WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, January 26, 2010

เบื้องหลังปฏิวัติ...ทำไมต้องประยุทธ ไม่ใช่ป๊อก !!!!!!!!

ที่มา thaifreenews

โดย หัตถา

เบื้องหลังปฏิวัติ...ทำไมต้องประยุทธ ไม่ใช่ป๊อก.....!!!!!!!!!!!

ป๊อกได้รับคำสั่งให้ทำการปฏิวัติ.....ในเช้ามืดวันที่23 มกราคม53
โดยใช้กำลังพลจากทหารบกทั้งหมด ทอ,ทร. ไม่เอาด้วยในครั้งนี้(แล้วจะมาเล่าให้ฟังที่หลัง)
ป๊อกจึงสั่งให้ทหารเคลื่อนกำลังตามนัดหมาย แต่ก่อนถึงเวลานัดป๊อกได้รับทราบ
ว่า..นายทหารระดับพันเอกลงมาถึงไอ้เณรไม่เอาด้วย โดยเฉพาะระดับจ่าผู้ปฏิบัติไม่ไปเบิกอาวุธ
และยานพหนะไอ้เณรก็ไปตัดหญ้าทำเป็นทองไม่รู้ร้อน จึงเป็นการต่อต้านคำสั่งอย่างมาก..........

หัวขาวรู้แล้วป๊อกไร้ความหมายและไม่มีบารมีแล้ว ...สั่งทหารไม่ได้..
จึงหันไปสั่งประยุทธ ๆรวมกำลังพลได้ไม่ถึง5กองร้อย ก็แค่ระดับพันเอกไม่กี่คนแต่ก็ถูกต่อต้านจากระดับผบ.ร้อย
และจ่ากับพวกไอ้เณรอีกเช่นกันเพราะจ่าเป็นผู้ขับรถถังและเซ็นต์ชื่อเบิกอาวุธ
ความล้มเหลวในการทำปฏิวัติเมื่อวันเสาร์ 23มกราคม53...............จึงเหลวไม่เป็นท่า
เพราะต้องขอบคุณระดับนายร้อย ,จ่า,และไอ้เณรอย่างมากที่ต่อต้านการปฏิวัติ(หรือว่าเมียสั่งไม่ให้ทำหว่าเมียเสื้อแดง)
ส่วนระดับพันเอกมันก็เอี้ยมากพอกันเพราะรู้หลบรู้หลีกเพราะยศ ไม่มีความจริงใจเหมือนจ่ากับไอ้เณร
...
จึงเป็นที่มาบีบอนุพงษ์ให้ไปเสีย และเลื่อนประยุทธขึ้นเป็นผบ.ทบ เพื่อเพิ่มบารมีและอำนาจให้ประยุทธ
ได้เต็มที่ แต่ก็นั้นแหละก็ยังจะถูกต่อต้านจากระดับผู้ปฏิบัติอยู่ดี
จากการพูดคุยกับผู้ที่ได้รับคำสั่ง..พวกเขาบอกว่า"เดี๋ยวนี้ตาสว่างแล้วและเข้าใจเรื่องจริงเป็นอย่างไร"
จากข้อมูลของเวทีคนเสื้อแดง และระดับนายร้อยนายพันบางคนพูดว่า ป๊อกยังหักหลังเพื่อนและเพื่อนไม่คบด้วย
แล้วจะช่วยไปทำไม .....ยิ่งถ้าต้องค้ำบัลลังเปรมนะหรือไม่เอาแล้ว
เบื้องหลังเมื่อทำปฏิวัติแล้ว
1....หัวหน้าคณะปฏิวัติชื่อประยุทธ จันโอชา
1....ให้ไปอุ้มแกนนำคนเสื้อแดงที่ชุมนุมกันที่สนามกอล์ฟทั้งหมด
2....ยกเลิกกฏหมายแล้วใช้คำสั่งปฏิวัติแทน
3....แล้วสถาปนาให้อภิสิทธิ์เป็นนายก
...
แต่อย่าพึ่งวางใจก่อนวันที่26 ก.พ53 มันมีความพยายามรวบรวมกำลังกันอีกครั้ง
โดยใช้กำลังจากสระแก้ว ปราจีนนำโดยพลตรีวลิต นายทหารที่สั่งยิงประชาชนที่ดินแดง
จาก ร21 ชลบุรี
จาก ทหารสายของประยุทธและ คณิต
จาก กองทัพภาค 2
จาก ทหารม้าสระบุรีที่มีหลานอภิสิดเป็นผบ.พันนั้นแหละตัวดี
...
ส่งข่าวถึงเสธแดง จากผู้ระดับปฏิบัติงานเขาบอกว่า เห็นตัวอย่าง เสธแดงถูกกระทำ
หักหลัง และรอบกัด พวกเขาทนไม่ได้ จึงรวมตัวกันต่อต้านคำสั่งปฏิบัติ
ระดับจ่ากับไอ้เณรนี่มีขบวนการใต้ดินกันแล้วหรือนี่ ส่งข่าวติดต่อกันได้เร็วจริงๆๆๆ
คุยที่หน่วยนี้ห่างไม่ถึง30 นาทีไปอีกหน่วย รู้แล้วว่าเราจะไปคุยด้วยเรื่องอะไร..สุดยอดครับจ่า
แล้วจะไปดื่มกาแฟอีกนะ..ระวังตัวด้วยละ

เครื่องตรวจมหัศจรรย์ หรือ ไม้ล้างป่าช้ากายสิทธิ์

ที่มา thaifreenews

ที่มา บางกอกทูเดย์

จีที 200-สนิฟเฟ็กซ์-อัลฟ่า 6 เครื่องตรวจมหัศจรรย์ หรือ ไม้ล้างป่าช้ากายสิทธิ์

โดย ผศ.ดร. (ว่าที่ร้อยตรี) เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์
นักวิชาการอิสระ

วันที่ 8 ตุลาคม 2552 เสียงระเบิดกึกก้องกลางตลาดในอำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส ได้ปลุกกระแสจิตสำนึกของผู้ที่เชื่อมั่นในความถูกต้องของวิทยาศาสตร์ให้ออกมาถกเถียง แลกเปลี่ยน และแสดงความคิดเห็นที่อาจจะพลิกโฉมหน้าวงการวิทยาศาสตร์ไทยอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

จำเลยหลักที่ถูกกล่าวหากับการระเบิดที่สุไหงโกลก คือ เครื่องตรวจหาวัตถุระยะไกลจีที 200 (GT 200) เครื่องมือมหัศจรรย์ที่ได้เคยเผยโฉมให้ประชาชนคนไทยเห็นมาแล้วหลายครั้ง ทั้งในการค้นหาวัตถุระเบิด ยาเสพติด ของต้องสงสัย หรือแม้กระทั่งซากศพ ภาพที่เราได้เห็น คือ การที่เจ้าหน้าที่ถือเครื่องมือนี้เข้าไปตรวจสอบเหตุการณ์สำคัญๆ อย่างเช่น การประท้วงของพันธมิตรฯ หรือเพลิงไหม้ซานติก้าผับ

ความมหัศจรรย์ของจีที 200 คือ เมื่อถือเครื่องนี้เดินเข้าไปในที่เกิดเหตุ พร้อมกับใส่แผ่นการ์ดระบุชนิดของสารที่ต้องการตรวจ ซึ่งมีหลายสิบชนิด ทั้งสารระเบิด สารเสพติด สารพิษ หรือแม้แต่แบงค์ปลอม เจ้าเสาหนวดกุ้งที่ยื่นยาวอยู่หน้าเครื่องก็เหมือนจะหมุนได้เอง ชี้เป้าไปในทิศที่สงสัยว่าจะมีสิ่งของนั้นได้อย่างน่าอัศจรรย์ แม้ว่าจะมีอยู่ปริมาณน้อยนิดเป็นพิโคแกรม (เศษหนึ่งส่วนล้านล้านกรัม) หรืออยู่ห่างไกลไปหลายร้อยเมตร โดยอ้างว่าเป็นผลจากแรงแม่เหล็กดูด/ผลัก (dia/para magnetic) ที่เกิดจากไฟฟ้าสถิตในตัวผู้ใช้ และไม่มีอะไรจะขวางกั้นการตรวจของเครื่องได้ แม้แต่ตะกั่วที่เอาไว้กั้นรังสีนิวเคลียร์

ข่าวความสำเร็จในการใช้เครื่องจีที 200 ก่อให้เกิดความศรัทธาอย่างยิ่งในวงการความมั่นคงของรัฐ จนมีการสั่งซื้อมาใช้กันขนานใหญ่ในหลายองค์กร เครื่องยี่ห้ออื่นๆ ซึ่งอ้างหลักการทำงานแบบเดียวกัน ไม่ว่าจะเครื่องสนิฟเฟ็กซ์ (Sniffex) เครื่องอัลฟ่า 6 (Alpha 6) ก็พลอยได้รับความนิยมไปด้วย และถูกนำไปใช้กันทั่วประเทศ ไม่ใช่เฉพาะในชายแดนภาคใต้เท่านั้น

แต่ข่าวความสำเร็จ ก็เป็นเพียงแค่ด้านสว่างด้านเดียวของดวงจันทร์ มีหลายต่อหลายครั้งที่เครื่องมือทำนองนี้ได้ให้ผลลัพธ์ที่ผิดพลาด ไม่ว่าจะเป็นการที่เครื่อง บอกว่ามี แต่กลับไม่มี (false positive)” ทำให้มีผู้บริสุทธิ์ถูกปรักปรำว่าเกี่ยวข้องกับสารระเบิด จนถึงนำตัวไปกักขังสอบสวน หรือ บอกว่าไม่มี แต่กลับมี (false negative)” จนทำให้เจ้าหน้าที่และประชาชนต้องบาดเจ็บล้มตาย ดังเช่นกรณีที่สุไหงโก-ลก หรือล่าสุดที่จังหวัดยะลา ในระหว่างที่นายกฯมาเลเซียมาเยือนประเทศไทย (วันที่ 9 ธันวาคม)

คำตอบที่ได้รับฟังจนเหมือนแผ่นเสียงตกร่องจากผู้รับผิดชอบก็มีเพียงแค่ว่าเครื่องมือยังมีประสิทธิภาพดีอยู่ ไม่ได้เสียหายบกพร่อง ผลลัพธ์ที่ผิดพลาดใดๆ น่าจะมาจากเจ้าหน้าที่ผู้น้อยที่ใช้เครื่องผิดวิธี ฝึกมาไม่ดีพอ พักผ่อนน้อยไป ร่างกายอ่อนแอ ขาดสมาธิและศรัทธาในการใช้เครื่อง ทำให้กระแสไฟฟ้าในร่างกายน้อยลง ประสิทธิภาพของเครื่องก็น้อยลงไปด้วย เพราะเครื่องไม่ได้ใช้ไฟฟ้าจากแบตเตอรี่

คำชี้แจงแบบวิทยาศาสตร์เทียม (pseudo-science) เช่นนี้ ทำเอานิสิตนักศึกษา คณาจารย์ นักวิจัย และผู้สนใจทางด้านวิทยาศาสตร์ แทบจะกรีดร้องออกมา เครื่องมือมหัศจรรย์ราคากว่าล้านบาทที่เคยคิดกันว่าน่าจะมีระบบอิเล็กโทรนิกส์ซับซ้อน มีเซนเซอร์พิเศษตรวจจับสสารด้วยนาโนเทคโนโลยี มีคอมพิวเตอร์ขนาดจิ๋วประมวลผลอยู่ภายใน คล้ายกับอุปกรณ์จมูกเทียม (electronic nose) ที่โด่งดังอย่างเครื่องไฟโด (FIDO) ของทหารอเมริกัน กลับการเป็นแค่ ลวดเดาว์ซิง (Dowsing rod)” หรือ ไม้ล้างป่าช้าเท่านั้นเอง

แม้แต่เด็กก็รู้จักไม้ล้างป่าช้ากายสิทธิ์นี้จากการ์ตูนโดเรมอนตอนที่โดเรมอนเอาเครื่องมือหาบ่อน้ำออกมา ดูแล้วหน้าตาก็เหมือนกับเครื่องจีที 200 และพี่น้องของมันเปี๊ยบเลย แถมทำงานเหมือนกันด้วย เวลาที่โนบิตะถือเครื่องที่เป็นแท่งลวดงอในมือหลวมๆ แล้วเดินไปเรื่อยๆ ปลายแท่งก็จะชี้ไปหาแหล่งน้ำใต้ดินได้อย่างปาฏิหาริย์

ความเชื่อเรื่องลวดเดาว์ซิงมีมานานมากในประเทศทางยุโรป ทั้งใช้หาแหล่งน้ำ แหล่งแร่ หรือศพในป่าช้า ผู้ที่งมงายศรัทธาในไม้ล้างป่าช้าพวกนี้ มักจะนำเอาหลักการผลัก/ดูดแม่เหล็กมาอ้างเป็นคำอธิบายเสมอ แม้ว่าจะถูกพิสูจน์มานับครั้งไม่ถ้วนแล้วว่า ลวดเดาว์ซิงเป็นเรื่องลวงโลกแหกตา (bogus) แรงแม่เหล็กที่ว่าก็ไม่ได้มีกำลังมากพอที่จะดูดลวดในมือให้หมุนได้ ถ้าจะให้ทำได้จริง ก็ต้องใช้ขดลวดสร้างแม่เหล็กไฟฟ้าตัวใหญ่เท่าห้อง ถึงจะพอดึงแค่เข็มนาฬิกาให้เคลื่อนได้

ที่เครื่องไม้ล้างป่าช้าพวกนี้ยังขายได้อยู่ ก็เพราะมันให้ผลการชี้ทิศทางที่กำกวม ไม่ได้ระบุเป็นตัวเลขแต่อย่างใด เมื่อค้นหาในพื้นที่เสี่ยง โอกาสที่จะชี้แล้วหาวัตถุระเบิด อาวุธ หรือยาเสพติดเจอก็มีสูงเป็นธรรมดา แต่ถ้าชี้แล้วไปหาไม่พบ ก็อ้างได้ว่าเครื่องมีความไวสูงจนชี้บริเวณที่ปนเปื้อนวัตถุที่ค้นหาเพียงเล็กน้อย หรือผู้หาหาไม่เจอเอง (ไม่นับรวมที่โบ้ยว่าผู้ใช้เครื่องพักผ่อนไม่เพียงพอด้วย)

แล้วที่เสาอากาศของเครื่องหันได้เองล่ะ ก็ถ้าไม่ได้ตั้งใจเอนเครื่องเล็กน้อยให้เสาชี้ไปปรักปรำใคร เพราะตั้งธงไว้ก่อนแล้วว่าโรงเรียนนี้หมู่บ้านนี้มีผู้กระทำผิดอาศัยอยู่ ก็จะเกิดจากการเคลื่อนไหวของตัวผู้ใช้เครื่องเองด้วย จิตใต้สำนึก สั่งการว่ากำลังสงสัยใครหรือบริเวณใดอยู่ ตามปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาที่เรียกว่า Ideomotor effect แบบเดียวกับที่เกิดขึ้นเมื่อเล่นผีถ้วยแก้ว เมื่อแก้วเคลื่อนที่เองได้โดยทุกคนปฏิเสธว่าไม่ได้ดัน แต่จริงๆ แล้วดันไปโดยไม่รู้ตัว

จากความงมงายในลวดเดาว์ซิง ซึ่งอย่างมากก็ใช้ต้มตุ๋นหลอกคนว่าจะหาแหล่งน้ำแหล่งแร่ให้ ไม่มีใครบาดเจ็บหรือเป็นอะไร แต่ความเชื่อมั่นในเครื่องตรวจระเบิดที่อาศัยหลักการเดียวกัน กลับเหมือนกับเอาชีวิตผู้ใช้ไปแขวนไว้บนเส้นด้าย เอาผู้บริสุทธิ์มาเป็นผู้ต้องหาโดยไม่รู้ตัว หรือแม้แต่เอาชื่อเสียงเกียรติยศที่ทำมาทั้งชีวิตไปเสี่ยง แม้ว่าจะเป็นความบกพร่องโดยสุจริตก็ตาม

องค์กรใดที่ใช้ชื่อว่า วิทยาศาสตร์แต่เอาเครื่องมือที่เป็น วิทยาศาสตร์เทียมเช่นนี้มาใช้ หรือรับรองการันตีว่าเครื่องมือพวกนี้เป็นเครื่องมือวิทยาศาสตร์อันทรงประสิทธิภาพ องค์กรนั้นควรจะมีความละอายแก่ใจ สำนึกต่อความถูกต้องทางวิทยาศาสตร์ หรือไม่เช่นนั้นก็เปลี่ยนชื่อไปเป็นองค์การ ไสยศาสตร์เสียดีกว่า

เครื่องตรวจระเบิดลวงโลกพวกนี้ไม่ได้มีใช้อยู่ในประเทศที่พัฒนาแล้วแม้แต่ประเทศเดียว แต่กลับแพร่หลายอยู่ในหมู่ประเทศกำลังพัฒนาที่ประสบปัญหาการก่อการร้ายและความมั่นคง มีการทุจริตคอร์รัปชั่นเกิดขึ้นได้ง่าย รวมทั้งยังคงมีประชาชนที่หลงไหลศรัทธาในไสยศาสตร์มากกว่าที่จะยึดมั่นในความจริงทางวิทยาศาสตร์

ยอมรับอย่างน่าเศร้าใจว่า ไทยเราก็เป็นหนึ่งในนั้น เพื่อนร่วมชะตากรรมของเราไม่ว่าจะเป็นเม็กซิโก อินเดีย หรืออิรัก (ไม่เกี่ยวกับทหารอเมริกัน) ก็เป็นลูกค้ารายใหญ่ของไม้ล้างป่าช้าพวกนี้ แม้ว่าจะมีเสียงเรียกร้องจากทั่วโลกปรากฏอยู่ตามเว็บไซต์ต่างๆ บนอินเตอร์เน็ตให้รัฐบาลแต่ละชาติตระหนักถึงภัยอันตรายที่จะเกิดตามมาหรือเกิดขึ้นแล้วจากการใช้เครื่องตรวจแบบลวดเดาว์ซิง แต่ก็ไม่เป็นผล จะด้วยผลประโยชน์มหาศาลหรือทิฐิมานะที่มี หรือกลัวว่าจะต้องถอดหัวโขนตัวเองออกมาแสดงตัวตนที่แท้จริง ก็ไม่อาจจะทราบได้

