WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, January 27, 2010

รัฐบาลพลัดถิ่น (Government in-Exile) ตามกฎหมายระหว่างประเทศ

ที่มา ประชาไท

1. ความหมาย

รัฐบาลพลัดถิ่น (Government in-exile) หมายถึง กรณีที่ผู้นำประเทศคนเดียวหรือกลุ่มบุคคลมากกว่า 2 ขึ้นไปได้ตั้งรัฐบาล ณ ดินแดนของรัฐอื่น เพื่อต่อต้านรัฐบาลที่ในสายตาของกลุ่มนี้เห็นว่า ไม่มีความชอบธรรม โดยรัฐบาลพลัดถิ่นนี้ได้อ้างว่ายังเป็นรัฐบาลที่มีความชอบธรรม แม้จะไม่มีอำนาจปกครองอย่างแท้จริงเหนือประเทศของตนก็ตาม โดยรัฐบาลพลัดถิ่นนี้ต้องได้รับการรับรองจากรัฐที่อนุญาตหรือยินยอมให้มีการจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นได้ (Host state) รวมทั้งจากนานาประเทศด้วย แม้ว่ารัฐบาลพลัดถิ่นนั้นจะมิได้มีอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนและประชาชนอย่างแท้จริงในประเทศของตนก็ตาม[1] อย่างไรก็ดี มีนักกฎหมายระหว่างประเทศบางท่านแยกรัฐบาลพลัดถิ่นออกเป็นสองประเภทคือ รัฐบาลพลัดถิ่นที่มีความชอบธรรม (legitimate government in exile) กับรัฐบาลพลัดถิ่นธรรมดาๆ (government in exile)[2] โดยวัตถุประสงค์หลักของรัฐบาลพลัดถิ่นคือ การต่อสู้กับรัฐบาลที่ช่วงชิงอำนาจเพื่อหวนกลับคืนสู่อำนาจ[3] จะเห็นได้ว่า แม้รัฐบาลพลัดถิ่นจะมิได้มีอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนและพลเมืองของตนก็ตาม[4] แต่ก็มิได้เป็นอุปสรรคอย่างใดเลยในการตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นในต่างประเทศแต่อย่างใด ยิ่งไปกว่านั้น การมีอำนาจเหนือดินแดนอย่างมีประสิทธิผล (effective control) (ของรัฐบาลที่มาจากรัฐประหาร) กลับมิได้นำมาซึ่งความชอบธรรมแต่ประการใด[5]

2. สาเหตุของการตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น

ในอดีตที่ผ่านมา การตั้งรัฐบาลผลัดถิ่นนั้นเกิดขึ้นหลายสาเหตุด้วยกัน พอสรุปได้ดังนี้

1. การต่อต้านการรุกรานจากต่างชาติ หรือต่อต้านลัทธิล่าอาณานิคม หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง เป็นการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งความเป็นเอกราช (Independence) ปลดแอกจากการเป็นเมืองขึ้นหรือการยึดครองจากต่างชาติ การตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นแบบนี้เกิดขึ้นมากในสมัยสงครามโลกครั้งที่1[6] และ 2

2. กรณีที่รัฐหนึ่งได้ผนวกดินแดน annexation) หรือรุกราน (aggression) อีกประเทศหนึ่งจน รัฐบาลที่ถูกต่างชาติผนวกดินแดนนั้นต้องตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นที่ประเทศอื่น ตัวอย่างเช่น การที่ประเทศรัสเซียได้ผนวกดินแดนของกลุ่มประเทศบอลติก หรือกรณีที่ประเทศอิรักบุกคูเวต เมื่อคราวสงครามอ่าเปอร์เซีย

3. กรณีที่มีการทำรัฐประหาร (coup) ล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เช่น กรณีของประเทศไซปรัส เฮติ

3. ปัจจัยของการจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น

การจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นสำเร็จหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับสองปัจจัยสำคัญคือ ปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก

1) ปัจจัยภายใน (Internal factor)

ปัจจัยภายในที่สำคัญที่สุดคือ การได้รับการแรงสนับสนุนจากประชาชนหรือมีแรงต่อต้าน(resistance) จากประชาชนต่อรัฐบาลรักษาการ[7] หากมีแรงต้านจากประชาชนภายในประเทศมากซึ่งเท่ากับว่าคณะรัฐประหารหรือ government in situ ยังไม่มีอำนาจปกครองอย่างมีประสิทธิผลหรือไม่มีeffective control ซึ่งอาจมีผลต่อแรงสนับสนุนจากนานาชาติได้ ยิ่งถ้าคณะรัฐประหารใช้กำลังความรุนแรงหรือละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงแล้ว ก็อาจถูกนานาชาติประณามหรือมีแรงกดดันมากขึ้น และในขณะเดียวกันก็อาจเพิ่มความชอบธรรมให้กับรัฐบาลพลัดถิ่นมากขึ้นได้

2) ปัจจัยภายนอก (External factor)

ปัจจัยภายนอกคือ การได้รับการรับรองจากรัฐบาลหรือองค์การระหว่างประเทศอื่นว่าเป็นรัฐบาลเดียวที่เป็นผู้แทนของรัฐ การสนับสนุนจากต่างชาติอาจอยู่ในรูปของ diplomatic recognition หรือ operational assistance ก็ได้ รวมถึงการได้รับแรงสนับสนุนจากคนชาติของตนที่อาศัยอยู่ในต่างประเทศด้วย[8] โดยเหตุผลหลักที่ประชาคมระหว่างประเทศให้การรับรองรัฐบาลพลัดถิ่นก็คือ เรื่องความชอบธรรม ซึ่งรัฐบาลพลัดถิ่นก็มักจะใช้ประเด็นเรื่องความชอบธรรมเป็นยุทธวิธีในการโจมตีรัฐบาลที่มาจากการทำรัฐประหาร

4. การรับรองและผลการรับรองรัฐบาลพลัดถิ่น

การจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นสำเร็จหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการถูกรับรองจากรัฐบาลอื่นด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากประเทศที่ผู้นำของประเทศได้อาศัยเป็นฐานที่ตั้งปฏิบัติการรัฐบาลพลัดถิ่น หากปราศจากการรับรองแล้ว ผู้นำนั้นก็มีสถานะเพียงคนต่างด้าวเท่านั้น[9] หรือเป็นเพียง Authorities in-exile ดังนั้น การรับรองว่าเป็นรัฐบาลพลัดถิ่นจึงเป็นองค์ประกอบหรือปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งที่จะชี้ขาดความสำเร็จหรือความล้มเหลวของการจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นของผู้นำประเทศ

สำหรับทฤษฎีการรับรองที่มีบทบาทสำคัญในการต่อต้านการทำรัฐประหารและรวมถึงการสนับสนุนการรับรองรัฐบาลพลัดถิ่นคือ ทฤษฎี Tobar โดยทฤษฎี Tobar นี้จะปฏิเสธมิให้มีการรับรองรัฐบาลที่มิได้มาโดยวิถีทางรัฐธรรมนูญ และรัฐจะยังให้การรับรองรัฐบาลพลัดถิ่นอยู่ต่อไป[10] โดยถือว่า รัฐบาลพลัดถิ่นเป็นรัฐบาลที่เป็นผู้แทนของรัฐที่ชอบด้วยกฎหมายแต่เพียงผู้เดียว

การรับรองรัฐบาลผลัดถิ่นนั้น หมายถึง ในสายตาของรัฐที่ให้การรับรองนั้น รัฐบาลพลัดถิ่นเป็นรัฐบาลที่มีความชอบธรรมและเป็นผู้แทนของรัฐในทางระหว่างประเทศแต่เพียงผู้เดียว

ส่วนผลในทางกฎหมายของการรับรองรัฐบาลพลัดถิ่นที่มีความชอบธรรมตามกฎหมายระหว่างประเทศนั้นมีด้วยกันมากมาย ดังนี้[11]

1) รัฐบาลพลัดถิ่นสามารถทำสนธิสัญญาได้

2) รัฐบาลพลัดถิ่นสามารถสามารถมีที่นั่งหรือเป็นผู้แทนของรัฐในองค์การระหว่างประเทศได้

3) รัฐบาลพลัดถิ่นสามารถสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตได้ (right of legation)

4) รัฐบาลผลัดถิ่นสามารถอุปโภคเอกสิทธิ์และความคุ้มกันของรัฐได้

5) รัฐบาลผลัดถิ่นมีอำนาจจัดการทรัพย์สินของรัฐที่อยู่ในต่างประเทศได้ (right to dispose state property aboard)

5. นิติสัมพันธ์ 3 ฝ่าย

การตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นได้ก่อให้เกิดนิติสัมพันธ์หรือความสัมพันธ์ทางกฎหมายในระดับระหว่างประเทศค่อนข้างสลับซับซ้อน โดยมีรัฐเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างน้อย 3 ฝ่ายด้วยกัน คือ รัฐบาลพลัดถิ่น รัฐที่อนุญาตให้มีการตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นในประเทศของตนได้ (Host state) รัฐที่ให้การรับรอง (recognizing state)โดยแยกพิจารณา ดังนี้

1) ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลพลัดถิ่นกับรัฐที่อนุญาตให้มีการตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นในประเทศของตนได้ (Host state)

การได้รับการรับรองจาก Host state นั้นเป็นปัจจัยที่สำคัญที่จะขาดเสียมิได้ (condition sine qua non) ในอันที่จะจัดตั้งและปฏิบัติหน้าที่ของรัฐบาลพลัดถิ่น[12] หากไม่มีการรับรองจาก Host state แล้ว สถานะของรัฐบาลพลัดถิ่นตามกฎหมายระหว่างประเทศก็มีไม่ได้ อันส่งผลให้การดำเนินกิจกรรมต่างๆ ภายใต้นามรัฐบาลพลัดถิ่นไม่อาจเป็นไปได้ด้วย

2) ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลพลัดถิ่นกับรัฐที่ให้การรับรอง (recognizing state)

เช่นเดียวกับการรับรองรัฐบาลที่มิได้มาจากกระบวนการเปลี่ยนแปลงตามรัฐธรรมนูญ การรับรองรัฐบาลพลัดถิ่นขึ้นอยู่กับดุลพินิจของแต่ละรัฐที่จะให้การรับรองหรือไม่ก็ได้ การรับรองรัฐบาลพลัดถิ่นนั้นมีผลเท่ากับเป็นการไม่รับรองรัฐบาลรักษาการไปด้วยในตัว

3) ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลรักษาการหรือรัฐบาลที่อยู่ในช่วงการเปลี่ยนถ่ายกับรัฐต่างประเทศ (Government in situ)

รัฐที่ให้การรับรองรัฐบาลพลัดถิ่นว่าเป็นรัฐบาลที่ชอบธรรมนั้น ก็อาจมีความสัมพันธ์ในทางระหว่างประเทศกับรัฐบาลรักษาการหรือที่นักวิชาการเรียกว่า Government in situ ซึ่งผู้เขียนขอแปลว่า “รัฐบาลที่อยู่ในช่วงการผ่องถ่ายอำนาจ” ได้[13] การที่ยังคงมีความสัมพันธ์นั้นมิได้หมายความว่า รัฐนั้นให้การรับรองรัฐบาลรักษาการแต่รัฐที่ให้การรับรองนั้นเห็นว่า ตนเองยังมีผลประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ในประเทศนั้น หรือที่ยังคงความสัมพันธ์นั้นก็เป็นไปเพื่อรักษาสิทธิหน้าที่ต่อกันที่มีลักษณะเป็นงานประจำวัน (routine) เช่น การยังคงให้ตัวแทนทางทูตประจำอยู่[14] การออกวีซ่า การอนุญาตให้เครื่องบินโดยสารเข้าออกตามปกติ เป็นต้น

6. ตัวอย่างของการตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นในอดีต

1) การรัฐประหารในไซปรัส[15]

