WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, January 27, 2010

ธง แจ่มศรี ค้านกรรมการพรรคคอมฯเสื้อเหลือง เอียงขวาสมคบศักดินาสมบูรณาญาสิทธิราชใหม่

ที่มา Thai E-News



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
26 มกราคม 2553

หมายเหตุไทยอีนิวส์:ธง แจ่มศรี อดีตเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย(พคท.)ได้ออกเอกสารฉบับหนึ่งมีเนื้อหาคัดค้านการที่คณะกรรมการบริหารกลางพรรคชุดใหม่มีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงจุดยืนของพรรคไปในทางอนุรักษ์นิยม สมคบคิดกับชนชั้นปกครองผู้กดขี่ขูดรีด หรือเป็นที่รับรู้กันภายในว่าคณะกรรมการพรรคชุดใหม่นั้นให้การสนับสนุนพันธมิตรเสื้อเหลือง หลังจากที่คณะกรรมการชุดดังกล่าวประกาศยึดอำนาจในพรรคไปก่อนหน้านี้ และแสดงจุดยืนว่าจะสามัคคีกับทุกฝ่ายที่แตกต่างกันเพื่อต่อต้านทักษิณ


*ธง แจ่มศรี ออกเอกสารค้านกรรมการพคท.ชุดปัจจุบันเปลี่ยนจุดยืนเป็นพรรคอนุรักษ์นิยมสมคบชนชั้นปกครองศักดินา

เอกสารภายใน:เอกสารประกอบคำแถลงเนื่องในวาระการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยครบรอบ 67 ปี


เอกสารชิ้นนี้ของผมในนาม ธง แจ่มศรี เป็นการแสดงออกถึงการยอมรับการสิ้นสภาพขององค์การนำชุดที่ 4 ซึ่งได้รับเลือกตั้งจากสมัชชาผู้แทนพรรคครั้งที่ 4 ดังเหตุผลที่กล่าวในแถลงการณ์ครบรอบ 66 ปีของพรรค ไม่ได้ออกในนาม ประชา ธัญญไพบูลย์ อันเป็นชื่อจัดตั้งที่เป็นทางการของเลขาธิการพรรคฯ ซึ่งต้องดำเนินตามหลัก การประชาธิปไตยรวมศูนย์ (เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบันองค์การนำได้สิ้นสภาพแล้วในทางพฤตินัย และนิตินัย) จึงออกในสถานะสมาชิกพรรคคนหนึ่งที่ยึดถืออุดมการณ์และระเบียบการของพรรค ด้านหนึ่งเพื่อวิจารณ์ตนเองในเรื่องการยึดกุมทฤษฎีลัทธิมาร์กซ-เลนินที่นำมาประสานกับลักษณะของสังคมไทย เพื่อวิเคราะห์ลักษณะสังคมไทยเพื่อกำหนดหลักนโยบายขั้นต่ำ (เฉพาะหน้า) หรือขั้นตอนการปฏิวัติได้อย่างถูกต้อง

ผมเห็นว่าปัจจุบันสังคมไทยเป็นสังคมทุนนิยมแล้วในด้านเศรษฐกิจ แต่ภาคการเมืองการปก ครอง วัฒนธรรมและความคิดของผู้คนในสังคมยังไม่เป็นระบอบประชาธิปไตย ต้องล้มลุกคลุกคลานมาโดยตลอดจากศักดินา ขุนนาง และจักรวรรดินิยมอเมริกา โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 เป็นต้นมา ศักดินามีบทบาทนำสูงสุดในการบงการรูปแบบการเมืองการปกครองของไทย เช่นรูปแบบการเลือกตั้ง การรัฐประหาร ประชาธิปไตยครึ่งใบเหล่านี้เป็นต้น

นายกรัฐมนตรีเกือบทุกคนเป็นคนของเขา เช่น นายสัญญา ธรรมศักดิ์,มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช, มรว.เสนีย์ ปราโมช ,นายธานินทร์ กรัยวิเชียร,(พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์),พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์,(พล.อ.ชาติชาย ชุณหวัณ),นายอานันท์ ปันยารชุน,(พล.อ.สุจินดา คราประยูร),นายชวน หลีกภัย,(นายบรรหาร ศิลปอาชา),(พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ),คุณชวน หลีกภัย,(พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร),พล.อ.สุรยุทธ จุลานนท์,(คุณสมัคร สุนทรเวช),(คุณสมชาย วงศ์สวัสดิ์),คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีที่อยู่ในวงเล็บไม่ใช่คนของเขาจึงมักถูกโค่นล้มโดยรูปแบบในสภาและการรัฐประหาร หลักฐานยิ่งชัดเจนในสมัย นายสมัคร สุนทรเวช และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ที่เข้าสู่อำนาจรัฐแต่ไม่สามารถใช้กลไกรัฐได้ ตรงกับคำกล่าวของพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ที่ว่า (เซ็นเซอร์)เป็นเจ้าของคอกม้า รัฐบาลเป็นเพียงจ็อกกี้ม้าเท่านั้น

ดังนั้นขณะนี้สังคมไทยถูกปกครองโดยราชาธิปไตย หรือสมบูรณาญาสิทธิราช(ใหม่) เพราะได้มีกฎหมายรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ว่าสถาบันนี้อยู่เหนือรัฐ กลไกรัฐไม่สามารถควบคุมได้ (ไม่มีความเท่าเทียมกันในทางกฎหมาย) ซึ่งกลุ่มนี้ได้พัฒนาตนเองเป็น “ทุนผูกขาดศักดินาเหนือรัฐ” ในทุกด้าน ทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง การปกครอง วัฒนธรรมและรูปการจิตสำนึก ซึ่งกลุ่มทุนผูกขาดกลุ่มอื่นต้องยอมสวามิภักดิ์ เพราะได้เห็นตัวอย่างแล้วจากการรัฐประหารรัฐบาลพล.อ.ชาติชาย ชุณหวันและ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่มีแนวคิดทุนนิยมเสรีใหม่(เป็นกลุ่มทุนผูกขาดกลุ่มใหม่ที่ไม่ยอมสวามิภักดิ์ต่อ “กลุ่มทุนผูกขาดศักดินาเหนือรัฐ”) โดยเฉพาะในกรณีหลังนี้ศักดินาได้ใช้เครือข่ายของพวกเขาทั้งหมด เช่น ข้าราชการ,ทหาร, ศาล, กลุ่มประชาสังคม ,กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ,รวมทั้งสื่อสารมวลชนทุกแขนง ฯลฯ เพื่อโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

สรุปลักษณะสังคมไทยเป็นสังคมทุนนิยมที่มีทุนผูกขาดศักดินาที่มีอำนาจเหนือรัฐครอบงำอยู่ ดังนั้นขั้นตอนของการปฏิวัติขั้นนี้จึงเป็น “การปฏิวัติประชาธิปไตยของชนชั้นนายทุน” ที่มีกลุ่มทุนผูกขาดศักดินาที่มีอำนาจเหนือรัฐเป็นเป้าหมายการปฏิวัติ เพราะกลุ่มนี้มีอำนาจเหนือกลุ่มทุนผูกขาดกลุ่มอื่นๆ

ผมเห็นว่ากลุ่มทุนผูกขาดทักษิณ บัดนี้ถูกพวกเครือข่ายของทุนผูกขาดศักดินา เล่นงานจนอยู่ในประเทศไม่ได้ แสดงให้เห็นว่ายังเป็นตัวรอง ยังถูกกดขี่รีดไถด้วยซ้ำไป (การออกกฎหมายย้อนหลังเพื่อเอาผิด เป็นเรื่องที่เด่นชัดที่สุด)

เปรียบเทียบอย่างง่ายๆ ระหว่างสองกลุ่มนี้ใครมีอำนาจกว่ากัน ลองเดินไปตลาดแล้วด่าว่าทั้งสองกลุ่ม ทุกคนคงรู้คำตอบเป็นอย่างดีว่าจะเกิดอะไรขึ้น อีกตัวอย่างหนึ่งที่ป่าสงวนแห่งชาติหรืออุทยานแห่งชาติมีกลุ่มทุนไหนที่สามารถขยายพื้นที่ทำการเกษตรบนภูเขาสูงได้เป็นหลายหมื่นไร่ทั่วประเทศ (แม้แต่ประธานาธิบดี หรือนายกรัฐมนตรีในประเทศทุนนิยมที่เจริญแล้วก็ไม่สามารถทำได้)

จุดยืนในทางการเมืองของพรรคเราต้องมาจากการวิเคราะห์ลักษณะสังคมไทยโดยใช้หลักลัทธิมาร์กซ- เลนิน หรือทฤษฎีของชนชั้นกรรมาชีพ ไม่ใช่ไม่ต้องวิเคราะห์สังคมเพราะกลัวสหายแตกแยก จนกระทั่งเอาทฤษฎีสับสนวุ่นวาย (CHAOS) และทฤษฎีประชาสังคม (Social Community) มาชี้นำในการเคลื่อนไหวของพรรค จนกลายเป็นขบวนการปฏิรูป มีแนวคิดที่จะตั้งพรรคแบบถูกกฎหมายจนกระทั่งเอาพรรคไปเป็นเครือข่ายของกลุ่มทุนผูกขาดศักดินาที่มีอำนาจเหนือรัฐ แล้วสร้างวาทะกรรมว่ากลุ่มนี้ไม่เคยเข่นฆ่าประชาชน ไม่เคยกดขี่ขูดรีดประชาชน

บางคนยังคงวิเคราะห์สังคมไทยเป็น “ทุนนิยมกึ่งเมืองขึ้น”แบบเดิมเหมือนเมื่อ 28 ปีมาแล้ว ซึ่งในทางวิชาการได้มีข้อสรุปว่าจบสิ้นแล้วตั้งแต่ปี พ.ศ.2524 จากข้อเขียนของ ดร.ประทีป นครชัย (ทรงชัย ณ ยะลา) โดยฝ่ายวิชาการหน่วย 81 ของพรรคฯก็ยอมรับข้อบกพร่องการวิเคราะห์สังคมไทยในสมัยสมัชชาฯ 4 เช่นกัน

ลักษณะกึ่งเมืองขึ้น หรือลักษณะประชาชาติมันจบสิ้นลงในปี 2519 หลังจากสหรัฐอเมริกาถอนทหารออกจากประเทศไทย และปรับนโยบาย Thailandization คือคนไทยควรแก้ปัญหาคนไทยกันเอง อเมริกาเป็นเพียงให้การปรึกษาสนับสนุนเช่นเดียวกับประเทศในอินโดจีนก่อนหน้านี้

อนึ่งระบอบทุนนิยมโลกได้พัฒนาจนภาคการเงินเก็งกำไรมีลักษณะครอบงำไปทั่วโลก หลังจากการปริวรรตเงินตราแบบทองคำ ( การยกเลิกข้อตกลง Bretton Wood ในปีพ.ศ.2514) การอ้างอิงทฤษฎีของกฎมูลค่ามาเป็นกฎราคา ( Price Law) ที่คิดว่าเงินดอลล่าร์มีค่ามันก็มีค่า ยิ่งโลกมีความเจริญทั้งทางด้านอวกาศและคอมพิวเตอร์ ยิ่งเร่งให้เกิดโลกาภิวัตน์อย่างรวดเร็ว (เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ.2522 )จนถึงการสิ้นสุดสงครามเย็นในปี พ.ศ.2532 ระบอบทุนนิยมเก็งกำไรก็ครอบงำทุกภาคส่วนของระบอบทุนนิยม ทั้งภาคการผลิต, ภาคการค้า, ภาคการเงิน, และภาคการบริโภค เร่งการขูดรีดมูลค่าส่วนเกินของผู้คนทุกชาติทั่วโลก

ระบบทุนนิยมเก็งกำไรแบบนี้ ไม่สามารถเอาผิดกับกองทุนเก็งกำไรได้เลยเพราะมีกฎหมายนอมินีคุ้มครองอยู่ ห้ามเปิดเผยชื่อลูกค้าหรือหุ้นส่วน )นี่แหละคือความโปร่งใส ตรวจสอบได้ของภาคทุนนิยมเก็งกำไร แต่รัฐแต่ละรัฐป้องกันได้ขึ้นอยู่ว่ารัฐนั้นจะมีท่าทีอย่างไร

ศักดินาไทยได้พัฒนาตนเองมาเป็นลำดับ กระทั่งกลายเป็นกลุ่มทุนผูกขาดเก็งกำไรที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย หลักฐานที่เด่นชัดคือเรื่อง ทรัพย์สินของกลุ่มนี้ในปี พ.ศ. 2550 มี 2.29 แสนล้านบาท เพิ่มเป็น 1.19 ล้านล้านบาทในปีต่อมา อยากถามว่าทำการค้าอะไรที่ได้กำไรถึง 9 แสนล้านบาทในปีเดียว ซึ่งจะเป็นอย่างอื่นไม่ได้เลยนอกจากการเก็งกำไร (ซึ่งไม่ใช่กลุ่มทักษิณที่ทำกลุ่มเดียว)
(หมายเหตุไทยอีนิวส์:จุดนี้อาจเนื่องมาจากการจัดอันดับของนิตยสารFORBESในปี2550ไม่นับรวมสินทรัพย์จากสำนักงานทรัพย์สินฯ ขณะที่ในปีต่อมามีการนับรวมเข้ามาด้วย)

การที่กลุ่มนี้มีอำนาจทางเศรษฐกิจ การเมือง และรูปการจิตสำนึกครอบงำทั้งสังคม เขาจะเป็นบริวารของใครได้? การวิเคราะห์ว่าลักษณะสังคมไทยเป็นทุนบริวาร หรือเป็นทุนนิยมกึ่งเมืองขึ้นแบบเดิม คือ เห็นจักรวรรดินิยมเป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งของสังคมไทยซึ่งจะไปสอดคล้องกับการวิเคราะห์ของกลุ่มประชาสังคมและทฤษฎีสับสนวุ่นวาย ที่เห็นทุนโลกาภิวัตน์จะมาครอบงำประเทศไทย ดังนั้นจึงต้องสามัคคีกับกลุ่มอำนาจทุกกลุ่มในประเทศไทยโดยเฉพาะกลุ่มศักดินา (กลุ่มทุนผูกขาดศักดินาเหนือรัฐ) ต่อสู้กับทุนโลกาภิวัตน์ และโค่นล้มทุนผูกขาดในประเทศที่สมคบกับทุนโลกาภิวัตน์ ความจริงกลุ่มทุนผูกขาดศักดินาเขาสัมพันธ์กับทุนโลกาภิวัตน์มาก่อนกลุ่มทุนอื่นด้วยซ้ำ นับตั้งแต่จักรวรรดินิยมอังกฤษ,ฝรั่งเศส,ญี่ปุ่น, อเมริกา ฯลฯ ซึ่งต้องให้หุ้นส่วน หรือผลประโยชน์แก่กลุ่มนี้ตั้งแต่ 10 - 40% เมื่อเข้ามาทำการค้ากับไทย

จากเหตุผลข้อมูลเหล่านี้ที่อดีตองค์การนำชุดที่ 4 โดยเฉพาะกรรมการการเมืองส่วนใหญ่นอกจากไม่ยึดกุมระเบียบการพรรคเรียกประชุมตามกำหนดเวลาเพื่อแก้ปัญหาการนำที่ดำรงอยู่ภายในองค์การนำด้วยกันเองแล้ว ยังละทิ้งทฤษฎีปฏิวัติพื้นฐานของพรรคและก้าวไม่ทันต่อสถานการณ์ที่เป็นจริงของระบอบทุนนิยมโลกและสังคมไทยอีกด้วย

ดังนั้นจึงมีปัญหาทางด้านการเมืองของพรรคอย่างแน่นอน ที่เห็นได้ชัดคือ ปัญหาแนวทางการเมืองที่จะต้องกำหนดเป้าหมายการปฏิวัติ พลังการปฏิวัติ และหนทางปฏิวัติ อดีตองค์การนำนี้กลับไปสามัคคี “กลุ่มทุนผูกขาดศักดินาที่มีอำนาจเหนือรัฐ” ซึ่งเป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งของสังคมไทย ที่เกิดจากปัญหาความรับรู้กลายเป็นปัญหาจุดยืนและอุดมการณ์ของพรรค อันเป็นปัญหาการต่อสู้ตามแนวทางของพรรคอันไม่อาจประนีประนอมกันได้

อีกอย่างอดีตคณะกรรมการบริหารกลางชุดที่ 4 ถ้าไม่นับบุคคลที่ลาออกจากพรรคโดยสมัครใจ และผู้ที่ไปรับมาตรา 17 สัตตะ ในปี 2530 คงเหลือเพียง 1 ใน 6 เท่านั้น นี่คือความจริงทางภาวะวิสัยที่ไม่ขึ้นต่อเจตจำนงทางอัตวิสัยของใคร ผมจึงเห็นว่าถ้าไม่ประกาศจุดยืนของอดีตเลขาธิการพรรคก็ยิ่งจะทำให้พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเสียหายกลายเป็นพรรคอนุรักษ์นิยม ที่มีจุดยืนไปร่วมมือกับชนชั้นปกครองกดขี่ขูดรีดประชาชนไทย

คำแถลงในปีนี้จึงต้องชี้แจงทำความเข้าใจกับมิตรสหายทั้งหลายด้วยหลักการ “ช่วยเหลือและต่อสู้” ที่ผมพยายามอย่างที่สุดในการรักษาความสามัคคีในหมู่มิตรสหายไว้

ธง แจ่มศรี
**********

คณะกรรมการพคท.ชุดปัจจุบันระบุพรรคคอมมิวนิสต์ยังไม่ล่มสลาย

ก่อนหน้านี้มีเอกสารเผยแพร่ในนาม คณะกรรมการบริหารกลาง ลงเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2553 ชื่อ"คำชี้แจงภายใน"มีเนื้อหาละเอียดดังต่อไปนี้

เมื่อ 1 ธันวาคม 2551 สหายธง แจ่มศรี ซึ่งขณะนั้น ยังดำรงตำแหน่งเป็นเลขาธิการพรรคได้ออกถ้อยแถลงในวันก่อตั้งพรรคครบรอบ 66 ปี ในนามส่วนตัวซึ่งคณะกรรมการการเมืองและคณะกรรมการบริหารกลางส่วนใหญ่ไม่ได้รับรู้และเห็นชอบ ประกาศว่าคณะกรรมการบริหารกลางชุดปัจจุบัน(ชุดที่ 4 ที่เลือกตั้งจากสมัชชาผู้แทนพรรคครั้งที่ 4) ได้สูญเสียบทบาทขององค์การนำไปแล้วโดยสิ้นเชิงโดยอ้างว่าไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะองค์การนำสูงสุดมาตั้งแต่ พ.ศ. 2526


ถ้อยแถลงนี้ ได้ก่อให้เกิดความเข้าใจที่สับสนและโต้แย้งกันมากมายในหมู่สหายสหายจำนวนไม่น้อยเข้าใจว่าเป็นการประกาศยุบพรรค เกิดความท้อแท้หมดกำลังใจบางส่วนก็เข้าใจว่าเป็นวิธีการแก้ความขัดแย้งในองค์การนำผลก็คือทำให้สภาพความขัดแย้ง โต้เถียง โจมตี แบ่งพวกแบ่งฝ่าย ซึ่งมีอยู่บ้างแล้วในหมู่สหายเราจำนวนหนึ่งขยายตัวยิ่งขึ้น

ด้วยความสำนึกที่รับผิดชอบต่อสหายและผลประโยชน์ของประชาชน และจิตใจที่ต้องการรักษาพรรคไม่ยอมให้พรรคซึ่งเป็นดอกผลของการต่อสู้ของประชาชนปฏิวัติที่แลกมาด้วยชีวิตและเลือดเนื้อต้องล่มสลายไปกรรมการบริหารกลางที่เหลืออยู่ส่วนใหญ่ จึงเรียกร้องให้มีการประชุมกัน ซึ่งสหายธง แจ่มศรีได้ร่วมประชุมด้วย เพื่อพิจารณาปัญหาต่างๆที่ดำรงอยู่ ด้วยท่าทีที่ถนอมรักเคารพความเป็นจริง และพูดเหตุผลกันบนหลักการของพรรค ในที่สุดความเห็นส่วนใหญ่ของที่ประชุมยืนยันว่า คณะกรรมการบริหารกลางชุดที่ 4 ยังดำรงอยู่อย่างถูกต้องทั้งทางนิตินัยและพฤตินัยและเห็นว่าถ้อยแถลงของสหายธง แจ่มศรีนั้น มีปัญหาและข้อบกพร่องในขณะเดียวกันก็เห็นว่าการนำของพรรคที่ผ่านมามีจุดอ่อนข้อบกพร่องด้วยจึงเห็นควรจะต้องร่วมกันแก้ไขปัญหาที่ดำรงอยู่ต่อไป ที่ประชุมมีมติให้ออกเอกสารชี้แจงภายในในนามคณะกรรมการบริหารกลางให้สหายทราบโดยทั่วกัน ลงวันที่ 1 มีนาคม 2552 พร้อมกับเรียกร้องสหายทั้งหลายยุติการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายอันจะก่อความเสียหายต่อไป