หรือจะอ้างว่ามีเครื่องมืออย่างนี้ย่อมดีกว่าไม่มี จะได้ให้เจ้าหน้าที่รัฐมีเกราะป้องกันตัวเองบ้าง แต่ถ้าเกราะที่เคยคิดว่าจะป้องกันตัวได้ชิ้นนี้ แท้จริงกลับกลายเป็นระเบิดฆ่าตัวตายที่พร้อมจะทำงานทุกครั้งที่เครื่องตรวจไม่เจอว่ามีระเบิด ทั้งที่จริงๆ มีซ่อนอยู่ จะไม่เจ็บปวดใจกันบ้างเลยหรือ คิดไม่ออกเลยว่าจิตใจของคนที่ยังสั่งการให้ใช้เครื่องพวกนี้อยู่นั้นทำด้วยอะไร ทั้งๆ ที่รู้ว่ากำลังหยิบยื่นความตายให้กับผู้น้อยในแนวหน้า

หรือว่าคนไทยเรายังขาดกระบวนการคิดไตร่ตรองหาเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ อาศัยแค่ความศรัทธาจากที่เคยใช้เครื่องนี้ได้สำเร็จมาครอบงำจิตใจ จนลืมสงสัยเวลาที่เครื่องผิดพลาด เอาแต่เชื่อในสเป็กเครื่องกับเครดิตของฝรั่งที่มาสาธิตให้ดู ทำไมไม่ลองทำการทดสอบแบบ ตาบอดสองทิศ (double-blind test)” ที่ผู้ค้นหาต้องไม่รู้ที่ซ่อน ไม่พบหน้าผู้ซ่อนของเลยตลอดการทดลอง และทดลองหลายสิบครั้งเพื่อลดโอกาสในการเดาถูก

ความจริงแล้ว เครื่องจีที 200 และญาติพี่น้องของมัน ก็ได้เคยถูกเปิดโปงความไม่ชอบมาพากลมาแล้วหลายครั้ง ตั้งแต่ปี ค.ศ.1996 ที่เครื่องควอโดร แทรกเกอร์ (Quadro Tracker) ถูกเปิดโปงว่าเป็นเครื่องลวงโลกโดยอัยการของสหรัฐอเมริกา และถูกเอฟบีไอดำเนินคดีไปแล้ว ต่อมาปี ค.ศ. 2007 เครื่องสนิฟเฟ็กซ์ซึ่งมีใช้ในบ้านเราเหมือนกัน ก็ถูกทางกองทัพเรือสหรัฐพิสูจน์ว่าใช้ไม่ได้ผลดีอย่างที่อ้าง ใช้ได้แค่ 50:50 เท่านั้น หรือเทียบเท่ากับโยนเหรียญหัวก้อยเอง

ส่วนเครื่องโมล (M.O.L.E.) ที่ทำจากบริษัทเดียวกับเครื่องจีที 200 นั้นก็เคยถูกพิสูจน์ตั้งแต่ปี ค.ศ.2002 โดยกระทรวงยุติธรรมสหรัฐแล้วว่าลวงโลกเช่นกัน บริษัทผู้ผลิตก็หนีออกไปเปิดใหม่ที่ประเทศอังกฤษ แล้วสร้างเครื่องจีที 200 ออกมาขายประเทศด้อยพัฒนาแทน ทำเอากระทรวงกลาโหมอังกฤษเดือดร้อนต้องออกแถลงการณ์ว่าไม่เกี่ยวข้องหรือเคยเอาเครื่องจีที 200 มาใช้เลย

เรื่องโอละพ่อของ "ไม้ล้างป่าช้า" ก็มาถึงจุดสรุป เมื่อกระทรวงยุติธรรมสหรัฐออกคำเตือนในเอกสารแนวทางการเลือกซื้อเครื่องตรวจวัตถุระเบิดของทั้งประเทศว่า ห้ามซื้ออุปกรณ์ตรวจระเบิดแหกตา (bogus explosive detector) ตระกูลที่ใช้หลักการลวดเดาว์ซิงนี้ทุกยี่ห้อ ขณะที่ก็มีการตั้งรางวัลอย่างงามจาก นายเจมส์ แรนดี นักจับผิดเรื่องลวงโลกชื่อดังถึง 1 ล้านเหรียญสหรัฐ ถ้ามีใครพิสูจน์ได้ว่าเครื่องพวกนี้สามารถตรวจหาระเบิดได้จริง ซึ่งถึงวันนี้ก็ยังไม่มีใครกล้ารับคำท้า

ใครหลายคนอาจจะคิดว่าไม้ล้างป่าช้าราคาตัวละหลายแสนนี้เป็นเรื่องไกลตัว เป็นปัญหาเฉพาะกับคนที่อยู่ชายแดนใต้ แต่เมื่อกระทรวงมหาดไทยประกาศรณรงค์กวาดล้างยาเสพติดขนานใหญ่ด้วยการส่งเครื่องอัลฟ่า 6 ลูกพี่ลูกน้องของจีที 200 ออกไปประจำการทั่วทุกอำเภอทั่วทั้งประเทศ บาปบริสุทธิ์ครั้งใหญ่กำลังจะเป็นภัยร้ายส่งตรง ดีลิฟเวอรี่ถึงตัวท่าน ช่วงปีใหม่ที่ผ่านมาหลายคนอาจจะหมดสนุกเมื่อถึงคราวซวย ขับรถผ่านด่านต่างจังหวัด แล้วโดนอัลฟ่า 6 ชี้ว่ามียาซ่อนอยู่ในรถ ถ้าโชคดีหาไม่เจอแต่พูดกันเข้าใจ ก็ปล่อยตัวไป แต่โชคร้ายพูดกันไม่รู้เรื่อง ได้ไปสอบสวนต่อที่โรงพัก หรือค้างแรมฟรีในห้องขังสักคืนสองคืน

ถึงเวลาหรือยังที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะละเลิกทิฐิมานะในตัวตน แล้วหันมาพูดจากัน ยอมรับข้อเท็จจริงที่ประจักษ์ด้วยความจริงตามหลักการทางวิทยาศาสตร์ ถึงเวลาหรือยังที่จะหยุดยั้งการสูญเสียของกำลังพลในแนวหน้า และสูญเสียความไว้เนื้อเชื่อใจของคนในท้องถิ่น ตลอดจนสิทธิเสรีภาพของประชาชนทั่วไปจากการใช้ ไม้ล้างป่าช้ากายสิทธิ์ ที่แอบอ้างตนเป็นเครื่องตรวจมหัศจรรย์นี้ ถึงเวลาหรือยังที่ภาครัฐจะทุ่มเทงบประมาณไปจัดซื้อเครื่องตรวจวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริง (ดังเช่น เครื่องไฟโด ฯลฯ) ทุ่มเทงบไปที่การข่าวและการฝึกกำลังพลสุนัขตำรวจสุนัขทหารเพิ่มเติม

มีคำกล่าวเตือนใจทางนิติวิทยาศาสตร์อยู่ว่า คนเอียง วิทยาศาสตร์ไม่เอียง ประเด็นไม้ล้างป่าช้าลวงโลกในครั้งนี้จะเป็นตัวอย่างคลาสสิกที่สุดสำหรับคติพจน์ดังกล่าว เพราะชัดเจนว่าความจริงทางวิทยาศาสตร์นั้นไม่ได้เอียงเข้าข้างใคร ไม่ว่าจะโด่งดังหรือยิ่งใหญ่แค่ไหน อะไรที่ไม่ถูก อะไรที่ใช้ไม่ได้ อะไรที่เป็น วิทยาศาสตร์เทียมย่อมถูกเปิดโปงในที่สุด

ส่วนคนที่ยึดติดกับหัวโขนตัวเองกับทิฐิมานะตัวเอง หรือแอบอ้างความเป็นวิทยาศาสตร์ คนผู้นั้นแหล่ะที่ เอียง

รัฐบาลพลัดถิ่น ยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี สงครามประชาชน

ที่มา Thai E-News


โดย Pegasus
26 มกราคม 2553

ระวังอย่าทำการอย่างสุ่มเสี่ยงด้วยการจับอาวุธก่อนเวลาที่จะมีรัฐบาลพลัดถิ่น การมีรัฐบาลพลัดถิ่นนายกทักษิณฯจะสามารถเรียกให้ประชาชนและทหารฝ่ายประชาธิปไตยออกมาต่อสู้กับฝ่ายเผด็จการได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย


แนวทางต่อไปนี้มาจากแนวคิดของ เคล้าเซวิทช์ , เลนิน , ซุนวู , เหมาเจ๋อตุง และเครน บรินตัน ผสมผสานกันตามความเหมาะสม เนื้อหาให้ความสำคัญกับความเข้าใจมากกว่าศัพท์แสงทางวิทยาศาสตร์สังคม

ความคิดทางยุทธศาสตร์ คือ ต้องรู้จักมิตร รู้จักศัตรู ว่าแท้จริงคือใคร ชนชั้นไหนปกครอง ประชาชนถูกปกครองอย่างไร อย่างโหดเหี้ยม ทารุณ โหดร้าย กดขี่ และขูดรีด ด้วยวิธีการใดๆบ้าง เพื่อให้เกิดการตาสว่างโดยทั่วไป

ความคิดทางยุทธวิธี คือ การแสวงหามิตร แสวงหาแนวร่วมมาเป็นฝ่ายประชาธิปไตย ที่มีความต้องการเปลี่ยนแปลงสังคมมากพอที่จะจับอาวุธถ้าจำเป็น และต้องการต่อสู้ในแนวทางสันติในยามปกติ จนกว่าจะมีจำนวนมากกว่าฝ่ายที่ถืออาวุธของฝ่ายอำมาตยาธิปไตย ทำให้ศัตรูมีมิตรน้อยลง และทำลายศัตรูด้วยการรุกทางการเมือง ได้ชัยชนะทางการเมืองก่อนแล้วจึงตามด้วยการทหารเมื่อจำเป็น

จิตสำนึกทางการเมือง คือ ความรู้สึกเคียดแค้น ชิงชัง การกดขี่ ขูดรีด เอารัดเอาเปรียบ และเห็นว่าสาเหตุเกิดจากการมีชนชั้น ชนชั้นหนึ่งมีอำนาจทั้งด้านการเงิน กฎหมาย ข้าราชการและกำลังอาวุธ อาศัยการล้างสมองด้วยประเพณี วัฒนธรรม ทำให้ประชาชนยอมจำนนโดยไม่รู้ตัว ต่อมาเมื่อพบความจริง เกิดอาการตาสว่าง เห็นความอยุติธรรมระหว่างชนชั้น ชนชั้นหนึ่งทำผิดได้โดยไม่ถูกดำเนินคดี ชนชั้นหนึ่งทำอะไรหรือไม่ทำอะไรเลยก็ผิด จิตสำนึกทางชนชั้นนี้จะส่งผลให้ มวลชนเกิดความห้าวหาญ เกิดความกล้าหาญในการต่อสู้เพื่อชีวิตที่ดีขึ้นของลูกหลานและต้องการเป็นเจ้าของประเทศร่วมกัน

ชนชั้นปกครอง คือ เครือข่ายของกลุ่มศักดินา ขุนนาง ทุนผูกขาดและทุนข้ามชาติร่วมกันเรียกว่า เหล่าอำมาตยาธิปไตย เป็นกลุ่มคนที่รวมอำนาจทางกฎหมาย การเมือง ทุนและแม้แต่วัฒนธรรมเข้าด้วยกันและสูบทรัพยากรธรรมชาติ แรงงานและแม้กำไรส่วนเกินจากกลุ่มทุนไว้ที่กลุ่มพวกของตนอย่างอยุติธรรมและกดขี่ด้วยอำนาจ ขูดรีดทางเศรษฐกิจอย่างอำมหิต โหดเหี้ยมที่สุด ใช้เส้นสายและระบบอุปถัมภ์สร้างเครือข่ายการควบคุมอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจไว้อย่างมั่นคง

ชนชั้นถูกปกครอง คือ ประชาชนที่ไม่ได้เป็นเครือข่ายของชนชั้นปกครอง เป็นผู้ถูกกระทำ และเป็นทุกชีวิตในประเทศไทย ตั้งแต่กรรมกร ชาวไร่ ชาวนา คนหาเช้ากินค่ำ พนักงานบริษัท ข้าราชการชั้นผู้น้อย ทหาร ตำรวจชั้นผู้น้อย ผู้ไร้ซึ่งเส้นสาย ผู้ประกอบการ นักศึกษา นายทุนน้อยอื่นๆรวมไปถึงนายทุนระดับชาติและระดับโลกาภิวัฒน์แต่หารายได้ด้วยการทำงาน อาบเหงื่อต่างน้ำ หรือใช้ความคิด ใช้สมอง ใช้ความเสี่ยงในการทำธุรกิจอย่างยุติธรรม เมื่อเผด็จการมีอำนาจมากขึ้น ประชาชนก็จะอดอยากมากขึ้น เสรีภาพและประชาธิปไตยลดน้อยถอยลง เกิดความอยุติธรรมด้วยการขาดนิติรัฐ นิติธรรม เพราะนิติรัฐ นิติธรรมจะเกิดมาพร้อมกับประชาธิปไตยเท่านั้น ไม่ใช่เผด็จการ เพราะเผด็จการสั่งได้

โรคตาสว่าง คือการที่ประชาชนได้รับทราบว่า ชนชั้นปกครองคือใคร ได้ทำอะไรไว้กับประเทศไทยบ้าง การยึดสนามบินนานาชาติ การใช้อาวุธและใช้ระเบิดฆ่าประชาชน การตัดสินคดีผิดหลักนิติธรรม งานศพ การถ่วงฎีกา รายการความจริงวันนี้ และการโฟนอิน ทำให้เกิดโรคตาสว่างและสั่นคลอนระบอบจักรพรรดินิยมอย่างรุนแรง

ประชาชนพบเห็นอย่างชัดแจ้งว่า จักรพรรดินิยมได้ใช้ องค์กรพิเศษ สื่อมวลชนกระแสหลัก กฎหมาย กองทัพ และพรรคการเมืองตัวแทน เป็นกองกำลังในการขับเคลื่อน สนับสนุนและชี้ทิศทางด้วย นักวิชาการ และพันธมิตรฯ ดังนั้นชัยชนะอยู่ที่การถ่างกว้างความแตกต่างทางชนชั้นอย่างหนักหน่วงและกว้างขวาง นำโรคตาสว่างให้ระบาดเข้าไปในส่วนราชการพลเรือน ทหารและตำรวจที่เป็นกำลังหลักของฝ่ายอำมาตยาธิปไตย เพื่อลดศัตรูและนำมาเป็นมิตร

ข้อห้าม ระวังอย่าทำการอย่างสุ่มเสี่ยงด้วยการจับอาวุธก่อนเวลาที่จะมีรัฐบาลพลัดถิ่นแล้ว การมีรัฐบาลพลัดถิ่นนายกทักษิณฯจะสามารถเรียกให้ประชาชนและทหารฝ่ายประชาธิปไตยออกมาต่อสู้กับฝ่ายเผด็จการได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

การเสี่ยงแบบสุ่มเสี่ยงด้วยการสะสมอาวุธและทำให้จับได้ จะทำให้กระบวนการเสียกระบวนกลายเป็นกบฏไป ทำให้ขบวนการประชาธิปไตยเสียหายตามไปด้วย

การลอบสังหารบุคคลสำคัญด้วยความคิดว่าจะจบปัญหาทั้งหมดนั้นไม่เกิดประโยชน์ เพราะเสียโอกาสในการที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศให้เป็นประชาธิปไตยอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ต้องไม่ทำการใดๆให้ประชาชนถอนการสนับสนุน เช่นการปิดสนามบิน การปิดถนนให้เกิดความเดือดร้อนต่างๆที่ประชาชนไม่ยอมรับ หรือแม้แต่การใช้คำด่า หยาบๆคายๆเป็นต้น

หลักคิดทั่วไป เหมา เจ๋อ ตุง กล่าวว่า ”สงครามก็คือการเมืองที่เสียเลือดเนื้อ ส่วนการเมืองก็คือสงครามที่ไม่เสียเลือดเนื้อ”

เคล้าเซวิทช์ กล่าวว่า “ขั้นตอนสุดท้ายของการเมือง คือ สงคราม”

หมายถึงสงครามนั้นเกิดขึ้นเสมอเมื่อการเจรจาทางการเมืองเพื่อการเปลี่ยนอำนาจอย่างไม่เสียเลือดเนื้อนั้นไม่อาจทำได้ หรือไม่มีทางออกอย่างสันติได้อีก และการศึกไม่หน่ายการลวงเสมอ และควรละทิ้งแนวทางชนบทล้อมเมืองของประเทศอื่นมาเป็น ชนบทและเมืองร่วมมือกันประสานกันอย่างแน่นแฟ้น ชัยชนะจะอยู่ที่กรุงเทพมหานครและเมืองใหญ่ทุกแห่งเพราะโลกก้าวหน้าไปกว่าเดิมมาก

สิ่งชี้วัดการเกิดการปฏิวัติสังคม เครน บรินตัน (Crane Brinton)ได้ศึกษากายวิภาคของการเกิดการปฏิวัติขึ้นในหลายแห่งได้สรุปว่า การปฏิวัติในทุกประเทศเกิดในลักษณะเหมือนการเกิดไข้หวัดใหญ่ ได้แก่ การเกิดอาการ การมีไข้สูง การเกิดวิกฤต และการพักฟื้น

ซึ่งในขั้นตอนการเกิดปฏิวัตินั้นจะมีอาการให้เห็นในขั้นการเกิดอาการและการมีไข้สูงได้แก่ การเกิดความรู้สึกว่ามีชนชั้นและการต่อสู้ทางชนชั้น รัฐบาลไม่มีประสิทธิภาพ ผู้ปกครองไม่เหมาะสม กำลังฝ่ายปราบปรามได้แก่ตำรวจและทหารหมดสภาพการบังคับลง นี่เป็นขั้นการเกิดอาการ

