เสรีไทย ธรรมศาสตร์ – จุฬาอาสาศึก ๒๔๘๘”วิทยากร

ร.ต.ปราโมทย์ สูตะบุตร เสรีไทยสายจุฬาฯ
นายอุทัย สุจริตกุล เสรีไทยภายในประเทศ
นายบุญชู โรหิตะสุข เสรีไทยสายธรรมศาสตร์-จุฬาฯ
นายสุวรรณ ดาราวงษ์ เสรีไทยสายธรรมศาสตร์-จุฬาฯ
นายศุขปรีดา พนมยงค์ ทายาทเสรีไทย
ดำเนินรายการโดย สินธุ์สวัสดิ์ ยอดบางเตย


ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ โดย นักกิจกรรมเดือนตุลา ธรรมศาสตร์-จุฬา

เวลา ๑๒.๐๐ น. เชิญรับประทานอาหารกลางวันร่วมกัน (ห้องโถงชั้น ๒)
เวลา ๑๓.๐๐ น. ลงทะเบียน
เวลา ๑๓.๓๐-๑๖.๓๐ น. เสวนา-แลกเปลี่ยนประสบการณ์

ณ หอประชุมพูนศุข พนมยงค์สถาบันปรีดี พนมยงค์ ๖๕/๑ ถนนสุขุมวิท ๕๕ (ทองหล่อ) แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ ๑๐๑๑๐ โทรศัพท์ ๐๒-๓๘๑๓๘๖๐-๑ Email : banomyong_inst@yahoo.com, Website : www.pridiinstitute.com***

***กลับมาพบกันอีกครั้งกับการแข่งขันกอล์ฟเชื่อมความสามัคคีของเราชาวเสื้อแดงในครั้งที่ 3 จะจัดขึ้นในวันพุธที่ 20 มกราคม 2553 ที่สนามกอล์ฟ เลควูด บางนา หนึ่งในสนามชั้นนำของเมืองไทย และถูกใช้จัดการแข่งขันระดับอาชีพมาแล้วหลายครั้ง

การแข่งขันวันที่ 20 นี้ จัดให้มีการชิงถ้วย ฯพณฯ พตท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร และฯพณฯ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกฯ ของเรา โดยจัดแข่งขันในแบบ 36 system หักลบแต้มต่อ แบ่งออกเป็น Flight A B C Lady และ Senior

กติกาการแข่งขัน

1.จัดการแข่งขันแบบ Stroke Play 18 หลุม หักลบแต้มต่อ โดยใช้กฏ Lacal Rules
2. Flight A แต้มต่อ 0-9, Flight B 10-18, Flight C 19-36 และ Senior
อายุ 55 ปีขึ้นไป
3. กรณีผลคะแนนและแฮนดิแคปออกมาเท่ากัน จะใช้วิธี Count Back หาผู้ชนะ
4. ผู้เข้าแข่งขันจะต้องเขียนชื่อ-นามสกุลให้ชัดเจน และมีมาร์คเกอร์
5. ห้าม เขียนเครื่องหมายใดๆลงในสกอร์การ์ด ต้องเขียนคะแนนเป็นตัวเลขเท่านั้น
6. ต้องส่งสกอร์การ์ดก่อนเวลา 18.00 น.

** สกอร์การ์ดที่ไม่มีชื่อผู้แข่งขัน หรือ มีเครื่องหมายใดๆนอกจากตัวเลขคะแนน จะไม่ถูกนำมาคิดคะแนน **

รางวัลการแข่งขัน

1. ถ้วยรางวัลชนะเลิศของแต่ละ Flight จาก ฯพณฯ พตท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร และ ฯพณฯ สมชาย วงศ์สวัสดิ์
2. รางวัล Hole in One หลุมพาร์ 3 หลุมใดหลุมหนึ่งจะมีการแจ้งให้ทราบวันแข่งขัน
3. รางวัลตีใกล้ธงหลุมพาร์ 3 ทุกหลุม และ รางวัลตีไกล-ใกล้เส้นหลุม พาร์ 5
4. ของรางวัลจากการจับฉลากในงาน
การสมัครเข้าแข่งขัน
1. ดาวน์โหลดใบสมัครจาก ใบสมัครแข่งขันกอล์ฟ
2. สมัครผ่านทางอีเมล์ redshirtsgolfclub@gmail.com
3. ขอทราบรายละเอียดและสมัครแข่งขันได้ที่ โทร 089 669 3546 หรือ http://www.redshirtsgolf.com ***

***ขอเชิญเข้าร่วมแสดงความคิดเห็นและโต้แย้ง กับนักวิชาการไทยเสื้อเหลือง



กลุ่มคนไทยรักประชาธิปไตยในสหราชอาณาจักร ( www.konthaiuk.com ) โดย คุณวัฒนา เอ็บเบจช์ ร่วมกับ กลุ่ม REDSIAM โดย อาจารย์ใจ อึ้งภากรณ์

เนื่องจากสถานการณ์การเมืองในประเทศไทย เข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ และการบริหารประเทศของรัฐบาลชุดนี้ มีปัญหามากมาย ในเรื่อง คอรัปชั่น การใช้สองมาตรฐาน ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นที่ประจักษ์ต่อประชาชนชาวไทย และ ต่างประเทศ ดังนั้น รัฐบาลชุดนี้ จึงต้องส่งคน ไปเดินสายไปสร้างความชอบธรรมให้กับตนเองทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งในครั้งนี้ พวกเราคนเสื้อแดงที่รักประชาธิปไตยในประเทศอังกฤษ และ ภาคพื้นยุโรป ก็จะได้ต้อนรับ นักวิชาการไทยเสื้อเหลืองนำโดย คุณบวรศักดิ์ อุวรรณโณ และ คุณสุจิตร บุญบงการ

ดังนั้นจึง ขอเชิญชวน พี่น้องชาวสีแดงผู้รักประชาธิปไตยทุกท่าน ที่อยู่ใน ประเทศอังกฤษ และภาคพื้นยุโรป เข้าร่วมแสดงความคิดเห็นและโต้แย้ง และร่วมกันตั้งคำถามต่าง ๆ ที่รัฐบาลชุดนี้ ได้ทำร้าย และทำลายประเทศไทย

ในวัน ศุกร์ ที่ 29 มกราคม 2553

เวลา 17.30 -21.00 น.