หลังจากนั้น คณะกรรมการบริหารกลางได้มีการประชุมอีกหลายครั้งพิจารณาปัญหาที่มีความเห็นต่างกัน ให้มีความเข้าใจร่วมกันระดับหนึ่งโดยเริ่มจากการแลกเปลี่ยนลักษณะสังคมไทย เพื่อเข้าใจโครงสร้างทางการเมืองเศรษฐกิจของสังคมไทย ตามความเป็นจริงที่ดำรงอยู่ในปัจจุบันซึ่งจะเป็นพื้นฐานในการกำหนดแนวทาง นโยบาย ยุทธศาสตร์ยุทธวิธีต่อไป ต่อจากนั้นก็ได้มีการสำรวจวิจารณ์และวิจารณ์ตนเองตั้งแต่เลขาธิการ กรรมการการเมือง และกรรมการบริหารกลางทำให้แต่ละคนมองเห็นจุดอ่อนข้อบกพร่องของตนมากขึ้นโดยเฉพาะมองเห็นความบกพร่องของการนำที่ผ่านมาในด้านต่างๆรอบด้านยิ่งขึ้นและแนวทางการปรับปรุงแก้ไขต่อไป

จากการสำรวจวิจารณ์และวิจารณ์ตนเองสหายธง แจ่มศรี ได้ยอมรับว่าข้อบกพร่องในด้านการนำของพรรคที่ผ่านมาตนในฐานะเลขาธิการต้องรับผิดชอบ จึงได้ขอลาออกจากเลขาธิการพรรคต่อที่ประชุมแต่ยังคงดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารกลางต่อไป ที่ประชุมเห็นว่าสิ่งที่สหายธง แจ่มศรีพิจารณาตนเองนั้นมีเหตุผล ประกอบกับเห็นว่าท่านก็อายุสูงวัยมากแล้วจึงเห็นชอบตามที่ท่านเสนอขอลาออกจากเลขาธิการพรรค

หลังจากนั้นคณะกรรมการการเมืองก็ได้ลาออกทั้งคณะ และได้เลือกสหายวิชัย ชูธรรมเป็นเลขาธิการคนใหม่ และเลือกตั้งคณะกรรมการการเมืองชุดใหม่ขึ้นแทน

สหายที่รักทั้งหลาย 1 ปีที่ผ่านไปอาจกล่าวได้ว่าพรรคเราได้เผชิญวิกฤติอันหนักหน่วงที่หมิ่นเหม่จะแตกสลายไปซึ่งไม่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ของพรรค บัดนี้ แม้เราจะได้ก้าวพ้นวิกฤตินี้มาระดับหนึ่งแต่ก็เป็นเพียงก้าวเริ่มต้นเล็กๆที่เปราะบางเบื้องหน้าเรายังมีอุปสรรคขวากหนามนานัปการสหายทั้งหลายต้องสามัคคีกันก้าวไปข้างหน้าด้วยท่าทีที่สุขุม รอบคอบกล้าเผชิญและแก้ปัญหา โดยเริ่มต้นจากความเป็นจริงนอกจากต้องเข้าใจปัญหาที่ดำรงอยู่ภายในพรรคยังต้องเข้าใจสถานการณ์ทั้งภายในและภายนอกประเทศที่นับวันทวีความซับซ้อนต้องสันทัดในการวิเคราะห์ปัญหาอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ ซึ่งสถานการณ์และปัญหาต่างๆที่ล้อมรอบตัวเราเหล่านี้ล้วนมีความสำคัญต่อการกำหนดทิศทางและจังหวะก้าวในการก้าวไปข้างหน้าของเราอย่างถูกต้องและมั่นคง
********

คณะกรรมการบริหารกลาง ยังได้ออกแถลงการณ์เรื่อง"สถานการณ์ และภาระหน้าที่"ดังรายละเอียดต่อไปนี้

สถานการณ์ทางสากล

นับตั้งแต่ปี2551 ทางสากลได้เกิดการปั่นป่วนทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่เริ่มต้นที่สหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นมหาอำนาจอันดับหนึ่งของประเทศทุนนิยมที่พัฒนาแล้วได้เกิดวิกฤติทางการเงินที่เรียกว่า“ซับพราม” คือหนี้หรือเงินกู้ที่ด้อยค่า เพราะนายทุนการเงินใหญ่ของสหรัฐนำเอาเงินทุนมหาศาลไปเก็งกำไรในสิ่งที่ไม่เกิดประโยชน์ต่อการผลิตที่แท้จริงด้วยการปั่นราคาที่ดิน ก่อสร้างบ้านเรือนทำให้ราคาอสังหาริมทรัพย์สูงเกินความเป็นจริง เมื่อประชาชนไม่มีกำลังซื้อ หนี้สินจากอสังหาริมทรัพย์ก็กลายเป็นหนี้เสียธนาคารและสถาบันการเงินที่ปล่อยกู้ก็ล้มละลาย การค้าซบเซา โรงงานปิดกิจการคนงานว่างงาน กำลังซื้อตกต่ำกลายเป็นวิกฤติเศรษฐกิจของทุนนิยมหรือวิกฤติเชิงโครงสร้างของทุนนิยมครั้งใหม่ที่ร้ายแรงซึ่งลุกลามไปทุกภูมิภาคทั่วโลกประเทศทุนนิยมตะวันตกที่พัฒนาแล้วรวมทั้งญี่ปุ่นด้วย ได้รับผลกระทบอย่างหนักประเทศที่กำลังพัฒนาในเอเชียและอัฟริกา เช่นประเทศไทยก็ได้รับผลกระทบค่อนข้างมากนอกจากจีนและอินเดีย ซึ่งแม้จะได้รับผลกระเทือนก็ไม่มากนัก

วิกฤติเศรษฐกิจของโลกครั้งนี้ทำให้มองเห็นแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจและการเมืองของโลกในปัจจุบันชัดเจนยิ่งขึ้นคือฐานะและดุลอำนาจของสหรัฐอเมริกาและจีนมีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด สหรัฐได้ตกต่ำทางเศรษฐกิจจากวิกฤติครั้งนี้ไปมากประกอบกับได้มีการใช้จ่ายเงินจำนวนมหาศาลในสงครามการรุกราน เช่นที่อิรัคและอาฟกานีสถาน เป็นต้น การฟื้นตัวก็เป็นไปค่อนข้างช้า เพราะข้อจำกัดของตัวระบบเศรษฐกิจของทุนนิยมเองในขณะที่จีนแม้จะได้รับการกระทบบ้างก็ยังคงสามารถรักษาอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับสูงคือสูงกว่า 8% ต่อปี จึงเห็นได้ว่าฝ่ายหนึ่งหดตัวฝ่ายหนึ่งเติบโต ศูนย์กลางอำนาจทางเศรษฐกิจการเงินของโลกก็ได้เริ่มย้ายจากตะวันตกมายังทางตะวันออกซึ่งมีจีนและอินเดียเป็นแกนกลาง

ในทางการเมืองสหรัฐไม่อยู่ในฐานะที่เป็นจ้าวผู้ครองโลกที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จอีกต่อไป ประเทศต่างๆโดยเฉพาะประเทศที่กำลังพัฒนา มีความตื่นตัวในความเสมอภาคและประชาธิปไตยระหว่างประเทศ ได้มีการปรับเปลี่ยนท่าทีทางการทูต และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศโดยเน้นความร่วมมือการปรึกษาหารือและกระชับการรวมกลุ่มในประเทศภูมิภาคเดียวกันเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจร่วมกัน เช่นกลุ่มอียู กลุ่มอาเซียน เป็นต้น โลกได้เปลี่ยนจากการมีขั้วอำนาจแบบขั้วเดียวมาเป็นหลายขั้วที่มีทั้งการแข่งขัน ร่วมมือ และถ่วงดุลกัน

อย่างไรก็ตามไม่อาจปฏิเสธว่าสหรัฐอเมริกายังเป็นประเทศที่มีกำลังทางทหารและความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี เหนือกว่าประเทศอื่นในยุคโลกาภิวัตน์ที่วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีบทบาทสำคัญยิ่งต่อการเคลื่อนไหวทุกด้านกลุ่มทุนผูกขาดใหญ่ในสหรัฐที่เคยใช้อำนาจทางการเงินและกำลังทหารที่เหนือกว่าของตนรุกรานครอบครองโลกมาก่อนก็คงไม่ละทิ้งความเป็นไปได้ที่จะใช้สิ่งที่ตนยังมีเหนือกว่ามารักษาฐานะของตนเองและช่วงชิงสิ่งที่ตนต้องการอีกให้มากขึ้น

ข้อสำคัญอย่างหนึ่ง คือจากวิกฤติครั้งนี้ทำให้มองเห็นจุด่อนของระบอบทุนนิยมที่ไม่อาจสร้างสังคมที่ประชาชนส่วนใหญ่มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี มีความเสมอภาคมีเสถียรภาพได้อย่างยั่งยืน ไม่ว่าประเทศทุนนิยมเหล่านั้นจะพัฒนาเจริญก้าวหน้าสักเพียงใดระบอบทุนนิยมจึงไม่ใช่ทางออกของประเทศกำลังพัฒนา และอีกด้านหนึ่งก็มองเห็นประเทศจีนซึ่งยืนหยัดเดินบนหนทางสังคมนิยมที่เป็นลักษณะพิเศษของจีนยืนหยัดหลักการพึ่งตนเอง และเป็นตัวของตัวเองทางเศรษฐกิจ การเมืองทำให้จีนสามารถพัฒนาประเทศไปอย่างรวดเร็ว เพียงระยะ 60 ปีหลังการสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนก็ได้เปลี่ยนแปลงจากประเทศที่ยากจน ล้าหลัง มาเป็นประเทศที่เจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจในอันดับที่เกือบจะไล่ทันประเทศสหรัฐอเมริกามหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลก โดยเฉพาะในช่วง 2 ปีนี้ ท่ามกลางมรสุมของวิกฤติเศรษฐกิจและการเงินอันหนักหน่วงของโลกจีนยังคงรักษาการเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับสูงได้ นอกจากจีนแล้วยังมีประเทศสังคมนิยมอื่นๆ เช่น คิวบา เวียตนาม ลาวก็มีการเติบโตทางเศรษฐกิจดีขึ้นตามลำดับ ข้อเท็จจริงเหล่านี้ น่าจะเป็นการยืนยันให้เห็นว่าแนวทางสังคมนิยมที่ประสานกับลักษณะพิเศษของแต่ละประเทศอย่างถูกต้องเป็นหนทางและทางออกของประเทศที่กำลังพัฒนา


สถานการณ์ภายในประเทศ

สถานการณ์ภายในประเทศปัจจุบันกล่าวได้ว่ากำลังถูกรุมเร้าด้วยวิกฤติรอบด้าน ที่สำคัญคือด้านเศรษฐกิจ และการเมืองรัฐบาลอภิสิทธิ์ ที่ปกครองประเทศอยู่ในขณะนี้ เป็นรัฐบาลผสมจากพรรคการเมืองหลายพรรคที่เคยร่วมกับรัฐบาลทักษิณมาก่อน ส่วนใหญ่มีประวัติการคอรัปชั่นโกงกินในระดับต่างๆกั นโดยเฉพาะกลุ่มการเมืองในพรรคภูมิใจไทยที่มีนายเนวินเป็นแกนนำเป็นกลุ่มทุนใหญ่ผูกขาดที่เคยใกล้ชิดทักษิณ และปัจจุบันก็มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับขุนศึกในกองทัพและกับอิทธิพลศักดินา กลุ่มนี้มีอำนาจและอิทธิพลมากในรัฐบาลอภิสิทธิ์ปัจจุบันได้กุมกระทรวงสำคัญๆ และงบประมาณจำนวนมากในหลายกระทรวงส่วนพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆก็เป็นกลุ่มการเมืองแบบเก่าที่เป็นตัวแทนของกลุ่มทุนธุรกิจการเมืองที่ต้องการอาศัยอำนาจรัฐแสวงหาผลประโยชน์และพร้อมที่จะร่วมกับใครก็ได้ที่ขึ้นมาเป็นแกนนำของรัฐบาล

สำหรับพรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคที่มีประวัติยาวนานก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2489 มีแนวทางอนุรักษ์นิยมชัดเจนเมื่อทุนนิยมพัฒนาในประเทศไทย ชนชั้นศักดินาก็ต้องปรับตัวเข้าสู่ระบอบทุนนิยม บางกลุ่มได้พัฒนาเป็นกลุ่มทุนใหญ่ผูกขาดพรรคประชาธิปัตย์ก็เป็นตัวแทนกลุ่มทุนใหญ่ผูกขาดกลุ่มนี้เชิดชูสถาบันและเอื้อประโยชน์ทุนผูกขาดใหญ่ต่างชาติในปัจจุบันเป็นสิ่งที่น่าสนใจว่าภายในพรรคประชาธิปัตย์ก็มีส่วนประกอบที่หลากหลายมากขึ้น

ในรัฐบาลผสมชุดปัจจุบันบุคลากรที่มาจากพรรคประชาธิปัตย์ เริ่มตั้งแต่นายอภิสิทธิ์ นายกรัฐมนตรีรัฐมนตรีหลายคนและคนอื่นๆที่ล้อมรอบช่วยงานรัฐบาลส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นหนุ่มที่มีการศึกษาสูงจากประเทศทุนนิยม มีความคิดไปทางแนวเสรีนิยมของทุนนิยมเสรีจึงเป็นที่น่าจับตาว่าพรรคประชาธิปัตย์ในยุคนี้จะแหวกกรอบอนุรักษ์นิยมได้บ้างหรือไม่ จะมือสะอาดและเข้าถึงประชาชนพื้นฐานได้จริงตามที่พูดหรือไม่

อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาจากภาพรวมของรัฐบาลผสมปัจจุบันทั้งรัฐบาลแล้วเห็นได้ชัดเจนว่าเป็นรัฐบาลที่เป็นตัวแทนนายทุนใหญ่ผูกขาดกลุ่มต่างๆไม่อาจเป็นผู้นำการแก้โครงสร้างอันเน่าเฟะของสังคมและแก้ปัญหาความยากจนของประชาชนอย่างถึงที่สุดได้

รัฐบาลอภิสิทธิ์ตั้งแต่เริ่มต้นก็ต้องเผชิญวิกฤติทางเศรษฐกิจและการเมืองอันหนักหน่วง กล่าวคือในทางเศรษฐกิจ เนื่องจากประเทศไทยมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นตลาดส่งออกที่สำคัญ และอยู่ในกลุ่มสกุลดอลล่าร์ด้วยจึงได้รับผลกระเทือนอย่างมากจากวิกฤติซับพรามของสหรัฐอเมริกาครั้งนี้ทำให้การผลิตและการค้า หดตัว ซบเซา การส่งออกลดลงการเติบโตทางเศรษฐกิจถดถอยจนติดลบ คาดกันว่าอาจจะมีคนว่างงานถึงล้านกว่าคน 1 ปีที่ผ่านมา

รัฐบาลอภิสิทธิ์กู้เงินหลายแสนล้านเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเฉพาะหน้าและลงทุนในโครงการไทยเข้มแข็งในระยะกลางและระยะยาว จนถึงสิ้นปีได้มีการวิเคราะห์จากสถาบันหลายแห่งของฝ่ายรัฐบาลและเอกชนว่าเศรษฐกิจไทยเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว การส่งออกกระเตื้องขึ้น คนว่างงานลดลงเหลือ 400,000 กว่าคน การเติบโตทางเศรษฐกิจมีแนวโน้มเป็นบวกประชาชนได้รับประโยชน์จากโครงการต่างๆของรัฐบาลในระดับที่ต่างๆกัน ซึ่งในด้านนี้ประชาชนยังต้องช่วงชิงและผลักดันให้เป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากยิ่งขึ้นแต่ทว่าการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจก็ยังมีปัจจัยเสี่ยงอยู่อีกมาก ที่สำคัญคือการคอรัปชั่นโกงกิน และความขัดแย้งทางการเมือง

สถานการณ์ทางการเมือง ยังคงมีความสลับซับซ้อนอันเป็นการต่อเนื่องของความขัดแย้งตั้งแต่ก่อนและหลังรัฐประหาร19 กันยายน 2549 รัฐบาลของกลุ่มทุนใหญ่ผูกขาดทักษิณซึ่งได้ปกครองประเทศในช่วงปี2544 – 2549 เป็นเวลานานถึง 6 ปี ได้เผยโฉมหน้าของการเป็นเผด็จการทางการเมืองภายใต้เสื้อคลุมของประชาธิปไตยมากขึ้นๆด้วยวิธีการซื้อเสียงในการเลือกตั้ง ซื้อนักการเมืองและพรรคการเมืองทำให้สามารถกุมเสียงข้างมากแบบเบ็ดเสร็จในสภาได้และยังใช้อำนาจรัฐและอำนาจเงินแทรกแซงองค์กรอิสระต่างๆ ทำให้อำนาจการถ่วงดุลการปกครองกลายเป็นอัมพาตพร้อมกับการเพิ่มขึ้นของอำนาจทางการเมืองรัฐบาลทักษิณก็ได้ทำการโกงบ้านกินเมืองมากขึ้นทุกวันโดยใช้อำนาจรัฐที่มีอยู่ในมือทำการปล้นสมบัติของชาติด้วยวิธีการคอรัปชั่นเชิงนโยบายผลประโยชน์ทับซ้อน เอื้อประโยชน์แก่ธุรกิจของตนและพวกพ้อง เพียงเวลา 6 ปี ทักษิณก็ได้สะสมเงินทุนจาก 2 หมื่นกว่าล้านบาทที่เขามีอยู่ในขณะก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีมาเป็นหลายแสนล้านบาทเมื่อเขาพ้นจากอำนาจซึ่งข้อมูลข้อเท็จจริงเรื่องนี้ได้เผยออกมาเรื่อยๆ จากแหล่งข่าวภายนอกและภายในประเทศ

เมื่อความไม่ชอบมาพากลของอำนาจรัฐทักษิณถูกเปิดโปงมากขึ้นการเคลื่อนไหวคัดค้านต่อต้านของผู้รักชาติ รักประชาธิปไตยก็ขยายตัวไปอย่างรวดเร็วได้สั่นคลอนอำนาจของรัฐบาลทักษิณเป็นอย่างมาก ในที่สุดกลุ่มขุนศึกที่กุมกำลังทางทหาร ร่วมมือกับนายทุนใหญ่และอิทธิพลศักดินาก็ได้ฉวยโอกาสใช้สถานการณ์ขณะนั้นเป็นข้ออ้าง ทำการรัฐประหารยึดอำนาจากรัฐบาลทักษิณ

แต่คณะรัฐประหารหรือคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.)และรัฐบาลสุรยุทธ์ที่คมช.แต่งตั้งขึ้นก็ไม่สามารถทำลายอำนาจทางการเงินและอิทธิพลทางการเมืองของกลุ่มทักษิณได้ ที่สำคัญไม่ได้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการเมือง และเศรษฐกิจของสังคมที่เอื้อต่อการคอรัปชั่นและไม่สามารถแก้ปัญหาความยากจนของประชาชนจึงเป็นเงื่อนไขให้ทักษิณและพวกซึ่งยังมีเงินทุนหลายแสนล้านบาทที่ได้จากการโกงกินมาใช้เคลื่อนไหวเพื่อกลับสู่อำนาจรัฐการเลือกตั้งในปี 2551พรรคพลังประชาชนที่เป็นตัวแทนของทักษิณได้รับเสียงข้างมากจัดตั้งรัฐบาลได้2 ครั้งพยายามจะแก้รับธรรมนูญให้ทักษิณพ้นผิดในทุกคดีและกลับมามีอำนาจเหมือนเดิมแต่ก็ได้รับการคัดค้านต่อต้านจากประชาชนอย่างหนักทำให้ไม่สามารถแก้รัฐธรรมนูญได้สำเร็จส่วนตัวทักษิณเองก็ได้ถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาลงโทษจำคุก2 ปี เพราะการใช้อำนาจโดยมิชอบเอื้อประโยชน์แก่ภรรยาในการซื้อขายที่ดินย่านรีชฎาฯแต่ทักษิณหลบหนีไม่ยอมกลับเข้ามารับโทษและต่อสู้คดีการคอรัปชั่นโกงกินในสมัยที่เป็นนายกรัฐมนตรีอีกหลายคดีต่อมาเมื่อพรรคพลังประชาชนถูกยุบ เพราะความผิดของการซื้อเสียงทักษิณก็ได้ตั้งพรรคเพื่อไทยขึ้นแทน หวังจะจัดตั้งรัฐบาลนอมินีขึ้นอีกแต่ไม่สำเร็จส. ส.กลุ่มเพื่อนเนวินแยกตัวออกไปร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งมีเสียงเป็นอันดับสองในสภาและร่วมกับพรรคอื่นๆอีกหลายพรรค จัดตั้งเป็นรัฐบาลผสมที่มีพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำเมื่อปลายปี 2551

