WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, January 24, 2010

วันอาทิตย์ที่ 24 มกราคม พ.ศ.2553

"เสื้อแดง"สลายม็อบ"เขาสอยดาว"แล้ว เล็งถามมภท.1จะปฏิวัติไหม? "แม้ว"วิดีโอลิ้งก์ย้ำคัมแบ๊คร่วมสู้

รอ...ฮีโร่

จุดหักเห

ทักษิณลั่นตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นสู้ ถ้ามีปฏิวัติ

"วรเจตน์"วิพากษ์กฎหมาย ป.ป.ช. มุ่งพิฆาตไม่คำนึงถึงสิทธิ์จนระบบรวน เตือนนายกฯไม่ฟังมติก.ตร.อาจถูกฟ้อง

สวนดุสิตโพลเผยปชช.ไฟเขียวฝ่ายค้านเปิดศึกซักฟอกรบ.

บุกถามซึ่งหน้า ประยุทธ์ จะก่อปฏิวัติไหม

นัดหารือพุธนี้ ทวงคืนป่าเชียงใหม่ จากอำมาตย์

2เศียร2หน้า แก้รธน. พท.เหน็บปชป.

ทักษิณ ประกาศจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น ถ้ามีรัฐประหารอีก

ที่มา ประชาไท

เมื่อเวลาประมาณ 21.30 น. อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ปราศรัยผ่านวีดีโอลิงก์มายังเวทีคนเสื้อแดงที่ชุมนุมกันที่ ที่สนามกอล์ฟ สอยดาว ไฮแลนด์ กอล์ฟ คลับ แอนด์ รีสอร์ท ต.ทับไทร อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี โดยกล่าวว่าหากมีการปฏิวัติอีก ก็จะตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นสู้

"ผมไม่ถอยแน่ ถึงมีปฏิวัติก็ไม่ถอย ปฏิวัติเมื่อไหร่ได้เจอกันแน่ พี่น้องสู้ในเมืองไทย ผมจะตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นสู้ที่เมืองนอก" อดีตนายกรัฐมนตรีซึ่งพ้นจากตำแหน่งไปเพราะการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2549 กล่าว

ก่อนหน้านี้ กลุ่มคนเสื้อแดงและกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ได้ทยอยมารวมตัวกันที่ที่สนามกอล์ฟ สอยดาว ไฮแลนด์ กอล์ฟ คลับ แอนด์ รีสอร์ทตั้งแต่ช่วงเช้าของวันนี้ โดยแกนนำได้เจรจากับ พล.อ.ภารวี ชาญเลขา ผู้จัดการบริษัท สวนจันทบุรี จำกัด (สอย ดาว ไฮแลนด์ กอล์ฟ คลับ แอนด์ รีสอร์ท) เพื่อตั้งเวทีปราศรัยในวันที่ 23-24 ม.ค. โดยตกลงกันว่าผู้ชุมนุมจะรักษาความสะอาดเรียบร้อยและเก็บขยะ ไม่ปิดกั้นถนน และไม่ก่อการรบกวนหรือเข้าไปในสนามกอล์ฟโยเด็ดขาด โดยทางสนามกอล์ฟก็จะไม่ดำเนินคดีกับแกนนำและชุมนุมในภายหลัง

“เขาสอยดาว” สู่การปฏิรูปการจัดการป่าไม้ที่ดินในสังคมไทย

ที่มา ประชาไท

ยุทธการเปิดโปงกรณีเขาสอยดาว ของคนเสื้อแดง ได้ตอกย้ำให้สังคมไทยได้เห็นถึงเหล่าอภิสิทธิ์ชนในสังคมไทย ที่เข้าครอบครองทรัพยากรธรรมชาติอันเป็นสมบัติของแผ่นดินเหมือนเช่นเขาสอยดาว

ยุทธการเปิดโปงกรณีเขาสอยดาว ของคนเสื้อแดง ได้ตอกย้ำให้สังคมไทยได้เห็นถึงการออกเอกสารสิทธิ์โดยมิชอบ

ยุทธการเปิดโปงกรณีเขาสอยดาว ของคนเสื้อแดง ได้ตอกย้ำให้สังคมไทยได้เห็นถึงอำนาจการจัดการป่าโดยอำนาจผูกขาดของกรมป่าไม้ ย่อมนำสู่การฉ้อฉลได้ไม่ยากนัก

ยุทธการเปิดโปงกรณีเขาสอยดาว ของคนเสื้อแดง ได้ตอกย้ำให้สังคมไทยได้เห็นถึงกฎหมายป่าไม้ที่ล้าหลังไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงและการเลือกปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ป่าไม้

ยุทธการเปิดโปงกรณีเขาสอยดาว ของคนเสื้อแดง ได้ตอกย้ำให้สังคมไทยได้เห็นถึงความเป็นคนดีมีศีลธรรม คนร่ำคนรวย คนมีหน้ามีตาในสังคมที่น่าตรวจสอบกันยิ่งนัก

ยุทธการเปิดโปงกรณีเขาสอยดาว ของคนเสื้อแดง ได้ตอกย้ำให้สังคมไทยได้เห็นถึงความไม่ยุติธรรมและสองมาตรฐานในสังคมไทย

กรณีเขาสอยดาว ในอีกด้านหนึ่งย่อมสะท้อนให้เห็นถึง ความขัดแย้งในการจัดการปัญหาป่าไม้ที่ดินในประเทศไทยซึ่งเมื่อมีกระบวนการตรวจสอบการออกเอกสารสิทธิ์และการใช้ประโยชน์ที่ดินในหลายพื้นที่แล้วพบว่า มีกระบวนการออกเอกสารสิทธิ์ที่ดินโดยมิชอบ เช่น การออกเอกสารสิทธิ์ในที่สาธารณะประโยชน์ การออกเอกสารสิทธิ์ในที่ป่าชุมชนที่ชาวบ้านดูแลร่วมกัน การออกเอกสารสิทธิ์ในพื้นที่ลาดชันเกิน 35 เปอร์เซ็นต์ การออกเอกสารสิทธิ์ในที่ดินของคนอื่นที่มี ส.ค.1 อยู่แล้ว การปลอมแปลงเอกสารเพื่อออกเอกสารสิทธิ์ในที่ดิน ทีดินรกร้างว่างเปล่ารอเก็งกำไรจากการขาย ที่ดินรกร้างว่างเปล่าติดหนี้ธนาคาร เป็นต้น ซึ่งมีรูปแบบการฉ้อโกง เช่น กรณี ส.ค.บินมาจากต่างที่ กรณีการกล่าวอ้างการได้สิทธิโดยมีชื่อมาจากคนตาย หรืออ้างชื่อเจ้าของสิทธิว่าตายไปแล้วทั้ง ๆ ที่ยังมีชีวิตอยู่ปัจจุบัน รวมทั้งกรณีการออก สปก.4-01 ให้นายทุนอิทธิพลมิใช่เกษตรกร เป็นต้น ล้วนแล้วเป็นขบวนการโกงที่ดินโดยการร่วมมือกันของกลุ่มอภิสิทธิ์ชนนายทุนอิทธิพล เจ้าที่ดิน นักการเมือง ทหาร ข้าราชการใหญ่ ฉ้อฉลกับข้าราชการกรมป่าไม้ กรมที่ดิน สปก.บางหน่วยบางคนทั้งสิ้นซึ่งประชาชนคนธรรมดาคงมิอาจทำได้แน่นอน และพวกเขาเหล่านั้นที่โกงที่ดินก็ล้วนร่ำรวยและมีที่ดินจำนวนไม่น้อยอยู่แล้ว

ขณะที่ชาวบ้านผู้ยากจน ผู้ลงแรงบุกเบิกที่ทำกินทำการผลิตเพื่อมีชีวิตอยู่รอดในสังคมเกษตรกรรม กลับถูกกฎหมายกรมป่าไม้หลายฉบับ อ้างว่าบุกรุกพื้นที่ป่าทั้งๆที่กฎหมายมาทับที่ชาวบ้านผู้ยากจนในภายหลัง หรือแม้แต่ชาวบ้านอาจจะมาอยู่ภายหลังการประกาศพื้นที่ป่าด้วยเงื่อนไขความจำเป็นของชีวิต หรือการพัฒนาที่สร้างปัญหาให้กับพวกเขาต้องหลุดจากที่ทำกินเดิม จำต้องบุกเบิกที่ทำกินเพื่อมีชีวิตอยู่รอด ภายใต้ที่รัฐไทยไม่มีนโยบายปฏิรูปที่ดินหรือกระจายการถือครองที่ดิน กลับถูกกฎหมายบังคับกับพวกเขายังกับพวกเขาเป็นดั่งอาชญกร เหมือนเช่นขณะนี้ที่กรมป่าไม้ที่กำลังฉวยโอกาสอ้างมาตรฐานเดียวกับคนจนที่เขายายเที่ยง หรือชาวบ้านกลุ่มใดเปิดโปงความไม่ชอบมาพากลในการยึดครองที่ดินโดยมิชอบก็ต้องถูกสังหารเหมือนเช่นกรณี นายสมพร พัฒนภูมิ คนจนไร้ที่ดิน จังหวัดสุราษฎธานีย์

สรุปรวบรัดได้ว่า นอกจากต้องจัดการเหล่าอภิสิทธิ์ชน ทั้งหลายในการยึดครองทรัพยากรป่าไม้ที่ดินแล้ว ถึงเวลาปฏิรูปการจัดการป่าไม้ที่ดินในสังคมไทย โดยไม่ปล่อยให้กรมป่าไม้ กรมที่ดิน สปก. ผูกขาดอำนาจจัดการแต่เพียงฝ่ายเดียว และต้องมีนโยบายปฏิรูปที่ดินหรือกระจายการถือครองที่ดิน เพื่อความยุติธรรมในสังคมด้วย

ใช่หรือไม่?

สอยดาว ดาวรุ่งดวงใหม่พุ่งกระฉูดในต่างประเทศ!!