ที่ at Brunei Gallery Lecture Theatre,

10 Thornhaugh Street Russell Square

London ประเทศอังกฤษ

จัดเป็นภาคภาษาอังกฤษ

ในงานนี้ จะได้พบกับ ดีเจ www.konthaiuk.com อาทิ เช่น DJ Shanamy , DJ Noi-Nah, DJ Cheeky , DJ Konpa และ สมาชิกคนไทยยูเค ที่อยู่ในประเทศอังกฤษ


ท่านที่สนใจจะเข้าร่วมกับเรา สามารถติดต่อได้ที่ คุณวัฒนา เอ็บเบจช์ (ป้าอุ๊, thaitiger) โทร +44-07780801763

พวกเราชาวสีแดงผู้รักประชาธิปไตยจะไม่ปล่อยให้นักวิชาการของอำมาตย์เสนอข่าวเท็จด้านเดียว ***

พิทักษ์ โตนวุฒิ: นักสู้เพื่อสิทธิชุมชนและปกป้องสิ่งแวดล้อม ยังอยู่ในหัวใจของเรา

ที่มา Thai E-News

โดย ประชา ธรรมดา
21 มกราคม 2553


ปัญหาวิฤตการณ์การจัดการทรัพยากรธรรมชาตินับวันมีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น

เนื่องจากการเข้ามาแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติโดยกลุ่มนายทุนอิทธิพลที่มีผลกระทบต่อชุมชนท้องถิ่นภ ายใต้การเอื้อประโยชน์จากรัฐผ่านนโยบายและกฏหมาย หรืออาศัยช่องโหว่ทางกฎหมาย ใช้อำนาจบาตรใหญ่ใช้อิทธิพลร่วมมือกับข้าราชการบางหน่วยบางคน ทำให้ชุมชนท้องถิ่นที่ออกมาปกป้องธรรมชาติต้องเผชิญกับความรุนแรงมากขึ้นยิ่งขึ้นเช่นกัน

ยามเย็นของวันที่ 17 พฤษภาคม 2544 นักสู้ลูกหลานของประชาชน "พิทักษ์ โตนวุฒิ" หรือ “พี่โจ” ของน้องๆชมรมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยรามคำแหง ขับมอเตอร์ไซค์กลับยังหมู่บ้าน ภายหลังกลับมาจากการปฏิบัติพันธกิจสำคัญ ประชุมเกี่ยวกับการออกเอกสารสิทธิ์โดยมิชอบให้กับโรงโม่หิน ที่ว่าการอำเภอเนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก เพื่อปกป้องสมบัติของแผ่นดิน

ยังมิทันถึงที่พักพิง"พิทักษ์ โตนวุฒิ" ถูกมือปืนสังหารอย่างเหี้ยมทมิฬ และสิ้นชีวิตลงในวันนั้น ภายหลังจากที่เขาได้เดินทางไกลมา ณ ดินแดนแห่งนี้


เขาได้เลือกทางเดินของชีวิต อุทิศตนเสียสละความสบายส่วนตน และความก้าวหน้าตามที่สังคมกำหนด มาร่วมสู้และได้ร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่ต่อสู้เพื่อพิทักษ์ปกป้องทรัพยากรธรรมชาติของประเทศชาติ เมื่อรัฐไทยได้มีนโยบายอนุมัติให้กลุ่มทุนเข้ามาสร้างโครงการโรงโม่หินที่ส่งผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม

"พิทักษ์ โตนวุฒิ" ชายหนุ่มจากบุรีรัมย์ อดีตประธานชมรมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยรามคำแหงได้ร่วมกับชาวบ้านคัดค้านโครงการดังกล่าวที่ลิดรอนสิทธิการของชาวบ้านคนท้องถิ่นในการควบคุมทรัพยากรธรรมชาติ หรือสิทธิชุมชน

"พิทักษ์ โตนวุฒิ" คงคิดว่าคนท้องถิ่นมีปัญหาในชีวิตให้ต้องต่อสู้ดิ้นรนมากมายอยู่แล้ว ไฉนต้องมีโครงการที่สร้างปัญหาเพิ่มเข้ามายัดเยียดให้อีกด้วยเล่า ในเมื่อโรงโม่หินที่มีอยู่แล้วก็ได้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมในชุมชนมากพอและไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ และก็ไม่เคยถามกันเลยว่า ชาวบ้านเขาต้องการหรือไม่

เมื่อรัฐและ เจ้าของโครงการไม่ฟังเสียงประชาชน พวกเขามีทางเลือกเดียวคือต้องต่อสู้

ท่ามกลางทุนนิยมโลกาภิวัตน์ มีประชาชนท้องถิ่นหลายพื้นที่ในสังคมไทยที่ต้องต่อสู้เหมือนเช่น "พิทักษ์ โตนวุฒิ " เนื่องจากภายใต้การพัฒนาตามกระเแสทุนนิยมโลกาภิวัฒน์ ที่รัฐได้มีนโยบายการพัฒนาที่สร้างผลกระทบต่อชุมชนท้องถิ่น การพัฒนาที่แย่งยึดปล้นชิงสมบัติของท้องถิ่นของประเทศชาติมาเป็นสมบัติส่วนตนของกลุ่มนายทุน โดยรัฐทำหน้าที่สนับสนุนเอื้อประโยชน์ให้

หรือมองทรัพยากรธรรมชาติเป็นเพียงสินค้าหากำไรมากกว่าคำนึงถึงต้นทุนทางธรรมชาติที่ควรรักษาไว้ให้ยั่งยืน เฉกเช่น กรณีการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นที่ทำลายป่าสักทองผืนสุดท้าย ซึ่งทำลายความหลายหลายของพันธุ์พืชและสัตว์ที่หายากประเมินค่าทางเศรษฐกิจหามิได้ กรณีการสร้างโรงไฟฟ้าลิกไนต์ ที่ก่อสารพิษให้กับคนชุมชนรอบข้าง และอีกหลายกรณีหลายพื้นที่เกิดทั่วหัวระแหงในสังคมไทย

แท้ที่จริงแล้วรัฐบอกให้พวกเขาต้องเสียสละเพื่อ "กลุ่มทุน" หาใช่เพื่อ "ชาติ" ไม่ ?