เมื่อพลาดจากการตั้งรัฐบาลนอมินีกลุ่มทักษิณก็หวังจะใช้ม็อบเสื้อแดงจำนวนมากออกมาตามท้องถนนโดยอ้างว่าต่อสู้โค่นล้มอำมาตยาธิปไตยสร้างประชาธิปไตยที่แท้จริง และข้ออ้างอื่นๆซึ่งเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาค่อนข้างสับสน แต่โดยความเป็นจริงก็เพื่อให้ทักษิณพ้นผิด กลับมามีอำนาจดังเดิม

1 ปีของรัฐบาลอภิสิทธิ์ที่ผ่านมากลุ่มทักษิณได้ใช้ทุกรูปแบบ ทุกวิถีทาง เพื่อขัดขวางการดำเนินงานของรัฐบาลทั้งในสภา นอกสภา ทั้งทางกฎหมาย นอกกฎหมาย กระทั่งใช้ความรุนแรง เมื่อเดือนเมษายน 2522 ม็อบเสื้อแดงได้บุกไปทำลายการประชุมของผู้นำอาเซียนที่พัทยา สร้างความเสียหายแก่เกียรติภูมิและเศรษฐกิจของประเทศอย่างร้ายแรงและยังได้ก่อความปั่นป่วนอย่างรุนแรงในใจกลางกรุงเทพฯ โดยไม่คำนึงถึงความเสียหายทางเศรษฐกิจของประเทศและความสงบสุขของประชาชนแต่กลุ่มทักษิณยังไม่สามารถกลับมามีอำนาจได้ เมื่อปลายปีที่ผ่านมาทักษิณและม็อบเสื้อแดงได้ประกาศว่าเขาได้เตรียมพร้อมแล้วสำหรับการเคลื่อนไหวใหญ่เผด็จศึกรัฐบาลอภิสิทธิ์จะต้องให้ทักษิณกลับมาให้ได้ ปี 2553 จะเป็นปีแห่งชัยชนะของพวกเขาเมื่อเร็วๆนี้ ทักษิณจับมือกับฮุนเซ็น นายกรัฐมนตรีกัมพูชาสร้างความตึงเครียดกับไทย การจับมือกันแสดงว่าต่างฝ่ายต่างเอื้อประโยชน์แก่กันอะไรจะเกิดขึ้นก็ได้ประชาชนต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด

อย่างไรก็ตามเป็นที่น่ายินดีว่าในหลายปีที่ผ่านมาท่ามกลางการต่อสู้อันดุเดือดรุนแรงไม่ว่าจากขั้วการเมืองสองขั้วหรือการต่อสู้กับความไม่เป็นธรรมที่ประชาชนได้รับการกดขี่จากฝ่ายปกครองหรือการต่อสู้เพื่อเรียกร้องผลประโยชน์อันพึงได้และชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชนได้แก่ปัญหาที่ดินทำกิน ราคาพืชผล ค่าแรงขั้นต่ำ การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาการคอรัปชั่น และความไม่โปร่งใสในการบริหารงานในองค์กรและสถาบันต่างๆ ตลอดจนการตรวจสอบฝ่ายปกครอง หน่วยราชการกระทั่งสถาบันหลักบางสถาบันเช่น สถาบันสภา สถาบันสงฆ์ เป็นต้น มีประชาชนเข้าร่วมเป็นจำนวนมากและได้ขยายตัวมากขึ้นแสดงว่าประชาชนมีความตื่นตัวทางการเมืองและเศรษฐกิจขึ้นเป็นอย่างมาก

แต่อีกด้านหนึ่ง ก็ไม่อาจปฏิเสธว่าความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างชนชั้นปกครองที่เป็นกลุ่มทุนใหญ่ผูกขาดได้ทำให้สังคมไทยแตกแยกเป็นกลุ่มเป็นฝ่ายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาในอดีต ดูผิวเผินคล้ายกับว่ากลุ่มฝ่ายต่างๆเหล่านี้เป็นศัตรูที่จะต้องห้ำหั่นกันไม่อาจประนีประนอมได้ แต่แท้ที่จริงแล้วนอกจากตัวนายทุนใหญ่ผูกขาดและพวกหัวโจก สมุนที่ชุบเลี้ยงไว้คนส่วนใหญ่ในแต่ละกลุ่มก็เป็นประชาชนธรรมดาซึ่งไม่มีความขัดแย้งผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ เพียงแต่มีการมองหรือเข้าใจปัญหาทางการเมืองเฉพาะเรื่องที่แตกต่างกันซึ่งอาจเกิดจากทัศนคติที่ถูปปลูกฝังมา และการรับรู้ข่าวสารข้อมูลหรือโอกาสในการรับรู้ข่าวสารข้อมูลที่แตกต่างกันอันที่จริง

จากสภาพที่สังคมไทยปัจจุบันซึ่งถูกครอบงำโดยกลุ่มทุนใหญ่ผูกขาดทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง ประชาชนส่วนใหญ่มีชีวิตที่ยากจนลำบาก ถูกเอารัดเอาเปรียบสิทธิประชาธิปไตยของประชาชนถูกลิดรอน และไม่ได้รับความเป็นธรรมประชาชนโดยเฉพาะชนชั้นพื้นฐานในเมืองและชนบทจึงมีผลประโยชน์และชะตากรรมร่วมกันทางออกที่ถูกต้องคือจะต้องสามัคคีร่วมมือกันต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิผลประโยชน์และชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

รับบาลผสมปัจจุบันโดยธาตุแท้เป็นตัวแทนของกลุ่มทุนใหญ่ผูกขาดหลายกลุ่มกลุ่มทักษิณก็เป็นกลุ่มทุนใหญ่ผูกขาดอีกกลุ่มหนึ่งกลุ่มทุนใหญ่ผูกขาดไม่ว่ากลุ่มไหนล้วนกดขี่ขูดรีดประชาชนขัดขวางความเจริญก้าวหน้าของประเทศชาติทั้งสิ้นการต่อสู้คัดค้านกลุ่มทุนใหญ่ผูกขาดกลุ่มไหน ก็ล้วนเป็นผลดีต่อประชาชนเพียงแต่ในระหว่างความขัดแย้งของกลุ่มทุนใหญ่ผูกขาดสองกลุ่มประชาชนเราน่าจะวางจุดหนักไว้ที่กลุ่มที่ก่อผลเสีย และเป็นอันตรายต่อประเทศชาติและประชาชนมากที่สุด


ท่าทีและภาระหน้าที่ของเรา

1. สามัคคีกับมวลชนอันไพศาลต่อสู้ เพื่อสิทธิประโยชน์ของประชาชน และรักษาผลประโยชน์ของชาติ

ในสถานการณ์การเมืองที่ซับซ้อนปัจจุบัน ก่อนอื่นสหายเราต้องสนับสนุน และเข้าร่วมการเคลื่อนไหวต่อสู้ที่เรียกร้องสิทธิผลประโยชน์ของประชาชนและความเป็นธรรมทางสังคมของกลุ่มต่างๆไม่ว่ากลุ่มเหล่านั้นจะมีทรรศนะทางการเมืองอย่างใดมาก่อน และที่สำคัญคือต้องให้ประชาชนตระหนักว่าสิทธิผลประโยชน์ของประชาชนที่แท้จริงจะได้มาก็ด้วยกำลังของประชาชนเองเท่านั้นจะหวังหรือรอคอยนายทุนใหญ่ผูกขาดคนใดหรือกลุ่มการเมืองกลุ่มใดมาทำแทน หรือประสิทธิ์ประสาทให้ไม่ได้ดังนั้นประชาชนเราจึงต้องสามัคคีร่วมมือกันต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นด้วยกำลังของตนเอง

พร้อมกับการต่อสู้เพื่อสิทธิผลประโยชน์เฉพาะหน้าของประชาช นสหายเรายังต้องสามัคคีกับประชาชนทุกวงการต่อสู้เพื่อพิทักษ์รักษาผลประโยชน์ของชาติในปัจจุบัน ก็ควรนำเรื่องการคัดค้านการโกงกินผลประโยชน์ของชาติและประชาชนการปล้นชิงทรัพยากรธรรมชาติของส่วนรวม และปกป้องดินแดนและเกียรติภูมิของประเทศชาติขึ้นมาเป็นเป้าหมายที่สำคัญด้วย

2. สร้างความสามัคคีในหมู่สหาย

ที่ผ่านมาแม้ว่าสหายเราบางส่วนจะมีทัศนะในการวิเคราะห์สถานการณ์ทางการเมืองบางอย่างแตกต่างกัน ยังผลให้เกิดความขัดแย้งในหมู่สหาย แต่เมื่อพิจารณาว่าสหายที่มีความเห็นแตกต่างกันยังคงมีจุดยืนพื้นฐานที่ร่วมกัน คือต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนและมีเป้าหมายเดียวกัน คือคัดค้านผู้ที่ทำลายผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน จึงไม่มีเหตุผลที่เราจะไม่สามัคคีกันความแตกต่างที่มีอยู่ในขณะนี้สามารถแก้ไขได้เพราะว่าเป็นความขัดแย้งภายในของประชาชนขอแต่ให้เราหันหน้าเข้าหากันด้วยความจริงใจ เริ่มต้นจากความเป็นจริง ไม่อคติไม่ทิฐิ เปิดใจกว้าง รับฟังและแลกเปลี่ยนความเห็นซึ่งกันและกันสำรวจค้นคว้าสภาพความเป็นจริงด้วยท่าทีที่เป็นวิทยาศาสตร์และทรรศนะวิภาษวิธีเช่นนี้แล้ว เชื่อว่าความเป็นจริงและกาลเวลาจะทำให้เราเข้าใจกันและร่วมต่อสู้เพื่อภารกิจที่ประวัติศาสตร์มอบให้เราได้ในที่สุด


3. เสริมการศึกษายกระดับทฤษฎีลัทธิมาร์กซ์อย่างเอาการเอางาน

สถานการณ์ที่ซับซ้อนและภาระหน้าที่อันหนักหน่วงเรียกร้องให้สหายเราต้องเร่งการศึกษาค้นคว้า โดยเฉพาะการศึกษาหลักการทฤษฎีที่เป็นวิทยาศาสตร์ของลัทธิมารกซ์นำมาประสานกับตนเอง ประสานกับการงาน และสภาพความเป็นจริงของประเทศเราเพื่อยกระดับความคิดการเมืองและจิตใจที่เสียสละเพื่อส่วนร่วมให้สูงขึ้นและความสามารถในการวิเคราะห์ปัญหาที่ซับซ้อนในสังคมไทยปัจจุบันให้ถูกต้องยิ่งขึ้นเราจึงจะก้าวไปทันการเปลี่ยนแปลงของโลก และภายในประเทศยืนหยัดร่วมและนำประชาชนต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนอย่างได้ผลและถึงที่สุดสร้างสังคมที่ประชาชนมีชีวิตที่อยู่ดีกินดี มีประชาธิปไตย และความเป็นธรรมอย่างแท้จริงปรากฏขึ้นในประเทศไทย


คณะกรรมการบริหารกลาง

1 มกราคม 2553

Tuesday, January 26, 2010

วันอังคารที่ 26 มกราคม พ.ศ.2553

ยายเที่ยง-สอยดาว อัปยศ 2มาตรฐาน

หวย คือ อบายมุข

เรื่องที่ยังไม่เกิด

ลูกป๋า

ซามูไรถอนทัพ

WHOฉุนโดนจี้ใจดำ แจ้งหวัด09 เอื้อบริษัทยา

ทักษิณโฟนอิน เข้าเวทีเสธ.แดง ปลุกม็อบแดงสุโขทัย

ได้เวลาอำลา

ไร้มาตรฐาน

จีนเปลี่ยนชื่อภูเขาตาม"อวตาร"

เปิดศักราช 2553 คุยกับคนสร้างสื่อใหม่ ตอนที่ 3 Bangkok Pundit

ที่มา ประชาไท

ความตื่นตัวของการมีส่วนร่วมทางสังคมผ่านโลกออนไลน์ที่เติบโตขึ้น ได้ปรับเปลี่ยนวิธีการสื่อสารและการแสดงพลังทางสังคมของผู้คนทั้งในประเทศไทยและระดับสากลอย่างต่อเนื่อง ดังจะเห็นได้จากจำนวนของ citizen journalist หรือ cyber activist ที่คืบคลานเข้ามาสู่โลกแห่งการสื่อสารแบบใหม่นี้ ไม่ว่าคุณจะสนองตอบต่อความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ด้วยความหวาดระแวงคลางแคลงใจ หรือชื่นชมยินดีก็ตาม มันก็เข้ามามีบทบาทในโลกจริงแล้วอย่างไม่อาจปฏิเสธได้

การตรากฎหมายว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์เป็นตัวอย่างชั้นดีของการตอบสนองจากรัฐต่อช่องทางการสื่อสารใหม่นี้ ขณะที่สื่อหนังสือพิมพ์หลักของประเทศต้องปรับกลยุทธ์แบ่งสรรเนื้อหาออนไลน์กับฉบับตีพิมพ์อย่างชัดเจน หลังยอดขายเริ่มส่งสัญญาณในทางลบ

ไม่เพียงการเปลี่ยนแปลงเรื่องผลตอบแทน หากแต่วัฒนธรรมใหม่ที่มาพร้อมอินเตอร์เน็ตคือ ไม่มีใครเป็นผู้ยึดกุมความถูกต้อง สิ่งนี้ท้าทายขนบธรรมเนียมการสื่อสารแบบเดิมอย่างสิ้นเชิง ที่เชื่อว่าสื่อสามารถกำหนดวาระทางสังคม ปรากฏการณ์ข่าวเจาะจากเว็บพันทิปโดยผู้เล่นอินเตอร์เน็ต เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ชัดเจนว่า ผู้เล่นอินเตอร์เน็ตสามารถกำหนดวาระสื่อได้เช่นกัน

ประชาไทเปิดศักราชใหม่ด้วยการแลกเปลี่ยนมุมมองกับเหล่าคนทำสื่อในโลกไซเบอร์ ว่าเขานิยามการทำงานของตัวเองอย่างไร อะไรเป็นแรงผลักดันให้หันมาใช้สื่อใหม่เหล่านี้ เขามีข้อสังเกตอะไรบ้างต่อพื้นที่ออนไลน์ และมันช่วยเติมเต็มเสรีภาพในการสื่อสารได้จริงหรือไม่ เพียงใด

000

บล็อก เป็นเครื่องมือสื่อสารชนิดใหม่ที่เกิดมาได้หลายปี ทั้งถูกใช้เป็นไดอารีระบายความในใจเรื่อยไปถึงขั้นเป็นพื้นที่สื่อสารสำหรับการเคลื่อนไหวทางสังคมแล้วแต่ผู้ใช้งานประสงค์จะให้มันเป็นและในบางประเทศก็ถูกใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ

ประชาไทสนทนากับผู้ก่อตั้งบล็อกภาษาอังกฤษที่อุดมไปด้วยข่าวสารในประเทศไทยhttp://www.asiancorrespondent.com/bangkok-pundit-blog ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2548 โดยชาวต่างชาติผู้ไม่ประสงค์จะออกนาม แต่เลือกเรียกชื่อแทนตัวเองว่า Bangkok Pundit หรืออย่างย่อๆ ว่า BP เขาติดตามเรื่องราวในการเมืองไทยอย่างใกล้ชิดในฐานะคนทำวิจัยคนหนึ่งที่พูดและฟังภาษาไทยได้

พื้นที่ส่วนใหญ่ของ BP นั้นดูเหมือนจะถูกยึดกุมด้วยความเป็นไปทางการเมืองไทยและสถานการณ์สิทธิเสรีภาพในไทยโดยแต่ละประเด็นที่ BP เลือกมานำเสนอนั้น เป็นเรื่อง “ฮอต” ในกระแสชนิดหายใจรดต้นคอทั้งสื่อกระแสหลักและกระแสทางเลือกของไทยกันเลยทีเดียว แน่ล่ะ เพราะข่าวสารที่เขานำเสนอนั้น ส่วนใหญ่เป็นการแปลมาจากสื่อภาษาไทยโดยตรงบล็อกของเขาจึงเป็นเสมือนพื้นที่ให้กับผู้ที่ไม่สันทัดภาษาไทยทั้งหลายซึ่งต้องการติดตามสถานการณ์ในแบบที่คนไทยได้รู้

เจ้าของบล็อกอ้างอิงแหล่งที่มาในทุกๆ ข่าวที่นำมาโพสต์ และโพสต์ความเห็นของตัวเองลงไปท้ายข่าวเสมอๆ โดยกำกับส่วนที่เป็นความเห็นของตัวเองไว้หน้าข้อความว่า “BP:” ซึ่งเป็นจุดสนใจอย่างหนึ่งของคนที่ติดตามข่าวสารจากบล็อกแห่งนี้

ประชาไทพูดคุยกับเขาในฐานะที่เป็นชาวต่างชาติคนหนึ่งผู้สนใจความเป็นไปในประเทศไทยถึงขั้นที่ทำบล็อกออกมาเป็นภาษาอังกฤษให้คนที่ไม่ถนัดภาษาไทยได้ติดตามข่าวเมืองไทยด้วยเนื้อหาไทยๆ จากสื่อไทยเอง

เขาค่อนข้างระมัดระวังตัวและขอไม่เปิดเผยตัวรวมถึงไม่ตอบในบางคำถามที่เราถาม เราคุยกันผ่านอีเมล์ ประชาไทขอคงบรรยากาศการสนทนากับ BP ไว้ดังที่ปรากฏในต้นฉบับอีเมล์

ประชาไท: ทำไมคุณจึงให้ความสำคัญกับเรื่องราวในเมืองไทยถึงขนาดที่สร้างบล็อกบางกอกบัณฑิต คุณมองเห็นจุดอ่อนของสื่อภาคภาษาอังกฤษที่นำเสนอเรื่องเกี่ยวกับเมืองไทยหรือเปล่า
BP: 1 หากจะไปเทียบกับหนังสือพิมพ์ที่เป็นภาษาไทย BPไม่พอใจสื่อที่นำเสนอเป็นภาษาอังกฤษคือ เดอะเนชั่น และบางกอกโพสต์เป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว เพราะจะมีหลายประเด็นที่สื่อในภาษาไทยพูดถึง แต่ไม่มีการพูดถึงในสื่อที่เป็นภาษาอังกฤษ BPก็ไม่ทราบว่าเพราะอะไร แต่คิดว่าบางประเด็นที่สื่อภาษาไทยพูดถึงจะมีข้อมูลที่น่าสนใจและจะทำให้คนต่างชาติเข้าใจการเมืองไทยมากขึ้น จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่เริ่มทำบล็อกบางกอกบัณฑิต

2. ในปี 2548 ที่ BP เริ่มตั้งบล็อกขึ้นมา BPกำลังทำวิจัยเกี่ยวกับการเมืองไทยในขณะนั้น รวมทั้งเรื่องสถานการณ์ในภาคใต้ ซึ่งการนำเสนอเรื่องราวผ่านการเขียนทุกวัน จึงเป็นวิธีการอย่างหนึ่งที่ BPสามารถพัฒนาตนเองทางด้านการเขียนอีกทางหนึ่งด้วย บางทีสิ่งที่เขียนในบล็อกอาจจะถือว่าเป็นร่างของงานวิจัยของ BP และหากได้เขียนลงไปก็จะได้ feedback อีกด้วย โดยผู้อ่านจะ comment ให้ข้อมูลเพิ่มเติมหรือเสนอมุมมองด้านอื่นๆ ในหัวข้อที่ BP เขียน

ประชาไท: คุณจะอธิบายว่า "บางกอกบัณฑิต" คืออะไร เป็นสื่อหรือเปล่า หรือเป็น New Media หรือเป็นพื้นที่ส่วนตัวของคุณ
BP: ความจริงอยากจะอธิบายว่าทำไม BP จึงตั้งชื่อบล็อกว่า bangkokpundit

1. pundit ในภาษาอังกฤษ หมายถึง ผู้เชี่ยวชาญที่ให้ข้อมูลและความคิดเห็น อันที่จริง น่าจะตั้งชื่อเป็น thailandpundit เนื่องจากเป็นบล็อกที่ให้ข้อมูลและความคิดเห็นเกี่ยวกับประเทศไทย ไม่ใช่แค่ bangkok ที่เดียว แต่คำว่า บัณฑิต ในภาษาไทย หมายถึง ผู้สำเร็จการศึกษาขั้นปริญญา ซึ่งเป็นคำที่คนไทยใช้กันและมีความหมายเดียวกันกับภาษาอังกฤษ ตามรากศัพท์ดั้งเดิม BP จึงเห็นว่าเป็นคำที่มีความหมายตามที่ BP อยากให้ผู้อ่านเข้าใจ

2. BP ไม่ทราบว่า bangkokpundit จะเป็นสื่อใหม่หรือไม่ แต่ bangkokpundit ก็เป็นบล็อกที่ให้ทั้งข้อมูลและความคิดเห็นเกี่ยวกับการเมืองไทย และสถานการณ์ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

ประชาไท: จำนวนคนที่เข้ามาชมบล็อกของคุณมีประมาณเท่าไหร่ และในช่วงเวลาไหนหรือในสถานการณ์ใดที่จำนวนคนเข้าชมเพิ่มสูงขึ้น
BP: ตั้งแต่ย้ายบล็อก จึงไม่ทราบจำนวนคนที่เข้ามาดู แต่จำนวนครั้งที่คนเข้ามาดูนั้นจะเฉลี่ยประมาณ 5,000 ครั้งต่อวัน หากเป็นเสาร์ และอาทิตย์ จำนวนจะเฉลี่ยที่ 2,000 -3,000 ครั้งต่อวัน