ซึ่งบรินตันกล่าวไว้ว่าเมื่อพบอาการดังกล่าวนี้แสดงว่าจะเกิดการปฏิวัติของประชาชนขึ้นแล้วในทุกหนทุกแห่ง ส่วนขั้นการมีไข้สูงซึ่งจะเป็นการต่อสู้ไปสู่ชัยชนะนั้นจะเป็นเรื่อง การเกิดการล่มสลายของระบบการเงินเช่น หนี้สินรุงรัง ธนาคารล้ม อัตราภาษีสูง จากนั้นเกิดการต่อต้านรัฐบาลอยู่ทั่วไปมากขึ้น เกิดเหตุการณ์ใหญ่ ซึ่งอาจได้แก่การปะทะ การใช้อำนาจไม่เป็นธรรมยึดทรัพย์ ยุบพรรคการเมือง เป็นต้น

ในที่สุดฝ่ายสายกลางจะได้อำนาจและบริหารราชการต่อไป ส่วนอีกสองขั้นตอนที่เหลือนั้น บรินตันกล่าวว่า ในขั้นวิกฤตินั้นพวกกลุ่มฝ่ายหัวรุนแรงเช่น โรเบส ปิแอร์ในฝรั่งเศส ฝ่ายซ้ายในรัสเซีย ฝ่ายเคร่งศาสนาในอิหร่านมายึดอำนาจต่อและในที่สุดก็บริหารด้วยความโหดร้าย ทำให้ล่มสลายลง แล้วฝ่ายสายกลางก็กลับมาบริหารงานต่อทำให้เข้าสู่การพักฟื้นในที่สุด

สำหรับประเทศไทยแล้ว สถานการณ์ที่จะเกิดการปฏิวัตินั้นสมบูรณ์แล้ว เหลือแต่การล่มสลายของการที่ทหารส่วนใหญ่หันมาเป็นฝ่ายประชาธิปไตย และรอสัญญาณการจุดระเบิดขึ้นเท่านั้น

แนวทางการประชาสัมพันธ์ ชี้ให้เห็นอนาคตที่ดีกว่า ชีวิตที่มีเสรีภาพ มีกินอย่างไม่ขาดแคลน มีที่ดินที่ฝ่ายอำมาตย์ ศักดินาแย่งชิงจากประชาชนไปคืนมา พ้นจากอิทธิพล อำนาจมืด เส้นสาย หนี้นอกระบบ เงินใต้โต๊ะ ความอยุติธรรมสองมาตรฐาน คนมีเส้นสายได้รับอภิสิทธิต่างๆมากมาย ดอกเบี้ยธนาคารที่แพงกว่าที่ควรจะเป็นเท่ากับขูดรีดประชาชนอย่างหน้าเลือด การทำให้ทุกคนเป็นเถ้าแก่ มีรายได้ มีอาชีพมั่นคง

เป้าหมาย ระดมความชอบธรรมและการสนับสนุนจากประชาชนด้วยวิธีการที่ชอบธรรมและจะได้การสนับสนุนจากประชาชนด้วยความชอบธรรม

แปลว่าเป็นการต่อสู้เพื่อปลดปล่อยตัวเองนั่นเอง ชัยชนะได้มาจากจำนวนมวลชนที่ตาสว่างจำนวนมหาศาล และมวลชนที่พร้อมจะแปรสภาพเป็นกองกำลังได้เมื่อเกิดการจลาจล หรือเกิดรัฐบาลพลัดถิ่นแล้ว

การประมาณการต้องทำเป็นวิทยาศาสตร์ด้วยการเปรียบเทียบกำลังของทั้งสองฝ่ายอย่างตรงไปตรงมา ไม่คิดฝันเอาเอง แต่ด้วยการประเมินอย่างแม่นยำตามความเป็นจริง โดยแยกมวลชนทั่วไปออกจากมวลชนกองกำลัง และเปรียบเทียบกับฝ่ายเสื้อเหลือง และกองกำลังฝ่ายความมั่นคงของฝ่ายอำมาตยาธิปไตย โดยกองกำลังมวลชนควรมีสัดส่วน ๑๐ เท่าของกองกำลังฝ่ายความมั่นคง จึงจะเปิดการรุกใหญ่ได้

ยุทธวิธี

-หามิตรเพิ่ม ทำศัตรูมาเป็นมิตร ไม่ผลักมิตรเป็นศัตรู แสดงแต่ความจริง ไม่โฆษณาอย่างเลื่อนลอย ไม่ด่าว่าหยาบคาย แสดงให้เห็นความชอบธรรมเพื่อให้คนมีความเป็นธรรมหันมาสนับสนุน ใช้ระบบขยายมวลชนแบบขายตรง แสวงจุดร่วมในภาพใหญ่ สงวนจุดต่างในเรื่องหยุมหยิมเล็กน้อยเพื่อชีวิตที่ดีร่วมกันในอนาคตเพื่อที่จะพ้นจากการกดขี่ขูดรีดของระบอบอำมาตยาธิปไตย

-ละทิ้งการเป็น “ซากทัศนะทาส” หรือจิตสำนึกการเป็นไพร่ ทาส และการเป็นเจ้าขุน มูลนายออกจากจิตใจและการกระทำ

-สู้เพื่อการชอบธรรมคือการสู้เพื่อเสรีภาพ เพื่อความยุติธรรม เพื่อปลดปล่อยจากการกดขี่ ขูดรีด ที่ปรากฏอยู่ทั่วไป

-ชัยชนะไม่ได้มาจากการยึดพื้นที่หรือเมืองใดๆ แต่อยู่ที่ประชาชนให้การสนับสนุน เข้าร่วมและมีความผูกพันถึงขนาดต้องการเข้าร่วมเป็นกองกำลังเมื่อเกิดจลาจลหรือเกิดรัฐบาลพลัดถิ่นแล้ว ขยายมวลมิตรให้แผ่กว้าง ลดศัตรูให้เล็กแคระแกร็นลง กองกำลังฝ่ายประชาชนขยายตัวอย่างรวดเร็ว กองกำลังฝ่ายศัตรูย้ายมาเป็นฝ่ายประชาธิปไตยมากขึ้นไม่รู้จบ

-จากการชุมนุมปกติ สามารถแปรสภาพเป็นมวลชนที่จัดตั้งเป็นกองกำลัง มีมวลชนจัดตั้งทุกหนทุกแห่ง พร้อมปฏิบัติการมีการจัดการชุมนุมทั่วไป มีการปราศรัยให้ความรู้ประชาชนตามซอก ตามมุมในเมืองทุกหนแห่ง ดึงประชาชนมาเป็นมวลชนจัดตั้งอย่างไม่หยุดหย่อน เมื่อเกิดการใช้กำลังปราบปรามประชาชน หรือเกิดรัฐบาลพลัดถิ่นด้วยเงื่อนไขใดแล้ว มวลชนจัดตั้งเกิดทุกหนทุกแห่งทั่วทั้งกรุงเทพมหานครและทุกจังหวัดใหญ่จะเข้าร่วมด้วย

-ยึดแนวทาง “เอ็งมาข้ามุด เอ็งหยุดข้าแหย่” เมื่อทหาร ตำรวจมาก็หลบ เมื่อทหารไปก็ผุดขึ้นมาปราศรัยทั่วไปทุกหน ทุกแห่ง เมื่อสถานการณ์สุกงอมเต็มที่ ได้แก่การที่มวลชนมีจำนวนเกินกว่ากึ่งหนึ่งในแต่ละพื้นที่ ก็สามารถเป็นเขตปลดปล่อยจากกองกำลังฝ่ายปราบปรามได้

สร้างเขตปลดปล่อยดังกล่าวนี้ให้ทั่วพื้นที่เป้าหมาย สร้างกองกำลังที่เข้มแข็งและจำนวนมากกว่าฝ่ายปราบให้ได้ถึง สิบเท่าตัว ก็จะทำให้กองกำลังทหารได้แต่ถอยกลับไปรักษาพื้นที่ของตัวเองเท่านั้น และเมื่อมวลชนมีความเข้มแข็งกว่าฝ่ายทหารและตำรวจดังกล่าวแล้วจึงใช้ยุทธวิธี “เอ็งแย่ข้าตี เอ็งหนีข้าตาม” โดยการปิดล้อม ปลดอาวุธ จับเชลยถ้าฝ่ายทหารมีกำลังเข้มแข็งก็ปิดล้อมให้ขาดเสบียงอาหาร ชักนำให้เข้ามาติดอยู่ในวงล้อม เมื่อมีกำลังมากกว่าถึง สิบเท่า ให้ทำลายกองกำลังทหารที่อ่อนแอกว่าด้วยการปิดล้อม หรือ ใช้วิธีการให้ทหารต้องแยกออกเป็นส่วนๆ ด้วยการสร้างเครื่องกีดขวาง การล่อหลอกให้ไล่ติดตามแล้วใช้กำลังที่แม้น้อยกว่าทหารโดยรวมแต่ก็มากกว่า ณ จุดที่จะเข้าตีถึง สิบเท่า ทำการปิดล้อมเช่นกัน และหากกำลังทหารแตกไปก็ให้ไล่ติดตามจับมาเป็นเชลยให้หมด

-ถ้าเกิดจลาจลที่ใช้กำลังสังหารประชาชนจำนวนมากด้วยอาวุธที่เหนือกว่า ให้ถือคติรักษาชีวิตประชาชนให้มากที่สุด อย่าเข้าแลก เพราะชัยชนะในขั้นสุดท้ายคือการมีกำลังเหนือกว่าฝ่ายปราบอย่างน้อยสิบเท่าในทุกสมรภูมิ แต่ให้ใช้ความพ่ายแพ้นั้น สร้างความชำนาญ จัดเจนในการต่อสู้มากขึ้น จนในที่สุดมีความสามารถใกล้เคียงกับทหารประจำการ นั่นคือชัยชนะที่แน่นอนในขั้นสุดท้าย

การร่นถอย

-เมื่อประเมินกำลังเปรียบเทียบแล้ว ยังน้อยกว่ากำลังของฝ่ายปราบปราม ต้องฝึกให้มีการถอยกันอย่างเป็นชุด เป็นทีม เป็นกลุ่มสลับกัน ช่วยเหลือ คุ้มกันให้กันและกัน โดยอาศัยที่มั่นที่ได้สร้างไว้แล้วล่วงหน้า เป็นขั้นๆ ห่างกันขั้นละไม่ต่ำกว่า 400 เมตรเพื่อป้องกันการยิงจากอาวุธยิงวิถีโค้งเช่นเอ็ม 79 อาวุธร้ายแรงอื่นไม่น่ากระทำได้ในการปราบปรามประชาชนกลางเมืองใหญ่

-แกนนำระดับกลางและระดับล่าง จับมือกันเดินหน้าต่อสู้ หากแกนนำระดับสูงกว่าถูกจับหรือสังหารไปแล้ว

-ตีโต้กลับเมื่อพร้อม ด้วยกำลังมวลชนระลอกที่ 3 และ 4

-ทุกขั้นตอน ถนอมกำลังมวลชนให้มากที่สุด ใช้การจรยุทธ์ รวมกำลัง ทำลายข้าศึกที่อ่อนแอกว่า ทุกหนทุกแห่ง หากไม่มั่นใจต้องถอย

-ฝึกฝนตนเองจากการสู้รบ แม้จะพ่ายแพ้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เหมือนกรณี 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เติบโตขึ้นทุกขณะ

-ใช้การชุมนุมและการต่อสู้แบบจรยุทธ์ เคลื่อนที่ไปแล้วแสวงหาความได้เปรียบทางการเมืองและการทหารตลอดเวลาโดยต้องไม่หยุดนิ่ง รอการปิดล้อมเหมือน การเสียกรุงศรีอยุธยาทั้งสองครั้ง

-ต้องไม่ใช้คำพูดว่า “สงครามครั้งสุดท้าย ไม่ชนะไม่เลิก” เพราะจะเป็นการทำให้เป็นการชุมนุมแบบตั้งรับ หยุดนิ่งรอการปิดล้อม เท่านั้น

-ในขั้นสุดท้าย มวลชนและกองกำลังขยายตัวจนพร้อมจะเป็นฝ่ายปิดล้อมกรุงเทพมหานคร เพื่อให้ยอมแพ้อย่างสิ้นเชิงในที่สุดด้วยการตัดเสบียง และธุรกิจต่างๆ โดยต้องไม่ใช้กำลังเข้าปะทะโดยเปล่าประโยชน์เป็นอันขาด

- ให้ยึดแนวทางดังนี้ “สู้ พ่ายแพ้สู้ใหม่ พ่ายแพ้ก็สู้ใหม่ จนกว่าจะได้ชัยชนะ”

ผู้นำมวลชน ต้องเป็นคนสุขุม รอบคอบ แต่ตัดสินใจอย่างห้าวหาญ มุ่งมั่นปฏิบัติตามแผนที่ได้วางไว้อย่างเด็ดเดี่ยว คิดเป็นรูปธรรม เป็นวิทยาศาสตร์ไม่คะเนเอาเอง และมุ่งรักษาชีวิตของมวลชนเป็นสำคัญ

มุ่งเอาชนะทางการเมืองก่อนปฏิบัติการทางทหารเสมอ ยิ่งปฏิบัติการมากยิ่งได้มวลชนมากขึ้น


***********

ในหลวงทรงย้ำตุลาการศาลให้เป็นกลาง

ที่มา Thai E-News


ที่มา ข่าวประจำพระราชสำนัก
26 มกราคม 2553

เมื่อเวลา 17.44 น. วันที่ 25 ม.ค. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จออก ณ ห้องประชุม ชั้น 14 อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ นายอักขราทร จุฬารัตน ประธานศาลปกครองสูงสุด นำตุลาการศาลปกครองสูงสุดและตุลาการศาลปกครองชั้นต้น ตำแหน่งตุลาการ ศาลปกครองกลาง เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท เพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่

ในการนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสแก่ตุลาการศาลที่เข้าร่วมถวายสัตย์ปฏิญาณ ดังนี้


ในการปฏิญาณนั้นคนรักษา คือคนที่ต้องตัดสินอะไรที่ควรไม่ควร ที่ดี ไม่ดี ท่านที่ปฏิญาณมีความสำคัญอยู่ไม่น้อย ท่านต้องจัดการปัญหาในการปกครองของประเทศให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย และท่านมีอำนาจที่จะตัดสิน ที่จะพิพากษา ซึ่งหมายความว่าท่านจะต้องชี้แจงว่าอะไรควร อะไรไม่ควร เป็นงานที่ท่านต้องทำด้วยความละเอียดรอบคอบ และมีความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อให้ประเทศชาติมีความเป็นธรรม


ความเป็นธรรมนี้ก็หมายความว่า ทำอะไรที่เป็นจริง ที่เรียบร้อย ที่จะทำให้ผู้ได้มีความอยู่เย็นเป็นสุข เพราะฉะนั้นงานของท่านก็มีความสำคัญไม่น้อย การพิพากษาเป็นงานของผู้เป็นสมาชิกของศาล จะต้องพิพากษาเพื่อความเป็นธรรม หมายความว่าเป็นอะไรที่เรียบร้อยที่ถูกต้อง ที่ทำให้ทุกสิ่ง ทุกอย่างดำเนินได้ด้วยดี

เพระาฉะนั้นท่านต้องมีหน้าที่สำคัญ และจะต้องทำตามคำพิพากษา คำปฏิญาณที่ท่านได้กล่าวในหน้าที่ของท่านต้องจำว่าท่านได้ปฏิญาณตนว่าจะทำทุกสิ่งทุกอย่างด้วยความเป็นธรรม อะไรที่เรียบร้อย ซึ่งเป็นการปฏิบัติไม่ใช่ง่าย เพราะแต่ละคนมีความคิดที่แตกต่าง

การมีความคิดแตกต่างก็มีการตัดสินคดี เพราะการมีคดี คือเป็นเรื่องของคนที่มีความคิดแตกต่างกัน เพราะฉะนั้นท่านต้องมาพิจารณาว่า อะไรที่มีความคิดแตกต่างกัน และให้เห้นว่าอะไรที่ควรจะทำ ที่เป็นกลาง ที่เป็นความจริง ที่เป็นความยุติธรรม

ความยุติธรรมนี้หมายความว่า คน มีติ ใน ธรรม ตัดสินว่าอะไรเป็นธรรม อะไรไม่เป็นธรรม บางเรื่องตัดสินไม่ง่าย เพราะแต่ละคนมีความคิดของตัว ถ้าใครมีทิฐิในทางของตัว ความยุติธรรมแท้จริงไม่ง่าย เพราะแต่ละคนมีความดีหรือที่เรียกว่ายุติธรรมแก่ตัว แท้จริงความยุติธรรมนั้นไม่ได้มีอันหนึ่งอันเดียว มีหลาย แล้วแต่ความต้องการ มีของแต่ละคน แต่ความต้องการของแต่ละคนต้องต่างกัน แต่ท่านจะต้องอยู่ตรงกลาง

บางทีท่านอาจถูกว่าถูกกล่าวว่าเป็นคนที่ไม่ดี เพราะว่า ไปตัดสินในสิ่งที่ไม่เป็นที่พอใจของอีกฝ่าย แต่ถ้าเราอยู่ตรงกลาง อันนี้คือข้อสำคัญของคนที่ทำหน้าที่รักษาความยุติธรรม ต้องเป็นกลาง ความเป็นกลางนี้ยากมาก เพราะว่าต้องมีความที่เป็นกลางนั้นเอง ท่านต้องไม่ลืมความเป็นกลาง ไม่ลืมความยุติธรรม

ถ้าท่านทั้งหลายได้ทำหน้าที่ของท่าน แต่ถ้าทำไม่ได้ ก็เท่ากับท่านทรยศต่อความยุติธรรม การทรยศ ไม่มีใครอยากจะทำ ท่านอาจถูกมองทำ เป็นความไม่ดี เป็นความน่าเกลียด ฉะนั้นก็ต้องพิจารณาว่า ท่านปฏิญาณว่าจะรักษาความยุติธรรม ก็ต้องทราบว่า ความยุติธรรมนั้นเป็นอย่างไร แต่ละคดีก็มีความยุติธรรมของคดีนั้น ซึ่งถ้าท่านพิจารณา แล้วควรคิดว่าอะไรที่ยุติธรรม อะไรที่เป็นกลาง ท่านก็จะชนะในความจริง

ฉะนั้นท่านต้องรักษาความยุติธรรมนี้และปฏิบัติด้วยความกล้าหาญ เหนียวแน่น แต่ถ้าท่านไม่มีความกล้าหาญ ไม่ว่าจะประการใดก็ตาม จะเป็นเรื่องของความไม่ยุติธรรมในตัวท่าน หรือมีความโง่เขลา ควรทำด้วยความฉลาดและทำให้เป็นกลางแท้ๆ อย่างนี้ท่านก็จะได้ทำตามหน้าที่ที่ท่านได้เป็นผู้พิพากษาให้ศาล