การตายของ "พิทักษ์ โตนวุฒิ" นอกจากกลุ่มนายทุนอิทธิพลที่จ้างมือปืนเข่นฆ่าแล้ว กล่าวได้หรือไม่ว่า นโยบายของรัฐเป็นบ่อเกิดรากเหง้าปัญหาสำคัญยิ่งในการสังหาร "พิทักษ์ โตนวุฒิ" แม้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับ 40 และ 50 ปัจจุบันจะบัญญัติไว้ว่า ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ รัฐต้องเคารพสิทธชุมชน แต่รัฐธรรมนูญจึงเป็นเพียงกระดาษอันว่างเปล่าหาได้เป็นกติกาการปกครองการบริหารของสังคมไทยอย่างแท้จริง ตราบใดที่อำนาจรัฐยังเมินเฉยแทนที่จะปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ

เราปฏิเสธไม่ได้ว่า ข้าราชการบางส่วนได้ร่วมมือกับกลุ่มนายทุน กลุ่มอภิสิทธิ์ชน ร่วมกันหาประโยชน์จากสมบัติสาธารณอย่างผิดกฎหมาย ที่เรียกกันว่ากลุ่มผู้มีอิทธิพลเกิดขึ้นควบคู่กับสังคมไทยมานมนานในการปล้นชิงทรัพยากรธรรมชาติ เช่น การทำไม้เถื่อน การออกเอกสารสิทธิ์โดยมิชอบ การรุกที่สาธารณะประโยชน์ ฯลฯ

เราปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่า ถ้ารัฐยังคงรวมศูนย์อำนาจโดยหน่วยงานเดียวไม่ว่า กรมป่าไม้ กรมที่ดิน สปก.กรมราชพัสดุ กรมชลประทาน เราจึงได้ยินข้อมูลข่าวสารว่า มีการออกเอกสารสิทธิ์โดยมิชอบที่ จ.ลำพูน จ.เชียงใหม่ จ.เชียงราย มีการรุกพื้นที่ป่าสาละวิน จ.แม่ฮ่องสอน กรณีการเช่าพื้นที่สวนปาล์มเกินกำหนดสัมปทานของนายทุน จ.กระบี่ จ.สุาษฎร์ธานี กรณีพื้นที่บ่อนอก-หินกรูด และอีกหลายพื้นที่ทำนองเดียวกัน

ท้ายสุด คงไม่มีใครปรารถนาให้การตายของ "พิทักษ์ โตนวุฒิ" นักรบผู้พิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของประเทศชาติสูญเปล่า รัฐต้องดำเนินการจับกุมมือปืนและผู้บงการอยู่เบื้องหลังหรือผู้มีอิทธิพล ให้ได้ และยุติการให้สัมปทานพื้นที่โดยเด็ดขาดไม่ว่าเพื่อโรงโม่ หรือเพื่อโครงการอื่นๆของรัฐ เช่น เขื่อน โดยไม่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกระบวนการพิจารณา

และถ้าสังคมไทยไม่ต้องการให้มีการสูญเสียอีกต่อไป ต้องผลักดันให้รัฐไทยคืนอำนาจในจัดการ ทรัพยากรธรรมชาติ ให้ชุมชนท้องถิ่นและประชาชนมีส่วนร่วมตรวจสอบถ่วงดุลได้อย่างแท้จริง

ขอคาระจิตวิญญาณ "พิทักษ์ โตนวุฒิ" นักสู้ผู้อยู่ในหัวใจประชาชนชั่วนิรันดร์

0000

กำหนดการฌาปนกิจศพ นายพิทักษ์ โตนวุฒิ

ตั้งศพบำเพ็ญกุศล ณ ศาลาวัดบ้านชมภู ตำบลชมพู อำเภอเนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก วันที่ ๒๑-๒๕ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๕๓

เวลา ๒๐.๐๐ น.พระสงฆ์สวดอภิธรรม

วันที่ ๒๑ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๕๓

บรรจุศพ-สวดอภิธรรม

วันที่ ๒๒ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๕๓

ติดตามผลการดำเนินงานแก้ไขปัญหา ณ จังหวัดพิษณุโลก

วันที่ ๒๓ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๕๓

ลงศึกษาพื้นที่ต้นน้ำคลองชมภู/ชมนิทรรศการ

วันที่ ๒๔ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๕๓

เวลา ๑๐.๐๐ น. เวทีเสวนา “บทเรียน มาตรการปกป้องนักต่อสู้และ

ชุมชนในสงคราการแย่งชิงทรัพยากร”

เวลา ๑๓.๐๐ น.พิธีรำลึก ประกาศเจตนารมณ์ “พิทักษ์ โตนวุธ”

เวลา ๑๔..๐๐ น.พิธีฌาปนกิจศพ

Thursday, January 21, 2010

วันพฤหัสบดีที่ 21 มกราคม พ.ศ.2553

แดงบุกราชเลขาฯ ถามคืบหน้า ฎีกาอภัยโทษแม้ว

ปิดเงียบข่าวเอ็ม-79 ยิงถล่มห้องทำงานผบ.ทบ. เพิ่มรปภ.ขั้นสูงสุดอนุพงษ์ "เสธ.แดง"ชี้ฝีมือ"นักรบโรนิน"

ป่าไม้สรุป พล.อ.สุรยุทธ์ขาดคุณสมบัติครองเขายายเที่ยง

ค้างเขมรเติมน้ำมัน แม้วมาแล้ว ปัดติวสส.เพื่อไทย

ไฮโซหลุดโลก "ดารณี กฤตบุญญาลัย" เฮ! พ้น"ล้มละลาย"แล้ว หลังถูกศาลพิพากษาไปเมื่อ 3 ปีก่อน

ป่าไม้ตะเพิด"สุรยุทธ์"พ้นเขายายเที่ยง แดงขู่บุก"ศิริราช" ถวายรายงานปมที่ดิน ประกาศค้างเขาสอยดาว 1คืน

หยุด! ชี้นำศาล

เพื่อไทย-เสื้อแดง

ง้างปากยุทธ์คายยายเที่ยง มาร์คเมินคนจนโดนฆ่าคาที่สปก.