วันที่15 กรกฎาคมค.ศ. 1974 รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอันมีนายMakarios III เป็นประธานาธิบดีถูกกองกำลังCypriot National Guard โดยมีนายNicos Sampson เป็นผู้นำรัฐประหารภายใต้การสนับสนุนของรัฐบาลกรีกทำการรัฐประหารโดยที่ประธานาธิบดีได้ลี้ภัยทางการเมืองโดยการนั่งเฮลิคอปเตอร์ไปยังฐานทัพอากาศของอังกฤษที่เมืองAkrotiri เพื่อบินต่อไปยังประเทศมอลต้าและกรุงลอนดอนประเทศอังกฤษ

2) การรัฐประหารในเฮติ[16]

เมื่อวันที่30 กันยายนค.ศ. 1991 คณะรัฐประหารได้ทำการโค่นล้มรัฐบาลเฮติที่มาจากการเลือกตั้งโดยมีJean-Bertrand Aristide เป็นประธานาธิบดี และประธานาธิบดี Aristede ได้ลี้ภัยทางการเมืองการรัฐประหารในประเทศไซปรัสและประเทศเฮติมีข้อเท็จจริงที่คล้ายคลึงอย่างบังเอิญก็คือประธานาธิบดีทั้งคู่เป็นประธานาธิบดีที่เป็นที่นิยมในหมู่ประชาชนทั้งคู่เป็นนักบวช(Jean-Bertrand Aristide เคยเป็นนักบวชนิกายโรมันแคธอลิก) ทั้งคู่เป็นประธานาธิบดีคนแรกของประเทศที่มาจากระบอบประชาธิปไตยทั้งคู่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนทั้งคู่เคยถูกลอบสังหารแต่ไม่สำเร็จและทั้งคู่ก็ขอลี้ภัยการเมืองและตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น

รัฐบาลพลัดถิ่นและการรับรอง

การรัฐประหารของประเทศไซปรัสและเฮติมีอะไรที่คล้ายกันเช่นหลังจากที่ประธานาธิบดีถูกโค่นล้มอำนาจแล้วทั้งคู่ได้ตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นที่ต่างประเทศสำหรับปฏิกิริยาของประชาคมระหว่างประเทศนั้นก็ได้แสดงการไม่รับรองการทำรัฐประหารที่น่าแปลกใจก็คือมีเพียงวาติกัน(Vatican) เท่านั้นที่รับรองคณะรัฐประหารที่โค่นล้มประธานาธิบดี Aristid

ปฏิกิริยาจากประชาคมระหว่างประเทศ: บทบาทขององค์การระหว่างประเทศ

ประธานาธิบดี Makarios III ได้ใช้เวทีขององค์การระหว่างประเทศอย่างองค์การสหประชาชาติส่วนประธานาธิบดี Aristid ก็ใช้องค์การสหประชาชาติและองค์การนานารัฐอเมริกันOrganization of American States(OAS)[17] ชี้แจงให้นานาประเทศทราบจนในท้ายที่สุดประธานาธิบดีทั้งสองก็ได้กลับมาดำรงตำแหน่งเหมือนเดิมโดยเฉพาะอย่างยิ่ง บทบาทของสมัชชาใหญ่สหประชาชาติที่ออกข้อมติที่A/RES/46/7 ประณามการทำรัฐประหาร และเร่งรัดให้มีการฟื้นฟูรัฐบาลที่ชอบธรรมของประธานาธิบดีAristid รวมทั้ง ระบอบประชาธิปไตย หลักนิติรัฐ และสิทธิมนุษยชน[18] ยิ่งกว่านั้น คณะมนตรีความมั่นคง (Security Council) ที่อาศัยอำนาจตามหมวดเจ็ดของกฎบัตรสหประชาชาติซึ่งว่าด้วย “Action with Respect to Threats to the Peace, Breaches of the Peace, and Acts of Aggression” ซึ่งคณะมนตรีได้ออกข้อมติที่ 841 (1993) เพื่อใช้มาตรการลงโทษทางเศรษฐกิจ (Economic sanctions)[19] และข้อมติที่ 940 ปี ค.ศ. 1994[20] ให้อำนาจในการก่อตั้งกองกำลังผสมนานาชาติ (Multinational forces) เพื่อฟื้นฟูระบอบประชาธิปไตยในประเทศเฮติ จะเห็นได้ว่า สหประชาชาติเริ่มให้ความสำคัญกับระบอบประชาธิปไตยมากขึ้น หลังจากที่ในอดีต การทำรัฐประหารถือว่าเป็นกิจการภายในของรัฐ ที่อยู่นอกเหนืออำนาจความรับผิดชอบของคณะมนตรีความมั่นคง[21]

นอกจากนี้ OAU (Organization of African Unity)ยังได้ออกปฏิญญาว่าด้วยกรอบความร่วมมือเกี่ยวกับการมีปฏิกิริยาต่อการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ที่เรียกว่า “Declaration on the Framework for An OAU Response to Unconstitutional Changes of Government” เมื่อปี ค.ศ. 2000 โดยสาระสำคัญของปฏิญญานี้คือ ประณามการทำรัฐประหารในประเทศ Sierra Leone รัฐประหารเป็นเรื่องน่าเศร้าและเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ในทวีปแอฟริกา และรัฐสมาชิกจะปฏิเสธการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลนอกวิถีทางรัฐธรรมนูญ (unconstitutional change of government) เช่น รัฐประหารรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เป็นต้น[22]

จะเห็นได้ว่า เวทีระหว่างประเทศมีบทบาทสำคัญมากในอันที่จะจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นประสบความสำเร็จและต่อต้านรัฐประหาร โดยก่อนหน้าที่ OAU จะมีแถลงการณ์ในปี ค.ศ. 2000 ประเทศอเมริกาใต้ซึ่งประกอบด้วย กัวเตมาลา คอสตาริกา นิคารากัว ฮอนดูรัส และเอล ซัลวาดอร์ ก็ได้ทำสนธิสัญญา the Central American Treaty of Peace and Amity 1907 โดยใน Supplemental Treaty ได้กำหนดพันธกรณีแก่รัฐภาคีว่าจะต้องไม่ให้การรับรองรัฐบาลที่ได้อำนาจมาจากการทำรัฐประหาร[23]

ทางปฏิบัติของประเทศไทย

นับแต่ที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 เป็นต้น ประเทศไทยผ่านการทำรัฐประหารมาหลายต่อหลายครั้ง สำเร็จบ้างไม่สำเร็จบ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รัฐประหารที่ทำสำเร็จ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งที่ถูกโค่นล้มก็ไม่เคยจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นเลย

อย่างไรก็ตาม ความคิดที่จะจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นนี้ปรากฎขึ้นเกิดในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อรัฐบาลจอมพลป.พิบูลสงครามประกาศสงครามกับฝ่ายพันธมิตรและได้ทำสนธิสัญญายอมให้ทหารญี่ปุ่นเดินทางผ่านประเทศไทย นายปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ได้ชวนนายทวี บุณยเกตุ ว่าควรจะไปตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นที่นอกประเทศทำนองเดียวกับที่นายพล ชาลส์ เดอโกลล์ ได้ไปตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นที่ประเทศอังกฤษ โดยรัฐบาลพลัดถิ่นจะประกอบด้วย ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินประธานสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วย ม.ล. กรี เดชาวงศ์ ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีอยู่ในคณะรัฐบาลของจอมพลป. พิบูลสงคราม อันจะทำให้สามารถประกาศพระบรมราชโองการได้ แต่แผนการดังกล่าวก็ล้มเหลวเนื่องจากนายทวี บุณยเกตุมิได้เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร[24]

จะเห็นได้ว่า ความคิดที่จะจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นของประเทศไทยในอดีตนั้นก็เคยปรากฏ เพียงแต่ความคิดที่จะจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นนี้มิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อต่อต้านรัฐบาลที่มาจากรัฐประหารแต่เพื่อต้องการกอบกู้เอกราชของประเทศไทยให้รอดพ้นจากการรุกรานของประเทศญี่ปุ่นและเป็นผู้แทนเพื่อทำหน้าที่เจรจารักษาติดต่อกับประเทศอังกฤษและสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นฝ่ายพันธมิตรโดยมีเป้าหมายเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศไทย

6. ผลกระทบต่อความผูกพันของพันธกรณีระหว่างประเทศและการเป็นสมาชิกองค์การระหว่างประเทศ

รัฐประหารมิได้ส่งผลกระทบในทางลบต่อความผูกพันของพันธกรณีระหว่างประเทศของรัฐบาลเดิมแต่ประการใด เนื่องจากความตกลงที่ได้ทำลงโดยรัฐบาลชุดก่อน ๆ นั้นผูกพัน “รัฐ” หาใช่ผูกพัน “รัฐบาล” ไม่ ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลจึงหามีผลกระทบต่อความสมบูรณ์ของความตกลงที่ได้ทำก่อนหน้านี้ไม่ ในประเด็นนี้จะสังเกตว่า รัฐประหารวันที่ 19 กันยายน 2549 คณะรัฐประหารได้ออกประกาศฉบับที่ 9 ว่าคณะรัฐประหารจะปฏิบัติตามพันธกรณีในสนธิสัญญาหรือข้อตกลงที่ทำไว้กับนานาประเทศ วัตถุประสงค์ของประกาศฉบับนี้น่าจะมีวัตถุประสงค์ 2 ประการคือ ประการแรก เพื่อแสดงให้ชาวโลกเห็นว่า คณะรัฐบาลสามารถที่จะปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศได้ อันเป็นเงื่อนไขประการหนึ่งของการรับรองรัฐบาล ประการที่สอง เพื่อเป็นการสร้างหลักประกันแก่ประชาคมระหว่างประเทศว่า การรัฐประหารมิได้มีผลกระทบต่อความสมบูรณ์ของสนธิสัญญาที่ประเทศไทยทำไว้

อย่างไรก็ตามในอดีต พรรคบอลเชวิคที่ได้ทำการปฎิวัติเมื่อ ค.ศ. 1917 โค่นล้มระบอบสมบูรณญาสิทธิราชย์ของราชวงศ์โรมานอฟสำเร็จ รัฐบาลบอลเชวิคได้อ้างว่าตนเองไม่ขอผูกพันบรรดาความตกลงทั้งหลายที่ได้ทำไปในระหว่างสมัยของพระเจ้าซาร์นิโคลัส โดยอ้างหลัก clasular rebusic stantibus

7. ผลกระทบต่อความรับผิดชอบของรัฐในทางระหว่างประเทศ

รัฐประหารได้ก่อให้เกิดปัญหาข้อกฎหมายในทางกฎหมายระหว่างประเทศว่า ในกรณีที่คนต่างด้าวได้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บหรือทรัพย์สินของคนต่างด้าวที่พำนักอาศัยอยู่ในประเทศที่รัฐประหารได้เกิดขึ้นนั้น ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ ระหว่างรัฐบาลเดิมหรือฝ่ายกบฏที่สามารถล้มล้างรัฐบาลเดิมและจัดตั้งรัฐบาลใหม่สำเร็จ

ตามกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยความรับผิดชอบของรัฐ (state responsibility) นั้นได้ แยกการกระทำของฝ่ายกบฏที่ประสบความสำเร็จ (successful coup) กับการกระทำของฝ่ายกบฏที่ไม่ประสบความสำเร็จ (unsuccessful coup) ออกจากกัน กล่าวคือ หากฝ่ายกบฏหรือพวกปฏิวัติไม่ล้มเหลวในการช่วงชิงอำนาจอธิปไตยจากรัฐบาลเดิม อันเป็นผลฝ่ายต่อต้านไม่อาจจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้ หากระหว่างที่มีการต่อสู้แย่งชิงอำนาจนั้นได้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ชีวิตและทรัพย์สินของคนต่างด้าวที่อาศัยอยู่ในประเทศนั้นแล้ว รัฐบาลเดิมไม่ต้องรับผิดชอบในความเสียหายใด ๆ ที่ก่อขึ้นโดยฝ่ายกบฏ ในทางตรงกันข้าม หากฝ่ายกบฏสามารถล้มล้างรัฐบาลได้สำเร็จและจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้ ซึ่งรัฐบาลใหม่นี้อาจถูกรับรองว่าเป็น de facto government ก็ได้ บรรดาความเสียหายที่เกิดแก่ชีวิตและทรัพย์สินของคนต่างด้าวย่อมตกเป็นพับแก่รัฐบาลใหม่นี้