ขอให้ท่านพิจารณาให้ดี ทุกสิ่งทุกอย่าง ที่ได้พิจารณา ตามที่ท่านได้ประสาทวิชาของท่าน ทุกสิ่งทุกอย่างที่ท่านได้ตั้งใจปฏิญาณ ต้องให้ทำตรงๆ จะเป็นทางที่ได้ทำหน้าที่แท้จริงของท่าน ก็ขอให้ท่านปฏิบัติงานของท่านต่อไป ด้วยความซื่อสัตย์ ด้วยความฉลาด ด้วยความสามารถที่จะรักษาความยุติธรรม

ก็ ขอให้ท่านมีความสำเร็จในกางานการตลอดที่ท่านทำงานและทุกเวลา ทุกเมื่อ จนกระทั่งจะสิ้นชีวิต ต้องรักษาความยุติธรรม ก็ ขอให้สามารถปฏิบัติหน้าที่เป็นการดีของแต่ละท่านและเป็นการดีของประเทศชาติทำให้ประเทศชาติมีความสงบสุขได้ ขอให้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสำเร็จ ตลอดไป อดทนในหน้าที่ของท่าน ทุกเมื่อจะต้องมีความยุติธรรมอยู่ในตัว ก็ขอให้ความยุติธรรมนี้นำท่านสู่ความสำเร็จ

รถถังโผล่ เสื้อแดงขู่เผา ปฏิวัติเจอรัฐบาลพลัดถิ่น

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
25 มกราคม 2553

หลังเกิดกระแสข่าวรัฐประหารในช่วงนี้ รถถังโผล่จอดข้างถนนวิภาวดีทำเอาคนตื่นตกใจ ทหารอ้างไปคนละทาง บ้างว่ากลับจากฝึกซ้อมแล้วยางแตกเลยจอดซ่อม บ้างว่ากลับจากชายแดนใต้จะไปเข้าอู่ซ่อมปุมธานี อีกกระแสว่าจะนำไปร่วมรักษาสันติภาพในซูดาน เสื้อแดงเชียงใหม่ขู่ปฏิวัติเจอเผาแน่ แย้มทักษิณตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นหากเกิดยึดอำนาจ เผยมี257ชาติในUNพร้อมรับรองสถานะ


อย่างไรก็ตามจากการเกาะกระแสข่าวนี้ถึงเวลา 23.20 น.ไม่มีการปฏิวัติรัฐประหารเกิดขึ้นแต่อย่างใด ขณะที่สถานีโทรทัศน์ททบ.5ขึ้นตัววิ่งหน้าจอว่า เป็นรถที่กลับจากการฝึกซ้อมและนำไปซ่อม ขออย่าให้ประชาชนเข้าใจผิด

ตื่น!พบรถถังจอดแยกวัดเสมียนนารี

ประชาชนตื่น หลัง พบรถหุ้มเกราะลำเลียงพล 4 คัน จอดย่านวัดเสมียนนารี ขณะที่ แม่ทัพภาค 1 ยืนยัน ไม่มีเหตุอื่น เป็นเพียงการกลับที่ตั้ง หลัง ฝึกกำลังพลเท่านั้น

ประชาชน ที่ใช้รถบนถนนเส้นวิภาวดี ได้ประสานผ่านผู้สื่อข่าวINN โดยสอบถาม ถึงกรณีที่ พบรถถัง และรถลำเลียงพลของทหารจอดอยู่ บริเวณแยกเข้าวัดเสมียนนารี ทั้งหมด 4 คัน ซึ่งหลังจากตรวจสอบไปยัง พล.ต.ต.ภาณุ เกิดลาภผล รอง ผบช.น.ทราบว่า รถถังดังกล่าวที่พบ เป็นรถลำเลียงพลหุ้มเกราะ รุ่น V- 150 ที่กลับจากการฝึกซ้อม และเกิดยางระเบิด 2 คัน และอยู่ระหว่างจอดซ่อม นอกจากนี้ จากการสอบถามไปยัง พล.ท.คณิต สาพิทักษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 ก็ได้รับการยืนยันเช่นกันว่า ไม่น่ามีเหตุอื่นใด เนื่องจาก ขณะนี้ เป็นช่วงการฝึกกำลัง ภาคกองร้อย ซึ่งยืนยันว่า ไม่มีเหตุการณ์ อย่างอื่นแน่นอน


สำนักข่าวเนชั่นรายงานว่า จากการตรวจสอบทราบว่า เป็นรถสายพานลำเลียง ที่เดินทางมาจาก 3 จังหวัดชายแดนใต้ มุ่งหน้ามายังจังหวัดปทุมธานี ซึ่งต้องผ่านเข้ามายังเขต กทม.เนื่องจากครบวงรอบกำหนดซ่อมบำรุง เจ้าหน้าที่ทหารจึงนำมาซ่อมที่ศูนย์ซ่อมบำรุง จ.ปทุมธานี

ทั้งนี้เป็นรถที่ใช้ในการลาดตระเวนในพื้นที่ 3 จว.ชายแดนใต้ เป็นรถหุ้มเกราะวี 150 ของม.พัน 7 กรมทหารม้าที่ 2 ซึ่งเสร็จภาระกิจจากสามจว.ใต้ก็จะมาซ่อมที่ศูนย์ซ่อมจว.ปทุมธานี เนื่องจาก ชำรุดจากนั้นรถหุ้มเกราะทั้งสี่จะไปปฏิบัติภาระกิจที่ประเทศซูดานตามการร้องขอของยูเอ็น

ขณะที่บางกระแสข่าวว่ากำลังมีการนำรถถังไปขึ้นเครื่องบินที่ดอนเมือง เพื่อไปร่วมปฏิบัติภารกิจรักษาสันติภาพในซูดาน

เสื้อแดงเชียงใหม่ขู่ปฏิว้ติเจอเผา ทักษิณตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น UNรับรอง

นายเพชรวรรต วัฒนพงษ์ศิริกุล แกนนำกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 กล่าวบนเวทีปราศัยขับไล่ พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม ผบช.ภาค 5 ที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 จ.เชียงใหม่ ตอนหนึ่งโดยระบุว่า ขณะนี้มีความพยายามในการทำรัฐประหารในกรุงเทพฯ โดยก่อนหน้านี้มีการเตรียมกำลังไว้อย่างเป็นขั้นตอนและมีแผนจะทำการปฏิวัติในคืนวันที่ 25 ม.ค. แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี รู้ทันจึงออกมาเปิดเผยว่า หากมีการปฏิวัติที่ไม่ส่งผลดีกับคนเสื้อแดง จะมีการตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นโดยมีสมาชิกสหประชาชาติกว่า 257 ประเทศพร้อมให้การรับรองกรัฐบาลพลัดถิ่น

นายเพชรวรรต กล่าวว่า หากมีการปฏิวัติและผู้ก่อการเป็นทหารเสื้อแดง จะทำให้รัฐธรรมนูญปี 50 ถูกฉีกทิ้ง และทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ถูกยึดทรัพย์และพ้นจากทุกข้อกล่าวหาทันที ขณะที่แกนนำรายหนึ่ง กล่าวต่อว่า หากมีการปฏิวัติคนเสื้อแดงในจังหวัดเชียงใหม่มีเป้าหมายต่อไปในการเผาศาลากลางเชียงใหม่และกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 5

Monday, January 25, 2010

สังคมข่าวชาวเสื้อแดง(25ม.ค.):ท้าอธรรม

ที่มา Thai E-News


*Voice of Taksin ฉบับที่ 13 ร้อนแรงอีกครั้ง -ทุกเรื่องราวร้อนแรง ทุกบรรทัดท้าทาย อ่าน Voice of Taksin ฉบับที่ 13 พบกับ

1. ล้านนาท้าอธรรมจากครูบาศรีวิชัยถึงทักษิณ พร้อมบทสัมภาษณ์แกนนำแดงล้านนาเรียกร้องการปกครองตนเองของชาวล้านนา
2. ปีเสือชราลาโรง บทวิเคราะห์ลุ่มลึกการเมืองปี 2553
3. บุกเขายายเที่ยง ตีวัวกระทบเสือ
4. ราชินีขี่โลวคอสแบบอย่างจากสเปนและอังกฤษ
5. ฯลฯ


หาซื้อได้ที่ร้านซีเอ็ด นายอินทร์ ดอกหญ้า แพร่พิทยา บีทูเอส มีเดียเน็ตเวิร์คและร้านหนังสือทุกจังหวัด โทร. 087-7316640 089-4828586 ***


***ศูนย์ประสานงานกลาง นปช.แดงเชียงใหม่ ร่วมกับ กลุ่ม นปช.แดงสะเมิง ขอเรียนเชิญชาวเชียงใหม่ผู้รักประชาธิปไตยและเพื่อนพ้องน้องพี่ทุกท่าน ร่วมงานเวทีประชาธิปไตยเพื่อประชาชน ในวันจันทร์ ที่ 25 มกราคม 2553 เวลา 16.00 น. สี่โมงแลงเป็นต้นไป ณ สนามกีฬาบ้านศาลา ต.สะเมิงใต้ อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่

พบกับแกนนำแดงทั้งแผ่นดิน ศิลปินนักร้องคนเสื้อแดง นำโดย ขวัญใจคนเสื้อแดงคุณณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ , คุณอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง
แรมโบ้อิสานสุภรณ์ อัตถาวงค์ , ดร.ประแสง มงคลศิริ , ส.ส.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ คุณนาวิน บุญเศรษฐ , คุณเจ๋ง ดอกจิก , คุณวันชนะ เกิดดี ,คุณเมธี อมรวุฒิกุล และแกนนำจากเชียงใหม่อีกหลายท่าน***


***ศูนย์ประสานงานกลาง นปช.แดงเชียงใหม่ ร่วมกับ กลุ่ม นปช.แดงหางดง ขอเรียนเชิญชาวเชียงใหม่ผู้รักประชาธิปไตย
และเพื่อนพ้องน้องพี่ทุกท่าน ร่วมงานเวทีประชาธิปไตยเพื่อประชาชนคู่ขนานกับเวทีสะเมิง ในวันจันทร์ ที่ 25 มกราคม 2553เวลา 16.00 น. สี่โมงแลงเป็นต้นไป ณ ตลาดนัดหมู่บ้านขวัญเวียง ต.สันผักหวาน อ.หางดง จ.เชียงใหม่พบกับแกนนำแดงทั้งแผ่นดิน ศิลปินนักร้องคนเสื้อแดงที่จะวิ่งรอก 2 เวที นำโดย ขวัญใจคนเสื้อแดงคุณณัฐวุฒิ ไสเกื้อ , คุณอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง,แรมโบ้อิสานสุภรณ์ อัตถาวงค์ , ดร.ประแสง มงคลศิริ , ส.ส.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์
คุณนาวิน บุญเศรษฐ , คุณเจ๋ง ดอกจิก , คุณวันชนะ เกิดดี ,คุณเมธี อมรวุฒิกุล และแกนนำจากเชียงใหม่อีกหลายท่าน***

***เสวนาชำแหละยุติธรรม2มาตรฐาน วันพุธที่ 27 มกราคมนี้ 090..012.00น.ที่มูลนิธิ111ไทยรักไทย ท่านที่ใฝ่ใจขอเรียนเชิญร่วมงาน***

***ขอเชิญเข้าร่วมแสดงความคิดเห็นและโต้แย้ง กับนักวิชาการไทยเสื้อเหลือง

กลุ่มคนไทยรักประชาธิปไตยในสหราชอาณาจักร ( www.konthaiuk.com ) โดย คุณวัฒนา เอ็บเบจช์ ร่วมกับ กลุ่ม REDSIAM โดย อาจารย์ใจ อึ้งภากรณ์

เนื่องจากสถานการณ์การเมืองในประเทศไทย เข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ และการบริหารประเทศของรัฐบาลชุดนี้ มีปัญหามากมาย ในเรื่อง คอรัปชั่น การใช้สองมาตรฐาน ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นที่ประจักษ์ต่อประชาชนชาวไทย และ ต่างประเทศ ดังนั้น รัฐบาลชุดนี้ จึงต้องส่งคน ไปเดินสายไปสร้างความชอบธรรมให้กับตนเองทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งในครั้งนี้ พวกเราคนเสื้อแดงที่รักประชาธิปไตยในประเทศอังกฤษ และ ภาคพื้นยุโรป ก็จะได้ต้อนรับ นักวิชาการไทยเสื้อเหลืองนำโดย คุณบวรศักดิ์ อุวรรณโณ และ คุณสุจิตร บุญบงการ

ดังนั้นจึง ขอเชิญชวน พี่น้องชาวสีแดงผู้รักประชาธิปไตยทุกท่าน ที่อยู่ใน ประเทศอังกฤษ และภาคพื้นยุโรป เข้าร่วมแสดงความคิดเห็นและโต้แย้ง และร่วมกันตั้งคำถามต่าง ๆ ที่รัฐบาลชุดนี้ ได้ทำร้าย และทำลายประเทศไทย

ในวัน ศุกร์ ที่ 29 มกราคม 2553

เวลา 17.30 -21.00 น.

ที่ at Brunei Gallery Lecture Theatre,

10 Thornhaugh Street Russell Square

London ประเทศอังกฤษ

จัดเป็นภาคภาษาอังกฤษ

ในงานนี้ จะได้พบกับ ดีเจ www.konthaiuk.com อาทิ เช่น DJ Shanamy , DJ Noi-Nah, DJ Cheeky , DJ Konpa และ สมาชิกคนไทยยูเค ที่อยู่ในประเทศอังกฤษ


ท่านที่สนใจจะเข้าร่วมกับเรา สามารถติดต่อได้ที่ คุณวัฒนา เอ็บเบจช์ (ป้าอุ๊, thaitiger) โทร +44-07780801763

พวกเราชาวสีแดงผู้รักประชาธิปไตยจะไม่ปล่อยให้นักวิชาการของอำมาตย์เสนอข่าวเท็จด้านเดียว ***

***กลุ่มกรรมกรแดงเพื่อประชาธิปไตย ขอเชิญร่วมกิจกรรม “พูดคุยสบาย สบาย สไตล์กรรมกรแดง”ในประเด็น : ประชาธิปไตยในประเทศไทยมีจริงหรือไม่ ? วันเสาร์ที่ 30 มกราคม 2553 เวลา 18.00-22.00 น. พบกับแกนนำกรรมกรแดงเพื่อประชาธิปไตย และ อธิการบดีสนามหลวง สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ณ บ้านปลดแอกตำนานเพื่อชีวิต (ใต้สะพานวงแหวนอุตสาหกรรม ถ.ปู่เจ้าสมิงพราย)ติดต่อสอบถามรายละเอียดและสำรองที่นั่งได้ที่ 087-7063092, 084-3840561***

***แดงออสเตรเลียขอเชิญพี่น้องผู้มีหัวใจรักประชาธิปไตยร่วมงาน"สังสรรค์ประสานใจThai RED AUSTRALIA กิน ฟ้อน ร้อง รำ"ในงานพบกับโฟนอินจากนายกฯทักษิณ 7 กุมภาพันธ์นี้ที่Petersham tawnhall(ใกล้สถานีรถไฟPetersham)17.00-22.30น. ติดต่อซื้อบัตรโทร0403 979 889 บัตรราคา$15(ไม่รวมเครื่องดื่ม)***

***คิวกิจกรรมของทีมนปช.แดงทั้งแผ่นดิน วันนี้-สิ้นเดือนมกราคม 2553

ศุกร์ที่ 22 มกราคม 18.00-24.00 งานเลี้ยงโต๊ะจีน อำเภอประทาย นครราชสีมา ปราศรัยนำทีมโดย ณัฐวุฒิ,นิสิต,แรมโบ้,อริสมันต์,วันชนะ

ศุกร์ 29 มกราคม 18.00-24.00 น. ปราศรัยที่อำเภออินทร์บุรี สิงห์บุรี นำทีมโดย ณัฐวุฒิ,อริสมันต์,แรมโบ้,เจ๋ง,วันชนะ,ไวพจน์,อุดมรัตน์,พายัพ

เสาร์ 30 มกราคม 18.00-24.00 น. อำเภอเมือง กาญจนบุรี นำทีมปราศรัยโดยวีระ,จตุพร,ณัฐวุฒิ,อริสมันต์,พายัพ,วิสา,ไพจิตร

อาทิตย์ 31 มกราคม 18.00-24.00 อำเภอเมือง ขอนแก่น ปราศรัยใหญ่ถ่ายทอดสดพีเพิลแชนัล นำทีมโดยวีระ,จตุพร,ณัฐวุฒิ,อริสมันต์,พายัพ,วิสา,ไพจิตร,นิสิต,แรมโบ้,เจ๋ง ดอกจิก


***กำหนดการสัมมนา เรื่อง “ การก้าวเดินของพรรคแนวร่วมสังคมประชาธิปไตย” วันที่ 31 มกราคม พ.ศ 2553 เวลา 10.00 น. – 16.30. น.ณ โรงแรมรัตนโกสินทร์


สืบเนื่องจากคณะบุคลกลุ่มหนึ่งที่พยายามฟื้นฟูการจัดตั้งพรรคสังคมนิยมเพื่อเป็นทางเลือกสำหรับ ประชาชนในยามวิกฤตและสับสนต่อความเป็นประชาธิปไตย ความพยายามของกลุ่มบุคคลดังกล่าวไม่ผ่านการอนุมัติจากคณะกรรมการเลือกตั้งที่จะให้ใช้ชื่อ พรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย จึงได้มีความพยายามปรับเปลี่ยนให้ตรงกับระเบียบของคณะกรรมการเลือกตั้งเพื่อความสมบูรณ์ของการเป็นพรรคการเมืองไทยโดยใช้ชื่อ “แนวร่วมสังคมประชาธิปไตย” โดยมีนาย ประชา อุดมธรรมมานุภาพ เป็นหัวหน้าพรรค และกำหนดจัดสัมมนาขึ้น มีกำหนดการดังนี้