ที่มา thaifreenews

โดย ป้าพลอย

การชุมนุมของเสื้อแดงที่เขาสอยดาวจันทบุรี เมืองแห่งเพชรพลอย ข่าวนี้ได้เป็นดาวรุ่งพุ่งออกไปอย่างรวดเร็วปานจรวดในสื่อต่างประเทศขณะนี้ นักข่าวได้เขียนประจานการกินป่า กินประเทศของคนใหญ่คนโตในประเทศไทย ได้อย่างเจ็บแสบที่สุด

ถามหาความยุติธรรมในไทยใหนละ?ที่บอกว่าเป็นผู้ที่มีจริยธรรมที่สูงส่ง เป็นถึงอำมาตย์ เป็นที่ปรึกษาของสถาบันอันทรงเกียรติ แต่เข้าไปมีส่วนทุกๆเรื่องกับเอกชน สอยดาวได้เปิดโปงความสกปรก ของกลุ่มคนที่เอาสถาบันมาบังหน้าหากิน กดขี่

ชาวบ้าน นำเอากฏหมิ่นมาบังหน้าเล่นงานชาวบ้าน และอีกหลายๆอย่างที่ใช้สถาบันพระมหากษัติย์ เป็นเครื่องต่อรอง เอามาใช้กับประชาชน กลุ่มศักดินาเหล่านี้ได้ใช้เล่ห์เททุบาย คดโกงบุกรุกที่ป่าสงวน ตัดไม้ทำลายป่าโค่นล้มจนเตียนโล่ง ทุกอย่าง

เอามาเป็นของตัวเอง สร้างบารมีให้กับกลุ่มตัวเอง โดยอาศัยอำนาจบารมีอำมาตย์เป็นฐานเสาหลัก ที่ไม่ให้พวกตนโค่น อำมาตย์ทั้งหลายได้สินบนในตำแหน่งที่ปรึกษา ในตำแน่งประธาน กินเงินที่พวกนี้หยิบยื่นให้ แม้จะผิดกฏหมาย อำมาตย์

ก็ไม่แคร์เพราะพวกตนสามารถชี้ขาวให้เป็นดำ ชี้ดำให้เป็นขาวได้ ดังที่ประชาชนไทยได้รู้ๆกัน การฉีกหน้ากากของพวกที่เอาสถาบันมาบังหน้าหากิน ทำให้ไทยแลนด์สั่นสะเทือนไปทุกวงการไทย เนื่องจากทุกองค์กร ล้วนแล้วต่างเชื่อมโยงกับการ

ที่ไม่บริสุทธิ์ทั้งสิ้น ยิ่งขุดก็ยิ่งพบสิ่งที่สกปรกเน่าเหม็น ที่หมกเม็ดมาหลายสมัย กับการเอาสถาบันหากินคดโกงประชาชนจนร่ำรวยกันถ้วนหน้า ทำตัวให้คนอื่นนับหน้าถือตาตนอยู่ในสังคมชั้นสูง แต่เบื้องหลังของตนพกความโสโครกใว้เต็มเลย ฉะนั้น

การเปิดโปงหน้ากากคนชั่วช้าสารเลวของคนกลุ่มนี้ ที่กินป่า กินบ้าน กินเมือง จนวอดวาย ทำให้แต่ละคนหนาวๆร้อนๆมีอาการเป็นไข้จับสั่น แต่ก็ยังพยายามกลบเกลื่อน หาหนทางที่จะสู้สุดฤทธิ์เอากลับคืนมา มันสายไปเสียแล้วกับการที่จะลบความ

ชั่วร้ายของตน ให้เป็นคนขาวสะอาด ประชาชนพอแล้ว กับการที่ถูกกระทำฝ่ายเดียวว่าผิดตลอดประชาชนหมดความอดทนแล้วกับการถูกข่มเหงรังแก ข่าวที่ต่างประเทศเอาออกมาแฉ หวังว่าคงจะเป็นสุธาหรณ์ เป็นเครื่องเตือนความทรงจำสำหรับคนที่เป็น

คนสำคัญของประเทศ ให้สำนึกว่าหน้าตาของตนเองก็ถูกต่างประเทศยำติดลบไปด้วยในกรณีนี้ เอาไปคิดกันเอาเองว่าใครพลอยหางเลขนี้ด้วย???

ไงล่ะ ความจริงปรากฎ เมษาปีกลาย ประชาชนตายสองศพ เจ็บ 135 คนสังเวยนาซีมาร์ก

ที่มา thaifreenews

โดย Porsche

จากคุณ : มีดบินลี้น้อย


ไงล่ะ สื่อทีวีไทย หน้าแหกตามๆ กัน
ฮิวแมนไรท์วอชช์ กลุ่มสิทธิมนุษยชนเอกชนที่มีชื่อ เปิดเผยความจริง
รัฐบาลอภิสิทธิ์ละเมิดสิทธิมนุษยชนรุนแรง แต่ทำเป็นพูดว่าเคารพสิทธิมนุษยชน ยิ่งการใช้ทหารเข้าปราบปรามการประท้วงของคนเสื้อแดง
ถือเป็นเรื่องที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพการชุมนุมอย่างโจ่งแจ้ง
ผลของการปราบปรามโดยใช้ทั้งอาวุธปืนและกระสุนจริง
กระสุนซ้อมรบ มีผลให้คนตายสองคน บาดเจ็บ 135 คน


อ้าวไหนสื่อบอกไม่มีคนตายไง ต่างชาติกลับชี้ชัดว่ามีคนตายสองคนชัดเจน
และที่บอกทหารทำการพอแก่เหตุ
นักสิทธิมนุษยชนกลับมองว่า เป็นเรื่องที่รับไม่ได้ที่ทหารเอาอาวุธปืนกลมาไล่ยิง
นี่ต่างชาติเขาเห็นชัด ไม่ได้เข้าข้างใคร
แต่สื่อนรกกลับไม่สนใจ นี่คือ ความจขริงที่น่าเจ็บปวดในสังคมไทย สังคมของการโกหกดัดจริต
และไม่กล้าบอกความจริง
เพราะเกรงใจผู้ใหญ่ชั่วๆ ชั่วขนาดบุกรุกป่า ชั่วขนาดร่วมเป็นนายทุนทำสนามกอล์ฟบุกรุกที่ป่า สังคมไทยจึงยากที่จะสามัคคีกันได้
ตราบใดที่ dark side ยัง rule ประเทศให้ตกต่ำจนทุกวันนี้


จากคุณ : เวลาและวารี

ศพนี้มั้งครับ
ไม่รู้ว่าคนที่โดนมัดทางซ้าย กับที่เป็นศพด้านขวาคนเดียวกันหรือไม่
ตอนเป็นโดนจับมัดอยู่ ตอนตายจมน้ำก็โดนมัด ครับ
แล้วเชือกแบบนี้มันก็มีเฉพาะบางที่เท่านั้นที่ใช้ครับ

ปล ที่น่าสังเกตคือเชือกที่ใช้ครับ และไม่ใช่เมาตกท่อ พร้อมเชือกมัด มือ และเท้าแน่นอน





http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P8800234/P8800234.html

พล.อ.เปรม กับ การเป็นที่ปรึกษาบริษัทเอกชน(ต่อยอดจากกระทู้ บก.ลายจุด)จากคุณขนมต้ม

ที่มา thaifreenews

โดย Porsche

จากคุณ : ขนมต้ม

ได้อ่านกระทู้ของคุณ บก.ลายจุดข้างล่าง

http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P8799729/P8799729.html

(พอเอกเปรม ในฐานะประธานที่ปรึกษาธนาคารกรุงเทพ ให้คำปรึกษาอะไร ? )

ก็เลยได้มีโอกาส อ่านบทความของคุณ อาคม ซิดนีย์ เขาเขียนไว้น่าสนใจ

ผมไม่แน่ใจว่า ถ้าเอามาแปะในกระทู้นี้แล้ว จะมีติดคำกรองอะไรหรือเปล่า
ก็เลยขอแปะเอามาบางส่วนครับ

"...

เพราะความที่เป็นคนมากด้วยบารมีจึงทำให้สามารถชี้เป็นชี้ตายใด้ในเกือบทุก เรื่อง ด้วยสาเหตุนี้เองจึงทำให้มีผู้คนเข้าหาเพื่ออาศัยบารมีเกือบจะทุกวงการ เปรมก็เลย เป็นขวัญใจของคนเกือบทุกสาขาอาชีพ แล้วกลายมาเป็นศูนย์กลาง
หรือตัวแทนของกลุ่มทุนเก่าที่ผูกขาด ความมีอิทธิพลเหนือรัฐบาลมาโดยตลอดทุกยุคสมัย

สายสัมพันธ์ของพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์กับตระกูลโสภณพนิชมีจุดเริ่มต้นจาก
ความใจถึงของนายชาตรี โสภณพนิช ที่กล้าดันนายห้างชินพ่อบังเกิดเกล้า ของตัวเองให้หลุดพ้นวงจรทุกตำแหน่งในธนาคารกรุงเทพ
พร้อมกับปลดนายบุญชู โรจนเสถียร กรรมการผู้จัดการใหญ่ แล้วดันนายอำนวย วีรวรรณขึ้นนั่งเก้าอี้เบอร์หนึ่งแทนนายบุญชู ปฎิบัติการของนายชาตรีครั้งนี้
ถูกเรียกขานว่าเป็นการปฎิวัติภายใน ที่รู้จักกันทั่วไปในสมัยนั้นว่า “รีเอ็นจิ้น” ทั้งนี้เพื่อเป็นการเคลียร์ปัญหากินใจกับเปรม ...

...เมื่อผู้มากด้วยบารมีมีสายสัมพันธ์อันลึกซึ้งกับกลุ่มผู้ มั่งมีด้วยวิธีการถ้อยทีถ้อยอาศัยกันนี้นานเข้าก็เลยกลายเป็นอิทธิพลที่ สามารถกำหนดทิศทางเศรษฐกิจและกำกับรัฐบาลได้ในทุกยุคทุกสมัยอย่างที่เห็น ผมเขียนมาถึงตรงนี้ท่านผู้อ่านบางคนอาจมีคำถามว่ากลุ่มนักธุรกิจที่เป็นถึง
ลูกค้าระดับวีไอพีซึ่งไม่ได้ ทำธุรกิจผิดกฎหมาย(แต่ส่วนใหญ่หลีกเลี่ยงภาษี) เหตุใดจึงต้องพึ่งพา อิทธิพลผู้มากบารมีตรงนี้แหละที่ผมคิดว่าพ.ต.ท.ทักษิณเองก็คงคิดไม่ถึงเช่น กัน
จึงได้ชะล่าใจจนถูกล้มอย่างไม่เป็นท่า

พรรคประชาธิปัตย์ผมเคยพูดถึงและชี้ให้ท่านผู้อ่านได้เห็น แล้วว่า มีพฤติกรรมรับใช้ เปรมในหลายๆ เรื่องไม่ว่าจะแอบให้ความร่วมมือในการสนับสนุนให้เกิดปัญหารุนแรงในสาม จังหวัดภาคใต้ หรือในการแต่งตั้งพล.อ.สุรยุทธ จุลานนท์ที่หลุดพ้นวงจรห้าเสือทหารบกไปอยู่ในตำแหน่ง ผู้ทรงคุณวุฒิให้กลับมาผงาดเป็นผู้บัญชาการทหารบก หรือ แม้แต่การร่วมมือโค่นล้มรัฐบาลทักษิณ โดยนายอภิสิทธิ์มุ่งหน้าไปให้การสนับสนุนนายสนธิเป็นคนแรก
ตลอดจนกลุ่มก้วนที่ให้การสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ โดยให้ท่านผู้อ่านมองเข้าไปในพรรคนี้ก็จะเห็นว่า
ใครเป็นใคร วันนี้จึงสมควรแก่เวลาที่ผมจะได้นำ มาเฉลย
เพื่อให้ได้เห็นกันชัดๆสักสองสามตระกูลตามแต่เนื้อที่จะอำนวย