8. ท่าทีของประชาคมระหว่างประเทศที่มีต่อรัฐประหาร

ดังที่กล่าวมาในตอนต้นแล้วว่า บทบาทขององค์การระหว่างประเทศอย่าง OSA หรือ OAU สามารถกดดันรัฐบาลที่มาจากรัฐประหารให้คืนอำนาจแก่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งได้ นอกจากนี้แล้ว ในที่ประชุมระหว่างประเทศอย่าง Moscow Meeting Human Dimension Right 1991 ยังได้แสดงท่าทีประณามรัฐประหารรัฐบาลที่มาจากระบอบประชาธิปไตย[25] และสนับสนุนระบอบประชาธิปไตยและหลักนิติรัฐด้วย[26] ดังนั้น ปัจจุบัน ประชาคมระหว่างประเทศส่วนใหญ่มีแนวโน้มที่ไม่ยอมรับรัฐประหาร ในขณะเดียวกันก็สนับสนุนการปกครองแบบประชาธิปไตยและหลักนิติธรรม[27]

อย่างไรก็ตาม สำหรับอาเซียน (ASEAN) นั้น บทบาทตรงนี้คงคาดหวังจากอาเซียนได้ยากเนื่องจากอาเซียนมีนโยบายที่จะไม่แทรกแซงกิจการภายในของรัฐสมาชิก โดยเฉพาะประเด็นเรื่องรัฐประหารโดยประเทศสมาชิกเห็นว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลนั้นเป็นกิจการภายในของรัฐ[28] รัฐบาลที่มีท่าทีว่า รัฐประหารในวันที่ 19 กันยายนเป็นเรื่องกิจการภายในของประเทศไทยได้แก่ ประเทศลาว โดยโฆษกกระทรวงการต่างประเทศลาว คือนาย Yong Chantalangsyกล่าวว่า "These are interior affairs of Thailand. No comment, we are following the situation very closely." No border points have been closed between the two countries. Everything is normal and flights are operating as usual.”[29] แม้กระทั่งประเทศจีนซึ่งเป็นประเทศนอกกลุ่มอาเซียน ก็ยังมีท่าทีต่อรัฐประหารในวันที่ 19 กันยายนว่าเป็นปัญหาภายในของประเทศไทยและรัฐบาลจีนมีนโยบายที่จะไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง[30]

บทส่งท้าย

นับตั้งแต่ที่ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 เป็นต้นมา ระบอบประชาธิปไตยและหลักนิติรัฐได้ถูกโค่นล้มโดยการทำรัฐประหารมาแล้วทั้งสิ้นหลายสิบครั้ง จนประเทศไทยถูกจัดให้เป็นประเทศที่มีความเสี่ยงในการทำรัฐประหารอยู่ในระดับกลาง (medium) เทียบเท่ากับประเทศกัมพูชา[31]

น่าคิดว่า ประเทศในทวีปแอฟริกา (ซึ่งแม้ความเจริญทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีจะด้อยกว่าประเทศไทย) แต่ประเทศในทวีปแอฟริกาก็ยังมีความตื่นตัวในระบอบประชาธิปไตยและรังเกียจต่อการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งโดยนอกวิถีทางรัฐธรรมนูญถึงกับออกปฏิญญาคัดค้านการทำรัฐประหาร

หวังว่า ประชาชนคนไทยประสงค์จะขอเลือกใช้วิถีทาง “ballot” ไม่ใช่ “bullet” สำหรับเป็นหนทางในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง



อ้างอิง

[1]See Encyclopedia of Public International Law.p210:Gerhard von Glahn, Law Among Nations: An Introduction to Public International Law, (New York: Macmillan Publishing Co.,Inc,1981),p.112 Yossi Shain (ed.), Governments in-Exile in Contemporary World Politics, (USA.:Routledge,1991),p.2; Oppenheim ’s International Law (Sir Robert Jennings and Sir Arthur Watts (ed.): Vol. I, (Great Britain: Oxford University Press,1996) p.146

[2] The Reality of International Law: Essays in Honour of Ian Brownlie, (Guy S. Goodwin-Gill, Stefan Talmon (ed.)(Great Britain: Clarendon Press, 1999),p. 500

[3]Yossi Shain (ed.), p.220

[4]See Marjorie M. Whiteman, Digest of International Law, (1963), p. 921

[5]Yossi Shain, supra note, ,p.224

[6]ผู้สนใจรายละเอียดเกี่ยวกับการตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นในช่วงสงครามโลกครั้ง ที่ 1 โปรดอ่าน F. E. OppenheimerGovernments and Authorities in Exile,The American Journal of International Law, Vol. 36, No. 4 (Oct., 1942), pp. 568-595

[7] Id., p.232

[8]Id.,p220

[9]ทฤษฎี Tobar เสนอโดยรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของประเทศเอกวาดอร์ นามว่า Carlos Tobar

Encyclopedia of Public International Law.p211

[10]See Stefan Talmon, Recognition of Governments in International Law: With Particular Reference to Governments in Exile, (Great Britain: Clarendon Press,1998),p10

[11]โปรดดูรายละเอียดใน Stefan Talmon, p. 117 เป็นต้นไป

[12]Yossi Shain,p.243

[13]Yossi Shain,p.231

[14]อย่างไรก็ตามอาจมีการลดความสัมพันธ์ทางทูตลงได้ เช่น จากเอกอัครราชทูต (ambassador) ผู้มีอำนาจเต็มเหลือพียงอุปทูต (charge d’ affaires)

[15]See Edward Collins Jr. & Timothy M. Cole, Regime Legitimating in the Instances of Coup-Caused Government-in-Exile: The Cases of Presidents Makarios and Aristide, 5 Journal of International Law and Practice 199 (1996)

[16] Id.

[17]ปัจจุบันคือ OAU (Organization of African Unity)

[18] See A/RES/46/7 เนื้อหาส่วนหนึ่งของข้อมติฉบับนี้ กล่าวว่า

1. Strongly condemns the attempted illegal replacement of the constitutional President of Haiti, the use of violence and military coercionand the violation of human rights in that country;

2. Affirms as unacceptable any entity resulting from that illegal situation and demands the immediate restoration of the legitimate Government of President Jean-Bertrand Aristide, together with the full application of the National Constitution and hence the full observance of human rights in Haiti

[19] See S.C. Res. 841 (1993)

[20] See S.C. Res. 940 (1994)

[21]See Douglas Lee Donoho, Evolution or Expediency: The United Nations Response to the Disruption of Democracy, 29 Cornell International Law Journal 329 (1996)

[22]โปรดดูรายละเอียดใน AHG/Decl.5 (XXXVI) “Declaration on the Framework for An OAU Response to Unconstitutional Changes of Government” และโปรดดู Kofi Oteng Kufuor, The OAU and the Recognition of Governments in Africa: Analyzing Its Practice and Proposals for the Future, 17 American University International Law Review, 369 (2002)

[23]มาตรา 1 บัญญัติว่า “The governments of the high contracting parties shall not recognize any other government which may come into power in any of the five Republics as a consequence of a coup d’ etat…”

[24]โปรดดูรายละเอียดใน ดิเรก ชัยนาม, อ้างแล้ว,หน้า 286-287

[25]See Article II para. 17.1

[26]Article II para. 17.2

[27]See Thomas M. Franck, The Emerging Right to Democratic Governance, American Journal of International Law 46 (1992); Sean D. Murphy, Democratic Legitimacy and the Recognition of States and Governments, International and Comparative Law Quarter, vol. 48 (1999),p. 580

[28]ในประเด็นนี้ ไม่แน่ใจว่า อาเซียนเคยมีการทำประกาศหรือความตกลงระหว่างประเทศซึ่งมีข้อหนึ่งเกี่ยวกับการสนับสนุนให้มีการแก้ไขปัญหาด้วยวิถีทางประชาธิปไตยหรือไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขปัญหาโดย unconstitutional means อะไรทำนองนี้ ลงนามโดยนายกรัฐมนตรีสมัยคุณบรรหาร ศิลปอาชา ถ้าข้อมูลนี้คลาดเคลื่อนต้องขออภัยด้วย

[30] See ChannelNewAsia.com; and see Ministry of Foreign Affairs of The PRC

[31]ข้อมูลจากMaximiliano Herrera’s Human Right Site โดยองค์กรนี้ได้แบ่งระดับความเสี่ยงของการทำรัฐประหารออกเป็น 5 ระดับคือ none, very low, law, medium,และ high

"สุรพล" แขวะฝ่ายต้านรัฐประหารต้องไม่รับ รธน.40 ด้วยเพราะมาจาก รสช.

ที่มา ประชาไท

ม.รังสิต สัมมนาแนวทางการปฏิรูปประเทศไทย หมอประเวศชี้ประเทศไทยวิกฤตเพราะสะสมความไม่ถูกต้อง “สุรพล นิติไกรพจน์” ชี้คดีเหลืองแดงไม่มีสองมาตรฐาน มีแต่ฟ้องช้าหรือฟ้องเร็ว แขวะพวกไม่ยอมรับการรัฐประหารต้องไม่ยอมรับ รธน.40 ด้วยเพราะมีที่มาจาก รสช. ยึดอำนาจน้าชาติ

วานนี้ (25 ม.ค.) ที่มหาวิทยาลัยรังสิต มีการสัมมนาเรื่อง “แนวทางการปฏิรูปประเทศไทย” เนื่องในโอกาสวันสถาปนามหาวิทยาลัยรังสิตครบรอบ 25 ปี วิทยากรประกอบด้วย ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยรังสิต ศ.นพ.ประเวศ วะสี กรรมการสภา ม.รังสิต ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ อธิการบดี ม.ธรรมศาสตร์ และ รศ.วิทยากร เชียงกูล คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต ผู้เขียนหนังสือ “ฉันจึงมาหาความหมาย” อันโด่งดัง ดำเนินรายการโดย ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ ม.รังสิต

หมอประเวศชี้ประเทศไทยวิกฤตเพราะสะสมความไม่ถูกต้อง

ศ.นพ.ประเวศ กล่าวว่า ประเทศไทยวิกฤติสุดๆ ทุกด้าน ทั้งด้านการเมือง การศึกษา เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม บรรจบกันยากที่จะออกจากวิกฤต เพราะสังคมไทยสะสมความไม่ถูกต้องเข้าด้วยกัน ขณะที่ความถูกต้องทุกจุดเป็นเรื่องสำคัญ เหมือนร่างกายของเราทุกส่วนต้องมี ความถูกต้อง ถ้าดีเอ็นเอผิดตัวเดียว ก็รวนทั้งระบบ

ดังนั้นการอยู่ร่วมกัน เราต้องมีความถูกต้องทุกเรื่อง ส่วนการเปลี่ยนแปลงก็คือการปฏิรูปให้สังคมมีธรรมาธิปไตย ซึ่งเป็นเรื่องที่ใหญ่และไปไกลกว่าประชาธิปไตย เพราะบางทีประชาธิปไตยเป็นเพียงกลไกการเลือกตั้งเท่านั้น แต่การปฏิรูปต้องเชื่อมโยงกันทุกเรื่อง

เสนอ 10 มาตรการแก้วิกฤต

ตนจึงมีข้อเสนอจากการระดมความคิดมา 10 เรื่อง ได้แก่ 1.ปฏิรูปจิตสำนึกใหม่ ให้ใจกว้าง มีจิตสาธารณะ 2.สร้างสัมมาชีพเต็มพื้นที่ ไม่เบียดเบียนผู้อื่นและสิ่งแวดล้อม ไม่ได้มุ่งสร้างแต่จีดีพี 3.สร้างความเข้มแข็งของชุมชมท้องถิ่นซึ่งเป็นฐานของพระเจดีย์ของสังคม 4.สร้างระบบการศึกษาที่แก้ไขความทุกข์ยาก เพราะเรามีแนวคิดการศึกษาที่ผิดมากว่า 100 ปี ไม่ได้เอาชีวิตและการอยู่ร่วมกันเป็นตัวตั้งจึงนำไปสู่วิกฤติเสมอ 5.สร้างธรรมาภิบาลการเมือง โดยตั้งกรรมการปฏิรูปกฎหมายเพื่อคนจน เพราะปัจจุบันกฎหมายมีอคติกับคนจน