10.00 น. – 10.30 น. ลงทะเบียน
10.30 น. - 10.45 น. หัวหน้าพรรคแนวร่วมสังคมประชาธิปไตย กล่าวเปิดตัว พรรค และแสดงวิสัยทัศน์
10.45 น. – 11.00 น. ปาฐกถา “สังคมนิยมไทยไม่มีวันตาย” โดย พ.อ สมคิด ศรีสังคม
11.00 น. – 12.00 น. กระบวนการต่อสู้ของประชาชน โดย สุรชัย ด่านวัฒนานุสรน์
12.00 น. – 13.00 น. แสดงความยินดีในการฟื้นฟู อุดมการณ์สังคมนิยมกับพรรคการเมือง โดย คำสิงห์ ศรีนอก
13.30 น. – 15.30 น. สัมมนา เรื่อง รัฐสวัสดิการ และแนวคิดสังคมนิยมในยุโรป ดำเนินรายการโดย อ.วิภา ดาวมณี
15.30 น. – 16.30 น. ความเป็นมาของสังคมนิยมไทยในอดีต โดย ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ
17.00 น. ปิดการสัมมนา





ติดต่อสอบถาม

โทรศัพท์ 080 0369301 , 081 8601129

***


***ส่งข่าว,ภาพกิจกรรม,กำหนดการทั้งส่วนตัว ส่วนรวม เรื่องบ้านเมือง สังคม ข่าวบุญงานกุศล หรืออยากประกาศซื้อขานอะไรมาได้ที่ thaienews99@googlegroups.com ปิดท้ายวันนี้ดูคนสวยเสื้อแดงกัน ส่วนเธอเป็นใคร ชื่อเรียงเสียงไร เราก็ไม่รู้ ใครไปชุมนุมเจอเธอก็ถามกันเอาเองนะจ๊ะ***

วันจันทร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ.2553

สายตาชาวโลก

ไม่สายเกินไป

กระพือกลิ่นปฏิวัติโชย


แดงลุยเหนือต่อ ลูกพี่กี้ร์กัดหูเพื่อน

ความไม่ จริงจัง ในการ แก้ไข รัฐธรรมนูญ ของพรรคร่วมรัฐบาล

พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์: การปฏิวัติของประชาชนในประเทศไทย

ที่มา ประชาไท

บัดนี้ ฝ่ายเผด็จการอำมาตยาธิปไตยได้ส่งสัญญาณอย่างชัดเจนว่า พร้อมแล้วที่จะแตกหักกับฝ่ายประชาธิปไตย เพราะพวกเขาหมดเวลารอคอยและหมดทางเลือกที่จะเดิน การปราบปรามผู้รักประชาธิปไตยที่กำลังจะมาถึงจะนำไปสู่ “การปฏิวัติของประชาชน” ที่มวลชนผู้รักสันติไม่ได้ต้องการ แต่ฝ่ายเผด็จการนั่นแหละที่จะเป็นผู้ก่อขึ้น ผลลัพธ์จะไม่ขึ้นอยู่กับเจตจำนงส่วนตัวของผู้ใด แต่จะกำหนดโดยพลวัตของประวัติศาสตร์ที่การเปลี่ยนแปลงอย่างถึงรากจะต้องมาถึงไม่ช้าก็เร็ว
1. รัฐประหาร 19 กันยายน ที่ยังไม่เสร็จสิ้น
ในตลอดกว่าสามปีมานี้ ความผิดพลาดสำคัญที่สุดของฝ่ายอำมาตยาธิปไตยคือ การก่อรัฐประหารเมื่อ 19 กันยายน 2549 อันนำมาซึ่งผลที่พวกเขาไม่สามารถควบคุมได้ถึงปัจจุบัน
นับแต่รัฐประหารปี 2500 เป็นต้นมา พวกเขาได้สถาปนาระบอบเผด็จการจารีตนิยมขึ้นมาอย่างมั่นคง โดยมีเปลือกนอกที่สลับกันระหว่างเผด็จการทหารที่เปิดเผยกับระบอบรัฐสภาที่มีรัฐบาลเลือกตั้งเป็นหุ่นเชิด พวกเขาเผยโฉมหน้าที่แท้จริงที่เป็นเผด็จการและก่อรัฐประหารแต่ละครั้งเมื่อพวกเขาต้องใช้กำลังรุนแรงเพื่อแก้ไขความขัดแย้งกันเองในกลุ่มปกครอง หรือเพื่อปราบปรามประชาชน (เช่น รัฐประหาร 6 ตุลาคม 2519) หรือเพื่อโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งที่บังเอิญมีนายกรัฐมนตรีที่พวกเขาไม่พึงประสงค์ (รัฐประหาร 2534 และ 2549) หลังจากนั้น พวกเขาก็จะยอมให้มีระบอบรัฐธรรมนูญและรัฐสภา ใช้เป็นหน้ากากปกปิดใบหน้าปีศาจที่แท้จริงของพวกเขา เพื่อหลอกลวงทั้งประชาชนไทยและชาวโลก โดยเนื้อในอำนาจรัฐก็ยังคงเป็นการใช้อำนาจแฝงเร้นของเผด็จการอำมาตยาธิปไตยอยู่เหมือนเดิม
ในอดีต พวกเขาประสบความสำเร็จอย่างเด็ดขาดทุกครั้งในการรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลในระบอบรัฐสภา ภายหลังรัฐประหารแต่ละครั้ง พวกเขาก็ร่างรัฐธรรมนูญที่มีเนื้อในเป็นเผด็จการ ให้มีการเลือกตั้งและได้รัฐบาลหุ่นเชิดของตน ในขณะที่อดีตผู้นำรัฐบาลที่ถูกโค่นล้มไปแล้ว ล้วนหมดอำนาจและสถานะทางการเมืองโดยไม่สามารถย้อนกลับมาท้าทายอำนาจเผด็จการแฝงเร้นได้อีก พวกเขาจึงเชื่อมั่นว่า รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 จะเป็นเหมือนทุกครั้งในอดีต แต่การณ์กลับไม่เป็นไปตามคาด เนื่องจากผู้นำรัฐบาลพรรคไทยรักไทยยังคงได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จากประชาชนชั้นล่างทั้งในเมืองและชนบท อีกทั้งผลสะเทือนของรัฐธรรมนูญ 2540 และผลสำเร็จของรัฐบาลช่วงปี 2544-2548 ทำให้เกิดการตื่นตัวทางประชาธิปไตยอย่างกว้างขวางในหมู่ประชาชนชั้นล่างจำนวนมาก ก่อตัวเป็นการเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐประหารขึ้นมาอย่างช้า ๆ
ฝ่ายเผด็จการอำมาตยาธิปไตยไม่เข้าใจว่า โครงสร้างเศรษฐกิจและดุลกำลังทางชนชั้นของไทยได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากมายตั้งแต่เหตุการณ์พฤษภาคม 2535 เป็นต้นมา พวกเขาจึงประเมินศักยภาพของอดีตผู้นำพรรคไทยรักไทยและการเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐประหารต่ำเกินไป หลังจากยัดเยียดรัฐธรรมนูญเผด็จการฉบับ 2550 แล้ว ก็ให้มีการเลือกตั้ง โดยเชื่อมั่นว่า ด้วยการหนุนช่วยอย่างทั่วด้านจากกองทัพ หน่วยราชการ และองค์กรหุ่นตามรัฐธรรมนูญ พรรคประชาธิปัตย์อันเป็นตัวแทนเผด็จการจารีตนิยมจะชนะเลือกตั้งเข้ามาจัดตั้งรัฐบาลได้ตามประสงค์ แต่การณ์กลับเป็นว่า พรรคพลังประชาชนภายใต้การสนับสนุนของฝ่ายประชาธิปไตยชนะเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาลขึ้นมาได้
พวกเขาจึงต้องส่งกลุ่มอันธพาลการเมืองเสื้อเหลืองออกมาสร้างสถานการณ์จลาจลบนท้องถนน ยึดทำเนียบรัฐบาลและสนามบิน สร้างสถานการณ์วุ่นวายเพื่อบั่นทอนรัฐบาล ประสานกับพรรคประชาธิปัตย์และองค์กรตามรัฐธรรมนูญทำลายพรรคพลังประชาชนและคณะรัฐบาล แล้วให้กองทัพก่อรัฐประหารเงียบจัดตั้งรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ขึ้นเป็นหุ่นเชิดได้สำเร็จในที่สุด อันเป็นเป้าหมายที่แท้จริงของรัฐประหาร 19 กันยายน
การเคลื่อนไหวของเผด็จการอำมาตยาธิปไตยโดยใช้เครือข่าย “สี่ขาหยั่ง” อันได้แก่ กลุ่มอันธพาลการเมืองเสื้อเหลือง พรรคประชาธิปัตย์ องค์กรรัฐธรรมนูญ และคณะนายทหาร ประสานร่วมมือกันทำลายรัฐบาลพรรคพลังประชาชน บรรลุเป็นรัฐประหารเงียบเมื่อเดือนธันวาคม 2551 จึงเป็นการต่อเนื่องของรัฐประหาร 19 กันยายนที่ยังไม่เสร็จสิ้นนั่นเอง
2. รัฐบาลเลือกตั้งที่อ่อนแอและทุจริตคือความจงใจของอำมาตยาธิปไตย
ระบอบรัฐธรรมนูญ 2550 และรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์เป็นกรณีตัวอย่างรวบยอดที่แสดงถึงจุดประสงค์ที่แท้จริงในการใช้ประโยชน์จากระบอบรัฐสภาโดยพวกเผด็จการอำมาตยาธิปไตย สิ่งที่พวกเขาต้องการคือ รัฐสภาที่ประกอบด้วยพรรคการเมืองขนาดเล็กที่อ่อนแอ ให้มีรัฐบาลหุ่นเชิดไร้อำนาจที่แท้จริงในการบริหารแผ่นดิน แต่ต้องอยู่ภายใต้อำนาจแฝงเร้นของเผด็จการอำมาตยาธิปไตย เป็นรัฐบาลที่ไร้ความสามารถและไม่อาจแก้ปัญหาของประชาชนได้ เต็มไปด้วยการทุจริตคอรัปชั่น ทั้งหมดนี้ก็เพื่อแสดงให้ประชาชนเห็นว่า ระบอบประชาธิปไตยและการเลือกตั้งนั้นเป็นสิ่งชั่วร้าย นักการเมืองคือต้นเหตุแห่งปัญหาและความเลวร้ายทั้งปวง ประชาชนไม่อาจหวังพึ่งตนเองด้วยการใช้สิทธิทางประชาธิปไตยไปเลือกนักการเมืองที่มีความสามารถเข้ามาแก้ปัญหาของพวกเขา
สิ่งที่เผด็จการอำมาตยาธิปไตยต้องการคือประชาชนไทยที่เอาแต่ชูสองมือ เงยหน้าชะเง้อรอคอยความเมตตา “หยาดฝนจากฟากฟ้าสุราลัยสู่แดนดิน” จากพวกเขาที่เป็นผู้ปกครองอันเปี่ยมไปด้วยความกรุณา คุณธรรม จริยธรรม สุจริตขาวสะอาด และสูงส่งตลอดไปเท่านั้น
เราจึงได้รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ที่เป็นหุ่นเชิดของเผด็จการ เป็นรัฐบาลที่ไร้ความสามารถทางบริหาร เต็มไปด้วยวาทศิลป์ที่เป็นเท็จ การกอบโกยผลประโยชน์ และทุจริตคอรัปชั่น ทั้งหมดนี้ นอกจากจะแสดงให้ประชาชนเห็นถึงความล้มเหลวของระบอบประชาธิปไตยและรัฐสภานั้นล้มเหลวดังกล่าวแล้ว จุดประสงค์อีกประการหนึ่งของพวกเขาก็คือ ในเงื่อนไขที่เหมาะสม พวกเขาก็จะใช้ความล้มเหลวในการบริหารและทุจริตคอรัปชั่นของรัฐบาลเป็นข้ออ้างก่อรัฐประหารได้อีกครั้ง
พวกเผด็จการอำมาตยาธิปไตยนั่นแหละที่เป็นต้นเหตุที่แท้จริงของความล้มเหลวของประชาธิปไตยและระบอบรัฐสภาในประเทศไทย เป็นที่มาของรัฐบาลเลือกตั้งที่ล้มเหลวและทุจริต นักการเมืองทรยศขายตัว และความเลวร้ายทั้งปวงที่ผู้คนหลงเข้าใจว่า เกิดจากระบอบประชาธิปไตยเสรีนิยม และในท้ายสุด พวกเขานั่นแหละที่เป็นรากเง่าของรัฐประหารทุกครั้งที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2500
3. อำมาตยาธิปไตยมาถึงทางตัน
หนึ่งปีของรัฐบาลประชาธิปัตย์ที่เต็มไปด้วยความล้มเหลวและทุจริตคอรัปชั่น ตลอดจนความอยุติธรรมเลือกข้างของกระบวนการยุติธรรมที่กระทำกันอย่างโจ่งแจ้งไร้ยางอาย ทำให้ประชาชนที่มีธรรมชาติที่รักความยุติธรรมไม่อาจทนนิ่งเฉยอยู่ได้ และกระตุ้นให้การเรียกร้องประชาธิปไตยและความเป็นธรรมแผ่ขยายออกไปทั่วประเทศในหมู่ชนชั้นล่างทั้งในเมืองและชนบท กรณี “สงกรานต์นองเลือด” มีผลเพียงทำให้ขบวนประชาธิปไตยชะงักงันไปช่วงสั้น ๆ แต่ก็สามารถฟื้นกลับมาได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังเป็นการตอกย้ำความอยุติธรรมที่รัฐบาล กองทัพ และกระบวนการยุติธรรมรวมหัวกันภายใต้การบงการของเผด็จการอำมาตยาธิปไตยทำการกดขี่ประชาชน เปิดเผยเนื้อแท้ของระบอบอำมาตยาธิปไตยว่า พวกชนชั้นปกครองและสมุนของพวกเขานั้นคือผู้บัญญัติและใช้กฎหมายที่แท้จริง กฎหมายสำหรับพวกเขาจึงมิได้มีไว้เพื่อทรงไว้ซึ่งความยุติธรรม ในขณะที่กองทัพก็มิใช่กองทัพของชาติและประชาชน หากแต่เป็นเพียง “กองกำลังอาวุธส่วนตัว” ของกลุ่มเผด็จการอำมาตยาธิปไตย
ทั้งหมดนี้ได้ยกระดับความตื่นตัวรับรู้และสร้างความโกรธแค้นในมู่ประชาชนอย่างกว้างขวาง ขบวนการประชาธิปไตยยิ่งขยายตัว ประชาชนได้เรียนรู้บทเรียนสำคัญว่า ประชาธิปไตยและความเป็นธรรมไม่อาจได้มาด้วยการวิงวอนร้องขอ แต่ต้องได้มาด้วยการต่อสู้ของประชาชนเอง แม้กระทั่งกรณี “การถวายฎีกา” ก็เป็นการแสดงเจตจำนงของประชาชนว่า ต้องการประชาธิปไตยและความเป็นธรรม
รัฐบาลประชาธิปัตย์ประสบความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในการแย่งชิงมวลชนไปจากฝ่ายประชาธิปไตย ทุกวันนี้ รัฐบาลประชาธิปัตย์และนายกรัฐมนตรีหุ่นเชิดเป็นที่ดูถูก เยาะเย้ย เกลียดชังอยู่ทั่วไป ในขณะที่ความเรียกร้องต้องการรัฐธรรมนูญ 2540 และอดีตผู้นำไทยรักไทยให้กลับคืนมากลับดังก้อง จึงเป็นที่แน่ชัดแก่พวกเผด็จการอำมาตยาธิปไตยว่า จะให้มีการเลือกตั้งในขณะนี้ไม่ได้เป็นอันขาด พวกเขาจะต้องไม่ยุบสภา และหากจำต้องยุบสภา ก็จะต้องไม่ให้มีการเลือกตั้ง
บัดนี้ ฝ่ายเผด็จการอำมาตยาธิปไตยได้มาถึงทางตันแล้ว พวกเขาได้ใช้เครื่องมือในการปราบปรามฝ่ายประชาธิปไตยมาจนเกือบหมดสิ้น ทั้งอันธพาลการเมืองเสื้อเหลือง กลไกตำรวจ ราชการ นักการเมืองทรยศขายตัว ในขณะที่การใช้กลไกกระบวนการยุติธรรมที่ผ่านมาก็มีข้อจำกัดคือ มีลักษณะจำกัดขอบเขต เชื่องช้า และไม่แม่นยำ ในขณะที่รัฐบาลประชาธิปัตย์ที่เป็นหุ่นเชิดก็อ่อนแอ ไร้ความสามารถ และขาดเอกภาพที่จะต่อกรกับอดีตผู้นำไทยรักไทยและขบวนประชาธิปไตยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประการสำคัญคือ พวกเขาตระหนักว่า “เวลาใกล้หมดแล้ว” ขณะที่ “เวลา” เป็นของฝ่ายประชาธิปไตย หากพวกเขาปล่อยให้สถานการณ์ประชาธิปไตยคลี่คลายไปดังเช่นหนึ่งปีที่ผ่านมา พวกเขาก็จะมีโอกาสน้อยลงเรื่อย ๆ ที่จะขจัดขบวนการประชาธิปไตยให้หมดไป
ที่ผ่านมา ได้มีสัญญาณบ่งชี้มาเป็นลำดับว่า ฝ่ายเผด็จการอำมาตยาธิปไตยกำลังเตรียมแผนการกันอย่างขมักเขม้นเพื่อปราบปรามประชาชนในขั้นเด็ดขาด พวกเขาให้บรรดานักการเมืองและนักวิชาการขายตัวที่เป็นสมุนรับใช้ของพวกเขา เรียงหน้ากันออกมาป่าวร้องกันอย่างเปิดเผยว่า “ประเทศไทยกำลังอยู่ในภาวะสงครามกลางเมือง” ให้สื่อสารมวลชนกระแสหลักทั้งวิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ ที่เป็นสมุนเผด็จการปลุกปั่นโฆษณาชวนเชื่อ ใส่ร้ายป้ายสีอันเป็นเท็จว่า ขบวนการประชาธิปไตยเสื้อแดงเป็น “พวกโค่นล้มสถาบันพระมหากษัตริย์” และ “ขบวนการสาธารณรัฐ” การรื้อฟื้นกลุ่มอันธพาลเสื้อเหลือง การเคลื่อนไหวนอกสภาของนักการเมืองบางคนในพรรคประชาธิปัตย์ รวมทั้งการเคลื่อนไหวอย่างเปิดเผยขององคมนตรีบางคนและคณะนายทหาร เป็นต้น
พวกเขาพลาดโอกาสที่จะขุดรากถอนโคนขบวนการประชาธิปไตยไปแล้วครั้งหนึ่งเมื่อสงกรานต์ปี 2552 แต่คราวนี้ พวกเขาจะไม่พลาดโอกาสนั้นอีกแล้ว!
4. “การต่อสู้เพื่อเสรีภาพของประชาชน”
เบื้องหน้าภัยจากการปราบปรามของเผด็จการอำมาตยาธิปไตย ฝ่ายประชาธิปไตยจะต้องไม่ประมาท หากแต่ตระเตรียมรับมือกับการรุกของเผด็จการ การทำงานมวลชนขั้นพื้นฐานยังคงเน้นขยายฐานมวลชน จัดตั้งมวลชน เพิ่มจำนวนสมาชิก ก่อรูปคณะแกนนำหลัก และตระเตรียมคณะแกนนำสำรองในสถานการณ์ฉุกเฉิน เชื่อมต่อและสร้างความเข้มแข็งให้กับเครือข่ายทั้งระดับชาติและท้องถิ่น ร่วมมือสามัคคี เน้นจุดร่วมที่มุ่งสร้างประชาธิปไตย สร้างแนวร่วมกับกลุ่มคนที่เห็นต่างที่ไม่ใช่สมุนอำมาตยาธิปไตย บริหารจัดการทรัพยากรคน วัสดุและการเงินที่มีอยู่อย่างมีประสิทธิภาพ ให้มีโครงสร้างการจัดตั้งและแผนงานสำรองสำหรับสถานการณ์สู้รบที่กำลังมาถึง
แต่ในขณะที่ขบวนการประชาธิปไตยกำลังเคลื่อนเข้าสู่ “สถานการณ์สู้รบ” การเคลื่อนไหวของฝ่ายประชาธิปไตยต้องยึดเป้าหมายทางการเมืองเฉพาะหน้าให้ชัดเจนคือ โค่นล้มระบอบเผด็จการอำมาตยาธิปไตย นำเอารัฐธรรมนูญ 2540 กลับคืนมา ขจัดอำนาจและกลไกรัฐธรรมนูญของอำมาตยาธิปไตยที่เป็นอิทธิพลแฝงเร้นคุกคามรัฐบาลเลือกตั้งและเป็นรากเหง้าของรัฐประหารมาทุกยุคสมัย ในด้านยุทธวิธีการเคลื่อนไหว การรุกทางการเมืองจะต้องดำเนินไปพร้อมกับการตระเตรียม “รับ” ในสถานการณ์ที่ฝ่ายเผด็จการตัดสินใจใช้ความรุนแรง เพื่อจำกัดและลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้นให้น้อยที่สุด และเพื่อ “การรุกตีโต้กลับ” เมื่อฝ่ายเผด็จการดำเนินจังหวะก้าวที่ผิดพลาด
คณะแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) “แดงทั้งแผ่นดิน” ที่นำโดยประธานวีระ มุสิกพงศ์ ได้พิสูจน์ตนเองท่ามกลางการต่อสู้ที่ยืดเยื้อและเสี่ยงอันตรายแล้วว่า พวกเขาเป็นแกนนำที่กล้าหาญเด็ดเดี่ยว อดทน ชาญฉลาด ยืดหยุ่นพลิกแพลง ไว้วางใจได้ และเสียสละอย่างสูง สมควรอย่างยิ่งที่ได้รับความรักและเชื่อมั่นศรัทธาอย่างเหนียวแน่นจากมวลชนประชาธิปไตยทั่วประเทศ
ประชาชนไม่ว่าในที่ใดในโลกล้วนต้องการสันติและประนีประนอม เพราะพวกเขามีแต่สองมือเปล่า ไม่มีอาวุธ ไม่มีกองทัพ กฎหมาย และกลไกยุติธรรมเป็นเครื่องมือ ประชาชนจึงปฏิเสธความรุนแรงเสมอมา ข้อเท็จจริงชี้ว่า ผลของความรุนแรงใด ๆ ที่เกิดขึ้นทุกครั้งในประวัติศาสตร์ในแต่ละประเทศทั่วโลกคือ การบาดเจ็บสูญเสียของฝ่ายประชาชนล้วน ๆ
แต่พวกเผด็จการอำมาตยาธิปไตยของไทยก็เหมือนกับพวกเผด็จการในประเทศอื่น ๆ คือ แม้จะเห็นประสบการณ์ซึ่งเผด็จการในที่ต่าง ๆ ทั่วโลกในท้ายสุดล้วนต้องพ่ายแพ้ต่อประชาธิปไตย แต่เผด็จการในทุกประเทศก็ล้วนเชื่อเหมือน ๆ กันว่า ประเทศตนเป็นข้อยกเว้นและจะสามารถฝืนกระแสประวัติศาสตร์ไปได้ พวกเขาจึงกระทำผิดพลาดซ้ำ ๆ เหมือนกันด้วยการปฏิเสธความต้องการของประชาชนและเชื่ออย่างผิด ๆ ว่า หากใช้กำลังเด็ดขาดเข้าปราบปรามฝ่ายประชาธิปไตยอีกสักครั้ง ใช้ความโหดเหี้ยมสยดสยองของอำนาจรัฐ ก็จะกำราบให้ประชาชนหวาดกลัวยอมจำนน และยืดอายุอำนาจเผด็จการของพวกตนออกไปได้อีก
เผด็จการอำมาตยาธิปไตยไทยจึงเชื่อว่า พวกเขาจะฝ่าวิกฤตคราวนี้ไปได้เช่นเดียวกับที่เขาทำสำเร็จมาแล้วจากการปฏิวัติ 2475 และกระแสประชาธิปไตยหลัง 14 ตุลาคม 2516 พวกเขาไม่ได้ตระหนักว่า ในเวลานี้ เงื่อนไขของสังคมไทยและสังคมโลกได้เปลี่ยนแปลงไปแล้วอย่างสิ้นเชิง วันเวลาและ “สวรรค์” ของพวกเขาใกล้หมดแล้ว การลงมือปราบปรามประชาชนที่กำลังจะเกิดขึ้นจะเป็นความผิดพลาดของพวกเขา และอาจจะลุกลามออกไปเป็น “การปฏิวัติของประชาชน” ที่พวกเขาไม่อาจเอาชนะได้
การปฏิวัติของประชาชนที่จะเกิดขึ้น จะดำเนินไป “จนถึงที่สุด” เพียงใดนั้นมิใช่ฝ่ายประชาชนเป็นผู้กำหนด หากแต่ขึ้นอยู่กับการกระทำของฝ่ายเผด็จการเอง หากพวกเขาไม่ยินยอมที่จะถอยออกไปแต่โดยดีและยังใช้กำลังรุนแรงต่อประชาชน การต่อสู้ของประชาชนก็จะดำเนินไปจนถึงที่สุดโดยตัวมันเอง โดยไม่มีแกนนำคนใดหรือแม้แต่อดีตผู้นำไทยรักไทยจะคาดหมายและควบคุมได้
นักปรัชญาเมธีผู้ยิ่งใหญ่ท่านหนึ่งกล่าวไว้เมื่อสองร้อยปีมาแล้วว่า “ประวัติศาสตร์ไม่ขึ้นอยู่กับเจตจำนงส่วนตนของปัจเจกชนคนใด” ไม่ว่าผู้นำจะคิดอย่างไร มีเจตจำนงทางอัตวิสัยอย่างไร มีความปรารถนาในทาง “สายกลางและประนีประนอม” สักเพียงใด หากไม่เป็นไปตามทิศทางของประวัติศาสตร์และความต้องการที่แท้จริงของมวลชนที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงอย่างถึงราก ผู้นำเหล่านั้นก็จะตกขบวนในที่สุด
การต่อสู้ของประชาชนเพื่อไปบรรลุประชาธิปไตยนั้น ไม่ว่าในยุคใดสมัยใดและถิ่นฐานใด ล้วนแต่ยืดเยื้อยาวนาน ยากลำบากทั้งสิ้น การเคลื่อนไหวคืบหน้าไปแล้วก็ถดถอย แล้วก็คืบหน้าอีก สู้แล้วแพ้ ก็กลับมาสู้ใหม่ เป็นกระแสขึ้นและลง การชะงักหรือถดถอยอาจเป็นเพียงชั่วครู่ไม่กี่เดือนกี่ปี ไปจนถึงยาวนานหลายสิบปีในระหว่างนั้น เแม้ประชาชนจะถูกสกัดกั้น ถูกกดขี่ ถูกใช้กำลังรุนแรงปราบปราม บาดเจ็บล้มตาย กระทั่งนองเลือดอย่างสาหัส แต่การต่อสู้ของประชาชนก็ฟื้นกลับมาเป็นกระแสใหญ่ได้อีกทุกครั้งจนกว่าจะบรรลุเป้าหมาย
การต่อสู้ของประชาชนในสังคมและยุคสมัยที่ต่างกันอาจมีสาเหตุเฉพาะหน้าที่ต่างกัน แต่เหตุผลสำคัญที่สุดมีเพียงประการเดียวคือ “ประชาชนต้องการเสรีภาพ”