เมื่อครั้งที่นายสนธิ ลิ้มทองกุลออกมาเปิดศึกกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรใหม่ๆนั้น
ท่านผู้ อ่านคงได้สังเกตุเห็นแล้วว่า นอกจากนายอภิสิทธิ์จะแสดงตัวอย่างเปิดเผยด้วยการ
มุ่งหน้าไปให้กำลังใจนาย สนธิที่สำนักพิมพ์ผู้จัดการที่ถนนพระอาทิตย์แล้ว ยังมีอีกคนที่ ติดตามไปเชียร์อย่างออกนอกหน้าในทุกนัดของรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจรที่ สวนลุม จนกระทั่งมีการเดินขบวนจากสวนลุมไปลาน...รูปทรงม้าจนเกิดเหตุบุกทำเนียบ รัฐบาล ซึ่งบุคคลผู้นี้นอกจากจะเป็นสมาชิกคนสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์แล้ว
ยังดำรงตำแหน่งเป็นถึงรองหัวหน้าพรรคอีกด้วย ซึ่งผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านทุก ท่านต้องรู้จัก เป็นอย่างดีบุคคลผู้นี้คือดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช น้องสาวต่างมารดา คุณชาตรีนาย ใหญ่แห่งธนาคารกรุงเทพผู้ใกล้ชิดเปรม ซึ่งผมคงไม่ต้องกล่าวถึงแล้ว
เพราะมีความชัดเจนที่จะชี้ให้ได้เห็นว่าเป็น หนึ่งในข้อต่อ

ส่วนอีกหนึ่งข้อต่อที่อยากกล่าวถึงคือนายกรณ์ จาติกวนิช ที่ครอบครัวล่ำซำออกมาปฎิเสธ
ที่จะนับญาติด้วย แต่ผมเชื่อว่าเป็น การปฎิเสธด้วยเหตุผลทางธุรกิจ นายกรณ์เป็นสมาชิก คนสำคัญอีกคนหนึ่งของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ไม่เพียงแต่ดำรงตำแหน่งเป็นรองโฆษกพรรคฯเท่านั้น หากแต่เป็นมันสมองที่ร่วมทีมงานด้านเศรษฐกิจ ข้อมูลของพรรคประชาธิปัตย์ที่ต่อกรกับพรรคไทยรักไทยในเรื่องของเศรษฐกิจก็มา จากคนๆนี้ แต่นายกรณ์คนนี้สำหรับผมถือว่าเป็นแค่ตัวแทนของตระกูลจาติกวนิชเท่านั้นเอง ผู้ที่มีบทบาทตัวจริงต้องมองเข้าไปในบริษัทล๊อกซ เลย์ที่มีคุณหญิงชัชนี จาติกวนิช
ผู้ที่นั่งอยู่บนตำแหน่งประธานบริษัท

คุณหญิงชัชนี จาติกวนิชถ้าผมจำไม่ผิด (น่าที่จะไม่ผิด) เดิมชื่อชัชวาล ล่ำซำ สมัยก่อน การตั้งชื่อไม่ได้มีการแยกว่าชื่อใดควรจะเป็นชื่อของชายหรือหญิง
ขอให้มีความหมายเป็นที่ถูกใจเป็นตัวกำหนด จนกระทั่งยุคจอมพลแปลก พิบูลย์สงครามนี่แหละจึงมีการบังคับให้แยกชัดเจนในเรื่องของชื่อระหว่างชาย กับหญิง
คุณหญิงชัชนี แต่งงานอยู่กินกับนายเกษม จาติกวนิช ซึ่งมีคุณพ่อเป็นถึงอธิบดีกรมตำรวจ (สมัยที่ยังไม่เปลี่ยนเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ)และเป็นเพื่อนนักเรียนนอก ของพี่ชายคุณหญิงชัชนี จบการศึกษาด้านวิศวกรรมศาสตร์ ประวัติการทำงานเติบโตมาจากการไฟฟ้า จนกระทั่งดำรง ตำแหน่งผู้ว่าการไฟฟ้าฝ่ายผลิต

นายเกษมเป็นผู้ที่มีความรู้ทางด้านพลังงาน เพราะตลอดชีวิตคลุกคลีอยู่กับการไฟฟ้าที่ ต้องเดินทางหาแหล่งพลังงานทั่วประเทศ ส่วนคุณหญิงชัชนีหลังจากแต่งงานก็แยกตัวออกจากครอบครัวล่ำซำ โดยมีจุดเริ่มต้นชีวิตด้วยการเปิดบริษัทสั่งตระเกียงเจ้าพายุและผูกขาดในการ ขายไส้ตะเกียง แล้วมีการไฟฟ้านี่แหละที่เป็นลูกค้ารายใหญ่ การค้ามีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องตามกาลเวลา ธุรกิจเจริญเติบโตมาควบคู่กับความก้าวหน้าในหน้าที่การงานของนายเกษมผู้เป็น สามี จนกลายมาเป็นบริษัทล๊อกซเล่ย์ที่ผูกขาดขาย เครื่องปั่นไฟ จนกระทั่งสุดท้ายบนตำแหน่งผู้ว่าการไฟฟ้าฝ่ายผลิตของนายเกษม จาติก วนิช การไฟฟ้าฝ่ายผลิตจึงได้กลายเป็นหน่วยขึ้นตรงต่อบริษัทล๊อกซเลย์ ที่รัฐบาลไหน ก็ตามห้ามแตะ และการที่พ.ต.ท.ทักษิณต้องการแปรรูปการไฟฟ้าฝ่ายผลิต จึงไม่ผิดกับ การแหย่รังแตนนั่นเอง (ท่านผู้อ่านต้องการรู้มากกว่านี้คงต้องค้นหากันเอาเอง เพราะผม มีเนื้อที่จำกัดและถ้าหากต้องการรู้สายสัมพันธ์ของตระกูลนี้ก็มีให้ได้เห็น ในงาน วิวาห์ขิม-ฝนในหนังสือพิมพ์แนวหน้าของประสงค์ สุ่นศิริ)...."

..ถ้าหากพูดถึงกลุ่มบุคคลที่ใกล้ชิดสนิทสนมกับเปรมผู้มากด้วย บารมี
ก็คงต้องไม่ละเลยที่จะต้อง กล่าวถึง
ท่านผู้หญิงชัตถ์ ปิยะอุย ผู้ซึ่งเคยถูกจอมโจรหน้าหยกนามวันชัย แซ่จิว
ปล้นเงียบบนตึกโรงแรมดุสิตธานี ก็เป็นอีกตระกูลหนึ่ง ที่มีความสัมพันธ์พิเศษกับเปรม
ไม่แพ้ตระกูลใดๆในประเทศไทย และถ้าจะให้ได้ภาพที่ชัดเจนก็คงต้องย้อนอดีตของ
โรงแรมดุสิตธานีให้ ท่านผู้อ่านได้เห็นถึงที่มาที่ไปจนเป็นตำนานโรงแรมการเมืองแห่งนี้
โรงแรมดุสิตธานีก่อตั้งและเปิดบริการเมื่อปี ๒๕๑๓ ได้ชื่อว่าเป็นโรมแรมสุดหรู
และ โด่งดังที่สุดแห่งยุคในเวลานั้น จนกระทั่งหลังเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ อันเป็นช่วงที่ประชาธิปไตยเบ่งบานสุดขีด ก็ปรากฎมีชื่อนายเทอดภูมิ ใจดี หัวหน้าแผนกทำความสะอาดเครื่องใช้ในการทำอาหารและเครื่องดื่ม (Steward) ซึ่งเป็นหัวหน้าสหภาพแรงงานโรงแรมและเป็นนักเคลื่อนไหวชนิดแส่ไปสิบทิศ ที่ไหนมีการประท้วงคุณแส่คนนี้จะต้องไปร่วมกับเขาทุกงาน

ผมไม่ทราบว่า ด้วยสาเหตุแห่งความวุ่นวายอันเกิดจากพนักงานของโรงแรมที่ชื่อ นายเทอด ใจดีคนนี้หรือเปล่าที่ทำให้นายสมพจน์ ปิยะอุย น้องชายท่านผู้หญิงชนัตน์ต้องตกกระไดพลอยโจนเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมือง และนายสมพจน์ ก็เลือกที่จะเล่นการเมืองด้วยวิธีโตทางลัด โดยเป็นนายทุนสนับสนุนด้านการเงินตลอดจนอาหารเครื่องดื่ม (เรียกว่าเต็มที่เลยทีเดียว)ในการปฎิวัติเมื่อวันที่ ๒๖มีนาคม ๒๕๒๐ แต่ไม่สำเร็จจึงได้ ชื่อว่าเป็นกบฎ นายสมพจน์ก็เลยต้องดำดินหายหน้าหายตาไปจากวงการ

จนกระทั่งวันที่ ๑ เมษายน ๒๕๒๔ กลุ่มนายทหาร จปร๗ ที่รู้จักกันในนามยังเติร์กสนับ สนุน
พล.อ.สันต์ จิตปฎิมาทำการยึดอำนาจรัฐบาลเปรม (ความจริงรู้กันแต่เปรมไม่ได้รายงานเบื้องบน เรื่องนี้มีหลายคนเข้าใจผิดหากมีโอกาสคงต้องนำเสนอท่านผู้อ่าน)
พลันก็มี ชื่อ นายสมพจน์เข้าไปเกี่ยวข้องอีก การครั้งนี้ล้มเหลวเช่นเคย นายสมพจน์ ก็เลยต้องดำดินต่อ (นายสมพจน์เป็นกบฎที่ไม่เคยถูกดำเนินคดี ในขณะที่พล.อฉลาดถูกประหารชีวิต และเสธ.หนั่นต้องติดคุกบารมีเปรมหรือไม่คงต้องคิดกันเอาเอง)