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
21 มกราคม 2553

ยุทธต้องคืนเขายายเที่ยง ป่าไม้ลงมติ ต้องออกใน30วัน

เมื่อวันที่ 20 ม.ค. ที่กรมป่าไม้ มีการประชุมคณะอนุกรรมการตรวจสอบสำนวนร่วมระหว่างกรมป่าไม้กับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรณีการครอบครองที่ดินเขายายเที่ยงของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี โดยมีนายสมชัย เพียรสถาพร อธิบดีกรมป่าไม้ เป็นประธานการประชุม ใช้เวลาหารือนานกว่า 2 ชั่วโมง หลังเสร็จสิ้นการประชุม นายสมชัยได้ลงนามในหนังสือสรุปผลตรวจ สอบข้อเท็จจริงระบุว่า พล.อ.สุรยุทธ์ไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินจัดสรรดังกล่าวตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 29 เม.ย. 2518 ที่ให้จัดสรรที่ทำกินเพื่อการเกษตร โดยไม่สามารถซื้อขาย ยกเว้นตกทอดถึงลูกหลานได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขั้นตอนต่อไปนายสมชัยจะนำเสนอผลสอบของคณะกรรมการต่อนายสุวิทย์ คุณกิตติ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รับทราบต่อไป จากนั้นนายสุวิทย์จะต้องแจ้งกับ พล.อ.สุรยุทธ์เพื่อรับทราบผลการสอบ และหลังจากที่ได้รับหนังสือแจ้งแล้ว พล.อ.สุรยุทธ์จะต้องออกจากพื้นที่ภายใน 30 วัน รวมทั้งต้องรื้อถอนทรัพย์สินออกให้หมด อย่างไรก็ตาม พล.อ. สุรยุทธ์สามารถอุทธรณ์ได้ภายใน 15 วัน


ตอกย้ำสองมาตราฐาน“มาร์ค” ไม่สนแก้ปัญหาที่ดินคนจนสุราษฎร์ธานี

ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย (คปท.) หลายร้อยคนปักหลักชุมนุมข้างทำเนียบรัฐบาลเป็นวันที่สอง เพื่อเร่งรัดการแก้ไขปัญหาที่ชัดเจนจากนายอภิสิทธิ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี วานนี้ (20 ม.ค.53) เมื่อเวลา 12.30 น. ได้มีการประชุมคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดิน ส.ป.ก. ในคณะกรรมการอำนวยการเพื่อแก้ไขปัญหาของเครื่อข่ายปฎิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย โดยมีนายอภิสิทธิ์ร่วมประชุมเพื่อพิจารณาข้อเสนอของทางเครือข่ายเป็นเวลา 20 นาที

ไม่มีความชัดเจนในข้อเรียกร้องสำคัญที่เกี่ยวข้องกับอนาคตของคนจนไร้ที่ดิน เครือข่ายปฏิรูปที่ดินฯ ประสบความสำเร็จในการเจรจาครั้งนี้น้อยมาก โดยในข้อเรียกที่ให้ทางรัฐบาลช่วยเหลือเยียวยาความสูญเสียแก่ครอบครัวนายสมพร ผู้เสียชีวิตจากการเรียกร้องสิทธิในที่ดินทำกิน ที่ทางภาครัฐควรต้องร่วมรับผิดชอบต่อการสูญเสียอันเนื่องมาจากความล่าช้าในการแก้ปัญหา ในครั้งนี้ด้วย แต่นายกรัฐมนตรีกลับตอบว่า เรื่องดังกล่าวทางเครือข่ายปฏิรูปที่ดินฯ ควรไปเจรจากับกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

ในส่วนข้อเรียกร้องที่ว่า ให้ประกาศให้พื้นที่ในเขต ส.ป.ก.จังหวัดสุราษฎร์ธานี ทุกพื้นที่ที่เป็นสมาชิกของเครือข่ายปฎิรูปที่ดินฯ อยู่อาศัย เป็นพื้นที่คุ้มครองพิเศษด้านความปลอดภัยทั้งชีวิตและทรัพย์สิน จนกว่ารัฐบาลจะดำเนินการแก้ไขปัญหาแล้วเสร็จ โดยให้มีมาตรการในการดำเนินงานอย่างชัดเจน และเพื่อการยุติข้อขัดแย้งและความรุนแรงให้ดำเนินการปฏิรูปที่ดินในพื้นที่ดังกล่าวตามแนวทางโฉนดชุมชน

ทางนายกรัฐมนตรีบอกว่ากรณีนี้ต้องไปคุยกับอัยการ เนื่องจากขณะนี้ที่ดิน ส.ป.ก.ส่วนใหญ่อยู่ในกระบวนการฟ้องร้องทางคดีระหว่าง ส.ป.ก.กับบริษัทเอกชน และเป็นอำนาจของศาลในการพิจารณาคดี ในส่วนของรัฐบาลไม่สามารถเข้าไปก้าวก่ายได้ เพราะรัฐบาลต้องดำเนินการทุกอย่างภาคใต้ของกฎหมาย

ขณะที่ตัวแทนเครือข่ายปฏิรูปที่ดิน กำลังพูดนำเสนอข้อมูลอยู่ นายกได้รีบเดินออกจากห้องประชุมไป ซึ่งนายกรัฐมนตรีควรจะฟังให้จบก่อน เพราะไม่ใช่แต่เวลาของนายกคนเดียวที่มีค่า เวลาของชาวบ้านทุกคนที่มาร่วมกันเรียกร้องการแก้ไขปัญหาก็มีค่าเช่นเดียวกัน

กระบวนการทางคดีต่อผู้ที่มีอำนาจ มีเงิน มีนายทุน หรือผลประโยชน์หนุนหลังอยู่เป็นที่รู้กันว่าจะมีความล่าช้า ดังกรณีที่ดินแปลงที่ ส.ป.ก.ฟ้องต่อ บริษัทจิวกังจุ้ย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่นายสมพรเสียชีวิต ศาลได้ตัดสินให้ ส.ป.ก.ชนะคดีในชั้นต้น แต่ขณะนี้ 2 ปีกว่ายังไม่มีคำตัดสินจากศาลอุทธรณ์ และไม่มีใครกล้าไปก้าวก่าย หรือวิพากษณ์วิจารณ์การทำงานของศาล