6.สร้างสวัสดิการสังคมที่ก้าวหน้า 7.สร้างความสมดุลของสิ่งแวดล้อม และพลังงาน 8.สร้างระบบสุขภาพ เพื่อสุขภาวะของคน ซึ่งไม่ใช่แค่เพียงเรื่องของหมอกับยา แต่เชื่อมโยงกับทุกเรื่อง 9.สร้างสมรรถนะในการวิจัยยุทธศาสตร์ชาติ เพราะการเปลี่ยนแปลงในโลกเกิดขึ้นเร็ว และเรื่องนี้ตนเคยคุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี รวมถึงคุยเรื่องนวัตกรรมสังคม ตั้งแต่สมัยที่พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนายกฯ ในปีแรกๆ แต่เรื่องที่เคยคุยกันก็ยังไม่เกิดขึ้น และ10.การสื่อสารต้องผสานการสร้างสรรค์ทั้งหมด ซึ่งเรามีเครื่องมือเยอะมากต่อยุทธศาสตร์ที่จะทำให้คนไทยรู้ความจริง และยังไม่มีรัฐบาลใดทำได้สำเร็จ

ต้องแก้ไขให้สังคมเป็นใหญ่กว่ารัฐและทุน เผยเคยปรึกษากับมาร์คเรื่องนี้

ศ.นพ.ประเวศ เสนอว่า การแก้ปัญหา ต้องแก้จากเดิมที่อำนาจในสังคมไปอยู่ที่รัฏฐานุภาพ (อำนาจรัฐ) และธนานุภาพ (อำนาจเงิน) ขณะที่อำนาจของสังคมนานุภาพ (สังคม) มีขนาดเล็กมาก ตนจึงขอเสนอให้เปลี่ยนจากการใช้อำนาจ อาวุธ (รัฐ) และเงิน มาเป็นการใช้อำนาจของสังคม ที่สามารถตรวจสอบได้ ร่วมกันคิด ร่วมกันทำในทุกองค์กร ทุกเรื่อง เปลี่ยนจากสังคมแนวดิ่ง มาเป็นสังคมแนวราบ สร้างปัจจัยโดยไม่ใช่แค่อำนาจเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ตนเคยคุยกัน พ.ต.ท.ทักษิณ เรื่องยุทธศาสตร์สังคมนานุภาพ ตั้งแต่สมัยเป็นนายกฯ ปีแรก แต่ขณะนี้ก็ยังไม่เกิด ทั้งนี้ ตนได้คุยกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ว่าน่าจะมีกองทุนส่งเสริมนวัตกรรมสังคม

วิทยากร เชียงกูลชี้เสื้อแดงประท้วง พล.อ.สุรยุทธ์ รายเดียวไม่ถูกต้อง

ด้าน รศ.วิทยากร กล่าวว่า การปฏิรูปประเทศไทยต้องเปลี่ยนแปลงระบบราชการที่ใหญ่โตเทอะทะ ไร้ประสิทธิภาพ ส่วนข้อดีที่มีอยู่แล้วคือ ประเทศไทยโชคดีที่มีความสมบูรณ์เรื่องอาหาร แต่ในขณะเดียวกันก็มีการจัดการที่ไม่ดีพอ ทำให้ยังมีเด็กที่ยังขาดสารอาหาร ดังนั้น หากใครที่เที่ยวไปโม้ว่าไทยจะเป็นครัวของโลกก็ขอให้คำนึงถึงระบบการจัดการที่ดีด้วย

นายวิทยากร กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มคนเสื้อแดงไปประท้วงเรื่องที่ดินเขายายเที่ยงของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรีและองคมนตรี ว่า ที่กลุ่มดังกล่าวไปเล่นงานพล.อ.สุรยุทธ์ คนเดียวก็ไม่ถูกต้อง เพราะนักการเมืองฝ่ายเสื้อแดงที่ทำผิดมากกว่านี้เกี่ยวกับเรื่องบุกรุกที่ดินก็มีเยอะ แต่กลับไม่ถูกเล่นงาน ปัญหาสำคัญที่เป็นต้นเหตุคือวัฒนธรรมศักดินาเจ้าขุนมูลนาย ยกย่องคนที่อำนาจ ทำให้มีการซื้อเสียง ขายเสียง โดยใช้เงินและความเป็นเครือญาติระบบอุปถัมภ์ รวมทั้ง การศึกษาถูกใช้เป็นเครื่องมือของคนชั้นสูง สิ่งที่ต้องปฏิรูปและต้องเปลี่ยน เช่น การเลือกตั้ง ส่วนวิธีระยะยาว ต้องให้การศึกษาประชาชนในฐานะพลเมือง มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องภาษี เพราะถ้าประชาชนเข้าใจก็ไม่ต้องเกรงใจหนี้บุญคุณรัฐบาล

สุรพลเสนอโจทย์ทำอย่างไรไม่ให้ไทยซ้ำรอยเลบานอน

ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ไม่ต้องไปพูดถึงแนวทางปฏิรูปประเทศไทยของ ศ.นายแพทย์ประเวศ วะสี ไม่ต้องไปพูดถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง เพราะขนาดกองบัญชาการกองทัพบก ยังโดนยิงด้วยระเบิดเอ็ม 79 ผมถามว่าประเทศไทยยังมีอะไรเหลืออยู่

เพราะฉะนั้น ประเด็นหลักคือเราจะรักษาประเทศนี้ให้ดีได้อย่างไร และเมื่อรักษาให้มีประเทศไทยแล้วค่อยเชิญอาจารย์ประเวศ ไปพบนายกรัฐมนตรี เพื่อดูว่าจะทำอะไรได้บ้าง

ผมมีความเป็นห่วงว่าในช่วงปีหรือสองปีมานี้ ประเทศไทยจะกลายเป็นเลบานอน หรือไม่ จะมีสงครามกลางเมืองหรือไม่ ดังนั้น ผมจึงขอเปลี่ยนโจทย์ใหม่ว่าทำอย่างไรจะรักษาประเทศไทย แทนที่ทำอย่างไรจะปฏิรูปประเทศไทย ป้องกันไม่ให้ประเทศไทยของบเรากลายเป็นเลบานอน โดยเฉพาะประเด็นเร่งด่วนที่สุดคือ การมีกติกา ที่สามารถบังคับได้

ยุบพรรคไม่มี 2 มาตรฐาน เจตนารมณ์ผู้ร่าง รธน.50 เน้นใช้ยาแรง

ผมยกตัวอย่างการเรียกร้องที่เกิดขึ้นในเวลานี้ที่พูดถึงแต่เรื่อง 2 มาตรฐาน อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เขียนบทความโดยใช้ชื่อ นายเข้ม เย็นยิ่ง เรียกร้องในช่วงก่อนการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองปี พ.ศ.2516 ท่านเรียกร้องกติกาหมู่บ้าน เพื่อให้คนในหมู่บ้านยอมรับกติกาการอยู่ร่วมกัน

สำหรับเรื่อง 2 มาตรฐานนั้น ผมจำเป็นต้องอธิบาย ตอนนี้เกิดความคับข้องใจของคนจำนวนไม่น้อย บอกว่า รัฐธรรมนูญ 2550 เป็นเผด็จการ เพราะมาจากการทำรัฐประหาร แล้วก็มีคนเรียกร้องว่า ทำไมยุบไปแล้ว 3 พรรค 4 พรรค แต่ไม่ยุบพรรคประชาธิปัตย์ ผมบอกอย่างนี้ครับว่า พรรคประชาธิปัตย์ที่กำลังอยู่ในการพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไม่ได้ทุจริตเลือกตั้ง ไม่มีกรรมการบริหารพรรคไปทุจริต ซื้อเสียง แต่ที่ร้องเรียนเรื่องทุจริตการเป็นการใช้เงินจาก กกต.ผิดประเภท ซึ่งนั่นก็เกิดขึ้นก่อนจะมีรัฐธรรมนูญ 2550 ประกาศใช้ เกิดตั้งแต่คุณประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ เป็นเลขาธิการพรรค

เพราะฉะนั้น เมื่อมี ส.ส.ร. ผมจำได้ อาจารย์จรัญ ภักดีธนากุล ผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ประกาศไว้ก่อนเลยว่าในเมื่อการทุจริตเลือกตั้ง คือตัวการทำให้การเมืองไม่พัฒนา ต่อไปก็จะใช้ยาแรง คือเรื่องที่กรรมการบริหารพรรคไปทำผิดหรือมีส่วนรู้เห็นกับการซื้อสิทธิ ขายเสียง จะต้องยุบพรรคการเมือง นั้น คือ เขาบอกก่อนแล้วทุกพรรคการเมืองที่โดนยุบ รวมถึงกรรมการบริหารพรรคต่างก็กติกานั้นเป็นอย่างดี จึงยอมเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้ง เดือนธันวาคม 2550 เพราะฉะนั้น จึงบอกไม่ได้ว่า เรื่องยุบพรรคตามรัฐธรรมนูญ มี 2 มาตรฐาน

หรือเรื่องนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ทำกับข้าว ต้องพ้นจากตำแหน่งได้ เป็นการจ้องหาเรื่องกันนี่ โดยส่วนตัวผมยอมรับว่าเซอร์ไพรส์ ผมคิดว่า นายสมัคร "รับจ้าง" ไม่ใช่ "ลูกจ้าง" แต่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตีความอย่างเคร่งครัด โดยแวดวงกฎหมายกำลังรอดู ว่าจะมีคดีที่ศาลรัฐธรรมนูญกำลังจะตัดสิน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จะตัดสินอย่างไร ไม่ว่าเรื่องนี้จะเป็นกรณีอื่นๆ หรือแม้แต่กรณีของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ก็ต้องตัดสินอย่างเดิม ตรงนี้ผมกำลังรอคำวินิจฉัยคดีที่สอง แต่ขณะนี้ยังเป็นมาตรฐานเดียว คือมาตรฐานอย่างเข้ม ในส่วนของนายสมัคร ยังไม่มีคดีอื่นให้เปรียบเทียบ ซึ่งผมกำลังรอดูคำตัดสินคดีอื่นอยู่เช่นกัน

คดีเหลืองแดงไม่มีสองมาตรฐาน เป็นเรื่องอัยการฟ้องช้าหรือฟ้องเร็ว

ในเรื่องการชุมนุมทางการเมืองก็เช่นกันไม่ว่าจะเป็นเรื่องปิดสนามบิน หรือปิดถนนในกรุงเทพฯ อัยการไม่มีทางสั่งเป็นอย่างอื่นได้ คืออัยการต้องสั่งฟ้องทั้งเสื้อเหลือง เสื้อแดง แล้วให้คนเหล่านั้นไปต่อสู้คดีกันในศาล ซึ่งผมว่าเป็นทางเดียวเท่านั้น ดังนั้น เรื่องนี้ก็ไม่มีสองมาตรฐานขึ้นอยู่กับว่าอัยการจะสั่งฟ้องช้าหรือเร็วเท่า นั้น

เวลานี้มีคนบอกว่าเมื่อหลักนิติศาสตร์ใช้ไม่ได้ ก็ต้องใช้หลักรัฐศาสตร์ สำหรับผมแล้วไม่มีคำว่าหลักรัฐศาสตร์ ในประเทศที่ปกครองด้วยหลักกฎหมาย ต้องยึดหลักนิติศาสตร์เท่านั้น ต้องทำให้กติกาเกิดการยอมรับให้ได้ เหมือนที่ ดร.ป๋วย เรียกร้องให้มีกติกาหมู่บ้าน คือลูกบ้าน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ต้องยอมรับกติกานั้นทั้งหมด

อัดพวกไม่ยอมรับ รธน.50 เพราะ คมช. ต้องไม่ยอมรับ รธน.40 ด้วยเพราะมาจาก รสช.