การที่นายสมพจน์สนิทชิดเชื้อกับกลุ่มยังเติร์กและให้การ สนับสนุนด้วยการเป็นนายทุนก่อการรัฐประหารหลายครั้งหลายหน
ก็มีทั้งผลดีและร้ายในเวลาเดียวกัน ผลดีนั้นก็คือ
เมื่อเกิดมีโครงการรถไฟลอยฟ้าในยุคสมัยของพล.ต.จำลอง ศรีเมืองก็มีการดูแลกันเป็นอย่างดีเพื่อไม่ให้เสียทรรศนียภาพของโรงแรมดุสิต ธานี โดยมีการกำหนดให้จุดที่เป็นสถานีพักรถอยู่ด้านทางฝั่งสวนลุมตรงข้ามกับ
โรงแรมดุสิตฯถึงกับมีโครงการจะย้ายพระรูปร.๖ เลยทีเดียว แต่ครั้นเวลาผ่านไป
ถึงคราวที่พล.อ.เชาวลิต ยงใจยุทธ ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อปี๒๕๔๐
ท่านผู้หญิงชนัถต์ ก็ต้องออกมาหลั่งน้ำตาอยู่หน้าจอ ทีวีให้เป็นที่สมเพช อันมีเหตุมาจาก มีการเปลี่ยนแปลงให้สถานีพักรถไฟลอยฟ้าย้ายไป อยู่หน้าโรงแรมดุสิตธานี เหตุการณ์ครั้งนี้ ได้กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้าง ขวางจน
ในที่สุดก็หนีไม่พ้น คนมากด้วยบารมีอย่างเปรมที่ต้องเข้ามาซับน้ำตาให้ท่านผู้ หญิง ด้วยการนำเรื่องขึ้นเพ็ดทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ปัญหาใหญ่ในครั้งนั้นของท่านผู้หญิงชนัตถ์ไม่เพียงได้รับการแก้ไขเท่านั้น กลุ่มนักธุรกิจที่ใกล้ชิดผูกติดเปรมกลุ่มดังกล่าวข้างต้นยังได้พร้อมใจกัน ออกมาเคลื่อนไหวขับไล่
พล.อ.เชาวลิต หรือที่รู้จักกันในนาม“ม๊อบสีลม” สุดท้าย พล.อ.เชาวลิตก็ไม่อาจที่จะทนอยู่ได้ ต้องลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
วิกฤติการณ์ที่เกิดขึ้นกับตระกูลปิยะอุยกลายมาเป็นโอกาสอย่างชนิดไม่คาดฝัน เมื่อมีบุคคลชั้นสูงเข้ามาร่วมถือหุ้นกิจการในเครือโรงแรมดุสิตธานี ก็เลยทำให้มีกลุ่มไฮโซและนักธุรกิจชื่อดังเฮโลเข้าร่วมทุนซื้อหุ้นกันอย่าง อุ่นหนาฝาคั่ง จึงอย่าได้แปลกใจว่าทำไมทุกกิจการในเครือของดุสิตธานีจึงมี คำพ่วงท้ายว่า “รอยัลปรื้นเซส” จึงอย่าได้สงสัยว่าทำไมประธานบริษัทจึงมีชื่อว่า นายชาตรี โสภณพนิช

ความสัมพันธ์ระหว่างเปรมและธนาคารกรุงเทพในลักษณะของการ ถ้อยทีถ้อยอาศัย
ที่มีมาอย่างยาวนาน แม้ปัจจุบันสำหรับคนรุ่นใหม่ก็ยังสามารถมองเห็นได้ในความเป็นเปรมเชื่อว่า
ท่านผู้อ่านคงต้องจำได้เมื่อครั้งที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล เดินขบวนไปบ้านสี่เสา
เพื่อ ยื่นถวายฎีกาขอนายกฯพระราชทานให้เปรมนั้น
เปรมได้ให้พล.ร.ท.พะจุณณ์ ตามประทีปออกมารับแทน
โดยที่ตัวเองหลบไปจิบน้ำชาอยู่บนตึกธนาคารกรุงเทพ และพอโค่นล้มรัฐบาลทักษิณได้สำเร็จ ก็ไม่ลืมใช้บริการของธนาคารกรุงเทพอย่างคงเส้นคงวาด้วย
การให้นายโฆษิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์เจ้าหน้าที่ระดับสูงของธนาคารกรุงเทพมาดำรงตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพานิชย์ นอกจากนี้ยังมีการโอนหนี้สิน ที่ผูกพันอัน เกิดจากนโยบายของรัฐบาลชุดที่แล้วไปอยู่ในความดูแลของธนาคารกรุงเทพ และเชื่อว่ายังจะต้องมีการถ่ายโอนในอีกหลายๆเรื่องที่เป็นประโยชน์ โดยเปลี่ยนมือไปอยู่ในกลุ่มนักธุรกิจที่มีเปรมเป็นตัวแทนที่เต็มเปี่ยมไป ด้วยคุณธรรมและ จริยธรรม
“เปรมข้อต่อธุรกิจ-การเมือง-เบื้องสูง” จึงมีที่มาด้วยประการฉะนี้"


ขอบคุณคุณ อาคม ซิดนี่ย์มาก ที่ได้ต่อ "จิ๊กซอว์" ให้เห็น เพราะบางเรื่อง ผมก็ลืมไปแล้ว

อีกอย่่างที่ผมทราบมา (ไม่กรอง) ก็คือ
โรงเรียนนานาชาติ เปรม ติญสูลานนท์ ที่อยู่ อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่นั้น มีผู้ถือหุ้นใหญ่
ก็คือ เครือดุสิตธานี ของคุณหญิงชนัชต์ นั่นเอง

หรือ แม้แต่ในตัวตึกของ วิทยาลัยดุสิตธานี ที่สอนเรื่องการโรงแรม ทำอาหาร แถวซีคอนสแคว์
ก็ยังเป็นของเครือดุสิต ที่มีการขยาย เพื่อรองรับธุรกิจโรงแรมของเครือดุสิต

ผมเองก็ไม่ว่าอะไรหรอกครับ เพราะคนทำธุรกิจก็ต้องหาความมั่นคงไว้เป็นหลักประกันอยู่แล้ว

แต่บางอย่าง ก็น่าจะดูความ "เหมาะสม" สักหน่อยก็ดี

อย่างเรื่องของ ดุสิตธานี หาก คุณอาคม ไม่พูด บางทีก็นึกไม่ถึง

เพราะเหตุการณ์ประท้วงขอขึ้นค่าแรงของ พนักงานโรงแรมดุสิต
เมื่อช่วงปี 2519-20 (จำ พ.ศ.ไม่ได้ชัด) ก็มีกลุ่มกระทิงแดง
ที่เคยลุยนักศึกษาธรรมศาสตร์ เป็นกลุ่มที่ไปฮึ่ม ๆ ใส่สหภาพแรงงานของโรงแรมดุสิตธานี

รัฐบาลชุดนั้น ถ้าจำไม่ผิดก็เป็นของธานินทร์ กรัยวิเชียร นี่แหละ
โดน พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ เป็นคนปฏิวัติ
โดยการนำทางจากกลุ่มของ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์

เรื่องนี้ถ้าคุยกัน สงสัย ต้องหาเอกสารมาประกอบอีกเยอะ

ถามว่า ความพอดีควรอยู่ตรงไหน

ผมคิดว่าความพอดีพอเหมาะ มันพูดกันลำบากเหมือนกัน
เหมือนกับเวลาเราพูดถึงว่า คนตัวใหญ่ ก็ควรจะกินข้าวเยอะ,
คนตัวเล็กก็ควรกินให้น้อยหน่อย

ทีนี้อย่างกรณีการไปเป็นที่ปรึกษาบริษัทเอกชน ของ พล.อ.เปรม ถามว่า
ทำได้มั้ย..ตอบว่าได้..

แต่ถ้าถามว่าเหมาะมั้ย

ก็ต้องตอบว่าไม่เหมาะ

ไม่เหมาะเพราะว่า ท่านเป็นองคมนตรี ที่ปรึกษาพระมหา...

ผมเห็น พล.อ.เปรม ให้สัมภาษณ์ช่อง TAN ของคุณสโรชา แห่ง ASTV ที่ถามว่า
เวลาว่างเอาไปทำอะไร

พล.อ.เปรม บอกว่า แต่งเพลง, ร้องเพลง, เล่นกอล์ฟ

ไม่เห็นว่า จะต้องไปนั่งคิดให้คำปรึกษาในด้านใดกับบริษัทเอกชนทั้งหลายเลย

ยกเว้นอย่างกรณีที่บทความข้างบนเขาเขียนไว้กระมัง..


http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P8799815/P8799815.html

คำพิพากษาฎีกาเทียบเคียงกรณีเขายายเที่ยง

ที่มา Thai E-News


โดย ชำนาญ จันทร์เรือง
24 มกราคม 2553

สำหรับประเด็นที่ว่าจะสามารถดำเนินคดีอาญาต่อ พล.อ.สุรยุทธ์ในกรณีนี้ได้อีกหรือไม่นั้น เห็นว่าคดีนี้ผู้เสียหายคือรัฐ ฉะนั้น กรมป่าไม้หรือพนักงานอัยการย่อมที่จะสามารถดำเนินคดีอาญาต่อพล.อ.สุรยุทธ์ได้


จากกรณีที่พนักงานอัยการจังหวัดสีคิ้วมีคำสั่งไม่ฟ้อง พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ กรณีที่เอกชนแจ้งความดำเนินคดีว่ากระทำผิด พ.ร.บ.ป่าไม้ฯและ พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติฯ โดยให้เหตุผลว่าขาดเจตนา และต่อมาผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมาเห็นชอบกับความเห็นของพนักงานอัยการที่สั่งไม่ฟ้องนั้น

ซึ่งมีประเด็นถกเถียงตามมาอยู่ใน 2 ประเด็นใหญ่ๆก็คือ

ประเด็นแรก ความเห็นพนักงานอัยการในกรณีนี้สามารถถือเป็นบรรทัดฐานได้หรือไม่

และประเด็นถัด มาก็คือ พล.อ.สุรยุทธ์รอดพ้นจากการดำเนินคดีอาญาในกรณีนี้แล้วหรือยัง เพราะกรณีที่ผู้ว่าราชการจังหวัดให้ความชอบกับความเห็นของพนักงานอัยการแล้วคดีเป็นอันว่ายุติ

ในประเด็นแรกนั้นได้มีคดีที่มีข้อเท็จจริงใกล้เคียงกับกรณีของพล.อ.สุรยุทธ์ นั่นคือ คำพิพากษาฎีกาที่ 2087/2539 พนักงานอัยการเป็นโจทย์ฟ้องว่า เมื่อวัน เวลา และเดือนใด ไม่ปรากฏชัด ปี 2530ถึง วันที่ 9 มิถุนายน 2535 เวลากลางวันต่อเนื่องกัน จำเลยได้ก่นสร้างแผ้วถางทำไม้และเข้ายึดถือครอบครองป่าและที่ดินเพื่อตนเองในเขตป่าคลองกะลาเสและคลองไม้ตายโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงาน เจ้าหน้าที่และไม่ได้รับการยกเว้นตามกฎหมายเป็นเนื้อที่ 496 ไร่ 2 งาน 72 ตารางวา อันเป็นการทำลายป่า และเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าซึ่งเป็นป่าสงวนแห่งชาติ