กระบวนการจึงมีความเชื่องช้า ไม่สามารถกำหนดได้ และในความล่าช้าดังกล่าวไม่มีใครมายืดอกรับรองว่าชาวบ้านสามารถจะกลับไปใช้ชีวิตอยู่ในชุมชนต่างๆ ได้โดยปลอดภัย แม้แต่นายกรัฐมนตรี ซึ่งตรงนี้แสดงให้เห็นถึงสิ่งที่สื่อมวลชนวิพากษ์วิจารณ์ผู้นำสูงสุดฝ่ายบริหารว่าหล่อหลักลอย เพราะไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาได้ ไม่มีความกล้าหาญและไร้สภาวะความเป็นผู้นำ

การที่ฝ่ายการเมืองไม่กล้าเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกลุ่มผลประโยชน์การเมืองใน จ.สุราษฎร์ธานี ถือเป็นการประกาศลอยแพประชาชน และเท่ากับบอกกับกลุ่มอิทธิพลในพื้นที่ว่าจะทำอย่างไรกับประชาชนที่ต่อสู้เพื่อการปฎิรูปที่ดินก็ได้ตามสบาย เพราะรัฐบาลนี้ไม่สามารถพึ่งพาได้

และไม่รู้ว่าที่ดินในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี จะมีอภิสิทธิ์ชนคนใดหนุนหลังนายทุนอิทธิพลอยู่หรือนายทุนอิทธิพลเกี่ยวข้องกับนักการเมืองฝ่ายอำมาตยาธิไตยเกี่ยวข้องกับบริษัทที่ยึดครองที่ดินหรือไม่? คงต้องตรวจสอบกัน

แต่ที่แน่ๆก็คือนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เคยบอกว่ารัฐบาลจะแก้ไขปัญหาที่ดินให้คนจน โดยการทำโฉนดชุมชน จึงเป็นเพียงแต่ลมปาก โวหารสร้างภาพเท่านั้นเอง และนายกอภิสิทธิ์ก็ตอย้ำถึงสองมาตรฐานอีกด้วย เพราะเขาไม่มีเวลาให้คนจนไร้ที่ดิน เวลาของคนเขามีค่าสำหรับอภิสิทธิ์ชน นายทุนหนุนหลังเขา และเหล่าอำมาตยาธิปไตยมากกว่าคนจนๆ

ทำไมชาว เฮติ ถึงยากจน ขณะที่ประชาชนถูกซ้ำเติมด้วยแผ่นดินไหว?

ที่มา Thai E-News


โดย ใจ อึ๊งภากรณ์


คำตอบสั้นๆคือ “จักรวรรดินิยม” เพราะภายใต้อิทธิพลของจักรวรรดินิยมชาว เฮติ ถูกนำมาเป็นทาส ถูกปล้น ถูกกดขี่โดยเผด็จการ และเกาะเขาถูกยึดครองโดยทหารสหรัฐสามครั้ง

เกาะที่เดิมชื่อ Hispaniola ในทะเลแคริเบียนถูกแบ่งระหว่างสเปนกับฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 1697 และภายใต้ระบบทาสในไร่อ้อยเกาะนี้สร้างความร่ำรวยมหาศาลให้กับชนชั้นปกครองยุคกษัตริย์ของฝรั่งเศส

แต่ในปี 1791 ซึ่งตรงกับช่วงการปฏิวัติล้มเจ้าของฝรั่งเศสเอง ทาสทั้งหลายในเฮติได้ลุกฮือกบฏ และสร้างกองทัพเพื่อปลดแอกตนเอง ผู้นำสำคัญของกองทัพทาสคือ Toussaint L’Ouverture

และในที่สุด หลังจากการต่อสู้กับกองทัพจากอังกฤษและประเทศอื่น ที่ต้องการฟื้นฟูระบบทาส ชาวเฮติก็ได้รับชัยชนะ มีการยกเลิกทาส และประกาศให้เป็นประเทศอิสระภายใต้การปกครองของอดีตทาส

อย่างไรก็ตามในปี 1825 รัฐบาลฝรั่งเศสบังคับให้เฮติจ่าย “ค่าชดเชยสำหรับสมบัติของฝรั่งเศสที่เสียไป” ถึง 150 ล้าน ฟรัง ซึ่งมีผลสำคัญที่ทำให้เฮติติดกับดักหนี้สินมาจนถึงทุกวันนี้

ในปี 1915 สหรัฐอเมริกาส่งทหารมายึดครองเฮติ และในเวลาต่อมาสหรัฐจะส่งทหารบุกเกาะนี้อีกสองครั้ง ในปี 1957 (ปีที่จอมพลสฤษดิ์ทำรัฐประหารในไทย)

สหรัฐให้การสนับสนุนกับเผด็จการโหดร้ายของ Papa Doc Duvalier เพราะสหรัฐมองว่าเป็นแนวร่วมสำคัญในการต่อต้านคอมมิวนิสต์

Papa Doc ชอบให้ประชาชนเรียกเขาว่า “พ่อ” และกดขี่ควบคุมประชาชนด้วยกองกำลังอันธพาลชื่อ Tonton Macoute

หลังจากที่ Papa Doc ตายในปี 1971 ลูกชายที่ทุกคนเรียกว่า “Baby Doc” ก็สืบทอดอำนาจพร้อมกับได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐต่อไป

พวกอภิสิทธิ์ชนของเฮติในปัจจุบัน ประกอบไปด้วยตระกูลที่ได้ดิบได้ดีในยุคนี้ บวกกับพวกนายทหารชั้นสูง และพ่อค้า พวกนี้กอบโกยความร่ำรวยในขณะที่ประชาชนยากจน ทุกวันนี้อัตราค่าจ้างขั้นต่ำอยู่ในระดับต่ำกว่า 60 บาทต่อวัน แต่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่มีงานทำและรายได้ต่ำกว่านี้