แต่ถ้าเป็นช่วงเวลาที่สถานการณ์การเมืองร้อน เช่น ตอนที่พันธมิตรยึดสนามบิน จำนวนครั้งที่คนเข้ามาดูนั้นถึงหลักหมื่นต่อวัน

ประชาไท: คุณเคยถูกคุกคามโดยหน่วยงานของรัฐบ้างหรือไม่ และเคยโดนโจมตีทางเทคนิคบ้างหรือไม่ บ่อยแค่ไหน
BP: ไม่เคย แต่อาจจะมีบ้างที่ผู้เข้ามาชมเขียนด่า หรือข่มขู่ แต่ BP ก็ไม่ได้สนใจ

ประชาไท: คุณมักจะมีความเห็นตบท้ายข่าวที่คุณนำเสนอ ถือเป็นวัฒนธรรมใหม่ของการนำเสนอข่าวสาร ทำไมคุณจึงเสนอความเห็นของตัวเองในตอนท้ายของข่าวต่างๆ (สื่อทั่วไปอธิบายว่า ผู้สื่อข่าวมีหลักการว่าจะไม่เสนอความเห็นของตัวเองลงไปในข่าวสาร)
BP: เพราะว่าอยากจะแยก fact กับ opinion จึงนำเสนอความคิดเห็นตอนท้าย และจะนำหน้าด้วย BP เพื่อย้ำว่าเป็นความคิดเห็นของ BP เอง และ BPก็ไม่เชื่อว่าผู้สื่อข่าวอื่นๆไม่นำเสนอความคิดเห็นในข่าวสารเช่นกัน

ประชาไท: คุณคิดว่าบล็อกของคุณมีส่วนในการสร้างพื้นที่เสรีภาพในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นหรือไม่ หรือมีส่วนในการเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้เสพข่าวสารในเมืองไทยหรือไม่
BP: ไม่ทราบ เพราะ BP ไม่สามารถให้คำวิจารณ์ตัว BP ได้ หากแต่ต้องเป็นบุคคลภายนอกมองเห็นว่าบล็อกของ BP เป็นอย่างไร

ประชาไท: คุณมอนิเตอร์ข่าวในเมืองไทยเยอะมากในแต่ละวัน และสามารถอัพโหลดบล็อกได้เกือบทั้งวัน คุณทำได้อย่างไร คุณถือว่าบล็อกนี้เป็นงานหลักของคุณหรือเปล่า มีผู้อ่านมากมายที่สงสัยว่าคุณทำงานอะไรเป็นหลัก และทำไมจึงสามารถให้เวลากับบล็อกได้มากขนาดนี้
BP: 1. ที่มองว่าอัพโหลดบล็อกทั้งวันนั้น ประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ของบล็อกที่จะโพสต์นั้น จะทำไว้ล่วงหน้า ซึ่งจะสังเกตได้ว่าเป็นการโพสต์ตรงเวลาที่ 6 นาฬิกา หรือ 7 นาฬิกา เป็นต้น แต่ไม่ใช่ว่า BP จะนั่งรอเพื่อโพสต์ในเวลานั้น แต่มีการตั้งการโพสต์ไว้เป็นอัตโนมัติ

2. เนื่องจาก BP มีความสนใจในการทำบล็อกนี้อย่างมาก และถือว่าเป็นงานอดิเรก เหมือนคนที่ติดการเล่นเว็บ อย่างเช่น facebook หรือ เว็บอื่นๆ ใช้เวลาเล่นเว็บนั้นเป็นหลายๆชั่วโมงได้ แต่ BP จะใช้เวลาอ่านหนังสือพิมพ์และนำมาเขียนบล็อก

ประชาไท: ในความเห็นของคุณข่าวใดเป็นข่าวที่สำคัญมากที่สุดในรอบปีที่ผ่านมา เพราะเหตุใด
BP: ตอนช่วงเวลาสงกรานต์ปีที่แล้ว ที่เกิดเหตุการณ์ม็อบเสื้อแดง

ประชาไท: สำหรับปี 2553 ประเด็นไหนบ้างจะเป็นประเด็นที่คุณจับตามอง และนำเสนอในบล็อก ขอตัวอย่าง 3 ประเด็นแรกที่คุณเห็นว่าสำคัญที่สุด
BP: 1. เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
2. การยึดทรัพย์ของพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร และ หลังจากนั้นพันตำรวจโททักษิณและเสื้อแดงจะทำอะไรต่อไป
3. ปีนี้ นายกฯอภิสิทธิ์ จะยุบสภาหรือไม่

ประชาไท: มีการพูดกันว่าสิทธิเสรีภาพสื่อลดลง คุณรู้สึกเช่นนั้นด้วยไหม เช่น ระมัดระวังมากขึ้นในการเลือกประเด็นมานำเสนอ
BP: BP ไม่ได้คิดว่าสื่อโดยทั่วไป และสื่อทางอินเตอร์เน็ตมีสิทธิเสรีภาพลดลง แต่ไม่ได้บอกว่ามากขึ้นหรือมีเสรีภาพจริง เพราะ BP คิดว่าไม่ได้มีเสรีภาพจริงมานานแล้ว หากแต่ช่วงเวลานี้เหมือนเป็นช่วงเวลาทดสอบ ว่าสื่อมีเสรีภาพในการที่จะนำเสนอมากแค่ไหน

แต่บางมุมมอง อาจเห็นว่าสื่อมีเสรีภาพลดลง เพราะในยุค twitter แบบนี้ ข้อมูลบางอย่างไม่สามารถปิดบังได้ เช่น คนที่ใช้สื่อทางอินเตอร์เน็ทถูกจับเข้าคุก หรือถูกข่มขู่ ภายในไม่ถึงชั่วโมงก็กลายเป็นประเด็นร้อน มีคนตั้งกระทู้ เขียน twitter ทำบล็อกในเวลาอันรวดเร็ว ซึ่งอาจจะทำให้คนคิดว่าสื่อมีสิทธิเสรีภาพลดลง

ประชาไท: คุณคิดว่าพื้นที่ทางอินเตอร์เน็ตจะเป็นพื้นที่เสรีภาพในการแสดงความเห็นให้คนไทยได้ไหม หลังจากที่ประเทศไทยเริ่มมีพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และรัฐบาลให้ความสำคัญมากกับการมอนิเตอร์พื้นที่ออนไลน์
BP: ได้ แต่มีบางเรื่องที่น่ากลัว เช่น ที่คุณจีรนุชถูกจับ หรือคนที่แปลข่าวของสำนักงานข่าว Bloomberg ถูกจับ ซึ่งถือว่าเป็นกรณีที่น่ากลัวมากที่สุด เพราะว่าในขณะที่ ข่าวที่เป็นภาษาอังกฤษยังไม่ถูก blocked และคนก็ยังเข้าไปอ่านได้ พอแปลเป็นภาษาไทยแล้ว ผู้ที่นำเสนอข่าวก็โดนจับ และไม่ใช่จับแบบธรรมดา แต่เป็นการจับที่สนามบินพร้อมเรียกสื่อมา ถ่ายรูป นำเสนอภาพและชื่อลงในหนังสือพิมพ์ ซึ่ง BP คิดว่านี่เป็นการเตือนว่าหากคุณแปลข่าวที่ไม่ควร คุณก็จะโดนแบบเดียวกัน

ประชาไท: จากการที่คุณมอนิเตอร์สื่อไทยจำนวนมาก คุณมองว่าคุณภาพของสื่อไทยเป็นอย่างไรทั้งในเรื่องการนำเสนอข้อเท็จจริง และความมีเสรีภาพในการนำเสนอข่าวสาร
BP: BP คิดว่าคุณภาพของสื่อไทยห่วย
1. สื่อไทย ไม่ค่อยอ้างว่าได้ข้อมูลมาจากที่ไหน มักจะพูดว่า "มีรายงานว่า" โดยไม่ระบุว่ามาจากใคร สื่อไหน หรือผู้ใด และพอหนังสือพิมพ์บางฉบับลงข่าวไป อีกฉบับก็เหมือนลอกกันมา และข้อมูลก็กระจายออกไป โดยไม่ทราบว่าข้อมูลนั้น แท้จริงมาจากไหน

2. หากลงข้อมูลผิด จะไม่มีการทำ Correction เพื่อแก้ไข จะมีน้อยมากที่จะทำ ซึ่งเหมือนกับว่าไม่มีใครจะไปเช็ค fact เลยว่ามีความจริงแค่ไหน และในเมื่อว่าคนเขียน รู้ว่าไม่มีใครจะไปเช็ค fact ก็เลยคิดว่าเขียนมั่วได้ ก็เลยมั่วกันหมด คนที่เขียนวิเคราะห์ก็มั่วตามกันไปอีก

3. เวลาคนในข่าวพูดอะไร ก็จะลงสิ่งที่คนนั้นพูด โดยไม่มี fact check หากคุณนาธาน โอมาน บอกจบจากฮาร์เวิร์ด หนังสือทุกฉบับก็จะเขียนบอกว่าจบจากฮาร์เวิร์ด แต่ก็จะไม่มีใครไปเช็คก่อน และหากว่าไม่ใช่ข้อมูลที่ถูกต้อง ก็ยากที่จะมาทำ correction และถ้าไม่มีคนมาป้อนข้อมูลถึงปาก คนเขียนก็คงจะไม่มีงานทำ เพราะไม่ได้คิดจะออกไปหาข้อมูลด้วยตัวเอง
การทำ fact check ไม่ได้เป็นการนำเสนอความคิดเห็น แต่หมายถึงการเสนอข่าวอย่างรอบคอบ

ประชาไท: ขณะนี้ในเมืองไทยมีการพูดวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของสื่อ และสื่อใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นว่าเป็นสื่อเลือกข้าง หรือเป็นสื่อที่รับใช้แนวคิดทางการเมืองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ทั้งฝ่ายเหลืองและฝ่ายแดง คุณมีมุมมองอย่างไรเกี่ยวกับภาวะของสื่อไทยแบบนี้ มันช่วยส่งเสริมบรรยากาศประชาธิปไตยมากขึ้นไหม หรือว่ามันลดทอนคุณภาพเกี่ยวกับข้อมูลข่าวสาร
BP: ไม่ตอบ

ประชาไท: "ฝรั่ง" หลายคนที่ติดตามเรื่องราวในเมืองไทย มักจะพยายามประเมินว่าเมืองไทยจะมีความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างครั้งใหญ่ในอนาคตอันใกล้ บางคนก็บอกไม่เกิน 3 ปี บางคนบอกไม่เกิน 5 ปี บางคนก็บอกภายใน 20 ปี คุณล่ะ ประเมินว่าเมืองไทยจะมีโอกาสที่จะเปลี่ยนไปไหม และเปลี่ยนไปอย่างไร และในช่วงเวลาใกล้หรือไกลแค่ไหน
BP: ขออนุญาตไม่ออกความเห็น

"ฮิวแมนไรท์" ขอร้อง อ่านฉบับเต็มก่อนโต้ ยันวิเคราะห์รอบด้าน

ที่มา ประชาไท

24 ม.ค. 53 นายสุณัย ผาสุข ผู้ประสานงานฮิวแมนไรท์วอชท์ประจำประเทศไทย กล่าวถึงกรณีที่องค์กรฮิวแมนไรท์ วอทช์ วิจารณ์บทบาทด้านสิทธิมนุษยชนของรัฐบาลไทยอย่างรุนแรง ในรายงานประจำปี 2552 และมีสียงตอบโต้จากรัฐบาลรวมถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะว่า คนที่วิจารณ์ยังไม่เห็นฉบับเต็มซึ่งเป็นภาษาอังกฤษ เห็นแต่เพียงฉบับคัดย่อที่แปลมาเป็นภาษาไทย จึงวิจารณ์กันไปเลอะเทอะโดยใช้อารมณ์ ส่วนฉบับเต็มขณะนี้ ส่งถึงกระทรวงการต่างประเทศแล้ว

โดยสุณัยกล่าวว่า รายงานของฮิวแมนไรท์ฯ บรรยายสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศอย่างครบถ้วนรอบด้าน ทุกอย่างเป็นไปตามเนื้อผ้า คาดว่านายกรัฐมนตรีจะได้เห็นแล้ว โดยเฉพาะเหตุการณ์ในเดือนเมษายน 2552 นั้น เราไม่ได้บอกว่ารัฐบาลเป็นฝ่ายผิด แต่รายงานว่า จุดเริ่มต้นคือกลุ่มคนเสื้อแดงล้มการประชุมที่พัทยา มีการโจมตีขบวนรถของนายกรัฐมนตรีที่กระทรวงมหาดไทย ขณะที่มีกลุ่มคนเสื้อสีน้ำเงินเป็นปัจจัย ส่วนการเสียชีวิต 2 ศพก็มาจากการปะทะกันของคนเสื้อแดงกับประชาชนที่รักท้องถิ่นในตลาดนางเลิ้ง ไม่ได้บอกว่าเป็นฝีมือของรัฐบาล เรารายงานอย่างรอบด้าน ไม่ได้มุ่งโจมตีด้านใดด้านหนึ่งเพราะเหตุการณ์ความรุนแรงนั้นเป็นเรื่องที่ตบมือข้างเดียวไม่ดังแน่นอน

ผู้ประสานงานฮิวแมนไรต์ วอชท์ประจำประเทศประเทศไทย กล่าวต่อไปว่า รัฐบาลสามารถวิจารณ์กลับได้ แต่อย่าใช้อารมณ์ ต้องใช้โอกาสนี้ชี้แจงข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง ยืนยันว่าการหาข้อมูลของฮิวแมนไรท์ วอทช์ เพื่อสรุปเป็นรายงานนั้น

ไม่เคยเข้าข้างใดข้างหนึ่งเป็นพิเศษ เราฟังข้อมูลจากทุกแหล่งก่อนจะกลั่นกรองมาเป็นข้อสรุป อย่างกรณีภาคใต้เราก็วิจารณ์ทุกรัฐบาลที่เข้ามา เพราะไม่มีรัฐบาลใดแก้ปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ ปัญหาของรัฐบาลนี้คือเข้ามาในสภาวะที่ประชาชนคาดหวังว่าจะคุ้มครองสิทธิมนุษยชน แต่กลับยังทำให้เห็นไม่ชัดเจนนัก สังคมจึงค่อนข้างผิดหวัง

ใบตองแห้งออนไลน์ : ถ้าเสื้อแดงแพ้ ประเทศนี้สิ้นหวัง แต่....

ที่มา ประชาไท

ยังมีแต่ คือถ้าทักษิณชนะ ประเทศนี้ก็จะเละตุ้มเป๊ะ!

แหม หลอกกองเชียร์เสี่ยแม้วให้ดีใจซะยังงั้น (ฮา)

ไม่ต้องบอกก็รู้มั้งว่าผมจงใจแยกการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและความเป็นธรรม ของคนชั้นกลาง liberal และคนชนบท ออกจากการต่อสู้ของทักษิณ (หรือ 3 เกลอ) ถึงแม้มันจะแยกไม่ค่อยออกก็เหอะ เพราะทักษิณเป็น subset ของเสื้อแดง ภาษาพี่จรัล ดิษฯ เรียกว่าเป็นแผลเป็นแต่กำเนิด ทักษิณมีทั้งด้านที่ไม่ชอบธรรมและด้านที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม เป็นทั้งตัวถ่วงและพลังขับเคลื่อนการต่อสู้ แต่ยังไม่มีใครบอกได้ว่าจะแยกออกอย่างไร จำต้องไปด้วยกันอย่างครึ่งบกครึ่งน้ำ แล้วไปหาคำตอบเอาข้างหน้าในการพัฒนาของสถานการณ์

ทักษิณและเสื้อแดง ถูกบีบบังคับให้ทำ “สงครามครั้งสุดท้าย” ในต้นปีนี้ แม้ส่วนตัวผมไม่เชื่อว่านี่เป็น “สงครามครั้งสุดท้าย” เพราะการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยคงไม่ชี้ขาดกันแค่คดียึดทรัพย์ หรือตัวทักษิณ แต่ผลแพ้ชนะใน “สงคราม” ครั้งนี้ก็จะส่งผลสะเทือนอย่างสูง

โดยที่ผมค่อนข้างเชื่อว่า ทักษิณจะแพ้เสียด้วยสิ เพียงแต่หวังว่าฝ่ายประชาธิปไตยจะไม่แพ้ไปกับทักษิณ

ทำไมถึงเชื่อว่าทักษิณจะแพ้ ก็เพราะฝ่ายอำมาตย์บีบทักษิณให้ต้องเอาชนะด้วยการ “โค่นล้มระบบ” ซึ่งยังมองไม่ออกว่าจะทำได้อย่างไร ถ้าสมมติทักษิณมีทหารอยู่ในมือ ก็พูดได้ว่า ต้องเอาชนะด้วยการปฏิวัติรัฐประหาร แต่ทักษิณไม่ได้มีกำลังอย่างนั้น

จุดแข็งของทักษิณอยู่ที่การเลือกตั้ง ซึ่งฝ่ายอำมาตย์รู้ดี จึงตรึงสถานการณ์ไม่ให้ยุบสภา อีกด้านก็รุกใช้ตุลาการภิวัตน์เป็นลิ่มตอกอกทักษิณ เมื่อคุณถูกตอกอกด้วยอำนาจศาล คุณไม่มีทางดิ้นหลุดได้ จะรอให้ชนะการเลือกตั้งแล้วมาออกกฎหมายนิรโทษกรรมรึ แก่ตายก่อน ฉะนั้นถ้าไม่ “โค่นล้มระบบ” ก็ต้องยั่วยุให้ฝ่ายตรงข้ามโค่นล้มระบบเพื่อตีโต้ เช่น ที่ยุให้รอง ผบ.ทบ.ก่อรัฐประหาร

คำว่า “ทักษิณชนะ” ของผมข้างต้น จึงไม่ได้หมายความว่าชนะด้วยการเลือกตั้งตามวิถีทางประชาธิปไตย (ซึ่งก็เหลือแค่ครึ่งใบ จากการใช้รัฐธรรมนูญหน้าแหลมฟันดำ) แต่หมายถึงว่า “ถ้า” ทักษิณชนะด้วยการโค่นล้มระบบ ซึ่งมีโอกาสเป็นไปได้น้อยมากจนถึงน้อยมั่กๆ

สถานการณ์ปัจจุบัน ฝ่ายอำมาตย์กุมกองทัพไว้แน่นหนา วางทายาทสืบทอดอย่างน้อย 3 รุ่น แม้จะมีทหารแก่ตบเท้าเข้าพรรคเพื่อไทย และแม้จะมีความหวังเล็กๆ ว่าอาจมีทหารฝ่ายที่ไม่พอใจแก๊ง “บูรพาพยัคฆ์” แต่โอกาสพลิกมีริบหรี่

ส่วนจะหวังให้เกิดการ “ปฏิวัติประชาชน” เรอะ สุมาเต๊อะ ฝันกลางวัน! การลุกขึ้นสู้ของประชาชนไม่มีวันประสบความสำเร็จ ถ้าไม่เกิดความขัดแย้งในชนชั้นปกครองอย่าง 14 ตุลาหรือพฤษภาทมิฬ บทเรียนเมื่อสงกรานต์แสดงให้เห็นแล้ว ถ้ามีรอบใหม่ ฝ่ายอำมาตย์ก็บอกแล้วว่า ตายซัก 4-5 คนจบ (ที่เหลือเติมเลขศูนย์)

โอกาสเดียวที่เป็นไปได้ คือรอให้เกิดความปั่นป่วน เกิดความขัดแย้งรุนแรง ในการเปลี่ยนผ่านของอำนาจระดับสูง นั่นแหละความหวังของทักษิณ แต่ทักษิณอาจไม่สามารถรอถึงวันนั้น

หลายวันก่อนผมคุยกับรุ่นพี่ที่อยู่เสื้อแดง เขาวิเคราะห์ว่าโอกาสที่ทักษิณจะ “ชนะ”ได้คือใช้การลุกขึ้นสู้ของมวลชน พร้อมกับใช้กำลังทหารที่มีอยู่หยิบมือ ซึ่งล้วนเป็นผู้สันทัดกรณีใน “สงครามนอกแบบ” เช่นบิ๊กจิ๋ว พัลลภ เสธแดง ฯลฯ แล้วก็หวังตอกลิ่มความขัดแย้งในกองทัพ ในขั้วอำนาจระดับสูง

ซึ่งตัวเขาก็ไม่แน่ใจหรอกว่าเป็นไปได้ แต่พอถามว่าถ้าเกิดโชคลาภฟลุกๆ เอาชนะได้แบบนั้น แล้วจะเป็นไงต่อ เขาก็บอกว่าไม่รู้เหมือนกัน มันคงเละน่าดู แต่อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด

ผมก็ไม่ทราบว่าอย่างนี้หรือเปล่าที่เรียกว่า “การปฏิวัติประชาชน” แต่นอกจากแทบเป็นไปไม่ได้แล้ว ถ้าเป็นไปมันก็เละตุ้มเป๊ะ นัวเนีย ชุลมัน พัลเก เสียเลือดเนื้อ แล้วยังมั่วไปหมด

ทักษิณจึงแทบไม่มีโอกาสชนะ ในวิถีทางที่ถูกขีดให้เดินโดยความเขี้ยวลากของอำมาตย์

หันมามองด้านกลับกัน ถ้าเสื้อแดงแพ้ แล้วใครชนะ ไม่ได้หมายความว่าพันธมิตรชนะ แต่แพ้ทั้งคู่ครับ เพราะเสื้อแดงเสื้อเหลืองเป็นปฏิภาคกัน เป็นขั้วบวกขั้วลบที่ผลักสังคมอยู่คนละด้าน เสื้อแดงแพ้ พธม.ก็เป็นนั่งร้าน อำมาตย์จะยึดครองสังคมส่วนใหญ่ไป เหลือแค่นั่งร้านให้ขายข้าวสาร (ฮา-ขนาดนั้นยังขัดผลประโยชน์กัน)

เห็นป้ายโฆษณาต้านไฟเหลืองไฟแดงของประกิตโฮลดิ้งไหมล่ะ “โฆษณาเพื่อสังคม” ที่บอกว่า “ชาตินี้ไม่ต้องไปไหน เพื่อพ่อ ให้ชาติไปต่อเถอะครับ” มันเป็นป้ายที่ “โดนใจ” คนจำนวนมาก โดยเฉพาะ “คนเป็นกลาง” “พลังเงียบ” ที่รักในหลวง รักสงบ รักเด็ก รักธรรมชาติ รักหลินปิง รักเคอิโงะ ฯลฯ ซึ่งเบื่อหน่ายและอึดอัดกับเสื้อเหลืองเสื้อแดง

เสียงสะท้อนของ “พลังเงียบ” ที่อยากเห็นความสงบ อยากทำมาหากิน อยากดูละครหลังข่าวอย่างมีความสุข ฯลฯ ไม่ใช่เสียงสะท้อนที่ไม่มีเหตุผลนะครับ เพราะด้านหนึ่ง ม็อบทั้งสองสีก็ radical จนทำให้คนเป็นกลางที่ไม่ค่อยสนใจการเมืองเกิดความเบื่อหน่าย รู้สึกมันไร้สติ ไร้เหตุผล เหลืออดเหลือทน เมื่อไหร่จะหยุดเสียที

ด้านหนึ่งก็ต้องเข้าใจและเห็นใจว่า คนส่วนใหญ่ในสังคม เขาเดือดร้อนกังวลกับการต่อสู้ที่ไม่เป็นไปตามวิถีทางไม่เดินตามกฎกติกา (เสื้อแดงอาจโวยว่าไม่ยุติธรรมเพราะเสื้อเหลืองทำก่อน จนคนหน่ายล้า แต่คุณรู้เช่นนั้นก็ต้องรู้จักปรับยุทธศาสตร์ยุทธวิธี)

แต่อีกด้านหนึ่ง นักเคลื่อนไหวทั้งเสื้อแดงเสื้อเหลืองและสองไม่เอา ก็ต้องต่อสู้ทางความคิดกับพวก “หน่อมแน้ม” ว่าจะปล่อยให้การต่อสู้ทางสังคมจบลงแบบ “สามานย์” หยวนๆ ยอมๆ กันไปไม่ได้ เพราะถ้าจบแบบนี้สังคมไทยจะไร้ความหวัง กลายเป็นสังคมที่ไร้อนาคต

พวกอำมาตย์น่าจะเข้าใจ “นิสัยคนไทย” เป็นอย่างดี พวกเขาจึงดึงสถานการณ์ให้ยืดเยื้อ บีบให้คนไทยที่มีนิสัยหยวนๆ ยอมๆ เกิดความเบื่อหน่าย เรียกหาความสงบ แม้จะรู้ว่าเกิดความไม่เป็นธรรม ไม่ยุติธรรม สองมาตรฐาน การเมืองเก่า น้ำเน่า ชั่ว โกง ไม่เห็นมีอะไรดีไปกว่าเดิม แต่คนไทยเราก็อยู่กันได้ อยู่กันมาอย่างนี้ และจะอยู่กันต่อไปอย่างนี้ ฉะนั้นเลิกเหอะ

เสรี วงศ์มณฑา กุนซือใหญ่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของระบอบอำมาตยา เคยกล่าวไว้ว่า ไม่มีประโยชน์ที่จะไปเปลี่ยนใจคนเสื้อเหลืองเสื้อแดง เพราะคนเหล่านี้ไม่เปลี่ยนแล้ว มีแต่ต้องดึงคนกลางๆ มาเป็นพวก สถานการณ์หนึ่งปีกว่าที่ผ่านมาก็เป็นเช่นนั้น

วันนี้เสื้อแดงจึงไม่ได้สู้กับเสื้อเหลืองเป็นหลัก หากสู้กับอำมาตย์และ “นิสัยคนไทย” ที่บ่มเพาะมาในสังคมอุปถัมภ์ แม้เสื้อเหลืองก็เช่นกัน ถ้าเป็นพันธมิตรจริง ไม่ใช่อีแอบ สาวก ปชป. ถ้ามีอุดมการณ์ต่อต้านคอรัปชั่นจริงอย่างปากพูด ถ้าต้องการเห็น “การเมืองใหม่” จริงอย่างปากพูด คุณก็จะยอมให้จบลงอย่างหยวนๆ ยอมๆ เช่นนี้ไม่ได้ ยอมให้ตัวแทน “การเมืองเก่า” อย่างรัฐบาลโอบามาร์คปากห้อยเสวยอำนาจ ยอมให้ขั้วอำนาจระดับสูง และขั้วอำนาจในกองทัพ ถ่ายโอนเปลี่ยนผ่าน แล้วครอบงำสังคมการเมืองไทยต่อไป จากขั้วอำนาจเก่ารุ่นเก่า สู่ขั้วอำนาจเก่ารุ่นใหม่ ไม่ต้องลากยาวมากมาย เอาแค่เลือกตั้งปลายปีหน้า “พรรคการเมืองใหม่” ก็เป็นได้แค่ขี้หมาโหล่ยเท่านั้นแหละครับ จะเหลือทำยาซักกี่เม็ด

ที่พูดนี่ไม่ได้ตีขลุมให้เสื้อเหลืองเสื้อแดงจับมือกัน มันจับไม่ได้หรอก แต่ต่างฝ่ายต่างต้องสู้กับความคิด “แล้วกันไป” กระนั้นต้องยอมรับด้วยนะว่า “คนเป็นกลาง” ก็มีส่วนถูก คนสุดขั้วต่างก็มีส่วนผิด ขณะที่ฝ่าย “สองไม่เอา” ต้องแตกต่างจาก “คนเป็นกลาง” คือต้องมองว่าทั้งสองข้างต่างมีทั้งด้านที่ถูกและผิด ปฏิภาคของทั้งสองด้านคือแรงผลักที่ทำให้สังคมก้าวไปข้างหน้า อันไหนผิดก็ว่าผิด แต่อย่างน้อยก็ยังดีกว่า “แล้วกันไป” หรืออยู่เปล่าๆ

ผมไม่ได้หวังให้ใครชนะ เสื้อเหลือง เสื้อแดง เพื่อไทย ปชป. เพียงแต่ไม่ต้องการให้อำมาตย์ยึดครองชัยชนะ ระบอบอุปถัมภ์ยึดครองชัยชนะ เพราะมันจะเป็นการจบลงอย่างสามานย์และเสื่อมทรามที่สุด บนความพ่ายแพ้ของประชาชน ประชาธิปไตย ความยุติธรรม หรือแม้แต่คุณธรรมจริยธรรมที่ระบอบอุปถัมภ์ชอบอ้าง

ถ้าการต่อสู้ทางการเมืองครั้งนี้จบลงอย่างหยวนๆ ยอมๆ กันไปเหอะ สังคมไทยจะเหลือความเชื่อถือศรัทธาอะไรให้ยึดถือ ในเมื่อการต่อสู้ครั้งนี้ดึงเอาแทบทุกองค์กรสถาบันเข้ามาแปดเปื้อน แม้แต่สถาบันตุลาการที่ไม่เคยต้องกระโจนเข้าสู่การต่อสู้ทางการเมือง

ปูชนียบุคคล รัฐบุรุษ ราษฎรอาวุโส ศิลปินแห่งชาติ พระ ครู หมอ สื่อ ผู้ดีรัตนโกสินทร์ ผู้ร้ายรัตนโกสินทร์ แหลกยับไปหมดแล้วกับการเลือกข้าง

มนุษย์มีมโนสำนึกที่ตระหนักถึงความเป็นธรรม ความยุติธรรม ถ้าเหตุการณ์นี้ผ่านไปอย่างหยวนยอม มรดกที่จะตกทอดไปยังคนรุ่นหลังคือ ปรัชญาแห่งการเอาตัวรอด และสยบยอมต่ออำนาจ เพราะบทเรียนที่ผู้คนได้รับ แม้ไม่พูด ไม่เอ่ยปาก ผู้คนก็จะรู้ว่าสังคมเส็งเคร็งนี้ไม่มีความเป็นธรรม ไม่มีความยุติธรรม ขึ้นกับใครยึดอำนาจได้ ใครฉวยโอกาสได้ และใคร “มีเส้น”

ฉะนั้นมีประโยชน์อะไรที่จะไปเรียกหาความเป็นธรรม ความยุติธรรม ถ้าความเชื่อทางคุณค่าของสังคมพังทลายแล้วโดยสิ้นเชิง เรามีแต่ต้องสอนลูกหลานให้ทำมาหากิน เอาตัวรอด หาผลประโยชน์ใส่ตัว หาเส้น วิ่งเต้น หาที่พึ่งพิง ฝากลูกหลานเข้าทำงาน ฝากลูกหลานเข้าโรงเรียน

ซึ่งความจริงคนชั้นกลางก็คุ้นเคยกับวิถีชีวิตเช่นนี้อยู่แล้ว แต่มันจะยิ่ง “ทราม” ลงไปอีก

พวกเสื้อเหลืองอาจจะเถียงว่าอย่างน้อย ทักษิณก็ได้รับกรรมสนองตาม “กฎแห่งกรรม” แต่คุณจะตอบคำถามอย่างไรถ้าลูกหลานมันถามว่า “แล้วเนวินล่ะ” คุณจะสอนให้ลูกหลานเชื่อในกระบวนการยุติธรรมได้อย่างไร ในเมื่อมันเห็น 2 มาตรฐานตำตา มันก็จะเชื่ออย่างที่คนจำนวนมากเชื่อว่า ขับรถผ่าไฟแดง ตำรวจไม่เห็นก็ไม่ผิด หรือถ้ามีเส้นก็ไม่โดนใบสั่ง (ครั้งนี้มันเห็นยิ่งกว่าตำรวจ)

ศีลธรรมจริยธรรมในสังคมไทยน่ะผุกร่อนมานานแล้ว เพราะศีลธรรมมีอยู่แต่ในหนังสือหลวงพ่อชา ท่านพุทธทาส ท่านปยุต หรือท่าน ว.วชิรเมธี (เหาะได้) แต่ไม่อยู่ในการเมืองการปกครอง การเข้าสู่อำนาจ การใช้อำนาจ หรือกติกาจัดการผลประโยชน์ ตรงข้ามศีลธรรมบางข้อ (เช่นความสามัคคี) กลับถูกใช้มอมเมาให้สยบยอมต่ออำนาจ เราจึงเป็นสังคมที่แก่งแย่งช่วงชิงฟาดฟันกันอย่างไร้กติกา ขับรถแซงซ้ายป่ายขวา แต่วันพระทำบุญตักบาตร เสาร์อาทิตย์ไปบวชชีพราหมณ์ หรือไปนั่งสมาธิในที่ดินรุกป่า

ถ้าการต่อสู้ทางการเมืองครั้งนี้ จบลงอย่างสามานย์ ถูกช่วงชิงชัยชนะโดยระบอบอุปถัมภ์เหมือนหลายๆ ครั้งที่ผ่านมา ประเทศนี้ก็สิ้นหวัง “ชาตินี้ไม่ต้องไปไหน” เลิกคิดถึงการสถาปนาระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง ความเป็นธรรม ความโปร่งใส ขจัดคอรัปชั่น

แต่อาจจะเป็นโชคดีจังหวะดีก็ได้ ที่ระบอบอุปถัมภ์ต้องเผชิญ “ภัยธรรมชาติ” จนถูกสั่นคลอนครั้งยิ่งใหญ่

ปัญหามีเพียงการวิเคราะห์ว่า “สงครามครั้งสุดท้าย” จะอยู่ในช่วงไหนจึงเหมาะสม ที่เป็น “สงครามครั้งสุดท้าย” ของฝ่ายประชาธิปไตย ไม่ใช่สงครามครั้งสุดท้ายของทักษิณ ซึ่ง timing ต่างกัน ทำอย่างไรถ้าสมมติทักษิณแพ้แล้ว “เสื้อแดง” ในจิตวิญญาณที่แท้จริงไม่แพ้ ต่อสู้ต่อไปอย่างอดทน เป็นปฏิภาคกระหนาบอำมาตย์อยู่กับ “เสื้อเหลืองการเมืองใหม่” (ที่คงมีอะไรเฮๆ ให้เห็นอีกเยอะ ดูอย่างกรณีมาบตาพิษที่ใครจะคิดว่ากลายเป็นหอกข้างแคร่กลับไปทิ่มรัฐบาลอำมาตย์อุ้มสม)

อำมาตย์ขีดเส้นให้ทักษิณเดิน แต่ไม่สามารถขีดเส้นให้ฝ่ายประชาธิปไตยเดิน ณ วันนี้ฝ่ายอำมาตย์ต่างหากที่อยากทำ “สงครามครั้งสุดท้าย” เพราะเวลามีจำกัด ถ้าไม่ใช่โปรแกรมหน้าก็ Coming Soon ประชาชนอาจไม่ได้มีเวลาเหลือเฟือ แต่ก็มีมากกว่าและยังเลือกจังหวะก้าวได้ ไม่จำเป็นต้อง “ครั้งสุดท้าย” “รอบสุดท้าย” โดยสุ่มเสี่ยง

ยกตัวอย่างง่ายๆ จะไปกลัวอะไรละครับกับคดียึดทรัพย์ทักษิณ ถ้าถูกยึด ก็ชั่งหัวทักษิณเหอะ แต่กระแสวิพากษ์วิจารณ์ในมวลชนเสิ้อแดงจะร้อนแรงและลุกฮือ หรือถ้าไม่ถูกยึด ก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพวกเสื้อเหลืองการเมืองใหม่เค้าร้อนแรงลุกฮือ

นี่คือการเป็นปฏิภาคกระหนาบที่ไม่ว่าจะออกหัวออกก้อยก็เจอทั้งขึ้นทั้งล่อง น่าสนุกออก

25 มกราคม 2553

ล่มปากอ่าวอีกแล้วนะตัวเอง...........

ที่มา thaifreenews

โดย หัตถา

ล่มปากอ่าวอีกแล้วนะตัวเอง

คำสั่งให้ทำปฏิวัติมีมาตั้งแต่ บ่ายโมงของวันที่ 25 มกราคม 53 ดีเดย์ ตีหนึ่ง .....แล้ว

จากเหตุการณ์เมื่อคืนนี้มีการเคลื่อนยานพาหนะ รถหุ้มเกราะ V150 จำนวนกว่า20คัน

(จริงๆมีมากกว่านั้นจอดที่ม.พัน4สนามเป้า)

เป็นแผนผสมรอย เพื่อทำการปฏิวัติ โดยอ้างว่าจะส่งซ่อม จริงแล้วนำจากภาคใต้มาแค่8คัน

ขันน็อคไม่กี่ตัวก็เสร็จแล้ว ส่วนอีก 10กว่านั้น จาก ม.พัน3 รอ,ม.พัน4 รอ สนามเป้า แท้จริงแล้วรถหุ้มเกราะ

ทั้งหมดนี้ซ่อนอยู่ที่ สนามเป้าตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้ว เพื่อปฏิวัติเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

การไปจอดอยู่ที่ บริเวณวัดเสมียนนารี เพราะใช้เป็นจุดรวมพล รับผิดชอบ บล็อคกรุงเทพฝั่งเหนือ ตามจุดต่างๆ

เพื่อสะกัดกำลังฝ่ายตรงข้ามเช่น บล็อคสะพาน พระราม7,สะพานที่ปากเกร็ดจำชื่อไม่ได้,สะพานปทุมธานี2,

หน้ากองทัพอากาศดอนเมือง,ส่วนรามอินทรา ร.11รับผิดชอบ เพื่อเปิดทางให้ พล.ร2จากปราจีนและสระแก้ว

มาพักกำลังที่ ร.11(ใช้ราบ11รวมพล,ใช้สนามเป้ารวมรถ)

เมื่อรถหุ้มเกราะไปบล็อคตามจุด แล้วจะมีรถบรรทุกทหารราบพร้อมอาวุธประจำกาย นำกำลังไปส่งยัง

จุดนัดต่างๆเหล่านี้



.สาเหตุที่ล่ม..เพราะกำลังทหารระดับ ผบ.ร้อย,จ่า,ไอ้เณร ไม่ยอมไปเบิกอาวุธที่คลัง ซึ่งเขาเปิดคอยอยู่..แปลกไหมท่าน?

คำสั่งให้จ่ายอาวุธ มีมาตั้งแต่เที่ยงวันแล้ว แต่ไม่ยักกะมีทหารไปเบิกเลย ซึ่งอาวุธเหล่านี้ มันขนมารวมกันที่ สนามเป้า!!!!!

....มันจึงล่มปากอ่าวเป็นครั้งที่ 2 ของอำมาตย์ รวมกำลังกันไม่ได้ บารมีของอำมาตย์กำลังจะหมดน้ำยาน้ำกามแล้ว

แล้วมาแถออกข่าว ว่านำไปซ่อม เอี้ยจริงๆๆๆๆ

....คนเสื้อแดงจงดีใจเถิดว่ายังมีมหารชั้นผู้น้อย ยืนอยู่เคียงประชาชนเป็นส่วนใหญ่ มีบางตัวเท่านั้นที่ยังขาดน้ำกาม

ของอำมาตย์ไม่ได้

การปฏิบัติตัวของทหารชั้นผู้น้อยใน 2 ครั้งที่ผ่านมา แม้จะไม่ได้ออกมาชุมนุมหรือแสดงตัว

แต่ก็เป็นการช่วยในทางอ้อมครับ

....................ขอปรบมือดังๆๆๆๆๆๆๆๆให้กับพวกท่าน และเราจะรำลึกนึกถึงเสมอครับ......................

จริงแล้วมีข้อมูลมากกว่านี้อีกมาก วันนี้รีบเขียนไปหน่อยเพื่อให้รู้ว่า เกิดอะไรขึ้นเมื่อคืนนี้ 25 มกราคม 53

คราวต่อไป จะนำรายชื่อเหล่าผบ.พันและหน่วยกำลังต่างๆที่ร่วมมือกับอำมาตย์ และแผนการบล๊อค

จุดใดเพื่อสะกัดใครมาตีแผ่ให้ประชาชนรับทราบ

งานนี้ยังไม่จบครับมองไว้อย่ากระพริบเชียวนา และโปรดเตรียมตัวเตรียมใจพร้อมรับสถานะการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นขณะนี้

และ เมื่อมันเดินถึงทางตันแล้ว เหล่าแกนนำคนเสื้อแดงรักษาตัวอย่างยิ่งยวดด้วย

..............................................ด้วยรักและห่วงใยทุกท่านครับ................................................

อยากเห็นทหารฝ่ายอำมาตย์ออกมาทำรัฐประหารยึดอำนาจ

ที่มา thaifreenews

โดย Porsche

by บังสุกุล


ข่าวที่ได้รับการยืนยันว่า

หากมีการทำรัฐประหาร จะมีการเผาทั่วปรพเทศเผาแบบไม่บรรยะบรรยังจากคนเสื้อแดง

และที่สำคัญ ทหารฝ่ายอำมาตย์จะแห่กันออกมาตายหมู่ เพราะข่าวที่ไม่มีการยืนยัน

ขณะนี้ จรวดเล็กร่อนนำวิถีด้วย gps รับรองความแม่นยำผิดพลาดไม่เกิน 1 เมคร

ซึ่งทำจากจีน ยังไม่ได้แสดงศักยภาพที่ไหน ขอใช้ประเทศไทยเป็นที่แสดงอำนาจการยิง

ขณะนี้ได้นำมาประชิดชายแดนเป็นที่เรียบร้อยแล้วทางพม่าและเขมร 100 ลูกแรกให้ชมฟรี

การตั้งพิกัด ป้อนพิกัดด้วย คอมพิวเตอร์ มีทั้งระยะ ใกล้ กลาง และไกล งานนี้เขาขอแค่แสดงพลังโชว์

หรือยิงให้ฟรีๆครับ ดังนั้น ผมจึงขอเรียกร้องให้กองทัพอำมาตย์ออกมาเป็นเป้าทดลองให้ชมหน่อย

ผมเคยดูสารคดีของสโตน โคล สตีฟ ออสติน นักมวยปล้ำที่หันมาเป็นพิธีกร ได้แสดงแสนยานุภาพ

อาวุธประเภทนี้มาแล้วจนเป็นเหตุให้ทุกประเทศเลิกผลิตรถถังไปแล้ว


by Wittaya





http://www.prachataiwebboard.com/webboard/id/17076

เฒ่าหัวหงอก ในฐานะประธานที่ปรึกษาธนาคารกรุงเทพ ให้คำปรึกษาอะไรโดย..อาคม ซิดนี่ย์

ที่มา thaifreenews

โดย Porsche

by akausa


ขออนุญาติคุณอาคมเอามาเผยแพร่ต่อสำหรับคนที่ยังไม่ได้อ่านแล้วอยากอ่าน

บทความนี้คุณอาคมเขียนไว้ตั้งแต่ เดือน ก.พ. 2007 ก็จะสามปีมานี่แล้ว

มันเข้ากับเหตุการณ์เขาสอยดาวพอดี ก็เลยเอามาให้อ่านกันอีกครั้ง

เชิญอ่านครับ :

พอเอกเปรม ในฐานะประธานที่ปรึกษาธนาคารกรุงเทพ ให้คำปรึกษาอะไร ?