เหตุเกิดที่ตำบลไม้ฝาดอำเภอสิเกา จังหวัดตรัง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 54, 72 ตรี พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14, 31 ให้ จำเลยและบริวารออกไปจากเขตป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งจำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง , 72 ตรี วรรคสองพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง ,31 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติ ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 ซึ่ง เป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 จำคุก 9 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี ให้จำเลยและบริวารออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติ

จำเลย อุทธรณ์ ซึ่งศาลอุทธรณ์ ภาค 3 พิพากษายืน จำเลยจึงยื่นฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว คดีฟังเป็นยุติในชั้นนี้โดยคู่ความมิได้โต้เถียงกันว่า ที่ดินจำนวนประมาณ 496 ไร่ 2 งาน72 ตารางวา ที่จำเลยและน้องชายจำเลยได้ซื้อมาจากผู้ขาย 13 ราย ซึ่งเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในเขต ที่ดินป่าคลองกะสาเสและป่าคลองไม้ตาย ตำบลกะลาเส ตำบลเขาไม้แก้ว ตำบลบ่อหิน และตำบลไม้ฝาด อำเภอสิเกา จังหวัดตรัง ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ประกาศให้เป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ ปรากฏตามเอกสารหมาย ล. 1 และ ป.ล. 1

โดยปรากฏว่าผู้ที่ขายที่ดินให้จำเลยและน้องชาย จำเลยเป็นผู้ที่ได้ครอบครองที่ดินมาก่อนที่จะประกาศให้เป็นป่าสงวนแห่งชาติ และผู้ครอบครองได้ไปร้อง แจ้งสิทธิการครอบครองไว้ภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ได้ประกาศเขตป่าสงวนแห่งชาติแล้ว ปรากฏตาม หลักฐานการแจ้งสิทธิการครอบครอง เอกสารหมาย ป.ล. 2

มีปัญหาที่จะต้องพิจารณาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 และมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 หรือไม่ เห็นว่า ในข้อหาความผิดตาม พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ จำเลยนำสืบว่าได้ซื้อสิทธิครอบครองจากบุคคลผู้ครอบครองที่ดินมาก่อน ที่ทางการจะประกาศให้เป็นป่าสงวนแห่งชาติ โดยข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามข้ออ้างของจำเลยดังกล่าวก็เป็น เพียงแสดงว่า เฉพาะตัวผู้ที่ขายสิทธิการครอบครองให้แก่จำเลยดังกล่าวขาดเจตนาที่จะบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติ มีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติเท่านั้น

แต่สำหรับจำเลยผู้รับโอนสิทธิครอบครอง จากบุคคลดังกล่าวจะอ้างสิทธิครอบครองที่ได้รับโอนมาได้ก็แต่ราษฎรด้วยกันเองเท่านั้น แต่ในเรื่องที่ผู้ใด กระทำผิดกฎหมายหรือไม่ สำหรับกรณีนี้นั้นเป็นเรื่องเฉพาะตัวหรือเหตุเฉพาะตัวของผู้กระทำ จำเลยจะอ้างว่าได้รับโอนสิทธิและขาดเจตนาบุกรุกป่าสงวนเช่นกันหาได้ไม่ เพราะเป็นการอ้างเหตุเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้น ผิดและเป็นการอ้างในลักษณะที่ว่าตนเองไม่รู้ว่ากฎหมายบัญญัติห้ามไว้เช่นนั้น

เมื่อปรากฏว่าที่ดินที่จำเลยซื้อ ได้มีกฎกระทรวงประกาศเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ เมื่อ วันที่ 12 มิถุนายน 2529 จำเลยเบิกความว่าได้ซื้อมา ระหว่างปี 2530ถึง ปี 2535 จึงเป็น ระยะเวลาที่รัฐ ประกาศให้ที่ดินดังกล่าวเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติแล้ว และจำเลยก็ทราบดีว่าที่ดินดังกล่าวเป็นป่าสงวนแห่งชาติ

การที่จำเลยอ้างว่าได้ก่นสร้างเฉพาะต้นไม้ที่ผู้ขายได้ปลูกไว้ มิได้ทำลายป่าไม้ส่วนอื่นนั้น เห็นว่า ต้นยางต้นมะม่วงและต้นมะพร้าวที่ผู้ขายปลูกไว้เป็นไม้ยืนต้น มีลักษณะติดตรึงตรากับที่ดินที่เป็นป่า เป็น ส่วนควบกับที่ดินป่า จึงเป็นส่วนหนึ่งของป่าสงวน การไปตัดทำลายก็เป็นการทำลายป่าสงวน

แต่จะอย่างไรก็ตาม การที่จำเลยยอมรับว่าได้เข้ายึดถือครอบครองที่ดินป่าสงวนดังกล่าว โดยการแสดงบอกกล่าวต่อ เจ้าหน้าที่และแสดงหลักฐานการเสียภาษีบำรุงท้องที่อันเป็นหลักฐานแสดงออกถึงการครอบครองที่ป่าสงวน ดังกล่าว กรณีก็เป็นความผิดตามมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 แล้ว เพราะ บทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ห้ามบุคคลใดเข้ายึดถือครอบครองป่าสงวน ข้ออ้างของจำเลยจึงไม่เป็นเหตุ ห้จำเลยพ้นผิด

สำหรับข้ออ้างตามฎีกาของจำเลยเกี่ยวกับ พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 ที่ว่า จำเลยเป็นเพียงผู้ซื้อสิทธิครอบครองต่อจากราษฎรที่ยึดถือครอบครองอยู่ก่อนเท่านั้น มิได้กระทำการก่นสร้างแผ้วถางป่าหรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการทำลายป่านั้น เห็นว่าพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 54 ก็ได้บัญญัติห้ามยึดถือครอบครองป่าเช่นกัน

ฉะนั้น การที่จำเลยเข้ายึดถือครอบครองป่า จึงมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ดังกล่าว ถึงแม้จำเลยจะมิได้กระทำการก่นสร้างทำลายป่าก็ตาม เมื่อ การที่รัฐประกาศเขตท้องที่ดังกล่าวเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ ก็มิได้กระทำให้ป่าส่วนนั้นหมดสภาพจากการ เป็นป่า ที่ดินดังกล่าวก็ยังมีสภาพเป็นป่าอยู่เช่นเดิม มิได้ทำให้การเป็นป่าอยู่แต่เดิมสิ้นสภาพไป

การที่จำเลยเข้าไปยึดถือครอบครองจึงเป็นการกระทำผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ดังกล่าวด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ ภาค 3 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นว่าจำเลยมีความผิด ตาม พระราชบัญญัติ ป่าสงวนแห่งชาติพ.ศ. 2507 และมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้พ.ศ.2484ชอบแล้ว

สำหรับฎีกาของจำเลยที่ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยนั้น เห็นว่าจำเลยเพียงเป็นผู้ซื้อสิทธิการครอบครองและเข้ายึดถือครอบครองป่าสงวนต่อจากบุคคลอื่น เมื่อเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบจำเลยก็ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงในการที่ได้ซื้อมาให้เจ้าหน้าที่ทราบ พาไปดูเขตที่ดิน แจ้งจำนวนเนื้อที่ดินที่ซื้อมา แสดงใบเสร็จการเสียภาษีแสดงหลักฐานคำร้อง อ้างสิทธิการครอบครองของผู้ขาย ให้เจ้าหน้าที่ทราบ เป็นการให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่

จำเลยเคยรับราชการครู ขณะรับราชการได้รับ เครื่องราชอิสริยาภรณ์ ได้รับเหรียญกาชาดสมนาคุณ ได้รับประกาศเกียรติคุณบัตร ปรากฏตามภาพถ่าย ท้ายฎีกา หมายเลข 1 ถึง 3 และรับราชการครูมาจนเกษียณอายุ แสดงว่าจำเลยเป็นผู้ประพฤติดีมาตลอด การกระทำของจำเลยจึงเป็นเรื่องที่จำเลยมิได้กระทำความผิดเพราะเหตุที่จำเลยมีสันดานเป็นผู้ร้าย

เมื่อได้พิจารณาประกอบกับว่าจำเลยเป็นหญิง ปัจจุบันอายุประมาณ 66 ปี และไม่ปรากฏ ว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อนด้วยแล้ว กรณีมีเหตุสมควรให้จำเลยปรับตัวให้เข้ากับสังคมเป็น พลเมืองดีต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลงโทษจำคุกจำเลย 9 ปี หนักเกินไป สมควรกำหนดโทษให้เบาลง ตามสมควรแก่โทษและรอการลงโทษจำคุกให้จำเลย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุก 3 ปี ปรับ 150,000 บาท ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี ปรับ 100,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มี กำหนด 3 ปีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้คุมประพฤติจำเลย โดยให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมตามที่พนักงานคุมประพฤติ และจำเลยเห็นสมควรไม่น้อยกว่า 30 ชั่วโมง ภายในกำหนดเวลารอการลงโทษให้จำเลยไปติดต่อพนักงานคุมประพฤติเพื่อดำเนินการดังกล่าวภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันฟังคำพิพากษาศาลฎีกา นอกจากที่แก้ ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ภาค 3

กล่าวโดยสรุปสำหรับประเด็นนี้ก็คือ แม้จำเลยจะซื้อสิทธิครอบครองที่ดินจากบุคคล ผู้ครอบครองที่ดินมาก่อนที่ทางการจะประกาศให้เป็นป่าสงวนแห่งชาติ ก็เป็นเพียงแสดงว่าเฉพาะตัวผู้ที่ขายสิทธิครอบครองให้แก่จำเลยขาดเจตนาที่จะบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติเท่านั้น

เมื่อปรากฏว่าจำเลยได้ซื้อมาในระยะที่รัฐประกาศให้ที่ดินดังกล่าวเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติแล้ว และจำเลยก็ทราบดีว่าที่ดินดังกล่าวเป็น ป่าสงวนแห่งชาติ การที่จำเลยเข้ายึดถือครอบครองที่ดินป่าสงวนจึงมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา14 และยังมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้พ.ศ.2484มาตรา54ซึ่งบัญญัติห้ามยึดถือครอบครองป่าเช่นกันด้วย

สำหรับประเด็นที่สองที่ว่าจะสามารถดำเนินคดีอาญาต่อ พล.อ.สุรยุทธ์ในกรณีนี้ได้อีกหรือไม่นั้น เห็นว่าคดีนี้ผู้เสียหายคือรัฐ ฉะนั้น กรมป่าไม้หรือพนักงานอัยการย่อมที่จะสามารถดำเนินคดีอาญาต่อพล.อ.สุรยุทธ์ได้ และคดีที่พนักงานอัยการสั่งไม่ฟ้องไปก่อนนั้นว่าขาดเจตนานั้น จริงๆแล้วเอกชนผูที่ไปแจ้งความดำเนินคดีนั้นไม่ได้เป็นผู้เสียหายด้วยซ้ำไป ซึ่งหากพนักงานอัยการใช้เหตุผลนี้ในการสั่งไม่ฟ้องเสียยังจะดูดีกว่าการให้เหตุผลว่า”ขาดเจตนา”เสียอีก

อย่าปล่อยให้ฝ่ายเสื้อแดงใช้เป็นข้ออ้างโจมตีว่าใช้กฎหมายสองมาตรฐานอีกต่อไปเลยครับ ขืนยังปล่อยให้เป็นเช่นนี้อีกต่อไป บ้านเมืองคงไม่แคล้วที่จะลุกเป็นไปเสียเป็นแน่ แก้ได้ ก็รีบแก้เสียก่อนเถิดครับ

ภาพข่าวเสธ.แดงบุกหาดใหญ่ตบเกรียนพธม.