ในปี 1986 มีการลุกฮือของมวลชนที่สามารถโค่นล้มเผด็จการ Baby Doc นี่คือจุดเริ่มต้นของขบวนการ “Lavalas” ซึ่งชื่อ Lavalas หมายถึง “น้ำป่าท่วม” หรือ “มวลประชาชน” และเป็นขบวนการของคนยากคนจนที่ต้องเผชิญหน้ากับอภิสิทธิ์ชน หรืออำมาตย์

ผู้นำขบวนการนี้เป็นพระศาสนาคริสต์ชื่อ Jean-Bertrad Aristad และในปี 1990 Aristad ชนะการเลือกตั้งและขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีด้วยเสียงจากประชาชน 67%


คนยากคนจนแห่กันไปเลือกเขา เพราะเขาเสนอนโยบายปฏิรูปสังคมที่จะกระจายรายได้และสร้างความเป็นธรรม และแน่นอนพวกอำมาตย์เกลียดชังและโกรธแค้นในชัยชนะของ Aristad และทำทุกอย่างเพื่อขัดขวางการทำงานของรัฐบาล

ในที่สุดเพียงหนึ่งปีหลังจากการเลือกตั้ง Aristad ถูกรัฐประหารทหารโค่นล้มไป พวกอำมาตย์ที่ล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งได้รับการสนับสนุนแบบลับๆ จากสหรัฐอเมริกา

ในปี 1994 กองทัพได้บุกเข้าไปสังหารคนจนในสลัม และในที่สุดปัญหาความไม่สงบนี้กลายเป็นข้ออ้างของรัฐบาลสหรัฐภายใต้ประธานาธิบดี Bill Clinton ที่จะส่งทหารบุกเฮติเป็นครั้งที่สอง

ในช่วงนี้อดีตประธานาธิบดี Aristad ที่ลี้ภัยอยู่ต่างประเทศ ถูกสหรัฐกดดันให้ยอมรับข้อตกลงพิษ สหรัฐสัญญาว่าจะให้กลับมาดำรงตำแหน่งได้ แต่เงื่อนไขคือจะต้องใช้นโยบายเศรษฐกิจเสรีนิยมตามคำสั่งของธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ นโยบายดังกล่าวระบุว่าต้องตัดงบประมาณรัฐที่ลดราคาสินค้าจำเป็นให้คนจน ต้องมีการตัดสวัสดิการทุกอย่างและขายรัฐวิสาหกิจให้เอกชน ประชาชนที่ยากจนอยู่แล้วจึงยิ่งยากลำบากมากขึ้น

อดีตประธานาธิบดี Clinton ที่บังคับใช้นโยบายนี้ และผู้ส่งทหารเข้าไปยึดครองเฮติ เป็นผู้ที่ถูกเสนอมาในยุคนี้ว่าจะประสานการแก้ปัญหาจากแผ่นดินไหว

สหรัฐอนุญาตให้ Aristad ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีแค่หนึ่งปี และห้ามลงสมัครรับเลือกตั้งหลังจากนั้น ต้องรออีกห้าปี พร้อมกันนั้นนโยบายเสรีนิยมที่ถูกนำมาใช้ได้ทำลายขบวนการ Lavalas จนเสื่อมไปจากเดิม คนจนส่วนใหญ่เริ่มหมดกำลังใจ

แต่อย่างไรก็ตามในปี 2000 Aristad ลงสมัครและชนะการเลือกตั้งอีกครั้ง

หลังชัยชนะครั้งที่สองของ Aristad พวกอภิสิทธิ์ชนหรืออำมาตย์ก็เปิดศึกจับอาวุธเพื่อโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ฝ่ายอำมาตย์ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐและฝรั่งเศส

และที่น่าสลดใจคือได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า “ประชาสังคม” และองค์กรเอ็นจีโอสากลอีกด้วย

กลุ่มที่อ้างว่าเป็น “ประชาสังคม” แท้ที่จริงเป็นกลุ่มของนักธุรกิจและนายทุนที่คัดค้านการกระจายรายได้และการปฏิรูปสังคม ส่วนเอ็นจีโอสากลมีบทบาทในการให้บริการกับประชาชนแทนรัฐบาลที่ไม่มีเงิน

เงินทุนของเอ็นจีโอเหล่านี้ได้มาจากรัฐบาลสหรัฐและคานาดา และวิถีชีวิตของนักเอ็นจีโอไม่ต่างจากวิถีชีวิตของคนชั้นสูงในขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ยากจน

ในที่สุดมีการทำรัฐประหารครั้งที่สองเพื่อล้ม Aristad ในปี 2004 (สองปีก่อนรัฐประหาร ๑๙ กันยาในไทย) และพวกประชาสังคมและเอ็นจีโอก็สนับสนุนรัฐประหาร (ไม่ต่างจากไทย) อย่างไรก็ตามมีนักเอ็นจีโอรากหญ้าในองค์กรเล็กๆ บางแห่งที่ใกล้ชิดประชาชนซึ่งเข้าข้าง Lavalas และประชาธิปไตย

Aristad ถูกขับออกนอกประเทศอีกครั้งในเครื่องบินของสหรัฐ และรัฐบาลสหรัฐภายใต้ George Bush ก็สั่งให้ทหารยึดครองเฮติเป็นครั้งที่สาม หลังจากนั้นสหรัฐโอนอำนาจทางทหารให้สหประชาชาติ และกองกำลังสหประชาชาติก็ถูกใช้ในการปราบปราบขบวนการ Lavalas

เราไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมประชาชนเกาะเฮติถึงยากลำบากแบบนี้ และเรื่องราวของเฮติมีบทเรียนหลายอย่างเกี่ยวกับ จักรวรรดินิยม นโยบายเสรีนิยม บทบาทสหประชาชาติ และท่าทีของเอ็นจีโอกระแสหลักต่อประชาธิปไตย

โชคดีจังเลยที่ประเทศไทยไม่ได้เหมือนเฮติเพราะเรามีระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ซึ่งปกป้องโดยทหาร พันธมิตรและพรรคประชาธิปัตย์!!

แหล่งข้อมูลและอ่านเพิ่ม: Peter Hallward (2007) Damming the Flood. Haiti, Aristide, and the Politics of Containment. Verso, London, New York.