ธีระ สุธีวรางกูร: สองมาตรฐานจะมีอยู่ต่อไป หากคู่ต่อสู้ทางการเมืองยังไม่ถูกทำลายราบคาบ

ที่มา ประชาไท

นายธีระ สุธีวรางกูร อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แสดงความเห็นในการเสวนาเรื่อง สองมาตรฐาน แนวโน้มความรุนแรงในสังคมไทย กรณีศึกษาเขายายเที่ยง เมื่อวันที่ 24 ม.ค. 2553 ที่ห้อง 222 คณะนิติศาสตร์ มธ. โดยระบุว่ากรณีเขายายเที่ยงเป็นตัวสะท้อนระบบสองมาตรฐานซึ่งใช้เป็นเครื่องมือทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองให้ราบคาบ เชื่อความรุนแรงครั้งประวัติศาสตร์จะเกิดขึ้นเหมือนสึนามิที่ไม่สามารถจะหยุดได้ และจะเป็นความรุนแรงที่ส่งผลต่อโครงสร้างการปกครองของสังคมไทย

000
“นอกจากเรื่องเขายายเที่ยงแล้ว สองมาตรฐานยังสะท้อนอยู่ในตัวบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ กระบวนการบังคับใช้กฎหมายและสะท้อนอยู่ในกระบวนการของศาล”

เรื่องสองมาตรฐานแนวโน้มความรุนแรงในสังคมไทย เรื่องเขายายเที่ยงก็เป็นตัวสะท้อนสองมาตรฐานอย่างหนึ่ง ปัญหาเรื่องเขายายเที่ยงเป็นสิ่งที่สะท้อนสิ่งที่แสดงให้เห็นสาเหตุใหญ่ที่อยู่ในสังคมไทย เรื่องเขายายเที่ยงไม่ใช่เป็นเรื่องที่ผิดไปจากความคาดหมายเลย ซึ่งการทำผิดกฎหมายของคนใหญ่คนโตกับคนทั่วไปได้รับการปฏิบัติที่ไม่เหมือนกัน คนใหญ่คนโตจะได้รับการลงโทษต้องใช้เวลานานกว่า

แต่เรื่องที่ผมอยากจะพูดคือปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบสองมาตรฐานในประเทศไทย ถ้าพูดอย่างภาษาชาวบ้านๆ หรือคนธรรมดาสามัญ สองมาตรฐานก็คือระบบที่จัดการกับปัญหาข้อเท็จจริงที่เหมือนกันนั้นแตกต่างกันไป แต่ตามหลักคือข้อเท็จจริงเหมือนกันต้องปฏิบัติอย่างเดียวกัน แต่หลักสองมาตรฐานเอาเรื่องอย่างเดียวกันมาปฏิบัติให้แตกต่างกันไป ลักษณะที่คนใหญ่คนโตทำไม่ผิด คนเล็กผิด ลักษณะนี้เป็นปัญหาในเรื่องทีเกี่ยวกับโครงสร้างของกฎหมาย

ระบบสองมาตรฐานที่ปรากฏอยู่ในโครงสร้างกฎหมายสังคมไทย ถ้าท่านลืม ก็คือเรื่องโครงสร้างรัฐธรรมนูญ มาตรา 309 คือการรับรองความชอบของการปฏิบัติของ คมช. หรือ คปค. [1] กฎหมายประเภทหนึ่งที่เราเรียกว่าพระราชบัญญัติไม่ว่าจะออกมา 20-30 ปีที่แล้วก็ตาม กฎหมายประเภทนี้จะถูกตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายได้ตลอด แต่มีกฎหมายประเภทหนึ่งคือประกาศ คปค. ไม่สามารถตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

อาจมีคนแย้งว่าตรวจสอบไม่ได้ได้อย่างไร เพราะมีการยื่นเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เรื่องการแต่งตั้ง คตส. ชอบหรือไม่ แล้วศาลรัฐธรรมนูญบอกว่าไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ผมยืนยันว่าผมพูดไม่ผิด เมื่อมีการยืนยันว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เมื่อมีการส่งเรื่องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญแต่ศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่สามารถจะชี้ได้ว่าไม่ชอบ ก็เพราะมาตรรา 309 เขียนแล้วว่ามันชอบ ถ้าบอกว่าไม่ชอบศาลก็ปฏิบัติหน้าที่ขัดรัฐธรรมนูญ ก็ต้องถูกถอดถอน ตรงนี้นี่เองที่เป็นตัวสะท้อนให้เห็นว่าอย่างน้อยในปัญหาโครงสร้างของบทบัญญัติกฎหมายซึ่งสะท้อนหลักความไม่เสมอภาคของสิ่งทีจะต้องถูกตรวจสอบ

กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ เรื่องการตรวจเงินแผ่นดิน ที่มีปัญหาที่วุฒิสภาลงมติว่าให้ผ่าน 70 ไม่ให้ผ่าน 53 แต่มีการกำหนดว่า พ.ร.บ. ต้องได้เสียไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งมันเลยมีปัญหาว่ากฎหมายฉบับนี้ถูกคว่ำหรือยัง โดยที่คะแนนเสียงพื้นฐานไม่ถึง 75 ก็มีการพูดกันว่าวุฒิสภาคว่ำกฎหมาย อีกหนึ่งวันคุณหญิงจารุวรรณทำหนังสือด่วนว่าผ่านความเห็นชอบไปแล้ว เนื่องจากว่า ถ้าเป็นกรณีการตรวจเงินแผ่นดินนั้น รัฐธรรมนูญมาตรา 302 วรรค 5 บัญญัติเป็นข้อยกเว้น [2] คือการนับคะแนนเสียงเรื่องการตรวจเงินแผ่นดิน แทนที่จะให้นับคะแนนเสียงให้ผ่าน ก็ไปนับคะแนนเสียงไม่ให้ผ่าน แต่นี่คือให้เสียงไม่ผ่านไม่ถึงกึ่งหนึ่ง
ให้ดูรัฐธรรมนูญมาตรา 302 บัญญัติเฉพาะเรื่อง ป.ป.ช. ตรวจเงินแผ่นดิน การดำเนินอาญาในศาลฎีกา ถ้าท่านมองไปให้ลึกทีละชั้น นี่เป็นกฎหมายที่ให้อำนาจให้ดาบกับองค์กรบางองค์กรที่มีบทบาทสำคัญในช่วงของการรัฐประหาร

หลักความไม่เสมอภาคมันปรากฏในตัวของรัฐธรรมนูญเอง สรุปคือระบบสองมาตรฐานมันปรากฏตั้งแต่ชั้นของรัฐธรรมนูญ และต้องสังเกตต่อไปว่าใครเป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญ และยังปรากฏอยู่ในการบังคับใช้รัฐธรรมนูญ และการบังคับใช้กฎหมาย

กองทัพ- มีคนสองกลุ่มใหญ่ๆ ต่างใช้เสรีภาพในการชุมนุมในลักษณะพอๆ กันแต่ท่านเห็นบทบาทของกองทัพหรือยัง ว่าทำไมการชุมนุมของคนกลุ่มหนึ่งกองทัพจึงกระวีกระวาด แต่การชุมนุมของคนอีกกลุ่มหนึ่งก็ไม่ทำอะไร หรือถ้าทำแล้วโดยผู้มีอำนาจกองทัพก็ออกมาพูดให้ลาออก กองทัพเองถ้าเปรียบเสมือนว่าเป็นกลไกตัวหนึ่งของรัฐ ถ้ากองทัพเป็นเบรก ไม่ว่าคนที่มาแตะเบรกจะเป็นใครใส่เสื้อสีอะไร รถต้องหยุด แต่การดำเนินการของกองทัพเสมือนว่าไม่รู้ว่าตัวเองเป็นเบรกหรือเป็นคันเร่ง คนหนึ่งมาเหยียบเป็นเบรก อีกคนมาเหยียบเป็นคันเร่ง ขึ้นกับว่าคนที่มาเป็นคนสีอะไร

ปปช.- ผมสงสัยว่าบางเรื่องหยิบมาพิจารณาเร็วมาก แล้วก็ตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยเรียบร้อย แต่เรื่องบางเรื่องมันช้าเสียจนแทบจะไม่เป็นข่าว

กกต.- ผมกำลังรอดูว่า คดีเรื่องเงินบริจาคพรรคการเมือง 258 ล้านของพรรคประชาธิปัตย์สุดท้ายจะออกมาอย่างไร ผมจะไม่พูดเรื่องปัญหาทางเทคนิคเรื่องการตั้งคณะอนุกรรมการ แต่ผมอยากจะดูว่าตัวเนื้อหาของคดีจะเอาไปเปรียบเทียบกับเรื่องอื่นๆ อย่างไร

อัยการ- เรื่องการทำหน้าที่ของอัยการ สิ่งที่ทุกท่านจะต้องไม่ลืมว่าวันนี้ข้อหาเรื่องการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เป็นข้อหาที่ถูกพูดมากทั้งโดยวัตถุประสงค์ที่สอดคล้องกับตัวกฎหมายจริงๆ หรือเพื่อการทำลายล้างทางการเมือง คนกลุ่มหนึ่งถูกเร่งดำเนินคดี มีการฟ้อง แต่กับอีกกลุ่มหนึ่งอัยการสั่งไม่ฟ้องเพราะว่ามันไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ คำถามคือ เอาเกณฑ์ไหนมาวินิจฉัยว่าอะไรเป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์