Arkom Sydney Friday, 09 February 2007 04:48

ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นและดำรงอยู่ในเวลานี้ ผมมีความเชื่ออยู่ลึกๆว่ามันเกิดขึ้นจากสาเหตุเพียงสองประการ คือ ช่วงชิงทวงคืนอำนาจและรักษาผลประโยชน์ จากบทความที่ผมได้นำเสนอไปแล้วทั้ง ๖ ตอน ท่านผู้อ่านคงจะได้เห็นภาพแห่งการช่วงชิงทวงคืนอำนาจของบุรุษที่มีนามว่า เปรมชัดเจนพอสมควร แต่ถ้าพูดถึงผลประโยชน์ ท่านผู้อ่านอาจมีคำถามทันทีว่า เปรมมีผลประโยชน์อะไรในเมื่อไม่ได้เป็นพ่อค้าหรือนักธุรกิจก็คงต้องบอกว่า ดังที่ผมได้เคยเขียนอธิบายไว้แล้วในบทความเรื่อง “พระมหาอุปราชเปรม”ว่า เพราะความที่เป็นคนมากด้วยบารมีจึงทำให้สามารถชี้เป็นชี้ตายใด้ในเกือบทุก เรื่อง ด้วยสาเหตุนี้เองจึงทำให้มีผู้คนเข้าหาเพื่ออาศัยบารมีเกือบจะทุกวงการ เปรมก็เลย เป็นขวัญใจของคนเกือบทุกสาขาอาชีพ แล้วกลายมาเป็นศูนย์กลางหรือตัวแทนของกลุ่มทุนเก่าที่ผูกขาด ความมีอิทธิพลเหนือรัฐบาลมาโดยตลอดทุกยุคสมัย
สายสัมพันธ์ของพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์กับตระกูลโสภณพนิชมีจุดเริ่มต้นจากความใจถึงของนายชาตรี โสภณพนิช ที่กล้าดันนายห้างชินพ่อบังเกิดเกล้า ของตัวเองให้หลุดพ้นวงจรทุกตำแหน่งในธนาคารกรุงเทพ พร้อมกับปลด
นายบุญชู โรจนเสถียร กรรมการผู้จัดการใหญ่ แล้วดันนายอำนวย วีรวรรณขึ้นนั่งเก้าอี้เบอร์หนึ่งแทนนายบุญชู ปฎิบัติการของนายชาตรีครั้งนี้ ถูกเรียกขานว่าเป็นการปฎิวัติภายใน ที่รู้จักกันทั่วไปในสมัยนั้นว่า “รีเอ็นจิ้น” ทั้งนี้เพื่อเป็นการเคลียร์ปัญหากินใจกับเปรม

ภายหลังเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ การเมืองไทยก็ไม่มีความเป็นเอกภาพเพราะขาดผู้นำ มีการช่วงชิงอำนาจในหมู่นักการเมือง รัฐบาลทุกรัฐบาลมีอายุสั้นอันมีสาเหตุมาจากการแก่งแย่งตำแหน่งรัฐมนตรี ระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล นักธุรกิจและนายธนาคารไม่สามารถกำหนดทิศทางเศรษฐกิจได้ จึงเป็นธรรมดาที่นักธุรกิจใหญ่และนายธนาคารต้องออกโรงเข้าไปมีส่วนร่วมทาง การเมือง และกลุ่มที่โดดเด่นที่สุดในเวลานั้นคงไม่มีใครเกินธนาคารกรุงเทพ ที่ส่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงของธนาคารกรุงเทพเข้าไปมีบทบาทในวงการเมืองชนิด ขลุกวงในไม่ว่าจะเป็นนายประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์ หรือนายบุญชู โรจน เสถียร และนายอำนวย วีรวรรณและพรรคที่ได้รับอานิสงส์จากนายธนาคารที่คิดเล่นการเมืองก็คือ “กิจสังคม” ที่มีม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นหัวหน้าพรรค

พรรคกิจสังคมดูเด่นเป็นสง่าโตแบบก้าวกระโดดด้วยเงินอัดฉีด จากกลุ่มนายธนาคารกรุงเทพจึงทำให้พรรคคู่แข่งหมดราคา แม้พรรคเก่าแก่อย่างประชาธิปัตย์ก็ดูด้อยไปทันตา เปรมเข้ามาสู่วงการเมืองก็ช่วงนี้แหละ และอยู่ในความอุปการะของพรรคกิจสังคมโดยมี หม่อม คึกฤทธิ์ฉายาเฒ่า สารพัดพิษเป็นผู้ดูแลอุ้มชู และเมื่อวันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๒๓ มี ประกาศ...ราชโองการแต่งตั้งพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์เป็นนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี จึงมีกลุ่มนายธนาคารที่มีชื่อนายบุญชู โรจนเสถียร เป็นรองนายกรัฐมนตรีกำกับ ดูแลงาน ด้านเศรษฐกิจ นายอำนวย วีรวรรณเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การคลัง นาย ตามใจ ขำภโต (กรรมการผู้จัดการธนาคารกรุงไทย เข้ามาด้วยแรงผลักดันของนายยุญชู) เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพานิชย์

คณะรัฐมนตรีชุด ที่ ๔๓ ชุดนี้ที่มีเปรมเป็นนายกรัฐมนตรีและกลุ่มนายธนาคารดูแลงานด้านเศรษฐกิจ มีผลงานประทับใจที่ทำให้ประชาชนคนไทยต้องจดจำไปจนตาย เนื่องเพราะต้องเข้าแถวรอคิว ซื้อข้าวสารและน้ำตาลตามที่รัฐกำหนดให้ซื้อ ดังนั้นการ ปรับเปลี่ยนตำแหน่งรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๒๒มกราคม ๒๕๒๔ ชื่อนายตามใจจึงหลุดหาย ไปและการปรับเปลี่ยนตำแหน่งรัฐมนตรีอีกระลอก เมื่อวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๔ ชื่อนายบุญชูจึงหลุดพ้นไปพร้อมกับนายอำนวย ที่เป็นเช่นนี้ก็สืบเนื่องจาก นายบุญชู โรจนเสถียรกรรมการผู้จัดการใหญ่ของธนาคารกรุงเทพ ได้ร่วมมือกับนายตามใจ ขำภ โต กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทยระดมเงินกักตุน สินค้าทั้งสองไว้เก็งกำไร นั่นเองและด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นที่นายชาตรีต้องตัดสินใจปฎิวัติภายในเพื่อ เคลียร์ปัญหากับเปรมดังได้กล่าวไว้ข้างต้น

เมื่อปัญหากินใจได้รับการแก้ไข ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของเปรมก็ยังได้รับการสนับสนุนจากธนาคารกรุงเทพอย่าง มั่นคง จะเห็นได้ว่าภายหลังการประกาศลดค่าเงินบาท นายห้างชินก็ยังได้มาออกรายการทีวีรับประกันความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจอัน เป็นการค้ำยันเสถียรภาพรัฐบาลเปรมให้หลุดพ้นการโจมตีจากพล.อ.อาทิตย์ กำลังเอก นับแต่นั้นเป็นต้นมาเปรมก็แทบจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของตระกูลโสภณพนิช เข้าออกธนาคารกรุงเทพเสมือนกับเป็นบ้านที่สอง กิจกรรมสำคัญๆหรือ นิทรรศการของธนาคารกรุงเทพ เปรมเข้าร่วมอย่างสม่ำเสมอไม่เคยขาด แม้กระทั่งมูลนิธิรัฐบุรุษของเปรม ก็พลอยเป็น ธุระของธนาคารกรุงเทพไปด้วย จนแทบจะเรียกได้ว่าสายสัมพันธ์ ของตระกูลโสภณพนิชกับติณสูลานนท์ ได้หล่อหลอมเป็นเนื้อเดียวกัน เมื่อเป็นเช่นนี้จึงอย่าได้สงสัยว่า กลุ่มลูกค้าวีไอพีธนาคารกรุงเทพระดับเกรดเอที่ถือครองธุรกิจขนาดใหญ่ของ
เมืองไทย จึงพลอยผูกติดชิดใกล้เปรมผู้มากบารมีไปด้วย

เมื่อผู้มากด้วยบารมีมีสายสัมพันธ์อันลึกซึ้งกับกลุ่มผู้ มั่งมีด้วยวิธีการถ้อยทีถ้อยอาศัยกันนี้นานเข้าก็เลยกลายเป็นอิทธิพลที่ สามารถกำหนดทิศทางเศรษฐกิจและกำกับรัฐบาลได้ในทุกยุคทุกสมัยอย่างที่เห็น ผมเขียนมาถึงตรงนี้ท่านผู้อ่านบางคนอาจมีคำถามว่ากลุ่มนักธุรกิจที่เป็นถึง ลูกค้าระดับวีไอพีซึ่งไม่ได้ ทำธุรกิจผิดกฎหมาย(แต่ส่วนใหญ่หลีกเลี่ยงภาษี) เหตุใดจึงต้องพึ่งพา อิทธิพลผู้มากบารมีตรงนี้แหละที่ผมคิดว่าพ.ต.ท.ทักษิณเองก็คงคิดไม่ถึงเช่น กัน
จึงได้ชะล่าใจจนถูกล้มอย่างไม่เป็นท่า

พรรคประชาธิปัตย์ผมเคยพูดถึงและชี้ให้ท่านผู้อ่านได้เห็น แล้วว่า มีพฤติกรรมรับใช้ เปรมในหลายๆ เรื่องไม่ว่าจะแอบให้ความร่วมมือในการสนับสนุนให้เกิดปัญหารุนแรงในสาม จังหวัดภาคใต้ หรือในการแต่งตั้งพล.อ.สุรยุทธ จุลานนท์ที่หลุดพ้นวงจรห้าเสือทหารบกไปอยู่ในตำแหน่ง ผู้ทรงคุณวุฒิให้กลับมาผงาดเป็นผู้บัญชาการทหารบก หรือ แม้แต่การร่วมมือโค่นล้มรัฐบาลทักษิณ โดยนายอภิสิทธิ์มุ่งหน้าไปให้การสนับสนุนนายสนธิเป็นคนแรก ตลอดจนกลุ่มก้วนที่ให้การสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ โดยให้ท่านผู้อ่านมองเข้าไปในพรรคนี้ก็จะเห็นว่า ใครเป็นใคร วันนี้จึงสมควรแก่เวลาที่ผมจะได้นำ มาเฉลยเพื่อให้ได้เห็นกันชัดๆสักสองสามตระกูลตามแต่เนื้อที่จะอำนวย

เมื่อครั้งที่นายสนธิ ลิ้มทองกุลออกมาเปิดศึกกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรใหม่ๆนั้น ท่านผู้ อ่านคงได้สังเกตุเห็นแล้วว่า นอกจากนายอภิสิทธิ์จะแสดงตัวอย่างเปิดเผยด้วยการมุ่งหน้าไปให้กำลังใจนาย สนธิที่สำนักพิมพ์ผู้จัดการที่ถนนพระอาทิตย์แล้ว ยังมีอีกคนที่ ติดตามไปเชียร์อย่างออกนอกหน้าในทุกนัดของรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจรที่ สวนลุม จนกระทั่งมีการเดินขบวนจากสวนลุมไปลาน...รูปทรงม้าจนเกิดเหตุบุกทำเนียบ รัฐบาล ซึ่งบุคคลผู้นี้นอกจากจะเป็นสมาชิกคนสำคัญของพรรคประชาธิ ปัตย์แล้ว ยังดำรงตำแหน่งเป็นถึงรองหัวหน้าพรรคอีกด้วย ซึ่งผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านทุก ท่านต้องรู้จัก เป็นอย่างดีบุคคลผู้นี้คือดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช น้องสาวต่างมารดา คุณชาตรีนาย ใหญ่แห่งธนาคารกรุงเทพผู้ใกล้ชิดเปรม ซึ่งผมคงไม่ต้องกล่าวถึงแล้วเพราะมีความชัดเจนที่จะชี้ให้ได้เห็นว่าเป็น หนึ่งในข้อต่อ

ส่วนอีกหนึ่งข้อต่อที่อยากกล่าวถึงคือนายกรณ์ จาติกวนิช ที่ครอบครัวล่ำซำออกมาปฎิเสธที่จะนับญาติด้วย แต่ผมเชื่อว่าเป็น การปฎิเสธด้วยเหตุผลทางธุรกิจ นายกรณ์เป็นสมาชิก คนสำคัญอีกคนหนึ่งของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ไม่เพียงแต่ดำรงตำแหน่งเป็นรองโฆษกพรรคฯเท่านั้น หากแต่เป็นมันสมองที่ร่วมทีมงานด้านเศรษฐกิจ ข้อมูลของพรรคประชาธิปัตย์ที่ต่อกรกับพรรคไทยรักไทยในเรื่องของเศรษฐกิจก็มา จากคนๆนี้ แต่นายกรณ์คนนี้สำหรับผมถือว่าเป็นแค่ตัวแทนของตระกูลจาติกวนิชเท่านั้นเอง ผู้ที่มีบทบาทตัวจริงต้องมองเข้าไปในบริษัทล๊อกซ เลย์ที่มีคุณหญิงชัชนี จาติกวนิช ผู้ที่นั่งอยู่บนตำแหน่งประธานบริษัท

คุณหญิงชัชนี จาติกวนิชถ้าผมจำไม่ผิด (น่าที่จะไม่ผิด) เดิมชื่อชัชวาล ล่ำซำ สมัยก่อน การตั้งชื่อไม่ได้มีการแยกว่าชื่อใดควรจะเป็นชื่อของชายหรือหญิง ขอให้มีความหมายเป็นที่ถูกใจเป็นตัวกำหนด จนกระทั่งยุคจอมพลแปลก พิบูลย์สงครามนี่แหละจึงมีการบังคับให้แยกชัดเจนในเรื่องของชื่อระหว่างชาย กับหญิง คุณหญิงชัชนี แต่งงานอยู่กินกับนายเกษม จาติกวนิช ซึ่งมีคุณพ่อเป็นถึงอธิบดีกรมตำรวจ (สมัยที่ยังไม่เปลี่ยนเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ)และเป็นเพื่อนนักเรียนนอก ของพี่ชายคุณหญิงชัชนี จบการศึกษาด้านวิศวกรรมศาสตร์ ประวัติการทำงานเติบโตมาจากการไฟฟ้า จนกระทั่งดำรง ตำแหน่งผู้ว่าการไฟฟ้าฝ่ายผลิต

นายเกษมเป็นผู้ที่มีความรู้ทางด้านพลังงาน เพราะตลอดชีวิตคลุกคลีอยู่กับการไฟฟ้าที่ ต้องเดินทางหาแหล่งพลังงานทั่วประเทศ ส่วนคุณหญิงชัชนีหลังจากแต่งงานก็แยกตัวออกจากครอบครัวล่ำซำ โดยมีจุดเริ่มต้นชีวิตด้วยการเปิดบริษัทสั่งตระเกียงเจ้าพายุและผูกขาดในการ ขายไส้ตะเกียง แล้วมีการไฟฟ้านี่แหละที่เป็นลูกค้ารายใหญ่ การค้ามีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องตามกาลเวลา ธุรกิจเจริญเติบโตมาควบคู่กับความก้าวหน้าในหน้าที่การงานของนายเกษมผู้เป็น สามี จนกลายมาเป็นบริษัทล๊อกซเล่ย์ที่ผูกขาดขาย เครื่องปั่นไฟ จนกระทั่งสุดท้ายบนตำแหน่งผู้ว่าการไฟฟ้าฝ่ายผลิตของนายเกษม จาติก วนิช การไฟฟ้าฝ่ายผลิตจึงได้กลายเป็นหน่วยขึ้นตรงต่อบริษัทล๊อกซเลย์ ที่รัฐบาลไหน ก็ตามห้ามแตะ และการที่พ.ต.ท.ทักษิณต้องการแปรรูปการไฟฟ้าฝ่ายผลิต จึงไม่ผิดกับ การแหย่รังแตนนั่นเอง (ท่านผู้อ่านต้องการรู้มากกว่านี้คงต้องค้นหากันเอาเอง เพราะผม มีเนื้อที่จำกัดและถ้าหากต้องการรู้สายสัมพันธ์ของตระกูลนี้ก็มีให้ได้เห็น ในงาน วิวาห์ขิม-ฝนในหนังสือพิมพ์แนวหน้าของประสงค์ สุ่นศิริ)

ถ้าหากพูดถึงกลุ่มบุคคลที่ใกล้ชิดสนิทสนมกับเปรมผู้มากด้วย บารมีก็คงต้องไม่ละเลยที่จะต้อง กล่าวถึง
ท่านผู้หญิงชัตถ์ ปิยะอุย ผู้ซึ่งเคยถูกจอมโจรหน้าหยกนามวันชัย แซ่จิว ปล้นเงียบบนตึกโรงแรมดุสิตธานี ก็เป็นอีกตระกูลหนึ่ง ที่มีความสัมพันธ์พิเศษกับเปรม ไม่แพ้ตระกูลใดๆในประเทศไทย และถ้าจะให้ได้ภาพที่ชัดเจนก็คงต้องย้อนอดีตของ โรงแรมดุสิตธานีให้ ท่านผู้อ่านได้เห็นถึงที่มาที่ไปจนเป็นตำนานโรงแรมการเมืองแห่งนี้ โรงแรมดุสิตธานีก่อตั้งและเปิดบริการเมื่อปี ๒๕๑๓ ได้ชื่อว่าเป็นโรมแรมสุดหรู และ โด่งดังที่สุดแห่งยุคในเวลานั้น จนกระทั่งหลังเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ อันเป็นช่วงที่ประชาธิปไตยเบ่งบานสุดขีด ก็ปรากฎมีชื่อนายเทอดภูมิ ใจดี หัวหน้าแผนกทำความสะอาดเครื่องใช้ในการทำอาหารและเครื่องดื่ม (Steward) ซึ่งเป็นหัวหน้าสหภาพแรงงานโรงแรมและเป็นนักเคลื่อนไหวชนิดแส่ไปสิบทิศ ที่ไหนมีการประท้วงคุณแส่คนนี้จะต้องไปร่วมกับเขาทุกงาน

ผมไม่ทราบว่า ด้วยสาเหตุแห่งความวุ่นวายอันเกิดจากพนักงานของโรงแรมที่ชื่อ นายเทอด ใจดีคนนี้หรือเปล่าที่ทำให้นายสมพจน์ ปิยะอุย น้องชายท่านผู้หญิงชนัตน์ต้องตกกระไดพลอยโจนเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมือง และนายสมพจน์ ก็เลือกที่จะเล่นการเมืองด้วยวิธีโตทางลัด โดยเป็นนายทุนสนับสนุนด้านการเงินตลอดจนอาหารเครื่องดื่ม (เรียกว่าเต็มที่เลยทีเดียว)ในการปฎิวัติเมื่อวันที่ ๒๖มีนาคม ๒๕๒๐ แต่ไม่สำเร็จจึงได้ ชื่อว่าเป็นกบฎ นายสมพจน์ก็เลยต้องดำดินหายหน้าหายตาไปจากวงการ

จนกระทั่งวันที่ ๑ เมษายน ๒๕๒๔ กลุ่มนายทหาร จปร๗ ที่รู้จักกันในนามยังเติร์กสนับ สนุนพล.อ.สันต์ จิตปฎิมาทำการยึดอำนาจรัฐบาลเปรม (ความจริงรู้กันแต่เปรมไม่ได้รายงานเบื้องบน เรื่องนี้มีหลายคนเข้าใจผิดหากมีโอกาสคงต้องนำเสนอท่านผู้อ่าน) พลันก็มี ชื่อ นายสมพจน์เข้าไปเกี่ยวข้องอีก การครั้งนี้ล้มเหลวเช่นเคย นายสมพจน์ ก็เลยต้องดำดินต่อ (นายสมพจน์เป็นกบฎที่ไม่เคยถูกดำเนินคดี ในขณะที่พล.อฉลาดถูกประหารชีวิต และเสธ.หนั่นต้องติดคุกบารมีเปรมหรือไม่คงต้องคิดกันเอาเอง)