--
ติดตามผลงานของใจอึ๊งภากรณ์

http://siamrd.blog.co.uk/
http://wdpress.blog.co.uk/
http://redsiam.wordpress.com/

คปท.ฉะ “มาร์ค” ไร้สภาวะความเป็นผู้นำ ลอยแพชาวบ้านให้สู้ปัญหาเอาเอง

ที่มา ประชาไท

ความคืบหน้ากรณีเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย (คปท.) หลายร้อยคนปักหลักชุมนุมข้างทำเนียบรัฐบาลเป็นวันที่สอง เพื่อเร่งรัดการแก้ไขปัญหาที่ชัดเจนจากนายอภิสิทธิ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี วานนี้ (20 ม.ค.53) เมื่อเวลา 12.30 น. ได้มีการประชุมคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดิน ส.ป.ก. ในคณะกรรมการอำนวยการเพื่อแก้ไขปัญหาของเครื่อข่ายปฎิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย โดยมีนายอภิสิทธิ์ร่วมประชุมเพื่อพิจารณาข้อเสนอของทางเครือข่ายเป็นเวลา 20 นาที

สืบเนื่องจาก การเจรจาระหว่างผู้แทนของเครือข่ายปฏิรูปที่ดินฯ กับตัวแทนสำนักนายกรัฐมนตรี นำโดยนายสาธร วงศ์หนองเตยที่เมื่อวันที่ 19 ม.ค.ที่ผ่านมา ไม่มีความชัดเจนในข้อเรียกร้องสำคัญที่เกี่ยวข้องกับอนาคตของคนจนไร้ที่ดิน ในเรื่องรูปธรรมของการปฎิรูปที่ดินตามแนวทางโฉนดชุมชน อีกทั้งปัญหาความรุนแรงในพื้นที่ หลังจากที่นายสมพร พัฒนภูมิ ชาวชุมชนคลองไทร อ.ชัยบุรี จ.สุราษฎร์ธานี สมาชิกเครือข่ายปฏิรูปที่ดินฯ ถูกยิงเสียชีวิต ก็ยังไม่หลักประกันเรื่องความปลอดภัยใดๆ ให้แก่ชาวบ้าน ทำให้ต้องมีการชุมนุมข้ามคืนข้างทำเนียบเพื่อรอเจรจาแก้ปัญหาปัญหาร่วมกับนายก

โดยในส่วนข้อเสนอที่สำนักนายกฯ ได้รับปากตามดำเนินการ คือ ในกรณีการเสียชีวิตของนายสมพร สำนักนายกฯ จะสั่งการให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI เป็นผู้ดำเนินการสอบสวนคดีที่เกิดขึ้น และกำหนดให้มีการจัดประชุมคณะกรรมการอำนวยการเพื่อแก้ไขปัญหาของเครือข่ายปฏิรูปที่ดินฯ ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2553 เพื่อนำเสนอผลการดำเนินงานที่ผ่านมา และหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาของเครือข่ายปฏิรูปที่ดินฯ ต่อไป อีกทั้งกำหนดให้มีการจัดประชุมคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดิน ส.ป.ก. โดยมี นายอภิสิทธิ์ เป็นประธานในที่ประชุม ในครั้งนี้ด้วย

หลังจากการประชุมนานเกือบ 4 ชั่วโมง นายสุรพล สงฆ์รักษ์ สหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ (สกต.) ได้ชี้แจงผลการประชุมต่อชาวบ้านที่มาชุมนุมว่า เครือข่ายปฏิรูปที่ดินฯ ประสบความสำเร็จในการเจรจาครั้งนี้น้อยมาก โดยในข้อเรียกที่ให้ทางรัฐบาลช่วยเหลือเยียวยาความสูญเสียแก่ครอบครัวนายสมพร ผู้เสียชีวิตจากการเรียกร้องสิทธิในที่ดินทำกิน ที่ทางภาครัฐควรต้องร่วมรับผิดชอบต่อการสูญเสียอันเนื่องมาจากความล่าช้าในการแก้ปัญหา ในครั้งนี้ด้วย แต่นายกรัฐมนตรีกลับตอบว่า เรื่องดังกล่าวทางเครือข่ายปฏิรูปที่ดินฯ ควรไปเจรจากับกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

ในส่วนข้อเรียกร้องที่ว่า ให้ประกาศให้พื้นที่ในเขต ส.ป.ก.จังหวัดสุราษฎร์ธานี ทุกพื้นที่ที่เป็นสมาชิกของเครือข่ายปฎิรูปที่ดินฯ อยู่อาศัย เป็นพื้นที่คุ้มครองพิเศษด้านความปลอดภัยทั้งชิวิตและทรัพย์สิน จนกว่ารัฐบาลจะดำเนินการแก้ไขปัญหาแล้วเสร็จ โดยให้มีมาตรการในการดำเนินงานอย่างชัดเจน และเพื่อการยุติข้อขัดแย้งและความรุนแรงให้ดำเนินการปฏิรูปที่ดินในพื้นที่ดังกล่าวตามแนวทางโฉนดชุมชน ทางนายกรัฐมนตรีบอกว่ากรณีนี้ต้องไปคุยกับอัยการ เนื่องจากขณะนี้ที่ดิน ส.ป.ก.ส่วนใหญ่อยู่ในกระบวนการฟ้องร้องทางคดีระหว่าง ส.ป.ก.กับบริษัทเอกชน และเป็นอำนาจของศาลในการพิจารณาคดี ในส่วนของรัฐบาลไม่สามารถเข้าไปก้าวก่ายได้ เพราะรัฐบาลต้องดำเนินการทุกอย่างภาคใต้ของกฎหมาย แต่ก็ได้เสนอตัวที่จะไปร่วมกับตัวแทนเครือข่ายฯ เพื่อไปชี้แจงและหารือกับอัยการในการหาทางออก