ศาลรัฐธรรมนูญ- ส่วนศาลรัฐธรรมนูญ ที่บอกว่าคำประกาศของ คปค. ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เป็นคำวินิจฉัยซึ่งมีเหตุผลรองรับน้อยมาก ประกาศ คปค. ฉบับที่ 30 ที่เราพยายามพูดกันมาตั้งแต่ต้น ว่ามันกระทบต่อเสรีภาพ เนื่องจากมันกำหนดป้องกันสิทธิเสรีภาพสำหรับคณะรัฐมนตรีช่วงหนึ่งเท่านั้น การเขียนกฎหมายมันระบุตัวคนไม่ได้ แต่ ประกาศ คปค. ฉบับที่ 30 มันระบุตัวคนได้ มันไม่มีลักษณะทั่วไป ซึ่งทำไม่ได้ แต่ศาล รธน. บอกว่าไม่ขัด โดยมาตรา 309 มันไม่เสมอภาค แล้วยังเป็นความไม่เสมอภาคทีได้รับการรับรองโดยศาลแล้วด้วย

นอกจากเรื่องเขายายเที่ยงแล้ว สองมาตรฐานยังสะท้อนอยู่ในตัวบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ กระบวนการบังคับใช้กฎหมายและสะท้อนอยู่ในกระบวนการของศาล คำถามคือปรากฏการณ์แบบนี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร ศาลเองแทนที่จะเยียวยาความไม่เสมอภาคกลับรับรองอีก เหตุเกิดจากอะไร ผมมีบทสรุปง่ายๆ เลยในชั้นนี้ว่า เพราะวันนี้เราอยู่ในช่วงการต่อสู้ทางการเมืองระหว่างคนสองกลุ่ม คนกลุ่มหนึ่งอยู่ในสถานะที่ต้องการทำลายล้างทางการเมืองคนอีกกลุ่มหนึ่ง การทำลายล้างนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าทุกอย่างดำเนินการไปบทพื้นฐานของความเสมอภาคและไม่เลือกปฏิบัติ เมื่อเป็นอย่างนี้เป้าหมายสำคัญกว่าวิธีการ เมื่อเป้าหมายอยู่ที่การทำลายล้างทางการเมืองและดำเนินการแบบนี้มาก่อนรัฐประหาร และหลังรัฐประหร ถึงวันนี้จะเหนียมไปทำไม ก็คนร่างรัฐธรรมนูญยังอุตส่าห์ร่างกำหนดเอาไว้ แล้วคนที่ใช้กฎหมายจะเหนียมไปทำไม

“ระบบสองมาตรฐานมันจะยังดำเนินต่อไปนับจากนี้และจะเข้มข้นไปเรื่อยๆ ตราบใดที่คู่ต่อสู้ทางการเมืองกลุ่มหนึ่งจะยังไม่ถูกทำลายล้างจนราบคาบ”

ความไม่เสมอภาคในประเทศในวันนี้เพราะต้องการใช้เป็นเครื่องมือการทำลายล้างทางการเมือง การเลือกตั้งทั่วไปอาจจะมีการยุบพรรคอีก คำถามคือเมื่อหลักความไม่เสมอภาคมันปรากฏอยู่ ผลจากนี้จะเป็นอย่างไร ความรุนแรงจะเกิดขึ้นไหม

ระบบสองมาตรฐานมีอยู่จริง และมันไม่ใช่เป็นระบบที่เกิดมาจากความไม่ตั้งใจ มันเกิดมาจากความตั้งใจ และเป็นความตั้งใจที่ทำให้ระบบนี้เกิดขึ้นมาได้ ถ้าดูภาพรวมก็คือเพื่อทำลายล้างทางการเมือง และเมื่อระบบสองมาตรฐานมันเกิดมาจากความตั้งใจเพื่อทำลายล้างทางการเมือง บางทีเราจะหวังให้เรากลับมาสู่มาตรฐานเดียวอย่างที่คุณจาตุรนต์คาดหวัง แต่ผมไม่คิดอย่างนั้น ผมคิดว่าระบบสองมาตรฐานมันจะยังดำเนินต่อไปนับจากนี้และจะเข้มข้นไปเรื่อยๆ ตราบใดที่คู่ต่อสู้ทางการเมืองกลุ่มหนึ่งจะยังไม่ถูกทำลายล้างจนราบคาบ ท่านก็จะโดนไล่ วันนี้ผมไม่คาดหวังเลยว่าทุกอย่างมันจะกลับมาสู่มาตรฐานเดียวกัน แต่ทุกอย่างจะดำเนินต่อไปบนพื้นฐานของสองมาตรฐาน

แล้วอะไรจะเกิดขึ้น ถ้ามองทุกอย่างตามเหตุปัจจัย ผมมีความเห็นว่าเรื่องมันจะดำเนินต่อไปในลักษณะที่จะมีแนวโน้มที่อาจจะเกิดความรุนแรง อย่างแรกเลย คนที่พยายามปฏิบัติในลักษณะสองมาตรฐานเพื่อทำลายล้างทางการเมืองถ้าฝ่ายที่ถูกกระทำยอมรับการกระทำนั้นก็จบ คือยอมรับสองมาตรฐาน ไม่มีการร้องอุทธรณ์ ฝ่ายที่ปฏิบัติในลักษณะสองมาตรฐานก็จะดำเนินการไปจนกว่าเป้าหมายสุดท้ายจะเสร็จสิ้น

แต่เมื่อผู้ถูกกระทำเขาไม่ยอมรับ ซึ่งผมเชื่อว่าเขาจะไม่ยอมรับ มันจะเกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ และหากมันควบคุมได้ มันก็ไปต่อในลักษณะสองมาตรฐานเหมือนเดิม แต่ถ้าควบคุมไม่ได้ ก็จะเกิดการรัฐประหาร ซึ่งจะทำให้ทุกปัญหาถูกตีความเป็นความมั่นคงทั้งหมด และทหารจะทำทุกวิถีทางให้เกิดความมั่นคง แต่ถามว่าจบไหม ผมว่ามันไม่จบ และการต่อสู้ที่เกิดขึ้นจะเป็นการต่อสู้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ และประเทศจะเกิดอาการอิหลักอิเหลื่อ และวุ่นวายอย่างไม่เคยเห็นมาก่อน พูดง่ายๆ คือสงครามกลางเมืองมีโอกาสจะเกิดขึ้นสูงในประเทศอย่างเป็นกิจจะลักษณะ

ทำไมเขาถึงยังกล้าทำให้ระบบสองมาตรฐานยังอยู่ ผมเข้าใจว่าวันนี้ระบบการเมืองไทยมาถึงทางสองแพร่งสำคัญ และคุณทักษิณจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ คุณทักษิณเป็นจุดเชื่อมสองแพร่งนี้ว่าจะไปทางไหน ฉะนั้นถ้ากำจัดสะพานเชื่อมไปไม่ได้ ประเทศไทยมีความเสี่ยงที่จะเกิดความรุนแรง และจะไม่ใช่ความรุนแรงชนิดที่ท่านเคยเห็นมาก่อนว่าจะเกิดขึ้นได้ในประเทศไทย และไม่ได้มีผลแค่เกิดการระเบิดตึกสักตึกหนึ่ง แต่เป็นความรุนแรงทางกายภาพที่มีผลนำไปสู่การทำลายระบบเชิงโครงสร้าง

ถ้าถามว่าจะป้องกันอย่างไร ผมบอกว่าอย่าไปหาทางป้องกันมันเพราะมีคนอยากให้เกิด ความรุนแรงจะไม่เกิดถ้าคนสองขั้วยินดีจะไม่ให้เกิด แต่มันจะเกิดเมื่อมีคนกลุ่มหนึ่งจะใช้เงื่อนไขความรุนแรง ผมวางใจแล้วกับเหตุการณ์แล้วกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในเมืองไทย เงื่อนไขนี้เหมือนสึนามิที่กำลังจะมา เราทำได้เพียงอย่างเดียวคือจุดจบจะเป็นอย่างไร แล้วถ้าเรายังมีชีวิตอยู่เราจะสร้างบ้านสร้างเมืองขึ้นมาอย่างไร ผมเห็นอย่างนี้ ถ้าท่านเห็นว่ายังมีโอกาสแก้ไขปัญหาได้ผมก็ยินดีสนับสนุน พูดโดยสรุปคือระบบสองมาตรฐานที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือทำลายล้าง จะทำลายอย่างไร และใครเป็นผู้รอดอยู่ อนาคตเท่านั้นจะเป็นผู้ให้คำตอบ

----
หมายเหตุ

[1] มาตรา ๓๐๙ บรรดาการใด ๆ ที่ได้รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
(ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๔๙ ว่าเป็นการชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ รวมทั้งการกระทำ
ที่เกี่ยวเนื่องกับกรณีดังกล่าวไม่ว่าก่อนหรือหลังวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ให้ถือว่าการนั้นและ
การกระทำนั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้

[2] มาตรา ๓๐๒ ให้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังต่อไปนี้มีผลใช้บังคับต่อไปภายใต้
เงื่อนไขที่กำหนดไว้ในมาตรานี้

(๑) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา
พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยให้ประธานผู้ตรวจการแผ่นดินเป็นผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติประกอบ
รัฐธรรมนูญนี้
(๒) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยให้ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติเป็นผู้รักษาการ
ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้
(๓) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยให้
ประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดินเป็นผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้
หน้า ๑๒๓
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
(๔) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่ง
ทางการเมือง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยให้ประธานศาลฎีกาเป็นผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติประกอบ
รัฐธรรมนูญนี้

ให้ถือว่าการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญโดยพระราชบัญญัติที่ได้
ประกาศใช้บังคับในระหว่างวันที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๔๙
มีผลใช้บังคับ เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญนี้

ให้ผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญตามวรรคหนึ่ง ดำเนินการปรับปรุง
พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญเพื่อให้เป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ภายในหนึ่งปีนับแต่
วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ในกรณีที่ยังไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งที่เป็นผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติ
ประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าว ระยะเวลาหนึ่งปีให้เริ่มนับตั้งแต่วันที่มีการแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งนั้น

ให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญตามมาตรานี้ให้แล้วเสร็จ
ภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่ได้รับร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าว และให้
วุฒิสภาพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ได้รับร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้น
การลงมติให้แก้ไขเพิ่มเติมหรือไม่ให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ
ตามวรรคหนึ่ง ต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกของแต่ละสภา

ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งจัดทำร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียง
ประชามติเพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ โดยให้นำความในวรรคสาม วรรคสี่
และวรรคห้า มาใช้บังคับโดยอนุโลม

คนเวียงแหงเต้น ‘เหมืองลิกไนต์ - เขื่อนกั้นน้ำแตง’ ใครได้-เสียจากโครงการ (1)

ที่มา thaifreenews

เกาะติดสถานการณ์ที่เวียงแหง จ.เชียงใหม่ “ลิกต์ไนต์และเขื่อนกั้นน้ำแตง” โครงการที่มีผลกระทบต่อคนในพื้นที่ นักวิชาการและชาวบ้านมีความคิดเห็นอย่างไร

เวียงแหง เป็นอำเภอเล็กๆ ในหุบเขา ของจังหวัดเชียงใหม่ มีพื้นที่อยู่ติดกับชายแดนไทย-พม่า ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 154 กิโลเมตร มีพื้นที่ทั้งหมด 705 ตารางกิโลเมตร โดยประมาณ 92 เปอร์เซ็นต์ ของพื้นที่ทั้งหมดเป็นภูเขาและผืนป่า เขตป่าสงวนแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และเขตอุทยานแห่งชาติ ขณะที่มีพื้นที่อยู่อาศัย 52 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 32,500 ไร่

เวียงแหง อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเล โดยเฉลี่ย 750 เมตร โดยยอดเขาที่สูงที่สุดคือดอยปักกะลา มีความสูงเหนือระดับน้ำทะเล 1,905 เมตร บนความสูงระดับนี้ จึงทำให้เวียงแหงนั้นมีสภาพภูมิอากาศดี มีทิวทัศน์งดงามตลอดเส้นทาง โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว เราจะพบทะเลหมอก กับสภาพป่าอันสมบูรณ์ มองเห็นดอกบัวตองและดอกนางพญาเสือโคร่งบานอยู่รายรอบสองข้างทาง นอกจากนั้น ยังเป็นอำเภอที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ สมกับที่คำขวัญของอำเภอว่าไว้... ‘พระธาตุแสนไหเป็นศรี ประเพณีหลายเผ่า ชมทิวเขาสุดสยาม งามล้ำค่าฟ้าเวียงแหง’

แต่ความงาม ความสำคัญของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของเวียงแหง กลับถูกผู้คนหลายฝ่ายมองข้าม หนำซ้ำกลับมีคนบางกลุ่ม บางหน่วยงาน พยายามนำสิ่งแปลกปลอมเข้ามายังอำเภอเล็กๆ ในหุบเขาอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นประเด็นที่ชาวบ้านทั้งอำเภอต่างพากันวิตกกังวลกับปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต

สิ่งแปลกปลอม สิ่งแรก นั่นคือเมื่อมีการดำเนินโครงการเหมืองถ่านหินเวียงแหง เป้าหมายเพื่อขุดถ่านหินลิกไนต์ในพื้นที่อำเภอเวียงแหง และขนย้ายไปยังโรงไฟฟ้าแม่เมาะ อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง

ย้อนดูที่มาโครงการเหมืองถ่านหินเวียงแหง

โครงการเหมืองถ่านหินเวียงแหง นั้นเริ่มต้นดำเนินการตั้งแต่ปี พ.ศ.2526 โดยมีการเข้ามาทำการสำรวจแหล่งถ่านหินเวียงแหงเป็นครั้งแรก และเข้าทำการสำรวจขั้นรายละเอียดอีกครั้งในปี พ.ศ.2530 โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ร่วมกับกรมทรัพยากรธรณี

ต่อมาเมื่อวันที่ 12 ก.ค.2531 คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้กันพื้นที่แอ่งเวียงแหงให้กับ กฟผ. เพื่อใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้า เนื่องจากเมื่อมีการศึกษาทางธรณีวิทยา แล้วพบว่า มีปริมาณถ่านหินสำรองประมาณ139 ล้านตัน แต่เมื่อวิเคราะห์ความต้องการของตลาดในห้วงเวลานั้น มีการสรุปว่า ยังไม่มีความจำเป็นในการพัฒนาแหล่งถ่านหินเวียงแหง เนื่องจากไม่มีความคุ้มค่าต่อการลงทุน จึงส่งคืนแหล่งเวียงแหงตามประสงค์ของกรมทรัพยากรธรณี เพื่อนำไปเปิดประมูลตามมติ ครม.เมื่อวันที่10 มี.ค.2535

เรื่องการเปิดเหมืองเงียบไปนานหลายปี พอถึงเดือนตุลาคม 2542 ทาง กฟผ.ได้เสนอเรื่องนี้อีกครั้ง เพื่อขอทบทวนมติ ครม.10 มี.ค.2535 จึงมีการประชุมร่วมกันระหว่าง สำนักนายกรัฐมนตรี สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(ศสช.) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(สพช.) และกฟผ.ซึ่งได้มีมติให้ทาง กฟผ.เป็นผู้ดำเนินการพัฒนาแหล่งถ่านหินเวียงแหง และดำเนินการในรูปของบริษัทร่วมทุน ทั้งนี้ ให้ กฟผ. ดำเนินการขอประทานบัตรควบคู่ไปกับการจัดตั้งบริษัทร่วมทุน ซึ่งจะต้องสอดคล้องตามโครงสร้างการแปรรูปการไฟฟ้าฝ่ายผลิต

เดือนมิถุนายน 2543 สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ได้ขอความเห็นจากหน่วยงานผู้เกี่ยวข้อง เพื่อประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี ซึ่งได้แก่ กระทรวงกลาโหม กระทรวงการคลัง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงวิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อม สศช. และคณะกรรมการกำกับงานนโยบายด้านรัฐวิสาหกิจ

เดือนกันยายน 2544 สำนักงานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(สพช.) ได้อนุมัติให้ กฟผ.เข้าไปใช้โดยไม่ต้องมีการประมูล โดยมีเงื่อนไขกำหนดให้ กฟผ.จัดทำรายงานการศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม(EIA)ในการพัฒนาแหล่งถ่านหินเวียงแหง หากรายงานผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมเรียบร้อยแล้วให้ กฟผ. นำเรื่องเสนอต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป

นั่นคือที่มาที่ไปของโครงการเหมืองถ่านหินเวียงแหง ซึ่งว่ากันว่า เป็นการดำเนินการ โดยที่ชาวบ้านคนในพื้นที่ไม่เคยรับรู้มาก่อนล่วงหน้า ว่าจะเกิดปัญหาผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชนหรือไม่ อย่างไร!?