ที่มา Thai E-News


ใครว่ากบดาน?-เสธ.แดงไปบรรยายให้เสื้อแดงหาดใหญ่ฟังอย่างเปิดเผย มีคนเสื้อแดงภาคใต้เข้าร่วมจำนวนมาก แต่พันธมิตรภาคใต้บ้องตื้นกล่าวหาว่าเสธ.แดงหนีมากบดาน หาตัวไม่เจอ แถมตามล่าหาตัวส่งรัฐบาล แต่สุดท้ายไม่มีอะไรในกอไผ่ตามที่ขู่


โดย นกไฟ หาดใหญ่
24 มกราคม 2553

พันธมิตรฯแสดงความบ้องตื้นอีกครั้งเมื่อมีการประกาศตามล่าตัวเสธ.แดงที่ลงไปพื้นที่หาดใหญ่ โดยอ้างว่ากำลังตามล่าหาตัวเพื่อจับส่งรัฐบาล โดยไม่เชื่อว่าลงมาหาดใหญ่จริง

ทั้งนี้ในวันดังกล่าวพลตรีขัติยะ สวัสดิผล-เสธ.แดงก็อยู่้ในพื้นที่หาดใหญ่นั่นเอง และไม่ได้หลบหนีกบดานตามที่พันธมิตรกล่าวหา แต่มาบรรยายและพบปะสังสรรค์กลุ่มเสื้อแดงสงขลา และเสื้อแดงภาคใต้อย่างเปิดเผยที่โรงแรมวีว่า จังหวัดสงขลา

โดยขณะที่ร่วมงานในวันที่ 21 มกราคมอยู่นั้นก็ปรากฏมีข้อความถึง เสธ.แดง ว่าที่บ้านของเสธ.แดงได้มีการถูกตรวจบุกค้นโดยเจ้าหน้าที่ทหารตและำรวจ โดยเบื้องต้นคาดว่าน่าจะถูกโยงมาจากกรณีที่กองบัญชาการกองทัพบกถูกถล่มด้วยปืน M79 เมื่อวันที่ 15 มกราคม ที่ผ่านมา ในเบื้องต้นไม่มีหลักฐานใดๆที่จะโยงไปได้ว่าเสธ.แดงเป็นผู้ลงมือหรือสั่งการ

ต่อมาในขากลับที่สนามบินหาดใหญ่ได้มีกลุ่มเสื้อแดงตามไปส่งและให้กำลังใจจำนวนมาก โดยเสธ.แดงบอกว่า "หมดเวลาของกองทัพไทย ที่นำโดยแม่ทัพตุ๊ด แต๋ว รังแต่จะทำให้ชาติล่มจม โดยการกลั่นแกล้งข้าราชการทหารตำรวจที่เขาตั้งใจทำงานด้วยความสุจริตและหวังดีกับประชาชนและชาติบ้านเมือง"ก่อนจะเดินทางกลับกรุงเทพฯ โดยไม่มีการออกหมายจับตามข่าวที่ออกมาครึกโครมแต่อย่างใด มีเพียงหมายเรียกเท่านั้น




ก่อนหน้านั้นเวบASTVผู้จัดการ กระบอกเสียงผู้ก่อการร้ายพันธมิตรลงข่าว นายสุนทร รักษ์รงค์ ผู้ประสานงานพันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย 16 จังหวัดภาคใต้ให้สัมภาษณ์ว่า “หาก เสธ.แดง ยังอยู่ในพื้นที่หาดใหญ่จริงอย่างที่กล่าวอ้าง ก็ขอท้าให้ เสธ.แดง ออกมาปรากฏตัวต่อสู้ความจริง อย่าเป็นอีแอบ หรือกลัวความผิดมัวแต่หดตัวอยู่ในกระดอง และหากว่า เสธ.แดง อยู่ในหาดใหญ่ ก็ขอเรียกร้องให้พี่น้องพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย อ.หาดใหญ่ และ จ.สงขลาทั้งหมด จงช่วยกันควานหาตัว เสธ.แดงให้เจอ แล้วนำส่งเจ้าหน้าที่รัฐสอบสวน เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป ซึ่งความเคลื่อนไหวนี้จะเกิดขึ้นทั้งพื้นที่ 16 จังหวัดภาคใต้อย่างแน่นอนที่พี่น้องพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย 16 จังหวัดภาคใต้ จะร่วมด้วยช่วยกันควานหาตัว เสธ.แดง ส่งให้เจ้าหน้าที่รัฐ ไม่ว่า เสธ.แดงจะซ่อนตัวอยู่ในพื้นที่จังหวัดใดทางภาคใต้ เชื่อว่าพี่น้องพันธมิตรฯ จะไม่ยอมให้ เสธ.แดงหลบซ่อนตัวอยู่ในพื้นที่ของตนเองอย่างแน่นอน” นายสุนทรกล่าว

'วรเจตน์' วิพากษ์กฎหมาย ปปช. : มุ่งพิฆาต ไม่คำนึงสิทธ์ เตือนนายกฯไม่ฟัง ก.ตร.อาจถูกฟ้อง

ที่มา Thai E-News

ที่มา เวบไซต์ มติชนออนไลน์
24 มกราคม 2553

กรณีคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ หรือ ก.ตร. มีมติยกโทษให้ พล.ต.ต.เพิ่มศักดิ์ ภารดรศักดิ์ อดีตผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดอุดรธานี พ้นผิดกรณีม็อบสีเหลืองปะทะม็อบสีแดงที่สวนสาธารณะหนองประจักษ์ และให้พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และพล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล พ้นผิดจากกรณีสลายการชุมนุมของม็อบเสื้อเหลือง ในเหตุการณ์ 7 ตุลาคม 2551

หลังจาก "3นายพลสีกากี" ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ชี้มูล "ผิดวินัยร้ายแรง" จนถูกนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และพล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รรท.ผบ.ตร.) มีคำสั่งปลดออกจากราชการ

ก.ตร.มีมติสำทับล่าสุดเมื่อวันที่ วันที่ 15 มกราคม ให้ "อุทธรณ์ฟังขึ้น" และข้อขัดแย้งด้านกฎหมายให้นายกรัฐมนตรี นำเข้าคณะรัฐมนตรี ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย แต่จนวันนี้ ต่างฝ่ายต่างงัดคำตีความกฎหมายจากหลายสถาบัน อาทิ คณะกรรมการกฤษีกา คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ มาโต้แย้งกัน

ตลอดกว่าสัปดาห์ที่ผ่าน เรื่องนี้ยังดูห่างไกลข้อยุติ ขณะที่นัยยะหลักของ "นายกฯอภิสิทธิ์" สื่อไปในทางที่ว่า ก.ตร.ไม่มีสิทธิ์ อุทธรณ์ กลับคำลงโทษหนักของ ป.ป.ช. โดยเด็ดขาด?!

"มติชน" สัมภาษณ์พิเศษ "ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์" อาจารย์ภาควิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และได้เห็น มุมมองทางกฎหมายที่น่าสนใจ


ดร.วรเจตน์ เปิดฉากว่า เรื่องนี้ดำเนินไปตาม พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542

ประเด็น คือว่า คนที่ถูกลงโทษทางวินัย โดยปกติก็มีสิทธิ์อุทธรณ์คำสั่งลงโทษตามมาตรา 96 ของกฎหมายป.ป.ช. "ผู้ถูกกล่าวหาที่ถูกลงโทษตามมาตรา 93 จะใช้สิทธิอุทธรณ์ดุลพินิจในการสั่งลงโทษของผู้บังคับบัญชาตามกฎหมาย ระเบียบ หรือข้อบังคับว่าด้วย การบริหารงานบุคคลสำหรับผู้ถูกกล่าวหานั้น ๆ ก็ได้ ทั้งนี้ ต้องใช้สิทธิดังกล่าวภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ ผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอนมีคำสั่งลงโทษ"

ซึ่งมาตรานี้ เป็นปัญหาที่ถกเถียงกัน เพราะว่ากฎหมายป.ป.ช.ไปเชื่อมกับตัวกฎหมายของข้าราชการแต่ละหน่วยว่า เมื่อเขาถูกลงโทษตามสำนวนของ ป.ป.ช.คนที่ถูกลงโทษมีสิทธิอุทธรณ์ ตามกฎหมายของเขา กรณีนี้เป็นตำรวจก็อุทธรณ์ต่อ ก.ตร. ตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547

ปัญหา คือ ก.ตร.สามารถจะไปเปลี่ยนแปลงฐานความผิด หรือไม่เห็นด้วย กับการชี้มูลของ ป.ป.ช. หรือจะเห็นว่าสิ่งที่ป.ป.ช.ดำเนินการสอบมา ไม่ถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนดได้หรือไม่ จึงกลายเป็นประเด็นขึ้นมา

ดร.วรเจตน์ กล่าวว่า ในอดีตเคยมีปัญหา เถียงกันมาครั้งหนึ่งแล้ว เมื่อรองอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ถูกชี้มูลว่า กระทำผิดวินัยร้ายแรง จนปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีลงโทษไล่ออก จึงไปอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ซึ่ง ก.พ.เห็นว่า บกพร่องเล็กน้อย เป็นวินัยไม่ร้ายแรง จึงเปลี่ยนจากโทษไล่ออกเป็นภาคทัณฑ์