นายสุรพลแสดงความเห็นว่า การพานายกไปด้วยคงเป็นไปได้ยาก เพราะในขณะที่นายบุณยฤทธิ์ ภิรมย์ ชาวบ้านชุมชนสันติพัฒนา ตัวแทนสหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ กำลังพูดนำเสนอข้อมูลอยู่ นายกได้รีบเดินออกจากห้องประชุมไป ทั้งนี้โดยส่วนตัวเข้าใจว่านายกต้องรีบเนื่องจากติดภาระกิจซึ่งก็ได้มีการแจ้งไว้ก่อนหน้านี้แล้ว แต่ก็น่าจะฟังให้จบก่อน เพราะไม่ใช่แต่เวลาของนายกคนเดียวที่มีค่า เวลาของชาวบ้านทุกคนที่มาร่วมกันเรียกร้องการแก้ไขปัญหาก็มีค่าเช่นเดียวกัน

เขากล่าวด้วยว่า ในส่วนกระบวนการทางคดีต่อผู้ที่มีอำนาจ มีเงิน มีนายทุน หรือผลประโยชน์หนุนหลังอยู่เป็นที่รู้กันว่าจะมีความล่าช้า ดังกรณีที่ดินแปลงที่ ส.ป.ก.ฟ้องต่อ บริษัทจิวกังจุ้ย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่นายสมพรเสียชีวิต ศาลได้ตัดสินให้ ส.ป.ก.ชนะคดีในชั้นต้น แต่ขณะนี้ 2 ปีกว่ายังไม่มีคำตัดสินจากศาลอุทธรณ์ และไม่มีใครกล้าไปก้าวก่าย หรือวิพากษณ์วิจารณ์การทำงานของศาล ดังนั้นกระบวนการจึงมีความเชื่องช้า ไม่สามารถกำหนดได้ และในความล่าช้าดังกล่าวไม่มีใครมายืดอกรับรองว่าชาวบ้านสามารถจะกลับไปใช้ชีวิตอยู่ในชุมชนต่างๆ ได้โดยปลอดภัย แม้แต่นายกรัฐมนตรี ซึ่งตรงนี้แสดงให้เห็นถึงสิ่งที่สื่อมวลชนวิพากษ์วิจารณ์ผู้นำสูงสุดฝ่ายบริหารว่าหล่อหลักลอย เพราะไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาได้ ไม่มีความกล้าหาญและไร้สภาวะความเป็นผู้นำ

“พวกเราให้เกียรติมาก มากันประมาณ 700 คนเพื่อมาคุยกับบุคคลสำคัญเพียงคนเดียว เรามารออยู่ 1 วันกับ 1 คืนที่ผ่านมา วันนี้เป็นวันที่ 2 เราจึงจะได้พบเพียงไม่ถึงครึ่งชั่วโมง เพื่อที่จะฟังคำตอบว่าเรื่องนี้ให้ไปกรมพัฒนาสังคม เรื่องนี้ไปอัยการสูงสุด และเรื่องนี้ยังทำไม่ได้ต้องรอศาล ต้องรอให้ศาลตัดสินสัยก่อน ส.ป.ก.จึงจะนำที่ดินเข้าสู่การปฎิรูปได้” นายสุรพลกล่าว

นายสุรพลกล่าวต่อมาว่าการที่ฝ่ายการเมืองไม่กล้าเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกลุ่มผลประโยชน์การเมืองใน จ.สุราษฎร์ธานี ถือเป็นการประกาศลอยแพประชาชน และเท่ากับบอกกับกลุ่มอิทธิพลในพื้นที่ว่าจะทำอย่างไรกับประชาชนที่ต่อสู้เพื่อการปฎิรูปที่ดินก็ได้ตามสบาย เพราะรัฐบาลนี้ไม่สามารถพึ่งพาได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในตอนท้ายของการชี้แจงนายสุรพลได้เรียกร้องให้ นายสาธร วงศ์หนองเตย ที่ปรึกษางานกำกับราชการส่วนภูมิภาค ของนายสาทิตย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมาแถลงผลการชุมนุมอย่างเป็นทางการต่อกลุ่มผู้ชุมนุม ในฐานะที่เป็นผู้ประสานงาน และเป็นตัวแทนนายสาทิตย์และนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายสาธรไม่ได้ออกมาแถลงพบการประชุมแต่ได้ออกมาร่วมพูดคุยกับตัวแทนเครือข่ายในเรื่องของการชดเชยต่อครอบครัวผู้สูญเสีย และการดำเนินการเพื่อป้องกันเหตุรุนแรงอาจเกิดซ้ำในพื้นที่

การพูดคุย สรุปได้ว่าจะมีการร่างหนังสือข้อตกลงร่วมระหว่างรัฐบาลและเครือข่ายปฎิรูปที่ดินฯ เรื่องการตั้งจุดดูแลความปลอดภัยโดยเจ้าหน้าจากนอกพื้นที่ อ.พระแสง และอ.ชัยบุรี ในพื้นที่ชุมชนไทรงามพัฒนา 1-3 ชุมชนคลองไทรพัฒนา และชุมชนสันติพัฒนา ทั้งหมด 6 จุด ซึ่งเป็นสมาชิกเครือข่ายปฎิรูปที่ดินฯ ใน จ.สุราษฎร์ธานี โดยทางสำนักนายกจะประสานงานให้นายกรัฐมนตรีลงนาม เพื่อสั่งการต่อไปยัง รักษาการผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเพื่อจัดสรรกำลังไปดูแล

ทั้งนี้ ในช่วงเช้า สพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) สหพันธ์นิสิตนักศึกษาภาคอีสาน (สนนอ.) และกลุ่มกิจกรรมนักศึกษาเพื่อสังคมมหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้มาร่วมชุมนุมและเป็นกำลังใจให้แก่ผู้ชุมนุมเครือข่ายปฎิรูปที่ดิน ที่บริเวณทำเนียบรัฐบาล โดยก่อนหน้านั้นที่บริเวณประตู 5 ทำเนียบรัฐบาล นายสุพร อัตถาวงศ์ ได้นำกลุ่มคนเสื้อแดงจำนวนหนึ่งเดินทางไปชุมนุมและยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี โดยขอให้เร่งรัดดำเนินคดีกับ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ และบุคคลที่เกี่ยวข้องกรณีการถือครองที่ดินเขายายเที่ยง อย่างไรก็ตาม บรรยากาศเป็นไปด้วยความเรียบร้อย