การที่นายสมพจน์สนิทชิดเชื้อกับกลุ่มยังเติร์กและให้การ สนับสนุนด้วยการเป็นนายทุนก่อการรัฐประหารหลายครั้งหลายหน ก็มีทั้งผลดีและร้ายในเวลาเดียวกัน ผลดีนั้นก็คือเมื่อเกิดมีโครงการรถไฟลอยฟ้าในยุคสมัยของพล.ต.จำลอง ศรีเมืองก็มีการดูแลกันเป็นอย่างดีเพื่อไม่ให้เสียทรรศนียภาพของโรงแรมดุสิต ธานี โดยมีการกำหนดให้จุดที่เป็นสถานีพักรถอยู่ด้านทางฝั่งสวนลุมตรงข้ามกับ โรงแรมดุสิตฯถึงกับมีโครงการจะย้ายพระรูปร.๖ เลยทีเดียว
แต่ครั้นเวลาผ่านไป ถึงคราวที่พล.อ.เชาวลิต ยงใจยุทธ ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อปี๒๕๔๐
ท่านผู้หญิงชนัถต์ ก็ต้องออกมาหลั่งน้ำตาอยู่หน้าจอ ทีวีให้เป็นที่สมเพช อันมีเหตุมาจาก มีการเปลี่ยนแปลงให้สถานีพักรถไฟลอยฟ้าย้ายไป อยู่หน้าโรงแรมดุสิตธานี เหตุการณ์ครั้งนี้ ได้กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้าง ขวางจน ในที่สุดก็หนีไม่พ้น คนมากด้วยบารมีอย่างเปรมที่ต้องเข้ามาซับน้ำตาให้ท่านผู้ หญิง ด้วยการนำเรื่องขึ้นเพ็ดทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ปัญหาใหญ่ในครั้งนั้นของท่านผู้หญิงชนัตถ์ไม่เพียงได้รับการแก้ไขเท่านั้น กลุ่มนักธุรกิจที่ใกล้ชิดผูกติดเปรมกลุ่มดังกล่าวข้างต้นยังได้พร้อมใจกัน ออกมาเคลื่อนไหวขับไล่
พล.อ.เชาวลิต หรือที่รู้จักกันในนาม“ม๊อบสีลม” สุดท้าย พล.อ.เชาวลิตก็ไม่อาจที่จะทนอยู่ได้ ต้องลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
วิกฤติการณ์ที่เกิดขึ้นกับตระกูลปิยะอุยกลายมาเป็นโอกาสอย่างชนิดไม่คาดฝัน เมื่อมีบุคคลชั้นสูงเข้ามาร่วมถือหุ้นกิจการในเครือโรงแรมดุสิตธานี ก็เลยทำให้มีกลุ่มไฮโซและนักธุรกิจชื่อดังเฮโลเข้าร่วมทุนซื้อหุ้นกันอย่าง อุ่นหนาฝาคั่ง จึงอย่าได้แปลกใจว่าทำไมทุกกิจการในเครือของดุสิตธานีจึงมี คำพ่วงท้ายว่า “รอยัลปรื้นเซส” จึงอย่าได้สงสัยว่าทำไมประธานบริษัทจึงมีชื่อว่า นายชาตรี โสภณพนิช

ความสัมพันธ์ระหว่างเปรมและธนาคารกรุงเทพในลักษณะของการ ถ้อยทีถ้อยอาศัย ที่มีมาอย่างยาวนาน แม้ปัจจุบันสำหรับคนรุ่นใหม่ก็ยังสามารถมองเห็นได้ในความเป็นเปรมเชื่อว่า ท่านผู้อ่านคงต้องจำได้เมื่อครั้งที่
นายสนธิ ลิ้มทองกุล เดินขบวนไปบ้านสี่เสาเพื่อ ยื่นถวายฎีกาขอนายกฯพระราชทานให้เปรมนั้น
เปรมได้ให้พล.ร.ท.พะจุณณ์ ตามประทีปออกมารับแทน โดยที่ตัวเองหลบไปจิบน้ำชาอยู่บนตึกธนาคารกรุงเทพ และพอโค่นล้มรัฐบาลทักษิณได้สำเร็จ ก็ไม่ลืมใช้บริการของธนาคารกรุงเทพอย่างคงเส้นคงวาด้วย
การให้นายโฆษิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์เจ้าหน้าที่ระดับสูงของธนาคารกรุงเทพมาดำรงตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพานิชย์ นอกจากนี้ยังมีการโอนหนี้สิน ที่ผูกพันอัน เกิดจากนโยบายของรัฐบาลชุดที่แล้วไปอยู่ในความดูแลของธนาคารกรุง เทพ และเชื่อว่ายังจะต้องมีการถ่ายโอนในอีกหลายๆเรื่องที่เป็นประโยชน์ โดยเปลี่ยนมือไปอยู่ในกลุ่มนักธุรกิจที่มีเปรมเป็นตัวแทนที่เต็มเปี่ยมไป ด้วยคุณธรรมและ จริยธรรม
“เปรมข้อต่อธุรกิจ-การเมือง-เบื้องสูง” จึงมีที่มาด้วยประการฉะนี้

เรื่องราวของเปรมคงมีให้ผมเขียนได้อีกมากมาย แต่เหตุการณ์ปัจจุบันมีหลายเรื่องที่ต้องติดตามชนิดห้ามกระพริบตา และผมเชื่อว่าปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งหมดถึงเวลาสุกงอมแล้วการนองเลือดคงไม่อาจ หลีกเลี่ยงได้ การโฆษณาชวนเชื่อด้วยการใส่ร้ายป้ายสี การตอกย้ำซ้ำซากด้วยการยัดเยียดในข้อหาหมิ่น...ฯให้ทักษิณ การกล่าวหาว่าแต่งตั้งสังฆราชสองพระองค์และในอีกหลายๆเรื่องตลอดจนขบวนการ เสื้อเหลือง เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับแผนปลุกระดมในเหตุการณ์เมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ที่ตอกย้ำความสำคัญของวัดกับวัง (หาอ่านได้ในบทความเรื่องยุทธการเราพร้อมแล้ว) ก็มีการชูประเด็นหมิ่นและใส่ร้ายป้ายสีตลอดจนปลุกขวัญที่ว่า“ฆ่าคอมมิวนิ สไม่บาป” โดยมีขบวนการผ้าพันคอสี แดง หรือที่รู้จักกันในนามว่า ลูกเสือชาวบ้าน ร่วมกับกลุ่มกระทิงแดงและนวพล เข่นฆ่าผู้บริสุทธฺ์ล้มตาย อย่างโหดร้ายและทารุณ ผมจึงขอบอกพี่-น้องคนไทยทุกคนด้วยความปรารถนาดี ณ ที่นี้ว่า มันเป็นแผนที่ถูกกำหนดขึ้นจากตำราเล่มเดียวกัน

เตือนกันล่วงหน้าบอกกันชัดเจนอย่างนี้แล้วหากยังมีคนถูกหลอกใช้ให้ไปตายอีกก็ไม่รู้จะว่าอย่างไร ถือเป็นเวรกรรมก็แล้วกัน

เฒ่าหัวหงอก ในฐานะประธานที่ปรึกษาธนาคารกรุงเทพ ให้คำปรึกษาอะไร…โดย..อาคม ซิดนี่ย์

ขออนุญาติคุณอาคมเอามาเผยแพร่ต่อสำหรับคนที่ยังไม่ได้อ่านแล้วอยากอ่าน

บทความนี้คุณอาคมเขียนไว้ตั้งแต่ เดือน ก.พ. 2007 ก็จะสามปีมานี่แล้ว

มันเข้ากับเหตุการณ์เขาสอยดาวพอดี ก็เลยเอามาให้อ่านกันอีกครั้ง

เชิญอ่านครับ :

พอเอกเปรม ในฐานะประธานที่ปรึกษาธนาคารกรุงเทพ ให้คำปรึกษาอะไร ?

Arkom Sydney Friday, 09 February 2007 04:48


by อำนวยฯ55

ขอแก้ความเข้าใจผิดของคุณอาคมเล็กน้อย

คุณหญิงกัลยาเป็น "สะใภ้" ของตระกูลโสภณพนิชครับ มิใช่ญาติโดยตรง มีศักดิ์เป็นน้องสะใภ้ มิใช่น้องต่างมารดา

จากย่อหน้านี้

"เมื่อครั้งที่นายสนธิ ลิ้มทองกุลออกมาเปิดศึกกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรใหม่ๆนั้น ท่านผู้ อ่านคงได้สังเกตุเห็นแล้วว่า นอกจากนายอภิสิทธิ์จะแสดงตัวอย่างเปิดเผยด้วยการมุ่งหน้าไปให้กำลังใจนาย สนธิ
ที่สำนักพิมพ์ผู้จัดการที่ถนนพระอาทิตย์แล้ว ยังมีอีกคนที่ ติดตามไปเชียร์อย่างออกนอกหน้าในทุกนัดของรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจรที่ สวนลุม จนกระทั่งมีการเดินขบวนจากสวนลุมไปลาน...รูปทรงม้าจนเกิดเหตุบุกทำเนียบ รัฐบาล ซึ่งบุคคลผู้นี้นอกจากจะเป็นสมาชิกคนสำคัญของพรรคประชาธิ ปัตย์แล้ว ยังดำรงตำแหน่งเป็นถึงรองหัวหน้าพรรคอีกด้วย ซึ่งผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านทุก ท่านต้องรู้จัก เป็นอย่างดีบุคคลผู้นี้คือดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช น้องสาวต่างมารดา คุณชาตรี
นาย ใหญ่แห่งธนาคารกรุงเทพผู้ใกล้ชิดเปรม ซึ่งผมคงไม่ต้องกล่าวถึงแล้ว
เพราะมีความชัดเจนที่จะชี้ให้ได้เห็นว่าเป็น หนึ่งในข้อต่อ"

ขออภัย ข้อมูลเพิ่มเติม

http://www.drkalaya.com/history.php


http://www.prachataiwebboard.com/webboard/id/17089

งบประมาณไม่มี ทหารยังไม่กล้าปฎิวัติหรอก

ที่มา thaifreenews

โดย Porsche

by แดงปทุมธานี


ไอ้หมีเล่น กู้เงิน มาร่วมล้านๆๆบาท มาใช้แบบสุรุ่ยสุร่าย (ทำนองกู้มาโกง) ทำให้พวกที่จะมายึดอำนาจมันต้องคิดหนักเพราะ เมื่อยึดอำนาจแล้ว พวกมันสมองน้อยก็คงหาเงินมาใช้ไม่เป็น แล้วจะเงินไหนมาใช้จ่ายหละ (เงินเดือนข้าราชการก็จะหาไม่ได้......)

พวกมันก็แค่ขู่กันไป ขู่กันมา ขู่ประชาชนเล่นๆๆๆ (ขู่มากๆ...นักลงทุนต่างชาติกลัวหนีหมด)

แต่ถ้ามันยังคิดจะทำ พวกมันคงยึดแนวทางประเทศพม่าแหละ

แต่....พวกแกแค่ยึดได้นะ....แต่รับรองว่าปกครองไม่ได้แน่

แผ่นดินต้องลุกเป็นไฟอย่างแน่นอน.....


ไม่ผิดหรอก สังเกตุหรือยัง การปฎิวัติแต่ละงวดจะต้องมี ล้นคลัง ไม่ว่าครั้งใดๆๆ

ปฎิวัติเพื่อเอาเงินคลังมาใช้ส่วนตัว

................

พวกธนาคารพานิชย์พวกนี้แหละตัวดี เขาทำธุระกิจ ท้ายที่สุดมันคงต้องดีดตัวออกจากซากอำมาตย์

เหมือนเห็บหมัด หนีจากหมาเมื่อหมาใกล้ตายแหละ

เพื่อให้ตัวเองอยู่รอด

เหมือนคนบางคนในประเทศนี้แหละ ที่อยู่ข้างผู้ชนะมาตลอดกาล


http://www.prachataiwebboard.com/webboard/id/17099

เสื้อแดงเชียงใหม่อย่ายอมให้ไอ้สมคิดมันอยู่ไล่มันไปให้ได้….คิดแล้วก็แค้นมากที่...

ที่มา thaifreenews

โดย Porsche

by akausa

อำมาตย์มันส่งฆาตกรผู้ต้องหาฆ่าคนตาย ไปปกครองตำรวจและประชาชนทั่ว ภาค 5

อันมี 8 จังหวัดคือ ภ.จว.น่าน, ภ.จว.พะเยา, ภ.จว.ลำปาง, ภ.จว.ลำพูน, ภ.จว.เชียงราย, ภ.จว.เชียงใหม่, ภ.จว.แพร่ และ ภ.จว.แม่ฮ่องสอน

แล้วก็กองบัญชาการตำรวจภาค 5(สำนักงานตั้งอยู่ที่เชียงใหม่)นี่แหละที่เป็นแหล่งรีดไถอันดับ 1
ทั่วทั้งภาคเหนือตอนบน

บ่อนการพนัน หวยเถื่อน โต๊ะแทงบอล ซ่องโสเภณี(มาในรูปของอาบอบนวด คาราโอเกะ) และผู้กระทำผิดกฎหมายต่างๆแม้เล็กน้อยจะโดนรีดไถทั้งนั้น

อันนี้ถ้าไม่เชื่อก็ไปถามประชาชนในจังหวัดเหล่านั้นได้ รับรองว่า 6 ใน 10 คน เห็นด้วย

สมคิด บุญถนอมและพวกเป็นผู้ต้องหาในคดีนี้ตั้งแต่ปี 2533 ตอนนั้น มียศแค่ พ.ต.ท.

เวลาล่วงเลยมาเกือบ 20 ปีจนคดีจะหมดอายุความจึงจะมาฟ้อง นัยว่าโดนทางการซาอุฯกระทุ้งเอา

ระหว่างนั้นจนบัดนี้ สมคิด บุญถนอม ก็ยังได้ดีในราชการตำรวจมาเรื่อยๆ จนกระทั่งได้ยศ พล. ต.ท. ในปัจจุบัน

พอไอ้สมเจตน์ผู้พี่ได้เป็นใหญ่ ก็ส่งผู้น้องมาเสวยสุข อยู่ที่ภาค 5 กระทำตัวเป็นขี้ข้าอำมาตย์เต็มร้อย

อะไรก็ไม่ว่า เมื่ออัยการสั่งฟ้องแล้ว หรือแม้แต่พัวพันในคดี ก็น่าจะมีคำสั่งให้พักราชการ
หรือไม่ก็เจ้าตัวต้องพิจารณาตัวเอง

นี่กลับยังอยู่ในตำแหน่งหน้าตาเฉย ฉะนั้นสมแล้ว ที่เสื้อแดงเชียงใหม่ระดมพลกันขับไล่

ภาคเหนือโดนกดขี่มากอย่างนี้…ก็น่าจะปลดแอกจากรัตนโกสินท์เสียให้รู้แล้วรู้รอด

เรามีความชอบธรรมทุกประการ…เป็นอานาจักรเป็นประเทศนานเท่าอยุธยาเป็นนั่นแหละ

ไม้ได้มีหัวรุนแรงอะไร…แต่เกลียดพวกอำมาตย์ พวกอภิสิทธ์ชนจริงๆ

อยากจะอ่านเรื่องราวของสมคิดอีกก็เชิญครับ :

พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม
เพศ ชาย
วันที่เกิด 25 มีนาคม 2495
อายุ 57

พ. ต.อ.ทวี สอดส่อง สะบัดปากกาก่อนพ้นเก้าอี้ อธิบดีดีเอสไอ ขออนุมัติศาลออกหมายจับ
พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม ผบช.ภ.5 พร้อม 2 พ.ต.อ.คนสนิท คดีอุ้มนักธุรกิจ ซาอุฯ มอบหมายให้
พ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันตชัย รองอธิบดีดีเอสไอ ไปยื่นคำร้องต่อศาลอาญา เมื่อวันที่ 13.30 น.
วันที่ 13 ตค. แต่ศาลให้ออกหมายเรียกแทน ผู้การมือปราบกร้าวกลับพร้อมสู้เพื่อปกป้องสิทธิเต็มที่

ชื่อ-สกุล พลตำรวจโท สมคิด นามสกุล บุญถนอม

วันเกิด : 25 มีนาคม 2495ที่อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี

ครอบครัว : เป็นบุตรของ นายสุชล และ นางสวง บุญถนอม (เสียชีวิตแล้วทั้งคู่)

การศึกษา : โรงเรียนนายร้อยตำรวจสามพราน รุ่นที่ 28

การทำงาน /ตำแหน่งหน้าที่ :

16 กุมภาพันธ์ 2552 ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5

และอื่นๆอีก อย่าไปสนใจเลย
ที่มา : http://board.kapook.com/viewthread.php?tid=9826

*****************************************************************
วันที่ 12 มกราคม 2553 14:04
ฟ้อง'พล.ต.ท.สมคิด'กับพวกฆ่าซาอุฯ-ศาลนัด29มี.ค.
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

อัยการยื่นฟ้องศาล"ผบช.ภ.5–ผกก.สภ.สบเมย-กก.สภ.น้ำขุ่น-2ตร.นอกราชการ" อุ้มฆ่าพระญาติเจ้าชายไฟซอล "แหวน"หลักฐานใหม่ ศาลนัดตรวจหลักฐาน29มี.ค.