ครั้งนั้น ป.ป.ช. เห็นว่า ก.พ.ทำไม่ถูก มาล่วงอำนาจ ป.ป.ช.ไปเปลี่ยนโทษความผิดที่ ป.ป.ช.ชี้ ก็ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ซึ่งคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 2/2546 ออกมาว่า ม.96 ของพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 บอกว่า ให้อุทธรณ์ดุลพินิจในการสั่งลงโทษ เท่ากับว่า องค์กรที่พิจารณาอุทธรณ์ มีอำนาจในการพิจารณาการสั่งลงโทษของผู้บังคับบัญชา ในฐานความผิดเดิมที่ ป.ป.ช.มีมติเท่านั้น ไม่สามารถใช้อำนาจหน้าที่ไปกระทบกระเทือนอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช.โดยวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงใหม่ เปลี่ยนฐานความผิดที่กำหนดโทษใหม่ได้ คือ ศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่า ก.พ.ในฐานะองค์กรที่พิจารณาอุทธรณ์ ต้องผูกพันตามสำนวนของ ป.ป.ช ซึ่งหากเทียบเคียงคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญนี้กับ ก.ตร.แล้ว ผลจะเป็นว่า ก.ตร.จะไปเปลี่ยนแปลงฐานความผิดที่ ป.ป.ช.ชี้มูลไม่ได้

"แต่มาวันนี้ รัฐธรรมนูญปี 2540 ถูกฉีกไปแล้ว แต่ยังเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอีก ซึ่งครั้งนั้นก็มีการถกเถียงกันในวงการนิติศาสตร์ ผมเป็นคนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเรื่องนี้"

มาดูกันที่ บทบัญญัติ ม. 96 จากถ้อยคำและเจตนาของคนร่างกฎหมายนี้ เป็นไปได้ที่ผู้ร่าง ไม่ต้องการให้อุทธรณ์ฐานความผิด อุทธรณ์ข้อเท็จจริงก็อุทธรณ์ได้ เพียงดุลพินิจการสั่งลงโทษของผู้บังคับบัญชา มันเป็นไปได้ที่มองแบบนี้ เพราะว่า คนเขียนอาจจะบอกว่า เขาต้องการให้เป็นแบบนี้ เพื่อว่าคนถูกลงโทษจะไม่ได้ไปวิ่งเต้นกับหน่วยงานของตน เลยบังคับให้ผูกพันตามสำนวนของ ปป.ช.ไป แต่ผมมีความเห็นอีกอย่างหนึ่ง

คือ เรื่องนี้ ถ้ามองจากตัวระบบกฎหมาย และมองที่วัตถุประสงค์ของการที่จะให้มีกระบวนพิจารณาอุทธรณ์ เราจะพบว่า การตีความตาม ม. 96 ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 2/2546 ได้ตีความไว้ และความเห็นของนักกฎหมายจำนวนหนึ่งที่เห็นไปทางนั้น เราจะเห็นว่า มันทำให้กระบวนการพิจารณาอุทธรณ์ ไร้ความหมาย !!

ยกตัวอย่างกรณี ก.ตร. เห็นภาพชัดว่า 3 นายพล ถูกผู้บังคับบัญชาลงโทษปลดออก การอุทธรณ์ขึ้นไป ก็ไม่มีความหมายอะไรเลย เพราะเท่ากับว่า เมื่ออุทธรณ์ไป ก.ตร.ก็ทำอะไรไม่ได้ เนื่องจากต้องผูกพันตามเดิม คือ ทำได้แค่ลงโทษปลดออกตามเดิม หรือ ลงโทษเขาหนักกว่าเดิม คือไล่ออก ซึ่งมันไม่ทำให้วัตถุประสงค์ของการมีกระบวนพิจารณาอุทธรณ์บรรลุผลในทางกฎหมาย

"ผมมองว่า การตีความกฎหมาย ต้องตีความในแง่ของการทำให้ตัววัตถุประสงค์ของกระบวนพิจารณาอุทธรณ์บรรลุผล ไม่ใช่ตีความในการทำลายวัตถุประสงค์ของการจัดให้มีกระบวนพิจารณาชั้นอุทธรณ์ นี่เป็นความเห็นผม"

ตามมาตรา 96 ที่เขียนว่า ใช้สิทธิอุทธรณ์ดุลพินิจในการลงโทษ ซึ่งอยู่ที่การตีความ ดังนั้นจะตีความไปที่เจตนาของคนทำกฎหมายอย่างเดียวไม่ได้ ต้องดูจากระบบกฎหมายด้วย หากตีความแบบที่ว่ากัน มันทำลายวัตถุประสงค์ของตัวกฎหมาย ทำให้การอุทธรณ์ไม่มีความหมาย แล้วจะไปเรียกร้องให้เขาอุทธรณ์ทำไม ในเมื่ออุทธรณ์ไปแล้วคนที่พิจารณาอุทธรณ์ทำอะไรไม่ได้

ฉะนั้นต้องตีความว่า คณะกรรรมการพิจารณาอุทธรณ์ มีอำนาจอุทธรณ์ตามกฎหมายเฉพาะ โดยพิจารณาคำสั่งลงโทษของผู้บังคับบัญชาตามสำนวนของ ป.ป.ช. ซึ่งเท่ากับว่า อำนาจของ ป.ป.ช.ผูกพันถึงผู้บังคับบัญชาเท่านั้น แต่ไม่ผูกพันถึงคณะกรรมการอุทธรณ์

**** อำนาจของป.ป.ช.จบลงแล้ว เพราะถือว่า ได้สั่งให้ผู้บังคับบัญชาลงโทษแล้ว และมีการลงโทษปลดออก

ดร.วรเจตน์ ย้ำว่า ใช่ อำนาจของ ป.ป.ช.จบลง เมื่อผู้บังคับบัญชาสั่งลงโทษไปแล้ว ตามมาตรา 93 สั่งลงโทษตามคำสั่ง ป.ป.ช.ไปแล้วจบลงเท่านี้ ที่เหลือเป็นสิทธิ์ของข้าราชการที่จะอุทธรณ์ ซึ่งในการตีความ ม. 96 ต้องตีความให้สอดคล้องกับบทบัญญัติในเรื่องของสิทธิของบุคคล คือ การตีความในแง่ที่ไปบีบดุลยพินิจของการพิจารณาอุทธรณ์ มันเป็นการตีความแบบจำกัดสิทธิของบุคคลที่จะได้รับการทบทวนในทางปกครอง ส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับการตีความแบบนี้

"จะบอกว่าสำนวนของ ป.ป.ช.นั้นเด็ดขาด และประสบความสำเร็จแล้วเมื่อผู้บังคับบัญชาสั่งลงโทษ แต่ตอนนี้ มันเป็นชั้นอุทธรณ์แล้ว ก็เป็นสิทธิ์ที่เขาจะดำเนินการตามกฎหมายตำรวจ และ ก.ตร.เห็นว่า สำนวนการสอบสวนที่ ป.ป.ช.ทำมาผิด จะไปให้ ก.ตร. ยืนตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาที่สั่งลงโทษได้อย่างไร"

อำนาจ ป.ป.ช.จบลงแล้ว เมื่อผู้บังคับบัญชา (นายกรัฐมนตรี) สั่งลงโทษ ในทางกลับกัน คนที่เป็นกรรมการอุทธรณ์อาจตั้งคำถามได้ว่า "ถ้าไม่ให้มาดูข้อเท็จจริง แล้วจะให้อุทธรณ์มาทำไม อุทธรณ์มาแล้ว บอกว่าทำอะไรไม่ได้ แต่ต้องทำตามสำนวนของ ป.ป.ช. ทั้งที่เห็นว่าไม่มีความผิด"

"อย่างผมเป็นกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เห็นว่า สำนวนของ ป.ป.ช.ทำผิดขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด รับฟังข้อเท็จจริงคลาดเคลื่อน ถามว่าจะบังคับดุลพินิจของ ก.ตร.ได้หรือว่า ต้องไปผูกพันตามข้อเท็จจริงที่มันผิดๆ ของ ป.ป.ช ถ้ามันเป็นอย่างนั้นจริง เท่ากับว่าไปบังคับให้เขาใช้ดุลพินิจที่ผิด เพราะว่าข้อเท็จจริงมันไม่ใช่"

ดร.วรเจตน์ตั้งคำถามว่า ถ้าจะบอกว่า เขาไม่มีสิทธิไปดูข้อเท็จจริง ไม่มีสิทธิ์ดูข้อกฎหมาย ดูได้แต่อัตราโทษได้อย่างเดียว กรณีอย่างนี้ จะดูอะไรได้ในเมื่อโทษมันมีแค่ปลดออกกับไล่ออก อย่างนี้ก็ไม่ต้องอุทธรณ์ ซึ่งไม่เกี่ยวกับการเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญของ ป.ป.ช.เลย เพราะกรณีนี้ ป.ป.ช.ไม่ได้ใช้อำนาจใดตามรัฐธรรมนูญ บทบาทของ ป.ป.ช.ในกรณีนี้ เปรียบเสมือนคณะกรรมการสอบสวนความผิดทางวินัยเท่านั้นเอง กฎหมายถือว่า สำนวน ป.ป.ช.คือสำนวนการสอบสวนทางวินัยของหน่วยงาน เพียงแต่ชี้ว่า เมื่อผลออกมาบังคับผู้บังคับบัญชาสั่งลงโทษ ตามที่ ป.ป.ช. ชี้มาเท่านั้น

มีการตั้งคำถามเท่ากับว่าให้คณะกรรมการอุทธรณ์ มารีวิวสำนวน ป.ป.ช.ได้ ซึ่งทำได้เพราะกฎหมายออกแบบให้ ป.ป.ช.เป็นคนสอบในชั้นต้น ดังนั้นเมื่ออุทธรณ์ โดยระบบปกติ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ก็ต้องลงมาดู กรณีฟ้องศาลปกครองศาล ก็ต้องลงมาดูข้อเท็จจริงทั้งหมดเหมือนกัน

**** มีการตีความว่ากฎหมาย ป.ป.ช.มีศักดิ์ เหนือกว่า กฎหมายตำรวจ

ดร.วรเจตน์- มีศักดิ์เหนือกว่าแล้วมันยังไง? ศักดิ์เหนือกว่า แต่กฎหมายของคุณจบลงแล้วตั้งแต่บังคับผู้บังคับบัญชาให้ทำตาม จบไปตามนั้น ตอนนี้ไม่เกี่ยวกับ ป.ป.ช.แล้ว ม.96 ที่ว่า ใช้สิทธิ์อุทธรณ์ดุลพินิจมันก็ขึ้นอยู่กับการตีความ ซึ่ง ก.ตร.ตีความว่า กรณีแบบนี้เท่ากับ ก.ตร.ดูข้อเท็จจริงได้ มันเป็นการตีความตาม ม.96 ประกอบกับกฎหมายของตำรวจ หากกฎหมายของหน่วยงานเขายังใช้ได้อยู่ มันเป็นไปไม่ได้ที่สำนวน ป.ป.ช.จะไปมัดดุลพินิจของคณะกรรมการอุทธรณ์

"เขาอึดอัดตาย ถ้าเขาต้องพิจารณาลงโทษตามข้อเท็จจริงที่เขาก็รู้ว่ามันผิด มันจะเป็นไปได้อย่างไร"