พื้นที่ตั้งโครงการเหมือง ครอบคลุมพื้นที่ทั้ง 3 ตำบล

เมื่อดูจากแผนที่โครงการ พบว่า พื้นที่ตั้งของโครงการเหมืองถ่านหินเวียงแหง มีพื้นที่ประมาณ 9 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ 8 หมู่บ้าน ในเขตพื้นที่ 3 ตำบล ได้แก่ บ้านกองลม ต.เมืองแหง บ้านปางป๋อ บ้านม่วงป๊อก บ้านมหาธาตุ บ้านสามปู ต.แสนไห บ้านจอง บ้านม่วงเครือ บ้านห้วยไคร้ ต.เปียงหลวง

ในอำเภอเวียงแหง มีทั้งหมด 3 ตำบล คือต.เมืองแหง ต.แสนไห และ ต.เปียงหลวง ซึ่งก็เท่ากับว่าพื้นที่โครงการนี้กินเนื้อที่ครอบคลุมเกือบทั่วทั้งอำเภอ

นอกจากนั้น พื้นที่ของโครงการบางส่วนยังอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ บางส่วนอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติและป่าลุ่มน้ำฝาง และเส้นทางขนส่งหน้าดินและถ่านหินลิกไนต์บางช่วงอยู่ในเขตป่าอนุรักษ์

ที่สำคัญก็คือ พื้นที่ตั้งโครงการเหมืองถ่านหิน นั้นอยู่ห่างจากตัวอำเภอเวียงแหงเพียง 7 กิโลเมตร และมีชุมชนที่ผู้คนอาศัยอยู่ล้อมรอบ ซึ่งถือว่าเป็นจุดเปราะบางอย่างมาก เมื่อชาวบ้านในพื้นที่ใกล้เคียงทราบข่าว จึงเกิดการตื่นตระหนกตกใจกับความแปลกเปลี่ยนที่จะเข้ามาในวิถีชีวิต

มีข้อมูลระบุว่า...การดำเนินการทำเหมืองแร่ถ่านหินเวียงแหง จะใช้วิธีทำเหมืองเปิด โดยการขุดเปิดเปลือกดิน แล้วขนไปยังที่ทิ้งดินที่กำหนดไว้ แล้วจึงขุดตักถ่านหินไปใช้ประโยชน์ ซึ่งผลการศึกษาทางธรณีพบว่า แหล่งถ่านหินที่เวียงแหง มีปริมาณสำรองรวมกันทั้งสิ้น ประมาณ139 ล้านตัน มีปริมาณสำรองที่คุ้มทุนประมาณ 15 ล้านตัน

มีรายงานอีกว่า โดยเฉพาะในพื้นที่เขตบ้านปางป๋อ นั้นมีศักยภาพมากที่สุดในการเปิดเหมืองแร่เวียงแหง และถ่านหินที่เวียงแหงมีคุณภาพดีกว่าที่เหมืองแม่เมาะ จ.ลำปาง คือเป็นถ่านหินประเภท Lignite และ Subbituminous

และก่อนหน้านั้น มีการกล่าวถึงเอกสารของทาง กฟผ. รายงานไว้อีกว่า ในพื้นที่เปิดเหมืองถ่านหินเวียงแหงนั้น เมื่อมีการเจาะลึกลงไปประมาณ 800- 2,400 เมตร มีก๊าซธรรมชาติอยู่ใต้ชั้นฐานลึกอยู่จำนวนหลายล้านลูกบาศก์ฟุต และในโครงการศึกษาเพื่อจัดทำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาภาคเหนือตอนบน ระบุว่า มีแผนการจะจัดตั้งโรงงานผลิตก๊าซเชื้อเพลิงจากลิกไนต์เพื่อใช้ในการผลิตไฟฟ้า เพื่อขายให้กับโรงงานอุตสาหกรรมและใช้ในครัวเรือนในอนาคตอีกด้วย

เมื่อรับรู้ข้อมูลตรงนี้แล้ว อาจทำให้หลายๆ คน คงเริ่มเข้าใจว่า เหตุใดทาง กฟผ. และรัฐ มีความพยายามจะดำเนินโครงการเหมืองถ่านหินลิกไนต์ที่เวียงแหงต่อไป ท่ามกลางกระแสคัดค้านของชาวบ้านอย่างหนักและต่อเนื่อง

ชาวบ้านเวียงแหงรวมพลังต้าน เพราะมีการแอบทำ EIA ชุมชนไม่มีส่วนร่วม
และเชื่อหากทำเหมืองลิกไนต์ จะกระทบต่อวิถีชีวิตและสิ่งแวดล้อม

เป็นที่สังเกตว่า สาเหตุหลักๆ ที่ทำให้เกิดการรวมตัวคัดค้านโครงการเหมืองลิกไนต์เวียงแหง นี้อย่างหนัก นั้น คงเป็นเพราะทาง กฟผ.ได้ดำเนินการว่าจ้างทีมนักวิชาการทำการสำรวจ โดยไม่มีผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่แต่อย่างใด รวมไปถึงชาวบ้านได้มีโอกาสไปศึกษาดูงานในพื้นที่ชุมชนแม่เมาะ อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง ที่ได้รับผลกระทบจากเหมืองแร่ลิกไนต์ และรู้ว่าชาวบ้านแม่เมาะ ต่างได้รับผลกระทบกันมายาวนาน จนกระทั่งหลายคนต้องล้มป่วยด้วยโรคทางลมหายใจและเสียชีวิตไปหลายรายแล้ว ก็ยิ่งส่งผลทำให้ชาวบ้านในเขตเวียงแหง ต่างเชื่อกันว่า หากทางกฟผ.ดำเนินการทำเหมืองแร่ลิกไนต์ จะกระทบต่อวิถีชีวิตและสิ่งแวดล้อมในอำเภอเวียงแหง อย่างแน่นอน

แน่นอนทำให้การคัดค้านไม่เห็นด้วยกับโครงการเหมืองถ่านหินเวียงแหง ได้ขยายและเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้าน แม้กระทั่งชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้าน อ.เวียงแหง ชมรมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อ.เวียงแหง อาทิ นายก อบต. ประธานสภา อบต. สมาชิก อบต. รวมทั้งเครือข่ายทรัพยากรลุ่มน้ำแตงตอนบน ต่างผนึกกำลังรวมตัวกันคัดค้านกันอย่างหนักแน่น

ซึ่งเมื่อวันที่ 25มิ.ย.2550 ที่ผ่านมา กลุ่มชาวบ้านได้ออกยืนยันและแสดงจุดยืน ด้วยการออกแถลงการณ์คัดค้านโครงการพัฒนาเหมืองถ่านหินลิกไนต์และผลการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม(อีไอเอ) ที่โรงแรมโลตัสปางสวนแก้ว อ.เมือง จ.เชียงใหม่ หลังจากที่ สถานบริการวิศวกรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้จัดเวทีประชุมสัมมนาระดมความคิดเห็นครั้งที่ 3 ของการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการพัฒนาเหมืองลิกไนต์เวียงแหง อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่ โดยการจัดเวทีครั้งนี้เป็นการนำเสนอผลการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม(อีไอเอ)และผลกระทบด้านสังคม(เอสไอเอ)

โดยในแถลงการณ์ระบุใจความว่า ... ตามที่กฟผ.ได้ว่าจ้างสถานบริการวิศวกรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ให้ดำเนินการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมเกี่ยวกับโครงการพัฒนาเหมืองถ่านหินลิกไนต์ พวกเราในนามตัวแทนของชุมชน อ.เวียงแหง ขอแถลงการณ์และข้อเรียกร้องดังนี้ 1.ขอประณามการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นครั้งนี้ เนื่องจากข้อมูลที่ได้ไม่ได้เกิดมาจากความยินยอมของพี่น้องในชุมชนเรา และพี่น้องในชุมชนไม่มีส่วนร่วม คณะผู้จัดเก็บข้อมูลมีพฤติกรรมปล้นข้อมูลเยี่ยงโจร

2.เวทีการนำเสนอข้อมูลอีไอเอผิดวัตถุประสงค์ของโครงการที่จะต้องเปิดเผยข้อมูลต่อชาวบ้านและสาธารณะชน และจะต้องให้ความสำคัญกับชุมชนที่เป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง แต่สถานบริการวิศวกรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ไม่ได้ใส่ใจ กลับมาจัดเวทีนอกพื้นที่ และ 3.ขอให้ยุติทุกกระบวนการที่จะนำไปสู่การเปิดเหมืองลิกไนต์ และเราขอยืนยันว่าจะคัดค้านการดำเนินการจนถึงที่สุด เราจะไม่ยอมเป็นเหยื่อการพัฒนาที่ไม่มีส่วนร่วมจากชุมชน

“...ที่ผ่านมานั้นการดำเนินการต่างๆรวมทั้งการจัดเวทีในพื้นที่อ.เวียงแหงไม่เคยมีสักครั้ง ชาวบ้านเวียงแหงไม่เคยมีส่วนร่วมในกระบวนการใดๆแม้แต่น้อย ขณะเดียวกันชาวบ้านเองไม่เคยเห็นว่ามีเจ้าหน้าที่คนใดมาเก็บข้อมูลอย่างจริงๆจังๆ แต่อยู่ๆวันนี้กลับมีการเสนอผลการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมรวมทั้งผลกระทบด้านสังคมขึ้นมา ดังนั้นเรื่องนี้จึงมีความไม่ชอบมาพากล” นายพะยอม คารมณ์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเมืองแหง ซึ่งเป็นตัวแทนกลุ่มคัดค้านโครงการ บอกย้ำถึงการดำเนินโครงการที่ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตามสำหรับในเวทีการประชุมสัมมนาครั้งนั้น ศ.ดร.มนัส สุวรรณนักวิชาการ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้รับผิดชอบการศึกษาผลกระทบด้านสังคม(SIA) กล่าวว่า การจัดเวทีครั้งนี้ไม่ได้บอกว่าจะเปิดเหมืองหรือไม่ เพราะเรื่องนี้อำนาจอยู่ที่รัฐบาล แต่ตนทำหน้าที่แค่นำเสนอผลการศึกษาเท่านั้น ขณะที่โครงการเหมืองลิกไนต์เวียงแหงนั้นถือเป็นโครงการแรกในประเทศไทยที่มีการศึกษาผลกระทบทางสังคม (SIA) ควบคู่ไปกับการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม(EIA) อีกทั้งยังพยายามให้ประชาชนในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมกับการดำเนินการมากที่สุดแม้จะถูกต่อต้านในพื้นที่บ้างก็ตาม

ศ.ดร.มนัส กล่าวต่อว่า จากผลการศึกษาโครงการพัฒนาเหมืองลิกไนต์เวียงแหงนั้นสามารถสรุปได้ว่าหากมีการเปิดเหมืองลิกไนต์จะมีข้อดีมากกว่าข้อเสีย เพราะสาธารณูปโภคต่างๆจะมีการพัฒนามากขึ้น อาทิ ไฟฟ้าที่ปริมาณกระแสไฟฟ้าจะคงที่มากขึ้น ประปาก็จะดีกว่าปัจจุบันเพราะการประปาส่วนภูมิภาคจะเข้ามาให้บริการ อีกทั้งการคมนาคมและการสื่อสารก็จะมีการพัฒนามากขึ้นตามไปด้วย

“นอกจากนี้ เรื่องการท่องเที่ยวก็จะเฟื่องฟูมากขึ้น กล่าวคือเวียงแหงเป็นเมืองประวัติศาสตร์ เป็นเส้นทางเดินทัพของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช หากมีการเปิดเหมือง มีการพัฒนาถนนหนทาง และสาธารณูปโภคต่างๆธุรกิจการท่องเที่ยวที่นี่ก็จะบูม ขณะที่บริเวณเหมืองภายหลังการพัฒนาก็อาจมีการปรับปรุงเป็นแหล่งท่องเที่ยวได้ด้วย โดยภาพรวมของผลกระทบนั้นจะเป็นบวกมากกว่าเป็นลบ จะมีผลดีมากกกว่าผลเสีย ขณะที่ผลเสียหรือผลกระทบที่จะเกิดขึ้นนั้นก็สามารถจัดการแก้ไขได้” ศ.ดร.มนัส กล่าวทิ้งท้าย

อย่างไรก็ตาม ตัวแทนผู้นำชุมชนนำโดย นายอ่อง จองเจน ประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้าน อ.เวียงแหง พร้อมผู้นำชุมชน จากชมรมองค์กรส่วนท้องถิ่นและเครือข่ายทรัพยากรลุ่มน้ำแม่แตงตอนบนกว่า 50 คน อ่านแถลงการณ์คัดค้านโครงการและผลการศึกษาอีไอเอ ว่าไม่ได้รับความยินยอมจากชุมชน ทั้งที่ผู้นำชุมชนเคยทำหนังสือผ่านนายอำเภอเวียงแหงให้จัดเวทีในพื้นที่ก่อสร้างแต่ก็หลีกเลี่ยงมา 3 ครั้ง แสดงถึงความไม่ชอบมาพากลของทีมศึกษาผลกระทบ

"ชาวเวียงแหงส่วนใหญ่ไม่ยอมรับโครงการพัฒนาที่จะนำความเสียหายมาสู่ ไม่ต้องการตกนรกแบบคนแม่เมาะ จ.ลำปาง ที่ต้องทนอยู่กับสารพิษจากถ่านหินลิกไนต์ เราพอใจชีวิตชนบทแบบพอเพียงด้วยการยังชีพแบบวิถีเกษตรทั้งการปลูกข้าว กระเทียม และพริก" นายอ่องกล่าว

สถานการณ์ล่าสุด,ในความนิ่งมีการเคลื่อนไหวเชื่อมีการรื้อขบวนการอีไอเอหรือเอสไอเอกันใหม่

ล่าสุด หลังจากสอบถามประเด็นเรื่องความเคลื่อนไหวของโครงการเหมืองแร่ลิกไนต์เวียงแหง ซึ่งตัวแทนชาวบ้าน ต่างบอกกันว่า ยังมีการเคลื่อนไหวกันอย่างเงียบๆ ซึ่งชาวบ้านนั้นยังตื่นตัวและเตรียมพร้อมลุกขึ้นมาคัดค้านตลอดเวลา

นายพะยอมคารมณ์นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเมืองแหง ในฐานะตัวแทนกลุ่มคัดค้านโครงการดังกล่าว กล่าวว่า ขณะนี้ทาง กฟผ.เริ่มเข้ามาแล้วเพื่อต้องการที่จะให้มีการรื้อขบวนการ EIA หรือเอสไอเอกันใหม่ ซึ่งใน EIA ที่ศึกษาเรื่องผลกระทบเรื่องสิ่งแวดล้อม ก็เอาแยกทำเป็นฉบับหนึ่ง เป็นเล่มเล็กๆซึ่งที่ผ่านมา ทางชาวบ้านเคยขอผลการศึกษา ฉบับสมบูรณ์ มาตั้งแต่ 2-3 ปีมาแล้ว ก็ยังไม่ได้แต่ชาวบ้านเข้าใจว่าการดำเนินโครงการ คงจะหยุดชะงักมีปัญหาเรื่องของ EIA พอสมควรเพราะหลังจากที่มีการไปฉีก EIA ที่โลตัสปางสวนแก้ว แล้วก็เงียบหายไปแต่คิดว่าหลังจากเงียบ ตอนนี้เข้าใจว่ากำลังจะกลับเข้ามาใหม่ ความวุ่นวายเริ่มที่จะมีการก่อตัวอีกแล้ว

เผย กฟผ. ทำมวลชนแบบเจาะกลุ่มฐานผู้นำชุมชน

นายพะยอม คารมณ์กล่าวว่า ตอนนี้เท่าที่สังเกต จะรู้ว่า ทาง กฟผ. เริ่มเข้ามาเจาะกลุ่มผู้นำว่าใครที่เป็นประธานชมรมครูชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านชมรมอบต.โดยการเข้ามาเอาข้อมูลและเอากลุ่มเหล่านี้เข้าไปวางแผนก่อนนอกจากนั้น ก็ใช้วิธีเจาะผ่านเข้าไปในโรงเรียน โดยวิธีการมอบทุนการศึกษาแก่เด็กนักเรียน เพื่อซื้อใจผู้ปกครอง

“ซึ่งเงินที่เข้ามาสู่โรงเรียน เราก็ไม่รู้ว่ามาจากไหน หากเป็นเงินที่เข้าไปทำมวลชนของ กฟผ.ซึ่งก็เป็นอันตรายพอสมควรในเรื่องค่าใช้จ่ายเหล่านี้ในที่ผู้ปกครองโดนแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในส่วนที่เป็นทุนการศึกษา อาหารกลางวันซึ่งอาจทำให้ชาวบ้านที่เป็นผู้ปกครองนักเรียน รู้สึกคล้อยตาม เห็นดีเห็นงามไปด้วย ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่น่าวิตกและน่ากลัวกว่าเดิมยิ่งตอนนี้ มีเงินโครงการไทยเข้มแข็ง ไม่แน่อาจเอาเงินมาทำในลักษณะของมวลชนเข้มแข็งและอาจจะอ้างให้เอาเงินส่วนนี้มาทำให้มวลชนพอมาทำมวลชนเสร็จก็เกิดการได้ใจ ได้เรื่องของความเห็นร่วม ซึ่งเมื่อก่อน ก็มีกลุ่มที่สนใจบ้าง ไม่สนใจบ้าง มากพอสมควร และเป้าหมายนั้นก็ยังไม่ชัดเจนเท่าที่ควรแต่สังเกตการณ์เคลื่อนตัวของโครงการเหมืองถ่านหินเวียงแหง ตอนนี้ เชื่อว่าเขากำลังเริ่มรุกและเริ่มใหม่อีกครั้ง” นายพะยอม กล่าวถึงความไม่ชอบมาพากล

อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่ในอำเภอเวียงแหงที่คัดค้านโครงการเหมืองถ่านหิน ต่างเตรียมพร้อมรับมือและต่อสู้กันจนถึงที่สุดหาก กฟผ.ยังไม่คิดล้มเลิกโครงการ

“ก็ต้องทำให้ชาวบ้านเห็นก่อนว่า กฟผ. กำลังจะกลับเข้ามา และชาวบ้านนั้นจะมีปฏิกิริยาต่อเรื่องนี้อย่างไรบ้างซึ่งตอนนี้ เราเองก็ยังไม่ชัดเจนว่าเขาจะเข้ามาแต่ครั้งหลังสุดเราก็เริ่มรู้ว่าเริ่มมีการแทรกซึมเข้ามาทีละเล็กทีละน้อยเล่นมวลชนแบบซึมลึก ซึ่งน่ากลัวกว่ารอบแรกที่กฟผ.เข้ามาเสียอีกอันตรายอย่างมากและตอนนี้รู้ตัวชัดเจนแล้วว่าใครเป็นใคร”

นายคำ ตุ่นหล้าแกนนำกลุ่มคัดค้านอีกคนหนึ่ง กล่าวว่า กรณีของชาวบ้านที่ไม่เห็นด้วยกับโครงการ ตอนนี้ก็ไม่ได้เงียบเสียทีเดียวแต่ก็ยังมีการเฝ้าระวังกันอยู่ว่าเขาจะเข้ามาอย่างเป็นรูปธรรมชัดเจนอย่างไรรูปแบบไหน

“ซึ่งตอนนี้ เราก็รู้อยู่ว่า ทางกฟผ.เขามาในแนวของการแจกทุนการศึกษา แต่ชาวบ้านส่วนใหญ่ ก็ยังคงมีความคิดเหมือนเดิมอยู่ยังคงคัดค้าน ไม่เอาเหมืองถ่านหิน” นายคำ ตุ่นหล้า กล่าวยืนยันอย่างหนักแน่นเช่นเดิม

ข้อมูลประกอบ: สำนักข่าวประชาธรรม