คราวนี้มาถึงเรื่องรัฐธรรมนูญ พูดกันมากว่าประเทศประชาธิปไตย ไม่ยอมรัฐประหาร ผมถามว่าคนที่บอกว่ารัฐธรรมนูญ 2550 มาจากการทำรัฐประหาร ของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) แล้วรัฐธรรมนูญ 2540 ไม่ได้มาจาก คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ที่มีการปฏิวัติยึดอำนาจรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เมื่อปี 2534 หรือ ผมบอกได้เลยว่าประวัติศาสตร์รัฐธรรมนูญไทย ไม่เคยมีรัฐธรรมนูญฉบับไหนที่ผ่านการทำประชามติ แล้วที่บอกว่าประชาชนเขาโดนหลอก แต่นั่นก็เป็นเสียงประชาชนไม่ใช่หรือครับ

อัดพวกไม่ยอมรับรัฐประหาร จะยอมรับ 2475 หรือไม่

ผมถามท่านที่บอกว่า มีความคิดเป็นประชาธิปไตย ไม่ยอมรับอำนาจทหาร ที่มาจากการทำรัฐประหาร ถ้าไม่ยอมรับรัฐประหาร ผมถามว่าเราจะยอมรับการเปลี่ยนแปลงการปกครองปี พ.ศ.2475 หรือไม่ นั้นไปเอาพระราชอำนาจมาจากองค์พระประมุขของประเทศมาเลยนะ

มีประเด็นหนึ่งที่คนมักจะมองข้าง หรือเลือกที่จะมองข้ามคือ ถ้ารัฐบาลนี้มาจากรัฐประหาร ผมก็ถามว่า รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นรัฐบาลต่อจากรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช รัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ผมถามว่ารัฐบาลนายสมัคร และรัฐบาลนายสมชาย มาจากไหน ตอนนี้เรามักจะข้ามบางเรื่องไปเพื่อผลประโยชน์อะไรบางอย่าง

ยันศาลไม่มีสองมาตรฐาน

หรือแม้แต่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ศาลฎีกาชุดนี้มีมาตั้งแต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ได้เพิ่งตั้งขึ้นใหม่หลังการทำรัฐประหาร เพียงแต่ปี 2551 มีการต่ออายุผู้พิพากษาศาลฎีกาให้เป็นผู้พิพากษาต่อไปหลังเกษียณอายุราชการ เพื่อป้องกันปัญหาการขาดแคลนผู้พิพากษา กติกาที่ออกมาออกมาเมื่อปี 2543 ในรัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ

อย่างไรก็ตามผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นรัฐบาลหลังการเลือกตั้งในปี 2544 ไม่ใช่ปี 2543 อย่างที่ ศ.ดร.สุรพลกล่าว

ศ.ดร.สุรพลกล่าวต่อไปว่า หรือเรื่องร่ำรวยผิดปกติก็เช่นกัน มีมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2540 อัยการสูงสุดคนปัจจุบันก็คือรองอัยการสูงสุด ในช่วงที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรี เขาไม่ได้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างตัวบุคคลเลยในส่วนของอัยการ เพราะฉะนั้น อัยการก็ทำหน้าที่ไปตามกฎหมายที่ให้อำนาจ ไม่ได้มี 2 มาตรฐาน

อธิการ ม.รังสิตชี้ประเทศวุ่นวายเหมือนเด็กตีกัน นักการเมืองคุณภาพต่ำทราม

ดร.อาทิตย์ กล่าวว่า ประเทศเราวุ่นวายเหมือนเด็กตีกันไม่มีกติกา ไม่มีวุฒิภาวะ แล้วเราพยายามหาเหตุผลมาอธิบายพฤติกรรมของเด็กๆเหล่านั้น แต่จริงๆแล้ว ถ้าจะปฏิรูปประเทศต้องคิดว่าเราในฐานะประชาชนจะรวมตัวกันอย่างไร เพราะนักการเมืองเดี๋ยวนี้มีคุณภาพต่ำทราม คิดแต่เรื่องโกงกิน เราเป็นเจ้าของประเทศจะปฏิรูปอย่างไร

ตนคิดว่า เราควรมีกรอบอย่างที่ นพ.ประเวศ เสนอ จึงจะได้ผล คือมีเป้าหมายเพื่อต้องการแก้ปัญหาความยากจน ซึ่งต้องมุ่งไปที่เกษตรกร เพราะประชากรไทย 60 ล้านคน แต่มีคนจนถึง 30 ล้านคน ถือเป็นเรื่องใหญ่ การปฏิรูปต้องมุ่งไปที่การฟื้นฟูการเกษตรอย่างครบวงจร ต้องมีที่ทำกิน มีน้ำ มีสินเชื่อ เทคโนโลยีการจัดการ ตลาดที่ขายได้ โดยมีองค์กรที่ไม่ขึ้นกับกระทรวงของรัฐ เพราะเจ้ากระทรวงที่เป็นนักการเมือง มักจะทุจริตคอรัปชั่น ขณะที่เกษตรกรยังอ่อนแอ ไม่สามารถเลี้ยงตัวเองได้ จึงต้องมีองค์กรและระบบที่เป็นอิสระ โดยการขับเคลื่อนปฏิรูปภาคเกษตร

วิพากษ์ความบิดเบือนทางวิชาการของอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ที่มา ประชาไท

ผมอ่านคำสัมมนา ของ สุรพล นิติไกรพจน์ พอจะประมวลความได้สั้นๆ ว่า "โคตรมักง่ายเลย" มันเป็นการตลบตะแลงที่น่าเหลือเชื่อ : (โปรดดู: การสัมมนาของสุรพลที่ถูกวิพากษ์นี้ได้ที่ "แนวทางการปฏิรูปประเทศไทย" วันที่ 25 ม.ค.)

ผมจะ "อธิบายความมักง่าย+ยอดห่วย ทางวิชาการ" ของ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ (บางคน) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตามลำดับ ดังนี้

1.สุรพล ว่า "พูดกันมากว่าประเทศประชาธิปไตย ไม่ยอมรัฐประหาร ผมถามว่าคนที่บอกว่ารัฐธรรมนูญ 2550 มาจากการทำรัฐประหาร ของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) แล้วรัฐธรรมนูญ 2540 ที่อ้างว่าดีที่สดเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ไม่ได้มาจาก คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ที่มีการปฎิวัติยึดอำนาจรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เมื่อปี 2532 หรือ"

สุรพล ควรยอมรับความจริงว่า รัฐธรรมนูญปี40 ถูกเปลี่ยนโดยกระบวนการยกเลิกรัฐธรรมนูญ โดยอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญเดิม (โดยแก้ไขเพิ่มหมวด 12 ว่าด้วย "การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่")[Pouvoir constituant dérivé‎] ซึ่งเรื่องนี้ มีนัยยะสำคัญมากในช่วงนั้น ในการเคารพความสูงสุดของรัฐธรรม มิใช่ "เลิกรัฐธรรมนูญ" โดยวิธีการรัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นวิธีการเลิกรัฐธรรมนูญโดยละเมิดหลักนิติรัฐ ต่างกันชัดแจ้งกับ "การฉีกรัฐธรรมนูญปี 40" และสถาปนารัฐธรรมนูญปี50โดยมีคณะรัฐประหารจัดทำให้มีการสถาปนารัฐธรรมนูญ

ถ้าสุรพล ซื่อสัตย์มากกว่านี้ คงไม่แสดงความน่าบัดซบ "เทียบ"ระหว่างรัฐธรรมนูญ 2 ฉบับนี้ และไม่ได้ทำให้ "การรัฐประหาร" มีความ "ชอบธรรม" ขึ้นมาแต่อย่างใด

2.สุรพล ย้ำประเด็นนี้ต่อว่า "ผมบอกได้เลยว่าประวัติศาสตร์รัฐธรรมนูญไทย ไม่เคยมีรัฐธรรมนูญฉบับไหนที่ผ่านการทำประชามติ แล้วที่บอกว่าประชาชนเขาโดนหลอก แต่นั่นก็เป็นเสียงประชาชนไม่ใช่หรือครับ"

สุรพล ควรพูดให้ชัดอีกด้วยนะครับว่า

รัฐธรรมนูญปี50 ที่ถูกสถาปนาโดยพระมหากษัตริย์นั้น ความเด็ดขาดของ "กระบวนการสถาปนารัฐธรรมนูญ" ไม่ได้อยู่ที่ขั้นตอน การประชามติ เพราะ การ "ลงประชามติ" มิได้ก่อให้เกิดผล คือ "ความเป็นรัฐธรรมนูญ" แต่ประการใด สุรพล ไม่ควรบิดเบือนว่า ในทางรูปแบบ(ยังไม่ต้องพิจารณาเนื้อหา ถึงความไม่ชอบธรรมของการจัดประชามติ ก็ได้) รัฐธรรมนูญ 50 ก็ไม่ได้ถูกสถาปนาโดยประชาชน เพราะตามมาตรา 32 ซึ่งเป็น "กระบวนการสุดท้าย" ของการ "สถาปนาความเป็นรัฐธรรมนูญ" ต้องผ่าน "พระมหากษัตริย์" ในการประกาศใช้ให้เป็นรัฐธรรมนูญ ฉะนั้น สุรพล ควรกล่าวด้วยว่า ในทางทฤษฎีกฎหมายรัฐธรรมนูญ นั้น อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญของไทย ทุกๆ ฉบับ เป็นของ "พระมหากษัตริย์"ทั้งสิ้น ไม่เคย "เป็นของประชาชน" เลย และหากพิจารณา ถึง Due Process ซึ่งเป็นหลักการสำคัญของหลักกฎหมายมหาชนสมัยใหม่ (ซึ่ง สุรพล ย่อมทราบดี) ดังนั้น โดยเหตุที่ การรัฐประหารละเมิด Due Process มาแต่ต้น การจัดทำประชามติ ครั้งนี้ย่อมโมฆะ

และสุรพล ย่อมทราบดีว่า โดยหลักการสำคัญของการแสดงเจตจำนงมหาชน นั้น ประการหนึ่ง คือ "ห้ามมิให้มีการควบคุมทิศทางการลงคะแนนเสียง ไม่ว่าจะเป็นการกระทำในรูปใด" [Entscheidungen des Bundesverfassungsgerichtes 7, 63 (69) ; 66, 369 (380)] จะเห็นได้ว่า ในทางเนื้อหา ของการจัดให้มีประชามติร่างรัฐธรรมนูญ50 เต็มไปด้วยการรณรงค์การ "รับร่าง"อย่างแข็งขัน โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญและ โดยอาศัยงบประมาณแผ่นดินให้ชักจูงประชาชน ให้ลงคะแนนเสียงในทิศทางเดียว(คือ ให้รับ) ซึ่งในการกระทำทางโฆษณาหรือทางทรัพยากร ย่อมเห็นได้ชัดแจ้งว่า ฝ่าย คมช. ในนามสภาร่างรัฐธรรมนูญ มีความได้เปรียบในการรณรงค์ดังกล่าว (หรือกรณีนี้ สุรพล เห็นว่า การโฆษณา ไม่เป็นการ "จูงใจ"?) ที่ใช้อำนาจรัฐเข้าจัดสรรงบประมาณโฆษณาเต็มที่

และตามรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 49 มาตรา 32 วรรคแรก บัญญัติให้กรณีประชาชนไม่รับร่างฯ ให้สภาร่างรัฐธรรมนูญ และคณะรัฐมนตรีสุรยุทธ์ เลือกรัฐธรรมนูญในอดีตมา 1 ฉบับ และแก้ไขปรับปรุงแล้วทูลเกล้าฯประกาศใช้ได้ ในภาวะการ "ไม่แน่นอน" ใน "ตัวเลือก"(กรณีไม่รับร่าง) ย่อมเป็นการกดดันโดยอาศัย "วิธีการสถาปนาฯ ใน รธน. ปี 49" ซึ่งตามประมวลกฎหมายอาญาเยอรมัน มาตรา108a ถือว่า การฉวยโอกาสจากการที่ผู้ออกเสียงตั้งอยู่ในสภาพที่ต้องพึ่งพาอาศัย "บุคคลหนึ่งๆ"อยู่ ทำให้ผู้มีสิทธิออกเสียงนั้นต้องลงคะแนนเสียงตามความต้องการของผู้ฉวยโอกาสนั้น การกระทำดังกล่าว ตามมาตรา 108a เป็นการหลอกลวงผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ครบองค์ประกอบความผิดฐานนี้ และโปรดดูคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญแห่งสหพันธรัฐเยอรมันประกอบในแง่ความเป็นโมฆะของการลงคะแนนเสียงถ้าถึงขนาดทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่อาจต้านทานความกดดัน และไม่อาจตัดสินใจเลือกได้โดยเสรีอิสระ ย่อมขัดหลักความทั่วไป ของความเสมอภาค ย่อมเป็นโมฆะ [คำวินิจฉัย BVerfGE 66, 369 (380,384)] และผมในฐานะนักศึกษากฎหมายมหาชน เห็นว่า ถ้าเทียบเคียงหลักกฎหมายเยอรมันดังกล่าว น่าจะพอชี้วัด "น้ำหนักความชอบด้วยประชาธิปไตย" ได้พอสมควร

ถ้าสุรพล มีความกล้าหาญในทางวิชาการที่เพียงพอ(ไม่ใช่ พอเพียง) ก็ควรจะชี้ได้ว่า การประชามติรับร่าง รธน. ปี 50 เป็นการ ละเมิดต่อสารัตถะของการ "วัด" เจตจำนง ในทางเนื้อหาที่สำคัญ

การที่สุรพล อ้างว่า "ประชามติ" ดังกล่าว เป็นเสียงของประชาชน จึงเป็นความ "ไร้กระดูกสันหลัง" อย่างยิ่ง (ต้องใช้คำของ สมศักดิ์ เจียมฯ)

3. ประเด็นต่อไป สุรพล ชี้ว่า "ผมขอถามท่านที่บอกว่า มีความคิดเป็นประชาธิปไตย ไม่ยอมรับอำนาจทหาร ที่มาจากการทำรัฐประหาร ถ้าไม่ยอมรับรัฐประหาร ผมถามว่าเราจะยอมรับการเปลี่ยนแปลงการปกครองปี พ.ศ.2475 หรือไม่ นั้นไปเอาพระราชอำนาจมาจากองค์พระประมุขของประเทศมาเลยนะ"

ถ้าสุรพล ซีเรียสในทางวิชาการกฎหมายมหาชน (ที่ตนจบปริญญาเอกสาขานี้) ก็คงต้องกระดากใจบ้างแล้ว ที่ "เทียบ" กรณี 2475 คือ ถ้าเป็นนักวิชาการสาขาอื่น "พ่น" ความคิดดังกล่าว ผมคงประหลาดใจน้อยกว่านี้

ผมคิดว่า สุรพล ควรกลับไปหาพื้นฐาน ของ หลักกฎหมายมหาชน ซึ่งมุ่งโดยตรง ในการจำกัดและควบคุมอำนาจของผู้ปกครองรัฐ ให้มีความแน่นอนชัดเจน จึงเป็นที่มาของการจัดทำรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษร ในการประกันสิทธิเสรีภาพ ตามแนวคิดแบบ Constitutionalism ซึ่งเติบโตผูกติดมากับหลักนิติรัฐสมัยใหม่ ในกระแสเสรีนิยมประชาธิปไตย

Coup d'état เป็นคำที่ สุรพล ใช้เรียก "เหตุการณ์ 2475" ผมคิดว่า ไม่ผิดในแง่วิธีการ เพราะโดยศัพท์ Coup d'état หมายถึง วิธีการอันผิดกฎหมาย แต่ในแง่ "คุณค่า" มันเป็น Revolution โอเค ภายหลัง 2475 จะถูกฝ่ายอำนาจดั้งเดิมกบฏ กรณีนั้น คงต้องวิพากษ์ในบทความอื่นๆ

แต่สำหรับในที่นี้ ควรต้องเน้นย้ำครับว่า การ Coup d'état สมัย 2475 นั้น ต่างกับ 2550 โดยสิ้นเชิง กล่าวคือ

ถ้าสุรพล ยอมรับว่า "ไม่มีนิติรัฐ ถ้าไม่มีประชาธิปไตย" แล้ว ก็คงไม่นำมาสู่ "การกล่าวอย่างหละหลวม"ในงานสัมมนานี้

ในยุคเผด็จการ หากกล่าวตามแนวคิดนิติรัฐ(สมัยใหม่) ย่อมไม่อาจมีหลัก "นิติรัฐ" ขึ้นได้เลย เพราะแนวคิดนิติรัฐ นั้นยึดโยงต่อหลักการสำคัญในการเคารพความสูงสุดของรัฐธรรมนูญ(supremacy of the constitution) , ความเสมอภาคทางกฎหมาย , การประกันความเป็นอิสระของฝ่ายตุลาการ , ความได้สัดส่วนแห่งความผิดและโทษ เป็นต้น จะเห็นได้ว่า การก่อการฯของ คณะราษฎร กระทำขึ้น เพื่อเรียกร้องหลักนิติรัฐ และหลักความเสมอภาคทางการเมืองและกฎหมาย อันเป็นปัจจัยพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย

การก่อการฯ ดังกล่าว ทำผิดกฎหมายในรัฐเผด็จการ (รูปแบบการปกครองแบบโบราณ) แต่มิได้ละเมิดความเป็นนิติรัฐ และไม่ได้ฉีกความเป็นคุณค่า ในแง่การเคารพสิทธิทางการเมืองของปวงชน

เหล่านี้ มันเทียบไม่ได้เลย ถ้าสุรพล ซีเรียสพอ มิใช่กล่าว "ให้ความชอบธรรม คณะรัฐประหาร" อย่างหลงลืม "ที่จะกล่าวในสารัตถะ"

เมื่อคณะราษฎร ก่อการฯ สถาปนา "รัฐธรรมนูญ" (Pouvoir constituant originaire) ซึ่งนำมาสู่ "นิติรัฐ" ขึ้นแล้ว (และกล่าวได้ว่าเป็นความชอบธรรมของประชาชน ในการทวงคืนอำนาจ ที่เคยสละให้อยู่ภายใต้การปกครองของผู้เผด็จการ) การ ใช้วิธีการ Coup d'état ย่อมเป็นการล้มล้างความสูงสุดของรัฐธรรมนูญ และละเมิดนิติรัฐ สุรพล พึงระลึกว่า ในทางกฎหมายมหาชน การใช้อำนาจรัฐนั้น Due Process ถือเป็นหลักประกันความเป็นนิติรัฐ และสิทธิเสรีภาพของประชาชน จึงเป็นการยอมรับไม่ได้เลย ไม่ว่าในทางกฎหมายหรือในแง่การเมือง

ผมย้ำอีกครั้งว่า ถ้าสุรพล ซีเรียสและซื่อสัตย์ต่อหลักวิชาอย่างเถรตรง จะเอา 2 กรณีที่ต่างกันอย่างมาก(และเป็นเรื่องสำคัญมาก ในทาง public law) ที่คุณไม่อาจยกกรณีหนึ่ง มาอ้าง เพื่อเชิดชูอีกกรณีหนึ่ง ได้เลย

4."ถ้ารัฐบาลนี้มาจากรัฐประหาร ผมก็ถามว่า รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นรัฐบาลต่อจากรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช รัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ผมถามว่ารัฐบาลนายสมัคร และรัฐบาลนายสมชาย มาจากไหน ตอนนี้เรามักจะข้ามบางเรื่องไปเพื่อผลประโยชน์อะไรบางอย่าง"

ถ้าจะกล่าวว่า รัฐบาลอภิสิทธิ์ มาจากรัฐประหาร ไม่ผิดเลยแม้แต่น้อย

"มาจาก" มันย่อมรวมถึงการ ถูกจัดตั้งตาม "กลไก" ของการรัฐประหาร ด้วย

ถ้าสุรพล ยังพอจะมี "กระดูกสันหลัง"อยู่บ้าง ก็คงปฏิเสธไม่ได้เลยว่า กระบวนการตุลาการพิบัติ(Conservative Activism) หรือ "ตุลาการคะนองอำนาจ" ที่โลดแล่นหลังการรัฐประหาร19กันยา นี้ มีผลต่อการผลัดเปลี่ยนรัฐบาลสมัคร และสมชาย

5.ผมขอข้ามช่วง ไปที่ สุรพล พูดอีกตอนหนึ่ง ซึ่งพาดพิงกรณีนี้(และจำเป็นต้องวิพากษ์) ที่ว่า "กรณีนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ทำกับข้าว ต้องพ้นจากตำแหน่งได้ เป็นการจ้องหาเรื่องกันนี่ โดยส่วนตัวผมยอมรับว่าเซอร์ไพรซ์ ผมคิดว่า นายสมัคร แต่ "รับจ้าง" ไม่ใช่ "ลูกจ้าง" แต่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตีความอย่างเคร่งครัด โดยแวดวงกฎหมายกำลังรอดู ว่าจะมีคดีที่ศาลรัฐธรรมนูญกำลังจะตัดสิน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จะตัดสินอย่างไร ไม่ว่าเรื่องนี้จะเป็นกรณีอื่นๆ หรือแม้แต่กรณีของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ก็ต้องตัดสินอย่างเดิม ตรงนี้ผมกำลังรอคำวินิจฉัยคดีที่สอง แต่ขณะนี้ยังเป็นมาตรฐานเดียว คือมาตรฐานอย่างเข่ม ในส่วนของนายสมัคร ยังไม่มีคดีอื่นให้เปรียบเทียม ซึ่งผมกำลังรอดูคำตัดสินคดีอื่นอยู่เช่นกัน"

กรณีการตีความรัฐธรรมนูญ ที่ สุรพล เรียกว่า "ตีความเคร่งครัด" นั้น มัน "ตลกมาก" ซึ่งในทางหลักวิชากฎหมายรัฐธรรมนูญ ถ้า สุรพล ซื่อสัตย์ในหลักวิชา คงต้องบอกว่า คำวินิจฉัยนี้มัน absurd สุดๆแล้ว ในทางหลักรัฐธรรมนูญ ต่อให้ศาลตีความว่า เป็นลูกจ้างก็ตาม มันก็เป็นเรื่อง "ลักษณะต้องห้าม"(เพราะเป็นการไปกระทำในสิ่งที่รธน "ต้องห้าม") ซึ่งในทางหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญเพียง แจ้งไปยังผู้ดำรงตำแหน่งว่า "ต้องตามลักษณะต้องห้าม" ให้เค้าเลิกกระทำเสีย ก็มีผลเพียงนั้น ซึ่งกรณีต่างกับ การผิด"คุณสมบัติ" ซึ่งมีผลในทางพ้นจากตำแหน่ง

นอกจากนี้ ถ้า สุรพล มองในแง่ conflict of interest ก็ควรชี้ให้ได้ว่า กรณีสมัคร มันมี conflict of interest ที่ถึงขนาดกระทบการตัดสินใจของเขาอย่างไร ??? ในการตีความตัวบทรัฐธรรมนูญ ต้องรักษาดุลยภาพทางอำนาจเป็นสำคัญ มิใช่ว่า การอ้าง conflict of interest จะต้องประกาศิตเด็ดขาด โดยไม่คำนึงหลักทางทฤษฎี รธน. (เช่น ดังกล่าวแล้วเรื่องลักษณะต้องห้าม) และ หลักความพอสมควรแก่เหตุ ในผลของการขัด รธน. (สมมติ ศาลลืมเรื่องทฤษฎี รธน. แต่โดยสำนึก ก็ย่อมต้องใช้หลักสัดส่วน มาประกอบวินิจฉัยเสมอ ในฐานะหลักการที่สำคัญเทียบเท่า รธน.)