"ผมว่า เจตนารมณ์ของตัวกฎหมาย มันออกแบบประหลาดอยู่ ฉะนั้นการตีความต้องรับกับระบบ แต่นักกฎหมายหรือศาลไปตีความว่า ป.ป.ช.เป็นองค์กรตาม รธน. แต่ไม่ได้ดูว่า เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับความเป็นองค์กรตาม รธน. แต่เป็นเรื่องที่เขาใช้อำนาจทางปกครอง ไม่ได้เป็นเครื่องประกันด้วยว่า ที่ ป.ป.ช.ชี้มามันถูก"

ดร.วรเจตน์ กล่าวต่อว่า เมื่อนายกฯ บอกว่า ต้องเคารพความศักดิ์สิทธิ์ขององค์กรอิสระ ไม่พอใจให้ไปฟ้องศาลปกครอง เรื่องนี้ลืมไปประเด็นหนึ่ง ไม่ใช่เห็นว่า ใครไม่เห็นด้วยให้ไปฟ้องศาล แต่ว่ากลไกเรื่องการให้ความเป็นธรรมกับข้าราชการ มันมีในระบบต้องตีความให้มันใช้ได้โดยสมบูรณ์ ไม่อย่างงั้น ถ้า ป.ป.ช.ชี้ความผิดมัดทั้งผู้บัญชาการ มัดทั้งกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ จะเป็นไปได้อย่างไรในทางระบบ แล้วจะมีคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไว้ทำไม เพื่ออะไร หากอุทธรณ์ไปทำได้เพียงปลดออก หรือไล่ออก

**** เหมือนป.ป.ช.ไม่ศักด์สิทธิแล้วเจตนารมณ์ของคนเขียนกฎหมายเพื่อป้องกันการวิ่งเต้นในหน่วยงานต้นสังกัด

ดร.วรเจตน์ ย้อนว่า แล้ววิ่งเต้นที่ ป.ป.ช.ไม่ได้ตั้งแต่แรกหรืออย่างไร หากวิ่งตั้งแต่ ป.ป.ช. เรื่องที่ผิดอาจจะไม่ถูกชี้มูลตั้งแต่แรกด้วยซ้ำไป ตอนนี้กลายเป็นว่า ต้องไปไว้ใจองค์กรอิสระ แล้วคนที่เป็น ก.ตร. ที่มีผู้ทรงคุณวุฒิข้างนอกเข้ามาร่วมไม่ด้อยกว่า ป.ป.ช.

"ตอนนี้เป็นการวัดศักดิ์ศรีกันแล้ว ผมว่าต่อไปข้างหน้าจะมีปัญหานี้อีก หาก ป.ป.ช.ทำสำนวนมาแล้ว คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์อ่านแล้วไม่เห็นด้วย เพราะรับไม่ได้ ซึ่งเรื่องแบบนี้จะต้องเกิดขึ้นอีกต่อไปต้องมีกฎหมายที่ชัดเจน"

ในความเห็นของ ดร.วรเจตน์ บอกว่า คำสั่ง ก.ตร.ที่ว่า อุทธรณ์ฟังขึ้น สำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องทำตามที่ ก.ตร.มีมติ โดย ก.ตร.เอง จะเป็นผู้รับผิดชอบกับมติที่ให้อุทธรณ์ฟังขึ้นจากการตีความกฎหมาย จึงต้องไปดูความเห็นในการตีความ เมื่อ ก.ตร.มีมติแล้วต้องทำตาม นายกฯในฐานะผู้บังคับบัญชาต้องผูกพันตามมติ ก.ตร.ด้วยเช่นกัน

**** เรื่องนี้นายกรัฐมนตรีเป็นคนกล่าวโทษกรณี 7 ตุลากับพล.ต.อ.พัชรวาท และพล.ต.ท.สุชาติ

ดร.วรเจตน์ บอกว่า นี่ก็เป็นปัญหายุ่งอีก กลายเป็นเรื่องมีส่วนได้เสีย อย่างไรก็ตามเมื่อ ก.ตร.มีมติแล้ว ก็ต้องปฏิบัติตาม หรือว่านายกฯจะฝืนมติ เพราะมติ ก.ตร.ถือว่า สมบูรณ์ตามกฎหมายตำรวจ ถ้ามีใครอ้างว่ามติ ก.ตร.ไม่ชอบด้วยกฎหมายต้องหาสิทธิ์ไปฟ้องคดีเอง ซึ่ง ป.ป.ช.ต้องไปหาช่องฟ้องเอง เพราะ ก.ตร.ตีความอำนาจ

"ถ้าผมเป็น ก.ตร.ผมก็ตีความอำนาจอย่างนี้ และผมเห็นอย่างนี้โดยบริสุทธิ์ เพราะผมอ่าน ม. 96 แล้ว ดูจากระบบกฎหมายแล้ว ดูจากวัตถุประสงค์ของการมีกระบวนพิจารณาอุทธรณ์แล้ว ดูจากสำนวน ป.ป.ช.แล้ว ผมตีความว่า ผมมีอำนาจในการพิจารณา เพราะผมใช้กฎหมายตำรวจ "

ตอนนี้ต้องดูนายกรัฐมนตรี กับ รรท.ผบ.ตร. ถ้าไม่ทำตามเขา อาจจะถูกฟ้อง หากไม่รับกลับเข้ารับราชการ 3 นายพล อาจฟ้องศาลอาญาว่า ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ปฏิบัติตามมติ ก.ตร. นายกฯต้องคุยกับ ก.ตร.ว่าจะเอาอย่างไร

"แต่ผมว่า คงคุยกันไม่รู้เรื่อง เพราะตั้ง ผบ.ตร.ยังตั้งไม่ได้เลย หาก ก.ตร.จะกลับมติ ผมเห็นว่านี้เป็นอำนาจตาม พ.ร.บ.ตำรวจฯ และไม่เกี่ยวกับความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย"

พลังของกฎหมาย ป.ป.ช. มันจบตั้งแต่มีผลให้ผู้บังคับบัญชาลงโทษทางวินัย เคยมีบางยุคตีความว่า กฎหมาย ป.ป.ช. ผูกพันไปถึงศาลด้วย ป.ป.ช.จึงกลายเป็นองค์กรที่ชี้ตูมเดียว ผูกพันกับชาวบ้านทั้งหมด แล้วทำไมเราไม่คิดในทางกลับกันว่า หาก ป.ป.ช.ชี้ผิด แล้วโทษเป็นเพียงวินัยไม่ร้ายแรง แล้วจะทำอย่างไร จะบังคับให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ถือตาม ป.ป.ช.ได้อย่างไร ถ้ากฎหมายมันไม่ชัด

ดร.วรเจตน์ บอกว่า เรื่องนี้มาอ้างความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายไม่ได้ เพราะไม่ใช่เรื่องกฎหมายขัดกัน แต่เป็นเรื่องที่เขาใช้กฎหมายของเขา ซึ่งกฎหมายของ ป.ป.ช.ได้ใช้แล้วในการสั่งปลดออกต้องพอใจเท่านั้น จะไปคอยตามดูให้กลายเป็นสำนวนของข้าพเจ้าใครจะแก้ไม่ได้ ถามว่า เราจะให้อำนาจ ป.ป.ช.แบบนั้นหรือ

"ป.ป.ช.วิ่งไม่ได้หรือไง หรือจะบอกว่าเป็นอรหันต์กันหมด เป็นไปไม่ได้หรอก ผมไม่เชื่อหรอก มันต้องว่ากันตามระบบ"

ดร.วรเจตน์ ย้ำอีกว่า ก.ตร.มีอำนาจ ป.ป.ช.บังคับให้เขาทำตามสำนวนคุณไม่ได้ สมมุติสำนวนทำมาไม่ได้เรื่อง จะไปผูกพันได้อย่างไร เหมือนกรณี "โอ๋ สืบ 6" ที่ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด จากนั้นจึงไปฟ้องศาลปกครอง แล้วศาลพิจารณาว่า ป.ป.ช.ไม่ฟังข้อเท็จจริงอย่างครบถ้วน จน ป.ป.ช.ถูกฟ้องกลับคดีอาญา

"กฎหมาย ป.ป.ช.คิดขึ้นมา มุ่งจะปราบอย่างเดียวโดยไม่คำนึงถึงสิทธิ์ของคนอื่นเขา มันไม่ได้ เรื่องอำนาจพวกนี้ อย่าปล่อยให้เกิดขึ้นอีก ต้องแก้กฎหมายเลย แล้วพูดให้ชัด คุยให้ชัด ทำกฎหมาย อย่าคิดว่า วิ่งกับองค์กรอื่น คือทุกคนถูกวิ่งได้หมด ถ้ามันจะวิ่ง แล้วมันต้องคิดถึงคนที่ได้รับผลกระทบเป็นตัวตั้ง กฎหมาย ป.ป.ช.มุ่งจะจัดการกับราชการ จนเขียนกฎหมายผิดระบบไปหมด ดูอย่าง ม.96 เขียนมาได้ "ต้องใช้สิทธิดังกล่าวภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ ผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอนมีคำสั่งลงโทษ" เขียนอย่างนี้ได้อย่างไร เพราะคำว่า มีคำสั่งลงโทษ หมายถึงวันที่เซ็นคำสั่ง แล้วคำสั่งยังไม่ถึงคนรับคำสั่งเลย ผมว่า ม.96 นี้ มันเขียนไม่ดี เขียนโดยทัศนคติต่อข้าราชการในทางลบกันมาก "

"มาตรา 96 นี้ เขียนไม่ได้ความเลย เขียนแบบจ้องเล่นงานข้าราชการเป็นหลัก เขียนจนหลุด ผมเห็นว่า ระบบต้องสำคัญกว่า การตีความต้องรักษาระบบไว้ ไม่ใช่เรื่องหลักการรักษาความศักดิ์สิทธิ์ขององค์กรอิสระ นายกฯท่านเข้าใจผิดแล้วเรื่องนี้ "

นายกฯ ต้องเห็นว่า บทบาทตัวเองขัดแย้งกัน เพราะตัวเองไปกล่าวหาเขาต่อ ป.ป.ช.ตั้งแต่แรก จริงๆ ต้องมอบเรื่องนี้ให้คนอื่นทำ เอาเรื่องเข้า ครม.แล้วให้รองนายกฯคนอื่นสั่งลงโทษตั้งแต่แรก เพราะตัวเองเกี่ยวพันในทางส่วนตัวในฐานะคนร้อง

"เรื่องนี้จะเห็นว่า การเป็นฝักฝ่ายการเมือง ส่งผลรุนแรงอย่างไรกับระบบกฎหมาย มันกลายเป็นว่า ตอนนี้ใครมีอำนาจก็จะชี้อย่างไรก็ได้อย่างที่ตัวเองอยาก มันเป็นอย่างนั้นไปหมด" ดร.วรเจตน์กล่าวทิ้งท้าย