ที่สำนักงานอัยการสูงสุด ถ.รัชดาภิเษก วันที่ 12 ม.ค. 53 เวลา 10.00 น. พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม ผบช.ภ.5 พ.ต.อ.สรรักษ์ หรือสมชาย จูสนิท ผกก.สภ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน พ.ต.อ.ประภาส ปิยะมงคล ผกก.สภ.น้ำขุ่น จ.อุบลราชธานี พ.ต.ท.สุรเดช อุดมดี นายตำรวจนอกราชการ และ จ.ส.ต.ประสงค์ ทอรั้ง ตำรวจนอกราชการ ประกอบอาชีพรับจ้าง
ผู้ต้องหาที่ 1-5 คดีร่วมกันฆ่านายโมฮัมเหม็ด อัลรูไวลี่ (Mr.Mohammad Al - Ruwaily) นักธุรกิจชาวซาอุดิอาระเบีย พระญาติ...ไฟซาล ซึ่งหายตัวไปอย่างลึกลับเมื่อปี 2533 เข้าพบนายธนพิชญ์ มูลพฤกษ์ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีพิเศษ สั่งคดี โดยนายธนพิชญ์ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีพิเศษ แจ้งให้ พล.ต.ท.สมคิด กับพวกซึ่งเป็นผู้ต้องหาทราบว่า คณะทำงานอัยการ พิจารณาพยานหลักฐานแล้วมีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้งหมด
ต่อมา เวลา 10.30 น. นายรุจ เขื่อนสุวรรณ อัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 1 ได้นำจำเลยทั้งหมดมาเบิกตัวยื่นฟ้องต่อศาลอาญา ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และเพื่อปกปิดการกระทำความผิดอื่นของตน และเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นความผิดทางอาญาที่ตนได้กระทำไว้ , ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตาย
ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 , 289 , 309 และ 310
โดยคำฟ้องอัยการ ระบุฟ้องความผิดจำเลยทั้งห้า สรุปว่า เมื่อประมาณปี 2530 เกิดความขัดแย้งขึ้นอย่างรุนแรงระหว่างรัฐบาลซาอุ ฯ ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามนิกายซุนนีย์ กับรัฐบาลประเทศอิหร่าน ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์ เนื่องจากความขัดแย้งทางศาสนา รวมทั้งสาเหตุที่รัฐบาลซาอุฯ ทำการปราบปรามสลายการชุมนุมของกลุ่มประท้วงกลุ่มมุสลิมนิกายชีอะห์ ที่มาแสวงบุญที่เมืองเมกกะห์ ประเทศซาอุฯ ทำให้กลุ่มผู้ประท้วงซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวอิหร่านเสียชีวิตจำนวนมาก
จากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดเหตุลอบทำร้ายเจ้าหน้าที่นักการทูตของรัฐบาลของประเทศซาอุฯ ในประเทศต่างๆ กระทั่งเมื่อวันที่ 4 ม.ค.32 เกิดเหตุคนร้ายลบฆ่านักการทูตของสถานเอกอัครราชทูตซาอุฯ ประจำประเทศไทย เสียชีวิต 1 คน เหตุเกิดที่บริเวณ แขวงสีลม เขตบางรัก กทม. ซึ่งสถานเอกอัครราชทูตซาอุฯ ได้แจ้งขอร้องต่อรัฐบาลไทย ให้ดูแลรักษาความปลอดภัยแก่สถานเอกอัครราชทูตซาอุฯ รวมทั้งเจ้าหน้าที่นักการทูต อย่างเต็มที่ และแจ้งเตือนถึงกรมตำรวจในขณะนั้น และกระทรวงการต่างประเทศของไทย ในเรื่องดังกล่าวหลายครั้ง
แต่ต่อมาวันที่ 1 ก.พ.33 เกิดเหตุคนร้ายลอบฆ่านักการทูตซาอุฯ อีก 2 ครั้ง ทำให้ นักการทูตของซาอุฯ เสียชีวิตรวม 3 ราย เหตุเกิดที่แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตยานนาวา กทม. รัฐบาลไทยขณะนั้นสั่งการให้ พล.ต.อ.แสวง ธีระสวัสดิ์ อธิบดีกรมตำรวจ ดำเนินการติดตามและนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษให้ได้ ต่อมาระหว่างวันที่ 12-15 ก.พ.33 ต่อเนื่องกัน พล.ต.ท.สมคิด จำเลยที่ 1 ขณะนั้น มียศเป็น พ.ต.ท. ดำรงตำแหน่ง รอง ผกก. กองกำกับการสืบสวนสอบสวนตำรวจนครบาลพระนครใต้ กองบัญชาการตำรวจนครบาล , พ.ต.อ.สรรักษ์ จำเลยที่ 2 และ พ.ต.อ.ประภาส จำเลยที่ 3 มียศ ร.ต.อ. ดำรงตำแหน่ง รอง สว. ส่วน พ.ต.ท.สุรเดช จำเลยที่ 4 ยศ ร.ต.ท. ดำรงตำแหน่ง รอง สว. และ จ.ส.ต.ประสงค์ จำเลยที่ 5 ยศ จ.ส.ต. ตำแหน่ง ผบ.หมู่ ได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาให้ติดตามสืบสวนจับกุมคนร้ายที่ฆ่านักการทูตซาอุฯ ดังกล่าว โดยจำเลยทั้งห้า กับพวก ร่วมกันลักพาตัว นายโมฮัมเหม็ด อัลรู-ไวลี่ นักธุรกิจชาวซาอุฯ ประกอบธุรกิจจัดส่งแรงงานไทยไปทำงานที่ประเทศซาอุฯ เนื่องจากจำเลยทั้งห้า เข้าใจว่า นายโมฮัมเหม็ด อัลรู-ไวลี่ มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของนักการทูตซาอุฯ เพราะมีความขัดแย้งกันเรื่องจัดส่งแรงงานไทย
โดยจำเลยทั้งห้าบังคับนำตัว นายโมฮัมเหม็ด อัลรู-ไวลี่ ไปหน่วงเหนี่ยว หรือกักขังไว้ที่โรงแรมฉิมพลี แขวงคลองตัน เขตพระโขนง กทม. บังคับข่มขื่นใจใช้กำลังประทุษร้าย ชกต่อย และทำร้ายร่างกายโดยวิธีการต่าง ๆ มีวัตถุประสงค์ เพื่อซักถามข้อเท็จจริง เพื่อให้นายโมฮัมเหม็ด อัลรู-ไวลี่ ยอมรับว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการฆ่านักการทูตซาอุฯ ซึ่งจำเลยทั้งห้ามีเจตนาฆ่านายโมฮัมเหม็ด อัลรู-ไวลี่ จนถึงแก่ความตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และเพื่อปกปิดความผิดของตนในความผิดที่จำเลยร่วมกันลักพาตัวนายโมฮัมเหม็ด อัลรู-ไวลี่ มาหน่วงเหนี่ยวกักขัง และทำร้ายร่างกาย เพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้น ในความผิดอื่นที่ตนได้กระทำไว้ดังกล่าวมา
นอกจากนี้จำเลยทั้งห้า ร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายชกต่อยทำร้ายร่างกายนายโมฮัมเหม็ด อัลรู-ไวลี่ โดยวิธีการต่างๆ และร่วมกันใช้อาวุธปืนยิงนายโมฮัมเหม็ด อัลรู-ไวลี่ จนถึงแก่ความตาย สมดังเจตนาโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และได้ร่วมกันซ่อนเร้น ย้าย หรือ ทำลายศพ โดยนำศพของ นายโมฮัมเหม็ด อัลรู-ไวลี่ ไปเผาทำลายภายในไร่ ท้องที่ ต.สุรศักดิ์ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี เพื่อปิดบังการตาย หรือปิดบังสาเหตุของการตาย เหตุเกิดที่แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตยานนาวา , แขวงและเขต บางกะปิ , แขวงคลองตัน เขตพระโขนง และที่ต.สุรศักดิ์ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี เกี่ยวพันกัน
ต่อมา วันที่ 24 พ.ย.52 จำเลยทั้งห้าได้พบกับพนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) โดยแจ้งข้อกล่าวหาและทำการสอบสวนแล้ว ซึ่งการสอบสวนรรวบรวมพยานหลักฐานพนักงานสอบสวนได้ยึดแหวนของนายโมฮัมเหม็ด อัลรู-ไวลี่ ที่สวมใส่อยู่ขณะเกิดเหตุจำนวน 1 วง เป็นของกลาง โดยชั้นสอบสวนจำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธ ท้ายคำฟ้องอัยการขอให้ศาลมีคำพิพากษาลงโทษจำเลยตามกฎหมาย
และสั่งให้คืนแหวนของกลางให้กับทายาทของนายโมฮัมเหม็ด อัลรู-ไวลี่ ด้วย
ทั้งนี้ ศาลประทับรับคำฟ้องไว้เป็นคดีหมายเลขดำที่ อ.119/2553 ซึ่งศาลอ่านและอธิบายคำฟ้องให้จำเลยทั้งห้าฟังเพื่อสอบคำให้การ ปรากฏว่าจำเลยทั้งห้า ให้การปฏิเสธขอต่อสู้คดี โดยแถลงว่าจัดเตรียมทนายความไว้เรียบร้อยแล้ว ศาลจึงนัดตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 29 มี.ค.นี้ เวลา 09.00น.
ต่อมา นายกมล ทรงเจริญ และนายนิติธร ล้ำเหลือ ทนายความของจำเลยทั้งห้า ได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์เป็นเงินสดเพื่อขอประกันตัว พล.ต.ท.สมคิด กับพวกทั้ง 5 คน โดยยื่นเงินสดคนละ 500,000 บาท
ภายหลังอัยการมีความเห็นสั่งฟ้อง พล.ต.ท.สมคิด กับพวกแล้ว นายธนพิชญ์ มูลพฤกษ์ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีพิเศษ และโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวว่า หลังจากที่นายจุลสิงห์ วสันตสิงห์ อัยการสูงสุด ได้ตั้งคณะทำงานเพื่อพิจารณาคดีนี้ โดยมีรองอัยการสูงสุด 2 คน ( นายวัยวุฒิ หล่อตระกูล และ ร.ท.มนัส อุบลทิพย์ ) และตนซึ่งเป็นอธิบดีอัยการฝ่ายคดีพิเศษ ดูแลการสั่งคดี ซึ่งจากการพิจารณาสำนวนพยานหลักฐาน รวมทั้งหลักฐานใหม่ที่ได้รวบรวมไว้ในสำนวนแล้ว คณะทำงานอัยการมีมติ เห็นว่าผู้ต้องหาทั้งห้า มีความผิด ซึ่งพยานหลักฐานที่รวบรวมไว้มีน้ำหนักน่าเชื่อถือได้จึงมีความเห็นสั่งฟ้อง พล.ต.ท.สมคิด ผบช.ภ.5 พร้อมพวกรวม 5 คนดังกล่าว
อย่างไรก็ดีที่ พล.ต.ท.สมคิด และ พ.ต.ท.สุรเดช อุดมดี ยื่นฟ้อง พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อดีตอธิบดีเอสไอ และพนักงานสอบสวนดีเอสไอ นายธนพิชญ์ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีพิเศษ และนายรุจ เขื่อนสุวรรณ อัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 ฟ้องกลับ ในความผิดฐานปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบในการทำสำนวนหลักฐานนั้น นายธนพิชญ์ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีพิเศษ กล่าวว่า ตนเห็นว่าเป็นสิทธิของผู้ต้องหาที่สามารถทำได้ ซึ่งตนพร้อมจะแก้ต่างสู้คดีตามพยานหลักฐาน
เมื่อถามว่า เกรงว่าสุดท้ายคดีนายอัลรู-ไวลี่ จะจบเหมือนกับคดีการหายตัวไปของนายสมชาย นีละไพจิตร ประธานชมรมนักกฎหมายมุสลิม และรองประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน หรือไม่นั้น นายธนพิชญ์ กล่าวว่า พฤติการณ์คดีทั้งสองไม่เกี่ยวข้องกัน ขอให้อย่าเอาไปโยงกันเพราะเป็นคนละคดีกัน ซึ่งคดีนี้อัยการเห็นว่าพยานหลักฐานที่รวบรวมไว้ครบถ้วนแล้วจึงสั่งฟ้อง ขณะที่พยานหลักฐานใหม่ซึ่งเป็นแหวนของนายอัลรู – ไวลี่ ที่รวบรวมไว้ในชั้นสอบสวนก็ตรวจพิสูจน์ตามขั้นตอนแล้ว
"เบื้องต้นได้รายงานความเห็นสั่งฟ้อง พลตำรวจโทสมคิด พร้อมพวกรวม 5 คน ต่อนายจุลสิงห์ อัยการสูงสุดแล้ว ส่วนนายกรัฐมนตรี คาดว่าน่าจะทราบข่าวจากทางสื่อมวลชนแล้ว" นายธนพิชญ์ กล่าว

********************************

"สมคิด"มอบตัว คดีอุ้มอัลรูไวลี่

"พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม" พร้อมลูกน้องเก่ารวม 5 คน เข้ารับทราบข้อหาคดีอุ้ม"อัลรูไวลี่"จาก ดีเอสไอแล้ว 3 ข้อหาหนัก กักขังหน่วงเหนี่ยว ฆ่า ทำลายศพ แยกห้องสอบเครียดร่วม 2-3 ชั่วโมง ต่างให้การปฏิเสธ ขอสู้ในชั้นศาล หัวหน้าพนักงานสอบสวนมั่นใจพยานหลักฐานใหม่ที่ได้มา มีทั้งพยานบุคคลในและต่างประเทศ ขณะที่"สมคิด"ลั่นพร้อมท้าพิสูจน์ความบริสุทธิ์ แฉดีเอสไอจะเอา"ป๋าลอ"ออกจากคุกมาเป็นพยานด้วย โฆษกดีเอสไอแถลง รับคดีเพชรซาอุฯ หาย เป็นคดีพิเศษแล้ว

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 25 พ.ย. ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม ผบช.ภาค 5 พร้อมด้วย พ.ต.อ. สรรักษ์ หรือ สมชาย จูสนิท ผกก.สภ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน พ.ต.อ.ประภาส ปิยะมงคล ผกก. สภ.น้ำขุ่น จ.อุบลราชธานี พ.ต.ท. สุรเดช อุดมดี และจ.ส.ต.ประสงค์ ทอรั้ง ตำรวจนอกราชการ เข้าพบพ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย รองอธิบดีดีเอสไอ ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีการหายตัวของนายโมฮัมหมัด อัลรูไวลี่ นักธุรกิจชาวซาอุดีอาระเบีย พระญาติ...ไฟซาล ซึ่งหายตัวไปนานกว่า 19 ปี เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาในคดีฆ่านายอัลรูไวลี่ โดยเจ้าหน้าที่ได้นำตัวผู้ต้องหาทั้ง 5 ไปพิมพ์ลายนิ้วมือ และแยกสอบสวนนานกว่า 2 ชั่วโมง

พ.ต.อ.สุชาติ เปิดเผยว่า ตามแนวทางการสอบสวนของดีเอสไอ ซึ่งตนเป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวน เชื่อว่านายอัลรูไวลี่เสียชีวิตแล้ว การสอบสวนยังพบพยานหลักฐานเพียงพอให้เชื่อว่าพล.ต.ท.สมคิดกับพวก เมื่อครั้งปฏิบัติหน้าที่ในสังกัดกองกำกับการสืบสวนสอบสวนตำรวจนครบาลใต้ ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำความผิด พนักงานสอบสวนจึงได้ออกหมายเรียกบุคคลทั้ง 5 ให้มาพบเพื่อแจ้งข้อกล่าวหาหน่วงเหนี่ยวกักขังนายอัลรูไวลี่ ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และซ่อนเร้นทำลายศพ โดยเบื้องต้นผู้ต้องหาทั้ง 5 ให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา โดยจะให้การต่อสู้คดีในชั้นศาล

ผู้สื่อข่าวถามว่า คดีนี้เป็นที่วิจารณ์ว่าเป็นปา...่สร้างข่าว พ.ต.อ.สุชาติ กล่าวว่า ดีเอสไอทำงานในรูปแบบคณะกรรมการ มีอัยการมาร่วมสอบสวนตั้งแต่เริ่มต้นคดี คดีนี้ไม่สามารถสร้างหลักฐานหลอกลวงได้ เพราะเป็นเรื่องระดับประเทศ ดีเอสไอขอยืนยันว่าไม่มีการสร้างกระแสหรือสร้างละคร แต่ไม่สามารถรับประกันได้ว่า อัยการจะเห็นด้วยกับสำนวน การสอบสวนของดีเอสไอ รวมทั้งเมื่อคดีไปถึงศาล จะมีการพิจารณาลงโทษตามแนวทางการสอบสวนหรือไม่ ในส่วนของดีเอสไอทำได้เพียงเร่งสรุปสำนวนคดี สั่งฟ้องภายในกลางเดือนธ.ค.นี้

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะประสานให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สั่งพักราชการผู้ต้องหาที่เป็นนายตำรวจระดับสูงไว้ระหว่างการพิจารณาคดีนี้หรือไม่ รองอธิบดีดีเอสไอ กล่าวว่า กรณีดังกล่าวจะต้องหารือร่วมกับนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอก่อน เพราะนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่เป็นตำรวจมากว่าค่อนชีวิต ที่สำคัญดีเอสไอไม่มีหน้าที่สั่งพักราชการตำรวจ หากดำเนินการอย่างใดลงไป อาจส่งผลกระทบกลับมายังดีเอสไอได้ สำหรับผู้ต้องหาที่เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนในครั้งนี้ ดีเอสไอจะไม่ควบคุมตัวไว้ หลังรับทราบข้อกล่าวหาจะปล่อยตัวกลับทันที

"ผมยืนยันว่าคดีนี้มีพยานหลักฐานใหม่ เป็นคำให้การของพยานบุคคลที่อยู่ในประเทศไทยและต่างประเทศ หากคดีนี้มีความคืบหน้า เชื่อว่าทางการไทยและซาอุฯ จะสามารถฟื้นความสัมพันธ์ทางการทูตได้อีกครั้งหนึ่ง แรง งานไทยก็จะได้เดินทางไปทำงานในซาอุฯ ซึ่งเป็นตลาดแรงงานใหญ่ได้" พ.ต.อ.สุชาติกล่าว

ทางด้านพล.ต.ท.สมคิด กล่าวภายหลังเข้ามอบตัวและให้การกับพนักงานสอบสวนดีเอสไอนานกว่า 3 ชั่วโมงว่า ตนพร้อมอดีตผู้ใต้บังคับบัญชา เข้ารับทราบข้อกล่าวหาจากดีเอสไอ เพื่อเป็นหลักประกันให้สังคมรับทราบว่าตำรวจที่ถูกตั้งข้อกล่าวหาดำเนินคดีไม่มีสิทธิพิเศษ และไม่ได้อยู่เหนือกฎหมาย โดยตนยืนยันว่าบริสุทธิ์ เพราะเคยถูกดำเนินคดีนี้มาแล้ว การที่ดีเอสไอนำมาสอบสวนใหม่ โดยอ้างว่าคดีมีพยานบุคคลและพยานวัตถุ เพิ่มเติม ตนจึงไม่ขัดข้อง และดีใจที่จะพิสูจน์ตัวเองอีกครั้งว่าไม่ใช่คนร้ายลอยนวล ก่อนที่คดีจะขาดอายุความใน 4 เดือนข้างหน้า

ผบช.ภาค 5 กล่าวว่า เมื่อเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา ดีเอสไอนำตัวพ.ต.ท.สุวิชัย แก้วผลึก จำเลยในคดีฆ่าขบวนการต่อต้านลาว หลบหนีโทษจำคุกตลอดชีวิต คดีอยู่ระหว่างอุทธรณ์ มาเบิกความลับหลังจำเลย ไม่ให้โอกาสตนได้ตั้งทนาย ความซักค้าน โดยอ้างต่อศาลว่าเป็นพยานปากสำคัญ หากไม่เร่งสอบคำให้การจะส่งผลเสียหายต่อคดี และภายหลังการเบิกความ ก็ไม่ควบคุมตัวพ.ต.ท.สุวิชัยส่งเรือนจำเพื่อรับโทษตามคำพิพากษาของศาล แต่กลับปล่อยตัวไป ซึ่งการทำงานดังกล่าวอาจไม่ตรงไปตรงมาตามกฎหมาย

พล.ต.ท.สมคิด กล่าวอีกว่า การสอบสวนของดีเอสไอ ยังพยายามทำหนังสือขอปล่อยตัวชั่วคราวพล.ต.ท.ชลอ เกิดเทศ จำเลยที่ต้องโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาลหลายครั้ง โดยอ้างว่าจะนำตัวพล.ต.ท.ชลอออกมาช่วยสืบสวนในคดีนี้ พร้อมทั้งทำคำรับรองว่าดีเอสไอจะดูแลจำเลยไม่ให้หลบหนี โดยมีมาตรการคุ้มครองพยานเสริมด้วย ซึ่งในประเด็นของพล.ต.ท.ชลอนั้น ตนไม่แน่ใจว่ามีการต่อรองแลกเปลี่ยนอะไรกันหรือไม่ ดังนั้น ตนจึงทำหนังสือร้องทุกข์กล่าวโทษไปยังสำนักงาน ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ขอให้ไต่สวนการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานสอบสวนดีเอสไอ

"ผมไม่เคยมีปัญหาขัดแย้งกับพยานในคดีนี้ ในอดีตพยานปากนี้เคยให้การเลื่อนลอยว่า ได้ยินลูกน้องของผมพูดกันในวงสุราว่าได้นำตัวนักธุรกิจชาวซาอุฯ ไป แต่เมื่อสอบถามไปยังผู้เกี่ยวข้อง พบว่าพยานปากนี้ให้การลอยๆ เท่า นั้น ดังนั้นการนำพยานปากเดิมซึ่งกลับคำให้การใหม่ มาใช้รื้อฟื้นคดี จึงไม่น่าจะถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งผมจะฟ้องกลับเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองจนถึงที่สุด" พล.ต.ท.สมคิดกล่าว

ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พ.ต.อ. ณรัชต์ เศวตนันทน์ รองอธิบดีดีเอสไอ ในฐานะโฆษกดีเอสไอ แถลงผลการประชุมคดีพิเศษประจำเดือนพ.ย.ว่า สืบเนื่องจากนายเกรียงไกร เตชะโม่ง ถูกดำเนินคดีอาญา กรณีลักทรัพย์เครื่องประดับและอัญมณี รวมทั้งสิ่งของมีค่าอื่น จากพระราชวังเจ้าชายไฟซาล บิน ฟาฮัด อับดุลอาซีซ ประเทศซาอุดีอาระเบีย โดยในการติดตามและนำทรัพย์สินส่วนหนึ่งคืนทางการซาอุฯ นั้น ปรากฏว่ายังมีทรัพย์สินบางรายการที่ยังสูญหาย ซึ่งประเทศซาอุฯ ได้ร้องขอให้ประเทศไทยให้ติดตามทรัพย์สินดังกล่าว เบื้องต้นผู้ครอบครองจะมีความผิดฐานรับของโจร โดยบอร์ดกคพ.พิจารณาแล้ว เห็นว่าเรื่องดังกล่าวมีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและประเทศซาอุฯ จึงมีมติให้เรื่องนี้เป็นคดีพิเศษ

วันเดียวกัน นายนันทศักดิ์ พูลสุข อธิบดีอัยการฝ่ายคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน กล่าวถึงการยื่นอุทธรณ์ให้นายโมฮัมหมัด อัลรูไวลี่ ซึ่งหายตัวไปตั้งแต่ปี 2533 เป็นบุคคลสาบสูญ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่า หากดีเอสไอแจ้งความประสงค์กลับมาว่าจะให้ยื่นอุทธรณ์คดีนี้ต่อ ขณะที่ตามกฎหมายจะครบการยื่นอุทธรณ์ภายในวันที่ 3 ธ.ค.นี้ อัยการต้องยื่นคำร้องต่อศาลขอขยายเวลายื่นอุทธรณ์ออกไปอีก 30 วัน
ที่มา :http://board.postjung.com/445495.html

อยากอ่านข้อมูลเพิ่มเติม :

http://www.prachataiwebboard.com/webboard/id/897

http://hilight.kapook.com/view/42528

http://www.moj.go.th/th/cms/detail.php?id=10047

http://news.mcot.net/politic/inside.php?value=bmlkPTEzNDI4OCZudHlwZT10ZXh0

http://serichon.com/board/index.php?topic=30496.0

และอีก 86,100 หัวข้อสำหรับ พล ต.ท. สมคิด บุญถนอม. ที่นี่ :

http://www.google.com/search?hl=en&source=hp&q=%E0%B8%9E%E0%B8%A5+%E0%B8...

http://www.prachataiwebboard.com/webboard/id/17103