ซึ่งเหล่านี้ สุรพล เลือกที่จะไม่พูด ถึงการถูกโต้แย้งในทางวิชาการ ต่อ "การเล่นลิ้น ที่ไร้ยางอายเยี่ยงนี้"

ในท้ายนี้ ผมคงประมวลความว่า

วิกฤตการณ์ ตุลาการภิวัตน์ (Conservative Judicial Activism) หรือ ตุลาการคะนองอำนาจ ที่ผ่านมาหลังการรัฐประหาร 2549 นับเป็นความท้าทายของนักกฎหมายมหาชนทุกท่าน ที่จะพิสูจน์ตนภายใต้กระแส "เหวี่ยง"ในรสนิยมทางการเมือง บ่อยครั้งได้ถูกนำเข้ามา "บิดเบือน" ต่อหลักวิชา โดยเฉพาะหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งสำคัญมากไม่ว่าคุณจะสนับสนุนขั้วใด แต่ในทางตีความรัฐธรรมนูญ ถ้าบิดเบือนหรือกระทบตัวบท มันส่งผลถึงระบบอำนาจทั้งหมด

คงปฏิเสธไม่ได้ ถ้าจะบริภาษว่า การวางตัวของผู้พิพากษาและนักกฎหมายมหาชน (แบบไทยๆ) ที่ผ่านมา ประหนึ่งแต่ละท่านเป็นบรรดารูทวารของคณะรัฐประหาร ที่ปล่อยผ่านของเสียเข้าสู่สังคม และระบบกฎหมายเรา

และศาสตราจารย์ ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ ก็คือ หนึ่งในบรรดานักกฎหมายมหาชนแบบไทยๆ เหล่านั้น

ด้วยความไว้อาลัยทางวิชาการ
พุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล
นักศึกษาปริญญาตรี ชั้นปีที่2
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

หักพรรคร่วม ส.ส.ปชป. มีมติไม่แก้รธน. มาร์คลั่นพร้อมนั่งฝ่ายค้าน

ที่มา ประชาไท

มติที่ประชุม ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ 82 ต่อ 48 ไม่ยอมแก้รัฐธรรมนูญ ไม่ฟรีโหวต "มาร์ค" บอกเปลี่ยนขั้วเป็นสิทธิของแต่ละพรรค ลั่นพร้อมฝ่ายค้าน รับผิดชอบผลที่ตามมา ปัดไม่เคยสัญญาแก้ระบบเขตเลือกตั้ง ท้าเปิดเทปเสียง

เมื่อเวลาประมาณ 13.45 น. วานนี้ (26 ม.ค.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เดินทางไปยังที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์เพื่อเข้าร่วมประชุมกรรมการบริหารพรรค หาข้อยุติ ถึงแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยใช้เวลาหารือประมาณ 20 นาที ก่อนจะเดินลงมารับมอบข้าวสารจากประชาชนที่นำมาบริจาคเพื่อช่วยเหลือชาวเฮติ โดยผู้สื่อข่าวได้ถามถึงมติของกรรมการบริหารพรรค นายอภิสิทธิ์ ตอบเพียงสั้นๆว่า "รอที่ประชุม ส.ส.ของพรรคว่า จะฟรีโหวตหรือไม่" จากนั้นได้รีบเดินกลับขึ้นไปร่วมประชุมกับส.ส.พรรคทันที

ต่อมาเวลา 17.20 น. ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุม ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ว่า ที่ประชุม ส.ส.มีมติ 82 ต่อ 48 เสียงเห็นควรไม่สนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเด็นเรื่องเขตเลือกตั้งและไม่มีการฟรีโหวต

ผู้สื่อข่าวถามว่า มติที่ออกมาจะกระทบกับความสัมพันธ์กับพรรคร่วมรัฐบาลหรือไม่นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เรื่องนี้ได้คุยกันแล้วว่าเป็นเรื่องของสภาฯ และพรรคการเมือง ไม่ใช่เรื่องของรัฐบาล เราต้องเคารพสิทธิและความตั้งใจของพรรคการเมือง ซึ่งแต่ละพรรคอาจจะมีจุดยืนที่ไม่เหมือนกัน ยืนยันว่าเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ได้เป็นนโยบายของรัฐบาล และเชื่อว่าเรื่องนี้จะไม่นำไปสู่ความขัดแย้งเพราะเดิมก็บอกกันอยู่แล้วว่าพรรคประชาธิปัตย์จะสนับสนุนหรือไม่ก็มีการเดินหน้าต่อ ตนขออย่างเดียวคือ อย่าไปแก้ในประเด็นที่จะนำไปสู่ความขัดแย้ง และคิดว่าประเด็นทั้ง 2 ประเด็นที่มีการเสนอไม่นำไปสู่ความขัดแย้งอะไร จึงขอให้เป็นเรื่องของ ส.ส.

ผู้สื่อข่าวถามว่า นายกรัฐมนตรีจะไปแจ้งมติของพรรคประชาธิปัตย์ต่อพรรคร่วมรัฐบาลด้วยตัวเองหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนยินดีที่จะไปพบและแจ้งมติของพรรคขณะนี้อยู่ระหว่างการประสานงาน ซึ่งเข้าใจว่าครั้งต่อไปพรรคกิจสังคมจะเป็นเจ้าภาพ

ผู้สื่อข่าวถามว่า มั่นใจหรือไม่พรรคร่วมรัฐบาลจะไม่นำเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจมากดดันในเรื่องนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คงไม่เกี่ยวกันเพราะได้พูดคุยกันแล้วว่าเรื่องของรัฐบาลก็เป็นส่วนของรัฐบาล เรื่องของสภาฯ ก็เป็นเรื่องของสภาฯ

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการขู่ด้วยว่าจะมีบิ๊กเซอร์ไพรส์หรือเกิดการเปลี่ยนขั้วทางการเมือง นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ก็เป็นสิทธิของแต่ละพรรค และคิดว่าการที่แต่ละพรรคการเมืองจะตัดสินใจอะไรก็ต้องมีเหตุผลของตัวเองและต้องมีหน้าที่ในการอธิบาย

ผู้สื่อข่าวถามว่าต่อไปพรรคร่วมรัฐบาลจะมั่นใจในคำสัญญาของพรรคประชาธิปัตย์ได้อย่างไร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า“ก็ไม่มีใครผิดสัญญาเลย”

ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่าพรรคร่วมรัฐบาลระบุว่านายกฯเคยรับปากว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “ไปเปิดเทปดูไหมครับ ผมได้เรียนแล้วว่าวันที่ไปคุยกันในการจัดตั้งรัฐบาลผมก็บอกว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นถ้าไม่แก้เรื่องการนิรโทษกรรมก็คงไม่เป็นปัญหา แต่จุดยืนของแต่ละพรรคไม่ตรงกัน ผมยังจำได้ว่าเขายกประเด็นเรื่องเขตเลือกตั้งขึ้นมา ผมยังบอกเลยว่าประเด็นนี้ก็ลำบากเพราะพรรคประชาธิปัตย์เป็นผู้เสนอ เมื่อแต่ละพรรคการเมืองมีความคิดเห็นแตกต่างกันเรื่องระบบการเขตเลือกตั้งเราก็รับมาพิจารณา ความจริงมีช่วงหนึ่งที่ผมก็บอกว่ายินดีถ้าเรื่องนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ในภาพรวม และนำไปสู่ความสมานฉันท์โดยมีประชาชนลงประชามติ เพราะฉะนั้นไม่มีอะไรที่ผิดสัญญา ผมเป็นคนถือเรื่องนี้ถึงได้ระมัดระวังทุกครั้ง เวลาที่จะพูดคุยหรือตกลงอะไรกับใครเราต้องมีความเข้าใจที่ชัดเจน”

ผู้สื่อข่าวถามว่า กังวลเรื่องการทำงานร่วมกันต่อไปหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คงต้องพูดคุยและทำความเข้าใจกัน เพราะบางเรื่องยังมีความเห็นไม่ตรงกัน แต่เรื่องที่เป็นเรื่องของรัฐบาลและการบริหารงานก็ต้องเดินไปด้วยกัน ถ้าเราจะตัดสินใจไม่เดินก็เป็นสิทธิของเขา เป็นเรื่องที่เราไม่ได้บังคับกันอยู่แล้ว เพียงแต่ที่ตกลงกันก็บอกว่าอยากจะแก้ไขปัญหาต่างๆ เช่น เรื่องเศรษฐกิจ ก็มาทำงานร่วมกัน

ผู้สื่อข่าวถามว่า วันนี้พรรคประชาธิปัตย์กลัวเป็นฝ่ายค้านอย่างที่มีการขู่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนไม่คิดว่าเขาจะขู่อะไร เป็นเพียงการวิเคราะห์สถานการณ์เท่านั้น ในพรรคประชาธิปัตย์เองยังมีการวิเคราะห์กันเลย ซึ่งเราก็ต้องยอมรับในการตัดสินใจของเรา เมื่อเราตัดสินใจแล้วเราก็ต้องรับผลที่ตามมา ถ้าทุกอย่างเรายึดถือตามแนวทางที่ตกลงกันไว้ ไม่ได้เป็นปัญหาอะไร ไม่ได้แปลว่ารัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่ผ่าน พรรคประชาธิปัตย์ก็มี 170 กว่าเสียงเท่านั้น ผู้สื่อข่าวถามว่า พร้อมรับปฏิกิริยาของพรรคร่วมรัฐบาลหลังจากนี้ได้หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รับได้อยู่แล้ว

ที่มา: เรียบเรียงจาก
นายกรัฐมนตรีเผยมติส.ส.ปชป. 82 : 48 ไม่หนุนแก้รัฐธรรมนูญเรื่องเขตเลือกตั้ง, ศูนย์สื่อทำเนียบรัฐบาล, 26 ม.ค. 53
http://media.thaigov.go.th/pageconfig/viewcontent/viewcontent1.asp?pageid=471&directory=1779&contents=41278

พล ร.2 รอ.จะแสดงพลังปกป้อง "สถาบันทหาร" เช้าวันนี้ ลั่นไม่อยากให้มีคนก้าวร้าวต่อ "บิ๊กป๊อก"

ที่มา ประชาไท

ผบ.พล ร.2 รอ.ยันไม่มีการหารือทำรัฐประหารในค่าย ด้าน พ.ท.จิระสิทธิ์ จันทร์มี รองเสนาธิการ พล ร.2 รอ. เผยกำลังพลกว่า 3 กองพันรวม 1,000 คนจะรวมตัวกันแสดงพลังปกป้อง "สถาบันทหาร" และไม่อยากให้มีคนก้าวร้าวต่อ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชา

เว็บไซต์เนชั่นชาแนล รายงานวานนี้ (26 ม.ค.) ว่า เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 26 ม.ค. พล.ต.วลิต โรจนภักดี ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ค่ายพรหมโยธี ต.บ้านพระ อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี กล่าวว่า จากการที่พรรคการเมืองให้ข่าวสื่อมวลชนว่ามีนายทหารกลุ่มหนึ่งคุมกำลังหลักในกองทัพ เรียกทหารจากกองร้อยปฏิบัติการพิเศษ หรือ ฉก.90 ประชุมลับที่ค่ายทหาร พล.ร.2 รอ. จ.ปราจีนบุรี นั้น ตนขอกล่าวว่า ทางกองพลฯ ไม่รู้เรื่องดังกล่าว โดยเฉพาะหน่วยกองร้อยปฏิบัติการพิเศษ หรือ ฉก.90 ไม่ได้อยู่ในบังคับบัญชา หรือสังกัด ของ พล.ร 2 รอ. แต่อย่างใด ที่ผ่านมามีหน่วยงานอื่นที่เข้ามาศึกษาดูงานในกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ มีแต่ฝ่ายข่าวของทหารอากาศที่มาดูงาน และนายทหารที่อบรมหลักสูตรชั้นนายพัน ที่มาฝึกงานตรวจภูมิประเทศ ไม่มีการประชุม หรือเกี่ยวกับการปฏิวัติใด ๆ ในพื้นที่ จ.ปราจีนบุรี และขอยืนยันว่าไม่มีการปฏิวัติ

ขณะที่ พ.ท.จิระสิทธิ์ จันทร์มี รองเสนาธิการกรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ กล่าวว่า ในเวลา 08.30 น. วันที่ 27 ม.ค. ที่หน้ากองบังคับการกรมทหาราบที่ 2 รักษาพระองค์ ค่ายจักรพงษ์ อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี นายทหารและกำลังพลสังกัดกรมทหารราบราบที่ 2 รักษาพระองค์ กองพลทหาราบที่ 2 รักษาพระองค์ และหน่วยขึ้นตรง ที่เป็นกำลังรบหลัก จาก 3 กองพันจำนวนกว่า 1,000 คน จะรวมตัวกันที่หน้ากองบังคับการกรมทหาราบที่ 2 รักษาพระองค์ (ร.2 รอ.) มีพ.อ.กู้เกียรติ ศรีนาคา ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์เป็นแกนนำ จะพากันแสดงพลังร่วมปกป้องสถาบันทหาร เพื่อแสดงจุดยืนของนายทหารสังกัดกรม ร.2 รอ. ไม่อยากให้มีบุคคลออกมาก้าวร้าวกับ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชา

ใครเอ่ย...???

ที่มา thaifreenews

โดย ประชาชื่น

"เป็นเตมีย์ใบ้
ไข่ฝ่อคอเอียง
ชอบทำเสียงหวาน
ขออยู่บ้านฟรี
ชอบหลีน้อง"หนุ่ม"
แอบซุ่มนักมวย
ตัวซวยประเทศไทย
อยาก"ไร้กังวล"
คนใจวิปริต
คิดแค้นอาฆาต
หวงอำนาจวาสนา
อิจฉาตาร้อน
ขี้งอนริษยา
หน้าด้านหน้าทน
ตีตนเสมอเจ้า...."

ใครเอ่ย...ฮืม

โดย sompetch

ม่ายรู้...ม่ายรู้....ชะเอยม่ายรู้ ม่ายรู้
ม่ายเอา...ม่ายเอา...ชะเอยม่ายเอา ม่ายเอา
ม่ายอยากจะรู้ .... ม่ายอยากจะเอา....
ถ้าจะให้ดี อย่างนี้ต้อง "ตีเข่า"

"น่าอาย น่าอาย เป็นเจ้านายกระทำผิด มันน่าอาย
......
หน้าด้าน หน้าทน หน้าด้าน ไอ้หน้าท๊น..น..น ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ

ประกาศ*** โรงเรียน นปช.เชียงราย เหนือสุดยอดแดนสยาม ***

ที่มา thaifreenews

โดย MooKaTa



Thaksinlive2010-01-26 >> WMV,MP3 เล่าชีวิตแต่เยาว์วัยจนถึงปัจจุบัน ตอนที่๑

ที่มา thaifreenews

โดย Tuxedo

Thaksinlive 2010-01-26
WMV 73.39Mb ,
MP3 12.76Mb
74.21นาที

Music Video : Jakrapob Penkair - People Channel Radio One

ที่มา thaifreenews

โดย ThaiRedNews

Music Video : Jakrapob Penkair - People Channel Radio One


รัฐประหารคือ ฟางเส้นสุดท้ายที่ล่มสหภาพโซเวียต ศักดินาอำมาตยาธิปไตยของไทยก็เหมือนกัน

ที่มา thaifreenews

บทความโดย...ลูกชาวนาไทย





หากใครติดตามสถานการณ์ทางการเมืองในช่วงปี 1991 ก็จะมีเหตุการณ์สะท้านโลกที่เปลี่ยนแปลงโลกให้เหมือนปัจจุบันนี้ หากไม่มีการ "รัฐประหารสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์หัวเก่า" โซเวียตก็อาจยังไม่ล่มสลาย แต่ก็คงอ่อนแอไปมาก แต่โซเวียต วันนั้นก็อ่อนล้าลงมากแล้ว เหมือน "ศักดินาอำมาตย์" ไทยในวันนี้ นายกอบาร์เชฟ พยายามจะปะผุด้วยนโยบายกราสนอต และเปเรสทอยก้าคือการเปิดกว้างรับการเปลี่ยนแปลงทั้งแนวคิดและระบบเศรษฐกิจของโซเวียต

เมื่อมีนโยบายเปิดกว้างของกอร์บาเชฟ ก็เหมือนน้ำในเขื่อนที่ไหลทะลักลงมา การ วิพาร์กวิจารณ์ถึงความล้าหลังของระบอบคอมมิวนิสต์ ความไร้ประสิทธิภาพต่างๆ และประชาชนที่อดอยาก โซเวียตในวันนั้น ก็เหมือนกับ "คนจนนุ่งกางเกงในตูดขาด" ตัวเดียว ผอมโซแต่มือถืออาวุธร้ายแรง

ระบบที่ไปไม่ไหว แม้จะพยายามปรับปรุง แก้ไขตัวเองบ้าง ใช้บารมีบ้าง ก็เอาไม่อยู่

สุดท้ายสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์โซเวียตหัวเก่า ก็กลัวว่าจะสูญเสียอำนาจ ก็เลยเอากำลังทหารที่ตัวเองมีอยู่ไม่มากนัก ออกมาทำรัฐประหาร ยึดจุดสำคัญของพรรค และสมาชิกพรรคคนสำคัญเอาไว้ และต้องการดึงระบบกลับไปสู่ระบบเดิม

เท่านั้นเองมันก็เหมือน "ฟางเส้นสุดท้าย" ที่ทำให้อูฐหลังหักทันที

ประชาชนที่ทนไม่ไว้ก็ออกมาต่อต้าน นายบอริส เยลต์ซิน ประธานาธิบดีสาธารณรัฐรัสเซีย (หนึ่งในสาธารณรัฐของโซเวียต) ก็ออกมาปลุกระดมคนให้ออกมาต่อต้าน มีการชุมนุมประชาชนจำนวนมากในกรุงมอสโคว์ ประชาชนหลายกลุ่มเริ่มเข้าทำร้ายทหารฝ่ายรัฐประหาร เข้ายึดและทำลายรถถัง ห้อมล้อมรถถัง และยึดรถถังต่างๆ ไปได้ ทหารที่ออกมาร่วมรัฐประหารที่เป็นชั้นผู้น้อยต่างก็วางปืนเข้าร่วมกับประชาชนหมด

สุดท้ายที่ผมเห็นจากภาพในทีวีคือ กลุ่มทหารที่ภักดีต่อแกนนำคณะรัฐประหารหยิบมือสุดท้าย ก็ได้ยึดที่ทำการพรรคในกรุงมอสโคว์ เป็นที่มั่นสุดท้าย เพื่อสู้ตาย ประชาชนที่ลุกขึ้นปฏิวัติต่อต้านรัฐประหาร ร่วมกับกำลังทหารที่หันมาเข้าข้างประชาชน ก็ระดมยิงปืนใหญ่เข้าไปยังที่มั่นสุดท้ายของฝ่ายรัฐประหารที่กลายเป็นกบฏ และยอมแพ้ในที่สุด ผมยังเห็นภาพควันไฟที่ไหม้ตึกนั้นออก ซีเอ็นเอ็นอยู่เลย

และนั่นก็คือ ฟางเส้นสุดท้ายที่ "ล่มสหภาพโซเวียตอันยิ่งใหญ่" ไปจนได้

หลังจากนั้น จากรัฐประหารเพื่อรักษาสถานภาพเดิมของสหภาพโซเวียตเอาไว้ ก็เกิดการปฏิวัติประชาชนขึ้น มีเยลต์ซินเป็นผู้นำและมีการตั้งรัฐบาลของประชาชนขึ้น รัฐต่างๆ ในสหภาพโซเวียตก็แยกตัวออกไป เยลต์ซิน ที่เป็นหัวหน้ารัฐบาลชั่วคราว ก็ได้ประกาศยุบพรรคคอมมิวนิสต์

ยึดทรัพย์สินของพรรคคอมมิวนิสต์ เป็นของรัฐบาลกลางทั้งหมด

ศักดินาอำมาตยาธิปไตยของไทย ยังมีระบบการเมืองที่ล้าหลังมากกว่าคอมมิวนิสต์อีก มีทั้งความสองมาตรฐาน และความอยุติธรรมในสังคม รวมทั้งการสร้างความโง่เขลาบูชาเทพทั้งหลาย

วันนี้กลุ่มอำมาตยาธิปไตย ถูกรุกทางการเมืองกรณีเขายายเที่ยง และการรุกป่าสงวนเขาสอยดาว เปิดโปงให้เห็นธาตุแท้ของพวกที่อ้างคุณธรรม จริยธรรม ความดีงามบริสุทธิ์ผุดผ่อง วันนี้โดนเปิดให้เห็นถึงความน่าขยะแขยงและเลวทราบภายใน พวกเขาไม่มีอาวุธหรือ ข้ออ้างอะไรที่จะคุ้มหัวได้อีกแล้ว

พวกเขาไม่มีทางเลือกนอกจาก คิดแบบ “คอมมิวนิสต์หัวเก่า” ที่หมดทางไปแบบที่ผมว่า คือ “ยึดอำนาจทำรัฐประหาร” ใช้ความรุนแรงและอำนาจสยบการเปลี่ยนแปลงเอาไว้ วันนี้ พวกเขาเหลือทางแค่นี้จริงๆ

จาการวิเคราะห์และข้อมูลที่น่าเชื่อถือได้รอบข้าง ผมคิดว่าพวกเขาต้องทำรัฐประหารแน่นอน และเราก็ได้เห็นถึงสองครั้งในสัปดาห์เดียวแล้วว่า พวกเขาได้ลงมือแล้วจริงๆ แต่เกิดการกระด้างกระเดื่องของทหารชั้นผู้น้อย ไม่ยอมรับอำนาจที่ไม่ถูกทำนองคลองธรรมเท่านั้น

มันจึงยังคงกลายเป็น รัฐประหารคุดอยู่

แต่พวกเขาก็คงต้องพยายามกันอีก ซึ่งผมก็ไม่สนใจแล้วว่าพวกเขาจะพยายามหรือไม่ อย่างไร เพราะหากจะทำ ผมและคนเสื้อแดงทั้งหลายที่ผมรู้จักต่างก็ท้าทายให้พวกนี้ก้าวเข้าสู่ “หลุมขวาก” เสียโดยไวแบบที่ รัฐประหารของพรรคคอมมิวนิสต์ ที่กลายเป็นฟางเส้นสุดท้ายโค่นล้มสหภาพโซเวียต

วันนี้ประชาชน “เหนื่อยและเหลืออด” เต็มทีแล้ว เหนื่อยที่จะยอมทนต่อไปอีก ไม่ว่าจะหาข้ออ้างเพื่อปกป้องอะไรก็ตาม วันนี้สิ่งเหล่านั้นประชาชนรู้สึก “หนักเกินไปแล้วที่จะต้องรับภาระ” เอาฟางเส้นนี้ขึ้นมาใส่ วันนี้หลังหัก แตกหักแน่นอน

วันนี้ไม่เหมือนปี 2549 ประชาชนได้ผ่านการเคี่ยวกรำ จัดตั้งกันมาอย่างยาวนานกว่าสามปีแล้ว มีการ เตรียมความคิดทางการเมืองกันอย่าง “ดีเยี่ยม” มายาวนานแล้ว

วันนี้หากใครรับรัฐประหารอีก อูฐจะหลังหักทันที

เครื่องมือที่จะต่อต้านรัฐประหาร จุดกระแสปฏิวัติประชาชนมีพร้อมอย่างสมบูรณ์แล้ว

อย่าคิดว่าประชาชนวันนี้ไม่รู้ความจริงว่าใครอยู่เบื้องหลัง ไม่ว่าจะทำเนียนอย่างไรก็ตาม ไม่มีใครอยากอุ้มอยากแบกให้หนักต่อไปอีกแล้ว

หากต้องการทำรัฐประหาร และมั่นใจว่าพวกตนจะคุมได้ จะหลอกประชาชนต่อไปได้ ก็ยินดีด้วยครับ

พวกเราชาวเสื้อแดงยินดีต้อนรับ

ฟ้าสีทอง ผ่องอำไพแน่นอน หากอยากลองดีกับประชาชน